sister ep611-620 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 611: ไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป“ฮ่าฮ่าฮ่า... มิผิด ข้ากำลังคิดเรื่องนั้นอยู่พอดี!” ผู้อาวุโสฟางตอบอย่างจริงจังอย่างไรก็ตาม เมื่อเขากลับบ้านเกิด อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เพลิดเพลินกับอาหารอร่อยๆเช่นนี้อีกครั้ง“ผู้อาวุโสฟาง หวานหว่าน เหตุใดพวกท่านไม่พักที่จวนองค์หญิงตั้งแต่วันนี้ จะได้ดูแลกันง่ายขึ้น และท่านก็สามารถสอนพี่น้องจอมแสบของข้าต่อไปได้สะดวก!” ถังฉีเสนอแนะด้วยรอยยิ้มนางกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้อาวุโสฟางอยู่ต่อ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้น้องชายของนางได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่ยังช่วยสานไมตรีระหว่างสองครอบครัวอีกด้วยสำหรับตัวตนของหวานหว่าน ถังฉีมีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของน้องชายอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ บุตรสาวที่ผู้อาวุโสฟางเลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกจะเป็นคนไม่ได้เรื่องได้อย่างไร?“ดีๆๆ ข้าจะให้คนรับใช้เก็บข้าวของที่เรือนแล้วย้ายมาที่นี่ จากนี้ไป ข้าจะพักที่จวนองค์หญิงอย่างไม่ละอาย!” ผู้อาวุโสฟางกล่าวพลางหัวเราะร่า“หวานหว่าน หากมีอะไรที่เจ้าอยากกินก็บอกข้า ข้าอาจทำให้เจ้าได้! แต่หากข้าทำเองไม่ได้ ข้าจะให้หัวหน้าพ่อครัวจากโรงเตี๊ยมของพี่ฉีปรุงและส่งมาให้” ถังฉีกล่าวกับฟางหวานหว่านหวานหว่านได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับถังฉีมามากจากทั้งบิดาและถังซาน เมื่อได้เห็นกิริยามารยาทที่อ่อนโยนและความงามอันน่าทึ่งของถังฉี ยิ่งทำให้นางชื่นชมมากขึ้นไปอีก“ลำบากท่านแล้ว พี่หญิงฉี”แทนที่จะเรียกนางว่า 'องค์หญิง' หวานหว่านเรียกนางอย่างรักใคร่ว่า 'พี่หญิงฉี'“ไม่ลำบากเลย ข้าชอบทำอาหารอยู่แล้ว” ถังฉีตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่นยิ่งสนิทสนมกับฟางหวานหว่าน ถังฉีก็ยิ่งรู้สึกพอใจในตัวนาง อดสงสัยไม่ได้ว่าน้องชายผู้ไร้เดียงสาของนางสามารถชนะใจสาวน้อยผู้สง่างามคนนี้ได้อย่างไรหลังจากรับประทานหมึกย่างและปูจักรพรรดิกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ทุกคนก็มารวมตัวกันเพื่อจิบชาและนั่งชมจันทร์ยามนี้คือปลายฤดูใบไม้ผลิที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ต้นฤดูร้อน สายลมพัดพาความเย็นสบาย ทำให้บรรยากาศเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อนทั้งกลุ่มสนทนากันถึงความเป็นมาเป็นไป โดยมีเรื่องราวการเดินทางไปยังตงอิ๋งของถังฉีเป็นหัวข้อหลักระหว่างนี้ ผู้อาวุโสฟางส่งคนรับใช้และสาวใช้ของฟางหวานหว่านกลับไปยังเรือนรับรองเพื่อเก็บข้าวของของพวกเขาไม่นาน คนรับใช้ของผู้อาวุโสฟางก็นำสัมภาระมาส่ง ตู้เยว่เหนียงพร้อมด้วยคนของจวนองค์หญิงจัดเตรียมห้องที่ดีที่สุดไว้สำหรับรับรองแขกโดยเฉพาะเนื่องจากเริ่มดึกแล้ว ฉีเซิ่งจึงตัดสินใจพักค้างคืนที่นั่น เขาถูกพาไปยังห้องรับรองแขกที่อยู่ติดกับห้องของผู้อาวุโสฟางโจวเจาซึ่งเวลานี้มีอาการมึนเมาเล็กน้อย ก็ถูกสาวใช้คนสนิทพาไปยังห้องรับรองแขกอีกห้องหนึ่งฟางหวานหว่านก็กลับไปยังห้องพักของตนเองในคืนนั้นเช่นกันทั้งจวนองค์หญิงคล้ายจะเงียบสงบลงในทันที“ในที่สุดก็ได้เวลาพักผ่อนสักที!” ถังฉีถอนหายใจ สัมผัสถึงความเหนื่อยล้าที่เริ่มประดังเข้ามา“องค์หญิง ให้ข้านวดไหล่ให้ท่านดีหรือไม่?”ตู้เยว่เหนียงเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มร่าเริง ถืออ่างน้ำอุ่นอยู่ในมือ“ดีเลย หลังจากนั่งรถม้าและทำอาหารมาหลายวัน วันนี้ข้าเริ่มล้าไปหมดทั้งตัว” ถังฉีตอบขณะนั่งลงบนเตียงตู้เยว่เหนียงเข้ามาใกล้ๆ เริ่มนวดไหล่ของถังฉีอย่างอ่อนโยน“เยว่เหนียง เจ้ากินปูจักรพรรดิและหมึกไม่พอหรืออย่างไร? มือของเจ้าเบาเหลือเกิน เหมือนกำลังจั๊กจี้ข้ามากกว่านวดเสียอีก!” ถังฉีหยอกเย้าจู่ๆ แรงกดก็เพิ่มขึ้นทันที“ใช่แล้ว แรงกำลังดี! สูงขึ้นอีกนิด… ไม่สิ ต่ำลงอีก… ตรงนั้นแหละ! นวดตรงนั้นสักพัก ข้าปวดมากเลย” ถังฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจการนวดนั้นผ่อนคลายมากจนนางส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจ"แค่ก..."เสียงกระแอมเบาๆ ขัดจังหวะช่วงเวลาอันเงียบสงบถังฉีชะงัก เสียงนั้นดังมาจากด้านหลังของนาง แต่ดูจะไกลเกินกว่าจะเป็นตู้เยว่เหนียง“เยว่เหนียง?”นางสะดุ้งและหันไปพบใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย พวงแก้มของนางแดงก่ำทันที“ท่าน...ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไร… ไยไม่พูดอะไรเลย? ข้านึกว่าเยว่เหนียงกำลังนวดข้าอยู่!”สีหน้าของถังฉีแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอายที่หาได้ยาก นึกถึงเสียงที่นางเพิ่งเปล่งออกมา ใบหน้าของนางก็ยิ่งแดงก่ำมากขึ้นอีก“ฮาฮา… อย่ากังวลไปเลย ข้ารู้ว่าเจ้าคงเหนื่อยจากการเดินทาง ทักษะการนวดของข้าไม่เลวทีเดียว คราวหน้าถ้าเจ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องเรียกเยว่เหนียงแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง” จ้าวไป่จือกล่าวด้วยรอยยิ้มดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความขบขัน เห็นได้ชัดว่ากำลังสนุกสนานกับปฏิกิริยาที่สับสนของถังฉี“ใครต้องการความช่วยเหลือจากท่านกัน? ท่านไม่รู้หรือ? บุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิดกัน เรายังไม่ได้แต่งงาน มันไม่เหมาะสม…”ถังฉีกล่าวตะกุกตะกัก ใบหน้าของนางแดงราวกับผลผิงกั่วหรือแอปเปิล“ไม่เหมาะสมตรงไหน? ข้าแค่นวดให้เจ้าเท่านั้นเอง ไม่ได้ล่วงเกินอะไรด้วยซ้ำ และเจ้าก็เป็นคู่หมั้นของข้า จนแล้วจนรอดเจ้าก็ต้องแต่งงานกับข้าในที่สุด หากเจ้ากังวล พรุ่งนี้เช้าข้าไปกราบทูลฝ่าบาท กำหนดวันแต่งงานของเราให้ชัดเจนไปเลยดีหรือไม่?”น้ำเสียงของจ้าวไป่จือยามนี้จริงจังขึ้น เขาต้องการให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นทางการโดยเร็วที่สุด“ใครบอกว่าข้าจะแต่งงานกับท่าน? จัดการปัญหาในจวนของท่านให้เรียบร้อยก่อนเถอะ! ข้าไม่อยากแต่งงานเข้าไปในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความพยาบาทและการทะเลาะเบาะแว้ง ข้าจะไม่ใช้ชีวิตที่ต้องคอยระแวงว่าจะโดนวางยาพิษ หรือเครียดกับปัญหามากมายตลอดเวลา!”ถังฉีกอดอกด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวเมื่อได้ยินความกังวลของนาง จ้าวไป่จือก็ผงกศีรษะอย่างจริงจัง“ให้เวลาข้าสักเดือนหนึ่ง ข้าสัญญาว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วเจ้าจะไม่มีข้ออ้างใดๆอีกต่อไป”“ข้ออ้างหรือ? หรือท่านจะบอกว่าข้าเต็มใจเข้าไปในตระกูลที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย? ไม่ละ ขอบคุณ ข้าอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบมากกว่า” ถังฉีแย้ง“อย่ากังวลไปเลย ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานแน่นอน ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เจ้าได้อยู่เคียงข้างข้าโดยไม่ต้องกังวลแม้แต่เรื่องเดียว” จ้าวไป่จือกล่าว เอื้อมมือไปเคาะหน้าผากของนางเบาๆ สายตาเต็มไปด้วยความรักใคร่“ดี แต่ท่านไม่ต้องอยู่ในวังเพื่อทูลรายงานเรื่องตงอิ๋งกับฝ่าบาทหรือ? ท่านกลับมาเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”สีหน้าของถังฉีแปรเปลี่ยนเป็นสับสน ตอนที่ 612: หรือว่าท่านคิดถึงคุณชายจ้าว?พึงทราบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปยังตงอิ๋ง ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้จะต้องได้รับการงานอย่างครบถ้วนกระบวนความ แต่ยังต้องแจ้งให้ขุนนางทุกฝ่ายทราบ จากรายละเอียดตามจริงทั้งหมด จ้าวไป่จือไม่น่าจะกลับมาได้เร็วถึงเพียงนี้“เพราะว่าใจข้าเจ็บปวดแทนเจ้า”จ้าวไป่จือกล่าวขณะนั่งลงข้างๆถังฉี เอื้อมมือไปบีบจมูกเล็กๆของนาง การกระทำนี้คล้ายจะกลายเป็นเรื่องปกติของทั้งคู่ไปแล้ว“หัวใจท่านเจ็บปวดแทนข้า?”ใบหน้าของถังฉีเผยความประหลาดใจ“ใช่แล้ว ฝ่าบาทตรัสว่าพระองค์ต้องการมาจวนที่องค์หญิงเพื่อเยี่ยมเยียนเจ้า แต่ถูกเจาเอ๋อร์ห้ามไว้ ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทคงทราบนานแล้วว่าเจ้าไม่อยู่ที่จวน”จ้าวไป่จือกล่าวด้วยรอยยิ้ม อันที่จริง เขาสงสัยมานานแล้วว่าฝ่าบาทอาจทราบอยู่แล้วว่าถังฉีไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง มิฉะนั้น วาจาเพียงไม่กี่คำของเจาเอ๋อร์คงไม่อาจห้ามปรามพระองค์ไม่ให้มาเยือนจวนองค์หญิงได้“แล้วฝ่าบาทก็ให้ท่านกลับเร็ว เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนข้า?”ใบหน้าของถังฉีเผยความกระจ่าง“ถูกต้องแล้ว เหตุผลที่ข้ากลับมาได้เร็วถึงเพียงนี้ก็เพราะเจ้า ไม่เช่นนั้น พวกขุนนางในราชสำนักคงคอยรังควานข้าจนตายแน่!”จ้าวไป่จือกล่าวด้วยสีหน้าขบขัน“อืม ฝ่าบาททรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง ทัศนคติที่พระองค์มีต่อเจาเอ๋อร์บอกชัดว่าพระองค์เป็นพระบิดาที่ใจดีมาก”เมื่อไม่มีใครอยู่รอบๆ ถังฉีรู้สึกว่าการเรียกฮ่องเต้ว่า 'เสด็จพ่อ' นั้นยากไม่น้อย“ใช่แล้ว หากพระองค์ไม่ใช่ผู้ปกครองที่ชาญฉลาด เป่ยโจวก็คงไม่เจริญรุ่งเรืองอย่างทุกวันนี้”จ้าวไป่จือกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง“ข้ารู้สึกโชคดีมากที่ได้เกิดในยุคนี้ หากข้าเกิดเร็วกว่านี้สักหลายสิบปี สิ่งต่างๆอาจไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ก็เป็นได้”ถังฉีผงกศีรษะ นางเคยอ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์มาบ้าง และทราบว่าฮ่องเต้ในยุคโบราณนั้นหากไม่ไร้ความสามารถ ก็จะโดดเด่นเหนือธรรมดานี่เป็นเหตุผลที่แคว้นเล็กๆบริเวณชายแดนมักกำเริบเสิบสานเช่นเดียวกับแคว้นตงอิ๋ง“แต่เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้ต้องลำบากพระทัยไม่น้อย! พระองค์พยายามปกครองบ้านเมืองในขณะที่ต้องทนกับคำวิจารณ์จากพวกขุนนางในราชสำนัก บางคนถึงกับแนะนำให้พระองค์ทำตามแนวทางของฮ่องเต้องค์ก่อนๆด้วยซ้ำ”ขณะที่จ้าวไป่จือกล่าว ความรู้สึกเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนใบหน้า สะท้อนความรู้สึกที่เขามีต่อขุนนางเหล่านั้น“หากข้าไม่ได้ทำความดีความชอบที่ชายแดนเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนแคว้นป่าเถื่อนเหล่านั้นสั่นสะท้านเมื่อได้ยินชื่อของข้า ชายแดนก็คงไม่สงบสุขเหมือนอย่างเวลานี้”ขณะที่เขากล่าว สีหน้าของจ้าวไป่จือยังคงสงบนิ่ง เขาไม่ได้แสวงหาคำชื่นชมจากการกระทำของตนเอง ท้ายที่สุดแล้ว ใครเล่าจะไม่ปรารถนาให้ใต้หล้าสงบสุข?“ก่อนที่ข้าจะกลับมา พระองค์ตรัสกับข้าอย่างลับๆ ว่าแบบร่างที่เจ้ามอบให้เมื่อครั้งก่อนทำให้เราผลิตปืนใหญ่ได้เกือบสองพันกระบอก ในไม่ช้า หากแคว้นชายแดนเล็กๆเหล่านั้นกล้าก่อปัญหา พวกเขาจะได้ลิ้มรสพลังของกระสุนที่เจ้าออกแบบไว้!”ดวงตาของจ้าวไป่จือเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจขณะมองถังฉี“อืม แต่ข้ายังหวังว่าใต้หล้าจะสงบสุขจริงๆ ท่านเองก็เจ็บหนักมามากแล้ว…”ย้อนนึกถึงเรื่องที่จ้าวไป่จือถูกวางยาพิษร้ายแรงเมื่อทั้งสองพบกันครั้งแรก หัวใจของถังฉีก็เจ็บแปลบขึ้นมา“ทุกอย่างเป็นอดีตไปแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของหุบเขาร้อยพิษ แม้แต่การบาดเจ็บสาหัสก็จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เจ้าอย่ากังวลไปเลย”เมื่อเห็นความกังวลบนใบหน้าของถังฉี จ้าวไป่จือก็ยื่นมือไปลูบคิ้วที่ขมวดมุ่นของนางอย่างอ่อนโยน“จะไม่กังวลได้อย่างไร? ท่านเป็นคน มีชีวิตมีเลือดเนื้อ เจ็บได้ ตายเป็น!”ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง เพียงคิดว่าจ้าวไป่จือได้รับบาดเจ็บ ก็ทำให้นางเจ็บปวดจนยากจะหายใจ“อย่าลืมสิว่าข้าเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร ข้าจะบาดเจ็บได้ง่ายๆได้อย่างไร? อีกอย่าง เวลานี้ชายแดนก็สงบสุขมาก ไม่มีสัญญาณของสงครามใดๆ เมื่อข้าจัดการเรื่องต่างๆที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะแต่งงานกับเจ้าได้”หัวใจของจ้าวไป่จือเต็มไปด้วยความอบอุ่น“เอาละ เอาละ อย่าเอ่ยถึงเรื่องน่ารำคาญพวกนี้อีกเลย วันนี้ท่านคงเหนื่อยมาก กลับไปพักผ่อนเถอะ!”ถังฉีมองไปยังท้องฟ้าที่มืดลงด้านนอกพลางอ้าปากหาว“อืม เจ้าก็พักผ่อนให้เต็มที่เช่นกัน ดูแลตัวเองดีๆอีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องเข้าวังแล้ว”“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ข้าจะเข้านอน ท่านก็กลับไปเสียที” ถังฉีออกคำสั่งให้เขาออกไปโดยไม่ลังเล นึกถึงเรื่องที่เขาเพิ่งเอ่ยถึง แก้มของนางก็เริ่มแดงก่ำหลังจากที่จ้าวไป่จือเดินออกไปและปิดประตู ถังฉีจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก“เยว่เหนียง ไยก่อนหน้านี้เจ้าไม่เตือนข้าเลย น่าอายจริงๆ!” ใบหน้าของถังฉีเผยแววกระดากอายแบบเด็กสาวที่หาได้ยาก“องค์หญิง ข้าก็อยากทำอย่างนั้น แต่สีหน้าของคุณชายจ้าวเมื่อครู่น่ากลัวมากเลยเพคะ…”ตู้เยว่เหนียงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง ด้วยทราบว่าองค์หญิงไม่ได้บันดาลโทสะแต่หากนางจะแต่งงานกับคุณชายจ้าวอยู่แล้ว เหตุการณ์วันนี้จะสร้างปัญหาในภายหลังได้อย่างไร?“หากเกิดเรื่องเช่นนี้อีกและเจ้าไม่บอกข้า ข้าจะหักเบี้ยรายเดือนของเจ้าหนึ่งเดือน!”ถังฉีแสร้งทำเป็นตำหนิเมื่อเห็นท่าทางว่าง่ายของตู้เยว่เหนียง“เข้าใจแล้วเพคะ องค์หญิง! จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว”ตู้เยว่เหนียงรีบสัญญา เมื่อครู่ นางตกใจกลัวจริงๆ ไม่คาดคิดว่าจ้าวไป่จือจะเข้ามาอย่างกะทันหัน ความมึนงงชั่วขณะของนางทำให้นางไม่อาจเตือนถังฉีได้“ช่างเถอะ นี่ก็เริ่มดึกแล้ว เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว”เมื่อตู้เยว่เหนียงรับปาก ถังฉีจึงไม่ได้กดดันต่อ และโบกมือให้นางออกไป“องค์หญิง ท่านไม่อยากให้ข้าอยู่ดูแลท่านหรือ? เราไม่ได้พบกันนานตั้งครึ่งปี!”“ไม่จำเป็น ข้าเคยชินกับการนอนคนเดียวแล้ว หากมีคนอื่นอยู่ในห้อง ข้าคงนอนไม่หลับแน่”ถังฉีปฏิเสธอย่างรวดเร็ว เลือกที่จะอยู่อย่างอิสระอย่างที่นางเคยคุ้นเคยมากกว่าเมื่อเห็นดังนั้น ตู้เยว่เหนียงก็ไม่ได้เซ้าซี้ หากนางทำให้องค์หญิงโกรธ ก็ยิ่งได้ไม่คุ้มเสีย นางจึงออกจากห้องไปเงียบๆห้องเงียบลงทันที ถังฉีเอนกายลงบนเตียง ทบทวนทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากใคร่ครวญไปเรื่อย ท้องฟ้าด้านนอกก็ค่อยๆมืดสนิท ทว่าถังฉียังคงนอนไม่หลับพลิกตัวไปมาบนเตียงอยู่หลายตลบ จากนั้นไม่นาน นางก็ลุกขึ้นมานั่ง“องค์หญิง ท่านมีสิ่งใดกวนใจงั้นหรือ?”ถังซันโผล่ออกมาจากด้านข้าง“ไม่ทราบว่าเหตุใด ข้าไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย” ใบหน้าของถังฉีเผยความจนใจ นางเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่นางกลับนอนไม่หลับถังซันฟังโดยมีสีหน้าจริงจัง“องค์หญิง เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านคิดถึงคุณชายจ้าว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พวกท่าน…” ตอนที่ 613: งานเลี้ยงตอบแทนน้ำใจ“เป็นไปได้อย่างไร? อย่ามาพูดจาไร้สาระ ข้าแค่นอนไม่หลับเฉยๆ”ถังฉีรีบปฏิเสธสิ่งที่ถังซันเพิ่งกล่าวออกมา“จริงหรือ? องค์หญิง ท่านอย่าหลอกตัวเองอีกเลย ท่านเองยังย้ำเตือนข้าอยู่เสมอว่านิสัยเช่นนี้คือสิ่งที่อันตรายที่สุด ข้าเพียงรู้สึกว่าท่านคงเคยชินที่มีคุณชายจ้าวอยู่ด้วย”ใบหน้าของถังซันเผยความแน่ใจ“ถังซัน เมื่อก่อนเจ้าเป็นแค่องครักษ์เงาไม่ใช่หรือ? เหตุใดเวลานี้ถึงได้พูดเก่งนัก?”ถังฉีจ้องมองนางด้วยความหงุดหงิด“เอ่อ… บางทีอาจเป็นเพราะคนรับใช้สะท้อนถึงบุคลิกของผู้เป็นนาย” ถังซันตอบอย่างจริงจังสดับวาจา ถังฉีแทบจะสำลักลมหายใจ“องค์หญิง ข้าขอตัวก่อน หากนอนไม่หลับก็เรียกข้ามาคุยเป็นเพื่อนได้”เมื่อเห็นสีหน้าของถังฉีที่กำลังจะระเบิด ถังซันก็รีบหาข้ออ้างเพื่อออกไปมองดูร่างของนางที่กำลังถอยหนี ถังฉีก็รู้สึกสับสนขึ้นมาชั่วขณะ เป็นไปได้จริงๆหรือที่นางจะคุ้นเคยกับตัวตนของจ้าวไป่จือ?“ไม่ ไม่ ไม่! เป็นไปไม่ได้แน่ๆ”คิดได้ดังนั้น นางก็ถึงกับดึงผ้าห่มมาคลุมศีรษะคืนนั้นนางจะนอนหลับสบายหรือไม่ เป็นเรื่องที่นางเท่านั้นที่จะรู้วันรุ่งขึ้น ขุนนางในเมืองหลวงทุกคนล้วนทราบว่าเมื่อวันก่อน องค์หญิงอันหยางได้ไปเยี่ยมองค์หญิงอันเหอ“เร็วเข้า รีบไปเตรียมของขวัญแสดงความยินดีที่องค์หญิงอันเหอหายจากอาการป่วย!”บรรดานายหญิงของตระกูลที่มีชื่อเสียงต่างออกคำสั่งแก่คนรับใช้คนสนิท“แม้องค์หญิงอันเหอจะเป็นเพียงพระธิดาบุญธรรมของฮ่องเต้ แต่ความสัมพันธ์ของนางกับองค์หญิงอันหยางนั้นใกล้ชิดกันมาก! การสานไมตรีกับองค์หญิงอันเหอ ก็เท่ากับการสานไมตรีกับองค์หญิงอันหยาง!”ความรู้สึกที่คล้ายกันนี้สะท้อนให้เห็นไปทั่วทุกจวนในเมืองหลวงในช่วงบ่าย ทางเข้าจวนของถังฉีก็เต็มไปด้วยผู้คนที่นำของขวัญมาแสดงความยินดีกับสุขภาพพลานามัยของนางแน่นอนว่าบรรดานายหญิงของตระกูลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ไม่ได้มาด้วยตนเอง แต่กลับส่งคำเชิญเป็นลายลักษณ์อักษรมาแทนพวกเขาล้วนทราบว่าองค์หญิงอันเหอจะไม่พบพวกเขาในเวลาเช่นนี้ และการมาเยี่ยมเวลานี้อาจสร้างความรำคาญได้เมื่อถังฉีเห็นคนรับใช้ยกของขวัญกล่องแล้วกล่องเล่าเข้ามา ใบหน้าของนางก็เผยแววอ่อนใจ“คนเหล่านี้รู้ข่าวกันไวจริง ทั้งยังส่งของขวัญเหล่านี้มาได้รวดเร็วจนน่าตกใจ”ถังฉีอดลูบหน้าผากของตนเองมิได้ และนางก็ตั้งใจจะคืนของขวัญทั้งหมดนี้“องค์หญิง ท่านควรพบปะพูดคุยกับขุนนางในเมืองหลวงบ้างนะเจ้าคะ ในเมื่อพวกเขาอุตส่าห์มีน้ำใจส่งของขวัญเหล่านี้มาให้ทั้งที นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักพวกเขา”พลันนั้น ตู้เยว่เหนียงก้าวมาข้างหน้าในช่วงครึ่งปีที่ถังฉีไม่อยู่ ตู้เยว่เหนียงไม่ได้อยู่นิ่งเฉย นางเรียนรู้ธรรมเนียมและมารยาทของเมืองหลวงจากสาวใช้อาวุโสของจวนอย่างขยันขันแข็งโจวเจายังได้มอบหมายให้นางกำนัลในวังมาสอนนางอย่างพิถีพิถันอีกด้วยตู้เยว่เหนียงศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยทราบว่าหากนางไม่ทำเช่นนั้น นางจะถูกแทนที่ด้วยสาวใช้ที่มีความสามารถเหนือกว่าอย่างง่ายดายเนื่องจากถังฉียังไม่แต่งงาน ของขวัญที่ตระกูลที่มีชื่อเสียงส่งมาให้จึงมาจากบุตรสาวในสมรสหรือแม้แต่บุตรสาวคนโตของอนุภรรยา“ก็จริงอยู่ ข้าคงอาศัยอยู่ในเมืองหลวงในระยะยาว ดังนั้น ข้าจึงจำเป็นต้องสานสัมพันธ์กับพวกเขาไว้บ้าง”ใบหน้าของถังฉีเผยแววครุ่นคิดในเมืองหลวง โจวเจี๋ยและลวี่ชิงชิงมักสร้างปัญหาให้กับนางอยู่เสมอหากนางห่างเหินจากสตรีผู้สูงศักดิ์เหล่านี้ นางก็จะไม่มีใครคอยสนับสนุนเมื่อต้องการมนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้เวลานี้จ้าวไป่จือจะคอยช่วยเหลือนางได้ แต่วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ไม่มีผู้ใดรู้ได้นางไม่อาจหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้อื่น หรืออยู่แต่ในจวนของตนเองได้ตลอดไป“จดรายการของขวัญทั้งหมดไว้ในทะเบียนของขวัญเหล่านี้ จากนั้นก็เตรียมของขวัญตอบแทนน้ำใจ — และส่งเทียบเชิญพวกเขามาที่จวนองค์หญิงเพื่อร่วมงานเลี้ยงในอีกสองวัน”ถังฉีนึกถึงอาหารทะเลที่นางนำกลับมา หากไม่รีบกินเร็วๆนี้ มันคงเน่าเสีย ถือเป็นการสิ้นเปลืองอย่างแท้จริง“เข้าใจแล้ว ข้าจะส่งเทียบเชิญทันที สตรีเหล่านั้นจะต้องดีใจมากแน่ๆ!”ได้ยินดังนั้น ตู้เยว่เหนียงก็ออกไปด้วยรอยยิ้มเมื่อตระกูลสูงศักดิ์ได้รับเทียบเชิญของถังฉี ใบหน้าของบรรดานายหญิงและบุตรสาวต่างก็เป็นประกายด้วยความประหลาดใจระคนตื่นเต้น พวกนางไม่คาดคิดว่าองค์หญิงอันเหอจะเชิญพวกนางไปร่วมงานเลี้ยง“ถึงจะเป็นงานเลี้ยงของพวกหญิงสาว เราก็ควรเตรียมตัวให้ดี ใครก็ได้ มาช่วยเตรียมชุดให้คุณหนูใหญ่ แม้จะไม่โดดเด่นกว่าใครในงานเลี้ยง แต่นางก็ต้องสร้างความประทับใจต่อองค์หญิงให้ได้ ไม่สิ ช้าก่อน --- เลือกเสื้อผ้าที่เรียบง่ายทว่าสง่างาม องค์หญิงเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก และอาจไม่ชอบชุดที่ดูฉูดฉาดเกินไป!”ในแต่ละจวนเริ่มมีการเตรียมการอย่างจริงจังเพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้าให้บุตรสาวของตนอย่างพิถีพิถัน"เพล้ง…"เครื่องใช้ลายครามชิ้นแล้วชิ้นเล่าแตกกระจายลงบนพื้นโจวเจี๋ยจ้องไปทางจวนองค์หญิง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ“นางควรนอนพะงาบอยู่บนเตียงในสภาพคนใกล้ตายไม่ใช่หรือ? เหตุใดจู่ๆนางถึงฟื้นตัวขึ้นมาได้? แล้วเวลานี้ นางยังเชิญคนอื่นๆไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนของนางอีก!”ขณะที่โจวเจี๋ยกล่าว ใบหน้าพริ้มเพราของนางกลับบิดเบี้ยวจนแทบจำไม่ได้“จวิ้นจู่ โปรดสงบใจก่อนเจ้าค่ะ บางที นี่อาจเป็นเพียงช่วงชีวิตสุดท้ายก่อนตายของนางก็ได้”สาวใช้ที่ตัวสั่นเทาเสนอด้วยความระมัดระวัง ด้วยทราบดีว่าหากจวิ้นจู่ไม่อาจสงบใจลงได้ พวกสาวใช้จะต้องโดนลูกหลงไปด้วย“ช่วงชีวิตสุดท้าย? ใช่แล้ว...ใช่แล้ว! ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นนางจะฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”สาวใช้คนอื่นๆต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง“ฮึ่ม! ไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะโชคดีถึงเพียงนี้ หมอที่รักษานางมาจากหุบเขาร้อยพิษ หากเป็นหมอหลวงคนอื่น ข้าคงได้ยินข่าวลือมาบ้างแล้ว”ยิ่งโจวเจี๋ยนึกถึงเรื่องนี้ นางก็ยิ่งบันดาลโทสะเมื่อไม่นานนี้ นางได้ยินข่าวการกลับมาของจ้าวไป่จือ จึงแต่งตัวรออย่างพิถีพิถันทุกวัน แต่แทนที่จะเป็นจ้าวไป่จือ นางกลับได้รับข่าวว่าถังฉีเกือบจะหายดีแล้ว!นางจะไม่เดือดดาลได้อย่างไร?“จวิ้นจู่ ให้ข้าออกไปสืบดีหรือไม่เจ้าคะ?”สาวใช้คนหนึ่งถามด้วยความกังวล“สืบเรื่องอะไร? เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้านี่ชักจะเอาใหญ่ขึ้นทุกที สตรีสูงศักดิ์ทุกคนในเมืองหลวงต่างส่งของขวัญไปให้องค์หญิงอันเหอ เหตุใดเจ้ายังไม่ทำอะไรเลย?”พลันนั้น สตรีในอาภรณ์งดงามเดินเข้ามาในห้อง“ท่านแม่! เหตุใดท่านถึงคิดว่าข้าต้องไปเอาอกเอาใจสตรีบ้านนอกผู้นั้น!”เมื่อโจวเจี๋ยเห็นมารดาซึ่งเป็นอนุชายาของเป่ยจิ้งอ๋องเดินเข้ามา สีหน้าของนางก็เผยความไม่พอใจทันที“สตรีบ้านนอก? เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร? เวลานี้นางได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นองค์หญิงแล้ว!”สตรีผู้นั้นทราบดีถึงความแค้นที่บุตรสาวของตนเองมีต่อถังฉี“เจี๋ยเอ๋อร์ อย่าดื้อรั้นอีกเลย พี่ชายของเจ้าเป็นที่โปรดปรานของพ่อเจ้ามาก แน่นอนว่าเรื่องในครอบครัวส่วนใหญ่เป็นมารดาของเขาคอยจัดการดูแล ชีวิตของแม่ไม่ได้ไม่สบายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว!” ตอนที่ 614: ตราบใดที่ดวงตามิได้มืดบอดสดับวาจาของมารดา โจวเจี๋ยยังปั้นหน้าไม่พอใจ“ลูกรัก เชื่อแม่เถอะ คราวนี้แม่ได้ยินมาจากฮูหยินใหญ่ หากเจ้าไม่ส่งของขวัญไปให้เร็วๆนี้ นางอาจไปฟ้องพ่อของเจ้า ปั้นเสริมเติมแต่งจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้”เมื่อเห็นว่าบุตรสาวยังคงเฉยเมย เหม่ยฮูหยินก็เริ่มวิตกกังวล“ท่านแม่...”โทสะของโจวเจี๋ยยิ่งมายิ่งคุกรุ่น ไม่คาดคิดว่าแม้แต่มารดา ยังมาบังคับให้นางเอาอกเอาใจถังฉี!“ลูกแม่ เวลานี้เจ้าทำตัวให้ดีๆเถอะ รัชทายาทแห่งซีเหลียงผู้นั้นยังอยู่ในเมืองหลวง ทั้งยังลือกันทั่วว่าเขาพึงใจในตัวเจ้า หากพ่อของเจ้าเกิดโมโหขึ้นมา ตกลงยกเจ้าให้แต่งกับเขาจะว่าอย่างไร?”กล่าวจบ เหม่ยฮูหยินก็น้ำตารื้นมารยาของนางใช้ได้ผลกับเป่ยจิ้งอ๋องมาโดยตลอด —แทบไม่เคยผิดพลาดเลย!“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ หากเจ้าต้องแต่งงานและย้ายไปยังแคว้นซีเหลียงที่ไกลแสนไกล ชีวิตที่เหลือของแม่จะเป็นอย่างไร?”กล่าวจบ เหม่ยฮูหยินก็ตีหน้าเศร้า จากนั้นก็เริ่มสะอื้นไห้“ท่านแม่ ไม่ร้อง ไม่ร้องแล้ว! ข้าจะเชื่อฟังท่าน ตกลงหรือไม่? แต่อย่างไรข้าก็อยากจะตรวจสอบดูก่อนว่าองค์หญิงอันเหออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือนางฟื้นตัวจากอาการป่วยแล้วจริงๆ”โจวเจี๋ยกล่าวอย่างเย็นชาหากนี่เป็นเพียงการต่อสู้ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนตาย โจวเจี๋ยคงดีใจมาก แต่หากถังฉีฟื้นตัวแล้วจริงๆ นางคงทำได้เพียงหาทางทำให้ถังฉีล้มป่วยอีกครั้ง!'ถังฉี ภาวนาให้วาระสุดท้ายของเจ้าได้ตายเร็วแบบไม่เจ็บปวดเถอะ แต่หากเจ้าหายดีแล้ว ก็อย่าโทษข้าที่ไร้ความปรานี อย่างไรเสีย ไม่เคยมีผู้ใดในใต้หล้านี้ กล้าแข่งขันเรื่องหัวใจกับข้าแล้วจะมีจุดจบที่ดี!'โจวเจี๋ยคิดในใจอย่างเย็นชา เมื่อนึกถึงคำกล่าวของมารดาก่อนหน้านี้รัชทายาทแห่งซีเหลียงแอบหลงรักนางอยู่จริงๆ โจวเจี๋ยเคยพบกับเขาเป็นการส่วนตัวมาหลายครั้งแล้วแม้นางจะไม่ได้ตอบรับความรู้สึกของเขาอย่างตรงไปตรงมา แต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนเช่นกันความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้รัชทายาทแห่งซีเหลียงยิ่งหลงใหลนางมากขึ้น“หากสถานการณ์มาถึงจุดที่ไม่ย้อนกลับ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะใช้รัชทายาทแห่งซีเหลียงเป็นข้ออ้าง เมื่อถึงเวลานั้น แม้แต่จ้าวไป่จือก็ต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น มากกว่าที่จะยืนหยัดเคียงข้างถังฉี”โจวเจี๋ยเชื่อว่านางได้คิดแผนการที่สมบูรณ์แบบ“ดีจริงที่เจ้ายอมเข้าใจ ข้าจะไปแจ้งให้ฮูหยินใหญ่ทราบเดี๋ยวนี้ ส่วนของขวัญเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าเตรียมทุกอย่างไว้ให้เจ้าแล้ว อีกสองวันก็สวมชุดทางการไปร่วมงานเลี้ยงได้เลย”ได้ยินคำกล่าวของโจวเจี๋ย เหม่ยฮูหยินก็ยิ้มออกและหยุดร้องไห้ทันที นางรีบจากไปอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกัน ลวี่ชิงชิงก็ได้ยินข่าวนี้เช่นกันแต่นางสุขุมเยือกเย็นกว่าโจวเจี๋ยมากนางส่งของขวัญแสดงความยินดีไปตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว ในฐานะสตรีที่ออกเรือนแล้ว ความสุขุมของนางเหนือกว่าโจวเจี๋ยที่ยังสาวมากนัก“ลูกแม่ เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าทุกอย่างบังเอิญเกินไป? จ้าวซื่อจื่อเพิ่งกลับมาจากตงอิ๋ง แล้วจู่ๆถังฉีก็หายจากอาการป่วยหนัก?”มารดาของลวี่ชิงชิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง“เฮอะ นั่นเป็นเพราะคนคอยถือหางนางกลับมาแล้ว แม้เวลานี้นางจะเป็นองค์หญิง แต่กำพืดของนางก็เป็นแค่บุตรสาวชาวนาอยู่วันยังค่ำ เมืองหลวงไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างนางจะอยู่รอดได้ง่ายๆ”ใบหน้าของลวี่ชิงชิงเผยรอยยิ้มหยันสดับวาจาของบุตรสาว มารดาของนางเริ่มครุ่นคิด“เมืองหลวงเงียบสงบมาพักใหญ่ เห็นที คงมีเรื่องให้คึกคักอีกครั้งแล้ว”“อืม หมายความว่าเราสามารถจับปลาในน้ำขุ่น ชื่อเสียงของจ้าวไป่จือยามนี้ยิ่งเพิ่มพูน ดังนั้นการแต่งงานกับเขา ก็ยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย!”จบประโยค ลวี่ชิงชิงก็ถอนหายใจเบาๆ“ท่านแม่ ท่านหาเวลาไปเยี่ยมเยือนจวนเจิ้นกั๋วกง สานไมตรีกับเหล่าฮูหยินจ้าวบ้างก็ดี”ลวี่ชิงชิงกล่าวอย่างใจเย็น ราวกับกำลังใคร่ครวญบางอย่าง นางทราบว่าจ้าวไป่จือเป็นคนกตัญญู และปฏิบัติต่อผู้เป็นย่าอย่างดีเสมอ“ได้ๆๆ ปล่อยให้แม่จัดการเอง! อย่ากังวลไปเลย!”เหม่ยฮูหยินยิ้มอย่างพึงพอใจ“ยามนี้ลูกแม่เติบใหญ่และความคิดอ่านแตกฉานเหลือเกิน แม่หวังจริงๆว่าเจ้าจะได้แต่งงานใหม่ในตระกูลที่ดี ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าสงสารอีกต่อไป”เหม่ยฮูหยินกล่าวพลางเช็ดน้ำตา“แม่สามีของข้ายังไม่ส่งใครมารับข้ากลับใช่ไหม?”นึกขึ้นได้ ลวี่ชิงชิงก็เหลือบมองมารดาอย่างไม่ใส่ใจ“ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ยายแก่นั่นถูกเล่นงาน นางไม่เคยกล้าส่งใครมาอีกเลย”มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด“ลูกชายที่น่าสงสารของนางตายก่อนวัยอันควร นางจะคาดหวังให้ลูกสาวของแม่ที่ยังสาวยังสวยเป็นม่ายเพื่อลูกชายของนางหรืออย่างไร? เจ้ายังอยู่ในช่วงวัยอันรุ่งโรจน์ประหนึ่งบุปผางามสะพรั่ง หากเจ้าต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและนั่งสวดมนตร์ให้สามีไปจนวันตาย แม่ทนไม่ได้หรอก!”ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของลวี่ชิงชิงก็เป็นประกายด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านดีกับข้าที่สุด ยายแก่นั่นร้ายจริงๆ ลูกชายของนางอายุสั้นเอง แต่นางกลับต้องการให้ข้าเฉาตายไปกับเขาด้วย ช่างไร้สาระสิ้นดี”กล่าวจบ ลวี่ชิงชิงก็โอบกอดมารดาอย่างแนบแน่น วาจายังแฝงน้ำเสียงเย็นชา“ก็นั่นนะซี นางอ้างว่านางอยากมีลูกสะใภ้คอยอยู่เป็นเพื่อน --- นางคิดว่านางหลอกใครอยู่ เด็กสามขวบหรือ? คงคิดว่าหลอกข้าได้กระมัง?”“หากเจ้ากลับไปที่จวนองค์หญิงใหญ่ เจ้าก็คงไม่มีวันออกมาได้อีก ถึงตอนนั้น แม้แต่พ่อของเจ้าและแม่ก็คงช่วยเจ้าไม่ได้”ใบหน้าของเหม่ยฮูหยินเผยความหวาดกลัว ลวี่ชิงชิงผงกศีรษะอย่างเห็นพ้อง“แต่หากเจ้าแต่งงานกับจ้าวไป่จือ ผู้หญิงคนนั้นก็จะไม่กล้าก่อปัญหาอีกต่อไป”ใบหน้าของเหม่ยฮูหยินมีประกายแห่งชัยชนะ เมื่อถึงเวลานั้น นางจะทำให้คนรอบข้างสงบปากสงบคำได้ในที่สุดอย่างไรเสีย บุตรสาวของนางและจ้าวไป่จือก็เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งยังมีหมั้นหมายกันมาก่อนอีกด้วยเมื่อเวลานั้นมาถึง นางก็จะสามารถแพร่ข่าวลือได้ว่า องค์หญิงใหญ่อาศัยสถานะพระเชษฐภคินีของฮ่องเต้ ใช้อำนาจขู่เข็ญให้ลวี่ชิงชิงแต่งงานกับบุตรชายของตนเองตั้งแต่แรกจากนั้น ทุกคนจะมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องราวความรักของคู่ที่ฟ้าลิขิตให้มาคู่กันเท่านั้นนึกถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเหม่ยฮูหยินก็อดยิ้มอย่างพึงพอใจมิได้เมื่อเปรียบเทียบชะตาของหญิงสาวผู้บอบบาง กับองค์หญิงใหญ่ที่แม้ไร้ผู้สืบสกุล แต่มีภูมิหลังยิ่งใหญ่และทรงพลังอำนาจ ใครก็ตามที่มิได้ดวงตามืดบอด ย่อมรู้ว่าผู้ใดคุ้มค่าแก่การช่วยเหลือ! ตอนที่ 615: เจ้าต้องการอุปถัมภ์ข้า?ตลอดบ่าย ถังฉีสั่งให้คนครัวปรุงอาหารทะเลเป็นจำนวนมากตกเย็น ฉีเซิ่งให้เสี่ยวเอ้อจากโรงเตี๊ยมมารับอาหารทะเลที่จวนองค์หญิง โดยบอกว่าจะนำไปฝากมารดาของเขาถังฉีลอบนำของสดบางส่วนออกมาจากห้วงมิติ และให้เสี่ยวเอ้อนำกลับไปด้วยเวลานี้ ห้วงมิติของนางอัดแน่นด้วยอาหารทะเล ปริมาณจำกัดไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง แม้นางจะนำออกมามากกว่านี้อีกนับร้อยเท่า นางก็ไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อยอย่างไรก็ตาม นี่ยังเผยให้เห็นว่าฉีเซิ่งเป็นคนกตัญญูและมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แม้เมื่อวานนี้ทุกคนเพิ่งจะกินอาหารทะเลกันไป แต่เย็นวันรุ่งขึ้น โจวเจาก็กลับมารบเร้าถังฉี บอกว่านางอยากกินอีก โดยเฉพาะหมึกย่าง ซึ่งทำให้นางน้ำลายสอทุกครั้งที่นึกถึง“ได้สิ คืนนี้เรามากินกันอีก”เห็นสีหน้าน่าสงสารของโจวเจา ถังฉีจึงตอบตกลงอย่างอดมิได้“แต่คืนนี้เจ้าดื่มสุราไม่ได้แล้วนะ ข้าจะให้พวกเสี่ยวเหอเตรียมน้ำแกงขับความเย็น เจ้าดื่มอันนั้นดีกว่า”ถังฉีกล่าวอย่างจนใจ“ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะเชื่อฟังท่าน พี่สาวคนสวย ต่อให้ท่านอนุญาตให้ข้าดื่ม ข้าก็จะไม่ดื่ม เช้านี้ข้าปวดหัวมากจนรู้สึกเหมือนจะระเบิด!”กล่าวจบ โจวเจาก็เผยสีหน้าวิตกกังวล โชคดีที่ถังฉีเตรียมน้ำแกงสร่างเมาไว้ให้เมื่อตอนเที่ยง ไม่เช่นนั้น นางคงไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเวลานี้“อีกสองสามวัน เราจะจัดงานเลี้ยงตอบแทนเหล่าสตรีสูงศักดิ์ ข้าคงย่างอาหารมากขนาดนั้นได้ด้วยตัวเองแน่”ส่วนการจะให้สตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นลงมือทำอาหารเอง ถังฉีไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะพวกนางได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี และมีคนทำทุกอย่างให้พวกนางเสมอหากพวกนางเผลอถูกไฟลวกขณะย่างหมึกหรืออาหารทะเลอื่นๆคงไม่คุ้มที่จะเสี่ยง ต่อให้พวกนางไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ครอบครัวของพวกนางต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน“พี่สาวคนสวยจะสอนคนอื่นย่างอาหารทะเลด้วยหรือ?”“สอนก็ไม่เห็นเป็นไร? คนอื่นๆไม่มีทั้งอาหารทะเลและเครื่องปรุงของข้า ต่อให้รู้วิธี พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”ถังฉีกล่าวอย่างสบายๆ ไม่รู้สึกกังวลในเรื่องนี้อาหารจานเด็ดของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลล้วนเลื่องชื่อลือชา โรงเตี๊ยมหลายแห่งพยายามเลียนแบบอาหารของที่นี่ แต่พวกเขาล้วนคว้าน้ำเหลวบางคนถึงกับติดสินบนพ่อครัวของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลอย่างลับๆ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปรุงรสชาติที่ถูกต้องได้“ฮาๆ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เสียเวลาส่งสาวใช้มาเรียนรู้จากท่าน รู้สึกอยากกินเมื่อไร ข้าก็แค่มาหาพี่สาวคนสวยของข้า”โจวเจาไม่ได้ปฏิบัติตนเหมือนเป็นคนนอกแม้แต่น้อย“เอาละ เอาละ เจ้าเด็กน้อยจอมตะกละ อยากกินเมื่อไรก็บอกข้า จวนองค์หญิงแห่งนี้คือบ้านหลังที่สองของเจ้า”“อาหารทะเลพวกนี้ต้องรีบกินเสียด้วย! เพราะยิ่งเก็บไว้นานก็ต้องสิ้นเปลืองน้ำแข็งไม่น้อย หากการเงินของข้าไม่มั่นคง ข้าคงจ่ายเงินฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้ไม่ได้”ถังฉีอดถอนหายใจมิได้“เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะกินอีก ว่าแต่พี่จ้าวพลาดงานเลี้ยงในวังเมื่อคืนนี้มิใช่หรือ? ท่านอย่าลืมเชิญเขามาด้วย”โจวเจาภูมิใจในความเอาใจใส่ของตนเอง เมื่อใดที่เจออาหารอร่อยๆ นางจะนึกถึงพี่จ้าวเสมอ“อย่ากังวลไปเลย ถึงข้าจะไม่ได้เชิญเขา อย่างไรคืนนี้เขาก็ต้องมาอยู่แล้ว”ถังฉียิ้มผ่านไปกว่าห้าชั่วยาม นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่นางพบจ้าวไป่จือ ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง นางรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยบางที อาจเป็นอย่างที่ถังซันกล่าวไว้ นางคงคุ้นเคยกับการที่มีจ้าวไป่จืออยู่เคียงข้าง จนทำให้การไม่มีเขาอยู่ กลายเป็นความกังวลตอนเย็น ถังฉีไม่ได้ย่างอาหารด้วยตนเอง แต่คอยยืนแนะนำอยู่ใกล้ๆพ่อครัวเหล่านี้ล้วนเป็นคนของจวนองค์หญิง ดังนั้นนางจึงไม่ค่อยกังวลนักเดิมที ฉีเซิ่งต้องการส่งพ่อครัวมือดีจากโรงเตี๊ยมเยว่ไหลมาช่วย แต่ถังฉีปฏิเสธแม้พ่อครัวจากโรงเตี๊ยมเยว่ไหลจะมีฝีมือกว่า แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนของนาง หากเกิดอะไรขึ้น การใช้งานพวกเขาอีกครั้งคงไม่สะดวกนักและถังฉีไม่ชอบความไม่สะดวกได้ยินคำปฏิเสธของถังฉี ฉีเซิ่งก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อไป“หมึกตัวนี้พลิกกลับได้แล้ว หากย่างนานกว่านี้ มันจะไหม้”“ใส่เครื่องปรุงน้อยลงอีก ไม่อย่างนั้นจะเค็มเกินไป”“แค่ก...”แม้ถังฉีจะไม่ได้ลงมือย่างด้วยตัวเอง แต่การคอยกำชับคนครัวก็ทำให้นางคอแห้งไม่น้อย“ดื่มน้ำผึ้งหอมหมื่นลี้สักหน่อย มันช่วยดับกระหายและแก้เจ็บคอ”จู่ๆ จ้าวไป่จือก็เดินเข้ามาพร้อมชามน้ำผึ้งหอมหมื่นลี้สีทอง ยื่นให้นางอย่างอ่อนโยน“พี่จ้าว ท่านช่างใส่ใจจริงๆ รู้ได้อย่างไรว่ายามนี้ข้ากระหายน้ำจะแย่!” ถังฉียิ้มรับชามมาแล้วค่อยๆจิบกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกหอมหมื่นลี้ และรสหวานสดชื่นของน้ำผึ้งกระจายไปทั่วปาก“อืม น้ำผึ้งหอมหมื่นลี้อร่อยจริงๆ”ไม่นาน ถังฉีก็ดื่มน้ำผึ้งจนหมดและอดชมมิได้“วันนี้ข้าเอามาเยอะพอสมควร หากเจ้าชอบ ข้าจะส่งมาให้อีก แต่อย่าคิดว่าเจ้าจะหาซื้อด้วยได้ตัวเอง น้ำผึ้งหอมหมื่นลี้ไม่ใช่ของที่ขายให้คนทั่วไป ต้องมีเส้นสายพิเศษถึงจะได้มันมา”ได้ยินเช่นนี้ ถังฉีก็รีบปิดปากทันที รสชาติของมันช่างหวานล้ำจริงๆ“ได้ หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะปล่อยให้ท่านเอาอกเอาใจข้าบ้าง!ถังฉีไม่ได้ประชดประชัน หลังจากดื่มน้ำผึ้งและฟังคำอธิบายของจ้าวไป่จือ นางก็เดาว่าน้ำผึ้งชนิดนี้มีราคาค่างวดไม่น้อย“หากสตรีมั่งคั่งของข้าคนนี้ยอมสละเงินสักหมื่นสองหมื่นตำลึง ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเอาอกเอาใจนางอยู่แล้ว”สดับวาจา ถังฉีก็อดหัวเราะกับการหยอกเย้าของเขามิได้“ไม่ได้หรอก บุรุษจะใช้เงินของสตรีได้อย่างไร?” ถังฉีปั้นหน้าจริงจัง“เอ๊ะ เหตุใดบุรุษถึงใช้เงินของสตรีไม่ได้?”“เพราะบุรุษที่พึ่งพาเงินของสตรี ไม่ถือเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง! อีกอย่าง สตรีที่มอบเงินให้บุรุษ จะต้องโชคร้ายไปตลอดชีวิต!”ถังฉีทราบว่าจ้าวไป่จือเพียงหยอกเย้า แต่นางกลับตอบด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง“สตรีที่มอบเงินให้บุรุษ จะต้องโชคร้าย?”จ้าวไป่จือไม่คาดคิดว่าจะได้คำตอบเช่นนี้จากนาง สีหน้าครุ่นคิดทันที“แน่นอน! ลูกผู้ชายที่แท้จริงจะไม่พึ่งพาสตรีเรื่องเงิน แต่หากจ้าวซื่อจื่อต้องการให้ข้าอุปถัมภ์ค้ำชู... ข้าก็ยินดีจะใช้เงินกับท่าน”“อุปถัมภ์ข้าหรือ?” ตอนที่ 616: ความรักไม่สูญเปล่ากล่าวจบ จ้าวไป่จือก็เอนกายเข้าไปใกล้ถังฉี สายตาแฝงแววคุกคาม“ใช่แล้ว เหมือนชายชราร่ำรวยที่อุปถัมภ์นางคณิกา” ถังฉีหยอกล้อพลางขยิบตา ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของจ้าวไป่จือพลันเคร่งขรึม"ฉีฉี นับวันเจ้ายิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆแล้ว!"จ้าวไป่จือถอนหายใจเบาๆ แม้จะดูหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนว่าเขาไม่สามารถทำอะไรถังฉีได้“และความกล้าบ้าบิ่นของเจ้าก็เพิ่มพูนขึ้นด้วย --- ถึงกับกล้าเปรียบเทียบข้ากับสตรีประเภทนั้น!” หากผู้พูดเป็นคนอื่น จ้าวไป่จือคงตอกกลับอย่างเจ็บแสบกว่านี้“อะไรกัน...ข้าแค่เปรียบเทียบเท่านั้นเอง”ถังฉีตระหนักได้ว่าวาจาของตนเองออกจะเกินเลยไปบ้าง ในอดีต นางคงไม่กล้าพูดจาไม่ระวังเช่นนี้ ทว่าเวลานี้ นางถือว่าจ้าวไป่จือเป็นคนใกล้ชิดของนางแล้วอย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นท่าทีของจ้าวไป่จือ ถังฉีก็เข้าใจว่านางอาจจะล้ำเส้นเกินไป“ฮาฮา… เด็กโง่ อย่าคิดมากไปเลย ข้าเพียงล้อเจ้าเล่น หากเจ้าต้องการอุปถัมภ์ข้าจริงๆ ข้าก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง คนในเมืองหลวงคงอิจฉาข้าไปจนตาย!”กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็มองถังฉีด้วยสายตาจริงจังอย่างยิ่ง“องค์หญิงอันเหอ ท่านตัดสินใจจะอุปถัมภ์ข้าเมื่อไร ข้าพร้อมทุกเมื่อ!”เห็นสีหน้าของจ้าวไป่จือ ถังฉีถึงกับพูดไม่ออก ไม่คาดคิดเลยว่าจ้าวไป่จือจะมีมุมนี้ให้เห็น“อะไรกัน? เจ้าพูดเองว่าจะอุปถัมภ์ข้าไม่ใช่หรือ? อย่าคิดมากไปเลย ข้าดูแลง่าย ไม่ผลาญเงินของเจ้า ทั้งยังอุ่นเตียงให้เจ้าได้ด้วย!”จ้าวไป่จืออวดสรรพคุณด้วยสีหน้าเคร่งขรึมถังฉี “…..”นางจะถอนคำพูดทันหรือไม่? บุรุษผู้นี้ไม่ได้โกรธ แต่กลับภาคภูมิใจอีกต่างหากคนรับใช้ที่กำลังย่างหมึกบริเวณใกล้เคียงต่างก้มหน้าก้มตากับงานตรงหน้าบทสนทนาขององค์หญิงกับซื่อจื่อน่าตกตะลึงจนพวกเขาปรารถนาจะไม่ได้ยินสิ่งใด“แค่ก… หากใครกล้าแพร่งพรายสิ่งที่องค์หญิงกับข้าพูดคุยกัน จะต้องรับผลที่ตามมา”จ้าวไป่จือเห็นสีหน้าไม่สบายใจของถังฉี จึงตัดสินใจยับยั้งตนเอง หันไปหาคนรับใช้ที่กำลังย่างหมึกแล้วเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง“ซื่อจื่อโปรดวางใจ พวกเราไม่กล้าพูดแม้สักคำ!”คนรับใช้รีบคุกเข่าลง สีหน้าหวาดหวั่น“เอาละ เอาละ อย่าไปขู่พวกเขาเลย ไม่อย่างนั้นหมึกย่างคงไหม้หมดพอดี ลุกขึ้นมาทำงานกันได้แล้ว!”ถังฉีรีบขัดจังหวะ ทำให้คนรับใช้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและย่างหมึกต่อ“พี่สาวคนสวย พี่จ้าว พวกคนรับใช้ทำอะไรกันหรือ? เมื่อครู่ข้าเห็นพวกเขาคุกเข่ามาแต่ไกล”โจวเจาวิ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความใคร่รู้“พวกเขาแค่ขอบคุณพี่สาวคนสวยของเจ้าที่สอนวิธีย่างหมึกให้” จ้าวไป่จือตอบอย่างนุ่มนวล ไม่แสดงอาการเขินอายใดๆ ไม่ยอมรับว่าตนเองแกล้งหยอกถังฉี“อย่างนี้นี่เอง! คนพวกนี้ช่างมีน้ำใจนัก พวกเขาเรียนรู้วิธีของท่านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พี่สาวคนสวย ข้าแทบไม่รู้เลยว่าเป็นฝีมือย่างของพวกเขาหรือท่านกันแน่ กลิ่นหมึกหอมมาก!”โจวเจายิ้มด้วยความยินดีแม้จะกินหมึกย่างไปแล้วเมื่อวานนี้ แต่อย่างไรก็ถือเป็นอาหารหายาก และวันนี้ก็มีรสชาติดีไม่ต่างจากเดิม“พี่สาวคนสวย ก่อนกลับวัง ข้าจะเอาอาหารหายากพวกนี้ไปฝากเสด็จพ่อด้วย ข้าแน่ใจว่าเสด็จพ่อต้องพอพระทัยมากแน่ๆ”จู่ๆ โจวเจาก็นึกขึ้นได้ว่านางออกจากวังมานาน จึงรู้สึกผิดเล็กน้อย“เจ้ายังจำได้อยู่หรือว่าไม่ได้กลับวังมาสองวันแล้ว?”ถังฉียิ้มอย่างจนใจ“แน่นอน! ข้าไม่ได้พบหน้าท่านมาตั้งครึ่งปี ข้าจะไม่คิดถึงท่านได้อย่างไร? และหากท่านออกจากเมืองหลวงไปโดยไม่มีข้าอีก ข้าจะโกรธมากและไม่พูดกับท่านเลย!”โจวเจางอนตุปัดตุป่องเมื่อนึกถึงเรื่องที่ถังฉีเดินทางไปยังตงอิ๋งโดยไม่บอกนาง“เอาละ เอาละ อย่าโกรธไปเลย มันเป็นเรื่องด่วน ข้าไม่ได้วางแผนจะไปตงอิ๋งตั้งแต่แรก สัญญาว่าคราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปด้วย --- หากเสด็จพ่ออนุญาต”ถังฉีเพิ่มเงื่อนไขในตอนท้าย“เสด็จพ่อจะต้องอนุญาตแน่ๆ ตราบใดที่ข้าอยู่กับท่าน เราจะไปที่ไหนก็ไม่สำคัญ”โจวเจากล่าว มั่นใจว่าพระบิดาของนางไว้ใจถังฉีอย่างเต็มที่“อีกสองสามวัน เหล่าสตรีสูงศักดิ์ถึงจะมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนองค์หญิง พรุ่งนี้ท่านน่าจะเข้าวังไปเยี่ยมเสด็จพ่อก่อน”โจวเจาคล้ายจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้“ผ่านมาหกเดือน เสด็จพ่อคิดถึงท่านมาก หากท่านไม่ไป เสด็จพ่อต้องเสียพระทัยแน่ๆ”ได้ยินดังนั้น ถังฉีก็ผงกศีรษะอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าตนละเลยเรื่องนี้ไปจริงๆ“องค์หญิง หมึกย่างเสร็จแล้วขอรับ”ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ คนรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยความเคารพ“อืม เยว่เหนียง ไปเชิญพวกคุณชาย พ่อของข้า ผู้อาวุโสฟางและบุตรสาวของเขามาที”ได้ยินคำสั่งของถังฉี ตู้เยว่เหนียงก็ตอบรับและรีบออกไปทันทีไม่นาน ถังซานและคนอื่นๆก็มาถึงลานบ้าน ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเบิกบานใจเย็นวันนั้น ถังฉีไม่ได้กินอะไรมากนัก เพราะนางยังมีอาหารทะเลมากมายตุนไว้ในห้วงมิติ“เจาเอ๋อร์ ค่อยๆกินเถอะ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะเบื่อเอานะ”ถังฉีอดเตือนโจวเจามิได้ เมื่อเห็นนางเพลิดเพลินกับอาหารทะเล“วันมะรืนพวกเราก็ได้กินอีก ข้าเกรงว่าตอนนั้นเจ้าคงเบื่อมันแล้ว”ได้ยินดังนั้น โจวเจาก็กินอาหารช้าลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าครุ่นคิด“ท่านพูดถูก การกินอาหารเดิมบ่อยๆอาจทำให้เบื่อได้ วันนี้ข้าจะกินน้อยลง จะได้เอาไปฝากเสด็จพ่อเยอะๆ”โจวเจาผงกศีรษะเห็นพ้องในไม่ช้า นางก็นำหมึกที่เพิ่งย่างใหม่ๆ รีบกลับไปที่วังหลวง“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงผ่านประตูอู่ และกำลังมุ่งหน้ามายังห้องทรงพระอักษรพร้อมกับกล่องอาหารพ่ะย่ะค่ะ”ขณะนั้น องครักษ์คนหนึ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ และรายงานด้วยความเคารพ“นางยังรู้ว่าต้องกลับมา ทั้งยังรู้ว่าต้องติดสินบนข้าด้วยอาหาร”ฮ่องเต้ทอดถอนใจด้วยรอยยิ้มจนใจ“ฝ่าบาท นี่แปลว่าความรักที่พระองค์มีต่อองค์หญิงนั้นไม่สูญเปล่าพ่ะย่ะค่ะ เมื่อใดก็ตามที่นางพบอาหารรสเลิศ นางจะนึกถึงพระองค์เสมอ”ข้าหลวงผู้นั้นยิ้มกล่าว และฮ่องเต้ก็ผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ ตอนที่ 617: ไม่คู่ควรกับความเป็นพ่อ“บุตรสาวสองคน --- คนหนึ่งกล้าหาญเกินขอบเขต อีกคนก็ทั้งตะกละและซุกซน” ฮ่องเต้ทอดถอนใจพลางโบกมือเมื่อเห็นดังนั้น ข้าหลวงของพระองค์ก็โค้งคำนับและถอยหลังจากไปอย่างไรก็ตาม เขาไม่ทราบเลยว่าคำว่า 'กล้าหาญเกินกว่าขอบเขต' ของฮ่องเต้หมายถึงอะไร หรือพระองค์จะหมายถึงองค์หญิงอันเหอ? แต่นางนอนป่วยอยู่บนเตียงมิใช่หรือ?!เมื่อกล่าวถึงความ 'ตะกละ' ความคิดของเขามุ่งไปที่องค์หญิงอันหยางทันที“เสด็จพ่อ!”ไม่นานหลังจากข้าหลวงออกไป โจวเจาก็วิ่งเข้ามา“สาวน้อยตัวแสบ เจ้ายังรู้ทางกลับวังอยู่อีกหรือ? หากข้าไม่ช่วยพูดกับฮองเฮา ป่านนี้เจ้าต้องไปคุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้านางแล้ว!”ฮ่องเต้มองพระธิดาด้วยสีหน้าจนใจ“ฮิฮิ เสด็จพ่อ เจาเอ๋อร์รู้ว่าท่านยอดเยี่ยมที่สุด! ท่านไม่ปล่อยให้ลูกคุกเข่าต่อหน้าเสด็จแม่ฮองเฮาแน่ๆ”โจวเจารีบเข้าไปใกล้ วางกล่องอาหารลงและนวดไหล่ของฮ่องเต้เบาๆด้วยรอยยิ้มกว้าง“เฮอะ เจ้าก็ทำแบบนี้ทุกที! พอเห็นว่าพ่อโกรธเจ้าก็ทำเป็นปลอบใจ แล้วค่อยหาเรื่องทำให้พ่อโกรธอีกรอบ คิดว่าพ่อไม่กล้าลงโทษเจ้าจริงๆหรือ?”แม้ฮ่องเต้จะกล่าวเช่นนี้ แต่กลับไม่มีความโกรธเจือในน้ำเสียง ตรงกันข้าม เขาดูพอใจกับการกระทำของโจวเจาเสียมากกว่า“เสด็จพ่อ อย่าเพิ่งโกรธลูกเลย ลูกไปกินอาหารอร่อยๆที่จวนของพี่สาวคนสวย แล้วนางก็บอกให้ข้าเอากลับมาให้เสด็จพ่อลองชิม เสวยก่อนแล้วค่อยโกรธนะเพคะ?”โจวเจากล่าวพลางเปิดกล่องอาหาร“นี่คืออะไร? เหตุใดพ่อไม่เคยเห็นมาก่อน”ฮ่องเต้มองหมึกในกล่องด้วยสีหน้างุนงง“เสด็จพ่อ นี่เรียกว่าหมึก ส่วนนี่คือปูจักรพรรดิ พี่จ้าวเอากลับมาจากตงอิ๋ง”โจวเจาเปิดกล่องอาหารกล่องถัดไป เผยให้เห็นปูจักรพรรดิตัวใหญ่ตรงหน้าฮ่องเต้“ปูจักรพรรดิ?”ฮ่องเต้เคยรับประทานปูตัวใหญ่มาก่อน แต่ขันทีจะเป็นคนแกะเปลือกให้ก่อนเสมอ“ฮาฮา… เสด็จพ่อ ปูจักรพรรดิตัวนี้อร่อยจริงๆ เมื่อคืนลูกยังได้ดื่มสุราหวงจิ่วนิดหน่อย พี่สาวคนสวยบอกว่ามันช่วยขับความเย็นในร่างกายได้ ท่านลองชิมสักหน่อยดีหรือไม่?”โจวเจามองฮ่องเต้ด้วยความคาดหวัง“เจ้าเด็กตะกละ สิ่งใดที่เจ้าบอกว่าอร่อย ก็ต้องอร่อยอยู่แล้ว เอาละ ใครก็ได้ ไปเอาสุราหวงจิ่วมาที ข้าจะลองชิมด้วย”ฮ่องเต้ไม่อาจทำให้พระธิดาผิดหวัง จึงสั่งขันทีให้ไปนำสุราหวงจิ่วมาถวายโจวเจาโล่งใจที่ก่อนหน้านี้นางไม่ได้กินมากเกินไปที่จวนของพี่สาวคนสวย เวลานี้ นางจึงนั่งลงรับประทานอาหารกับฮ่องเต้“ค่อยๆกินเถอะ เจ้าปีศาจน้อย อุตส่าห์เอามาฝากแท้ๆ ยังจะมาแย่งพ่อกินอีก!”ฮ่องเต้ตำหนินางเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ห้ามนางกินอาหารพ่อลูกแทบจะแย่งปูจักรพรรดิและหมึกในกล่องอาหารกินจนหมดขันทีผู้เฝ้าดูเหตุการณ์ถอนหายใจเบาๆ ทุกครั้งที่องค์หญิงก่อเรื่อง นางจะใช้กลวิธีนี้ปลอบประโลมฮ่องเต้เสมอเพราะเหตุนี้ ชีวิตของโจวเจาในวังหลวงจึงราบรื่นเป็นพิเศษ ทำให้เหล่าองค์ชายอิจฉา พวกเขาปรารถนาจะสลับตำแหน่งกับนางและกลายเป็นที่โปรดปรานของพระบิดาบ้างใบหน้าของฮ่องเต้ฉายแววอิ่มเอิบใจ“เสด็จพ่อ พี่สาวคนสวยบอกให้ข้านำของพวกนี้มาฝากท่าน ดังนั้นอย่าโกรธนางเลยนะเพคะ?”หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็สั่งให้พวกขันทีออกจากห้องทรงพระอักษร โจวเจาเข้ามาเขย่าแขนของเขาอย่างออดอ้อน“เฮอะ เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้ากับองค์หญิงอันเหอถึงเข้ากันได้ดีนัก พวกเจ้าสองคนเหมือนกันไม่มีผิด — สร้างปัญหาแล้วใช้วิธีนี้มาเอาใจข้า!”ฮ่องเต้สงบสติอารมณ์ได้นานแล้ว พระองค์ยังทราบด้วยว่าการที่จ้าวไป่จือแก้ไขปัญหาตงอิ๋งได้อย่างรวดเร็วนั้น ต้องยกความดีความชอบให้กับถังฉีเป็นส่วนใหญ่ถังฉีวางแผนการค้าขายกับตงอิ๋งอย่างมีประสิทธิผล ทั้งยังสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเอคิ ซึ่งเป็นว่าที่จักรพรรดิแห่งตงอิ๋งอีกด้วยจากนี้ไป ฮ่องเต้ก็ไม่ต้องกังวลพระทัยเกี่ยวกับตงอิ๋งอีกแล้ว“เสด็จพ่อ อย่าโกรธพี่สาวคนสวยเลยนะเพคะ เดิมทีนางตั้งใจจะเข้าวังกับข้าวันนี้ แต่เกรงว่าเสด็จพ่อจะยังโกรธอยู่ จึงไม่กล้า...”ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็หัวเราะเบาๆ“อะไรกัน พ่อกลายเป็นคนผิดไปแล้วหรือ? ก็ได้ ก็ได้ บอกให้นางเข้าวังมาพรุ่งนี้ พ่อไม่เคยโกรธนางเลย พ่อรับนางเป็นลูกบุญธรรมแล้ว พ่อที่ไม่เข้าใจและไม่รักบุตรสาวของตัวเอง จะคู่ควรกับการเป็นพ่อได้อย่างไร?”ใบหน้าของโจวเจาเป็นประกายด้วยความยินดี นางโอบกอดฮ่องเต้แน่นและหอมแก้มของเขา“ฮ่าๆ ข้ารู้ว่าเสด็จพ่อดีกับลูกและพี่สาวคนสวยที่สุด นางจะเข้าวังพรุ่งนี้เลย!”หลังจากกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็รีบออกจากห้องไปพร้อมกับประกาศว่า “เสด็จพ่อ ลูกไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ฮองเฮากับท่านแม่ก่อนนะเพคะ พวกนางจะได้ไม่เป็นห่วง!”ฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างจนใจเมื่อทรงเห็นนางจากไป“แผ่นดินเป่ยโจวอันกว้างใหญ่นี้… มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อาจดูแลเจ้าได้ในภายภาคหน้า นั่นก็คือพี่สาวคนสวยของเจ้า หากวันหนึ่งข้าจากไป…”เมื่อนึกถึงวาระสุดท้ายของตนเองทำให้ฮ่องเต้เกิดความกังวล หากโจวเจาแต่งงานกับคนที่ไม่ดีพอ ไหนจะญาติฝ่ายสามีที่อาจไม่ปฏิบัติต่อนางอย่างดี?“เจาเอ๋อร์เติบโตขึ้นทุกวัน ถึงเวลาต้องหาคู่ครองที่เหมาะสมให้นางแล้ว”ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่น ไม่อาจจินตนาการได้ว่าจะมีใครในแผ่นดินเป่ยโจวที่คู่ควรกับพระธิดาของพระองค์วันรุ่งขึ้น เมื่อถังฉีเข้าวัง ฮ่องเต้จงใจปั้นหน้าเครียดเขม็งแต่เขาได้ไล่ขันทีและพวกข้าหลวงออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงโจวเจาและถังฉีในห้องทรงพระอักษร“เสด็จพ่อ ท่านบอกว่าจะไม่โกรธพี่สาวคนสวย แล้วเหตุใดท่านยังทำหน้าบูดบึ้งอยู่ล่ะเพคะ?”ความกังวลของโจวเจาปรากฏชัดเจนเมื่อนางเห็นท่าทีเข้มงวดของฮ่องเต้“เฮอะ นางแอบหนีไปไกลขนาดนั้น ผิดด้วยหรือหากข้าจะโกรธ?”ฮ่องเต้ถอนหายใจเบาๆ เมื่อได้ยินโจวเจาออกหน้าปกป้องถังฉีอย่างจริงจัง แม้เขาต้องการจะตำหนิถังฉี แต่คล้ายจะไม่มีโอกาสแล้ว“เจาเอ๋อร์ เสด็จพ่อเพียงพยายามขู่ข้าให้กลัวเท่านั้น อย่ากังวลไปเลย”ถังฉีได้คาดการณ์ปฏิกิริยานี้ไว้แล้ว ตั้งแต่ที่นางเห็นฮ่องเต้ นางก็บอกได้ว่าเขาไม่ได้โกรธจริงๆ แค่พยายามทำให้นางกลัวเท่านั้น“ฮ่าๆๆ… สาวน้อยที่แสนฉลาด! ข้าอุตส่าห์ปั้นหน้าดุดัน หากเป็นขุนนางคนอื่นๆ ป่านนี้คงกลัวจนตัวสั่นไปแล้ว!” ตอนที่ 618: เวลาของข้าใกล้หมดลงแล้ว“เพราะข้ารู้ว่าเสด็จพ่อทรงเอ็นดูข้ามากเกินกว่าจะลงโทษข้าจริงๆ” ถังฉีกล่าว เลียนเสียงออดอ้อนของโจวเจา“เอาละ เอาละ ข้าจะไม่ขู่เจ้าแล้ว พวกเจ้าสองคนก็ไม่รู้จักกลัวอะไรเลย ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร พวกเจ้าคงเตรียมวิธีรับมือไว้แล้ว ไม่อย่างนั้น เจ้าคงไม่กล้าทำเรื่องเช่นนี้”ฮ่องเต้กล่าวพลางถอนหายใจคนหนึ่งเป็นบุตรสาวแท้ๆ ส่วนอีกคนเป็นบุตรสาวบุญธรรม ทั้งสองคนล้วนเป็นผู้ที่เขารักและหวงแหน จึงไม่สามารถลงโทษใครคนใดคนหนึ่งได้เลยนอกจากนี้ เขายังเห็นว่าถังฉีเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ เชื่อมั่นว่าแม้เขาจะลาโลกไปแล้ว ถังฉีจะดูแลโจวเจาเป็นอย่างดี“ข้าเพียงอยากชมทิวทัศน์ของตงอิ๋งเท่านั้น เพราะเมื่อข้าแต่งงานแล้ว ข้าคงไม่มีอิสระที่จะเดินทางไกล จึงต้องใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์ นี่คือหนึ่งในเรื่องที่น่าเศร้าของการเป็นสตรี”ถังฉีถอนหายใจ และฮ่องเต้ก็ผงกศีรษะเห็นด้วย“ใช่แล้ว เอาละ ภายภาคหน้าพวกเจ้าสองคนจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะรับผิดชอบให้เอง!”ฮ่องเต้ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะยื่นของสิ่งหนึ่งให้ถังฉีถังฉีเอื้อมมือไปรับไว้ เมื่อเห็นว่ามันคืออะไร นางก็เผยสีหน้าประหลาดใจ“พวกเจ้าสองคนมีความคิดดีๆมากมาย หากไม่มีสิ่งนี้ ใครจะรู้ว่าภายภาคหน้าพวกเจ้าจะเจอปัญหาอะไรบ้าง หากข้าไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยพวกเจ้าก็จะมีอะไรให้พึ่งพาได้”กล่าวจบ ฮ่องเต้ก็ไอเบาๆถังฉีรู้สึกสังหรณ์ใจ แต่เมื่อมองไปยังผิวที่ยังมีเลือดฝาดของฮ่องเต้ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงรู้สึกเช่นนั้น“เสด็จพ่อ ท่านไออีกแล้ว” โจวเจากล่าวด้วยความกังวล นางรีบรินน้ำอุ่นใส่ถ้วยแล้ววางไว้ตรงหน้าฮ่องเต้ พระองค์รับมาและจิบช้าๆ“แค่ก แค่ก… แค่โรคเก่ากำเริบ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร พวกเจ้าสองคนไม่ต้องห่วงข้า รักษาตัวให้ดีก็พอ ฉีเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาว่าวันมะรืนนี้เจ้าจะจัดงานเลี้ยงตอบแทนเหล่าสตรีสูงศักดิ์ใช่หรือไม่?”สายข่าวของฮ่องเต้นั้นไร้ที่ติ ถังฉีผงกศีรษะเมื่อได้ยินคำถามของเขา“เพคะ ข้านำอาหารทะเลกลับมาจากตงอิ๋งเยอะมาก เราสิ้นเปลืองน้ำแข็งไปมากมายระหว่างทางกลับ หากเราไม่กินมันเร็วๆนี้ มันก็จะเสียเปล่า”ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็ผงกศีรษะอีกครั้ง“เช่นนั้นเจ้าก็จัดให้ดีเถอะ บางที ข้าอาจไปร่วมสนุกด้วย ยามนี้ข้าอายุมากแล้ว และคิดว่างานเลี้ยงที่มีชีวิตชีวาเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจไม่น้อย”“แต่ไม่ต้องลำบากเตรียมที่ทางให้ข้าหรอก เพราะสุดท้ายแล้ว ข้าอาจจะไม่ไปเข้าร่วมก็ได้ ข้าเพียงคิดไปเรื่อยเท่านั้น”ถังฉีผงกศีรษะ เดาว่านี่คงเป็นเพียงความคิดชั่ววูบของฮ่องเต้“เอาละ พวกเจ้าสองคน ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเถอะ อย่ามัวมาอุดอู้อยู่ในห้องหนังสือของข้าทั้งวันเลย!”ฮ่องเต้กล่าว ถังฉีและโจวเจาสบตากัน ก่อนจะโค้งคำนับ และออกไปอย่างเงียบๆเมื่อพวกนางออกไปแล้ว ฮ่องเต้ก็เริ่มไออย่างรุนแรง“ร่างกายของข้า… ไม่รู้เลยว่าจะทนอยู่ได้นานเพียงใด เห็นที ข้าคงต้องเริ่มหาสามีให้เจาเอ๋อร์แล้ว”ฮ่องเต้พึมพำเบาๆ จากนั้นก็เริ่มไอเสียงดังอีกครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบเกี่ยวกับอาการป่วยของเขา แม้แต่พวกหมอหลวงยังต้องสาบานว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ภายใต้บทลงโทษที่รุนแรง“บรรดาโอรสของข้าช่างน่าผิดหวังเสียจริง หากพวกเขามีความกล้าหาญและสติปัญญาเท่ากับครึ่งหนึ่งของถังฉี ข้าก็คงไม่ต้องกังวลมากมายถึงเพียงนี้ แต่น่าเสียดาย…”ฮ่องเต้ทรงเสียใจอย่างยิ่งที่ถังฉีไม่ใช่เชื้อพระวงศ์อย่างแท้จริง พระองค์ยังเสียใจยิ่งกว่าที่นางไม่ได้เกิดมาเป็นบุรุษ หากเป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ลังเลเลยหากจะยกแผ่นดินให้นางหรือจ้าวไป่จือสุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างมาก และรู้ด้วยว่าวาระสุดท้ายของตนเองใกล้มาถึงแล้ว เขาจึงเริ่มวางแผนอนาคตให้โจวเจา ในฐานะพระธิดาเพียงองค์เดียวของเขาเขาจะไม่ยอมให้นางต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแน่นอนอย่างน้อย เขาก็โล่งใจอย่างมากที่ได้รับถังฉีเป็นพระธิดาบุญธรรมการกระทำของนางในตงอิ๋ง พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของนางแล้ว หากมีนางคอยเกื้อหนุน เขาเชื่อว่าโจวเจาจะไม่เผชิญชีวิตที่ยากลำบาก“แค่กแค่ก… สวรรค์ โปรดให้ข้าอีกสักหน่อย ภายหลังการสอบขุนนางในปีนี้ ข้าต้องหาสามีที่เหมาะสมให้เจาเอ๋อร์ให้ได้”ฮ่องเต้จ้องมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวทั้งสองจากไป สีหน้าเผยความกังวลอย่างมาก“ฝ่าบาท พระองค์รีบเข้าบรรทมเถอะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ไม่ได้พักผ่อนพระวรกายมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้กล่าวขณะเดินเข้ามา เขารับใช้ฮ่องเต้ด้วยความภักดีมาหลายปีและเป็นหนึ่งในผู้ใกล้ชิดที่สุดของพระองค์“หากเจาเอ๋อร์มีความสุข ข้าก็มีความสุขเช่นกัน” ฮ่องเต้ตอบพลางนั่งลงอย่างช้าๆ ขันทีสืบเท้าขึ้นหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยประคองเขา“ในบรรดาลูกๆของข้าทุกคน เจาเอ๋อร์เป็นคนที่เอาใจใส่มากที่สุด ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนางทำให้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นผู้อาวุโสธรรมดาธรรมดาคนหนึ่ง”“จริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท องค์หญิงมีจิตใจเมตตา ไร้เล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจในวังหลวง ความบริสุทธิ์ของนางล้วนเป็นเพราะการปกป้องคุ้มครองของพระองค์”“ใช่ แต่ข้าไม่รู้ว่านั่นเป็นพรหรือคำสาปสำหรับนาง เวลาของข้าใกล้หมดแล้ว ใครจะปกป้องนางเมื่อข้าจากไป?”“ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่าองค์หญิงคล้ายจะพึงใจน้องชายของแม่นางถังฉี นามว่าถังเหอ ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันมากในช่วงนี้ หัวเราะและพูดคุยกันที่จวนองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”คำกล่าวของขันทีทำให้ฮ่องเต้ชะงักไป เขาส่งเสียง "โอ้" เบาๆ และจมจ่อมสู่ห้วงความคิดอันลึกซึ้งหลังจากเข้าเฝ้าฮองเฮาแล้ว ถังฉีและโจวเจาก็ออกจากตำหนักของพระนาง“เฮ้อ พี่สาวคนสวย ทุกครั้งที่ข้ามาเข้าเฝ้าที่ตำหนักของฮองเฮา ข้ารู้สึกอึดอัดไปหมดเลย!”ทั้งสองนั่งอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งในอุทยานหลวง จิบชาและชื่นชมดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน“นางคือมารดาของแผ่นดิน จะรู้สึกอึดอัดก็เป็นเรื่องธรรมดา นางไม่สามารถประพฤติตนเหมือนผู้อาวุโสทั่วไปที่พูดคุยและหัวเราะอย่างเป็นกันเองได้”ถังฉีหัวเราะและส่ายศีรษะเบาๆ“บางทีอาจเป็นอย่างนั้น แต่ข้าหวังจริงๆ ว่าข้าจะใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาได้ ท่านไม่รู้หรอกว่าวันเวลาที่อยู่ในหมู่บ้านตระกูลถัง ข้ามีความสุขและสบายใจไร้กังวลขนาดไหน” ตอนที่ 619: หากนางทำได้ ไยข้าจะทำบ้างไม่ได้?"และแน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้ข้ามีความสุขที่สุดก็คือการได้พบกับพี่สาวคนสวยเช่นท่าน!"“เอาละ เอาละ อย่ายอข้านักเลย หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล อย่างไรก็ตาม ข้าเพิ่งสังเกตว่าสีพระพักตร์ของเสด็จพ่อไม่สู้ดีนัก เวลานี้เจ้าไม่ควรออกจากวังบ่อยเกินไป ใช้เวลากับเสด็จพ่อให้มากขึ้นเถอะ พระองค์รักและเอ็นดูเจ้ามาก”ถังฉีกล่าวอย่างจริงจังนางเคยพบปะผู้คนมามากมาย จึงมองออกทันทีว่าฮ่องเต้คล้ายจะจงใจปิดบังอาการป่วยของตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เห็นได้จากภายนอก"จริงหรือ?"โจวเจาเชื่อในคำกล่าวของถังฉีอย่างมาก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที“ในช่วงครึ่งปีที่ท่านไม่อยู่ สุขภาพของเสด็จพ่อกล่าวได้ว่าสามวันดีสี่วันไข้ ข้าพยายามสอบถามพวกหมอหลวงแล้ว แต่พวกเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย เสด็จพ่อคงรับสั่งไม่ให้พวกเขาปริปาก”กล่าวจบ โจวเจาก็เผยสีหน้าอับจนหนทางได้ยินดังนั้น ถังฉีก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา“ช่วงนี้เจ้าก็คอยสังเกตอาการของเสด็จพ่อให้ดีๆ หากจำเป็น ข้าจะไปขอให้พ่อบุญธรรมมาช่วยตรวจอาการให้พระองค์”นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเจาได้ยินถังฉีกล่าวถึงบิดาบุญธรรม จึงถามด้วยสีหน้าสับสน “พี่สาวคนสวย ท่านมีพ่อบุญธรรมด้วยหรือ?”เมื่อเห็นสีหน้าของโจวเจา ถังฉีจึงตัดสินใจไม่ปิดบังอีกต่อไป“ใช่แล้ว จ้าวหุบเขาเฉียวแห่งหุบเขาร้อยพิษเป็นพ่อบุญธรรมของข้า” นางกล่าวพลางขยิบตาให้โจวเจา“ไม่แปลกใจเลยที่เฉียวอวี๋เรียกท่านว่า ‘พี่ใหญ่’ เสมอ ที่แท้ท่านก็เป็นลูกบุญธรรมของจ้าวหุบเขาเฉียวนี่เอง!” โจวเจาอุทานด้วยความตกใจ“ผู้คนเคยกล่าวขานว่าข้าคือสตรีที่โดดเด่นที่สุดในเป่ยโจว แต่ท่านต่างหากที่โดดเด่นอย่างแท้จริง! ท่านไม่เพียงแต่เป็นพระธิดาบุญธรรมของเสด็จพ่อ แต่ท่านยังเป็นลูกบุญธรรมของจ้าวหุบเขาร้อยพิษอีกด้วย หากผู้คนรู้ตัวตนของท่าน พวกเขาคงอิจฉาจนหน้าเขียวแน่ๆ อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ข้าเองก็ยังอิจฉาท่าน”แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่โจวเจาก็รู้สึกยินดีกับถังฉีจากใจจริง“ฮึ่ม พี่สาวคนสวย ท่านปิดบังเรื่องนี้กับข้ามาตั้งนาน เพิ่งจะมาบอกข้าวันนี้เอง!” โจวเจากล่าวแสร้งปั้นหน้าบึ้งตึงแต่ถังฉีที่รู้จักนางดี ย่อมเข้าใจว่าสาวน้อยผู้นี้ไม่ได้โกรธจริงๆ“เอาละ เอาละ ข้าผิดเอง อย่าโกรธข้าเลย ข้าน่าจะบอกเจ้าเร็วกว่านี้ แต่พวกเราเพียงตอบรับเป็นพ่อลูกบุญธรรมกันเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”ถังฉีกล่าวอย่างจนใจทุกคนล้วนเห็นคุณค่าของเฉียวไป๋ในฐานะจ้าวหุบเขาร้อยพิษ แต่ถังฉีนับถือเขาเพียงในฐานะผู้อาวุโสที่น่าเคารพคนหนึ่งเท่านั้น“มีวิธีหนึ่งที่จะทำให้ข้าหายโกรธ”เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าของโจวเจาก็อ่อนลงทันทีมองถังฉีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง“บอกข้าสิ ว่าข้าต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะหายโกรธ?” ถังฉีถามด้วยรอยยิ้ม"ให้ข้าทำอาหารให้เจ้ากินสักสองสามมื้อ ดีหรือไม่?""ท่านคิดว่าข้าจะเอาแต่คิดเรื่องอาหารตลอดเวลาหรือ!" โจวเจาจ้องมองถังฉีอย่างซุกซน“ข้าอยากไปเยือนหุบเขาร้อยพิษ ได้ยินว่าที่นั่นสวยงามอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับแดนแห่งภูตก็ไม่ปาน สมุนไพรหายากที่นั่นล้วนเป็นระดับตำนาน ตลอดหลายปีมานี้ ไม่เคยมีคนนอกผ่านเข้าไปได้ ข้าอยากไปเห็นเองกับตาจริงๆ!”ได้ยินคำขอของโจวเจา ถังฉีก็ลังเลอย่างเห็นได้ชัด“เจาเอ๋อร์ ข้าเองก็ไม่เคยไปที่หุบเขาร้อยพิษมาก่อน และข้าก็ไม่รู้กฎของพวกเขาด้วย คราวหน้าที่เจอพ่อบุญธรรม ข้าจะลองถามให้” ถังฉีมิได้ตอบรับส่งเดชกับสิ่งที่ตนเองไม่แน่ใจ“จริงด้วย หุบเขาร้อยพิษต้องมีกฎเคร่งครัด พี่สาวคนสวย อย่าใส่ใจคำพูดของข้าเลย ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น”โจวเจากังวลว่าถังฉีจะรู้สึกไม่สบายใจ จึงรีบปลอบใจนาง“อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่ทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรอก”แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ถังฉีก็วางแผนอยู่ในใจว่าจะโน้มน้าวเฉียวไป๋ ยอมให้นางพาโจวเจาไปยังหุบเขาร้อยพิษได้อย่างไรได้ยินความสงสัยใคร่รู้ของโจวเจา ถังฉีก็รู้สึกอยากทราบเกี่ยวกับหุบเขาร้อยพิษด้วยเช่นกันไม่นานนัก ถังฉีก็กลับไปยังจวนองค์หญิงของตนเองจากนั้น นางก็ขอให้ตู้เยว่เหนียงถอดเครื่องประดับผมทั้งหมดออกจากศีรษะของนางทันทีเนื่องจากธรรมเนียมปฏิบัติในการเข้าวัง เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของถังฉีจึงเป็นไปตามมาตรฐานขององค์หญิง เวลานี้ นางรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก!“โชคดีที่วันนี้ข้าไม่ได้เข้าวังไปกับท่านด้วย ไม่เช่นนั้นข้าคงหมดแรงแน่!” ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยความโล่งใจถังซันติดตามถังฉีไปยังวังหลวง ในฐานะอดีตองครักษ์เงาของราชสำนัก นางจึงเป็นผู้ติดตามที่เหมาะสมที่สุด“ข้าเองก็ไม่อยากไปเหมือนกัน แต่นานมากแล้วนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ข้าเข้าวัง หากข้าไม่ถวายบังคมพวกท่านบ้าง มันก็ดูไม่เหมาะสม”ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น สะท้อนความจริงที่ว่าพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง“องค์หญิง กระทั่งวันนี้ ข้ายังรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันที่ท่านได้กลายเป็นองค์หญิง!”ไม่นานนัก ตู้เยว่เหนียงก็ถอดเครื่องประดับผมของถังฉีออกจนหมด และเกล้าผมให้นางอย่างเรียบง่ายดังเดิม“ข้าจะไปที่สวนหลังบ้าน ตรวจสอบวัตถุดิบที่พวกเขาเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ จะให้มีสิ่งใดผิดพลาดไม่ได้ เจ้าต้องคอยดูแลทุกอย่างในครัวตั้งแต่ต้นจนจบ”ถังฉีพิถีพิถันกับงานเลี้ยงของวันพรุ่งนี้อย่างมาก“องค์หญิง เชื่อมือข้าได้เลยเจ้าค่ะ!” ตู้เยว่เหนียงรับรองกับนางอย่างมั่นใจ------------------------------ณ จวนเป่ยจิ้งอ๋อง โจวเจี๋ยนั่งอย่างพึงพอใจตรงหน้ามารดาของนาง“เจ้าส่งเทียบเชิญไปยังบุตรีตระกูลขุนนางสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้?”หัวใจของผู้เป็นมารดาเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของโจวเจี๋ย“แล้วอย่างไร? หากนางสามารถเชิญคนพวกนั้นมาร่วมงานเลี้ยงได้ เหตุใดข้าจะเชิญบ้างไม่ได้? อีกอย่าง งานเลี้ยงของข้าก็จัดในคืนนี้” โจวเจี๋ยเพิ่งลงมือตามแผนของตนเองในสายตาของนาง ถังฉีคงจะจัดอาหารธรรมดา ธรรมดาอย่างหม้อไฟเหมือนเช่นเคย นอกจากกุ้งมังกรน้อยจะหมดฤดูกาล หม้อไฟก็ไม่ใช่ของแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว โจวเจี๋ยจึงวางแผนจัดงานเลี้ยงหรูหรา มั่นใจว่าบุตรีขุนนางจะเปรียบเทียบงานเลี้ยงทั้งสอง จนถังฉีต้องอับอายขายหน้ายิ่งใคร่ครวญเรื่องนี้ โจวเจี๋ยก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ไม่สนใจเลยว่ามารดาของนางมีสีเคร่งเครียดแค่ไหน“ท่านแม่อย่ากังวลไปเลย ข้าขอท่านพ่อแล้ว และท่านก็อนุญาต อย่างไรเสีย ช่วงนี้จวนเราก็เงียบสงบมานาน”โจวเจี๋ยใช้การตามใจของบิดา ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ“เจ้านี่นะ!” มารดาของนางถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นว่าบุตรสาวถูกเป่ยจิ้งอ๋องตามใจจนเสียคน“ท่านแม่ งานเลี้ยงคืนนี้ ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่าน จะเอาชนะสตรีผู้นั้นให้ได้ ข้าต้องกำจัดนางให้สิ้นซาก!”โจวเจี๋ยเขย่าแขนมารดาเบาๆ พลางออดอ้อนขอความเห็นใจ ตอนที่ 620: ถือยศถือศักดิ์“เอาละ เอาละ แม่ยอมเจ้าแล้ว แต่คราวหน้า เจ้าต้องสัญญาว่าจะมาหารือกับแม่ก่อน”เห็นท่าทางออดอ้อนของบุตรสาว เหม่ยฮูหยินก็ผงกศีรษะอย่างอ่อนใจนางเริ่มไตร่ตรองว่าควรเตรียมอาหารแบบใดสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะโดดเด่นเหนือถังฉีเมื่อมารดาตอบตกลงในที่สุด ใบหน้าของโจวเจี๋ยระบายยิ้มทันที“ได้ยินว่าวันนี้นางเพิ่งเข้าวัง หลังจากที่ป่วยหนักมาตลอดหกเดือน สงสัยจริงว่าป่านนี้นางจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกหรือไม่ ข้าอยากเห็นสภาพทุเรศทุรังของนางจริงๆ!”โจวเจี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนางตั้งตารอคอยวันพรุ่งนี้อย่างใจจดใจจ่อ!.............................ณ จวนองค์หญิงอันเหอ“เทียบเชิญจากจวนเป่ยจิ้งอ๋อง?” ถังฉีกำลังนั่งชื่นชมมวลดอกไม้อยู่ในสวน เมื่อถังซันวางเทียบเชิญไว้ตรงหน้านางหลังจากอ่านแล้ว สีหน้าของถังฉีก็ฉายแววสับสน“ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จวิ้นจู่ผู้นี้ค่อนข้างจะเก็บตัว ข้าสงสัยว่าเหตุใดจู่ๆนางถึงส่งเทียบเชิญมาอย่างกะทันหัน ทั้งยังจัดงานเลี้ยงในยามค่ำ”ถังซันก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะเทียบเชิญจากจวนเป่ยจิ้งอ๋องส่งมาถึงอย่างไม่คาดคิดได้ยินข้อสังเกตของถังซัน ถังฉีพอจะคาดเดาได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ออกความเห็น ไม่ว่าอย่างไร ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน นางควรไปร่วมงานเลี้ยงและดูลาดเลาว่าโจวเจี๋ยตั้งใจจะทำอะไรกันแน่“เช่นนั้น คืนนี้เราก็ไปกันเถอะ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พบปะสตรีสูงศักดิ์ทุกคนล่วงหน้า จะได้ไม่รู้สึกกระดากเมื่อมาที่จวนของข้าในวันพรุ่งนี้”ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย“องค์หญิง ท่านต้องระวังตัวไว้ด้วย โจวเจี๋ยคอยหาเรื่องท่านมาตลอด และข้าก็รู้สึกว่างานเลี้ยงคืนนี้จะเป็นกับดัก”ถังซันกล่าวอย่างจริงจัง“อืม ข้ารู้แล้ว! แต่ในเมื่อนางส่งคำท้ามาถึงหน้าประตู ข้าจะมัวแต่หลบหน้าได้อย่างไร? อีกอย่าง ยังต้องดูกันต่อไป ว่าคนที่จะอับอายขายหน้าในคืนนี้ เป็นนางหรือข้า”ถังฉีกล่าวอย่างไม่ยี่หระ วางเทียบเชิญลงบนโต๊ะและชื่นชมดอกไม้ต่อไปจนกระทั่งช่วงบ่ายแก่ๆ นางจึงกลับเข้าห้องนอนอย่างเกียจคร้าน ที่นั่น ตู้เยว่เหนียงเริ่มช่วยนางเลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับชุดใหม่“ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้เลย ที่นั่นไม่ใช่วังหลวง ไม่เห็นต้องเป็นทางการขนาดนั้น”เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักบนศีรษะ ถังฉีจึงรีบท้วง“แต่ว่า...”“ไม่เป็นไร เหตุใดเจ้าไม่ไปที่จวนเป่ยจิ้งอ๋องกับข้าคืนนี้? ที่นั่นไม่ใช่วังหลวง จึงไม่มีกฎระเบียบมากมายนัก”ได้ยินข้อเสนอของถังฉี ตู้เยว่เหนียงก็ตอบตกลงอย่างกระตือรือร้นนางถูกจำกัดอยู่ในจวนองค์หญิงมาเป็นเวลานานจนรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างมาก เวลานี้องค์หญิงกลับมาแล้ว ในที่สุดนางก็มีอะไรใหม่ๆให้ทำอีกครั้งมนุษย์เราช่างมีความขัดแย้งอย่างไร้ที่สิ้นสุดในอดีต เมื่อครั้งที่นางแทบจะไม่มีอาหารตกถึงท้อง ตู้เยว่เหนียงเคยปรารถนาให้ตนได้กินอาหารประทังชีวิต บัดนี้ นางใช้ชีวิตอย่างที่ไม่เคยแม้แต่จะฝัน ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารหรือเสื้อผ้า ความรู้สึกเบื่อหน่ายก็คืบคลานเข้ามา“เอาละ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าจวิ้นจู่ผู้นี้กำลังวางแผนอะไรอยู่! ข้าอาจช่วยอะไรไม่ได้ในการต่อสู้ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ข้าอาจจะเก่งกว่าถังซันก็ได้นะเจ้าคะ!”แม้ตู้เยว่เหนียงจะรับใช้ถังฉีมานานกว่า แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาถังซันแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไร ชีวิตของถังซันก็ทั้งเสี่ยงอันตรายและเสียเลือดเสียเนื้อ ย่อมได้รับความไว้วางใจจากองค์หญิงเป็นธรรมดา“ไปเปลี่ยนชุดเถอะ เจ้าเป็นสาวใช้ส่วนตัวของข้า เจ้าก็ต้องดูดีด้วยเช่นกัน เอาปิ่นทองอันนี้ไปประดับผมนะ”ถังฉีหยิบปิ่นทองประดับหยกขาวออกมาจากกล่องของนาง และส่งให้ตู้เยว่เหนียง“ขอบคุณเจ้าค่ะ องค์หญิง รับรองว่าคืนนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องอับอาย”ตู้เยว่เหนียงรับของกำนัลมาด้วยความยินดี และปักปิ่นบนเรือนผมของตนเอง ความปลื้มปีติฉายชัดบนใบหน้าเย็นวันนั้น ทั้งสองออกเดินทางสู่จวนเป่ยจิ้งอ๋องด้วยรถม้า“จวิ้นจู่ นานมากแล้วที่เราไม่ได้พบหน้ากัน เราคิดถึงท่านจริงๆ!”จวนเป่ยจิ้งอ๋องเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เมื่อมีหญิงสาวแต่งกายหรูหรากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โจวเจี๋ยเป็นศูนย์กลางของความสนใจและเพลิดเพลินกับคำชมเชยของพวกนาง“จริงด้วย! ข้าได้ยินมาว่าจวิ้นจู่กำลังตั้งใจศึกษาการเล่นหมากล้อม หากเป็นข้า ข้าคงทนนั่งเฉยๆไม่ได้แม้เพียงครึ่งวัน!”หญิงสาวอีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมทั้งกลุ่มยกย่องโจวเจี๋ยไม่หยุดปาก เลี่ยงไม่กล่าวถึงความผิดพลาดในอดีตของนางโจวเจี๋ยดื่มด่ำกับคำชมเชยเหล่านั้น นางถึงกับยิ้มไม่หุบ“ท่านแม่ของข้าพูดเสมอว่าการเล่นหมากล้อมช่วยยกระดับตัวตนได้”เมื่อโจวเจี๋ยเอ่ยถึงมารดา แววไม่พอใจมิได้ปรากฏบนใบหน้าทุกคนในเมืองหลวงล้วนทราบว่าบิดาของนางโปรดปรานมารดาของนางซึ่งเป็นอนุชายามากกว่าผู้ใด ทำให้มารดาของนางกลายเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในการดูแลเรื่องจิปาถะต่างๆ ในจวนแห่งนี้“ไม่แปลกใจเลยที่จวิ้นจู่ดูสุขุมลุ่มลึกขึ้นมาก หลังจากนี้ข้าคงต้องหัดเรียนหมากล้อมให้หนักขึ้นเสียแล้ว!”หญิงสูงศักดิ์สองสามคนกล่าวด้วยความชื่นชมแม้โจวเจี๋ยจะรู้สึกแปลกและกระดากกับความคิดเห็นของพวกนางอยู่บ้าง แต่ยังคงสนทนากับพวกนางอย่างสุภาพต่อไป“จวิ้นจู่ ได้ยินว่าท่านเชิญองค์หญิงอันเหอมาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ด้วย แต่นางยังไม่มาเลย ช่างถือยศถือศักดิ์เสียเหลือเกิน!”จู่ๆ ก็มีใครบางคนเอ่ยถึงองค์หญิงอันเหอ ทำให้หญิงสาวคนอื่นๆต่างพากันกระซิบกระซาบ พวกนางได้ยินมาว่าองค์หญิงอันเหอจะมาร่วมงานเลี้ยง พวกนางจึงรีบมาด้วยเหตุนี้โดยเฉพาะรอยยิ้มของโจวเจี๋ยยิ่งกดลึกเมื่อได้ยิน หากไม่มีใครเอ่ยถึงถังฉี นางคงไม่สามารถเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้เอง ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนต่างก็รู้เรื่องความบาดหมางระหว่างพวกนางทั้งสองคน“อาจเป็นเพราะองค์หญิงเพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วย อย่าเพิ่งคิดมากกันเลย ทุกคนพักผ่อนให้สบายในระหว่างรอกันเถอะ”โจวเจี๋ยยังคงยิ้มอย่างสง่างามยิ่งนางออกตัวปกป้องถังฉีมากเท่าไร สตรีเหล่านี้ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจนางมากขึ้น ในสายตาของพวกนาง ถังฉีเป็นเพียงสตรีบ้านนอกที่ไม่มีฐานะสูงส่งอย่างแท้จริง“จวิ้นจู่ ท่านไม่จำเป็นต้องออกหน้าแทนหรอก นางป่วยหนักที่ไหนกัน? ข้าได้ยินมาว่านางเพิ่งเข้าวังเมื่อเช้านี้ นางแค่แสร้งทำเป็นไม่สนใจพวกเราเท่านั้น!”สตรีสูงศักดิ์บางคนเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ“นี่...”โจวเจี๋ยมีสีหน้าเป็นกังวล“เอาละ เอาละ บางทีองค์หญิงอาจจะมาช้าไปหน่อย รออีกหน่อยเถอะ”แม้โจวเจี๋ยจะพูดจาดี แต่สีหน้าของนางกลับเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่แท้จริงในใจ“อะไรกัน? พี่สาวคนสวยของข้าไม่สบาย แต่ก็ยังพยายามมาร่วมงานเลี้ยง พวกท่านยังจะบ่นเรื่องอะไรอีก? นางไม่ได้ทำให้พวกท่านต้องรอนานขนาดนั้นสักหน่อย”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment