‘เหยาเหยา’ นักพรตกินจุตัวน้อยวัยสามขวบย่างสี่ขวบ ต้องออกเดินทางลงจากเขาอิงเจี๋ยหลังอาจารย์สิ้นอายุขัย
โดยมีเป้าหมายคือตามหาศิษย์พี่ของอาจารย์ที่ชื่อ ‘ชิงอวิ๋น’ ในเมืองหลวง แล้วกอบกู้สำนักให้ยิ่งใหญ่
ด้วยพรสวรรค์อันเปี่ยมล้นทำให้เธอได้กลายเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลกู้ และใช้พรสวรรค์ที่มีในการทำนายชะตาช่วยเหลือผู้คนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองไปซื้ออาหารอร่อย อร่อย!
บทที่ 1 ลงจากเขา
บนยอดเขาอิงเจี๋ย ณ สำนักหั่วหยุน
“ศิษย์ตัวน้อยเอ๋ย… อายุขัยของอาจารย์ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ต่อไปนี้ อาจารญ์กลัวว่าจะ ไม่มีใครปกป้องเธอได้อีก เธอกินจุมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ถ้าอยู่บนเขาลูกนี้คนเดียว อาจารย์กลัวว่าเธอจะอดตาย”
“อาจารย์จำได้ว่าศิษย์พี่ชิงอวิ๋นไปได้ดีที่เมืองหลวง อาจารย์เลยเขียนจดหมายฉบับนี้ไว้ เธอลงจากเขาไปหาเขาแล้วมอบจดหมายฉบับนี้ให้เขาเถอะ เขาอ่านจบแล้วเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องคงจะเลี้ยงดูเธอเอง”
ที่ลานด้านหลังของสำนัก ในห้องพักห้องหนึ่ง นักพรตสูงวัยใบหน้าซีดเซียวกำลังกำชับเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะอ่อนแอเกินไป จึงพูดได้เพียงประโยคสั้นๆติดขัด และขาดความต่อเนื่อง
“ฮือๆฮือ... อาจารย์ หนูไม่อยากให้อาจารย์ตาย หนูไม่อยากเลย…”
เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ที่ถูกเรียกว่า ‘ศิษย์ตัวน้อย’
เวลานี้ เธอกำลังมองนักพรตสูงวัยด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำใสๆ
ร่างของเธอสวมชุดนักพรตตัวโคร่งซึ่งไม่พอดีตัว ผ้าสีเทาขุ่นมีรอยปะชุนสีสันต่างๆ
เธอไม่อยากให้นักพรตสูงวัยสิ้นอายุขัย แม้ว่าเขาจะยากจนมาก ยากจนถึงขนาดที่ให้ศิษย์ตัวน้อยได้กินข้าวแค่วันละมื้อ บางครั้งก็ลดลงเหลือเพียงผักล้วนๆตลอดทั้งสัปดาห์
แต่เขาเป็นญาติคนสุดท้ายบนโลกใบนี้ของเธอ เด็กหญิงคนนี้ติดตามเขามาตั้งแต่จำความได้
เมื่อคิดว่า หากนักพรตชราตายไปแล้ว เธอจะไม่ได้เห็นเขาอีกต่อไป ใบหน้ากลมป้อมขาวเนียนของเหยาเหยาก็แสดงความเศร้าโศก น้ำตาไหลก็ลงมาดั่งเม็ดไข่มุก
“เหยาเหยา อย่าร้องไห้เลย ชีวิตคนมีเวลาของมันเอง การที่เราเป็นผู้บำเพ็ญตน ควรจะเข้าใจและยอมรับได้มากกว่าคนธรรมดาไม่ใช่เหรอ”
นักพรตชรายื่นมือที่สั่นเทาออกมา เพื่อเช็ดน้ำตาให้กับศิษย์ตัวน้อยที่เขาเพิ่งรับเข้ามาตอนที่ตนเองแก่
อาจเพราะเวลาของเขาใกล้จะหมดลง เขาจึงพูดมากกว่าปกติ
เขาจัดการกับสำนักของตนเอง แล้วสั่งสอนศิษย์ตัวน้อยว่า หลังจากหาศิษย์พี่เจอแล้ว ต้องฟังที่เขาพูด และอย่าทำเหมือนตอนอยู่ในสำนักที่กินอย่างตะกละตละกาม
เด็กที่กินจุมากๆ จะไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่
ปกติแล้ว เหยาเหยามักจะพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง เพื่อเอาใจนักพรตวัยชรา แต่เมื่อได้ยินถึงเรื่องนี้แล้ว ใบหน้าจิ้มลิ้มก็กลายเป็นเศร้าหมอง จากนั้น เธอก็พึมพำเบาๆ
ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ของอาจารย์ที่อยู่ในเมืองหลวงจะไม่ได้เจริญก้าวหน้าเท่าไรนัก แม้แต่อาหารเจก็ยังไม่มีปัญญาจะได้กิน เธอจึงลังเลว่า ควรจะไปหาดีหรือไม่
นักพรตวัยชราไม่เข้าใจความรู้สึกของศิษย์ตัวน้อยในตอนนี้ เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทันใดนั้น ก็เริ่มกลัวการจากไป และเผชิญหน้ากับบรรพบุรุษ
สำนักหั่วหยุนมาถึงรุ่นของเขากลับมีอันต้องซบเซา ศิษย์พี่ทั้งหลายออกไปผจญโลกกว้างอยู่ข้างนอก ส่วนตัวเขาเองก็ใกล้ถึงวาระสุดท้าย เหลือก็เพียงศิษย์ตัวน้อยที่หาทางไปยังไม่ได้
เมื่อมองไปยังเด็กน้อยที่สูงเพียงแค่เท่าเตียง ภูมิหลังของเด็กคนนี้ช่างลึกลับเหลือเกิน แต่เรื่องเรียนวิชาไสยเวทย์นั้นเรียกได้ว่า ‘น่าสะพรึงกลัว’ และอย่าได้ดูถูกว่าเธอเป็นเพียงแค่เด็ก ต่อให้เป็นนักพรตธรรมดาก็เทียบไม่ติด
ตอนที่เขาพบเด็กคนนี้ เขาดีใจมาก คิดว่าสวรรค์เมตตาสำนักหั่วหยุน จึงส่งลูกศิษย์ตัวน้อยที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์มาสืบทอด
แต่พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา นักพรตชรากลับตระหนักได้ว่า ศิษย์ตัวน้อยของเขานั้น มีนิสัยซุกซน ยากจะแบกรับภาระอันใหญ่หลวงนี้ได้
อาจจะเป็นเพราะความอาลัยอาวรณ์ของเขา ก่อนสิ้นลม นักพรตชราได้กำมือเล็กๆของเด็กน้อยไว้ แล้วสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายว่า
“ต่อไป… ถ้ามีโอกาส… จำไว้ว่าเธอต้องสืบทอดและทำให้สำนักหั่วหยุนเจริญรุ่งเรือง ถ้าถึงวันนั้น… เหยาเหยา… เธอต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองให้อาจารย์ด้วยนะ ถ้าทำอย่างนั้น… อาจารย์จะได้ไม่เสียหน้าเวลาที่ต้องไปพบกับบรรพบุรุษ”
“หนูจะทำให้ได้ค่ะอาจารย์”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าหงึกๆ แม้เธอจะยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าสืบทอดและทำให้รุ่งเรืองคืออะไร แต่หลังจากทนฟังนักพรตชราพูดอยู่ทุกวัน เธอก็พอจะเข้าใจว่า การสืบทอดและทำให้รุ่งเรืองก็คือ การมีคนมากราบไหว้เยอะๆ และมีเงินทำบุญมากมายหลั่งไหลเข้ามา
“ดี! ดีมาก!”
นักพรตวัยชรารู้สึกโล่งใจ และยินดียิ่ง
คำสัญญาของศิษย์ตัวน้อย ทำให้ความอาลัยในใจของเขาพลันสลายหายไปสิ้น บรรยากาศรอบกายที่เคยเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา บัดนี้กลับเหี่ยวเฉาลงราวกับสายน้ำที่ถูกตัดขาด
“อาจารย์!”
เด็กน้อยร้องเรียกเสียงแผ่ว แต่คราวนี้นักพรตชราไม่ได้ยิ้มตอบรับเหมือนอย่างเคย
ดวงตากลมโตของเธอกลับมีน้ำตาเอ่อล้นออกมา ราวกับก้อนความรู้สึกอันท่วมท้นที่ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
สองวันต่อมา ที่หน้าประตูสำนักหั่วหยุน
หลังจากฝังศพนักพรตชราแล้ว เด็กน้อยก็ต้องออกเดินทางจากภูเขาแห่งนี้ทันที
เธอสะพายย่ามใบเล็กที่บรรจุขนมแป้งทอดที่ท่านอาจารย์ทำไว้ให้ก่อนสิ้นใจกว่าสิบชิ้น กับข้าวของเครื่องใช้สำหรับมื้ออาหาร
ย่ามของเธอถูกยัดจนอัดแน่นไร้ที่ว่าง
แต่ก่อนจากไป เธอค่อยๆก้มลงคารวะลาทวยเทพและบรรพบุรุษ ณ วิหารแห่งนี้สามครั้ง
เธอไม่ได้ปิดประตูทางเข้าสำนักเอาไว้ เพราะของมีค่าทั้งหมดเธอเก็บกวาดไปจนเกลี้ยงแล้ว
เส้นทางลงจากเขานั้น สำหรับเด็กหญิงตัวจ้อยมันค่อนข้างแปลกตา เพราะแต่ก่อน มีอาจารย์ชรานำทาง แต่มาครั้งนี้ เธอต้องไปด้วยตนเอง ทำเอาหลงทางไปหลายครั้ง
ในที่สุด ก็ลงจากเขามาได้อย่างทะลุลักทุเล
เด็กน้อยมองดูถนนใหญ่ที่รถราวิ่งพลุกพล่าน ใบหน้ากลมป้อมของเธอเผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน
ก่อนหน้านี้ เหยาเหยาเคยได้ยินนักท่องเที่ยวพูดกันว่า ด้านล่างเขานั้นน่าตื่นเต้นมาก เธอจึงอยากจะไปดูกับตาสักครั้ง แต่ด้วยอายุยังน้อย อาจารย์จึงไม่อนุญาต ตอนนี้ไม่มีใครบังคับแล้ว เธอจะไปไหนก็ได้ทั้งนั้น!
แต่ก่อนอื่น เธอต้องไปหาชิงอวิ๋นให้พบก่อน
เพราะขนมเปี๊ยะ ที่อาจารย์ฝากไว้ คงอยู่ได้ไม่เกินสองวัน
เด็กน้อยล้วงมือหยิบยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า สังเกตดูวันเดือนปีเกิดของชิงอวิ๋น เพื่อใช้กำหนดทิศทาง
นี่เป็นวิธีพื้นฐานของลัทธิเต๋าในการตามหาผู้คน วันเดือนปีเกิดของแต่ละคนจะสอดคล้องกับโหราศาสตร์ระบบดาว108 สัมพันธ์กับเส้นชีวิตอย่างน่าพิศวง
ปลายด้านหนึ่งของเส้นชีวิตเชื่อมต่อกับปรโลก ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกติดกับร่างกายในโลกมนุษย์ หากคนเคลื่อนไหว เส้นชีวิตก็จะเคลื่อนที่ตาม ถ้าหาเส้นชีวิตจนเจอก็จะเจอเข้าของเส้นนั้นด้วย
แน่นอนว่าการจะไปถึงขั้นนั้นได้ การบำเพ็ญเพียรของลัทธิเต๋าต้องถึงขั้นสูงส่ง ถึงแม้ว่าเด็กน้อยอย่างเหยาเหยาจะอายุยังน้อย แต่ความสามารถของเธอก็ไปไกลกว่าผู้ใหญ่หลายๆคนเสียอีก
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักพรตวัยชราถึงกล้าปล่อยให้เธอลงจากภูเขาเพื่อตามหาผู้คนเพียงลำพัง
เธอตบยันต์สีเหลืองลงบนตัวของเธอเอง และร่ายคาถา
“ภูเขาจงราบ ทางจงเรียบเตียน สามหุบเขา เก้าหน้าผา จงน้อมรับบัญชานี้!”
ทันใดนั้น ร่างกายของเธอก็เปล่งแสงสีเหลืองนวลออกมา เหยาเหยาก้าวเท้าเล็กๆของเธอออกไป ภูเขาและแม่น้ำก็ถอยร่น ในเวลาเพียงไม่กี่ก้าว เธอก็มาถึงชานเมืองหลวงที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรแล้ว
เหตุผลที่เธอไม่ย้ายร่างเข้าไปในทันที ก็เพราะกลัวว่าการปรากฏตัวกะทันหันของเธอจะทำให้คนอื่นตกใจ หลังจากการเดินทางอันเร่งรีบ ยันต์สีเหลืองบนตัวของเธอก็จางลงไปสามส่วน
เธอเก็บมันใส่ในย่ามตามเดิม และกำลังจะเข้าเมือง ทันใดนั้นเอง ฝูงชนข้างหน้าก็เกิดความวุ่นวายขึ้น
“ช่วยด้วย! เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ช่วยคุณนายของฉันที!”
เสียงตะโกนนั้นเป็นเสียงผู้หญิง เสียงของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายไปหมด!
“อุบัติเหตุเหรอ”
เหยาเหยาหันไปสนใจเล็กน้อย ก้าวเท้าเล็กๆเดินเข้าไป ตัวเธอเล็กจ้อย จึงแทรกกายผ่านฝูงชนได้ง่ายมาก
ไม่นาน เธอก็เห็นจุดเกิดเหตุ
สถานที่เกิดเหตุอยู่ที่สี่แยก จุดปะทะอยู่ตรงมุมอับพอดี
แถวนี้เป็นเขตที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ผ่านไปไม่กี่วันก็ต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาอีก
ครั้งนี้ที่ชนกันเป็นรถเก๋งสีดำกับสีขาว สภาพยันเยิน
ข้างรถเก๋งสีขาว มีชายหญิงอายุราว 20กว่าๆ สองคนกำลังรุมล้อมหญิงวัย 40กว่าๆอยู่
ผู้ชายแต่งกายดูภูมิฐาน ดูท่าจะเป็นบอดี้การ์ด เขาดูบาดเจ็บหนัก ศีรษะมีเลือดไหล ส่วนผู้หญิงก็คือคนที่ร้องขอความช่วยเหลือเมื่อครู่
ทั้งสองคนยืนอยู่ข้างหน้าและข้างหลัง ส่วนผู้หญิงที่ถูกรุมล้อมอยู่ตรงกลาง ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือด ข้อเท้าพับงอ ดูท่าว่าจะหักจริงๆ
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เหยาเหยาไม่อยากยุ่ง
ขณะที่กำลังก้าวขาจะเดินออกไปนั้น จมูกก็พลันได้กลิ่นหอมเย้ายวน เหยาเหยามีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือเมื่อได้กลิ่นของอร่อยแล้วจะเดินต่อไปไม่ได้
ดวงตาของเด็กน้อยกวาดมองอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็ยืนยันได้ว่า กลิ่นนั้นลอยมาจากหญิงสาวคนนั้น
“คุณนายคะ ไม่เป็นไรนะคะ รถพยาบาลกำลังมา”
ในขณะนี้ กานเสี่ยวอิงร้อนใจราวกับมดวิ่งบนกระทะร้อน
เธอตะโกนอยู่นานสองนาน แต่คนรอบข้างที่มามุงดูกลับยิ่งมองยิ่งเฉยชา ไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว
เธอรีบร้อนจนมือสั่นเทา
ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคุณนายต่อหน้าต่อตาเธอ ด้วยนิสัยของคุณหนูทั้งหลาย ชีวิตน้อยๆของเธอคงถึงคราวจบสิ้นแน่
ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวด แต่หญิงที่ได้รับบาดเจ็บคนนั้นยังคงปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “เสี่ยวอิง ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกระวนกระวายขนาดนั้น”
ระหว่างที่พูด ก็มีเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ในมือถือกิ่งไม้หนาประมาณสองนิ้ว
“หนูน้อย หนูกำลัง...”
บทที่ 2: ช่วยชีวิต
หญิงวัยกลางคนมองเด็กหญิงผู้น่ารักที่จ้องมองขาของเธออย่างงุนงง เด็กหญิงค่อยๆย่อตัวลงตรงหน้าเธอ พร้อมทั้งพิจารณาขาของเธออย่างตั้งใจ...
แม้จะไม่เข้าใจว่าเด็กหญิงต้องการจะทำอะไรกันแน่ แต่เนื่องจากเธอมีลูกชายหลายคน จึงทำให้เอ็นดูเด็กผู้หญิงเป็นพิเศษ ท่าทางของเธอจึงยังคงอ่อนโยน
ทว่า ก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมา เด็กหญิงก็ขยับมืออย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า...
หญิงวัยกลางคนไม่ทันมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นเข้ามา เธออดร้องครวญครางออกมาไม่ได้
“คุณนาย!” กานเสี่ยวอิงตกใจสุดขีดก่อนจะร้องลั่นออกมาอีกครั้ง “นี่หนู! เด็กที่ไหนกัน กล้าดียังไงมาทำร้ายคุณนายของพวกเรา”
“เด็กคนนี้กล้าซ้ำเติมบาดแผลคุณนายของพวกเรา ร้ายกาจจริงๆ” เธอพูดพลางยื่นมือออกไปผลักเด็กหญิง
ทว่า ความเร็วของเธอนั้นช้าเกินไป
เหยาเหยาสะบัดมือออก ฝ่ามือที่ดูเหมือนจะออกทีหลังกลับพุ่งปะทะเป้าหมายก่อน แล้วเกิดเสียง ‘เพี๊ยะ!’ ดังสนั่น กานเสี่ยวอิงไม่สามารถต้านทานแรงที่โถมเข้าใส่ได้ ร่างของเธอล้มลงกระแทกพื้นเสียงดัง
บอดี้การ์ดชายที่ยืนล้อมรอบเห็นดังนั้น จึงเตรียมจะเข้ามาจัดการ
แต่ไม่คาดคิดว่า คุณนายที่ต้องทนความเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อครู่จะเอ่ยปากห้าม “เสี่ยวจ้าว หยุดนะ!”
“ครับ คุณนาย”
ถึงแม้ว่าเสี่ยวจ้าว ผู้เป็นบอดี้การ์ดจะไม่รู้เหตุผล แต่ในฐานะบอดี้การ์ด เขาก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างอย่างไม่มีเงื่อนไข
สาเหตุที่คุณนายห้ามเขาก็ไม่ใช่เพราะความใจอ่อนอะไร แต่เธอรู้สึกได้ว่าความเจ็บแปลบที่เท้าของเธอหายไปแล้ว เมื่อประกอบกับสถานการณ์ก่อนหน้านี้ จึงไม่ยากที่จะเดาได้ว่ากระดูกของเธอกลับเข้าที่แล้ว
เป็นไปได้ยังไง?
เด็กหญิงตัวเล็กๆแค่นี้ ต่อให้พยายามแค่ไหนก็อายุแค่สี่ขวบ จะรู้จักการต่อกระดูกได้ยังไง? พูดออกไปใครจะไปเชื่อ!
แต่เรื่องมันก็เป็นแบบนี้จริงๆ!
คุณนายกำลังจะเอ่ยปากถามอะไรบางอย่าง เด็กหญิงตัวน้อยก็จัดแจงเอาไม้มาดามเท้าของเธอจนเรียบร้อย
เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “กระดูกของคุณ หนูต่อให้คุณชั่วคราวแล้วนะ อย่าขยับมั่วซั่วล่ะ รอหมอมารักษาแล้วค่อยขยับ”
อะไรนะ แค่นี้ก็หายแล้วเหรอ?
กานเสี่ยวอิงที่เพิ่งจะลุกขึ้นมาได้ยินแบบนั้น เธอก็นิ่งอึ้งไปเลย!
“อ๊ะ หนูจ๊ะ ขอบใจมากเลยนะ ไม่คิดเลยว่าหนูจะเก่งตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้”
ดูเหมือนคุณนายจะตั้งสติได้เร็วกว่าใคร เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับโค้งตัวขอบคุณผู้ช่วยชีวิตเบาๆ พลางล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบเงินออกมา
แต่เธอก็ชะงักกึก เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของเด็กหญิงตัวน้อย ทำเอาถึงกับเสียวสันหลังวาบ
“แค่ต่อกระดูกเอง ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าเพิ่งขอบคุณหนูเลย ปัญหาของคุณยังไม่จบแค่นี้นะ”
“อะ… อะไรนะ?”
คุณนายมองมาด้วยสายตาตื่นตระหนก ดวงตากลมโตของหนูน้อยจ้องมองไปยังผ้าห่มที่คลุมร่างของคุณนาย พร้อมกับคิดในใจ
หอมจัง!
เธอเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆอันแหลมคมทั้งสองข้าง
“เพราะว่า... คุณกำลังจะตาย!”
เด็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู แต่คำพูดของเธอกลับเปรียบดั่งระเบิดที่ทำให้ทั้งสามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับสมองมึนงง ราวกับถูกของแข็งฟาดศีรษะ
“พูดจาเหลวไหลอะไรของเธอ! คุณนายของเรามีวาสนาดี เธอจะ…”
กานเสี่ยวอิงอ้าปากค้าง ไม่กล้าเอ่ยคำอัปมงคลนั่นออกมา หญิงสาวขนลุกขนพองไปกับคำพูดเมื่อครู่ ก่อนจะจ้องเขม็งไปที่ร่างเล็กๆเบื้องหน้าด้วยแววตาไม่สบอารมณ์
“อย่าคิดว่าเธออายุยังน้อย แล้วฉันจะไม่กล้าตีเธอเชียวนะ!”
เหยาเหยาไม่แม้แต่จะชายตามอง เธอกลับยื่นมือป้อมๆออกไป วางนิ้วน้อยๆลงบนหว่างคิ้วของคุณนายเบาๆ
เห็นชัดๆว่าเป็นแค่มือน้อยๆนุ่มนิ่ม แต่คุณนายที่ถูกสัมผัสกลับรู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกแล่นปราดตรงเข้ามายังกระหม่อม
“ตำแหน่งศูนย์กลางชีวิตหมองคล้ำ ดาวโชคชะตาในโหงวเฮ้งมืดมัว!”
“หว่างคิ้วมีริ้วรอย เคราะห์ร้ายถามถึง โรคภัยไข้เบียดเบียน!”
ทั้งที่เป็นเด็กหน้าตาน่ารักแท้ๆ แต่พออ้าปาก กลับพูดจาเลื่อนลอยไร้สาระเสียได้
คุณนายฟังแล้วมึนงงไปหมด “หนูจ๊ะ นี่มันหมายความว่ายังไง?”
เหยาเหยาไม่ตอบ แต่กลับเลื่อนปลายนิ้วไปที่จุดอื่นแทน
เธอชี้ไปที่บริเวณสันจมูกซึ่งเชื่อมต่อกับหว่างคิ้ว แล้วเอ่ยว่า “สันจมูกเป็นจุดรวมลมปราณ บริเวณนี้ควรจะดูอิ่มเอิบ แต่สันจมูกของคุณกลับมีรอยเส้นชีวิตขาด สะท้อนถึงปราณวิญญาณที่ถดถอย ดึงดูดสิ่งอัปมงคล อาจารย์ของหนูเคยบอกไว้ว่า ‘คนเป็นมีลมปราณ คนตายมีเคราะห์ร้าย’”
“ร่างกายของคุณถูกปกคลุมไปด้วยรังสีของเคราะห์ร้าย ดังนั้น… ฉันเลยบอกว่า คุณกำลังจะตาย”
เด็กน้อยเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างจริงจังต่อไปว่า “แต่ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว คู่ครองของคุณดูมั่นคง บุตรบริวารก็อยู่ครบ นับว่าเป็นวาสนาดี มีบุญหนุนนำ”
“พลังหยินหดหาย พลังหยางร่วงโรย คล้ายกับถูกผีร้ายเข้าสิง!”
โดยทั่วไปแล้ว ชะตาชีวิตของคนเราถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่เกิด ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ นอกเสียจากจะพบเจอกับเคราะห์กรรมครั้งใหญ่
ในศาสตร์ลี้ลับของลัทธิเต๋า มี5ศาสตร์ ได้แก่ ศาสตร์แห่งการฝึกตน แพทย์แผนจีน โหราศาสตร์ ศาสตร์การดูโหงวเฮ้ง และ ธรณีศาสตร์ ในบรรดา5ศาสตร์นี้ ศาสตร์แห่งการดูโหงวเฮ้ง คือการพิจารณาใบหน้าเพื่อคำนวณโชคชะตาและเคราะห์กรรมที่จะเกิดขึ้น
ในศาสตร์การดูโหงวเฮ้ง มีคำกล่าวที่ไม่เป็นทางการอยู่ประโยคหนึ่งคือ ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’
ความหมายของคำกล่าวนี้คือ คนเราจะไม่เผชิญกับเคราะห์ร้ายเพียงครั้งเดียว บ่อยครั้งที่เคราะห์กรรมมักจะมาพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีโหงวเฮ้งอัปมงคล ไม่เพียงแต่ตนเองจะประสบเคราะห์กรรมเท่านั้น แต่คู่ครองและบุตรหลานก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ต่างก็ยากที่จะพลิกผันชะตาชีวิตได้
แต่หญิงตรงหน้ากลับตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเอง สามี หรือบุตรหลาน ล้วนไม่สอดคล้องกับโหงวเฮ้งที่ตาเห็น
เมื่อประกอบกับรังสีเคราะห์ร้ายที่หนักหนาบริเวณหว่างคิ้วของเธอ เหยาเหยาจึงสรุปได้ว่า นี่ต้องเป็นฝีมือของวิญญาณร้ายอย่างแน่นอน!
“ไม่คิดว่ามันน่าอร่อยเหรอคะคุณนาย”
ที่เหยาเหยาเปลี่ยนใจมาช่วย ก็เพราะสิ่งนี้แหละ
“พูดจาเลอะเทอะอะไร ไม่น่าเชื่อเลยว่าอายุแค่นี้จะรู้จักหลอกลวงคนอื่นเป็นแล้ว”
ก่อนหน้านี้ กานเสี่ยวอิงพูดจาอะไรไม่รู้เรื่องอยู่ตั้งนาน แต่ช่างเถอะ ประโยคสุดท้ายเหยาเหยาเข้าใจแล้ว
นี่มันไม่ต่างอะไรกับพวกหมอดูข้างถนนที่ชอบพูดว่า ‘กลางหน้าผากมีรังสีอัปมงคล บ่งบอกว่าต้องเจอกับเรื่องเลวร้าย มีเคราะห์เลือดตกยางออก’
เดี๋ยวนี้ พวกสิบแปดมงกุฎใช้ววิธีที่ไร้ชั้นเชิงลงทุกวัน ถึงขั้นให้เด็กสามสี่ขวบออกมาหลอกลวงคนอื่นเสียได้!
ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่า เด็กคนนี้ยังไม่หย่านมเลย ใครจะไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของเธอ!
เห็นได้ชัดว่าคุณนายก็คิดแบบเดียวกัน แต่เธอกลับไม่พูดอะไรออกมา
เด็กหญิงตรงหน้าแตกต่างออกไป ตั้งแต่ที่เจ้าตัวช่วยต่อกระดูกที่หักของเธอ คุณนายก็รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา
แน่นอนว่าเหยาเหยาสัมผัสได้ถึงความลังเลของอีกฝ่าย ผีร้ายไม่ปรากฏตัวในตอนกลางวันแบบนี้หรอก และตอนนี้ ‘เธอยังกินมันไม่ได้’
เหยาเหยาต้องไปหาชิงอวิ๋นอีก เธอคิดแล้วก็หยิบยันต์สีเหลืองออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็พลิกมือไปมา พับยันต์เป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วยัดใส่มือคุณนาย
“อาจารย์ของหนูบอกว่า การพบกันโดยบังเอิญถือเป็นวาสนา ยันต์แผ่นนี้หนูให้คุณ มันจะช่วยคุณได้แค่ครั้งเดียว”
“หนูขอย้ำนะว่า ยันต์แผ่นนี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียว ถ้าใช้แล้วก็อย่าลืมมาหาหนูล่ะ!”
“หนูอยู่… เอ่อ… อยู่ที่สะพานข้างหน้านั่นแหละ”
จุดหมายที่เส้นชีวิตชี้ทางอยู่ตรงนั้น ชิงอวิ๋นก็น่าจะอยู่ที่นั่น
เพราะวิญญาณร้ายเป็นของหายาก จะเจอแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ดังนั้น เหยาเหยาจึงกำชับเป็นพิเศษ
สะพานงั้นเหรอ?
หรือว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎจริงๆกันนะ?
คุณนายส่ายหัว เธอเผลอกำยันต์ในมือแน่น แต่ไม่รู้ทำไม เธอถึงรู้สึกว่าสิ่งนี้ช่วยชีวิตเธอได้จริง
ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายบอกว่าพบกันถือเป็นวาสนานั้น เธอไม่เชื่อ เธอเห็นแววตาของเด็กสาวที่มองเธอเป็นประกาย แล้วยังกลืนน้ำลายอีก!
แม้เธอจะพยายามซ่อนเร้นเพียงใด แต่ด้วยวัยที่ยังเยาว์ จึงไม่อาจซุกซ่อนพิรุธเอาไว้ได้!
บทที่ 3: พี่สาว แฟนของพี่แอบนอกใจจริงๆนะ
เหยาเหยายังไม่รู้ตัวเลยว่าความคิดของตัวเองถูกจับพิรุธได้แล้ว แต่ถึงอีกฝ่ายจะรู้ เธอก็ไม่สนใจหรอก เพราะไม่ว่าอย่างไร อีกฝ่ายจะต้องมาคารวะเธออยู่ดี
พลังอาฆาตในตัวผู้หญิงคนนี้หนักหนามาก พูดได้เลยว่าเป็นศัตรูที่หมายเอาชีวิตอย่างแท้จริง!
ยันต์ของเธอสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ไม่สามารถปัดเป่าวิญญาณร้ายที่เก่งกาจได้
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับเหยาเหยาแล้ว ยิ่งร้ายก็ยิ่งดี!
ยิ่งมีแรงอาฆาต ก็ยิ่งอร่อย!
เธอไม่ได้ลิ้มรสชาติของวิญญาณร้ายมานานแล้ว!
ก่อนหน้านี้ ตอนอยู่บนเขามีอาจารย์และรูปปั้นของบรรพบุรุษคอยคุ้มครอง ไม่มีวิญญาณชั่วร้ายตนไหนกล้ามาหาเรื่องเธอแม้แต่ตนเดียว
ต่อให้มาจริงๆ เธอก็ไม่ได้กินเพราะต้องถูกอาจารย์จับไปเสียก่อน
ตอนที่เธอลงจากเขามาปราบผีกับอาจารย์เป็นครั้งแรก ด้วยความที่มือเท้าว่องไวเลยคว้าแขนมาได้หนึ่งตน
คิดแล้ว ก็ยังคงคิดถึงรสชาตินั้นไม่หาย
เหยาเหยารู้สึกน้ำลายสอ ถึงจะผูกจิตอยู่กับอาหารอันโอชะ แต่เธอก็รีบเดินหาคนที่ต้องการจะพบในทันที
เพียงแต่… สถานการณ์ตรงหน้าดูเหมือนจะต่างไปจากที่คิดไว้เล็กน้อย...
"ไอ้หมอดูเฮ็งซวย! แกกล้าดียังไงมาบอกว่าแฟนฉันคบกับฉันเพราะหลอกเอาเงิน ถ้าเขาอยากได้เงินฉันจริง ทำไมเขาไม่ใช้บัตรเครดิตที่ฉันให้เขาไปล่ะ"
"ดีนะที่ฉันไม่เชื่อคำยุแยงของแก ไม่อย่างนั้น ฉันคงลงมือกับเขาไปแล้ว! เรื่องนี้ปล่อยผ่านไปไม่ได้ พวกแกไปทุบร้านมัน! แล้วหักขามันซะ"
หญิงสาวอายุราวๆ 30ปี ยืนอยู่หน้าแผงดูดวงริมสะพานลอย
เธอมีหน้าตาสะสวย ดูโดดเด่นสะดุดตาในเดรสยาวสีแดงเพลิง ผมยาวดัดลอนสลวย ยิ่งขับให้เธอดึงดูสายตาคนยิ่งขึ้น
ข้างหลังหญิงสาวยังมีบอดีการ์ดร่างสูงใหญ่ยืนตามประกบอยู่สามคน ทันทีที่เธอเอ่ยจบ บอดีการ์ดทั้งสามก็พุ่งตัวเข้าไปในทันที
"โครม!"
บอดีการ์ดคนแรกถีบเข้าที่แผงดูดวงจนพัง ใบเซียมซีสีแดงที่ใช้ทำนายดวงชะตากระจัดกระจายเต็มพื้น
"ไปแล้วโว๊ย...!"
เมื่อเห็นว่าเธอเอาจริง เจ้าของแผงดูดวงก็รีบชิ่งหนีทันที
ร่างของเขาดูผอมแห้งราวกับกระบอกไม้ไผ่ เสื้อคลุมนักพรตที่สวมใส่อยู่ก็ดูหลวมโคร่ง ไม่เหมือนกับสวมอยู่บนร่างกาย แต่ดูเหมือนตากอยู่บนราวไม้เสียมากกว่า
เขาเป็นคนหน้าแหลม คิ้วบาง และไว้หนวดเครา
ใบหน้าที่ปกติแล้วดูฉลาดแกมโกง ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ผู้หญิงคนนี้เอาจริงสินะ!
ชิงอวิ๋นไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ที่จริงแล้วตอนนั้น ตัวเองก็แค่พูดเลี่ยงๆตามที่เธอสงสัยไปก็เท่านั้นเอง
เดิมทีการดูดวงแบบนี้ใช้ได้ผลเสมอมา เพราะผู้หญิงมักจะมีความรู้สึกไวต่อเรื่องการนอกใจเป็นพิเศษ พวกเธอเปรียบได้กับนักสืบมือฉมัง แทบไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง
ทว่าเขากลับประเมินผู้หญิงคนนี้ต่ำไปหน่อย เธอเป็นพวกคลั่งรัก
โดนผู้ชายหลอกให้ตายใจได้อย่างง่ายดาย แล้วยังมาลงที่เขาอีก
"แย่จริงๆ!"
ชิงอวิ๋นมองไปยังแผงดูดวงของตนที่พังพินาศ หัวใจของเขาแทบแหลกสลาย แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว อีกฝ่ายมากันเยอะซะขนาดนี้ หนีเอาตัวรอดก่อนดีกว่า ถ้าโดนจับได้ล่ะก็… จบเห่แน่!
ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของชิงอวิ๋น เธอพาพวกพ้องที่ทั้งแข็งแรงและว่องไวมาด้วย
ชายร่างกำยำรายล้อมเข้ามา ชิงอวิ๋นที่ทั้งปัดทั้งป้อง แต่สุดท้ายก็พลาดท่าจนได้
"คุณผู้หญิงๆ ใจเย็นๆก่อน คุยกันดีๆก่อนได้ไหม ถ้าคิดว่าผมทำนายไม่แม่น ผมยินดีคืนเงินให้ทั้งหมด อย่าให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้เลย ขอเถอะนะ" ชิงอวิ๋นถูกกดลงไปกับพื้น ฝุ่นผงเลอะไปทั้งตัว ได้แต่กล่าวขอร้องอย่างน่าสมเพช
หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ "คิดว่าฉันต้องการเงินแค่นั้นหรือไง" เธอชี้ไปยังป้ายที่ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น "นายบอกเองไม่ใช่หรือไงว่าตัวเองมีของจริง ทำนายได้จริง หลอกลวงใครไม่เป็น ในเมื่อออกมาหลอกลวงคนอื่นแบบนี้ ก็ต้องเตรียมใจรับผลที่ตามมาด้วยสิ!"
"ลงมือซะ!"
หญิงสาวคนนั้นเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ชายสามคนเข้าไปล็อกแขนขาของชิงอวิ๋นเอาไว้ ส่วนคนที่เหลือก็หยิบไม้กระบองขึ้นมาเตรียมจะฟาด
เสียงแหวกอากาศของไม้กระบองดังเสียจนน่าขนลุก เสียงแหลมทะลุเข้ามาในโสตประสาท ชิงอวิ๋นดิ้นไม่หลุด ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
ตอนนี้เขา…
รู้สึกเสียใจจนแทบอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก เขาก็จะตั้งใจฝึกวิชาจริงๆจังๆกับอาจารย์ไปแล้ว เขาคงไม่ต้องมาถูกคนพวกนี้จับกด แล้วทุบตีแบบนี้หรอก
แต่ก็อย่างว่าแหละ หากินแบบหลอกลวงไปวันๆ สักวันมันต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
ชิงอวิ๋นรู้สึกเสียใจจนอยากร้องไห้!
เพล้ง!
เสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากทิศหนึ่ง
ตายแน่! ตายแน่!
ชิงอวิ๋นหลับตาปี๋โดยไม่รู้ตัว แต่รอ… รอแล้วรอเล่า ความเจ็บปวดที่คิดว่าจะต้องมาเยือนก็ยังไม่มาสักที เขาอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย
ยังไม่ทันจะได้เห็นสถานการณ์รอบตัวให้ชัดเจน ก็ได้ยินเสียงใสๆดังเข้ามาในโสตประสาทราวกับเสียงกระดิ่งเงิน
"พี่สาวคนสวย คิดจะหักขาคนอื่นง่ายๆแบบนี้มันไม่ถูกต้องเลยนะ!"
"แล้วก็… อาจารย์ลุงของหนูไม่ได้ทำนายผิดนะ"
เด็กหญิงตัวน้อยกะพริบตาปริบๆ มองหญิงสาวในชุดแดงตรงหน้าด้วยท่าทางน่าเอ็นดู
ทว่าหญิงสาวชุดแดงกลับไม่หลงกลท่าทางไร้เดียงสาเช่นนั้น เพราะเธอเพิ่งเห็นกับตาว่ากระบองของคนที่เธอพามาถูกเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้หักด้วยมือเปล่า
แถมมือเล็กๆนุ่มนิ่มคู่นั้นยังดูไม่เป็นอะไรเลยสักนิด!
หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น นี่มันมือหรือแผ่นเหล็กกันแน่เนี่ย
"ตาแก่ขี้โกงนั่นเป็นอาจารย์ลุงของเธอเหรอ"
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับตอบว่า "ใช่แล้ว ไม่เชื่อก็ถามเขาดูสิ"
เมื่อเห็นหญิงสาวมองมาทางเขา ชิงอวิ๋นก็รีบตะโกนยืนยัน "ชะ… ใช่! ฉันเป็นอาจารย์ลุงของเด็กคนนี้!"
โกหกทั้งเพ! เขาไม่รู้จักเด็กหญิงคนนี้เลยด้วยซ้ำ ถึงจะไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้โผล่มาจากไหน แต่เห็นๆอยู่ว่าเธอต้องมีดีแน่ๆ ตอนนี้ต้องรีบเกาะขาเธอไว้ให้แน่น เขาจะได้รอด เรื่องหน้าตาอะไรนั่นช่างหัวมันไปเถอะ!
หญิงสาวกวาดตามองเหยาเหยากับชิงอวิ๋นอย่างพิจารณา ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความระแวดระวังมากขึ้น ชายคนนี้กับยัยเด็กน้อยเป็นศิษย์อาจารย์กัน ถ้าเธอคิดจะจัดการชิงอวิ๋น เด็กน้อยคนนี้คงไม่ยืนเฉยแน่
"แล้วจะเอายังไงดีครับ?"
บอดีการ์ดของเธอยังไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ เห็นได้ชัดว่ายังตกใจกับฝีมือของเหยาเหยาอยู่ไม่น้อย
หญิงสาวที่มักจะถูกเรียกว่า ‘ฉิงเจี่ย’ รีบส่งสัญญาณให้บอดีการ์ดใจเย็นไว้ก่อน ต่อให้เหยาเหยาจะแปลกประหลาดยังไง ก็แค่เด็กสามสี่ขวบเท่านั้น
ถ้าทำอะไรลงไปจริงๆ มีหวังได้เข้าคุกกันหมดแน่
แต่การไม่ลงมือ ไม่ได้แปลว่าจะไม่พูดอะไร เธอขมวดคิ้วแล้วถามขึ้นว่า "เมื่อกี้หนูหมายความว่ายังไง?"
เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่คิดจะทำอะไร เหยาเหยาก็คลายคิ้วที่ขมวดมุ่นออก รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า เผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆน่ารัก
"พี่สาวคนสวยไม่ได้พูดเหรอคะ ว่าถ้าอาจารย์ลุงของหนูทำนายผิด พี่จะหักขาเขา แต่เขาก็ทำนายไม่ผิดนี่คะ แฟนของพี่นอกใจจริงๆนะ แถมพี่ก็ยังรู้จักคนคนนั้นด้วย!"
ฉิงเจี่ยถึงกับพูดไม่ออก เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงพูดอะไรที่เลื่อนลอยไร้แก่นสาร ใครจะไปคิดว่าคำพูดของเด็กอย่างเหยาเหยาจะตรงประเด็นขนาดนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
เธอเผลอขมวดคิ้ว หรือว่าแฟนหนุ่มของเธอจะมีชู้จริงๆ
เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเคลือบแคลง เด็กสาวตัวน้อยจึงพูดต่อ "พี่สาว พี่เป็นคนธาตุน้ำ ดังนั้นสถานที่เกิดน่าจะเป็นชายทะเลใช่ไหม"
ดวงตาสวยของเธอเบิกกว้างขึ้นมาทันที เธอเกิดที่เมืองชายฝั่งทะเลจริงๆ ตอนที่พ่อของเธอยังหนุ่ม ได้พาครอบครัวไปลงหลักปักฐานที่นั่น
เขาโชคดีที่ทันช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูช่วงสุดท้าย จึงประสบความสำเร็จในการสร้างฐานะ
หลังจากนั้นก็มาตั้งรกรากที่เมืองหลวง เรื่องนี้ผ่านมานานแล้ว แม้แต่เธอเองก็ได้ยินจากผู้ใหญ่ในบ้านเล่าให้ฟัง
เด็กหญิงตัวน้อยอมยิ้ม "ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ พี่สาวคนสวย ดวงพ่อแม่ในโหงวเฮ้งของพี่มีตำแหน่งที่ไม่ดีเลย หมายความว่าคุณแม่ของพี่จากไปก่อนวัยอันควร และยังมีตำแหน่งอื่นๆในโหงวเฮ้งที่บ่งบอกว่า คุณพ่อของพี่เพิ่งแต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยงเมื่อไม่นานมานี้ใช่ไหม"
ลมหายใจของเธอหยุดนิ่งในวินาทีนี้ แม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่เธออายุได้หกขวบ
ตอนนั้น เธออายุเพียง 25ปี ถือว่าจากไปก่อนวัยอันควรจริงๆ
เมื่อครู่นี้ เด็กน้อยคนนี้ทายว่าเธอเกิดที่ชายทะเล อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ตอนนี้ทายถูกอีกแล้ว
ทว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยคที่บอกว่า พ่อของเธอแต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยง
เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยพูดมาแบบนี้ ฉิงเจี่ยรู้ทันทีว่า ตัวเองได้เจอกับนักพรตของจริงเข้าแล้ว!
บทที่ 4: มื้อใหญ่มาแล้ว
"ท่านอาจารย์น้อย ท่านทำนายออกมาได้ยังไงกันคะเนี่ย"
เสียงของฉิงเจี่ยสั่นเครือโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว
เพราะเรื่องที่พ่อของเธอแต่งงานใหม่นั้น ถือเป็นความลับของตระกูล คนภายนอกไม่มีทางรู้ได้เลย
พ่อกับแม่ของเธอแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองดีมาก หลายปีมานี้ พ่อของเธอเป็นโสดมาตลอด เธอเองก็รู้สึกสงสารอยู่เหมือนกัน คิดว่าพ่ออายุก็มากแล้ว แม้แต่คนที่จะคอยดูแลยามป่วยไข้ก็ไม่มี
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าคุณย่าจัดหาคู่ให้พ่อ เธอจึงค่อนข้างสนับสนุน
เพียงแต่พ่อของเธอไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก
แต่เมื่อปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าพ่อเป็นอะไรไป จู่ๆก็พาสาวที่รุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวอย่างเธอมาที่บ้าน แล้วยังบอกว่า ถ้าไม่ใช่เธอคนนี้ก็จะไม่แต่งงานกับใครเด็ดขาด
ในตอนนั้น ฉิงเจี่ยรู้สึกแย่มาก เพราะในสายตาของเธอ พ่อเป็นผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่และมั่นคงเสมอมา แต่ตอนนี้กลับจะแต่งงานกับสาวน้อยที่อายุพอจะเป็นลูกสาวได้แบบนั้น
นี่มันไม่เรียกว่า ‘ทำตัวไม่สมวัย’ หรอกเหรอ
ดูเหมือนว่าทุกคนในบ้านจะคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ถ้าเรื่องแดงออกไปข้างนอก หุ้นของบริษัทต้องตกแน่ๆ ดังนั้น เรื่องนี้จึงถูกปิดเป็นความลับมาตลอด
แต่ฉิงเจี่ยทนไม่ไหว เธอทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง และโกรธพ่อมากจนต้องออกจากบ้านไปเลย
ส่วนแฟนของเธอก็รู้จักกันในช่วงนี้เอง อีกฝ่ายมีหน้าตาแบบที่เธอชอบ แต่ฐานะทางบ้านธรรมดามาก
ฉิงเจี่ยไม่ได้ปิดบังว่าตัวเองฐานะดี แฟนหนุ่มก็พูดอยู่บ่อยๆว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเธอ แต่เธอไม่ได้สนใจหรอก ขอแค่ตัวเองชอบก็พอแล้ว ยังไงเธอก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินอยู่แล้วนี่นา
แต่ช่วงก่อนหน้านี้ เธอรู้สึกว่าแฟนหนุ่มดูแปลกๆไป เหมือนจะมีผู้หญิงคนอื่น
สำหรับฉิงเจี่ยแล้ว ผู้ชายจะยากจนแค่ไหนก็ไม่สำคัญ แต่ต้องห้ามทำตัวสำส่อนอย่างเด็ดขาด
เธออยากรู้ความจริง จึงอ้างว่ามีธุระแล้วออกมา เพราะคิดจะหาคนไปสืบเรื่องแฟนหนุ่มให้รู้เรื่องเสียที
ใครจะรู้ว่าจะบังเอิญมาเจอหมอดูคนนี้เข้า ฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว เธอก็เกิดความคิดที่จะให้เขาทำนายดวงให้
แต่ผลก็คือ หมอดูปากดีพูดจาเหลวไหล ทำให้เธอต้องอับอายแฟนหนุ่ม
แต่แฟนของเธอก็เสียใจที่เธอสงสัยเขา และขอเลิกกับเธอในที่สุด
ฉิงเจี่ยที่รักแฟนมาก ในเมื่อไม่มีปัญหาเรื่องนอกใจ เธอก็ยินดีจะง้อเขา
ในเมื่อง้อสำเร็จแล้ว แน่นอนว่าเธอต้องกลับมาคิดบัญชีกับหมอดูจอมหลอกลวงที่ทำให้เธอเกือบเสียแฟนไป
"พี่สาวคนสวย พี่ไม่รู้จักการดูโหงวเฮ้งเหรอ? ใบหน้าของพี่บอกหนูเรื่องพวกนี้เอง"
"บ้าน่า..."
ฉิงเจี่ยรู้สึกไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไร แค่ดูหน้าก็รู้เรื่องมากมายขนาดนี้เชียวเหรอ?
แต่ติดตรงที่เด็กน้อยทำนายได้แม่นยำเกินไป
"แล้วใครล่ะ ที่อาจารย์น้อยบอกว่าฉันก็รู้จัก?"
ในที่สุด ฉิงเจี่ยก็ทนไม่ไหว ถามคำถามที่กดดันอยู่ในใจออกมา ตอนนี้มือของเธอกำแน่น
ในเมื่อหมอดูเด็กคนนี้ไม่ได้โกหก งั้นคนที่โกหกก็มีแต่แฟนหนุ่มของเธอแล้ว
นึกถึงสีหน้าเศร้าสร้อยของแฟนหนุ่มก่อนหน้านี้ เธอก็โกรธจนตัวสั่น ผู้ชายสารเลว นี่แสดงเก่งจริงๆ!
"อืม หนูคิดว่า! ตอนนี้เธออยู่ที่บ้านของพี่นะ… พี่สาวรีบไปกลับไปเถอะ ไม่แน่ว่าถ้ากลับไปตอนนี้ อาจจะเจอเธอก็ได้นะ!"
"ไอ้สารเลวนี่!"
ฉิงเจี่ยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไร้ยางอายขนาดนี้ เพิ่งจะสัญญากับเธอว่าจะมีใจให้เพียงคนเดียว แต่พอหันหลังจากกันก็พาผู้หญิงคนอื่นมาบ้าน
ไอ้หมอนี่มันเอาเธอมาไว้สูบเลือดชัดๆ!
เธอไม่สนใจพวกหมอดูแล้ว ตอนนี้ในหัวของเธอมีแค่ความคิดเดียว นั่นก็คือจับคู่ชายหญิงไร้ยางอายนี้ให้ได้
พวกบอดีการ์ดเห็นเจ้านายรีบเดินออกไป พวกเขาไม่กล้าอยู่ต่อ รีบตามไปในทันที คนกลุ่มใหญ่มาที่นี่กันอย่างเร่งรีบ แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
"นี่… จะไปแล้วเหรอ!"
ตอนนี้ ชิงอวิ๋นรอดพ้นจากการพันธนาการแล้ว จึงรีบลุกขึ้นมา เขาปัดฝุ่นไปทั่วร่าง พบว่าแขนขายังอยู่ครบ ใบหน้าผอมแห้งของเขาก็ยิ้มร่าออกมาในทันที
และเมื่อลูบเสร็จ สายตาของเขาก็มองไปที่เด็กน้อยตรงหน้า รู้สึกคุ้นเคยไม่เบา แต่คิดอยู่นานกลับนึกไม่ออกเลยสักนิด
เขาจึงอดถามไม่ได้ "เธอเป็นใคร?"
เมื่อกี้เด็กคนนี้เรียกเขาว่า ‘อาจารย์ลุง’ จริงๆแล้วเขาก็สับสนอยู่ไม่น้อย เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองมีศิษย์ตั้งแต่เมื่อไรกัน
เหยาเหยามองไปที่ชิงอวิ๋นที่ตอนนี้สภาพดูไม่จืด ตาที่กลมโตของเธอโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว แล้วพูดเสียงใส "อาจารย์ชิงอวิ๋น หนูคือเหยาเหยา อาจารย์ชิงหานเป็นอาจารย์ของหนูเอง"
"หืม?" ชิงอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออก "เธอคือศิษย์คนสุดท้ายที่ศิษย์น้องรับไว้เมื่อหลายปีก่อนใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว!"
ชิงอวิ๋นตกใจเป็นอย่างมาก เด็กคนนี้เข้าเป็นศิษย์เพียงสองปี แต่กลับมีความสามารถขนาดนี้แล้วเหรอ?
ศิษย์น้องชิงหานช่างโชคดีจริงๆ!
"แต่ทำไมเธอถึงลงมาจากภูเขาล่ะ? ศิษย์น้องยอมให้ลงมาได้ยังไง!"
พวกเขาสังกัดสำนักหั่วหยุน ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการออกสู่โลกภายนอก แน่นอนว่ายกเว้นเจ้าสำนัก เพราะต้องดูแลสำนัก แต่นั่นก็ต้องเป็นลูกศิษย์ที่บรรลุนิพพานแล้ว หรือไม่ก็มีวัยวุฒิที่สามารถแยกแยะถูกผิดได้
ทำไมถึงต้องส่งเด็กน้อยอายุสามขวบกว่าๆ ลงมาจากภูเขาด้วย?
ถ้าโชคร้าย ถูกคนอื่นล่อลวงด้วยของหวานแล้วพาตัวไป สายเลือดของสำนักหั่วหยุนก็จะถึงคราวจบสิ้นไม่ใช่เหรอ
ชิงอวิ๋นคิดถึงตรงนี้แล้วก็โมโหขึ้นมาทันที ถึงแม้เขาจะบำเพ็ญเพียรได้ไม่ดีนัก แต่เขาก็ถือว่าสำนักหั่วหยุนเป็นเหมือนบ้านของตัวเอง
ใครไม่อยากให้ลูกหลานในบ้านประสบความสำเร็จ และทำให้สำนักเจริญรุ่งเรืองบ้างล่ะ
แต่สำนักหั่วหยุนกลับมีผู้คนเข้ามาน้อย ไม่สามารถดึงดูดผู้มีพรสวรรค์ได้เลย ตลอดมาก็แค่รอดตายอยู่ได้แบบเส้นยางแดงผ่าแปดเท่านั้น
ตอนนี้ ในที่สุดน้องชายของเขาก็ได้เจอของล้ำค่า แต่กลับไม่รู้จักปกป้องให้ดี ยังจะส่งลงมาจากภูเขาอีก!
ช่างงี่เง่าจริงๆ!
ถ้าไม่ใช่ว่ากลับไปที่นั่นลำบาก เขาต้องไปชี้หน้าด่าให้หนำใจแน่ๆ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ระบายอารมณ์ ก็เห็นเด็กน้อยตัวเล็กตรงหน้าหุบปากลง พร้อมกับดวงตาแดงก่ำ
"อาจารย์ชิงอวิ๋น อาจารย์ของหนู… เขามรณภาพแล้ว!"
เหล่าผู้ฝึกตนทั้งศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าเมื่อสิ้นชีพ มักไม่กล่าวว่า ‘ตาย’ แต่จะกล่าวว่ามรณภาพ หมายถึงวิญญาณกลับคืนสู่สวรรค์ ร่างกายคืนสู่แผ่นดิน
ชิงอวิ๋นซึ่งกำลังจะกล่าวอย่างฮึกเหิมกลับชะงักไปชั่วขณะ เขาหันหน้ากลับไปอย่างเกร็งๆ "มอ… มรณภาพแล้วเหรอ?"
"เป็นไปได้ยังไงกัน!"
ชิงอวิ๋นรู้ดีถึงความสามารถของศิษย์น้องในสำนัก แม้จะยังห่างไกลจากการเป็นผู้มีวิชาชั้นสูง แต่การซ่อนตัวอยู่ในสำนักพร้อมด้วยรูปปั้นเจ้าสำนักคอยปกปัก แม้แต่ผีร้ายที่กำลังก่อตัว เขาก็สามารถกำจัดได้อย่างง่ายดาย
ทำไมถึงตายเร็วขนาดนี้?
เหยาเหยาส่ายหน้าพลางตอบว่า "อาจารย์ไม่ได้บอกสาเหตุ หนูรู้แค่ว่า มีครั้งหนึ่งอาจารย์ลงจากภูเขาไปทำพิธีกรรมแล้วกลับมา พร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือด หลังจากนั้นสุขภาพของเขาก็ย่ำแย่ลงทุกวัน"
"สองวันก่อน อาจารย์สั่งเสียเสร็จแล้วก็จากไป เขาให้หนูนำจดหมายมาให้อาจารย์ลุงชิงอวิ๋น บอกว่าหากอาจารย์ลุงอ่านแล้วจะเข้าใจเอง"
เหยาเหยากล่าวพลางล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าหยิบจดหมายออกมา ชิงอวิ๋นรับมาแล้วเริ่มอ่าน
สักพักใหญ่ คิ้วของเขาก็ค่อยๆคลายออก
ในจดหมาย ชิงหานไม่ได้บอกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บอย่างไรกันแน่ จากต้นจนจบกล่าวถึงเรื่องเดียว นั่นก็คือขอให้ชิงอวิ๋นช่วยดูแลศิษย์ของเขาด้วย
เขาบอกว่า เด็กคนนี้กินเก่ง อย่าตามใจเธอเรื่องอาหารมากนัก
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งเสียเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการดูแลเจ้าตัวน้อยตรงหน้า ชิงอวิ๋นอ่านจบแล้วอดไม่ได้ที่หัวเราะด้วยความขำ
ก็แค่เด็กน้อยอายุสามขวบเอง
จะกินเก่งได้ขนาดไหนกันเชียว! ชิงหานศิษย์น้องของเขาช่วงหลายปีมานี้ดูแลเรื่องอาหารภายในสำนัก ยิ่งนานวันยิ่งตระหนี่ขึ้นทุกที
ไม่ต้องให้เขาพูด เหยาเหยาในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวของสำนักในตอนนี้ที่มีวิชา ต่อไป ความเจริญรุ่งเรืองของสำนักหั่วหยุนก็ต้องขึ้นอยู่กับเธอ เขาจะไม่ดูแลเธอให้ดีได้อย่างไร!
ไม่พูดถึงเงินก้อนใหญ่ เงินสำหรับกินดื่มเขายังมีอยู่บ้าง ถึงอย่างไรการหลอกลวง ไม่สิ… ดูดวงมาหลายปี ก็ทำให้พอจะมีเงินสำรองอยู่เล็กน้อย
ชิงอวิ๋นจัดเสื้อคลุมของตัวเอง ปัดฝุ่นออก และไม่พูดถึงความอับอายเมื่อครู่แม้แต่คำเดียว
เขาหันไปถามหนูน้อยว่า "หิวข้าวหรือยัง ให้อาจารย์ลุงไปเลี้ยงข้าวไหม"
เหยาเหยาตกใจ ไม่คิดว่าอาจารย์ลุงจะใจดีขนาดนี้ เพิ่งมาถึงก็จะพาไปกินข้าวแล้ว ในทันใดนั้น ภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายในใจเธอก็สูงส่งขึ้นในพริบตา
เธอพยักหน้าเบาๆด้วยหัวเล็กๆ แล้วพูดว่า "หนูขอกินเนื้อได้ไหม"
ไม่กี่มาวันนี้ เธอต้องกัดขนมเปี๊ยะทุกวัน จนในปากเธอไม่รับรู้รสชาติอย่างอื่นเลย ซึ่งมันรู้สึกแย่มาก
ชิงอวิ๋นขมวดคิ้ว...
ศิษย์น้องร่วมสำนักนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ แม้แต่เนื้อยังซื้อไม่ไหวเลยเหรอ คนที่ดูแลเรื่องเสบียงอาหารนี่ทำได้แย่จริงๆ สู้เขาที่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกไม่ได้เลย
"ได้สิ แต่เราต้องสั่งให้น้อยหน่อยนะ เพราะถ้าเราใช้เงินกับการกินหมดไปในครั้งเดียว เดี๋ยววันต่อไปจะอดตายกันได้"
เหยาเหยาพยักหน้าแล้วพูดว่า "เรื่องนี้เหยาเหยาเข้าใจ อาจารย์เคยบอกว่าชีวิตต้องค่อยเป็นค่อยไป เหยาเหยาจะไม่กินเยอะ"
เห็นเธอเป็นเด็กที่เข้าใจอะไรง่ายแบบนี้ ชิงอวิ๋นจะไม่รู้สึกปลื้มใจเลยได้ยังไง นั่นทำให้เขาต้องให้ความสำคัญกับเด็กน้อยมากยิ่งขึ้น
อย่างน้อย ศิษย์น้องก็เลี้ยงดูเด็กคนนี้จนโตมาอย่างดีเลยทีเดียว!
นอกจากจะสอนให้เป็นเด็กน่ารักเข้าใจเรื่องแล้ว ยังมีความสามารถอีกด้วย
ชิงอวิ๋นยิ่งมองก็ยิ่งชอบ จากนั้นก็โบกมือแล้วเดินไปที่ร้านอาหาร
ทั้งคนตัวใหญ่และตัวเล็กยังไม่รู้ตัวเลยว่า การกินข้าวด้วยกันครั้งนี้มีความสำคัญต่อทั้งสองคนมากแค่ไหน
บทที่ 5: กินจนล้มละลาย
"เถ้าแก่… ขออีก… อุ๊บ… !!"
เมื่อเห็นว่าศิษย์ตัวน้อยกำลังจะเปิดปากขอเพิ่ม ชิงอวิ๋นก็เอามือรีบปิดปากเจ้าเด็กน้อยทันที
เมื่อสายตาของพนักงานมองมา เขาก็พูดอย่างเก้อเขิน "ไม่... ไม่มีอะไร เด็กคนนี้พูดเพ้อเจ้อน่ะ"
"อ้าว! ฉันก็คิดว่าจะขอเพิ่มซะอีก!"
เถ้าแก่มองชามที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "เอาจริงๆนะ เด็กในบ้านของคุณคนนี้ ฉันไม่เคยเห็นใครที่อายุเท่านี้แล้วกินเก่งขนาดนี้มาก่อนเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของชิงอวิ๋นก็ยิ่งขมขื่นมากขึ้นไปอีก
ใช่แล้ว! เด็กปกติบ้านไหนกันที่กินมื้อเดียวแล้วสั่งเพิ่มเป็นสิบกว่าครั้ง?
หลังจากที่เถ้าแก่เดินจากไปแล้ว เขาก็กดเสียงต่ำลงด้วยใบหน้าเคร่งขรึม พูดกับเจ้าตัวน้อยที่ปิดปากตัวเองอยู่ "เหยาเหยา กินต่อไม่ได้แล้ว!"
"ทำไมล่ะ? อาจารย์ลุงไม่ได้บอกเองหรอกเหรอว่ากินได้ตามสบาย? หนูยังไม่อิ่มเลย"
เหยาเหยาเบิกตากลมโตอย่างไร้เดียงสา เธอยื่นมือไปลูบท้องน้อยๆของตัวเอง ยังมีที่ว่างอีกเยอะเลย!
ชิงอวิ๋นถูกเด็กตายอดตายอยากคนนี้ถามจนอึ้ง เขาสั่นเทิ้มใช้สายตานับจำนวนชามที่อยู่ตรงหน้า
หนึ่งชาม… สองชาม… สามชาม… ห้าชาม… เก้าชาม!
ทั้งหมดเก้าชามเต็มๆ!
เมื่อนึกถึงราคาต่อชาม เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสิ้นหวังไปชั่วขณะ นี่มันเส้นทางล้มละลายชัดๆ
เขาบอกว่ากินได้ตามสบาย นั่นมันสำหรับคนปกติต่างหาก
เด็กอายุสามขวบครึ่งปกติธรรมดาที่ไหนจะกินได้ถึงเก้าชาม!
ตอนแรก ศิษย์น้องชิงหานเขียนไว้ในจดหมายว่าเจ้าตัวน้อยกินจุ ตัวเขาเองคิดว่าคนเราก็อาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง ตอนนี้ถึงได้เห็นแจ้งว่า ที่จริงแล้ว เป็นเขาเองต่างหากที่คิดผิด
ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์น้องเป็นผู้สืบทอดสำนัก แต่กลับใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นี่มันเลี้ยงหลุมดำไว้ชัดๆ! ถ้าเก็บเงินได้ก็แปลกแล้ว
ชิงอวิ๋นยืนหน้าตึง แล้วพูดว่า "ตอนนี้อาจารย์ไม่มีเงินแล้ว ถ้ากินต่อก็ต้องเอาตัวเด็กน้อยอย่างเธอมาใช้หนี้แล้วนะ"
ถึงแม้ตอนนี้ การพูดว่าไม่มีเงินจะดูขายหน้าไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่ารอจนไม่มีเงินจ่ายแล้วถูกเข้าใจผิดว่ามาเพื่อหลอกกินฟรี จากนั้นก็ถูกจับตัวไป
เขาไม่อยากให้ใครมากักตัวไว้ในร้านให้เป็นคนล้างจานตอนแก่ แบบนั้นมันน่าอายเกินไปแล้ว
"งั้น… งั้นหนูไม่กินแล้ว… อาจารย์อย่าทิ้งหนูนะ"
เหยาเหยาตกใจจนวางตะเกียบลงทันที และทำท่าทางเหมือนอิ่มจริงๆ
เธอรู้สึกเสียใจและกังวลมาก ได้แต่เกาหัวแกรกๆ เมื่อกี้ตัวเองหิวจนลืมคำสั่งของอาจารย์ไปชั่วขณะ
จริงๆแล้ว เด็กที่ตะกละมักจะถูกทิ้ง เธอจะไม่ตะกละอีกแล้ว ต่อไปจะกินแค่หนึ่งในสิบส่วน ไม่สิ สองในสิบส่วนก็พอ!
ในเวลาเดียวกัน เหยาเหยาก็ตระหนักด้วยว่า คำพูดของอาจารย์ที่บอกว่า ให้กินอย่างสบายใจนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้กินได้อย่างเต็มที่จริงๆ
โลกของผู้ใหญ่ช่างซับซ้อนเหลือเกิน เด็กน้อยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประโยคนั้นจริงหรือเปล่า
"อืม… อิ่มก็ดีแล้ว" ชิงอวิ๋นเห็นว่าเจ้าเด็กน้อยยังพอเชื่อฟังอยู่บ้าง สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาหน่อย
แต่เมื่อเห็นเจ้าเด็กน้อยทำหน้าเศร้า เขาคิดหนักอยู่สักพัก แล้วก็ตัดสินใจกู้หน้าตัวเองสักหน่อย "ครั้งหน้าค่อยมากินใหม่ อาจารย์จะพาเหยาเหยามากินอีก"
"ดีเลย! อาจารย์ใจดีจัง"
เหยาเหยาพยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่ในแววตากลับไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะอาจารย์ของเธอก็มักจะพูดแบบนี้เสมอ แต่ทุกครั้งที่ว่า… ครั้งหน้าก็ต้องรอนานมาก
"อาจารย์ งั้นตอนนี้พวกเราจะไปที่ไหนกันล่ะ"
ในเมื่อไม่ได้กินข้าวแล้ว การนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีความหมาย เหยาเหยาง่วงนอนจนต้องยกมือขึ้นปิดปากหาวเล็กน้อย
ปกติเวลานี้ เธอจะงีบกลางวันเสมอ เพราะวันนี้เร่งเดินทางจึงพลาดไป แต่ความง่วงกลับมาตรงเวลามาก โดยเฉพาะหลังจากกินอิ่ม เธอเลยฝืนเปลือกตาถามขึ้น
ชิงอวิ๋นเห็นสภาพแล้วก็หัวเราะ "กลับบ้านก่อน พอเหยาเหยานอนพอแล้ว ค่อยคุยเรื่องอื่นกัน"
ถึงแม้ว่าเจ้าตัวน้อยจะเกือบทำให้เขาล้มละลายเพราะการกิน แต่เขาที่แก่จนเหงาอยู่คนเดียว พอมีเด็กมาอยู่เป็นเพื่อนกลับรู้สึกสนุกดี
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตัวน้อยมีฝีมือจริงๆ นั่นหมายความว่า เขาอาจจะไม่ต้องหลอกลวงต้มตุ๋นใครอีกต่อไปแล้ว
ไม่เพียงแต่สามารถหาเงินได้ ยังไม่ต้องกลัวคนมาหาเรื่องอีกด้วย! พอคิดแบบนี้ ความคิดเสียดายเงินของเขาก็หายไปในทันที
ส่วนเรื่องที่ตนเป็นผู้ใหญ่แต่วรยุทธ์กลับด้อยกว่าเด็กน้อยนั้น เขาเลือกที่จะละเลยโดยอัตโนมัติ
อย่าถามถึงเรื่องนี้… ถ้ายิ่งถาม ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอับอาย
ส่วนเหยาเหยาพอได้ยินเรื่องนอน ก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจทันที
ที่พักของชิงอวิ๋นอยู่ไม่ไกลจากสะพานสวรรค์มากนัก
เดินไปก็ใช้เวลาแค่สิบกว่าก้าว มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เล็กแคบ มีเพียงเตียงและโต๊ะตัวเดียวเท่านั้น
ผ้าปูที่นอนและหมอนบนเตียงมีสีเทาหมองคล้ำ ไม่ใช่เพราะสกปรก แต่เพราะมันเก่าจนมีสีแบบนี้ต่างหาก
ชิงอวิ๋นคนนี้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่กลับชอบความสะอาด บนโต๊ะวางกระดาษสีเหลืองที่ยังไม่ได้วาดอย่างเป็นระเบียบ มีชาดและที่วางพู่กันอยู่บนขาตั้ง
"เอาห่อผ้านั่นมาให้ฉันถือเถอะ แบกมาตลอดทางคงเหนื่อยมากสินะ วางลงมา แล้วพักผ่อนหน่อย"
ชิงอวิ๋นมองห่อผ้าของอีกฝ่ายที่ดูพองๆ ดูท่าทางจะใส่ของมาไม่น้อยเลย ระหว่างทางเขาถามว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ แต่เจ้าเด็กน้อยคนนี้บอกว่าไม่หนักและยกเองได้ เขาจึงไม่ได้ถามอะไรมากนัก ตอนนี้มาถึงห้องแล้ว จะให้เจ้าเด็กน้อยแบกต่อไปคงไม่ค่อยดีนัก
เหยาเหยาก็รู้ดี จึงยิ้มและถอดห่อผ้าออกจากตัว แล้วยื่นมาให้
เห็นเธอยกขึ้นมาอย่างเบาหวิว ชิงอวิ๋นจึงไม่ได้คิดว่ามันจะหนักขนานนั้น เขาจึงใช้มือข้างเดียวไปจับ
ผลก็คือ...
น้ำหนักมหาศาลเกือบทำให้เขาแขนหัก ณ ที่ตรงนั้น
"เหยาเหยา เธอใส่ของอะไรมาในห่อนี่มากขนาดนี้เชียว ทำไมถึงหนักขนาดนี้?"
ชิงอวิ๋นต้องใช้สองมือออกแรงเต็มที่ถึงจะพอยกไหว เขาเบ่งจนหน้าแดงคอตกราวกับใช้แรงทั้งหมดที่มี ค่อยๆย้ายไปที่มุมห้องทีละนิด
ได้ยินเสียง ‘ตุบ’ ของห่อผ้าตกลงบนพื้น เขาใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะยืดหลังตรงได้ ใบหน้าฉายแววเศร้าสร้อย
ถ้าศิษย์ตัวน้อยของเขาต้องแบกห่อผ้านี่ทุกวัน! ระวังจะไม่สูงเอานะ
ต่อไปเวลาสำนักเปิดการประชุมใหญ่ แต่เจ้าสำนักของพวกเขาสูงแค่ 130 เซนติเมตร จะไม่ถูกคนหัวเราะเยาะจนตายหรอกเหรอ?
ชิงอวิ๋นเกิดความคิดขึ้นมาทันใด ต้องห้ามไม่ให้ศิษย์ตัวน้อยของเขาแบกของชิ้นนี้อีกแล้ว
ตอนที่ถามเหยาเหยาว่ามีอะไรอยู่ในห่อบ้าง เจ้าเด็กน้อยพูดอย่างไม่ทันคิดว่า "ไม่มีอะไรหรอก! ก็แค่ของเล็กๆน้อยๆเท่านั้น"
ชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าสงสัยเต็มที่ ของเล็กๆน้อยๆ อะไรที่หนักเท่ากับแผ่นเหล็กกัน?
เห็นสายตาหลบเลี่ยงของอีกฝ่าย เขาก็สงสัยว่า เจ้าเด็กน้อยคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองยัดอะไรเข้าไปข้างในบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร ต่อไปจะมีโอกาสได้ดูอีกมาก
"ง่วงแล้วก็นอนก่อนเถอะ อาจารย์ยังมีธุระอยู่นิดหน่อย จะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพักน่ะ"
ชิงอวิ๋นอายุมากขึ้นมาหน่อย ทุกวันนี้นอนไม่ค่อยเยอะ ตอนกลางวันก็เลิกนอนกลางวันไปนานแล้ว อีกอย่างเตียงก็เล็กแคบ เขาอยากให้เหยาเหยาได้นอนสบาย สบายหน่อย
เหยาเหยาพยักหน้าอย่างว่าง่าย เพราะง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแล้ว พอฟังอาจารย์พูดจบ เธอก็รีบถอดเสื้อคลุมออก แล้วคลานขึ้นเตียงอย่างว่องไว
เมื่อนอนพลิกตัวไปมา ก็พบว่าเตียงของอาจารย์นุ่มกว่าที่อยู่ในสำนักเสียอีก หมอนและผ้าห่มยังมีกลิ่นสบู่อ่อนๆอีกด้วย
กลิ่นนี้เธอชอบมาก อาจารย์ของเธอก็ชอบใช้สบู่ซักผ้า ที่สำนักของพวกเขายังปลูกต้นสบู่ไว้หลายต้นเลย!
กลิ่นที่คุ้นเคย เตียงนอนนุ่มนิ่ม ไม่นานเจ้าเด็กน้อยก็เริ่มกรนเบาๆ
ชิงอวิ๋นเห็นดังนั้นก็อดขำไม่ได้ เขาค่อยๆห่มผ้าให้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ก่อนย่องออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
อาจารย์กับศิษย์อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข
ในขณะนี้ ตระกูลกู้ที่สูงศักดิ์ในเมืองหลวงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายโกลาหล
บทที่ 6: ปะทะสิ่งชั่วร้าย
ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลกู้ หมอประจำตระกูลตรวจร่างกายคุณนายเฉินฮุ่ยเสร็จแล้วก็จัดการเข้าเฝือกที่ขาให้เรียบร้อย
เขากลับไปรายงานกับกู้เสวี่ยซงที่ยืนรออยู่ข้างๆว่า “คุณนายไม่ได้เป็นอะไรมากครับ แผลที่ขาได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดูแลอีกสักสองสามวันก็หายดีแล้วครับ”
กู้เสวี่ยซงกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณคุณหมอมาก งั้นเสี่ยวอิงไปส่งคุณหมอที่หน้าบ้านด้วย”
เขารีบปลดกระดุมสูทแล้วนั่งลงข้างเตียงภรรยา สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “ผมบอกให้คุณอยู่บ้านเฉยๆก็ไม่เชื่อ ยังจะออกไปข้างนอกอีก รู้ไหมตอนที่ผมได้ยินว่าคุณบาดเจ็บ ผมใจแทบวาย ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมจะอยู่ยังไง”
ถึงแม้กู้เสวี่ยซงจะอายุ 50กว่าแล้ว แต่เขาก็ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจนไม่มีผมหงอกแม้แต่เส้นเดียว เป็นนักธุรกิจที่ดูดีมีเสน่ห์คนหนึ่งในแวดวงนี้
แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของผู้นำตระกูลกู้คนนี้ ภายนอกดูสุขุมเยือกเย็น กลับเป็นคนรักภรรยาสุดหัวใจ ครั้งนี้ภรรยาประสบอุบัติเหตุ เขาใจหายใจคว่ำจนเกือบหัวใจวาย โชคดีที่ภรรยาปลอดภัย ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
“ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า”
คุณนายเฉินฮุ่ยตบบนหลังมือของสามีเบาๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา “ไม่คิดเลยว่าอายุขนาดนี้แล้วยังได้รับความช่วยเหลือจากเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง เสวี่ยซง เราต้องตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ คุณช่วยตามหาเด็กคนนั้นที ฉันอยากขอบคุณเธอด้วยตัวเอง”
กู้เสวี่ยซงขมวดคิ้ว “แน่นอนว่าต้องขอบคุณอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คุณยังไม่หายดี อย่าเพิ่งคิดมากเลย ผมให้คนไปจัดการก็ได้”
สำหรับตระกูลกู้แล้ว ทั้งเงินและอำนาจล้วนมีมากจนล้นเหลือ หากจะตอบแทนเด็กน้อยสักคนนั้นง่ายดายยิ่งกว่าหายใจ
ทว่าเฉินฮุ่ยกลับส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "มันไม่เหมือนกันค่ะ ฉันกับเด็กคนนี้มีวาสนาต่อกัน ถ้าคุณไม่ยอมรับปาก ฉันก็จะไปหาคนอื่นเอง"
"ได้ๆได้ ผมจัดการให้ก็ได้"
กู้เสวี่ยซงรู้จักนิสัยภรรยาของตัวเองดี หากเขาไม่ตกลง เธอต้องทำให้ได้อย่างที่พูดแน่นอน
ขณะที่สามีภรรยากำลังพูดคุยกัน ก็พลันเห็นร่างของใครบางคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามา "แม่ ได้ยินที่บ้านบอกว่าแม่โดนรถชน ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ!"
คนที่มาก็คือเด็กหนุ่มวัย 17 ย่าง 18ปี มีผมสีทอง แต่งตัวดูค่อนข้างแปลกประหลาด เพราะวิ่งมาเร็วเกินไป ทำให้เขาหอบหายใจไม่ทัน
"ดูทำท่าทางเข้าสิ เป็นแบบนี้ได้ยังไง"
กู้เสวี่ยซงเห็นลูกชายเช่นนี้ ใบหน้าที่ดูเป็นผู้ดีก็เกือบจะเก็บอาการไม่อยู่ เขาไม่คิดเลยว่าลูกชายที่เกิดมาตอนแก่ของเขาคนนี้ ไม่ได้มาเพื่อทดแทนบุญคุณ คล้ายกับมาแก้แค้นเสียมากกว่า
ส่วนกู้อวี่นั้น คุ้นเคยกับท่าทางประชดประชันของพ่อตัวเองมานานแล้ว จึงทำเป็นไม่สนใจ
"พอได้แล้ว พ่อลูกทะเลาะกันทุกวันสนุกมากหรือไงคะ"
เฉินฮุ่ยรู้ดีว่าพ่อลูกคู่นี้ ตอนแรกยังพออยู่ด้วยกันได้ แต่หลังจากลูกชายคนเล็กไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมเรียนบริหาร ดันอยากเข้าวงการบันเทิง อยากเป็นดารานักร้องนั่นแหละ ตั้งแต่นั้นมา ทั้งคู่ก็กลายเป็นพ่อลูกที่เหมือนศัตรูกัน เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องทะเลาะกันทุกที ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง
"เสี่ยวอวี่ แม่ไม่เป็นไรแล้วนี่ไง ไม่ใช่ว่าลูกถ่ายละครอยู่ต่างจังหวัดหรอกเหรอ ทำไมถึงกลับมาได้ล่ะ"
"เมื่อวานทำพิธีบวงสรวงเสร็จ บริษัทมีธุระเร่งด่วน เลยเรียกผมกลับมาก่อนครับ"
กู้อวี่เห็นว่าแม่ปลอดภัยดี หัวใจที่พะวงมาตลอดทางก็พลอยเบาลง เขากำลังจะนั่งพักสักครู่ ก็ถูกพ่อขัดขึ้นเสียก่อน
"มาดูแม่แล้วก็ออกไปได้แล้ว ปล่อยให้แม่พักผ่อนบ้าง"
กู้เสวี่ยซงรู้จักนิสัยลูกชายตัวเองดี ถ้าปล่อยให้อยู่ในห้องนี้ ปากของเจ้าตัวคงอยู่ไม่สุขแน่ๆ แบบนั้น ภรรยาที่รักของเขาจะได้พักผ่อนได้ยังไงกัน
"นี่พ่อ! ผมว่าอย่าทำแบบนี้เลย ผมเพิ่ง…! โอ๊ยๆโอ๊ย!"
กู้เสวี่ยซงขี้เกียจจะต่อความยาว แม้ว่าเขาจะดูสุขุม แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนมีพละกำลังแข็งแกร่ง สามารถอุ้มลูกชายเหมือนอุ้มลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆได้เลยทีเดียว
"พักผ่อนไปแล้วกันนะ"
"เดี๋ยวผมจะรีบหาคนมาดูแลคุณ"
ก่อนที่กู้เสวี่ยซงจะออกจากบ้าน เขาหันกลับมาพูดกับเฉินฮุ่ย เธอพยักหน้ารับรู้ คุณนายค่อนข้างวางใจเวลาที่สามีจัดการเรื่องต่างๆ อีกทั้งเหนื่อยมาทั้งวัน เธอจึงเอนศีรษะลงบนหมอนและผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าเพราะความเหนื่อยล้าหรือไม่ เธอฝันเป็นฉากๆ จนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง
ในความฝันเหล่านั้น มักปรากฏร่างสีเขาอมเทาอยู่เสมอ
มันจ้องมองเธอด้วยความเย็นชาและเคียดแค้น
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มันค่อยๆขยับเข้ามาใกล้เธอ
จนกระทั่งในเฮือกสุดท้ายของความฝัน ร่างนั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ นิ้วมือขาวซีดของมันบีบคอเธอแน่น แรงบีบมหาศาลทำให้เธอหายใจไม่ออก และในที่สุดเธอก็เห็นใบหน้าของมันอย่างชัดเจน
มันคือผู้หญิงผมยาวรุงรัง แต่ใบหน้าของผู้หญิงคนนี้กลับ… ว่างเปล่า!
ตำแหน่งที่ควรจะเป็นใบหน้า กลับไม่มีอะไรเลย ผิวหนังของผู้หญิงคนนั้นกำลังขยับและฉีกออกทีละน้อย เผยให้เห็นช่องปากที่เหมือนกับหลุมดำ บนนั้นเต็มไปด้วยฟันแหลมคม ดูแล้วน่าสะพรึงกลัว ขณะที่ปากที่น่าขนลุกนั้นกำลังจะกัดกินเธอ ความรู้สึกแสบร้อนก็แล่นเข้ามาในมือของเฉินฮุ่ย
ทันใดนั้น แสงสีทองก็สาดวาบออกมา ร่างเงาไร้ใบหน้าดูเหมือนถูกราดด้วยน้ำมันร้อนเดือด มันถอยห่างออกไปในพริบตา พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันโหยหวนเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท
"กรี๊ด...!"
พันธนาการที่รัดร่างของเฉินฮุ่ยพลันคลายออก เธอสะดุ้งตื่นขึ้นนั่ง เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
ฝันไปอย่างนั้นเหรอ?
แต่มันช่างเหมือนจริงเหลือเกิน!
เงาสีขาวนั่นมันคืออะไรกันแน่?
เธอหายใจหอบถี่ มองสำรวจไปรอบๆด้วยความตื่นตระหนก เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอน จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
ทว่านิ้วของเธอกลับสัมผัสเข้ากับบางสิ่ง เธอตัวแข็งทื่อ เพราะนึกถึงความร้อนผิดปกติที่ฝ่ามือเมื่อครู่ได้
เฉินฮุ่ยค่อย ๆ เปิดผ้าห่มออกอย่างหวาดหวั่น เมื่อกางมือออก เธอก็พบว่า ยันต์กระดาษที่กำไว้ในมือก่อนนอน บัดนี้กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
ในชั่วขณะนั้น เธอแทบลืมหายใจ
"คุณนาย เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ"
กานเสี่ยวอิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกตลอดเวลาได้ยินเสียงเอะอะในห้องจึงรีบเข้ามาดู
แต่พอเห็นสภาพของคุณนาย เธอก็เบิกตากว้าง ตัวสั่นระริก "คุณนาย คะ… คอของคุณนาย!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินฮุ่ยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบคว้ากระจกที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาส่อง แสงไฟสะท้อนให้เห็นภาพในกระจก ทำให้เห็นสภาพที่คอของตัวเองได้อย่างชัดเจน
ผิวขาวผ่องบัดนี้มีรอยแดงคล้ำคล้ายรอยเข็มขัดรัดคอ เพียงแค่เห็นรอยก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายออกแรงมากแค่ไหน
"ใคร… ใครกันที่ทำร้ายคุณนาย!"
กานเสี่ยวอิงโกรธจนแทบคลั่ง ตนเองก็เฝ้าอยู่ข้างนอก บ้านก็มีบอดีการ์ดมากมาย ใครกันที่สามารถเข้ามาในห้องและทำร้ายคุณนายได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
ถ้าหากอีกฝ่ายรัดคอไว้นานกว่านี้...
หัวใจของเธอเต้นรัว ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าถ้าคุณผู้ชายกลับมาเห็นคุณนายในสภาพนี้แล้วจะเป็นอย่างไร!
ที่แท้ก็ไม่ใช่ความฝัน!
ในตอนนั้นเอง หัวใจของเฉินฮุ่ยก็พลันดิ่งวูบลงไป ผู้หญิงคนนั้น ในฝันช่างน่าขนลุกขนพอง มันไม่น่าจะเป็นอะไรที่ดีอย่างแน่นอน!
ครั้งนี้มันเล่นงานเธอไม่สำเร็จ มันต้องไม่ยอมเลิกราง่ายๆแน่นอน สายตาอาฆาตแค้นตอนที่มันล่าถอยไป เธอยังจำได้ติดตา
แม้ครั้งนี้เธออาจจะรอดไปได้ แต่มันจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไรก็ได้
ความสงสัยมากมายถาโถมเข้าใส่เฉินฮุ่ย จู่ๆ ภาพของเด็กน้อยตัวกลมก็ผุดขึ้นมาในหัว เสียงใสๆของเธอดังขึ้น
‘ใช้ยันต์แล้ว อย่าลืมมาหาหนูนะ’
ใช่แล้ว! ยันต์! ยันต์นั่นช่วยชีวิตเธอไว้!
ยันต์นั่น เด็กน้อยคนนั้นให้เธอมา เด็กน้ออยยังบอกให้เธอไปหา แสดงว่าต้องมีวิธีแก้ปัญหาให้เธอได้แน่!
เฉินฮุ่ยเหมือนคนจมน้ำคว้าได้ฟางเส้นสุดท้าย เธอหันไปหาเสี่ยวอิงอย่างร้อนรน
“สามีฉันอยู่ไหน”
เธอยังจำได้ว่าก่อนนอน สามีของเธอบอกจะออกไปตามหาใครบางคนให้เธอ
กานเสี่ยวอิงเห็นท่าทางของคุณนายก็รู้สึกกลัวจนตัวสั่น เธอจึงพูดว่า "คุณท่านออกไปกับคุณชายน้อยค่ะ บอกว่าจะไปหาเด็กสาวที่ช่วยคุณนายไว้เมื่อตอนกลางวัน ออกไปได้สักพักแล้วค่ะ น่าจะกลับมาเร็วๆนี้"
"คุณนาย… คุณนายไม่เป็นไรใช่ไหมคะ"
เฉินฮุ่ยได้ยินดังนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า "ฉันไม่เป็นไร เธอไปโทรศัพท์บอกคุณชายให้รีบกลับมาเดี๋ยวนี้"
พูดจบ เธอก็มองไปรอบๆบ้านที่ยังคงสั่นไหว จู่ๆเธอก็เปลี่ยนใจ "ไม่ต้องแล้ว ให้คนอื่นโทรศัพท์ไป เธออยู่เป็นเพื่อนฉันที่นี่"
เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นซ่อนอยู่ที่ไหน แต่พอนึกถึงความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะยังอยู่ในบ้าน เฉินฮุ่ยก็รู้สึกหนาวไปทั้งตัว
บทที่ 7: คฤหาสน์ตระกูลกู้หลังใหญ่โต
ภายในรถโรลส์รอยซ์
“นี่เธอคือผู้มีพระคุณของแม่ฉันเหรอ”
“ตัวแค่นี้เองเนี่ยนะ จะสี่ขวบจริงดิ ยังกินนมอยู่หรือเปล่า”
กู้อวี่มองสำรวจเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งแกว่งเท้าอยู่บนเบาะอย่างใคร่รู้ ปากก็พร่ำาถมไม่หยุด
ก่อนมา เขาไม่คิดเลยว่าผู้มีพระคุณที่แม่พูดถึงจะตัวเล็กขนาดนี้ แน่ใจนะว่าไม่ผิดคน?
“ไม่ถึงสี่ขวบ แต่หนูเลิกกินนมแล้ว”
เด็กหญิงน้อยขมวดคิ้ว พี่ชายคนนี้ช่างเสียมารยาท เด็กที่ยังเดินไม่ได้สิถึงยังกินนมอยู่ เธอก็อายุเกือบสี่ขวบแล้ว จะยังกินนมได้ยังไง
เด็กหญิงเอามือน้อยป้อมๆ ไปปิดปากชายตรงหน้า “นี่เป็นคำถามสุดท้ายแล้วนะ ถ้าพี่ถามอีก หนูจะไม่ตอบแล้ว”
กู้อวี่รู้สึกถูกใจกับท่าทางไม่พูดเปล่า แต่ยังเตือนล่วงหน้าของเด็กน้อย เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะพูดจริง เลยยอมหุบปากไปโดยดี
เมื่อเห็นดังนั้น กู้เสวี่ยซงก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย คนในครอบครัวไม่มีใครจัดการปากของลูกชายเขาได้เลย แต่เด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้กลับทำได้
"ขอโทษทีนะ ที่ต้องรบกวนให้ตามมาแบบนี้ จริงๆแล้วภรรยาฉันอยากจะขอบคุณด้วยตัวเองน่ะ มีอะไรที่เธออยากได้หรืออยากทำไหม บอกมาได้เลย" กู้เสวี่ยซงกล่าวขอโทษอย่างสุภาพ
เขาไม่ได้ใช้เวลานานในการตามหา หรือพูดได้ว่าไม่ต้องตามหาเลย เขามาถึงสะพานตามที่ภรรยาบอก เด็กหญิงตัวเล็กๆก็เดินตามมาเอง
"หนูหิวแล้ว ขอกินอะไรหน่อยได้ไหมคะ" เหยาเหยาถามขึ้นทันที ดวงตาพลันเป็นประกายเมื่อได้ยินว่าเธอสามารถขออะไรก็ได้ เธอเอามือลูบท้องน้อยๆที่ร้องประท้วงด้วยความหิว
เธอไม่ได้กินอะไรมาสี่ชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่อยากแพ้ผีร้ายตนนั้น เธอต้องกินอะไรสักหน่อย
"ขอโทษด้วยนะ เด็กคนนี้กินเก่ง อิ่มยาก!" ชิงอวิ๋นพูดขึ้นอย่างเขินๆ เมื่อเห็นท่าทางนิ่งอึ้งของกู้เสวี่ยซง เขาก็เกาหัวอย่างลุกลี้ลุกลน พร้อมกับส่งสายตาให้ศิษย์ตัวน้อย
ดูก็รู้ว่าคนคนนี้เป็นลูกค้ากระเป๋าหนัก แถมยังบอกให้ขออะไรก็ได้ นี่เป็นโอกาสทองแล้ว! ไม่ขอเป็นแสน ก็ต้องมีหลักหมื่นสิ
"ของกินนิดหน่อยจะกี่ตังค์กันเชียว!"
เหยาเหยาไม่เข้าใจแววตาของเขาเลย ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆอย่างไร้เดียงสา ภายในเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและปรารถนาอย่างแรงกล้า
แต่กลับทำให้กู้เสวี่ยซงลำบากใจ เพราะในรถของเขาไม่ได้เตรียมของกินไว้เลย อีกทั้งตอนนี้รถก็ขับมาไกลพอสมควร รอบๆไม่มีร้านค้าสักร้าน ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะไปหาของกินมาให้หนูน้อยได้จากที่ไหน
"อยากกินอะไรบอกมาสิ ในกระเป๋าฉันมี"
ตอนที่กู้เสวี่ยซงกับเหยาเหยากำลังจ้องหน้ากันอยู่ กู้อวี่ที่พยายามหุบปากมาตลอดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เขาเพิ่งกลับมาถึงบริษัทหลังจากออกไปทำงานข้างนอก ก้นยังไม่ได้แตะเก้าอี้ด้วยซ้ำก็รีบร้อนกลับมาแล้ว แน่นอนว่ากระเป๋าที่เขาสะพายก็ติดตัวเขามาด้วย
เวลาเดินทาง กู้อวี่มักจะซื้อขนมติดไม้ติดมือมาเป็นกอง คราวนี้พอเห็นหนูน้อยหิว เขาก็รีบเปิดกระเป๋าควานหาของกินอย่างคล่องแคล่ว
มันฝรั่งทอด ชีสบาร์ มะม่วงอบแห้ง นมวัว...
ถึงกระเป๋าใบจะไม่ใหญ่อะไร แต่กลับจุของได้เยอะเลยทีเดียว
"เธอผู้มีพระคุณตัวน้อย นี่ให้เธอทั้งหมดเลย! ถ้าไม่พอก็ไม่เป็นไร ที่บ้านยังมีอีกเยอะเลยนะ ไปถึงเมื่อไหร่ ฉันจะให้เธอกินอีก"
กู้อวี่เอาใจด้วยการฉีกซองมันฝรั่งทอดแผ่นยื่นไปตรงหน้า
จมูกเล็กๆของเหยาเหยาสูดดมอย่างตื่นเต้น ดวงตากลมโตเป็นประกายทันที มันฝรั่งทอดแผ่นแบบนี้เธอไม่เคยกิน แต่ได้กลิ่นหอมมาก รสชาติคงไม่เลวเลยทีเดียว
คราวนี้เธอโยนคำพูดร้ายกาจที่เพิ่งพูดไปเมื่อครู่นั้นทิ้งไป ไขมันบนมือป้อมๆของเหยาเหยาหยิบมันฝรั่งแผ่นสีเหลืองทองอร่ามชิ้นหนึ่งขึ้นมาใส่ปาก
เสียงกรุบกรอบ พร้อมกับรสชาติเข้มข้นของมะเขือเทศ
ตอนนี้ กู้อวี่เปิดนมยี่ห้อหวังจื่ออย่างรู้ใจ กลิ่นนมหอมกรุ่นชวนน้ำลายไหล
พี่ชายคนนี้นิสัยดีทีเดียว ช่างเถอะ อาจารย์เคยบอกไว้ว่าให้อภัยกันไว้ดีกว่า เธอก็จะยกโทษให้เขาก็แล้วกัน
ว่าแล้วเหยาเหยาก็ค่อยๆกินมันฝรั่งทีละชิ้น สลับกับนม มันอร่อยจนคิ้วเล็กๆของเธอยกขึ้น
"ทำได้ดีมาก"
กู้เสวี่ยซงเอ่ยปากชมลูกชายคนเล็กเป็นครั้งคราว
แต่ในตอนนี้ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เขาก็เลยหยิบขึ้นมาดู เป็น...
จู่ๆ หน้าจอก็ปรากฏเบอร์โทรจากคฤหาสน์
กู้เสวี่ยซงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสาย
"คุณท่านคะ ดูเหมือนจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับคุณนายที่บ้านค่ะ เธอถูกอะไรบางอย่างทำให้ตกใจมาก คุณท่านรีบกลับมาหน่อยก็ดีนะคะ"
เสียงปลายสายคือแม่บ้าน พอได้ยินว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เขาจึงกำโทรศัพท์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
"ดูแลคุณนายให้ดีก่อน ฉันกำลังรีบกลับไปเดี๋ยวนี้"
กู้เสวี่ยซงพยายามตั้งสติ ก่อนจะสั่งให้แม่บ้านจัดการอะไรบางอย่าง หลังจากวางสาย เขาก็หันไปบอกคนขับรถให้เร่งความเร็วทันที
"ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้วเหรอครับ"
กู้อวี่เห็นสีหน้าพ่อแบบนี้ ก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที กู้เสวี่ยซงได้แต่ส่ายหน้า
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แม่บ้านพูดอะไรไม่ได้มากนักในโทรศัพท์ แต่อย่างน้อยก็น่าจะไม่มีใครเป็นอะไรมาก
สองพ่อลูกเงียบลงพร้อมกัน และต่างก็รู้สึกสงสัยว่า ทำไมวันนี้ถึงมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้นะ
"ก่อนหน้านี้ก็อุบัติเหตุรถชน คราวนี้อยู่บ้านเฉยๆยังเกิดเรื่องอีก ถ้าไม่ใช่เรื่องลี้ลับแล้วจะเป็นเรื่องอะไรไปได้อีก"
"ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ มันบาดเจ็บไปวันนี้คงไม่กลับมาอาละวาดง่ายๆหรอก" เสียงเล็กๆของเหยาเหยาดังขึ้น ทันใดนั้นทั้งสองคนก็หันขวับไปมอง
"อาละวาดที่ว่า นี่หมายความว่ายังไงเหรอ?" คิ้วของกู้อวี่ขมวดเข้าหากัน เขาไม่เข้าใจที่เด็กน้อยพูด เขาเข้าใจความหมายของทุกคำ แต่พอเอามารวมกันกลับไม่เข้าใจเลย กู้เสวี่ยซงเองก็คงไม่ต่างกัน
เหยาเหยาดูดนมกล่องรสโปรดอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะกลืนลงคอไป เธอเอียงคอมองทั้งคู่อย่างสงสัย
"พวกคุณไม่รู้เหรอคะ? ไอ้สิ่งที่ตามติดคุณป้าเฉินน่ะ มันเพิ่งไปที่บ้านพวกคุณไงล่ะ ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น"
"แต่ว่าไม่ต้องห่วง หนูติดยันต์ไว้ให้แล้ว มันหนีไปแล้วล่ะ" ที่จริงแล้ว ที่เธอมาหาพ่อลูกคู่นี้ ก็เพราะอยากจะจับเจ้าสิ่งนั้นให้ได้
เธอไม่กลัวว่าผีตนนั้นจะไม่ปรากฏตัวออกมา วิญญาณอาฆาตที่ยังวนเวียนอยู่ได้ ก็เพราะความแค้นที่ยังไม่จางหายไปนั่นเอง
"มันพันธนาการเธอไว้ ถ้าต้องการบรรลุซึ่งเป้า และต้องการหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม ก็มีทางเดียวคือต้องฆ่าคุณนายซะ"
"..."
ทั้งกู้อวี่และกู้เสวี่ยซงต่างก็นิ่งอึ้งไป
ได้ยินคำพูดของเด็กน้อย พวกเขาก็ค้านในใจทันที
บนโลกนี้จะมีผีได้ยังไง!
แต่ในเวลานี้ ความคิดนี้กลับสั่นคลอน เพราะพวกเขานึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายจะหลอกลวงไปเพื่ออะไร
เพื่อเงินเหรอ? ช่วยชีวิตคนในครอบครัวไว้ทั้งที หากต้องการเงินก็ขอมาตรงๆได้ พวกเขาไม่มีทางขัดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหก
ในขณะนี้ ทั้งสองคนรู้สึกราวกับว่าบางสิ่งกำลังพังทลาย!
ไม่นานรถก็มาถึงบ้านพัก คนรับใช้รออยู่ที่ประตูแล้ว รีบร้อนเดินเข้ามา
"คุณผู้หญิงล่ะ"
หลังจากกู้เสวี่ยซงลงจากรถ เขาก็ถามถึงสถานการณ์ที่ไม่ได้พูดชัดเจนทางโทรศัพท์ทันที
"อยู่ในห้องนอนครับ เสี่ยวอิงอยู่เป็นเพื่อนตลอด"
"อืม… ดี" กู้เสวี่ยซงพยักหน้า แล้วหันหลังกลับ
"สมกับเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองหลวง สุดยอดความหรูหรา!"
ชิงอวิ๋นมองดูคฤหาสน์หลังโตด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างซ่อนไม่อยู่ เขาเอื้อมมือไปดึงชุดคลุมยาวสีขาวซีดที่ซักจนเกือบขาวโพลน ท่าทางดูประหม่าเล็กน้อย
ตอนนี้เหยาเหยาก็ขยับตัวลงจากรถเช่นกัน เธอมองดูคฤหาสน์หลังโต ดวงตากลมโตฉายแววอิจฉา เธอเคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า คนรวยมักจะอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ พอได้มาเห็นกับตาก็ใหญ่โตสมคำร่ำลือจริงๆ!
บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ไม่รู้ว่าจะแลกกับของอร่อยได้กี่อย่าง
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจเพียงชั่วครู่
เหยาเหยาไม่ลืมเรื่องสำคัญที่เธอมาที่นี่ จึงก้าวตรงไปยังคฤหาสน์
คนอื่นๆรีบตามเธอไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเธอเป็นอย่างมาก
“นี่…” เมื่อเห็นดังนั้น พี่เลี้ยงก็เบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้ เธอคาดไม่ถึงเลยว่า คุณผู้ชายออกไปข้างนอกเพียงครู่เดียว จะพาเด็กกลับมาด้วย ผิวพรรณขาวผ่องของเจ้าตัวน้อย น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
ขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกตกใจกับความคิดของตัวเอง!
คุณผู้ชายของพวกเธอจะยอมเชื่อฟังเด็กตัวแค่นี้ได้ยังไงกัน!
บทที่ 8: ขับไล่ภูตผี
คฤหาสน์ตระกูลกู้ใหญ่โตมาก ครั้งแรกที่มาถึงคงหาห้องไม่เจอ แต่เหยาเหยากลับก้าวเท้าอย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ลังเลเลยสักนิด เธอไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคำนวณหา
ห้องนอนของคุณนายเฉินฮุ่ยปกคลุมไปด้วยรังสีชั่วร้าย หนักหน่วงราวกับหลอดไฟขนาดยักษ์ในสายตาของเธอ มันชัดเจนมาก
"ผู้มีพระคุณตัวน้อย เธอรู้ทางด้วยเหรอ"
มองดูเด็กสาวเดินนำไปยังห้องคุณนายอย่างชำนาญ คล้ายกับว่าคุ้นเคยเป็นอย่างดี กู้อวี่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขาแน่ใจว่าเหยาเหยาไม่เคยมาที่บ้านของเขามาก่อน
ยิ่งเธอแสดงความสามารถอันน่าเหลือเชื่อมากเท่าไร ความไม่สบายใจในใจของเขาก็ยิ่งทวีคูณ เพราะมันยิ่งยืนยันได้ว่า เธอไม่ใช่คนธรรมดา
ถ้าอย่างนั้น คำพูดของเธอตอนอยู่บนรถก็ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้น
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง
สายตาของเหยาเหยาก็มุ่งตรงไปที่เฉินฮุ่ยซึ่งนั่งพิงอยู่บนเตียง ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เธอชำเลืองมองไปที่ประตูเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ส่วนหนังสือในมือของหล่อน…
เธออ่านไม่ออกแม้แต่ตัวอักษรเดียว
คราวนี้เธอก็เงยหน้าขึ้นมองตามความเคยชิน แต่กลับสบเข้ากับดวงตากลมโตที่เปล่งประกายราวกับองุ่น ทำเอาเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร
"หนูน้อยผู้มีพระคุณ หนูมาแล้ว"
เฉินฮุ่ยตื่นเต้นจนตัวสั่น ถ้าไม่ติดที่ขาถูกเข้าเฝือกไว้ เธอคงลุกจากเตียงไปหาเด็กน้อยแล้ว
ท่าทางของเธอเหมือนกับคนจับได้ถึงฟางเส้นสุดท้าย ทำเอากานเสี่ยวอิงที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับงุนงง
ดูเหมือนเธอจะไม่คิดว่าคุณผู้หญิงจะมีท่าทีเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
แท้จริงแล้วก็ไม่สามารถโทษเฉินฮุ่ยได้ เพราะประสบการณ์ที่เธอเพิ่งเผชิญได้ทำลายมุมมองเดิมของเธอไปอย่างสิ้นเชิง
ยามที่ผู้คนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหว อารมณ์ย่อมแปรปรวนรุนแรงที่สุด
ตอนนั้นเอง พ่อลูกตระกูลกู้ก็เดินตามหลังมาก็เข้ามาในห้อง จนทั้งสองมาหยุดอยู่ข้างเตียง
"ทำไมจู่ๆถึงใช้ผ้าพันคอคลุมผมแบบนี้ล่ะ"
พอเงยหน้าขึ้นมา กู้เสวี่ยซงก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่คอของภรรยา คิ้วของเขาจึงขมวดเข้าหากันทันที
ส่วนเฉินฮุ่ยนั้นมีสายตาเลิ่กลั่กเล็กน้อย เพราะเธอรู้ดีว่าสามีของเธอเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ เขาคงจะรับได้ยาก
"เห็นสิ่งนั้นแล้วเหรอคะ" เสียงของเหยาเหยาดังขัดบทสนทนาของทั้งสองขึ้นมา ทำให้เฉินฮุ่ยพยักหน้ารับทันที
"เห็นแล้วล่ะ หนูจ๊ะ สิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่"
ที่จริงแล้ว เธออยากจะถามต่อว่า ทำไมมันถึงตามมาหลอกหลอนเธอแบบนี้ แต่เธอก็รู้ดีว่าอะไรควรถาม อะไรไม่ควรถาม
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตอบคำถามแรก
"แม่ครับ แม่กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่" กู้อวี่พูดด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น คนที่ชอบพูดจาเป็นปริศนาก็แบบนี้ น่ารำคาญที่สุด แม้แต่แม่แท้ๆของเขาก็ไม่เว้น
แต่กู้เสวี่ยซงกลับดูสงบนิ่งกว่า เขากำลังฟังอย่างตั้งใจ
เหยาเหยาตอบกลับมาเสียงเรียบว่า "วิญญาณร้าย"
สิ่งที่เธอให้เฉินฮุ่ยคือยันต์ปราบมาร ซึ่งส่วนใหญ่ใช้รับมือกับภูตผีปีศาจ พวกภูตพรายมักเป็นสัตว์ที่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ กลายเป็นผีร้ายกินเลือดเนื้อและแก่นแท้ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ร่างกายของพวกมันจะไม่มีพลังหยิน
แต่ผีนั้นแตกต่างออกไป พวกมันไม่มีร่างกายเป็นของตนเอง และหลังจากที่ไร้ร่างกายแล้ว พวกมันก็เป็นเพียงวิญญาณธรรมดา พลังหยินและพลังปราณชั่วร้ายสามารถหล่อเลี้ยงพวกมันได้ และแม้กระทั่งทำให้วิญญาณแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สำหรับผีที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรมา เราสามารถคาดเดาระดับความแข็งแกร่งของมันได้จากพลังหยิน
จากสถานการณ์ของพลังหยินในบ้าน เห็นได้ชัดว่ามันเคยกินคนมาแล้ว
แต่เด็กน้อยกลับดีใจ
เพราะเมื่อกินคนเข้าไปแล้ว วิญญาณตนนั้นก็จะมีกรรมติดตัว
ในโลกของนักพรตมีกฎที่ไม่ได้บันทึกไว้ว่า ผีที่ไม่มีกรรมจะไม่สามารถทำลายมันได้!
เมื่อทำลายไปแล้ว จะได้รับผลกรรมติดตัวเองมาแทน
กรรมเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ แต่มันเป็นของจริง เมื่อใดก็ตามที่เราทำลายเขตแดนที่สวรรค์กำหนดไว้ เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราตายอย่างไร
เหยาเหยาไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย เธอมีความคิดเป็นของตัวเอง นั่นก็คือ ‘ผีที่ฆ่าคนได้ แปลว่าเธอต้องกินมันได้’
ตอนนี้ ผีที่อยู่ข้างกายเฉินฮุ่ย เห็นได้ชัดว่าพร้อมขึ้นโต๊ะอาหารได้
ใบหน้าเล็กๆของเหยาเหยาเผยยิ้มออกมา เธอเอ่ยอย่างอารมณ์ดีว่า "วางใจเถอะ หนูจัดการได้แน่นอน!"
"งั้นก็ขอบคุณหนูมากนะ"
เดิมที เฉินฮุ่ยยังกลัวอยู่ เพราะอย่างไรก็ตาม มันก็คือวิญญาณร้าย!
แต่ตอนนี้ เมื่อผู้มีพระคุณน้อยเอ่ยปาก เธอก็วางใจลงได้ทันที
ส่วนเรื่องที่ว่า ทำไมถึงไม่สงสัยในความสามารถของอีกฝ่ายน่ะเหรอ?
ก็พลังอำนาจของยันต์แผ่นนั้นมันพิสูจน์ให้เห็นชัดแต้งแล้วอย่างไรล่ะ!
"ฉันรู้ว่าพวกคุณมีคำถาม แต่พอได้ดูนี่แล้ว พวกคุณจะไม่สงสัยอีก"
เฉินฮุ่ยเหลือบมองพ่อลูกที่ทำหน้างุนงง เธอฝืนยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดผ้าพันคอที่คอออก
รอยเขียวช้ำสีม่วงแดงปรากฏขึ้นให้เห็น!
ภายใต้แสงไฟสีขาวนวล รอยนั้นดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
พ่อลูกตระกูลกู้ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในทันที
"บัดซบเอ๊ย!"
ใบหน้าของกู้อวี่เต็มไปด้วยความโกรธ รอยเขียวช้ำนั้นดูน่าตกใจ เขานึกไม่ออกเลยว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหน ปกติไม่มีใครกล้าแตะต้องคนในตระกูลกู้แม้แต่ปลายเล็บ แต่ตอนนี้กลับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ดวงตาของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธ
"มันทำอย่างนั้นเหรอ?"
ระหว่างทางที่กู้เสวี่ยซงมา เขาก็เริ่มลังเลแล้ว
เมื่อเห็นภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ในบ้านของตนเอง เขายิ่งมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด เพราะการรักษาความปลอดภัยของตระกูลกู้นั้นเข้มงวดมาก
“คนที่ทำแบบนั้นได้ ต้องไม่ใช่คนปกติแน่!”
ส่วนเฉินฮุ่ยเห็นสามียอมรับได้ง่ายๆ ก็เลยพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป “อืม ใช่แล้ว เป็นยันต์ที่หนูคนนี้ให้ฉันมา มันช่วยฉันเอาไว้ได้ ถือว่าได้ให้ชีวิตฉันเพิ่มมาอีกหนึ่งชีวิต”
พูดถึงเรื่องนี้ เธอก็ยังรู้สึกใจหาย ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าถูกช่วยชีวิตติดๆกันถึงสองครั้งในวันเดียว ก็คงจะรู้สึกเขินๆกันบ้าง
พอเห็นภรรยายอมรับ สีหน้าสุขุมเยือกเย็นของกู้เสวี่ยซงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน สายตาก็จับจ้องไปที่ร่างเล็กๆของคนที่อยู่ตรงหน้า
“ขอบคุณหนูมากนะ ในเมื่อเธอมีความสามารถจัดการกับมันได้ รบกวนช่วยจัดการให้กับครอบครัวของเราด้วยเถอะนะ”
“ถ้าเธอต้องการอะไร ตราบใดที่ฉันพอจะทำให้ได้ ฉันจะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว”
เขารู้ดีว่า ถึงแม้ว่าเขาจะมีเงิน แต่เอาเข้าจริง เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง การรับมือกับผีสางแบบนี้ เขาแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
ไม่แปลกใจเลยที่ภรรยาของเขาถึงได้ยืนกรานให้เขาไปตามหาคนมาช่วย ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้เอง เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่เขาเชื่อฟังภรรยา รีบออกมาทันที ไม่อย่างนั้น ตอนนี้เขาคงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เขาคงรับไม่ได้แน่ ถ้าเกิดมีใครเป็นอะไรไปเพราะเรื่องแบบนี้
“ใช่แล้ว ถ้าเธอช่วยแม่ของฉันได้ ฉันจะยกขนมทั้งหมดให้เธอเลย”
กู้อวี่ดูออกว่าผู้มีพระคุณของเขาน่าจะชอบกินขนมหวานมาก เขาจึงรีบสัญญาโดยไม่ลังเล เพื่อเอาใจ
และก็เป็นอย่างที่คิด คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เด็กน้อยประทับใจยิ่งกว่าคำสัญญาของกู้เสวี่ยซงเสียอีก
เด็กน้อยใช้มือป้อมๆ ตบไปที่อกของตนเองอย่างหนักแน่น “ไว้ใจหนูได้เลย!”
เห็นเธอเอ่ยตกลงอย่างง่ายดาย ชิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดเป็นห่วงไม่ได้
ถึงเขาจะรู้ว่าศิษย์คนนี้มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา แต่ตอนนี้ต้องรับมือกับผีร้าย เธออายุยังน้อยขนาดนี้ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?
แต่เธอก็รับคำออกไปแล้ว จะให้เธอกลับคำก็กระไรอยู่ เขาได้แต่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ยัยหนู บอกอาจารย์มาตามตรง มีโอกาสชนะแค่ไหน”
ความเป็นไปของสำนักขึ้นอยู่กับศิษย์คนนี้ อย่าทำเรื่องโง่เขลาแบบนี้
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กน้อยก็ยื่นมือออกมา แล้วค่อยๆกางออก
“อาจจะห้าส่วน” เมื่อเห็นดังนั้น น้ำเสียงของชิงอวิ๋นก็สั่นเล็กน้อย
ตามกฎของสำนักฮั่วอวิ๋น หากไม่มั่นใจถึงแปดในสิบส่วน จะไม่มีวันรับปากเด็ดขาด แต่เจ้าเด็กน้อยบอกว่าห้าส่วน นี่ไม่ได้กำลังเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆหรอกเหรอ!
ไม่ได้เด็ดขาด จะรับงานนี้ไม่ได้!
ความคิดของชิงอวิ๋นแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ สมองของเขาคิดอย่างบ้าคลั่ง ต้องหาวิธีที่จะไม่ทำให้ตระกูลกู้ขุ่นเคือง แต่ก็ยังสามารถหนีรอดไปได้
แต่ไม่นาน เขาก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย แน่นอนว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็คงไม่อาจหนีอำนาจของตระกูลนี้รอด
ใบหน้าของเขาขมขื่น แต่ท้ายที่สุดแล้วชีวิตก็ยังสำคัญที่สุด
ชิงอวิ๋นกัดฟันคิดที่จะอธิบาย แต่ทันใดนั้นก็ถูกเสียงเล็กๆแว่วมาขัดจังหวะ
"อาจารย์ ไม่ใช่ห้าส่วนหรอก!"
"สิ่งที่หนูอยากจะพูดคือ หนูสู้กับวิญญาณห้าตนด้วยตัวคนเดียวก็ยังไหว!"
"หนึ่งสู้กับห้าเหรอ มันอันต…!"
ชิงอวิ๋นเกือบจะเผลอจะโกนคำว่า ‘อันตราย’ ออกไปดังลั่น แต่แล้วจู่ๆ คำพูดที่เขากำลังจะเอ่ยออกมาก็เหมือนกับน้ำร้อนลวกปาก เลยต้องเปลี่ยนทิศทางคำพูดอย่างกะทันหันก่อนที่จะหลุดออกไป จนเกือบกัดลิ้นตัวเอง
บทที่ 9: อิ่มท้อง
ชิงอวิ๋นมองด้วยสายตาตัดพ้อ นี่ศิษย์ตัวน้อยของเขาพูดอะไรไม่คิด เสี่ยงที่ทำให้เขาขายหน้าจริงๆ
เหยาเหยาขยับนิ้วด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่ได้ตั้งใจให้อาจารย์ชิงอวิ๋นเข้าใจผิด
"หนูน้อย กินอะไรมาหรือยังจ๊ะ"
เฉินฮุ่ยได้ยินลูกชายพูด ก็คิดว่าเหยาเหยายังไม่ได้ทานอะไร ตอนนี้อยู่ในวัยกำลังโต ไม่ควรอดอาหาร
เด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที "คุณจะเลี้ยงข้าวหนูเหรอคะ"
บนใบหน้าซีดเซียวของเฉินฮุ่ยปรากฏรอยยิ้ม "ได้สิจ๊ะ ที่บ้านมีของกินเยอะแยะ อยากกินอะไรก็บอกได้เลย"
เมื่อได้ยินว่ามีของกินเยอะ แสดงว่ามีให้กินเยอะ เหยาเหยาก็ตื่นเต้นจนกำหมัดแน่น ก่อนจะพูดอย่างลังเล "หนูกินจุมาก กินจนอิ่มเลยได้ไหมคะ"
เธอก็มีประสบการณ์มาก่อน ตอนนั้น เธอกินจนชิงอวิ๋นและสำนักแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เกือบจะไม่เหลืออะไร
กู้อวี่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดอย่างมั่นใจ "ไม่ต้องห่วง วันนี้กินให้เต็มที่เลย ครอบครัวเรารับไหวอยู่แล้ว"
ไม่นานนัก ในห้องก็มีโต๊ะมาตั้ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิด เป็ดปักกิ่ง ขนมเข่ง ขาหมู ล็อบสเตอร์ ปูจักรพรรดิ
ดวงตาของเหยาเหยาเบิกกว้าง เธอเอ่ยอย่างระวัง "ของพวกนี้มันแพงมากใช่ไหมคะ?"
แค่เธอกินบะหมี่ไม่กี่ชาม อาจารย์ก็แทบจะล้มละลายแล้ว อาหารมากมายขนาดนี้ ตระกูลกู้จะถูกเธอกินจนหมดตัวหรือเปล่านะ?
"ไม่แพงหรอกจ้ะ พวกเราก็กินแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้วนะ"
เฉินฮุ่ยเดาความกังวลของเหยาเหยาได้ จึงอธิบายด้วยความใจดี เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยาเหยาก็วางใจลง ก่อนจะกินอย่างเอร็ดอร่อย
ขาหมูเนื้อนุ่มรสกลมกล่อม เป็ดปักกิ่งหนังกรอบเยิ้มไปด้วยมัน อร่อยสุดๆไปเลย
อาหารสชาติดีนับว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ตระกูลกู้จ้างพ่อครัวฝีมือดีทุกคน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคุณสมบัติพอจะมาสมัครงานได้
เหยาเหยากินจนน้ำมันไหลเยิ้มเต็มปาก ในใจก็ชื่นชมอาหารของตระกูลกู้ว่าดีเลิศจริงๆ ถ้าต่อไปเธอได้กินแบบนี้ทุกวันก็คงดี ชิงอวิ๋นที่อยู่ข้างๆก็ไม่ต่างกัน คิดไม่ถึงว่าอายุขนาดนี้แล้วยังได้อาศัยบารมีเด็ก กินไปน้ำตาก็นองหน้าอย่างเสียไม่ได้
สำนักของพวกเขาไม่ได้ห้ามกินเนื้อสัตว์ จึงไม่มีข้อห้ามในการกิน
ที่เขาไม่กินก่อนหน้านี้ ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย นอกจาก ‘ไม่มีเงิน’
“ไม่ต้องรีบ ยังมีอีกเยอะ” เฉินฮุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอชอบเด็กน้อยคนนี้มากจริงๆ
ไม่ใช่แค่เพราะเด็กน้อยเคยช่วยชีวิตเธอมาก่อน แต่เป็นเพราะนิสัยขี้งอนนิดๆของยัยตัวเล็กคนนี้ทำให้เธอรู้สึกเอ็นดู
“หนูเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเหรอจ๊ะ” เธอยังจำตอนเช้าได้ ตอนนี้พอมีเวลา เลยอดถามไม่ได้
“ใช่ค่ะ เมื่อก่อนหนูอยู่บนเขา อาจารย์จากไปแล้ว หนูเลยต้องมาพึ่งพาอาจารย์ชิงอวิ๋นค่ะ”
เหยาเหยาเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นหอมของอาหาร พวกนักพรตพูดถูก บนเขามีของอร่อยเยอะจริงๆ
เธอกลืนเนื้อกุ้งมังกรลงคอ พยักหน้าช้าๆ ตอนนี้ชิงอวิ๋นมีสีหน้าเขินอาย “วิชาของฉันยังตื้นเขิน ไม่คู่ควรกับความไว้วางใจของศิษย์พี่หรอก”
ตอนแรกเขานึกว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งเป็นเรื่องง่าย แต่ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ว่า ชิงหานลำบากแค่ไหน เด็กน้อยคนนี้เขาเลี้ยงไม่ไหวจริงๆ
เฉินฮุ่ยเห็นทั้งสองคนเสื้อผ้าขาดวิ่น ก็พอเดาได้ว่าชีวิตพวกเขายากลำบาก เมื่อนึกถึงหนูน้อยผู้น่ารัก ถ้าต่อไปต้องอดๆอยากๆ เธอก็อดใจไม่ไหวที่จะพูดบางคำออกมา
“อาจารย์ของหนูน้อยคะ คุณดูสิ พอดีที่บ้านฉันยังขาดลูกสาว ฉันกับหนูน้อยก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ไม่ทราบว่าฉันขอรับเธอเป็นลูกสาวจะได้ไหมคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไม่ใช่แค่เพียงชิงอวิ๋น แม้แต่เหยาเหยาที่กำลังกินข้าวอยู่ก็เงยหน้ามองขึ้นมา
"หรือว่าฉันพูดจาไม่เหมาะสมไป ต้องขอโทษด้วยค่ะ"
เฉินฮุ่ยเห็นสีหน้าของทั้งสองคน ก็รู้สึกได้ว่าคำพูดของตัวเองเมื่อครู่นั้นไม่ค่อยจะเหมาะสม เพราะยังไงซะ พวกเขาก็มีผู้ปกครองที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่แล้ว การที่เธอพูดแบบนี้ มันเหมือนกับจะมาแย่งเด็กไป
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ตัวฉันเองน่ะไม่มีปัญหาอะไรหรอก เรื่องนี้สำคัญอยู่ที่เหยาเหยา ถ้าเธอยินยอมก็ไม่มีปัญหาอะไร"
ชิงอวิ๋นรู้ดีถึงความสามารถของตัวเอง ศิษย์ตัวน้อยของเขาคนนี้ ถ้าได้อยู่กับเขาจริงๆ แค่เรื่องกินให้อิ่มก็ลำบากแล้ว
บ้านตระกูลกู้เป็นพ่อค้าใหญ่ในเมืองหลวง ทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล เรื่องเงินทองไม่ใช่ปัญหาแน่ๆ ถ้าเหยาเหยามีคนรับเป็นลูกบุญธรรม ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเลยทีเดียว
เฉินฮุ่ยได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย
เธอหันไปมองเหยาเหยาอย่างตื่นเต้นจนกำมือแน่น
"อาจารย์… อาจารย์ไม่ต้องการหนูแล้วเหรอ"
"ต่อไปนี้หนูจะกินให้น้อยลง อาจารย์อย่าทิ้งหนูไปนะ"
ได้ยินแบบนั้น เธอก็วางช้อนลงทันที ปากน้อยๆเบะลง ดวงตากลมโตแดงก่ำ
ถึงแม้อาจารย์ชิงอวิ๋นจะยากจน แต่บนตัวเขามีกลิ่นอายของอาจารย์ชิงหานอยู่ เธอชอบความรู้สึกแบบนั้นมาก ตอนนี้เขาไม่ต้องการเธอแล้ว เธอจึงน้อยใจจนน้ำตาไหลอาบสองแก้ม
"ไม่มีใครไม่ต้องการเธอหรอกนะ ก็แค่... ก็แค่หาคนมาเอ็นดูเธออีกคน เธอเองก็ชอบคุณนายกู้ไม่ใช่เหรอ"
"ถ้าเธอตกลง คุณนายกู้ก็จะดีกับเธอเหมือนที่อาจารย์เป็นอยู่แบบนี้แหละ"
ชิงอวิ๋นไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยที่เพิ่งอยู่ด้วยกันได้ไม่ถึงวัน จะผูกพันกับเขามากขนาดนี้ ทำให้เขาอดปลื้มใจไม่ได้
แม้แต่โทนเสียงก็พยายามทำให้อ่อนโยนขึ้น
"จริงเหรอ?"
"จริงยิ่งกว่าจริงซะอีก"
เมื่อเธอแน่ใจแล้วว่าอาจารย์ไม่ได้ต้องการทอดทิ้งเธอ ความน้อยใจก็หายวับไปในทันที
"ถ้าอย่างนั้น… หนูจะได้กินของอร่อยแบบนี้ตลอดไปใช่ไหมคะ" เธอถามด้วยความสงสัย
เฉินฮุ่ยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้ว่ามีหวัง เธอรีบตอบในทันทีว่า "ได้สิจ๊ะ อยากกินอะไรก็ได้หมดเลย"
ตระกูลกู้ของพวกเขาน่ะ มีทุกสิ่ง โดยเฉพาะเงิน!
"ถ้างั้น หนูก็ยอมเป็นลูกสาวคุณค่ะ"
เด็กน้อยพยักหน้าอย่างจริงจัง
อาจารย์บอกว่า เธอกินจุมาก คนอื่นเลี้ยงเธอจะมีภาระ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนยินดีรับภาระเอง แน่นอนว่าต้องเป็นคนดี
ถ้าอยู่กับเธอแบบนี้ ตัวเองคงไม่ขาดทุนหรอก
"ดี… ดีจ้ะ" คราวนี้เฉินฮุ่ยยิ้มร่าเริง ใบหน้าไม่เหลือเค้าความเศร้าหมองเมื่อครู่
เธอแค่อดใจไว้ไม่อยู่ คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะมีลูกสาวมาให้เธอชื่นใจได้แบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าขาของเธอยังเดินเหินไม่สะดวก ตอนนี้เธอคงรีบเข้าไปกอดลูกสาวคนใหม่สุดที่รักคนนี้ไปแล้ว
มองดูรูปร่างของเด็กน้อย เฉินฮุ่ยก็ครุ่นคิดว่าจะซื้อชุดสวยๆแบบไหนให้ดี
จริงสิ ต้องมีตุ๊กตาสวยๆ แล้วก็กระเป๋าใบเล็กๆด้วย
เฉินฮุ่ยคนนี้ไม่เคยเลี้ยงลูกสาวก็จริง แต่ไม่เคยกินเนื้อหมู ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นหมูวิ่ง การเลี้ยงลูกสาวนั้น มีแค่คำเดียว คือตามใจจนตายนั่นแหละถูกต้องแล้ว
ชิงอวิ๋นมองไปยังศิษย์ตัวน้อยที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าทายาทของสำนักตัวเองถูกหลอกไปด้วยอาหารเพียงแค่มื้อเดียว
แน่นอน คนที่ตกใจที่สุดคงหนีไม่พ้นกู้เสวี่ยซง เขาแค่ลงมาจากชั้นบนเพื่อรับโทรศัพท์เท่านั้น พอขึ้นไปข้างบนก็มีลูกสาวเพิ่มขึ้นมาเฉยเลย
"คืนนี้ฉันไปนอนกับเหยาเหยานะ เสวี่ยซง คุณไปนอนที่ห้องทำงานก่อนแล้วกัน"
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ต้องนอนแยกห้องกันด้วย กู้อวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
น้องสาวกำมะลอคนใหม่นี่มีพื้นที่ในใจแม่ของเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ? ทันทีที่เธอมา พ่อของเขาก็ถูกไล่ไปนอนห้องทำงานเลย!
กู้เสวี่ยซงขมวดคิ้วขึ้นมาทันที เฉินฮุ่ยก็เพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกมานั้นมีความหมายกำกวม จึงรีบอธิบายเหตุผล
"เรื่องนั้นยังจัดการไม่ได้ ฉันกลัวว่ามันจะทำร้ายคุณไปด้วย ฉันก็เลยให้หนูเหยาเหยาอยู่เป็นเพื่อนฉัน เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น เธอจะได้ช่วยฉันได้ไงคะ"
ตามที่เหยาเหยาบอก คืนนี้ผู้หญิงคนนั้นน่าจะไม่มาแล้ว เพราะมันเพิ่งไล่กรวดไป แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีใครพูดได้เต็มปาก เพราะผีมันไม่ได้คิดเหมือนคนปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอรู้สึกเอ็นดูลูกสาวที่เพิ่งรู้จักเป็นอย่างมาก มีเหตุผลที่จะใกล้ชิดกันได้มากกว่านี้ เธอจะยอมพลาดได้ยังไงกัน
ส่วนเรื่องที่กู้เสวี่ยซงจะไปนอนที่ห้องทำงานน่ะเหรอ
เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรือไง!
บทที่ 10: จับแกได้แล้ว
"เอาอย่างนั้นก็ดี มีหนูน้อยคนนี้อยู่ ผมก็วางใจ" กู้เสวี่ยซงได้ยินดังนั้น ความขุ่นเคืองในใจจึงผ่อนคลายลง
"แบบนี้... ผมก็มีน้องสาวแล้วเหรอ?" ในตอนนี้ กู้อวี่ยังคงรู้สึกเหลือเชื่อ
เขาเป็นลูกคนเล็กของบ้าน เมื่อเทียบกับพี่ชายคนอื่นๆแล้ว เขาอยากมีน้องสาวมากกว่า แต่ตอนที่แม่ให้กำเนิดเขา ร่างกายก็บอบช้ำมาก จึงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก ประกอบกับที่บ้านมีลูกชายเยอะอยู่แล้ว เรื่องอยากได้ลูกสาวจึงไม่ได้ถูกพูดถึงอีก
นานๆครั้ง เฉินฮุ่ยก็ได้แต่บ่นกับตัวเองเบาๆ
"ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ชิงอวิ๋นก็อยู่ที่นี่ก่อนเถอะ ยังมีห้องว่างอยู่อีกเยอะ" กู้เสวี่ยซงพูดกับชิงอวิ๋น
"ต้องรบกวนคุณกู้แล้ว!"
ให้เหยาเหยาอยู่ที่นี่ ชิงอวิ๋นก็รู้สึกไม่ค่อยอยากจากไปนัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะถูกครอบครัวนี้ชิงตัวไป สายตาที่คุณนายของบ้านนี้มองเหยาเหยานั้นช่างน่ากลัว ราวกับตั้งใจจะกลืนกินเด็กน้อยเสียให้ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเหยาเหยาเป็นเด็กที่ศิษย์น้องเก็บมา เขาคงคิดว่าเป็นลูกสาวที่พลัดพรากจากอกกันไปนานแล้ว
เรื่องการสืบทอดเป็นรากฐานของสำนัก ชิงอวิ๋นบอกกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะระแวดระวังแค่ไหนก็ไม่มีวันเพียงพอ!
หลังจากตกลงเรื่องที่พักกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในบ้านก็แยกย้ายกันไป เหยาเหยาถูกพี่เลี้ยงพาไปอาบน้ำ ห้องน้ำในบ้านคุณใหญ่มาก เด็กน้อยสะดุดตากับอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ตั้งแต่แรกเห็น ข้างในมีฟองและกลีบดอกไม้ลอยอยู่เต็มไปหมด เด็กน้อยไม่เคยลองอาบแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
เหยาเหยาถอดเสื้อคลุมตัวน้อยออก แล้วลงไปแช่น้ำเล่นอย่างสนุกสนาน
หลังจากปล่อยน้ำร้อนไปสองครั้ง คนรับใช้กลัวว่าผิวของเหยาเหยาจะเปื่อย จึงเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องลุกออกไปแล้ว เด็กน้อยเลยจำใจต้องออกจากอ่าง
จากนั้น เหยาเหยาก็แอบจดบันทึกความชอบส่วนตัวลงในสมุดเล่มเล็กๆเพิ่ม ‘การอาบน้ำที่เต็มไปด้วยฟอง’ เข้าไปในรายการ
หลังจากเช็ดตัวเสร็จ คนรับใช้ก็ช่วยเหยาเหยาเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าไหม นี่เป็นชุดที่คุณนายให้คนเอามาให้ ขนาดของมันอาจจะไม่พอดีตัวนัก แต่ก็พอถูไถไปก่อนได้
ส่วนชุดที่พอดี คุณนายนัดกับดีไซเนอร์ไว้แล้ว พรุ่งนี้จะมาวัดตัวเหยาเหยาโดยเฉพาะ เสื้อผ้าจะแล้วเสร็จภายในวันเดียว
ร่างกายนุ่มนิ่มของเหยาเหยาเพิ่งจะสัมผัสกับเตียง คุณนายก็อุ้มเหยาเหยาเข้าไปกอด
"อาบน้ำสบายไหม" คุณนายถามอย่างอ่อนหวาน เธอเป็นห่วงว่าเหยาเหยาจะไม่ชินกับอ่างอาบน้ำที่บ้าน
"ค่ะ สบายมาก หนูชอบมากเลย" เหยาเหยาพยักหน้าตอบ
ในตอนนั้นเอง เธอก็รู้สึกแปลกๆ ที่ถูกเฉินฮุ่ยกอดเธอเอาไว้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกผู้หญิงกอดแบบนี้
ก่อนหน้านี้ ถึงอาจารย์ชิงหานจะอุ้มเธออยู่บ่อยๆ แต่มันให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากนี้โดยสิ้นเชิง
คุณนายที่รับเธอเป็นลูกสาวคนนี้น่ะ ทั้งตัวหอม พูดจาอ่อนโยน ถูกใจเธอจริงๆ!
ความจริงแล้ว ตัวเธอเองก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเอง รู้แค่เพียงว่าจำความได้ก็ไปอยู่กับอาจารย์ชิงหานมาตลอด หากเธอมีพ่อแม่จริงๆ พวกท่านก็น่าจะทำแบบที่เฉินฮุ่ยทำให้เช่นกัน
ดังนั้น เธอจึงทะนุถนอมคุณนายที่เพิ่งจะมาอยู่ด้วยคนนี้มาก เด็กน้อยเอื้อมแขนป้อมๆไปกอดแขนของเฉินฮุ่ยเอาไว้
"เตียงนุ่มเกินไปหรือเปล่า นอนหลับสบายดีไหม"
การกระทำของเจ้าก้อนแป้งตัวน้อย ทำให้ใจของเฉินฮุ่ยอบอุ่นขึ้น เธอเข้าใจดีว่าเด็กหญิงเต็มใจที่จะใกล้ชิดกับเธอ เสียงของเธอจึงอ่อนโยนยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะเธอชอบเตียงนุ่ม ตอนที่เธอแต่งงานกับสามี เธอจึงสั่งทำเตียงหลังนี้มาเป็นพิเศษ ตัวเธอนอนแล้วกำลังดี ส่วนลูกชายคนเล็กบ่นอยู่หลายครั้งว่านุ่มเกินไปจนนอนไม่หลับ
"หนูชินแล้วค่ะ!" เหยาเหยาส่ายหน้า
เธอไม่เคยเกี่ยงงอนเรื่องเตียง ไม่ว่าที่ไหน ถ้าเธอเหนื่อยล้า เธอก็นอนหลับลงได้ อาจารย์ชิงหานเคยพูดเอาไว้ว่า เด็กคนนี้ นอกจากเรื่องกินจุแล้ว เรื่องอื่นๆก็ไม่เรื่องมากเลย
เฉินฮุ่ยคอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่ห่างๆ ทำให้แม่ลูกคู่นี้เข้ากันได้ดีเป็นพิเศษ
"หรือว่า คุณนายกำลังกลัวอยู่คะ" เหยาเหยานึกถึงเรื่องที่คุณนายเพิ่งเจอมาวันนี้ แถมยังดูอ่อนเพลียจนนอนไม่หลับ ทำให้อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ผีสางนางไม้ พวกนี้ล้วนชั่วร้าย ถ้าเป็นคนขวัญอ่อนเจอเข้าก็ง่ายที่จะถูกทำให้หวาดกลัวจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ต่อให้เป็นคนเข้มแข็งใจกล้าขนาดไหน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น การนอนไม่หลับย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว นี่ก็เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของวิญญาณที่อ่อนแอ
"ก็กังวลอยู่บ้าง" เฉินฮุ่ยตอบออกไปตามตรง
เธอรู้ดีถึงความสามารถของเหยาเหยา เธอไม่กล้านอนจริงๆ เพราะกลัวว่าพอหลับตาลง สิ่งนั้นจะคืบคลานเข้ามาในฝันของเธออีก แค่คิดถึงความรู้สึกที่เกือบหายใจไม่ออกในตอนนั้น ก็ทำให้เธอขนลุกไปหมดแล้ว
เหยาเหยามองไปที่ใบหน้าของเธอซึ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นจากผ้าห่ม
"หืม เกิดอะไรขึ้น" เฉินฮุ่ยมองมาด้วยความสงสัย
ดวงตากลมโตของเหยาเหยาเป็นประกาย "งั้นหนูจะช่วยคุณนายเอง"
พูดจบ เด็กน้อยก็ยื่นมือออกมาวาดยันต์กลางอากาศ ได้ยินเพียงเสียงใสๆของเหยาเหยาร่ายมนตร์ออกมา
"ขออัญเชิญเทพยดาเบื้องบน โปรดประทานสติปัญญาอันแจ่มใส จิตใจสงบสุขแก่ดวงวิญญาณดวงนี้ ดั่งเสียงกังสดานในพลัน"
สิ้นเสียงสวด เหยาเหยาก็แตะนิ้วเรียวที่ประสานเป็นรูปดอกบัวลงบนหว่างคิ้วของเฉินฮุ่ย ความเย็นยะเยือกไหลผ่านปลายนิ้วราวกับสายน้ำที่ไหลรินจากหว่างคิ้วสู่ก้นบึ้งของจิตใจ นี่คือมนต์คาถาปลอบประโลมดวงวิญญาณของลัทธิเต๋า ใช้เพื่อปลอบขวัญและทำให้จิตใจสงบ โดยเฉพาะดวงวิญญาณที่กำลังหวาดกลัว
ยิ่งผู้ใช้คาถาฝึกฝนมากเท่าไร พลังก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าเหยาเหยาอยู่ในระดับที่สูงมาก
ในขณะนั้นเอง ความตึงเครียดของเฉินฮุ่ยก็คลายตัวลง เพราะปราณอันบริสุทธิ์นี้
ความรู้สึกง่วงซึมที่ไม่ได้สัมผัสมานานก็เข้ามาแทนที่ จริงๆแล้ว นี่ไม่ใช่ผลของมนตรา แต่เป็นเพราะร่างกายของเฉินฮุ่ยเหนื่อยล้ามาเป็นเวลานานแล้วต่างหาก เพียงแต่จิตใต้สำนึกของเธอพยายามยื้อสติเอาไว้ ตอนนี้ เมื่อมนตราช่วยลบคำสั่งของจิตใต้สำนึก เธอจึงไม่สามารถต้านทานความง่วงได้อีกต่อไป
เฉินฮุ่ยไม่มีโอกาสได้บอกฝันดีกับเหยาเหยาด้วยซ้ำ ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลง
เมื่อเห็นแบบนั้น รอยยิ้มหวานราวน้ำผึ้งก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหยาเหยา ก่อนที่เด็กน้อยจะปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วขยับเข้ามาซุกตัวข้างๆเฉินฮุ่ย
"ฝันดีค่ะ…" เหยาเหยากระซิบเสียงเบา ก่อนจะจุ๊บลงบนแก้มของเฉินฮุ่ยอย่างอ่อนโยน
อาจารย์เคยบอกกับเธอว่า การแสดงความรักต่อผู้ใหญ่ที่รักและเมตตา สามารถทำได้ด้วยการจุ๊บที่แก้ม
วันนี้เกิดเรื่องราวมากมายเหลือเกิน เด็กน้อยไม่เพียงแต่ได้พบกับอาจารย์ชิงอวิ๋น แต่ยังได้พบกับแม่บุญธรรมของเธออีกด้วย
การลงจากเขามันช่างน่าสนใจจริงๆ พรุ่งนี้เธอจะต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองบอกข่าวดีนี้ให้อาจารย์ชิงหานรู้ เหยาเหยาคิดอย่างมีความสุข
ขณะเดียวกันดวงตากลมโตก็ค่อยๆปิดลง เตรียมที่จะเข้านอน หากไม่นอนจะทำให้ไม่สูงเอาได้
ทุกคนต่างก็พักผ่อน ห้องโถงใหญ่พลันเงียบสงัดในทันใด
เพราะใกล้มืด บรรยากาศในบ้านตระกูลกู้ก็เงียบสงบลง
ทันใดนั้น ต้นมะเดื่อที่อยู่นอกลานบ้านก็สั่นไหวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อุณหภูมิในบ้านลดลงอย่างน่าประหลาด ร่างสีขาวบิดเบี้ยวค่อยๆคลานออกมาจากเงามืด
ร่างร่างนั้นค่อยๆเคลื่อนกายเข้าหาเตียง ในขณะที่กำลังจะลงมือ มือเล็กๆอวบอ้วนก็ยื่นออกมาอย่างรวดเร็ว บีบคอของมันไว้แน่น
“อั่ก!”
เห็นได้ชัดว่าร่างสีขาวนั้นไม่ได้คาดคิดว่าจะมีใครมาจับตัวเองได้ เพราะถูกบีบคอ มันจึงไม่สามารถกรีดร้องได้ ได้แต่ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าไร้ประโยชน์ มือเล็กๆนั้นแข็งราวกับเหล็กบีบคอของมันเอาไว้แน่น
ไป๋อิงตกตะลึงอย่างมาก คิดไม่ถึงเลยว่า แค่ช่วงสั้นๆแบบนี้ ตระกูลกู้จะไปหาตัวประหลาดแบบนี้มาได้
และเจ้าของมือคู่นี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเหยาเหยาที่น่าจะกำลังนอนหลับอย่างสุขสันต์
ในตอนนี้ ดวงตาของเธอดำมืดเหมือนกับบ่อลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บขนลุกซู่
เธอสูดดมกลิ่นอาหารที่หอมหวานเข้มข้น ทำให้ใบหน้าของเธอเผยรอยยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้ม
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “ในที่สุด ก็จับแกได้แล้ว”
ในขณะนี้ แววตาดูถูกเหยียดหยันของเหยาเหยาทำให้ดูมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย!
Comments
Post a Comment