sister ep481-485 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 481: ลำบากท่านแล้ว“ชาวตงอิ๋งจะมีอิสระถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องได้รับอนุญาต และต้องมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน”จ้าวไป่จือกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง สถานการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าปกติหากเป็นคนอื่น เขาอาจเชื่อว่าคนเหล่านั้นซื่อสัตย์และภักดี ทว่าความโลภในแววตาของนายอำเภอผู้นี้ชัดเจนเกินไป หากนำเงินมากองไว้ตรงหน้า เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ถูกล่อลวง!“ผู้ดูแลเฝ้าระวังตัวตนของข้าตลอดเวลาที่เขาอยู่ในห้อง” ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง โชคดีที่นางเตรียมตัวมาอย่างดี มิฉะนั้น หากอีกฝ่ายพบนางโดยบังเอิญในห้องของจ้าวไป่จือ ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะคิดอะไร“เห็นที เราคงต้องจับตามองผู้ดูแลคนนี้ให้ดี หากเราหาเบาะแสจากเขาได้ เราก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นเมื่อเดินทางไปแคว้นตงอิ๋ง” จ้าวไป่จือกล่าวอย่างจริงจังหากพบว่ามีการสมรู้ร่วมคิดเกิดขึ้น พวกเขาอาจล่วงรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้คนจากแคว้นตงอิ๋งมีความกระตือรือร้นจนยากจะรู้ว่าพวกเขากำลังวางแผนอะไรอยู่“เอาล่ะ เช่นนั้นก็ไปบอกคณะทูตว่าเราจะอยู่ที่นี่อีกวันหนึ่ง” ถังฉีกล่าวอย่างครุ่นคิด แม้จะมิใช่ขุนนาง แต่ฮ่องเต้ก็ปฏิบัติต่อนางไม่ต่างจากพระธิดาของพระองค์เอง นางจึงควรทำตัวให้เป็นประโยชน์เพื่อสวัสดิภาพและความมั่นคงของแผ่นดินเป่ยโจวเช่นเดียวกับตอนที่เผชิญโรคระบาด นางถึงกับยอมเสี่ยงเปิดเผยตัวตนโดยการนำรถยนต์ออกมาจากห้วงมิติหากเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นางเองก็ไม่ลังเลที่จะสละชีวิตของตนเองแม้ธรรมชาติของมนุษย์จะเห็นแก่ตัว แต่นางก็อยู่ในโลกนี้มาหลายปีและผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับโลกนี้ไปแล้วทั้งยังตระหนักถึงความยากลำบากที่ผู้คนต้องเผชิญดังนั้น หากผู้ที่มีเจตนาร้ายต้องการกดขี่ข่มเหงชีวิตของคนเหล่านี้ นางก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหยุดพวกเขาแม้มันจะหมายถึงการเสียสละชีวิตของนางเอง นางก็จะไม่ลังเลใจนี่คือความเชื่อของนาง!เมื่อคนบางคนที่พวกเขาต้องการปกป้องต้องเผชิญกับอันตราย พวกเขาย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนเหล่านั้นอยู่รอดปลอดภัย“อืม รอถึงพรุ่งนี้เช้าเถอะ ค่อยไปบอกพวกเขาว่าข้ารู้สึกไม่สบาย และอยากพักที่นี่ต่ออีกวัน คนพวกนั้นจะได้ไม่สงสัย”ได้ยินเช่นนี้ ถังฉีพยักหน้าและตระหนักได้ว่าตนเองใจร้อนเกินไปจนไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบคืนนั้น ขณะที่คนอื่นๆกำลังหลับใหล จ้าวไป่จือก็แอบย่องออกจากที่พักอย่างเงียบๆ โดยสวมชุดสีดำ—----------------------------------เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ท้องฟ้าค่อยๆสว่าง จ้าวไป่จือก็กลับมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ตากลมตากน้ำค้างมาตลอดทั้งคืน“ความพยายามเมื่อคืนนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ ไม่คิดเลยว่าผู้ดูแลจะบังอาจสมรู้ร่วมคิดกับพ่อค้าเหล่านี้และเปิดเผยความลับของแผ่นดินเป่ยโจว!”ทันทีที่จ้าวไป่จือกลับมา ถังซันที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ถังฉีก็สังเกตเห็นเขา และถังฉีก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีนางกังวลตลอดทั้งคืนในขณะที่เขาออกไปข้างนอก และแทบไม่ได้นอน เพียงแค่หลับตาลงชั่วครู่ เมื่อเห็นเขากลับมาอย่างปลอดภัย หินก้อนใหญ่จึงถูกยกออกจากอก“ท่านพบหลักฐานแล้วหรือ?” ถังฉีเอ่ยถามพลางมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง เมื่อเห็นท้องฟ้าที่ค่อยๆสว่างขึ้น นางจึงเอ่ยด้วยความมั่นใจหากเป็นเพียงหลักฐานเล็กๆน้อยๆ จ้าวไป่จือคงจะกลับมาเร็วกว่านี้มาก“ใช่ ข้าพบหลักฐานแล้ว เราไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป! เมื่อฟ้าสาง เราจะออกไปและวางกับดักจับผู้ดูแลและผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับเขา!”เขาจะไม่ปล่อยให้คนขายชาติลอยนวล เมื่อคิดได้เช่นนี้ จ้าวไป่จือก็รีบเขียนจดหมายและสั่งให้องครักษ์เงานำไปส่งที่เมืองหลวงจากนั้น เขาจึงเอนกายลงนอนเพียงชั่วครู่เมื่อถึงเวลา เสี่ยวเอ้อก็ยกอ่างล้างหน้าเข้ามาในห้องเมื่อเขาเห็นถังฉีซึ่งแต่งตัวเป็นบุรุษกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องของจ้าวไป่จือ เขาก็ดูไม่แปลกใจนักพวกเขาได้ยินมาว่าชายหนุ่มรูปงามผู้นี้เป็นที่โปรดปรานของซื่อจื่อดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเขาที่จะร่วมห้องเดียวกันทั้งยังได้ยินข่าวลือหนาหูว่าขุนนางระดับสูงหลายคนในเมืองหลวงมีรสนิยมที่แปลกประหลาดดังนั้น การได้เห็นภาพเช่นนี้จึงถือเป็นเรื่องปกติบางคนถึงกับบอกว่าเหตุผลที่ซื่อจื่อพาชายหนุ่มคนโปรดไปทุกที่ก็เพื่อยั่วโมโหเจิ้นกั๋วกงผู้เป็นบิดา ซึ่งจะโกรธมากหากเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันทว่าจ้าวไป่จือและถังฉีไม่ทราบเกี่ยวกับข่าวลือเช่นนี้เลยเมื่อถังฉีตื่นนอนและแต่งตัวเรียบร้อย นางได้ยินเสียงร้องเรียกของเสี่ยวเอ้อ จึงเดินออกไปยังห้องด้านนอกจ้าวไป่จือเองก็ตื่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าเสียงรบกวนภายนอกปลุกเขาให้ตื่น“เข้ามา!”หลังจากพักผ่อนได้สักพัก จ้าวไป่จือก็รู้สึกสดชื่นไม่นาน เสี่ยวเอ้อก็เก็บอ่างล้างหน้าออกไป และผู้ดูแลก็ยืนอยู่ข้างนอกด้วยท่าทีนอบน้อม รอให้จ้าวไป่จือเอ่ยปากเมื่อวานนี้ เขาได้สั่งให้คนเฝ้าศาลาพักม้าแห่งนี้อย่างดี แต่เขาไม่รู้เลยว่าจ้าวไป่จือลอบออกไปตอนกลางคืนคืนนั้น ผู้ดูแลจึงนอนหลับสบายไร้กังวลเวลานี้ เขาคิดว่าจ้าวไป่จือเป็นเพียงขุนนางระดับสูงที่มีอำนาจ และเขาเชื่อว่าหากส่งคนผู้นี้รีบจากไปเสีย เขาก็จะหมดกังวลเสียทีเมื่อจ้าวไป่จือล้างหน้าเสร็จ เขาก็พร้อมเรียกให้ผู้ดูแลเข้าพบ“มื้อเช้าพร้อมหรือยัง? พวกเราจะออกเดินทางทันทีที่กินอาหารเสร็จ” จ้าวไป่จื่อเอ่ยถามอย่างเป็นกันเองเมื่อเขามองผู้ดูแล สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ราวกับความเกรี้ยวกราดที่ปะทุขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงการแสดง“เรียนซื่อจื่อ มื้อเช้าได้เตรียมไว้เรียบร้อย เมื่อคณะเดินทางของท่านตื่น อาหารก็จะถูกจัดส่งไปที่ห้อง” ผู้ดูแลเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม โล่งใจที่เมื่อพวกเขากินอาหารแล้วก็จะออกเดินทาง และเขาสามารถกลับสู่การใช้ชีวิตปกติได้“ดี เช่นนั้นก็กินข้าวกันก่อน! เมื่อเสร็จแล้วเราจะออกเดินทางทันที! ผู้ดูแล หลายวันมานี้ลำบากท่านแล้ว” ตอนที่ 482: รอจนกว่าท่านจะกลับมา“ไม่ว่าจะลำบากหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของข้าในฐานะขุนนางระดับล่าง” ผู้ดูแลกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบประแจงไม่นานหลังจากนั้น เสี่ยวเอ้อก็นำมื้อเช้ามาให้ครั้งนี้ จ้าวไป่จือระมัดระวังเป็นพิเศษ เกรงว่าผู้ดูแลจะวางยาพิษก่อนที่เขาจะจากไป เขาจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด“ผู้ดูแล ข้าจะกินมื้อเช้าแล้ว ออกไปก่อนเถอะ” จ้าวไป่จือเอ่ยเสียงเรียบสีหน้าของผู้ดูแลยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงยิ้มกว้างขณะถอยออกไปจากนั้น จ้าวไป่จือและถังฉีก็ใช้วิธีการของถังเหอเพื่อทดสอบว่าอาหารนั้นปลอดภัยหรือไม่แต่ต่อให้อาหารถูกวางยาพิษ พวกเขาก็ไม่ต้องกังวล เพราะถังฉีมียาถอนพิษอยู่กับตัวหลังจากตรวจสอบแล้ว ทั้งสองก็รีบกินอาหารโดยไม่พูดอะไรถังซันเก็บสัมภาระและของใช้ส่วนตัวไปไว้บนรถมาเรียบร้อยแล้วขุนนางส่วนใหญ่ก็อยู่บนรถม้าเพื่อรอฟังคำสั่งจากซื่อจื่อ“ซื่อจื่อ ท่านไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวันเพื่อชื่นชมทัศนียภาพในท้องถิ่นของเราหรือ?” ในตอนเช้า นายอำเภอเฉินมาถึงก็กล่าวด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนักเมื่อทราบว่าจ้าวไป่จือกำลังจะออกเดินทาง“เราล่าช้าเกินไปแล้ว หากไม่รีบออกเดินทางโดยเร็ว ฤดูหนาวจะมาถึง และการเดินทางในท้องทะเลจะยิ่งมีอันตราย” จ้าวไป่จือเอ่ยตอบอย่างใจเย็นผู้ติดตามของเขามีทั้งเหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่ที่เคยเดินทางไปแคว้นตงอิ๋งมาก่อน ดังนั้นจ้าวไป่จือจึงทราบถึงความเสี่ยงในการเดินทางล่วงหน้าเมื่อได้ยินเช่นนี้ นายอำเภอก็ยิ่งมีสีหน้าไม่เต็มใจ หากใครไม่ทราบคงคิดว่าทั้งสองคนเป็นสหายสนิทที่รู้จักกันมานานและเกิดความห่วงหาอาทร“เช่นนั้นข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อท่านเดินทางกลับจากแคว้นตงอิ๋ง” นายอำเภอเฉินเอ่ยขึ้นเมื่อจ้าวไป่จือมาถึง นายอำเภอเฉินเตรียมสาวงามไว้ปรนนิบัติเขาหลายคน แต่เมื่อทราบว่าซื่อจื่อมีสหายรู้ใจมาด้วย เขาจึงต้องล้มเลิกแผนนี้ เพราะไม่ต้องการให้ความหวังดีของตนเสียเปล่า“อืม” จ้าวไป่จือเอ่ยตอบเสียงเรียบ ขณะช่วยถังฉีขึ้นรถม้าด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะปีนตามขึ้นไปเช่นกันนายอำเภอเฉินรู้สึกว่าการตัดสินใจของเขานั้นถูกต้อง เมื่อเห็นว่าซื่อจื่อใส่ใจสหายรู้ใจผู้นี้มากเพียงใดขณะที่ขบวนของคณะทูตเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ผู้ที่เฝ้ามองก็มีความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าปนกันไปผู้ดูแลรีบออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการรายงานข่าวให้ใครบางคนทราบจากหน้าต่างชั้นสองของศาลาพักม้า มารดาและบุตรสาวเฝ้ามองคณะทูตจากไป หญิงสาวร้องไห้ น้ำตาไหลริน“ท่านแม่ หากซื่อจื่อพึงใจในสตรี ข้าคงได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว” หญิงสาวเอ่ย หัวใจของนางเต้นแรงเมื่อนึกถึงใบหน้าที่ไม่มีผู้ใดทัดเทียมได้ของจ้าวไป่จือทว่าอนิจจา ความเป็นจริงทำให้นางต้องถอยออกมาเท่านั้นมารดาคอยปลอบประโลมบุตรสาวอยู่ข้างๆหากมีใครมาได้ยินการสนทนาของทั้งสอง พวกนางคงถูกเย้ยหยันจ้าวไป่จือสูงส่งกว่าพวกนางมาก ไม่ต่างจากดวงจันทร์กับหิ่งห้อย แม้แต่สาวใช้หรืออนุภรรยาก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากเขารถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆเหมือนเช่นเคยเหล่าขุนนางที่นั่งอยู่ข้างในกำลังหารือกับผู้ที่เคยเดินทางไปแคว้นตงอิ๋งเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องระวังขณะที่พวกเขาเข้าใกล้จุดหมายปลายทาง เหล่าขุนนางก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆภายในรถม้า จ้าวไป่จือที่นอนหลับตาอยู่พลันลืมตาตื่นทันทีเขาลุกขึ้นนั่ง มองดูดวงอาทิตย์ข้างนอกและเอ่ยขึ้น “ข้าหลับไปราวหนึ่งชั่วยามเห็นจะได้ นี่ก็เที่ยงแล้ว” จ้าวไป่จือยืดตัวอย่างเกียจคร้านเมื่อเห็นว่าเขาตื่นแล้ว ถังฉีจึงวางตำราลงด้วยรอยยิ้มละมุน “ข้าเห็นว่าท่านกำลังหลับสบาย จึงไม่อยากรบกวน”จ้าวไป่จือพยักหน้า จากนั้นจึงสั่งให้คณะเดินทางตั้งค่ายพักแรมและเตรียมทำอาหารเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตลอดการเดินทาง เนื่องจากไม่มีอาหารที่เตรียมไว้สำหรับรับประทานระหว่างวันเมื่อต้องเดินทางในลักษณะนี้ การตั้งค่ายพักแรมและทำอาหารกลายเป็นเรื่องปกติ และเหล่าขุนนางก็เคยชินกับเรื่องนี้แล้วจุดเด่นอยู่ที่อาหารซึ่งชายหนุ่มที่เดินทางมากับซื่อจื่อเป็นผู้ตระเตรียม ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอาหารของเขานั้นเลิศรส และพวกเขามักจะได้อานิสงส์อยู่บ่อยๆดั่งคำกล่าว ‘ใจอ่อนเพราะติดค้างบุญคุณ’ ดังนั้นพวกเขาจึงมิได้รู้สึกขุ่นเคืองถังฉีมากนักแม้จะมีบรรดาศักดิ์ที่สูงส่ง ทว่าถังฉียังคงถ่อมตัว มิเคยทำอะไรเกินบทบาทของตน และคอยอยู่เคียงข้างจ้าวไป่จือเสมอ“ฉีฉี วันนี้ข้าอยากกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงของเจ้าเป็นมื้อเที่ยง” จ้าวไป่จือเอ่ยด้วยรอยยิ้มเกียจคร้าน เขายังคงงัวเงียขณะมีสาวงามอยู่ข้างๆ“ได้เลย เรายังมีเนื้อชิ้นใหญ่เก็บไว้ ข้าจะเอาออกมาทำให้หมด” ถังฉีเอ่ยตอบเช้าวันนั้น พวกเขาผ่านถนนที่คึกคัก และถังฉีได้สั่งให้ถังซันซื้อเนื้อหมูมาเพิ่มพร้อมด้วยผักอีกจำนวนหนึ่งแม้ว่านางจะมีของสำรองไว้ในห้วงมิติ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาออกมาใช้ในตอนนี้“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”จ้าวไป่จือรู้สึกประหลาดใจที่ถังฉีตอบรับ เขาคลี่ยิ้มสดใสและลงจากรถม้าไปพร้อมกับนางเมื่อซื่อจื่อประกาศว่าจะตั้งค่ายพักแรม พ่อครัวในขบวนก็นำเครื่องมือออกมารถม้าแต่ละคันบรรทุกอาหาร เนื้อสัตว์ และน้ำดังนั้น จ้าวไป่จือจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเสบียงอาหารเมื่อถังฉีลงจากรถม้า ถังซันก็ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารตามปกติและหั่นผักเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเหล่าขุนนางต่างรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นถังฉีที่แต่งตัวเป็นบุรุษลงมาทำอาหาร“ดูท่าเราจะได้กินอาหารเลิศรสกันอีกแล้ว สงสัยจริงๆ ว่าหนุ่มน้อยผู้นี้ไปเรียนการทำอาหารมาจากที่ใด ข้าไม่เคยพบพ่อครัวที่มีพรสวรรค์เช่นนี้มาก่อน” ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นด้วยความชื่นชมโดยปกติแล้ว เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องอาหารการกิน แต่ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ รสชาติอาหารของถังฉีได้ยกระดับต่อมรับรสของเขาไม่น้อย ตอนที่ 483: ต้องการพบด่วนถังฉีได้ยินการสนทนาของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ว่าใครย่อมปลาบปลื้มเมื่อได้รับคำชม!“ท่านรู้หรือไม่ว่าฝีมือทำอาหารของหนุ่มน้อยผู้นี้เทียบได้กับพ่อครัวของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลทีเดียว!”“หากเขาเปิดร้านอาหารในเมืองหลวง ร้านของเขาต้องประสบความสำเร็จพอๆกับโรงเตี๊ยมเยว่ไหลเป็นแน่!” ใครบางคนเอ่ยขึ้น และทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยห่างออกไปไม่ไกล จ้าวไป่จือฟังการสนทนาของพวกเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่จากนี้ไป จะไม่มีใครได้เห็นคนสนิทของซื่อจื่อทำอาหารอีกหลังจากกินอาหารเสร็จ จ้าวไป่จือก็กลับไปที่รถม้า ทุกคนใช้เวลาพักผ่อนในสวนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิมก่อนที่จ้าวไป่จือจะจากไปพร้อมทหารคนสนิทถังฉีนั่งอยู่ในรถม้าที่จ้าวไป่จือเคยนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแม้จ้าวไป่จือจะสัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย แต่นางก็อดรู้สึกกระวนกระวายใจมิได้ น่าเสียดายที่สภาพร่างกายของนางไม่สามารถเรียนรู้วรยุทธ์ได้ด้วยอายุที่มากขึ้น‘จะเป็นอย่างไรหากเรามีอาวุธทรงพลังมากพอ?’ ความคิดหนึ่งจุดประกายในดวงตาของถังฉีในโลกเดิม นางมักใช้เวลาว่างในสนามยิงปืนจนเชี่ยวชาญถึงขั้นถอดประกอบปืนพกได้ ทว่านางไม่เคยคิดสร้างอาวุธที่น่ากลัวเช่นนั้นอย่างไรก็ตาม ความไม่สบายใจที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่มิอาจละเลยโชคดีที่ก่อนจ้าวไป่จือจะจากไป นางได้เห็นรัศมีของเขาแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีชะตากรรมเลวร้ายใดๆรอเขาอยู่ แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่สามารถสลัดความกังวลออกไปได้หลังจากนั้นไม่นาน หมิงรื่อก็เดินเข้ามาใกล้รถม้าและเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่าถึงเวลาออกเดินทางแล้ว ท่าทางของเขาดูอ่อนเพลียมากทีเดียวขบวนรถม้าของคณะทูตเริ่มเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่กำหนดถังฉีเฝ้ามองท้องฟ้าจนกระทั่งพลบค่ำ จากนั้น พวกเขาก็หยุดตั้งค่ายพักแรมที่ลานโล่งๆแห่งหนึ่งทุกคนต่างเหนื่อยล้าหลังจากเดินทางมาครึ่งวัน ทันทีที่รถม้าหยุด พ่อครัวก็ลงจากรถม้าเพื่อเตรียมอาหารวันนี้ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่มีใครมาขอพบจ้าวไป่จือ และไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขาไม่อยู่“องค์หญิง ซื่อจื่อยังไม่กลับมาเลย คืนนี้ท่านอยากกินอะไร?” ถังซันสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดของถังฉีตลอดช่วงบ่าย“กินอะไรง่ายๆเถอะ” ถังฉีเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ แม้ความจริงแล้วนางจะไม่ได้รู้สึกหิว แต่นางก็รู้ว่าควรกินอะไรรองท้องไว้บ้าง“ตกลง ข้าจะนำอาหารที่พ่อครัวเตรียมไว้มาให้สองที่” ถังซันพยักหน้าก่อนจะจากไปแม้จ้าวไป่จือจะไม่อยู่ แต่พวกเขาต้องทำราวกับว่าเขายังอยู่ มิเช่นนั้นคนอื่นๆอาจนึกสงสัยเมื่อถังฉีกินอาหารเสร็จก็เริ่มดึกแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของจ้าวไป่จือขณะที่ยืนอยู่ในกระโจม ถังฉีรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ไม่มีใครมาขอพบจ้าวไป่จือ เพราะนั่นอาจทำให้ความจริงถูกเปิดเผยโชคดีที่จ้าวไป่จือสั่งทุกคนไว้ว่าห้ามรบกวนเด็ดขาด เว้นแต่จะมีเหตุฉุกเฉินจริงๆทันใดนั้น เกิดเสียงวุ่นวายเกิดขึ้นด้านนอก“ซื่อจื่ออยู่ที่ไหน? ม้าของเราครึ่งหนึ่งล้มป่วยกะทันหัน และหมอก็ไม่สามารถรักษาพวกมันได้ พวกเราต้องการพบซื่อจื่อเดี๋ยวนี้!” เสียงร้อนรนดังขึ้นฮ่องเต้แห่งเป่ยโจวสั่งให้นำม้าพันธุ์ดีกว่าสี่สิบตัวไปมอบเป็นของกำนัลแก่แคว้นตงอิ๋ง แต่แล้วพวกมันกลับล้มป่วยกว่าครึ่ง!เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะพวกเขาไม่สามารถยอมรับความเสียหายจากการสูญเสียม้าทั้งหมดไป และต้องรายงานต่อแคว้นตงอิ๋งและฮ่องเต้ของพวกเขา“องค์หญิง อยู่ๆพวกม้าก็ล้มป่วย!” ถังซันรายงานถังฉีด้วยสีหน้าสับสน“ตอนที่ข้าไปตรวจดูพวกมันเมื่อวานนี้ พวกมันยังดีๆอยู่เลย การล้มป่วยเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่” ถังซันกล่าวอย่างจริงจัง“เจ้าหมายความว่าอาการป่วยนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเอง” ถังฉีเข้าใจอย่างรวดเร็ว“ม้าเหล่านี้มีคนคอยดูแลเป็นพิเศษ ถ้ามีเพียงหนึ่งหรือสองตัวที่ป่วยก็คงพอจะเข้าใจได้ แต่จู่ๆ พวกมันกลับล้มป่วยกว่าครึ่ง…” สีหน้าของถังซันพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา“ต้องมีใครสักคนรู้ว่าพี่จ้าวไม่ได้อยู่ที่นี่กับคณะทูต และจงใจทำร้ายม้าเพื่อกดดันให้เขาออกมา” ถังฉีสรุปเหตุการณ์ด้านนอก ความโกลาหลทวีความรุนแรงขึ้น โชคดีที่ขุนนางระดับสูงสามารถรับมือได้ดี มิเช่นนั้นทุกอย่างคงอยู่เหนือการควบคุม“มาเถอะ ไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น!” ถังฉีลุกขึ้น ตระหนักดีว่าพวกนางไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ข้างในได้ หากมีคนบุกเข้ามา คงยากจะหาคำอธิบายได้นางได้แต่หวังว่าจ้าวไป่จือจะหาทางกลับมาได้โดยเร็วด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายลง ถังฉีจำต้องระวังตัวขณะเดินออกไป“คุณชายถัง ซื่อจื่ออยู่ที่ไหน? พวกม้ากว่าครึ่งล้มป่วย หากพวกเราไม่สามารถคลี่คลายได้และพวกมันตายไปละก็ พวกเราจะอธิบายกับฮ่องเต้อย่างไร?” ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด“ใช่แล้ว นี่ก็ใกล้จะถึงแคว้นตงอิ๋งแล้วด้วย หากม้าพวกนี้ล้มตายไป พวกเราคงส่งมอบของขวัญไม่ได้” คนอื่นๆเสริมด้วยความร้อนใจถังฉีมิได้เอ่ยตอบ แต่กลับจ้องมองไปที่พวกเขาทีละคน เพื่อประเมินว่าผู้ใดมีเจตนาไม่ดีหรือจิตใจชั่วร้ายแม้ว่าจะไม่สามารถแยกแยะคนร้ายตัวจริง แต่นางก็สามารถหาเบาะแสบางอย่างได้จากรัศมีของพวกเขาเมื่อสังเกตครบทุกคน นางก็ตระหนักได้ว่าไม่มีใครดูตื่นตระหนกเป็นพิเศษ และสำหรับพวกเขา นางเป็นเพียงผู้ติดตามใกล้ชิดของจ้าวไป่จือเท่านั้นตราบใดที่ซื่อจื่อไม่ปรากฏตัว พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องกังวล“ซื่อจื่อเหนื่อยล้าจากการเดินทางและเข้านอนแล้ว โปรดลดเสียงของพวกท่านลงหน่อย” ถังฉีกล่าวอย่างเย็นชาพลางจ้องมองฝูงชนด้วยสายตาเฉียบคม บางคนเงียบเสียงลงทันทีเมื่อได้ยินว่าซื่อจื่อกำลังพักผ่อน“คุณชายถัง ต่อให้ซื่อจื่อจะอ่อนเพลีย แต่ม้าพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ได้โปรดรีบแจ้งเขาทีเถอะ!” ตอนที่ 484: เอาหัวเป็นประกันผู้กล่าวเป็นขุนนางวัยกลางคนที่ทุกคนเรียกขานว่า ‘ใต้เท้าโจว’ เขามักจะชมเชยทักษะการทำอาหารของนางเสมอถังฉีสังเกตรัศมีเหนือศีรษะของใต้เท้าโจวผู้นี้ บ่งบอกว่าเขาเป็นคนเที่ยงตรงและมีคุณธรรมบอกชัดว่าอาการป่วยกะทันหันของพวกม้าไม่เกี่ยวข้องกับเขา เขาเพียงวิตกกังวลเพราะหน้าที่เท่านั้น“ใช่แล้ว ท่านเป็นเพียงคนรับใช้ อย่ามาขัดขวางพวกเราเลย หากม้าทุกตัวล้มป่วย ท่านจะรับผิดชอบไหวหรือ?”ถังฉีจ้องมองด้วยแววตาสงบนิ่ง นางไม่คุ้นหน้าชายผู้นี้นัก ราวกับว่าเขาไม่ค่อยได้แสดงตัวตลอดการเดินทาง“กล้าดีอย่างไรมาเรียกคุณชายของเราว่าคนรับใช้! คิดว่าตัวเองเป็นใครไม่ทราบ?” เมื่อชายคนนั้นกล่าวจบ เขาก็พบกระบี่ยาวพาดอยู่ที่คอถังซันจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชาผู้ใดที่กล้าล่วงเกินองค์หญิงสมควรตาย!“ช่วยด้วย! ผู้ติดตามของเจ้าคนรับใช้จะฆ่าข้าต่อหน้าทุกคน ซื่อจื่อ รีบออกมาเร็วเข้า หากท่านไม่ออกมา เจ้าสองคนนี้จะต้องทำเรื่องเลวร้ายแน่!”ชายคนนั้นหลบกระบี่ของถังซันได้อย่างง่ายดายและน่าประหลาดใจยิ่ง เนื่องจากถังซันมีฝีมือล้ำเลิศ การที่เขาสามารถหลบเลี่ยงคมกระบี่ของนางได้ แสดงว่าเขาเองก็ต้องมีทักษะสูงส่งเช่นกันถังซันปกปิดความสามารถของตนตลอดการเดินทาง แต่ชายผู้นั้นดูถูกถังฉี ทำให้นางต้องลงมือ แต่เขากลับหลบเลี่ยงได้อย่างง่ายดายเห็นดังนั้น สีหน้าของถังซันจึงเริ่มตึงเครียดและระวังตัวทันทีอย่างไรก็ตาม ชายผู้นั้นคล้ายจะไม่ทราบว่าการกระทำของตนเองทำให้ถังซันระวังตัวมากขึ้น เขายังคงมุ่งความสนใจไปที่กระโจม และต้องการพิสูจน์ว่าจ้าวไป่จือไม่ได้อยู่ในนั้นผู้เห็นเหตุการณ์ต่างไม่มีท่าทีจะห้ามปราม เพราะทุกคนล้วนมีเจตนาเดียวกัน“พอได้แล้ว เสียงโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน? หากพวกท่านมีเรื่องจะหารือก็ควรทำให้เหมาะสม ก่อเรื่องวุ่นวายก็รังแต่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โดยไม่จำเป็น”ใต้เท้าโจวมีสีหน้าขุ่นเคือง แม้ว่าเขาเองจะรู้สึกไม่พอใจที่ถูกถังฉีขัดขวาง แต่นั่นก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆ บุกเข้าไปพบซื่อจื่อนึกถึงวิธีที่ถังฉีดูแลพวกเขาตลอดการเดินทาง เขาจึงระงับโทสะได้ทันทีที่ใต้เท้าโจวขึ้นเสียง เหล่าขุนนางและคนอื่นๆก็ผงะถอยไปอย่างเงียบๆพวกเขามาเพื่อขอพบซื่อจื่อ และไม่ว่าเขาจะอนุญาตให้พบหรือไม่ก็เป็นการตัดสินใจของเขา“คนดูแลม้าอยู่ที่ไหน?”ถังฉีเอ่ยถามพลางกวาดตามองไปยังกลุ่มคน“คุณชายถัง ข้าคือคนดูแลม้า”กล่าวจบ ชายอายุห้าสิบปีคนหนึ่งก็คุกเข่าต่อหน้านางด้วยสีหน้าหวาดกลัว“ข้าไม่รู้ว่ามีม้าล้มป่วยไปกี่ตัวแล้ว! ข้าคอยดูแลพวกมันอย่างดีมาตลอดทาง หวังว่าท่านจะทูลฝ่าบาทว่าข้าไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ!”กล่าวจบ คนดูแลม้าก็โขกศีรษะครั้งแล้วครั้งเล่า“ลุกขึ้นเถอะ!” ถังฉีมองรัศมีเหนือศีรษะและตระหนักได้ว่าเขาเป็นคนจิตใจดี ดังนั้นการป่วยของม้าจึงไม่เกี่ยวกับเขาชายชรารู้สึกประหลาดใจกับความเมตตาของถังฉี แต่ก็ยังไม่กล้าลุกขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบกับอาการเจ็บป่วยของม้า หากถังฉีหรือฮ่องเต้ต้องการแพะรับบาป เขาก็คงต้องก้มหน้ายอมรับแต่โดยดี“ลุกขึ้นเถอะ มัวคุยกันที่นี่ก็ไม่เกิดประโยชน์ ไปที่คอกม้าและตรวจสอบดูก่อนเถอะ”ถังฉีพูดจบก็ผายมือให้เขาลุกขึ้น“โอ้ คุณชายถัง ซื่อจื่อไม่อยู่ ท่านก็วางตนเป็นใหญ่เชียวหรือ? เรื่องสำคัญเช่นนี้ เหตุใดไม่ไปแจ้งให้ซื่อจื่อทราบ?”ชายคนเดิมเดินเข้ามาอีกครั้ง สีหน้ากรุ่นโกรธอย่างเห็นได้ชัด“กล้าดีอย่างไร! ท่านเป็นใครถึงได้ขึ้นเสียงใส่คุณชายของเรา หากก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว อย่าโทษข้าหากกระบี่เล่มนี้ไม่ไว้ชีวิตเจ้า!”ถังซันยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าแขนเรียวบางของนางอาจดูเก้งก้างในสายตาของผู้ที่เฝ้ามองเหตุการณ์“อะไรกัน? ข้าเป็นคนผิดเสียที่ไหน? พวกท่านต่างหากที่ล้ำเส้นเกินไปแล้ว หรือว่าซื่อจื่อไม่อยู่ในกระโจม พวกท่านถึงได้ดูมีลับลมคมในและพยายามปกปิดบางอย่าง?”เมื่อพูดเช่นนี้ ฝูงชนโดยรอบก็เงียบเสียงลง“เป็นไปไม่ได้ ซื่อจื่อจะไปอยู่ที่ไหนได้เล่า?” ใต้เท้าโจวเผยสีหน้าสับสน เขาเริ่มแคลงใจในสิ่งที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา“บางทีเขาอาจเข้าไปดื่มในเมือง หรือไม่ก็แอบไปพบใครบางคนอย่างลับๆ?”ชายคนนั้นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ตามมาด้วยเสียงพึมพำของกลุ่มคน“เจ้าเป็นใครถึงได้รู้การเคลื่อนไหวของซื่อจื่อ เห็นเขาจากไปด้วยตาตัวเองหรือ? ข้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ซื่อจื่อได้พักผ่อน แล้วเจ้า? ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?”ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบ สีหน้ายากที่จะอ่านออกชายผู้นั้นมีท่าทีลังเล สงสัยว่าซื่อจื่ออาจกลับมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว“ร…เรียนคุณชายถัง คนผู้นี้คือผู้ช่วยดูแลม้าของข้า แซ่ซวินขอรับ”คนดูแลม้าไม่คาดคิดว่าผู้แซ่ซวินผู้นี้จะกล้ากล่าววาจาสามหาวต่อหน้าคุณชายถัง จึงรีบคุกเข่าด้วยความตระหนกตกใจ“ท่านลุง นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับเขา อย่ากังวลไปเลย” ถังฉีรู้ว่าคนดูแลม้าเป็นคนจิตใจดี นางจึงพยุงเขาลุกขึ้นจากนั้น นางก็หันไปเย้ยหยันชายผู้นั้น “ข้าจะเดิมพันด้วยชีวิต แล้วเจ้า…กล้าทำเช่นเดียวกันหรือไม่?”ผู้แซ่ซวินไม่คิดว่าถังฉีจะกดดันเขาอย่างไม่ลดละเช่นนี้ การเสี่ยงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้า“คุณชายถัง หากซื่อจื่ออยู่ในกระโจมจริงก็ให้เขาออกมาเถอะ อย่างไรเสีย อาการป่วยของม้าก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ”ใต้เท้าโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล เช่นเดียวกับสีหน้าของเขาแม้เขาจะไม่แน่ใจในตัวตนที่แท้จริงของถังฉี แต่เขาก็มั่นใจว่าการที่ซื่อจื่อให้ความสำคัญกับถังฉีหมายความว่าเขาอาจมีสถานะไม่ด้อยไปกว่ากัน ตอนที่ 485: ไม่รอดไปถึงวันพรุ่งนี้“ใต้เท้าโจว ความหมายของข้าคือไม่จำเป็นต้องรบกวนซื่อจื่อด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าจะไปตรวจสอบดูพร้อมกับท่านเอง”เมื่อถังฉีหันไปหาใต้เท้าโจว สีหน้าอ่อนโยนพลันเปล่งประกาย“คุณชายถัง…หรือ…หรือว่าท่านรู้วิชาหมอ?”“ไม่มากไม่น้อย ข้าเป็นคนของหุบเขาร้อยพิษ” ถังฉีทำท่าล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ ทว่าแท้จริงแล้ว นางเรียกป้ายหยกที่บิดาบุญธรรมเฉียวไป๋มอบให้ออกมาจากห้วงมิติ“นี่มัน…ดูจากสีของตัวอักษรที่สลักไว้บนป้ายหยก บ่งบอกว่าเขาเป็นของศิษย์สายตรงของหุบเขาร้อยพิษ! ไม่คิดเลยว่าคุณชายถังจะมีสถานะสูงส่งเช่นนี้!”ใต้เท้าโจวเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง ย่อมรู้จักป้ายหยกในมือของถังฉีคนอื่นๆ ต่างก็มองถังฉีด้วยท่าทางประหลาดใจเช่นกันทุกคนมาจากเมืองหลวง ย่อมทราบว่าเมื่อไม่นานมานี้ ศิษย์สายตรงสองคนจากหุบเขาร้อยพิษได้ให้การรักษาแก่ผู้คนโดยไม่คิดเงินคนหนึ่งคือจ้าวหุบเขาน้อย และอีกคนหนึ่งคือน้องชายขององค์หญิงอันเหอทั้งสองล้วนเป็นคนสำคัญ แต่พวกเขาไม่เคยพบเห็นคุณชายถังผู้นี้มาก่อนเขามีภูมิหลังเช่นไรกันแน่?ทันใดนั้น ทุกคนก็นึกถึงแซ่ถัง และเชื่อมโยงนางกับถังฉีทันที! บางทีคุณชายถังผู้นี้อาจเป็นน้องชายอีกคนขององค์หญิงอันเหอ!พวกเขาพอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าเหตุใดจ้าวซื่อจื่อจึงปฏิบัติต่อคุณชายถังนี้ด้วยความเคารพชายที่เพิ่งตวาดใส่ถังฉีกลายเป็นคนสุภาพอ่อนโยนขึ้นมาทันที เขาไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะเป็นคนของหุบเขาร้อยพิษ หากเขารักษาม้าพวกนั้นได้…เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ“เช่นนั้น พวกเราก็ต้องรบกวนคุณชายถังแล้ว” สีหน้าของใต้เท้าโจวสดใสขึ้นทันที คนของหุบเขาร้อยพิษเป็นกล่าวขานเรื่องทักษะวิชาแพทย์อันล้ำเลิศ ดังนั้นเมื่อมีคุณชายถังอยู่ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของม้าพวกนั้นใบหน้าของคนดูแลม้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจเช่นกัน เขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับคนของหุบเขาร้อยพิษ“ถังซัน พาตัวเขาไป”ถังฉีเหลือบมอง และถังซันก็เดินเข้าไปจับตัวชายที่ก่อเรื่องวุ่นวาย“ท่านคิดว่าสามารถทำอะไรตามใจชอบเพียงเพราะมาจากหุบเขาร้อยพิษเช่นนั้นหรือ? ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด แค่เป็นห่วงความปลอดภัยของม้าพวกนั้นมากเกินไป ดังนั้นข้าถึงพูดจาไม่ระวังปากและทำให้ท่านขุ่นเคือง!”ชายผู้นั้นเริ่มประหม่า คล้ายจะพยายามเรียกร้องให้คนอื่นพูดแทนเขา“จะเป็นการไม่ระวังปาก หรือการร้อนตัว เราจะรู้คำตอบเมื่อข้าได้ตรวจสอบม้าพวกนั้นแล้ว”ถังฉีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจและรีบเดินออกไปทันที ถังซันทำให้ชายคนนั้นหมดสติและส่งเขาให้ลูกน้องที่ไว้ใจได้ของจ้าวไป่จือ“คุณชายถัง เชิญทางนี้”ใต้เท้าโจวยิ้มกว้าง เมื่อถึงจุดนี้ เขาก็ไม่สนใจอีกแล้วว่าจ้าวไป่จือจะออกมาหรือไม่ถังฉีพยักหน้าและเดินนำใต้เท้าโจวไปไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงความอาวุโส ในยุคสมัยนี้ สถานะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แม้ว่านางจะปล่อยให้ใต้เท้าโจวเดินไปก่อน แต่เขาก็ไม่กล้าเดินนำหน้าอยู่ดียิ่งกว่านั้น ถังฉียังเป็นถึงองค์หญิงแห่งเป่ยโจว แม้นางจะปิดบังตัวตนอยู่ก็ตามไม่นาน พวกเขาก็มาถึงบริเวณพักม้า และคนดูแลม้าก็รีบวิ่งไปหาพวกม้าที่ป่วย“ถังซัน ไปตรวจดูว่ามีอะไรผิดปกติกับอาหารที่ม้าเหล่านี้กินเข้าไปหรือไม่” ถังฉีเองก็รู้สึกสับสนเช่นกันแม้ว่านางพอจะมีความรู้เรื่องยาอยู่บ้าง แต่ยาเหล่านั้นมีไว้สำหรับคน นางไม่มีความรู้เรื่องม้าเลยอย่างไรก็ตาม หากม้าเหล่านี้ถูกวางยาพิษจริง นางก็มียาถอนพิษจำนวนมากในห้วงมิติ ตราบใดที่ละลายยาเหล่านั้นบางส่วนให้ม้าดื่ม พวกมันก็น่าจะหายดีแผนนี้ทำให้นางพากลุ่มคนมาที่คอกม้าถังซันพยักหน้า และคนดูแลม้าก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เขารีบพานางไปตรวจสอบอาหารม้าเดิมทีพวกเขาคิดว่าม้าแค่ป่วย ไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้ว่าจะถูกวางยาพิษ แต่เมื่อถังฉีเอ่ยถึงเรื่องนี้ คนอื่นๆก็เริ่มมีสีหน้าจริงจังเพราะถ้าม้าถูกวางยาพิษจริง เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กไม่นานหลังจากนั้น ถังซันก็กลับมาพร้อมกับคนดูแลม้า นางถือถุงใบหนึ่งและวางไว้ที่เท้าของถังฉี“หากมิใช่เพราะข้าได้เรียนรู้เกี่ยวพิษมาบ้าง ข้าคงไม่สังเกตว่าสิ่งนี้ปนเปื้อนพิษที่ไร้สีและไร้รส แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ม้าจะมีอาการท้องเสียเพียงไม่กี่วันเท่านั้น!”สดับวาจา ทุกคนก็มีสีหน้าไม่พอใจเมื่อทราบความจริง“เข้าใจแล้ว”ถังฉีพยักหน้าเล็กน้อย นางไว้ใจถังซัน หากนางบอกว่ามันมีพิษ มันก็ต้องเป็นความจริง“บังอาจนัก ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนกล้าวางยาพิษม้าพวกนี้” ขุนนางหลายคนที่นิ่งเงียบอยู่ข้างๆใต้เท้าโจวต่างก็เดือดดาล“พ่อหนุ่ม หรือเจ้าหมายถึง ‘หม่าซานหลิง’?” คนดูแลม้าพลันนึกอะไรออก เขามองถังซันที่ปลอมตัวเป็นบุรุษด้วยแววตาตื่นตระหนกตัวเขาเองก็รู้จักยาพิษนี้“ถูกต้อง”หลังจากได้รับการยืนยัน เขาก็ตกใจมากจนทรุดตัวลงนั่งกับพื้น“หมายความว่าอย่างไร?” ใต้เท้าโจวเริ่มวิตกกังวลเมื่อเห็นสีหน้าของเขา“เรื่องของหม่าซานหลิงถูกลืมไปนานแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้จะปรากฏขึ้นที่นี่ในวันนี้! หากม้ากินมันไป พวกมันจะอาเจียนและท้องเสียจนหมดเรี่ยวแรง หากพวกมันไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีความเสี่ยงถึงตาย!”คนดูแลม้ามีสีหน้าตึงเครียด เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ในตอนแรก “หากม้ากินหม่าซานหลิงเข้าไปจริงๆ อาการของพวกมันคงไม่ร้ายแรงขนาดนี้ถ้าไม่ได้กินในปริมาณมาก!”เมื่อตระหนักเช่นนี้ เขาจึงแสดงความเห็นออกมาทันทีเหล่าขุนนางต่างก็ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ที่ร้ายแรง และพวกเขาทั้งหมดก็มองไปยังถังฉีด้วยความกังวลถังฉีได้ยินดังนั้นก็ได้แต่เลิกคิ้ว หากเป็นเช่นนี้และไม่มียาถอนพิษที่สกัดจากเลือดของเฉียวอวี๋ พวกม้าก็อาจจะไม่รอดจ้าวไป่จือต้องทนทุกข์ทรมานมามาก แต่ด้วยเลือดของเฉียวอวี๋ พิษของเขาก็ถูกชำระหมดสิ้น แล้วม้าพวกนี้เล่า?ตราบใดที่นางหยิบยาเม็ดเล็กๆออกมาจากห้วงมิติ พวกมันก็จะหายดี“คุณชายถัง ข้าไม่รู้ว่ามีวิธีขับพิษให้ม้าพวกนี้หรือไม่ หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลย เกรงว่าพวกมันอาจจะไม่รอดถึงวันพรุ่งนี้”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment