sister ep401-405

 ตอนที่ 401: ทำตามสัญญา


“เฮอะ ข้านึกว่าศาลต้าหลี่จะยุติธรรมและเที่ยงตรง แต่คราวนี้กลับพาหมอหลวงมาด้วย เห็นได้ชัดว่าพยายามจะช่วยพวกเขาให้พ้นผิด” ฉินทงหาใช่คนโง่เขลา เขาตระหนักได้ทันทีว่าเหตุใดหมอหลวงถึงมากับพวกเจ้าหน้าที่ และสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมด้วยความโกรธแค้น

แม้เขาจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อถูกล่อลวงด้วยเงิน ความกล้าของเขาจึงยิ่งทวีคูณ มิฉะนั้น เขาคงไม่กล้าเป็นศัตรูกับพี่น้องตระกูลถังตั้งแต่แรก

“เข้าใจผิดแล้ว พวกเรามาที่นี่เพื่อยืนยันกับท่านหมอน้อยทั้งสอง ส่วนเจ้า เห็นได้ชัดว่าเจ้าใช้อุบายหาประโยชน์จากความเมตตาของพวกเขา!” หมอหลวงหวังเอ่ยเสียงขุ่น

หุบเขาร้อยพิษขัดเกลาจนเขาได้เป็นหมอหลวงในทุกวันนี้ เมื่อเห็นว่ามีใครบางคนพยายามทำให้จ้าวหุบเขาน้อยเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาจะทนได้อย่างไร?

“หึ ข้าไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น แต่ข้ารู้ว่าการกลับดำให้เป็นขาวนั้นเป็นเช่นไร หากคิดจะรังแกชาวบ้านตาดำๆอย่างข้า แล้วข้าจะไปทำอะไรได้!” ฉินทงรู้ว่าคนส่วนใหญ่ในที่นี้จะไม่เห็นด้วยกับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลต้าหลี่ได้แสดงจุดยืนของพวกเขาชัดเจนแล้ว

เวลานี้ ทางเลือกเดียวของเขาคือแสร้งทำเป็นอ่อนแอและหวังว่าจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากชาวเมืองคนอื่นๆ แม้ทุกคนจะรู้ว่าเขาเป็นคนชั่วช้าเลวทรามก็ตาม

ตราบใดที่เงินตกเป็นของเขา วาจาของผู้อื่นล้วนไม่สำคัญ! และหากเลวร้ายที่สุด เขาก็สามารถออกจากเมืองหลวงและใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายด้วยเงินสองพันตำลึงนั้นไปชั่วชีวิต

แผนของฉินทงนั้นเรียบง่าย เขาไม่สนใจว่าบิดาของตนจะอยู่หรือตาย สิ่งที่เขาต้องการคือเงิน และมันก็ชัดเจนจากน้ำเสียงและทัศนคติของเขา

“เลิกประวิงเวลาได้แล้ว! เอาศพพ่อของข้าออกมาเสียที แล้วก็จ่ายเงินมาตามสัญญา หาไม่แล้ว ข้าจะป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าหุบเขาร้อยพิษฆ่าคน!” ฉินทงแสยะยิ้ม

“เจ้าลูกเนรคุณ!”

บิดาของฉินทงที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในห้องข้างๆ มิอาจสะกดกลั้นโทสะไว้ได้อีกต่อไป เขาถือไม้เท้าและเดินออกมาอย่างช้าๆ

ทันทีที่เขาปรากฏตัว เขาก็ยกไม้เท้าขึ้นและตีฉินทงเข้าที่หลังเต็มแรง

“ย...อย่า อย่าตีข้า โอ๊ย!” ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างของฉินทง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นแดงก่ำ

สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือบิดาเป็นคนตีเขาด้วยตัวเอง มันทำให้กระดูกสันหลังของเขาชาจนไร้ความรู้สึก

“ท่านพ่อ ท่านตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดไปถึงยมโลกแล้วไม่ได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง** แต่กลับมาที่นี่แทน?”

** น้ำแกงยายเมิ่ง น้ำลืมชาติ ตามตำนานจีน เมื่อตายไปและลงสู่ยมโลก วิญญาณทุกดวงจะต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งริมสะพานไน่เหอเพื่อลบความทรงจำ

ฉินทงไม่สามารถหลบหนีได้ จึงย่อตัวลงนั่งในมุมหนึ่งและพึมพำไม่หยุดปาก

“เจ้าอกตัญญูถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? ท่านหมอน้อยทั้งสองเอาชื่อเสียงตัวเองมาเสี่ยงเพื่อช่วยชีวิตข้า แต่เจ้ากลับมาแช่งให้ข้าตายเสียนี่!” ใบหน้าของผู้เฒ่าฉินเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ไม่เคยคิดว่าลูกชายที่เลี้ยงดูมาแต่เกิดจะปรารถนาให้เขาตาย

“ท่านพ่ออายุปูนนี้แล้ว อยู่ไปจะมีประโยชน์อะไร? มิสู้รีบตายไปเสีย จะได้ประหยัดอาหาร และยังทำเงินให้ข้าได้เป็นกอบเป็นกำ” ฉินทงโพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น สำหรับเขา การรอดชีวิตของบิดาถือเป็นภาระที่หนักอึ้ง

คนไข้ที่อยู่รอบๆ ต่างตกตะลึงกับคำพูดของเขา และแม้แต่เจ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่ก็มีท่าทีโกรธจัด

ใบหน้าของผู้เฒ่าฉินซีดเผือด เขาไม่เคยคิดว่าลูกในไส้จะมีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้

“ท่านพ่อ ท่านตายไปเสียเถอะ หากท่านตาย พวกเขาจะให้เงินก้อนโตกับข้า ข้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับหลานของท่านไปชั่วชีวิต” ฉินทงพลันคุกเข่าลงต่อหน้าบิดา ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง

“ชั่วช้าที่สุด ฉินทง เจ้ากำลังบังคับให้พ่อของตัวเองไปตายหรือ? ในแผ่นดินโจวเป่ยของพวกเราปกครองโดยหลักแห่งความเมตตาและความกตัญญู!” เจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตะโกนก้อง และฉินทงก็ถูกตรึงไว้กับพื้น

“พวกท่านมาจับข้าทำไม? ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! ไส้ของเขาทะลักออกมาขนาดนั้น แต่ตอนนี้เขากลับมีชีวิตอีกครั้ง พวกท่านไม่คิดว่ามันวิปริตผิดธรรมชาติบ้างหรือ? ฆ่าเขา ฆ่าเขาเสียตั้งแต่ตอนนี้!” ฉินทงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าคนที่เขาต้องการให้ตายไม่ใช่บิดาของตน แต่เป็นศัตรูที่เคียดแค้น

“พาตัวเขาไปที่ศาลพิจารณาคดี! เมื่อคดีนี้ถูกตัดสิน ข้าหวังว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่จะให้การเป็นพยาน!”

“ขอรับ พวกเราจะให้การเป็นพยานอย่างแน่นอน!”

“ใช่แล้ว คนเลวเช่นเขา ชั่วช้า ไร้คุณธรรม และโหดเหี้ยมอำมหิต กฎหมายจะต้องลงโทษให้ถึงที่สุด!”

“ถูกต้อง เขาจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎหมายของแผ่นดินโจวเป่ย!”

คำพูดของฉินทงปลุกเร้าความโกรธแค้นของฝูงชน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโส และพวกเขากลัวว่าหากฉินทงไม่ถูกลงโทษ บุตรหลานของตนจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของผู้ป่วยพลันฉายแววตื่นตระหนก

“ท่านพ่อ ข้าไม่ผิดนะ ท่านใกล้ตายจริงๆตอนที่ล้มลงไป เหตุใดยังรอดมาได้อีก!” เวลานี้ ฉินทงตระหนักแล้วว่าตนกลายเป็นศัตรูของฝูงชน และยังคงจับจ้องบิดาด้วยความเคียดแค้นและขมขื่น

“ชาติที่แล้วข้าทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้มีลูกชายอย่างเจ้า?” ใบหน้าของผู้เฒ่าฉินเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เขาเพิ่งรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และคงไม่มีกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

“ทำให้เขาหุบปากเดี๋ยวนี้ อุดปากเขาไว้!” เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งด้วยความเกรี้ยวกราด เขาไม่คิดว่าฉินทงจะเสียสติถึงเพียงนี้

วันนี้ ฉินทงจะถูกนำตัวไปลงโทษเพื่อเป็นการเตือนคนอื่นๆที่มีความคิดแบบเดียวกัน

“.....” ฉินทงส่งเสียงอู้อี้ขณะเจ้าหน้าที่ยัดผ้าเข้าไปในปากของเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลากเขาออกไป

“ช้าก่อน!”

ในตอนนั้นเอง ถังฉีได้ก้าวมาข้างหน้าและหยุดพวกเขา

“เสี้ยนจู่ คนผู้นี้เป็นนักโทษที่ศาลต้าหลี่ต้องจับกุม เหตุใดท่านถึงขัดขวางพวกเรา?” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ข้าเชื่อว่านี่เป็นการเข้าใจผิด สาเหตุที่ข้าเรียกพวกท่านมาในวันนี้เป็นเรื่องของสัญญาต่างหาก” ถังฉีอธิบายอย่างใจเย็นและชี้ไปยังเอกสารที่วางอยู่ใกล้ๆ

ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงตระหนักว่าพวกเขาได้มองข้ามเรื่องสำคัญเพราะความกระตือรือร้นที่จะลงโทษฉินทง

“ก่อนที่พวกท่านจะพาตัวเขาไป ช่วยลงนามในสัญญาด้วย” เฉียวอวี๋กล่าวเสริมพลางเดินออกมาด้วยฝีเท้าที่ผ่อนคลาย


ตอนที่ 402: ข้าจะไปที่ไหนได้?


“อืม เดิมทีพวกเรามาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้”

เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่เห็นเฉียวอวี๋ พวกเขารู้สึกราวกับว่ามีถังน้ำเย็นเทราดลงบนศีรษะ เมื่อนั้นจึงตระหนักได้ว่าพวกเขาควรทำสิ่งใดก่อน

“ขอบคุณทุกท่าน!”

เฉียวอวี๋ประกบมือและค้อมกายเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้” เฉียวอวี๋หันไปหาถังฉีด้วยสีหน้าสำนึกผิด

เมื่อเห็นเช่นดังนั้น เจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่จึงอดกระอักกระอ่วนในใจมิได้

“อย่ากังวลเลย ข้าก็ไม่เป็นไร เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว” ถังฉียิ้มกล่าว สีหน้าผ่อนคลายและสงบนิ่ง

นางต้องการเพียงนับเงินทุกวันจนกว่ามือของนางจะเป็นตะคริว และไม่สนใจจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องวุ่นวายเช่นนี้

เมื่อเห็นว่าจ้าวหุบเขาน้อยปฏิบัติต่อถังฉีด้วยความเคารพ เจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่จึงเริ่มมองนางใหม่

โดยเฉพาะคำว่า ‘พี่ใหญ่’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจ้าวหุบเขาน้อยให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใด

“ตามสัญญานี้ เขาต้องมอบทรัพย์สินของครอบครัวครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นค่ารักษา”

ฉินทงพอจะมีความมั่งคั่งอยู่บ้าง และคนของเขาก็พอมีฐานะทีเดียว

“แน่นอนว่าเราได้ตรวจสอบทรัพย์สินของเขาอย่างละเอียดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดังนั้น เสี้ยนจู่ ท่านต้องการเป็นเงินหรือทรัพย์สิน”

“เงิน!”

ถังฉีไม่ใช่คนเฉื่อยชา เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่อยู่ที่นี่ และไม่ว่าผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร ครอบครัวของฉินทงก็ไม่สามารถโอดครวญได้

“ตกลง ทรัพย์สินของเขาสามารถขายได้กว่าห้าร้อยตำลึงเงิน ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินจึงเท่ากับสองร้อยหกสิบตำลึงเงิน”

เมื่อฉินทงได้ยินพวกเขาคุยกันเรื่องทรัพย์สินของครอบครัว ใบหน้าของเขาจึงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาส่งเสียงอู้อี้ออกมาจากด้านข้าง ทว่าไม่มีใครคิดจะเอาผ้าปิดปากของเขาออก

เพียงไม่นาน เจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่ก็แบ่งทรัพย์สินของเขาอย่างชัดเจน และถังฉีก็ได้รับเงินสองร้อยหกสิบตำลึง

เนื่องจากศาลต้าหลี่เข้ามาดำเนินการ ครอบครัวของฉินทงจึงรีบส่งมอบเงินให้ตามสัญญา

เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉินทงรู้สึกราวกับเลือดไหลทะลักออกมาจากหัวใจ

“ตาแก่โง่เง่า อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก หากท่านกล้ากลับมาละก็ รอดูได้เลยว่าข้าจะจัดการกับท่านอย่างไร?” ภรรยาของฉินทงข่มขู่ผู้เฒ่าฉินโดยกระซิบข้างหู มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน

บิดาของฉินทงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วนั่งลงข้างๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

เขารู้สึกเกลียดชังบุตรชายและลูกสะใภ้ที่ไร้มโนธรรมและอกตัญญู ทว่าเวลานี้บุตรชายถูกคุมขังในศาลต้าหลี่ แล้วครอบครัวของลูกสะใภ้จะเป็นเช่นไร? หลานของเขาจะเป็นเช่นไร?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผู้เฒ่าฉินจึงรู้สึกสับสน

ถังฉีสังเกตท่าทีของพวกเขามานาน แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร เรื่องบางเรื่องจำต้องอาศัยคนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ จึงจะเข้าใจและรู้ว่าควรทำเช่นไรต่อไป

หลังจากเจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่จัดการเรื่องสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จากไปพร้อมกับฉินทง

ในเมืองหลวง มีเรื่องราวเกิดขึ้นตลอดเวลา และเจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่ก็มีงานล้นมือ

ถังฉีไม่ได้พยายามรั้งพวกเขาไว้ แต่กลับพูดคุยกับพวกเขาด้วยความสุภาพและเป็นมิตร จากนั้นพวกเขาก็จากไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

แน่นอนว่ายกเว้นฉินทง!

“ท่านหมอน้อยทั้งสองช่างน่าทึ่งเหลือเกิน ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ได้”

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่จากไป บรรดาคนป่วยก็รู้สึกโล่งใจ พวกเขาเริ่มแสดงความชื่นชมออกมาทีละคนๆ

“จ้าวหุบเขาน้อย ข้าได้ยินว่าตอนที่ชายชราถูกนำตัวมาที่นี่ ไส้ของเขาก็ทะลักออกมาข้างนอกแล้ว ดูท่าไม่น่าจะรอดมาได้ ท่านรักษาเขาอย่างไรหรือ?”

หมอหลวงหวังยังมิได้กลับไป และเขาได้เอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น

คำถามนี้แทนใจหมอหลวงคนอื่นๆที่ล้อมรอบเขาเช่นกัน

เฉียวอวี๋ไม่คุ้นชินกับการตกเป็นเป้าสายตา ปกติแล้วเขาจะรักษาเพียงคนป่วยทั่วไปเท่านั้น

“ทุกท่าน ไว้ข้าจะอธิบายให้ฟังหลังจากที่พวกเรารักษาคนไข้วันนี้เสร็จ”

เฉียวอวี๋ไม่คาดคิดว่าหมอหลวงจะกระตือรือร้นเพียงนี้

“จ้าวหุบเขาน้อย ให้รอจนกว่าพวกเราจะรักษาคนไข้เสร็จก่อนใช่หรือไม่?”

สายตาของหมอหลวงเหล่านั้นเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

“ใช่แล้ว เมื่อรักษาคนไข้เสร็จก็ยังพอมีเวลา พวกเราค่อยหารือกันตอนนั้นก็ไม่สาย”

เฉียวอวี๋เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

เขาตระหนักดีว่าความดีความชอบในการช่วยชีวิตผู้เฒ่าฉินส่วนใหญ่เป็นของถังฉี และเขาก็รู้ด้วยว่าพี่สาวไม่ชอบเป็นจุดสนใจและไม่ต้องการเปิดเผยความสามารถของตนเอง

ดังนั้นเฉียวอวี๋และถังเหอจึงไม่เอ่ยถึงนาง

“ดีจริง!”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าหมอหลวงต่างเบิกตาเป็นประกาย พวกเขานำโต๊ะมาวางข้างๆ จากนั้นก็วางล่วมยาของตัวเองไว้ด้านบน

บรรดาคนป่วยก็เช่นกัน พวกเขาต่างตกตะลึงและไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับการรักษาจากหมอหลวง

ผู้เฒ่าฉินสังเกตเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว เขาจึงเดินไปตามถนนด้วยใบหน้าสิ้นหวัง

เวลานี้ เขาเองก็ไม่รู้จะบากหน้าไปที่ไหน

“ผู้เฒ่าฉิน!”

ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงร้องเรียกของถังฉี

“แม่นางถัง ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าเองก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นไร แต่ข้าจะจดจำความเมตตาของท่านไว้ชั่วชีวิต”

“ผู้เฒ่าฉิน ท่านไม่โกรธพวกเราหรือที่ทำให้ลูกชายของท่านต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?”

ใบหน้าของถังฉีมีร่องรอยของความประหลาดใจฉายแววอยู่

“ฮาฮา...เป็นความผิดของข้าเองที่เลี้ยงเขามาจนกลายเป็นคนเช่นนี้ พวกท่านไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แล้วข้าจะโทษพวกท่านได้อย่างไร? หากไม่ใช่เพราะพวกท่าน ข้าก็คงตายไปแล้ว”

กล่าวจบ ผู้เฒ่าฉินก็คุกเข่าลงตรงหน้าถังฉีและคำนับอยู่หลายครั้งก่อนที่นางจะทันตั้งตัว

“แม่นางถัง ข้าคงไม่มีวันตอบแทนบุญคุณของท่านและน้องชายได้หมด”

“ได้โปรดลุกขึ้นเถอะ ผู้เฒ่าฉิน การช่วยเหลือคนป่วยเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว ข้าได้ยินว่าลูกสะใภ้ไม่ยอมให้ท่านกลับบ้าน แล้วท่านจะไปที่ไหนหรือ?”

ถังฉีได้แต่รู้สึกเวทนาชายชราผู้นี้

“ข้าจะไปที่ไหนได้? ข้าคงต้องกลับไปบ้านเกิดและอยู่ที่นั่นตามลำพัง”

ผู้เฒ่าฉินมิได้อำพรางความสิ้นหวังบนสีหน้า

“ผู้เฒ่าฉิน นี่คือเงินที่ศาลต้าหลี่มอบให้ข้า” ถังฉีมอบตั๋วเงินทั้งหมดให้เขา

“ข้ารับไม่ได้หรอก มันเป็นของท่านโดยชอบธรรม ข้าคงรู้สึกละอายใจหากจะรับไว้”

ผู้เฒ่าฉินรีบส่ายศีรษะ

“ผู้เฒ่าฉิน เงินเหล่านี้เป็นของท่านมาตั้งแต่แรก ข้าเพียงถือไว้ให้ท่านเท่านั้น สาเหตุที่ข้ายืนกรานให้ศาลต้าหลี่บังคับลูกชายท่านให้ทำตามสัญญาก็เพื่อสั่งสอนให้เขาได้หลาบจำ แม้มันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่สู้ดีนักก็ตาม”

“ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีพวกท่าน ข้าก็คงไม่รู้ว่าลูกชายตัวเองเสียสติไปแล้ว! หลังจากได้ยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความตาย ข้าก็ตระหนักได้ว่าควรปลงกับเรื่องต่างๆ”

ผู้เฒ่าฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มไร้กังวล

“เช่นนั้นก็รับตั๋วเงินไปเถอะ และหากท่านต้องการความช่วยเหลือก็มาหาพวกเราได้เสมอ”

เมื่อพูดจบ ถังฉีก็จากไปพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ

ผู้เฒ่าฉินยืนนิ่ง ถือตั๋วเงินไว้ในมือ เฝ้ามองร่างที่ค่อยๆลับตาไปของถังฉี

เมื่อการร่วมแรงร่วมใจทำให้งานเบาลง ไม่นานคนไข้ในช่วงบ่ายก็ได้รับการรักษาจนครบทุกคน

“จ้าวหุบเขาน้อย พวกเรารักษาคนไข้หมดแล้ว ท่านช่วยอธิบายวิธีรักษาผู้เฒ่าฉินให้พวกเราฟังได้หรือไม่?”


ตอนที่ 403: ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลม


เมื่อเห็นสีหน้ากระตือรือร้นของพวกเขา เฉียวอวี๋ก็เหลือบมองไปยังถังเหอ

“เอาล่ะ ความจริงแล้ว วิธีการรักษาเช่นนี้มาจากตำราทางการแพทย์ของหุบเขาร้อยพิษ แต่ถึงกระนั้น แม้จะทดลองมาหลายชั่วอายุคน ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จจนถึงตอนนี้”

เฉียวอวี๋ถอนหายใจขณะอธิบาย

หากไม่ใช่เพราะถังฉี การรักษาครั้งนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้

“โอ้? ข้าขอถามได้หรือไม่ เหตุใดท่านหมอน้อยทั้งสองจึงเลือกใช้วิธีนี้?”

“ใช่แล้ว จ้าวหุบเขาเองก็เคยพยายามใช้วิธีนี้มาก่อน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลย”

เมื่อมาถึงจุดนี้ หมอหลวงหวังจึงพอจะคาดเดาได้ว่าเฉียวอวี๋กำลังพูดถึงอะไร

แม้เขาจะเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่ก็สามารถเข้าถึงตำรามากมายของหุบเขาร้อยพิษ

"การฆ่าเชื้อ!"

ถังเหอเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

"การฆ่าเชื้อ?"

หมอหลวงมองหน้ากัน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย

“ใช่แล้ว พี่ใหญ่บอกว่าเมื่อลำไส้ของผู้เฒ่าฉินทะลักออกมา การสัมผัสกับอากาศและมือของเราจะทำให้มีเชื้อโรคจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย นำมาสู่การติดเชื้อและอักเสบ ด้วยเหตุนี้ หลายปีที่ผ่านมาจึงไม่มีใครทำได้สำเร็จ”

ถังฉีเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เกิด เขาย่อมตระหนักได้ว่าพี่สาวมีความสามารถไม่ธรรมดา

ดังนั้น เขามักเชื่อมั่นในคำพูดของนางโดยไม่มีข้อกังขา

“จริงด้วย ข้าจำได้ว่าตอนที่ข้ายังเด็ก พ่อของข้าพยายามช่วยสุนัขที่ถูกสุนัขป่ากัด อาการของสุนัขตัวนั้นคล้ายกับผู้เฒ่าฉิน แต่สุดท้ายมันก็ไม่รอด ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว!”

หมอหลวงเชื่อคำพูดของเฉียวอวี๋และเริ่มเข้าใจ

จากนั้น เขาก็เล่าถึงขั้นตอนการรักษาผู้เฒ่าฉินอย่างละเอียด

หลังจากฟังเรื่องราว ใบหน้าของบรรดาหมอหลวงก็แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความกระจ่างในทันที

“ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อข้ารักษาผู้ป่วยที่มีบาดแผลจากคมมีดหรือดาบ ทุกอย่างดูเหมือนจะดีในตอนแรก แต่เมื่อตกเย็น พวกเขาก็เริ่มมีไข้สูง ปรากฏว่าบาดแผลไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม! ในขณะที่แผลภายนอกสามารถทำความสะอาดด้วยเหล้าแรงๆได้ แผลภายในสามารถรักษาได้ด้วยน้ำเกลือ!”

ใบหน้าของหมอหลวงต่างเป็นประกายและพรึงเพริด

“อันที่จริง การใช้น้ำเกลือก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี แต่ก็ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้เล็กน้อย”

เฉียวอวี๋เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง เพราะไม่ต้องการให้พวกหมอหลวงเข้าใจเขาผิด

“จ้าวหุบเขาน้อย พวกเราเข้าใจแล้ว หากพบเจอกับอาการบาดเจ็บเช่นนี้ในวันหน้า พวกเราจะต้องมาขอคำชี้แนะจากท่าน”

หมอหลวงหวังกล่าว

เฉียวอวี๋พยักหน้า พวกเขาไม่ทราบว่าถังฉีได้ให้ยาแก้อักเสบและยาลดไข้หลายขนานแก่ผู้เฒ่าฉิน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ช่วยชีวิตเขาไว้ได้

เมื่อถึงเวลา ถังฉีนำอาหารมื้อกลางวันมาให้ทุกคน ขณะที่รับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความอิ่มหนำสำราญ

“ไม่คิดเลยว่าเสี้ยนจู่จะทำอาหารได้รสเลิศปานนี้! แม้แต่พ่อครัวของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลยังเทียบไม่ติด!”

แม้ว่าหมอหลวงหวังจะรู้จักกับถังฉีมาสักพักแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสอาหารที่นางทำ

“ใช่แล้ว วันนี้พวกเราโชคดีจริงๆ ต้องขอบคุณจ้าวหุบเขาน้อยและคุณชายถัง! มิเช่นนั้น พวกเราคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารโอชะเช่นนี้ชั่วชีวิต!”

“ถูกต้อง! ใครจะคิดว่าเสี้ยนจู่จะทำอาหารได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้!”

พวกหมอหลวงเอ่ยปากชมจนลืมมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ห้ามพูดคุยขณะรับประทานไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อได้ยินพวกเขาชมเชยพี่สาว ถังเหอก็ยิ้มอย่างมีความสุข

หลังจากรับประทานเสร็จ ตู้เยว่เหนียงก็รีบนำจานไปล้าง เวลานี้ บรรดาหมอที่รู้สึกกระปรี้กระเปร่าก็ห้อมล้อมถังเหอและเฉียวอวี๋อีกครั้ง

นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กชายทั้งสองได้พูดคุยหมอหลายคน และพวกเขาก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากมาย

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ถังฉีก็ให้ตู้เยว่เหนียงเชิญหมอหลวงไปยังเรือนรับรองเพื่อรับประทานมื้อเย็น

โดยปกติแล้ว พวกเขาควรจะปฏิเสธ แต่หลังจากได้ลิ้มรสอาหารที่ถังฉีทำตอนมื้อเที่ยง พวกเขาจึงยากจะหักห้ามใจ

เมื่อตู้เยว่เหนียงเชิญพวกเขา หมอหลวงและหมอคนอื่นๆ ต่างยินดีที่จะตามพี่น้องตระกูลถังไป

มื้อเย็นนั้นหรูหราอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยมีกุ้งมังกรน้อยที่นำมาปรุงด้วยหลากหลายรสชาติ และอาหารจานเด็ดของถังฉีอีกหลายอย่าง

เดิมที อาหารของนางอร่อยมากอยู่แล้ว และเมื่อเติมเครื่องปรุงอย่างผงชูรสเข้าไป รสชาติจึงยิ่งอร่อยจนยากจะลืมเลือน

เย็นวันนั้น พวกหมอหลวงรับประทานจนอิ่มท้อง

ถังฉีนำเหล้าออกมาด้วย และพวกหมอหลวงก็รู้สึกราวกำลังดื่มน้ำอมฤตจากสวรรค์

“ฮึก…หมอหลวงหวัง พรุ่งนี้ข้ามาช่วยท่านหมอน้อยทั้งสองรักษาคนป่วยแต่เช้าดีหรือไม่?

หมอคนหนึ่งที่ติดตามหมอหลวงหวังมาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นพลางกวาดตามองไปยังคนอื่นๆ

“ท่านหมอซุน คนเราไม่ควรโลภมาก วันนี้พวกเราได้เรียนรู้และเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสแล้ว”

หมอหลวงหวังมีอาการเมาเล็กน้อย เขารู้สึกพอใจกับสิ่งที่เฉียวอวี๋แบ่งปันแล้ว

“ใช่แล้ว วันนี้เสี้ยนจู่อุตส่าห์เชิญพวกเรามากินอาหารก็เพราะจ้าวหุบเขาน้อย หากพรุ่งนี้พวกเรายังมาที่นี่อีก คนอื่นจะหาว่าพวกเราโลภมาก”

หมอคนอื่นๆพยักหน้าเห็นด้วย แม้พวกเขาปรารถนาจะกินอาหารที่ถังฉีทำและเหล้าชั้นดีอีกครั้งก็ตาม

“ฮึก…ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น ฝีมือทำอาหารของเสี้ยนจู่ช่างล้ำเลิศนัก ทว่าอาหารของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลก็ไม่เลว ข้าค่อยไปที่นั่นก็ได้”

ทุกคนพูดคุยกัน และในไม่ช้าก็ตกลงกันได้

ไม่นาน พวกเขาก็จากไปพร้อมกับโอบไหล่กันและกัน

“พี่ใหญ่ ขอบคุณสำหรับวันนี้” ถังเหอและเฉียวอวี๋เอ่ยกับถังฉีด้วยความซาบซึ้งใจ

“ขอบคุณเรื่องอะไรกัน? ข้าก็แค่ทำอาหารเพิ่มเท่านั้น เห็นพวกเจ้าได้พูดคุยและเรียนรู้อะไรมามากมายข้าก็พอใจแล้ว”

ถังฉีคลี่ยิ้มอบอุ่น

นางเชิญพวกหมอหลวงมากินมื้อเย็นก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี

แม้ถังเหอและเฉียวอวี๋จะมีภูมิหลังที่น่าประทับใจ แต่พวกเขาก็ยังเยาว์วัยนัก สักวันต้องมีคนก่อปัญหาให้อย่างแน่นอน ดังคำกล่าว ‘ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลม’ คนเราเมื่อมีชื่อเสียงหรือมีเงิน ย่อมเป็นที่เพ่งเล็งอิจฉาริษยาของผู้อื่น ความเสื่อมก็จะมาเยือน

ดังนั้นการสานไมตรีกับพวกหมอหลวงในวันนี้อาจเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า

ผู้คนในยุคนี้ยังมีความจริงใจอยู่มาก

“พี่ใหญ่ ทุกๆปี หุบเขาร้อยพิษจะรักษาคนในเมืองหลวงโดยไม่คิดเงินเป็นเวลาครึ่งเดือน ซึ่งก็คืออีกไม่นาน หลังจากนั้นพวกเราไปเที่ยวรอบเมืองหลวงกันดีหรือไม่?” เฉียวอวี๋เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“ตอนที่รักษาคนป่วย พวกเราได้ยินมาว่าเมืองหลวงมีสถานที่น่าสนใจมากมายทีเดียว”

เขาตั้งตารอที่จะออกไปเที่ยวและสนุกสนานกับพี่น้องมานานแล้ว

“ตกลง ข้าเองก็อยากออกไปเปิดหูเปิดตาเช่นกัน อยู่ในเมืองหลวงมาก็นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ออกไปพักผ่อนเลย”


ตอนที่ 404: รัศมีสีทอง


ในวังหลวง

โจวเจาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองและเตรียมจะออกจากวังหลวงด้วยความสะดวกสบายและคุ้นเคย

“เจาเอ๋อร์!”

ทันทีที่นางก้าวออกจากประตูวัง เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง

“เสด็จพ่อ!”

ด้วยสีหน้าประหลาดใจ โจวเจามองไปยังชายวัยกลางคนที่เดินมาหานางอย่างช้าๆ

“หึๆ สาวน้อย จะแอบหนีออกไปอีกแล้วสิท่า? อยู่กับที่ไม่เป็นหรืออย่างไร?”

ใบหน้าของฮ่องเต้เคร่งขรึมขณะมองพระธิดา

อย่างไรก็ตาม โจวเจาคล้ายจะคุ้นเคยกับสีหน้าเคร่งขรึมของฮ่องเต้ นางจึงดูไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

“เสด็จพ่อ ข้าแค่อยากไปหาพี่สาวคนสวย ได้ยินว่านางจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลประมาณเที่ยงวันนี้ และข้าก็จะได้กินกุ้งมังกรน้อยระหว่างที่แวะไปเยี่ยมนาง!”

โจวเจากล่าวอย่างจริงจัง

“แต่ข้ากลับคิดว่าการไปเยี่ยมนางเป็นเพียงข้ออ้าง จริงๆแล้วเจ้าแค่อยากไปกินกุ้งมังกรน้อยใช่หรือไม่?”

ฮ่องเต้เปิดโปงเจตนาที่แท้จริงของนางทันที

“ฮิฮิ เสด็จพ่อ ไม่เห็นจะเป็นไร เสด็จพ่อก็ทรงทราบดี ห้องเครื่องไม่มีใครปรุงกุ้งมังกรน้อยเป็นเลย แต่พี่สาวคนสวยของข้าเก่งมาก นางทำอาหารอร่อยๆได้ตั้งเยอะแยะ!”

โจวเจากล่าวอย่างภาคภูมิใจ

นับตั้งแต่นางได้กินกุ้งมังกรน้อยของพี่สาวคนสวยคราวที่แล้ว นางก็หยุดนึกถึงรสชาติของมันไม่ได้อีกเลย

แม้แต่หม้อไฟที่นางเคยชื่นชอบ ก็ไม่อาจเทียบได้กับรสชาติล้ำเลิศที่นางเพิ่งค้นพบ

“อืม ข้าก็สนใจพี่สาวคนสวยของเจ้าไม่น้อย เช่นนั้นวันนี้ข้าไปพบสตรีที่โดดเด่นเหนือธรรมดาผู้นี้ด้วยตัวเองดีหรือไม่?”

ฮ่องเต้ยิ้มกล่าว

ตอนนั้นเอง โจวเจาก็สังเกตเห็นว่าเสด็จพ่อของนางเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองแล้ว แววตากระจ่างแจ้งพลันปรากฏบนสีหน้า

“เสด็จพ่อ นึกแล้วเชียว! ท่านต้องสั่งให้องครักษ์เงาทูลรายงานท่านทุกครั้งที่ข้าออกจากวังแน่ๆ!”

กล่าวด้วยสีหน้าขุ่นเคือง โจวเจาไม่คิดว่าองครักษ์เงาจะปากเบาปานนี้

“แค่ก... พ่อเพียงเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า อีกอย่าง ทุกครั้งที่เจ้ากลับมา เจ้าก็ชื่นชมพี่สาวคนสวยของเจ้าไม่หยุดปาก เป็นธรรมดาที่ข้าอยากทราบเกี่ยวกับนางด้วย”

ฮ่องเต้ไอและทำหน้าเคร่งขรึม

โจวเจาผงกศีรษะ นางทราบดีว่าเสด็จพ่อของนางรักและเอ็นดูนางมากเพียงใด และหลายครั้งพระองค์ก็เรียกแทนตัวเองว่า 'พ่อ' แทนที่จะเป็น 'ข้า' **

** หมายถึงคำว่า 'เจิ้น' ซึ่งเป็นคำที่สงวนไว้ให้ระดับฮ่องเต้หรือจักรพรรดิเท่านั้นที่จะใช้เรียกแทนตัวเองได้

“ตกลง เจาเอ๋อร์จะพาท่านไปด้วย แต่ขอเตือนไว้ก่อน ไปถึงที่นั่นแล้ว ห้ามท่านทำให้พี่สาวคนสวยเดือดเนื้อร้อนใจเป็นอันขาด!”

โจวเจามองเสด็จพ่อของนางอย่างจริงจัง บ่งบอกว่าหากเขาไม่ยินยอม นางก็จะไม่พาเขาไปด้วย

“ตกลง ตกลง เจาเอ๋อร์ ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่าง!”

ฮ่องเต้เผยสีหน้าจนใจ

“เยี่ยมไปเลย!”

หลังจากได้รับคำยืนยัน โจวเจาก็ยิ้มอย่างมีความสุข

“เสด็จพ่อ นานเหลือเกินที่ท่านไม่ได้พาลูกสาวอย่างข้าออกไปเที่ยวเล่น!”

โจวเจากล่าวด้วยสีหน้าเจือความโศกเศร้า

“เจาเอ๋อร์ลูกพ่อ วันนี้เราจะไปไหนก็ได้ตามที่เจ้าพอใจ!”

ฮ่องเต้ปลอบโยนพระธิดาผู้เป็นที่รักยิ่ง รู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อได้ยินวาจาของนาง

“เย้ วิเศษที่สุดเลย!”

โจวเจายิ้มอย่างร่าเริง

“แต่จำไว้ว่า เวลาเราอยู่ข้างนอก เรียกข้าว่า 'ท่านพ่อ' ก็พอ อย่าได้เผลอหลุดปากเชียว!”

ฮ่องเต้กล่าวอย่างจริงจัง

คราวนี้ เขาต้องการเดินทางแบบไม่เปิดเผยตัวตน หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงผู้ประสงค์ร้ายหรือแม้แต่ผู้ที่คิดการกบฏ ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายเกินบรรยาย

“อย่ากังวลไปเลย เสด็จพ่อ ลูกสาวคนนี้จะปกป้องเสด็จพ่อเอง!”

โจวเจากล่าวพร้อมกับดึงมือเขาขณะที่พวกเขาเดินไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล

วังหลวงอยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมเยว่ไหลมากนัก ระหว่างที่บิดาและบุตรสาวเดินไปเรื่อยๆ พวกเขาก็แวะซื้อขนมและของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ จากพ่อค้าแม่ค้าริมทาง

ทั้งฮ่องเต้และโจวเจาต่างถือถังหูลู่หรือผลไม้เคลือบน้ำตาลเสียบไม้ เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาถึงทางเข้าโรงเตี๊ยมเยว่ไหล

“โรงเตี๊ยมเยว่ไหล?”

ฮ่องเต้มองดูป้ายด้านบน จดจำลายมือนั้นได้

“ท่านพ่อรีบเข้ามาเถอะ ไม่อย่างนั้นกุ้งมังกรน้อยจะหมดเสียก่อน!”

เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้ว โจวเจาจึงดึงแขนฮ่องเต้เพื่อเร่งให้เขาเข้าไปข้างในโดยเร็ว

นางทราบดีว่ากุ้งมังกรน้อยได้รับความนิยมมากเพียงใด

“ได้ๆๆ!”

ฮ่องเต้ยิ้มจางๆ ทุกครั้งที่เขาใช้เวลาอยู่กับพระธิดา เขาจะรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

เวลานี้ แม้กระทั่งการหายใจของเขายังรู้สึกมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม

“เสด็จพ่อนั่งตรงนี้ก่อน ข้าจะไปดูในห้องครัว!”

โจวเจาดึงฮ่องเต้เข้าไปในห้องส่วนตัว ก่อนจะรีบออกไปทันที

“ฝ่าบาท องค์หญิงออกไปเช่นนั้นจะปลอดภัยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ชายเสียงแหลมผู้หนึ่งซึ่งน่าจะเป็นขันทีกล่าวขึ้นจากด้านหลัง

“ไม่ต้องกังวล นางเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ เจ้าไปถามเสี่ยวเอ้อว่ามีอาหารอะไรน่าสนใจอีกบ้าง”

นอกจากฮ่องเต้จะสนใจกุ้งมังกรน้อยแล้ว พระองค์ก็คล้ายจะไม่สนใจอาหารอย่างอื่นมากนัก

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปถามทันที” ขันทีตอบอย่างนอบน้อมแล้วออกไป

เวลานั้น เหลือเพียงฮ่องเต้ที่อยู่ในห้องส่วนตัวเพียงลำพัง

เขาลุกขึ้นยืนและเริ่มสำรวจบริเวณโดยรอบ

“ไม่คิดเลยว่าโรงเตี๊ยมเล็กๆ จะโอ่โถงได้ถึงเพียงนี้”

กวาดตารอบหนึ่ง ใบหน้าของฮ่องเต้ก็เผยความชื่นชม

ทันใดนั้นเอง จู่ๆเขาก็ไออย่างรุนแรง และเริ่มหายใจไม่ออก

ไม่นานนัก เขาก็ทรุดร่างลงกับพื้น ราวกับว่าคอของเขาถูกบีบรัด ลมหายใจระบายออกมามากกว่าอากาศที่สูดกลับเข้าไป

“ช่วย...ช่วยด้วย...”

โรคเก่าของเขากำเริบอีกแล้ว!

อย่างไรก็ตาม เสียงของเขาในเวลานั้นแผ่วค่อยเกินไป

ฮ่องเต้ร้องขอความช่วยเหลืออีกสองครั้ง แต่ไม่มีใครได้ยิน สีหน้าสิ้นหวังพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“เกิดอะไรขึ้น? ท่านไม่สบายงั้นหรือ?”

ขณะกำลังสูญสิ้นความหวัง ร่างที่สง่างามร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาจากประตู

ถังฉีมองชายที่ทรุดร่างอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ

เมื่อฮ่องเต้ทราบว่ามีใครบางคนเดินเข้ามา จึงรวบรวมกำลังและเงยหน้าขึ้นมองถังฉี

ดวงตาทั้งสองสบประสานกัน ใบหน้าของถังฉีเผยความประหลาดใจ แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อนางอำพรางได้อย่างสมบูรณ์

รัศมีสีทอง!

หัวใจของถังฉีสั่นสะท้าน

ในโลกเดิม นางเคยเห็นรัศมีเช่นนี้จากทางโทรทัศน์เท่านั้น และเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

รัศมีสีทองของคนผู้นั้น เหมือนกับรัศมีของชายแปลกหน้าที่อยู่เบื้องหน้านางไม่มีผิดเพี้ยน

ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดเพิ่มเติม --- ถังฉีทราบตัวตนของชายผู้นี้แล้ว

แม้จะแปลกใจที่คนซึ่งมีสถานะสูงส่งปานนี้จะมารับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยม แต่นางยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย

“ท่านลุง ท่านไม่สบายตรงไหน? น้องชายข้าอยู่ข้างนอก ข้าจะเรียกพวกเขามาดูอาการท่านเดี๋ยวนี้”

กล่าวจบ ถังฉีก็บอกตู้เยว่เหนียงที่ยืนอยู่ตรงประตูให้ไปเรียกถังเหอและเฉียวอวี๋มาทันที


ตอนที่ 405: ทรงพระเจริญหมื่นปี


“อาการป่วยของท่าน...”

เฉียวอวี๋กำลังจะกล่าวต่อ แต่ฮ่องเต้กลับห้ามเขาไว้

“เด็กน้อย รับรู้ไว้ในใจก็พอ ไม่ต้องพูดออกมาหรอก ข้ารู้จักร่างกายของตัวเองดี”

ฮ่องเต้โบกมือ ใบหน้ายังแสร้งว่าร่าเริง

“เฉียวอวี๋ อาการของเขากำเริบในร้านของเรา ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็ต้องควบคุมอาการของเขาให้ได้”

ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง

ตั้งแต่แรกจนกระทั่งบัดนี้ นางมั่นใจอย่างที่สุด! ชายผู้นี้คือบิดาของโจวเจา!

หากเกิดอะไรขึ้นกับฮ่องเต้ในร้านของพวกเขาละก็...

ถังฉีไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนั้น

“เข้าใจแล้ว!”

นี่เป็นครั้งแรกที่เฉียวอวี๋เห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของถังฉี

“ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว!”

หลังจากนั้นไม่นาน ฮ่องเต้ก็รู้สึกว่าร่างกายของตนฟื้นตัวเกือบสมบูรณ์แล้ว

“เด็กน้อย เจ้ามีฝีมือดีจริงๆ ไม่คิดว่าวิชาหมอของเจ้าจะน่าทึ่งปานนี้” ฮ่องเต้มองเฉียวอวี๋ด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ท่านลุง เขาถูกส่งมาจากหุบเขาพิษเพื่อรักษาผู้คน”

ฮ่องเต้จำเฉียวอวี๋ไม่ได้ และถังฉีก็ไม่ได้ความประหลาดใจใดๆบนสีหน้า

ในฐานะฮ่องเต้ พระองค์มีราชกิจมากมายที่ต้องดูแล จะจดจำรูปลักษณ์ของคนทุกคนได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตาม เฉียวอวี๋กลับมองฮ่องเต้อย่างครุ่นคิด

ฮ่องเต้ไม่ได้ตั้งใจปกปิดตัวตน เมื่อโจวเจามาถึง แม้เขาจะไม่ได้กล่าวอะไร สุดท้ายคนเหล่านี้ก็คงคาดเดาได้ว่าเขาเป็นใครอยู่ดี

“ท่านลุงกล่าวชมเกินไปแล้ว แต่ท่านเองร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ ไม่ควรโหมงานหนักเกินไป”

เฉียวอวี๋กล่าวอย่างจริงจัง เขาทราบว่าฮ่องเต้เป็นผู้ปกครองที่เปี่ยมด้วยเมตตาและพระปรีชาสามารถ

“แค่ก แค่ก แค่ก ไม่เป็นไร ตราบใดที่ข้าได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ที่เหลือก็สุดแท้แต่สวรรค์”

ฮ่องเต้ส่ายศีรษะ เขาตระหนักดีว่าร่างกายของตนเองอยู่ในสภาพใด สีหน้าจึงไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย

เขาเพียงหวังว่าด้วยเวลาที่เหลืออยู่ เขาจะมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะเห็นบุตรสาวแต่งงานและมีทายาทสืบสายเลือด

“ท่านลุง แม้ข้าจะไม่ทราบว่าทำการใดอยู่ แต่ร่างกายที่อ่อนแอก็พิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี และเป็นบิดาที่ดีด้วยเช่นกัน”

ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น

นางกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อเตือนใจประมุขผู้ปรีชาสามารถที่อยู่เบื้องหน้าให้ถนอมร่างกายของตนเองบ้าง

หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ไม่เพียงแต่ความโกลาหลที่อาจเกิดขึ้นในแผ่นดินเป่ยโจว โจวเจาก็คงโศกเศร้าเสียใจเกินกว่าจะบรรยาย

ถังฉีไม่ต้องการเห็นสาวน้อยผู้น่ารักต้องมาร้องไห้ปานจะขาดใจ

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี เพียงเพราะร่างกายของข้าไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เช่นนี้หรือ?” ฮ่องเต้ยิ้มจางๆ

เขาคิดว่าสาวงามผู้นี้คงพยายามปลอบใจเขา

“จะเป็นอื่นใดไปได้อีก? จากวาจาและการกระทำของท่าน ข้าก็มองออกว่าท่านเป็นคนดีมีคุณธรรม แม้ตระหนักว่าร่างกายอ่อนแอ แต่ยังไม่วายนึกถึงหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง จิตใจอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และโอบอ้อมอารีเช่นนี้ --- จะเป็นผู้มีเจตนาร้ายไปได้อย่างไร?”

ถังฉียังคงกล่าวอย่างนอบน้อม

นางทำธุรกิจมานานหลายปี ย่อมทราบดีว่าเจ้าหน้าที่ของแผ่นดินเป่ยโจวนั้นค่อนข้างมีความเป็นธรรม และไม่เคยทำให้เจ้าของกิจการเช่นนางต้องลำบาก

บางที เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของฉีเซิ่งด้วยเช่นกัน

“ฮ่าๆๆๆ...'เจตนาร้าย' งั้นหรือ? เจ้าช่างเป็นสาวน้อยที่น่าสนใจมากจริงๆ”

ฮ่องเต้เผยสีหน้าขบขัน

“ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้น แม้ข้าจะเป็นสตรี แต่ก็พอมีความสามารถในการมองคนอยู่บ้าง”

ถังฉีกล่าวอย่างถ่อมตน

“แม้เราเพิ่งจะพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ แต่ข้าก็บอกได้ว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจและมีความรับผิดชอบสูงมาก”

“โอ้? เจ้าช่างรู้วิธีกล่าววาจารื่นหูกับข้าจริงๆ!”

ฮ่องเต้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เมื่อตระหนักถึงตัวตนของเฉียวอวี๋ เขาก็คาดเดาได้แล้วว่าหญิงสาวหน้าตาหมดจดผู้นี้ต้องเป็น 'พี่สาวคนสวย' ที่บุตรสาวของเขาเอ่ยถึงบ่อยๆ

“ข้าเพียงกล่าวตามตรงเท่านั้น” ถังฉียิ้ม

“ฮ่าๆๆ กล่าวตามตรงก็ดี! เช่นนั้น เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับการปกครองบ้านเมืองในเวลานี้?”

เวลานี้ ฮ่องเต้สนใจและต้องการฟังความคิดเห็นของหญิงสาวเกี่ยวกับบ้านเมือง

“ข้าเป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของราชสำนัก”

ถังฉียิ้มและส่ายศีรษะ

นางไม่โง่พอที่จะเริ่มบทสนทนาด้วยประเด็นสำคัญเช่นนี้กับฮ่องเต้ในการพบกันครั้งแรก

“ฮาฮา... อย่ากังวลไปเลย แต่ขอถามหน่อยเถอะ ในราชสำนักมีทั้งผู้ฝักใฝ่สงครามและผู้ฝักใฝ่สันติ เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรกับเขตตะวันตก** และพวกคนเถื่อน?”

** หมายถึง 'เขตตะวันตก' พื้นที่ที่ทั้งสำคัญที่สุดและเปราะบางที่สุดสำหรับประเทศจีน เป็นปากประตูสู่เส้นทางการค้า ‘เส้นทางสายไหม’ ที่สร้างความมั่งคั่งให้กับจีนมาตลอดประวัติศาสตร์

“เอ่อ...”

ถังฉีทราบว่าฮ่องเต้ฝักใฝ่สงคราม แต่สุขภาพของเขาทำให้ไม่อาจจัดการเรื่องต่างๆ ตามที่ปรารถนา

“ข้าไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของราชสำนักมากนัก รู้เพียงว่าหากมีใครบางคนในหมู่บ้าน พยายามข่มเหงรังแกครอบครัวของเรา เราก็จะไม่ยอมอ่อนข้อ! คนเหล่านั้นไม่ต่างจากหมาป่าที่แฝงตัวในความมืด พร้อมจะจู่โจมในยามที่เราคาดไม่ถึง!”

“ถูกต้องที่สุด! ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะบรรยายสถานการณ์ระหว่างสองดินแดนได้ชัดเจนถึงเพียงนี้!”

ดวงตาของฮ่องเต้เป็นประกายทันที

“หากต้องจัดการกับหมาป่าในความมืดเหล่านี้ ท่านจะทำอย่างไร?” นางมองฮ่องเต้ด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าจะทำอย่างไรนะหรือ? การอดทนอย่างไร้ที่สิ้นสุดรังแต่จะทำให้พวกมันยิ่งเหิมเกริม หากเป็นข้า ข้าจะลงมือขั้นเด็ดขาด ข่มขวัญให้พวกมันเตลิดหนีไป! และหากพวกมันตอบโต้ ข้าก็จะจัดการพวกมันให้สิ้นซาก  ฆ่าหมาป่าและเอาเนื้อพวกมันมากิน!”

“หากทำให้พวกคนเถื่อนหวาดกลัวมากพอ พวกมันก็จะไม่กล้ารุกรานแผ่นดินเป่ยโจวอีกต่อไป หรือดียิ่งกว่านั้น กำจัดพวกมันให้สิ้นซาก...”

ฮ่องเต้พึมพำคำเหล่านี้กับตนเอง ดวงตาของเขายิ่งเป็นประกาย

“ท่านพ่อ ข้าไปดูในครัวแล้วแต่ไม่เจอพี่สาวคนสวยเลย!”

ตอนนั้นเอง เสียงผิดหวังของโจวเจาก็ดังมาจากประตูห้องส่วนตัว

“ท่านพ่อ...?”

ถังเหอจ้องมองชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าตะลึง

“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”

ถังฉีและเฉียวอวี๋สบตากัน จากนั้นทั้งคู่ก็คุกเข่าลงพร้อมกันด้วยเสียงอันดัง

“ฮ่าฮ่าฮ่า... ไม่ต้องมากพิธี! เจ้าคงเป็นถังฉี ลุกขึ้นเถอะ! ตั้งแต่เจาเอ๋อร์กลับมาจากเฟิงโจว นางก็พูดถึงเจ้าไม่หยุด หูของข้าชาไปหมดแล้ว!”

ฮ่องเต้หัวเราะอย่างอารมณ์ดีและยื่นมือไปประคองถังฉีให้ลุกขึ้นยืน

ใบหน้าของถังฉีเผยเห็นความหวาดหวั่นและความนอบน้อมอย่างท่วมท้นในทันที

“พี่สาวคนสวย อย่าฟังวาจาไร้สาระของเสด็จพ่อข้าเลย!” ใบหน้าของโจวเจาแดงก่ำขณะมองไปยังถังฉี

“ฮาฮา... ข้าไม่ได้พูดจาไร้สาระสักหน่อย! แม้แต่หลังจากกลับมาที่วัง นางก็ยังหาข้ออ้างหนีออกมาอยู่เรื่อย ในฐานะบิดา ข้าไม่อาจห้ามนางได้ ดังนั้น ข้าจึงปล่อยให้นางทำตามที่นางต้องการ!”

ฮ่องเต้หัวเราะ ความรักลึกซึ้งในน้ำเสียงของเขายากจะปิดบัง

“พี่สาวคนสวย ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ข้าไปตามหาท่านในครัวตั้งนาน!”


 

--- จบตอน ---

Comments