sister ep456-460

 ตอนที่ 456: แคว้นเล็กๆไร้ความสำคัญ


จิมมุไม่เสแสร้งอีกต่อไป ตราบใดที่เขาสามารถได้ถังฉีมาครอง ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่สำคัญ


แม้ถังฉีจะรู้วรยุทธ์อยู่บ้าง แต่นางจะเทียบฝีมือกับเขาได้อย่างไร!


เมื่อถึงจุดนี้ นางกำนัลที่พาถังฉีมาที่นี่ก็หายตัวไปแล้ว


“ท่านจิมมุ ท่านช่างน่ารังเกียจจริงๆ ที่กล้าล่วงเกินองค์หญิงเช่นนี้!” ถังฉีกล่าวอย่างเย็นชา ใบหน้าไร้ความหวาดกลัว


“เฮอะๆ...สมกับเป็นสตรีที่ข้าหมายปอง กล้าหาญดุดันดีจริงๆ!”


จิมมุมองถังฉีด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่านางเป็นนกที่ติดอยู่ในกรงของเขา


“ถอยไปนะ!” ถังฉีโต้ตอบอย่างเย็นชา


“หึหึ…แม่นางถัง ตอนนี้ร่างกายของเจ้ารู้สึกแปลกๆบ้างหรือไม่? หากเรามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันและทุกคนในวังรู้เข้า เจ้ายังจะปฏิเสธที่จะกลับไปยังแคว้นตงอิ๋งกับข้าอีกหรือ?”


จิมมุแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย


ถังฉีเลิกคิ้ว นางรู้สึกสังหรณ์ใจตั้งแต่มาถึงวังหลวง จึงกินยาแก้พิษมาก่อนแล้ว


เวลานี้ นางจึงไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใดๆ


อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้โง่เขลา ด้วยรู้ว่าจิมมุเองก็มีวรยุทธ์ และเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างอย่างมากด้านความแข็งแกร่งระหว่างชายหญิง นางจึงรู้ว่านางต้องแสร้งทำเป็นอ่อนแอ


“อะไร...เกิดอะไรขึ้น?”


จู่ๆ ถังฉีก็ส่ายศีรษะ ทำเป็นตื่นตระหนก


เมื่อเห็นนางมีท่าทางหวาดกลัวเหมือนกวาง จิมมุก็ยิ่งรู้สึกพอใจ


“อีกไม่นานองค์หญิงอันเหอก็จะรู้เอง ความสุขสมมีค่ายิ่งกว่าทองคำ อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย!”


ใบหน้าของจิมมุบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ฤทธิ์ยากระตุ้นกำหนัดของแคว้นตงอิ๋งเป็นที่กล่าวขาน แม้แต่สตรีที่ยึดมั่นในศีลธรรมที่สุดก็ไม่อาจต้านทานได้!


เขาเอื้อมมือไปคว้าถังฉี แต่เพียงชั่วพริบตา ใบหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด


ถังฉีชักเท้ากลับอย่างรวดเร็วหลังจากโจมตี ใบหน้าของนางเย็นชาขณะมองไปยังเขา


ชายผู้นี้ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!


จิมมุกุมเป้ากางเกงของเขาด้วยความเจ็บปวดเหลือแสน เหงื่อเริ่มผุดพรายที่หน้าผาก


เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดถังฉีถึงดูไม่สะทกสะท้านต่อหน้าเขา! หากนางโดนฤทธิ์ยาเข้าไปจริงๆ ตอนนี้นางคงอ่อนแอและไร้เรี่ยวแรงไปแล้ว!


ถังฉีไม่ตอบคำถามที่ไม่ได้เอ่ยออกมา แต่ยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา การมีแผนสำรองถือเป็นเรื่องที่ชาญฉลาดเสมอ


“บางที ยาของท่านอาจเสื่อมไปแล้วก็ได้ แต่ข้ามีของดีอยู่ที่นี่!”


ถังฉีกล่าวพลางหยิบยาเม็ดออกจากแขนเสื้อและยัดเข้าไปในปากของจิมมุด้วยความเร็วสูง


เขาพยายามที่จะขัดขืน แต่ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เขาไร้พลังจะตอบโต้!


สิ่งเดียวที่ทำได้คือดูนางบังคับให้เขากลืนยาเม็ดนั้นเข้าไป


อย่างไรก็ตาม จิมมุไม่ได้กังวล เขาไม่เชื่อว่าถังฉีจะวางยาพิษเขาจริงๆ


ยาที่ถังเหอปรุงขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน ในไม่ช้า เหงื่อเม็ดเล็กๆก็ปรากฏบนใบหน้าของจิมมุ และแก้มของเขาก็มีสีแดงระเรื่อผิดปกติ


เมื่อถึงเวลานั้น เขารู้แล้วว่าถังฉีป้อนสิ่งใดให้เขา


“ฮึ่ม นี่เป็นเพียงกรรมตามสนองเท่านั้น ท่านจิมมุ ในเมื่อท่านลงมือก่อน ข้าก็ลงมือได้เช่นกัน”


ถังฉีไม่สนใจความโกรธบนใบหน้าของเขาและหมุนกายจากไป


ทว่าทันใดนั้นเอง จิมมุกลับมีแรงฮึดและคว้าแขนนางไว้


“แม่นางถัง ยาของเจ้า...ได้ผลดีมาก!”


จิมมุกล่าวอย่างยากลำบาก


ถังฉีไม่ต้องการเห็นด้านหื่นกามของเขา นางจึงดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้เป็นอิสระ


ทว่าความแตกต่างระหว่างพละกำลังของชายหญิงนั้นมากเกินไป


“หยุดดิ้นรนเสียที สตรีที่ข้าหมายปอง ไม่มีใครที่รอดเงื้อมมือข้าไปได้!”


รอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของจิมมุ


“เฮอะๆ สำหรับองค์ชายจากแคว้นเล็กๆไร้ความสำคัญ บังอาจทำตัวกำเริบเสิบสานในแผ่นดินเป่ยโจวเช่นนี้ รนหาที่ตายชัดๆ!”


จู่ๆ เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ


“เป็นเจ้า!”


เมื่อเห็นจ้าวไป่จือปรากฏตัว สีหน้าของจิมมุก็เปลี่ยนไปอย่างมาก


แผนการในวันนี้สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะมีการแทรกแซงอย่างกะทันหันนี้ โดยเฉพาะจากคู่แข่งตัวฉกาจที่สุด


“ฉีฉี เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”


จ้าวไป่จือเดินเข้าไปหาถังฉี และดึงนางเข้ามากอดในอ้อมแขนด้วยสีหน้าเป็นกังวล


“หากจะมีใครสักคนเดือดร้อน ก็ไม่ใช่ข้าหรอก”


ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น หากจ้าวไป่จือไม่มา นางอาจต้องระมัดระวังมากกว่านี้ แต่เวลานี้เขาอยู่ที่นี่แล้ว นางจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก


“เราจะทำอย่างไรกับเขาดี?”


จ้าวไป่จือเห็นสภาพของจิมมุและเดาได้ว่าเป็นฝีมือของถังฉี เขาจึงหันไปมองนาง


“เขาพยายามล่วงเกินข้า”


เพียงประโยคเดียว จ้าวไป่จือก็รู้ชัดว่าต้องทำอย่างไรต่อไป


“เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”


จ้าวไป่จือมองถังฉีอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปมองจิมมุด้วยสายตาเย็นชา


“เข้ามา”


จ้าวไป่จือกล่าวเบาๆ แม้ที่นี่จะเป็นวังหลวง แต่เขาก็สามารถนำองครักษ์บางคนเข้ามาข้างในได้


อึดใจต่อมา องครักษ์เงากลุ่มหนึ่งก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา


“ข้าจำได้ว่าพระสนมซุนมีสุนัขตัวเมียอยู่ตัวหนึ่ง ไปพามันมาที่นี่ ให้รัชทายาทแห่งแคว้นตงอิ๋งได้เพลิดเพลินกับมันสักหน่อย”


ทันทีที่กล่าวจบ เหล่าองครักษ์เงาก็หายไปจากสายตา


“จ้าวไป่จือ เจ้ากล้าหรือ?!”


ใบหน้าของจิมมุบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ขณะเดียวกัน ฤทธิ์ยาได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย และเขาจำต้องดิ้นรนเพื่อรักษาสติสัมปชัญญะสุดท้ายของตนเองเอาไว้


“อืม... นั่นเป็นคำถามที่ดี แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ข้าไม่กล้าทำ”


“จ้าวไป่จือ ขอเตือนไว้ก่อน ข้าคือรัชทายาทแห่งแคว้นตงอิ๋ง! หากเกิดอะไรขึ้นกับข้าที่นี่ เจ้าไม่กลัวว่าจะจุดชนวนสงครามระหว่างแคว้นของเราหรืออย่างไร?”


จิมมุยังคงมีสีหน้าท้าทาย


“เฮอะๆ...ข้าคิดเสมอมาว่าการขยายดินแดนของแคว้นเป่ยโจวเป็นความคิดที่ดี และแคว้นตงอิ๋งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว ข้าจะได้นำกองทหารม้าหุ้มเกราะของเราไปทำลายแคว้นตงอิ๋งของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลอง!”


เมื่อกล่าวจบ จ้าวไป่จือก็พาถังฉีออกไป


“ยังมีนางกำนัลคนหนึ่งที่ทำงานให้เขาด้วย”


ถังฉีกล่าวอย่างจริงจังขณะอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวไป่จือ


“อย่ากังวลไปเลย ข้าจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ทำร้ายเจ้าหนีไปได้”


จ้าวไป่จือมองถังฉีด้วยสีหน้าเจ็บปวด


เขาตำหนิตนเองที่ประมาทเกินไปจนปล่อยให้คนเหล่านี้สบโอกาส


สดับวาจา ถังฉีก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก


ครึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขาก็มาถึงทางเข้าจวนองค์หญิง


“พี่จ้าว โปรดอย่าบอกครอบครัวของข้าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ข้าไม่อยากให้พวกเขากังวลเกินเหตุ”


ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังขณะเตรียมตัวเข้าจวน


“อย่ากังวลไปเลย ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง”


จ้าวไป่จือตอบพลางก้มลงไปจูบหน้าผากของนาง


“ถังซันอยู่ที่ไหน?”


จ้าวไป่จือมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นถังซัน


“วันนี้ข้าเข้าวังกับเจาเอ๋อร์ จึงไม่ได้พานางไปด้วย ไม่คาดคิดจริงๆว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น”


ถังฉีถอนหายใจ


“จากนี้ไปไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหนก็ตาม ต้องพานางไปด้วย”


จ้าวไป่จือกล่าวพลางเคาะหน้าผากของนางอย่างรักใคร่ ดวงตาของเขายังคงเจือแววหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย



                                 ตอนที่ 457: ขับออกจากเมืองหลวง



หากเขามาช้ากว่านี้ ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น?


“อย่ากังวลไปเลย อย่าลืมว่าข้าก็เคยฝึกวรยุทธ์กับพวกท่านทุกคน! ข้ามีความสามารถมากพอที่จะปกป้องตัวเองได้!”


ถังฉีกล่าวขณะที่ทั้งสองเดินกลับไปยังจวนองค์หญิงอย่างช้าๆ


แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ถังฉีมั่นใจมากที่สุดคือห้วงมิติของนาง หากเผชิญกับอันตราย นางก็สามารถซ่อนตัวอยู่ในนั้นได้! อย่างไรก็ตาม หากไม่จวนตัวจริงๆ นางจะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด


เมื่อถังฉีกลับมาถึงจวนองค์หญิง ครอบครัวของนางกลับไม่มีใครอยู่


เมื่อถังซันเห็นถังฉี นางทราบทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นจึงรีบเข้าไปหา


“องค์หญิง เกิดอะไรขึ้นหรือ?”


ในฐานะอดีตองครักษ์เงา นางจึงตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อเห็นอารมณ์ละเอียดอ่อนบนใบหน้าของถังฉี นางจึงรู้สึกสงสัยขึ้นมา


“ไม่มีอะไรแล้ว”


ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น


ภายในใจ นางไม่แปลกใจเลยที่เชื้อพระวงศ์และขุนนางมักมีทหารคุ้มกันอยู่เคียงข้างเสมอ


ดูเหมือนว่าในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องระมัดระวัง


ดังเช่นที่นางต้องคอยระวังตัวปัญหาในหมู่บ้านของนางเมื่อก่อน เวลานี้ในเมืองหลวงที่กว้างขวางยิ่งกว่า ความท้าทายและศัตรูที่นางต้องเผชิญย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


“ไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ หากท่านพ่อกับพวกน้องๆรู้เข้า พวกเขาจะเป็นห่วงข้าเปล่าๆ” ถังฉีกล่าวเบาๆ


จ้าวไป่จือยืนอยู่ใกล้ๆ รอยยิ้มจางๆผุดขึ้นที่มุมปาก


“เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ข้าต้องคุยกับองค์หญิงตามลำพัง เจ้าออกไปก่อนเถอะ”


จ้าวไป่จือกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ถังซันเหลือบมองถังฉี และเมื่อเห็นว่านางไม่คัดค้าน จึงจากไปแต่โดยดี


“สาวใช้ของเจ้าจงรักภักดีมากทีเดียว”


จ้าวไป่จือเฝ้ามองร่างของถังซันที่คล้อยหลังไป รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า


“นางทำตามหน้าที่ของนางได้สมบูรณ์แบบทีเดียว” ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าชื่นชม


“หืม? เจ้าจะบอกว่าข้าทำหน้าที่ของข้าได้ไม่ดีพองั้นหรือ ฉีฉี?”


จ้าวไป่จือหันไปมองถังฉีช้าๆ รอยยิ้มของเขาแฝงความหมายบางอย่าง


“หากท่านต้องการตีความแบบนั้น ข้าก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน แต่ข้าเคยคิดว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษ ไม่คิดเลยว่าวิธีการของท่านจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”


ถังฉีนึกภาพของจิมมุและอดหัวเราะมิได้ เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและรู้ว่าตนเองสมสู่กับสุนัข


“แค่ก… แม่สาวน้อยอย่าปล่อยให้ความคิดของเจ้าโลดโผนปานนั้นเลย!”


ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน จู่ๆ ร่างหนึ่งในชุดสีดำก็วิ่งเข้ามาในเรือนและคุกเข่าต่อหน้าพวกเขา


“ซื่อจื่อ ภารกิจที่ท่านมอบหมายสำเร็จลุล่วงแล้ว ฝ่าบาทกริ้วยิ่งนัก! จิมมุถูกกล่าวหาว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสมและถูกขับออกจากเมืองหลวง!”


“พระสนมซุนยังคงร้องห่มร้องไห้ โอดครวญว่าสุนัขของนางช่างน่าสงสารยิ่งนัก…”


ถังฉีผงกศีรษะ สุนัขตัวนั้นประสบชะตากรรมที่น่าเวทนาจริงๆ


ชั่วพริบตา ชายชุดดำก็หายตัวไปราวกับว่าไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน


“พี่จ้าว เรื่องที่ท่านพูดในวังเป็นความจริงหรือ?”


ถังฉีจ้องมองจ้าวไป่จืออย่างจริงจัง โดยรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่กล่าววาจาไร้เหตุผล


“อืม เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่าบาทเรียกข้ามาเข้าเฝ้าอย่างลับๆ พระองค์ตรัสว่าเวลาของพระองค์ใกล้จะหมดลงแล้ว และปรารถนาให้แผ่นดินเป่ยโจวของเรายึดครองดินแดนชายแดนเล็กๆสองแห่งกลับคืนมาภายในช่วงอายุขัยของพระองค์ เพื่อกำจัดภัยคุกคามในภายภาคหน้า”


ขณะที่จ้าวไป่จือกล่าว สีหน้าของเขาเริ่มจริงจัง


ถังฉีไม่แสดงสีหน้าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ นางพอจะคาดเดาไว้แล้วหลังจากสังเกตอาการของฮ่องเต้


“หมายความว่าเสด็จพ่อต้องการให้ท่านนำทัพโจมตีแคว้นตงอิ๋ง?”


ใบหน้าของถังฉีก็ดูเคร่งขรึมเช่นกัน


“ใช่ ข้าคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วแต่ไม่รู้จะบอกเจ้าอย่างไร แคว้นตงอิ๋งเป็นเกาะในทะเลทางตอนเหนือ หากจะโจมตี เราต้องเตรียมเรือรบมากมายนับไม่ถ้วน และหากเสบียงของเรามีไม่เพียงพอ…”


จ้าวไป่จือเงียบเสียงไป


ถังฉีเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายอะไรอีก นางขมวดคิ้ว


“ไม่มีแม่ทัพคนอื่นในเป่ยโจวที่สามารถนำทัพโจมตีแคว้นตงอิ๋งได้แล้วหรือ?”


“ฮ่องเต้ปรารถนาสงคราม ทว่าขุนนางปรารถนาสันติภาพ พวกเขาถึงกับเสนอให้ส่งองค์หญิงไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นตงอิ๋ง! พวกเขาหวาดกลัวทั้งๆที่แคว้นตงอิ๋งเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ หากเสบียงของเราเพียงพอ การพิชิตก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น!”


จ้าวไป่จือกล่าวด้วยความมั่นใจ


ถังฉีผงกศีรษะเห็นด้วย แม้นางจะไม่รู้เรื่องการทหารมากนัก แต่นางก็มีแบบของหน้าไม้และอาวุธขั้นสูง


สักพักหลังจากนี้ นางตัดสินใจอยู่แต่ในจวน เพื่อวาดแบบสำหรับหน้าไม้เผื่อเอาไว้


หากจ้าวไป่จือต้องออกไปทำสงครามจริง นางจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อลดอันตรายให้น้อยที่สุด


“อย่ากังวลไปเลย ข้ามีแผนสำหรับเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว” จ้าวไป่จือกล่าวพลางกอดถังฉีอย่างอ่อนโยน


แต่อย่างไรก็ตาม ถังฉีจะมองไม่เห็น แต่คิ้วของเขาก็ยังคงขมวดแน่น และวาจาที่เขากล่าวออกมาก็คล้ายจะปลอบโยนให้หญิงสาวที่เขารักรู้สึกสบายใจมากขึ้นเท่านั้น


ถังฉีรู้ว่าสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย นางเดาว่าจ้าวไป่จือเพียงพยายามปลอบประโลมนาง ดังนั้นนางจึงผงกศีรษะโดยไม่กดดันเขา


“พี่สาวคนสวย!”


ทันใดนั้น เสียงตื่นเต้นของโจวเจาก็ดังมาจากด้านนอก ทำให้ถังฉีและจ้าวไป่จือผละออกจากกัน


ไม่กี่อึดใจต่อมา โจวเจาก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น


“พี่สาวคนสวย ได้ยินหรือไม่? มีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านจากไป รัชทายาทแห่งแคว้นตงอิ๋งช่างหิวกระหายจริงๆ!”


โจวเจาไม่ได้สังเกตเห็นจ้าวไป่จือยืนอยู่ข้างๆถังฉี


นางเดินเข้ามาพร้อมจะเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้ามีชีวิตชีวา


ถังฉีกระแอมเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย


จากนั้น โจวเจาก็สังเกตเห็นจ้าวไป่จือ ใบหน้าของนางแดงเรื่อขึ้นมา


“แค่ก… พี่จ้าว สาวๆจะคุยกันเป็นการส่วนตัว ท่านช่วยออกไปก่อนได้หรือไม่?”


โจวเจามองจ้าวไป่จืออย่างไม่พอใจ ความตื่นเต้นของนางทุเลาลงไปบ้าง


“แน่นอน”


จ้าวไป่จือคาดเดาได้แล้วว่าโจวเจาจะพูดเรื่องอะไรและจากไปแต่โดยดี


“พี่สาวคนสวย รู้หรือไม่? รัชทายาทแห่งแคว้นตงอิ๋งทำสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ทั้งยังกล้าแก้ตัวต่อหน้าเสด็จพ่อว่าเขาถูกวางยา!”


โจวเจากล่าวด้วยรอยยิ้มระรื่น


“แล้วหลังจากนั้นเล่า?”


ถังฉีรู้ว่ายาพิษของถังเหอปราศจากสีและรสชาติ แม้แต่พวกหมอหลวงก็ไม่อาจตรวจพบได้


“เสด็จพ่อเรียกพวกหมอหลวงมาตรวจสอบ แต่หมอหลวงก็ไม่พบยาพิษหรือสิ่งผิดปกติใดๆ ในร่างกายของเขาเลย แต่เขาก็ยังยืนยันว่าตนเองถูกวางยา!”


"หลังจากนั้น แม้แต่หมอที่จิมมุพามาเองจากแคว้นตงอิ๋งก็ตรวจไม่พบอะไรเลยเช่นกัน! ในที่สุด เสด็จพ่อก็ขับไล่พวกเขาออกจากเมืองหลวง และสั่งให้ทหารคุ้มกันส่งพวกเขากลับไปยังแคว้นตงอิ๋ง!”


โจวเจาเล่าเรื่องราวอย่างมีชีวิตชีวา และถังฉีก็ฟังด้วยความสนใจอย่างยิ่ง



                                        ตอนที่ 458: อิสระไร้กังวล



“เดาว่าหลังจากกลับไปครั้งนี้ หากจักรพรรดิแห่งแคว้นตงอิ๋งทราบถึงเรื่องน่าละอายที่เขาทำในแผ่นดินเป่ยโจวของเรา เขาคงไม่อาจรักษาตำแหน่งรัชทายาทไว้ได้แล้ว”


โจวเจาก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน


“ข้าถึงขั้นต้องบังคับให้นางกำนัลยอมปริปากบอก ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้แม้กระทั่งในวังหลวง!”


“แค่ก…”


ถังฉีกระแอมไอเบาๆ


“วันนี้ในวัง จิมมุติดสินบนนางกำนัลคนหนึ่งให้มาบอกว่าเจ้ากำลังตามหาข้า ข้าจึงรีบตามนางไป แต่ไม่นานก็รู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาพยายามวางยาและล่วงเกินข้า ดังนั้น ข้าจึงตอบแทนด้วยยาของเขาเอง”


ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง


พรวด…!


โจวเจาซึ่งเล่าเหตุการณ์โดยละเอียดมาสักพักรู้สึกกระหายน้ำ ทันทีที่นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ เมื่อได้ยินคำกล่าวของถังฉี น้ำชาในปากของนางก็พุ่งออกมาทันที


“พ...พี่สาวคนสวย ข้าไม่นึกเลยว่าจะเป็นฝีมือของท่าน นี่มัน...นี่มัน...”


“อะไรหรือ?” ถังฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย


“ยอดเยี่ยมที่สุดเลย! หากเป็นข้า ข้าก็คงทำแบบเดียวกัน! ท่านคงไม่เชื่อว่าพระสนมซุนร้องไห้ปานจะขาดใจ! จนเสด็จพ่อมองนางด้วยสีหน้าเวทนาอย่างที่สุด”


โจวเจากล่าวด้วยสีหน้าจนใจ


“แล้วสุนัขเล่า?” ถังฉีรู้ว่าผู้บริสุทธิ์ที่สุดในเหตุการณ์นี้ก็คือสุนัขตัวนั้น รวมถึงพระสนมซุน


“พระสนมซุนปล่อยสุนัขไปแล้ว คงโดนพวกขันทีในวังฆ่าแน่”


โจวเจากล่าวอย่างเฉยเมย


“อย่างน้อยนั่นก็เป็นอีกหนึ่งชีวิต เจาเอ๋อร์ เจ้าช่วยพาสุนัขตัวนั้นมาที่จวนองค์หญิงได้หรือไม่? จากนี้ไปข้าจะดูแลมันเอง”


“ตกลง ข้าจะกลับไปดูว่าข้าจะหาสุนัขตัวนั้นเจอหรือไม่ หากเจอ ข้าจะส่งมันมาที่จวนองค์หญิงของท่านพรุ่งนี้”


กล่าวจบ โจวเจาก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อและรีบกลับไปที่วังหลวง


นอกเมืองหลวง ณ ศาลาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปห้าลี้ จิมมุเดินลงจากรถม้า


ทหารของเป่ยโจวที่คอยคุ้มกันไม่ได้ทำให้การเดินทางของพวกเขายากลำบาก


อย่างไรเสีย เขาก็เป็นถึงองค์ชายรัชทายาท หน้าที่ของพวกทหารคือคอยคุ้มกันเขากลับไปและรายงานการกระทำของเขาในแคว้นเป่ยโจวให้จักรพรรดิแห่งแคว้นตงอิ๋งทราบ


“ท่านจิมมุ เรื่องนี้...” ฮิราอิมองจิมมุด้วยสีหน้าวิตกกังวล


“หุบปาก!”


สีหน้าของจิมมุเปลี่ยนเป็นเย็นชา แววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร


“ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่เคยได้รับความอับอายเช่นนี้มาก่อน! ข้าไม่มีวันอยู่เฉยแน่!”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ จิมมุก็หันไปทางเมืองหลวง ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชาที่เสียดลึกถึงกระดูก


“ถังฉี จ้าวไป่จือ คู่รักที่น่ารังเกียจ ฝากไว้ก่อนเถอะ! ข้าสาบานว่าจะไม่หยุดพักจนกว่าจะล้างแค้นสำเร็จ!”


จิมมุกล่าวอย่างโกรธแค้น


“ฮิราอิ คราวนี้เป็นข้าที่ถูกคุมตัว เจ้าค่อยลอบหนีออกไปแล้วย้อนกลับไปที่เมืองหลวง...”


จิมมุกระซิบที่หูของฮิราอิ


“ท่านจิมมุ ท่านพักผ่อนเพียงพอแล้วหรือมา? ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ส่งท่านกลับแคว้นตงอิ๋งภายในสองเดือน”


ราชทูตเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม แววตาเหยียดหยามของเขาปรากฏเด่นชัด


“อืม เราพร้อมจะออกเดินทางแล้ว” จิมมุแสร้งทำเป็นไม่สังเกตสายตาเหยียดหยันของราชทูต


จากนั้น เขาก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าสู่แคว้นตงอิ๋ง


“พี่ใหญ่ นี่คือรายได้จากร้านวันนี้ ท่านดูสิ!” เย็นวันนั้น หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้ว ถังฉีกำลังร่างแบบในห้องหนังสือ


ถังเฟิงเดินเข้ามาพร้อมสมุดบัญชีด้วยสีหน้าตื่นเต้น


“อืม ให้ข้าดูหน่อย”


ถังฉีวางพู่กันในมือ รับสมุดบัญชีจากถังเฟิงและตรวจสอบอย่างละเอียด


แม้นางจะคาดการณ์ไว้แล้วว่ากิจการร้านขายเครื่องประดับจะเจริญรุ่งเรือง เพราะการจัดวางภายในร้านเป็นการผสมผสานระหว่างความโบราณและความสมัยใหม่อย่างลงตัว --- และนางก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก


ไม่ต้องกล่าวถึงฉากภายในร้านอันชวนฝัน เพียงการจัดวางที่ยิ่งใหญ่อลังการก็มากพอให้ดึงดูดความสนใจของสตรีสูงศักดิ์มากมาย


มีแม้กระทั่งร้านน้ำชาและขนมหลากหลายชนิด สินค้าทุกอย่างที่ขายในโรงเตี๊ยมเยว่ไหลล้วนหาซื้อได้ที่นี่


“น่าประทับใจจริงๆ แต่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน เราต้องไม่ประมาท ต้องคอยสำรองสินค้าและรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ”


ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง


“ข้าเคยสอนเจ้าตั้งแต่เด็กว่าหัวใจสำคัญของการค้าขายคือความซื่อสัตย์ เจ้าห้ามลืมเรื่องนี้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ไม่ว่าร้านจะตกแต่งสวยงามเพียงใด ก็ไม่มีใครอยากอุดหนุน”


เมื่อเห็นสีหน้าของถังฉี ถังเฟิงก็ผงกศีรษะอย่างจริงจัง


“เอาล่ะ ช่วงนี้เจ้ายุ่งมากทีเดียว ไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ แม้เจ้าจะยังเยาว์วัย แต่อย่าลืมว่าสุขภาพคือรากฐานของทุกสิ่ง”


ถังฉีสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาของถังเฟิง จึงอดเตือนเขามิได้


“เข้าใจแล้ว พี่ใหญ่ ในเมื่อท่านได้ตรวจสมุดบัญชีแล้ว ข้าจะไปพักผ่อนก่อน”


ถังเฟิงยิ้มอย่างกระดากอาย เมื่อตระหนักว่าพี่สาวของเขาคือผู้ที่ห่วงใยเขามากที่สุด


วันต่อมา ร้านเครื่องประดับที่เพิ่งเปิดใหม่ก็กลายเป็นที่กล่าวขวัญของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง


ทุกคนต่างอวดเครื่องประดับที่ซื้อมา รวมทั้งขนมใหม่ๆที่ได้ลิ้มลองกับเหล่าสหายของตน


ร้านเครื่องประดับมีช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ถังเฟิงยุ่งอยู่กับการจัดการงานต่างๆในร้าน แม้เขาจะไม่จำเป็นต้องต้อนรับเหล่าสตรีสูงศักดิ์เป็นการส่วนตัวก็ตาม


วันแล้ววันเล่า เด็กหนุ่มก็ยิ่งผ่ายผอมลงเรื่อยๆ จนหัวใจของถังฉีเจ็บปวด


“น้องสี่ การยุ่งอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ไม่ดีหรอก ปล่อยให้เถ้าแก่จัดการเถอะ”


วันหนึ่ง ถังฉี นำซี่โครงหมูตุ๋นถ้วยใหญ่มาที่ร้านเครื่องประดับตอนเที่ยง


มองถังเฟิงที่กำลังยุ่งอยู่ในห้องหนังสือ นางจึงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง


“พี่ใหญ่ ข้าสบายดี นี่เป็นร้านแรกของข้า ดังนั้นข้าต้องทุ่มเทให้มากๆ”


ถังเฟิงตอบและก้มหน้าจดจ่อกับสมุดบัญชีตามเดิม


“เฮ้อ...น้องสี่ มาคุยกันหน่อยเถอะ เจ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยหรืออย่างไร?”


ถังฉีวางกล่องอาหารไว้ข้างๆ และนั่งลงตรงข้ามกับถังเฟิง


“พี่ใหญ่ ท่านเป็นผู้หญิงคนเดียวในครอบครัวของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ท่านมีความสุข”


ถังเฟิงวางสมุดบัญชีลง ด้วยรู้ว่าพี่สาวของเขาต้องมีเรื่องสำคัญ ไม่เช่นนั้น นางคงไม่จริงจังถึงเพียงนี้


“ไม่ใช่เลย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าจะมีชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะข้าเป็นผู้หญิงคนเดียวในครอบครัว”


“การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หมายถึงการเป็นอิสระและไร้กังวล เวลานี้เจ้ายุ่งอยู่กับร้านเพียงร้านเดียว จะเป็นอย่างไรหากเจ้าเปิดเพิ่มอีกสองหรือสามร้าน? หรือแม้แต่เปิดร้านไปทั่วทุกเมืองในแผ่นดินเป่ยโจว?”


หลังจากที่ถังฉีกล่าว ถังเฟิงก็เงียบไป


“พี่ใหญ่ ใช่ว่าข้าไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้ แต่ข้าเพียงรู้สึกไม่วางใจเท่านั้นเอง”


แม้เขาจะดูแลบัญชีของครอบครัวมาหลายปี แต่ถังเฟิงก็ยังคงรู้สึกว่ายากจะปล่อยวาง


“เชื่อข้าเถอะ เถ้าแก่ของร้านเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์และไว้ใจได้ เขาจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”



                                      ตอนที่ 459: พร้อมสู้จนตัวตาย



“ตกลง พี่ใหญ่ ข้าเชื่อทุกคำที่ท่านพูด” เมื่อได้ยินสิ่งที่ถังฉีพูด ถังเฟิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


“เอาล่ะ ดื่มน้ำแกงซี่โครงนี่ก่อน ข้าใช้เวลาตุ๋นกว่าครึ่งชั่วยาม เนื้อนุ่มมากทีเดียว กำลังอุ่นได้ที่”


กล่าวจบ ถังฉีก็เปิดกล่องอาหาร กลิ่นหอมของน้ำแกงลอยอบอวลไปทั่วห้องหนังสือ


เมื่อได้กลิ่น ถังเฟิงก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที


เขารีบล้างมือในอ่างที่อยู่ใกล้ๆ และเริ่มกินอาหารอย่างกระตือรือร้น


“พี่ใหญ่ อาหารฝีมือท่านถูกปากข้าที่สุดเลย” ถังเฟิงกล่าวชมฝีมือการทำอาหารของถังฉี


“เอาล่ะ เลิกประจบประแจงได้แล้ว ข้าฟังจนหูชา พอเจ้ากินเสร็จก็กลับไปพักผ่อนพร้อมกับข้า ปล่อยให้เถ้าแก่ดูแลร้านไป”


ถังเฟิงผงกศรีษะโดยไม่คัดค้าน


เขารู้สึกว่าทุกสิ่งที่ถังฉีพูดนั้นถูกต้อง การค้าขายจำต้องเรียนรู้ที่จะวางแผนระยะยาว


ถังเฟิงกินน้ำแกงซี่โครงตุ๋นอย่างมีความสุข


พลันนั้น จากที่ถังฉีเคยแย้มยิ้ม สีหน้าของนางก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม


นางสังเกตเห็นว่ารัศมีเหนือศีรษะของถังเฟิงเริ่มเปลี่ยนไป


ก่อนหน้านี้ รัศมีของเขาเป็นสีแดงสดใส ทว่าเวลานี้กลับเปลี่ยนเป็นสีเขียวเจือสีดำจางๆ


นี่เป็นสัญญาณว่าความโชคร้ายกำลังคุกคามถังเฟิง อาจเป็นหายนะครั้งใหญ่และเกี่ยวข้องกับการนองเลือด


เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ หัวใจของถังฉีก็เต้นรัว


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางจะไม่ยอมให้ถังเฟิงเผชิญกับอันตรายเด็ดขาด


“พี่ใหญ่ ท่านจ้องอะไรอยู่ มีอะไรติดอยู่ที่หน้าข้าหรือ?” ถังเฟิงยังคงกินน้ำแกงซี่โครงตุ๋น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและสังเกตเห็นว่าถังฉีจ้องมองเขาอย่างตั้งใจ


“น้องสี่ ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกจากบ้านนะ”


ถังเฟิงเงยหน้าด้วยความประหลาดใจ ความสับสนปรากฏชัดบนใบหน้า


“พี่ใหญ่ มีเรื่องอะไรหรือ?”


“หากข้าบอกว่าข้าพอจะทำนายดวงชะตาได้ เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่?” ถังฉีชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง


“ข้าเชื่อท่าน การตัดสินใจทุกอย่างที่ท่านทำเพื่อครอบครัวของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาล้วนถูกต้อง ข้าเคยคิดว่าท่านคือเทพเซียนที่สวรรค์ส่งมาด้วยซ้ำ”


เมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังของถังฉี ใบหน้าของถังเฟิงก็ดูเคร่งขรึมขึ้นเช่นกัน เขาทราบว่านางจะไม่พูดเช่นนี้โดยปราศจากเหตุผล


“อืม ข้าเห็นเคราะห์ร้ายติดตามเจ้ามาพักใหญ่แล้ว และเจ้าอาจเผชิญกับอันตรายบางอย่าง ช่วงนี้อยู่บ้านไปก่อน อาจมีใครบางคนพยายามทำร้ายเจ้า พวกเขาอาจส่งมือสังหารมา...”


ถังฉีพูดไม่ทันจบประโยค แต่ถังเฟิงก็เข้าใจความหมายของนางแล้ว


“พี่ใหญ่ ข้ากินน้ำแกงซี่โครงตุ๋นเสร็จ เราก็กลับกันเถอะ”


ถังเฟิงพยักหน้าพลางกินน้ำแกงด้วยความพอใจ


หลังจากกินเสร็จ เขาก็เรียกเถ้าแก่มาและให้คำแนะนำบางอย่าง จากนั้นก็ออกไปกับถังฉี


เมื่อทั้งคู่ขึ้นรถม้า ความไม่สบายใจก็ทุเลาลงมาก


“ถังซัน ช่วงนี้เจ้าอยู่บ้านและปกป้องเฟิงจือให้ดี อย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับเขา!” ถังฉีพูดอย่างจริงจัง


แม้หน้าที่ของถังซันคือการปกป้องถังฉี แต่นางก็ไม่ปฏิเสธ


เพราะตอนนี้นางได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องถังฉีไปตลอดชีวิต


“พี่ใหญ่ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าไม่เคยทำให้ใครขุ่นเคือง”


เมื่อเห็นว่าถังฉีดูจริงจังและเคร่งเครียดเพียงใด ถังเฟิงก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้เช่นกัน


“ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจทีหลัง เจ้าเป็นน้องชายของข้า และข้าจะไม่ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”


ถังฉีรู้สึกไม่สบายใจ แม่จะเป็นจริงดังที่ถังเฟิงกล่าว เขาไม่เคยทำให้ใครขุ่นเคือง


ทันใดนั้นเอง ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง ปักเข้าที่รถม้าของพวกเขา


ใบหน้าของถังฉีเคร่งขรึมขึ้นทันที


นางเริ่มคิดว่าจะเอาอะไรออกมาจากห้วงมิติเพื่อใช้ปกป้องตัวเองและถังเฟิง ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดสงสัย


เมื่อได้ยินเสียงลูกธนู ถังซันก็กระโจนออกจากรถม้าทันที


ดวงตาอันเฉียบคมของนางกวาดมองไปรอบๆ


มือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่ก็เริ่มเคร่งเครียด


ชาวบ้านบนท้องถนนต่างพากันตื่นตระหนก พวกเขาไม่เคยเห็นใครกล้าก่อเหตุร้ายตอนกลางวันแสกๆในเมืองหลวง


“มีคนถูกฆ่าตาย หนีเร็ว!” มีคนตะโกนก้อง และถนนทั้งสายก็ตกอยู่ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน


“พี่ใหญ่ ท่านพูดถูก คนพวกนี้ตามพวกเรามา!”


แม้ถังเฟิงจะรู้สึกหวาดกลัว แต่เขาก็ขยับเข้ามาใกล้ราวกับจะปกป้องนาง


“เรายังไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร ดังนั้นจะทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้ แต่นี่คือเมืองหลวง อีกไม่นาน ทหารยามที่รักษาความสงบในเมืองจะมาที่นี่!” ถังฉีพยายามปลอบใจน้องชายเมื่อเห็นสีหน้าตึงเครียดของเขา


“ไม่ต้องกังวล พี่ใหญ่ ข้าไม่กลัวหรอก” เมื่อนั่งข้างถังฉี ถังเฟิงก็สงบสติอารมณ์ได้ไม่ยากนัก


"อืม" ถังฉีพยักหน้าแต่ยังคงมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ภายนอก พวกเขายังไม่กล้าลงจากรถม้า


“ฮึ่ม! แม่นางน้อย อย่ามาขัดขวางทางจะดีกว่า หากเจ้าไม่ยอมหลีกทาง อย่าหาว่าพวกข้าไม่เกรงใจ! เป้าหมายในครั้งนี้มีแค่ผู้หญิงที่อยู่ในรถม้านั่น!”


เสียงหยาบกระด้างดังก้องมาจากด้านนอก ตามมาด้วยกลุ่มชายสวมหน้ากากราวสิบคนที่กระโดดออกมาจากเงามืดรอบๆรถม้า


เมื่อได้ยินเช่นนี้ ถังฉีก็ตระหนักได้ว่าพวกเขาตามนางมา


“ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำร้ายองค์หญิงเด็ดขาด” ถังซันประกาศกร้าวขณะชักกระบี่ออกมาเผชิญหน้ากับมือสังหาร


ในชีวิตขององครักษ์เงามีเพียงต่อสู้จนตัวตาย การถอยหนีไม่ใช่ทางเลือก


“ฮึ่ม! หากเจ้าไม่ถอยก็ตายไปพร้อมกับนางเถอะ!” ชายสวมหน้ากากตระหนักว่าถังซันเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม


พวกเขาหวังที่จะข่มขู่นางด้วยจำนวนคน แต่นางกลับเต็มใจจะเผชิญหน้ากับพวกเขา!


“พูดพล่ามพอแล้ว วันนี้จะไม่มีใครรอดไปจากที่นี่!” ถังซันเอ่ยเสียงเย็น ดวงตาฉายแววจิตสังหาร


“อย่าเสียเวลากับนาง จำสิ่งที่นายท่านสั่งให้ขึ้นใจ!”


ชายสวมหน้ากากคนหนึ่งจงใจลดเสียงลง และกระตุ้นคนอื่นๆด้วยความโกรธ


ถังฉีฟังและรู้สึกคุ้นเคยกับน้ำเสียงแปลกๆนั้น แต่นางก็ไม่แน่ใจว่าเคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน



                                      ตอนที่ 460: ทำตัวไม่เหมาะสม



“พี่ใหญ่!”


ถังเฟิงหันไปมองถังฉีด้วยแววตาตื่นตระหนกและเป็นกังวล


“น้องสี่ คนพวกนี้เป็นมือสังหารที่โหดเหี้ยม เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ใครจะรู้ว่าพวกเขาคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มามากแค่ไหน”


ถังฉีมองไปยังรัศมีการเข่นฆ่าที่ล้อมรอบตัวพวกเขาพลางขมวดคิ้วมุ่น


พวกนี้เป็นมือสังหารเลือดเย็นอย่างแน่นอน


นางแน่ใจว่าโจวเจี๋ยไม่ได้ส่งคนพวกนี้มา เพราะสถานะที่สูงส่งของนางไม่มีทางเชื่อมโยงกับกลุ่มคนที่คลุมเครือเช่นนี้


“พี่ใหญ่ อย่าอยู่ห่างจากข้า ตราบใดที่มีข้าอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายท่านเด็ดขาด”


แม้ว่าถังเฟิงจะหวาดกลัวมาก แต่เขาก็ยังพยายามทำตัวกล้าหาญต่อหน้าพี่สาว


“อืม เราสองคนจะต้องไม่เป็นไร”


ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง นางได้ตัดสินใจแล้วว่าหากมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น นางจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเองและถังเฟิง


“เข้ามาอีกก้าวเดียว พวกเจ้าตายแน่” ถังซันยกมือขึ้นอย่างเย็นชาและเอ่ยกับเหล่ามือสังหารที่ถือกระบี่และมีดซึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ


แม้ว่านางจะต่อสู้เพียงลำพัง แต่การเผชิญหน้ากับมือสังหารที่อันตรายเหล่านี้ก็ไม่ทำให้นางผงะถอย


ในใจของนาง การล่าถอยไม่ใช่ทางเลือก ในฐานะองครักษ์เงา หน้าที่ของนางคือการปกป้องผู้เป็นนาย และมีผลลัพธ์ก็เพียงสองทางเท่านั้น อยู่หรือตาย ไม่มีทางเลือกที่สาม


เห็นดังนั้น ถังฉีจึงเหยียดแขนออกไป บางสิ่งพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของนาง


“พี่ใหญ่ มันคืออะไร?” ถังเฟิงมองถังฉีด้วยสีหน้าสับสนระคนประหลาดใจ


“มันคืออาวุธลับที่พี่จ้าวมอบให้ข้า เขาบอกว่าเมื่อตกอยู่ในอันตราย ให้ข้าส่งสัญญาณแล้วเขาจะรีบมาช่วย หากเรายื้อเวลาต่อไปได้อีกสักหน่อย พวกเราจะต้องปลอดภัยแน่”


ถังฉีพยายามปลอบประโลมถังเฟิง ทว่าลึกๆแล้วนางก็ไม่สบายใจเช่นกัน


อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางใช้อาวุธลับที่ว่า และนางก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลแค่ไหน


แม้นางจะมีผงยามากมายที่พวกถังเหอเคยมอบให้ แต่นี่ก็เป็นช่วงเวลาคับขัน หากใช้ไม่ถูกวิธี นางอาจลงเอยด้วยการทำร้ายถังเฟิง ดังนั้น เว้นแต่จำเป็นจริงๆ นางจะไม่ใช้มันเด็ดขาด


“บัดซบ นางส่งสัญญาณไปแล้ว รีบโจมตีเร็วเข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจับองค์หญิงอันเหอให้ได้ นายท่านสั่งว่าห้ามทำอะไรนางเด็ดขาด ส่วนคนอื่น ฆ่าให้หมด แต่องค์หญิงอันเหอจะต้องปลอดภัย!”


ชายสวมหน้ากากคนหนึ่งลดเสียงลงและเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


เขาไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้านายของตนถึงไว้ชีวิตสตรีผู้นี้ หากทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา เขาฆ่านางไปนานแล้ว!


แต่คำสั่งก็คือคำสั่ง และสำหรับเขาแล้ว คำพูดของเจ้านายเปรียบดั่งราชโองการ เขาย่อมไม่กล้าขัดขืนคำสั่ง


โดยปกติแล้ว จิมมุและคนของเขาต่างมีรอยยิ้มและใบหน้าเปี่ยมเมตตา แต่หลังจากรับใช้เขามานานนับสิบปี ฮิราอิก็ทราบว่าทั้งหมดเป็นเพียงเปลือกนอก


“เออ!”


มือสังหารรู้ว่าหากพวกเขาไม่รีบลงมือจะยิ่งรับมือลำบาก ดังนั้นทุกคนจึงพุ่งไปข้างหน้าพร้อมอาวุธในมือ


แต่ถึงกระนั้น มีสตรีเพียงคนเดียวที่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา ส่วนที่เหลือนั้นถือว่าไร้ทางสู้ พวกเขาจึงคิดว่านี่เป็นภารกิจที่ไม่ได้ท้าทายอะไรนัก


“น้องสี่ คนพวกนี้จะไม่ทำร้ายข้า หากเกิดอะไรขึ้น อย่าเข้ามาขวางเด็ดขาด!”


ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง นางสังเกตเห็นว่ารัศมีสีดำที่เป็นลางร้ายเหนือศีรษะของถังเฟิงนั้นมีสีเข้มขึ้น และสีเขียวก็เข้มขึ้นเช่นกัน


เมื่อตระหนักว่าเป็นเพราะถังเฟิงอยู่กับนาง จึงทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางจึงอดรู้สึกผิดมิได้


“พี่ใหญ่ ข้าจะระวัง” ถังเฟิงเอ่ยตอบอย่างจริงจังและใช้ร่างกายกำบังถังฉีที่อยู่ข้างหลังโดยสัญชาตญาณ


“ฆ่า…!!”


ครู่ต่อมา มือสังหารที่สวมหน้ากากก็พุ่งตัวเข้าใส่


เห็นดังนั้น ถังซันก็มีสีหน้าเคร่งเครียด แม้คนเหล่านี้จะสู้นางไม่ได้ แต่นางก็ตระหนักดีว่าสองหมัดมิอาจสู้สี่มือ!


ถังซันกังวลว่าหากนางไม่ระวังและถูกจับ หรือหากมีอะไรเกิดขึ้นกับองค์หญิงอันเหอ มันจะไม่เป็นผลดีต่อราชวงศ์เป่ยโจว


หลังจากใช้เวลาร่วมกัน ถังซันก็ตระหนักว่าถังฉีไม่เหมือนสตรีคนอื่นในยุคสมัยนี้ ราวกับว่านางมีเวทมนตร์บางอย่าง


ไม่ว่าถังฉีตั้งใจจะทำอะไร คล้ายว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้เลย และหลายครั้งที่นางสามารถพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นดี


ขณะที่มือสังหารใกล้เข้ามา ถังซันก็หยุดคิดฟุ้งซ่านและเผชิญหน้ากับศัตรูด้วยกระบี่ในมือ


ความวุ่นวายปะทุขึ้นบนท้องถนนอีกครั้ง


ขณะเดียวกัน จ้าวไป่จือรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีตลอดทั้งวัน แม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่จวนก็ตาม


เขาไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้ที่ถังฉีอาจตกอยู่ในอันตราย แต่เขากลับเดินไปมาอย่างร้อนรนใจ


“เกิดอะไรขึ้น? ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เหตุใดวันนี้…”


จ้าวไป่จือครุ่นคิดด้วยสีหน้าหนักใจ


หากเขาไม่มั่นใจว่าตนเองมีสุขภาพสมบูรณ์ดี เขาก็คงจะสงสัยว่ามีคนวางยาพิษเขาอีกแล้ว


“สหายไป่จือ เจ้าไม่เจอองค์หญิงอันเหอมากี่ชั่วยาม? ถึงได้อยู่ไม่สุขปานนี้”


ฉีเซิ่งหยอกเย้าจ้าวไป่จือด้วยรอยยิ้ม


“ฮึ่ม อย่างไรก็ดีกว่าเจ้า เราสองคนใจตรงกัน แต่เจ้าสิ…ได้ยินว่ามีคนตามตอแยเจ้าไม่นานมานี้”


จ้าวไป่จือโต้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ แม้เขาจะไม่สนใจฉีเซิ่ง แต่ก็ทนไม่ได้กับสีหน้ายิ้มเยาะเช่นนั้น


“เจ้า…”


ฉีเซิ่งผุดลุกขึ้นทันทีราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง สีหน้าเดือดเนื้อร้อนใจ


เขาอุตส่าห์ซ่อนตัวอยู่ในบ้านอันเงียบสงบ ทว่าหญิงสาวผู้นั้นสามารถแกะรอยและตามหาเขาจนเจอ


“ลูกสาวของฉีอันโหวผู้นั้นเสียสติไปแล้ว ข้าบอกนางไปว่าไม่ได้สนใจเรื่องแต่งงาน แต่นางก็พยายามตามรังควานข้าทั้งวัน”


ฉีเซิ่งปรารถนาจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา เมื่อมาถึงจุดนี้ เขารู้สึกว่าไม่สามารถกลับบ้านได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาซ่อนตัวอยู่ในจวนของจ้าวไป่จือ


ไม่คิดว่าจะถูกจ้าวไป่จือล้อเลียน เขาจึงรู้สึกโมโหไม่น้อย


“สตรีผู้นั้นออกจะมีจิตใจหนักแน่นมั่นคง พวกเจ้าสองคนอาจจะเข้ากันได้ดีก็เป็นได้”


จ้าวไป่จือกล่าว


แม้ว่าเขาจะไม่เคยพบกับสตรีผู้นั้น แต่จากคำบอกเล่าของฉีเซิ่ง เขาจึงคะเนได้ว่าบุตรสาวของฉีอันโหวน่าจะเป็นหญิงสาวที่จิตใจดีงามและบริสุทธิ์ไร้เดียงสา




จบตอน

Comments