ตอนที่ 451: ตีตีตี
เมื่อจ้าวไป่จือกล่าวจบ ถังฉีก็มีสีหน้าวิตกกังวลทันที
นางอาศัยอยู่ในยุคนี้มานาน และค่อยๆซึมซับเอาทัศนคติอนุรักษ์นิยมของสตรีในยุคนี้เอาไว้
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของถังฉี จ้าวไป่จือก็อดหัวเราะมิได้
“ฉีฉี ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าไม่เคยกลัวอะไรเสียอีก”
กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็กระชับอ้อมกอดราวกับกลัวจับใจว่าหากปล่อยมือ หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าจะอันตรธานหายไปตลอดกาล
“จ้าวไป่จือ ไม่ตลกเลยนะ”
ถังฉีรู้สึกเป็นห่วงที่จ้าวไป่จือคิดมากเกินไป แต่นางไม่คิดว่าเขาจะไร้กังวลถึงเพียงนี้
“ฉีฉี ข้าเชื่อใจเจ้าเช่นเดียวกับที่เจ้าเชื่อใจข้า พวกเราผ่านอะไรมามากต่อมาก แม้แต่ชีวิตและความตายก็ไม่เว้น”
จ้าวไป่จือกล่าว
วันหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่ทอดทิ้งถังฉี และเขาเชื่อว่าถังฉีก็จะไม่ทอดทิ้งเขาเช่นกัน
“เอาล่ะ ปล่อยข้าได้แล้ว ถ้าเสี่ยวเหอและคนอื่นๆเข้ามา มันจะไม่งาม”
เมื่อถังฉีพูดจบ จ้าวไป่จือก็ปล่อยนางและนั่งลงข้างๆ
“จะว่าไป ท่านพ่อก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ต่อให้ที่ผ่านมาหลายปีเขาจะไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่ข้ารู้สึกได้ว่าลึกๆ แล้วเขาลำบากใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ไม่น้อย”
กล่าวจบก็ทอดถอนใจ ในตอนนั้น ถังอู่จัดการเรื่องการหมั้นหมายเพราะเชื่อว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
ด้วยเหตุผลนี้ ถังฉีจึงไม่เคยตำหนิเขา นอกจากนี้ จ้าวไป่จือก็เป็นคนที่นางสามารถไว้วางใจด้วยชีวิตอย่างแท้จริงๆ
“ข้าดีใจที่เจ้าไม่ตำหนิบิดาของเจ้า ฉีฉี!”
เมื่อถังฉีพูดจบ ถังอู่ก็เดินเข้ามา เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่สับสนปนเป ตอนที่เขาจากไปคราก่อน เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงได้ย้อนกลับมา
พวกเขาจดจ่ออยู่กับการสนทนาจนไม่ทันสังเกตว่ามีใครเข้ามา
“ท่านพ่อ?”
“ท่านอาถัง?”
ไม่มีใครคาดคิดว่าถังอู่จะย้อนกลับมา
“ข้าได้ยินทุกอย่างที่พวกเจ้าสองคนคุยกันแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับเรื่องของพวกเจ้าอีก แต่ถ้าพวกเจ้าจะแต่งงานเมื่อไร ข้าก็จะจัดเตรียมสินสอดให้”
ถังอู่มองพวกเขาทั้งสองด้วยแววตาจริงจัง
ชายหนุ่มหล่อเหลา หญิงสาวงดงาม ราวกับคู่สวรรค์สร้างที่ก้าวออกมาจากภาพวาด
“ท่านพ่อ ครั้งหนึ่งข้าเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘เกี้ยวเจ้าสาวผิดหลังแต่เจ้าบ่าวถูกคน’ และท่านก็เลือกได้ดี แม้จะสับสนในตอนแรกก็ตาม!”
ถังฉีอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจกับโชคลาภของตน
ถังอู่จะรู้ว่าบุตรสาวของเขากำลังพยายามปลอบใจเขา และเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดี
“ไป่จือ ในเมื่อพวกเจ้าสองคนชอบพอกัน ข้าก็จะไม่เข้าไปวุ่นวายอีก แต่หากเจ้าทำให้ลูกสาวข้าเสียใจละก็ อย่าโทษข้าที่ไม่เห็นแก่มิตรภาพในอดีตของพวกเรา”
ถังอู่ส่งสายตาจริงจังให้จ้าวไป่จือ
“ท่านอาถังโปรดวางใจ แม้ว่าข้าจะไม่ดูแลตัวเอง แต่ข้าจะไม่มีวันละเลยฉีฉีเป็นอันขาด”
จ้าวไป่จือกล่าวด้วยใจจริง ซึ่งทำให้ถังอู่วางใจ
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าก็เริ่มแก่แล้ว พวกเจ้าคุยกันไปเถอะ แขนขาข้าปวดเมื่อยไปหมด กลับไปพักผ่อนดีกว่า”
ถังอู่รีบออกไปเพราะไม่อยากเป็นก้างขวางคอระหว่างบุตรสาวกับว่าที่ลูกเขย
ณ จวนเกิ้นกั๋วกง จี้ซื่อเฉินทราบว่าถังอู่มาพบจ้าวไป่จือ
“ใครจะไปคิดว่าจ้าวไป่จือจะฉลาดหลักแหลมเพียงนี้ แอบหมั้นหมายกับองค์หญิงอันเหอเงียบๆ! แต่ตอนนี้ถังอู่ยกเลิกการหมั้นหมายนั่นแล้ว ถือเป็นข่าวดีจริงๆ”
จี้ซื่อเฉินปัดเรื่องนี้ทิ้งไปอย่างง่ายดาย
ในเมื่อจ้าวไป่จือและองค์หญิงอันเหอยกเลิกการหมั้นหมาย พวกเขาก็ไม่มีทางญาติดีกันได้อีก และอาจจะกลายเป็นศัตรูกันในวันหน้า
ความคิดนี้ทำให้จี้ซื่อเฉินพอใจไม่น้อย
“ไม่คิดว่าองค์หญิงอันเหอจะรีบจุดไฟเผาสะพานเช่นนี้”
จี้ซื่อเฉินหัวเราะกับตัวเอง
หากองค์หญิงอันเหอแต่งงานกับจ้าวไป่จือ นั่นคงเป็นข่าวร้ายสำหรับนาง
“ข้ากำลังรู้สึกเบื่อๆอยู่พอดี ไปเดินเล่นในสวนสักหน่อยจะดีกว่า และหากได้พบยายเฒ่านั่นละก็ คงต้องบอกข่าวนี้ให้นางรู้เสียแล้ว”
จี้ซื่อเฉินหัวเราะพลางจินตนาการถึงสีหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวเมื่อได้ยินว่าการหมั้นหมายของหลานชายคนโปรดถูกยกเลิก ความคิดนี้ทำให้นางระเบิดหัวเราะออกมา สาวใช้ที่อยู่รอบๆ ต่างพากันก้มหน้าก้มตา
เมื่อจ้าวไป่จือกลับมาจากจวนองค์หญิง เขาก็พบเหล่าฮูหยินจ้าวนั่งอยู่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ไป่จือ!”
เมื่อเห็นหลานชาย หญิงชราก็รีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
จ้าวไป่จือพอจะคาดเดาได้ทันทีว่าเหล่าฮูหยินจ้าวไปได้ยินอะไรมา
“ไป่จือ โลกนี้มีผู้หญิงดีๆมากมาย! หากฉีเอ๋อร์ถอนหมั้นจริงๆละก็ บางทีพวกเจ้าสองคนอาจไม่ใช่เนื้อคู่กันก็เป็นได้”
หญิงชราชื่นชมถังฉีมาก ดังนั้นนางจึงไม่แน่ใจว่าควรปลอบใจหลานชายอย่างไร
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของจ้าวไป่จือพลันเคร่งขรึม
“ท่านย่า ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“เป็นจี้ซื่อเฉิน วันนี้ข้าอยู่ในสวน นางจงใจเดินเข้ามาเยาะเย้ยแล้วก็จากไป สีหน้าพออกพอใจไม่น้อย นางยังเอ่ยปากชมองค์หญิงอันเหอว่าแสนดีและเพียบพร้อม ย่อมมีตัวเลือกที่ดีกว่า”
เห็นได้ชัดถึงความกรุ่นโกรธที่ฉายแววบนใบหน้าของหญิงชราเมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ท่านย่าไม่ต้องกังวล”
จ้าวไป่จือไม่คิดว่าจี้ซื่อเฉินจะเจ้าเล่ห์เพียงนี้ แม้กระทั่งกับคนในตระกูลของตนเองก็ไม่เว้น
เขากระซิบบางอย่างกับหญิงชรา
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของหญิงชราพลันเป็นประกาย และเมื่อดูแววตาของหลานชาย นางก็ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น
“ท่านย่าโปรดวางใจ นี่เป็นเพียงฉากบังตาเท่านั้น”
จ้าวไป่จือสำรวจรอบห้องอย่างระมัดระวังก่อนจะกระซิบต่อไป
เขาไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เหล่าฮูหยินจ้าวฟัง เพราะไม่ต้องการให้นางมองถังอู่ผิดไป
“ดี ดี ฉีฉีเป็นเด็กดี ข้าบอกได้เลยว่านางมีใจให้เจ้าอย่างแท้จริง”
เหล่าฮูหยินจ้าวคลี่ยิ้ม
ถังฉีส่งขนมเล็กๆน้อยๆ ให้นางเป็นประจำทุกวัน โดยจัดให้เหมาะกับความชอบและสุขภาพของหญิงชรา หญิงสาวที่เอาใจใส่เช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
“ใช่แล้ว ท่านย่า ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่ามีหูตาที่ไม่ประสงค์ดีอยู่ในจวน พวกเราต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด”
น้ำเสียงของจ้าวไป่จือพลันเย็นเยียบ
เขาประมาทเกินไป ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้
“ตกลง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ข้ารู้วิธีจัดการเรื่องภายในจวนมากกว่าเจ้า” แม้จะชรา ทว่าเหล่าฮูหยินจ้าวก็มีอำนาจ
แม้นางจะไม่ได้ดูแลจวนด้วยตัวเองอีกต่อไป แต่ผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ของนางยังอยู่
นางไม่ปรารถนาจะเข้าไปพัวพันการแย่งชิงอำนาจกับจี้ซื่อเฉิน เมื่ออายุมากขึ้น นางจึงมุ่งเน้นที่การอธิษฐานขอพรเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของลูกหลานมากกว่า
“ท่านย่า ให้ข้าจัดการเองเถอะ”
จ้าวไป่จือส่ายศีรษะ ไม่ต้องการให้เหล่าฮูหยินจ้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ได้ๆๆ ข้าจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง แต่ข้าคงต้องเตือนจี้ซื่อเฉินเสียหน่อยแล้ว”
กล่าวจบ หญิงชราก็เริ่มวางแผนว่าจะจัดการกับจี้ซื่อเฉินอย่างไรให้แนบเนียน นางจึงไม่ได้รั้งจ้าวไป่จือไว้
หลังจากกลับมาที่ห้องพัก จ้าวไป่จือก็เรียกองครักษ์เงาเข้ามา
“ไปสืบมาให้ละเอียด หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ข้างกายข้าจะไม่มีที่ยืนให้เจ้าอีกต่อไป”
เขาส่งสายตาเย็นชาให้องครักษ์เงาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย นายท่าน ข้าจะไปสืบเรื่องนี้มาให้กระจ่าง” องครักษ์เงาคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว แทบไม่กล้าหายใจ
“เจ้ามีเวลาหนึ่งวัน หากสืบไม่ได้ความ กลับไปฝึกโหดอีกรอบ”
องครักษ์เงาก้มศีรษะทันทีเมื่อได้ยิน
การกลับไปยังสถานที่แห่งนั้น คือสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาอีกแล้วในชีวิตนี้
ตอนที่ 452: เมล็ดปิงเฝิ่น
ครู่ต่อมา สาวใช้คนหนึ่งคุกเข่าลงต่อหน้าจ้าวไป่จือ
“ซื่อจื่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าปากพล่อยเองเจ้าค่ะ!”
สาวใช้ตัวสั่นขณะคุกเข่า เสียงของนางอัดแน่นด้วยความหวาดผวา
“เรือนซงหรงไม่มีที่ให้สาวใช้ที่นินทาเจ้านายลับหลัง เอาตัวนางไปโบย จากนั้นก็ส่งตัวไปให้จี้ซื่อเฉิน”
จ้าวไป่จือเอ่ยเสียงเย็น เมื่อสาวใช้ได้ยินเช่นนั้นก็ตัวสั่นและเริ่มอ้อนวอนขอความเมตตา ทว่านางถูกลากออกไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนจี้ซื่อเฉินจะทำเช่นไรเมื่อได้เห็นสาวใช้ จ้าวไป่จือไม่สนใจแม้แต่น้อย
“พี่สาวคนสวย ท่านกำลังทดลองทำอะไรอร่อยๆอยู่หรือ?”
โจวเจาไม่ได้ออกจากวังมาหลายวัน วันนี้นางจึงตรงมาที่จวนองค์หญิงของถังฉีและพบว่านางกำลังง่วนอยู่ในห้องครัว
“เจ้าเด็กตะกละ คิดถึงแต่เรื่องกินนะ!”
ถังฉีมองโจวเจาอย่างจนใจ “วันหน้า หากมีบุรุษสักคนที่ทำอาหารเก่ง เขาคงจะล่อลวงเจ้าให้แต่งงานด้วยแน่”
เมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้นของโจวเจา ถังฉีก็ได้แต่ถอนใจ
“หากมีคนทำอาหารเก่งเช่นท่าน แต่งงานกับเขาก็ไม่เสียหายนี่”
โจวเจากล่าวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“แต่ถ้าพี่สาวของเขาทำอาหารเก่ง ข้าก็ยินดีจะแต่งเข้าตระกูลของเขาอย่างเต็มใจ”
โจวเจากระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงขี้เล่น เสียงนั้นแผ่วเบาจนถังฉีไม่ได้ยิน
“ว่าแต่… พี่สาวคนสวย ข้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน”
โจวเจาทำแก้มป่อง สีหน้าบูดบึ้ง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ถังฉีก็อดไม่ได้ที่จะเอานิ้วจิ้มแก้มของนาง
“มีอะไรทำให้องค์หญิงน้อยของเราไม่พอใจ? หรือว่าฝ่าบาทไม่อนุญาตให้เจ้าออกนอกวัง?”
ถังฉีหยอกเย้าด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“หืม หากเป็นเช่นนั้นข้าก็หาทางหลบหนีออกมาได้อยู่ดี แต่ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก ตอนที่ข้าอยู่ในวัง ข้าได้ยินมาว่ารัชทายาทจากแคว้นตงอิ๋งทูลขอพระราชทานสมรสจากเสด็จพ่อ...เขาต้องการเสกสมรสกับท่าน!”
โจวเจาโกรธจัดขณะที่นางคว้าขนมที่ถังฉีเพิ่งทำเข้าปาก
“เขาทูลขอพระราชทานสมรส?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของถังฉีก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ไม่ต้องห่วง เสด็จพ่อไม่ได้ตอบตกลงและบอกว่าท่านหมั้นหมายแล้ว รัชทายาทแห่งตงอิ๋งผู้นี้ไม่ต่างจากคางคกที่อยากกินเนื้อหงส์”
โจวเจายังคงทำแก้มป่องด้วยความโกรธ
องค์หญิงน้อยมิอาจทนเห็นพี่สาวคนสวยของนางแต่งงานกับองค์ชายจากต่างแดน หาไม่แล้ว ใครเล่าจะทำอาหารอร่อยๆเช่นนี้ให้นางกิน ในใจของโจวเจา นอกจากฮองเฮาและครอบครัวของนางเองแล้ว ถังฉีคือคนที่ดีกับนางมากที่สุด
“ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่เห็นด้วย นั่นก็เพียงพอแล้ว”
ถังฉีกล่าว แม้ว่าความคิดของนางจะล่องลอยไปถึงการสนทนาเรื่องการแต่งงานเชื่อสัมพันธ์ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล ซึ่งองค์ชายสามพูดไว้ก่อนหน้านี้ นางเริ่มเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน
“เจาเอ๋อร์ ข้าเพิ่งคิดค้นวิธีทำปิงเฝิ่น เจ้าอยากลองกินดูหรือไม่?”
“ปิงเฝิ่น?” เมื่อพูดถึงอาหาร โจวเจาก็มีสีหน้าร่าเริงขึ้นมาทันที
“ปิงเฝิ่นทำมาจากเมล็ดปิงเฝิ่น ข้าอยากลองทำมานานแล้ว”
ถังฉีหยิบถุงใบเล็กที่ใส่เมล็ดปิงเฝิ่นออกมา ขนาดเล็กพอๆกับเมล็ดงาเห็นจะได้
นางนำเมล็ดปิงเฝิ่นออกมาให้โจวเจาดู ก่อนจะวางไว้บนผ้าขาวและล้างด้วยน้ำสะอาด จากนั้นก็ใส่เมล็ดในถังน้ำและเริ่มถูไปมา
ไม่นาน น้ำในอ่างก็เริ่มมีตะกอนสีขาวปรากฏขึ้น
“พี่สาวคนสวย นี่เรียกว่าปิงเฝิ่นหรือ? แล้วต้องกินอย่างไร?” โจวเจาเอ่ยถามด้วยความสงสัย แม้ว่านางจะไว้ใจถังฉีก็ตาม
“การทำปิงเฝิ่นจะต้องเอาเมล็ดปิงเฝิ่นมาถูจนมันเริ่มแข็งตัว”
ถังฉีอธิบายขณะถูเมล็ดปิงเฝิ่นต่อไป เมื่อน้ำและเมล็ดปิงเฝิ่นผสมเข้ากันดีแล้ว นางจึงเติมน้ำเกลือที่เตรียมไว้ลงไป
“พี่สาวคนสวย นั่นน้ำเกลือนี่ มันจะกินได้จริงหรือ?”
โจวเจาผงะ นางยื่นมือออกไปสัมผัสหน้าผากของถังฉีเพื่อตรวจดูว่ามีไข้หรือไม่
“น้ำเกลือนี่กินได้ในปริมาณเล็กน้อย ตอนนี้พวกเราจะเอามันไปแช่ไว้ในลังน้ำแข็งก่อนกิน”
ถังฉีคลี่ยิ้มละมุน
เดิมทีไม่มีลังเย็นในเรือนหลังเดิม ทว่าจวนองค์หญิงนั้นแตกต่างออกไป แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้นในสังคมยุคสมัยนี้
ขณะที่ปิงเฝิ่นกำลังจับตัวอยู่ในลังเย็น ถังฉีก็เริ่มเตรียมสิ่งที่จะนำมาโรยหน้า นางหั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ และวางไว้ด้านข้าง
แม้ว่าห้องจะเต็มไปด้วยน้ำแข็ง แต่ถังฉีก็มีเหงื่อออกหลังจากทำงานมาอย่างหนัก
“เจาเอ๋อร์ ข้าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย เจ้าไปนั่งกินขนมในห้องรอข้านะ”
กล่าวจบ ถังฉีก็จากไป นางไม่อยากกินปิงเฝิ่นทั้งที่เหงื่อออก เพราะจะทำให้เสียอรรถรส
ครึ่งชั่วยามต่อมา ขณะที่โจวเจาเริ่มหมดความอดทน ถังฉีก็กลับมาโดยอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย นางสั่งให้บ่าวนำปิงเฝิ่นออกมาจากลังเย็น
เวลานี้ ปิงเฝิ่นจับตัวเป็นก้อนแล้ว
“พี่สาวคนสวย มันเป็นก้อนแล้ว น่าทึ่งจริงๆ”
โจวเจาทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
“นี่คือความมหัศจรรย์ของเมล็ดปิงเฝิ่น อธิบายพอแล้ว เจ้าลองกินดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
ถังฉีตักปิงเฝิ่นใส่ชาม เติมน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทรายแดงและผลไม้สับลงไปก่อนจะวางลงตรงหน้าโจวเจา
“เจาเอ๋อร์ ลองชิมสิ”
โจวเจาคว้าช้อนและรีบตักคำใหญ่เข้าปากโดยไม่ลังเล
ทันทีที่ปิงเฝิ่นเข้าปาก เนื้อสัมผัสเย็นๆ และนุ่มเด้งก็กระจายไปทั่วปาก สดชื่นมากทีเดียว
ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่อยากเชื่อว่าเมล็ดปิงเฝิ่นเล็กๆเหล่านี้จะนำมาทำขนมหวานที่แสนอร่อยได้!
นางรีบก้มหน้าก้มตากินต่อไปด้วยแววตาเปี่ยมสุข
เมื่อเห็นเช่นนี้ ถังฉีก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน หากเด็กน้อยผู้นี้มีชีวิตอยู่ในโลกเดิมของนาง ไอศกรีมแท่งก็คงจะทำให้โจวเจามีความสุขไม่แพ้กัน
“พี่สาวคนสวย ปิงเฝิ่นนี่อร่อยจริงๆ ทั้งเย็นและสดชื่นมาก แตกต่างจากปั้งปิง แต่ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”
เพียงเวลาไม่นาน โจวเจาก็กินปิงเฝิ่นจนหมดชาม และดูเหมือนว่านางจะไม่สนใจอยาก
ถังฉีมองหน้าท้องแบนราบของนางด้วยความอิจฉา เด็กสาวคนนี้สามารถกินและไม่เคยอ้วนขึ้นเลย
“พี่สาวคนสวย ตอนข้ากลับเข้าวัง ข้าจะเอาสิ่งนี้ไปให้เสด็จพ่อลองเสวยด้วย! แต่ครั้งนี้ข้าคงต้องแอบเอาเข้าไปอย่างลับๆ มิเช่นนั้นก็จะเหมือนคราวก่อนที่ลือกันไปทั่วจนข้าแทบไม่ได้กินชานมเลย! คนของข้าออกไปซื้อที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง”
โจวเจาบ่นอุบเมื่อนึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด
“เจ้าเด็กตะกละ ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ส่งคนมาหาข้าก็พอ”
ถังฉีได้แต่หัวเราะกับใบหน้าบูดบึ้งของเด็กน้อย
“ไม่ได้หรอก ต่อให้ข้าชอบอาหารที่ท่านทำมากแค่ไหนก็ตาม ท่านไม่ใช่พ่อครัวในวังเสียหน่อย”
แม้ว่าโจวเจาจะชื่นชอบอาหาร แต่นางก็ไม่เคยเอาแต่ใจหรือเรียกร้องมากเกินไป
ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้จึงโปรดปรานนางมากกว่าใคร
“พี่สาวคนสวย ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะถามท่าน…”
ตอนที่ 453: ไร้ยางอาย
เวลานี้ โจวเจามีสีหน้าลังเล
“อะไรหรือ? มีเรื่องอะไรที่เจ้าอยากพูดก็พูดมาเถอะ” ถังฉีมองเด็กสาวด้วยสีหน้าฉงนสงสัย
เดิมที โจวเจาไม่ใช่เด็กขี้อาย
“ข้าได้ยินมาว่าท่านกับพี่จ้าวยกเลิกการหมั้นหมายแล้ว เป็นความจริงหรือ?”
แม้ว่าหลายคนจะไม่รู้เรื่องการหมั้นหมายของถังฉีกับจ้าวไป่จือ แต่เมื่อจี้ซื่อเฉินกระพือข่าวนี้ออกไป ผู้คนต่างตกใจ ทว่าบางคนก็ถึงกับดีใจ
“ใครเอาเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ไปบอกเจ้า? พี่จ้าวกับข้ายังเหมือนเดิมทุกอย่าง”
ถังฉีเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของโจวเจา
“ดีจริง ตอนแรกที่ข้าได้ยินข่าวลือ ข้าเป็นห่วงพวกท่านมาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็โล่งใจ”
โจวเจาถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางเกรงว่าหากจิมมุรู้เรื่องนี้เข้า เขาจะต้องเอ่ยปากเรื่องพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้อีกเป็นแน่
“เจาเอ๋อร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าเชื่อทุกสิ่งที่คนอื่นพูด และบางครั้ง อย่าไว้ใจแม้แต่สายตาตัวเอง เพราะมันสามารถหลอกลวงเจ้าได้ เจ้าจะต้องค้นหา สังเกต และสัมผัสสิ่งต่างๆด้วยหัวใจของเจ้า”
ถังฉีเอ่ยจากใจจริง
ถังฉีไม่ต้องการให้คนที่ห่วงใยนางต้องเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายใจเพราะตนเอง
“พี่สาวคนสวย ข้าเข้าใจแล้ว”
โจวเจาเอ่ยตอบแผ่วเบา มารดาของนางก็เคยพร่ำสอนเช่นนี้
“สายมากแล้ว เจ้าควรรีบกลับเข้าวัง และอย่าเพิ่งบอกใครเรื่องปิงเฝิ่น โรงเตี๊ยมเยว่ไหลกำลังยุ่งวุ่นวาย ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมากพอแล้ว”
กล่าวจบ ถังฉีก็ถอนหายใจ
ฉีเซิ่งไม่รับคนงานเพิ่มเพราะเกรงว่าคนงานใหม่อาจเข้ามาด้วยเจตนาแอบแฝง
“พี่สาวคนสวย ข้ารู้แล้ว เหตุใดท่านไม่เปิดร้านใหม่ในเมืองหลวง? ปิงเฝิ่นนี่อร่อยเลย!”
ข้อเสนอแนะของโจวเจากระทบใจถังฉีเข้าอย่างจัง
บ่ายวันนั้น ถังฉีพาถังเฟิงไปสำรวจพื้นที่ในเมืองหลวง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีร้านขายขนมมากที่สุด ในที่สุด พวกเขาก็ตัดสินใจซื้อร้านใกล้กับร้านขายเครื่องประดับที่ถังเฟิงเตรียมจะเปิด
บังเอิญว่าร้านใกล้เคียงประกาศขายพอดิบพอดี
ถังฉีจึงตัดสินใจซื้อร้านและไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการเรื่องเอกสาร
“พี่ใหญ่ ตอนที่ข้าเปิดร้าน ข้าก็จะคอยดูร้านนี้ให้ท่านด้วย เวลาหิวก็จะได้มีอาหารอร่อยๆ อยู่ใกล้ๆ”
ถังเฟิงพูดด้วยรอยยิ้มสดใส สังหรณ์ใจว่าบางทีพวกเขาอาจเปิดร้านด้วยกัน
“เจ้านี่จริงๆเลย มีร้านอาหารมากมายขนาดนี้ เจ้ายังจะสนใจแค่ร้านของข้าเท่านั้นหรือ?”
ถังฉีมองเขาด้วยสายตาหยอกเย้า
“จะเทียบกันได้อย่างไร? อาหารของร้านพี่ใหญ่สุดยอดที่สุดแล้ว!”
ถังเฟิงชมโดยไม่ลังเลแม้ชั่วอึดใจ
“องค์หญิงอันเหอ ช่างบังเอิญจริงๆ ไม่คิดว่าจะเจอท่านที่นี่”
ทันใดนั้น เสียงที่ถังฉีรู้สึกรำคาญเป็นพิเศษก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
จิมมุถือพัดเดินตรงมาที่พวกเขาอย่างวางท่า
เมื่อเห็นว่าถังเฟิงมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับถังฉี จิมมุก็เดาความสัมพันธ์ของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
“ได้ยินมาว่าองค์หญิงอันเหอมีน้องชายหลายคน ดูท่าจะเป็นเรื่องจริง ทั้งยังโดดเด่นเหนือธรรมดาสมคำร่ำลือ!”
จิมมุกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แม้ถังเฟิงจะได้ยินชื่อเสียงของจิมมุมาบ้าง แต่เขาก็ไม่เคยพบอีกฝ่ายมาก่อน คนของแคว้นตงอิ๋งและเป่ยโจวมีหน้าตาละม้ายคล้ายกันจนแยกแยะไม่ออก
“ท่านจิมมุ นี่คือน้องชายของข้า”
ถังฉีเอ่ยตอบอย่างเฉยเมย ไม่แม้แต่จะเปิดเผยชื่อของถังเฟิงและรักษากิริยาสำรวม ไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้องกับชายผู้นี้
“อย่างนี้นี่เอง ช่างเป็นน้องชายที่หล่อเหลาเอาการ เขาแต่งงานหรือยัง? สตรีแคว้นตงอิ๋งของพวกเราขึ้นชื่อในเรื่องความอ่อนโยน หากน้องถังสนใจก็ไปเที่ยวชมแคว้นตงอิ๋งกับข้าได้”
จิมมุยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
ถังเฟิงรีบถอยออกมาและประกบมือด้วยท่าทีนอบน้อม
“ขอบคุณท่านจิมมุ ทว่าข้ามีคนที่หมายปองแล้ว แม้ว่าสตรีแคว้นตงอิ๋งจะไม่เป็นสองรองใคร แต่ข้าพึงใจในสตรีเป่ยโจวมากกว่า”
ได้ยินเช่นนี้ จิมมุไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆ แต่กลับหัวเราะอย่างจริงใจ
"ฮ่าฮ่าฮ่า... องค์หญิงอันเหอ ข้าเชื่อแล้วว่าเขาเป็นน้องชายของท่าน! นิสัยของพวกท่านเหมือนกันมากทีเดียว!"
จิมมุยังคงกล่าวต่อไปในขณะที่ถังฉีและถังเฟิงยังคงมีท่าทีสงบนิ่งและเฉยเมย
“ท่านจิมมุ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้ากับน้องชายคงต้องขอตัวก่อน”
ขณะที่จิมมุจดจ้องใบหน้างดงามหมดจดของถังฉี นางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
นางไม่ต้องการสุงสิงกับจิมมุตอนกลางวันแสกๆ แม้จะไม่มีอะไร แต่ข่าวลือเกิดขึ้นได้เสมอ
“องค์หญิงอันเหอ นี่คือวิธีที่ชาวเป่ยโจวปฏิบัติกับแขกหรือ?” จิมมุรู้สึกหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะพยายามจะหว่านเสน่ห์ แต่ถังฉีกลับไม่มีท่าทีอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
“ถูกต้อง พวกเราปฏิบัติต่อแขกด้วยความเคารพที่เหมาะสม ทว่าท่านจิมมุเป็นบุรุษ ดังนั้นบุรุษเป่ยโจวจึงหยิบยื่นไมตรีให้ท่านได้มากกว่า ข้าเป็นเพียงสตรี และพวกเราสตรีเป่ยโจวปฏิบัติตามหลัก ‘สามเชื่อฟังสี่จรรยา’ [1] แตกต่างจากสตรีตงอิ๋ง”
ถังฉีเอ่ยตอบด้วยความสุภาพและสง่างาม
ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของจิมมุพลันแดงก่ำด้วยความอับอาย
เขาจับจ้องไปที่พี่น้องทั้งสองขณะที่พวกเขาเดินจากไป ความคิดร้ายกาจเดือดพล่านอยู่ภายในใจ
“พี่ใหญ่ เมื่อครู่จิมมุอะไรนั่นมองข้าแปลกๆ ข้ารู้สึกอึดอัดชอบกล”
แม้ว่าถังเฟิงจะยังเยาว์วัย แต่เขาก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“แค่คนไร้ยางอายคนหนึ่ง วันหน้า หากเจ้าพบเขาก็อยู่ให้ห่างเข้าไว้”
ถังฉีเตือนน้องชายอย่างจริงจัง เมื่อเข้าใกล้จิมมุ นางสังเกตเห็นบางอย่างในรัศมีของเขา
ไม่เพียงแต่นิสัยใจคอของเขาจะมีข้อบกพร่อง แต่เขายังเต็มไปด้วยเจตนาชั่วร้าย และเมื่อเร็วๆนี้ คล้ายว่าเขาจะมีปัญหาเรื่องความรักมาไม่น้อย
สิ่งที่ทำให้ถังฉีกังวลมากที่สุดคือนางไม่สามารถอ่านชะตากรรมของเขาได้อย่างชัดเจน สิ่งนี้ทำให้นางไม่สบายใจ เพราะโดยปกตินางจะมองเห็นชะตากรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้เสมอ
ส่วนจิมมุผู้นี้ ฉีไม่เคยปรารถนาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา แต่โชคชะตาก็ช่างเล่นตลกเหลือเกิน
สัญชาตญาณบอกให้นางอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุด
“อย่ากังวลไปเลย พี่ใหญ่ ข้าบอกได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนที่ข้าอยากข้องแวะด้วย”
ถังเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้พบปะผู้คนมากมายกระทั่งพัฒนาความสามารถในการอ่านบุคลิกของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องการค้า
“เอาล่ะ เอาล่ะ เมื่อก่อนข้าคิดว่าเสี่ยวเหอจะเป็นคนสืบทอดตำแหน่งจากข้า แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเป็นเจ้า!”
ถังฉีกล่าวด้วยความประหลาดใจ ขณะที่พวกเขารีบกลับไปที่จวนองค์หญิง
เพล้ง…
ณ สวนอันกว้างใหญ่ของเมืองหลวง
จิมมุขว้างถ้วยลงกับพื้น
“น่าโมโหจริงๆ ข้าอุตส่าห์ปฏิบัติต่อนางด้วยความสุภาพ แต่นางกลับทำตัวราวกับหญิงพรหมจรรย์ที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเอง!”
จิมมุโกรธจัด ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยโทสะ ในขณะที่ฮิราอิซึ่งปกติจะสงบนิ่งคุกเข่าลงต่อหน้าเขา ตัวสั่นเทิ้ม
“ท่านจิมมุ แค่ผู้หญิงคนเดียว เหตุใดต้องโมโหถึงเพียงนี้? หากท่านต้องการ ท่านจะหาผู้หญิงแบบไหนก็ได้”
“สตรีธรรมดาเหล่านั้นจะเทียบนางได้อย่างไร?” จิมมุคำรามอย่างโกรธเคือง
ยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งคลั่งไคล้และปรารถนาจะครอบครองให้ได้มากขึ้นเท่านั้น
“หากนางปฏิเสธไมตรีจากข้า นางก็โทษข้าเรื่องผลลัพธ์ที่จะตามมาไม่ได้”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า ดวงตาเปล่งประกายด้วยแววพยาบาท
[1] หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา: เป็นหนึ่งในหลักมาตรฐานทางจริยธรรมของจีนโบราณยุคศักดินา ซึ่งเป็นหลักที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรีในสมัยนั้น
- ‘สามเชื่อฟัง’ ประกอบด้วย สตรีที่ยังไม่ออกเรือนให้เชื่อฟังบิดา สตรีที่ออกเรือนแล้วให้เชื่อฟังสามี และสตรีที่สามีเสียชีวิตให้เชื่อฟังบุตรชาย
- ‘สี่จรรยา’ ประกอบด้วย ประพฤติงดงาม วาจางดงาม หน้าตาและกิริยางดงาม และงานฝีมืองดงาม
ตอนที่ 454: ความพยายาม
ในช่วงนี้ ถังฉีรู้สึกไม่สบายใจนัก ดังนั้นนางจึงอยู่แต่ในจวนองค์หญิงเป็นส่วนใหญ่
หลังจากอยู่ในยุคสมัยนี้มานานหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ
“เจ้ากังวลว่าจิมมุจะคุกคามเจ้างั้นหรือ?”
จ้าวไป่จือมองถังฉีด้วยสีหน้าจริงจัง
“อืม สัญชาตญาณของข้าแม่นยำเสมอ และครั้งนี้ข้าก็รู้สึกกระสับกระส่ายมากจริงๆ”
ถังฉีกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
อย่างไรก็ตาม การอยู่ในจวนองค์หญิงตลอดเวลาไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว และข้างนอกก็มีเรื่องมากมายที่นางต้องใส่ใจดูแล
ฉีเซิ่งก็มาเยี่ยมเยือนอีกหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
แม้ถังฉีไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากนักที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล แต่นางก็ปรารถนาไปเยี่ยมเยือนบ้าง เพราะนางทุ่มเทความพยายามกับกิจการแห่งนี้ไม่น้อย
“ฉีเอ๋อร์ อย่ากังวลไปเลย จิมมุเพิ่งออกจากเมืองหลวงเมื่อเช้านี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ไหน”
ฉีเซิ่งให้กำลังใจ
ได้ยินว่าถังฉีคิดค้นสูตรอาหารใหม่ได้อีกแล้ว เขาจึงกระตือรือร้นจะลองชิมให้ได้!
คงดีไม่น้อยหากพ่อครัวของโรงเตี๊ยมได้มาเรียนรู้กับนาง
“ข้าไม่ได้จงใจหลบเลี่ยง แต่ข้ามักรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆในตัวเขาเสมอ”
ถังฉีไม่ใช่คนที่หวาดกลัวอะไรง่ายๆ แต่นางก็มีลางสังหรณ์ในใจ
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่อย่าห่วงเลย เมื่อเจ้าออกจากจวนองค์หญิง ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างและดูแลให้เจ้าปลอดภัย! หากเจ้าเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายผม สหายไป่จือต้องฆ่าข้าแน่!”
ฉีเซิ่งกล่าวพลางตบหน้าอกอย่างมั่นใจ
“องค์หญิง หากท่านต้องการออกไปข้างนอก ข้าจะไปกับท่านด้วย”
ถังซันกล่าวอย่างใจเย็นขณะมองไปยังถังฉี
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา องค์หญิงง่วนอยู่แต่ในครัวเพื่อทดลองสูตรอาหารจานใหม่
ถังซันในฐานะอดีตองครักษ์เงาผู้ปราดเปรียวถึงกับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“ช่างเถอะ ข้าทดลองทำปิงเฝิ่นหลากสีหลากรสชาติอยู่ที่จวนเหมือนเดิมดีแล้ว ข้าค่อยออกไปวันเปิดร้านใหม่ในอีกไม่กี่วัน”
ถังฉีส่ายศีรษะ
นางคิดว่าเวลานี้คงฉลาดกว่าหากไม่เดินเตร่ออกไปข้างนอก
เมื่อโน้มน้าวล้มเหลว ฉีเซิ่งก็ไม่ได้กดดันนางต่อ หากแต่เดินไปยังห้องครัวเพื่อหยิบวุ้นหิมะปิงเฝิ่นมาสองสามชาม และเพลิดเพลินกับรสชาติอย่างเต็มที่
ร้านปิงเฝิ่นและร้านขายเครื่องประดับของถังเฟิงจะเปิดร้านในวันเดียวกัน
แน่นอนว่าคนที่มีความสุขที่สุดต้องเป็นถังเฟิง
ถังฉีซึ่งขึ้นชื่อว่าไม่เก่งเรื่องการตั้งชื่อ ก็นึกถึงร้านค้าที่เคยรุ่งเรืองในอดีตของตนเองชื่อว่า 'ถังเหมิน' จึงได้ตั้งชื่อร้านปิงเฝิ่นนี้ว่า 'ถังเหมินปิงเฝิ่น'
เถ้าแก่ทราบอยู่แล้วว่าผู้ซื้อร้านของเขาคือองค์หญิงอันเหอที่ฮ่องเต้เพิ่งพระราชทานแต่งตั้ง ดังนั้นในระหว่างการปรับปรุงร้าน ทุกคนจึงทราบเรื่องนี้
เมื่อถึงวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ ร้านก็ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คน
โชคดีที่ถังฉีจ้างคนงานมามากพอ ทุกคนจึงสามารถผ่านวันอันแสนวุ่นวายนี้ไปได้
“พี่สาวคนสวย ปิงเฝิ่นถ้วยนี้อร่อยกว่าเดิมและดูสวยขึ้นทุกครั้งเลย!”
แม้โจวเจาจะกินปิงเฝิ่นมาหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนระอุเช่นนี้ นางก็ไม่เคยเบื่อเลย
“ข้าคิดขึ้นมาได้ตอนทดลองทำอยู่ที่จวน สีส่วนใหญ่ทำมาจากน้ำดอกไม้”
ถังฉีเองก็ถือถ้วยปิงเฝิ่นอยู่ในมือ
นางจำได้ว่าครั้งแรกที่นางได้กินของหวานชนิดนี้ในโลกเดิม เช่นเดียวกับโจวเจา นางกินไปสองถ้วยใหญ่และหยุดไม่ได้จนกว่าจะอิ่ม
“โอ้ ดีจริงที่ข้ามาวันนี้ ครั้งก่อนตอนที่ข้าเอาปิงเฝิ่นไปฝากเสด็จพ่อ ท่านถึงกับชมไม่หยุดปาก มารอบนี้ข้าสามารถเอากลับไปฝากท่านได้อีกครั้งแล้ว!”
โจวเจากล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
ได้ยินดังนั้น ถังฉีก็ยิ้มอย่างอบอุ่นเช่นกัน
นางบอกได้ว่าโจวเจาเป็นเด็กที่กตัญญูอย่างมาก แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่นางก็มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาแต่กำเนิด
“เจาเอ๋อร์ เจ้านึกถึงเสด็จพ่อเสมอ แม้แต่ตอนที่เจ้าอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลถัง ทุกครั้งที่เจ้าได้ลิ้มรสอาหารอร่อยๆ พระองค์จะเป็นคนแรกที่เจ้าคิดถึง”
ถังฉียิ้มกล่าว
“ฮึ แล้วท่านเล่า? ทุกครั้งที่ข้าออกจากวัง เสด็จพ่อจะถามถึงท่านเสมอ แต่ท่านก็ไม่เคยไปเยี่ยมท่านที่วังเลย!”
โจวเจากล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย
“เอาล่ะ เอาล่ะ วันนี้ข้าจะไปเยี่ยมเสด็จพ่อที่วังกับเจ้าด้วย เจ้าจะได้เลิกตำหนิข้าเสียที”
ใบหน้าของถังฉีฉายแววจนใจ ในเมื่อฮ่องเต้ทรงห่วงใยนางมาก คงไม่เหมาะนักหากนางในฐานะพระธิดาบุญธรรมจะไม่ไปเยี่ยมพระองค์บ้าง
“คิกคิก เยี่ยมไปเลย พี่สาวคนสวย! รีบไปกันเถอะ ท่านจะได้กลับมาก่อนพลบค่ำ!”
โจวเจากล่าวพลางสั่งให้นางกำนัลคนสนิทเก็บกล่องอาหารให้เรียบร้อย
ไม่นาน ทั้งสองนั่งรถม้ามุ่งหน้าสู่วังหลวง
ในวังหลวง ฮ่องเต้ประทับนั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขณะมองไปยังจิมมุซึ่งนั่งอยู่เบื้องล่าง
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ผู้ส่งสารจากชายแดนรายงานมาว่าทหารตงอิ๋งเริ่มเคลื่อนไหว คล้ายจะโจมตีแผ่นดินเป่ยโจวได้ทุกเมื่อ
“จิมมุ ดูเหมือนบิดาของเจ้าจะไม่ค่อยสนใจเจ้ามากนัก”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างใจเย็น ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดแน่น
“ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยเกินไปแล้ว ทหารของเราเพียงฝึกซ้อมกันเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อแผ่นดินเป่ยโจวแม้แต่น้อย”
จิมมุยิ้มกล่าว ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับมิได้ฉายแววในดวงตา
“เช่นนั้นก็ดี ทหารเป่ยโจวของข้าควรเรียนรู้จากทหารตงอิ๋งด้วยเช่นกัน ข้าจะออกคำสั่งให้ทหารชั้นยอดหนึ่งแสนนายไปประจำการที่ชายแดน ศึกษาความเกรียงไกรของทหารตงอิ๋ง”
ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ตัวก็เป็นเรื่องง่าย
เมื่อมีทหารหนึ่งแสนนายประจำการอยู่ที่ชายแดน กลอุบายใดๆที่กองทัพตงอิ๋งวางแผนไว้ก็คงพิจารณาใหม่อีกครั้ง
สดับวาจา สีหน้าของจิมมุเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาเดียว ก่อนจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของสีหน้านั้นเร็วยิ่งกว่าการพลิกหน้ากระดาษเสียอีก
จากนั้น เขาก็ฝืนยิ้มเล็กน้อย
“ฝ่าบาททรงละเอียดรอบคอบยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยที่แผ่นดินเป่ยโจวจะแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้”
วาจาของจิมมุไร้ความจริงใจ ด้วยคิดว่าฮ่องเต้แห่งเป่ยโจวจะเป็นประมุขที่ไร้ความสามารถกว่านี้
หากเป็นเช่นนั้น ทหารตงอิ๋งของพวกเขาก็จะสามารถบ่อนทำลายจากทั้งภายในและภายนอก และพิชิตได้โดยไม่ต้องสูญเสียทหารแม้แต่คนเดียว
“ฮาฮา… จิมมุ เจ้าก็รู้ดีว่าความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินเป่ยโจวของข้าล้วนสร้างขึ้นจากเลือดเนื้อและความเสียสละของเหล่าทหารหาญของเรา! และแผ่นดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้ก็ต้องปกป้องตนเองจากแคว้นเล็กๆมากมายที่กระหายอยากครอบครอง!”
ถ้อยคำของฮ่องเต้แฝงการข่มขวัญอย่างตรงไปตรงมา และจิมมุก็เข้าใจอย่างชัดเจน
“ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว”
จิมมุกล่าวอย่างใจเย็น
แม้ความโกรธจะปะทุอยู่ภายใน แต่เขาก็ยังคงแสดงท่าทีเคารพนบนอบ
“หากไม่มีอันใดแล้ว จิมมุเอ๋ย เจ้ารีบกลับเร็วสักหน่อยจะดีกว่า ถนนจากเมืองหลวงไปยังตงอิ๋งนั้นแสนยาวไกล และฤดูหนาวก็กำลังมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากเจ้าต้องเผชิญอันตรายระหว่างทาง เช่นนั้นก็คง…”
น้ำเสียงของฮ่องเต้แสดงถึงคำเตือนอันละเอียดอ่อน
“ฮ่องเต้แห่งแผ่นดินเป่ยโจว วันนี้ข้ามาเพื่อทูลลา”
จิมมุยิ้มกล่าว เมื่อตระหนักว่าการอยู่ต่ออาจกระตุ้นให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยมากขึ้นไปอีก
“ฝ่าบาท องค์หญิงทั้งสองขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”
ขณะที่จิมมุเตรียมจะจากไป ขันทีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าระรื่น
“เชิญพวกนางเข้ามา!”
ได้ยินคำกล่าวของขันที ใบหน้าของฮ่องเต้เปล่งประกายโดยพลัน
ตั้งแต่รับถังฉีเป็นพระธิดาบุญธรรม นางก็แทบจะไม่เคยมาที่วังหลวงเลย ปกติแล้ว โจวเจาจะเป็นคนไปเยี่ยมนางข้างนอก
ไม่นานหลังจากนั้น ถังฉีและโจวเจาก็เข้ามาในห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้
ขณะที่ถังฉีก้าวเข้าไปข้างใน นางก็สังเกตเห็นจิมมุและแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“องค์หญิงทั้งสอง!”
แม้คำกล่าวของจิมมุจะเอ่ยถึงทั้งสองคน แต่สายตาของเขากลับจ้องไปยังถังฉี
“ท่านจิมมุ!”
โจวเจาและถังฉียังคงสงบนิ่งและเคารพนบนอบเมื่ออยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้
“เจ้าไปได้แล้ว”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างวางอำนาจ
จิมมุเผยอปากคล้ายจะกล่าว ทว่าทำได้เพียงมองถังฉีอีกครั้ง และสาวเท้าก้าวออกไป
ตอนที่ 455: ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะใส่ใจข้า
“ฉีเอ๋อร์ เจ้าไม่ได้เข้าวังมาเยี่ยมข้านานทีเดียว!”
ใบหน้าของฮ่องเต้เปล่งประกายอย่างยินดี ความขุ่นเคืองใดๆ ก่อนหน้านี้มลายหายไปในพริบตา
“เสด็จพ่อ ช่วงนี้ข้าอยู่แต่ในจวน คิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆเพคะ”
ทันทีที่ถังฉีกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็หยิบถ้วยปิงเฝิ่นออกมาจากกล่องอาหารด้วยความตื่นเต้น
“เสด็จพ่อ ปิงเฝิ่นที่พี่สาวคนสวยทำครั้งนี้อร่อยมากเลย ข้ากินไปเพียงครึ่งเดียวก่อนจะรีบกลับมาที่นี่!”
“ฮาฮา…อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เจ้าเป็นถึงนักกินตัวยง มีหรือจะกินไปเพียงครึ่งเดียว? พนันได้เลยว่าเจ้ากินไปหลายถ้วยแล้ว!”
ฮ่องเต้มองโจวเจาพระธิดาสุดที่รักของพระองค์อย่างรักใคร่
“ฮึ่ม เสด็จพ่อ หากท่านรู้อยู่แล้ว ไยต้องพูดออกมาดังๆด้วยละเพคะ!”
โจวเจาห่อปาก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเด็กสาว
ฮ่องเต้ยิ่งหัวเราะดังกว่าเดิม
“ฉีเอ๋อร์ อย่าถือสานางเลย นางเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ข้าจึงต้องทะนุถนอมนางอย่างไม่สิ้นสุด”
ใบหน้าของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูขณะมองโจวเจาซึ่งยังดูเหมือนเด็กน้อยไม่รู้จักโต
“เสด็จพ่อ เพราะความรักของท่านที่ทำให้เจาเอ๋อร์ยังคงบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเช่นนี้ นับเป็นลักษณะนิสัยที่หายากและล้ำค่ายิ่งนักเพคะ”
ใบหน้าของถังฉีฉายแววอิจฉา
ในโลกเดิม นางไม่เคยได้รับความรักจากพ่อ หลังจากมายังโลกนี้ ถังอู่ก็ยังสงวนตัวและเก็บซ่อนความรู้สึก ขณะที่ฮ่องเต้ซึ่งรับนางเป็นพระธิดาบุญธรรมกลับเอาใจใส่นางอย่างมาก
ถึงกระนั้น ทั้งสองก็ไม่ใช่พ่อลูกกันอย่างแท้จริง
การสนทนาโต้ตอบมักจะมีระยะห่างต่อกันเสมอ
นอกจากนี้ ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้านางคือฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดิน โชคดีที่เฉียวไป๋และภรรยามอบความรักที่นางต้องการและเติมเต็มช่องว่างในใจของนางได้เป็นอย่างดี
“ด้วยบุคลิกเช่นนาง การได้เกิดมาในครอบครัวธรรมดา ธรรมดา ถือเป็นพรอย่างหนึ่ง แต่ในราชวงศ์แล้ว ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาวหลังจากกล่าวเช่นนี้
“หากนางไม่ได้เกิดมาในราชวงศ์ นางก็คงไม่ได้รับความรักจากท่าน และในครอบครัวทั่วไป เด็กผู้ชายจะได้รับความโปรดปรานมากกว่าเด็กผู้หญิงเสมอ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของถังฉี ฮ่องเต้ก็ทอดถอนใจ เพราะเข้าใจประเด็นของนางเป็นอย่างดี
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้นางต้องทนทุกข์ทรมานกับสิ่งใดทั้งสิ้น”
ฮ่องเต้กล่าวพลางถอนหายใจอีกครั้ง เขาเข้าใจสุขภาพของตนเองดีกว่าใคร
“เสด็จพ่อ ข้าไม่เคยนึกเสียใจเลย! เมื่อมีเสด็จพ่ออยู่ด้วย ข้าก็มีความสุขที่สุดในโลก!”
โจวเจาเดินเข้าไปหาฮ่องเต้ด้วยท่าทางออดอ้อน
ด้วยเหตุผลบางประการ นางรู้สึกว่าเวลานี้ พระบิดาของนางมีสีหน้าเศร้าสร้อยยิ่งนัก
“ฮ่าๆๆ เจาเอ๋อร์ลูกพ่อ แน่นอนว่าเจ้าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ข้าก็ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดในโลกให้กับเจ้าเช่นกัน!”
ฮ่องเต้กล่าวพลางเอื้อมมือไปลูบผมของนางอย่างรักใคร่
“เสด็จพ่อ ท่านลองชิมปิงเฝิ่นถ้วยนี้ ดูว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
ถังฉีกล่าวขึ้น โดยรู้สึกว่าหากฮ่องเต้ยังคงแสดงอารมณ์เช่นนี้ต่อไป ความรู้สึกดังกล่าวจะยิ่งหนักหน่วงและเศร้าโศกมากขึ้น
“ดีๆๆ สาวน้อยผู้นี้สามารถคิดค้นอาหารแปลกใหม่ออกมาได้ทุกวัน จนข้ากินอาหารปกติไม่รู้รสเสียแล้ว! เจ้าคงไม่เชื่อหรอกว่าพ่อครัวของห้องเครื่องบ่นกันขนาดไหน!”
แม้ฮ่องเต้จะกล่าวเช่นนี้ แต่เขาก็รู้สึกยินดีเมื่อได้ลิ้มรสปิงเฝิ่นของถังฉี
“อืม สดชื่นกว่าคราวก่อนอีก” ฮ่องเต้สรรเสริญหลังจากกินไปเพียงคำเดียว
ต่อหน้าถังฉีและโจวเจา เขาไม่ได้วางตนในฐานะผู้ปกครองแผ่นดินเป่ยโจวแม้แต่น้อย
ในสายตาคนนอก เขาอาจดูเหมือนพ่อที่ใจดีคนหนึ่งเท่านั้น
“ฉีเอ๋อร์ ข้ากินอาหารที่เจ้าทำมาเยอะแล้ว บอกข้าสิว่าเจ้าต้องการสิ่งใดบ้างหรือไม่ บางที...อาจเป็นเรื่องการแต่งงาน?”
ฮ่องเต้วางปิงเฝิ่นไว้ข้างๆ และมองถังฉีด้วยรอยยิ้ม
ถังฉีรู้สึกซาบซึ้งใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
นางเข้าใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น จิมมุคงเสนอเรื่องแต่งงาน และฮ่องเต้ก็ปฏิเสธโดยไม่ลังเล
เมื่อจู่ๆ ฮ่องเต้ก็เอ่ยถึงการแต่งงานของนาง ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาต้องการออกพระราชโองการเพื่อหยุดยั้งข่าวลือใดๆ!
“เสด็จพ่อ ข้าไม่อยากรีบร้อนแต่งงานเพคะ…”
เมื่อเดินออกจากห้องทรงพระอักษร ถังฉีก็รู้สึกโล่งใจ
ด้วยคำรับรองของฮ่องเต้ นางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งงานของตนเองอีกต่อไป!
แม้นางจะมีความรู้ที่เหนือกว่าคนในยุคสมัยนี้มาก แต่สุดท้ายแล้วนางก็เป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง และไม่มีความทะเยอทะยานจะกบฏและขึ้นเป็นจักรพรรดินี
สิ่งเดียวที่นางต้องการคือใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุขและเห็นครอบครัวของนางอยู่รอดปลอดภัย
“องค์หญิงอันเหอ องค์หญิงอันหยางกำลังรอท่านอยู่ที่ศาลาทางด้านนั้นเพคะ”
ถังฉีกำลังจะออกจากวังเมื่อนางกำนัลคนหนึ่งรีบมาเรียกนางไว้
“เจาเอ๋อร์รอข้าอยู่หรือ?”
ถังฉีดูประหลาดใจ เพราะพวกนางเพิ่งแยกกันไม่นานนี้เอง
“เพคะ องค์หญิงอันหยางมีเรื่องด่วน นางจึงรอท่านอยู่ที่ศาลา”
นางกำนัลกล่าวด้วยสีหน้าหวาดวิตก
ถังฉีคิดว่าอาจมีเรื่องเกิดขึ้นกับโจวเจาจริงๆ จึงรีบติดตามนางไป
แต่ยิ่งเดินไปมากเท่าไร ถังฉีก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หากโจวเจาต้องการพบนางจริงๆ นางคงไม่มาอยู่ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้
ทันใดนั้น ระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นในใจของถังฉี ขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับ มันก็สายเกินไปแล้ว --- จิมมุปรากฏตัวต่อหน้านาง
“เป็นท่านนี่เอง!”
ใบหน้าของถังฉีไม่ได้เผยความตระหนกตกใจแต่อย่างใด
“แม่นางถัง ดูเหมือนเจ้าจะเดาได้อยู่แล้วว่าเป็นข้าที่ส่งคนไปหาเจ้า ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะใส่ใจข้ามากถึงเพียงนี้”
จิมมุยิ้มกล่าวขณะมองถังฉี
ถังฉีแทบกระอักเมื่อได้ยินวาจาของเขา
“ท่านจิมมุ วันนี้ลมแรงจนลิ้นของท่านบิดเบี้ยว หรือว่าท่านกำลังเพ้อฝันอยู่ไม่ทราบ? อะไรทำให้ท่านคิดว่าข้าสนใจท่าน?”
ถังฉีรู้สึกพูดไม่ออก
“แม่นางถัง ดังคำกล่าว ‘สาวงามแสนดี ย่อมเป็นที่หมายปองของชายหนุ่ม’ เจ้ายังไม่ได้แต่งงาน และข้าก็ยังไม่ได้แต่งงาน เหตุใดระหว่างเราถึงจะเป็นไปไม่ได้?”
จิมมุก้าวเข้ามาใกล้ถังฉี และเอื้อมมือมาหานาง
ถังฉีซึ่งฝึกฝนวรยุทธ์มาบ้างก็รีบหลบ ทิ้งให้จิมมุคว้าได้เพียงอากาศและมีสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่คิดว่าแม่นางถังจะฝึกวรยุทธ์ด้วย เช่นนั้นก็หมายความว่าเราจะมีเรื่องให้พูดคุยกันมากขึ้นในภายภาคหน้า! การเดินทางไปยังแคว้นตงอิ๋งจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป จะประมือกระชับไมตรีระหว่างทางก็ย่อมได้”
จิมมุระบายยิ้มที่เขาคิดว่ามีเสน่ห์มากที่สุด
“เฮ้อ…”
ถังฉีอดหัวเราะมิได้ เวลานี้ นางเริ่มคิดจริงๆว่ามีบางอย่างผิดปกติกับสมองของจิมมุ
“ท่านจิมมุ หากบ้านท่านไม่มีกระจก อย่างน้อยท่านก็น่าจะมีน้ำมิใช่หรือ?”
ถังฉีจ้องมองเขาอย่างดูถูก
ในตอนแรก จิมมุไม่เข้าใจคำกล่าวของนาง แต่เมื่อตีความได้ในที่สุด สีหน้าของเขาก็เริ่มบูดบึ้ง
“เจ้ากำลังบอกให้ข้าก้มดูเงาสะท้อนในปัสสาวะของตัวเองงั้นหรือ?!”
ท่าทางเป็นมิตรของจิมมุกลับกลายเป็นดุร้าย
ไม่เคยมีใครกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับเขามาก่อน!
ถังฉีล้ำเส้นเกินไปแล้ว
“ถังฉี อย่าคิดว่าเพียงข้าชอบเจ้า แล้วเจ้าจะทำตัวยโสโอหังได้ตามอำเภอใจ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment