sister ep411-415 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 411: หากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์“คณะทูตจากแคว้นตงอิ๋งอยู่ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล”เมื่อฉีเซิ่งดื่มชาเสร็จ เขาก็รินน้ำชาให้ตัวเองอีกถ้วยหนึ่งสดับวาจา สีหน้าของถังฉีกลับไร้ความประหลาดใจ“คงมิใช่เพียงเรื่องนี้กระมัง? หาไม่แล้ว ท่านคงไม่รีบร้อนมาถึงที่นี่”ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบพลางจิบน้ำชา จากนั้นก็วางถ้วยลงข้างๆ“ใช่ พวกเขาร้องขอกุ้งมังกรน้อยเป็นพิเศษ แต่เจ้าก็ทราบ วันนี้องค์หญิงอันหยางพาสหายมาและกินกุ้งมังกรน้อยจนหมด”“แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านมาที่นี่”ถังฉีรู้จักฉีเซิ่งดี มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา“เป็นองค์ชายสาม”ถึงจุดนี้ ฉีเซิ่งจึงสูดหายใจลึกก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่จ้าวไป่จือพูดกับเขาในวันนี้และการกระทำขององค์ชายสาม“ฉีเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าเจ้าฉลาดหลักแหลม เจ้าคิดว่าเหตุใดองค์ชายสามถึงทำเช่นนี้?”“พี่ฉี ข้ายังต้องพูดอีกหรือ? ท่านเองก็พอจะเดาได้ด้วยตัวเองกระมัง? ท่านเพียงมาที่นี่เพื่อยืนยันว่าความคิดของท่านถูกต้องเท่านั้น”ถังฉีระบายลมหายใจเมื่อกล่าวจบ"เดิมที ข้าตัดสินใจผูกไมตรีกับองค์ชายสามเพียงเพราะไม่อยากมีชีวิตที่ไร้ค่า แต่ไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะ...""ไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนั้น เพราะฝ่าบาทกำลังวางแผนแต่งตั้งรัชทายาท" ถังฉีกล่าวเบาๆหากเป็นไปได้ นางไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างองค์ชายทั้งหลายอย่างไรก็ตาม คล้ายว่าฉีเซิ่งจะถูกดึงเข้าไปในวงความขัดแย้งนั้นแล้ว และเนื่องจากนางทำงานร่วมกับเขา นางจะอยู่ห่างจากเรื่องนี้ได้อย่างไร?“แต่ต่อให้องค์ชายสามปรารถนาราชบัลลังก์ เขาก็ไม่ควรลดตัวถึงเพียงนี้ต่อหน้าคณะทูตจากแคว้นตงอิ๋ง! ถึงกับกล่าวโทษข้าด้วยเรื่องเล็กน้อยอย่างเรื่องอาหาร”ฉีเซิ่งกล่าวด้วยความหดหู่ใจ“นี่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำที่ดี” ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง“ถูกต้อง หลายปีมานี้ ข้าทุ่มเทมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เขา ต่อให้ไม่ถึงหนึ่งล้านตำลึงเงิน อย่างน้อยๆก็เจ็ดหรือแปดแสนตำลึงเงินเห็นจะได้ กำไรส่วนใหญ่จากกิจการของข้าตกเป็นของเขา ทุกคนคิดว่าข้าใช้ชีวิตอย่างหรูหรา แต่จริงๆ แล้ว...”ฉีเซิ่งไม่ได้รู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำ แต่เขารู้สึกท้อแท้ที่องค์ชายสามปฏิบัติกับเขาเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของคนนอก“พี่ฉี การที่เราเพิ่งเห็นมองสิ่งต่างๆได้ชัดเจนไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันช่วยให้ท่านไม่ต้องเสียใจในภายหน้า และการแยกตัวจากเขาจะเป็นประโยชน์กับท่านในเวลานี้” ถังฉีกล่าวด้วยความจริงใจ“แต่ไหนแต่ไรมา ผู้คนมักหวาดกลัวที่จะเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ แม้ว่าบางคนจะทำด้วยเจตนาแอบแฝงก็ตาม” ถังฉีเสริม“ข้ารู้ ข้าเองกลัวจะลากเจ้าเข้ามาพัวพันด้วย หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”“พี่ฉี หรือท่านยังไม่รู้จักข้าดีพอ? แม้ข้าไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับปัญหาต่างๆ แต่ข้าก็ไม่กลัวเช่นกัน หากคณะทูตแคว้นตงอิ๋งก่อเรื่องในเมืองหลวง ฝ่าบาทเองก็คงไม่อยู่เฉย”“ดังนั้นเรื่องนี้ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล สิ่งที่เราควรทำคือดูแลกิจการของเราให้ดีที่สุดก็เพียงพอ”ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าเยือกเย็น ซึ่งช่วยบรรเทาความวิตกกังวลในใจของฉีเซิ่งได้มาก“ว่าแต่…ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่านมอบเงินจำนวนมากให้องค์ชายสาม มีใครทราบเรื่องนี้บ้าง?” ถังฉีรู้สึกว่านี่อาจเป็นภัยคุกคามหากองค์ชายสามก่อกบฏในภายภาคหน้า ฮ่องเต้จะต้องสืบสาวมาถึงผู้สนับสนุนทางการเงินของเขาอย่างแน่นอน“ไม่มี องค์ชายสามยึดมั่นในศักดิ์ศรี ทุกครั้งที่ข้ามอบเงินให้เขาจะไม่มีใครได้รู้เห็น”เมื่อได้ยินเช่นนี้ ถังฉีก็ตกตะลึงชั่วขณะ“ก็ยังดี อย่างน้อยหากเขาคิดจะหักหลังท่าน เขาก็จะไม่มีหลักฐาน” ถังฉีกล่าว ความกังวลของนางคลายลงเล็กน้อยบางที โชคของฉีเซิ่งอาจมาจากความเรียบง่ายของเขา“ข้ามอบให้เงินเขา ไม่เคยคาดหวังสิ่งใดตอบแทน เพียงหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ยกฐานะของตัวเองบอกตามตรง ในตอนแรกเขาเคยช่วยข้าไว้ไม่น้อย”“มันเป็นข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”“แต่ต่อไป ท่านจะยอมทำตัวซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้ไม่ได้อีก!” ถังฉีรู้สึกเสียดายที่เงินจำนวนมหาศาลตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่รู้จักบุญคุณ“พี่ฉี ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป จะตัดความสัมพันธ์กับองค์ชายสามหรือทุ่มเทเพื่อเขาต่อ?”ถังฉีรู้จักนิสัยของฉีเซิ่งดี จึงรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรับใช้องค์ชายสามต่อไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนางยังคงจำได้ว่าเมื่อครั้งที่นางตกลงไปในแม่น้ำระหว่างล่องเรือบุปผา และองค์ชายสามเพียงยืนดูอยู่เฉยๆ แม้ภายหลังเขาจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอยู่บ้าง แต่ถังฉีก็เสียความรู้สึกที่มีต่อเขาไปหมดแล้ว“ในเมื่อเขาเลือกปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ใครจะรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรหากได้ขึ้นครองบัลลังก์ สุดท้ายแล้ว ข้าก็เป็นเพียงแหล่งเงินสำหรับเขาเท่านั้น”ฉีเซิ่งตระหนักถึงบทบาทและสถานะของตนเองเสมอมาแต่กับถังฉีและจ้าวไป่จือนั้นแตกต่างออกไป ความร่วมมือของพวกเขามิได้ตั้งอยู่บนความหลอกลวงหรือแผนการหวังผลอย่างไรเสีย จ้าวไป่จือก็เป็นสหายในวัยเด็ก“ในเมื่อท่านคิดได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่มวางแผนสำหรับอนาคตแล้ว” ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง“อืม เพียงได้คุยกับเจ้าวันนี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก ข้าจะกลับไปคิดทบทวนสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ”เขาไม่ได้ขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากถังฉีอีก“ฉีเอ๋อร์ เก็บเรื่องที่ข้าบอกเจ้าในวันนี้เป็นความลับ อย่าบอกใครเด็ดขาด ข้าไม่อยากลากเจ้าเข้ามาเกี่ยวพันด้วย”ฉีเซิ่งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะจากไปถังฉีพยักหน้าหลังจากเฝ้ามองเขาจากไป คิ้วของนางก็เริ่มขมวดมุ่นอีกครั้ง‘เหตุใดจู่ๆชาวญี่ปุ่นถึงมาที่เมืองหลวง?’ นางไม่เชื่อว่าการมาถึงของพวกเขาจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ“เสี้ยนจู่ เมื่อครู่ข้าได้ยินมาว่าคณะทูตจากแคว้นตงอิ๋งต้องการกินกุ้งมังกรน้อย แต่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลไม่มีเหลือ คุณชายฉีจึงต้องดั้นด้นออกไปซื้อที่ชานเมืองด้วยตนเอง ก่อนจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมพร้อมกับกุ้งมังกรน้อยจำนวนมาก แต่คลาดกับลวี่ชิงชิงซึ่งมาถึงหลังจากนั้นไม่นานเจ้าค่ะ”ไม่นานหลังจากที่ฉีเซิ่งจากไป ตู้เยว่เหนียงก็รีบเข้ามาพร้อมกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ“เจ้าหมายความว่าพี่ฉีเดินทางไปยังชานเมืองเพื่อซื้อกุ้งมังกรน้อยโดยเฉพาะอย่างนั้นหรือ?”ได้ยินดังนั้น สีหน้าของถังฉีพลันเคร่งขรึม“กล่าวกันว่าหากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ก็ไม่อาจบรรลุสิ่งใดได้ ครั้งนี้พี่ฉีทำลายกฎของตัวเองเสียแล้ว” ตอนที่ 412: ลวี่ชิงชิงบันดาลโทสะลวี่ชิงชิงทราบว่าที่ดินของนางมีกุ้งมังกรน้อยเช่นกัน เป็นไปได้ว่า...“เยว่เหนียง ไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลกันเถอะ เผื่อว่าลวี่ชิงชิงคิดจะทำอะไร!”กล่าวจบ ถังฉีก็เตรียมตัวออกไปข้างนอก แต่เมื่อนึกถึงคำแนะนำของจ้าวไป่จือ นางจึงกลับมาแต่งหน้าแต่งตัวเสียใหม่ใบหน้าที่เคยงดงามหมดจดตรึงใจผู้คน เวลานี้ถูกทำให้คล้ำลงโดยตั้งใจ และนางยังเติมไฝลงไปอีกหลายเม็ด ทำให้เสน่ห์ของนางลดลง เหลือเพียงรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายเมื่อเห็นเช่นนี้ ตู้เยว่เหนียงถึงกับตกตะลึง นางไม่คิดว่านายหญิงของตนจะมีทักษะที่น่าประทับใจ“มัวยืนอึ้งอยู่ทำไม? มานี่สิ ข้าจะแต่งหน้าให้เจ้าด้วย พวกเราไม่อยากเสี่ยงไปเจอคณะทูตแคว้นตงอิ๋งและสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น”ตู้เยว่เหนียงรีบนั่งลง ยินยอมให้ถังฉีแต่งหน้าโดยไม่คัดค้าน“เสี้ยนจู่ นี่คืออะไรหรือ? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”ตู้เยว่เหนียงที่นั่งอยู่ในรถม้ามีสีหน้าสงสัยภาชนะขนาดเล็กที่ถังฉีใช้ดูไม่คุ้นตา และกลิ่นของมันก็หอมอย่างน่าประหลาด“โอ้ นี่เป็นของแปลกใหม่ที่พี่จ้าวเอามาฝากจากแดนตะวันตก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าลองใช้ ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาดจริงๆ”ถังฉีโกหกได้คล่องปาก ปกปิดความจริงที่ว่าเครื่องสำอางเหล่านี้เป็นของใช้ส่วนตัวของนางเองแม้เปียกน้ำ เครื่องสำอางก็ไม่เลอะเทอะ“เข้าใจแล้ว เสี้ยนจู่ จ้าวซื่อจื่อดีกับท่านมากจริงๆ หากพวกท่านแต่งงานกัน เขาต้องเป็นสามีที่ยอดเยี่ยมมาก”ตู้เยว่เหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชมได้ยินเช่นนี้ แก้มของถังฉีพลันแดงเรื่อ สายตาค้อนควักมองตู้เยว่เหนียงเพื่อปิดบังความเขินอาย“เยว่เหนียง แล้วเจ้าคิดเรื่องแต่งงานบ้างหรือไม่? บอกข้ามาว่าเจ้าหมายตาชายหนุ่มดีๆไว้บ้างหรือยัง? ข้าจะเป็นแม่สื่อให้เจ้าเอง ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ทำให้เจ้าน้อยเนื้อต่ำใจเด็ดขาด”ถังฉียกมือเท้าเอว พยายามปกปิดความปั่นป่วนภายในใจแม้นางจะไม่ปลื้มใครง่ายๆ แต่จ้าวไป่จือก็มีรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนและสง่างามอย่างแท้จริง มีกลิ่นอายของความเป็นชายที่พอเหมาะพอดี ตรงกับรสนิยมของนางอย่างสมบูรณ์แบบ“เสี้ยนจู่ ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ข้าตั้งใจจะอยู่รับใช้ท่านไปตลอดชีวิต ไม่คิดจะแต่งงาน”เวลานี้ ถึงคราวตู้เยว่เหนียงเขินอายบ้าง ในฐานะสาวใช้ นางไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานอย่างจริงจังทั้งสองคนหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานในรถม้าจนมาถึงโรงเตี๊ยมเยว่ไหลขณะที่ถังฉีก้าวลงจากรถม้า นางก็สังเกตเห็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลผู้ติดตามหลายคนนั่งอยู่ใกล้ๆ มองไปยังทางเข้าโรงเตี๊ยมเป็นครั้งคราวตัวอักษร ‘ลวี่’ ขนาดใหญ่ที่ประทับอยู่บนรถม้านั้นสังเกตได้ง่าย“เสี้ยนจู่ นั่นต้องเป็นรถม้าของลวี่ชิงชิงแน่ ไม่คิดเลยว่านางจะปรากฏตัวอย่างเอิกเกริกเช่นนี้”“อย่างไรเสีย ปู่ของนางก็เป็นถึงสมุหราชเลขาฯ เป็นธรรมดาที่นางจะชอบแสดงอำนาจบารมี” ถังฉีตอบอย่างใจเย็น“สมุหราชเลขาฯ แล้วอย่างไร? สุดท้ายนางก็เป็นหม้าย สามีตายไม่ทันไรก็ออกมาอวดโฉมไปทั่วแล้ว”เรื่องที่พวกนางคุยกันบังเอิญไปเข้าหูสาวใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล“ต้องขอบคุณองค์หญิงใหญ่ หากเป็นแม่สามีคนอื่น ลวี่ชิงชิงคงถูกกดน้ำตายหรือไม่ก็ถูกบังคับให้ฝังพร้อมสามีไปแล้ว”สาวใช้เสริม เห็นได้ชัดว่านางต้องการระบายความหงุดหงิดใจถังฉีจำได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นั้นมาจากจวนองค์หญิงใหญ่ นางพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไรอีกและเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมด้วยท่าทีสงบ“เสี้ยนจู่ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลวี่ชิงชิงจะไร้ยางอายเช่นนี้ ทั้งที่สามีเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน แต่นางกลับมาตามตอแยจ้าวซื่อจื่อ ช่างน่าละอายจริงๆ!”“พอได้แล้ว เยว่เหนียง อย่านินทาคนอื่นในที่สาธารณะ จำไว้ว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อการใด” ถังฉีขัดจังหวะเบาๆ“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เสี้ยนจู่” เยว่เหนียงเอ่ยตอบพลางติดตามถังฉีเข้าไปในโรงเตี๊ยม“แม่นางถัง!”ขณะเดินเข้าไปด้านใน เถ้าแก่ก็สังเกตเห็นถังฉีทันที ประหลาดใจกับรูปลักษณ์ที่แปลกตาไปของนาง“พี่ฉีกับลวี่ชิงชิงอยู่ที่ไหนหรือ?”ถังฉีเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา“แม่นางถัง นายท่านและแม่นางลวี่อยู่ในห้องหนังสือ แม่นางลวี่ส่งกุ้งมังกรน้อยจำนวนหนึ่งไปที่ห้องครัว ทว่านายท่านสั่งไม่ให้ใครนำไปปรุง”“เข้าใจแล้ว”“นายท่านยังสั่งไว้ด้วยว่าหากแม่นางฉีมา ท่านสามารถเข้าไปพบเขาในห้องหนังสือได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า”“ดี พวกเราจะไปที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้ คณะทูตแคว้นตงอิ๋งสร้างความบันเทิงกับพวกเราจริงๆ”ด้วยเหตุนี้ ถังฉีและตู้เยว่เหนียงจึงตรงไปยังห้องหนังสือในห้องหนังสือ ฉีเซิ่งหรี่ตามองลวี่ชิงชิงด้วยความไม่พอใจ“แม่นางลวี่ ข้าไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงของท่าน”“คุณชายฉี ข้อเสนอของข้าถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว ข้ารู้ว่าถังฉีเป็นคนบอกวิธีปรุงอาหารจากกุ้งมังกรน้อยให้ท่าน ทว่านางไม่สามารถจัดหากุ้งมังกรน้อยให้ท่านได้ตลอดไป ในขณะที่ท่านรับกุ้งมังกรน้อยจากพวกชาวนา ในที่ดินของข้าก็มีอยู่มากเช่นกัน”สีหน้าของลวี่ชิงชิงเผยความมุ่งมั่นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่นางต้องการ“หากท่านตัดขาดกับถังฉี ข้าจะส่งกุ้งมังกรน้อยจากที่ดินของข้าให้โรงเตี๊ยมเยว่ไหลโดยไม่คิดเงิน จะให้ทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการก็ย่อมได้ แค่กุ้งมังกรน้อยที่ข้านำมาวันนี้ก็เพียงพอที่ทำเงินให้ท่านได้นับพันตำลึง”ถังฉีหยุดชะงักเมื่อได้ยินข้อเสนอของลวี่ชิงชิงสีหน้าของตู้เยว่เหนียงพลันฉายแววกรุ่นโกรธ นางไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะใช้วิธีสกปรกลับหลังนายหญิงของตน“แม่นางลวี่ หากท่านมาเพื่อจะพูดเรื่องนี้ละก็ ท่านกลับไปเสียเถอะ ต่อให้โรงเตี๊ยมเยว่ไหลไม่ได้กำไร พวกเราก็ยินดีที่จะร่วมมือกับแม่นางถัง”ฉีเซิ่งขอให้นางจากไปด้วยสีหน้าแน่วแน่“คุณชายฉี ท่านควรจะคิดให้รอบคอบ ถังฉีไม่ใช่คนที่จะสนับสนุนฐานะของท่านได้ ในทางกลับกัน ข้ามีฝู่กั๋วกงคอยหนุนหลัง เอาล่ะ…ข้าพูดไปหมดแล้ว ท่านไปคิดให้ดีก็แล้วกัน” ลวี่ชิงชิงกล่าวอย่างพึงพอใจนางรู้ว่าฉีเซิ่งเป็นสหายสนิทของจ้าวไป่จือ หากนางสามารถสานไมตรีกับฉีเซิ่งได้ก็จะประโยชน์กับนางเมื่อแต่งงานเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแม้กุ้งมังกรน้อยจะทำเงินได้มากมาย แต่สำหรับนางแล้ว การแต่งงานเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงนั้นสำคัญกว่ามาก“แม่นางลวี่ เชิญกลับไปเถอะ ต่อให้พวกเราไม่ได้ทำงานร่วมกับแม่นางถัง พวกเราก็ไม่คิดจะคบค้ากับคนอย่างท่าน”คำพูดของฉีเซิ่งนั้นเถรตรงรุนแรง ใบหน้าของลวี่ชิงชิงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแม้นางจะแต่งเข้าตระกูลถังของสามี แต่สามีของนางก็เสียชีวิตไปแล้ว และนางเกลียดที่ต้องนึกถึงเรื่องนี้“ฉีเซิ่ง อย่าผลักไสโชคลาภ ข้าเสนอเงินจำนวนมากให้ท่าน แต่ท่านก็กล้าปฏิเสธ คิดว่าท่านเป็นบุตรในสมรสของเฉิงเอินโหวหรืออย่างไร?”ลวี่ชิงชิงโกรธที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า“โอ้ แล้วนี่คือวิธีที่บุตรในสมรสของฝู่กั๋วกงประพฤติตนหลังประตูที่ปิดสนิทอย่างนั้นหรือ?” ตอนที่ 413: ผ่านเดือนนี้ไป“นั่นใครน่ะ!”ลวี่ชิงชิงไม่คิดว่าจะมีใครแอบฟังอยู่นอกห้อง“ข้าเอง”ถังฉีก้าวเข้ามาในห้องอย่างกล้าหาญ ตามมาด้วยตู้เยว่เหนียงซึ่งจ้องมองลวี่ชิงชิงด้วยสายตามาดร้าย“เจ้าเองหรือ?” ลวี่ชิงชิงอุทานด้วยความประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าหลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ถังฉีจะดูโทรมถึงเพียงนี้เมื่อเห็นถังฉีอยู่ในสภาพนี้ ลวี่ชิงชิงก็อดยิ้มเยาะในใจมิได้ที่ผ่านมา ลวี่ชิงชิงริษยาความงดงามของถังฉีมาโดยตลอด แต่เมื่อเห็นนางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ลวี่ชิงชิงกลับรู้สึกว่าน่าขันเหลือทน“ใช่แล้ว ข้าเอง แม่นางลวี่ ในเมื่อท่านเป็นถึงหลานสาวของสมุหราชเลขาฯ ข้าจึงคิดว่าท่านคงประพฤติตนอย่างสมศักดิ์ศรี ผิดหวังจริงๆที่เห็นท่านใช้กลอุบายสกปรกในที่ลับตาคนเช่นนี้”ถังฉีแสร้งทำสีหน้าผิดหวัง ทำให้ลวี่ชิงชิงรู้สึกไม่พอใจจนกัดฟันกรอดด้วยความเกรี้ยวกราด“ฮึ่ม สตรีบ้านนอกช่างไร้มารยาทนัก ถึงได้แอบฟังผู้อื่นคุยกันเช่นนี้”ลวี่ชิงชิงโกรธจัดที่สตรีบ้านนอกอย่างถังฉีมาได้ยินการสนทนาของพวกเขา“แอบฟัง? ข้าว่าท่านเข้าใจผิดแล้ว แม่นางลวี่ ข้าเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลครึ่งหนึ่ง ข้าจะแอบฟังท่านในสถานที่ของตัวเองได้อย่างไร?”ถังฉีเดินเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจสิ่งใดและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างสบายอารมณ์เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉีเซิ่งก็รีบยื่นถ้วยน้ำชาให้นาง“อย่าไปยุ่งกับนางเลย ฉีเอ๋อร์ คนอย่างนางสามารถทำเรื่องสกปรกได้เฉพาะในที่ลับตาคนเท่านั้น นางทำให้ชื่อเสียงของตระกูลขุนนางเสื่อมเสียโดยแท้!” ฉีเซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เห็นได้ชัดว่ารังเกียจพฤติกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะบุตรในสมรสที่ดูถูกผู้อื่นเพียงเพราะชาติกำเนิดของตนเอง“เจ้า!”ความโกรธของลวี่ชิงชิงปะทุขึ้นเมื่อฉีเซิ่งวิพากษ์วิจารณ์นางอย่างเปิดเผยต่อหน้าถังฉี“แม่นางลวี่ พี่ฉีเพียงพูดความจริง ท่านรับไม่ได้หรือ? หากต้องการคำชม เหตุใดไม่รีบกลับไปยังจวนฝู่กั๋วกง? ที่นี่ไม่ใช่จวนของท่าน ไม่มีใครมาคอยเอาอกเอาใจท่านหรอก” ถังฉีเอ่ยเสียงเย็น สีหน้าของนางไม่สั่นคลอนและสงบนิ่ง ไร้ร่องรอยของอารมณ์ที่แท้จริงภายในใจ“ถังฉี! เจ้าเป็นเพียงาสตรีบ้านนอกที่บังเอิญโชคดีเท่านั้น! อย่าคิดอวดเบ่งตำแหน่งเสี้ยนจู่ต่อหน้าข้า หากข้าคิดจะเอาชีวิตเจ้าละก็ มันก็ง่ายดายไม่ต่างจากการเหยียบมดตัวหนึ่ง!"ลวี่ชิงชิงที่เกรี้ยวกราดกล่าววาจาเลวร้ายออกมา“โอ้? แม่นางลวี่ คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าใครอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารข้าเมื่อเร็วๆนี้?”สีหน้าของถังฉีแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา น้ำเสียงของนางเฉียบคมและเย็นเยียบได้ยินดังนั้น หัวใจของลวี่ชิงชิงพลันเต้นรัว ความรู้สึกตื่นตระหนกผุดขึ้นบนใบหน้า แม้นางจะอำพรางไว้ได้อย่างรวดเร็วก็ตาม“หึ! ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร!” ลวี่ชิงชิงตวาดอย่างฉุนเฉียว พลางเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอันเฉียบคมของถังฉีที่คล้ายจะมองทะลุจิตวิญญาณของนางได้“เช่นนั้นหรือ? ข้าหวังว่าท่านคงไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ ทว่าแม่นางลวี่ จะออกไปข้างนอกก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน ท่านคงไม่อยากลงเอยเหมือนแม่นางโจวเจี๋ยที่ถูกงูพิษกัดขณะเดินไปตามถนน”น้ำเสียงของถังฉีฟังดูแผ่วเบา ทว่าคำพูดของนางกลับแฝงไปด้วยคำเตือนที่น่าสะพรึงกลัว“นี่เจ้าขู่ข้าหรือ?” ลวี่ชิงชิงเอ่ยถาม ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แม้ความกลัวจะปรากฏชัดก็ตาม“เปล่าเลย แค่คำเตือนฉันมิตรเท่านั้น ยากคนกระทำความผิด แม้แต่สวรรค์ก็ไม่อาจนิ่งเฉย”เวลานี้หัวใจของลวี่ชิงชิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ยุคสมัยนี้ ผู้คนมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเกี่ยวกับบัญญัติสวรรค์ เดิมทีนางคิดว่าการกระทำของตนจะไม่มีผู้ใดรู้เห็น ทว่าเวลานี้ คำพูดของถังฉีทำให้นางรู้สึกไม่มั่นใจและหากถังฉีรู้เรื่องการลอบสังหาร แล้วจ้าวไป่จือ...?เมื่อนึกถึงจ้าวไป่จือ ลวี่ชิงชิงก็เริ่มรู้สึกสับสน“ฮึ่ม! ข้าไม่เข้าใจคำพูดเหลวไหลของเจ้า ข้ามาที่นี่เพื่อหารือกับคุณชายฉี แต่ในเมื่อข้อตกลงสิ้นสุดแล้ว ข้าจะกลับ!”ด้วยเหตุนี้ ลวี่ชิงชิงจึงกระทืบเท้าออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด“แม่นางลวี่ จำเอาไว้ว่าสวรรค์จับตามองการกระทำของคนเสมอ หากทำให้สวรรค์พิโรธ ผลที่ตามมาอาจลุกลามไปถึงคนที่ท่านรัก”คำพูดทิ้งท้ายของถังฉีกระทบใจของลวี่ชิงชิงราวกับค้อน ทำให้นางถึงกับสะดุดอย่างลนลาน“ฉีเอ๋อร์ ข้าไม่คิดเลยว่าวาจาของเจ้าจะเชือดเฉือนได้เพียงนี้ ฝีปากของเจ้าพัฒนาขึ้นมากในช่วงเวลาสั้นๆ น่าประทับใจทีเดียว” ฉีเซิ่งเอ่ยพลางนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย“พี่ฉี หากวาจาของข้าไม่เชือดเฉือน ท่านจะตกลงตามข้อเสนอของลวี่ชิงชิงและตัดสัมพันธ์กับข้าหรือไม่?”คำพูดที่ดูเหมือนผ่อนคลายของถังฉีทำให้ฉีเซิ่งพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“ฉีเอ๋อร์ ไม่ยุติธรรมเลย เจ้าก็รู้จักข้าดีไม่ใช่หรือ? ข้าไม่มีวันปล่อยให้คนอย่างลวี่ชิงชิงมาทำให้พวกเราแตกคอกันเด็ดขาด ต่อให้ไม่มีกุ้งมังกรน้อย ข้าก็ไม่มีทางร่วมมือกับนาง” ฉีเซิ่งประกาศกร้าว“ดี แต่เตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ ลวี่ชิงชิงจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแน่ พรุ่งนี้พวกเราอาจมีปัญหาในการหากุ้งมังกรน้อย”“จริงด้วย ข้าเกือบลืมไปเสียสนิท น่าเสียดายจริงๆ กำไรที่ได้จากการขายกุ้งมังกรน้อยนั้นมากมายทีเดียว” ฉีเซิ่งโอดครวญ“ไม่ต้องห่วง พี่ฉี ลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราเริ่มเพาะเลี้ยงกุ้งในที่ดินของพวกเราเองแล้ว อีกหนึ่งเดือนให้หลัง พวกมันก็จะพร้อม”ถังฉีคลี่ยิ้มด้วยความมั่นใจ“หนึ่งเดือนหรือ?”ฉีเซิ่งประหลาดใจที่กุ้งมังกรน้อยเติบโตได้รวดเร็วเพียงนี้“ใช่แล้ว กุ้งมังกรน้อยหลายตัวที่เราซื้อมาตอนแรกเริ่มขยายพันธุ์แล้ว ใช้เวลาราวสี่สิบวันกว่าที่พวกมันจะโตเต็มที่ นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ดังนั้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า พวกเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการหากุ้งมังกรน้อยอีกต่อไป”“วิเศษมาก ข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้ ต่อให้ต้องไปจับเอง พวกเราก็จะต้องผ่านเดือนนี้ไปให้ได้”สีหน้าของฉีเซิ่งเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“พี่ฉี มีอะไรที่ท่านยังไม่ได้บอกข้าหรือไม่?”ทันใดนั้น ถังฉีก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา“เอ่อ… ฉีเอ๋อร์ เจ้ามองได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ วันนี้ข้าต้องซื้อกุ้งมังกรน้อยจากชาวบ้านอย่างเร่งด่วน มีคณะทูตแคว้นตงอิ๋งอยู่ในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง”ฉีเซิ่งตอบด้วยสีหน้าจนใจ“ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก พวกเราเพียงยังไม่รอบคอบมากพอ วันหน้า ไม่ว่าใครจะเป็นคนสั่ง พวกเราก็ต้องสำรองกุ้งมังกรน้อยเอาไว้จำนวนหนึ่งเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้” ตอนที่ 414: ความทะเยอทะยานเยี่ยงหมาป่า“อืม ข้าเข้าใจแล้ว และข้าจะจัดการเรื่ององค์ชายสามโดยเร็วที่สุด” ฉีเซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง“ข้าเชื่อในตัวท่าน ข้าเองมาที่นี่เพื่อเตือนท่านว่าอย่าข้องแวะกับคนจากแคว้นตงอิ๋งมากเกินไป ครั้งสุดท้ายที่ข้าปรุงกุ้งมังกรน้อยถวายฮ่องเต้ ข้าสัมผัสได้จากน้ำเสียงว่าพระองค์คิดจะทำสงครามกับแคว้นตงอิ๋งอีกครั้ง!”ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้ ฉีเซิ่งเหงื่อกาฬผุดพรายและผงกศีรษะอย่างรีบร้อน“นายท่าน ทูตจากแคว้นตงอิ๋งเรียกหาท่านขอรับ!”ตอนนั้นเอง เสียงวิตกกังวลของเถ้าแก่ก็ดังมาจากนอกห้องหนังสือ“รู้แล้ว!” ฉีเซิ่งเลิกคิ้วและกำลังจะเอ่ยต่อ แต่ประตูห้องหนังสือกลับถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก ชายหน้าตาเจ้าเล่ห์ผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขา“ท่านนี้คงเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมเยว่ไหล ท่านจิมมุของเราชอบกุ้งมังกรน้อยของโรงเตี๊ยมแห่งนี้มาก ใคร่รู้ว่าท่านจะมาร่วมเล่าถึงอาหารจานนี้กับท่านจิมมุได้หรือไม่?”แม้คำกล่าวของชายผู้นี้จะสุภาพ แต่ท่าทีของเขากลับดูข่มขวัญอย่างเห็นได้ชัดหากฉีเซิ่งปฏิเสธ ชายผู้นี้อาจใช้กำลังพาตัวเขาออกไปถังฉีเลิกคิ้ว รู้สึกประหลาดใจกับความหยาบคายของคนจากแคว้นตงอิ๋งเหล่านี้“ตกลง ไปกันเถอะ”ฉีเซิ่งระงับโทสะของตนเอง เมื่อพิจารณาถึงสถานะของอีกฝ่าย เขาจึงไม่เผยความรู้สึกให้เห็นมิฉะนั้น หากเขาขัดใจคนเหล่านี้และสร้างความขัดแย้งระหว่างสองแคว้น เขาอาจกลายเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์“ฮาฮา... ท่านคล้ายจะรู้ทันสถานการณ์ แต่ไม่ต้องกังวลไป ท่านจิมมุของเราจะไม่รังแกท่านหรอก!”ชายเจ้าเล่ห์หัวเราะร่าและบุ้ยใบ้ให้ฉีเซิ่งเดินไปข้างหน้า“พี่ฉี ข้าจะไปกับท่านด้วย”ถังฉีใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเบาๆ“แต่ว่า...”ฉีเซิ่งกำลังจะส่ายศีรษะเมื่อถังฉีปรามเขาด้วยสายตานางสังหรณ์ใจว่าคนของแคว้นตงอิ๋งไม่ได้สนใจจะถามเรื่องกุ้งมังกรน้อยเท่านั้น“อืม เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน”ฉีเซิ่งผงกศีรษะ ท้ายที่สุดแล้ว ถังฉีก็อำพรางรูปลักษณ์ของตนเองด้วยการแต่งหน้าเพื่อซ่อนความงดงามที่แท้จริงหากคนของแคว้นตงอิ๋งเกิดความคิดวิตถาร ฉีเซิ่งก็จะปกป้องนางอย่างสุดความสามารถชายเจ้าเล่ห์ผู้นั้นคล้ายจะไม่สนใจเสียงกระซิบของทั้งสอง สำหรับเขา ถังฉีเป็นเพียงสาวใช้หรือไม่ก็นางอุ่นเตียงของฉีเซิ่งเท่านั้นไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงห้องส่วนตัวที่ท่านจิมมุกำลังรออยู่ ทันทีที่ฉีเซิ่งเข้ามา เขาก็เห็นองค์ชายสามนั่งอยู่ข้างๆท่านจิมมุองค์ชายสามก็สังเกตเห็นถังฉีเช่นกัน แต่เขารู้สึกว่านางคุ้นตาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะรีบเบือนหน้าไปทางอื่น“ฉีเซิ่ง ท่านจิมมุใคร่รู้ว่าเจ้าค้นพบอาหารอันโอชะอย่างกุ้งมังกรน้อยนี้ได้อย่างไร?”องค์ชายสามถามด้วยรอยยิ้ม เวลานี้กุ้งมังกรน้อยหลายจานวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว“ข้าเคยอ่านในตำราเก่าๆ เมื่อนานมาแล้ว ข้าไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่ากุ้งมังกรน้อยด้วยซ้ำ”ฉีเซิ่งตอบอย่างไม่ใส่ใจเวลานี้ เขาจะไม่กล่าวถึงถังฉีเด็ดขาด ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะสนใจนางมากเกินควร“เข้าใจแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะขยันอ่านตำราจนคิดค้นอาหารหายากเช่นนี้ได้”องค์ชายสามผงกศีรษะอย่างรู้ทัน แม้ในใจจะรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้ถามซักไซ้ต่อหน้าท่านจิมมุ“ข้าไม่คิดเลยว่าใต้หล้าจะมีอาหารที่อร่อยถึงเพียงนี้ เจ้าจะได้รับการตกรางวัลอย่างงาม”เวลานั้น ท่านจิมมุกลืนกุ้งในปากลงคอ สีหน้าพึงพอใจฉายชัด“ขอบคุณมาก ท่านจิมมุ พอดีว่าชายแดนขาดแคลนการเสบียงอาหาร ข้าจะใช้เงินรางวัลที่ท่านมอบให้ซื้อข้าวและส่งไปยังชายแดน!”ฉีเซิ่งไม่ได้กล่าวด้วยความถ่อมตัวหรือเย่อหยิ่งขณะที่เขารับตั๋วเงินจากชายเจ้าเล่ห์สดับวาจา สีหน้าของท่านจิมมุหม่นหมองลงชั่วขณะ แต่เขากลับระบายยิ้มจางๆกลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำกล่าวของฉีเซิ่งท่าทีขององค์ชายสามก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สายตาของเขาที่จ้องมองฉีเซิ่งแฝงความไม่พอใจเล็กน้อยถังฉียืนนิ่งอยู่ข้างๆ ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ปรบมือให้ฉีเซิ่งเงียบๆในใจ!“ใครจะคิดว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมจะมีใจรักชาติบ้านเมืองถึงเพียงนี้ ฮิราอิ ตกรางวัลเพิ่มอีกหนึ่งหมื่นตำลึง!”ท่านจิมมุแสดงท่าทีอันใจกว้าง“ขอรับ!”ชายเจ้าเล่ห์หยิบตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงอีกใบออกมาจากและยื่นให้ฉีเซิ่งรับไว้ด้วยรอยยิ้ม ในเมื่อคนของแคว้นตงอิ๋งต้องการอวดความมั่งคั่งของประเทศตน เขาจึงไม่ลังเล“ไปบอกห้องครัวให้เตรียมหม้อไฟสูตรพิเศษของเราเพื่อรับรองแขกผู้ทรงเกียรติ”ฉีเซิ่งกล่าวกับเถ้าแก่ที่ยืนอยู่ข้างหลังขณะนั้น หลังของเถ้าแก่ชุ่มโชกด้วยเหงื่อเย็น เขาไม่คาดคิดว่าผู้เป็นนายจะกล้าเอ่ยถึงการขนส่งเสบียงทหารต่อหน้าทูตต่างแคว้นเถ้าแก่ผงกศีรษะอย่างรวดเร็วแล้วรีบออกไปขณะนั้น ชายเจ้าเล่ห์พึมพำเป็นภาษาของแคว้นตงอิ๋ง ทว่าท่านจิมมุก็ตอบสนองอย่างไม่ใส่ใจพวกเขาคิดว่าไม่มีใครในโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งนี้ที่เข้าใจภาษาตงอิ๋งถังฉีเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขา แต่สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งขณะก้มศีรษะอย่างนอบน้อมองค์ชายสามและฉีเซิ่งต่างมีสีหน้าสับสน ไม่อาจเข้าใจสิ่งที่พวกเขากล่าวออกมา“ฮาฮา…ลูกน้องของข้าผู้นี้คิดถึงภรรยาและลูกๆที่บ้าน เขาเพียงสงสัยว่าจะนำอาหารอร่อย ๆ เหล่านี้กลับไปให้ครอบครัวได้ลิ้มลองได้หรือไม่เท่านั้น”ท่านจิมมุพูดภาษาของชาวเป่ยโจวได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามตลอดหลายปีหรือบางที มันอาจเป็นเพียงการพิสูจน์ความทะเยอทะยานเยี่ยงหมาป่าของเขา“โอ้ เข้าใจแล้ว! ฉีเซิ่ง เมื่อถึงคราวที่คณะทูตแคว้นตงอิ๋งต้องเดินทางกลับ มีทางใดที่พวกเขาจะนำกุ้งมังกรน้อยเหล่านี้กลับไปให้ชาวตงอิ๋งได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะของแผ่นดินเป่ยโจวหรือไม่?”องค์ชายสามเอ่ยถาม“องค์ชายสาม กุ้งมังกรน้อยไม่อาจอยู่รอดได้นานหากอยู่นอกน้ำ หากต้องขนส่งเป็นระยะทางไกลๆ บางทีอาจไม่มีกุ้งมังกรน้อยตัวใดรอดเลย”ฉีเซิ่งตอบกลับด้วยสีหน้ากังวล“น่าเสียดายจริงๆ” ท่านจิมมุกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย“เอาล่ะ ไม่มีธุระใดแล้ว เจ้าออกไปเถอะ” องค์ชายสามกังวลว่าหากปล่อยให้ฉีเซิ่งอยู่ต่อจะทำให้ทูตไม่พอใจ จึงบอกให้เขาออกไปและท่านจิมมุก็ไม่ได้รั้งให้เขาอยู่ต่อเช่นกันฉีเซิ่งประกบมือและรีบออกไปทันที“เฮ่อ...ท่านจิมมุ สาวน้อยตัวเล็กๆที่เดินตามเจ้าของโรงเตี๊ยมนั้นมีรูปร่างที่ชวนให้น้ำลายไหลจริงๆ!”ฮิราอิกล่าววาจาหื่นกามในภาษาตงอิ๋งแม้องค์ชายสามจะไม่เข้าใจบทสนทนา แต่เขาก็บอกได้จากการจ้องมองอันหื่นกระหายของฮิราอิว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะที่แผนการบางอย่างเริ่มก่อร่างขึ้นในใจ“ไม่คิดเลยว่าองค์ชายสามจะมากินอาหารร่วมกับคนจากแคว้นตงอิ๋ง” เมื่อกลับมาที่ห้องหนังสือ สีหน้าของฉีเซิ่งพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม“อืม ความทะเยอทะยานเยี่ยงหมาป่าของเขาเผยออกมาชัดเจนแล้ว ทูตจากแคว้นตงอิ๋งเหล่านี้ไม่ได้มาโดยบริสุทธิ์ใจ”ถังฉีกล่าวอย่างเย็นชาในอดีต นางเคยเป็นนักธุรกิจมากความสามารถ และเคยเรียนภาษาต่างประเทศมากมายในยามว่างแน่นอนว่านางเข้าใจภาษาตงอิ๋งหรือภาษาญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ“ฉีเอ๋อร์ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฉีเซิ่งถามด้วยความสับสน เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของถังฉี“เมื่อครู่ ตอนที่พวกเขาพูดคุยกันเป็นภาษาตงอิ๋ง ข้าเข้าใจทุกอย่าง”ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น“ว่าอย่างไรนะ เจ้าเข้าใจภาษาตงอิ๋ง?” ฉีเซิ่งตะลึงพรึงเพริด นางใช่ถังฉีที่เขารู้จักมาตลอดจริงหรือ?ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาประหลาดใจกับเรื่องนั้น และการเข้าใจภาษาตงอิ๋งก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก!“คราวนี้ พวกเขาจะแสร้งทำทีเป็นอ่อนแอเพื่อให้แคว้นเป่ยโจวของเราตายใจ และเมื่อสบโอกาส พวกเขาจะโจมตีอย่างเต็มกำลัง!” ตอนที่ 415: พระพลานามัยของฮ่องเต้“อืม ไม่ใช่พวกเดียวกัน จิตใจย่อมแตกต่างกัน” ฉีเซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง“และตอนนี้องค์ชายสามก็เริ่มเข้าไปพัวพันกับพวกเขาแล้ว”ถังฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย สถานการณ์เริ่มยุ่งยากขึ้นทุกที และหลายปีที่ผ่านมา ฉีเซิ่งก็ทุ่มเทเพื่อองค์ชายสามมาโดยตลอดหากองค์ชายสามคิดทำเรื่องร้ายกาจขึ้นมา ฉีเซิ่งคงยากจะหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ“ถึงจุดนี้แล้ว เรามารอดูกันดีกว่า หากมีโอกาส ข้าค่อยเตือนองค์ชายสามดีๆ”ฉีเซิ่งกล่าวอย่างใจเย็นท้ายที่สุดแล้ว องค์ชายสามก็เป็นเชื้อพระวงศ์ และฉีเซิ่งต้องเลือกสรรคำพูดให้เหมาะสม“พี่ฉี ข้าจะหาวิธีไปพบเจาเอ๋อร์และให้นางแจ้งเรื่องนี้ให้ฮ่องเต้ทราบ”ถังฉีคล้ายจะนึกบางอย่างได้ จึงบอกฉีเซิ่งและรีบออกไประหว่างทางกลับ นางใช้วิธีการที่โจวเจาสอนนางเมื่อคราวก่อนในการส่งสัญญาณเนื่องจากถังซันไม่ใช่องครักษ์เงาของราชวงศ์อีกต่อไป ตำแหน่งของโจวเจาจึงไม่ค่อยสะดวกนักเช่นกันคราวที่แล้ว โจวเจาสอนวิธีบางอย่างให้ถังฉี และเมื่อนางกลับมาถึงเรือน ถังฉีก็เฝ้ารอการมาถึงโจวเจาประมาณหนึ่งชั่วยาม โจวเจาก็มาถึงในที่สุด แม้จะสายไปเล็กน้อย“พี่สาวคนสวย ตอนที่ข้าเห็นสัญญาณของท่าน ข้าก็อยากจะรีบมาทันที แต่เสด็จพ่อบอกว่าเวลานี้คณะทูตจากแคว้นตงอิ๋งอยู่ในเมืองหลวงและไม่ต้องการให้เกิดปัญหา ข้าถึงมาเร็วกว่านี้ไม่ได้!”เมื่อโจวเจามาถึงเรือนและเห็นถังฉี นางก็เล่าให้ฟังอย่างจนใจนางทราบดีว่าเมื่อถังฉีเรียกหานาง จะต้องมีเรื่องสำคัญบางอย่างเกิดขึ้น และเนื่องจากนางมีตำแหน่งเพียงเสี้ยนจู่ จึงไม่อาจเข้าไปในวังได้ง่ายๆ“เจาเอ๋อร์ ข้าเรียกหาเจ้าเพราะเรื่องทูตจากแคว้นตงอิ๋ง” ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง“ทูตจากแคว้นตงอิ๋ง?” โจวเจารู้สึกประหลาดใจ นางไม่คิดว่าถังฉีจะเอ่ยถึงคนจากแคว้นตงอิ๋งจริงๆ“อืม วันนี้พวกเขามาที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล และองค์ชายสามก็อยู่ที่นั่นด้วย”ถังฉีกล่าวเบาๆ สีหน้าของนางดูจริงจังอย่างยิ่ง“พี่สามก็อยู่ที่นั่น? เขาไม่ทราบหรือว่าเสด็จพ่อไม่พอพระทัยทูตจากแคว้นตงอิ๋งมาโดยตลอด?”ใบหน้าของโจวเจาเผยเห็นถึงความหงุดหงิด“เขาคงรู้อยู่แก่ใจ ข้าเรียกเจ้ามาที่นี่เพื่อบอกเจ้าว่าทูตจากแคว้นตงอิ๋งมีเจตนาแอบแฝง พวกเขาต้องการหลอกให้พวกเราตายใจก่อนจะลงมือทันทีเมื่อมีโอกาส!”“พี่สาวคนสวย ท่านทราบได้อย่างไร?” ภัยคุกคามต่อแผ่นดินทำให้โจวเจาผู้แสนอ่อนหวานและซื่อบริสุทธิ์ดูจริงจังขึ้นมา“เพราะข้าพอเข้าใจภาษาของพวกเขาอยู่บ้าง วันนี้ข้าก็อยู่ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลและได้ยินพวกเขาพูดคุยกัน”ถังฉีไม่ได้ปิดบังเรื่องที่นางเข้าใจภาษาของแคว้นตงอิ๋งสดับวาจา ดวงตาของโจวเจาพลันเบิกกว้างด้วยเหลือเชื่อ“อืม ข้าเคยเจอตำราเล่มหนึ่งโดยบังเอิญ และเรียนรู้ภาษาบางส่วนจากตำราเล่มนั้นในยามว่าง”“พี่สาวคนสวย นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก! ข้าจะกลับเข้าวังและรีบทูลเรื่องนี้กับเสด็จพ่อ!”โจวเจากล่าวโดยไม่แม้แต่จะมองขนมที่นางโปรดปรานและรีบกลับไป“เสี้ยนจู่ คนของแคว้นตงอิ๋งร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” ตู้เยว่เหนียงมองถังฉีด้วยความตกตะลึง ส่วนเรื่องที่นางเข้าใจภาษาตงอิ๋งนั้น ตู้เยว่เหนียงไม่แปลกใจสักนิด ในสายตาของนาง ไม่มีสิ่งใดที่เสี้ยนจู่ของนางทำไม่ได้!“พวกเขาเจ้าเล่ห์เพทุบายเหมือนหมาป่า และเจตนาของพวกเขาก็เผยออกมาชัดเจน! เยว่เหนียง เจ้าต้องจำไว้ว่ายิ่งมีคนยิ้มให้เจ้ามากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าพวกเขากำลังซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง และหลอกลวงเจ้าด้วยความใจดีเพียงเปลือกนอกเท่านั้น”สิ่งที่ถังฉีกล่าวนั้นเป็นบทเรียนที่ชาญฉลาด!ตู้เยว่เหนียงผงกศีรษะด้วยความเข้าใจ“เสี้ยนจู่ ข้าจะจดจำเรื่องนี้ให้ขึ้นใจและไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองเจ้าค่ะ!” ตู้เยว่เหนียงกล่าวอย่างจริงจัง“ดีมาก เจ้ายังเยาว์วัยนัก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ” ถังฉีกล่าวราวกับผู้อาวุโสตู้เยว่เหนียงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก“เสี้ยนจู่ ท่านอายุมากกว่าข้าไม่เท่าไร แต่ท่านกลับทำตัวเหมือนผู้อาวุโส ออกเรือนไปแล้วท่านจะเข้มงวดและหัวโบราณขึ้นหรือไม่?”ตู้เยว่เหนียงหยอกล้อถังฉีหลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมกันมานาน ตู้เยว่เหนียงก็ทราบว่าถังฉีไม่โกรธง่าย ๆ เพราะเรื่องเล็กน้อย“อายุมิใช่ตัวกำหนดขอบเขตความรู้! อีกอย่าง ขงจื๊อยังกล่าวว่าผู้ที่มีความสามารถย่อมสั่งสอนผู้อื่นได้ ต่อให้ข้าอายุน้อยกว่า แต่ข้าก็รู้เรื่องการรับมือกับผู้คนมากกว่าเจ้า!”ถังฉีจ้องมองนาง “จริงสิ เยว่เหนียง เจ้าเองก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ส่วนข้าก็หมั้นหมายแล้ว! ข้าหาคู่แต่งงานให้เจ้าด้วยดีหรือไม่?”ถังฉีหยอกล้อเยว่เหนียงด้วยรอยยิ้ม นางรู้สึกว่าสาวน้อยผู้นี้เหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังกลั่นแกล้งนางได้เก่งนัก!แน่นอนว่าถังฉีไม่ได้ถือสาหาความภายในใจ นางเชื่อว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน แต่เพื่อความอยู่รอดในยุคสมัยนี้ นางจำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์“เสี้ยนจู่ ท่านบอกว่าจะทำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าและขนมไปฝากคุณชายคืนนี้มิใช่หรือ? ข้าจะไปดูวัตถุดิบในครัวเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”ตู้เยว่เหนียงกล่าวพลางวิ่งหนีไปด้วยความเขินอาย“ฮาฮาฮา.....”พ้นประตูไป นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะของถังฉี ทั้งไพเราะและกังวานใสราวกับกระดิ่งเงินจากด้านหลังคณะทูตแคว้นตงอิ๋งรับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลเสร็จแล้ว“สหายจิมมุ อาหารวันนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเอง เชิญตามสบาย” องค์ชายสามกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณองค์ชายสาม ข้าใคร่รู้ว่าฝ่าบาทจะมีเวลาพบพวกเราเมื่อใด” ท่านจิมมุประกบมือและถามคำถามที่คาใจมากที่สุด“เอ่อ...”เมื่อได้ยินคำถามนี้ องค์ชายสามลังเล“องค์ชายสาม หากติดขัดสิ่งใด เชิญกล่าวมาเถอะ อย่าได้ลังเล” ท่านจิมมุทราบว่าต้องมีอะไรบางอย่างดังคำกล่าวที่ว่า 'รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง' เมื่อองค์ชายสามอยู่ที่นี่แล้ว เหตุใดจึงไม่ใช้เขาให้เป็นประโยชน์?“กล่าวตามตรง ช่วงนี้พระพลานามัยของเสด็จพ่อข้าไม่สู้ดีนัก” องค์ชายสามใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเลือกคำตอบที่เหมาะสม“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นพวกเราหวังว่าจะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้โดยเร็ว เพื่อแสดงความห่วงใยของแคว้นตงอิ๋ง!”ท่านจิมมุแสดงสีหน้าประหลาดใจ แม้ภายในใจเขาจะกำลังยิ้มเยาะอยู่ก็ตามฮ่องเต้แห่งแผ่นดินเป่ยโจวอยู่ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ แล้วจะเป็นเรื่องบังเอิญได้อย่างไรที่พระองค์ประชวรเมื่อพวกเขามาถึง?“ฮิราอิ ส่งโสมอายุสองร้อยปีที่พวกเรานำมาไปที่จวนขององค์ชายสาม ฝากท่านนำโสมเหล่านี้ถวายแด่ฮ่องเต้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความจริงใจจากแคว้นตงอิ๋ง”ท่านจิมมุกล่าวเบาๆ“ขอรับ!” ฮิราอิตอบด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณสหายจิมมุ นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเข้าวังและถามเสด็จพ่อว่าจะให้ท่านเข้าเฝ้าได้เมื่อไร”“ขอบคุณองค์ชายสาม” หลังจากพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองอีกเล็กน้อย ท่านจิมมุและผู้ใต้บัญชาก็จากไปทันทีที่พวกเขาออกจากห้อง องค์ชายสามซึ่งยิ้มแย้มอยู่ก่อนหน้านี้ กลับมีสีหน้าจริงจังในชั่วอึดใจเหลือบมองเสี่ยวเอ้อที่เข้ามาทำความสะอาดโต๊ะแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “บอกให้ฉีเซิ่งไปพบข้าในห้องหนังสือ!”พวกเสี่ยวเอ้อทราบตัวตนของเขาเป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นรับคำสั่งและรีบออกไปอย่างไม่ลังเลจบตอน Comments
Comments
Post a Comment