sister ep471-475 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 471: ข้าจะไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้หลังจากอาบน้ำแล้ว ถังฉีก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก!แต่แล้วนางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจ้าวไป่จือยังอยู่ข้างนอก นางจึงเดินไปที่ประตู ตั้งใจจะเรียกเขาเข้ามาขณะเปิดประตู จ้าวไป่จือก็สัมผัสได้ถึงการมาเยือนของนาง ทันทีที่เขาหันกลับมา เขาก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากหญิงสาว“พี่จ้าว ท่านยังอยู่อีกหรือ?” ถังฉีกล่าว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย นางลืมไปว่าเวลาล่วงผ่านไปนานเพียงใดขณะแช่กายาอยู่ในอ่างน้ำ และเดาว่าเกือบครึ่งชั่วยามแล้วนางไม่คาดคิดว่าจ้าวไป่จือจะรออยู่ข้างนอกตลอดเวลา“เมื่ออยู่ข้างนอก เราต้องระมัดระวังและรอบคอบ” กลิ่นหอมเฉพาะตัวจากร่างของหญิงสาวทำให้จ้าวไป่จือตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ แต่เขาก็ยังเอ่ยตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของถังฉีพลันชะงักงัน รู้ตัวว่าตนประมาทเกินไป!โชคดีที่คำเตือนของจ้าวไป่จือทำให้นางกลับมาสู่ความเป็นจริง นางจึงสาบานกับตัวเองในใจเงียบๆ ว่าวันหน้าจะไม่เผลอไผลเช่นนี้อีก!จ้าวไป่จือไม่ทราบเลยว่าคำพูดธรรมดา ธรรมดาของเขาจะกระทบจิตใจของถังฉี“ใครก็ได้!” ขณะที่ถังฉีกำลังครุ่นคิด จ้าวไป่จือก็เอ่ยขึ้น ไม่นาน หมิงรื่อก็โผล่ออกมาจากมุมมืดและเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อมแม้จ้าวไป่จือจะไม่ได้พูดอะไร แต่หมิงรื่อก็จำถังฉีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษได้และเขาก็พอจะรู้เกี่ยวกับหญิงสาวที่เจ้านายชมชอบอย่างไรก็ตาม หากไม่ใช่เพราะพฤติกรรมแปลกๆของจ้าวไป่จือในช่วงนี้ หมิงรื่อก็คงไม่สามารถเชื่อมโยงคนรับใช้ข้างกายเขากับถังฉีได้ต้องยอมรับว่าการปลอมตัวของถังฉีประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง แม้แต่ตัวเขาเองยังเกือบดูไม่ออก!“ไปเปลี่ยนน้ำ” จ้าวไป่จือเอ่ยเสียงเรียบ“ขอรับ!”หมิงรื่อแม้ก้มศีรษะ สัมผัสได้จากน้ำเสียงของจ้าวไป่จือว่าเขากำลังอารมณ์ดี!ถังฉีไม่ได้คิดอะไรมาก ในเมื่อจ้าวไป่จือต้องการอาบน้ำ นางมิอาจยืนรออยู่เฉยๆ จึงรีบดึงถังซันลงบันไดไปจ้าวไป่จือมิได้รั้งนางไว้ เมื่อมีถังซันอยู่ด้วย เขาก็มิได้เป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของถังฉีอย่างไรก็ตาม เมื่อถังฉีมาถึงชั้นล่าง กลิ่นที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูก ทำให้นางถึงกับตกตะลึง พวกบ่าวมารวมตัวกันโดยแต่ละคนมีชามสองใบอยู่ตรงหน้า กลิ่นที่คุ้นเคยลอยกรุ่นออกมา“อื้ม… อร่อยจริงๆ ซื่อจื่อช่างเมตตาพวกเรานัก” บ่าวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางกินบะหมี่เหม็นด้วยท่าทางซาบซึ้งใจ“พูดอีกก็ถูกอีก พวกเจ้าทุกคนบอกว่าซื่อจื่อตกลงไปในบ่อเกรอะ แต่ความจริงแล้วเขาไปกินอาหารที่แสนอร่อยมาต่างหาก”ผู้ที่เห็นพ้องต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียว ลบล้างความคับข้องใจที่มีต่อจ้าวไป่จือจนสิ้น“โอ๊ย พวกเจ้าประสาทรับกลิ่นเสียกันหมดแล้วหรือ? กินของที่น่ารังเกียจเช่นนี้ด้วยความเอร็ดอร่อยได้อย่างไรกัน?” บ่าวอีกคนเอ่ยด้วยสีหน้าเจ็บปวดกล่าวได้ว่าเขาทั้งกินทั้งอาเจียนไปพร้อมๆกันไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะรู้ดีว่าตนเองคล้ายจะกล่าวหาว่าซื่อจื่อตกลงไปในบ่อเกรอะ!ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นวิธีที่จ้าวไป่จือลงโทษพวกเขาโดยปกติแล้ว บะหมี่เหม็นหนึ่งชามก็เพียงพอ แต่จ้าวไป่จือกลับให้พวกมันกินคนละสองชา — ความหมายของเขาชัดเจนถังฉีเห็นพวกเขากินด้วยสีหน้าคลื่นเหียนก็รู้สึกตกใจไม่น้อย!นางไม่คาดคิดว่าจ้าวไป่จือจะทำอะไรเป็นเด็กเช่นนี้! แต่คนรับใช้ก็ควรได้รับการลงโทษที่นินทาเจ้านายลับหลังจริงๆ!“องค์หญิง ข้าไม่คิดเลยว่าซื่อจื่อจะแก้แค้นได้เจ็บแสบเช่นนี้” ถังซันกล่าว รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่นางและถังฉีเป็นสตรีเพียงสองคนที่นั่น!นางเพิ่งช่วยถังฉีอาบน้ำ หาไม่แล้ว คงต้องติดอยู่ที่นี่ กินบะหมี่เหม็นกับพวกบ่าว!ถังฉีครุ่นคิดถึงกลิ่นนั้น และรู้สึกหิวขึ้นมาอีกครั้งแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ และคิดว่าตัวเองคงมีกลิ่นเหม็นหลังจากกินบะหมี่เหม็นๆนั่นเข้าไป นางจึงตัดสินใจยอมแพ้และรีบลากถังซันออกไป!นางไม่อยากถูกล้อเลียนว่าตกลงไปในบ่อเกรอะต่างจากจ้าวไป่จือ นางไม่สามารถบังคับขืนใจให้ทุกคนกินบะหมี่เหม็น แต่ก็ไม่อาจทำให้พวกเขาเงียบได้เช่นกัน!เมื่อเห็นถังฉีวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก ถังซันก็รู้สึกโล่งใจ นางกังวลว่าองค์หญิงจะลากนางไปกินอาหารเหม็นๆนั่นเสียแล้ว!ขณะที่จ้าวไป่จือกำลังอาบน้ำอยู่ในห้อง ถังฉีก็ไม่มีที่ไปดังนั้นจึงเดินเตร่ไปรอบๆโรงเตี๊ยมพร้อมกับถังซันที่คอยติดตามอยู่ไม่ห่างทันใดนั้น นางสังเกตเห็นคนสองคนมีพฤติกรรมน่าสงสัย ราวกับว่าพวกเขาพยายามหลบเลี่ยงใครบางคน“ชู่ว…” ถังซันกำลังเดินเข้ามาหาเมื่อถังฉีห้ามนางไว้นางจำได้ว่าพวกเขากำลังพูดภาษาของแคว้นตงอิ๋งในฐานะองครักษ์เงา ถังซันกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณเมื่อสังเกตเห็นสัญญาณของถังฉีถังฉีพยายามฟังเสียงพึมพำของคนสองคนตรงมุมห้องหลังจากที่พวกเขาออกไป ถังฉีและถังซันก็ก้าวออกมาจากที่ซ่อน“องค์หญิง ทั้งสองคนพูดภาษาของแคว้นตงอิ๋ง” ถังซันกล่าวอย่างมั่นใจ นางเคยได้ยินภาษาตงอิ๋งจากจิมมุที่เมืองหลวง และวิธีที่ทั้งสองคนพูดนั้นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ทำให้จำได้ง่าย“ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังตามหาใครบางคน” ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง พวกเขาพยายามตามหาใครกันแน่?“องค์หญิง เราควรบอกซื่อจื่อหรือไม่? หากคนพวกนั้นตั้งใจจะทำร้ายเขา ก็สายเกินไปแล้ว!”ถังซันบอกได้ว่าทั้งสองคนนั้นเป็นจอมยุทธ์ฝีมือดี พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างไร้ร่องรอยหากถังฉีไม่ได้ฝึกวรยุทธ์มาบ้าง นางคงไม่เห็นทั้งสองคนตรงมุมห้องและพยายามหลบเลี่ยงความสนใจของพวกเขา“เราค่อยบอกตอนที่เขาอาบน้ำเสร็จแล้ว…”ยังไม่ทันจบประโยค สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที!ใบหน้าของนางแดงก่ำ“องค์หญิง เป็นอะไรไป? ท่านไม่สบายงั้นหรือ?”เมื่อเห็นสีหน้าของถังฉีเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ถังซันก็รู้สึกวิตกกังวล“ไม่เป็นไร!”ถังฉีสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เพราะนางเพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้แต่หลังจากพูดไป นางก็สังเกตเห็นสีหน้าไม่ปักใจเชื่อของถังซัน“องค์หญิง หากท่านรู้สึกไม่สบาย ข้าจะไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”“ข้าไม่เป็นไร”ถังฉีพยายามตั้งสติ เพราะไม่แน่ใจว่าจะอธิบายกับถังซันอย่างไรกล่าวจบ นางก็หันหลังแล้วเดินกลับไปถังซันเดินตามไปด้วยความกังวล และสังเกตเห็นว่าถังฉีเดินเร็วขึ้นไม่นาน พวกเขาก็มาถึงหน้าห้องของจ้าวไป่จือเวลานี้ จ้าวไป่จือเพิ่งอาบน้ำเสร็จและออกมาจากห้องด้วยความรู้สึกสดชื่น แต่กลับหันมาพบถังฉีที่มีสีหน้าราวกับกำลังโกรธจัด… ตอนที่ 472: ใช้ถังอาบน้ำร่วมกัน“ฉีฉี เป็นอะไรไป? ใครทำให้เจ้าโกรธ?” จ้าวไป่จือมีสีหน้าเป็นกังวล เขาแทบไม่เคยเห็นถังฉีโกรธใครมาก่อน“จะมีใครทำให้ข้าโกรธได้อีกนอกจากท่าน!” ถังฉียังคงมีท่าทีเกรี้ยวกราดหากมิใช่เพราะมีคนอื่นอยู่ นางคงฟาดงวงฟาดงาใส่จ้าวไป่จือไปแล้ว!เมื่อเห็นว่าถังฉีไม่พอใจ จ้าวไป่จือจึงโบกมือให้คนรอบตัวออกไป หมิงรื่อเองก็จากไปอย่างรู้งานเห็นดังนั้น ถังซันก็พอจะเดาได้ว่าองค์หญิงมีเรื่องต้องพูดคุยกับจ้าวไป่จือเป็นการส่วนตัว นางจึงถอยออกไปในมุมมืดเมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว ถังฉีจึงไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนความรู้สึกอีกต่อไป นางคว้าแขนเสื้อจ้าวไป่จือไว้และลากเขาเข้าไปในห้องก่อนจะรีบปิดประตูนางหันไปมองถังไม้กลางห้อง“พี่จ้าว!” ใบหน้าของถังฉีเรื่อแดงอย่างมากหลังจากมองตามสายตาของนางไปยังถังน้ำที่เขาเพิ่งใช้อาบ ในที่สุดก็เข้าใจว่าเหตุใดถังฉีถึงไม่พอใจ“เอ่อ… ฉีฉี หากข้าจะบอกว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่?”จ้าวไป่จือเอ่ยด้วยสีหน้าจนใจ แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าฟังดูไม่จริงใจสักเท่าไรสดับวาจา ใบหน้าของถังฉีก็ยิ่งแดงก่ำนางจดจ่ออยู่กับการหาเรื่องเขามากเกินไป จนลืมตัวไปว่ากำลังทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้“เอ่อ… ข้าก็ไม่ได้เรื่องมากขนาดนั้น แต่ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเรื่องสำคัญกับท่าน”จากนั้น ถังฉีก็เล่าถึงคนสองคนที่พูดภาษาของแคว้นตงอิ๋ง“ไม่คิดเลยว่าจะมีสายลับจากต่างแคว้นอยู่ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ การแทรกซึมของแคว้นตงอิ๋งช่างน่ากลัวจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ฝ่าบาทต้องการให้ข้าสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง”จ้าวไป่จือมีสีหน้าจริงจัง“ฉีฉี เจ้าเข้าใจภาษาของแคว้นตงอิ๋งได้อย่างไร?” เขาคิดว่าความสามารถในการเข้าใจภาษาของถังฉีนั้นโดดเด่นเหนือธรรมดาถังฉีห่อปาก นางจะบอกจ้าวไป่จือว่าที่นางสนใจภาษาญี่ปุ่นเพียงเพราะชอบดูการ์ตูนอนิเมะที่โลกเดิมได้อย่างไร?อย่างไรก็ตาม นางจะไม่บอกความลับนี้กับเขา เพราะการทะลุมิติถือเป็นเรื่องอัศจรรย์พันลึกเกินไป! หากเป็นอย่างไรหากจ้าวไป่จือคิดว่านางเป็นปีศาจและตัดสินใจเผานางทั้งเป็น?แต่หลังจากใช้เวลาร่วมกันมานาน นางเชื่อว่าจ้าวไป่จือจะไม่ทำอะไรเช่นนั้น!อย่างไรก็ตาม ความลับบางอย่างเก็บไว้กับตัวเองดีที่สุดเมื่อเห็นว่าถังฉียังคงนิ่งเงียบ จ้าวไป่จือจึงเข้าใจและไม่กดดันนางต่อไป“ฉีฉี ในเมื่อไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้าก็จะไม่ฝืนใจเจ้า แต่ช่วงนี้เจ้าต้องระวังตัวให้ดี หากคนของแคว้นตงอิ๋งเหล่านั้นทำอันตรายเจ้าคงไม่ดีแน่!”จ้าวไป่จือเตือนนางอย่างจริงจัง“หากพวกเขาคิดจะเคลื่อนไหว พวกเขาจะต้องพุ่งเป้าไปที่เจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นเจ้าต้องระวังให้มากกว่าเดิม!”ถังฉีเริ่มมีสีหน้าจริงจัง และสีแดงระเรื่อบนพวงแก้มของนางก็ค่อยๆจางหายไปอย่างไรก็ตาม นางไม่รู้ว่าสิ่งนี้ทำให้จ้าวไป่จือมิอาจละสายตาจากนางได้“เอ่อ… ฉีฉี ในเมื่อข้าใช้ถังอาบน้ำไปแล้ว เจ้าก็คงใช้ไม่ได้อีก พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปซื้อถังใบใหม่มาให้เจ้า”จ้าวไป่จือเอ่ยโดยไม่กล้าสบตาเมื่อได้ยินเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ถังฉีก็หน้าแดงและหันหน้าไปทางอื่นพลางเอ่ยตอบแผ่วเบา “อืม”จากนั้น นางก็ไปที่ห้องข้างๆ โดยไม่สนใจจ้าวไป่จือทว่าทั้งคู่ก็มิอาจข่มตาหลับได้ตลอดทั้งคืน ทำได้เพียงพลิกตัวไปมาในขณะที่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันแค่คิดว่าทั้งสองได้ใช้อ่างอาบน้ำร่วมกันก็ทำให้หัวใจของจ้าวไป่จือเต้นรัวแรงทีแรกนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจและต้องการเพียงความสะดวกสบาย กระทั่งถังฉีเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขาจึงได้เข้าใจเวลาผ่านไปจนกระทั่งรุ่งสาง ในที่สุดทั้งสองก็ผล็อยหลับไป“องค์หญิง?”เช้าวันรุ่งขึ้น ถังซันเข้ามาปลุกถังฉีและพบว่านางยังคงหลับสนิท มีรอยคล้ำจางๆ ใต้ตาเห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนางคงนอนไม่หลับ“ยามไหนแล้ว?” ถังฉีพยายามลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย“ยามอู่แล้วเพคะ ข้าเห็นว่าท่านยังไม่ตื่น ก็เลยมาดูเสียหน่อย” ถังซันเอ่ยพลางวางอ่างล้างหน้าไว้ด้านข้าง** ยามอู่ (午:wǔ) เริ่มนับตั้งแต่เวลา 11.00 – 13.00น.“พวกเราต้องออกเดินทางไปแคว้นตงอิ๋งแล้วไม่ใช่หรือ? ไยพี่จ้าวถึงไม่ปลุกข้า?”ถังฉีรู้ตัวก็ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปหยิบข้าวของที่อยู่ใกล้ๆมาล้างหน้า“จ้าวซื่อจื่อกำลังตรวจตรารอบๆโรงเตี๊ยม เขาต้องการพักต่ออีกสักหน่อย แต่ข้าบอกได้ว่าเขาอยากให้ท่านพักผ่อนมากกว่า” ถังซันเอ่ยพลางสังเกตเห็นถังฉีหน้าแดงเรื่อ“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าล้างหน้าเสร็จ เราไปหาเขากัน” ถังฉีเอ่ยพลางรีบล้างหน้าถังซันช่วยนางแต่งตัวอย่างพิถีพิถันไม่นาน ถังฉีก็พร้อมแล้ว ถังซันเดินตามนางไปขณะที่พวกนางลงไปข้างล่างเพื่อตามหาจ้าวไป่จือในขณะนั้น จ้าวไป่จือกำลังเดินสำรวจตรวจตรารอบๆศาลาพักม้า โดยมีผู้ดูแลเดินตามอยู่ด้านหลัง“จ้าวซื่อจื่อ ท่านคงไม่คุ้นเคยกับการค้างแรมที่นี่ ? เมื่อคืนท่านนอนไม่หลับหรือ?”ผู้ดูแลสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาจ้าวไป่จือ“ไม่ใช่ ข้าแค่มีเรื่องต้องทำ ก็เลยนอนดึกไปหน่อย”จ้าวไป่จือเอ่ยตอบอย่างใจเย็น โดยยังคงสีหน้าสงบนิ่งสดับวาจา ผู้ดูแลรับก็มิได้รู้สึกติดใจอะไร เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจากเมืองหลวงจะมีเรื่องมากมายให้จัดการ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นทูตเจริญสัมพันธไมตรีในฐานะผู้ดูแลที่ต่ำต้อย การได้ดูแลจ้าวซื่อจื่อถือเป็นเกียรติกับตัวเขาแล้วพวกเขาเดินต่อไปรอบๆศาลาพักม้า โดยจ้าวไป่จือคอยสอดส่ายสายตาหาคนสองคนที่ถังฉีกล่าวถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาล่วงผ่านไป เขาก็ยังไม่พบคนที่น่าสงสัย สีหน้าจึงเคร่งขรึมขึ้นผู้ดูแลเหลือบมองจากด้านข้างและรู้สึกตื่นกลัวเล็กน้อย เกรงว่าขุนนางระดับสูงจากเมืองหลวงจะระบายความไม่พอใจออกมา“ท่านเป็นผู้ดูแลที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?”จ้าวไป่จือรู้ว่าการตามหาคนสองคนนั้นก็เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร เป็นไปได้ว่าพวกเขาตั้งใจซ่อนตัวอย่างดีจากนั้น เขาก็หันไปมองผู้ดูแลอย่างน้อยเขาก็คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มากกว่า“เรียนจ้าวซื่อจื่อ ข้าทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลที่นี่มาเกือบสี่ปีแล้ว” ตอนที่ 473: รีดเค้นความจริง“สี่ปี?” จ้าวไป่จือเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยการที่ผู้ดูแลอยู่ที่นี่ได้ไม่นานอาจแปลได้ไม่กี่อย่าง หนึ่งคือเขาเป็นผู้ที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจผู้บังคับบัญชา สองคือมีเจตนาแอบแฝงในการอยู่ที่นี่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจ้าวไป่จือจะสืบหาอย่างไร เขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติหลังจากนั้น จ้าวไป่จือก็ส่งคนไปสืบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ดูแล แต่ก็ไม่พบพิรุธใดๆยามอู่ จ้าวไป่จือและผู้ดูแลดื่มกินกันเล็กน้อย และเนื่องจากอาการเมา จ้าวไป่จือจึงอยู่ในศาลาพักม้าในวันนั้น** ยามอู่ (午:wǔ) เริ่มนับตั้งแต่เวลา 11.00 – 13.00น.“มีข่าวเรื่องสองคนนั้นบ้างหรือไม่?”ตอนนั้นเอง ถังฉีก็เข้ามาในห้องพร้อมน้ำแกงสร่างเมาจ้าวไป่จือที่เมากรึ่มลุกขึ้นนั่งบนเตียง“ข้ามีเบาะแสบางอย่าง ขณะที่ดื่มกินกับผู้ดูแล เขาพูดถึงคนงานสองสามคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน บางทีหนึ่งในนั้นอาจเป็นคนที่เรากำลังตามหา”สีหน้าของจ้าวไป่จือแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ไร้ร่องรอยของความเมามายเมื่อครู่ก่อน“คนงาน? ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน?” ถังฉีมีสีหน้ากังวลเช่นกัน เพราะภาษาตงอิ๋งของพวกเขาทำให้นางจริงจังกับเรื่องนี้“ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าส่งองครักษ์เงาไปตามหาพวกเขาแล้ว หากรู้ว่าสองคนนั้นอยู่ที่ไหน พวกเขาจะพาตัวกลับมาทันที”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็สังเกตเห็นความวิตกกังวลบนใบหน้าของถังฉี เขาอดไม่ได้ที่จะจับมือบอบบางของนางไว้แน่น“วางใจเถอะ ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายอีกเป็นอันขาด” จ้าวไป่จือตระหนักว่าถังฉีนึกย้อนถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมา“คนพวกนี้ต้องมาที่แผ่นดินเป่ยโจวด้วยเจตนาแอบแฝงแน่ พวกเราต้องจบสองคนนั้นให้ได้ จากนั้นก็ค่อยหาตัวผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และดูว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดหรือไม่”ถังฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด และดวงตาของจ้าวไป่จือก็เป็นประกายเมื่อได้ยินคำพูดของนาง“ไม่คาดคิดว่าว่าที่เจ้าสาวของข้าจะฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ มองการณ์ไกลไปถึงผู้บงการและขุนนางท้องถิ่น”มองไปยังถังฉีซึ่งปลอมตัวเป็นบุรุษ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของจ้าวไป่จือ“ใครเป็นว่าที่เจ้าสาวของท่านไม่ทราบ? พวกเรายังไม่ได้แต่งงานกันเสียหน่อย” ถังฉีแย้ง พวงแก้มแดงเรื่อเมื่อเห็นเช่นนี้ จ้าวไป่จือก็รู้สึกขบขันขณะที่เขากำลังจะเอ่ย เงาร่างหนึ่งก็กระโจนเข้ามาจากด้านนอก“ซื่อจื่อ ข้าจับตัวคนร้ายสองคนที่พวกเราตามหาได้แล้ว เมื่อไปถึง พวกเขากำลังนัดพบกับคนอีกกลุ่ม พวกเราจับตัวมาได้ และพวกเขาพยายามจะฆ่าตัวตาย แต่ถูกทำให้หมดสติและปิดปากไว้ พวกเราทิ้งพวกเขาไว้ในเกวียน นี่คือม้วนกระดาษที่เราพบบนตัวพวกเขา!”องครักษ์เงายื่นม้วนกระดาษตรงหน้าพวกเขาด้วยความเคารพจ้าวไป่จือเปิดอ่าน แต่พบว่ามันเขียนด้วยอักษรตงอิ๋ง ซึ่งเขาอ่านไม่ออก! เขาส่งม้วนกระดาษให้ถังฉีและโบกมือให้องครักษ์เงาออกไปทันทีเขาไม่กล้ามองถังฉีขณะที่นางอ่านข้อความในกระดาษ“ที่แท้ก็เป็นคนของท่านจิมมุ เป้าหมายของพวกเขาคือรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินเป่ยโจวของพวกเรา และเวลานี้ภารกิจของพวกเขาคือการส่งคนไปยังเมืองหลวงเพื่อติดตามทุกการเคลื่อนไหวของข้า”ถังฉีมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย นางไม่คิดว่าจิมมุจะผูกพยาบาทถึงเพียงนี้ คอยสร้างปัญหาให้กับนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า“ข้าจะไปสอบสวนพวกเขาก่อน ได้ควาว่าอย่างไร เราค่อยตัดสินใจว่าควรทำเช่นไรต่อไป” จ้าวไป่จือกล่าวพลางปลอบโยนถังฉีสองสามประโยคก่อนจะรีบจากไปเมื่อมีสายลับ ก็ต้องสอบสวนอย่างเข้มงวดเมื่อผู้ดูแลทราบเรื่อง เขาก็รีบตามไปพบจ้าวไป่จือทั้งที่ยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย“ซื่อจื่อ ข้าไม่ทราบเลยจริงๆ พวกเขาเป็นเพียงคนงานที่ลูกน้องข้าแนะนำมาเพราะเห็นว่าหน่วยก้านดีเท่านั้น”ผู้ดูแลตระหนกตกใจอย่างมาก เกรงจะถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักพิงสายลับ“ตราบใดที่ท่านไม่ได้คิดทรยศต่อราชวงศ์เป่ยโจว ท่านก็ไม่ต้องกังวล แต่หากท่านมีเจตนาแอบแฝงละก็...”คำเตือนของจ้าวไป่จือนั้นชัดเจน แม้จะกล่าวไม่จบประโยคผู้ดูแลส่ายศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า และถึงกับสาบานต่อบรรพชน ทว่าจ้าวไป่จือไม่สนใจข้อแก้ตัวเหล่านั้นเขาโบกมือ “ช่างเถอะ หยุดรบกวนข้าในขณะที่ข้าจัดการเรื่องนี้ แล้วข้าจะส่งคนไปแจ้งความคืบหน้าให้ท่านรู้เอง”เมื่อตระหนักได้ว่าจ้าวไป่จือไม่ได้มีเจตนาจะส่งเขาเข้าคุก ผู้ดูแลก็โล่งใจและหวังว่าจ้าวไป่จือจะไขคดีได้โดยเร็ว หาไม่แล้วเขาคงไม่อาจข่มตาหลับหลังจากปล่อยผู้ดูแลไป จ้าวไป่จือก็สั่งให้พาตัวสายลับเข้ามาแม้จะถูกทรมานอย่างหนัก สายลับก็ยังไม่ยอมปริปากจ้าวไป่จือชื่นชมในความอดทนของพวกเขาไม่น้อยขณะเดียวกัน ถังฉีก็นั่งเงียบๆอยู่หลังฉาก ตั้งใจฟังการสนทนาในที่สุด สายลับคนหนึ่งก็ทนแรงกดดันไม่ไหวและเริ่มพึมพำเป็นภาษาตงอิ๋งได้ยินดังนั้น คิ้วของถังฉีก็ขมวดมุ่นนางรีบวิ่งออกมาจากด้านหลังฉากกั้น “พี่จ้าว พวกเขาตั้งใจจะฆ่าตัวตายหมู่ ยาพิษซ่อนไว้ในปาก!”ก่อนที่ถังฉีจะทันได้อธิบายต่อ จ้าวไป่จือก็ลุกขึ้นและจู่โจมทันควัน ทำให้ขากรรไกรของพวกเขาเคลื่อนสายลับไม่คาดคิดว่าจะมีใครเข้าใจภาษาตงอิ๋ง ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว“พูดมา! บอกเรื่องที่พวกเจ้ารู้มาให้หมด มิเช่นนั้นข้าจะสับพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ!” จ้าวไป่จือเอ่ยเสียงเย็น จ้องมองสายลับซึ่งเป็นชาวเป่ยโจวแต่กลับยอมเป็นเบี้ยของแคว้นตงอิ๋งเมื่อเห็นการท้าทายและความกล้าหาญของพวกเขา ท่าทีของจ้าวไป่จือก็แข็งกร้าวขึ้น“พวกเจ้ามาจากไหน? ทุกคนมีความผิด ในเมื่อทรยศแผ่นดินเป่ยโจว ครอบครัวของพวกเจ้าก็จะได้รับการปฏิบัติไม่ต่างกับสายลับเช่นกัน”จ้าวไป่จือไม่ชอบการลงโทษหมู่ แต่สายลับเหล่านี้ปากแข็งเกินไป แม้จะถูกทรมาน พวกเขาก็ไม่ยอมปริปากเขาจำต้องคิดทบทวนและหาวิธีใหม่สดับวาจา สีหน้าของสายลับฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด ตอนที่ 474: ข้ออ้างอันสมเหตุสมผล“ซื่อจื่อ ได้โปรดละเว้นครอบครัวของข้าด้วย ข้าจะบอกทุกอย่างที่ท่านอยากรู้ ตราบใดที่ท่านไม่ทำร้ายพวกเขา พวกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย!”สายลับคนหนึ่งไม่อาจทนต่อความทรมานได้อีกต่อไป และหวาดกลัวจับใจว่าครอบครัวของตนจะติดร่างแหไปด้วย จึงรีบยอมจำนนทันที“เจ้าคนทรยศ! เจ้ากล้าทรยศท่านจิมมุได้อย่างไร! ต่อให้ตอนนี้เจ้าปกป้องครอบครัวได้ แต่สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดี!”ทันทีที่ชายคนนั้นกล่าวจบ สายลับอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็เผยสีหน้ากราดเกรี้ยว ความเจ็บปวดที่ถูกพวกของตนหักหลังแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า“ต่อให้พวกเขาต้องตาย อย่างน้อยพวกเขาก็ยื้อชีวิตได้อีกวันหนึ่ง ข้าทำผิดต่อพวกเขามามากแล้ว ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกเขาต้องมาเดือดร้อนเพราะข้าอีก!”กล่าวจบ ชายผู้นั้นก็ร้องไห้ฟูมฟาย เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผลกรรมของตนเอง เขาไม่ควรทรยศต่อแผ่นดินเกิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ก็เสียใจตอนนี้ก็สายเกินไป เมื่อเขาถูกจ้าวไป่จือจับได้คาหนังคาเขา!เวลานี้ เขามีเพียงทางเลือกเดียว และเขาต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อครอบครัวและลบล้างความผิดจ้าวไป่จือไม่เสียเวลาดูพวกเขาโต้เถียงกัน ในเมื่อสายลับปากแข็งปฏิเสธไม่ยอมพูด จ้าวไป่จือจึงไม่ปรานี ยกแขนยิงลูกศรที่ซ่อนอยู่ออกไป เสียบทะลุศีรษะของสายลับปากแข็งผู้นั้นทันที“หากภักดีต่อแคว้นตงอิ๋งถึงเพียงนั้น ก็ลากครอบครัวตายไปพร้อมกับเจ้าด้วย”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างเย็นชา ดวงตาไร้แววเวทนาสงสารใดๆสายลับคนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็อกสั่นขวัญแขวน กลัวว่าตนเองจะเป็นรายต่อไปนับจากนั้น ไม่ว่าจ้าวไป่จือจะถามอะไร พวกเขาก็ตอบโดยไม่ลังเลหลังจากฟังคำสารภาพของพวกเขาแล้ว ใบหน้าของจ้าวไป่จือก็ยิ่งเย็นชา ก่อนจะมอบตัวสายลับให้กับผู้ใต้บัญชา และสั่งให้พวกเขาพาตัวคนเหล่านี้ไปยังเมืองหลวงเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เช้าวันรุ่งขึ้น ภายใต้สายตาวิตกกังวลของผู้ดูแลศาลาพักม้า จ้าวไป่จือและถังฉีก็ขึ้นรถม้าและออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางถัดไปคืนก่อนหน้านี้ ผู้ใต้บัญชาของจ้าวไป่จือได้เค้นข้อมูลที่มีประโยชน์จากสายลับมาได้เพิ่มเติมเวลานี้ จ้าวไป่จือนั่งอยู่ภายในรถม้า พร้อมกับถือบันทึกที่เขียนขึ้นตามคำสารภาพเมื่อคืนก่อนเขาไม่คาดคิดว่าแคว้นตงอิ๋งจะลอบส่งสายลับจำนวนมากเข้ามาในแผ่นดินเป่ยโจวโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้“ฮึ่ม ชาวตงอิ๋งช่างบังอาจจริงๆ ไม่เห็นแผ่นดินเป่ยโจวของเราในสายตา ทั้งยังส่งสายลับมาได้ตามอำเภอใจ!”สีหน้าของจ้าวไป่จือเย็นชา บ่งบอกถึงความชิงชังแคว้นตงอิ๋งอย่างชัดเจน“พี่จ้าว สงบใจไว้ก่อน ดังคำกล่าว 'หนามยอกเอาหนามบ่ง' ในเมื่อชาวตงอิ๋งกระทำการอุกอาจนัก เราก็ไม่จำเป็นต้องสงวนน้ำใจเช่นกัน”ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็นแม้นางจะไม่ใช่แบบอย่างแห่งความมีคุณธรรม แต่นางก็กระทำอย่างเปิดเผยและยุติธรรมเสมอการกระทำของแคว้นตงอิ๋งทำให้นางรู้สึกรังเกียจพวกเขามากขึ้น โดยเฉพาะความทะเยอทะยานดุจหมาป่าของพวกเขา“ข้าเขียนหนังสือส่งไปยังเมืองหลวงพร้อมกับสายลับเหล่านั้นแล้ว เมื่อฝ่าบาทได้รับ พระองค์จะเข้าใจเอง”จ้าวไป่จือตระหนักดีว่าเรื่องบางเรื่องอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา และจำเป็นต้องมีพระราชโองการของฮ่องเต้รถม้าโคลงเคลงขณะเคลื่อนตัวไปตามถนนในขณะที่คนสองคนในรถม้ากำลังพูดคุยกันอย่างจริงจังตอนนั้นเอง จ้าวไป่จือคล้ายจะลืมตัวตนของถังฉี หากแต่ปฏิบัติกับนางประหนึ่งที่ปรึกษาและหารือเรื่องต่างๆอย่างจริงจัง รวมทั้งขอความเห็นจากนางทั้งสองก้มหน้าดูเอกสารตรงหน้าอย่างครุ่นคิดก่อนที่ทั้งสองจะทันรู้ตัว ศีรษะของพวกเขาก็เคลื่อนเข้ามาใกล้กันมากขึ้น กระทั่งนึกขึ้นได้ จึงรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับบังเอิญพบกับริมฝีปากอุ่นๆของกันและกันถังฉีสัมผัสได้ถึงความรู้สึกระหว่างริมฝีปากของทั้งสอง ตะลึงจนไม่อาจขยับตัวจ้าวไป่จือก็ตกตะลึงกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นกัน สีหน้าของเขาแข็งค้างไร้ซึ่งความเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นเช่นเมื่อครั้งที่ไต่สวนสายลับเมื่อคืนนี้ทั้งคู่จ้องมองกันโดยไม่ยอมผละออก ความรู้สึกซาบซ่านระหว่างริมฝีปากทำให้พวกเขาหายใจแรงขึ้นถังฉีกลับมามีสติอย่างรวดเร็ว เริ่มตั้งตัวได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าถังฉีไม่ได้ขัดขืน จ้าวไป่จือจึงยื่นมือมาประคองด้านหลังศีรษะของนางโดยสัญชาตญาณ และริมฝีปากของทั้งสองก็ค่อยๆสัมผัสกันอีกครั้ง“อืม…”เมื่อถังฉีสัมผัสถึงความรู้สึกระหว่างริมฝีปาก จิตใจของนางราวกับล่องลอยไปไกลแสนไกลจ้าวไป่จือบรรจงจูบนางอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังสัมผัสสมบัติล้ำค่า สำรวจริมฝีปากของนางด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งเกรงว่าการเคลื่อนไหวรุนแรงอาจทำให้ถังฉีตกใจจนเตลิดหนีไปหัวใจของถังฉีเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสติเริ่มพร่าเลือน ในใจปรารถนาจะผลักเขาออกไป แต่กลับพบว่าตนเองไร้เรี่ยวแรงจะทำเช่นนั้นทันใดนั้น จ้าวไป่จือก็ดึงมือออกอย่างกะทันหัน และใช้แขนเสื้อเช็ดมุมริมฝีปากของนางอย่างอ่อนโยน“ฉีฉี เจ้าไม่รู้ตัวเลยว่าเวลานี้เจ้าช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน ข้าเกรงว่าหากเรายังคงทำต่อไป ข้าจะยับยั้งตัวเองไม่ไหว”ขณะที่เขากล่าวเช่นนี้ ใบหน้าของจ้าวไป่จือก็เผยถึงความรักใคร่ระคนหยอกเย้า ถังฉีหน้าแดงก่ำ หัวใจของนางแทบหลุดมานอกอก“แค่ก…”นางเอื้อมมือไปจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเรียกถังซันซึ่งกำลังขี่ม้าอยู่ด้านนอกให้เข้้ามาแม้ถังซันจะอยู่ไกลออกไป แต่ในฐานะอดีตองครักษ์เงาที่มีทักษะชั้นสูง นางจึงได้ยินเสียงเรียกจากรถม้าอย่างชัดเจนเมื่อได้ยินเสียงเรียกของถังฉี นางก็ขี่ม้ามาเทียบข้างๆโดยไม่ลังเล ก่อนจะก็กระโดดขึ้นไปบนรถม้าและเดินเข้าไปข้างในเมื่อถังซันปรากฏตัวขึ้น ถังฉีก็สามารถควบคุมความคิดที่พลุ่งพล่านของนางได้อีกครั้ง“องค์หญิง มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือ?” ถังซันถามอย่างจริงจัง หางตาของนางสังเกตสีหน้าของถังฉีเงียบๆบางที ถังฉีเองคงไม่รู้ตัวว่าระหว่างการเดินทางกับจ้าวไป่จือ ทำให้นางดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าก่อนที่บ้านตระกูลถังและจวนองค์หญิง นางมักจะปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นในฐานะพี่สาวหรือองค์หญิงผู้เป็นที่เคารพเสมอบทบาทเหล่านี้ล้วนกดทับความเป็นธรรมชาติของนาง ทำให้นางดูมีวุฒิภาวะเกินวัย“รถม้าคันนี้ค่อนข้างอบอ้าว เข้ามาช่วยพัดให้ข้าหน่อย”ถังฉีกล่าวโดยไม่มีอาการประหม่าแม้แต่นิดเดียวด้วยข้ออ้างอันสมเหตุสมผลนี้ นางจึงจะอธิบายปฏิกิริยาหน้าแดงกะทันหันของนางได้! ตอนที่ 475: อ้อมแขนของจ้าวไป่จือ“องค์หญิง เวลานี้อากาศเย็นสบาย และรถม้าคันนี้ก็ไม่ได้อบอ้าวแม้แต่น้อย!” ถังซันแย้งด้วยความประหลาดใจนางหวังว่าองค์หญิงจะเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ โดยไม่ต้องกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องต่างๆนางสัมผัสได้ว่าในช่วงเวลาที่อยู่กับถังฉี ถังฉีจริงจังกับอารมณ์ของตนเองเสมอมา“บางที อาจเป็นเพราะวันนี้ข้าสวมเสื้อผ้าหลายชั้นเกินไป และนี่ก็เป็นเสื้อผ้าของบุรุษ ข้าไม่ชินสักที”ถังฉีคิดข้อแก้ตัวที่ดูเงอะงะขึ้นมาได้ยินดังนั้น ถังซันก็ไม่ได้กดดันนางต่อไป หากแต่หยิบพัดขึ้นมาและพัดให้นางอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่ามีคนมาร่วมนั่งในรถม้า หัวใจที่เต้นแรงของถังฉีก็ค่อยๆสงบลงนางไม่ได้คาดหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและจ้าวไป่จือจะพัฒนาไปไกลถึงเพียงนี้นางรู้สึกราวกับเด็กสาวผู้ไม่ประสาเรื่องความรัก และเมื่อพิจารณาจากอายุของจิตใจ การอยู่กับจ้าวไป่จือทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังคบกับคนที่อายุน้อยกว่าอย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เวลาร่วมกันครั้งนี้ ถังฉีก็ตระหนักได้ว่านางค่อยๆตกหลุมรักเขามากขึ้นเรื่อยๆ มิใช่เพียงใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ยังรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำต้องยอมรับว่าการได้พบใครสักคนเช่นเขาในยุคสมัยนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆโดยเฉพาะในช่วงนี้ จ้าวไป่จือดูจะเก่งกาจเรื่องการบริหารเสน่ห์ไม่น้อยเขาไม่เคยพลาดโอกาสที่จะได้อยู่กับนางตามลำพัง เป็นเหตุผลที่ทำให้นางหน้าแดงอยู่ตลอดเวลา!เพียงนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองเมื่อสักครู่ก็ทำให้ถังฉีรู้สึกทั้งเขินอายและหงุดหงิด ในขณะที่จ้าวไป่จือนั่งอยู่ในรถม้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิบชาและเพลิดเพลินกับขนมแป้งอบอย่างสบายใจนั่นเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ถังฉีชื่นชมเขามากยิ่งขึ้นขณะที่นางกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงความคิด เสียงทุ้มนุ่มลึกของจ้าวไป่จือก็ดังมาถึงหูของนาง“ถังซัน องค์หญิงของเจ้าคงจะกระหายน้ำอยู่บ้าง ไยเจ้าไม่ลองไปที่เมืองถัดไปและซื้อน้ำดื่มดับกระหายให้นางสักหน่อย”ขณะที่ถังฉีเริ่มผ่อนคลาย ข้อเสนอของจ้าวไป่จือก็ทำให้นางตกใจนางเพิ่งยกถ้วยชาขึ้นดื่มจนแทบจะพ่นมันออกมา“ข้าไม่ได้กระหายน้ำ!” นางกล่าวออกมาด้วยฟันที่ขบแน่น เพราะกังวลว่าหากถังซันจากไป จ้าวไป่จืออาจทำอะไรกับนางอีก...เหมือนจุมพิตเมื่อครู่?แค่คิดก็ทำให้พวงแก้มของถังฉีแดงก่ำอีกครั้ง“องค์หญิง เหตุใดหน้าของท่านถึงแดงเช่นนี้? ท่านร้อนเกินไปหรือ?” ถังซันถามด้วยสีหน้างุนงงขณะมองดูสภาพอากาศภายนอกเวลานี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศเย็นสบายได้ยินดังนั้น ถังฉีก็ปรารถนาจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้ได้ ด้วยเชื่อว่าถังซันตั้งใจกล่าวเช่นนี้ และบางที นางอาจได้ยินอะไรบางอย่าง!ด้วยความคิดนี้ ใบหน้าของถังฉีก็ยิ่งแดงขึ้นอีก ก่อนจะตัดสินใจว่าจะพูดคุยกับถังซันอย่างจริงจังที่ศาลาพักม้าแห่งต่อไปนางลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นนายของใคร!“รถม้าคันนี้อึดอัดเกินไป ข้าอยากออกไปขี่ม้า” ถังฉีเกรงว่าถังซันหรือจ้าวไป่จือจะหาข้ออ้างออกจากรถม้า นางจึงเสนอตัวไปเองในโลกเดิม นางมักไปขี่ม้ากับเพื่อนๆในยามว่างเสมอ ดังนั้นการขี่ม้าจึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับนางคำกล่าวนั้นกระตุ้นความสนใจของจ้าวไป่จือขึ้นมาทันที“ข้าก็คิดว่ารถม้าคันนี้ค่อนข้างอึดอัดเช่นกัน ฉีฉี คำแนะนำของเจ้าช่างเหมาะเจาะนัก! อีกประเดี๋ยว เราขี่ม้าไปด้วยกัน แล้วข้าจะพาเจ้าชมทิวทัศน์!”ใบหน้าของจ้าวไป่จือยังคงไร้กังวลเหมือนเช่นเคยถังฉีแทบหายใจไม่ออกเมื่อได้ยินคำตอบของเขานางได้แต่คร่ำครวญอยู่ภายในใจ!นางปรารถนาจะขี่ม้าคนเดียวเพื่อสงบจิตใจสักพักหนึ่ง แต่จ้าวไป่จือกลับยืนกรานที่จะอยู่ใกล้นางให้ได้ ทำให้นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้อย่างไรเสีย เขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใยจนนางไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรถังฉีเขม็งมองจ้าวไป่จืออย่างอดมิได้ และสงสัยว่าชายผู้นี้ฉลาดเป็นกรดตั้งแต่เมื่อใดเมื่อสัมผัสถึงการจ้องมองของนาง รอยยิ้มของจ้าวไป่จือก็มิได้ครั่นคร้าม“หยุด! เตรียมม้าให้ข้า!”ด้วยคำสั่งของเขา รถม้าก็หยุดลงอย่างนุ่มนวลถังฉีเดินออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก และคนรับใช้ก็นำม้าของจ้าวไป่จือเข้ามาขณะที่นางกำลังลังเลใจที่จะขึ้นหลังม้า จู่ๆ นางก็รู้สึกว่ามีแขนมารัดรอบเอวของนาง และทันใดนั้น นางก็ถูกยกขึ้นและนั่งลงบนหลังม้า“ฉีฉี เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” จ้าวไป่จือโน้มตัวเข้ามาใกล้หูของนางและกระซิบเบาๆ“ข้ากำลังสงสัยว่าท่านกลายเป็นคนไร้ยางอายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร!”ถังฉีลดเสียงลง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง!ตอนนั้นเอง มือของจ้าวไป่จือค่อยๆรัดรอบเอวของนางและจับบังเหียนไว้เหล่าคนรับใช้ก้มหน้ามองพื้นโดยทำเป็นไม่สังเกตเห็นสิ่งใด ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดซื่อจื่อผู้เย็นชาจึงแสดงความสนิทสนมต่อคนรับใช้ถึงเพียงนี้ และทั้งยังให้ขี่ม้าไปด้วยกันโชคดีที่ไม่มีคนตระกูลเฉินอยู่ที่นั่น มิฉะนั้น ข่าวนี้คงแพร่กระจายไปถึงเมืองหลวงในไม่ช้าผู้คนในเมืองหลวงคงคิดว่าจ้าวไป่จือมีรสนิยมแปลกๆนั่นก็คือการใคร่ในบุรุษ!ถังฉีจำม้าตัวนี้ได้ มันคือม้าตัวเดียวกับที่จ้าวไป่จือขี่ไปทำศึก สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง!ขณะนั่งบนหลังม้าซึ่งเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่อฟัง ถังฉีพบว่าประสบการณ์นั้นค่อนข้างน่าพึงใจทีเดียว — เว้นเสียแต่มือที่โอบรัดอยู่รอบเอวของนางขณะที่นางกำลังคิดเช่นนี้ นางก็รู้สึกทันทีว่าม้าเริ่มวิ่งเร็วขึ้น“เกิดอะไรขึ้น?” นางถามหลังจากตั้งสติได้ และหันไปมองจ้าวไป่จือที่อยู่ข้างหลังจากนั้น นางจึงตระหนักว่าพวกเขาถอยห่างจากคณะทูตมาแล้ว“ในคณะทูตมีคนมากมาย ข้าไม่อยากให้เราเป็นที่สนใจมากเกินไป” จ้าวไป่จือกล่าวอย่างใจเย็น“แม้แต่ศาลาพักม้าเล็กๆก็มีสายลับแคว้นตงอิ๋ง ใครจะรู้ว่ากลุ่มของเรามีหรือไม่? ระวังไว้ก่อนดีกว่า!”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างจริงจัง และหลังจากได้ยินคำตอบ ถังฉีก็ผงกศีรษะเวลานี้ นางเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์ระหว่างสองแคว้นนั้นซับซ้อนเพียงใด“เช่นนั้นเราเร่งไปให้ถึงแคว้นตงอิ๋งโดยเร็วที่สุดเถอะ ยิ่งไปถึงเร็วเท่าไร เราก็วางแผนล่วงหน้าได้เร็วเท่านั้น!”ถังฉีกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว จิมมุทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง แม้กระทั่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ยิ่งยากจะข่มตาหลับหากไม่จัดการกับเขาโดยเร็ว ถังฉีสงสัยว่าความรู้สึกนี้จะกัดกินหัวใจนางไปมากมายเพียงใด!จบตอน Comments
Comments
Post a Comment