sister ep426-430 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 426: รับราชโองการ“เป็นคำที่ใช้บรรยายผู้ที่มีความสามารถในการแสดง”ถังฉีตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาที่เรื่องไอศกรีมแท่งจ้าวไป่จือเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังถังฉี หลังจากใช้เวลาร่วมกันมานาน เขารู้สึกว่าถังฉีต่างจากสตรีคนอื่นๆในยุคสมัยนี้อย่างสิ้นเชิงมองลึกเข้าไปในดวงตาอันเฉียบแหลมของนาง เขากลืนความสงสัยใคร่รู้ของตัวเองและตัดสินใจไม่ถามนางต่อเรื่องบางอย่าง แม้ถังฉีจะไม่ได้บอกกล่าวเวลานี้ แต่สุดท้ายแล้วนางก็ต้องพูดออกมาในที่สุด และเขาสามารถรอได้จากนั้น ถังฉีก็อธิบายขั้นตอนการทำไอศกรีมแท่งให้ฉีเซิ่งฟัง ฉีเซิ่งกระตือรือร้นอย่างมาก รีบสั่งให้คนรับใช้ขนของทั้งหมดขึ้นรถม้าแล้วจากไปโดยเร็วเขาส่งของทุกอย่างไปถึงโรงน้ำแข็งในเขตชานเมืองเพียงชั่วข้ามคืนตลอดกระบวนการ เขาเฝ้าติดตามสิ่งต่างๆอย่างใกล้ชิด รู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่เคยดูแคลนถังฉี มิฉะนั้น เขาคงไม่ได้ใช้ชีวิตมั่งคั่งและเป็นที่นับหน้าถือตาถึงเพียงนี้ค่ำคืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆณ เรือนหลังเล็กๆยามรุ่งสาง จักจั่นสองสามตัวส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว อาจิ่วและถังซันพลันถลันตัวออกจากห้อง เพียงชั่วอึดใจ พวกนางก็มีจักจั่นอยู่ในมือคนละตัว และลานบ้านก็เงียบสงบลงอีกครั้ง“น่าประทับใจจริงๆ!”ดวงตาของอาจิ่วเปล่งประกายด้วยความประหลาดใจ นางไม่คาดคิดว่าสาวใช้ของเสี้ยนจู่จะมีทักษะที่น่าทึ่งคล้ายจะไม่ด้อยไปกว่านางไม่แปลกใจที่เจ้านายของนางจะชื่นชอบนางมาก เสี้ยนจู่ผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!“ข้าจำเจ้าได้!”ขณะที่ถังซันกำลังจะจากไปพร้อมจักจั่น เหล่าสือก็ปรากฏตัวตรงหน้าพวกเขาทั้งสองถังซันมองเหล่าสือเงียบๆ“ข้ามีความจำล้ำเลิศ จำได้ว่าเจ้าเคยเป็นองครักษ์เงาขององค์หญิงอันหยาง”เหล่าสือกล่าวอย่างใจเย็น“อืม แต่เวลานี้ข้าไม่ได้เป็นองครักษ์เงาอีกต่อไปแล้ว ข้าอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องคุ้มครองเสี้ยนจู่” ถังซันไม่ได้ปิดบัง ด้วยตระหนักดีว่าถึงแม้นางจะไม่ได้พูดออกไป คนเหล่านี้ก็คงรู้ความจริงอยู่ดี“ไม่แปลกใจเลยที่ทักษะของเจ้าช่างน่าทึ่งนัก ที่แท้ก็เคยเป็นองครักษ์เงาขององค์หญิงนี่เอง” อาจิ่วมองอย่างรู้ทัน การพ่ายแพ้แก่องครักษ์เงาไม่ได้ทำให้นางรู้สึกแย่ แต่กระตุ้นความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นให้หยั่งรากลึกในตัวนางเนื่องจากทั้งสองเป็นคนรับใช้ที่ใกล้ชิดกับเสี้ยนจู่ พวกนางจึงต้องตัดสินว่าใครมีฝีมือเหนือกว่า“พวกเจ้าถามเสร็จแล้วใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็ช่วยหลีกทาง มิฉะนั้น จักจั่นตัวนี้อาจรบกวนการพักผ่อนของเสี้ยนจู่”ถังซันถามอย่างเย็นชา ขณะที่จักจั่นในมือของนางส่งเสียงร้องอีกครั้ง“ตกลง…”เหล่าสือก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสมัครใจ รู้สึกหวาดผวาเล็กน้อยจากรัศมีอันดุร้ายที่แผ่ออกมาจากถังซันเมื่อนางลับตาไป เหล่าสือก็ยกแขนขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากโดยสัญชาตญาณ“แข็งแกร่งจริงๆ!”แม้จ้าวไป่จือจะชื่นชมฝีมือของเขามาก แต่ตัวเขาเองยังอดยกย่องถังซันมิได้เขาเคยพบสตรีที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้เพียงไม่กี่คน แม้แต่อาจิ่วก็ยังด้อยกว่านาง“นางแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”สีหน้าของอาจิ่วเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ทีแรกนั้น นางคาดหวังว่าตนเองจะเหนือกว่าถังซัน แต่หลังจากได้ยินคำกล่าวของเหล่าสือ...“ใช่แล้ว หากเจ้าต้องการไล่ตามนางให้ทัน เจ้าก็ต้องพยายามให้หนักกว่านี้!”เหล่าสือผงกศีรษะ“แน่นอน! ในชีวิตข้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความล้มเหลว!”อาจิ่วตอบด้วยสีหน้าจริงจัง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป นางได้พบผู้ที่จะก้าวข้ามให้ได้แล้ว“หึ่ง…หึ่ง…”ทันใดนั้น จักจั่นในมือของนางก็ส่งเสียงร้องอีกครั้ง ขณะที่เหล่าสือเผยอปากจะกล่าว จู่ๆก็มีเข็มเล็กๆพุ่งมาจากระยะไกล เจาะทะลุร่างของจักจั่นและทำให้ลานบ้านเงียบลงอีกครั้ง“วันนี้เสี้ยนจู่ต้องเข้าวัง นางจึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เช่นนั้น หากพลาดเพียงก้าวเดียว นางอาจตกอยู่ในอันตราย”ถังซันเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชานางไม่ได้ตั้งใจจะมีเรื่องกับทั้งสองคน สิ่งเดียวที่สำคัญคือการเชื่อฟัง หน้าที่เดียวของนางเวลานี้คือปกป้องถังฉี และนางจะกำจัดทุกสิ่งที่เห็นเป็นอุปสรรค“ตกลง…ตกลง…”อาจิ่วก้าวขาอันหนักอึ้งและเดินออกไปจากลานบ้าน เวลานั้น นางเข้าใจวาจาของเหล่าสือลึกซึ้งแล้วแม้คนอย่างพวกเขาจะต้องผ่านบททดสอบที่ยากแค้นแสนเข็ญเพื่อให้ได้มาซึ่งทักษะอันยอดเยี่ยม ทว่าสำหรับองครักษ์เงาขององค์หญิงที่ฮ่องเต้ทรงรักใคร่เอ็นดูมากที่สุด กล่าวได้ว่าพวกเขาต้องผุดขึ้นมาจากทะเลโลหิตและกองซากศพมากมายนับไม่ถ้วนถังฉีค่อยๆลืมตาตื่น เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ฮ่องเต้จะส่งใครบางคนมาที่เรือน นางจึงรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงนางหยิบโทรศัพท์ออกมาจากห้วงมิติโดยสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเวลาล่วงมาเกือบเก้าโมงแล้ว นับเป็นเวลาที่นางตื่นสายมากที่สุดนับตั้งแต่มายังโลกแห่งนี้เมื่อได้ยินเสียงจากภายในห้อง ตู้เยว่เหนียงก็เคาะประตูเบาๆแล้วเดินเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ประตู ถังฉีก็รีบเก็บโทรศัพท์กลับเข้าไปในห้วงมิติ ก่อนจะบิดขี้เกียจด้วยสีหน้าสะลึมสะลือด้วยความงามอันน่าทึ่งของถังฉี แม้แต่ตู้เยว่เหนียงที่ได้เห็นนางทุกวันยังอดไม่ได้ที่จะหลงใหลนางไปชั่วขณะ“เสี้ยนจู่ ท่านช่างงดงามจริงๆเจ้าค่ะ แม้เป็นสตรีเหมือนกัน ข้าก็ยังรู้สึกอิจฉา หากข้างดงามได้สักเสี้ยวหนึ่งของท่านก็คงจะดี…”ตู้เยว่เหนียงกล่าวจบ รอยยิ้มขมขื่นก็ปรากฏบนใบหน้า“เยว่เหนียง เรื่องในอดีตก็ผ่านไปแล้ว สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการมองไปข้างหน้าต่างหาก อย่างน้อยเจ้าก็มีน้องชาย เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ชีวิตของเจ้าก็ไม่ได้น่าเศร้าถึงเพียงนั้น”ถังฉีกล่าวอย่างอ่อนโยน นึกภาพว่าหากตู้เยว่เหนียงงดงามสมดังใจ ชีวิตนางคงเต็มไปด้วยความยากลำบาก“เสี้ยนจู่ ไม่จำเป็นต้องปลอบใจข้าหรอกเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจทุกสิ่งที่ท่านพูด ชีวิตของข้าในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่สามารถบ่นได้เลยด้วยซ้ำ แม้แต่พ่อแม่ของข้าในปรโลกก็คงจะสบายใจแล้ว”ตู้เยว่เหนียงรีบกลบเกลื่อนความเศร้าอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องการรบกวนอารมณ์ของถังฉี“จริงด้วย เสี้ยนจู่ ท่านเหมือนคนแก่ที่ชอบปลอบโยนพวกเด็กๆเลยเจ้าค่ะ!”“อะไรกัน คนใจร้าย ข้าพยายามปลอบใจเจ้าแท้ๆ แต่เจ้ากลับมองข้าเป็นคนแก่เสียอย่างนั้น!”ถังฉีแสร้งทำเป็นโกรธ ทว่าไม่นานทั้งสองก็หัวเราะออกมา“หยุดนะ… ฮ่าฮ่าฮ่า…” ในที่สุดถังฉีก็ยอมแพ้ ตู้เยว่เหนียงแกล้งจั๊กจี้นาง ทำให้นางหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“สายมากแล้ว ข้าต้องลุกขึ้นเสียที หากคนจากวังหลวงมาถึงจะไม่ทันการ!”ถังฉีลุกจากเตียง และตู้เยว่เหนียงก็เข้ามาช่วยนางล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากแต่งตัวเสร็จ เสียงเล็กแหลมดังมาจากด้านนอก“ถังฉีรับราชโองการ!” ตอนที่ 427: ครั้งสุดท้ายถังฉีได้ยินเสียงเอิกเกริกข้างนอกและรีบออกไป“ถังฉีรับราชโองการ!”ถังฉีเดินไปหาขันทีแล้วคุกเข่าลง ตู้เยว่เหนียงตามหลังนางไปติดๆถังเฟิง ถังเหอ และเฉียวอวี๋ซึ่งไม่ต้องประจำการที่ร้านโอสถหลวงในวันนี้ก็อยู่ที่เรือนเช่นกันแม้แต่ถังอู่ก็คุกเข่าลงด้วยความเคารพ“เสี้ยนจู่และทุกๆท่าน ข้ารีบรุดมาตามรับสั่งของฝ่าบาท หวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสา!”“กงกง ท่านเพียงทำตามพระประสงค์ของฝ่าบาทเท่านั้น”ถังฉีผงกศีรษะ“ถังฉีรับราชโองการ! ด้วยโองการแห่งสวรรค์ ฮ่องเต้มีพระราชบัญชา เสี้ยนจู่ถังฉี มีจิตใจบริสุทธิ์ เปี่ยมด้วยคุณธรรม ทั้งยังมีความสามารถโดดเด่น และสติปัญญาเป็นเลิศ ฮ่องเต้ทรงพระกรุณา รับนางเป็นพระธิดาบุญธรรม โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองค์หญิงอันเหอ...!”เมื่อขันทีอ่านจบ เขาก็นำพระราชโองการมอบให้ถังฉี และประคองนางให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง“องค์หญิงอันเหอ ขอแสดงความยินดีด้วย! สวรรค์เมตตาท่านแล้ว โปรดเตรียมตัวเข้าวังเพื่อน้อมรับพระกรุณาเถอะ!”คำชมเชยของขันทีพรั่งพรูมาหลายประโยค“ขอบคุณกงกง ลำบากท่านแล้ว!”ทราบว่าวันนี้จะมีคนมาประกาศพระราชโองการ ถังฉีจึงเตรียมถุงเงินไว้แล้ว และยื่นใส่มือขันทีผู้นั้นเงียบๆขันทีชั่งน้ำหนักในมือ เมื่อทราบว่าข้างในเป็นตั๋วเงินหลายใบก็ฉีกยิ้มกว้าง ความยินดีปรากฏชัดในแววตา“เช่นนั้น ข้าขอรับของกำนัลนี้จากองค์หญิงด้วยความยินดี!”“รบกวนกงกงรอที่นี่สักครู่ ข้าขอไปหยิบของบางอย่างที่ห้องของข้า”“องค์หญิงอันเหอเชิญตามสบาย องค์หญิงอันหยางกำชับข้าไว้แล้วว่าไม่ต้องรีบร้อน”ขันทียิ้มตอบ และถังฉีก็ผงกศีรษะด้วยความขอบคุณเป็นที่กล่าวขานว่าแม้ฮ่องเต้จะทรงพระกรุณาและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ทว่าข้าราชบริพารมิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ต่อให้ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งนางเป็นองค์หญิงอันเหอ ก็นับว่าฉลาดกว่าหากจะไม่ทำให้คนเหล่านี้ขุ่นเคืองมิฉะนั้น หากนางเผลอล่วงเกิน ย่อมก่อปัญหาไว้เบื้องหลังขณะเดียวกันที่เขตชานเมือง ฉีเซิ่งมาถึงโรงน้ำแข็งตั้งแต่เช้า ด้วยต้องการลองชิมไอศกรีมแท่งสองรสชาติที่ถังฉีทำไว้“คุณชาย ขนมเหล่านี้แช่แข็งเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านตรวจสอบขอรับ!”เมื่อผู้ดูแลโรงน้ำแข็งเห็นฉีเซิ่ง ก็รีบนำอาหารที่ส่งมาให้เมื่อวานออกมาฉีเซิ่งหยิบไอศกรีมแท่งขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะกัดลงไปเบาๆความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์พลันระเบิดออกมาในปาก“อร่อยเหลือเกิน! เหมาะสำหรับการคลายร้อนในช่วงอากาศเช่นนี้”ฉีเซิ่งมีสีหน้าพึงพอใจ การรับประทาน 'ปั้งปิง' ไม่เพียงแต่ช่วยดับร้อน แต่ยังเป็นขนมล้างปากได้อีกด้วยหากนำขนมเหล่านี้ไปขายในโรงเตี๊ยม ต้องกลายเป็นปรากฏการณ์ทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างแน่นอน!“รีบห่อของเหล่านี้ด้วยกระดาษน้ำมันแล้ววางลงในกล่องบุผ้านวมที่เตรียมไว้”แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลอย่างถ่องแท้ แต่ฉีเซิ่งก็เชื่อในสิ่งที่ถังฉีบอก มันต้องเป็นวิธีการที่ถูกต้องอย่างแน่นอนไม่นานนัก ไอศกรีมแท่งในห่อกระดาษน้ำมันก็ถูกวางลงในกล่องไม้ที่บุด้วยผ้านวม ก่อนจะขนออกจากโรงน้ำแข็ง“รีบส่งของชุดนี้ไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล ข้าจะรีบไปที่เมืองหลวงและส่งชุดอื่นๆมาแช่แข็งต่อ”ฉีเซิ่งออกคำสั่งอย่างจริงจังจากนั้น คนคุ้มกันของจ้าวไป่จือก็ขึ้นม้าและติดตามเขาไปไม่นานนัก พวกเขาก็ลับตาไปในเส้นทางเล็กๆสายหนึ่งครู่ถัดมา คนในกลุ่มของฉีเซิ่งก็สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างพวกเขาเตือนทุกคนให้เพิ่มความตื่นตัว และเฝ้าสังเกตสิ่งรอบข้างอย่างระมัดระวัง“โอ้…”ฉีเซิ่งรีบดึงบังเหียนด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่คาดคิดว่าจะมีกลุ่มคนมาขวางทาง ชัดเจนว่าจงใจมาดักรอพวกเขาโดยเฉพาะ“ท่านจิมมุ?”เขาจำผู้นำกลุ่มที่กำลังแย้มยิ้มผู้นั้นได้อย่างรวดเร็ว“ท่านจิมมุ ท่านต้องการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ของพวกเรามิใช่หรือ? เหตุใดจึงมีเวลาว่างมายืนอยู่ที่นี่พร้อมกับผู้คนและม้าตั้งมากมาย?”ฉีเซิ่งฝืนยิ้ม โล่งใจที่ส่งไอศกรีมล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้นไอศกรีมคงละลาย“ฉีเซิ่ง เราทั้งคู่ต่างเป็นปัญญาชน เช่นนั้นก็พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ข้ามาที่นี่เพื่อรอเจ้า”จิมมุนั่งอยู่บนหลังม้าขณะเผชิญหน้ากับฉีเซิ่ง“ข้าไม่เข้าใจ ท่านจิมมุ ท่านหมายความว่าอย่างไร?”ฉีเซิ่งแสร้งทำเป็นสับสน“อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้ารู้ความลับของเจ้าเกือบทั้งหมดแล้ว”ฉีเซิ่งซึ่งเป็นเจ้าของกิจการที่ฉลาดหลักแหลม ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ แม้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้“ท่านต้องการสิ่งใด? หรือจะเป็นสูตรอาหารบางอย่างในโรงเตี๊ยมของข้า?”สีหน้าของเขาเย็นชาขณะมองไปยังจิมมุ“ตรงกันข้าม ข้าสนใจกุ้งมังกรน้อยในโรงเตี๊ยมของเจ้ามาก หากจะระบุให้ชัดเจนกว่านี้ ข้าสนใจผู้ที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบกุ้งมังกรน้อยและสูตรอาหารทั้งหมดของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลต่างหาก”วาจาของจิมมุกระทบจิตใจของฉีเซิ่งอย่างมากไม่คาดคิดว่าจิมมุจะมีสัมผัสเฉียบแหลมถึงเพียงนี้ หลังจากมาถึงแผ่นดินเป่ยโจวอย่างไรก็ตาม เขายังคงสีหน้าสงบเยือกเย็นต่อให้จิมมุเคลือบแคลงสงสัยแล้วอย่างไร? ตราบใดที่เขาไม่ยอมรับ ก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้“เรามีคู่ค้ามากมายที่มอบสูตรอาหารให้โรงเตี๊ยมของเรา ข้าไม่ทราบว่าท่านหมายถึงผู้ใด”“ข้าได้ยินมาว่าผู้ที่มอบสูตรกุ้งมังกรน้อยเป็นสตรีผู้หนึ่ง”จิมมุกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมหัวใจของฉีเซิ่งดิ่งวูบ ไม่คิดว่าจิมมุจะรู้เรื่องมากถึงเพียงนี้“โปรดอภัย ข้าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคู่ค้าของเราได้ เรามีการทำสัญญาเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว”ฉีเซิ่งปฏิเสธโดยไม่ลังเล พร้อมแสดงสีหน้าไม่พอใจ“ฉีเซิ่ง ถึงเจ้าจะไม่ยอมบอกก็ไม่เป็นไร! ข้าสนใจจะผูกมิตรกับเจ้ามากกว่า”จิมมุยิ้มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ ดวงตาของเขากลับฉายแววเย็นชาเขาเดาว่าสตรีที่อยู่เบื้องหลังกุ้งมังกรน้อยมีความสำคัญต่อฉีเซิ่ง และน่าจะเป็นเจ้าของสูตรอาหารอื่นๆด้วยเช่นกัน“ท่านจิมมุ ข้าเป็นเพียงบุตรนอกสมรสผู้ต่ำต้อย ไม่คู่ควรจะผูกมิตรกับผู้ที่มีสถานะสูงส่งเช่นท่าน”ฉีเซิ่งปฏิเสธข้อเสนอของจิมมุอีกครั้ง“เฮอะๆ…ในเมื่อเจ้าปฏิเสธความปรารถนาดีของข้า ข้าก็จะปล่อยให้เจ้าได้มีชีวิตอย่างสงบเป็นครั้งสุดท้าย!” ตอนที่ 428: คนป่าเถื่อนเมื่อกล่าวจบ จิมมุก็พาผู้ใต้บัญชาจากไปฮิราอิที่เดินอยู่ด้านหลัง จู่ๆก็หันกลับมา เขม็งมองฉีเซิ่งและทำท่าปาดคอ สีหน้าโอหังอย่างยิ่ง!ทว่าฉีเซิ่งไม่ได้หวาดผวาแต่อย่างใด“ไปกันเถอะ อย่ามัวอ้อยอิ่งอยู่ที่นี่เลย รีบกลับเมืองหลวงแล้วไปวางแผนกันต่อที่นั่น!”จากนั้น ฉีเซิ่งก็พาทุกคนห้อตะบึงกลับเมืองหลวงทันทีเมื่อถังฉีก้าวออกมา นางเห็นว่าฮ่องเต้เตรียมรถม้าที่หรูหราอย่างยิ่งไว้สำหรับนางโดยเฉพาะเวลานี้ ถังฉีตระหนักแล้วว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใด ในไม่ช้า รถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างไปยังวังหลวง“ท่านพ่อ พี่ใหญ่เข้าวังคนเดียวคราวนี้จะไม่มีปัญหาอะไรจริงๆหรือ?”สีหน้าของถังเหอเผยความกังวลครั้งสุดท้ายที่เขาเข้าวัง เขาอยู่กับเฉียวอวี๋และไม่พบอันตรายใดๆ ทว่าคราวนี้พี่สาวของเขาไปเพียงลำพัง หากเกิดมีอะไรขึ้นมา พวกเขาที่อยู่ข้างนอกคงไม่สามารถทำอะไรได้“อย่ากังวลไปเลย เจาเอ๋อร์ก็อยู่ในวัง ฉีฉีไม่ตกอยู่ในอันตรายแน่นอน”จู่ๆ จ้าวไป่จือก็เดินมาข้างหลังพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า“พี่จ้าว!”เมื่อเห็นจ้าวไป่จือ ถังเหอและถังเฟิงก็รู้สึกดีใจ รีบมาห้อมล้อมเขาและถามเกี่ยวกับวังหลวงอย่างกระตือรือร้นแม้ถังเหอเคยเข้าวังมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องในวังมากนัก ในขณะที่จ้าวไป่จือเติบโตในเมืองหลวง มีสถานะสูงส่งและเข้าวังอยู่บ่อยครั้ง“ไป่จือ แม้ถังฉีจะสนิทสนมกับองค์หญิงอันหยาง แต่สถานะของเรายังห่างชั้นกันมาก หากคนอื่นๆในวังสร้างปัญหาให้นางตอนที่องค์หญิงไม่อยู่ เราจะทำอย่างไร?”ถังอู่ก็ดูวิตกกังวลเช่นกัน“ท่านอาถัง ท่านต้องเชื่อมั่นในตัวฉีฉี”จ้าวไป่จือชะงักไปครู่หนึ่ง แม้เขาจะรู้สึกเป็นห่วงถังฉีไม่น้อยไปกว่ากัน แต่เขาก็เชื่อมั่นในสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของนาง“พี่เฉียวอวี๋ บางทีท่านอาจอ้างชื่อหุบเขาร้อยพิษ เราสองคนจะได้เข้าไปในวังเพื่อช่วยเหลือพี่ใหญ่”ถังเหอก็รู้สึกวิตกกังวลเช่นกันถังฉีถือเป็นเสาหลักและที่พึ่งทางใจของครอบครัว หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง ผลลัพธ์คงยากจะจินตนาการ โดยเฉพาะในวังที่พวกเขาไม่มีทางช่วยเหลืออะไรได้“หากทุกคนกังวลถึงเพียงนั้น ข้าจะให้ท่านย่าของข้าเข้าวังไปหานางเดี๋ยวนี้”เมื่อกล่าวจบ จ้าวไป่จือก็รีบออกไปทันทีแม้จะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แต่ก้าวเดินของเขากลับรวดเร็ว กระทั่งลับตาไปในไม่ช้าถังฉีนั่งรถม้ามาถึงวังหลวงในที่สุดกงกงแนะนำบริเวณโดยรอบของวังหลวงให้นางฟังอย่างอบอุ่น และถังฉีก็ฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับวาดแผนที่ในใจขณะเดินไปตามเส้นทาง“องค์หญิงอันเหอ จากจุดนี้ไปห้ามผู้ใดนั่งรถม้า ท่านลงมาได้หรือไม่?”เมื่อรถม้าเคลื่อนไปได้ระยะหนึ่ง กงกงก็กล่าวอย่างนอบน้อม“แน่นอน!”ถังฉีมิได้แสดงท่าทีไม่พอใจ แม้เวลานี้นางจะเป็นพระธิดาบุญธรรมของฮ่องเต้ แต่ย่อมมีผู้ที่มีสถานะสูงส่งและเหนือกว่านางอยู่เสมออาจมีคนสำคัญบางคนที่นางล่วงเกินโดยไม่ได้ตั้งใจ และนางสงสัยว่าฮ่องเต้ได้ต่อต้านขุนนางที่ภักดีต่อพระองค์เพื่อนางหรือไม่"กงกง!"ขณะที่กงกงพาถังฉีลงจากรถม้า ขันทีน้อยผู้หนึ่งก็รีบรุดมาหา หน้าผากของเขาชุ่มเหงื่อ ราวกับมีเรื่องเร่งด่วนเกิดขึ้น“กงกง เกิดเรื่องแล้ว...”ขันทีน้อยกระซิบอะไรบางอย่างที่หูของกงกง หลังจากนิ่งฟังครู่หนึ่ง สีหน้าของกงกงพลันเคร่งขรึม เขาโบกมือ และขันทีน้อยก็ล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว“องค์หญิงอันเหอ…”กงกงพยายามตั้งสติ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร“หากท่านมีธุระด่วน เชิญท่านรีบไปจัดการให้เรียบร้อยก่อนเถอะ แต่ท่านพอจะกรุณามอบหมายขันทีน้อยสักคนมานำทางข้าได้หรือไม่? ข้าจะไม่ทูลเรื่องนี้กับฮ่องเต้”ถังฉียิ้มอย่างอ่อนโยน เมื่อได้ยินดังนั้น กงกงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และแสดงสีหน้าขอบคุณ“เช่นนั้นก็ขอบคุณองค์หญิงอันเหอ เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว ข้าจะขอบคุณท่านอย่างเหมาะสมแน่นอน”กงกงค้อมกายคำนับถังฉี จากนั้นก็สั่งให้ขันทีน้อยนำทางนางไปยังอุทยานหลวง ก่อนจะจากไปอย่างเร่งรีบขันทีน้อยเดินนำหน้า หันกลับมามองถังฉีเป็นระยะ เขาไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะรับนางเป็นพระธิดาบุญธรรม!นางเป็นสตรีที่โดดเด่นมากเพียงใดถึงได้โชคดีปานนี้ ไม่เพียงแต่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่ยังเป็นที่โปรดปรานขององค์หญิงอันหยางอีกด้วย“ตายจริง ใครกันละนี่? สตรีจากบ้านนอกคอกนากล้าเสนอหน้ามางานเลี้ยงในวันนี้ด้วยหรือ!”ขณะที่ขันทีน้อยกำลังนำทางถังฉี เสียงเยาะเย้ยก็ดังขึ้น ถังฉีจำเสียงนั้นได้ทันทีจึงเลิกคิ้วโจวเจี๋ยอดเย้ยหยันถังฉีที่แต่งกายหรูหรากว่าปกติมิได้“แค่เพราะเจ้าสวมชุดสวยๆ ก็คิดว่าตัวเองเป็นหงส์แล้วหรือ สุดท้ายไก่ก็เป็นได้แค่ไก่ อัปลักษณ์อย่างไรก็อย่างนั้น อยู่แต่ในเล้าสกปรก สกปรก เหมือนเดิมก็ดีอยู่แล้ว”โจวเจี๋ยยังคงเยาะเย้ยต่อไป เมื่อเห็นดวงหน้าอันงดงามของถังฉี นางก็อยากฉีกกระชากใบหน้านั้นออกมาแล้วเหยียบย่ำให้สาแก่ใจ“จวิ้นจู่ ท่านรู้จักสตรีผู้นี้ด้วยหรือ?”สตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆต่างประหลาดใจกับวาจารุนแรงของโจวเจี๋ย“รู้จักนางหรือ? นางเป็นแค่สตรีบ้านนอกที่ใฝ่สูงอยากแต่งงานเพื่อยกฐานะของตัวเอง แค่ยอมรับว่ารู้จักนางก็รู้สึกกระดากปากจะแย่!”โจวเจี๋ยเพิ่งฟื้นตัวจากพิษงู ผ่านความทุกข์ทรมานจนร่างกายผ่ายผอม แต่วาจาของนางกลับเชือดเฉือนยิ่งขึ้นเมื่อใดก็ตามที่นางเห็นถังฉี นางก็รู้สึกว่าความทุกข์ทรมานทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับสตรีผู้นี้หากนางไม่มาที่เมืองหลวง เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น!“จุจุ นึกว่าเป็นสตรีจากตระกูลขุนนาง ที่แท้ก็แค่สตรีบ้านนอกที่สวมเสื้อผ้าสวยหรู สงสัยจริงว่าคนป่าเถื่อนที่ไหนเป็นคนมอบของเหล่านี้ให้กับนาง!”สาวใช้ของโจวเจี๋ยเยาะเย้ยถังฉี หัวเราะร่วนไปกับนายหญิงของตนฟังเสียงโต้ตอบของพวกนาง ใบหน้าของถังฉีก็เผยเห็นความจนใจหญิงสาวสองคนนี้ช่างห้าวหาญเหลือเกิน ถึงกับกล่าวว่าฮ่องเต้เป็น 'คนป่าเถื่อน' หากฮ่องเต้ทรงทราบละก็...มุมปากของถังฉียกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆนางไม่เคยคิดร้ายต่อใคร แต่หากมีคนพยายามเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนาง เช่นนั้น...พวกเขาก็ต้องพร้อมรับการตอบโต้! ตอนที่ 429: ความเชื่อมั่นอย่างไร้เงื่อนไข "หึหึ…”ถังฉีหัวเราะเย็นชา สีหน้าเย้ยหยันนางรู้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนในวังล้วนทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ และเรื่องซุบซิบเหล่านี้ก็จะถึงฮ่องเต้และเหล่าสนมในไม่ช้า“โจวจวิ้นจู่ แม้ข้าจะเป็นเพียงสตรีบ้านนอก แต่ข้าแนะนำว่าท่านสำรวมวาจาไว้จะดีกว่า! คำพูดล้วนเป็นนายคน อย่างน้อยก็ควรพูดจาสุภาพ สร้างคุณงามความดีให้กับตัวเองบ้าง”ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น มิได้มีท่าทีเย่อหยิ่งหรือยอมจำนน ก่อนจะบอกให้ขันทีน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆจากไปพร้อมกับนางทว่าโจวเจี๋ยไม่ต้องการปล่อยถังฉีไปง่ายๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจากไป นางจึงพุ่งตัวไปขวางทาง“เชอะ! เจ้ามันก็แค่คางคกอยากกินเนื้อหงส์ ใครอนุญาตให้เจ้าไป?”ใบหน้าของโจวเจี๋ยบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตแค้น ไม่สมกับตำแหน่งอันสูงส่งของนาง“ท่านว่าใครเป็นคางคก?” ถังฉีเอ่ยถามเสียงเย็น รู้สึกประหลาดใจที่โจวเจี๋ยยังไม่ยอมรามือ นางคิดจริงๆหรือว่าถังฉีจะยอมถูกรังแกง่ายๆ?“ต้องว่าเจ้าอยู่แล้ว!” โจวเจี๋ยจ้องมองถังฉีอย่างดุร้าย ตกตะลึงที่สตรีบ้านนอกชั้นต่ำผู้นี้กล้าต่อปากต่อคำกับนางก่อนหน้านี้ โจวเจี๋ยทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะถังฉีอยู่กับองค์หญิงอันหยางเสมอ แต่ตอนนี้ เมื่อองค์หญิงไม่อยู่ โจวเจี๋ยจึงคิดว่าในที่สุดนางก็สามารถชำระแค้นเก่าได้อย่างไรก็ตาม ทันทีที่โจวเจี๋ยกล่าวจบ สตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆก็ปิดปากหัวเราะเบาๆ และมองนางราวกับเป็นคนโง่เขลาครู่ต่อมา โจวเจี๋ยก็ตระหนักถึงกับดักที่แฝงอยู่ในวาจาของถังฉี ในที่สุด ความอับอายและความเคียดแค้นก็ฉายแววอยู่บนใบหน้า“นังผู้หญิงต่ำช้า กล้าดีอย่างไรมาเยาะเย้ยข้า ข้าจะตีเจ้าให้ตายอยู่ตรงนี้ คอยดูเถอะ”โจวเจี๋ยโกรธจนหน้ามืดตามัว ลืมไปเสียสนิทว่าเวลานี้ตนเองอยู่ที่ใดสตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น พวกนางถอยห่างไปสองสามก้าวเพื่อออกห่างจากโจวเจี๋ย การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างสตรีบานปลายจนกลายเป็นการข่มขู่เอาชีวิต ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่พวกนางไม่ต้องการข้ามผ่าน“ตีข้าให้ตาย? ข้าขอถามสักหน่อยเถอะ ข้าทำความผิดอะไร? แม้แต่ศาลต้าหลี่ยังต้องไต่สวนพยานหลักฐานว่าผู้ใดสมควรแก่การลงโทษ ท่านคิดว่าคำพูดของท่านเพียงอย่างเดียวมีอำนาจเทียบเท่ากฎหมายของบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของถังฉีเย็นเยียบ“ไยต้องพูดพล่ามด้วย? เจ้าเป็นแค่สตรีบ้านนอกชั้นต่ำที่ไม่รู้จักเคารพชั้นบรรดาศักดิ์ การฆ่าเจ้าไม่ต่างจากการขยี้แมลงตัวหนึ่ง ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันออกจากวังหลวงไปได้!”“จุจุ…ใครจะคิดว่าโจวจวิ้นจู่จะมีอำนาจล้นฟ้าถึงเพียงนี้ สามารถทุบตีคนจนตายในรั้วในวัง ทั้งยังกักขังไม่ให้ออกไปได้อีก”ถังฉียิ้มเย็นชา พลางนึกสงสัยว่านางจะไม่รู้เรื่องได้อย่างไร“หึ! ข้าเป็นถึงจวิ้นจู่ ส่วนเจ้าเป็นเพียงเสี้ยนจู่เท่านั้น ตามหลักแล้ว เจ้าต้องคุกเข่าคำนับข้า แต่เจ้ากลับยืนเฉย ไม่เคารพกฎเกณฑ์”โจวเจี๋ยพยายามหาข้อโต้แย้งที่น่าเชื่อถือโดยอ้างถึงกฎเกณฑ์ของแผ่นดินเป่ยโจว นางไม่เชื่อว่าสตรีบ้านนอกอย่างถังฉีจะเข้าใจกฎระเบียบดังกล่าวขันทีน้อยที่ยืนอยู่ข้างถังฉีรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของถังฉี ขณะที่เขากำลังจะอธิบาย แววตาปรามของถังฉีก็ทำให้เขาเงียบเสียงไปเขาตระหนักดีว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นสหายสนิทขององค์หญิงอันหยาง พระธิดาเพียงองค์เดียวของฮ่องเต้ต่อให้ฮ่องเต้ไม่ได้แต่งตั้งถังฉีเป็นองค์หญิงอันเหอ แต่การที่นางเป็นสหายสนิทขององค์หญิงอันหยาง ก็หมายความว่าเขาจะต้องไม่เข้าข้างโจวเจี๋ยโจวเจี๋ยผู้น่าสงสารไม่ทราบเรื่องนี้ นางทราบเพียงว่าองค์หญิงอันหยางเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้และมีความสำคัญอย่างมากอย่างไรก็ตาม เรื่องราวในวังนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่นางจะเข้าใจ และใช่ว่าทุกคนจะเป็นสหายกับองค์หญิงอันหยางได้โจวเจี๋ยเดาว่าที่องค์หญิงอันหยางสนิทสนมกับถังฉีเพียงเพราะนึกสนุกกับภูมิหลังที่ต่ำต้อยของนางเท่านั้นนางเชื่อว่าอีกไม่นาน ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ก็จะหมดสิ้นไปในที่สุด และองค์หญิงก็จะไม่สนใจถังฉีอีกต่อไปโจวเจี๋ยคิดว่าตนเองสามารถทำให้ถังฉีอับอายขายหน้าได้มากพอที่จะทำให้นางกลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาขององค์หญิงอันหยางถังฉีมองโจวเจี๋ยด้วยสายตาดูแคลน และสงสัยว่าเป่ยจิ้งอ๋องผู้เกรียงไกรและชาญฉลาดเลี้ยงดูบุตรสาวให้โง่เขลาเช่นนี้ได้อย่างไรหรือความฉลาดทั้งหมดในวงศ์ตระกูลถ่ายทอดไปถึงโจวเฉิงกวงแต่เพียงผู้เดียว?สำหรับถังฉี ความคิดนี้สมเหตุสมผลไม่น้อยโจวเจี๋ยซึ่งเดิมตั้งใจจะสงบปากสงบคำ กลับกลายเป็นก้าวร้าวมากขึ้นเมื่อเห็นท่าทางไม่ยี่หระของถังฉี“ถังฉี พวกเราพบหน้ากันมาหลายครั้งแล้ว ข้าเป็นคนใจกว้าง จึงอยากย้ำเตือนให้เจ้ารู้จักสถานะของตัวเอง วันนี้เป็นวันที่ฮ่องเต้จะทรงต้อนรับองค์หญิงองค์ใหม่ การที่เจ้ามาในฐานะสตรีบ้านนอกผู้ต่ำต้อยถือเป็นโชคร้าย หากองค์หญิงองค์ใหม่รู้ถึงภูมิหลังของเจ้า นางอาจทำให้เจ้าเดือดร้อนก็เป็นได้”น้ำเสียงของโจวเจี๋ยเต็มไปด้วยความดูแคลน นางเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้จะทำให้ถังฉีรู้สึกหวาดกลัวและจากไปแต่โดยดี“ทำให้ข้าเดือดร้อน?”ถังฉีชะงักไปชั่วครู่ องค์หญิงองค์ใหม่จะต้องเสียสติถึงเพียงใด ถึงคิดสร้างปัญหาให้กับนางขันทีน้อยที่ยืนอยู่ข้างถังฉีถึงกับตกตะลึง เขาไม่เคยรู้เลยว่าโจวเจี๋ยจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ โชคดีที่เขาไม่ได้สนิทสนมกับเป่ยจิ้งอ๋องบิดาของโจวเจี๋ย ดังนั้นแม้ว่าวันนี้นางจะทำให้เหล่าขุนนางขุ่นเคืองและต้องเผชิญกับโทสะของฮ่องเต้ เขาก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ“โจวจวิ้นจู่ ได้โปรดสงบสติอารมณ์ด้วย อุทยานหลวงอยู่ข้างหน้า หากฮ่องเต้ทรงได้ยินคำพูดของท่าน เรื่องนี้คงมิอาจลงเอยด้วยดี”ขันทีกระซิบอย่างระมัดระวัง แม้โจวเจี๋ยจะขาดสติสัมปชัญญะ แต่บิดาของนางยังเป็นถึงเป่ยจิ้งอ๋องผู้ทรงอำนาจหากเป่ยจิ้งอ๋องทราบว่าขันทีไม่ตักเตือนบุตรสาวของตน อาจเกิดปัญหาตามมาได้ “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาสอดปาก?” โจวเจี๋ยตวาด เข้าใจผิดคิดว่าคำพูดของขันทีน้อยเป็นการสนับสนุนถังฉีขันทีน้อยถอยหลังไปสองสามก้าว เขาพูดในสิ่งที่ควรพูดแล้ว หากเป่ยจิ้งอ๋องเอ่ยถาม อย่างน้อยเขาก็อ้างได้ว่าออกปากเตือนนางแล้วเมื่อขันทีน้อยเงียบไป ความเย่อหยิ่งของโจวเจี๋ยก็กลับคืนมาอีกครั้ง“ถังฉี หากเจ้ารู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเอง ก็จงกลับไปเสีย ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า หากเจ้าทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา แม้แต่องค์หญิงอันหยางก็ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้”“โจวจวิ้นจู่ ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ” ถังฉีตอบอย่างเย็นชา สีหน้าของนางสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความกังวล“แต่เกรงว่าวันนี้ข้าคงกลับไปไม่ได้” ตอนที่ 430: องค์หญิงองค์ใหม่กล่าวจบ ถังฉีก็สำรวมกิริยาหากสุนัขเห่า ไม่จำเป็นต้องเห่าตอบ หาไม่แล้ว นางจะแตกต่างจากสุนัขได้อย่างไร?“หึ…จะไปหรือไม่ก็เรื่องของเจ้าเถอะ หากเกิดอะไรขึ้น เจ้าคงต้องโทษโชคร้ายของตัวเองแล้ว!” โจวเจี๋ยกล่าวอย่างชั่วร้าย“โจวจวิ้นจู่ ข้าไปไม่ได้ และนั่นก็เพื่อตัวท่านเอง อย่างไรเสีย หากท่านยังจะหาเรื่องข้า คงต้องรอดูกันต่อไป”ศัตรูเช่นนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าธารกำนัลแล้ว มิได้น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย!“แล้วข้าจะคอยดู!” โจวเจี๋ยตั้งใจหาเรื่องถังฉี สิ่งที่เริ่มต้นจากความแค้นเก่า บัดนี้กลายเป็นความแค้นครั้งใหม่!สตรีสูงศักดิ์มารวมตัวกันเพื่อฟังการโต้เถียงของพวกนาง“เสี้ยนจู่ผู้นี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยจริงๆ นางคิดว่าวังหลวงคือหมู่บ้านของตัวเองหรืออย่างไร เป็นแค่เสี้ยนจู่ตำแหน่งเล็กๆ กลับกล้าต่อปากต่อคำกับจวิ้นจู่ที่มีฐานะสูงส่งกว่า!”“เฮอะๆ…มีคนรนหาที่ตายอยู่เสมอ แล้วเจ้าจะได้เห็นว่าหลังจากวันนี้ ถังฉีจะไม่สามารถอยู่ในเมืองหลวงได้อีกต่อไป!”“แต่ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น หญิงสาวผู้นี้มีบุคลิกประหลาดนัก นางกล้าต่อกรกับโจวเจี๋ย แสดงว่านางจะต้องมีใครสักคนหนุนหลังอยู่บ้าง”ทุกคนแสดงต่างความคิดเห็นหลานสาวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวามองถังฉีด้วยแววตาเป็นประกาย“รอดูไปก่อน ข้ารู้สึกว่าแม่นางถังผู้นี้ไม่ใช่สตรีธรรมดา”นางเคยพบถังฉีมาหลายครั้งแล้ว และทุกครั้ง ถังฉีมักจะเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้ง แต่สุดท้ายแล้ว นางก็มักจะพลิกสถานการณ์และทำให้คู่ต่อสู้ต้องตกตะลึงเสมอ!“ฮ่องเต้และฮองเฮาเชิญแม่นางทุกท่าน”เสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วห้องเหล่าสตรีสูงศักดิ์หยุดการสนทนาทันที ตั้งสติและสำรวมกิริยาขันทีผู้นั้นสำรวจฝูงชนเพื่อมองหาถังฉีเพียงแวบแรกที่ได้เห็น เขาก็รู้สึกประทับใจ ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามหมดจดจริงๆ!“ได้โปรดตามข้าเข้าไปข้างใน!”ขันทีเดินเข้ามาหาถังฉี ผงกศีรษะให้นางอย่างสุภาพถังฉียิ้มตอบอย่างไรก็ตาม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลับถูกสตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆตีความผิดไป คิดว่าขันทีผู้นั้นมาเรียกนางไปพบองค์หญิงอันหยางทำให้พวกนางรู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมาทันทีหากสามารถใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์หญิงอันหยางได้มากเพียงนี้ พวกนางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งงานของตนเองอีกต่อไป!ขณะที่ถังฉีกำลังจะก้าวเดิน โจวเจี๋ยก็ถลันมาขวางหน้า และกระแทกนางไปด้านหลังเล็กน้อยขันทีกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าถังฉีห้ามเขาไว้“ไม่จำเป็น”ถังฉีส่ายศีรษะด้วยความเมตตา การได้เดินเข้าไปคนแรกจะมีประโยชน์อะไร?ในอุทยานหลวง พวกข้าหลวงจัดให้บุรุษและสตรีแยกเป็นสองฝั่งและนั่งตรงข้ามกันเมื่อฮ่องเต้ปรากฏตัว บุรุษสูงศักดิ์ต่างประพฤติตนด้วยความสำรวม“ฝ่าบาท คนเหล่านี้คืออนาคตของแผ่นดินเป่ยโจวของพวกเรา!” ฮองเฮากล่าวด้วยรอยยิ้มละมุนพลางมองดูบุรุษหนุ่มรูปงามที่นั่งอยู่ทางซ้าย“ใช่แล้ว พวกเขาล้วนเป็นความหวังของแผ่นดินเป่ยโจว!” ฮ่องเต้ผงกศีรษะเขาได้พบหนุ่มน้อยเหล่านี้บ่อยครั้ง และตระหนักว่าทุกคนล้วนฉลาดเกินวัยหลังฉากกั้น สาวใช้ในวังต่างกระซิบกระซาบถึงโชคชะตาของถังฉีที่ได้เป็นสหายสนิทขององค์หญิงอันหยางอย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้กลับมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เขาเชื่อว่าในภายภาคหน้า เจาเอ๋อร์จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการสนับสนุนของถังฉีเวลานี้ สตรีสูงศักดิ์เริ่มเดินเข้ามาในอุทยานทั้งฮ่องเต้และคนอื่นๆต่างหันไปมองเมื่อโจวเจี๋ยเดินเข้ามาเป็นคนแรก สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย“ฮึ่ม!”โจวเจาถึงกับส่งเสียงฮึดฮัดขณะจับจ้องไปยังโจวเจี๋ยด้วยความไม่พอใจ“ท่านแม่ สตรีผู้นั้นช่างไร้ยางอายจริงๆ นางขโมยความสนใจไปจากพี่สาวคนสวย”“ตายจริง เจาเอ๋อร์ เจ้าถึงกับไม่พอใจเชียวหรือ!” มารดาของโจวเจาหยอกล้อองค์หญิงน้อยพร้อมเสียงหัวเราะ“ท่านแม่ ไม่จริงหรือ? วันนี้ควรจะเป็นงานเลี้ยงของพี่สาวคนสวยที่เสด็จพ่อพระราชทานให้”โจวเจาโอดครวญ“พี่สาวของเจ้าไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรอก”มารดาของโจวเจาแม้จะอายุกว่าสามสิบปีแล้ว แต่ก็ยังมีความงามที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ให้กำเนิดองค์หญิงโจวเจา ความรักที่ฮ่องเต้มีต่อนางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แม้นางจะไม่ได้ให้กำเนิดบุตรอีกเลยตั้งแต่นั้นมาถึงกระนั้น นางก็มีชีวิตที่สงบสุขในวังหลวง ยามที่มีบรรณาการเป็นของมีค่าต่างๆ ฮ่องเต้ก็จะนึกถึงนางและโจวเจาเสมอ“จริงด้วย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวเจาก็เห็นด้วยก่อนหน้านี้ มารดาของนางไม่เห็นด้วยกับความสนิทสนมของนางกับถังฉี แต่เมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนมีชีวิตชีวาและมีความสุขมากขึ้น นางจึงค่อยๆเปิดใจยอมรับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากได้ยินโจวเจาพูดถึงว่าจ้าวหุบเขาร้อยพิษและภรรยาที่ชื่นชมถังฉีและถึงกับรับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรมมารดาของโจวเจาจึงเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อถังฉีและปรารถนาจะมีโอกาสได้พบนางสักครั้งทว่านางจำต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ เพราะยิ่งสหายของโจวเจาแข็งแกร่งเพียงใด นางก็ยิ่งรู้สึกวางใจนอกจากนี้ นางยังเพลิดเพลินกับอาหารที่ถังฉีทำอีกด้วยหลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย ถังฉีก็เข้ามาในอุทยานขันทีพานางไปยังที่นั่งที่ฮ่องเต้จัดเตรียมไว้ให้บังเอิญที่โจวเจี๋ยนั่งอยู่ด้านหลังนางพอดี“นั่นบุตรสาวของใครหรือ? งดงามน่าทึ่งจริงๆ เหตุใดถึงไม่เคยพบหน้ามาก่อน?”ทันทีที่ถังฉีนั่งลง ขุนนางหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เริ่มกระซิบกระซาบกันทุกคนต่างมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อจ้าวไป่จือเห็นว่าบุรุษหนุ่มเหล่านี้กำลังชื่นชมว่าที่ภรรยาของตน สีหน้าของเขาก็เริ่มเคร่งขรึม“สหายไป่จือ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ย่อมไม่สนใจเรื่องเล็กน้อย อดทนไว้ก่อน คนพวกนี้เป็นเพียงคางคกที่กระหายอยากกินเนื้อหงส์เท่านั้น อย่าสร้างปัญหาให้ฉีเอ๋อร์เด็ดขาด!”เนื่องจากสถานะและความสัมพันธ์ของเขากับถังฉี ฉีเซิ่งจึงได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ได้ยินดังนั้น จ้าวไป่จือจึงกระแอมไอเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายลงขุนนางหนุ่มที่อยู่รอบๆ ต่าง อดรู้สึกเวทนามิได้หน่อเนื้อเชื้อไขของตระกูลทหารผู้เกรียงไกรกลับอ่อนแอถึงเพียงนี้ จะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่านี้อีก?"สหายจ้าว หากท่านไม่สบายก็อย่าฝืนตัวเองเลย กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ ข้าแน่ใจว่าฝ่าบาทจะไม่ตำหนิท่าน"บางคนเอ่ยปากเตือนอย่างมีน้ำใจ"ไม่เป็นไร วันนี้ข้าหวังว่าจ้าวหุบเขาน้อยจะตรวจอาการให้ข้าสักหน่อย" จ้าวไป่จือตอบอย่างไม่ใส่ใจชายผู้นั้นพยักหน้าด้วยความเข้าใจ“เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับโชคของท่านแล้ว!” ชายคนนั้นหยุดพูดและจ้องมองจ้าวไป่จือด้วยความเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะหันกลับไปมองถังฉีอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมหญิงสาวที่งดงามหาใดเปรียบผู้นี้เป็นบุตรสาวของใครกัน? ทั้งยังได้นั่งในตำแหน่งอันทรงเกียรติท่ามกลางเหล่าสตรีสูงศักดิ์ หรือจะเป็นบุตรสาวขององค์ชายสักองค์หนึ่ง?จบตอน Comments
Comments
Post a Comment