sister ep711-720

ตอนที่ 711: ไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต


เมื่อเป่ยจิ้งอ๋องมาถึงห้องทรงพระอักษร เขาก็พบว่าถังฉีและรัชทายาทซีเหลียงอยู่ที่นั่นแล้ว


และด้านข้าง องค์หญิงอันหยาง — โจวเจา มีสีหน้าขุ่นขึ้งและโกรธจัด


“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”


หากเป็นเมื่อก่อน เป่ยจิ้งอ๋องคงไม่ทำตัวมากพิธีเช่นนี้ แต่ในวันนี้ เขาตระหนักดีว่าจวนเป่ยจิ้งอ๋องยังเรียกเขาเข้าวังเป็นการเร่งด่วน บอกชัดว่าพระองค์ไม่พอพระทัยอย่างมาก


“ฮึ่ม! ท่านเลี้ยงลูกสาวได้ดีมากจริงๆ ปกติก็เอาแต่ใจและดื้อรั้นมากพอ — ที่ผ่านมาข้าคิดว่านางเป็นเพียงเด็กไม่รู้ความคนหนึ่ง แต่เมื่อวานนางทำอะไรลงไป?!”


สิ้นเสียงตวาด ฮ่องเต้ก็ขว้างแท่นฝนหมึกไปที่เท้าของเป่ยจิ้งอ๋อง


เมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงพิโรธ เป่ยจิ้งอ๋องก็ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น


“นางไม่เพียงแต่แสดงให้ข้าเห็นถึงหัวใจที่โหดร้าย นางยังทำให้ราชวงศ์แปดเปื้อนมลทิน! ไม่เคยมีใครที่แบกเกียรติและศักดิ์ศรีของสกุลโจว ทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้มาก่อน!”


เมื่อฮ่องเต้ทราบเรื่องนี้ พระองค์โกรธมากจนเกือบพระราชทานแพรขาวสามฉื่อให้โจวเจี๋ยเสียแล้ว


อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกขึ้นได้ว่านางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเป่ยจิ้งอ๋อง ฮ่องเต้ก็ใจอ่อนลงในที่สุด


“ทุกสิ่งที่ฝ่าบาทตรัสนั้นถูกต้องแล้ว กระหม่อมได้ลงโทษนางอย่างรุนแรง และตั้งใจจะให้นางหมั้นหมายกับรัชทายาทซีเหลียง ท้ายที่สุดแล้ว มีสตรีสูงศักดิ์เพียงไม่กี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ และเรื่องนี้ก็ยังไม่แพร่สะพัดออกไป เมื่อนางแต่งงานไปยังแคว้นซีเหลียง เวลาจะทำให้ผู้คนลืมเรื่องทั้งหมดนี้พ่ะย่ะค่ะ”


กล่าวจบ เป่ยจิ้งอ๋องก็รู้สึกขมขื่นในใจ


อย่างไรก็ตาม บุตรสาวของเขาได้รับการประคบประหงมให้สุขสบายตั้งแต่เยาว์วัย และไม่เคยต้องอยู่ไกลบ้านมาก่อน


แต่สิ่งที่นางทำครั้งนี้ เป็นเรื่องน่าละอายเกินกว่าจะให้อภัยจริงๆ


“ฮึ่ม! เรื่องการแต่งงานของนาง เอาตามนั้นก็ได้ แต่สำหรับความผิดที่นางทำ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับองค์หญิงอันเหอด้วย!”


กล่าวจบ ฮ่องเต้ก็ชี้ไปยังถังฉีที่ยืนอยู่ข้างๆ


“เมื่อเช้านี้ กระหม่อมได้ไปที่จวนองค์หญิงเพื่อขอขมาแล้ว แต่ไม่ได้รับการให้อภัยจากองค์หญิงและครอบครัว”


“ขอขมา? การขอขมาจะมีประโยชน์อะไร? หากมีคนทำแบบนี้กับลูกสาวท่าน แล้วมาขอขมาที่จวน ท่านจะให้อภัยเขางั้นหรือ?”


เป่ยจิ้งอ๋องได้ยินชัดถึงน้ำเสียงที่แสดงความปกป้องของฮ่องเต้ จึงได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ


ตัวเขาเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าบุตรสาวจะทำอะไรที่น่าเหลือเชื่อปานนี้ได้เช่นกัน


“ฝ่าบาท มีสิ่งหนึ่งที่กระหม่อมไม่เข้าใจ หวังว่าองค์หญิงอันเหอจะช่วยชี้แจง!” ขณะกล่าว เป่ยจิ้งอ๋องก็มองไปยังถังฉี


“ท่านอ๋องเชิญถามมาเถอะ”


ถังฉีสบตากับเป่ยจิ้งอ๋องโดยปราศจากความกลัว


ทราบว่าไม่มีใครรู้รายละเอียดในสิ่งที่นางทำ เพราะทรัพย์สินติดตัวของนางถูกคนของโจวเจี๋ยยึดไปตั้งแต่ตอนนั้น


ดังนั้น เมื่อสบตาเป่ยจิ้งอ๋องครานี้ ดวงตาของนางก็ตรงไปตรงมาและเยือกเย็น


“ข้าขอถามองค์หญิงว่า ระหว่างบุตรสาวของข้ากับท่านมีความบาดหมางอันใดต่อกัน? นางไม่เคยทำร้ายใคร แต่กลับมุ่งหมายทำร้ายท่าน? ข้าไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ เพียงต้องการทราบสาเหตุเท่านั้น”


หากผู้ใดกล่าวว่าโจวเจี๋ยอิจฉารูปลักษณ์ของถังฉี เป่ยจิ้งอ๋องคงไม่เชื่ออย่างแน่นอน ต้องมีบางอย่างที่เขาไม่รู้


ได้ยินคำถามของเขา ถังฉีก็อดหันไปมองรัชทายาทซีเหลียงมิได้ สายตาเผยความลังเล


เมื่อเห็นเช่นนี้ เป่ยจิ้งอ๋องมีสีหน้างุนงง


“องค์หญิง โปรดอภัยหากล่วงเกิน ข้าอายุเท่ากับบิดาของท่าน ทั้งยังเป็นพระเชษฐาต่างมารดาของฝ่าบาท ดังนั้นจะเรียกข้าว่าท่านลุงก็ไม่ผิด หากมีเรื่องอะไรในใจ เชิญกล่าวมาได้เลย”


“ตกลง ข้าเพียงกังวลว่าการกล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าคนนอกอาจจะไม่เหมาะสม เพราะเห็นแก่บุตรสาวของท่าน”


ถังฉีกล่าวด้วยความจริงใจ ใบหน้าของนางบอกชัดว่าแม้จะมีคนทำร้ายนางอย่างรุนแรง นางก็จะไม่แก้แค้นด้วยวิธีเดียวกัน


เมื่อเห็นสิ่งนี้ ทำให้เป่ยจิ้งอ๋องรู้สึกชื่นชมตัวตนของนางไม่น้อย


“หากเป็นอย่างนั้น ข้าคงต้องยืนให้ห่างสักพักแล้ว”


แน่นอนว่าตงกัวหมิงไม่ใช่คนโง่ เห็นว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาควรได้ยิน ดังนั้นเขาจึงโค้งคำนับฮ่องเต้ และถอยออกไปอย่างนอบน้อม


ทว่าเมื่อถึงประตู เขาก็หันกลับมา ยิ่งมีคนต้องการซ่อนเร้นสิ่งใด เขาก็ยิ่งอยากรู้เรื่องนั้น


แม้จะอยู่ห่างจากถังฉีและคนอื่นๆถึงหกจั้ง แต่เขาก็ฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย ความสามารถในการได้ยินจึงไม่ถือว่าธรรมดา


“องค์หญิงอันเหอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เชิญกล่าวออกมาให้ชัดเจนเถอะ”


เป่ยจิ้งอ๋องมองไปยังถังฉี


“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนทราบว่าจวิ้นจู่มีใจให้ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงกระมัง?”


ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้ เป่ยจิ้งอ๋องก็ผงกศีรษะ หัวใจของเขาพลันดิ่งวูบ ราวกับคาดเดาได้แล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจ้าวไป่จือ


"เฮอะ โจวเจี๋ยช่างร้ายกาจที่สุด! ก่อนที่พี่สาวคนสวยจะมาถึงเมืองหลวง นางก็ส่งคนไปลอบสังหารนาง — เพราะรู้ว่าพี่สาวคนสวยและพี่จ้าวหมั้นหมายกันแล้ว ดังนั้นจึงต้องการฆ่านางเพื่อตัดปัญหา!”


โจวเจาโกรธจัดจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน


สดับวาจาของนาง หัวใจของเป่ยจิ้งอ๋องดิ่งวูบอีกครั้ง และเวลานี้เขาก็เชื่อสิ่งที่โจวเจากล่าวแล้ว


มองกลับไปที่ถังฉี สีหน้าของเขาฉายแววซับซ้อน


“องค์หญิงอันเหอ ไม่ทราบว่าสิ่งที่องค์หญิงอันหยางกล่าวเป็นความจริงหรือไม่?” เป่ยจิ้งอ๋องยังคงแคลงใจเล็กน้อย จึงมองไปยังถังฉีอีกครั้ง


“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ท่านอ๋องก็คงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เป็นเรื่องจริงที่จ้าวไป่จือและข้าได้หมั้นหมายกันไว้นานแล้ว และลูกสาวของท่านก็ส่งคนมาลอบสังหารข้าหลายครั้ง เดิมทีข้าไม่ต้องการจะเอาความ ข้าเป็นเพียงคนฐานะต่ำต้อยที่ปรารถนาให้น้องชายมีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุขเท่านั้น”


ถึงจุดนี้ ถังฉีสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่


ครู่ต่อมา สายตาของนางก็เฉียบคมขึ้น


“ทว่าเวลานี้ ข้าเป็นพระธิดาบุญธรรมของเสด็จพ่อ หากมีเรื่องเกิดขึ้นกับข้าแม้เพียงนิดเดียว แน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบมาถึงพระองค์ด้วย”


สดับคำกล่าวของนาง เป่ยจิ้งอ๋องก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง เขาไม่จำเป็นต้องกลับจวนไปถามหาความจริงอีกต่อไป เพราะเดาได้ว่าบุตรสาวของเขาต้องทำเรื่องเหล่านั้น


“เฮ่อ… ข้าไม่เคยคิดเลยว่านางจะโง่เขลาถึงเพียงนี้!”


นอกประตู ตงกัวหมิงหรี่ตาขณะฟังคำกล่าวของถังฉี ไม่คิดฝันว่าผู้หญิงของเขาจะถึงกับมีใจให้ชายอื่น!


รอยยิ้มเย็นชาพลันปรากฏที่มุมปาก


เนื่องจากโจวเจี๋ยเป็นของเขาแล้ว นางจึงต้องจงรักภักดีต่อเขาตลอดไป หากนางยังคงปรารถนาในตัวจ้าวไป่จือ นางก็ไม่อาจโทษเขาที่ไร้ความปรานี!


“เป่ยจิ้งอ๋อง สิ่งที่โจวเจี๋ยทำนั้นถือว่าร้ายกาจอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น นางก็เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของท่าน ข้าจึงจะละเว้นโทษสถานหนัก แต่หากท่านไม่สามารถสั่งสอนนางอย่างเหมาะสม อย่าโทษข้าที่ไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต!”


[1] แพรขาวสามฉื่อ เป็นโทษตายหนึ่งในสามอย่างที่จะประทานให้ชนชั้นสูงที่กระทำผิด ประกอบด้วย เหล้าพิษ มีด และแพรขาว


ตอนที่ 712: กราบขอโทษหรือรับแพรขาวสามฉื่อ


ฮ่องเต้ตรัสอย่างชัดเจน เป่ยจิ้งอ๋องย่อมรู้แก่ใจ


“ฝ่าบาท จวิ้นจู่รออยู่ด้านนอกห้องทรงพระอักษรแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”


ทันใดนั้น ขันทีคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม


“ให้นางเข้ามา”


น้ำเสียงของพระองค์เย็นชายิ่ง


หากนางเป็นบุตรสาวขุนนางคนอื่น ฮ่องเต้คงพระราชทานแพรขาวสามฉื่อต่างโทษแขวนคอให้นางไปแล้ว เพียงเพราะนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเป่ยจิ้งอ๋อง พระองค์จึงไม่ได้ทำเช่นนั้น


เมื่อโจวเจี๋ยเดินเข้ามาจากด้านนอก ตงกัวหมิงก็เดินตามมาด้วยสีหน้ากังวล


“เจี๋ยเอ๋อร์ เดินระวังๆนะ เหตุใดเจ้าถึงดูอ่อนแรงนักหลังจากห่างกันเพียงคืนเดียว?”


น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่โจวเจี๋ยที่เดินอยู่ข้างหน้าคล้ายจะไม่สนใจไยดีเขาเลย


ขณะที่ไม่มีผู้ใดสังเกต ประกายเย็นชาอันน่ากลัวฉายวาบบนดวงตาของตงกัวหมิง


เวลานี้ โจวเจี๋ยช่างไม่ต่างจากต้นหลิวที่อ่อนแอและพลิ้วไหวตามสายลม


หากฮ่องเต้มิได้รับสั่งให้เข้าวัง นางจะไม่มีวันได้ย่างกรายเข้ามาในที่แห่งนี้


“เจี๋ยเอ๋อร์ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”


โจวเจี๋ยเดินเข้ามา คุกเข่าทำความเคารพฮ่องเต้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงเต็มที


กอปรกับสีหน้าซีดเผือดของนาง ชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสารไม่น้อย


“ฮึ่ม…”


เห็นท่าทางของนาง โจวเจาก็อดพ่นลมอย่างเย็นชามิได้


แน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงได้ยิน แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ


โจวเจี๋ยยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น จู่ๆไร้เรี่ยวแรงราวกับร่างจะปลิวไปตามลม


“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้าทำสิ่งที่ไร้เหตุผลจริงๆ!”


เวลานี้ เป่ยจิ้งอ๋องทราบแล้วว่าเหตุใดบุตรสาวของเขาจึงทำเช่นนั้น เขาจึงรู้สึกอับจนหนทางอย่างสิ้นเชิง


กระนั้น โจวเจี๋ยก็ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม และฮ่องเต้ก็ไม่มีเจตนาจะอนุญาตให้นางยืนขึ้น


"ท่านพ่อ…"


สดับวาจาของบิดา ใบหน้าของโจวเจี๋ยก็เต็มไปด้วยน้ำตาทันที ราวกับดอกหลีฮวาท่ามกลางสายฝน


“ร้องไห้ ร้องไห้ ทีอย่างนี้มาร้องไห้! เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตัวเองทำผิด? หากเจ้าไม่คิดร้ายกับผู้อื่น เจ้าก็คงไม่ต้องมาตกที่นั่งลำบากเช่นนี้หรอก!”


เมื่อเห็นน้ำตาของนางไหลรินเป็นสาย ความโกรธของฮ่องเต้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น


ท้ายที่สุดแล้ว พระองค์ก็เฝ้าดูโจวเจี๋ยเติบโตมาตั้งแต่ยังแบเบาะ


เมื่อนางทำเช่นนี้ ก็เป็นธรรมดาที่พระองค์จะรู้สึกผิดหวัง


“ฝ่าบาท…”


เมื่อถูกฮ่องเต้ตำหนิ โจวเจี๋ยก็รู้สึกปั่นป่วนในหัวใจจนไม่อาจอธิบายได้


“เจ้าทำตัวเองแท้ๆ! ข้าเฝ้าดูเจ้าเติบโตใหญ่ ไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะมีจิตใจที่ชั่วร้ายปานนี้!”


น้ำเสียงของฮ่องเต้บ่งบอกความผิดหวังในหัวใจอย่างที่สุด


“ฝ่าบาท หม่อมฉันตามืดบอด และเวลานี้ หม่อมฉันก็ได้รับโทษทัณฑ์แล้ว — นั่นก็เป็นการลงโทษเพียงพอแล้วเพคะ!”


กล่าวจบ โจวเจี๋ยก็เริ่มสะอื้นไห้อย่างจริงจังอีกครั้ง รู้สึกเสียใจอย่างแท้จริง


“ได้รับโทษทัณฑ์อะไร? นี่เรียกว่าเวรกรรมต่างหาก ไม่มีผู้ใดหนีพ้น เจ้าทำความชั่วไว้มาก นี่เป็นเพียงผลกรรมที่ย้อนกลับมาหาเจ้า!”


โจวเจาพึมพำอยู่ข้างๆ


หากไม่ใช่เพราะพระบิดาอยู่ที่นั่น นางคงกล่าววาจาไม่ยั้งใจยิ่งกว่านี้อีก


สดับวาจาของโจวเจา ฮ่องเต้ก็ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ทรงรับทราบโดยปริยาย


ในขณะเดียวกัน ตงกัวหมิงก็ยืนอยู่ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินคำกล่าวใดๆจากฮ่องเต้หรือองค์หญิงอันหยาง


“เจ้าทำให้ราชวงศ์ของเราเสื่อมเสีย! หนึ่งเดือนจากนี้ เจ้าเดินทางไปยังแคว้นซีเหลียงกับตงกัวหมิง ส่วนเขาจะมอบบรรดาศักดิ์ใดๆให้เจ้านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเอง”


ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา


หากเป็นเมื่อก่อน พระองค์คงไม่มีวันยอมให้คนของสกุลโจวแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นซีเหลียง ทว่าเวลานี้ ฮ่องเต้ไม่สนพระทัยอีกต่อไปแล้ว


แม้จะกล่าวอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริง เขาจะไม่ยอมให้ตงกัวหมิงพาโจวเจี๋ยไปเป็นเพียงอนุภรรยาเด็ดขาด


เพราะตัวตนของโจวเจี๋ยสื่อถึงเกียรติยศของเป่ยโจวเช่นกัน


สดับรับสั่งของฮ่องเต้ ใบหน้าของโจวเจี๋ยพลันซีดเผือด แม้บิดาและมารดาของนางจะตกลงกันเมื่อวานนี้แล้วว่านางต้องแต่งงานกับตงกัวหมิง แต่โจวเจี๋ยเชื่อว่าอีกไม่กี่วัน เมื่อความโกรธของบิดาบรรเทาลง นางจะสามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้ และบางที นางอาจจะผ่านปัญหานี้ไปได้โดยไม่ต้องทำอย่างนั้น


บัดนี้ ฮ่องเต้ได้ประกาศชัดเจนแล้ว!


ทันใดนั้น ราวกับว่าชีวิตของนางจมลงสู่ความสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์


“ทีนี้ เจ้าก็กราบขอโทษฉีเอ๋อร์เสีย เมื่อใดที่นางให้อภัย เจ้าค่อยลุกขึ้นจากพื้น”


ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของโจวเจี๋ยยิ่งซีดเผือด นั่นหมายความว่าหากถังฉีไม่ยอมให้อภัยนาง นางจะต้องคุกเข่าอยู่ตรงนั้นอย่างไม่มีกำหนด


นางเคยคิดว่าตนเองเป็นธิดาที่สวรรค์โปรดปรานเสมอมา ทว่าเวลานี้ นางกลับต้องมาหมอบกราบเยี่ยงคนชั้นต่ำ?


แต่เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไม่ยอมรับการโต้แย้ง ทุกคำที่นางปรารถนาจะเอื้อนเอ่ยก็จำต้องถูกกลืนลงไป


ฮ่องเต้สังเกตเห็นความไม่เต็มใจของนาง


“กราบขอโทษฉีเอ๋อร์ หรือจะรับแพรขาวสามฉื่อ!”


วาจาของเขาฟาดลงกลางใจโจวเจี๋ยราวอสนีบาต


แม้แต่เป่ยจิ้งอ๋องยังมองฮ่องเต้ด้วยความเหลือเชื่อ


อย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้ได้พระราชทานทางเลือกสองทางแก่นาง อยู่หรือตาย — ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโจวเจี๋ยเอง


“เลือกเอาเอง ข้าจะให้เวลาครึ่งก้านธูป”


เมื่อฮ่องเต้กล่าวจบ ถังฉีที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ดูตระหนกตกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าพระบิดาบุญธรรมจะปกป้องนางอย่างดุเดือดถึงเพียงนี้ และนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง


ใบหน้าของโจวเจี๋ยยิ่งหม่นหมอง แม้ฮ่องเต้จะให้เวลาครึ่งก้านธูปเพื่อคิดทบทวน แต่เวลาของพระองค์มีค่าเพียงใด และนางจะปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ได้อย่างไร?


เมื่อชีวิตต้องตกอยู่ในอันตราย มีหรือจะเลือกทางที่สอง?


หันหน้าไปมองถังฉีซึ่งมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนอย่างเคย นางแทบจะกัดฟันจนแหลกละเอียด


จากนั้น ด้วยความยากลำบาก นางจึงก้าวเท้าไปทางถังฉี


เมื่อเห็นเช่นนี้ เป่ยจิ้งอ๋องก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่แม้แต่ตงกัวหมิงเองก็ยังนิ่งเงียบอยู่ด้านหนึ่ง โดยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาเฉยเมย ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา


ขณะที่โจวเจี๋ยเข้าไปใกล้ถังฉี สายตาของนางก็หันไปทางตงกัวหมิง ทว่าบุรุษผู้นี้ไม่มีทีท่าจะออกหน้าแทนนางแม้แต่น้อย


ความเย้ยหยันตนเองผุดขึ้นมาในหัวใจ


ถังฉีเฝ้ามองโจวเจี๋ยค่อยๆเข้ามาใกล้ สีหน้าท่าทางของนางยังคงสงบราวกับน้ำนิ่ง


โจวเจามองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าโจวเจี๋ยจะดูน่าสมเพชเพียงใดเมื่อต้องหมอบกราบต่อหน้าพี่สาวคนสวย


ฮ่องเต้เองก็ทรงสังเกตด้วยสีหน้าพึงพอใจเล็กน้อย ทรงคิดว่าโจวเจี๋ยอย่างน้อยก็รู้จักสถานะของตน


“องค์หญิงอันเฮอ ทุกอย่างที่ข้าทำไปก่อนหน้านี้ เป็นเพราะจิตใจของข้าถูกความริษยาครอบงำเท่านั้น!”


ตอนที่ 713: ข้าจะปวดหัวมากกว่าเดิม


กล่าวจบ โจวเจี๋ยก็กัดริมฝีปากอย่างแรง ก้มศีรษะกระแทกพื้นต่อหน้าถังฉีด้วยเสียงอันดัง


ในขณะนั้น ใจของนางเต็มไปด้วยความกล้ำกลืนฝืนทน เล็บของนางจิกลึกเข้าไปในเนื้อ แม้แต่ริมฝีปากยังถูกกัดจนเลือดซิบ


ถังฉีมองดูท่าทางหมอบกราบของโจวเจี๋ย และยังคงไม่หวั่นไหว


ตราบใดที่โจวเจี๋ยได้รับการลงโทษอย่างสาสม นั่นก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่านางจะกราบขอโทษถังฉีหรือไม่ก็ไม่สำคัญเลย


“จวิ้นจู่ หากเจ้ารู้ถึงผลที่จะตามมา เหตุใดเจ้าถึงทำแบบนั้นตั้งแต่แรก ข้าไม่เคยคิดทำร้ายใครด้วยซ้ำ”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ก้าวไปด้านข้าง


ส่วนโจวเจี๋ยจะคุกเข่าหรือไม่ สำหรับนางแล้วไม่ต่างกัน


“จวิ้นจู่ เจ้ายืนขึ้นเถอะ”


“ท่านอภัยให้ข้าแล้วหรือ?” โจวเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองถังฉี แม้นางจะรู้สึกขุ่นเคืองอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้


อย่างไรก็ตาม ถังฉีเป็นพระธิดาบุญธรรมของฮ่องเต้ และพระองค์ก็ทรงโปรดปรานนางยิ่งนัก โจวเจี๋ยจะตอบโต้ได้อย่างไร?


ขณะนั้น โจวเจี๋ยคิดได้เพียงว่าถังฉีช่างโชคดีเหลือเกิน หากนางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของขุนนางธรรมดาคนหนึ่ง ฮ่องเต้คงไม่แสดงความลำเอียงเช่นนี้


จากนั้น สายตาของนางก็หันไปทางโจวเจา


“มองอะไร? ข้าองค์หญิงไม่เคยทำชั่วอย่างที่เจ้าทำสักหน่อย!”


โจวเจากล่าวอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ ใบหน้าของเป่ยจิ้งอ๋องหม่นหมองทันทีเมื่อได้ยิน แม้แต่ฮ่องเต้เองยังอดกระแอมเบาๆมิได้


“เจาเอ๋อร์ รัชทายาทซีเหลียงอยู่ที่นี่ด้วย ระวังคำพูดหน่อย”


สดับรับสั่งของพระบิดา โจวเจาก็ทำได้เพียงส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะจ้องมองโจวเจี๋ยอย่างโกรธจัด


“เจี๋ยเอ๋อร์ องค์หญิงอันเหอให้อภัยเจ้าแล้ว”


ตงกัวหมิงทราบว่าตนเองไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป จึงเดินไปหาโจวเจี๋ย ตั้งใจจะประคองนางให้ลุกขึ้น


เดิมที โจวเจี๋ยไม่ต้องการให้ตงกัวหมิงสัมผัสนาง แต่ในขณะนั้น นางไม่เหลือเรี่ยวแรงเลยจริงๆ


ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงปล่อยให้เขาช่วยประคองขึ้นมา


เมื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่ต่อต้านตงกัวหมิง เป่ยจิ้งอ๋องก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย


เขาคิดว่าบางที เหตุการณ์นี้อาจทำให้บุตรสาวของเขาโตขึ้นบ้าง


เขายังคงลังเลที่จะให้นางแต่งงานไปยังแคว้นซีเหลียง แต่หากคนในเมืองหลวงล่วงรู้ว่าโจวเจี๋ยสูญเสียพรหมจรรย์ก่อนแต่งงาน นั่นไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นหายนะสำหรับนางเอง


แต่กระดาษห่อไฟไม่ได้ฉันใด ก็ปกปิดความจริงไม่ได้ฉันนั้น ยิ่งมีสตรีสูงศักดิ์รู้เห็นเหตุการณ์มากเท่าไร แวดวงของคนเหล่านั้นย่อมต้องรู้เรื่องนี้ในที่สุด


ดังนั้น การส่งนางไปยังแคว้นอันห่างไกลก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป


“เมื่อฉีเอ๋อร์ยกโทษให้เจ้าแล้ว เช่นนั้นก็ขอให้เลิกแล้วต่อกัน เจ้ากลับไปเก็บตัวเงียบๆ จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน เดือนนี้ห้ามออกนอกจวนเด็ดขาด”


กล่าวจบ ฮ่องเต้ก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ราวกับไม่อยากเห็นหน้าโจวเจี๋ยแม้แต่อึดใจเดียว


“ส่วนท่านก็กลับไปด้วย ใช้เวลาอยู่กับนางและอบรมสั่งสอนให้ดีๆ”


ฮ่องเต้ตรัสกับเป่ยจิ้งอ๋อง แม้ต้องการจะกล่าวมากกว่านี้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเยือกเย็นของฮ่องเต้ เป่ยจิ้งอ๋องก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ และหันหลังเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไป


เมื่อพวกเขาออกไปแล้ว โจวเจาก็ห่อปากอีกครั้ง


“เป็นอะไรอีกเล่า? เด็กน้อย เจ้าไม่พอใจสิ่งที่พ่อเพิ่งทำไปหรือ?”


เมื่อเห็นท่าทีของนาง ฮ่องเต้ก็อดหัวเราะมิได้


“ข้าคิดว่านางรอดตัวง่ายเกินไป พี่สาวคนสวยยังไม่ได้รับความเป็นธรรม นางได้รับเพียงผลกรรมจากสิ่งที่ตัวเองก่อ แต่ยังไม่ได้รับโทษทัณฑ์จริงๆเลยเพคะ!”


กล่าวจบ ดวงหน้าน้อยๆของนางก็เต็มไปด้วยความโกรธที่เด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อเห็นเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ


“ดูสิ พ่อตามใจเจ้าจนเคยตัว!”


เห็นใบหน้าไร้เดียงสาของนาง ฮ่องเต้อดถอนหายใจเบาๆในใจมิได้


สงสัยว่าเมื่อเขาจากโลกนี้ไปแล้ว เจาเอ๋อร์จะเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอของตนเองหรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางจะต้องเจอเรื่องทุกข์ใจอย่างแน่นอน


เมื่อคิดเช่นนี้ สายตาของเขาจึงหันไปที่ถังฉี


ถังฉีรู้สึกว่ามีสายตาจ้องมองมาที่ตนเอง และเมื่อนางหันไป นางก็เห็นฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า


เมื่อเห็นสีหน้าของพระองค์ ถังฉีก็คาดเดาความคิดได้ทันที


“ฉีเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าแม้นางจะขอโทษเจ้าแล้ว เจ้าก็คงไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก แต่การส่งนางไปไกลจากที่นี่ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีแล้ว”


ได้ยินฮ่องเต้ตรัสเช่นนี้ ถังฉีก็หยุดชะงัก ไม่คาดคิดว่าพระบิดาบุญธรรมจะใส่ใจนางถึงเพียงนี้


“นางไม่ได้มีความสำคัญพอจะอยู่ในสายตาข้าเลยเพคะ และข้าก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ อันที่จริง เป็นนางต่างหากที่สูญเสียทุกอย่าง”


แม้จะกล่าวเบาๆ แต่ถังฉีย่อมรู้ว่าทุกอย่างที่ตนเองเคยเผชิญนั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด


นางสามารถหลีกเลี่ยงการลอบสังหารได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพราะสัมผัสพิเศษของนางเท่านั้น


และเพราะดวงตาที่ทำให้นางมองเห็นโชคชะตาของผู้อื่นได้ หากไร้ซึ่งดวงตานี้ ใครเลยจะรู้ว่าป่านนี้หญ้าเหนือหลุมศพของนางจะสูงเพียงใด


“อืม เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว หากจิตใจหมกมุ่นอยู่กับความแค้น เป็นเจ้าที่จะทำให้ตัวเองไม่มีความสุข”


เมื่อเห็นความสุขุมเยือกเย็นและตรงไปตรงมาของถังฉี ฮ่องเต้ก็รู้สึกพอพระทัยยิ่ง


“เอาละ หากเกิดอะไรขึ้นอีก มาหาข้าที่วังเถอะ เวลานี้ข้าอยากพักผ่อนแล้ว”


กล่าวจบ ฮ่องเต้ก็โบกมือเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นนวดตรงหว่างคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า


ถังฉีทราบว่าพระพลานามัยของฮ่องเต้ไม่สู้ดี เมื่อเห็นพระพักตร์อันเหนื่อยล้า นางจึงได้แต่ผงกศีรษะ


“เสด็จพ่อ ท่านรู้สึกไม่ดี? ให้ข้าตามหมอหลวงหรือไม่เพคะ?”


โจวเจาเองก็สังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของฮ่องเต้ ใบหน้าของนางฉายแววกังวล ทันใดนั้น นางจำสิ่งที่พี่สาวคนสวยเคยกล่าวได้ ความวิตกกังวลของนางก็ยิ่งมายิ่งเด่นชัด


“ไม่เป็นไรหรอก ข้าแค่นอนไม่ค่อยหลับ หากได้พักผ่อนสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร พวกเจ้าสองคน รีบออกไปจากห้องเถอะ อย่าวุ่นวายกับข้าอีกเลย --- ขืนพูดคุยกันมากกว่านี้ข้าจะปวดหัวกว่าเดิม!”


เมื่อกล่าวเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็รีบโบกมือไล่พวกนางออกไป


โจวเจาต้องการจะกล่าว แต่ถังฉีดึงนางออกจากห้องไปเสียก่อน


“พี่สาวคนสวย เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดถึงลากข้าออกมา สีพระพักตร์ของเสด็จพ่อดูไม่ดีเลย!”


“ปล่อยให้เสด็จพ่อทรงพักผ่อนก่อนดีกว่า ทุกวันพระองค์ต้องจัดการเรื่องต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ยิ่งมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น — คงทำให้พระองค์ทุกข์ใจมากกว่าใครๆ!”


อย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้ก็เป็นประมุขผู้ปกครองบ้านเมือง และเป็นบุตรสาวของพระเชษฐาของพระองค์เองที่ก่อเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ การที่พระองค์ไม่ทรงเดือดดาลจนกระอักพระโลหิตก็น่าแปลกใจมากแล้ว


นอกจากนี้ ถังฉีสัมผัสได้ว่าฮ่องเต้ไม่ต้องการให้พวกนางอยู่ที่นั่นอีก


ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็มีสีหน้ากระจ่างใจเพียงครึ่งหนึ่ง


ตอนที่ 714: ทุกคนต่างเป็นกังวล


“ข้าคิดว่าคนที่รู้สึกทุกข์ใจมากที่สุดคือโจวเจี๋ยและครอบครัวของนาง โดยเฉพาะโจวเจี๋ย นางจงใจจะทำร้ายท่านตั้งแต่แรก!”


ทั้งสองคนยังคงพูดคุยกันต่อไปขณะเดินไปยังตำหนักของโจวเจา


“แค่กแค่กแค่ก…”


ไม่นานหลังจากทั้งสองจากไป ฮ่องเต้ก็ทรุดลงบนบัลลังก์มังกรอย่างไร้เรี่ยวแรงและไอเบาๆ มีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก


“ฝ่าบาท!”


เมื่อเห็นเช่นนี้ ขันทีคนสนิทที่อยู่ใกล้ๆ ก็รีบเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นกังวล


“ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์จึงทรงแก้ไขปัญหาอย่างง่ายดายเช่นนี้ จวิ้นจู่ผู้นั้นช่างน่าขุ่นเคืองจริงๆพ่ะย่ะค่ะ!”


เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไอออกมาเป็นเลือด ขันทีก็อดแสดงความไม่พอใจไม่ได้


อาการประชวรของฮ่องเต้ค่อนข้างคงที่มาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่หลังจากที่ทราบว่าโจวเจี๋ยทำอะไร พระองค์แทบหมดสติลงตรงนั้น


โชคดีที่หมอหลวงมาถึงทันเวลา หาไม่แล้ว คงเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ และทั่วทั้งแผ่นดินเป่ยโจวคงจะต้องตกอยู่ในความโกลาหลอย่างแน่นอน!


เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น ขันทีก็อดพึมพำอยู่ในใจมิได้


“เมื่อก่อนข้าปล่อยปละละเลยพวกเขามากเกินไป ความคิดที่จะเลือกปฏิบัติต่อใครโดยไม่ไตร่ตรองนั้นไม่ฉลาดเอาเสียเลย!”


ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า พระองค์จะไม่ตามใจญาติพี่น้องเชื้อพระวงศ์อีกต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นที่เกิดขึ้นในวันนี้


ได้ยินฮ่องเต้ตรัสดังนี้ ขันทีก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ


“เจ้าขันทีเฒ่า เหตุใดถึงถอนหายใจอยู่ได้! แค่กแค่ก... รีบพาข้าไปที่เตียงเร็วเข้า ข้าต้องพักผ่อน!”


สดับรับสั่งของฮ่องเต้ ขันทีก็รีบวิ่งเข้าไปประคองให้ฮ่องเต้นั่งลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง


“ฝ่าบาท ขอพระองค์อย่าทรงกังวลเรื่องพวกนี้อีกเลยพ่ะย่ะค่ะ เท่าที่กระหม่อมเฝ้าสังเกต องค์หญิงอันเหอเด็ดขาดและมีระเบียบแบบแผนในทุกสิ่งที่นางทำ — นางวางแผนทุกอย่างไว้ในใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”


ขณะที่ขันทีช่วยประคองฮ่องเต้ เขาก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


“แน่นอนว่าข้ารู้ว่านางเป็นคนที่วางแผนทุกอย่างอย่างรอบคอบ เหตุการณ์ในวันนี้ยังเป็นวิธีหนึ่งในการทำให้นางมีจุดยืนที่ชัดเจน ท้ายที่สุดแล้ว ข้าเหลือเวลาไม่มาก ภาคภาคหน้า ข้ายังคงต้องพึ่งพาให้นางดูแลเจาเอ๋อร์…”


ถึงจุดนี้ พระองค์ก็ไม่ได้กล่าวต่อไป ส่วนขันทีก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ


แน่นอนว่าถังฉีไม่รู้เลยว่าหลังจากที่นางจากไปแล้ว ฮ่องเต้และขันทีจะพูดคุยกันถึงเรื่องของนาง ในขณะเดียวกัน นางก็มาถึงห้องนอนของโจวเจาแล้ว


เดิมที นางตั้งใจจะกลับไปเร็วกว่านี้ แต่นางปฏิเสธคำชักชวนอันแสนหวานของโจวเจาไม่ได้และลงเอยด้วยการมาที่นี่


“เอาละ เอาละ อย่าทำเป็นเอาแต่ใจอีกเลย ข้าจะนั่งเล่นกับเจ้าสักพักแล้วค่อยกลับ ไม่อย่างนั้น ท่านพ่อกับซานจือคงเป็นห่วงแย่”


ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็หัวเราะเบาๆ


“พี่สาวคนสวย ท่านคิดว่าเจาเอ๋อร์เอาแต่ใจตัวเองหรือไม่? ทั้งๆที่ข้าควรปล่อยให้ท่านกลับบ้านเร็วๆ แต่ข้ายังอยากให้ท่านอยู่ต่อ!”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็มองถังฉีอย่างระมัดระวัง ในใจยังคงกังวลว่าถังฉีจะไม่ชอบนาง


“ไม่เลย ข้ารู้ว่าเจ้าแค่เป็นห่วงข้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าควรจะเป็นบทเรียนสำหรับเจ้าด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครบางคนจ้องเล่นงานเจ้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็คือพระธิดาที่เสด็จพ่อหวงแหนที่สุด — ไม่ต้องสงสัยเลย!”


เมื่อเห็นสีหน้าเข้มงวดจริงจังของถังฉี โจวเจาก็ผงกศีรษะโดยไม่รู้ตัว


แม้นางจะไม่ค่อยเชื่อว่าจะมีคนในเมืองหลวงที่กล้าพอจะทำเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับถังฉีแล้ว นางก็ไม่กล้าประมาทอีกต่อไป


เมื่อสังเกตเห็นว่าโจวเจาใส่ใจคำกล่าวของนางจริงๆ ถังฉีก็มีสีหน้าพึงพอใจ


“พี่สาวคนสวย แม้ท่านจะไม่ได้เรียกร้องอันใด แต่ข้ายังรู้สึกว่าเสด็จพ่อไม่ได้ลงโทษโจวเจี๋ยรุนแรงเท่าที่ควร”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็คล้ายจะกล่าวอะไรต่อแต่ก็ลังเล เพราะอย่างไรพระองค์ก็คือพระบิดาของนาง


“ที่จริงแล้วในเรื่องนี้ เสด็จพ่อก็ทรงได้ทำดีทีเดียว ทั้งปกป้องข้าและรักษาศักดิ์ศรีของราชวงศ์เอาไว้ได้ ในฐานะประมุข พระองค์มีเรื่องที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง ไม่อาจทำตามใจชอบเหมือนที่เราทำ”


ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนั้น โจวเจาก็ผงกศีรษะอีกครั้ง ราวกับเข้าใจว่าเหตุใดพระบิดาของนางจึงทำเช่นนั้น


“เอาละ อย่าคิดมากเลย อีกหนึ่งเดือนนางจะแต่งงานกับรัชทายาทซีเหลียงอย่างมีความสุข แล้วเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกในเมืองหลวง”


เมื่อถังฉีกล่าวแบบนี้ โจวเจาก็ผงกศีรษะในที่สุด


“เอาละ ข้ากลับก่อนดีกว่า ไม่อย่างนั้นท่านพ่อกับคนอื่นๆจะต้องเป็นห่วงเอาได้ และอีกอย่าง ช่วงนี้อย่าออกจากวังบ่อยนัก เรื่องนี้เพิ่งจะคลี่คลาย ดังนั้นทุกคนคงกล่าวถึงกันไม่น้อย”


แม้จะไม่พอใจนัก แต่โจวเจายังคงพยักหน้ารับคำ


“ดีละ ข้าจะอยู่ในวังและคอยอยู่เป็นเพื่อนเสด็จพ่อ ข้าสังเกตว่าอาการของเสด็จพ่อไม่สู้ดีเลย ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”


กล่าวจบ ใบหน้าเล็กๆของโจวเจาก็หดหู่อีกครั้ง นางรู้สึกเป็นห่วงพระบิดาของนางมากจริงๆ


เมื่อเห็นว่านางเอาใจใส่มากเพียงใด ถังฉีจึงยิ้มอย่างอบอุ่น


“หากเจ้ารู้สึกอยากกินอะไร ก็ส่งคนมาที่จวนของข้า ข้าจะทำและส่งไปให้เจ้า”


ถังฉีกำชับอีกเล็กน้อยก่อนจะรีบออกไป


ทันทีที่นางออกจากประตูวัง นางก็เห็นถังอู่ ถังซาน และพี่น้องคนอื่นๆรอนางอยู่ข้างนอก


“พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็ออกมาเสียที พวกเราเห็นรถม้าของเป่ยจิ้งอ๋องเพิ่งออกไปไม่นาน แต่กลับไม่เห็นท่าน ทุกคนกังวลจะแย่แล้ว!”


ทันทีที่เห็นนางออกมาจากวัง ทุกคนก็มารวมตัวกันด้วยสีหน้าวิตกกังวล


“ข้าไม่เป็น ตรงนี้ผู้คนพลุกพล่าน กลับไปคุยกันที่จวนดีกว่า”


สดับวาจา พี่น้องตระกูลถังก็ผงกศีรษะ ถังอู่เป็นผู้นำและเดินไปทางด้านข้างเพื่อขึ้นม้าทันที


ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จวนองค์หญิงอันเหอ


เนื่องจากสตรีสูงศักดิ์จำนวนมากต่างรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้พวกนางจึงวางกำลังสายข่าวของตนไว้นอกกำแพงวังหลวง


เมื่อสายข่าวเหล่านั้นเห็นถังฉีและคนของเป่ยจิ้งอ๋องเดินทางออกจากวัง ทุกคนก็รีบไปรายงานข่าวนี้กับนายหญิงของตนทันที


“พี่ใหญ่ ฮ่องเต้ทรงตัดสินว่าอย่างไร? คล้ายว่าพระองค์ไม่ได้ลงโทษจวิ้นจู่เลย!” ภายในรถม้า ถังเฟิงมีสีหน้าไม่พอใจ


“ฝ่าบาทรับสั่งให้นางอยู่แต่ในจวนเพื่อรอวันแต่งงาน อีกหนึ่งเดือนนางจะไปยังแคว้นซีเหลียง เมื่อถึงเวลานั้น เราก็ไม่ต้องพบหน้านางอีกต่อไป และไม่ต้องกังวลด้วยว่านางจะวางแผนอะไรลับหลังเราอีก”


ได้ยินคำกล่าวของถังฉี พี่น้องตระกูลถังก็แสดงความพึงพอใจในที่สุด


“พี่ใหญ่ ฝ่าบาททรงลงโทษนางแค่นั้นหรือ? รู้สึกเหมือนโดนตีมือเบาๆมากกว่า!”


ตอนที่ 715: การแต่งงานของเจ้า


ได้ยินสิ่งที่ถังฉีกล่าว ถังเฟิงก็มีสีหน้าไม่พอใจ


“นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีพอแล้ว”


เห็นสีหน้าของเขา ถังฉีก็เข้าใจได้ว่าเหตุใดเขาถึงรู้สึกไม่พอใจแทนนาง


“สถานการณ์ในราชสำนักไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ฝ่าบาทเองก็เผชิญกับความยากลำบากเช่นกัน เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างฝ่ายต่างๆ”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ตบไหล่ถังเฟิงเบาๆ


“ก็แค่สั่งให้นางแต่งงานกับรัชทายาทซีเหลียงและขึ้นเป็นพระชายา — นั่นไม่ทำให้นางรอดตัวไปได้ง่ายๆหรอกหรือ? เมื่อนางอยู่ที่ซีเหลียง จะไม่มีใครรู้เรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่นางเคยทำในเป่ยโจว! และหลังจากนั้น นางก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!”


แม้แต่ถังสุ่ยยังระบายความคับข้องใจ


เขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปีในการศึกษาเล่าเรียนกับผู้อาวุโสฟาง เรียนรู้การอ่านและการเขียน และเข้าใจหลักการต่างๆมากมาย


“ต่อให้นางกราบขอโทษท่านในวังแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้? พอนึกถึงทุกสิ่งที่นางเคยทำไว้ ช่างน่าโมโหจริงๆ!”


ความขุ่นเคืองปรากฏบนใบหน้าของพี่น้องตระกูลถัง ทุกคนล้วนมองมาที่ถังฉีเป็นตาเดียว


“พี่ใหญ่ อย่ากังวลไปเลย เราจะหาทางทำให้ท่านได้แก้แค้นอย่างแน่นอน เราจะไม่ยอมให้นางทำตัวเหิมเกริมเช่นนี้อีกแล้ว!”


แม้แต่ถังซานที่จิตใจมั่นคงที่สุด ยังกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง


"ในเมื่อฝ่าบาททรงจัดการด้วยพระองค์เองแล้ว เราก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามนั้น เพราะถึงอย่างไร ข้าก็ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ต่อให้เราไม่ปริปากหรือทำอะไร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้"


กล่าวจบ ถังฉีก็ขยิบตาให้พวกเขา


“ในเมื่อฉีเอ๋อร์กล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องไปกดดันนางอีก นางคงมีเหตุผลของนาง”


ถังอู่ที่นิ่งเงียบมาตลอด กล่าวออกมาอย่างใจเย็น


ในช่วงหลายปีนับตั้งแต่ที่เขากลับมา เขาเข้าใจถังฉีเป็นอย่างดี หากนางกล่าวเช่นนี้ นางคงมีแผนการบางอย่างในใจ


แม้เด็กหนุ่มเหล่านี้ต้องการยืนหยัดเพื่อถังฉี แต่การกระทำอันหุนหันพลันแล่นอาจทำลายแผนของนางได้


ได้ยินถังอู่กล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็มีสีหน้าโล่งใจขึ้นมาก


ทีแรกนั้น นางคิดว่าถังอู่จะเข้าข้างพวกน้องชายเสียอีก


“แต่หากโจวเจี๋ยแต่งงานเงียบๆ ก็คงไม่ยุติธรรมกับเจ้าเกินไป เรามาคอยดูกันสักเดือนดีกว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้น”


ถังฉีเข้าใจความหมายที่แฝงลึกในคำกล่าวของถังอู่ทันที จึงอดไม่ได้ที่จะหยักยกมุมปาก


เหตุใดนางถึงคิดว่าบิดาไม่ใช่คนประเภทที่ปกป้องคนในครอบครัวอย่างดุเดือด?


“ท่านพ่อ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ!”


พี่น้องตระกูลถังต่างสบตาและเห็นประกายในดวงตาของกันและกัน


ในเมื่อพี่สาวไม่ต้องการให้เอาเรื่องเอาราวกับโจวเจี๋ย พวกเขาจึงแสร้งทำเป็นจำยอม จากนั้นค่อยทำตามที่พวกเขาต้องการอย่างลับๆ


ตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสฟางก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอกขณะที่เหล่าพี่น้องยังคงพูดคุยกัน


เมื่อเห็นว่าถังฉีนั่งอยู่ในห้องอย่างปลอดภัย ความหนักอึ้งในใจของเขาก็บรรเทาลงในที่สุด


“โชคดีที่เจ้าไม่เป็นไร เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น เราผู้เฒ่ารู้สึกใจหายจริงๆ!”


ด้านหลังฟางจื่อโจวยังมีฟางหวานหว่าน นางมองมายังถังฉีด้วยแววตาแฝงความกังวล


“ผู้อาวุโสฟางโปรดวางใจ ข้าปลอดภัยดี เรื่องนี้คงทำให้ท่านตกใจไม่น้อย”


เมื่อกล่าวจบประโยค ถังฉีก็ชะงักไป


"ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"


หากแม้แต่ผู้อาวุโสฟางยังทราบเรื่องนี้ บางที เรื่องนี้อาจสร้างความปั่นป่วนไปทั่วเมืองหลวงแล้วก็เป็นได้?


“ในบรรดาสตรีสูงศักดิ์ที่ออกตามหาเจ้าเมื่อคืนนี้ หนึ่งในนั้นคือญาติของข้า นางรู้ว่าข้ากำลังสอนซานจือและคนอื่นๆ แม้ลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนางก็ยอมเล่าให้ข้าฟัง แต่ถึงตอนนั้นเจ้าก็เข้าวังไปแล้ว เมื่อได้ยินว่าเจ้ากลับมา ข้าจึงรีบมาหาทันที”


เมื่อผู้อาวุโสฟางกล่าวจบ ถังฉีก็มีสีหน้ากระจ่างใจ


“เป็นเช่นนี้เอง ข้ากำลังสงสัยอยู่ทีเดียวว่าข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว!”


“นั่นกลับไม่แน่ เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ว่าใหญ่โตเพียงใด สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็จะรู้กันถ้วนทั่วภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเห็นแก่ชื่อเสียงของจวนเป่ยจิ้งอ๋อง คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อย่างเปิดเผย”


กล่าวจบ ท่านผู้อาวุโสฟางก็ลูบเคราของตนเอง


“จวิ้นจู่ผู้นั้นทำเกินไปแล้ว พวกเราล้วนเป็นสตรี แต่นางกลับทำเรื่องเช่นนี้ พี่หญิง ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับท่าน!”


ฟางหวานหว่านที่ยืนอยู่ด้านข้างยังกล่าวด้วยความโกรธ


“หวานหว่าน ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าและผู้อาวุโสฟางต้องเป็นกังวล ต่อไปนี้ ข้าจะระวังตัวให้มากเวลาออกไปข้างนอก จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว”


กล่าวจบ รอยขมวดตรงหว่างคิ้วของถังฉีก็คลายลงมาก สัมผัสได้ชัดเจนว่าฟางหวานหว่านและผู้อาวุโสฟางห่วงใยนางจากใจจริง


“เอาละ ในเมื่อท่านไม่เป็นไรแล้ว พี่หญิง เราอย่ากล่าวถึงคนผู้นั้นอีกเลย หลังจากนี้ สตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงก็จะไม่ยอมรับนางเช่นกัน!”


ฟางหวานหว่านเกรงว่าการกล่าวถึงโจวเจี๋ยอาจทำให้ถังฉีโกรธหรือเศร้าเสียใจ จึงพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว


“อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่ได้บอบบางถึงเพียงนั้น แค่ตกใจนิดหน่อย”


ในความเป็นจริง ถังฉียังคงรู้สึกใจหายอยู่บ้าง หากนางได้สติไม่ทันเวลา อาจเกิดเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่านี้


ยิ่งไปกว่านั้น นางยังมองออกว่าตงกัวหมิงไม่ได้ชอบพอโจวเจี๋ยจากใจจริง ทุกครั้งที่มองนาง สายตาของเขาจะเจือแววร้ายกาจอยู่เสมอ


โดยเฉพาะรัศมีที่แผ่ออกมาจากตงกัวหมิงนั้น ไม่ใช่รัศมีของผู้มีจิตใจดีงามหรือผู้มีศีลธรรมอย่างแน่นอน


“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ช่วงนี้ข้าจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนพี่หญิงเอง ท่านจะได้ไม่ต้องนึกถึงเรื่องร้ายๆเหล่านั้นอีก”


ฟางหวานหว่านกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


“เจ้าจะอยู่เป็นเพื่อนข้า? แล้วเจ้าจะไม่ปักผ้าเตรียมสินเดิมต่อ? หรือว่าเจ้าปักผ้าเสร็จหมดแล้ว?”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ขยิบตาให้ฟางหวานหว่าน


แน่นอนว่าใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำขึ้นมาทันที!


ถังซานที่ยืนอยู่ใกล้ๆก็กระแอมเบาๆ ก่อนจะหันไปมองถังฉีตาเขม็ง ทว่าอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาจึงไม่สามารถเข้าไปปลอบฟางหวานหว่านได้


“ฮ่าๆๆ…”


เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคน ถังฉีก็หัวเราะอย่างซุกซน


แม้แต่ผู้อาวุโสฟางที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดกระแอมไอมิได้


เขาไม่ได้รู้สึกไม่พอใจใดๆเลย เพราะเห็นได้ชัดว่าถังฉีไม่ได้มองบุตรสาวของเขาเป็นคนนอก


“ฉีเอ๋อร์ ชุดแต่งงานของหวานหว่านใกล้เสร็จ แล้วชุดของเจ้าเล่า? เจ้ากับจ้าวซื่อจื่อหมั้นหมายกันมานาน ดังนั้นการแต่งงานของเจ้า จะไม่กล่าวถึงไม่ได้กระมัง?”


อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าบุตรสาวถูกถังฉีหยอกเย้า ผู้อาวุโสฟางจึงตัดสินใจช่วยทวงคืนให้นางเล็กน้อย


“แค่กแค่ก…”


ครานี้ ถึงตาของถังฉีที่เป็นฝ่ายรู้สึกเขินอายบ้างแล้ว


ตอนที่ 716: ก้อนนุ่มฟูสีขาวช่างแปลกตานัก


กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง!


แม้แต่ถังซานยังหัวเราะเยาะอย่างร้ายกาจ


ท้ายที่สุดแล้ว ฟางหวานหว่านก็คือว่าที่ภรรยาของเขา หากพี่สาวแกล้งนาง ไม่เท่ากับแกล้งเขาด้วยเช่นกันหรอกหรือ?


ทันใดนั้น ทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็เข้าข้างฟางหวานหว่าน


จู่ๆ ถังฉีก็รู้สึกราวกับยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเอง!


“ใช่สิ น้องชายอย่างพวกเจ้าคงไม่เชื่อฟังพี่สาวกันแล้วกระมัง?”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ นางมีสีหน้าทุกข์ใจอย่างมาก


“พี่ใหญ่ หวานหว่านเป็นว่าที่ภรรยาของข้า แน่นอนว่าข้าต้องเข้าข้างนาง เอาอกเอาใจนาง และปกป้องนาง หากท่านอยากให้ใครมาปกป้อง ก็ไปหาพี่จ้าวสิ ข้าแน่ใจว่าเขาคงยินดีอย่างยิ่ง!”


ถังซานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


ได้ยินเช่นนี้ ฟางจื่อโจวซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ก็หัวเราะลั่น! ทั้งยังมองถังซานอย่างยอมรับมากยิ่งขึ้น


ใบหน้าของฟางหวานหว่านเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความเขินอาย


เมื่อเห็นสีหน้าของเขา ถังฉีก็รู้สึกพอใจมาก เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าถังซานไม่ใช่ประเภท 'น้องติดพี่'


ทั้งยังรู้จักยืนหยัดเพื่อภรรยาของตนเอง


แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ถังฉีก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะนี่คือน้องชายแบบที่นางต้องการให้ถังซานเป็น


ฟางหวานหว่านยืนอยู่ด้านข้าง เม้มริมฝีปากและแอบยิ้มในใจ


จากนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นและจ้องมองถังซานอย่างอ่อนโยน ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ก่อนจะรีบเบือนหน้าไปทางอื่น


“หวานหว่าน ข้าไม่คิดว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องมาอยู่เป็นเพื่อนพี่ใหญ่หรอกหรอก อันที่จริงนางไม่ค่อยใส่ใจกับทุกเรื่องด้วยซ้ำ! เจ้าไปปักผ้าเตรียมสินเดิมต่อไปเถอะ เพราะวันแต่งงานของเราใกล้จะมาถึงแล้ว”


ได้ยินถังซานกล่าวเช่นนั้น ฟางหวานหว่านก็ผงกศีรษะอย่างกระดากอาย


“เอ๊ะ ไม่ได้สิ หวานหว่านบอกว่าช่วงนี้จะมาอยู่เป็นเพื่อนข้า วางมือจากงานปักผ้าแค่ไม่กี่วันไม่เป็นไรหรอก!”


สดับวาจาของถังซาน นางก็คัดค้านทันที นางเองก็ต้องการใช้เวลาทำความรู้จักกับว่าที่น้องสะใภ้ของนางเช่นกัน!


ในท้ายที่สุด ภายใต้การยืนกรานของฟางหวานหว่าน ถังซานก็ไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับความเป็นจริง


เมื่อทุกคนแน่ใจว่าถังฉีปลอดภัยดีแล้ว ผู้อาวุโสฟางก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ ด้วยทราบว่านี่คือที่ของคนหนุ่มสาว


ฟางหวานหว่านยืนอยู่เคียงข้างถังฉี และทั้งสองคนก็เข้ากันได้ดี


ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พี่น้องตระกูลถังก็หยุดเอ่ยถึงเรื่องของโจวเจี๋ย และบรรยากาศก็ราบรื่นในไม่ช้า


ถังอู่จากไปพร้อมกับผู้อาวุโสฟาง โดยคิดว่าตัวตนของพวกเขาอาจทำให้ฟางหวานหว่านและพวกคนหนุ่มสาวรู้สึกอึดอัด


ในช่วงไม่กี่วันถัดมา ฟางหวานหว่านก็อยู่เคียงข้างถังฉี แน่นอนว่าพวกนางมักใช้เวลาร่วมกันอยู่ในครัว


ถังฉีสอนนางทำอาหารจานง่ายๆหลายอย่าง


และที่สำคัญที่สุด วันเกิดของจ้าวไป่จือเหลืออีกเพียงไม่กี่วัน และถังฉีก็ตั้งใจจะทำเค้กวันเกิดให้เขา


“พี่ใหญ่ ไข่สามารถนึ่งให้เป็นขนมอย่างที่ท่านว่าได้จริงหรือ?”


ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างฟางหวานหว่านและถังฉีใกล้ชิดกันมากขึ้น และนางก็ไม่ได้สงวนท่าทีเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป


ตรงหน้าพวกนางขณะนี้คือส่วนผสมของไข่ที่ถังฉีเพิ่งเตรียมไว้


ยากจะจำว่าพวกนางล้มเหลวมากี่ครั้งแล้ว แต่ถังฉียังคงยืนกรานว่าในที่สุดก็ต้องประสบความสำเร็จในการทำเค้กจนได้


ฟางหวานหว่านเริ่มรู้สึกสงสัย


“หากจำไม่ผิด ต้องเป็นแบบนี้แน่นอน เราคงทำอะไรผิดพลาดไประหว่างดำเนินการ เราจะพยายามต่อไปจนกว่าจะได้ผล!”


ถังฉีมีสีหน้ามุ่งมั่น


นอกจากนี้ แม้แต่เค้กที่กินไม่หมดก็มิได้สูญเปล่า รสชาติอาจไม่ค่อยตรงกับที่นางต้องการ แต่หากนางกินไม่หมดก็สามารถแบ่งให้คนรับใช้ในจวนองค์หญิงช่วยกินได้


เมื่อเห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของถังฉี ฟางหวานหว่านจึงไม่กล่าวอะไรอีก เพียงทำตามขั้นตอนก่อนหน้านี้ของนางและคอยช่วยเหลือเท่านั้น


สองก้านธูปต่อมา เมื่อถังฉีเปิดฝาขึ้น ภาพเค้กข้างในก็ทำให้ดวงตาของนางเป็นประกายในทันที!


“สำเร็จแล้ว! ตรงตามที่ต้องการเลย สัดส่วนของนมสำคัญมากจริงๆ!”


มองไปยังเค้กที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ถังฉีก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจในที่สุด


นางคิดไปว่าคงต้องลองอีกหลายครั้งกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์


ใครจะคาดคิดว่าครั้งนี้ พวกนางจะคาดเดาสูตรได้ถูกต้องโดยไม่ตั้งใจ!


“พี่หญิง แค่ได้ดมกลิ่นก็รู้ว่ามันต้องอร่อยมากแน่ๆ!” ฟางหวานหว่านจ้องมองเค้กสีน้ำตาลทองในหม้อ ความคาดหวังปรากฏชัดบนใบหน้าของนาง


นางเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองอาจกลายเป็นนักกินตัวน้อยไปเสียแล้ว


“เหลืออีกไม่กี่วันก่อนถึงวันเกิดของพี่จ้าว ดังนั้นเราจะปล่อยให้ขนมชิ้นนี้รอนานขนาดนั้นไม่ได้ ข้าจะตัดแบ่งให้เจ้าชิมชิ้นหนึ่ง แล้วค่อยทำใหม่แบบที่สมบูรณ์กว่านี้ทีหลัง!”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็หยิบผ้าเปียกเขึ้นมาและยกเค้กออกจากหม้อ


“แสดงว่านี่เพิ่งสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหรือ?”


เมื่อเห็นปฏิกิริยาของถังฉี ฟางหวานหว่านก็ดูประหลาดใจ นางคิดว่าขนมชิ้นนี้น่าจะสุกดีแล้วพิจารณาจากสีน้ำตาลทองที่น่าดึงดูดใจของมัน


“แน่นอนว่ามันเพิ่งเสร็จแค่ครึ่งเดียว พอข้าตกแต่งเสร็จ รับรองได้เลยว่าเจ้าจะไม่อยากกินมันด้วยซ้ำ!”


ถังฉีกล่าวพลางหั่นเค้กชิ้นเล็กๆอย่างชำนิชำนาญ และส่งให้ฟางหวานหว่าน


“ลองชิมดูสิ!”


กล่าวจบ นางก็ตะโกนไปที่ประตูห้องครัว


“ถังซัน เข้ามาในนี้ที ข้ามีเรื่องสำคัญมากที่อยากให้เจ้าช่วย!”


ได้ยินเสียงเรียกของถังฉี ถังซันก็รีบเข้ามาจากด้านนอกและยืนอยู่ตรงหน้านางด้วยความเคารพ


“ตีส่วนผสมนี้ให้ขึ้นฟู — ยิ่งมากยิ่งดี!”


ถังฉีชี้ไปยังที่ชามที่วางอยู่ใกล้ๆ มีทั้งไข่ นม และน้ำตาลวางอยู่ตรงนั้น


การตีส่วนผสมให้ขึ้นฟูต้องใช้แรงแขนมากพอสมควร นางรู้ว่านางตีเองไม่ไหว แต่หากเป็นถังซันก็อีกเรื่องหนึ่ง


"เพคะ"


ถังซันคิดว่าถังฉีต้องการอย่างอื่น แต่เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น นางจึงผงกศีรษะ


ไม่นาน ห้องครัวก็เต็มไปด้วยเสียงตีฟู


ขณะเดียวกัน ถังฉีก็ใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบอื่นๆที่จำเป็นสำหรับการทำเค้ก เช่นผลไม้และอื่นๆ


นางยังพบส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้ครีมมีสีแตกต่างกันด้วย


ไม่นานนัก ถังซันก็นำครีมที่ตีเสร็จแล้วมาให้นาง


“อืม ทำได้ดีมาก ทำเสร็จเมื่อไร ให้เจ้ากินได้ตามใจชอบเลย!”


เมื่อเห็นเนื้อครีมแล้ว ถังฉีก็ดูพอใจมาก นางหยิบช้อนและตักขึ้นมาชิมเล็กน้อย


ทันใดนั้น รสชาติที่คุ้นเคยก็แผ่ซ่านไปทั่วปาก


ความปลื้มปริ่มอิ่มเอิบอาบทั่วใบหน้าของถังฉี


ในยุคนี้ หากนางต้องการกินสิ่งที่คุ้นเคย นางไม่มีทางเลือกนอกจากลงมือทำด้วยตัวเอง


“พี่หญิง ก้อนนุ่มฟูสีขาวช่างแปลกตานัก มันจะอร่อยจริงๆหรือ?”


เห็นสีหน้าของถังฉี ฟางหวานหว่านก็อดแสดงความประหลาดใจมิได้


ตอนที่ 717: นอกจากอาหาร มีอะไรอยู่ในสายตาของพวกเจ้าอีกบ้าง?


"อร่อยหรือไม่อร่อย ลองชิมดูก็จะรู้เอง!”


ถังฉียื่นช้อนอีกคันให้ฟางหวานหว่าน ก่อนจะชี้ไปยังชามครีมตรงหน้า


เพราะทุกอย่างที่ถังฉีทำมักอร่อยล้ำเสมอ ฟางหวานหว่านจึงไม่ลังเล รับช้อนที่นางยื่นมาให้ ตักครีมขึ้นมาคำเล็กๆใส่เข้าปาก


ทันใดนั้น ความรู้สึกอันแสนอัศจรรย์ระเบิดทั่วทุกอณูของต่อมรับรสของนาง


“อื้ม...! สิ่งที่เรียกว่า ‘หน่ายโหยว’ (ครีม) ช่างอร่อยเหลือเกิน นี่อาจเป็นของหวานที่อร่อยที่สุดที่ข้าเคยกินมาเลย!”


กล่าวจบ ดวงตาของฟางหวานหว่านก็เป็นประกาย มองไปยังถังฉีด้วยสีหน้าชื่นชมจากใจจริง


“พี่หญิง ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าท่านคิดได้อย่างไร ถึงได้รังสรรค์แต่ของอร่อยๆมากมายถึงเพียงนี้!”


แม้ฟางหวานหว่านจะได้รับการเลี้ยงดูด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดและมารยาทอันเคร่งครัด แต่นางยังกล่าวสิ่งที่คิดต่อหน้าถังฉีอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ


“ฮาฮา… ทุกคนในเมืองหลวงคิดว่าเจาเอ๋อร์คือนักกินตัวยง แต่นักกินที่แท้จริงคือคนทำอาหารต่างหาก!”


ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้ ฟางหวานหว่านก็แสดงสีหน้าครุ่นคิด


“แต่หวานหว่าน อย่ากินมากเกินไป ไม่อย่างนั้นจะเลี่ยนเสียก่อน และเมื่อทำเค้กเสร็จแล้ว เจ้าจะกินได้ไม่อร่อยเท่าเดิม!”


สดับวาจา ฟางหวานหว่านก็รีบวางช้อนในมือ


เวลานี้ นางรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นว่าเค้กที่ถังฉีกำลังจะทำมีหน้าตาเป็นอย่างไร


กล่าวจบ ถังฉีก็ลงมือทำเค้กต่อ


เพราะนางได้ยุ่งกับการทำเค้กในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา สิ่งของจำเป็นอื่นๆ จึงถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว


จากนั้น นางก็ไปที่มุมห้องครัวที่สะอาดและเป็นระเบียบมุมหนึ่ง แล้ววางเค้กลงบนแท่น


นางเริ่มตกแต่งมันอย่างพิถีพิถัน


เมื่อปาดครีมลงบนเค้ก ถังฉีก็ลองพยายามดูว่านางสามารถปั้นครีมเป็นดอกไม้เล็กดอกๆได้หรือไม่


หลังจากล้มเหลวนับสิบครั้ง ในที่สุดนางก็ทำดอกไม้ที่ดูดีได้จำนวนหนึ่ง


ฟางหวานหว่านเฝ้าดูอย่างตั้งใจจากด้านข้าง นางชื่นชมทักษะอันน่าประทับใจของถังฉีอย่างมาก


ไม่นาน ถังฉีก็ทำเค้กเสร็จสมบูรณ์


แม้แต่ฟางหวานหว่านที่ได้ลองชิมไปนิดหนึ่ง ยังอดกลืนน้ำลายมิได้เมื่อเห็นขนมอบอันแสนละเมียดละไมเช่นนี้


นางรู้สึกดีใจที่เชื่อฟังถังฉีก่อนหน้านี้ และไม่ได้กินครีมมากเกินไป ไม่เช่นนั้น นางคงไม่มีความอยากอาหารเช่นตอนนี้


“หวานหว่าน เอาเค้กชิ้นนี้ไปกินกับพวกซานจือ ข้าจะทำอีกชิ้นหนึ่งส่งไปที่วัง หากเจาเอ๋อร์รู้ว่าเรากินเค้กชิ้นนี้ลับหลังนาง นางต้องเสียใจแน่ๆ”


ได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้ ฟางหวานหว่านก็ผงกศีรษะ


“ข้าจะจัดการให้เอง อย่างไรก็ตาม ท่านคงไม่ได้ใช้เวลานานเกินไปในการทำชิ้นต่อไปกระมัง? พวกเรารอท่านก่อนก็ได้”


ถังฉีใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วผงกศีรษะ


“ตกลง เจ้าไปเถอะ ข้าจะไปหาเจ้าเมื่อทำเสร็จแล้ว”


กล่าวจบ นางก็รีบเริ่มทำเค้กชิ้นต่อไปทันที


เนื่องจากโจวเจาขึ้นชื่อในเรื่องความชื่นชอบอาหารอร่อย ถังฉีจึงทำเค้กชิ้นที่สองให้ใหญ่กว่าชิ้นแรกมาก


ท้ายที่สุดแล้ว นางก็เป็นองค์หญิง แม้นางจะกินไม่หมด การให้รางวัลแก่คนรับใช้ด้วยเค้กส่วนที่เหลือก็ไม่ใช่ความคิดที่แย่


หลังจากใช้เวลาอีกประมาณสองก้านธูป ถังฉีก็ทำเค้กชิ้นที่สองเสร็จในที่สุด


จากประสบการณ์ที่นางได้รับมาก่อนหน้านี้ เค้กชิ้นที่สองนี้จึงดูดีกว่าชิ้นแรกมาก — ดูละเอียดลออกว่าในทุกมิติ


“ถังซัน เจ้านำ 'ต้านเกา' (เค้ก) ชิ้นนี้ไปส่งที่วัง ต้านเกามักจะเสียรูปได้ง่าย ดังนั้นต้องระวังให้มากระหว่างเดินทาง”


ขณะนั้น ถังฉีได้ห่อเค้กที่นางเพิ่งทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว


ได้ยินคำสั่งของนาง ถังซันก็ผงกศีรษะ


จากนั้น นางก็ถือเค้กขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง แล้วใช้วิชาตัวเบาอันช่ำชองกระโดดไปยังวังหลวง


เมื่อจัดการเสร็จแล้ว ถังฉีจึงตัดสินใจว่าจะไปที่เรือนด้านหน้าเพื่อกินเค้กกับพวกถังซานและคนอื่นๆ


เมื่อมาถึง นางก็พบว่าทุกคนกำลังรอนางอยู่ รวมถึงผู้อาวุโสฟาง


เวลานี้ ผู้อาวุโสฟางกำลังนั่งดื่มชากับถังอู่ พลางเหลือบมองเค้กที่อยู่ใกล้ๆ หลายครั้งหลายคราว


แม้แต่ชายชราวัยอย่างผู้อาวุโสฟางก็ไม่เคยเห็น 'ต้านเกา' หรือเค้กมาก่อนในชีวิต


“ขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องรอ”


เมื่อเห็นภาพนี้ ถังฉีก็อดแสดงสีหน้ารู้สึกผิดมิได้


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เรายังนั่งดื่มชากันอยู่เลย”


เมื่อผู้อาวุโสฟางเห็นถังฉีเข้ามา ดวงตาของเขาเป็นประกายทันทีและยืนขึ้นด้วยรอยยิ้ม


ถังฉีไม่กล่าวอะไรอีก นางเดินไปที่เค้ก หยิบมีดที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมา และเริ่มแบ่งเค้กให้ทุกคน


แม้พี่น้องตระกูลถังจะเคยกินเค้กของถังฉีมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มีเค้กชิ้นใดที่งดงามเท่ากับชิ้นนี้


เวลานั้น ทุกคนดูกระตือรือร้นและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด


เพียงไม่นาน ถังฉีก็แบ่งเค้กให้ครบทุกคน แม้แต่ผู้อาวุโสฟางก็ไม่ได้สงวนกิริยา รีบเค้กมาและนั่งลงด้วยความปีติยินดี


ทราบดีว่าอาหารอันโอชะของถังฉีนั้นเป็นของหายาก


“อื้ม…พี่หญิง รสชาติอร่อยมากเลย นี่เป็นขนมที่อร่อยที่สุดที่ข้าเคยกินมา!”


แม้ฟางหวานหว่านลองชิมครีม และพอจะคาดเดาได้ว่ารสชาติของเค้กจะเป็นอย่างไร


นางยังคงแสดงสีหน้าตื่นตะลึงเมื่อได้กินเค้กที่เสร็จสมบูรณ์ตรงหน้า


“ถึงเจ้าจะชอบเค้กมาก แต่กินมากเกินไปไม่ได้ เพราะจะไม่ดีต่อสุขภาพ อย่างไรเสีย ต้านเกาก็มีรสหวานมากทีเดียว”


ถังฉีตั้งใจลดปริมาณน้ำตาลก่อนทำพอสมควร


ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็กินเค้กจนหมดจาน แต่ละคนมีสีหน้าบ่งบอกว่ายังไม่หนำใจ


“พี่ใหญ่ เมื่อท่านและพี่จ้าวแต่งงานกัน ท่านต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงหรือไม่? หรือว่าพี่จ้าวจะย้ายมาอยู่ที่จวนองค์หญิงกับท่าน?”


หลังจากกลืนเค้กคำสุดท้าย เฉียวอวี๋ก็หันมามองถังฉี


“เหตุใดจู่ๆถึงถามเช่นนั้น ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลย”


สีหน้าของถังฉีเต็มไปด้วยความสงสัย นางไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาถามเช่นนั้น


“ก็เพราะว่าข้ากังวลว่าเมื่อท่านแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วกง เราคงไม่มีโอกาสได้กินของอร่อยๆ ได้เท่าที่ต้องการแล้ว…”


เฉียวอวี๋ตอบอย่างจริงจัง


ได้ยินเช่นนั้น พี่น้องตระกูลถังก็ผงกศีรษะอย่างเห็นพ้อง


ทันทีที่ถังฉีรู้ว่าพวกเขาหมายถึงอะไร เส้นเลือดเส้นหนึ่งก็ปูดขึ้นบนหน้าผาก …ไม่ใช่ว่าไม่อยากเห็นนางแต่งงาน แต่พวกเขารู้สึกว่าการจะได้เพลิดเพลินกับอาหารของนางหลังจากนี้จะยากขึ้นอีก


“นอกจากอาหารแล้ว มีอะไรอยู่ในสายตาของพวกเจ้าอีกบ้าง?!”


ตอนที่ 718: ทำเช่นนี้ไม่ถูก


ถังฉีสงสัยทันทีว่าน้องชายทุกคนรักและห่วงใยนางจริงๆหรือไม่


“แหะๆ…”


เฉียวอวี๋อดหัวเราะขื่นมิได้


เขาแน่ใจว่าแม้ถังฉีจะออกเรือน นางก็จะไม่ทิ้งพวกเขาไป คำกล่าวของเขาเป็นเพียงความสงสัยเท่านั้น


“หากพวกเจ้าทุกคนถามคำถามแบบนี้อีก อย่าคาดหวังว่าข้าจะทำขนมอร่อยๆเช่นนี้ให้กินอีกเลย!”


กล่าวจบ ถังฉีก็แสดงสีหน้าโกรธจัด แน่นอนว่าทันทีที่พี่น้องตระกูลถังเห็น พวกเขาก็ได้แต่ตะลึงงันจนทำอะไรไม่ถูก


เมื่อฟางหวานหว่านเห็นเช่นนี้ นางก็อดหัวเราะออกมาเบาๆมิได้ จากนั้น เมื่อรู้ตัวว่าเผลอไป จึงพยายามควบคุมตัวเอง แต่ไหล่ของนางก็ยังคงสั่นเทา


นางไม่เคยคาดคิดว่าแม้แต่ถังฉีก็สามารถถูกน้องชายของนางเอาเปรียบได้


“เฮ่อ… นึกขึ้นได้ว่าต้องทำต้านเกาอีกชิ้นหนึ่ง ดังนั้นคงไม่ได้อยู่ที่นี่กับทุกคนแล้ว!”


ถังฉีมองน้องชายของนางอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากบอกลาผู้อาวุโสฟางและถังอู่แล้ว นางก็มุ่งหน้ากลับไปที่ห้องครัว


แม้ทุกคนจะได้กินแล้ว แต่ถังซันและตู้เยว่เหนียงยังไม่ได้ลิ้มรสเค้กเลย


ต้องกล่าวว่าถังฉีเอาอกเอาใจคนรอบกายจริงๆ แม้ในสายตาคนนอก พวกเขาเป็นเพียงคนรับใช้ แต่ในใจของถังฉี นางมองว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันมานานแล้ว


และเป็นเพราะตู้เยว่เหนียงและคนอื่นๆรับรู้ความใส่ใจของถังฉี จึงทำให้ทุกคนมีความภักดีต่อถังฉีมากยิ่งขึ้น


แม้เค้กที่เตรียมไว้จะไม่สามารถทำออกมาได้มากนัก แต่การแบ่งออกเป็นสามหรือสี่ส่วนยังพอเป็นไปได้


เมื่อครู่ นางทำไปสองส่วนแล้ว ส่วนสุดท้ายนางตั้งใจทำไว้ให้ตู้เยว่เหนียงและคนอื่นๆกิน


เมื่อเข้าไปในครัว ถังฉีก็เริ่มมือเป็นระวิงอีกครั้ง และเค้กชิ้นที่สามก็สวยงามกว่าสองชิ้นแรกเสียอีก เมื่อเห็นเช่นนี้ ถังฉีก็อดแสดงสีหน้าพึงพอใจมิได้


ขณะเดียวกัน ถังซันก็กลับมาจากวังหลวงพอดี และเล่าให้ถังฉีฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น


“เอาละ ตราบใดที่เจาเอ๋อร์ได้รับต้านเกาแล้ว นั่นแหละที่สำคัญ เจ้าคงเหนื่อยจากการเดินไปเดินมาทั้งวันแล้ว ไยเจ้ากับเยว่เหนียงไม่มากินต้านเกาด้วยกันเล่า?”


กล่าวจบ นางก็ชี้ไปยังเค้กที่นางเพิ่งทำเสร็จ


ถังซันไม่คาดคิดว่าถังฉีจะทำเค้กให้พวกนางเป็นพิเศษ ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความซาบซึ้งใจมากยิ่งขึ้น


“องค์หญิง อันที่จริง นี่เป็นสิ่งที่คนรับใช้อย่างพวกเราควรทำเพื่อท่าน ไม่จำเป็นที่ท่านต้องลำบากทำอะไรเช่นนี้เพื่อพวกเราเลย…”


แม้ถังซันจะกล่าวเช่นนี้ แต่ความรู้สึกซาบซึ้งในแววตาของนางยังคงฉายชัด


ในความเป็นจริง ถังฉีไม่เคยปฏิบัติต่อพวกนางในฐานะคนรับใช้ แต่กลับมองเป็นคนสนิทของนางมากกว่า!


แม้ถังซันจะทราบข้อเท็จจริงนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่นางยังคงรู้สึกซาบซึ้งใจไม่เสื่อมคลาย


นางถูกฝึกให้เป็นองครักษ์เงาตั้งแต่เด็ก ไม่มีหัวใจ ไม่มีความคิด ความต้องการของตัวเอง ต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้เป็นนายเท่านั้น


แต่ระหว่างช่วงเวลาที่อยู่เคียงข้างถังฉี ทุกสิ่งที่นางทำล้วนทำให้หัวใจของถังซันที่ครั้งหนึ่งเคยแข็งกระด้าง ค่อยๆอ่อนลงทีละน้อย


“เอาละ เอาละ เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคยคิดว่าพวกเจ้าเป็นเพียงคนรับใช้! หากวันหนึ่งพวกเจ้าเจอบุรุษที่พึงใจ ให้มาบอกข้า ข้าจะเตรียมสินเดิมให้พร้อมสรรพ!”


ถังฉีไม่ใช่คนที่ทำอะไรตามความอ่อนไหวของอารมณ์ นางเพียงแต่ทำในสิ่งที่นางต้องการ นั่นคือปฏิบัติต่อผู้ที่ปฏิบัติต่อนางอย่างดี


ง่ายๆเพียงแค่นั้น


“อืม!”


แม้ถังซันจะไม่เคยมีความคิดเรื่องการแต่งงาน แต่ก็ผงกศีรษะอย่างจริงจังหลังจากได้ยินถังฉีกล่าวเช่นนี้


“เอาละ รีบมากินเถอะ ข้าจะทบทวนสูตรการทำต้านเกาแล้วจดไว้อย่างละเอียด อีกสองวันจะเป็นวันเกิดของพี่จ้าว ข้าตั้งใจจะทำต้านเกาที่ใหญ่และดีกว่านี้!”


กล่าวจบ ถังฉีก็เลิกสนใจถังซัน และปล่อยให้พวกนางกินตามใจชอบ


“ฉีเอ๋อร์!”


ขณะที่ถังซันกำลังจะเอาเค้กออกไปหาตู้เยว่เหนียง ก็มีเสียงที่วิตกกังวลดังขึ้นจากนอกห้องครัว


ไม่นานหลังจากนั้น ฉีเซิ่งก็พุ่งตัวเข้ามา ราวกับวิ่งหนีไฟไหม้ก็มิปาน


“พี่ฉี?”


เมื่อเห็นสีหน้าของเขา ถังฉีก็ดูงุนงงเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเหตุใดเขาถึงมาในเวลานี้


“เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าไม่บอกข้า?!”


แม้ทราบแล้วว่าถังฉีไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่ฉีเซิ่งก็รีบมาหาทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้


เมื่อเขาเห็นว่านางยังมีเวลามาทำอาหารอย่างสบายใจในครัว หัวใจที่บีบรัดมาตลอดทาง ก็คลายลงในที่สุด


“จริงๆแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ข้าเลยไม่ได้บอกอะไร ไม่อยากให้ทุกคนกังวลเกินเหตุ”


ถังฉีเข้าใจทันที และกล่าวตอบด้วยความรู้สึกจนใจ


“ว่าแต่พี่ฉี ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”


แม้ถังฉีจะไม่ได้เล่ารายละเอียด แต่ฉีเซิ่งกลับรู้รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน


“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าทำอะไร? ข้าเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมเยว่ไหล! หากข้าอยากรู้เรื่องอะไร ข้าก็ได้รู้ทั้งนั้น!”


หลังจากกล่าวจบ ฉีเซิ่งก็มองถังฉีด้วยความหงุดหงิด


“จริงด้วย ข้าลืมไปเสียสนิทเลย!”


ใบหน้าของถังฉีพลันเป็นประกาย


นางเพิ่งจะเริ่มแสดงความซาบซึ้ง เมื่อจู่ๆ ฉีเซิ่งก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง


“นั่นคืออะไร? แป้งอบ หรืออะไรสักอย่าง…ดูบอบบางมากเหลือเกิน แต่ว่ามันใหญ่กว่าปกติ เจ้าทำของเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”


เวลานี้ สายตาของเขาจ้องไปที่เค้กอย่างสมบูรณ์


เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา ถังฉีก็อดหยักยกมุมปากมิได้


ข้างๆนาง ถังซันมีสีหน้าระมัดระวังทันที ถอยหลังหลายก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาระยะห่างจากเขา


ทราบดีว่าฉีเซิ่งก็เป็นนักกินตัวยง เมื่อเห็นเค้กในมือของนาง คงแปลกหากเขาจะไม่ขอลองชิม!


“ต้านเกาชิ้นนี้ องค์หญิงทำให้เยว่เหนียงและข้า”


ถังซันเน้นย้ำชื่อของนางและเยว่เหนียง ราวกับพยายามจะเตือนเขาให้ได้สติ


“เข้าใจแล้ว แต่พวกเจ้าสองคนคงกินขนมชิ้นใหญ่ขนาดนี้ไม่ไหวหรอก แบ่งมาให้ข้าช่วยกินสักหน่อยดีหรือไม่?”


ใบหน้าของฉีเซิ่งแสดงความคาดหวังอย่างมาก


ขณะเดียวกัน ถังฉีที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถูกเขาเมินอย่างสิ้นเชิง


แม้ก่อนหน้านี้จะเป็นห่วงเป็นใยถังฉีสุดหัวใจ แต่เวลานี้เขากลับมุ่งความสนใจไปที่เค้กในมือของถังซันเพียงอย่างเดียว


“คุณชายฉีโปรดวางใจ ข้ากับเยว่เหนียงกินต้านเกาชิ้นนี้กันเองได้”


ท่าทีของถังซันยังคงแข็งกร้าวเหมือนเช่นเคย มองฉีเซิ่งด้วยสายตาระแวดระวัง


นางไม่ใช่คนที่พูดจาอ่อนหวาน แต่นางเพียงเลือกใช้คำที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อถ่ายทอดความหมาย


“ฉีเอ๋อร์ ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องเลย เจ้าทำอาหารให้ทุกคนกิน แล้วข้าเล่า?!”


ตอนที่ 719: ข้าจะแบ่งให้ท่าน


“หมดแล้ว นั่นเป็นชิ้นสุดท้าย”


ถังฉีมองฉีเซิ่ง ก่อนจะถอนสายตากลับมา และกล่าวอย่างใจเย็น


“นี่...”


เวลานี้ ฉีเซิ่งสังเกตเห็นว่าสายตาที่ถังฉีมองเขาดูไม่แยแสเหมือนเดิมอีกต่อไป!


ร่องรอยของความกระอักกระอ่วนใจปรากฏบนใบหน้าของเขาทันที


เมื่อครู่ เขาคงกดดันเรื่อง 'ต้านเกา' นั่นมากเกินไป


“ฉีเอ๋อร์ เจ้าทำอีกชิ้นหนึ่งได้หรือไม่? เห็นแก่มิตรไมตรีของเราสองคน...”


“มิตรไมตรีของเราสองคน คงเทียบไม่ได้เลยกับต้านเกาชิ้นนั้น เมื่อครู่ วิญญาณของท่านแทบจะถูกมันกลืนกินจนหลงลืมข้าไปแล้ว!”


ถังฉีกล่าวด้วยความหงุดหงิด


“นั่นมัน... นั่นเป็นความเข้าใจผิด ข้าเผลอไปสนใจอย่างอื่นเพราะเห็นว่าเจ้าปลอดภัยดีแล้ว หากข้าไม่สนใจเจ้า ข้าคงไม่รีบวิ่งมาตาลีตาเหลือกอย่างเมื่อครู่นี้หรอก เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือ?”


ฉีเซิ่งพยายามหาข้ออ้างอย่างสุดชีวิต


และถังฉีทราบว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นเป็นความจริง


“ต้านเกาชิ้นนี้ทำยากมาก แล้ววันนี้ข้าก็เหนื่อยแล้วด้วย!”


ถังฉีกล่าวตามตรง นางทำเค้กมือเป็นระวิงมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งตอนนี้ ซึ่งเหนื่อยมากจริงๆ นางเริ่มรู้สึกง่วงแล้ว


สังเกตความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของนาง ฉีเซิ่งตระหนักชัดว่านางหาได้กล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจไม่


“เอาละ เช่นนั้นครั้งหน้าหากเจ้าทำอีก ก็อย่าลืมแบ่งข้าสักชิ้น ข้ามาที่นี่วันนี้เพื่อยืนยันตามข่าวที่ได้ยินเท่านั้น”


แม้สายข่าวของเขาจะแทบไม่เคยทำงานผิดพลาด แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว


“มีข่าวลือใดออกมาบ้าง?”


เนื่องจากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ถังฉียุ่งกับการทำเค้กและไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกมากนัก


“จะเป็นข่าวลือเรื่องใดได้อีก? เมื่อวานนี้ฮ่องเต้ได้ออกพระราชโองการให้โจวเจี๋ยแต่งงานกับรัชทายาทซีเหลียง ข้ารู้สึกประหลาดใจมาก! เป่ยจิ้งอ๋องจะยอมยกลูกสาวคนเดียวของตัวเองให้แต่งไปยังแคว้นซีเหลียงได้อย่างไร!”


ขณะกล่าว ร่องรอยเย้ยหยันพลันปรากฏบนสีหน้าของเขาโดยไม่รู้ตัว


“จะว่าไป โจวเจี๋ยก็ทำตัวเองแท้ๆ การที่นางทำเรื่องร้ายกาจเช่นนั้นกับเจ้า ฝ่าบาทไม่ได้มอบแพรขาวสามฉื่อให้นางแขวนคอตัวเอง นั่นก็ถือว่าเมตตามากแล้ว!”


“ทุกคนล้วนมีชะตากรรมของตัวเอง การแต่งงานไปยังแคว้นซีเหลียงอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับนางก็ได้”


เวลานี้ ถังฉีไม่สนใจเรื่องของโจวเจี๋ยอีกต่อไป


“เจ้าช่าง... ปล่อยผ่านได้ง่ายดายเสียจริง! แต่ถึงแม้นางจะไม่ได้แต่งงานไปยังแคว้นซีเหลียง นางก็ไม่มีที่ยืนในเมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว”


กล่าวจบ ความเย็นชาเล็กน้อยก็ปรากฏบนใบหน้า


“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”


สังเกตเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำกล่าวของฉีเซิ่ง ถังฉีจึงถามด้วยสีหน้าสับสน


“ยามนี้ในแวดวงขุนนางในเมืองหลวง ทุกคนล้วนทราบว่าโจวเจี๋ยทำอะไรกับเจ้า และนางก็ไม่ได้ครองพรหมจรรย์อีกต่อไป เมื่อเหล่าสตรีสูงศักดิ์เห็นนาง ก็ปฏิบัติกับนางเหมือนสาวใช้ชั้นต่ำ”


“อย่างนี้เอง!”


ได้ยินผลลัพธ์นี้ ถังฉีไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด ท้ายที่สุดแล้ว มีหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เรื่องราวจะแพร่สะพัดออกไปเหมือนไฟลามทุ่ง


“กล่าวได้เพียงว่านางทำตัวเองทั้งนั้น ผู้ที่มุ่งร้ายต่อผู้อื่น ย่อมแพ้ภัยตัวเองในที่สุด” ถังฉีกล่าวอย่างเฉยเมย


“ใช่แล้ว ข้าเองก็ช่วยส่งคนไปกระจายข่าว และพยายามปกปิดเรื่องของเจ้าให้มากที่สุด ข้าเชื่อว่าอีกไม่กี่วัน คนทั้งเมืองหลวงจะรู้เรื่องของโจวเจี๋ย”


ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่พระและห้ามปรามฉีเซิ่ง


ทว่าในใจของนางกลับรู้สึกแปลกๆวันนั้น เป่ยจิ้งอ๋องออกปากกำชับเหล่าสตรีสูงศักดิ์ไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้!


ท้ายที่สุดแล้ว การทำให้โจวเจี๋ยขุ่นเคืองอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การทำให้เป่ยจิ้งอ๋องขุ่นเคือง จะนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย


และพวกนางก็คงไม่ได้มีสถานะเดียวกับครอบครัวของญาติฝ่ายสามีเหมือนเวลานี้แน่นอน


สตรีเหล่านี้มักรักษาชื่อเสียงของตนเองเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกนางจะไม่กล่าวถึงเรื่องวันนั้น เว้นแต่จะมีบางอย่างที่ทำให้ต้องพูดออกมา!


“ฉีเอ๋อร์ ข้าเองก็ทำเพื่อเจ้าไม่น้อย เจ้าให้อภัยข้าได้หรือไม่?”


กล่าวจบ ฉีเซิ่งก็มองดูเค้กในมือของถังซันด้วยสายตาโหยหา


“ข้าจะแบ่งให้ท่านก็ได้”


ถังซันที่เคยหนักแน่นไม่หวั่นไหว กลับกล่าวออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา


เพราะเมื่อรับทราบสิ่งที่ฉีเซิ่งทำ แม้แต่ในฐานะสาวใช้ นางรู้สึกว่าเขาได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว!


เวลานี้ เป้าหมายเดียวในชีวิตของนางคือการปกป้องถังฉี


สดับวาจาของถังซัน ใบหน้าของฉีเซิ่งก็เปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้ม


การเดินทางวันนี้ ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่าแล้ว!


“แค่ก… ในเมื่อเจ้าเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะ ไว้เราค่อยคุยเรื่องอื่นๆกันทีหลัง!”


ฉีเซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง


ทว่าสายตายังคงจับจ้องไปยังเค้กในมือของถังซันอย่างไม่วางตา


แน่นอนว่าถังฉีเข้าใจท่าทางนั้นเป็นอย่างดี แต่นางก็ไม่ได้เปิดโปงเขาและผงกศีรษะเบาๆ


“พี่ฉี ข้าจะไปพักผ่อนในห้องก่อน หากมีอะไรก็ให้ถังซันหรือเยว่เหนียงมาเรียกข้า”


กล่าวจบ ถังฉีก็เดินออกไป


“หึหึหึ...”


หลังจากที่ถังฉีจากไปแล้ว ฉีเซิ่งก็ถูมือไปมาพลางจ้องมองเค้กในมือของถังซัน


“ขนมชิ้นนี้เรียกว่าอะไร? 'ต้านเกา' ใช่หรือไม่?”


“อืม หากอยากกินก็ไม่จำเป็นต้องทำท่าทางเช่นนั้น ตามข้ามาเถอะ เยว่เหนียงไม่อยู่ที่นี่”


แม้ว่าเค้กที่ถังฉีทำจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่เมื่อถังซันถือมันไว้ในมือ กลับดูเบาราวกับขนนก — ไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ


สดับวาจา ฉีเซิ่งก็ผงกศีรษะเและเดินตามนางไปยังหอนอนของคนรับใช้


สำหรับถังฉี หลังจากกลับมาถึงห้องของตนเอง นางก็ล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนชุดคลุมตัวนอกออก และล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนระโหยโรยแรง


การทำเค้กเป็นงานที่เหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ นางไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆแล้วจริงๆ


เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดแล้ว ไม่รู้ว่าตนเองนอนหลับไปนานเพียงใด


“องค์หญิง ท่านตื่นแล้ว!”


ทันทีที่มีเสียงดังขึ้นในห้อง ตู้เยว่เหนียงก็เดินเข้ามาจากด้านนอก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม


“อืม ข้าหลับไปนานแค่ไหน?”


ถังฉีรู้สึกสดชื่นและถามด้วยความสับสน


“องค์หญิง ท่านหลับไปเกือบสองชั่วยาม เวลานี้ยามจื่อ (ช่วงเที่ยงคืน) แล้วเจ้าค่ะ!”


ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของถังฉีก็เผยความประหลาดใจ นางไม่คาดคิดว่าจะหลับไปนานถึงเพียงนี้ จึงผุดลุกขึ้นจากเตียงทันที


“องค์หญิง หิวหรือไม่เจ้าคะ? ข้าจะไปเตรียมอะไรมาให้!”


“ไม่ต้องหรอก ข้าไม่หิว”


ถังฉีส่ายศีรษะ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และมองตู้เยว่เหนียงด้วยสีหน้าสับสน


ตอนที่ 720 ให้ท่านพ่อได้เห็นธาตุแท้ของนาง


“พี่ฉี...เขายังอยู่ที่นี่หรือไม่?”


“องค์หญิง คุณชายฉีกลับไปได้สักพักแล้วเจ้าค่ะ” ตู้เยว่เหนียงตอบทันทีที่ได้ยินคำถาม


ถังฉีไม่คาดคิดว่าฉีเซิ่งจะกลับไปแล้ว นั่นไม่ใช่นิสัยของเขาเลย!


“หรือเป็นเพราะเขา…ไม่ชอบต้านเกาที่ข้าทำ?”


นางเอ่ยคำถามที่ยังคงค้างอยู่ในใจ


“องค์หญิง ท่านเข้าใจผิดแล้ว คุณชายฉีชอบต้านเกาของท่านมาก ถึงขนาดเอากลับไปด้วยซ้ำ!”


ถึงจุดนี้ ร่องรอยไม่พอใจปรากฏบนใบหน้าของตู้เยว่เหนียง อย่างไรก็ตาม นางเองก็เพลิดเพลินกับเค้กที่ถังฉีทำอย่างมาก


เห็นความสับสนบนใบหน้าของถังฉี ตู้เยว่เหนียงจึงกล่าวต่อ


“คุณชายฉีบอกว่าโรงเตี๊ยมเยว่ไหลเป็นทั้งโรงเตี๊ยมและร้านอาหาร เวลานี้อาหารทุกอย่างขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนเขาแทบรับรองลูกค้าไม่ไหว ดังนั้นแล้ว เขาจึงเปรยๆว่าอยากเปิดร้านขายขนมและให้คนในจวนเรียนรู้วิธีทำต้านเกาจากท่าน!”


เมื่อได้ยินตู้เยว่เหนียงกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็แสดงสีหน้ากระจ่างในที่สุด


ในอดีต ไม่ว่านางจะทำอาหารอร่อยๆใดก็ตาม ฉีเซิ่งก็จะวิ่งมาขอสูตรอยู่เสมอ แต่ในวันนี้ เขากลับไม่ได้ถามถึงเค้กเลย ทำให้ถังฉีรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก


อย่างไรก็ตาม หลังจากหลับมาเป็นเวลานาน นางก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมากแล้ว


“เยว่เหนียง ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า! หลังจากนอนมานาน รู้สึกปวดเอวไม่น้อย ข้าจะไปเดินเล่นในสวนสักหน่อย”


หลังจากกล่าวเช่นนี้ ตู้เยว่เหนียงก็ตอบรับ และยื่นชุดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับนาง


เมื่อถังฉีแต่งตัวเสร็จ ตู้เยว่เหนียงก็จุดโคมไฟและเดินตามนางไปที่สวน


อากาศเริ่มอุ่นขึ้นบ้างแล้ว ทว่าสายลมยามราตรียังคงพัดมาให้รู้สึกเย็นสบาย


เมื่อถังฉีเดินมาถึงสวน นางก็เห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของนางฉายแววประหลาดใจทันที แต่นางก็เดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว


“พี่จ้าว?”


ดึกดื่นป่านนี้แล้ว นางไม่คิดว่าเขาจะยังมาหา ดูเหมือนว่าเขาจะรอนางอยู่


เมื่อเห็นจ้าวไป่จือ ตู้เยว่เหนียงก็วางโคมไฟไว้ข้างๆอย่างรู้งาน และก้าวออกไปเงียบๆ


“คืนนี้ข้านอนไม่หลับ ก็เลยมาดูว่าเจ้าทำอะไรอยู่ พอได้ยินว่าเจ้าจะมาเดินเล่นในสวน ข้าเลยมารอที่นี่ก่อน”


เห็นความประหลาดใจบนใบหน้าของถังฉี จ้าวไป่จือจึงอธิบายอย่างใจเย็น


“อืม ข้าเหนื่อยจากงานวันนี้ ก็เลยเข้านอนเร็ว ไม่คิดว่าจะหลับไปนานเกือบสองชั่วยาม ยามนี้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก จึงออกมาเดินเล่นสักหน่อย”


กล่าวจบ ถังฉีก็นั่งลงข้างๆจ้าวไป่จือ


ราตรีนี้ แสงจันทร์สุกสว่างมากเป็นพิเศษ


ดังนั้น ถังฉีจึงมองเห็นการเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของจ้าวไป่จืออย่างชัดเจน


“เอ่อ... ข้าได้ยินมาว่าเจ้าทำขนมอบชนิดหนึ่งที่เรียกว่า... 'ต้านเกา' ใช่หรือไม่?”


สิ้นคำถาม เขาก็มองนางด้วยสีหน้าคาดหวัง แววไม่พอใจเล็กน้อยแฝงอยู่ในดวงตา


“นึกแล้วเชียว! ที่แท้ท่านก็มาหาข้าคืนนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง — เพราะต้านเกานี่เอง!”


เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนบนใบหน้าของเขา ถังฉีก็อดหัวเราะมิได้


"อืม..."


จ้าวไป่จือก็ไม่ได้ปิดบังเช่นกัน


เขารู้สึกอิจฉาจริงๆ คนอื่นทั้งได้เห็นหรือได้ชิมกันไปแล้ว แต่เขาซึ่งเป็นคู่หมั้นของนางกลับไม่ได้อะไรเลย


“นั่นคือของขวัญวันเกิดของท่าน ข้าเพิ่งฝึกทำเมื่อไม่กี่วันนี้เอง คนอื่นแค่ช่วยชิมรสชาติเท่านั้น”


สดับวาจาของถังฉี ความตึงเครียดบนใบหน้าของจ้าวไป่จือผ่อนคลายลงในที่สุด รอยยิ้มพึงใจยิ่งมายิ่งกดลึก


"อืม"


แม้จะเป็นเพียงเสียงตอบเบาๆ แต่ความสุขที่แฝงในน้ำเสียงกลับชัดเจนจากใจ


เมื่อเห็นสีหน้าพึงพอใจของเขา ถังฉีก็อดพึมพำในใจมิได้


ชายคนนี้...เวลาอิจฉาหรือเง้างอน ช่างดูน่ารักจริงๆ


“เช่นนั้น…เจ้าจะบอกว่าทั้งองค์หญิงอันหยางและฝ่าบาท เป็นแค่ผู้ทดสอบรสชาติ?”


ตอนนั้นเอง จ้าวไป่จือก็นึกขึ้นได้ ก่อนจะมองไปยังถังฉีด้วยสายตาหยอกเย้า เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของถังฉีพลันเคร่งขรึมโดยไม่ได้ตั้งใจ


“นั่นเป็นเพราะต้านเกาที่ทำวันนี้ออกมาดีมาก ข้าเลยส่งไปที่วัง อย่างไรเสีย เจาเอ๋อร์ก็เป็นนักกินตัวยงอยู่แล้ว — ท่านก็รู้ดี หากข้าไม่ให้นางลองชิม นางคงมาตามตอแยข้าทีหลังแน่ๆ”


และเด็กสาวคนนั้นก็ยากจะเกลี้ยกล่อมเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ


“นั่นก็จริง”


กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็มองไปยังถังฉีอย่างจริงจังที่สุด


ถังฉีย่อมอ่านความหมายในดวงตาของเขาได้ จึงยิ้มพลางส่ายศีรษะ


“นี่...ข้าบอกไปแล้วว่านี่คือของขวัญวันเกิด เมื่อถึงวันเกิดอายุครบยี่สิบปีของท่านในอีกสองวันข้างหน้า ข้าจะมอบให้ท่านตอนนั้น”


เมื่อถังฉีประกาศชัด จ้าวไป่จือก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก แต่ยังคงมีร่องรอยของความผิดหวังเล็กน้อยปรากฏบนใบหน้าที่ถังฉีบังเอิญมองข้ามไป


อย่างไรเสีย สิ่งที่ดีที่สุดควรเก็บไว้เป็นลำดับสุดท้าย


"ท่านมาถึงที่นี่สักพักแล้วหรือ?"


ถังฉีไม่เชื่อข้ออ้างที่ว่าเขานอนไม่หลับ นางอ่านกลอุบายเล็กๆน้อยๆของเขาได้เสมอ


“อืม ข้ามาเพื่อคุยกับเจ้าเรื่องหนึ่ง --- ในวันเกิดของข้า ข้าอยากให้ท่านพ่อเห็นธาตุแท้ที่แสนร้ายกาจของจี้ซื่อเฉิน”


ได้ยินจ้าวไป่จือกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็ผงกศีรษะอย่างหนักแน่น


“อืม พี่จ้าว ทำที่ท่านคิดว่าถูกต้องเถอะ เรื่องบางเรื่องต้องสะสางให้เรียบร้อยเสียที”


ขณะมองจ้าวไป่จือ ร่องรอยความเจ็บปวดพลันปรากฏบนใบหน้าของนาง ขอบคุณสวรรค์ที่ชะตากรรมของเขานั้นแข็งแกร่ง ไม่เช่นนั้น เขาคงถูกจี้ซื่อเฉินผู้นั้นทำลายไปแล้ว


“อืม นี่เป็นเวลาที่ต้องแก้ไขทุกอย่าง" นางจะได้หยุดก่อปัญหาเสียที...


แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่จ้าวไป่จือกล่าวอยู่ในใจ — เขาไม่อยากให้ถังฉีเป็นกังวล


ท้ายที่สุดแล้ว ในฐานะบุรุษ ย่อมเป็นความรับผิดชอบของเขาที่ต้องปกป้องสตรีผู้เป็นที่รักสุดดวงใจ


“อืม นางเป็นคนประเภทที่ทำทุกอย่างให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และวิธีการของนางก็โหดร้ายนัก หากเราไม่จัดการกับนางให้สิ้นซาก เราก็ไม่มีวันรู้ว่านางจะคิดแผนอะไรมาทำร้ายเจ้าอีก แค่คิดก็ทำให้ข้าหวั่นใจแล้ว”


จะหลับตาลงได้อย่างสงบได้อย่างไรเมื่อยังมีภัยคุกคามอยู่ใกล้ตัว


มีแต่เป็นโจรร้อยวัน ไหนเลยจะป้องกันโจรได้ทั้งร้อยวัน?


“แล้ว... ข้าก็มาถามเรื่องงานแต่งงานของเราด้วย…”


กล่าวจบ จ้าวไป่จือก็มองถังฉีด้วยสีหน้าจริงจังยิ่ง


“เมื่อข้าได้รับความยินยอมจากเจ้า ข้าจะได้ไปแจ้งท่านอาถัง เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของเราทั้งคู่ ข้าต้องการความยินยอมจากเจ้าก่อน”


ได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น ถังฉีก็รู้สึกอบอุ่นในใจ นางไม่คิดว่าเขาจะใส่ใจความรู้สึกของนางมากถึงเพียงนี้


“รอจนกว่าท่านจะสะสางปัญหาทุกอย่างในจวน เมื่อท่านพร้อมที่จะมาสู่ขอ ก็คุยกับพ่อของข้าเองได้เลย --- ไม่จำเป็นต้องถามข้าแล้ว”


สิ้นประโยค ใบหน้าของถังฉีก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย เมื่อเอ่ยถึงเรื่องสำคัญในชีวิตเช่นนี้ --- ทำให้นางรู้สึกเขินจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่


จบตอน

Comments