sister ep421-425 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 421: โรงน้ำแข็งถังฉีอยากถามต่อว่าฮ่องเต้คุยอะไรกับพวกเขาอีก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน นางจึงตระหนักว่าคงมันไม่เหมาะสม“พี่จ้าว ไยท่านไม่รีบกลับและแวะถามว่าพี่ฉีว่างเมื่อไร? ข้าอยากไปดูโรงน้ำแข็งที่ชานเมือง!”ถังฉีไม่อยากพลาดโอกาสนี้ เพราะหน้าร้อนเหลือเพียงไม่กี่วัน หากพลาดโอกาสต้องรอถึงปีหน้า“ตกลงข้าจะรีบไปถามให้เดี๋ยวนี้” จ้าวไป่จือสังเกตเห็นความร้อนใจในแววตาของหญิงสาว เขาจึงไม่ยอมเสียเวลา สาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็หายไปจากลานบ้านหลังจากเวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป เสียงกีบเท้าม้าก็ดังก้องขึ้นนอกเรือนเมื่อถังฉีเปิดประตู นางก็ต้องแปลกใจเมื่อพบฉีเซิ่งและจ้าวไป่จือที่เพิ่งจากไปเพียงไม่นาน“พี่จ้าว ท่านไม่ได้มีเรื่องสำคัญที่ต้องกลับไปจัดการหรือ? เหตุใดถึงกลับมาเร็วเช่นนี้?”ความสับสนปรากฏบนใบหน้าของถังฉี เพราะความวิตกกังวลของจ้าวไป่จือก่อนหน้านี้หาใช่การเสแสร้ง“ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว”จ้าวไป่จือตอบโดยคงสีหน้าไว้เช่นเดิม มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทราบว่านั่นเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงข้อแก้ตัวฉีเซิ่งเหลือบมองจ้าวไป่จือที่ยืนอยู่ข้างๆพลางคิด ‘เหลือเกินจริงๆ’เขามองออกอย่างง่ายดายว่าจ้าวไป่จืออิจฉา และเป็นกังวลที่จะปล่อยให้ถังฉีอยู่กับเขาตามลำพัง“เจ้าจะไปโรงน้ำแข็งเรื่องการทำปั้งปิง** มิใช่หรือ? ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกัน”** ปั้งปิงหมายถึง ไอศกรีมแท่งจ้าวไป่จือกล่าวต่อ สีหน้าท่าทียังคงสงบนิ่ง“ยังไม่สายนัก เช่นนั้นก็ไปชานเมืองกันเถอะ”ถังฉีเร่งเร้าจากนั้น นางก็หันกลับไปสั่งตู้เยว่เหนียงให้แจ้งบิดาว่าตนกำลังมุ่งหน้าไปที่ชานเมืองโดยมีถังซันติดตามไปด้วยตู้เยว่เหนียงมิได้โต้แย้ง นางทราบดีว่าทุกสิ่งที่ถังฉีทำล้วนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีการพาถังซันไปด้วยก็ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม พวกเขาอาจพบเจอกับอันตรายแถวชานเมืองก็เป็นได้“ฉีเอ๋อร์ เจ้ากลับไปที่ห้องและหยิบเสื้อคลุมที่หนากว่านี้ โรงน้ำแข็งอาจหนาวเย็นเกินไปและเจ้าจะไม่สบายได้ พวกเราควรรีบออกจากเมือง มิเช่นนั้นประตูอาจปิดตอนที่พวกเรากลับเข้ามา”เมื่อฉีเซิ่งกล่าวจบ ถังฉีก็พยักหน้า รีบคว้าเสื้อคลุมตัวหนาเพื่อมาขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ด้านนอกระหว่างนั้น จ้าวไป่จือไม่รอช้า รีบเข้าไปนั่งด้านในรถม้าทันทีขณะที่ฉีเซิ่งก้าวขึ้นไปบนรถม้าและกำลังจะนั่งลง ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสถึงความเย็นวาบที่แผ่นหลังเหลือบเห็นสายตาแข็งกร้าวของจ้าวไป่จือ เขาจึงย้ายไปนั่งด้านข้างคนขับอย่างรู้งานถังซันปีนขึ้นมาอย่างใจเย็นและทำหน้าที่ควบคุมรถม้า“คุณชายฉี ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าโรงน้ำแข็งแถบชานเมืองอยู่ที่ใด?” ถังซันเอ่ยถามเสียงเย็น“อยู่ใกล้ทะเลสาบจันทร์เสี้ยวแถบชานเมือง” ฉีเซิ่งเอ่ยตอบโดยเจาะจงตำแหน่ง“อืม!” ถังซันสะบัดบังเหียนเบาๆ และไม่นาน พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองภายในรถม้า นี่เป็นครั้งแรกที่ถังฉีได้นั่งใกล้จ้าวไป่จือในตอนแรกก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อรถม้าโยกไปมา ถังฉีก็เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีนัก“เหตุใดพี่ฉีไม่เข้ามานั่งข้างใน?”ถังฉีกระแอมไอเบาๆ พลางจ้องมองร่างทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านนอกรถม้า“บางทีเขาอาจคิดว่าในรถม้าอบอ้าวเกินไป จึงอยากรับลมข้างนอกมากกว่า”จ้าวไป่จือหยิบยกข้ออ้างขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เมื่อได้ยินเช่นนั้น ถังฉีก็พยักหน้า“ถึงแม้อากาศจะไม่ร้อน แต่ก็ค่อนข้างอบอ้าวจริงๆ นั่งข้างนอกย่อมเย็นสบายกว่าข้างใน”หัวใจของฉีเซิ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านนอกแทบจะแตกสลายขณะฟังการสนทนาของคนทั้งสอง ภายในใจปรารถนาจะถลันตัวเข้าไปอธิบายให้ถังฉีฟังว่าเหตุใดเขาถึงต้องออกมานั่งอยู่ข้างนอกอย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงสายตาของจ้าวไป่จือก่อนหน้านี้ ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นเมื่อถังฉีกล่าวจบ นางก็นิ่งเงียบ และไม่ว่าจะเป็นเพราะความร้อนหรือไม่ แต่แก้มของนางก็เรื่อแดงขึ้นเล็กน้อยถังฉีเอื้อมมือเปิดม่านขึ้นและโน้มศีรษะมองออกไปข้างนอกในขณะนั้น ถนนในเมืองหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน และกลิ่นหอมของอาหารและชาสารพัดชนิดก็ลอยเข้าจมูก“ถังหูลู่จ้า…ถังหูลู่อร่อยๆ”“เร่เข้ามาเข้ามา ร้านของเรามีน้ำเย็นๆให้ลองชิม”เสียงอันมีชีวิตชีวาดังเซ็งแซ่ ย้ำเตือนนางว่าทุกคนกำลังทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ“ฉีฉี วันนี้ฮ่องเต้รับสั่งกับพวกเราว่าในไม่ช้าคณะทูตแคว้นซีเหลียงจะเดินทางมาถึงเป่ยโจว ครั้งนี้ องค์ชายรัชทายาทของพวกเขาอาจจะมาด้วยตัวเอง” “นั่นคงเป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่ฮ่องเต้รับสั่งกระมัง?” ถังฉีเอ่ยเสียงเย็น หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกน้องชายคงเล่าให้นางฟังโดยไม่ลังเล“ฝ่าบาทรับสั่งให้พ่อของเจ้ากับข้าไปปกป้องชายแดน”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็ส่ายศีรษะอย่างจนใจ แม้ฮ่องเต้จะรับสั่งเรื่องนี้กับพวกเขาเป็นการส่วนตัว ทว่าพระดำรัสของฮ่องเต้ก็มีความสำคัญและมิอาจมองข้าม ย่อมผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างแน่นอน“ฮ่องเต้จะแต่งตั้งพ่อของเจ้าเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้าย และแต่งตั้งข้าเป็นจอมทัพ”จ้าวไป่จือเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจ“อย่างไรก็ตาม ข้าตั้งใจจะหาตัวคนร้ายที่วางยาพิษข้าให้ได้ก่อนที่จะไป”“ข้าพบเบาะแสบางอย่าง แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเร่งมือเสียแล้ว!”เมื่อจ้าวไป่จือกล่าวจบ เขาก็ทอดสายตามองไปยังฝูงชนที่พลุกพล่านด้วยสายตาเลื่อนลอยความคิดของผู้คนในโลกนี้ช่างซับซ้อนยิ่งนัก“อืม ท่านรีบสืบสวนเถอะ”ถังฉีเอ่ยเสียงแผ่ว “หากท่านต้องการความช่วยเหลือก็บอกข้า บางทีข้าอาจจะพอช่วยอะไรท่านได้บ้าง”นางเงยหน้ามองจ้าวไป่จือด้วยแววตาจริงจัง“ตกลง”แม้เขาจะไม่ทราบว่าเหตุใดหญิงสาวถึงดูมั่นใจเพียงนี้ แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวนางรถม้าเคลื่อนตัวไปสักพักก่อนจะถึงชานเมือง“ไปทางซ้าย ไม่นานก็ถึง” ฉีเซิ่งกล่าวพลางชี้ไปยังทางแยกถังซันพยักหน้าและบังคับรถม้าไปตามทางไม่นานพวกเขาก็มาถึงที่หมาย“อยู่ใกล้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”ทันทีที่รถม้าหยุด ถังฉีก็กระโดดลงจากรถม้า“โรงน้ำแข็งต้องอยู่ใกล้กับเมืองหลวงมาก มิเช่นนั้น น้ำแข็งจะละลายก่อนถึงมือลูกค้า”ฉีเซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม"ตอนที่ข้าซื้อโรงน้ำแข็งหลังนี้ มันทำให้ข้าเสียเงินไปมากกว่าครึ่ง! โชคดีที่พอทำกำไรได้บ้างตลอดหลายปีที่ผ่านมา"ฉีเซิ่งพาพวกเขาไปยังโรงน้ำแข็ง“นายท่าน!”เมื่อพวกฉีเซิ่งมาถึงทางเข้าโรงน้ำแข็ง คนเฝ้ายามเห็นก็รีบเข้ามาทักทายด้วยความเคารพ“เปิดประตูโรงน้ำแข็ง ข้าจะเข้าไปข้างใน”กล่าวจบ คนเฝ้ายามก็เปิดประตูโรงน้ำแข็งอย่างช้าๆเห็นได้ชัดว่าฉีเซิ่งคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ดี เขาเดินนำหน้าและพาคนอื่นๆเข้าไปด้านใน ตอนที่ 422: การสะกดรอย“เสี้ยนจู่ ข้าจะเฝ้ารถม้าและรอท่านอยู่ด้านนอก”เวลานี้ ถังซันที่ไม่เคยเอ่ยปากร้องขออะไรกลับเอ่ยขึ้นถังฉีชะงัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะผงกศีรษะจากนั้น ทั้งสามคนก็สวมเสื้อคลุมห่อกายให้มิดชิด และเดินตามฉีเซิ่งเข้าไปในโรงน้ำแข็งทันทีที่เข้าไป พวกเขาก็รู้สึกถึงไอเย็นที่ปะทะใบหน้าถังฉีอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจมันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อน เมื่อเข้าไปในโรงน้ำแข็ง นางก็กวาดตามองไปรอบๆในโลกเดิม นางเคยสำรวจโรงน้ำแข็งของครอบครัว ทว่าโรงน้ำแข็งหลังนี้เล็กกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกันอย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยนี้ที่ไร้เทคโนโลยีและมีเพียงภูมิปัญญา การมีโรงน้ำแข็งขนาดใหญ่เช่นนี้ก็ถือได้ว่าหาได้ยากแล้ว“พี่ฉี โรงน้ำแข็งเช่นนี้มีกี่แห่งหรือ?”“ในเมืองอื่นๆมีสามแห่ง และในเมืองใกล้เคียงก็มีอีกหลายแห่ง แต่ไม่มีโรงน้ำแข็งหลังไหนใหญ่เท่าหลังนี้ เพราะคนที่นั่นไม่ฟุ่มเฟือยเท่ากับคนในเมืองหลวง”กล่าวจบ ฉีเซิ่งก็โบกพัดด้วยความเคยชินในหน้าร้อน แต่เมื่อรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่กัดกินหัวใจ จึงนึกได้ทันใดว่าเขายังอยู่ในโรงน้ำแข็งและรีบเก็บพัด“อีกไม่นานก็ถึงช่วงกลางฤดูร้อนแล้ว ข้าสงสัยว่าในเมืองหลวงมีใครเคยขายอาหารที่ทำจากน้ำแข็งเหล่านี้บ้างหรือไม่?”“ก็มีบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะอาหารที่ทำจากน้ำแข็งก้อนไม่ค่อยมีรสชาติ อีกอย่าง การเอาน้ำแข็งใส่ปากโดยตรงจะรู้สึกเย็นกว่า”เมื่อได้ยินฉีเซิ่งกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็เริ่มนึกอะไรดีๆออกนางสำรวจรอบๆโรงน้ำแข็งและคิดว่าน่าจะทำไอศกรีมที่นี่ได้“ข้ามีโรงน้ำแข็งอีกสองแห่งไม่ไกลจากที่นี่ ไปดูกันเถอะ?”ฉีเซิ่งกล่าวจบ ถังฉีและคนอื่นๆก็ผงกศีรษะและกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นก่อนจะเดินออกมาถังฉีสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับสีหน้าท่าทางของถังซัน แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยปากถามถังฉีนั่งอยู่ในรถม้า และขณะที่ถังซันกำลังบังคับรถม้า นางก็ได้ยินถังฉีเอ่ยขึ้น“ถังซัน เข้ามานี่สักเดี๋ยวและช่วยนวดให้ข้าหน่อย อยู่ในโรงน้ำแข็งนานเกินไป เริ่มปวดตัวไปหมด”เสียงแข็งกร้าวของถังฉีดังออกมาจากในรถม้าจ้าวไป่จือที่กำลังครุ่นคิดอยู่ข้างๆถึงกับเลิกคิ้วเมื่อได้ยินนางพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้“เจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินวาจาของถังฉี ถังซันก็รีบผงกศีรษะและเดินเข้าไปอย่างช้าๆ“ถังซัน เกิดอะไรขึ้น? หาไม่แล้ว สีหน้าของเจ้าคงไม่แปลกไปเช่นนี้”“เสี้ยนจู่ ข้ารู้สึกว่ามีใครบางคนแอบตามพวกเรามา ข้าพยายามสืบหาอย่างระมัดระวัง ทว่าคนผู้นั้นก็ปกปิดร่องรอยไว้หมดสิ้น”ถังซันกระซิบแผ่วเบา จากนั้นก็เอื้อมมือออกไปนวดไหล่ให้ถังฉีโดยลงแรงหนักเบาสลับกันเมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวไป่จือก็เลิกคิ้ว ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณของเขาในระหว่างการเดินทางจะไม่ผิดเพี้ยนในตอนแรก เขาคิดว่าได้ใกล้ชิดกับถังฉีทำให้เขาวิตกกังวลจนรู้สึกไปเอง แต่กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง“ทักษะการพรางตัวของคนผู้นั้นยอดเยี่ยมมาก หากเป็นคนทั่วไปคงไม่มีทางจับได้ ไม่แปลกใจที่เมื่อครู่เจ้าขอเฝ้าอยู่ด้านนอก”จ้าวไป่จือมีสีหน้าเคร่งขรึมบางที คนเหล่านั้นเจอปัญหาอาจเป็นเพราะมีถังซันคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เหงื่อเย็นเยียบพลันผุดขึ้นบนหน้าผากของจ้าวไป่จือดูเหมือนว่าเขาจะประมาทเกินไป“อีกอย่าง คนผู้นี้ไม่เคยเคลื่อนไหวมาก่อน การปรากฏตัวกะทันหันของเขาในวันนี้บ่งบอกว่าเป้าหมายของเขาหาใช่เสี้ยนจู่ แต่เป็นหนึ่งในพวกท่านสองคน”ถังซันเป็นองครักษ์เงาของราชวงศ์ ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตั้งแต่เยาว์วัย ดังนั้นนางจึงกล่าวด้วยความมั่นใจสดับวาจา จ้าวไป่จือก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตราบใดที่คนในเงามืดไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ถังฉี นั่นก็เพียงพอแล้ว“เวลานี้เมืองหลวงกำลังวุ่นวาย และคณะทูตจากต่างถิ่นกำลังจะมาถึง คนบางกลุ่มจึงสบโอกาสเคลื่อนไหว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกหากจะเกิดอะไรขึ้น”ถังฉีพูดเบาๆโดยไม่แสดงท่าทีแปลกใจ ทว่านางเริ่มเป็นห่วงจ้าวไป่จือและฉีเซิ่งเวลานี้ ฉีเซิ่งกำลังขับรถม้าอย่างแข็งขัน แม้พวกถังฉีจะสนทนาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง ดังนั้นฉีเซิ่งจึงพอจะได้ยินอยู่บ้างแม้ทราบว่ามีคนสะกดรอยตาม แต่ฉีเซิ่งก็ไม่ได้แสดงสีหน้าผิดปกติใดๆ และขับรถม้าต่อไปอย่างสบายอารมณ์ส่วนเป็นใครที่ส่งคนมาสะกดรอยตามพวกเขา เขาก็พอจะคาดเดาได้“ถึงแล้ว”ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงโรงน้ำแข็งอีกหลังของฉีเซิ่ง“ถังซัน เจ้าเข้าไปดูโรงน้ำแข็งกับฉีฉีเถอะ ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นี่”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็โยนเสื้อคลุมตัวหนาของฉีเซิ่งให้ถังซันสวมถังซันไม่ลังเล นางทราบดีว่าในโรงน้ำแข็งหนาวเย็นเพียงใด“จ้าวไป่จือ เจ้านี่เอาเปรียบคนอื่นเก่งจริงๆ เจ้าให้เสื้อคลุมของข้ากับนาง แล้วข้าจะใส่อะไรเข้าไป? เจ้าต้องการให้ข้าหนาวตายเพื่อจะได้สืบทอดโรงเตี๊ยมเยว่ไหลของข้าสินะ เจ้านี่มัน…”ก่อนที่ฉีเซิ่งจะทันได้กล่าวจบประโยค เสื้อคลุมตัวหนึ่งก็ถูกโยนใส่มือเขา“เจ้าเอานี่ไป ข้าให้สตรีอื่นสวมเสื้อผ้าของข้าไม่ได้ มิเช่นนั้นคู่หมั้นของข้าคงไม่พอใจ”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็มองถังฉีด้วยสายตาหยอกเย้าเมื่อเห็นเช่นนี้ ฉีเซิ่งก็รู้สึกขมขื่นในใจ เหตุใดเขาจึงไม่พยายามให้มากกว่านี้เพื่อเอาชนะใจถังฉีตั้งแต่แรก หากเขาทำสำเร็จ จ้าวไป่จือคงหมดโอกาส!ฉีเซิ่งรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้งอย่างไรก็ตาม เขาจำต้องสวมเสื้อคลุมที่จ้าวไป่จือส่งให้และพาทุกคนเข้าไปในโรงน้ำแข็งถังฉีมองไปรอบๆ และคิดว่าโรงน้ำแข็งแห่งนี้ด้อยกว่าหลังที่พวกเขาเพิ่งไปเยี่ยมชมอยู่บ้างแต่ถึงกระนั้นก็สามารถทำอาหารเย็นๆข้างในได้“ไม่ต้องไปดูหลังสุดท้ายก็ได้ โรงน้ำแข็งหลังนั้นเล็กกว่าหลังนี้เสียอีก และหากคนที่สะกดรอยตามมีเจตนาแอบแฝง พวกเราคงป้องกันตัวได้ยาก”ฉีเซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังในโรงน้ำแข็งแห่งนี้ไม่มีใครอยู่ ดังนั้นเขาจึงกล้าพูดคุยอย่างเปิดเผย“ใช่แล้ว เสี้ยนจู่ คนผู้นั้นฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลย ในเมื่อยังไม่รู้เจตนา พวกเราก็ต้องรอบคอบไว้ก่อนและไม่ปล่อยให้คนร้ายสบโอกาส”หาได้ยากที่ถังซันจะพูดประโยคยาวๆเช่นนี้ตั้งแต่ที่ออกจากสำนักเงา นางก็ดูเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น“ตกลง ข้าจะฟังพวกท่าน อีกอย่าง โรงน้ำแข็งสองแห่งนี้ก็ใช้ได้แล้ว” ตอนที่ 423: พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนเมื่อทั้งสามคุยกันเสร็จแล้ว พวกเขาก็กระชับเสื้อคลุมให้แน่นอีกครั้งและเดินออกไปอย่างช้าๆเดินไปถึงประตู ฉีเซิ่งก็กำชับผู้ดูแลโรงน้ำแข็งสองสามประโยค ก่อนจะเข้ามานั่งในรถม้าโดยไม่สนใจสายตาขุ่นเคืองของจ้าวไป่จือ“สหายจ้าว ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเอง ลองนึกถึงความวุ่นวายในเมืองหลวงเวลานี้! เจ้ากับข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราไปล่วงเกินใครไว้บ้าง หากคนร้ายฉวยโอกาสจับตัวข้าไปตอนที่ข้าอยู่คนเดียวจะทำอย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรงเตี๊ยมเยว่ไหลของข้าเจริญรุ่งเรืองและขยายสาขาไปตามเมืองต่างๆมากมาย สร้างรายได้มหาศาล”“เข้าใจแล้ว”จ้าวไป่จือไม่กดดันฉีเซิ่งอีกต่อไป เขาตระหนักดีว่าความสามารถของคนร้ายในเงามืดนั้นไม่ธรรมดาทีแรกนั้น เขาพอจะสัมผัสถึงตัวตนของคนร้ายได้บ้าง แต่หลังจากที่เขาเองเริ่มไหวตัว คนผู้นั้นก็คล้ายจะหวาดผวาราวกับนกที่ตื่นกลัว และไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีกเป็นเวลานานชายทั้งสองเอ่ยถึงมือสังหารที่เร้นกายอยู่ในเงามืดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หากสืบทราบว่าผู้ใดส่งคนมาสะกดรอยตาม พวกเขาจะต้องทำให้คนผู้นั้นเสียใจอย่างแน่นอนในตอนนั้นเอง กลุ่มคนจำนวนหนึ่งมาถึงโรงน้ำแข็งแห่งสุดท้ายในเขตชานเมือง“พวกท่านมีธุระอะไรหรือ?”ผู้ดูแลตระหนักได้ทันทีว่าคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา"พวกเราได้ยินมาว่ามีโรงน้ำแข็งอยู่ที่นี่ จึงมาเยี่ยมชมสักหน่อย"ผู้นำกลุ่มมีใบหน้าหมดจดงดงามราวกับสตรี ทว่าชายที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับแต่งกายซอมซ่อ ทำให้สง่าราศีของเขาหม่นหมองลง“หากต้องการซื้อน้ำแข็งก็เชิญเข้ามาได้ขอรับ ราคาขายอยู่ที่สามสิบอีแปะต่อน้ำแข็งหนึ่งชั่ง…”“อืม เจ้าช่วยห่อน้ำแข็งและส่งไปยังที่พักของพวกเราได้หรือไม่? ข้ายินดีจะจ่ายเพิ่ม ขณะเที่ยวชมเมืองหลวง พวกเราได้ยินมาว่ามีโรงน้ำแข็งอยู่ที่นี่ จึงรีบมาชมให้เห็นกับตา!”“ขอรับ เรามีบริการส่งให้ถึงที่ แต่จัดส่งได้เพียงในเมืองหลวงเท่านั้น ส่งไกลกว่านี้ไม่ได้ และเราก็ไม่แนะนำให้ท่านซื้อ”“ขอบใจมาก เช่นนั้นก็เปิดโรงน้ำแข็งเถอะ”ทันทีที่ประตูเปิด คนกลุ่มนั้นก็เดินเข้าไปโดยไม่ลังเล ผู้ดูแลสองคนติดตามพวกเขาเข้าไปด้วย“เอาก้อนนี้ ก้อนนี้ แล้วก็ก้อนนี้”ชายที่งดงามยิ่งกว่าสตรีเอ่ยเบาๆ“ขอรับ ขอรับ!”ชายที่แต่งกายซอมซ่อเอ่ยด้วยความเคารพ จากนั้นก็เริ่มทำเครื่องหมายบนก้อนน้ำแข็งผู้ดูแลโรงน้ำแข็งไม่ได้ห้ามปรามพวกเขา เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างไรก็ตาม การเลือกก้อนน้ำแข็งด้านในนั้นมีราคาสูงไม่ต่างจากบริการจัดส่ง ดังนั้นพวกเขาจึงยินดีให้คนเหล่านี้เข้ามาเลือกด้วยตัวเองไม่นาน ชายหนุ่มรูปงามก็เลือกน้ำแข็งไปหลายก้อนอย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่มีทีท่าจะจากไป และยังคงเดินชมรอบๆโรงน้ำแข็ง โดยบางครั้งก็ชี้ไปยังก้อนน้ำแข็งและพูดอะไรบางอย่างที่คนเฝ้ายามไม่เข้าใจหลังจากผ่านไปนาน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมา ในที่สุดพวกเขาก็เดินออกจากโรงน้ำแข็ง จ่ายเงินและบอกให้ส่งก้อนน้ำแข็งไปยังที่หมายน้ำแข็งแต่ละก้อนมีมูลค่ามาก เมื่อขายตามราคาที่ฉีเซิ่งตั้งไว้ ผู้ดูแลจึงทำกำไรได้ไม่น้อย“ว่าแต่ ใครคือเจ้าของโรงน้ำแข็งหลังนี้หรือ? ข้าอาจรู้จักพวกเขาก็เป็นได้”ชายหนุ่มรูปงามกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าหมดจดทำให้เขาเป็นที่รักของผู้พบเห็น“หากท่านได้ยินชื่อ ท่านจะต้องรู้จักเขาอย่างแน่นอน เจ้าของโรงน้ำแข็งแห่งนี้ก็คือนายน้อยแห่งโรงเตี๊ยมเยว่ไหลในเมืองหลวง!”“โอ้? ไม่แปลกใจเลย ข้าอยู่ที่นี่ตั้งนาน แต่กลับไม่พบเจ้านายของพวกเจ้า ที่แท้ก็เป็นคุณชายฉีแห่งโรงเตี๊ยมเย่วไหล เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่มาสถานที่เล็กๆเช่นนี้”ท่านจิมมุกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่าคนอื่นๆมีสีหน้าไม่พอใจ ทว่าจำต้องเก็บซ่อนไว้“เช่นนั้นข้าคงไม่รอเจ้านายของพวกเจ้าแล้ว เดิมทีข้ามีอะไรอยากถามเขาเสียหน่อย น่าเสียดายจริงๆ”“คนส่งน้ำแข็งมีที่อยู่ของท่านแล้ว หากนายท่านมาที่นี่ ข้าจะแจ้งให้เขาทราบขอรับ”“อืม นี่คือรางวัลของเจ้า”ท่านจิมมุกล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ เขาหยิบถุงใบน้อยที่เหน็บอยู่ตรงเอว และโยนให้ผู้ดูแลด้วยรอยยิ้ม“ความจริงแล้ว ข้าก็ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไร เพียงอยากพบเจ้านายของพวกเจ้าสักครั้ง ใครจะรู้ บางทีพวกเราอาจมีโอกาสได้ร่วมงานกันในวันข้างหน้า”ท่านจิมมุกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ผู้ดูแลทั้งสองไม่มีข้อโต้แย้ง จึงได้แต่ผงกศีรษะพวกเขาไม่คิดว่าชายตรงหน้าไม่เพียงรูปงาม แต่ยังใจกว้างมากอีกด้วย หากเจ้านายของตนร่วมมือกับคนเช่นนี้ บางทีชีวิตของพวกเขาอาจจะดีขึ้นอีกกล่าวกันว่าธรรมชาติของมนุษย์ล้วนเห็นแก่ตัว หลังจากได้รับสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ คนเหล่านี้ก็คิดว่าพวกเขาจะได้รับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าภายภาคหน้า“ทันทีที่นายท่านมาที่นี่ ข้าจะบอกให้เขาทราบขอรับ”“ขอบคุณพี่ชาย ข้าจะกลับไปเตรียมที่เก็บก้อนน้ำแข็ง มิเช่นนั้นคงไม่พ้นคืนนี้ เกรงว่าจะเสียของ”ท่านจิมมุกล่าวสำเนียงเป่ยโจวได้อย่างคล่องแคล่วทว่าเมื่อหันหลังกลับ สีหน้าของเขาพลันเย็นชา ไม่คิดว่าฉีเซิ่งจะเจ้าเล่ห์เช่นนี้ หลังจากสำรวจโรงน้ำแข็งสองแห่งแล้ว เขากลับไม่มาที่โรงน้ำแข็งแห่งสุดท้ายได้ยินมาว่าคนที่ทำเงินได้มากที่สุดในเมืองหลวงคือฉีเซิ่ง และแม้ว่าเขาจะไม่มีเงินถึงสิบล้านตำลึง แต่ก็มีอยู่หลายล้านตำลึงอย่างแน่นอนน่าเสียดาย เมื่อพบกันครั้งแรก คล้ายว่าพวกเขาจะไม่ได้จากกันด้วยความประทับใจที่ดีสักเท่าไร ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงหันไปใช้วิธีอื่นเท่านั้น“ท่านจิมมุ พวกเราควรคิดหาวิธีว่าจะทำเช่นไรต่อไป ดูเหมือนในกลุ่มนั้นจะมียอดฝีมือ หากข้าเผยตัวเพียงเล็กน้อย พวกเขาจะต้องระบุตำแหน่งข้าได้แน่”ชายแต่งกายซอมซ่อเผยสีหน้ากรุ่นโกรธ เขาไม่เคยเจออุปสรรคขณะปฏิบัติภารกิจมาก่อน ไม่คิดว่าแผ่นดินโจวเป่ยจะเต็มไปด้วยเรื่องยุ่งยากถึงเพียงนี้“แผ่นดินโจวเป่ยเต็มไปด้วยพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนโดยแท้”สีหน้าของท่านจิมมุแฝงด้วยอารมณ์พลันนึกถึงแผ่นดินเกิดอันแสนห่างไกล ไร้ซึ่งทรัพยากร เมื่อมองดูวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่งร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินเป่ยโจว ทั้งยังมีทิวทัศน์ที่งดงามราวแดนสวรรค์ ความริษยาจึงปะทุขึ้นภายในใจ! ตอนที่ 424: เชื่อมั่นอย่างไร้เงื่อนไข“ท่านจิมมุ หากคนเหล่านี้สามารถเป็นประโยชน์ต่อพวกเราได้ก็คงดี แต่หากไม่ยอมร่วมมือ พวกเขาจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง! เช่นนั้นแล้ว…”ฮิราอิทำท่าปาดคอ“ดูเชิงพวกเขาไปก่อน หากสุดท้ายแล้วยังแข็งข้อ ก็โทษว่าข้าโหดเหี้ยมไม่ได้!”สีหน้าคลุมเครือของท่านจิมมุฉายแววมาดร้าย“ยิ่งไปกว่านั้น องค์ชายสามคล้ายจะห่างเหินกับพวกเรามากขึ้นทุกที ไม่รู้เลยว่าเจ้าหมอนั่นวางแผนอะไรอยู่!”เมื่อนึกถึงองค์ชายสาม จิตสังหารก็ปรากฏชัดบนใบหน้าของฮิราอิ“ข้าเกลียดนัก พันธมิตรที่เข้าหาข้าเพราะหวังผลประโยชน์”ท่านจิมมุกล่าวเสียงเย็น ใครก็ตามที่กล้าทรยศเขา จะต้องรับความกราดเกรี้ยวของเขาอย่างสาสม!“กลับกันเถอะ เราต้องเอาฉีเซิ่งผู้นี้มาเป็นพวกให้ได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”ท่านจิมมุเหลือบมองไปยังโรงน้ำแข็งด้านหลัง ก่อนจะขึ้นไปบนรถม้าเวลานั้น พวกถังฉีกลับมาถึงก่อนที่ประตูเมืองจะปิดพอดีระหว่างทาง ถังซันและจ้าวไป่จือไม่รู้สึกว่ามีใครสะกดรอยตามพวกเขามาอีกต่อไป“ฉีฉี จากนี้ไป ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก เจ้าต้องพาถังซันไปด้วย” เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ จ้าวไป่จือก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังตัวเขาเองไม่สามารถอยู่ข้างกายถังฉีได้ตลอดเวลา“เข้าใจแล้ว”ถังฉีผงกศีรษะ “แม้เราจะไม่รู้ว่าเป้าหมายของพวกเขาเป็นใคร แต่ทุกคนจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด! โดยเฉพาะท่าน พี่ฉี ท่านหาองครักษ์ที่เป็นยอดฝีมือมาคอยคุ้มกันเถอะ”ถังฉีมองฉีเซิ่ง สังเกตว่าโชคชะตาของเขากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ รัศมีสีดำจางๆเริ่มปรากฏชัด บ่งบอกถึงความโชคร้ายที่กำลังใกล้เข้ามา“ข้าหรือ? ฉีเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าคนพวกนี้กำลังจ้องเล่นงานข้าอยู่?”ฉีเซิ่งเลิกคิ้ว ถังฉีไม่เคยเตือนเขาเช่นนี้มาก่อน“ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่พี่ฉี ข้ารู้ว่าท่านกำลังจะมีเคราะห์”หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง ถังฉีก็ตอบอย่างจริงจัง“ฉีเอ๋อร์ ไม่ยักรู้ว่าเจ้าอ่านดวงชะตาได้!” ฉีเซิ่งตกตะลึง ก่อนจะล้อเลียนนางด้วยรอยยิ้ม“นั่นเป็นเพราะข้าไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้มาก่อน”ทันใดนั้น สีหน้าของถังฉีก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้น “ไม่เช่นนั้น ท่านคิดว่าข้าซึ่งเป็นเพียงสตรีบ้านนอกจะกล้าร่วมกิจการกับท่านที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลงั้นหรือ?”เมื่อถังฉีกล่าวจบ สีหน้าของฉีเซิ่งก็เปลี่ยนเป็นจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาตระหนักดีว่านางไม่ใช่คนที่จะกล่าววาจาไร้เหตุผล“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”มิได้ซักไซ้ไล่เลียง ฉีเซิ่งผงกศีรษะอย่างจริงจัง ก่อนจะหันไปมองจ้าวไป่จือขณะนั้น จ้าวไป่จือกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ แต่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาทั้งหมด“ไป่จือ ได้ยินมาว่าเจ้ามีนักสู้ที่เก่งกาจอยู่ใต้บังคับบัญชา แม้จวนเฉิงเอินโหวจะมีทหารคุ้มกันอยู่บ้าง แต่ข้าก็ไม่อยากให้พวกเขาเข้ามาข้องเกี่ยวมากเกินไป”“สายข่าวของเจ้าขยันขันแข็งไม่น้อย”จ้าวไป่จือเป่าชาเบาๆ วางถ้วยลงและเงยหน้ามองฉีเซิ่ง“ไป่จือ อย่าลืมสิว่าข้าทำอะไร ข้าต้องคอยติดตามข่าวสารทุกประเภทจากทุกแห่งหน เจ้าเองก็เป็นสหายของข้า ดังนั้นข้าก็ต้องรู้เรื่องของเจ้าบ้างเป็นธรรมดา”“คนของข้าไม่ได้ว่างงานขนาดนั้น” จ้าวไป่จือตอบ ไม่ได้ปฏิเสธเขาโดยตรงฉีเซิ่งเข้าใจว่านี่คือโอกาส“เราเป็นเหมือนพี่น้องกันมิใช่หรือ? เจ้าจะปล่อยให้ข้าเผชิญความโชคร้ายเพียงลำพังได้อย่างไร?”ฉีเซิ่งมองจ้าวไป่จือด้วยสีหน้าอับจนหนทาง“ตอนที่เข้ามาในห้อง ข้าก็ส่งสัญญาณบอกคนของข้าแล้ว ป่านนี้น่าจะมาถึงแล้ว”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างใจเย็น ฉีเซิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอกแม้จะไม่ทราบว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเขาในวันนี้ แต่เขาก็ยังต้องการยืมคนของจ้าวไป่จือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาตั้งใจจะตัดสัมพันธ์กับองค์ชายสามจ้าวไป่จือปรบมือ และคนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง“คารวะซื่อจื่อ!”พวกเขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าจ้าวไป่จือด้วยความเคารพ“ลุกขึ้น”น้ำเสียงของจ้าวไป่จือสุขุมเยือกเย็น“ข้าเรียกพวกเจ้ามาที่นี่เพื่อภารกิจอย่างหนึ่ง” จ้าวไป่จือมองชายหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างจริงจังคนเหล่านี้ติดตามเขามาตั้งแต่หมู่บ้านตระกูลถังมาจนถึงเมืองหลวงโดยปกติแล้ว พวกเขาจะเคลื่อนไหวเฉพาะในช่วงเวลาที่สำคัญเท่านั้น“ซื่อจื่อโปรดสั่งการ!”ทหารคุ้มกันค้อมศีรษะและเอ่ยด้วยความเคารพนบนอบ“พวกเจ้าสามคนไปคอยอารักขาคุณชายฉี ดูแลความปลอดภัย หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ให้พาเขาหนีทันที!”จ้าวไป่จือชี้ไปยังคนสามคน ก่อนที่จะมองไปยังอีกสองคนที่เหลือ“อาจิ่ว เหล่าสือ พวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ คอยปกป้องฉีฉี อย่านางได้รับอันตรายเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น พวกเจ้าจะต้องรับผิดชอบ!”อาจิ่วเป็นหญิงสาว ขณะที่เหล่าสือคล้ายจะเป็นชายหนุ่มที่บอบบาง“เข้าใจแล้ว!”ทั้งสองตอบรับด้วยความเคารพน้ำเสียงพวกเขายังเจือความตื่นเต้น ด้วยทราบดีว่าถังฉีคือว่าที่นายหญิงของพวกเขาการที่ซื่อจื่อมอบหมายงานแสนสำคัญนี้ให้ ถือเป็นการแสดงความไว้วางใจอย่างมากอีกสามคนมองด้วยความอิจฉา“ไป่จือ นี่มันมากเกินไปหรือ? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ามอบหมายองครักษ์ที่ฝีมือดีที่สุดมาคอยคุ้มครองฉีเอ๋อร์ ทั้งๆที่ข้าเสี่ยงอันตรายมากกว่าด้วยซ้ำ!”ฉีเซิ่งมองจ้าวไป่จือด้วยสีหน้าไม่พอใจ“อย่ากังวล แค่มีพวกเขาอยู่ เจ้าก็ไม่ตายแล้ว”จ้าวไป่จือตอบอย่างใจเย็น ถือว่าตนเองให้ความสำคัญกับชีวิตของสหายไม่น้อยไปกว่ากัน“ฮึ่ม!”ฉีเซิ่งทราบว่าจ้าวไป่จือพูดความจริง“ถังซัน พาสองคนนี้ไปสอนงานให้ดี ต่อไปนี้พวกเจ้าทั้งสามคนจะคอยติดตามเมื่อข้าออกไปข้างนอก”ถังฉียอมรับข้อเสนอของจ้าวไป่จือโดยไม่ลังเลนางเป็นผู้ที่มีความสามารถในการป้องกันตัวเองน้อยที่สุดในบ้านในเมื่อสถานการณ์ในเมืองหลวงกำลังสับสนวุ่นวาย และนางก็สร้างความขุ่นเคืองแก่คนบางกลุ่ม นางจึงยอมรับการคุ้มครองเพิ่มเติมอย่างเต็มใจ“เจ้าค่ะ”ถังซันไม่ได้แสดงท่าทีเป็นพิเศษ สำหรับนาง ถังฉีคือผู้เป็นนาย ทุกสิ่งที่นางกล่าวย่อมต้องตอบสนองโดยไม่ตั้งคำถามใดๆยิ่งกว่านั้น ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา นางเริ่มชื่นชมถังฉีมากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะในช่วงหลังมานี้ นางเริ่มเชื่อมั่นในตัวถังฉีอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างไรเสีย เป็นธรรมดาที่จ้าวไป่จือจะทิ้งคนของตนเองไว้ปกป้องคุ้มครองถังฉี สตรีในดวงใจที่เขาจะแต่งงานด้วยในที่สุด ตอนที่ 425: ฐานะองค์หญิงหลังจากที่ถังซันพาคนทั้งสองไป อีกสามคนก็เดินออกไปเงียบๆเช่นกัน“อากาศระอุขึ้นเรื่อยๆ ข้าจึงนึกถึงของหวานชนิดหนึ่งขึ้นมาได้” ถังฉีกล่าวโดยไม่หวั่นไหวต่อความตึงเครียดที่เพิ่งเกิดขึ้น และไม่ต้องการพลาดโอกาสในการทำเงิน“ของหวานอะไรหรือ?”ฉีเซิ่งสงสัยมาสักพักแล้ว จึงเอ่ยถามทันทีเมื่อได้ยินประโยคเกริ่นนำจ้าวไป่จือตระหนักว่าตนเองหมดหน้าที่แล้ว จึงนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์พลางมองไปยังถังฉีใบหน้าของหญิงสาวเปล่งประกายด้วยความมั่นใจ ตัวเขาเองถึงกับหลงใหลไปชั่วขณะ“ความเย็นในโรงน้ำแข็งของท่านน่าจะเพียงพอให้สิ่งที่ข้าคิดไว้กลายเป็นน้ำแข็งได้” ถังฉีอธิบาย ส่งสัญญาณบอกตู้เยว่เหนียงให้นำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ในครัวออกมาก่อนการเดินทาง นางได้จัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นในห้องครัวเรียบร้อยแล้วไม่นานนัก ตู้เยว่เหนียงก็กลับมาพร้อมกับน้ำแกงถั่วเขียวข้นๆชามใหญ่พร้อมวัตถุดิบอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง“ฉีเอ๋อร์ นี่คือน้ำแกงถั่วเขียวที่เจ้าเอ่ยถึง?”ฉีเซิ่งหยิบชามขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น ทั้งยังมีน้ำใจตักให้จ้าวไป่จือด้วยเช่นกัน“เอ๊ะ? น้ำแกงถั่วเขียวนี้มีกลิ่นแตกต่างจากที่ข้าเคยดื่ม” เขากล่าวหลังจากจิบครั้งแรก ดวงตาเป็นประกายด้วยความสนใจขณะมองไปยังถังฉีแต่ถังฉีกลับไม่ได้อธิบาย นางหันไปหาจ้าวไป่จือพร้อมรอยยิ้มบางๆ“พี่จ้าว ท่านก็ลองชิมด้วยสิ”เห็นดังนั้น ฉีเซิ่งก็รู้สึกราวกับโดนฟาดที่ศีรษะ เขาอุตส่าห์ตั้งใจชิมน้ำแกงถั่วเขียว แต่แล้วกลับกลายเป็นส่วนเกินในวงสนทนา ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก“อืม!”จ้าวไป่จือรู้สึกสนใจปฏิกิริยาของฉีเซิ่ง จึงหยิบชามของตนเองขึ้นมาจิบ“รสชาติอร่อยจริงๆ”แม้เขาจะคุ้นเคยกับอาหารฝีมือถังฉี แต่เขาก็ยังผงกศีรษะอย่างยอมรับ“อืม เมื่ออากาศร้อนขึ้น ผู้คนย่อมต้องการเติมความสดชื่น และน้ำแกงถั่วเขียวซึ่งมีฤทธิ์เย็นก็เหมาะสำหรับการคลายร้อนพอดี จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าทำของหวานเย็นๆอย่างหนึ่งขึ้นมา” ถังฉีอธิบายอย่างจริงจังเวลานี้ นางมั่นใจแล้วว่าตนเองเป็นคนคิดน้ำแกงถั่วเขียวสูตรนี้ขึ้นมา...“ของหวานเย็นๆ? เหมาะกับฤดูกาลนี้ที่สุดเลย!” ฉีเซิ่งเห็นพ้องและกินน้ำแกงถั่วเขียวจนหมดชาม“ฉีเอ๋อร์ เจ้าคิดจะขายน้ำแกงถั่วเขียวที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลของข้าในราคาเท่าไรหรือ?”แม้มันจะเป็นเพียงน้ำแกงถั่วเขียวธรรมดา ธรรมดา แต่ด้วยกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก็ไม่เห็นปัญหาหากจะนำมาขายในโรงเตี๊ยม “เปล่าเลย ข้าไม่ได้จะขายน้ำแกงถั่วเขียว แต่ข้าวางแผนจะขายปั้งปิงถั่วเขียวต่างหาก” จากนั้น ถังฉีก็บอกให้ตู้เยว่เหนียงนำแม่พิมพ์ที่เคยจ้างคนทำไว้เมื่อไม่นานนี้ออกมา“หืม?”แม้แต่พ่อค้าผู้มากประสบการณ์อย่างฉีเซิ่งยังรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ“ให้คนนำน้ำแกงถั่วเขียวไปที่โรงน้ำแข็ง แล้วเทน้ำแกงลงในแม่พิมพ์เหล่านี้ ภายในวันรุ่งขึ้น น้ำแกงน่าจะถูกแช่แข็งจนกลายเป็นปั้งปิง”ตั้งแต่ครั้งแรกที่ถังฉีเห็นกุ้งมังกรน้อยซึ่งนิยมรับประทานในหน้าร้อน นางก็นึกถึงไอศกรีม ทว่ากระบวนการยุ่งยากเกินกว่าจะทำได้ นางจึงทำได้เพียงขนมง่ายๆไม่กี่อย่างเท่านั้น“ตกลง ข้าจะให้คนเอาของพวกนี้ไปแช่ในโรงน้ำแข็งนอกเมือง” ฉีเซิ่งผงกศีรษะแม้ประตูเมืองจะปิดแล้ว แต่สำหรับตระกูลที่มีอิทธิพลเช่นเขา การเข้าออกเมืองย่อมไม่เป็นปัญหา“ข้ายังเตรียมขนมอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า 'เสี่ยวปู้ติง' ไว้ด้วย รสชาติถือว่าอร่อยมากทีเดียว” ถังฉีกล่าว ขณะที่ตู้เยว่เหนียงนำน้ำนมเข้มข้นมาสองถังใหญ่ ซึ่งเป็นสูตรที่นางสอนให้ตู้เยว่เหนียงทำ**เสี่ยวปู้ติง = พุดดิ้ง“อะไรนี่? กลิ่นหอมและรสนมเข้มข้นเหลือเกิน!” ฉีเซิ่งอุทานอย่างตะลึงพรึงเพริด รสชาติของนมเข้มข้นและหวานอร่อยจะต้องถูกใจสตรีสูงศักดิ์อย่างแน่นอน“ท่านลองชิมเนื้อสัมผัสของเสี่ยวปู้ติงดูก่อนได้ แม้จะยังไม่ได้แช่เย็นจนแข็งตัวก็ตาม”ถังฉียิ้ม และสีหน้าของฉีเซิ่งก็ยืนยันว่าของหวานเหล่านี้ต้องขายดีอย่างแน่นอนเมื่อเห็นดังนั้น ตู้เยว่เหนียงก็รีบส่งชามน้ำนมเข้มข้นที่แช่เย็นในน้ำบาดาลให้เขาทันทีฉีเซิ่งไม่ลังเล รับชามมาและดื่มหมดในรวดเดียว รสชาติหวานทว่าสดชื่นราวกับระเบิดในปาก“ฉีเอ๋อร์ ข้าว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องแช่แข็งพวกมันด้วยซ้ำ ดูจากลักษณะแล้ว พวกมันน่าจะขายดีในโรงเตี๊ยมของข้า!”ฉีเซิ่งกล่าวชื่นชม ก่อนจะหันไปมองจ้าวไป่จือซึ่งดื่มชาเงียบๆอย่างมีเลศนัย“สหายไป่จือ เจ้าเห็นหรือไม่?” ใบหน้าของฉีเซิ่งพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง“เห็นอะไร?”จ้าวไป่จือมองเขาอย่างไม่ยี่หระ เพราะทั้งสองรู้จักกันมานานพอที่จะคาดเดาความคิดของกันและกันได้“เจ้าเป็นชายชาติทหาร ไม่คิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับฉีเอ๋อร์บ้างหรือ? ดูนางกับข้าสิ --- เราทั้งคู่ต่างก็มีหัวการค้าและไหวพริบปฏิภาณ! ข้าคิดว่าเราสองคน...”“เจ้าสองคนไม่ควรจับคู่กันอีก ไม่เช่นนั้น พวกชาวบ้านคงไม่เหลือกิจการอะไรให้ทำแล้ว” จ้าวไป่จือกล่าวอย่างเย็นชา และฉีเซิ่งก็เงียบลงทันที“ส…สหายไป่จือ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว! เสี้ยนจู่ที่เชี่ยวชาญด้านการค้ากับนักรบผู้เกรียงไกรคงเป็นคู่ที่สวรรค์ลิขิตเป็นแน่แท้!”“พรุ่งนี้ นางจะมีศักดิ์เป็นองค์หญิงแล้ว”แม้จ้าวไป่จือจะทราบว่าฉีเซิ่งเพียงล้อเล่น แต่เขาก็ยังรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ“องค์หญิง???”คำถามนับพันหมุนวนอยู่ในใจของฉีเซิ่ง“ฝ่าบาททรงมีเมตตารับฉีฉีเป็นธิดาบุญธรรม และในฐานะพระธิดาของฮ่องเต้ เรียกเช่นนี้ก็ถูกแล้วมิใช่หรือ?”เมื่อเห็นท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจของจ้าวไป่จือ ฉีเซิ่งก็รู้สึกอยากเดินเข้าไปตบเขาสักสองสามฉาด“ฉีเอ๋อร์ ข่าวใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่เจ้ากลับปิดบังข้า! เจ้าไม่เห็นความสำคัญของข้าเลยจริงๆ” สีหน้าของฉีเซิ่งดูสิ้นหวังราวกับหัวใจแหลกสลาย ไม่ต่างจากเด็กที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง“พี่ฉี ใครจะรู้ว่าท่านมีพรสวรรค์ด้านการแสดงถึงเพียงนี้ หากท่านไม่ได้ออสการ์ก็คงแปลกไม่น้อย”เป็นครั้งแรกที่ถังฉีได้เห็นด้านนี้ของฉีเซิ่ง จึงเผลอเอ่ยประโยคที่ใช้บ่อยในโลกเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ“ออสการ์? มันคืออะไรหรือ? กินได้หรือไม่?”ทั้งฉีเซิ่งและจ้าวไป่จือต่างรู้สึกงุนงง มองถังฉีด้วยสีหน้าสับสนจบตอน Comments
Comments
Post a Comment