sister ep641-650 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 641: ท่านต้องปิดบังพวกเราอยู่แน่ๆ“ช่างเถอะ กลับไปบอกนายหญิงของท่านดีกว่า ข้าช่วยนางได้เพียงเท่านี้จริงๆ”กล่าวจบ ถังฉีก็เผยสีหน้าอ่อนใจ“เพคะ เช่นนั้น หม่อมฉันทูลลา…”อู๋มามากล่าวพลางโค้งคำนับอย่างระมัดระวัง ก่อนเดินออกไป“องค์หญิง หากท่านไม่อยากช่วยนาง ไยท่านต้องฝืนตัวเองด้วย?” ตู้เยว่เหนียงเอ่ยถามด้วยสีหน้าสับสน“ใต้หล้านี้ ใช่ว่าเราจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ต่อให้ข้าเป็นถึงองค์หญิงก็ตาม เจ้าเข้าใจหรือไม่? อีกอย่าง หากข้าไม่ยอมยื่นมือช่วย คงน่าเบื่อไม่น้อย”หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ยิ้มจางๆ“อ้อ…”แม้ตู้เยว่เหนียงจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าถังฉีหมายถึงอะไร แต่นางก็ทราบว่าองค์หญิงต้องมีเหตุผลในการทำเช่นนั้น“เอาละ พวกเจ้าทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว รีบไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ” ถังฉีกล่าวด้วยความรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือตู้เยว่เหนียงและถังซันไม่ได้ถามอะไรต่อ“บอกท่านพ่อด้วยว่าคืนนี้ข้าจะไม่กินข้าวเย็น” ถังฉีกล่าวพร้อมกับหาวจากนั้น นางก็ค่อยๆลุกขึ้น—————————“นางบอกว่าเราต้องรออีกสองสามวันหรือ?” ใบหน้าของจี้ซื่อเฉินเผยความโกรธทันทีเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของอู๋มามา“ฮูหยิน ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมฟังเลยเจ้าค่ะ” อู๋มามากล่าวด้วยสีหน้าอับจนหนทาง กระจ่างใจว่านายหญิงของนางโกรธมากเพียงใด“ทุกวันที่ผ่านไป อันตรายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เขาจับตัวคนในครอบครัวของแม่นมไปทุกวัน ป่านนี้แล้ว แม้แต่คนของข้าก็ยังเข้าไปแทรกแซงไม่ได้”ทีแรกนั้น จี้ซื่อเฉินวางแผนจะช่วยพาครอบครัวของแม่นมหนีไป แต่จ้าวไป่จือกลับชิงเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้วเรื่องนี้ ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก“นายหญิงไยไม่บอกเรื่องนี้กับนายท่านล่ะเจ้าคะ? แบบนั้นแล้ว ท่านจะได้ไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้?”สาวใช้คนหนึ่งเผยสีหน้าวิตกกังวลเช่นกัน“หุบปาก! หากกั๋วกงทราบเรื่องนี้ เจ้าคิดว่าเราจะได้ประโยชน์อันใดบ้าง!?”จี้ซื่อเฉินจ้องมองสาวใช้ตาเขม็ง ไม่คาดคิดว่าบ่าวของนางจะกล้าคิดเรื่องโง่ๆเช่นนี้“ฮูหยิน...”เห็นว่าจี้ซื่อเฉินจ้องมองนางอย่างไม่ละสายตา สาวใช้ตัวน้อยรีบถอยร่นไปทันที“เรื่องนี้ห้ามให้ท่านกั๋วกงทราบเด็ดขาด พวกเจ้าทุกคนต้องปิดปากให้สนิท”จี้ซื่อเฉินกล่าวอย่างจริงจัง“มีเรื่องอะไรที่บอกข้าไม่ได้งั้นหรือ?”พลันนั้นเอง จ้าวชางนายใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกงเดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า"เอ๊ะ..."จี้ซื่อเฉินไม่คาดคิดว่าเจิ้นกั๋วกงจะมาเยือนที่เรือนของนางอย่างกะทันหัน สีหน้าตระหนกตกใจปรากฏขึ้นทันทีสาวใช้คนอื่นๆรีบคุกเข่าลง ก้มศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว“ท่าน...ท่านพี่ แม่นมของข้าไม่สบายมาหลายวันแล้ว” จี้ซื่อเฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าวิตกกังวล“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านกั๋วกง! ฮูหยินไม่อยากให้ท่านเป็นกังวล จึงกำชับให้เราไม่นำเรื่องนี้ไปรายงาน อย่างไรเสีย แม่นมก็เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็ก...”อู๋มามากล่าวด้วยสีหน้าโศกเศร้า“เข้าใจแล้ว พรุ่งนี้เจ้าก็หายาบำรุงในคลังส่งไปให้นางสักหน่อยเถอะ ถึงอย่างไร นางก็ถือเป็นหนึ่งในคนเฒ่าคนแก่ในจวนเรา ต้องได้รับการดูแลอย่างดี”เจิ้นกั๋วกงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เดินไปจับมือของจี้ซื่อเฉินแล้วตบเบาๆอย่างอ่อนโยน“เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้า มีเรื่องร้อนใจอะไรก็บอกกับข้าตรงๆ เราแต่งงานกันมานานขนาดนี้แล้ว มีอะไรต้องอายอีก?”เห็นท่าทีของเจิ้นกั๋วกง หัวใจของจี้ซื่อเฉินก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก“เอาละ เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ คืนนี้ข้าจะอยู่ที่นี่กับเจ้า”ทราบว่าเจิ้นกั๋วกงจะมาพักที่นี่ในคืนนี้ บรรดาสาวใช้พลันเผยสีหน้าเปี่ยมสุข วันรุ่งขึ้น อนุภรรยาคนอื่นๆคงอิจฉาตาร้อนเป็นแน่!สาวใช้ยิ้มและรีบไปเตรียมพร้อมทันทีเห็นว่ากั๋วกงไม่ได้กดดันเรื่องนั้นต่อ จี้ซื่อเฉินจึงอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกมิได้สองวันผ่านไปราวกับชั่วพริบตาภายในคุกอันมืดสลัว แม่นมไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ร่างกายของนางเริ่มมีกลิ่นเหม็นในแต่ละวัน จ้าวไป่จือจะส่งอาหารมาตามเวลา และไม่ว่าจะมีคนรับอาหารกี่คนก็ตาม อาหารเหล่านั้นก็เหมือนกันหมด“ท่านแม่ เหตุใดวันนี้อาหารถึงได้น้อยนัก? แค่นี้ข้าคนเดียวยังกินไม่พอเลย!”บุตรชายคนเล็กของแม่นมห่อปากพลางแสดงสีหน้าไม่พอใจ"กินน้อยลงแค่นี้ ไม่ทำให้ถึงตายหรอก"เมื่อได้ยินเสียงบ่นของน้องชาย บุตรชายคนโตก็มีทีท่าหงุดหงิดทันที ตั้งแต่เล็กจนโต มารดาตามใจเขาจนเสียคน แม้ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ น้องชายยังกินมากกว่าทั้งสองคนรวมกันเสียอีก“พอได้แล้ว พวกเจ้าสองคนเลิกทะเลาะกันเสียที พรุ่งนี้ฮูหยินอาจมาช่วยพวกเราก็ได้”เมื่อเห็นลูกชายทั้งสองทะเลาะกันอีกครั้ง ใบหน้าของแม่นมก็ยิ่งบูดบึ้ง หลังจากอยู่ในคุกมาหลายวัน ผิวของนางก็เริ่มซีดลง การพูดจาอ่อนแรงกว่าเดิมมาก“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมซื่อจื่อถึงต้องขังพวกเราไว้ที่นี่ด้วย? ท่านบอกข้าไม่ได้หรือ?”บุตรชายคนเล็กรีบเข้ามาหานางด้วยสีหน้ากระวนกระวายแม้มารดาจะเป็นแม่นมของคนอื่น แต่ชีวิตของพวกเขาก็กล่าวได้ว่าไม่เลวร้ายไปกว่าชีวิตของเหล่าคุณชายผู้มั่งคั่ง เวลานี้ เมื่อต้องติดอยู่ในสถานที่ที่ทั้งมืดมนและน่าสังเวช อาหารการกินไม่เพียงพอและขาดแคลนเสื้อผ้า พวกเขาจะทนได้อย่างไร?“แม่ไม่รู้หรอกว่าเหตุใดซื่อจื่อถึงขังเราไว้ที่นี่” แม่นมตอบด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แต่นางก็รีบอำพรางไว้ เพราะจริงๆแล้ว นางรู้แก่ใจว่าเหตุใดจ้าวไป่จือถึงจับคนในครอบครัวของนางมาทุกวันมันคือแผนการกดดันปั่นประสาทอย่างเห็นได้ชัด!“ไม่จริง ท่านต้องรู้แน่ หาไม่แล้ว ท่านคงไม่ดูลนลานถึงเพียงนี้!” บุตรชายคนเล็กกล่าวด้วยสีหน้าเฉียบคม เมื่อสังเกตเห็นความตื่นตระหนกแวบหนึ่งบนใบหน้าของมารดา“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว บางทีซื่อจื่ออาจไม่พอใจที่ฮูหยินปฏิบัติกับเราดีเกินไป จึงอยากขังเราไว้ให้สำนึกในฐานะตัวเองก็ได้” แม่นมรีบกล่าวด้วยสีหน้าปกติ ด้วยรู้ว่าไม่อาจปล่อยให้บุตรชายคนเล็กจับพิรุธได้เด็ดขาด“พอๆๆ เลิกถามเสียที รอให้นายหญิงมาช่วยเราเถอะ”หลังจากกล่าวสิ่งนี้แล้ว แม่นมก็โบกมือด้วยท่าทางหงุดหงิดแม้บุตรชายคนเล็กของนางยังคงคาใจ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้“ท่านแม่ ท่านต้องปิดบังพวกเราอยู่แน่ๆ!” ตอนที่ 642: เหตุใดใบสนถึงเปลี่ยนเป็นสีดำ?เมื่อเห็นท่าทางของแม่นม บุตรชายคนโตก็เอ่ยขึ้นบ้างแม้เขาจะไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่ากับบุตรชายคนเล็ก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ยังคงใส่ใจในวาจาและทุกการกระทำของมารดาเสมอ“หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว ข้าจะปิดบังพวกเจ้าไปทำไมกัน?!” สีหน้าของแม่นมยิ่งหนักแน่นเมื่อกล่าวกับบุตรชายคนโตของนาง“ท่านแม่ มันต้องมีอะไรแน่ๆ ไม่เช่นนั้น ซื่อจื่อคงไม่ขังเราไว้ที่นี่ และหากไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ นายหญิงคงช่วยเราออกไปตั้งนานแล้ว!”ใบหน้าของบุตรชายคนโตฉายแววมุ่งมั่น“ใช่แล้ว ท่านแม่ หากนายหญิงมีอำนาจต่อรองเหนือซื่อจื่อ นางคงช่วยพวกเราออกไปแล้วจริงๆ”บุตรชายคนเล็กคล้ายจะกระจ่างในใจเช่นกัน“ฮือ...ฮือ... ท่านย่า เราอยากออกไปข้างนอก! ท่านย่า! เราไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว ข้าอยากกลับไปกินอาหารดีๆเหมือนเดิม!”พลันนั้น หลานชายตัวน้อยทั้งสองของนางเริ่มร้องไห้ แม้พวกเขาจะมีอายุเพียงแปดหรือเก้าขวบ แต่พวกเขาก็สามารถเข้าใจบทสนทนาของพวกผู้ใหญ่แม่นมพยายามควบคุมสติอารมณ์ แต่เมื่อหลานชายทั้งสองของนางร้องไห้ นางจึงรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าทันที!เมื่อทหารยามข้างนอกเห็นเหตุการณ์ ก็ไม่ได้มาห้ามปรามพวกเขาเหมือนเช่นเคยภายในห้องเริ่มสับสนวุ่นวาย มีทั้งเสียงเด็กร้องไห้ และเสียงซักไซ้ของบุตรชายคนโตจนกระทั่งเวลาผ่านไปนานพอสมควร เสียงนั้นก็เงียบลงในที่สุดแต่เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งที่สองตามมาเมื่อจ้าวไป่จือทราบเรื่องนี้ เขาก็ยิ่งเยือกเย็น และยังคงส่งคนเข้าไปในคุกทีละคนทุกวันเช่นเคย"เจ้าคนเลว! คนชั่วช้า! ไร้ยางอายจริงๆ!"จี้ซื่อเฉินวิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน กังวลว่าหากแม่นมไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป และสารภาพเรื่องการวางยาพิษซื่อจื่อในอดีต ชีวิตของพวกนางคงจบเห่!ทว่าเวลานี้ ข้อมูลข้างในยังไม่รั่วไหลออกไป และนางก็ไม่สามารถฝากความใดๆไปถึงแม่นมได้ สิ่งเดียวที่นางทำได้คือรอและนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่นมอยู่ในสภาพใด นางถูกทรมานหรือไม่? หรือนางได้หลุดปากสารภาพอะไรออกไปบ้าง?แม้แต่เจิ้นกั๋วกงยังสังเกตว่าช่วงนี้ภรรยาของเขาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย“แม่นมของเจ้า อาการยังไม่ดีขึ้นเลยหรือ?”เย็นวันนั้น เจิ้นกั๋วกงเข้ามาในห้องของจี้ซื่อเฉิน สังเกตเห็นท่าทางเหม่อลอยของนาง จึงถามด้วยความกังวล“แปลกจริง แม่นมของเจ้าก็แข็งแรงดีมาตลอด เหตุใดนางถึงฟื้นตัวจากโรคเพียงโรคเดียวได้ช้านัก”“ข้า... ข้าก็ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะนางแก่มากแล้วก็ได้”จี้ซื่อเฉินไม่ทราบจะตอบคำถามของเจิ้นกั๋วกงอย่างไร จึงกล่าวออกไปอย่างคลุมเครือ“อืม เช่นนั้นก็อย่ากังวลไปนักเลย ทุกคนล้วนมีชะตากรรมของตัวเอง คอยส่งยาบำรุงให้นางจนกว่าจะหายดี นั่นก็น่าจะพอแล้ว”เจิ้นกั๋วกงกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย บ่งบอกว่าในฐานะเจ้านาย เขาทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว“เข้าใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปเอามาเพิ่ม”กล่าวจบ นางก็ปรนนิบัติเจิ้นกั๋วกงและเตรียมตัวพักผ่อน“ท่านพี่ หากข้าทำสิ่งใดผิดพลั้งไป ท่านจะให้อภัยข้าหรือไม่?”หลังจากเป่าเทียนดับแล้ว จี้ซื่อเฉินก็เอนกายลงบนเตียง ทว่าไม่อาจข่มตาหลับ ได้แต่พลิกตัวไปมา“เจ้าคิดมากอีกแล้ว เจ้าจะทำอะไรผิดได้อย่างไร? เอาละ นอนเถอะ พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าวังแต่เช้า!”น้ำเสียงของเจิ้นกั๋วกงเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย จากนั้น เขาก็พลิกตัวแล้วหลับไปอย่างรวดเร็วจี้ซื่อเฉินนิ่งเงียบอยู่นาน ขณะจ้องมองแผ่นหลังของเจิ้นกั๋วกง กระทั่งแสงอรุณรุ่งเริ่มทอแสงนอกหน้าต่าง นางจึงหลับตาลงในที่สุดณ จวนองค์หญิงถังฉีสวมชุดผ้าโปร่งสีเขียวอ่อน โดยมีสายรัดเอวที่ยิ่งขับเน้นทรวดทรงที่เพรียวบางของนางเวลานี้ นางกำลังนั่งอยู่บนชิงช้าในสวน เพลิดเพลินไปกับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น“องค์หญิง ซื่อจื่อมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ตู้เยว่เหนียงวิ่งเข้ามาพร้อมรอยยิ้มร่า“พี่จ้าวมางั้นหรือ?”ใบหน้าของถังฉีฉายแววประหลาดใจ ด้วยคิดว่าช่วงนี้จ้าวไป่จือคงกำลังยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาในจวน เหตุใดถึงมีเวลามาที่นี่ในวันนี้ได้?“อะไรกัน? ข้ามาไม่ได้หรือ?”จ้าวไป่จือเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาอาบรอยยิ้มจางๆ“เปล่าเลย ข้าเพียงคิดว่าพักนี้ท่านน่าจะกำลังยุ่ง”เห็นดังนั้น ถังฉีกำลังจะลงจากชิงช้า แต่ถูกจ้าวไป่จือรั้งตัวไว้อย่างอ่อนโยน“นั่งต่อเถอะ เจ้าดูเปล่งประกายสดใสมากเมื่ออยู่บนชิงช้า”สดับวาจา ถังฉีก็อดจ้องเขาตาเขม็งมิได้“อะไรกัน? ไม่ได้พบหน้ามาหลายวัน ท่านดูมีคารมคมคายขึ้นเป็นกอง มีสาวน้อยคนไหนสอนท่านเรื่องนี้? หรือว่าท่านไปร่ำสุรากับใครมา?”“เปล่าเลย ดังที่เจ้ากล่าว พักนี้ข้ายุ่งมาก”จากนั้น จ้าวไป่จือก็ไกวชิงช้าเบาๆ“แล้วเหตุใดวันนี้ท่านถึงมาที่นี่ได้?”“เพราะข้าคิดถึงเจ้า” จ้าวไป่จือกล่าวอย่างจริงจัง สายตาของเขาจ้องมองถังฉีอย่างตั้งใจ“และเวลานี้ สิ่งเดียวที่ข้าต้องทำคือรออย่างอดทนให้ปลากินเหยื่อ หากข้าใจเร็วด่วนได้ ทุกสิ่งที่ทำมาจะสูญเปล่า”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างไม่แยแส“ป่านนี้แล้ว เดาว่าชีวิตของเฉินฮูหยินคงยากลำบากไม่น้อย” ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ก็สมควรแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีต ข้าต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยทุกวัน”เมื่อกล่าวเช่นนี้ สีหน้าของจ้าวไป่จือเรียบเฉย ยากจะคาดเดาความคิดในจิตใจ“จริงอยู่ นางทำตัวเองทั้งนั้น”ถังฉีผงกศีรษะ นางเข้าใจถึงความสิ้นหวังและความไร้หนทางที่จ้าวไป่จือต้องทนทุกข์ในเวลานั้นและนางยังเข้าใจความเจ็บปวดทรมานของจี้ซื่อเฉินในเวลานี้อีกด้วย“เอาละ อย่ากล่าวถึงคนร้ายกาจพวกนั้นให้ระคายหูเลย อีกไม่กี่วัน ข้าจะทำให้พวกเขาได้รับโทษในสิ่งที่ทำลงไป”หลังจากกล่าวเช่นนี้ จ้าวไป่จือก็ไกวชิงช้าแรงขึ้น จนถังฉีดูราวกับผีเสื้อที่กระพือปีกโบยบินในสายลมฤดูใบไม้ผลิ“เบาลงหน่อย เบาลงหน่อย! หากข้าตกขึ้นมาจะทำอย่างไร?”เมื่อเห็นว่าชิงช้าเริ่มเหวี่ยงสูงขึ้น ถังฉีก็อดแสดงสีหน้าวิตกกังวลมิได้“อย่ากลัวไปเลย ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าไม่ทำให้เจ้าตกแน่ๆ”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างมั่นใจทั้งสองเล่นกันในสวนสักพัก ก่อนจะย้ายไปที่ศาลาเวลานี้ ถังฉีรู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อย“เยว่เหนียง เอาใบสนที่ข้าแช่น้ำไว้วันก่อนมาให้ที!”ได้ยินคำขอของถังฉี ตู้เยว่เหนียงก็รีบเดินเข้าไปข้างในและนำอ่างใส่ใบสนที่ถังฉีแช่ไว้ก่อนหน้านี้ออกมา“องค์หญิง เหตุใดใบสนที่แช่ไว้ถึงกลายเป็นสีดำ? แล้วก็มีฟองอากาศอยู่ข้างในด้วย”ตู้เยว่เหนียงวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง“อืม ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่ข้าคาดไว้”ถังฉีจ้องมองใบสนในอ่าง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า“องค์หญิง หรือท่านตั้งใจจะทำสมุนไพรไล่หนู? แต่ในจวนองค์หญิงของเราไม่มีหนูเลยนะเจ้าคะ” ตอนที่ 643: เข่อเล่อ“เอ๊ะ...”ถังฉีไม่คาดคิดว่าตู้เยว่เหนียงจะกล่าวเช่นนี้ทันใดนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างมาก“ใบสนพวกนี้ ข้าต้มไว้ให้เจ้าดื่ม” กล่าวจบ นางก็หยิบถ้วยที่อยู่ใกล้ๆ แล้วรินน้ำสีดำๆลงไปน้ำสีดำไหลรินลงในถ้วย ก่อนจะปรากฏฟองฟู่ขึ้นมา“นี่…”ตู้เยว่เหนียงไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน สีหน้าของนางเผยความตระหนกทันที“องค์หญิง น้ำสีดำนี้ดื่มได้จริงๆหรือเจ้าคะ? ข้าว่ามันดูน่ากลัวออก” ตู้เยว่เหนียงกล่าวพลางจ้องมองน้ำสีดำในถ้วยด้วยสีหน้าแปลกๆ“น้ำดำนี้เป็นของดีทีเดียว เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่อยากดื่ม?” กล่าวจบ ถังฉีก็ยื่นถ้วยให้กับตู้เยว่เหนียง“ไม่ ไม่ ไม่ ข้ายังรักชีวิตของข้าอยู่” ตู้เยว่เหนียงส่ายศีรษะอย่างแรง ราวกับน้ำในถ้วยตรงหน้าคือยาพิษ ดวงตาจับจ้องไปถ้วยในมือของถังฉีอย่างไม่วางตา“จุจุ...หากเวลานี้เจ้าไม่ดื่ม เจ้าจะต้องเสียใจแน่ๆ และหลังจากนี้ข้าก็จะไม่ให้เจ้าดื่มแล้วด้วย”สดับวาจาของถังฉี ใบหน้าของตู้เยว่เหนียงก็เต็มไปด้วยความลังเล“ข้าจะดื่ม!”เมื่อนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์หญิงเคยทำมาก่อน โดยเฉพาะอาหารอันโอชะ ตู้เยว่เหนียงก็รู้สึกเหมือนมีมีดมาจ่อที่คอจากนั้น นางก็รับถ้วยจากมือของถังฉี นำไปจ่อที่ริมฝีปากและจิบเบาๆพลันนั้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างทันที“เป็นอย่างไรบ้าง? รสชาติดีหรือไม่?”ถังฉีเคยเห็นในแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นๆที่ผู้คนทำโคล่าด้วยใบสน นางจึงลองทำดูเป็นครั้งแรก เมื่อพิจารณาจากสีน้ำในถ้วยแล้ว นางคิดว่าผลลัพธ์น่าจะออกมาดีทีเดียว“องค์หญิง น้ำใบสนนี้เหมือนมีชีวิต ราวกับมันกำลังกัดลิ้นของข้า” ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก นางรีบวางโคล่าที่เหลือลงทันที“ฮาฮา… นั่นคือรสชาติซาบซ่าตามธรรมชาติของ 'เข่อเล่อ' พอดื่มไปสักพักจะเริ่มชิน และจะกลายเป็นดื่มเท่าไรก็ไม่พอ”ถังฉีดูจะอารมณ์ดีมากทีเดียว นางจึงรินโคล่า หรือเข่อเล่อในภาษาจีนใส่อีกถ้วยหนึ่งแล้วจิบเบาๆหลังจากนั้นไม่นาน ความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยก็แพร่กระจายอยู่ในปาก“องค์หญิง รีบคายออกมาเถอะเจ้าค่ะ น้ำสีดำนั่นจะกัดลิ้นท่าน!” เมื่อเห็นเช่นนี้ ตู้เยว่เหนียงก็เริ่มวิตกกังวลนางเดินไปรับถ้วยจากถังฉี แต่หลังจากลังเล นางก็ค่อยๆก้าวถอยกลับไป“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าหากดื่มอีกต่อไปอีกสักพัก เจ้าจะชินไปเอง และมันก็ไม่ได้กัดลิ้นเจ้าด้วย”ถังฉียิ้มจางๆ จากนั้นก็รินโคล่าอีกถ้วยหนึ่ง ส่งให้จ้าวไป่จือ“ลองชิมสิ”“เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าเข่อเล่อหรือ?” จ้าวไป่จือรับถ้วยจากถังฉี จากนั้นจึงถามด้วยสีหน้าสับสน“ใช่แล้ว เนื่องจากถูกเรียกขานว่า ‘น้ำแห่งความสุขของคนอ้วน’ มันจึงทำให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขมากเมื่อได้ดื่ม!”หลังจากดื่มโคล่าหมดถ้วย ถังฉีก็กล่าวด้วยสีหน้าเบิกบานใจ“ช่างเป็นชื่อเรียกที่แปลกประหลาดเสียจริง” จ้าวไป่จือกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ“แน่นอนว่าองค์หญิงอย่างข้าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”เมื่อถึงจุดนี้ ถังฉีรู้สึกว่าตนเองออกจะพูดมากไปสักหน่อย“เอาละ รีบดื่มเถอะ เข่อเล่อมีเท่านี้เอง ข้าเพียงทดลองดูว่าจะทำสำเร็จหรือไม่”กล่าวจบ นางก็รินโคล่าให้ตนเองอีกถ้วยหนึ่งและกระดกดื่มอึกใหญ่ สีหน้าของนางบ่งบอกความพึงพอใจอย่างแท้จริงเมื่อจ้าวไป่จือเห็นดังนั้น เขาก็ไม่ลังเลใจและดื่มโคล่าเลียนแบบถังฉี เป็นไปดังที่ตู้เยว่เหนียงกล่าว น้ำสีดำคล้ายจะกัดลิ้นของเขาจริงๆอย่างไรก็ตาม สีหน้าของเขายังคงสงบ ก่อนจะจิบต่ออีกสองสามครั้ง“เป็นอย่างไรบ้าง? รสชาติของเข่อเล่ออร่อยดีใช่หรือไม่? ข้าใส่น้ำตาลกำลังดี คราวหน้าจะทำเพิ่มอีก และเมื่อฤดูร้อนมาถึง ข้าจะใส่เข่อเล่อลงในบ่อน้ำด้วย จะได้สดชื่นและเย็นสบาย”ใบหน้าของถังฉีเป็นประกายด้วยความสุข“อร่อยดีทีเดียว”หลังจากดื่มไปสองสามอึก จ้าวไป่จือก็ยอมรับ และเพลิดเพลินกับรสชาติเมื่อเห็นทั้งสองคนเอร็ดอร่อยกับโคล่า ตู้เยว่เหนียงก็หยิบถ้วยที่เพิ่งดื่มไปขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“ข้าก็อยากดื่มเหมือนกัน! ในเมื่อองค์หญิงเป็นคนทำ ต้องไม่ทิ้งให้เสียเปล่า!” กล่าวจบ นางก็เลียนท่าทางของถังฉีและดื่มโคล่าอึกใหญ่“ฮาฮา... อย่ากังวลไปเลย เข่อเล่อไม่ได้มีพิษสักหน่อย หรือต่อให้มีพิษ เสี่ยวเหอยังอยู่ที่ฝูโจว ดังนั้นมันฆ่าเจ้าไม่ได้หรอก”เมื่อเห็นท่าทางของตู้เยว่เหนียงขณะดื่มโคล่าอย่างกล้าหาญ ถังฉีก็อดหัวเราะเบาๆมิได้สดับวาจา ตู้เยว่เหนียงก็หน้าแดงเล็กน้อยนางคิดว่าน้ำโคล่าสีดำนี้มีพิษจริงๆจ้าวไป่จือมองรอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของถังฉี มุมปากของเขากระตุกยิ้มเบาๆไม่นาน ทั้งสามก็ดื่มโคล่าจนหมดแม้ทีแรกจะดูเหมือนมีเยอะมาก แต่เมื่อแบ่งให้ทั้งสามคน ก็พบว่ามันไม่ได้เยอะเลย“อันที่จริง น่าจะใส่น้ำแข็งลงไปสักหน่อย”หลังจากดื่มโคล่าในถ้วยหมดแล้ว ถังฉีก็เผยสีหน้าเสียดาย ตำหนิตนเองว่าเหตุใดไม่นึกออกให้เร็วกว่านี้“อากาศเช่นนี้ กินน้ำแข็งมากเกินไปไม่ดีหรอก”จ้าวไป่จือกล่าวพลางยื่นมือไปแตะจมูกของนาง“ไม่เห็นเป็นไร ข้าไม่ได้ดื่มทุกวันสักหน่อย อีกอย่าง สุขภาพของข้าก็ดีมากเลยด้วย” ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มไม่แยแส นางไม่ได้อ่อนแอ และการดื่มโคล่าเล็กน้อยก็ไม่ใช่ปัญหาอย่างไรก็ตาม นางทราบดีว่าจ้าวไป่จือเพียงเป็นห่วงนางเท่านั้น“อันที่จริง อาหารปิ้งย่างจะอร่อยยิ่งขึ้นหากกินคู่กับ ‘ผีจิ่ว’ แต่การหมักสุราผีจิ่วก็ยุ่งยากไม่น้อย”** เบียร์ ในภาษาจีน คือ ผีจิ่วถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าสับสน“ผีจิ่วคืออะไร?”เมื่อจ้าวไป่จือได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก จึงถามด้วยสีหน้าสงสัย คิดในใจว่าผีจิ่วจะต้องเป็นอะไรบางอย่างในที่ที่ถังฉีจากมา“สุราผีจิ่ว อาหารปิ้งย่าง และกุ้งมังกรน้อย ถือเป็นอาหารชั้นเลิศในชีวิต อาหารปิ้งย่างและกุ้งมังกรน้อยนั้นปรุงไม่ยาก แต่กระบวนการหมักสุราผีจิ่วค่อนข้างซับซ้อน และยังใช้ธัญพืชมากมายอีกด้วย”แม้จะมีธัญพืชจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในห้วงมิติ แต่นางก็ไม่สามารถหยิบออกมาใช้อย่างเปิดเผยได้!“หากต้องใช้ธัญพืชมากมายถึงเพียงนั้น คงจะยากสักหน่อย”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างครุ่นคิดท้ายที่สุดแล้ว ในยุคสมัยนี้ การจัดสรรอาหารให้เพียงพอนั้นถือเป็นเรื่องยากมากอยู่แล้ว หากจะนำธัญพืชมาหมักเบียร์ ก็อาจสิ้นเปลืองจนทำให้ราษฎรต้องทุกข์ทรมานจากความหิวโหย ตอนที่ 644: สุราผีจิ่ว“อย่างไรก็ตาม หากเราหนักเพื่อดื่มเองคงจะไม่เสียเมล็ดธัญพืชมากนัก และผีจิ่วก็ไม่ใช่สุราฤทธิ์แรง ดื่มแล้วไม่เมาง่าย”ยิ่งถังฉีกล่าวมากเท่าไร นางก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น“ในเมื่อเจ้าชอบก็ลงมือเลยเถอะ ข้ามีที่ดินหลายแห่งในเมืองหลวง และปีนี้ ข้าจะให้ที่ดินเหล่านั้นปลูกธัญพืช เมื่อถึงเวลา เจ้าจะหมักสุราผีจิ่วได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ”เห็นสีหน้าทุกข์ใจของถังฉี จ้าวไป่จือก็รู้ว่านางต้องชอบสุราผีจิ่วนี้มากแน่ๆนอกจากนี้ เข่อเล่อหรือโคล่าก็มีรสชาติดีทีเดียว“ข้ามีธัญพืชอยู่! มีเยอะเลยด้วย!”“ปล่อยให้ที่ดินปลูกอะไรก็ได้ตามต้องการเถอะ ข้ายังซื้อที่ดินบางส่วนในเมืองหลวงด้วย”เมื่อถังฉีเอ่ยถึงเรื่องนี้ นางก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันทีตอนนั้น นางซื้อข้าวที่ผ่านการสีมาแล้ว!หากนางมีข้าวสารหรือข้าวสาลีที่ยังไม่ผ่านการสีสักถุงหนึ่ง คงจะดีกว่านี้มากด้วยวิธีนั้น นางสามารถปลูกพืชผลในไร่นาของตนเองได้ โดยให้ผลผลิตหลายร้อยกิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งคงทำให้ผู้คนในยุคสมัยนี้ตะลึงไม่น้อย!เวลานี้ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่นางสามารถทำได้ในที่ดินของตนเอง คือประมาณสองร้อยกิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งยังถือว่าให้ผลผลิตสูง“ไม่เป็นไร หากเราทำได้ไม่มาก เราก็เก็บไว้ดื่มเอง หรือเอาไว้เลี้ยงแขกในจวนก็ได้” จ้าวไป่จือกล่าวด้วยรอยยิ้มได้ยินดังนั้น ถังฉีก็ผงกศีรษะ“จริงด้วย สุราผีจิ่วเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสีย เราสามารถดื่มกับกุ้งมังกรน้อย และอาหารปิ้งย่างเสียบไม้ได้ นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิต”เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ อารมณ์ของถังฉีก็ดีขึ้นทันทีในอีกไม่กี่เดือน ฤดูร้อนก็จะมาถึง และนางจะได้เพลิดเพลินกับเบียร์เย็นๆที่แช่อยู่ในบ่อน้ำ คงเป็นความสุขที่เหลือเชื่อมากทีเดียว!“แต่ตำราที่ข้ามี ไม่ได้เปิดเผยวิธีหมักสุราผีจิ่วมากนัก ข้าคงต้องค่อยๆทดลองหมักดู”ถังฉีกล่าว สีหน้าดูอ่อนใจเล็กน้อย“ไม่เป็นไร ค่อยๆทำไปเถอะ ยังเหลือเวลาอีกสองสามเดือนก่อนถึงฤดูร้อน”จ้าวไป่จือปลอบใจนางอย่างอ่อนโยน“พรุ่งนี้ข้าจะให้คนเอาธัญพืชมาให้เจ้า”กล่าวจบ เขาก็ยืนขึ้น“ท่านจะไปแล้วหรือ? ไม่อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อน?” ถังฉีถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเขาลุกขึ้น“อืม ข้าแค่ผ่านมาและแวะมาหาเจ้า เข่อเล่อวันนี้รสชาติดีมาก คราวหน้าช่วยทำเพิ่มให้ข้าเอาติดตัวไปด้วย”จ้าวไป่จือกล่าวขณะมองไปยังถ้วยเปล่าซึ่งเหลือเพียงใบสนอยู่บนโต๊ะแม้เขาจะยังไม่ชินกับรสชาติของโคล่า แต่ในเมื่อถังฉีชอบมันมาก เขาก็จะลองดื่มให้มากขึ้น“ได้เลย ครั้งหน้าข้าจะทำมากกว่านี้”ถังฉีผงกศีรษะ จากนั้น เพียงสะกิดปลายเท้าเบาๆ จ้าวไป่จือก็กระโดดขึ้นไปบนกำแพงสวน ก่อนจะหายลับไปจากสายตา“ฮึ่ม เหลือเกินจริงๆ จวนองค์หญิงของข้าไม่มีประตูหรืออย่างไร? ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวก็ข้ามกำแพงมาเสมอ!”ใบหน้าของถังฉีเผยความหงุดหงิด แต่นางไม่ได้ริษยาในวิชาตัวเบาของจ้าวไป่จืออย่างแน่นอน!“เยว่เหนียง ไปเก็บใบสนมาให้หน่อย เอาโหลแก้วที่เหลือในห้องเก็บของออกมาด้วย ข้าจะทำเข่อเล่อเพิ่ม”“เจ้าค่ะ องค์หญิง!”ได้ยินเช่นนี้ ตู้เยว่เหนียงก็รีบออกไปขั้นแรก นางเรียกคนรับใช้มาช่วยกันเก็บใบสนและล้างให้สะอาด ก่อนจะนำโหลแก้วออกมาจากห้องเก็บของอย่างระมัดระวังถังฉียังให้พวกเขาไปเอาน้ำตาลและส่วนผสมอื่นๆจากห้องครัว ขณะที่นางรอพวกเขาอยู่ในศาลาไม่นานหลังจากนั้น ตู้เยว่เหนียงก็กลับมาพร้อมกับคนรับใช้กลุ่มหนึ่ง แต่ละคนถือโหลแก้วคนละใบ“องค์หญิง ข้าเอาโหลแก้วทั้งหมดจากห้องเก็บของมาแล้ว เท่านี้พอหรือไม่เจ้าคะ?”“พอแล้ว เพราะการทำเข่อเล่อด้วยใบสนไม่ได้ใช้เวลาหลายวัน และเราคงดื่มได้ไม่มาก”ถังฉีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“แต่หากคุณชายฉีทราบเรื่องนี้ และต้องการขายเข่อเล่อที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล...”ตู้เยว่เหนียงชะงักกลางประโยค มองไปยังถังฉีด้วยสายตาใสซื่อ“เช่นนั้นก็ให้เขาหาโหลแก้วมาเองสิ”ถังฉีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ หลายปีมานี้ แม้นางจะหาเงินได้มามากมายก่ายกอง แต่นางก็ยังใช้จ่ายอย่างประหยัดและไม่เคยฟุ่มเฟือย“น่าเสียดายที่ข้าไม่รู้ว่าจะต้องผลิตแก้วอย่างไร มิฉะนั้นเราอาจทำเงินได้มากมาย”กล่าวจบ ถังฉีก็เผยสีหน้าจนใจ ทราบว่าการผลิตแก้วนั้นทำกำไรได้มากกว่าการทำอาหารมาก และไม่ต้องใช้ความยุ่งยากมากนัก แค่มีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ไม่กี่คนก็เพียงพอแล้วแต่นางก็ยังอิ่มเอมใจ เพราะหอยมุกน้ำจืดที่นางเพาะเลี้ยงไว้หลายปีก็สร้างรายได้ให้นางพอสมควรแล้ว จึงไม่ควรโลภมากจนเกินไป“องค์หญิง แก้วเป็นสิ่งที่ผลิตขึ้นมา? นี่ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาหรอกหรือ?”ได้ยินดังนั้น ตู้เยว่เหนียงก็มีสีหน้าตกใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินเรื่องการผลิตแก้ว“แน่นอนว่ากระจกก็ทำได้เช่นกัน เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ต้องกระเบียดกระเสียรถึงเพียงนี้!”สดับวาจา ตู้เยว่เหนียงก็มองไปยังโหลแก้วตรงหน้าผู้ใดกันในเมืองหลวงที่สามารถซื้อโหลแก้วจำนวนมากได้ในครั้งเดียว?องค์หญิงของนางกำลังถอนหายใจอยู่ที่นี่ แต่หากสตรีสูงศักดิ์คนอื่นในเมืองหลวงได้ยินเรื่องนี้ พวกนางคงจะงุนงงอย่างยิ่ง!“องค์หญิง ข้าล้างใบสนเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”เมื่อตู้เยว่เหนียงทำความสะอาดขวดโหลเสร็จแล้ว สาวใช้ก็นำใบสนที่ล้างแล้วมาให้“นำไปใส่ตะแกรงแล้วสะเด็ดน้ำออก”ถังฉีกล่าวอย่างสบายๆ และสาวใช้ก็ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่อิดออดแม้พวกนางจะไม่ทราบเลยว่าองค์หญิงต้องการใบสนเหล่านี้ไปทำอะไรหลังจากนั่งดื่มชาในศาลาสักพัก ใบสนก็แห้งสนิท“พวกเจ้าทุกคนออกไปได้แล้ว”เมื่อถึงจุดนี้ ถังฉีก็ยืนขึ้นและโบกมือไล่สาวใช้ออกไป“องค์หญิง เราควรทำเหมือนครั้งที่แล้วหรือไม่?” ตู้เยว่เหนียง ที่ปรึกษาที่ถังฉีไว้วางใจตั้งแต่พานางมาจากหมู่บ้านตระกูลถังถามด้วยความคุ้นเคย“อืม ใส่ใบสนก่อน แล้วค่อยใส่น้ำตาลทีหลัง…”ถังฉีสั่งสอนขณะที่พวกเขาเดินไป และในไม่ช้า ทั้งสองก็เติมน้ำในขวดโหลจนเต็มหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ถังฉีก็ปิดโหลให้แน่น“ให้ใครสักคนยกโหลแก้วเหล่านี้ไปไว้ในห้องของข้าหน่อย”หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ยืดตัวอย่างเกียจคร้าน และเดินไปที่ห้องนอนของตนเอง“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่! ข้าเพิ่งได้ยินจากคนรับใช้ว่าพี่จ้าวมาวันนี้หรือ?”ถังซานรีบวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ทันทีที่เข้ามาในห้องของถังฉี เขาก็กวาดตามองไปรอบๆห้อง ตอนที่ 645: เพื่อการแต่งงานของซานจือ“ใช่แล้ว พี่จ้าวเพิ่งมา แต่เขาเพิ่งกลับออกไปไม่นานนี้เอง เจ้ากำลังตามหาเขาอยู่หรือ?”เมื่อถังฉีเห็นถังซานน้องชายของนางรีบวิ่งเข้ามาอย่างกระวนกระวาย นางก็อดถามด้วยสีหน้าสงสัยมิได้“ช่วงนี้ ทักษะการต่อสู้ของข้าพัฒนาขึ้นมาก จึงอยากประลองฝีมือกับพี่จ้าว แต่โชคไม่ดี เขาออกไปเสียแล้ว” ถังซานกล่าว สีหน้าจนใจเมื่อทราบว่าจ้าวไป่จือกลับไปแล้ว“พี่จ้าวของเจ้ายุ่งมากในช่วงนี้ หากไม่มีอะไรเร่งด่วนก็อย่าไปรบกวนเขาเลย รอให้เขาเสร็จธุระก่อนค่อยประลองกับเขาเถอะ”ถังฉียิ้มกล่าว เพราะทีแรกนางคิดไปว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น“อย่างนี้นี่เอง! สงสัยอยู่เชียวว่าเหตุใดช่วงนี้ข้าถึงไม่เจอพี่จ้าวเลย” ถังซานผงกศีรษะอย่างเข้าใจและเตรียมจะจากไป“ซานจือ รอก่อน เจ้าไม่ได้ลืมอะไรไปหรือ?”ขณะที่เขากำลังจะออกไป ถังฉีก็ร้องเรียกเขา“อะไรหรือ พี่ใหญ่ ข้าลืมอะไรไป?” ถังซานชะงักฝีเท้าและหันกลับมาด้วยสีหน้าสับสน“อย่าลืมสิ วรยุทธ์ของเจ้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพี่จ้าว เจ้าสามารถประลองฝีมือกับถังซันก่อนก็ได้!”“จริงด้วย เหตุใดข้าจึงคิดไม่ถึง? พี่สาวถังซันอยู่ที่ไหนหรือ?”ได้ยินข้อเสนอแนะของถังฉี ถังซานก็กวาดตามองไปรอบๆห้อง“ไม่ต้องหาหรอก ข้าให้นางออกไปข้างนอก แต่นางจะกลับมาเร็วๆนี้”เมื่อเห็นสีหน้าวิตกกังวลของน้องชาย ถังฉีก็เผยรอยยิ้มจางๆ“เข้าใจแล้ว!”ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนั้น ถังซานก็นั่งลงอย่างไม่รีบร้อนเมื่อตู้เยว่เหนียงสังเกตเห็น นางก็ยกกาน้ำชามาวางไว้ตรงหน้าเขา“ไปเตรียมขนมให้ซานจือหน่อย เขาเพิ่งฝึกวรยุทธ์เสร็จ คงจะหิวมาก” ถังฉีสั่งอย่างไม่ใส่ใจได้ยินดังนั้น ตู้เยว่เหนียงก็รีบผงกศีรษะและไปที่ห้องครัวทันทีไม่นานหลังจากนั้น นางก็นำขนมอบหน้าตาน่าอร่อยกลับมาหลายชิ้นถังซานไม่ลังเลเลยและกินไปเกือบครึ่งหนึ่งในเวลาไม่นาน เวลานี้ ท้องของเขาป่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเป็นเพราะเติบโตมาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เขาจึงไม่ใช่คนเรื่องมากเรื่องอาหารการกิน แม้แต่ขนมยังกินอย่างเอร็ดอร่อยแม้ชีวิตจะดีขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ แต่เขาก็ไม่ได้มีนิสัยฟุ่มเฟือย“พี่ใหญ่ ได้ยินว่าพี่จ้าวมีธุระต้องสะสาง มีความคืบหน้าบ้างหรือไม่?”หลังจากอิ่มท้อง ถังซานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะมองไปยังถังฉีด้วยสีหน้าใคร่รู้“เรื่องนั้น อาจจะใกล้จบลงในไม่ช้า แต่ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ไม่อาจคาดเดา ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเจ้าพี่น้องต้องระมัดระวังและปกป้องตัวเองเป็นพิเศษ”ถังฉีไม่ได้กล่าวแบบไร้จุดหมายเวลานี้ ศีรษะของถังซานปกคลุมด้วยรัศมีสีดำจางๆ แต่ก็ไม่ชัดเจนนัก บ่งบอกว่าเรื่องเลวร้ายอาจเกิดขึ้น หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้“เข้าใจแล้ว ข้าจะอยู่แต่ในจวนและฝึกฝนวรยุทธ์ต่อไปก็แล้วกัน” ถังซานกล่าวพลางชี้จานเปล่าตรงหน้า จากนั้นก็มองไปยังตู้เยว่เหนียง“ขนมพวกนี้คืออะไร? ช่วยเตรียมให้ข้าอีกชุดได้หรือไม่? ข้าอยากเอาไปฝากหวานหว่าน”กล่าวจบ ถังซานก็ไม่กล้าเงยหน้าสบตาถังฉี ด้วยเกรงว่าจะเห็นแววล้อเลียนในดวงตาของนาง“นี่คือขนมดอกกุ้ยฮวา หรือดอกหอมหมื่นลี้ที่องค์หญิงทำ อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ” ตู้เยว่เหนียงกล่าวขณะเดินไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมขนมดอกกุ้ยฮวาเพิ่ม“หวานหว่านเป็นเด็กดีทีเดียว เจ้าวางแผนจะสู่ขอนางเมื่อไร?” ถังฉียิ้มจางๆเมื่อกล่าวถึงหวานหว่าน“เอ่อ... เรายังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย!”ถังซานเขินอายและรู้สึกว่าใบหน้าของเขาแดงเล็กน้อย สีหน้าที่เคยซีดเวลานี้เริ่มมีเลือดฝาด“หากมีอะไรก็บอกพี่สาวของเจ้ามาตรงๆเถอะ ในเมื่อเจ้าชอบนาง ข้าจะสนับสนุนเจ้าอย่างแน่นอน”ได้ยินกำลังใจจากถังฉี ความกังวลเล็กๆน้อยๆของถังซานก็หายไป“ข้าเกรงว่าท่านจะคัดค้านหากข้าเสนอเร็วเกินไป อย่างไรเสีย ข้าก็ยังไม่ได้ลงหลักปักฐานเลยด้วยซ้ำ”“แม้การสร้างอาชีพและการเริ่มต้นสร้างครอบครัวจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่หลังจากที่เจ้ามีงานมีการทำแล้ว สตรีที่เจ้าแต่งงานด้วย จะเป็นคนที่เจ้ารักมากที่สุดมิใช่หรือ?”ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ“ชื่อเสียงเงินทองนั้น เจ้ามีเวลาทั้งชีวิตที่จะตามหาและไขว่คว้า แต่สตรีที่เจ้ารักนั้นมีวาสนาได้พบพานเพียงครั้งเดียว หากปล่อยนางไป เจ้าจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ดังนั้น จงทำในสิ่งที่เจ้าปรารถนา และอย่าพลาดพลั้งในการตัดสินใจ แม้เจ้าจะเป็นขุนนางไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พี่สาวของเจ้ายังคงสนับสนุนเจ้าได้!”ถังฉียิ้มเมื่อนางกล่าวจบถังซานทราบว่าพี่สาวกำลังปลอบใจเขาอยู่ แต่เขาก็รู้สึกสบายใจมากขึ้นจริงๆ“ตกลง ข้าจะไปหารือกับท่านพ่อทีหลัง ดูว่าเราจะหมั้นหมายกันได้เมื่อไร พี่ใหญ่ ท่านก็ควรมาด้วย!”ถังซานกล่าวโดยไม่ลังเลและไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก เขาคว้ามือของถังฉีแล้วมุ่งหน้าไปที่ประตู“ไหนบอกจะหารือเรื่องนี้กับท่านพ่อ?”ถังฉียิ้มอย่างจนใจ แต่ก็เดินตามน้องชายของนางอย่างใกล้ชิดไปจนถึงห้องของถังอู่ขณะนั้น ถังอู่กำลังนั่งอยู่ในลานบ้านกับผู้อาวุโสฟาง จิบชาอย่างเพลิดเพลินเนื่องจากการมาถึงของผู้อาวุโสฟาง ถังอู่จึงใช้เวลาในการฝึกฝนจิตใจและร่างกาย โดยออกไปนอกบ้านเฉพาะเมื่อจำเป็น หรือเพื่อเรื่องของทางการเท่านั้นในช่วงเวลานี้ ถังอู่ดูสงบใจได้มากขึ้น โดยไม่เฉียบคมอย่างที่เขาได้แสดงมาก่อน“ท่านพ่อ!”“ผู้อาวุโสฟาง!”ทันทีที่ถังฉีเดินเข้ามา นางก็เห็นทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับชาและอดยิ้มมิได้“เหตุใดองค์หญิงผู้แสนยุ่งของเราถึงมาเยี่ยมเยือนในวันนี้ได้?” ผู้อาวุโสฟางทักทายด้วยรอยยิ้มระหว่างที่ผู้อาวุโสฟางพักอยู่ในจวนองค์หญิง ถังฉีก็มีงานยุ่งทุกวัน“ทุกอย่างก็เพื่อการแต่งงานของซานจือมิใช่หรือ?”ถังฉีกล่าวอย่างร่าเริงขณะเดินไปหาผู้อาวุโสฟาง ก่อนจะนั่งลงและรินชาให้ตนเอง“เพื่อการแต่งงานของซานจือ?”ได้ยินคำกล่าวของถังฉี สีหน้าของผู้อาวุโสฟางก็จริงจังมากขึ้นทันที“ใช่แล้ว ขณะที่เรายังมีโอกาส เราควรตกลงเรื่องหมั้นหมายกันเสียที ไม่เช่นนั้น อาจจะสายเกินไป”ได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสฟางผงกศีรษะอย่างครุ่นคิดสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเวลาใด บุตรสาวของเขาก็ต้องแต่งงาน หากถังซานแต่งงานกับนาง เขาก็วางใจได้ในที่สุด ตอนที่ 646: ขับไล่ไสส่ง?ทั้งสองครอบครัวจึงนั่งหารือกันถึงเรื่องการแต่งงานระหว่างถังซานและฟางหวานหว่านในที่สุด พวกเขาก็ได้ข้อสรุปเรื่องกำหนดการในอีกครึ่งเดือน ซึ่งบังเอิญเป็นฤกษ์ดีที่เหมาะสำหรับงานมงคลทุกอย่างผู้อาวุโสฟางไม่มีข้อโต้แย้งใดๆกับเรื่องนี้ในไม่ช้า ถังฉีและครอบครัวก็เริ่มจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการหมั้นหมายส่วนสินสอดนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นของที่มีคุณภาพดีที่สุด“พี่ใหญ่ ท่านพาข้ามาที่ห้องเก็บของทำไมหรือ?”ขณะเดินเข้าไปในห้องเก็บของ ถังซานมองถังฉีด้วยสีหน้าสับสน“ข้าพาเจ้ามาที่ห้องเก็บของ ก็เพื่อให้เจ้าเลือกของด้วยตัวเอง”ถังฉีชี้ไปยังกองสิ่งของมากมายในห้องเก็บของ“มีของหลายอย่างที่นี่ที่เป็นของพระราชทานจากฮ่องเต้ และพระองค์ก็ทรงอนุญาตให้ข้าตัดสินใจเองว่าจะจัดการกับของเหล่านี้อย่างไร ดังนั้น หากเจ้าชอบสิ่งใดก็เลือกไปได้เลย ไม่ต้องลังเล ถือเป็นเกียรติแก่ว่าที่ภรรยาของเจ้าด้วย”ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง ได้ยินดังนั้น ถังซานก็ส่ายศีรษะอย่างรวดเร็ว“พี่ใหญ่ เช่นนี้ไม่ดีแน่ ตลอดหลายปีมานี้ ข้าเก็บเงินได้มากพอสมควร พอจะจ่ายเองได้ทุกอย่าง หากท่านมอบของมีค่าให้ถึงเพียงนี้ ก็เท่ากับว่าข้าต้องพึ่งท่านในการหาสินสอดทองหมั้น คงน่าละอายเกินไป...”ถังซานส่ายศีรษะ ปฏิเสธข้อเสนอของถังฉีอย่างเด็ดขาด“เด็กคนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว ถึงกับปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมฟังพี่สาวของเจ้าเลยหรือ?”ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของถังฉีก็ฉายแววไม่พอใจ“พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงรู้สึกว่าเวลานี้ข้ารับผิดชอบตัวเองได้ และไม่ควรเอาแต่พึ่งพาท่านอีกต่อไปแล้ว”ถังซานกล่าวต่ออย่างหนักแน่น“หากใครคนหนึ่งต้องเสียสละเพื่อครอบครัวอยู่เสมอ ครอบครัวนั้นก็จะไม่ใช่ครอบครัวอีกต่อไป ของทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของข้าเพียงคนเดียว แต่พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนสนับสนุน ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลย!”เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ในห้องเก็บของ ถังฉีจึงกล่าวออกมาอย่างเปิดเผย“พี่ใหญ่…”สดับวาจาของถังฉี ถังซานก็รู้สึกว่าดวงตาของตนเองเริ่มมีน้ำตาคลอ“หากเจ้าไม่อยากเลือก เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าจัดการเอง” ถังฉีกล่าว ก่อนจะเริ่มรื้อค้นสิ่งของในห้องเก็บของ เพื่อเลือกของที่มีค่าที่สุดเมื่อเห็นดังนั้น ถังซานก็ตกตะลึง“ไม่รู้มาก่อนเลยว่าครอบครัวของเรามีทรัพย์สมบัติมากมายถึงเพียงนี้! แทบจะล้นห้องเก็บของ!”มองดูกองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ“นี่คือสิ่งที่เราค่อยๆสะสมมาตลอดหลายปี เมื่อถึงคราวเสี่ยวเหอแต่งงาน รับรองว่าเข้าจะปฏิบัติต่อพวกเจ้าทุกคนอย่างเป็นธรรม”ถังฉีกล่าวอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของถังซาน“หากเสี่ยวเหอได้ยินเรื่องนี้ คงคิดว่าท่านพยายามขับเขาออกจากจวนแน่”อย่างไรก็ตาม เมื่อน้องชายของนางแต่งงาน พวกเขาจะไม่สามารถพำนักอาศัยในจวนองค์หญิงได้อีกต่อไป“ข้าจะขับไล่ไสส่งพวกเจ้าได้อย่างไร? นี่เป็นแค่พิธีการเท่านั้น เมื่อถึงเวลา พวกเจ้าสามารถอยู่ในจวนองค์หญิงได้นานเท่าที่เจ้าต้องการเลย”ถังฉียิ้มกล่าว ก่อนจะเรียกคนรับใช้ให้มาขนสิ่งของที่นางเพิ่งเลือกออกไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถังซานเรียนรู้เรื่องต่างๆมามากพอควร และเนื่องจากเขาเคยช่วยถังฉีดูแลกิจการมาก่อน เขาจึงสามารถประเมินมูลค่าของสิ่งของเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว“พี่ใหญ่ สิ่งของเหล่านี้รวมกันแล้ว มูลค่าอย่างน้อยก็เกือบสามหมื่นตำลึงเงิน!”ถังซานมองถังฉีขณะที่นางกำลังเตรียมให้คนรับใช้เก็บของทุกอย่าง ความซาบซึ้งปรากฏบนใบหน้า“เงินทองเป็นของนอกกาย สำหรับข้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากของทั่วๆไป”สีหน้าของถังฉียังคงเฉยเมย ต่อให้พวกน้องชายขนของออกจากห้องเก็บของไปจนเกลี้ยง นางก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยเพราะทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าที่สุด ซ่อนอยู่ในห้วงมิติของนาง“ข้าจะย้ายของพวกนี้ไปไว้ในห้องของเจ้าก่อน ระหว่างนี้เจ้าควรอยู่แต่ในจวนและเตรียมตัวให้พร้อม อย่าเที่ยวไปเถลไถลที่ไหนอีก” ถังฉีกล่าวพลางทิ้งท้าย“ตกลง ข้าจะไม่ไปไหนแล้ว”ใบหน้าของถังซานที่เฝ้ารอการหมั้นหมายพลันเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ การเดินทางสู่ตงอิ๋งช่างคุ้มค่ายิ่งนัก“อืม ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เราไปที่ห้องอาหารกันก่อนดีกว่า ไม่อย่างนั้น ท่านพ่อคงส่งคนมาตามหาเราแน่”ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มจนใจในสายตาของถังอู่ ลูกๆของเขายังคงเหมือนเดิม — เป็นเด็กน้อยที่ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ดังนั้น ทุกวันเมื่อเขากลับมา เขาชอบนั่งรับประทานอาหารร่วมกับลูกๆส่วนใหญ่แล้ว เขาจะเป็นคนทำอาหารถังอู่ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย อันที่จริงแล้ว นอกจากเรื่องงานราชการ เขายังสนุกกับการพาสุนัขเดินเล่นมากกว่าด้วยซ้ำขณะรับประทานอาหารเย็น ถังฉีประกาศข่าวดีให้ทุกคนทราบว่าซานจือกำลังจะหมั้นหมายกับฟางหวานหว่านปกติแล้ว ฟางหวานหว่านจะมารับประทานอาหารพร้อมกับผู้อาวุโสฟาง แต่ในวันนี้นางกลับไม่อยู่ที่นั่น“อาจารย์ เหตุใดหวานหว่านยังไม่มา? นางไม่สบายงั้นหรือ?”เมื่อเห็นว่าฟางหวานหว่านไม่อยู่ ถังซานจึงอดแสดงสีหน้าเป็นกังวลมิได้“เปล่าเลย สาวน้อยคนนั้นแค่เขินอายเท่านั้นเอง กว่าจะตอบตกลงยังทำใจอยู่นาน ดังนั้นนางจึงไม่ได้มาในวันนี้”ผู้อาวุโสฟางหัวเราะเบาๆ หลังจากกล่าวเช่นนี้ ความกังวลของถังซานก็หายไป“ทำอาหารเพิ่มอีกสองสามจาน แล้วยกไปให้คุณหนูฟางด้วย” ถังฉีกล่าว ทราบว่าการเรียกหาหวานหว่านโดยตรงอาจไม่เหมาะสมในเวลานี้ ดังนั้นนางจึงสั่งให้คนรับทำอาหารมาเพิ่มผู้อาวุโสฟางเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าพึงพอใจถังฉีเป็นคนมีน้ำใจไมตรี และไม่ค่อยเข้มงวดจนเกินไปนัก ดังนั้น เขาจึงทราบว่าบุตรสาวของเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างดีเมื่อนางออกเรือนไปหลังจากนี้ ฟางหวานหว่านและถังซานก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ในจวนองค์หญิงได้อีก เนื่องจากไม่ใช่บ้านเรือนของราษฎรโดยทั่วไปการรับประทานอาหารเป็นไปอย่างเพลิดเพลิน และระหว่างนั้น ฟางหวานหว่านก็ส่งคนมาขอบคุณถังฉีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ผู้อาวุโสฟางก็ชวนถังซานไปเล่นหมากล้อมด้วยกัน“ในสนามรบ สถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเจ้าต้องใจเย็นเข้าไว้ การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด และช่วยให้เจ้านำพี่น้องของเจ้ากลับจากชายแดนได้”กระดานหมากล้อมระหว่างผู้อาวุโสฟางและถังซานกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ผู้อาวุโสฟางยังคงอธิบายอย่างใจเย็น“ขอบคุณที่ชี้แนะ อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว” ถังซานกล่าวด้วยความเคารพ และอีกไม่นานเขาอาจต้องเรียกผู้อาวุโสฟางว่าพ่อ“ฮาฮา… ดีๆๆ ข้าเจอคนที่เหมาะสมกับลูกสาวของข้าแล้ว ซานจือ เจ้าต้องดูแลนางดีๆ ไม่อย่างนั้น ข้าซึ่งเป็นอาจารย์ของเจ้า จะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆแน่!” ตอนที่ 647: แน่นอนว่าข้าไม่ได้บังเอิญผ่านมาแม้ผู้อาวุโสฟางจะกล่าวเช่นนี้ แต่เขาก็ยังพอใจในตัวถังซาน ว่าที่ลูกเขยของเขาผู้นี้มากจากนั้น เขาได้อธิบายกลยุทธ์เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ก่อนจะจากไปด้วยสีหน้าพึงพอใจถังฉียังแนะนำน้องชายของนางรีบไปพักผ่อนโดยเร็วในขณะที่พวกถังซานกำลังเตรียมตัวจะจากไป พวกเขาก็ถูกเรียกตัวไปที่ห้องหนังสือของถังอู่สำหรับสิ่งที่พวกเขาจะพูดคุยกัน ถังฉีไม่ได้ใส่ใจ— มันคงเป็นแค่บทสนทนาทั่วๆไปเท่านั้น“กลับมาแล้วหรือ?”ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง นางก็ถูกอ้อมแขนอันอบอุ่นโอบกอดไว้ทันที“ท่านมาที่นี่ทำไมหรือ?”ถังฉีไม่ได้ดิ้นรน แต่กลับเอนกายเข้าไปในอ้อมแขนของเขาอย่างเชื่อฟัง“เพราะข้าคิดถึงเจ้า” จ้าวไป่จือกล่าวเบาๆ พลางกุมมือของนาง และนำมาทาบไว้บนอก ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับหัวใจของเขาที่สุดมือของถังฉีประทับลงบนแผ่นอกของเขาอย่างแนบแน่น สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ“ปากหวานเสียจริงเชียว!”หลังจากนั้นไม่นาน ถังฉีก็ชักมือกลับ และจ้องมองเขาด้วยความหงุดหงิด“ข้าต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้านี้ให้กับเจ้า ช่วงนี้ข้าอ่านหนังสือมาหลายเล่ม จึงพอทราบวิธีที่จะทำให้หญิงสาวมีความสุข” เสียงของจ้าวไป่จือแผ่วเบาและกระซิบที่หูของนาง“ข้าไม่เหมือนสตรีคนอื่น การใช้กลอุบายเหล่านั้นกับข้าอาจให้ผลตรงกันข้าม”แม้นางจะกล่าวเช่นนี้ แต่ถังฉีกลับรู้สึกมีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นในใจ“เช่นนั้นบอกข้ามาหน่อยสิว่าเจ้าต่างจากพวกนางตรงไหน” จ้าวไป่จือถามอย่างจริงจัง พลางจับคางของนางไว้แน่นดวงตาสีดำสนิทของเขาจ้องมองนาง ราวกับพยายามอ่านบางอย่างที่แฝงในสายตานั้น“เอ๊ะ...”ถังฉีไม่คาดคิดว่าจ้าวไป่จือจะจริงจังกับคำกล่าวธรรมดา ธรรมดาของนางมากขนาดนี้“น...นี่... เจ็บนะ!”จ้าวไป่จือจับคางของนางแน่นขึ้นเล็กน้อย และใบหน้าของถังฉีก็เผยความอึดอัดเมื่อได้ยินคำกล่าวของนาง จ้าวไป่จือจึงปล่อยมือทันที โดยมีสีหน้าเสียใจเล็กน้อยเขาใจร้อนเกินไปหน่อย และไม่รู้ว่าตัวเองทำให้นางเจ็บ“พี่จ้าว ท่านเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนกันแน่?”ขณะที่จ้าวไป่จือกำลังงุนงง ถังฉีก็ผละจากอ้อมกอดของเขา มือเท้าเอว ใบหน้าเล็กๆของนางมีสีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย“ข้า... ข้าสอนตัวเอง”แน่นอนว่าจ้าวไป่จือไม่ต้องการบอกนางว่าเขาได้เรียนรู้เรื่องนี้จากตำรา“โอ้ ท่านสอนตัวเอง? ไม่ยักรู้ว่าท่านจะมีทักษะเช่นนี้ ข้านึกว่าท่านจะไปเรียนรู้มาจากหอนางโลมหรือที่ไหนสักแห่งเสียอีก!”เมื่อถังฉีกล่าวเช่นนี้ สีหน้าของจ้าวไป่จือก็เปลี่ยนไปทันที“ฉีฉี เจ้าเข้าใจผิดแล้ว! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าอยู่ในค่ายทหารมาตลอด ข้าไม่รู้จริงๆว่าจะต้องปฏิบัติตัวกับสตรีอย่างไร”จ้าวไป่จือกล่าวด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย หากเขารู้ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องน่าอึดอัด เขาคงไม่อ่านหนังสือเล่มนั้น หรือแม้แต่ทำตามคำแนะนำในนั้น!เมื่อเห็นสีหน้าของเขา ร่องรอยความรำคาญในใจของถังฉีก็มลายหายไป“ข้าคิดมาตลอดว่าท่านเป็นคนจริงจังมากกว่าใคร แต่เอาเข้าจริง ท่านก็สามารถทำเช่นนี้ได้เหมือนกัน”หากวิญญาณของนางไม่ได้มาจากยุคอื่น นางอาจตกตะลึงกับการกระทำอันน่าประหลาดใจของจ้าวไป่จือ“ใครบอกว่าข้าไม่จริงจัง? ที่ข้าสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ เพราะเจ้าเป็นว่าที่ภรรยาของข้าต่างหาก และนี่ก็เป็นการหยอกล้อเล่นกันระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น!”จ้าวไป่จือกล่าวอย่างจริงจังจริงๆแล้วหนังสือทั้งหมดนี้ เป็นเหล่าฮูหยินจ้าวที่มอบให้เขาอย่างลับๆนางทราบว่าจ้าวไป่จือคือผู้สืบทอดและรับผิดชอบดูแลเรื่องต่างๆในจวนเจิ้นกั๋วกง ดังนั้นนางจึงปรารถนาให้เขาแต่งงานกับถังฉีเร็วๆนี้ เพื่อที่นางจะได้อุ้มเหลนสักทีแต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามแผน การกระทำของจ้าวไป่จือไม่ได้ทำให้ถังฉีรู้สึกประทับใจเลย แม้แต่น้อย นางกลับรู้สึกว่ามันดูเลี่ยนไปสักหน่อยแน่นอนว่านางไม่ยอมรับว่าหัวใจของนางเต้นแรงเพียงใด จากการกระทำของเขาเมื่อครู่นางไม่สามารถปล่อยให้บุรุษผู้นี้ล่วงรู้ได้ว่า แท้จริงแล้วนางหน้าแดงและหัวใจเต้นแรงง่ายเพียงใด ไม่เช่นนั้น การกระทำเช่นนี้อาจเกิดขึ้นบ่อยยิ่งกว่าเดิม“เฮอะ... เรายังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย แล้วท่านยังจะมาล้อเล่นกันเช่นนี้อีก ช่างร้ายกาจจริงๆ!”ถังฉีจ้องมองจ้าวไป่จือด้วยความเย้ยหยัน“ข้าเพียงเป็นห่วงว่าเจ้าจะผิดหวัง ซานจือเองก็กำลังหมั้นหมายอย่างเปิดเผย...”จ้าวไป่จือกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยเขาเคยคิดจะซื้อของบางอย่างให้ถังฉี แต่สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้!เขารู้จักถังฉีเป็นอย่างดี แม้นางจะรับของขวัญนั้นไว้ นางก็จะซื้อบางอย่างให้เขาเป็นการตอบแทนอยู่ดี ดังนั้นจุดประสงค์ของการให้คืออะไร?“พี่จ้าว ท่านไม่จำเป็นต้องคิดเช่นนั้น ทุกคนล้วนมีชะตากรรมของตัวเอง ซานจือหมั้นหมายกับสตรีที่เขาหมายปอง เพราะนั่นคือชะตากรรมของพวกเขาทั้งคู่”เมื่อคิดว่าอีกไม่กี่วัน ซานจือและฟางหวานหว่านจะหมั้นหมายกันอย่างเป็นทางการ ถังฉีก็อดยิ้มมิได้“ส่วนเรื่องของพวกเรา ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้ ตอนกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลถัง พวกชาวบ้านก็รู้กันหมดแล้ว”ถังฉียิ้มกล่าวสดับวาจา จ้าวไป่จือก็หันไปเห็นดวงหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยนของนาง อารมณ์ขัดแย้งภายในใจของเขาอันตรธานหายไปทันที“จริงอยู่ เรามีชาวบ้านเป็นพยานนับไม่ถ้วน” จ้าวไป่จือกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นกันเมื่อคิดถึงชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลถัง จ้าวไป่จือก็รู้สึกพอใจมาก“เอาละ เอาละ อย่าคิดมากอีกเลย ในจวนมีเรื่องวุ่นวายมากพอแล้ว แค่นั้นยังไม่ทำให้ท่านปวดหัวอีกหรือ?”ถังฉีกล่าวพร้อมกับหันไปเปิดประตู“เยว่เหนียง ไปที่ห้องครัวแล้วเตรียมอาหารโปรดของซื่อจื่อมาให้ที”ถังฉีเดาว่าจ้าวไป่จือยังไม่ได้รับประทานอะไรมาได้ยินดังนั้น ตู้เยว่เหนียงจึงสังเกตเห็นว่าจ้าวไป่จืออยู่ในห้องมาสักพักแล้ว จึงผงกศีรษะอย่างรวดเร็วแล้วรีบออกไป“ฉีฉี เจ้าเอาใจใส่ข้าดีจริงๆ” จ้าวไป่จือกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ ขณะนั่งลงบนเก้าอี้“มิใช่ว่าข้าแค่ทำเพราะความเคยชินหรอกหรือ?” ถังฉีจ้องมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดโชคดีที่นางไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ไม่เช่นนั้น นางคงทนเขาที่เอาแต่ทำให้นางตกใจกับการปรากฏตัวกะทันหันของเขาไม่หยุดหย่อน“ไม่ต้องอ้างว่าท่านแค่ผ่านมาแถวนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะบังเอิญไปเสียทุกครั้ง”ถังฉีกล่าวขณะนั่งลงข้างๆจ้าวไป่จือและรินน้ำอุ่นใส่ถ้วยให้เขา“แน่นอนว่าข้าไม่ได้บังเอิญผ่านมา!” ตอนที่ 648: ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงามสดับวาจาของจ้าวไป่จือ ถังฉีก็นิ่งงันไปชั่วขณะนางไม่คาดคิดว่าจ้าวไป่จือจะกล่าวตรงไปตรงมาเช่นนี้“เหตุใดหมู่นี้เจ้าถึงเริ่มดื่มน้ำเปล่า?”จ้าวไป่จือจิบน้ำจากถ้วย ก่อนจะวางลงและถามด้วยความสับสน“เพราะใกล้เข้าหน้าร้อนแล้ว การดื่มน้ำเปล่าจึงดีต่อผิวพรรณ” ถังฉีตอบพลางรินน้ำใส่ถ้วยให้ตัวเองแม้แต่ในโลกเดิม นางก็ชอบดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ“โอ้? อย่างนั้นหรือ? นี่คงเป็นสิ่งที่พวกเสี่ยวเหอบอกเจ้ากระมัง? ไม่แปลกใจเลยที่ผิวพรรณของเจ้าถึงได้นวลเนียนนัก เป็นเพราะดื่มน้ำเปล่านี่เอง”เมื่อได้ยินคำอธิบายของถังฉี จ้าวไป่จือก็มองไปนางอย่างเข้าใจ"เปล่าเลย ผิวพรรณของข้าก็ดีอยู่แล้ว แต่การดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นก็ไม่ได้เสียหายอะไร"หลังจากทั้งสองพูดคุยกันไปได้สักพัก ตู้เยว่เหนียงก็เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องอาหาร“รีบกินเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”ถังฉีเปิดฝากล่อง กลิ่นหอมน่าอร่อยของอาหารอบอวลในอากาศทันที“ฝีมือของเยว่เหนียงพัฒนาขึ้นมาก”ดวงตาของจ้าวไป่จือเป็นประกายเมื่อได้กลิ่นอาหาร“แน่นอน! ทุกครั้งที่องค์หญิงทำอาหาร ข้าจะเรียนรู้ไปพร้อมกับนาง และฝึกฝนไม่ว่างเว้น!”ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าเผยความเย่อหยิ่งเล็กน้อย“เยว่เหนียงนี่จริงๆเลย ท่านไม่ควรชมนางมากเกินไป ยิ่งชมนางก็ยิ่งเหลิง ข้ากังวลจริงๆ ว่านางจะทำครัวของข้าไฟไหม้เข้าสักวัน”ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้ม บอกชัดว่านางเอ็นดูตู้เยว่เหนียงมากเพียงใด“ข้าจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร? ต่อให้ข้ามีความกล้ามากกว่านี้ร้อยเท่า ข้าก็ไม่กล้าจุดไฟเผาครัวหรอกเจ้าค่ะ!”ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง“เอาละ องค์หญิง ซื่อจื่อ ข้าจะไม่เป็นก้างขวางคอท่านทั้งสองแล้ว หากต้องการอะไรก็เรียกข้าได้เลยนะเจ้าคะ!”ตู้เยว่เหนียงกล่าวพลางเดินปรี่ออกไปจ้าวไป่จือมองนางจากไป สีหน้าพึงพอใจยิ่งมายิ่งเด่นชัด“เยว่เหนียงช่างรู้งานดีจริง”จ้าวไป่จือกล่าว ก่อนจะหยิบอาหารที่ถังฉีเตรียมไว้ให้ขึ้นมากินอย่างไม่รีบร้อน“ฮึ่ม สาวใช้พวกนี้ ไม่รู้เลยว่าท่านไปชนะใจพวกนางตั้งแต่เมื่อไร ช่างน่ารำคาญจริงๆ!”แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ถังฉีก็ไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจ และยังคงเตรียมอาหารให้เขาต่อไป“กินเยอะๆนะ ช่วงนี้เจ้าผ่ายผอมลงมาก หากท่านย่าเห็นคงเป็นห่วงไม่น้อย!”“เอ๊ะ? มีแต่ท่านย่าเท่านั้นที่เป็นห่วงข้า? ท่านไม่เป็นห่วงหรือ?”เมื่อจ้าวไป่จือกลืนอาหารในปากแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองถังฉี ปรารถนาจะฟังนางกล่าวต่อเห็นสีหน้าคาดหวังของจ้าวไป่จือ ถังฉีเผยอปากคล้ายจะกล่าว แต่ก็อดลังเลมิได้“แน่นอน ข้าเป็นห่วงเจ้า ไม่เช่นนั้น ข้าคงไม่ให้เยว่เหนียงเตรียมอาหารให้เจ้า รีบกินเถอะ เย็นแล้วจะไม่อร่อย!”ถังฉีไม่อยากเห็นสีหน้าผิดหวังของจ้าวไป่จือ จึงพ่นลมด้วยความไม่พอใจแม้แต่นางเองยังไม่รู้ตัวเลยว่า ณ จุดหนึ่ง นางเริ่มแสดงท่าทีสมเป็นผู้หญิงมากขึ้นต่อหน้าเขา"อืม"เมื่อได้ยินคำตอบที่ต้องการ จ้าวไป่จือก็ยิ้มบางๆ และรับประทานอาหารอย่างสง่างาม“ทั้งวันท่านไม่ได้กินอะไรเลยหรือ?”เมื่อเห็นจานเปล่าตรงหน้าเขา ถังฉีจึงถามด้วยความสับสน“อืม ข้าเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ไม่มีเวลากินข้าว ก็เลยมาหาเจ้า อาหารในภัตตาคารไหนๆก็ไม่อร่อยเท่าที่เจ้าทำ”จ้าวไป่จือรีบตอบ ด้วยเกรงว่าถังฉีจะตำหนิเขา“ท่านนี่... ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ หากล้มป่วยขึ้นมาจะว่าอย่างไร? หรือท่านคาดหวังให้ข้าเอาแต่ดูแลท่านหลังจากแต่งเข้าจวนของกั๋วกง?”เมื่อถึงจุดนี้ ถังฉีไม่กระดากอายอีกต่อไป จ้องมองจ้าวไป่จือด้วยความไม่พอใจ“ไม่หรอก เพื่อเจ้าแล้ว ข้าจะรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ข้าอยากอยู่กับเจ้าตลอดไป”ถ้อยคำหวานๆของจ้าวไป่จือลั่นจากปากอย่างง่ายดาย ถังฉีสัมผัสถึงความอบอุ่นและความหวานซึ้งในหัวใจหลังจากรับประทานอาหารเสร็จและใช้เวลาร่วมกันสักพัก จ้าวไป่จือก็จากไปอย่างไม่เต็มใจมองไปยังห้องที่ว่างเปล่า ถังฉีก็รู้สึกเหงาอีกครั้ง“องค์หญิง หากท่านคิดถึงซื่อจื่อ ท่านก็รีบแต่งงานกับเขาสิเพคะ”ถังซันเดินเข้ามาอย่างช้าๆนางตระหนักดีว่าถังฉีผ่านช่วงเวลาในแต่ละคืนอย่างไร“อย่ารีบร้อนไปเลย ดังคำกล่าว 'ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม' เรื่องดีๆต้องใช้เวลา และปัญหาในจวนเจิ้นกั๋วกงก็ใกล้จะสะสางเสร็จสิ้นแล้วด้วย”ถังฉีชะงักไปชั่วขณะ จากนั้น ใบหน้าของนางก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง“องค์หญิง ท่านเตรียมตัดเย็บชุดแต่งงานใช่หรือไม่? แต่ด้วยทักษะการตัดเย็บของท่าน การตัดเย็บชุดแต่งงานที่สมบูรณ์แบบอาจเป็นเรื่องยาก...”ถังซันกล่าวอย่างจริงจังถังฉีตกใจกับคำกล่าวของนาง จึงจ้องมองนางด้วยดวงตาเบิกกว้าง“ดูถูกกันเสียแล้ว หากทักษะการตัดเย็บของข้าไม่ดีพอ แล้วทักษะของเจ้าดีแค่ไหนกันเชียว?”“ทักษะการเย็บผ้าของข้าค่อนข้างดีทีเดียว แม่ข้าเคยสอนตั้งแต่ตอนเด็กๆ และต่อมาเมื่อข้ากลายเป็นองครักษ์เงาในวังหลวง ทักษะการเย็บผ้าก็ยังเป็นทักษะที่จำเป็น...”จู่ๆ ถังซันก็กล่าวด้วยใบหน้าเศร้าโศก ราวกับนึกถึงอะไรบางอย่าง“เอาละ เอาละ อย่าเอาเรื่องในอดีตมาคิดมากเลย”ถังฉีแทบไม่เคยเห็นถังซันมีสีหน้าเศร้าเช่นนี้ จึงโบกมือเพื่อเปลี่ยนประเด็น“ป่านนี้แล้ว เจ้ารีบไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ทั้งวันหรอก เจ้าก็เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ต้องดูแลตัวเองให้มากๆ”กล่าวจบ ถังฉีก็ผลักนางไปที่ประตูอย่างอ่อนโยนแม้เวลานี้นางจะเป็นองค์หญิงแล้ว แต่นางยังคงปฏิบัติต่อคนของนางอย่างใส่ใจ มิฉะนั้น ถังซันและตู้เยว่เหนียงก็คงกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้แน่นอนว่าต่อหน้าผู้อื่น พวกนางยังคงแสดงความเคารพต่อถังฉีไม่เปลี่ยนแปลง ตอนที่ 649: ฟ้าลิขิตให้เคียงคู่กันหลังจากที่ห้องว่างเปล่า ถังฉีก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ค่อยๆถอดปิ่นและเครื่องประดับผมต่างๆออกจากผมของตนเองจากนั้น นางก็เปลี่ยนเป็นชุดซับใน รวบผมสีดำยาวสลวยราวกับน้ำตกของนางเป็นมวย ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องอาบน้ำอ่างอาบน้ำของจวนองค์หญิงได้รับการปรับปรุงใหม่ และทุกเย็นจะมีคนรับใช้มาเติมน้ำอุ่นลงไปเมื่อถังฉีอาบน้ำ จึงไม่ใช่เรื่องลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปหลังจากอาบน้ำเสร็จ นางก็ปล่อยผมลงมา นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้ง นางใช้มือเท้าคางขณะจ้องภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกอย่างตั้งใจ ใบหน้าที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ก็ให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยในคราวเดียวกันนางกำลังจะแต่งงานงั้นหรือ?ขณะนั้น นางยังรู้สึกเหลือเชื่อไม่หาย แม้จ้าวไป่จือจะยังไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ แต่เมื่อเขาสะสางปัญหาต่างๆในจวนเสร็จแล้ว การแต่งงานก็คงจะอยู่ในแผนลำดับถัดไปอย่างไม่ต้องสงสัย“ถังฉี นี่เจ้าเริ่มลังเลใจตั้งแต่เมื่อไร? ก็แค่แต่งงาน ไม่เห็นจะมีอะไรเลย! ถึงจะเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนแล้วอย่างไร!”ถังฉีบอกตัวเอง พร้อมกับชี้ไปที่ภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกแต่ลึกๆนางก็รู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน นางจะทำอย่างไรดี?คืนนั้น ถังฉีใช้เวลาไปกับความประหม่าและความกังวลใจ หากคนอื่นรู้ว่านางมีความคิดเช่นนี้ พวกเขาคงหัวเราะเยาะนางเป็นแน่!โดยปกติแล้ว องค์หญิงอันเหอผู้เยือกเย็นและไม่สะทกสะท้านแม้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ไม่เคยมีท่าทางเขินอายเหมือนสาวน้อยทั่วไปเช่นนี้มาก่อน“องค์หญิง เมื่อคืนท่านนอนหลับไม่สบายหรือเจ้าคะ ตาคล้ำเชียว!”เช้าวันรุ่งขึ้น ถังฉีลุกขึ้นจากเตียงอย่างง่วงงุน เมื่อตู้เยว่เหนียงสังเกตเห็นก็รู้สึกประหลาดใจ“จริงหรือ? เมื่อคืนข้าคงนอนไม่ค่อยหลับ ไปทำไข่ต้มมาให้ข้าสองฟองก็แล้วกัน”ได้ยินดังนั้น ถังฉีก็เผยสีหน้าประหม่าเล็กน้อยอย่างไรก็ตาม มีแขกอยู่ในจวนองค์หญิง หากผู้อาวุโสฟางเห็นนางอยู่ในสภาพนี้ เขาจะต้องเอ่ยถามอย่างแน่นอนไม่นานนัก ตู้เยว่เหนียงก็กลับมาพร้อมกับไข่ต้มสองฟอง ถังฉีนำไข่เหล่านั้นมาห่อด้วยผ้าขาว ก่อนจะนำมาประคบที่ดวงตาอย่างแผ่วเบา“องค์หญิง เหตุใดท่านถึงนำไข่มาทำอย่างนั้น?”หลังจากลังเลอยู่นาน ตู้เยว่เหนียงก็อดถามมิได้“ก็เจ้าบอกว่าข้าตาคล้ำ การประคบด้วยไข่ต้มนวดเบาๆ และทิ้งไว้สักพัก จะช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาได้ หลังจากนั้น ข้าก็ค่อยแต่งหน้าปกปิดรอยคล้ำใต้ตาเล็กน้อยเมื่อออกไปข้างนอก”ถังฉีนั่งอยู่หน้ากระจก ค่อยๆประคบไข่รอบๆดวงตาของนางนางเรียนรู้วิธีนี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย และก็ได้ผลดีมาก!ไม่เคยคิดว่าเวลานี้ นางจะต้องพึ่งวิธีการเช่นนี้แม้จะมีคอนซีลเลอร์ที่สามารถปกปิดรอยคล้ำรอบดวงตาอยู่ก็ตาม แต่มันก็เป็นแค่การแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น!หากวันพรุ่งนี้ รอยคล้ำรอบดวงตายิ่งเด่นชัดขึ้น คงเลวร้ายไม่น้อยวันนี้ นางจึงต้องรีบบรรเทาอาการแต่เนิ่นๆ“องค์หญิง การปกปิดรอยคล้ำรอบดวงตาของท่านเวลานี้อาจพอช่วยได้ แต่หากคืนนี้ท่านยังนอนไม่หลับอีก รอยคล้ำก็จะกลับมาเหมือนเดิมนะเพคะ”ถังซันเดินเข้ามาและกล่าวอย่างไม่รีบร้อน นางทราบดีกว่าใครว่าเหตุใดองค์หญิงจึงเป็นเช่นนี้"เฮ่อ..."“ถังซัน เจ้าหยุดโรยเกลือบนแผลของข้าไม่ได้หรือ?” ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ สายตาของนางไม่ได้มองสาวใช้ หากแต่กำลังมองศัตรูอย่างชัดเจน!“องค์หญิง ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้น ท่านเคยบอกข้าเองว่า การไม่ยอมรับความจริงคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด”ถังซันกล่าวออกมาตรงๆ เมื่อถังฉีได้ยินดังนั้น นางก็ได้แต่ห่อปาก จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างหนักนางไม่ได้โกรธ!เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว ถังซันเพียงเป็นห่วงนางจากใจจริง อารมณ์ของนางก็สดใสขึ้นอย่างมาก“เอาละ เจ้าไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้นหรอก!”กล่าวจบ ถังฉีก็วางไข่ลง“คุณหนูฟางตื่นแล้วหรือยัง?”นางเอ่ยถามพลางมองไปยังถังซันในจวนองค์หญิง คงไม่มีสิ่งใดที่ถังซันไม่รู้“องค์หญิง คุณหนูฟางตื่นนานแล้วเพคะ นางเพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จ และกำลังดีดกู่ฉินอยู่ในสวน คุณชายใหญ่ก็อยู่ที่นั่นด้วย”“ซานจือก็อยู่ด้วยหรือ?”ถังฉีไม่คาดคิดว่าน้องชายของนางจะเอาใจใส่สาวน้อยถึงเพียงนี้!เดิมที นางคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้อาวุโสฟางเห็นศักยภาพในตัวของเขา จึงพยายามจับคู่เขากับฟางหวานหว่านเวลานี้ ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่เรียบง่ายอย่างที่นางจินตนาการไว้!บางที น้องชายของนางและคุณหนูฟางอาจมีใจให้กันจริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่ผู้อาวุโสฟางสนับสนุนทั้งคู่ให้แต่งงานกันยิ่งใคร่ครวญมากเท่าไร ถังฉีก็ยิ่งรู้สึกว่าการคาดเดาของนางใกล้เคียงความจริงมากเท่านั้น และที่ผ่านมานางก็ยุ่งเกินกว่าจะถามถังซานตรงๆ“เช่นนั้นก็ไปฟังคุณหนูฟางดีดกู่ฉินกันเถอะ!”อารมณ์ของถังฉีดีขึ้นขณะที่นางเดินนำทั้งสองไปยังสวนหลังบ้านระหว่างทาง พวกนางก็ได้ยินทำนองของกู่ฉิน ราวกับเสียงดนตรีจากสวรรค์ดังมาแต่ไกลฟางหวานหว่านกำลังดีดกู่ฉิน ในขณะที่ถังซันยืนเป่าขลุ่ยผิวอยู่ใกล้ๆถังฉีรู้สึกประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นภาพนี้ ดูเหมือนว่าน้องชายของนางจะก้าวหน้าขึ้นมา กในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา!นางไม่เคยรู้เลยว่าซานจือเป่าขลุ่ยได้!เนื่องจากถังฉีไม่ได้ส่งเสียงใดๆเมื่อมาถึง ทั้งสองจึงยังคงจมจ่อมอยู่ในโลกของตนเอง โดยไม่รับรู้ถึงตัวตนของนางหลังจากนั้นไม่นาน ฟางหวานหว่านก็ดีดจนจบเพลง และมองไปยังถังซานอย่างรักใคร่ถังฉียืนอยู่ไม่ไกลนัก มองดูภาพฉากตรงหน้า ประกายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของนางนางไม่คาดคิดเลยว่าเสียงกู่ฉินของฟางหวานหว่านและเสียงขลุ่ยของน้องชายจะสอดประสานกันอย่างลงตัวเช่นนี้ ราวกับว่าคนสองคนที่ฟ้าลิขิตให้เคียงคู่กัน“พี่ซานจือ ฝีมือเป่าขลุ่ยของท่านพัฒนาขึ้นแล้ว!”ตอนนั้นเอง ฟางหวานหว่านก็ยืนขึ้น ยิ้มอย่างสดใสขณะมองถังซาน“เจ้าเองก็ดีดกู่ฉินได้ไพเราะนัก หากข้าไม่ฝึกเป่าขลุ่ยให้มากๆ คงถูกเจ้าทิ้งห่างในไม่ช้า”เมื่อถังซานกล่าวกับฟางหวานหว่าน สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนเช่นกัน ถังฉีซึ่งมองดูจากด้านข้างถึงกับหายใจไม่ออก!นางทำอะไรผิดถึงต้องมาเห็นภาพบาดตาบาดใจเช่นนี้? เหตุใดนางถึงรีบรุดมา จนกลายเป็นประจักษ์พยานในความรักของคนทั้งคู่? ตอนที่ 650: วันนี้คอของท่านเป็นอะไรไป?“พี่ใหญ่?”ในที่สุด ถังซานก็สังเกตเห็นถังฉีที่ยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาเผยความกระอักกระอ่วนทันทีฟางหวานหว่านก็ก้มศีรษะด้วยความเขินอายเช่นกันถังฉีนิ่งอึ้ง “…...” นางจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร?“แค่กแค่ก... ข้าแค่บังเอิญผ่านมาและถูกดึงดูดด้วยเสียงเพลงอันไพเราะของพวกเจ้า! เล่นกันต่อเถอะ เล่นกันต่อเถอะ!”กล่าวจบ นางก็หันหลังเตรียมจากไป“พี่หญิง…”เมื่อเห็นดังนั้น ฟางหวานหว่านก็รู้สึกกังวลขึ้นมา“มีอะไรหรือ หวานหว่าน?”เมื่อได้ยินฟางหวานหว่านร้องเรียก ถังฉีก็ชะงักฝีเท้า หันกลับมาและยิ้มให้“ข้าได้ยินมาว่าทักษะการวาดภาพของท่านน่าประทับใจมาก ไม่ทราบว่า ท่านพอจะวาดภาพเหมือนของข้ากับพี่ซานจือได้หรือไม่?”กล่าวจบ ฟางหวานหว่านก็มองไปยังถังฉีด้วยสายตาคาดหวังอย่างมาก“แน่นอน... ไม่มีปัญหา!” นางไม่มีโอกาสปฏิเสธ เพราะสายตาของฟางหวานหว่านดูคาดหวังเกินไป“ข้าจะไปเตรียมหมึกกับกระดาษเดี๋ยวนี้!”เมื่อถังซานได้ยินพี่สาวตกปากรับคำ รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏบนใบหน้าของเขาทันที ก่อนจะหมุนกายเดินออกไป“ช้าก่อน ซานจือ!”ได้ยินดังนั้น ถังฉีก็รีบร้องเรียกแม้นางจะรู้วิธีวาดภาพ แต่ทักษะในการวาดภาพทิวทัศน์แบบจีนดั้งเดิมของนางยังต้องปรับปรุง อย่างไรก็ตาม การร่างภาพเป็นหนึ่งในจุดแข็งของนางอย่างแน่นอน“อะไรหรือพี่ใหญ่? หรือว่าวันนี้ท่านยุ่งจนไม่มีเวลา?”เมื่อถังซานได้ยินคำกล่าวของถังฉี เขาก็หยุดทันที และถามด้วยสีหน้าสับสน“เปล่าเลย เอาดินสอถ่านมาสักสองสามแท่งก็พอ ข้าจะวาดโดยใช้วิธีร่างภาพ ทำให้ภาพดูสมจริงยิ่งขึ้น!”ถังฉีลังเลครู่หนึ่งนางกังวลว่าซานจืออาจจะไม่เข้าใจว่าการร่างภาพคืออะไร และจะถามคำถามต่างๆมากมายทว่าได้ยินดังนั้น ถังซานก็ผงกศีรษะคล้ายจะเข้าใจ ก่อนจะเดินออกไปไม่นาน เขาก็กลับมาพร้อมกับกระดาษสีขาวและดินสอถ่านจำนวนหนึ่ง“พวกเจ้าสองคนยืนเหมือนเมื่อครู่นี้ก็แล้วกัน”ถังฉีหลับตาลงชั่วขณะ จินตนาการถึงฉากนั้นและบอกคนทั้งคู่ถังซานและฟางหวานหว่านผงกศีรษะตอบรับโดยเฉพาะฟางหวานหว่าน ท่าทีของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทั้งสองวางตัวอยู่ในตำแหน่งเดิม คนหนึ่งยืน อีกคนหนึ่งนั่ง จ้องมองกันด้วยความรักใคร่ลึกซึ้งถังฉีเห็นดังนั้น อดรู้สึกอิจฉาในการแสดงความรักของทั้งคู่มิได้ทีแรกนั้น ทั้งสองคนคิดว่าพวกเขาจะต้องค้างท่าทางนี้เป็นเวลานาน แต่ในไม่ช้า ถังฉีก็วางดินสอถ่านลง“เอาละ เสร็จแล้ว มาดูกันสิ หากมีอะไรไม่ถูกต้อง ข้าจะได้แก้ให้”ขณะที่นางกำลังชื่นชมภาพร่างตรงหน้า นางก็โบกมือเรียกพวกเขา“เสร็จแล้วหรือ? เวลาผ่านไปนานเท่าไรนี่?”ถังซานถามด้วยความสงสัย แต่ก็รีบเดินไปหาทันที เมื่อเห็นภาพร่างที่นางวาด เขาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ“พี่ใหญ่ นี่ท่านเป็นคนวาดงั้นหรือ?”แม้จะไม่มีคนอื่นอยู่ในศาลา แต่ถังซานยังคงถามด้วยสีหน้าพรึงเพริด“หากไม่ใช่ข้า แล้วใครกันเล่าที่วาด? รีบดูภาพร่างเร็วเข้า”ถังฉีปลาบปลื้มกับผลงานของตนเองมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางไม่เคยละทิ้งความสามารถในการวาดภาพ และสีหน้าของนางบ่งบอกความพึงพอใจอย่างลึกซึ้ง“นี่...”ตอนนั้นเอง ฟางหวานหว่านก็เดินเข้ามา เมื่อนางเห็นภาพร่างนั้น ปากของนางก็อ้าค้างด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าบ่งบอกถึงความตกใจระคนตื่นเต้นยินดี“พี่หญิง วิธีการวาดภาพเช่นนี้...ข้าไม่เคยเห็นภาพที่ดูชีวิตชีวาถึงเพียงนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นภาพวาดที่เหมือนจริงเช่นนี้กับตา!”หลังจากกล่าวเช่นนี้ ฟางหวานหว่านก็มองภาพวาดด้วยความปลื้มปีติ“หากข้านำไปแขวน ทุกคนที่ได้ชมต้องประหลาดใจมากแน่ๆ!”สดับวาจาของฟางหวานหว่าน หัวใจของถังฉีถึงกับเต้นรัวเร็ว“เช่นนั้นก็อย่าเอาไปแขวนเลย เก็บไว้ให้พวกเราชื่นชมกันเองดีกว่า”ถังฉีรีบกล่าว นางไม่อยากเสียเวลาไปกับการวาดภาพให้คนอื่นอีกในอนาคต“พี่ใหญ่ ท่านช่างเก่งกาจรอบด้านจริงๆ ข้าประทับใจจนบรรยายไม่ถูกแล้ว!”ถังซานกล่าวด้วยสีหน้าตะลึงลาน“เจ้าเองยังหัดเป่าขลุ่ยด้วยไม่ใช่หรือ? คนเราเมื่อไม่หยุดพัฒนาตัวเองล้วนเป็นเช่นนี้” ถังฉีกล่าวอย่างจริงจังได้ยินดังนั้น ถังซานก็ยิ้มอย่างเข้าใจ“ใช่แล้ว พี่ใหญ่ ท่านช่างปราดเปรื่องนัก สามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง แต่ว่า...”จู่ๆ ถังซานก็ชะงักอย่างจงใจ มองถังฉีด้วยสีหน้าซุกซน“แต่อะไร?”ถังฉีมองน้องชายด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม“พี่ใหญ่ แล้วเราจะแบ่งภาพร่างนี้ระหว่างข้ากับหวานหว่านอย่างไรเล่า?”ถังซานบอกได้ว่าพี่สาวของเขาชื่นชมฟางหวานหว่านมาก เขาจึงไม่ได้ยั้งใจแม้แต่น้อย“เอาละ เอาละ ข้าจะวาดให้อีกหนึ่งรูป พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องแย่งกัน เช่นนั้นแล้ว ข้าก็ได้ไม่เป็นชนวนให้พวกเจ้าผิดใจกันด้วย!”ถังฉีคลี่ยิ้ม หยิบกระดาษขาวอีกหนึ่งแผ่นและนั่งลง แก้มของฟางหวานหว่านแดงเล็กน้อย แต่สีหน้าของนางดูอิ่มเอิบใจอย่างยิ่งนางชอบภาพร่างที่ถังฉีวาดมากจริงๆ!แม้ลายเส้นจะเรียบง่ายและเรียกได้ว่าค่อนข้างหยาบ แต่กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีชีวิตชีวา เหมือนจริงจนแทบหลุดออกมาจากกระดาษไม่นาน ถังฉีก็วาดภาพร่างเสร็จ คราวนี้เป็นภาพร่างของคนสองคนที่นั่งเคียงบ่าเคียงไหล่กัน“แค่กแค่ก... เอาละ ข้าจะไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลเพื่อหารือเรื่องบางอย่างกับพี่ฉี พวกเจ้าสองคนก็เล่นดนตรีต่อเถอะ ข้าขอตัวก่อน”ถังฉีคิดว่าหากยังรั้งอยู่ที่นี่ นางก็ต้องทนเห็นช่วงเวลาแห่งความรักหวานซึ้งของทั้งคู่อีก หรือไม่ก็ต้องใช้แรงงานทำอะไรให้สักอย่าง จะดีกว่าหากหาข้ออ้างหลบออกไป เพื่อให้พวกเขาสบายใจขึ้น“ตกลง พี่ใหญ่ เดินทางระวังด้วย”ได้ยินดังนั้น ถังซานก็คิดว่าถังฉีมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องหารือกับฉีเซิ่ง“อืม พวกเจ้าสองคนก็ตามสบายเถอะ หวานหว่าน ฝากสอนน้องชายไม่เอาไหนของข้าด้วย แม้การทักษะการเป่าขลุ่ยของเขาจะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังตามหลังกู่ฉินของเจ้าอยู่มาก!”ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง“พี่หญิง อันที่จริง ความก้าวหน้าของพี่ซานจือนั้นมากมายทีเดียว ต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับดิน…”ฟางหวานหว่านไม่อาจทนเห็นสีหน้าผิดหวังของถังซานได้ นางหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะแย้งด้วยเสียงแผ่วเบา“แค่กแค่ก...”ถังฉีรู้สึกเหมือนว่านางพูดอะไรที่ไม่จำเป็นเสียแล้ว ฟางหวานหว่านยังไม่ทันแต่งเข้ามาในตระกูล กลับออกหน้าปกป้องน้องชายของนางถึงเพียงนี้“พี่ใหญ่ วันนี้คอของท่านเป็นอะไรไป? ข้าว่าท่านไม่ได้พบแค่พี่ฉีแน่ ท่านอาจต้องไปหาเสี่ยวเหอหลังจากนั้นด้วย!”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment