sister ep571-580 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 571: งานเลี้ยงสังสรรค์“ไฟต้องแรงขึ้นอีกหน่อย น้ำมันจะได้ร้อน”ถังฉียื่นมือไปอังเหนือกระทะและรู้สึกว่าอุณหภูมิยังไม่ได้ที่“เพคะ!”หลังจากผ่านไปหลายเดือน ถังซันแทบจะลืมไปแล้วว่าตนเองเคยเป็นองครักษ์เงาของวังหลวงเวลานี้นางสามารถจัดการกับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพพวกนางทั้งสองง่วนอยู่ในห้องครัว และในไม่ช้า จานอาหารสำหรับมื้อเที่ยงก็ถูกจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอก และร่างสูงใหญ่ของจ้าวไป่จือก็เดินเข้ามา“พวกซานจือมารอกันแล้ว”จ้าวไป่จือยิ้มกล่าว จากนั้นจึงหยิบผ้าออกจากอก ชุบน้ำอุ่น และเช็ดมือของถังฉีเบาๆ“ตอนนี้งานในครัวเกือบเสร็จแล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะส่งอาหารไปให้ใต้เท้าโจว”ถังฉีปล่อยให้จ้าวไป่จือเช็ดมือของนาง รอยยิ้มจางๆผุดขึ้นบนใบหน้า“ใต้เท้าโจวหรือ?”เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวไป่จือรู้สึกตกใจอย่างเห็นได้ชัด ช่วงนี้เขาแทบจะลืมขุนนางเหล่านั้นไปแล้ว“ตกลง ข้าจะให้หมิงรื่อส่งอาหารไปให้เขาในภายหลัง”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็เอื้อมมือไปหยิบจานที่ถังฉีเตรียมไว้ไม่นาน พี่น้องก็อยู่กันพร้อมหน้า“พี่ใหญ่ ตรุษจีนปีนี้ท่านทำอาหารเยอะเลย มีลูกชิ้นของโปรดของข้าด้วย”เฉียวอวี๋มองดูอาหารอันโอชะบนโต๊ะด้วยสีหน้าเปรมปรีดิ์“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าจำได้หมดว่าพวกเจ้าชอบอะไรบ้าง” ถังฉีคลี่ยิ้มเนื่องจากวันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ถังฉีจึงไม่ได้ทำอาหารพวก แต่กลับเตรียมอาหารแสนอร่อยไว้เต็มโต๊ะ“ฮาฮา… ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่ใหญ่ของพวกเรายอดเยี่ยมที่สุด” ถังซานกล่าวพลางหยิบกล่องผ้าไหมออกมาแล้ววางไว้ตรงหน้าถังฉี“พี่ใหญ่ นี่คือของขวัญจากข้า”“พี่ใหญ่ ข้าก็มีเช่นกัน นี่คือของขวัญวันตรุษจีนจากข้า!”เฉียวอวี๋พูดแทรกขึ้นโดยไม่ยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง วางกล่องหยกอันบอบบางไว้ตรงหน้าถังฉี“โอ้โฮ… น้องรอง เสี่ยวอวี๋ พวกเจ้าเติบใหญ่จนให้ของขวัญกับพี่สาวได้แล้ว” ถังฉีกล่าวด้วยใบหน้าแย้มยิ้มจนตาหยีการได้รับความใส่ใจจากคนอื่นช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ“พี่ใหญ่ ของขวัญที่ข้ามอบให้ท่านคือสิ่งที่ข้าตั้งใจทำเมื่อไม่นานมานี้ มันดีกับผิวพรรณของท่านมากทีเดียว!” เฉียวอวี๋กล่าวอย่างภาคภูมิ“ดีกับผิวพรรณข้าหรือ?”ทุกคนต่างรักสวยรักงาม และแม้ว่าถังฉีจะมีอายุได้สิบเก้าปี แต่ใครเล่าจะคิดว่าตนเองงดงามพอ?เมื่อเห็นสีหน้าพึงพอใจของถังฉี เฉียวอวี๋ก็รู้สึกว่าเขาเลือกถูกแล้ว“พี่ใหญ่ ดูของขวัญของข้าด้วยสิ” ถังซานกล่าวด้วยรอยยิ้มเมื่อถังฉีเปิดกล่องออก นางก็พบกำไลพลอยสีม่วงอยู่ข้างใน มันเปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงแดดพลอยสีม่วง** เป็นสิ่งหายากในยุคสมัยนั้น!** หมายถึง Amethyst อัญมณีสีม่วงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาหินตระกูลควอตซ์ ถูกใช้เป็นเครื่องประดับมานานกว่า2,000ปีนับว่าเป็นเรื่องแปลกมากที่ถังซานมอบกำไลพลอยสีม่วงที่งดงามไร้ที่ติเช่นนี้ให้นางถังฉีรับกำไลมาสวมบนข้อมือโดยไม่ลังเล“ช่างเป็นความสุขที่ไม่คาดคิดจริงๆ พวกเจ้าสองคนคงเตรียมตัวกันมานานแล้วกระมัง” นางกล่าวพร้อมชื่นชมของขวัญทั้งสองชิ้นของขวัญทั้งสองชิ้นนั้นมีค่ายิ่ง และถังฉีก็รู้ว่าพวกเขาใส่ใจมากเพียงใดในการทำให้นางมีความสุข“แน่นอน! เราเริ่มวางแผนเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่อยู่เป่ยโจวแล้ว” ถังซานกล่าว จากนั้น สายตาของเขาก็จ้องเขม็งไปยังจ้าวไป่จือ“แค่ก…” จ้าวไป่จือกระแอมด้วยความลำบากใจ ตระหนักได้ถึงสายตาคาดหวังของพวกเด็กๆ“เอ่อ… ของขวัญที่ข้าเตรียมให้ฉีฉียังไม่พร้อมจนกว่าจะถึงตอนเย็น” จ้าวไป่จือไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร จึงได้แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันจะพร้อมในตอนเย็น” เขาเสริม“ตอนเย็นหรือ? พี่จ้าว หรือว่าท่านไม่ได้เตรียมของไว้ ก็เลยหาข้ออ้าง” เฉียวอวี๋กล่าวพลางส่งสายตาคาดคั้น“ซื่อจื่อเริ่มเตรียมของขวัญทันทีที่เดินทางมาถึงแคว้นตงอิ๋ง” หมิงรื่อที่เพิ่งนำอาหารไปส่งให้ใต้เท้าโจวกล่าวแทรก เขารู้สึกเห็นใจจ้าวไป่จือเล็กน้อยจ้าวไป่จือปฏิบัติต่อถังฉีราวกับสมบัติล้ำค่า ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด เขามักจะนึกถึงนางเป็นอันดับแรก“เอ่อ… อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย กินข้าวเถอะ” จ้าวไป่จือกล่าว พยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเมื่อถังฉีได้ยินว่าจ้าวไป่จือเตรียมของขวัญให้นางทันทีที่มาถึงแคว้นตงอิ๋ง นางก็รู้สึกชุ่มชื่นในหัวใจถังซานและเฉียวอวี๋มิได้แคลงใจในคำพูดของหมิงรื่อ เพราะเขาไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหก“หมิงรื่อ ถังซาน วันนี้เป็นวันตรุษจีน ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากนักหรอก มาดื่มด้วยกันเถอะ” ถังฉียิ้มกล่าวนางรู้สึกว่าสุรามิได้แรงเกินไป และเนื่องจากเฉียวอวี๋ยังเด็ก การดื่มเพียงเล็กน้อยจึงไม่เป็นอันตรายต่อเขา“ได้เลย” ถังซานประหลาดใจที่พี่สาวอนุญาตให้เขาดื่มสุรา จึงเอ่ยตอบด้วยท่าทางร่าเริง“ข้าจะไปเอามาให้ขอรับ!” หมิงรื่อกล่าวขณะลุกขึ้นยืนและเดินไปยังที่เก็บสุราไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับไหสุราใบเล็กสองใบ จากนั้นก็รีบรินสุราให้ทุกคน รวมทั้งตัวเขาเองและถังซัน“มาๆๆ อยู่ในต่างแดนเช่นนี้ แค่ได้ทานอาหารร่วมกันก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว!” ถังฉีกล่าวพร้อมชูจอกไปทางแผ่นดินเป่ยโจวคนอื่นๆทำตามและยกจอกขึ้นกระดกดื่มในคราเดียวเมื่อพวกเขาวางจอกลง ท่าทางของจ้าวไป่จือก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันถังซานและเฉียวอวี๋ตื่นตระหนกทันที จากนั้นถังซันก็กระโดดขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว“โอ๊ย โอ๊ย… เบาๆสิ ข้าไม่ใช่คนร้ายเสียหน่อย” เสียงดังโครมครามบนหลังคา ตามมาด้วยเสียงใครบางคนร้องโอดโอย ตอนที่ 572: บีบบังคับเมื่อได้ยินเสียงดังบนหลังคา ถังฉีถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะเพียงชั่วครู่ ถังซันก็กระโดดลงมาจากหลังคาพร้อมกับคว้าคอเสื้อของใครบางคนไว้ จากนั้นก็โยนคนผู้นั้นลงบนพื้น แทบเท้าถังฉี“โอ๊ย!”เสียงโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง ถังฉีเพ่งมองและตระหนักได้ว่าผู้ที่นอนอยู่บนพื้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก หมอดูเทวดา --- ท่านกงซุน“ท่านกงซุน ท่านมาทำอะไรบนหลังคาโรงเตี๊ยม?”จ้าวไป่จือมีสีหน้าประหลาดใจ“เอ่อ… ข้ารู้ว่าวันนี้เป็นเทศกาลตรุษจีนของเป่ยโจว ก็เลยมาหาเจ้าตัวแสบทั้งสองที่เรือนแต่พวกเขาไม่อยู่ หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว ข้าก็คิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ที่นี่ เลยแอบเข้ามา”กงซุนอธิบายด้วยสีหน้าไม่พอใจขณะที่เขาลุกขึ้นจากพื้นแต่เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาพลันเป็นประกายทันทีที่เขาปีนขึ้นไปบนหลังคา เขาก็ได้ยินเสียงจากด้านล่าง ขณะกำลังแอบมองผ่านกระเบื้องบนหลังคา เขาก็ถูกจับได้เสียก่อนแม้เขาจะไร้วรยุทธ์ แต่เขาก็รู้วิธีซ่อนตัว แม้แต่จอมยุทธ์ที่เก่งกาจบางคนก็หาเขาไม่พบ!อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ยื่นศีรษะออกมาเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ยอดฝีมือทั้งสองคนที่อยู่ในห้องสังเกตเห็นเขา บ่งบอกว่าทักษะของจ้าวไป่จือและถังซันนั้นน่าทึ่งเพียงใด!“ในเมื่อท่านกงซุนมาพบน้องชายทั้งสองของข้า และเวลานี้ก็ได้พบแล้ว เช่นนั้นก็พูดคุยธุระเสียเถอะ จะได้รีบกลับ” ถังฉีเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยนางสังเกตเห็นจากแววตาของกงซุนว่าแท้จริงแล้วเขามีเจตนาแอบแฝง“เหตุใดท่านถึงใจร้ายเช่นนี้ ข้าเดินทางมาตั้งไกล ท่านยังไม่ชวนข้ากินข้าวอีกหรือ? ข้าเหงาที่ต้องกินข้าวคนเดียวข้างนอก!” กงซุนกล่าวพร้อมกับมองถังฉีด้วยแววตาเจ้าเล่ห์อย่างไรเสีย หัวใจของสตรีก็อ่อนโยนที่สุด เห็นเขาทำตัวน่าสงสารเช่นนี้ ถังฉีจะต้องรู้สึกสงสารและยอมให้เขาอยู่กินข้าวด้วย!“ท่านกงซุน หากท่านต้องการอยู่กินข้าวก็กล่าวมาตรงๆเถอะ ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม”ถังฉีอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเมื่อเห็นท่าทางน่าขบขันของกงซุน พฤติกรรมขี้เล่นของเขาช่างน่ารักจริงๆ!“ฮี่ฮี่... ข้ารู้ว่าท่านต้องเข้าใจข้า แม่สาวน้อย ตอนนี้เป็นฤดูหนาวแล้ว และการมากินอาหารเย็นรวมญาติก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่หรือไม่? อย่างไรเสีย ตอนนี้พวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ดังนั้นก็ถือว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน!”ใบหน้าของกงซุนเปล่งประกายด้วยความสุข ตระหนักได้ว่านางยอมให้เขาร่วมวงเขาจึงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆโดยไม่ลังเล“หมิงรื่อ เอาตะเกียบมาให้ท่านกงซุน”จ้าวไป่จือกล่าว จากนั้นหมิงรื่อก็รับคำสั่งโดยไปนำตะเกียบและผ้าอุ่นๆมาให้กงซุนกงซุนไม่เกรงใจ เขารับผ้าอุ่นมาเช็ดมือและเริ่มลงมือกิน“อืม… อืม… อาหารพวกนี้อร่อยมากจริงๆ ข้าเคยเดินทางไปเป่ยโจว แต่ก็ไม่เคยกินอะไรเช่นนี้มาก่อน”กงซุนพึมพำขณะกินอาหาร ดูจากความเร็วที่เขากินก็ชัดเจนแล้วว่าเขากล่าวจากใจจ้าวไป่จือและถังฉีสบตากันอย่างจนใจ“ไม่คิดว่าลูกชิ้นจะมีรสชาติอร่อยได้ขนาดนี้! ข้าเสียเวลาครึ่งแรกของชีวิตไปเปล่าๆเสียแล้ว...” กงซุนกล่าวพลางคีบลูกชิ้นขึ้นมากินด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเขาเคยคิดว่าอาหารปิ้งย่างและหม้อไฟที่ถังฉีทำนั้นล้ำเลิศมากอยู่แล้ว แต่อาหารอื่นๆที่นางทำเองก็อร่อยไม่แพ้กัน!ตอนนี้ กงซุนรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถกินอาหารทั้งหมดบนโต๊ะได้ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นจอกสุราที่อยู่ตรงหน้าถังฉี และมองไปยังไหสุราที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะรินสุราให้ตัวเองโชคดีที่ปากไหนั้นมีขนาดใหญ่พอ ดังนั้นเมื่อเขารินสุรา มันจึงไม่หกแม้แต่หยดเดียว“สุราพวกนี้มีรสชาติละมุนลิ้นเสียยิ่งกว่าสุราทีข้าเคยกินที่นี่เสียอีก”ยิ่งเขาได้รู้จักถังฉีมากเท่าไร กงซุนก็ยิ่งรู้สึกว่านางไม่ใช่คนธรรมดา และมักจะทำให้เขาประหลาดใจอยู่เสมอ“สุราเหล่านี้เรานำมาจากเป่ยโจว และตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว” จ้าวไป่จือกล่าวอย่างไม่ใส่ใจสีหน้าของกงซุนพลันหม่นหมอง“เป่ยโจวมีสุรารสชาติดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ข้านึกว่าเป็นสุราที่พวกตงอิ๋งมอบให้ท่าน”กงซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจ‘ข้าแน่ใจว่าข้าต้องไปเยี่ยมเยียนพวกท่านแน่นอน!’ กงซุนคิดในใจ เขารู้สึกเสียดายที่ตนเองเดินทางออกจากเป่ยโจวไปเมื่อหลายปีก่อน มิเช่นนั้นเขาคงได้เพลิดเพลินกับอาหารอันโอชะแล้วกล่าวจบ กงซุนก็รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าพอใจกับอาหารมื้อนี้มากทีเดียวถังฉีอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ นางมีความสุขเสมอเมื่อมีคนชื่นชอบอาหารของนางแม้กงซุนจะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แต่การได้ดูเขากินก็ทำให้ทุกคนรู้สึกเจริญอาหารมากขึ้นเวลานี้ พวกเขามีคนอื่นมาแบ่งปันอาหารของถังฉี ดังนั้นพี่น้องจึงทานอาหารอย่างกระตือรือร้นยิ่งขึ้น!ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร ประตูก็เปิดออกอย่างกะทันหัน“คุณชายถัง จ้าวซื่อจื่อ ข้าคิดว่าการกินอาหารอยู่คนเดียวในห้องมันน่าเวทนาไปสักหน่อย ก็เลยมาขอร่วมวงกับพวกท่าน”เสียงของใต้เท้าโจวดังขึ้นที่ประตู ทันทีที่กล่าวจบ เขาก็ประหลาดใจที่ได้เห็นใบหน้าคุ้นเคยของผู้ที่อยู่ด้านใน“ใต้เท้าโจว!”จ้าวไป่จือหันมามองใต้เท้าโจวที่ถือกล่องอาหารเข้ามา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก"นี่... นี่..."ใต้เท้าโจวพูดตะกุกตะกักเขาจ้องเขม็งไปยังเฉียวอวี๋ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ“ท่านคือจ้าวหุบเขาน้อยแห่งหุบเขาร้อยพิษ ข้าเคยเห็นท่านหลายครั้งในเมืองหลวง” ในที่สุดใต้เท้าโจวก็กล่าวออกมา“ใต้เท้าโจว!”เฉียวอวี๋ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่มีคนจำเขาได้“เป็นข้าเอง…”ใต้เท้าโจวไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มจะจำเขาได้ และก่อนที่เขาจะตอบสนองด้วยความดีใจ สายตาของเขาก็เหลือบมองไปยังชายวัยกลางคนอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ตอนที่ 573: อิจฉาตาร้อน“ท่านคือ... ท่านคือท่านกงซุนผู้นั้น!”ใต้เท้าโจวอ้าปากค้างจนสามารถใส่ไข่เข้าไปได้ถึงสองฟอง“แค่ก แค่ก… ถังซัน เหตุใดตอนเข้ามาถึงไม่ปิดประตูให้ดี?”ถังฉีมองถังซันอย่างจนใจ“ข้ามัวแต่ลากตัวท่านกงซุนเข้ามาจนลืมลงกลอนที่ประตู...” ถังซันกล่าวอย่างจนใจใต้เท้าโจวพยายามกลั้นหัวเราะ ไม่คิดว่ากงซุนจะถูกนางลากตัวเข้ามา เพียงแค่นึกภาพก็รู้สึกขบขัน“หืม ข้าถูกลากเข้ามาแล้วอย่างไร? อย่างน้อยข้าก็ได้กินอาหารอร่อยๆ”กงซุนมีสีหน้าเฉยเมย ไม่สนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้“ท่านกงซุน เราโชคดีมากที่ได้พบกันที่นี่ในวันนี้ ท่านช่วยทำนายดวงชะตาให้ตาแก่ผู้นี้สักหน่อยจะได้หรือไม่?”จู่ๆ ใต้เท้าโจวก็นั่งลงข้างๆกงซุนทันที พร้อมกับแสดงท่าทีประจบประแจงแค่ก… แค่ก… แค่ก…แม้แต่กงซุนเองก็อดไม่ได้ที่จะสำลักออกมา เขาคิดว่าชายชราจะตำหนิเขา แต่กลับขอทำนายดวงชะตาเสียนี่!“ไว้ค่อยว่ากันหลังกินอาหารเสร็จได้หรือไม่?”เมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้นของใต้เท้าโจว กงซุนก็ทำหน้าจริงจังทันที หากเป็นคนอื่นเขาคงไม่สนใจแต่เนื่องจากใต้เท้าโจวมีความเกี่ยวข้องกับจ้าวไป่จือ กงซุนจึงยังคงปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพ“ตกลง ตกลง ในเมื่อท่านได้ลองลิ้มชิมรสสุราจากเป่ยโจวแล้ว ท่านกงซุนคิดเห็นอย่างไร? หลังจากได้ดื่มแล้ว ข้าจะไม่ดื่มเหล้าจากตงอิ๋งอีกเลย”ใต้เท้าโจวกล่าวขณะรินสุราให้กงซุนอย่างกระตือรือร้น เวลานี้ เขาลืมจ้าวไป่จือและถังฉีไปเสียสนิทเมื่อเห็นพวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จ้าวไป่จือและถังฉีก็ได้แต่ยิ้มให้กัน“น้องรอง เสี่ยวอวี๋ พวกเจ้าควรกินให้มากกว่านี้ หากรอช้า อาหารทั้งหมดคงลงไปอยู่ในท้องของพวกเขา!”ถังฉีกล่าวอย่างจนใจ แม้ภาพเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวาก็ตามถังซานและเฉียวอวี๋พยักหน้าให้กัน ทั้งสองเข้าใจความหมายของถังฉีดีไม่นาน ทั้งโต๊ะก็เต็มไปด้วยเสียงกระทบของตะเกียบหลังจากที่ทุกคนกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญ ใต้เท้าโจวก็ยังไม่ได้เปิดกล่องอาหารสองกล่องที่เขาเอามาด้วย“ท่านกงซุน ข้ายังมีสุราดีๆ และอาหารอยู่อีกมาก พวกเราไปดื่มกันต่อที่ห้องของข้าดีหรือไม่?”ภายในเวลาเพียงสั้นๆที่ใต้เท้าโจวได้พูดคุยกับกงซุน ทั้งสองก็รู้สึกถูกใจนิสัยใจคอของกันและกัน เวลานี้ กงซุนลูบเคราและยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้น“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เห็นทีข้าคงต้องยอมตกลงแม้จะไม่เต็มใจนัก” กงซุนเอ่ยตอบด้วยสีหน้ามึนเมาเล็กน้อย ทั้งสองจึงยกกล่องอาหารและควงแขนกันออกไปจากห้องเมื่อเห็นพวกเขาจากไป ถังฉีก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงเล็กน้อย มื้ออาหารรวมญาติครั้งนี้จบลงด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องตลกได้อย่างไรแต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข“เจ้าสองคนอยู่ต่ออีกสักพักเถอะ ข้าต้องไปหยิบของที่ห้อง” ถังฉีกล่าวก่อนจะหันหลังและออกจากห้องไปถังซานและเฉียวอวี๋พยักหน้าและมองตากัน ทั้งคู่บอกได้ว่าอีกฝ่ายตื่นเต้นกับสิ่งที่ถังฉีจะนำกลับมาไม่นาน ถังฉีก็กลับมาพร้อมกับห่อผ้าสองห่อและยื่นให้น้องชายทั้งสอง"ข้าตัดเย็บเสื้อผ้าพวกนี้เอง ลองใส่ดูสิว่าพอดีหรือไม่ ถ้าไม่พอดี ข้าจะปรับแก้ให้!"ถังซานและเฉียวอวี๋ประหลาดใจระคนดีใจ พวกเขาไม่คาดหวังว่าถังฉีจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้พวกเขาด้วยตัวเอง เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ซื้อเสื้อผ้าจากร้านค้ามาโดยตลอด!จ้าวไป่จือที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ ดูเหมือนว่าถังฉีจะไม่เคยตัดเย็บเสื้อผ้าให้เขามาก่อนอย่างไรก็ตาม เนื่องจากถังซานและเฉียวอวี๋อยู่ตรงนั้น เขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก กลับกัน เขาหลบไปด้านข้างและแอบมองด้วยความผิดหวังเล็กน้อยไม่แปลกใจที่ห้องของถังฉีสว่างไสวมาหลายคืน ที่แท้นางก็ตัดเย็บเสื้อผ้าให้น้องๆไม่นาน ถังซานและเฉียวอวี๋ก็ลองสวมเสื้อผ้าชุดใหม่“พอดีเลย ไม่จำเป็นต้องปรับแก้แล้ว!”เฉียวอวี๋เอ่ยขึ้นเป็นคนแรกพร้อมกับรอยยิ้มสดใส“ของข้าก็พอดีเหมือนกัน”ถังซานกล่าวด้วยสีหน้าพอใจถังฉีมองดูพวกเขาและตระหนักว่าในครึ่งปีที่นางไม่ได้เจอพวกเขา น้องชายทั้งสองเติบโตเป็นผู้ใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น มีกลิ่นอายของความเด็ดเดี่ยวแปลกใหม่ในตัวพวกเขา“ดูดีมากจริงๆ”ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แม้ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้าครั้งแรกขอนาง แต่การตัดเย็บก็เรียบร้อยดี และเนื้อผ้าก็มีคุณภาพสูง“รอจนเรากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะไปอวดพวกเสี่ยวเหอว่าพี่ใหญ่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้เรา พวกเขาต้องอิจฉามากแน่ๆ!”ถังซานกล่าวด้วยรอยยิ้ม รู้สึกว่าการเดินทางมายังแคว้นตงอิ๋งในครั้งนี้คุ้มค่ามาก“ฮาฮา…”.........เฉียวอวี๋หัวเราะอย่างเห็นด้วยแต่จ้าวไป่จือที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกราวกับมีใครทำน้ำส้มสายชูเจิ่งนองอยู่แถวนี้ทันใดนั้น ถังฉีรู้สึกว่าใบหูของนางร้อนผ่าว ราวกับมีใครกำลังจดจ้องนางอยู่ในเวลานี้เมื่อหันไปมองก็เห็นจ้าวไป่จือมองนางด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย“พี่จ้าว ข้าก็ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ท่านด้วย ข้าจะไปเอามาให้ลองเดี๋ยวนี้”กล่าวจบ สีหน้าของจ้าวไป่จือพลันเปล่งประกาย ราวกับเมฆทะมึนได้พัดผ่าน เผยเห็นแสงจ้าของดวงอาทิตย์“ข้าไม่รีบร้อนหรอก ให้ซานจือกับเสี่ยวอวี๋ลองให้เสร็จก่อนเถอะ”จ้าวไป่จือยิ้มละมุน แม้ว่าในใจของเขาจะตั้งหน้าตั้งตารอว่าถังฉีจะตัดเสื้อผ้าแบบใดให้ตนเองหลังจากอยู่ต่ออีกเล็กน้อย ถังซานและเฉียวอวี๋ก็จากไป โดยรู้ดีว่าหากพวกตงอิ๋งมาเห็นพวกเขาที่นี่อาจเกิดปัญหาได้ส่วนกงซุน เขาเป็นคนที่ไม่เคยผูกมัดตัวเองกับใคร ฝ่ายใด หรือแคว้นใด นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเดินทางได้อย่างอิสระและรักษาชื่อเสียงที่ดีเอาไว้ได้ ดังนั้น แม้ว่าจะมีคนจากแคว้นตงอิ๋งมาเห็นเขาที่โรงเตี๊ยมก็ไม่เป็นไร“ฉีฉี ชุดของข้าอยู่ไหน ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าใส่พอดีหรือเปล่าถ้าไม่ลองใส่ดู”หลังจากที่ถังซานและเฉียวอวี๋จากไปแล้ว จ้าวไป่จือก็เอ่ยถามอย่างใจเย็น แม้ภายในใจจะร้อนรน และปรารถนาจะสวมเสื้อผ้าที่คนรักตัดเย็บให้ใจแทบขาด! ตอนที่ 574: ปริศนาของพระราชวังตงอิ๋ง“ได้ ข้าจะเอามาให้ท่านเดี๋ยวนี้”ถังฉีมองเห็นความกระตือรือร้นในหัวใจของจ้าวไป่จืออย่างชัดเจน นางเอามือปิดปากเบา ๆ ดวงตายิ้มพรายด้วยเสียงหัวเราะไม่นาน นางก็หยิบเสื้อผ้าอีกชุดหนึ่งออกมาจากห้องเมื่อเห็นดังนั้น คิ้วที่ขมวดแน่นของจ้าวไป่จือก็คลายลงในที่สุด ปรากฏว่าฉีฉีไม่ได้โกหกเขา นางเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เขาจริงๆ!“รีบสวมดูเถอะ หากมีตรงไหนไม่พอดี ข้าจะได้แก้ให้”กล่าวจบ นางก็ดันจ้าวไป่จือไปอีกห้องหนึ่ง“อืม ข้าจะไปเปลี่ยนมาให้เจ้าดู”จ้าวไป่จือตอบ น้ำเสียงของเขาดูสงบลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อครู่ เขาดูเบิกบานใจมาก แต่จู่ๆกลับดูเศร้าหมองลงเสียอย่างนั้นการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย ไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาอันเฉียบคมของถังฉีได้ไม่นานนัก จ้าวไป่จือก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ถังฉีตัดเย็บด้วยตนเองเสร็จเรียบร้อย และเดินออกมาจากห้อง"พอดีตัวทีเดียว"จ้าวไป่จือกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย แม้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจะมาจากใจจริงก็ตาม“ดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยพอใจนัก ข้าควรปรับแก้ใหม่หรือไม่?”ถังฉีรู้สึกท้อใจ เพราะระหว่างที่นางตัดเย็บเสื้อผ้าเหล่านี้ นิ้วของนางถูกเข็มทิ่มมานับครั้งไม่ถ้วนดังนั้น สีหน้าเฉยชาของจ้าวไป่จือจึงทำให้นางรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย“ตั้งแต่แม่ของข้าเสียชีวิตไป ก็ไม่มีใครตัดเย็บเสื้อผ้าให้ข้าด้วยมือของตัวเองอีกเลย เจ้าเป็นคนแรก”ขณะที่ถังฉียื่นมือออกมา จ้าวไป่จือก็กล่าวขึ้นอย่างใจเย็น น้ำเสียงของเขาเจือความโดดเดี่ยวและความโศกเศร้าที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้“ไม่เคยมีใครตัดเย็บเสื้อผ้าให้ข้าเหมือนกัน และข้ายังต้องดูแลน้องชายตั้งหลายคน แต่ข้าก็ยังจัดการได้ไม่ใช่หรือ?”ถังฉีรู้ว่าจ้าวไป่จือไม่ใช่คนอ่อนไหว บางที การสวมเสื้อผ้าเหล่านี้อาจกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างที่เขาเก็บไว้มานานปี“เพราะอย่างนั้น ฉีฉี เจ้าจึงเป็นสตรีที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ข้าเคยพบ ไม่มีใครเทียบเจ้าได้แม้แต่น้อย”ขณะกล่าว จ้าวไป่จือก็ยื่นมือมาลูบศีรษะของถังฉีอย่างอ่อนโยน"เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้าต้องตัดเย็บชุดใหม่ให้ข้าทุกปี!"จ้าวไป่จือถอดเสื้อผ้าชุดนั้นออก เผยให้เห็นชุดซับในสีขาวราวกับหิมะ“หากท่านชอบก็ใส่ไปเถอะ ไว้คราวหน้าข้าจะตัดชุดใหม่ให้ท่านอีก!”หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาเป็นเวลานาน ถังฉีจึงรู้ว่าวาจาของจ้าวไป่จือมาจากก้นบึ้งในจิตใจของเขา“เจ้าลั่นวาจาแล้วนะ แต่ในเมื่อนี่เป็นชุดแรกที่เจ้าตัดเย็บให้ข้า ข้าไม่อยากใส่ให้เสียของเลย”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็ยังทำใจสวมชุดนั้นไม่ได้ ตัดสินใจว่าเมื่อกลับไปถึงเป่ยโจวแล้ว เขาจะวางชุดนั้นไว้ในจุดที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในห้องของตนเองแม้การตัดเย็บจะดูหยาบไปบ้าง แต่ทุกฝีเข็มก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างจริงใจของถังฉี"โธ่..."ถังฉีไม่รู้จะโน้มน้าวจ้าวไป่จืออย่างไรแต่จะให้นางตัดเย็บชุดใหม่ให้เขาอีกชุด? นั่นเป็นสิ่งที่นางทำไม่ไหวแน่!นิ้วของนางถูกเข็มทิ่มมาหลายครั้ง นางไม่อยากรู้สึกเจ็บแบบนั้นอีก อย่างน้อยก็ในเร็วๆนี้“เอาละ แล้วแต่ท่านก็แล้วกัน นี่ก็เริ่มดึกแล้ว ข้าจะกลับห้องไปพักผ่อนก่อน”จู่ๆ ถังฉีก็รู้สึกว่าจ้าวไป่จือเป็นคนดื้อรั้นอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้นางหงุดหงิดมาก“อืม วันนี้เจ้าเหนื่อยมามาก รีบเข้านอนเถอะ”เมื่อเห็นความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของถังฉี จ้าวไป่จือก็อดรู้สึกปวดใจมิได้สดับวาจา ถังฉีก็หยักยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตนเอง“ไม่จริง! เสด็จพ่อจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้!”อีกด้านหนึ่ง จิมมุอยู่ในอาการตื่นตระหนก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความพรึงเพริดขณะรับฟังรายงานของผู้ใต้บัญชา“เสด็จพ่อของข้าไปเสวยอาหารที่ตำหนักขององค์ชายสิบหก? แล้วข้า? ข้าเป็นรัชทายาทเชียวนะ!”จิมมุตวาดด้วยความเดือดดาล“รัชทายาท พระองค์ไม่ควรนิ่งเฉยอีกต่อไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ใครจะรู้ว่าองค์ชายสิบหกใช้เล่ห์กลใดกับองค์จักรพรรดิ ช่วงหลังๆมานี้ คล้ายว่าพระองค์จะโปรดปรานเขามากขึ้นเรื่อยๆ”สีหน้าของผู้ฝักใฝ่ฝ่ายจิมมุก็เคร่งขรึมไม่แพ้กันพวกเขาวางแผนผลักดันจิมมุเพื่อกรุยทางสู่ชีวิตอันรุ่งโรจน์ แต่หากจักรพรรดิหันไปสนับสนุนองค์ชายสิบหก ชีวิตของพวกเขาอาจตกอยู่ในอันตราย!คงจะดีกว่าหากกำจัดภัยคุกคามนี้เสียแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ความโปรดปรานของจักรพรรดิที่มีต่อองค์ชายสิบหกยังไม่สูงพอ“ได้ ข้าจะลองคิดดู”สีหน้าของจิมมุแปรเปลี่ยนไปมาอย่างไม่อาจคาดเดา ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแยกแยะความคิดแท้จริงของเขาได้“รัชทายาท พระองค์จะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด หากต้องการความยิ่งใหญ่ เราจำต้องเหยียบย่ำผู้อื่น เป็นบันไดให้ก้าวขึ้นไปถึงจุดนั้น!”เมื่อเห็นจิมมุลังเล ผู้สนับสนุนก็เริ่มวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด“พอได้แล้ว ข้าจะไปคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ พวกท่านไม่ต้องกังวลให้มากนักหรอก”ในความเป็นจริง จิมมุมีความปรารถนาที่จะสังหารเอคิอยู่ก่อนแล้ว แม้เขาจะไม่ยอมรับอย่างเปิดเผยต่อหน้าคนเหล่านี้ก็ตามบรรดาผู้สนับสนุนต่างรู้สึกผิดหวังกับความลังเลของเขาไม่น้อยบางคนถึงกับเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนฝ่าย แต่ไม่กล้าเปิดเผยความคิดของตน มิเช่นนั้น พวกเขาจะเดินออกจากตำหนักรัชทายาททั้งๆที่ยังมีชีวิตได้หรือไม่ ก็ไม่มีผู้ใดยืนยันได้“รัชทายาท องค์ชายสิบหกเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย เราควรลงมือทันทีในขณะที่เขายังอ่อนแอ! คว้าโอกาสนี้ไว้และส่งเขาไปลงนรกเถอะพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้จักรพรรดิทรงสืบสวนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง อาจไม่พบอะไรเลยก็ได้”ผู้สนับสนุนกล่าวยังคงมุ่งมั่น พลางกระซิบที่หูของเขา“เข้าใจแล้ว ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง พวกท่านเองก็อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น หากข้าขึ้นครองบัลลังก์ได้สำเร็จเมื่อไร พวกท่านทุกคนจะได้รับรางวัล”หลังจากกล่าวเช่นนี้ จิมมุก็โบกมือไล่ และผู้สนับสนุนทุกคนก็จากไปวันรุ่งขึ้น มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นจนสั่นคลอนไปทั้งพระราชวังองค์ชายสิบหกที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ถูกลอบสังหารอีกครั้ง!โชคดีที่จักรพรรดิได้เตรียมการป้องกันไว้แล้ว และสามารถจับมือสังหารได้ในที่เกิดเหตุในขณะเดียวกัน จิมมุนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในตำหนักของตนเอง คอยส่งคนที่ไว้ใจไปรวบรวมข้อมูลเป็นระยะอย่างไรก็ตาม การสืบของเขากลับไม่ได้ให้ผลลัพธ์ใดๆ"เจ้าโง่ไร้ประโยชน์!" จิมมุโกรธจัด ใบหน้าของเขาซีดเผือดความเงียบของจักรพรรดิยิ่งทำให้ความกังวลของจิมมุเพิ่มเป็นทวีคูณส่วนตัวเขาเองเวลานี้ ก็ถูกกดดันให้ต้องนิ่งเฉย ไม่มีอำนาจดำเนินการใดๆในพระราชวังตงอิ๋ง เหล่าคนรับใช้พากันปิดปากเงียบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีสักคนที่กล้าหลุดปากออกมา ตอนที่ 575: ฝากรอยรองเท้าในวันแรกของเทศกาลตรุษจีน จ้าวไป่จือและถังฉีเพลิดเพลินกับมื้ออาหารที่หรูหราเป็นพิเศษที่โรงเตี๊ยมทันทีที่รับประทานอาหารเสร็จ จักรพรรดิตงอิ๋งก็ส่งข้าหลวงนำอาหารและอาภรณ์มากมายมามอบให้“ไม่นานมานี้ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในพระราชวังตงอิ๋ง ทำให้ฝ่าบาททรงพระประชวร ทรงลืมโดยมิได้ตั้งใจว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติของเป่ยโจว ฝ่าบาทจึงให้ข้านำของกำนัลเหล่านี้มามอบให้พวกท่านเป็นการไถ่โทษ”ข้าหลวงผู้นั้นกล่าวอย่างรู้สึกผิดในฐานะหนึ่งในที่ปรึกษาคนสนิทที่จักรพรรดิทรงไว้วางพระทัย ภารกิจของเขาสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญที่จักรพรรดิทรงมีต่อจ้าวไป่จือ“เกิดอะไรขึ้นในพระราชวังงั้นหรือ? มีอะไรที่เราสามารถช่วยได้บ้างหรือไม่?” จ้าวไป่จือถามด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย“เรามัวแต่ยุ่งกับการเตรียมอาหารในช่วงเทศกาล จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องภายนอกมากนัก”เมื่อได้ยินคำกล่าวของจ้าวไป่จือ ข้าหลวงก็มองไปยังโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สายลับที่ประจำอยู่ในโรงเตี๊ยมได้รายงานความเคลื่อนไหวของจ้าวไป่จือและคณะทูตจากเป่ยโจวเป็นครั้งคราวกระทั่งเมื่อวานตอนบ่าย พวกเขาเพิ่งร่ำสุราจนเมามายจักรพรรดิตงอิ๋งทราบเรื่องนี้ดี จึงเป็นเหตุผลที่พระองค์วางพระทัยและปล่อยให้จ้าวไป่จืออยู่ที่ตงอิ๋งต่อไปแน่นอนว่านั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานขององค์จักรพรรดิ แต่แผนการลับที่จ้าวไป่จือทำนั้น อยู่นอกเหนือการสืบสวนของพระองค์อย่างสิ้นเชิง“พวกเราไม่ทราบจริงๆ ว่าชาวเป่ยโจวจะให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มากถึงเพียงนี้ ข้ารู้สึกละอายใจเหลือเกิน ฝ่าบาทไม่สบายพระทัยเมื่อทรงทราบ จึงทรงตำหนิข้าอย่างรุนแรง!”เมื่อกล่าวจบ สีหน้าของข้าหลวงยิ่งเผยความสำนึกผิดเวลานี้ พระราชวังตงอิ๋งอยู่ในความโกลาหล ในขณะที่โรงเตี๊ยมคล้ายจะเต็มไปด้วยความสุขและการเฉลิมฉลอง“ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่าน นี่เรียกว่าอั่งเปา เป็นธรรมเนียมของเป่ยโจว”ถังฉีก้าวขึ้นหน้าพร้อมกับถุงเงินหนักๆในมือ และยื่นให้ข้าหลวงผู้นั้นแม้นางไม่จำเป็นต้องเอาใจข้าหลวงจากพระราชวังตงอิ๋ง แต่ในเป่ยโจว การให้รางวัลคนรับใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนถือเป็นธรรมเนียมที่มีมาช้านาน“ขอบคุณคุณชายถัง ขอบคุณจ้าวซื่อจื่อ ข้ายินดีรับของกำนัลชิ้นนี้ด้วยความนอบน้อม”ข้าหลวงรับถุงเงินหนักๆ ไม่อาจซ่อนความปลาบปลื้มยินดีบนใบหน้าไม่นานนัก เขาก็จากไป“จักรพรรดิตงอิ๋งช่างใจกว้างนัก” ถังฉีกล่าวขณะมองไปยังกองของกำนัลที่อยู่ใกล้ๆ ใบหน้าเผยความประหลาดใจเล็กน้อย“บางที พระองค์อาจจะขอบใจที่เราไม่ได้สร้างปัญหาให้ตงอิ๋ง” จ้าวไป่จือกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ซื่อจื่อ ท่านอาจไม่ทราบ แต่ชาวตงอิ๋งล้วนสรรเสริญท่าน รวมถึงองค์หญิงด้วย” หมิงรื่อแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม“ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า ต้องขอบคุณซื่อจื่อและคุณชายถัง ที่ทำให้พวกเขาได้เพลิดเพลินกับอาหารแสนอร่อยเช่นนี้!”“แน่นอน หากฉีฉีไม่คิดค้นเครื่องปรุงอาหารปิ้งย่างแสนอร่อยนี้ขึ้นมา แม้แต่พวกเราเองก็คงไม่ได้มีโอกาสได้ลิ้มลอง นับประสาอะไรกับชาวตงอิ๋ง!”ความรู้สึกรักใคร่ฉาบบนใบหน้าของจ้าวไป่จือ ขณะที่เขามองไปยังถังฉี“นั่นเป็นเพราะตัวข้าเองก็หลงใหลในอาหารเลิศรส!”หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็หยุดคัดแยกของกำนัลจากจักรพรรดิตงอิ๋งแม้ของเหล่านั้นจะถือว่าล้ำค่า ทว่าในโลกเดิม นางเคยพบสมบัติที่มีค่ายิ่งกว่านี้มาก ถึงกับเลิกสนใจหลังจากมองเพียงแวบเดียว“ไม่มีสิ่งใดถูกตาต้องใจองค์หญิงของเราบ้างหรือ?”เมื่อเห็นว่านางไม่กระตือรือร้น จ้าวไป่จือจึงอดถามมิได้“ท่านมอบสมบัติล้ำค่ามากมายให้ข้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายต่อข้าเลย อย่างไรก็ตาม หากนำไปขาย พวกมันน่าจะทำเงินได้หลายพันตำลึง --- ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อย!”ดวงตาของถังฉีเป็นประกายเมื่อนางกล่าวจบ อะไรจะน่าตื่นเต้นไปกว่าการทำกำไรได้มากๆ?“ตกลง ไว้ข้าจะให้คนเอาของพวกนี้ไปขาย รายได้ทั้งหมดจะมอบให้เจ้า”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างเอาใจ และถังฉีก็ผงกศีรษะอย่างไรเสีย จักรพรรดิตงอิ๋งก็ยุ่งเกินกว่าจะมีเวลาใส่ใจว่าของกำนัลเหล่านี้หายไปไหน“ข้ากินอิ่มแล้ว ไปเดินเล่นและไปเยี่ยมพวกซานจือกันเถอะ!”แม้จะผ่านไปเพียงวันเดียว แต่ถังฉีก็คิดถึงน้องชายทั้งสองของนางแล้ว“สงสัยจริงว่าพวกเขากินอะไรเป็นมื้อเที่ยง จะถูกปากพวกเขาบ้างหรือเปล่านะ?”“ไม่ต้องสงสัยหรอก ไปดูด้วยตัวเองเถอะ”ทันทีที่จ้าวไป่จือกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็รู้สึกถึงแรงกระตุกบริเวณเอว ชั่วพริบตาต่อมา ทั้งสองทะยานขึ้นไปบนดาดฟ้า และไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็มาถึงตลาดที่คึกคัก“หลังจากเห็นมาเป็นเวลานาน ข้าชินกับการแต่งหน้าของเจ้าแล้ว ในเมื่อวันนี้เป็นวันตรุษจีน เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องลำบากอีกต่อไป ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”สดับวาจา ถังฉีก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์บางอย่าง นางปลอมตัวมาเกือบสองเดือนแล้ว และนางก็เหนื่อยหน่ายกับมันแล้วจริงๆ!“ไปกันเถอะ มีร้านขายเสื้อผ้าอยู่ตรงนั้น ซื้อเสื้อผ้าสักสองสามชุด แล้วมาคิดเงินกับคุณชายจ้าวได้เลย!”จ้าวไป่จือพานางเดินไปที่ร้านเสื้อผ้าหรูหราแห่งหนึ่งวลีที่ว่า 'มาคิดเงินกับคุณชายจ้าว' คือวลีที่เขาเคยได้ยินจากถังฉีมาก่อน รู้สึกว่าฟังแล้วน่าขบขัน จึงจำและนำมาใช้บ้าง“เดี๋ยวก่อน! ก่อนที่เราจะไปร้านขายเสื้อผ้า ขอข้าล้างเครื่องประทินโฉมออกก่อน ไม่เช่นนั้น จะมีคนสงสัยเอาได้ และความพยายามของเราจะสูญเปล่า”ถังฉีดึงจ้าวไป่จือไปยังมุมเงียบสงบมุมหนึ่งอย่างไรก็ตาม เมื่อล้างเครื่องสำอางออกแล้ว รูปลักษณ์ของนางจะเปลี่ยนไปอย่างมาก ซึ่งอาจดึงดูดความสนใจของบุคคลบางกลุ่มนี่คือเมืองหลวงของแคว้นตงอิ๋ง ซึ่งเต็มไปด้วยสายลับอย่างไม่ต้องสงสัย“ตกลง เจ้าช่างรอบคอบดีจริงๆ!”จากนั้น จ้าวไป่จือก็ตามนางไปยังจุดเงียบสงบอย่างว่าง่ายไม่นานนัก ถังฉีก็สามารถล้างเครื่องสำอางสีเข้มออกจากใบหน้าจนเกลี้ยงเกลา เผยเห็นใบหน้านวลเนียนและผุดผ่องของนางมองดูใบหน้าสดสวยของนาง จ้าวไป่จือก็รู้สึกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านภายในใจขณะที่สตรีคนอื่นๆพยายามทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มความสวยงาม แต่คู่หมั้นของเขากลับพยายามทำให้ตนเองดูไม่น่าสนใจ!โลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจจริงๆ“มีอะไร? หรือยังมีคราบเปื้อนอยู่บนหน้าข้า?”เมื่อสังเกตเห็นว่าจ้าวไป่จือจ้องมองนาง ถังฉีจึงยกมือขึ้นเพื่อสัมผัสใบหน้าของตนเอง“เปล่าเลย ไม่มีอะไรเปื้อนทั้งนั้น ข้าแค่รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ล่อลวงคู่หมั้นแสนสวยผู้นี้ให้ยอมแต่งงานกับข้าได้สำเร็จ!”ใบหน้าของจ้าวไป่จือเป็นประกายด้วยรอยยิ้มหยอกเย้า“ล่อลวง? ข้ายอมตกลงปลงใจเองต่างหาก! ไม่มีใครสามารถล่อลวงข้าได้ทั้งนั้น เว้นแต่ข้าจะยอม!”กล่าวจบ ถังฉีก็หันไปมองค้อน เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวไป่จือ นางแทบจะอยากฝากรอยรองเท้าไซซ์สามสิบหกของนางบนใบหน้ายียวนของเขา ตอนที่ 576: เทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์เห็นสีหน้าของถังฉี ความเย็นยะเยือกพลันแล่นวาบไปตามหลัง จ้าวไป่จือรีบปรับท่าทีของตนเองทันที“เอ่อ… ข้าหมายถึง คนอย่างข้ามีคู่หมั้นที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้อย่างไร? ข้าไม่คู่ควรเลยจริงๆ!”สดับวาจา รอยยิ้มจางๆขึ้นที่มุมริมฝีปากของถังฉี“พี่จ้าว ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ท่านพูดจาเอาใจผู้อื่นเก่งถึงเพียงนี้? หากจะกล่าวถึงการไม่คู่ควร ต้องเป็นข้าเสียมากกว่า เพราะท่านมาจากตระกูลที่รับใช้ชาติบ้านเมืองและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ในขณะที่ข้าเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่จู่ๆก็ร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน เสมือนนกกระจอกกลายร่างเป็นหงส์ ไม่มีรากฐานอะไรเลย”ถังฉีตระหนักถึงฐานะของตนเองเสมอ“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว การแต่งงานกับเจ้าคือโชคลาภอันยิ่งใหญ่ที่สุดของข้า!” จ้าวไป่จือกล่าวอย่างหนักแน่น จูงมือนางและพาไปที่ร้านขายเสื้อผ้า“คุณชายและคุณหนูท่านนี้… พวกท่านกำลังมองหาชุดแบบไหนอยู่หรือขอรับ?”ทันทีที่เข้าไปในร้านขายเสื้อผ้า คนขายก็ทักทายพวกเขาอย่างอบอุ่น เมื่อเห็นชุดหรูหราของจ้าวไป่จือ เขาตระหนักทันทีว่าเป็นลูกค้าผู้สูงศักดิ์ จึงปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพ“ข้ามาซื้อเสื้อผ้าให้ภรรยา”“ภรรยาของท่าน?” เมื่อคนขายหันไปมองถังฉี เขาผงะไปทันที ตะลึงในความงามหาใดเปรียบของนางแม้ชุดที่นางสวมใส่อยู่จะดูไม่เข้ากันสักเท่าไร แต่ก็ไม่อาจซ่อนรูปลักษณ์อันมีเสน่ห์ของนางได้“เชิญท่านทั้งสองเข้ามาข้างในก่อนขอรับ ไม่ทราบว่าท่านดูราคาไว้ที่เท่าไร? ข้าจะได้แนะนำชุดที่เหมาะสมให้”น้ำเสียงของคนขายยิ่งนอบน้อม เห็นชัดว่าทั้งสองคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาท้ายที่สุดแล้ว หากบุรุษไร้ภูมิหลังอันสูงส่ง จะมีสตรีที่งดงามชวนตะลึงเช่นนี้อยู่เคียงข้างได้อย่างไร?เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าของถังฉีอีกครั้ง ด้วยเกรงว่าจะทำให้บุรุษหนุ่มตรงหน้าไม่พอใจเมื่อจ้าวไป่จือเห็นความเอาใจใส่ของคนขาย เขาก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด“ขอผ้าที่ดีที่สุดในร้านของท่าน เนื้อผ้าต้องสวมใส่สบาย รูปแบบไม่เรียบง่ายจนเกินไป ราคาไม่ใช่ปัญหา หากหาชุดเหมาะๆได้ตรงตามนี้ ข้ายินดีจ่ายอย่างงาม”ได้ยินวาจาของจ้าวไป่จือ ดวงตาของคนขายพลันเป็นประกาย ก่อนจะนำทั้งคู่ขึ้นไปยังชั้นสองด้วยความกระตือรือร้นไม่นาน ถังฉีก็เลือกชุดกระโปรงสีขาวดูเรียบง่ายหนึ่งชุด และชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนอีกหนึ่งชุดเมื่อนางสวมชุดสีขาว นางดูราวกับเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ ความงามเหนือจินตนาการทำให้ทุกคนในร้านราวกับตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดถังฉีพอใจมากกับรูปลักษณ์ของตนเอง“พี่จ้าว ท่านคิดว่าชุดนี้ทำให้ข้าดูโอ้อวดเกินไปหรือไม่?”ถังฉีสวมชุดกระโปรงสีขาวเดินไปหาจ้าวไป่จือ ชายกระโปรงของนางลากยาวไปบนพื้นอย่างสง่างาม“โอ้อวดแล้วอย่างไร? ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าเป็นใครอยู่แล้ว”ใบหน้าของจ้าวไป่จือเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน ถังฉีซึ่งรู้สึกสบายใจกับวาจาของเขา ก็ผงกศีรษะอย่างว่าง่าย“ตราบใดที่เจ้ามีความสุข นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด หากใครกล้าดูหมิ่นเจ้าละก็ ข้าจะทำให้พวกเขาต้องเสียใจ!”ด้วยวาจาเหล่านั้น จ้าวไป่จือก็รับห่อสินค้าที่คนขายส่งให้ จ่ายเงินค่าเสื้อผ้า ทั้งยังตอบแทนคนขายด้วยเงินสองตำลึงคนขายรับเงินไว้ในมือและยิ้มอย่างมีความสุข เพราะเงินสองตำลึงนั้นเท่ากับค่าจ้างเกือบครึ่งปีของเขา!ลูกค้าประเภทนี้ไม่เพียงแต่มีความเด็ดขาดและกำลังในการซื้อ แต่พวกเขายังใจกว้างมากอีกด้วยกระทั่งทั้งสองออกจากร้านไป คนขายจึงได้รู้สึกตัวในที่สุด“พวกเขาเป็นเทพที่จุติลงมาจากสวรรค์หรืออย่างไร ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นี้ถึงได้งดงามถึงเพียงนี้?”คนขายยืนนิ่งด้วยความมึนงง ขณะมองดูร่างทั้งสองคล้อยหลังไป ยังคงประทับใจกับรูปลักษณ์ที่งดงามหาใดเปรียบของทั้งคู่ขณะที่จ้าวไป่จือพาถังฉีออกจากร้านขายเสื้อผ้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึมทันทีตลอดการเดินทาง ผู้คนที่สัญจรผ่านต่างจ้องมองพวกเขาด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะบุรุษที่จ้องมองถังฉีอย่างไม่ละสายตา“สวรรค์ หญิงสาวที่งามหยาดฟ้ามาดินเช่นนี้ มีตัวตนอยู่จริงๆหรือ?”“ให้ตายเถอะ! แม้แต่เหล่าองค์หญิงในพระราชวังยังเทียบไม่ได้กับนาง!” ชาวตงอิ๋งอีกคนอุทานด้วยความตะลึง"ฮึ่ม..."สดับวาจาเหล่านั้น จ้าวไป่จือส่งเสียงฮึดฮัดออกมาอย่างเย็นชา รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาทำให้ชาวตงอิ๋งที่อยู่ใกล้ๆ รู้สึกราวกับว่ามีของหนักมากดทับอยู่บนหน้าอกถังฉีสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดของจ้าวไป่จือ ก็ไม่อาจระงับเสียงหัวเราะได้ นางจึงเอามือปิดปากขณะที่ดวงตาเป็นประกายด้วยความขบขัน“เราจะกลับไปเปลี่ยนชุดกันดีหรือไม่? ท่านจะได้ไม่ต้องกังวลมากนัก”ถังฉีแนะนำอย่างจริงจัง“ไม่จำเป็น เมื่อเรากลับไปถึงเป่ยโจว เจ้าคิดว่าข้าจะอยากให้เจ้าปลอมตัวเหมือนก่อนหน้านี้หรือ?”จ้าวไป่จือส่ายศีรษะ กล่าวน้ำเสียงหนักแน่น“หากข้าไม่อาจปกป้องเจ้าได้ ข้าก็ไม่มีคู่ควรจะแต่งงานกับเจ้า”กล่าวจบ เขาก็กุมมือของถังฉีแน่นขึ้น มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางด้วยกันเมื่อเดินผ่านถนนที่พลุกพล่าน ผู้คนนับไม่ถ้วนสังเกตเห็นความงามของถังฉี ต่างก็ประหลาดใจกับรูปลักษณ์ที่งดงามราวเทพธิดาของนางอย่างไรก็ตาม สีหน้าปั้นยากของจ้าวไป่จือได้ยับยั้งมิให้ใครก็ตามนึกอยากชื่นชมนางมากไปกว่านั้น“ในที่สุด เราก็สลัดพวกเขาได้เสียที ไม่คิดเลยว่าชาวตงอิ๋งจะหมกมุ่นมากถึงเพียงนี้”เมื่อเห็นว่าไม่มีใครติดตามพวกเขามาอีกแล้ว ถังฉีก็เผยสีหน้าอ่อนใจ“ก่อนเดินทางมายังแคว้นตงอิ๋ง ข้าเคยได้ยินมาว่าชาวตงอิ๋งหลงใหลในสตรีงาม แต่ไม่คาดคิดจริงๆ ว่าพวกเขาจะถึงขั้นหมกมุ่นขนาดนี้”น้ำเสียงของจ้าวไป่จือแฝงความเย็นชา สีหน้ายิ่งมายิ่งแข็งกร้าว เมื่อหวนนึกถึงสายตาที่ชายชาวตงอิ๋งเหล่านั้นจ้องมองถังฉี"ข้าดีใจจริงๆ ที่แต่งหน้าอำพรางตัวตนก่อนมาที่นี่!"เมื่อเห็นสายตาของชายเหล่านั้น ถังฉีก็รู้สึกสั่นไปทั้งตัวและเผยสีหน้าไม่สบายใจหากนางเดินทางมาเพียงลำพังโดยไม่ปลอมตัว ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับนางบ้าง?“อย่าคิดมากอีกเลย เราใกล้จะถึงแล้ว”ถังฉีร้องบอกอย่างแผ่วเบา ขณะที่ทั้งสองเดินต่อไป ถังฉีก็ชำเลืองมองสีหน้าของจ้าวไป่จือ นางถอนหายใจพลางดึงแขนเสื้อของเขาเบาๆ ตอนที่ 577: เพื่อไขว่คว้าความยิ่งใหญ่สดับวาจาของถังฉี จ้าวไป่จือก็ผงกศีรษะเล็กน้อยจากนั้น เขาก็โอบรอบเอวของนาง กระโดดสูงขึ้นไป และลงมายืนในลานบ้านของถังซานและเฉียวอวี๋ระหว่างนั้น ถังฉีก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมานางคร่ำครวญในใจที่ตนเองไม่มีทางเชี่ยวชาญทักษะเช่นนี้ได้เลย — ความสามารถบางอย่างก็เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด“พี่ใหญ่ พี่จ้าว!”ถังซานและเฉียวอวี๋กำลังจิบชาอยู่ในลานบ้าน เมื่อเห็นทั้งสองกระโดดลงมาจากกำแพง ใบหน้าของพวกเขาก็เบิกบานด้วยความยินดี“พวกเจ้าสองคนดูจะสุขสบายกันดี นั่งจิบชากันในขณะที่ข้างนอกกำลังวุ่นวายไม่น้อย”ถังฉีกล่าวพลางนั่งลงระหว่างน้องชายทั้งสอง หยิบถ้วยเปล่าและรินชาให้ตัวเอง“พี่ใหญ่ เวลานี้ตงอิ๋งเริ่มวุ่นวายแล้ว เราก็กลับบ้านได้เร็วขึ้น ข้าประเมินว่าอีกไม่นานนี้แหละ สงสัยจริงว่าท่านพ่อกับเสี่ยวเหออยู่ที่เมืองหลวงเป็นอย่างไรกันบ้าง!”ถังซานยิ้มกล่าว คิ้วของเขาแฝงความมุ่งมั่นความวุ่นวายในแคว้นตงอิ๋งได้รับปะทุเร็วขึ้นด้วยความร่วมมือของถังซานและเฉียวอวี๋ที่คอยเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังถังซานนำกลยุทธ์ทางการทหารที่ฟางจื่อโจวสอนสั่งมาปรับใช้กับสถานการณ์ของตงอิ๋ง และประสบความสำเร็จอย่างมากเขาถึงกับก้าวไปอีกขั้นด้วยการคิดค้นกลยุทธ์เพิ่มเติม“อืม ยิ่งกลับเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะท้ายที่สุดแล้ว ที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านของเรา” ถังฉีผงกศีรษะอย่างเห็นพ้อง นางอยู่ที่ตงอิ๋งมาเป็นเวลากว่าสองเดือนแล้ว นอกจากสำรวจแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นมาแล้วทุกแห่ง นางยังเริ่มเบื่ออาหารทะเลเมื่อคิดถึงบ้าน ทั้งความอบอุ่นและความคุ้นเคยทั้งหลายในเป่ยโจว และรสอาหารจัดจ้านที่นางกินได้ไม่มีเบื่อ นางก็คลี่ยิ้มด้วยความคิดถึง“คิดถึงบ้านงั้นหรือ?”จ้าวไป่จือเดินเข้ามาและนั่งลงข้างๆถังฉี ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร“แน่นอน ข้าไม่เคยออกจากบ้านนานขนาดนี้มาก่อน”ถังฉีผงกศีรษะและเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์“หากเจ้าคิดถึงบ้าน เราก็วางแผนการเดินทางกันเลย จิมมุครองตำแหน่งรัชทายาทมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เขาต้องลงจากตำแหน่งและเปิดทางให้ผู้ที่คู่ควรกว่า”จ้าวไป่จือระบายยิ้มจางๆ ขณะที่แผนการของเขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว“พี่ใหญ่ ข้ายังรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่ได้เห็นท่านสวมชุดสตรีอีกครั้ง”เฉียวอวี๋จ้องมองถังฉี ดวงตาของเขาเป็นประกายอย่างซุกซน“ทั้งเจ้าและพี่จ้าว คิดว่าข้าดูดีกว่าหากแต่งหน้าเข้มๆแบบเดิมหรือ?”ถังฉีเขม็งมองเฉียวอวี๋สดับวาจา จ้าวไป่จือก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ นี่เขาถูกกล่าวหาอย่างผิดๆอยู่งั้นหรือ?อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ถังฉีมีความสุข นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดหากเขาต้องคอยอำพรางความงดงามของนางอยู่ตลอดเวลา เท่ากับเขาใช้ชีวิตอย่างคนขี้ขลาด สตรีที่เขารักสมควรได้เฉิดฉายโดยไม่ต้องเกรงกลัวสายตาของผู้ใด“หากเจ้าชอบแสร้งทำเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ ข้าก็ไม่อาจบังคับให้เจ้าเป็นหงส์ แต่ข้าต้องยอมรับว่า ข้าอยากรู้นักว่าจิมมุจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากเขาเห็นเจ้าในสภาพนี้”รอยยิ้มของจ้าวไป่จือดูลึกลับยิ่งนักถึงเวลาที่จิมมุจะต้องได้รับบทเรียนแล้ว — การละโมบในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาแพงลิบลิ่วหลังจากคุยกันในลานบ้านสักพัก จ้าวไป่จือก็จับมือของถังฉีและพานางออกไปอย่างอ่อนโยน“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า หลังจากแต่งงานกันแล้ว พี่จ้าวจะอยู่ภายใต้การควบคุมของพี่ใหญ่อย่างสมบูรณ์เลย?”เฉียวอวี๋เฝ้ามองพวกเขาคล้อยหลังไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด“เจ้าไม่คิดว่าเขาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วหรือ? ดูสิว่าเขาหลงใหลนางขนาดไหน หากพี่ใหญ่บอกให้ไปตะวันออก เขาคงไม่กล้าไปทางตะวันตกหรอก!”ถังซานยิ้มกว้างเขาเข้าใจแจ่มชัดว่าการรักใครสักคนเป็นอย่างไร และความรู้สึกที่จ้าวไป่จือมีต่อถังฉีนั้นลึกซึ้งอย่างไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้ทำให้เขาสบายใจในการฝากพี่สาวของเขาให้จ้าวไป่จือดูแล“จริง พี่จ้าวไม่เคยทะเลาะกับพี่ใหญ่เลยสักครั้ง”เฉียวอวี๋หัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเหมือนกับเด็กหนุ่มที่ฉลาดเกินวัย“เมื่อพี่ใหญ่และพี่ชายจ้าวแต่งงานกัน ท่านคิดว่าเราจะมีหลานชายหลานสาวตัวน้อยๆหรือไม่?”ใบหน้าของเฉียวอวี๋เป็นประกายด้วยความตื่นเต้นเมื่อเขาหันไปถามถังซาน“แล้วท่านคิดว่าลูกๆของพวกเขาจะหน้าเหมือนพี่ใหญ่หรือพี่จ้าวมากกว่ากัน?”เขาจ้องมองถังซานด้วยความสงสัยใคร่รู้“แน่นอนว่าพวกเขาต้องเหมือนพี่ใหญ่” ถังซานตอบโดยไม่ลังเลแต่เฉียวอวี๋ส่ายศีรษะ“ข้าคิดว่าพวกเขาจะดูเหมือนพี่จ้าวมากกว่า”“ไม่มีทาง! พวกเขาต้องดูเหมือนพี่ใหญ่ นี่เจ้ากล้าโต้แย้งข้าหรือ? เจ้าตัวแสบ”ถังซานยกหมัดขึ้น แกล้งขู่เฉียวอวี๋“ฮึ่ม! มิสู้พวกเราพนันกันสักตั้ง? หากข้าชนะ ต่อไปนี้ท่านต้องเรียกข้าว่า ‘ท่านพี่’ แต่หากข้าแพ้ ข้าจะยอมตามคำขอของท่านทุกอย่าง!”เฉียวอวี๋ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่ถูกโต้แย้ง จึงเสนอการเดิมพัน“ตกลง!”ถังซานตอบรับอย่างง่ายดายเขาจำได้แม่นยำ และเคยได้ยินพี่ใหญ่เล่าว่าเด็กผู้ชายจะมีลักษณะเหมือนแม่มากกว่า ในขณะที่เด็กผู้หญิงจะมีลักษณะเหมือนพ่อเขาหวังลึกๆ ในใจว่าลูกคนแรกของพวกเขาจะเป็นลูกสาว เพื่อที่เฉียวอวี๋จะได้แพ้ที่สำคัญที่สุด นอกจากพี่สาวแล้ว ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่มีสตรีคนอื่นเลย หลานสาวตัวน้อยจะช่วยเติมความสดใสเบิกบานให้ครอบครัวของพวกเขาอย่างแน่นอน!ในขณะเดียวกัน ถังฉีและจ้าวไป่จือไม่ทราบเลยว่าพี่น้องทั้งสองกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของลูกๆ ในอนาคตของพวกเขา หากรู้เข้า พวกเขาคงทั้งขบขันและหงุดหงิดไม่น้อย!ไม่กี่วันต่อมา ราชสำนักตงอิ๋งต้องเผชิญกับความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้นดูเหมือนว่าจักรพรรดิตงอิ๋งจะชราลงอย่างมากในชั่วข้ามคืนความผิดหวังในตัวจิมมุ พระโอรสองค์โตของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเหลืออดแล้ว เขาไม่อาจเชื่อในสิ่งที่จิมมุทำลงไปความตั้งใจแน่วแน่ของจักรพรรดิที่จะปลดจิมมุจากการสืบราชบัลลังก์ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด จิมมุจึงได้ทราบถึงการตัดสินพระทัยของพระบิดาเวลานี้ จิมมุอยู่ในห้องหนังสือและกำลังวางแผนลับๆ ร่วมกับผู้เป็นตาของเขา“ท่านตา เราต้องทำเช่นนี้จริงๆหรือ หากเสด็จพ่อทรงทราบ เราสองคนจะ...”“เงียบนะ! ข้าเคยสอนเจ้าให้ทำตัวอ่อนแอเช่นนี้หรือ? เพื่อไขว่คว้าความยิ่งใหญ่ เราต้องโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ไม่ยอมให้อะไรมาขวางทั้งนั้น!” ตอนที่ 578: พรแห่งบรรพชนตงอิ๋งผู้อาวุโสตวาดจนจิมมุเงียบเสียงไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอีกครั้งเขาเข้าใจว่าหากไม่ยอมเสี่ยงเวลานี้ จิมมุก็คงเสียโอกาสในการขึ้นครองบัลลังก์อย่างแน่นอนจักรพรรดิตงอิ๋งไม่ให้เวลาเขาเตรียมตัวเตรียมใจ และเป็นไปได้ว่าพระองค์เจาะจงเลือกองค์ชายที่จะให้สืบทอดราชบัลลังก์ไว้เรียบร้อยแล้วผู้อาวุโสได้ติดสินบนข้าหลวงที่ใกล้ชิดที่สุดของจักรพรรดิ ซึ่งยืนยันว่าจักรพรรดิทรงโปรดปรานองค์ชายสิบหกมากเป็นพิเศษ และมักจะเสด็จไปเยี่ยมเยียนที่ตำหนักเพื่อตรวจดูว่าองค์ชายฟื้นจากอาการป่วยหรือไม่ ทั้งยังแสดงความกังวลพระทัยอย่างมาก และอาจมีจุดประสงค์บางอย่างที่ทรงคาดหวังกับองค์ชายผู้นี้ผู้อาวุโสไม่อาจรอได้อีกต่อไป — ครอบครัวของเขาไม่อาจรอได้อีกแล้วเช่นกันหากเอคิขึ้นครองบัลลังก์ พวกเขาคงประสบความหายนะจะดีกว่าหากจะชิงลงมือก่อน ยึดครองบัลลังก์และปล่อยให้เอคิไร้ซึ่งพลังอำนาจจะตอบโต้ผู้อาวุโสยังแคลงใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ อาจเชื่อมโยงกับทูตของแผ่นดินเป่ยโจวเพราะเหตุใดพวกเขาถึงสนับสนุนองค์ชายที่ไม่มีใครรู้จัก? ตั้งแต่ที่พวกเขามาถึง เอคิก็ได้รับความโปรดปรานอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเวลานี้ถึงกับได้รับการพิจารณาให้ขึ้นครองบัลลังก์ทั้งหมดนี้ ทำให้ผู้อาวุโสรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยเขาจึงตัดสินใจที่จะวางเดิมพันไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ยังดีกว่านั่งเฉยๆ แล้วมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น“ขอรับ!”จิมมุไม่กล้าคัดค้าน ด้วยตระหนักดีว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากเขา การอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ของเขาก็จะไร้ซึ่งความหวังยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากไม่มีความกล้าที่จะเสี่ยง ความตระหนักรู้ครั้งนี้ทำให้จิมมุมีแรงใจเพิ่มมากขึ้น“ดี เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ก็ทำตามขั้นตอนที่พวกเราวางแผนไว้ พรุ่งนี้ จงหาข้ออ้างไปเยี่ยมองค์ชายองค์ที่สิบหกเพื่อกักขังเขาและจักรพรรดิไว้ จากนั้น เราจะยึดพระราชวัง และบัลลังก์ก็จะเป็นของเจ้า”ผู้อาวุโสกล่าวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ราวกับว่าชัยชนะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเมื่อเห็นความมั่นใจบนใบหน้าของผู้เป็นตา หัวใจของจิมมุก็พองโตด้วยความตื่นเต้น เขาแทบจะรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ออกคำสั่ง และดื่มด่ำกับความรุ่งโรจน์ที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้“ฮ่าๆๆ… สมกับเป็นหลานชายของข้า! เจ้านี่มีใจสู้จริงๆ อย่ากังวลไปเลย ข้าเตรียมการไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จะไม่มีข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่เจ้าต้องทำคือสวมชุดมังกรและขึ้นนั่งบนบัลลังก์เท่านั้น!”ผู้อาวุโสลูบเคราด้วยท่าทางพึงพอใจได้ยินดังนั้น ความไม่สบายใจที่ยังคงติดค้างในใจของจิมมุก็มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง“เพื่อตัวข้าเอง เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าของตระกูลเรา ข้าจะทุ่มเทเดิมพันทุกอย่าง!”จิมมุประกาศกร้าวด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวทั้งสองยังคงพูดคุยกันอย่างลับๆกันจนดึกดื่นโดยที่พวกเขาไม่ทราบเลยว่า จ้าวไป่จือได้ยินชัดทุกประโยคจากการอำพรางตัวบนหลังคา“การวางแผนเพื่อชิงบัลลังก์ทั้งหมดนี้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของบิดาและพี่น้อง อำนาจและสถานะมีค่ามากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”จ้าวไป่จือพึมพำกับตัวเอง โดยที่จิตใจของเขาล่องลอยไปไกล หวนนึกถึงครอบครัวของตนเองเขานึกถึงคนที่วางยาพิษเขา เพื่อสนองต่อความทะเยอทะยานของตนเอง แม้เขาจะไม่ได้สนใจสืบทอดตำแหน่งเจิ้นกั๋วกงเลยก็ตามหากพวกเขาเพียงแค่ขอ เขาก็จะยอมสละตำแหน่งให้โดยไม่ต้องลังเลน่าเสียดาย — พวกเขาช่างกระหายในอำนาจจนหน้ามืดตาบอดหลังจากหลับตาลงครู่หนึ่ง จ้าวไป่จือก็หันไปมองดวงหน้าอันงดงามซึ่งช่วยลบล้างความหงุดหงิดและความโกรธขึ้งของเขาได้ชะงัดนัก“ฉีฉี…”เขาเอ่ยชื่อนางเบาๆ ก่อนที่จะกระโดดลงจากหลังคาและหายตัวไปท่ามกลางความมืดของรัตติกาลเพียงไม่นาน จ้าวไป่จือก็มาถึงห้องของเอคิ และรีบเล่าทุกอย่างที่เขาได้ยิน“ไม่คิดเลยว่าพี่ชายของข้าจะกล้าถึงขั้นวางแผนแย่งชิงบัลลังก์และควบคุมราชสำนัก”ประกายเย็นชาฉายวาบในดวงตาของเอคิเขาตระหนักดีว่าจิมมุไม่เพียงแต่มีเจตนากักขังจักรพรรดิ แต่ยังกำจัดพระองค์เพื่อแย่งชิงบัลลังก์“ข้าถ่ายทอดสิ่งที่ได้ยินทั้งหมดแล้ว ส่วนจะจัดการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับท่าน บอกข้าได้หากท่านต้องการความช่วยเหลือ เราจะออกจากตงอิ๋งในอีกสิบวัน”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับที่เขาปรากฏตัว ทิ้งให้เอคิจมอยู่ในห้วงความคิดจ้าวไป่จือทราบว่าเอคิฉลาดพอที่จะลงมือทำโดยไม่ต้องได้รับคำแนะนำมากไปกว่านี้เวลาสิบวันนั้นก็มากเกินพอ เมื่อถึงเวลานั้น จักรพรรดิพระองค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ และจ้าวไป่จือกับสหายของเขาจะเดินทางกลับเป่ยโจวนึกถึงการได้ร่วมเดินทางกับถังฉีกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลถัง ทำให้จ้าวไป่จือปีติยินดีเป็นอย่างมากเมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม เขาก็ล้างหน้าล้างตาและเข้านอนด้วยความสบายใจสายลับที่จักรพรรดิตงอิ๋งวางกำลังไว้รอบๆโรงเตี๊ยม ไม่มีใครสังเกตเห็นการเข้าออกของจ้าวไป่จือแม้แต่น้อยวันรุ่งขึ้น จิมมุไม่อาจระงับความหงุดหงิดของตนเองได้ จึงอ้างเหตุผลว่าจะไปเยี่ยมที่ตำหนักของเอคิแม้เอคิจะได้สติแล้ว แต่เขาก็ยังคงหน้าซีดและอ่อนแรง เมื่อเห็นจิมมุ เขาจึงสั่งให้คนรับใช้ช่วยพยุงให้เขานั่งและเอนกายพิงผนังเพื่อต้อนรับ“ท่านพี่ โปรดอภัยที่ข้าไม่อาจลุกขึ้นต้อนรับท่าน ข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส การที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นโชคดีแล้ว ต้องขอบคุณพรของบรรพชนชาวตงอิ๋งของพวกเรา”เอคิกล่าวพร้อมระบายยิ้มจางๆ“น้องสิบหก ข้ามาเยี่ยมทันทีหลังจากได้ยินเรื่องอาการบาดเจ็บของเจ้า แต่พวกข้าหลวงของเสด็จพ่อไม่ยอมให้ข้ามา ดังนั้นข้าจึงใช้เวลานานมากกว่าจะมาเยี่ยมเจ้าได้”จิมมุนั่งลงข้างเตียงของเอคิโดยไม่ลังเล จ้องมองน้องชายที่อ่อนแอของเขาด้วยความพึงพอใจไม่ว่าพระบิดาจะโปรดปรานเขามากแค่ไหน เอคิก็ยังคงเป็นเพียงคนอ่อนแอ พรุ่งนี้ จิมมุจะยึดครองบัลลังก์ และชะตากรรมของเอคิก็จะตกอยู่ในกำมือของเขาโดยสมบูรณ์ความคิดนี้ทำให้ประกายกระหายเลือดฉายวาบในดวงตา แม้จิมมุจะอำพรางได้ดีก็ตามอย่างไรก็ตาม เอคิไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนในสีหน้าของเขาเอคิแสร้งทำเป็นไม่สนใจ และตัดสินใจที่จะรอให้จิมมุเปิดเผยธาตุแท้ของตนเองอย่างเต็มที่“จักรพรรดิเสด็จแล้ว!”มีเสียงแหลมดังออกมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามา ตอนที่ 579: ครองบัลลังก์ในวันรุ่งขึ้นเมื่อได้ยินว่าจักรพรรดิตงอิ๋งเสด็จมาถึง จิมมุก็รีบปกปิดสีหน้าที่แท้จริง แสร้งทำเป็นนอบน้อม“จิมมุ?”จักรพรรดิตงอิ๋งมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นจิมมุอยู่ที่นั่น ชั่วครู่หนึ่ง เขาก็ตั้งสติได้และไปนั่งลงใกล้ๆ“เสด็จพ่อ วันนี้ข้ามาเยี่ยมอาการบาดเจ็บของน้องสิบหก คราวก่อนข้าหุนหันพลันแล่นเกินไป ข้าจึงมาเพื่อขอโทษน้องสิบหกพ่ะย่ะค่ะ”จิมมุกล่าวอย่างถ่อมตน สีหน้าของจักรพรรดิตงอิ๋งก็อ่อนลงเล็กน้อย“คราวที่แล้ว เป็นเพราะความเหนื่อยล้า ข้าจึงพูดไม่ดีออกไป” จิมมุกล่าวต่อโดยมีสีหน้าสำนึกผิด ขณะมองไปยังเอคิบนเตียงแม้สีหน้าจะระบายยิ้ม แต่จิตใจของจิมมุกลับคิดหาสารพัดวิธีที่จะกำจัดน้องชายของตนเองเอคิหรี่ตา สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆบนใบหน้าของจิมมุมาโดยตลอด“อืม ในเมื่อเจ้าเยี่ยมเขาเสร็จแล้ว เจ้าก็กลับไปเถอะ ข้ามีเรื่องต้องคุยกับน้องสิบหกของเจ้า”จักรพรรดิตงอิ๋งกล่าวอย่างใจเย็น แต่เมื่อจิมมุยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับไม่ได้ยินที่สั่ง สีหน้าของจักรพรรดิก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจ“จิมมุ?”จักรพรรดิทรงเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“ข้าอยู่ที่นี่”จิมมุหันกลับมาจ้องมองพระบิดาด้วยสายตาเย่อหยิ่ง ขณะที่จักรพรรดิประทับนั่งอยู่ เขากลับยืนตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผยใบหน้าของจักรพรรดิตงอิ๋งเผยความไม่พอใจ แม้จะเป็นโอรส แต่จิมมุยังคงเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆคน การกระทำของเขาเวลานี้ไม่ต่างจากการหมิ่นเบื้องสูง“จิมมุ เจ้าไม่ได้ยินข้าหรือ? ออกไปเดี๋ยวนี้!”น้ำเสียงของจักรพรรดิเริ่มแข็งกร้าว และความอดทนของเขาก็ลดน้อยลงทุกที“หากข้าปฏิเสธ เสด็จพ่อจะทำอย่างไร?” จิมมุถามอย่างเย็นชา จากนั้นก็นั่งลงข้างๆจักรพรรดิอย่างไร้ความละอาย“เจ้าหมายความว่าอย่างไร จิมมุ เจ้ากำลังคิดก่อกบฏงั้นหรือ?”เสียงของจักรพรรดิตงอิ๋งแข็งกร้าวด้วยโทสะ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างเหลือเชื่อ เมื่อความเหิมเกริมของโอรสปรากฏชัดตรงหน้า“ถ้าใช่ แล้วอย่างไร? ท่านคิดว่าข้ามาที่นี่วันนี้ แค่มาเยี่ยมเจ้าคนพิการไร้ประโยชน์คนนั้นหรือ?”จิมมุระบายยิ้มอย่างพึงพอใจ“เจ้า!”หัวใจของจักรพรรดิดิ่งวูบเมื่อเกาะกุมด้วยความกลัว ตระหนักได้ว่าการปรากฏตัวของจิมมุที่นี่แฝงจุดประสงค์บางอย่าง“ทหาร! ทหาร! จับเจ้าคนทรยศผู้นี้ แล้วเอาตัวไปเข้าคุก!”จักรพรรดิตวาดลั่น แต่ผ่านไปหลายอึดใจ กลับไม่มีทหารองครักษ์ปรากฏตัวแม้แต่คนเดียว“เสด็จพ่อ จะร้อนพระทัยไปไย ไม่มีใครมาหรอกพ่ะย่ะค่ะ” จิมมุกล่าวอย่างใจเย็น ตาของเขาได้จัดการทหารองครักษ์ด้านนอกเรียบร้อยแล้ว“กล้าดีอย่างไร จิมมุ! เจ้ากล้าทรยศต่อบิดาของตัวเองหรือ? เจ้ารู้ผลที่ตามมาหากเจ้าล้มเหลวหรือไม่? ต่อให้เป็นโอรสของข้า ข้าก็จะไม่ละเว้นเจ้า!”มือของจักรพรรดิสั่นสะท้านด้วยความโกรธ ไม่เคยคาดคิดเลยว่าโอรสองค์โตของที่พระองค์เลี้ยงดูมาอย่างดี จะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนี้“หากข้าตัดสินใจกบฏ แสดงว่าข้าจะไม่ล้มเหลว ท่านคิดว่าตระกูลฝั่งพระมารดาและตัวข้าไร้อำนาจอิทธิพลหรืออย่างไร? วันนี้ข้ากักขังท่านไว้ที่นี่ และพรุ่งนี้ข้าก็จะขึ้นครองบัลลังก์!”ขณะกล่าว จิมมุคล้ายจะปลาบปลื้มกับภาพในจินตนาการขณะที่ตนเองสวมชุดจักรพรรดิและขึ้นครองบัลลังก์ เสียงหัวเราะของเขาดังลั่น เต็มไปด้วยความลำพองใจ“เจ้าเสียสติไปแล้ว เสียสติไปแล้วจริงๆ!”สีหน้าของจักรพรรดิตงอิ๋งเต็มไปด้วยความผิดหวัง เมื่อเห็นพระโอรสที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดฝากบ้านเมืองและราษฎรให้ดูแล กลับถูกความทะเยอทะยานและความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำเช่นนี้“คนที่เสียสติคือท่านต่างหาก! หากท่านไม่เสียสติ ท่านคงไม่ให้ความสำคัญกับเจ้าคนสารเลวนี่มากกว่าข้า! เขากล้าทำตัวเสมอข้าได้อย่างไร? แล้วเหตุใดท่านถึงลำเอียง ถึงขั้นคิดจะมอบตำแหน่งรัชทายาทของข้าให้กับเขา?”เสียงของจิมมุสั่นเครือด้วยโทสะ เมื่อในที่สุดก็ได้ระบายความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมา“ข้าเคยพูดเมื่อไรว่าจะยกบัลลังก์ให้เอคิ?”ใบหน้าของจักรพรรดิตงอิ๋งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตกตะลึงเมื่อรู้ว่านี่คือสาเหตุการทรยศของจิมมุ“หากท่านไม่ได้วางแผนยกบัลลังก์ให้กับเขา เหตุใดท่านถึงแสดงโปรดปรานต่อเขาถึงเพียงนั้น? เลิกโกหกข้าเสียทีเถอะ คนของข้าคุมทหารองครักษ์ข้างนอกไว้หมดแล้ว และท่านตาก็คงคุมพระราชวังทั้งหมดไว้แล้วด้วย เสด็จพ่อ ท่านก็ยอมสละราชบัลลังก์แต่โดยดีเถอะ!”จิมมุเดินไปที่ข้างเตียงของเอคิ พร้อมกับชักมีดออกมาจากเข็มขัดของตนเอง“หยุดนะ! เจ้าลูกไม่รักดี เจ้าไม่รู้หรือว่าน้องสิบหกของเจ้าสรรเสริญถึงเจ้าแต่เรื่องดีๆมาโดยตลอด?”สีหน้าของจักรพรรดิบิดเบี้ยวด้วยความเศร้าโศก เมื่อเห็นบุตรชายคนโตเตรียมจะสังหารบุตรชายเล็ก“ว่าอย่างไรนะ?”จิมมุตัวแข็งทื่อ มีดสั้นในมือสั่นไหวขณะหันไปมองพระบิดาด้วยความเหลือเชื่อ“เจ้าได้ยินข้าถูกต้องแล้ว เอคิสรรเสริญถึงเจ้ากับข้ามาหลายวัน เขายังอธิบายด้วยว่าผลงานของเจ้าในเป่ยโจวจะเป็นประโยชน์ต่อแคว้นตงอิ๋งของเราในระยะยาว”จักรพรรดิตงอิ๋งถอนหายใจอย่างหนัก“แล้วเวลานี้ เจ้ากลับเอามีดมาจ่อคอเขาอยู่ เขาเป็นพี่น้องต่างมารดาของเจ้า เหตุใดเจ้าถึงไร้หัวใจถึงเพียงนี้?”น้ำเสียงของจักรพรรดิเต็มไปด้วยความผิดหวังขณะมองไปยังจิมมุ“เป็นไปไม่ได้! อย่าพยายามหลอกลวงข้าเลย! ข้ารู้ดีว่าเขาต้องการอะไร — เขาต้องการเพียงแค่ให้ท่านปลดข้าออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้เขาสืบทอดบัลลังก์!”จิมมุยกมีดขึ้นมาอีกครั้ง ยังคงมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ว่าพระบิดาของเขาจะกล่าวอย่างไรก็ตาม ตอนที่ 580: เกือบจะหลอกพวกเราได้สำเร็จเฮ่อ…”จักรพรรดิตงอิ๋งถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า“จิมมุ ในใจของเจ้า บัลลังก์สำคัญกว่าพี่น้องของเจ้าจริงหรือ?”จักรพรรดิตงอิ๋งมองดูบุตรชายที่ตนเคยภาคภูมิใจ ด้วยความผิดหวังระคนโศกเศร้า“เสด็จพ่อ อย่าพยายามหลอกลวงข้าอีกเลย หากความเป็นพี่น้องมีความสำคัญจริงๆ เอคิจะทำกับข้าเช่นนี้หรือ? แล้วเสด็จพ่อจะปฏิบัติกับข้าเช่นนี้หรือ?”ดวงตาของจิมมุร้อนรุ่มด้วยความเกลียดชัง มิได้พยายามซ่อนความเคียดแค้นภายในใจ“เฮ่อ… ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรตามใจเจ้ามากถึงเพียงนี้ และไม่ควรแต่งตั้งให้เจ้าให้เป็นรัชทายาท โดยไม่ได้แน่ใจแต่แรกว่าเจ้าจะมีแรงจูงใจเช่นนี้ เวลานี้เจ้ากลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและจิตใจคับแคบไปเสียแล้ว”จักรพรรดิตงอิ๋งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เวลานี้ สายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว“ฮึ่ม ท่านไม่ต้องมาสั่งสอนข้า ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ วันนี้ข้าคือผู้ชนะ และประวัติศาสตร์ของตงอิ๋งจะถูกเขียนตามเจตนารมณ์ของข้า!”จิมมุหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงของเขาก้องสะท้อนด้วยความเย่อหยิ่ง“จิมมุ ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย วางมีดลงแล้วข้าจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าจะได้เป็นรัชทายาทต่อไป และสักวันหนึ่งบัลลังก์ก็จะยังเป็นของเจ้าเมื่อถึงเวลา”หัวใจของจักรพรรดิตงอิ๋งขัดแย้งกับวาจาที่เอื้อนเอ่ย กลัวจับใจว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปหากจิมมุปฏิเสธ“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว! วันนี้เอคิต้องตาย มีเพียงความตายของเขาเท่านั้นที่จะทำให้ข้าวางใจอย่างแท้จริง และเมื่อนั้น ท่านก็จะเลิกโปรดปรานองค์ชายองค์อื่นนอกจากข้า!”โดยไม่ลังเล จิมมุชูมีดขึ้นสูง ก่อนจะแทงลงไปยังเอคิที่อยู่บนเตียงพริบตาถัดมา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นขึ้นมาที่ข้อมือของเขาเสียงหนักดังขึ้นเมื่อมีดสั้นหลุดจากมือ และปักลงในพื้นไม้“โอ๊ย!”จิมมุมองไปยังข้อมือที่เลือดไหลเป็นทาง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันอย่างรวดเร็วเช่นนี้“องครักษ์เงาเดิมทีมีไว้เพื่อปกป้องข้า แต่เวลานี้ ข้ากลับต้องใช้พวกเขากับเจ้า”จักรพรรดิตงอิ๋งกล่าวด้วยความรู้สึกเสียใจระคนเด็ดเดี่ยว สายตาของเขาหนักอึ้งขณะมองไปยังโอรสของตนเอง ไม่นานนัก จิมมุก็ถูกองครักษ์เงากำราบจนสิ้นท่า“เอาตัวไปเข้าคุก!”จักรพรรดิตงอิ๋งทอดถอนใจ ส่วนกลุ่มกบฏที่ล้อมพระราชวังอยู่นั้น พระองค์ไม่ได้กังวลแม้แต่น้อยนับตั้งแต่ที่เอคิให้คำมั่นว่าจะใช้ทรัพยากรของตนเองช่วยเหลือจิมมุและพัฒนาแคว้นตงอิ๋งจักรพรรดิตงอิ๋งก็ได้มอบหมายองครักษ์ให้คอยปกป้องเอคิอย่างลับๆองครักษ์เหล่านี้ นอกจากจักรพรรดิและข้าหลวงคนสนิทแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขาคอยคุ้มกันเอคิมาโดยตลอด รวมทั้งคอยจับตาทุกความเคลื่อนไหวของเขาหากเอคิมีแนวโน้มว่าจะละเมิดขอบเขตอำนาจของตน จักรพรรดิก็จะลงมืออย่างเด็ดขาด!ในฐานะผู้เป็นใหญ่ จักรพรรดิตงอิ๋งเคยประสบพบเจอพายุมาแล้วหลากหลายรูปแบบ จนวันนี้ แม้แต่โอรสของพระองค์เองก็ไม่อาจได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่อย่างไรก็ตาม เอคิตระหนักถึงการเตรียมการของจักรพรรดิ และได้หลีกเลี่ยงการเปิดเผยตนเองอย่างระมัดระวังเสมอ“เสด็จพ่อ ท่านพี่คงถูกใครบางคนหลอกใช้แน่ๆพ่ะย่ะค่ะ ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ทำกล้าก่อกบฏเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไร เขาจะเข้าใจเจตนาของท่านเองในที่สุด”เอคิกล่าวอย่างอ่อนแรงขณะพยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่จักรพรรดิตงอิ๋งห้ามเขาไว้“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องพวกนี้หรอก ใส่ใจสุขภาพและรักษาตัวให้หายดีก็พอ”หลังจากถอนหายใจ สีหน้าของจักรพรรดิก็ผ่อนคลายลงแม้ในอดีต เขาจะไม่เคยใส่ใจเอคิมากนัก แต่เขาก็ตระหนักถึงนิสัยใจคอที่สงบเสงี่ยมเจียมตนและไม่ทะเยอทะยานของโอรสองค์นี้เสมอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอคิหลีกเลี่ยงการสนิทชิดเชื้อกับเหล่าขุนนางในราชสำนัก และไม่เคยแทรกแซงปัญหาการบ้านการเมืองเลยสักครั้งเมื่อไม่นานนี้ เหล่าขุนนางเริ่มแวะเวียนมาที่ร้านของเอคิเพื่อซื้อเครื่องปรุงอาหารปิ้งย่างและอาหารของเขากระนั้น เอคิยังคงเก็บตัวเงียบ และหลีกเลี่ยงการติดต่อกับพวกเขาโดยตรงชัดเจนว่าเอคิไม่ได้ปรารถนาบัลลังก์แต่อย่างใด“เสด็จพ่อ... โปรดไตร่ตรองใหม่อีกครั้งเถอะพ่ะย่ะค่ะ พี่ชายของข้ายังเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการปกครองแคว้นตงอิ๋ง นอกจากนี้ คณะทูตของเป่ยโจวยังอยู่ที่นี่ หากพวกเขารู้ว่าองค์ชายรัชทายาทถูกจำคุก บ้านเมืองของเราคงต้องอับอายไม่น้อย”ใบหน้าของเอคิเผยความจริงใจ สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนจักรพรรดิตงอิ๋งมองไปยังพระโอรส สีหน้าอ่อนลงมาก“พอเถอะ เอคิ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้ว ข้าจะจัดการเอง คนของเป่ยโจวจะไม่มีทางทราบเรื่องนี้”หลังจากปลอบใจเอคิและสั่งให้หมอหลวงเตรียมยาคลายจิตเพื่อช่วยให้เขาหลับ ในที่สุดจักรพรรดิก็จากไปหลังจากกินยาแล้ว เอคิก็นอนหลับสบายจนถึงบ่ายวันถัดไปเมื่อเขาตื่นขึ้น เขาก็ได้ทราบว่าจิมมุถูกจักรพรรดิกักขังและถูกปลดจากตำแหน่งรัชทายาท หลังจากคณะทูตจากเป่ยโจวออกเดินทางไปแล้วสำหรับครอบครัวฝั่งพระมารดาของจิมมุ จักรพรรดิตงอิ๋งได้จองจำเหล่าตัวการคนสำคัญเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์จะไม่สร้างความตื่นตระหนกในหมู่ราษฎรจักรพรรดิลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ปราบปรามเหล่ากบฏก่อนที่จะลุกลามไปมากกว่านี้เมื่อจ้าวไป่จือได้รับข่าวนี้ เขาก็อดประหลาดใจมิได้“จักรพรรดิตงอิ๋งจัดการเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว เขาเกือบจะหลอกพวกเราได้สำเร็จด้วยซ้ำ”จ้าวไป่จือปล่อยนกพิราบสื่อสารในมือแล้วส่งบันทึกให้กับถังฉีถังฉีอ่านมันคร่าวๆ ใบหน้าของนางเยือกเย็นทว่าเต็มไปด้วยรอยยิ้มจางๆ“ในฐานะจักรพรรดิ วาจาและการกระทำทุกอย่างล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง การที่เขาทำเช่นนั้นก็เท่ากับตบหน้าจิมมุฉาดใหญ่แล้ว”สีหน้าของถังฉีแจ่มใสขึ้นด้วยความขบขัน“ไม่ใช่จักรพรรดิที่ตบหน้าจิมมุ แต่เป็นจิมมุเองที่ทำให้ตงอิ๋งเสื่อมเสียชื่อเสียงมานานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ที่เป่ยโจว”จ้าวไป่จือจ้องมองถังฉีด้วยความรักใคร่“พวกเรากำลังเดินทางกลับบ้านกัน ข้าแทบรอไม่ไหวแล้ว” ถังฉีกล่าวพร้อมกับถือเตาอุ่นมือเล็กๆไว้เพื่อป้องกันความหนาวเย็นอย่างไรก็ตาม ฤดูหนาวบริเวณชายฝั่งของตงอิ๋งก็หนาวเย็นกว่าในเขตเป่ยโจวมากจบตอน Comments
Comments
Post a Comment