small girl ep111-120

                                บทที่ 111: การถ่ายทอดสดจบลง พี่รองขอความช่วยเหลือ


 

แม่บ้านที่ขโมยเด็กคนนั้น ทำเรื่องถึงขนาดนี้เกินจะรับได้จริงๆ


 

แม้แต่คนที่เยือกเย็นก็ยังมีความโกรธในใจ แล้วนับประสาอะไรกับเศรษฐี


 

เธอจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเรียกสามี แม่บ้าน และลูกสาวมา เธอต้องการเผชิญหน้าพูดคุยกันตรงๆ


 

“อาจารย์น้อยคะ ขอบคุณที่ช่วยให้ฉันได้สติ เรื่องที่เหลือฉันเชื่อว่าฉันจะจัดการได้ค่ะ!”


 

แม้ว่าเศรษฐีจะโกรธแค้น แต่เธอก็ยังมีสติอยู่


 

ครอบครัวของเธอเป็นชนชั้นสูง เรื่องที่ถูกสลับลูกสาวเป็นเรื่องที่อับอายพออยู่แล้ว หากเธอถ่ายทอดสดการเผชิญหน้ากันให้คนทั้งโลกรู้ หน้าตาของครอบครัวสามีคงไม่เหลืออะไร เธอจะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้


 

เหยาเหยาเข้าใจความรู้สึกที่แปรปรวนของเศรษฐี เธอพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วพูดว่า “ถ้างั้นฉันจะวางสายแล้วนะคะ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะคะคุณป้าคนสวย”


 

ป้าคนนี้ดูเหมือนจะอ่อนโยน แต่จริงๆแล้วเธอมีความสามารถในการจัดการที่ไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เป็นที่ยอมรับในสังคมผู้ดีและสามารถจัดการเรื่องภายในบ้านได้อย่างดี


 

เพราะว่าเธอไม่รู้ความจริงจึงถูกหลอกให้ดูเหมือนเป็นคนอ่อนแอไร้ทางสู้ แต่ตอนนี้เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เธอก็จะแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของเธอ


 

แม่บ้านที่สลับลูกสาวของเศรษฐี เมื่อถูกหลักฐานแน่นหนาแสดงอยู่ตรงหน้า ก็ต้องยอมรับสารภาพ


 

แต่เดิมนั้น ก่อนที่เธอจะคลอด เธอถูกสามีทิ้ง เมื่อคลอดลูกสาวออกมา เธอก็รู้สึกมืดมนกับชีวิต เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกสาวให้ดีได้ แม้กระทั่งคิดจะทิ้งลูกเสียด้วยซ้ำ


 

ในตอนนั้นเอง เธอได้ยินพยาบาลในโรงพยาบาลพูดกันว่ามีคนรวยมาคลอดลูกที่โรงพยาบาลและก็เป็นลูกสาวเหมือนกัน พยาบาลพูดกันว่าหนูน้อยคนนั้นโชคดีที่เกิดมาก็เหมือนมีช้อนทองคำอยู่ในปาก


 

เมื่อแม่บ้านได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกไม่ยุติธรรม ทำไมลูกสาวของเธอเกิดมาต้องทนทุกข์ แต่ลูกสาวของคนอื่นกลับมีชีวิตที่เหมือนเจ้าหญิง ความรู้สึกอิจฉาและไม่พอใจก็ทำให้เธอขาดสติไปในทันที


 

โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ เธอกับเศรษฐีคลอดลูกห่างกันไม่นาน ลูกๆจึงถูกวางไว้ในห้องเลี้ยงทารกเดียวกัน


 

แม่บ้านที่ขาดสติ จึงแอบเข้าไปในห้องแล้วสลับเด็กสองคน


 

ในตอนนั้น โรงพยาบาลใช้วิธีแยกแยะทารกโดยการให้สวมป้ายที่ข้อมือ ซึ่งทำให้แม่บ้านมีโอกาสสลับเด็ก


 

อีกทั้งตอนที่เศรษฐีคลอดลูก เธอมีอาการตกเลือดอย่างหนัก สามีจึงเฝ้าเธอไม่ห่างกายไม่ได้ไปดูหน้าลูกสาวเลย ดังนั้นเมื่อเด็กถูกสลับ พวกเขาจึงไม่รู้เรื่องเลย


 

แม่บ้านจึงอุ้มลูกสาวของเศรษฐีไปซ่อนตัวอยู่ที่ชนบท


 

แต่ต่อมา เมื่อชีวิตเริ่มดีขึ้น เธอก็เริ่มคิดถึงลูกสาวแท้ๆของตัวเอง


 

เธอจึงกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งและสืบถามหลายคน จนในที่สุดเธอก็พบเศรษฐีและสมัครเป็นแม่บ้านได้สำเร็จ


 

เธอจึงใช้ชีวิตในฐานะแม่บ้าน แอบดูแลลูกสาวแท้ๆของตัวเอง


 

เมื่อเศรษฐีรู้ความจริง เธอโกรธจัดจนรีบส่งตัวแม่บ้านเข้าคุก


 

แม่บ้านร้องไห้ขอความเมตตา แม้กระทั่งขอร้องเศรษฐีโดยใช้นามของลูกสาวของเศรษฐี หวังว่าเศรษฐีจะเห็นแก่ที่เธอเลี้ยงดูลูกมาหลายปีและช่วยขอความเมตตาให้


 

แต่เธอลืมไปว่า แต่เดิมเธอมีนิสัยร้ายแรงและเพราะไม่ใช่ลูกแท้ๆ เธอจึงไม่ได้ดีกับลูกสาวของเศรษฐี และยังทุบตีหรือดุด่าอยู่เสมอ


 

เธอได้ทำร้ายจิตใจเด็กไปนานแล้ว เมื่อได้รู้ความจริง ลูกสาวของเศรษฐีก็ไม่เลือกที่จะให้อภัย เพราะที่จริงแล้วเธอไม่เคยต้องการให้ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ มาเลี้ยงดู


 

เมื่อเสียไพ่ใบเดียวที่สามารถช่วยตัวเองได้ แม่บ้านจึงถูกเศรษฐีส่งเข้าคุก


 

เศรษฐีไม่ลังเลที่จะใช้เส้นสาย จัดการให้แม่บ้านต้องอยู่ในคุกตลอดชีวิต


 

ถึงผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะทำให้รู้สึกสะใจ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐีกับลูกสาว


 

การพลัดพรากกันยี่สิบกว่าปี ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองห่างเหินและแปลกแยก ไม่มีแม้กระทั่งหัวข้อที่สามารถพูดคุยกันได้


 

เศรษฐีมักจะร้องไห้เสมอเพราะเรื่องนี้ แต่โชคดีที่มีสายใยแห่งสายเลือดและเศรษฐีกับสามีก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะชดเชย


 

ผ่านไปหลายปี พวกเขาก็ค่อยๆได้รับการยอมรับจากลูกสาว การกลับมารวมตัวกันอย่างแท้จริง แม้จะล่าช้าแต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นได้


 

เมื่อเหยาเหยาคำนวณได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเช่นนี้ เธอก็ดีใจไปกับเศรษฐีด้วย


 

หลังจากวางสายแล้ว เธอยิ้มแย้มและโบกมือเล็กๆพร้อมกล่าวว่า


 

“การถ่ายทอดสดจบแล้วค่ะ พี่ๆทุกคน บ๊ายบายค่ะ!”


 

เสียงใสๆของเธอดังขึ้นทำให้ชาวเน็ตตื่นตัวทันที


 

[อย่าวางสายนะ อยากรู้ว่าอาจารย์จัดการกับแม่บ้านอย่างไร ยังไม่รู้เรื่องเลย!]


 

[ใช่ๆ อยากรู้ว่าเศรษฐีได้กลับมาเจอกับลูกสาวแท้ๆหรือเปล่า ขอคำตอบหน่อย!]


 

การหยุดเล่าเรื่องกลางคันเช่นนี้ ทำให้ชาวเน็ตรู้สึกไม่พอใจมาก


 

ไม่ว่าชาวเน็ตจะร้องเรียกเสียงดังแค่ไหน ก็ไม่ทำให้เหยาเหยาสะท้านเลย เธอวางสายอย่างเด็ดขาด


 

ทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดและหาทางระบายไม่ได้ จึงทำได้แค่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเวยป๋อ


 

พวกเขาแสดงความคิดเห็นกันอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้หัวข้อสนทนามีความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็ขึ้นอันดับหัวข้อที่ได้รับความนิยม


 

และนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะทุกครั้งที่การถ่ายทอดสดของกู้อวี่จบลงก็จะเกิดเรื่องเช่นนี้เสมอ


 

เนื่องจากเหยาเหยาไม่มีบัญชีของตัวเอง แฟนๆจึงพากันเข้าไปที่เวยป๋อของกู้อวี่แทน


 

ช่วงนี้เขามีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเกือบยี่สิบล้านคน จำนวนนี้และความนิยมได้แซงหน้าดาราดังแล้ว


 

ดังนั้นคำเชิญจากรายการต่างๆ จึงถาโถมเข้ามามากมายจนผู้จัดการของเขาเลือกไม่ถูก


 

สุดท้ายหลังจากคัดเลือกแล้ว ผู้จัดการของเขาเลือกออกมาสองรายการ หนึ่งคือรายการแนวถ่ายทอดสดเกี่ยวกับศาสตร์ลี้ลับ อีกหนึ่งคือรายการเกี่ยวกับเด็ก


 

ทั้งสองรายการนี้ต้องการให้กู้อวี่พาน้องสาวของเขาไปร่วมด้วย เพราะความนิยมของเขามาจากตรงนี้



 

ดังนั้น หลังจากปิดไลฟ์ กู้อวี่ก็ได้รับข้อความจากผู้จัดการส่วนตัว


 

"นายลองพิจารณาดูนะ จะไปหรือไม่ไป อย่างช้าที่สุดมะรืนนี้ให้ฉันคำตอบด้วย ฉันจะได้ตอบกลับทางรายการ"


 

ตั้งแต่ที่น้องสาวของศิลปินในสังกัดมาดูแลห้องไลฟ์ ผู้จัดการของกู้อวี่ก็พบว่า ความถี่ในการก่อเรื่องของศิลปินในสังกัดลดลงไปมาก แม้จะมีดราม่าบ้างเป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้วถือว่าเติบโตก้าวหน้าดี


 

นี่ทำให้เธอตระหนักว่า คนที่สามารถควบคุมศิลปินในสังกัดได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว


 

ดังนั้น เมื่อรับงานให้ศิลปิน เธอจึงพิจารณาทั้งสองคนเป็นอันดับแรก


 

"เฮอะ ไม่ไว้ใจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ!" กู้อวี่ก็ไม่ได้โง่ เมื่อเห็นคำเชิญสองฉบับนี้ ก็เดาความคิดของผู้จัดการออกเกือบหมด


 

แต่เขาก็ไม่ได้ไม่พอใจ กลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยซ้ำ


 

ในความคิดของเขา การไปถ่ายทำรายการทุกครั้งน่าเบื่อจะตาย เขาไม่ชอบแสดงตามบท แต่สองรายการนี้บอกล่วงหน้าอย่างเป็นทางการแล้วว่าเป็นการถ่ายทำแบบด้นสด


 

นอกจากนี้ เขายังสามารถพาน้องสาวไปด้วยได้ ทำให้มันน่าสนใจขึ้นมา


 

"เหยาเหยาหนูอยากไปร่วมรายการกับพี่เจ็ดไหม?" กู้อวี่ถามอย่างผิดปกติ


 

เขาไม่เพียงแต่ถามความคิดเห็นของน้องสาวอย่างกระตือรือร้น แต่ยังวิเคราะห์จุดสนุกของสองรายการให้เธอฟังด้วย


 

เหยาเหยารู้สึกเบื่อที่บ้าน พอได้ยินว่าจะได้ออกไปข้างนอก เธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา


 

หลังจากคิดอย่างรอบคอบ เธอเลือกรายการไลฟ์สดเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ ซึ่งแตกต่างจากรายการที่เธอทำอยู่ไม่มากนัก


 

รายการนี้จัดโดยทีมงานที่เชิญแขกรับเชิญหลายคนในวงการเรื่องลึกลับ แต่ละตอนแบ่งเป็นสองช่วง


 

ช่วงแรกเป็นการไลฟ์สดทำนายดวงชะตาออนไลน์ คล้ายกับที่เธอทำอยู่ตอนนี้ ส่วนช่วงที่สองเป็นการสำรวจสถานที่จริง


 

ทีมงานรวบรวมบ้านผีสิง สถานที่อันตรายลึกลับ และสถานที่อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตำนานผีสาง แขกรับเชิญต้องไปไขปริศนาและเปิดเผยความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้น


 

รายการนี้ใช้ระบบคัดออก ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งถึงสามจะได้รับเงินรางวัลตั้งแต่หนึ่งล้านถึงสามล้าน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทาง


 

บริษัทที่อยู่เบื้องหลังรายการนี้มีกระแสความนิยมสูงมาก ถ้าได้รับการโปรโมต รับรองว่าจะต้องดังเป็นพลุแตกแน่นอน


 

เหยาเหยาไม่สนใจว่าตัวเองจะดังหรือไม่ แต่เธออยากช่วยพี่เจ็ด ถ้าพี่เจ็ดดัง พ่อก็จะไม่ดูถูกว่าเขาไม่ทำมาหากินแล้ว!


 

กู้อวี่ไม่รู้ว่าน้องสาวของเขาคิดถึงเขามากขนาดนี้ หลังจากได้รับความยินยอมจากน้องสาว เขาก็เตรียมตัวที่จะตอบกลับผู้จัดการในไม่ช้า


 

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพาน้องสาวไปกินของอร่อย


 

หลังจากไลฟ์สตรีมมานาน อาหารอร่อยๆที่เขาสั่งให้ห้องครัวเตรียมไว้ล่วงหน้าน่าจะเสร็จแล้ว


 

อย่างไรก็ตาม พอทั้งสองคนเพิ่งลงบันไดมาก็เห็นกู้เหมี่ยนพี่ชายคนรองที่ปกติไม่ค่อยเห็นหน้า วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก


 

หลังจากเข้ามาในบ้าน เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ 


 

จากนั้นสายตาของเขาก็กวาดมองรอบๆห้องอย่างรวดเร็ว พอเห็นน้องสาวยืนอยู่ที่บันได ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นทันที แล้ววิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว


 

เมื่อมาถึงตรงหน้า เขายังหายใจไม่ทัน แต่เอ่ยเสียงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ


 

"เหยาเหยา เร็ว เร็วไปกับพี่รองหน่อย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"


 

 บทที่ 112 สุสานจักรพรรดิไอและอาคมคำสาปเลือด


 

เรื่องเกิดขึ้นฉุกเฉินมาก แม้แต่เหยาเหยาก็ไม่ได้มีเวลาถามเหตุผลใดๆ พี่ชายรองของเธอก็รีบลากขึ้นรถไปทันที


 

ส่วนกู้อวี่กลับตกอยู่ในกลุ่มหลัง ซึ่งตั้งใจไม่รีบตามไปทันที จงใจช้าไปครึ่งก้าวเพราะกำลังเอากล่องใส่อาหารไปห่อขนมให้กับน้องสาว ถึงยังไงเขาก็รู้เส้นทางดีอยู่แล้ว


 

เดี๋ยวเขาก็จะไปที่นั่นเองและจะเอาของกินไปให้น้องสาวด้วย


 

เพราะใครจะรู้ว่าธุระของพี่รองจะยากหรือง่ายยังไง จะให้ปล่อยให้น้องสาวต้องหิวรอไม่ได้


 

ในรถเหยาเหยาก็ได้ฟังเหตุการณ์คร่าวๆจากปากพี่รองแล้ว


 

ปรากฏว่าเมื่อไม่นานมานี้ คณะนักโบราณคดีที่พี่รองอยู่ด้วย ได้เข้าไปสำรวจสุสานโบราณแห่งหนึ่ง


 

จากหลักฐานในสุสาน คณะนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของสุสานคือจักรพรรดิไอของราชวงศ์จิ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน


 

จักรพรรดิไอเป็นจักรพรรดิที่เป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของราชวงศ์จิ้น เพราะหลังจากพระองค์นั้น ราชวงศ์จิ้นก็เริ่มเสื่อมถอย จากความรุ่งเรืองกลายเป็นความตกต่ำ ภายในเวลาแค่สิบสองปี ราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ก็ล่มสลายลง


 

มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ราชวงศ์จิ้นเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ก็เพราะจักรพรรดิไอที่ปกครองด้วยระบอบทรราช สร้างความทุกข์ยากให้แก่ประชาชน


 

ก่อนที่จักรพรรดิไอจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ยังได้สร้างสุสานอย่างอลังการ โดยใช้คนหลายหมื่นคนมาบูชายัญ


 

นอกจากนี้ ยังฝังทรัพย์สมบัติกว่าครึ่งของราชอาณาจักรไปด้วย ซึ่งทำให้ผู้สืบทอดบัลลังก์ไร้กำลังในการสร้างกองทัพ นั่นทำให้บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ มีโอกาสที่จะโค่นล้มการปกครองของราชวงศ์จิ้น


 

เพราะในสุสานของจักรพรรดิไอมีสิ่งของฝังมากมาย ทำให้ผู้คนในทุกยุคทุกสมัยที่หมายตาสุสานของจักรพรรดิไอนั้นมีจำนวนมากมายเกินกว่าจะนับได้


 

ถ้าไม่ใช่เพราะในสุสานของจักรพรรดิไอมีกับดักมากมาย มันคงจะถูกค้นพบมานานแล้ว


 

แต่จากการสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้กลไกภายในสุสานแทบจะหมดสภาพไปหมดแล้ว


 

เมื่อคณะนักโบราณคดีได้รู้ถึงสภาพของสุสาน จึงดีใจอย่างสุดซึ้ง


 

เพราะพวกเขารู้ว่าสุสานของจักรพรรดิไอมีวัตถุโบราณที่มีค่ามากมาย วัตถุเหล่านี้ที่มีอายุหลายร้อยปีจะต้องก่อให้เกิดความตื่นเต้นในวงการโบราณคดีอย่างแน่นอน


 

ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาด พวกเขาได้รับวัตถุโบราณที่มีค่ามากมายหลายสิบชิ้น


 

แต่ยังไม่ทันจะดีใจดี ผู้เชี่ยวชาญที่สัมผัสวัตถุโบราณเหล่านั้นก็ล้มป่วยไปอย่างประหลาด


 

กู้เหมี่ยนสูดหายใจลึกและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า


 

"เรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหันมาก นักวิชาการที่ส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล ทุกคนล้วนไม่พบโรคอะไร"


 

"แต่พวกเขากลับอ่อนแอลงทุกวัน บางคนที่มีอาการหนัก แพทย์ก็ได้แจ้งเตือนว่ามีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตแล้ว"


 

ในบรรดาผู้ป่วยเหล่านั้นยังมีอาจารย์ของเขาอยู่ด้วย


 

ก่อนหน้านี้เพราะต้องออกไปทำงาน เขาจึงไม่ได้เข้าไปในสุสานพร้อมกับอาจารย์


 

แรกเริ่มกู้เหมี่ยนคิดว่าคนพวกนี้น่าจะได้รับผลกระทบจากแบคทีเรียที่ไม่รู้จักในสุสาน เพราะสุสานที่ถูกปิดผนึกมาหลายร้อยปี ใครจะรู้ว่าจะมีแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์อะไรอยู่บ้าง


 

เขาไม่เคยนึกถึงเรื่องภูตผีจนกระทั่งเมื่อคืนนี้ ขณะที่เขาเฝ้าอาจารย์ของตัวเองตอนกลางคืน ก็ได้เจอกับความผิดปกติ


 

นั่นคือกลุ่มเงาที่มองไม่เห็นรูปร่าง มันหมอบอยู่บนร่างของอาจารย์เขา ดูเหมือนกำลังกลืนกินอะไรบางอย่างอยู่


 

ตอนที่เขาเผชิญหน้ากับมัน มันก็หันมามองเขาทันที


 

นั่นเป็นใบหน้าที่ไร้หูและจมูก ตรงหว่างคิ้วมีดวงตาแนวตั้งหนึ่งดวง และมีปากกว้างเท่ากับหน้า


 

พออ้าปากก็เห็นฟันแหลมคมเรียงรายอยู่ข้างใน


 

“มันพุ่งเข้ามาหาพี่...”


 

“ถ้าไม่ใช่เพราะพี่มีเครื่องรางป้องกันตัวที่เหยาเหยาให้ไว้บนตัวล่ะก็ เกรงว่าคงเดือดร้อนไปแล้ว”


 

กู้เหมี่ยนยังรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น


 

เจ้าอมนุษย์นั่นเร็วมาก เขาไม่มีทางหนีทัน เห็นชัดๆว่าจะถูกเล่นงานอยู่แล้ว จู่ๆ จี้หยกสีม่วงที่สวมอยู่ก็ร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน


 

หยกนี้เป็นของที่น้องสาวของเขาให้ไว้ บอกให้พกไว้เพื่อป้องกันตัว ทุกคนในครอบครัวต่างก็มี


 

กู้เหมี่ยนรู้ถึงความสามารถของน้องสาวเขา ดังนั้นเมื่อได้รับของมาและใส่ไว้ตลอด


 

คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะเกิดผล เขาแทบไม่ทันตั้งตัวก็ได้ยินเสียงมันร้องอย่างน่ากลัว


 

เสียงที่มันก่อขึ้นนั้นดังมาก จนทำให้อาจารย์จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ส่งมาเกิดความสงสัย


 

อาจารย์คนนั้นกับเจ้าอมนุษย์ก็ปะทะกัน ในขณะที่อาจารย์จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษเกือบจะจัดการกับเจ้าอมนุษย์นั้นได้ จู่ๆ ร่างของมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


 

ตอนนี้เอง เขาก็ได้รู้ว่าคิดเรื่องนี้ง่ายเกินไปแล้ว


 

“อาจารย์คนนั้นบอกว่าหาเหตุผลไม่ได้ ขอให้พี่กลับมาพาหนูไปดู”


 

เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของเพื่อนร่วมงานและอาจารย์ กู้เหมี่ยนจึงไม่กล้าละเลย


 

“พี่รอง เหยาเหยาเองก็ยังไม่แน่ใจนะคะ ต้องขอดูให้แน่ใจก่อนถึงจะบอกได้”


 

เหยาเหยาส่ายหัว ไม่ได้ให้คำตอบทันที


 

อาจารย์ที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษส่งมาปกป้องพี่ชายและพ่อแม่ของเธอ ล้วนเป็นนักพรตขั้นสามถึงสี่ อีกทั้งยังมีเครื่องรางที่เธอให้ไป ถึงจะเจอผีแดงก็สามารถรับมือได้


 

อาจจะยากที่จะชนะ แต่จะให้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


 

ตรงนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ เหยาเหยาจึงไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัดกับพี่รอง


 

“อืม ไม่เป็นไร ค่อยว่ากันเมื่อเธอไปเห็นเองแล้วค่อยว่ากัน”


 

กู้เหมี่ยนเองก็รู้ดีว่าต่อให้บรรยายยังไงก็แก้ปัญหาไม่ได้ ต้องเห็นกับตาเองถึงจะรู้


 

เขาขับรถไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยอย่างคล่องแคล่วจนถึงโรงพยาบาล จากนั้นก็พาน้องสาวเดินไปยังห้องพักของอาจารย์


 

จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่อาจารย์ที่อยู่ที่นี่ ห้องพักข้างๆก็มีสมาชิกทีมสำรวจโบราณคดีนอนอยู่หลายคน


 

เหยาเหยาตามพี่รองเดินเข้าไปในห้องพัก ก็เห็นคุณปู่อายุมากนอนอยู่บนเตียง


 

แม้ผมจะหงอกขาว แต่ใบหน้ากลับมีโครงสร้างที่ดี และยังมีบรรยากาศความสง่างามของนักปราชญ์อยู่


 

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือผิวหนังของเขากลับแห้งกร้านและเหลืองซีด ไม่เหมาะสำหรับผิวของคนในวัยนี้เลย ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนคนใกล้ตาย


 

“เสี่ยวเหมี่ยนมาแล้วเหรอ?” เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับลมหายใจสุดท้าย


 

เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็ค่อยๆหันหัวอย่างฝืดเคือง พอเห็นว่าใครมา เขาก็เรียกเบาๆ


 

“ครับ” กู้เหมี่ยนพยักหน้าเมื่อได้ยิน สีหน้าก็หนักอึ้งขึ้น


 

ก่อนที่ตัวเองจะออกไปทำงานนอกพื้นที่ อาจารย์ยังคึกคักดีอยู่เลย บางครั้งยังนอนดึกทำงานข้อมูลโบราณคดีเป็นประจำอีกด้วย ตอนนี้อย่าว่าแต่นอนดึกเลย แค่ในวันหนึ่งจะมีเวลาลุกขึ้นมารู้สึกตัวก็น้อยมาก


 

ทุกอย่างนี้เกิดจากหายนะจากสุสานจักรพรรดิไอ ถ้ารู้แบบนี้ตอนนั้นเขาก็ควรจะไปด้วย


 

ตัวเองมีเครื่องรางคุ้มครอง อาจารย์กับคนอื่นๆ อาจจะรอดพ้นจากหายนะก็เป็นไป


 

“เป็นยังไงบ้าง เห็นอะไรบ้างไหม?” กู้เหมี่ยนรู้ดีว่าในโลกนี้ไม่มีน้ำยาแก้เสียใจ คิดไปมากก็ไร้ประโยชน์


 

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือว่าตัวเองน้องสาวจะสามารถหาต้นตอของปัญหาได้หรือไม่


 

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา เหยาเหยาก็ได้เปิดใช้ดวงตาพิเศษของเธอทันที เมื่อเห็นใบหน้าของคุณปู่คนนั้น เธอก็โฟกัสไปที่กลุ่มควันสีดำตรงหว่างคิ้วของเขาในทันที


 

ด้วยดวงตาพิเศษของเธอ กลุ่มควันดำซึ่งเป็นความลับก็ไม่อาจซ่อนเร้นได้


 

เห็นว่าภายใต้กลุ่มควันดำที่เห็นนั้น ที่จริงแล้วคือกลุ่มลวดลายที่ซับซ้อน มันคล้ายกับโคมไฟที่กำลังเผาไหม้ ส่องแสงร้อนระอุ


 

ทว่าสิ่งที่มันกำลังเผาไหม้ไม่ใช่น้ำมันตะเกียง แต่เป็นอายุขัยของคุณปู่


 

“อาคมคำสาปเลือด!”


 

เมื่อเห็นสิ่งนี้ เหยาเหยาก็จำได้ถึงที่มาของกลุ่มควันสีดำนี้ ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจัง กล่าวด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำที่มาของมันออกมา


 

 บทที่ 113 ลงสุสานที่เต็มไปด้วยโบราณวัตถุ


 

“นี่มันคืออะไรกัน?”


 

กู้เหมี่ยนเห็นน้องสาวของเขามองออกถึงปัญหา สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที แต่ไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เพราะแค่ได้ยินชื่อ ‘คำสาปเลือด’ ก็สัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายและอันตราย


 

“นี่เป็นวิชาต้องห้าม!” และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่เขาคาดหวัง


 

เหยาเหยาอธิบายถึงอาคมคำสาปเลือดว่าเป็นวิชาต้องห้าม โดยความพิเศษของมันคือเป้าหมายไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็นวัตถุ


 

ถ้าไม่มีใครไปแตะต้องวัตถุที่มีคำสาปเลือดนี้ วิชาต้องห้ามก็จะไม่แสดงผล


 

แต่หากมีใครเผลอไปสัมผัสเข้า คำสาปเลือดจะทำงานทันที คนผู้นั้นจะถูกจุด ‘ตะเกียงสวรรค์’  ใช้อายุขัยเป็นน้ำมันตะเกียง ชีวิตสั้นลงครึ่งเดือนหรือถ้านานหน่อยก็อาจถึงหนึ่งเดือนก่อนที่ผู้ต้องคำสาปจะตายลงเพราะถูกดูดกลืนพลังชีวิต


 

คำสาปเลือดนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักพรตที่มีความคับแคบในใจมาก เขากลัวว่าสมบัติของตนเองจะถูกขโมยหลังจากตายไป จึงทุ่มเทคิดค้นวิชาต้องห้ามนี้ขึ้นมา


 

เหยาเหยาหันไปดูผู้ป่วยในห้องข้างเคียงที่ดูป่วยหนัก แล้วก็พบว่าทุกคนล้วนถูกจุด ‘ตะเกียงสวรรค์’ ทั้งหมด


 

“ถ้าเป็นเช่นนี้ คนเหล่านั้นน่าจะประสบเคราะห์ร้ายเพราะวัตถุโบราณพวกนั้นสินะ?” กู้เหมี่ยนเมื่อเข้าใจที่มาของคำสาปเลือดก็สามารถเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้อาจารย์และคนอื่นๆเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น


 

ใครจะคาดคิดว่าจักรพรรดิไอจะใช้วิชาชั่วร้ายเช่นนี้ในของที่ฝังลงไปพร้อมกับเขา


 

เมื่อทีมสำรวจทางโบราณคดีเจอสุสานโบราณ พวกเขาย่อมไม่ทันระวังถึงเรื่องพวกนี้


 

โดยเฉพาะเมื่อเจอสุสานใหญ่ของจักรพรรดิไอที่มีโบราณวัตถุมากมายเช่นนี้ คงมีไม่กี่คนที่จะสามารถคงความสงบได้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาอาจจะต้องแลกด้วยชีวิตของพวกเขาเอง


 

“เหยาเหยามีวิธีแก้คำสาปนี้ไหม?”


 

กู้เหมี่ยนไม่ต้องการเห็นอาจารย์และเพื่อนร่วมงานต้องถูกทรมานจนตาย เขามองน้องสาวของเขาโดยสัญชาตญาณ


 

“มีวิธีอยู่ค่ะ” เหยาเหยาไม่ทำให้เขาผิดหวัง เธอพยักหน้าช้าๆ


 

คำสาปเลือดต้องมีสื่อกลาง หากไม่มีสื่อกลาง คำสาปที่เหลืออยู่ในโบราณวัตถุก็คงไม่รุนแรงขนาดนี้ แม้แต่จักรพรรดิก็ไม่สามารถทำได้


 

สื่อกลางนั้นน่าจะยังอยู่ในสุสาน หากเราสามารถหามันเจอ ก็จะสามารถแก้คำสาปได้


 

“ต้องลงสุสานอีกใช่ไหม? ได้สิ พี่จะไปกับหนูเอง” กู้เหมี่ยนพูดทันทีเมื่อได้ยิน


 

เขาอยู่ในทีมสำรวจทางโบราณคดีมาหลายปีแล้ว เคยสำรวจสุสานทั้งใหญ่และเล็กมาหลายแห่ง จึงมีประสบการณ์มากพอ


 

แม้น้องสาวของเขาจะอายุน้อย แต่เธอก็มีวิธีการที่เก่งกาจ อย่างไรก็ตามเธออาจไม่รู้จักสภาพภายในสุสานมากนัก


 

เขาเคยศึกษาสุสานของจักรพรรดิไอมาก่อน แม้จะไม่เคยลงไป แต่ก็พอรู้ถึงโครงสร้างภายในบ้าง หากเขานำทางน้องน่าจะทำงานได้เร็วขึ้นมาก


 

“อย่าชักช้าเลย เราไปกันตอนนี้เลยดีกว่า”


 

กู้เหมี่ยนมองไปที่อาจารย์ที่อาการแย่ลงเรื่อยๆ เขารู้ดีว่าไม่ควรจะถ่วงเวลาอีก


 

สุสานของจักรพรรดิไออยู่ที่ชานเมืองจึงใช้เวลาเดินทางไม่นาน เหยาเหยาใช้วิชาย่นระยะทางพาพี่ชายไป ทำให้เวลาเดินทางลดลงอย่างมาก


 

เมื่อเหยาเหยาบรรลุถึงขั้นที่แปด เธอก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยันต์อีกต่อไปและสามารถใช้วิชาย่นระยะทางได้เลย


 

เป็นครั้งแรกที่กู้เหมี่ยนได้สัมผัสประสบการณ์ที่เร็วราวสายฟ้านี้ จนเมื่อมายืนอยู่หน้าสุสาน เขาก็ยังไม่ทันได้ตอบสนอง


 

“พี่รอง เรามาถึงแล้วค่ะ เตรียมตัวลงไปกันเถอะ!”


 

เหยาเหยายื่นมือเล็กๆของเธอมาเกี่ยวมือของพี่ชาย เธอระวังอย่างมากเพราะเจ้าของสุสานนี้มีจิตใจที่ชั่วร้าย ถึงขนาดใช้วิชาต้องห้ามคำสาปเลือด


 

เธอต้องปกป้องพี่ชายของเธอไม่ให้เขาตกเป็นเหยื่อของการโจมตีลับๆ


 

เหยาเหยาสังเกตเห็นว่าสุสานนี้มีการวางผังเป็นแบบเต่าดำตามปกติ *[1]


 

เต่าดำเป็นสัญลักษณ์ของเต่าและงูที่พันกัน ในแง่ของฮวงจุ้ย เต่าดำหมายถึงการหุ้มภูเขาและรวบรวมสายน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงพลังชีวิต


 

แต่ถ้าเพิ่มงูเข้าไป จนเกิดเป็นเต่าและงูในตัวเดียวกัน ในแง่ของฮวงจุ้ยก็จะเกิดความอันตรายมากมาย


 

ถ้าไม่รู้และบุกเข้าไปในผังนี้ อาจถูกกลไกที่ซ่อนอยู่ในนั้นฆ่าได้


 

“เหยาเหยา หนูรู้ได้ยังไงว่านี่คือทางเข้า?”


 

กู้เหมี่ยนเห็นน้องสาวของเขาพบสถานที่ได้อย่างง่ายดาย เขารู้สึกตกใจ


 

ต้องบอกว่าที่น้องสาวของเขามานี่คือทางเข้าที่ทีมสำรวจทางโบราณคดีเคยทำเครื่องหมายไว้ เขารู้เพราะมีข้อมูลให้อ่าน


 

แต่น้องสาวของเขาไม่มีข้อมูล เธอสามารถหาทางเข้ามาได้ก็คงเป็นเพราะความสามารถของเธอล้วนๆ


 

แสดงว่าเธอไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญอาคมเท่านั้น ตอนนี้เธอยังเข้าใจเรื่องฮวงจุ้ยของสุสานอีกด้วยงั้นเหรอ?


 

คราวนี้กู้เหมี่ยนอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ และเป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจว่า ความพยายามในบางครั้งก็ไร้ความหมายเมื่อเทียบกับพรสวรรค์


 

เหยาเหยาไม่ได้รู้ความคิดของพี่ชาย เธอยิ้มและตอบว่า “หนูมองออกด้วยตาค่ะ”


 

แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจฮวงจุ้ยมากนัก แต่เธอก็เคยฝึกวิชาตาทิพย์ จึงสามารถหาประตูชีวิตที่แท้จริงและหลีกเลี่ยงกับดักในฮวงจุ้ยได้อย่างง่ายดาย


 

นี่แหละที่ประตูสวรรค์พูดบ่อยๆว่า ‘เข้าใจหนึ่งวิชา ก็เข้าใจทุกวิชา!’


 

“งั้นเราลงสุสานกันเถอะ!” กู้เหมี่ยนเก็บความตกใจไว้ เพราะภารกิจเร่งด่วนตอนนี้คือการช่วยชีวิตคน


 

ความสามารถของน้องสาวยิ่งสูงก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อภารกิจนี้ เขาควรจะดีใจมากกว่า


 

ทั้งสองลงไปในสุสานอย่างรวดเร็ว สุสานนี้จักรพรรดิไอลงทุนสร้างขึ้นอย่างมาก


 

แม้เวลาผ่านไปหลายร้อยปี กู้เหมี่ยนก็ยังสามารถเห็นได้จากการตกแต่งภายในสุสาน ว่าจักรพรรดิไอมีรสนิยมที่หรูหราเพียงใด


 

เหยาเหยาเข้าไปในสุสาน แล้วหยิบยันต์สีเหลืองออกมาจากกระเป๋า จากนั้นเธอก็หยิบผมที่มีสีขาวออกมา


 

เธอร่ายอาคมและเห็นว่ายันต์สีเหลืองที่ห่อผมไว้ลุกเป็นไฟโดยไม่ต้องจุด เกิดเป็นเปลวไฟที่ลุกไหม้


 

ไฟนั้นไม่ได้ไหม้จนหมด แต่เหมือนกับเป็นตะเกียงนำทางลอยเข้าไปในส่วนลึกของสุสาน


 

“พี่รีบตามมาเร็ว!” เหยาเหยาเห็นดังนั้นก็รีบเรียกพี่ชาย


 

เธอใช้ผมของผู้ที่ถูกคำสาปในการสืบหาไปถึงสื่อกลางของคำสาป ดูเหมือนจะพบเจอแล้ว


 

กู้เหมี่ยนเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาแล้ววิ่งตามเปลวไฟไป


 

ตลอดทาง เขาอดไม่ได้ที่จะทึ่งในความซับซ้อนของสุสาน มีช่องทางลับที่ซ่อนอยู่มากมาย และกับดักที่คาดไม่ถึง


 

หากเป็นตัวเขาเองก็อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสำรวจ ถึงอย่างนั้นก็อาจจะหาไม่เจอเลยด้วยซ้ำ


 

กู้เหมี่ยนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าการพาน้องสาวมาด้วยเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมาก


 

ตามรอยเปลวไฟนำทาง เหยาเหยาก็มาถึงห้องหลักของสุสานได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเธอเข้าไปข้างใน ก็แทบจะถูกแสงระยิบระยับของความหรูหราในนั้นทำให้ตาพร่ามัว กู้เหมี่ยนที่ตามเข้ามายิ่งรู้สึกตกใจยิ่งกว่า


 

“นี่...นี่...มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า!”


 

ภายในห้องหลักของสุสานเต็มไปด้วยโบราณวัตถุมากมาย วางระเกะระกะ


 

ตามคำบอกเล่า จักรพรรดิไอก่อนตายได้ฝังสมบัติกว่าครึ่งหนึ่งของคลังแผ่นดินไปกับพร้อมกับตัวเอง


 

แต่จากการค้นพบของทีมสำรวจโบราณคดี กู้เหมี่ยนคิดว่าเรื่องนี้เป็นการพูดเกินจริงของคนรุ่นหลัง เพื่อที่จะให้ผู้ที่ตกทอดการปกครองในภายหลังสามารถรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้


 

เพราะต้องมีข่าวลือแบบนี้เท่านั้นที่จะลบล้างความอัปยศของการล่มสลายภายในสิบสองปีได้


 

แต่เมื่อเห็นโบราณวัตถุมากมายเช่นนี้ กู้เหมี่ยนก็เงียบลง นี่มันครึ่งหนึ่งของคลังแผ่นดินจริงๆหรือ!


 

ปรากฏว่าทีมสำรวจโบราณคดีก่อนหน้านี้อาจจะไม่ได้สำรวจที่ห้องหลัก อาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่แปลกที่ราชวงศ์จิ้นจะล่มสลายลง เพราะจักรพรรดิพระองค์นี้ได้นำทรัพย์สินทั้งหมดมาฝังไปกับตัวเอง


 

“โบราณวัตถุมากมายขนาดนี้ พอให้สถาบันวิจัยใช้ในการศึกษาเป็นสิบๆปีเลยทีเดียว” กู้เหมี่ยนยิ้มอย่างมีความสุข


 

ในฐานะนักวิจัยด้านโบราณคดี เขามีความรักในโบราณวัตถุจากใจจริง ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่เลือกอาชีพนี้ โดยเฉพาะยิ่งเขายังเกิดมาในตระกูลกู้ด้วย


 

อย่างไรก็ตาม กู้เหมี่ยนไม่ได้จมอยู่กับความสุขนั้น เขาไม่ลืมว่าการลงสุสานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไร


 

ขณะที่เขากำลังเตรียมหาสื่อกลางของคำสาปเลือด เสียงใสๆก็ดังขึ้นข้างหู


 

“เจอแล้ว!”


 

[1] เต่าดำ เป็นสัตว์เทพประจำทิศเหนือ


 

 บทที่ 114 ทำลายคำสาปเลือดและต้นตอของโลงเปล่า


 

เมื่อกู้เหมี่ยนได้ยินเสียง เขาก็หันไปมองตามสายตาของน้องสาว ภาพที่เห็นคือภาพวาดสลักลวดลายสวยงามบนผนัง เป็นภาพงานเลี้ยงในราชสำนัก


 

ขุนนางนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่ละคนบนใบหน้าไม่มีรอยยิ้ม มีแต่ความหวาดกลัวและเกร็ง


 

ที่นั่งสูงสุด เป็นชายร่างใหญ่สวมมงกุฎเก้าชั้น เขาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรซับซ้อน ตามกฎของราชวงศ์จิ้น มีเฉพาะจักรพรรดิเท่านั้นถึงจะสามารถสวมใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มได้ ดังนั้นผู้ชายคนนี้ก็คือจักรพรรดิไอ


 

ในมือของเขาถือตะเกียงไฟยืนอายุ และสิ่งที่น่าประหลาดก็คือตะเกียงไฟนั้นกำลังลุกไหม้อยู่


 

เปลวไฟสีเขียวสด ดูน่ากลัว แต่ในนี้เป็นสุสานโบราณที่มีอายุนับร้อยปีก่อนจะถูกเปิดประตูสุสาน อากาศในนี้ก็แทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว ทำไมยังมีไฟติดได้?


 

"นี่คือสื่อที่คำสาปเลือดพึ่งพาอยู่เหรอ?" กู้เหมี่ยนไม่สามารถซ่อนความอยากรู้อยากเห็นได้


 

เพียงตะเกียงไฟเล็กๆอันเดียวนี้ ก็สามารถฆ่าคนได้มากมายขนาดนั้นเลยเหรอ?


 

สำหรับวิชาต้องห้ามของนักพรต นี่เป็นครั้งแรกที่กู้เหมี่ยนได้สัมผัสใกล้ขนาดนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีทางป้องกันได้


 

“ใช่ค่ะ มันคือของสิ่งนี้แหละ” เหยาเหยาพูดพร้อมมองด้วยดวงตาคู่น้อยเป็นประกาย


 

ในตะเกียงยืนอายุนี้ เผาไหม้ด้วยอายุขัยของผู้ที่สัมผัสกับโบราณวัตถุ


 

เมื่อใดที่ไฟดับลง ชีวิตของคนเหล่านั้นก็จะจบลงด้วย


 

"ตอนนี้ต้องทำอย่างไร พี่จะช่วยหนูหยิบตะเกียงลงมาดีไหม?" กู้เหมี่ยนพูดด้วยความกังวล


 

นี่คือการเผาผลาญอายุขัยจริงๆล่าช้าไปเรื่อยๆไม่ได้ อาจารย์ของเขาก็มีอายุเยอะแล้ว ไม่สามารถทนกับการสูญเสียได้


 

เหยาเหยาส่ายหน้าและพูดว่า “ให้หนูทำเถอะ ในตะเกียงนี้ยังมีอะไรบางอย่างอยู่!”


 

ภายใต้การใช้วิชาตาทิพย์ เหยาเหยามองเห็นว่ามีวิญญาณร้ายตนหนึ่งถูกกักขังอยู่ในตะเกียงนี้


 

ตามที่ได้ยินมา นี่น่าจะเป็นสิ่งที่พี่ได้เจอ ว่าแล้วว่าทำไมถึงสามารถหายไปได้อย่างไร้ร่องรอยขนาดนั้น เพราะมันเป็นวิญญาณของตะเกียงยืนอายุนี่เอง


 

ทั้งสองสิ่งมีความสัมพันธ์กัน วิญญาณร้ายสามารถใช้พลังของตะเกียงยืนอายุเพื่อหลบหนีและกลับมาได้อย่างง่ายดาย


 

แต่ต่อหน้าเหยาเหยา มันไม่มีโอกาสหนีไปได้อีกแล้ว


 

เหยาเหยาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นมือเล็กๆออกมาคว้าตะเกียงบนภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังไว้


 

ภายใต้การกดดันของพลังวิญญาณอันน่ากลัว ตะเกียงก็ลอยออกมาจากภาพวาดโดยไม่สามารถควบคุมได้


 

ในขณะที่กำลังจะตกสู่มือของเหยาเหยา จู่ๆก็มีควันดำก็พุ่งออกมาจากไส้เทียน เหมือนนกที่ตกใจ พยายามหนีออกไปทางประตูอย่างรวดเร็ว


 

นั่นคือวิญญาณของตะเกียงอายุยืน ในขณะนี้มันไม่มีความกล้าที่จะปะทะกับเหยาเหยา เพราะพลังวิญญาณที่หนาแน่นนั้นทำให้มันรู้ว่าตัวเองสู้กับเด็กคนนี้ไม่ได้


 

แทนที่จะถูกบีบตาย สู้เสี่ยงหนีดีกว่า!


 

“ยังคิดจะหนีอีกเหรอ หึ! อยู่ที่นี่แหละ!” เมื่อเหยาเหยาเห็นเงาดำที่หนีไป มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน


 

เธอใช้นิ้วชี้ไปยังอากาศ โซ่เกี่ยววิญญาณก็พุ่งทะลุอากาศทันที มัดวิญญาณร้ายให้แน่นเหมือนกับมัดของขวัญ จากนั้นก็ยกมือดึงมันมาไว้ตรงหน้า


 

“เจ้า...เจ้าเป็นยมทูตหรือ?” วิญญาณร้ายกลัวจนแทบสลายตัว


 

เด็กคนนี้เป็นมนุษย์แท้ๆ แต่ทำไมถึงใช้โซ่เกี่ยววิญญาณได้!


 

สิ่งนี้เป็นของที่มีแต่ยมทูตเท่านั้นที่มี ทำไมมนุษย์ถึงมีได้!


 

วิญญาณตนนี้เป็นคนสมัยโบราณหลายร้อยปี ถูกจับมาโดยนักเวท หลังจากถูกฝังพร้อมกับจักรพรรดิไอ มันก็ถูกกักขังอยู่ในตะเกียงอายุยืนตลอดมา


 

จนไม่นานมานี้ มีคนสัมผัสกับคำสาปเลือด มันถึงได้ออกมาเห็นโลกอีกครั้ง


 

แต่พอออกมาไม่ทันไร ก็โดนเล่นงานจนเกือบตาย ถ้าไม่หนีออกมาเร็วป่านนี้คงถูกฆ่าตายไปแล้ว


 

เดิมคิดว่าจะไม่ออกไปไหนอีก จะซ่อนตัวในตะเกียงอายุยืนอย่างสงบ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนตามมาถึงที่


 

วิญญาณร้ายแทบจะร้องไห้ ชีวิตนี้ช่างไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อเห็นห่วงโซ่ที่รัดจนวิญญาณจะแตกสลาย


 

มันรู้ว่าตัวเองจบแล้ว!


 

เหยาเหยาไม่สนใจความคิดซับซ้อนของวิญญาณร้าย เธอใช้นิ้วทำสัญลักษณ์ แล้วค่อยๆแตะที่ตะเกียงอายุยืน


 

จากนั้นก็เห็นอักษรโบราณบิดเบี้ยวและแตกหัก เปลวไฟที่เย็นยะเยือกก็ดับลงทีละนิด สุดท้ายเหลือเพียงโคมทองเหลืองเก่าแก่ 


 

“เสร็จแล้วล่ะ คำสาปถูกทำลายแล้วค่ะ” เหยาเหยาพูดกับพี่ชายด้วยเสียงนุ่มนิ่ม


 

เมื่อคำสาปเลือดถูกทำลาย อายุขัยของพวกเขาก็จะไม่ถูกเผาผลาญอีกต่อไป


 

แต่ส่วนที่เคยถูกใช้ไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ ตามความเร็วที่ตะเกียงอายุยืนเผาผลาญ น่าจะเสียอายุขัยไปสี่ถึงห้าปี


 

ถึงอย่างไรก็ยังรอดชีวิตอยู่


 

“ดี ดีมาก!” กู้เหมี่ยนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจ


 

ในที่สุดก็แก้ปัญหาใหญ่ได้ เขาจึงไม่รีบร้อนออกไปทันที เพราะที่โรงพยาบาลมีพยาบาลดูแลอย่างเต็มที่ เมื่ออาจารย์ฟื้น พยาบาลจะสังเกตเห็นเป็นคนแรก


 

ตอนนี้ตัวเองอยู่ในสุสานจักรพรรดิไอ ความเคยชินจากการขุดค้นโบราณทำให้เขาอยากสำรวจดู


 

จักรพรรดิองค์นี้ในประวัติศาสตร์เป็นที่ถกเถียงกันมาก หากตนค้นพบบางอย่างก็อาจไขข้อข้องใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติ


 

ดังนั้น กู้เหมี่ยนจึงเรียกเหยาเหยาให้ตามมา แล้วเดินไปยังโลงศพในห้องโถงหลัก


 

ถ้าอยากรู้เรื่องราวของจักรพรรดิไอ วิธีที่ชัดเจนที่สุดก็คือเริ่มจากโลงศพ


 

“เอ๊ะ! ทำไมในโลงว่างเปล่า!” แต่เมื่อกู้เหมี่ยนเดินเข้ามาใกล้ก็พบว่าโลงศพนั้นว่างเปล่า


 

เขาหยุดนิ่งด้วยความตกใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?


 

ตามธรรมเนียมการฝังศพในห้องโถงหลัก ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสุสานของจักรพรรดิไอ


 

แล้วทำไมไม่มีซากศพ? หรือว่าแท้จริงแล้วศพของจักรพรรดิไอไม่ได้ฝังอยู่ที่นี่?


 

ถ้าเป็นอย่างนั้น ปัญหาก็ใหญ่ขึ้น เพราะถ้าไม่มีซากศพจะวิจัยต่อได้อย่างไร? พอคิดว่าเจอทางตัน กู้เหมี่ยนที่หน้าตาตื่นเต้นก็แสดงความผิดหวังออกมา


 

เหยาเหยาเห็นฉากนี้ก็หยุดนิ่ง เธอไม่อยากให้พี่ชายผิดหวัง จึงกำลังจะหาทางออก สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นวิญญาณร้ายที่ถูกมัดอยู่


 

จากนั้นเธอก็คิดออก!


 

วิญญาณร้ายนี้มีชีวิตมานาน มันอยู่ในสุสานหลักนี้มาตลอด บางทีมันอาจจะรู้เหตุผล!


 

เหยาเหยามองไปที่วิญญาณร้าย แล้วพูดตรงๆว่า “เจ้าของสุสานนี้ไปไหนเหรอคะ? บอกความจริงเรื่องนี้มา หนูอาจจะส่งพี่ไปยังดินแดนวิญญาณก็ได้นะ!”


 

วิญญาณร้ายตนนี้ยังไม่ได้กลายเป็นผีแดงและไม่มีบาปการฆ่าติดตัว ไม่จำเป็นต้องฆ่าทิ้ง


 

แต่ปล่อยไปเลยก็ไม่ได้ เพราะมันมีใจทำร้ายผู้อื่น


 

ดังนั้นเหยาเหยาจึงให้โอกาสมัน ถ้ามันสามารถช่วยพี่ชายได้ก็ถือว่าไถ่บาปได้บ้าง


 

“จริงหรือ?” วิญญาณร้ายได้ยินว่าจะรอด ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า


 

“จริงสิ หนูไม่โกหก!” เหยาเหยาพยักหน้าด้วยความจริงจัง


 

เมื่อเห็นใบหน้าที่ซื่อตรงและมั่นใจของเธอ วิญญาณร้ายก็เชื่อทันที เพราะเด็กคนนี้ที่อายุน้อยแต่มีพลังแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องหลอกตนเองเลย


 

ดังนั้น มันจึงรีบเล่าเรื่องราวของสุสานที่ตนรู้


 

ผลลัพธ์ก็ทำให้กู้เหมี่ยนตกตะลึง เพราะวิญญาณร้ายกล่าวว่า หลังจากจักรพรรดิไอตาย เขาไม่ได้ฝังอยู่ในสุสานนี้!


 

สุสานทั้งหมดนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงกลลวง เพื่อหลอกให้คนทั้งโลกเชื่อว่าเขาฝังอยู่ที่นี่


 

 บทที่ 115 อีกแง่หนึ่งของวิญญาณร้าย


 

"ในชีวิตของจักรพรรดิไอ ได้สร้างศัตรูนับไม่ถ้วน ตอนที่มีชีวิตอยู่เขายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่พอตายไปแล้วศัตรูที่เขาเคยขัดแย้งด้วยจะไม่ปล่อยให้เขาสงบสุขหลังความตายอย่างแน่นอน"


 

"เขาเป็นคนขี้ระแวง แม้แต่กับกองทัพที่เขาได้ฝึกฝนมากับมือตัวเองก็ยังไม่สามารถทำให้เขาเชื่อใจได้"


 

"การที่เขาลงทุนอย่างหนักเพื่อสร้างสุสาน และแม้กระทั่งยอมสละครึ่งหนึ่งของคลังสมบัติหลวงเพื่อให้คนทั้งโลกเชื่อว่าเขาถูกฝังอยู่ในสุสานหลวงนั้น"


 

"ต่อมายังให้อาจารย์เวทย์ใช้ตะเกียงอายุยืนเป็นเบาะแส วางคำสาปเลือดเพื่อให้คนที่มาขโมยสมบัติไม่ตายดี"


 

ในความเป็นจริงคำสาปนี้ได้ฆ่าผู้บุกรุกไปจำนวนมาก


 

และสิ่งนี้ก็หล่อเลี้ยงวิญญาณร้าย ทำให้มันสามารถหลุดพ้นแยกออกจากร่างได้


 

วิญญาณร้ายพูดมาถึงตรงนี้แล้วหัวเราะอย่างดูหมิ่น


 

"น่าเสียดายที่จักรพรรดิไอเป็นคนดื้อรั้นและเห็นแก่ตัว เขาคิดว่าทุกสิ่งที่ทำไปนั้นไร้ช่องโหว่ แต่ในความเป็นจริงกลับทำสิ่งที่โง่เขลา นั่นคือการที่คิดว่าตัวเองฉลาดเกินไป"


 

"เขาต้องการซ่อนกระดูกของตัวเองไว้ในภูเขาแต่โชคร้ายที่มีคนในกองทัพทรยศ เขาจึงไม่ได้ออกจากสุสานในที่สุด"


 

"แม้แต่เสื้อคลุมก็ถูกถอดออก ถูกนำไปปะปนกับศพที่อยู่ละแวกใกล้เคียงทำให้กองกระดูกที่ซ้อนทับกันมาหลายร้อยปีนั้นไม่มีใครสามารถแยกได้ว่ากระดูกไหนเป็นของเขา"


 

"นี่ก็เป็นการทำให้ความปรารถนาหลังความตายของเขาสำเร็จลุล่วง"


 

แม้ว่าในชีวิตจักรพรรดิไอจะวางแผนซับซ้อนมาก แต่สุดท้ายกลับได้จบลงในวิธีที่เรียบง่าย ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้


 

"คนทำชั่ว แม้แต่จะเป็นจักรพรรดิก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงกรรมได้"


 

กู้เหมี่ยนเงียบไป เขาไม่ได้สงสารจักรพรรดิไอ บุคคลผู้นี้มีมือที่เปื้อนเลือดมากขนาดนี้ก็สมควรแล้วที่มีจุดจบแบบนี้


 

เขาหันไปมองน้องสาวแล้วพูดว่า "เหยาเหยาคำสาปเลือดหายไปแล้ว สมบัติเหล่านี้เอาออกไปได้หรือยัง?"


 

กระดูกของจักรพรรดิไอไม่ได้มีค่ามาก เมื่อเทียบกับสมบัติเหล่านี้


 

แต่เพราะอาจารย์เคยได้รับบาดเจ็บจากสิ่งเหล่านี้มาก่อน ทำให้กู้เหมี่ยนระวังตัวไม่กล้าทำอะไรโดยไม่ระวัง


 

"อื้มๆ พวกนี้เอาออกไปได้เลยค่ะ" เหยาเหยาพยักหน้าพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น


 

พี่ชายบอกว่าสมบัติทุกชิ้นมีคุณค่ามากทางประวัติศาสตร์และตอนนี้มีสมบัติเกลื่อนเต็มพื้นไปหมด ของพวกนี้ต้องช่วยให้พี่ชายได้สร้างผลงานมากมายแน่ๆ 


 

เมื่อผลงานมากขึ้น ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง!


 

กู้เหมี่ยนไม่รู้ถึงความคิดของน้องสาวของตน เมื่อได้ยินว่าสามารถนำสมบัติออกไปได้ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


 

ถ้าสมบัติเหล่านี้ถูกปนเปื้อนจนไม่สามารถนำออกมาได้ นั่นคงเป็นความเสียหายที่แท้จริง


 

เขาไม่ได้ทำอะไรโดยพลั้งเผลอ สมบัติที่มีอายุมากเหล่านี้ หลายชิ้นไม่สามารถสัมผัสกับอากาศได้


 

หลายชิ้นต้องการการดูแลจากมืออาชีพ ดังนั้นจึงต้องรอทีมงานมาจัดเก็บทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง


 

ขณะที่พี่น้องสองคนต่างครุ่นคิดไปตามวิถีของตนเอง วิญญาณที่ถูกมัดอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา


 

"พวกท่านจะศึกษาสิ่งของเหล่านี้ใช่หรือไม่? ข้าช่วยได้นะ!"


 

เมื่อตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ก็ชอบศึกษาโบราณสถานและโบราณวัตถุมาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อร้อยปีก่อนกลุ่มโจรปล้นสุสานกลุ่มแรกเสียชีวิตด้วยคำสาปเลือด มันก็สามารถหลุดพ้นจากตะเกียงอายุยืนได้แล้ว


 

แต่มันไม่สามารถไปไกลมากนัก ส่วนใหญ่ก็แค่เดินเตร่ไปมาภายในสุสานหลัก


 

ในระหว่างนี้ เมื่อมันไม่มีอะไรทำก็จะศึกษาสมบัติภายในสุสาน เวลาเป็นหลายร้อยปีมากพอที่มันจะศึกษาเรื่องเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง


 

วิญญาณร้ายไม่อยากไปดินแดนวิญญาณ มันอยากเห็นโลกในยุคปัจจุบัน นี้ก็เป็นความคิดที่มันมีมาตลอดหลายร้อยปีที่ถูกกักขัง


 

แต่มันรู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นนักโทษ ไม่มีสิทธิ์จะต่อรอง สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำให้ตัวเองมีค่า


 

ชายหนุ่มตรงหน้าคือพี่ชายของคุณหนูตัวเล็กคนนี้ เขาต้องการตีความสมบัติพอดี ตนเองก็มีประสบการณ์มากมาย หากช่วยเขาได้ก็จะทำให้ตนเองมีคุณค่าขึ้นมา


 

"คุณช่วยได้จริงๆเหรอ?" กู้เหมี่ยนถามด้วยสายตาประหลาดใจ


 

เขาชี้ไปที่โบราณวัตถุชิ้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวแล้วพูดว่า "ลองบอกหน่อยสิว่าสิ่งนี้มาจากไหน?"


 

วิญญาณร้ายกวาดตามองแล้วตอบได้อย่างคล่องแคล่วว่า "นี่คือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบขาวจากเตาหลวงในสมัยจักรพรรดิเหวินกวงเป็นช่วงยุครุ่งเรืองที่สุด เพราะช่วงนี้ได้แก้ปัญหาการปรากฏของสีเหลืองและสีเขียวในเนื้อดิน ทำให้เนื้อดินขาวสะอาดจนเคลือบเงางามดั่งหยก จึงถูกใจจักรพรรดิเหวินกวงอย่างยิ่ง ชิ้นใดเผาออกมาได้ยอดเยี่ยมก็สามารถเป็นถวายเป็นเครื่องบรรณาการให้กับทางวังหลวงได้"


 

"ในปีที่สิบห้าของจักรพรรดิเหวินกวง เนื่องจากการสนับสนุนจากราชวงศ์และผู้มีอำนาจในพื้นที่ ทำให้ชื่อเสียงของเครื่องปั้นดินเผาเคลือบขาวนี้โด่งดังขึ้น โดยถือว่าเป็น 'เครื่องปั้นดินเผาเคลือบขาวจากเหนือตอนใต้' คู่กับ 'เครื่องปั้นดินเผาเคลือบเขียว'"


 

"ที่ท่านชี้นี้เป็นเครื่องบรรณาการจากเมืองซู่ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นยอดของเครื่องปั้นดินเผาเคลือบขาว ถูกทำขึ้นในปีที่สิบเจ็ดของจักรพรรดิเหวินกวง โดยช่างปั้นดินเผาผู้เชี่ยวชาญนาม หลิวเหอตง!"


 

เขาบอกได้ละเอียดขนาดนี้เชียวเหรอ?


 

คิ้วของกู้เหมี่ยนย่นเล็กน้อย เขาก้มตัวลงและหยิบเครื่องปั้นดินเผาขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจสอบหลักฐาน


 

เครื่องปั้นดินเผาทุกชิ้นหลังจากเผาเสร็จแล้ว มักจะมีการจารึกปีที่ออกจากเตาเผาและชื่อของช่างที่ด้านล่าง


 

เมื่อเครื่องปั้นดินเผาสามารถคงอยู่ได้หลายร้อยปีก็จะทำให้ช่างที่เผาก็ได้มีชื่อเสียงติดตัวไปตลอดกาลด้วย


 

ดังนั้นการทำเครื่องปั้นที่มีชื่อเสียงจึงเป็นความใฝ่ฝันของช่างทุกคน นอกจากเพื่อประทังชีวิตแล้ว ยังเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตอีกด้วย


 

"คุณบอกได้ถูกต้อง!"


 

กู้เหมี่ยนตรวจสอบข้อมูลที่หลังเครื่องปั้นดินเผาแล้วก็แสดงอาการตกใจ เพราะวิญญาณร้ายบอกได้ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว


 

เขาเกิดความคิดขึ้นมา ถ้ารู้ว่ามีสมบัติมากมายขนาดนี้ คงต้องให้ทีมโบราณคดีตรวจสอบทีละชิ้นก็คงใช้เวลาไม่น้อย


 

ถ้ามีคนที่รู้ที่มาของสมบัติแล้วบอกแหล่งที่มาให้ทีมโบราณคดีศึกษา การวิจัยก็จะเร็วกว่ามาก


 

เปรียบง่ายๆก็คือ เหมือนกับการเปิดหนังสือสอบกับการปิดหนังสือสอบ


 

"ท่านไม่ต้องเชื่อก็ได้ สามารถตรวจสอบได้อีก" วิญญาณร้ายมองด้วยสายตาคาดหวังจนทำให้กู้เหมี่ยนรู้สึกขนลุก


 

เขาส่ายหัวแล้วพูดว่า "ไม่ต้องแล้ว ผมรู้ถึงความสามารถของคุณแล้ว แต่คุณจะมากับผมได้หรือไม่นั้น ต้องถามน้องสาวผมก่อน"


 

สุดท้ายแล้ว นี่เป็นวิญญาณ ไม่ใช่แค่แมวหรือสุนัข


 

ถ้าเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา ยับยั้งไม่ไหว ก็อาจถึงตายได้จริงๆ


 

กู้เหมี่ยนมองไปที่น้องสาว หากน้องสาวไม่สามารถควบคุมวิญญาณได้ ถึงจะสะดวกแค่ไหน เขาก็จะไม่ยอม


 

"ท่านนายโปรดวางใจได้ ถ้าข้าได้อยู่ ข้าจะทำตัวดีๆ และจะไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ"


 

วิญญาณร้ายรู้ตั้งแต่แรกว่าต้องให้คุณหนูเล็กเป็นคนตัดสินใจ มันมองไปที่คุณหนูเล็กพร้อมทั้งสัญญาอย่างรวดเร็ว


 

เหยาเหยามองสลับระหว่างพี่ชายกับวิญญาณ หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เธอก็พยักหน้าพูดว่า "ไม่ส่งคุณไปดินแดนวิญญาณก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ!"


 

"แต่หนูมีเงื่อนไขนิดหน่อย"


 

เหยาเหยาพูดพร้อมกับยื่นนิ้วอ้วนๆออกมา


 

"ข้ายอม ข้ายอมทุกอย่าง!"


 

วิญญาณร้ายเห็นว่าไม่มีการตอบสนองอยู่ครู่หนึ่ง นึกว่าไม่มีหวังแล้ว


 

แต่กลับกัน มันก็ไม่สนใจเรื่องเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นรีบพยักหน้าอย่างร้อนรน


 

ปลาติดเบ็ดแล้ว!


 

เมื่อเห็นว่ามันกระวนกระวายใจขนาดนี้ เหยาเหยาจึงเผยรอยยิ้มดวงตาสีดำกลมโตเปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์


 

 บทที่ 116 งานเลี้ยงของเพื่อนแม่และนักพรตหญิงแห่งเขาชิงเฉิง


 

กู้เหมี่ยนตามเหยาเหยากลับมาที่โรงพยาบาล พร้อมกับมีสร้อยข้อมือหยกขาวติดมือมาด้วย


 

ที่ปลายสร้อยห้อยเหรียญทองสัมฤทธิ์ไว้ ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้ว่าเหรียญนี้มีวิญญาณร้ายซ่อนอยู่


 

เหรียญนี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของตะเกียงอายุยืน เนื่องจากวิญญาณร้ายถูกหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุไปแล้ว แม้แต่เหยาเหยาเองก็ไม่สามารถแยกมันออกมาได้ จึงต้องใช้วิธีการอ้อมให้มันออกจากสุสานมาสิงสถิตในเหรียญนี้แทน


 

"พี่รองถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูกับพี่เจ็ดจะกลับบ้านแล้วนะคะ"


 

ในโรงพยาบาล เหยาเหยารับขนมจากพี่เจ็ด กลิ่นหอมหวานของขนมนุ่มๆ ทำให้เธอยิ้มตาหยี


 

"ได้เลย พี่รองจะพาหนูไปหาของอร่อยกินทีหลังนะ"


 

กู้เหมี่ยนมองดูน้องสาวกินอย่างอร่อยก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้


 

เมื่อครู่นี้มัวแต่สนใจแก้ปัญหาจนลืมดูแลน้องสาวไป


 

เขาเหลือบมองกู้อวี่ที่ยืนเอาใจอยู่ข้างๆ แล้วก็เริ่มเข้าใจ ทำไมน้องสาวถึงสนิทกับเขามากที่สุด เพราะเรื่องการดูแลคนอื่นกู้อวี่เก่งกว่าเขาเยอะ


 

ยิ่งบวกกับว่าตัวเขาเองมีงานยุ่งจนไม่สามารถมาดูแลใครได้ เรื่องแข่งขันเพื่อความสนิทสนมคงต้องเตรียมตัวไว้มาแก้ตัวคราวหน้า


 

"งั้นพวกเรากลับก่อนนะคะพี่รอง!" เหยาเหยาโบกมือลาพร้อมกับยิ้มอย่างน่ารัก


 

ก่อนจะจากไป เธอเหลือบมองวิญญาณร้ายที่ซ่อนอยู่ในเหรียญทองสัมฤทธิ์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า "พยายามให้เต็มที่นะ!"


 

วิญญาณร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเหรียญรู้สึกเย็นยะเยือก มันมีลางสังหรณ์ว่านัยของคำว่า ‘พยายาม’ นี้ มีความหมายที่ลึกซึ้ง


 

ไม่นานนักมันก็เข้าใจความหมายของคำว่า ‘พยายาม’ ที่เหยาเหยาพูดไว้ นั่นคือเหยาเหยาได้ลงอาคมและสั่งให้มันบอกความจริงทุกอย่างที่มันรู้เกี่ยวกับวัตถุโบราณไว้แล้ว


 

เรียกได้ว่าให้มันเป็น ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ เวอร์ชันมนุษย์ที่ไม่สามารถเพิกเฉยหรือละเลยการทำงานได้เลย


 

นี่เป็นความเฉลียวฉลาดของเหยาเหยา เพราะแทนที่จะเชื่อคำสัญญาของวิญญาณร้าย เธอกลับเชื่อในอาคมของตัวเองมากกว่า


 

เนื่องจากรีบมามากกู้อวี่เลยได้แต่ห่อขนมหวานเล็กๆน้อยๆติดตัวมา ของกินอื่นๆยังอยู่ที่บ้าน


 

เมื่อเหยาเหยากลับถึงบ้านสิ่งแรกที่ทำก็คือเพลิดเพลินกับชายามบ่าย


 

ในเวลานั้น เสียงฝีเท้าเบาๆดังมาจากบันได เหยาเหยาหันหัวเล็กๆของเธอไปตามเสียง


 

จากนั้นก็เห็นแม่ของเธอเดินเข้ามาหา


 

เหยาเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มๆสั่งทำพิเศษ เธอร้องทักว่า "คุณแม่สวัสดีตอนบ่ายค่ะ!"


 

"สวัสดีตอนบ่ายจ้ะ ลูกสาวสุดที่รักของแม่!" เฉินฮุ่ยลูบหัวลูกสาวแล้วนั่งลงข้างๆ


 

"เย็นนี้แม่มีงานพบปะเพื่อนๆ ลูกอยากไปด้วยกันไหม?" เฉินฮุ่ยยิ้มพูด


 

ความจริงเธออยากจะหาโอกาสพาลูกสาวไปอวดนานแล้ว แต่ที่ผ่านมาเป็นแค่การพบปะเล็กๆน้อยๆที่ไม่มีความสำคัญและช่วงนี้ลูกสาวมักถูกกู้อวี่พาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ


 

ดังนั้นจึงไม่เคยมีโอกาสจริงๆ วันนี้ถือเป็นโอกาสดี เฉินฮุ่ยย่อมไม่อยากพลาดโอกาสดีๆนี้แน่


 

"ได้ค่ะ!" เหยาเหยาคิดแล้วพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนบ่ายก็ไม่ได้มีอะไรทำอยู่แล้ว


 

เฉินฮุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มด้วยความยินดี


 

พอดูเวลาพบว่ายังเหลือเวลา เฉินฮุ่ยจึงกระตือรือร้นพาลูกสาวไปเตรียมตัวแต่งตัว


 

เพราะเธอมักจะชอบแต่งตัวให้ลูกสาวตัวเองอยู่แล้ว ครั้งนี้เพื่อให้ลูกสาวโดดเด่นในกลุ่มเพื่อนๆ เธอจึงใส่ใจเป็นพิเศษ


 

แม่เองจัดเต็มมากเลยทำให้เหยาเหยาต้องเหนื่อยไปด้วย


 

เนื่องจากใช้เวลาในการแต่งตัวนานจนเหยาเหยาเริ่มง่วงและเกือบหลับ


 

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า เด็กสาวที่น่ารักและดูดีอยู่แล้วถูกแต่งตัวอย่างประณีตทำให้ดูดียิ่งกว่าตุ๊กตาในตู้โชว์


 

เฉินฮุ่ยพยักหน้าด้วยความพอใจ


 

เธอแทบจะนึกภาพใบหน้าอิจฉาของเพื่อนๆในกลุ่มออกเลย


 

ก่อนหน้านี้เธอไม่มีลูกสาว ได้ยินเพื่อนๆคุยโวอวดลูกสาวกันตลอด น่าหงุดหงิดไม่น้อย ตอนนี้เธอมีลูกสาวน่ารักขนาดนี้จะต้องเอาคืนให้สาสม


 

"คุณแม่คะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ เหยาเหยาจะทำตัวดีๆแน่นอน!"


 

อาจเป็นเพราะอารมณ์ของเฉินฮุ่ยกระตุ้น เหยาเหยาจึงมีกำลังใจเต็มเปี่ยม เจ้าตัวเล็กนี้ทำให้เฉินฮุ่ยหัวเราะเสียงดังจนลืมไปว่าลูกสาวของเธอนั้นไม่ธรรมดา


 

เพราะถ้าหากเธอใส่เต็มที่จริงๆ อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ได้


 

งานเลี้ยงจัดตอนค่ำ เฉินฮุ่ยและเหยาเหยาไม่ได้ทานข้าวที่บ้าน พวกเธอสองคนขึ้นรถออกไปข้างนอก


 

ในรถยังมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ ‘เสิ่นหย่าจวิน’ เธอเป็นสมาชิกของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ โดยหน้าที่ประจำของเธอคือการคุ้มกันเฉินฮุ่ยให้ปลอดภัย


 

ในตอนนี้เธอกำลังมองดูเหยาเหยาด้วยความสงสัย


 

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์น้อย เมื่อก่อนเธอได้ยินหลิวตงสรรเสริญท่านอาจารย์ว่าเก่งมาก


 

ต่อมาผู้บังคับบัญชาระดับสูงของแผนกก็ชมเชยอยู่บ่อยๆ เธอเชื่อในสายตาของท่านอยู่แล้ว ในเมื่อเขายังยกย่องอาจารย์น้อย แน่นอนว่าคงไม่ผิดพลาด


 

เพราะเหตุนั้นในใจของเสิ่นหย่าจวินจึงเชื่อว่าถึงแม้อาจารย์จะอายุน้อย แต่ก็น่าจะเป็นคนสุขุมเยือกเย็น


 

แต่เมื่อมองดูเด็กสาวที่เกาะกอดเฉินฮุ่ยออดอ้อน เธอกลับเงียบไปชั่วขณะ


 

นี่มันไม่ใช่ท่านอาจารย์ แต่เป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้น!


 

"พี่หย่าจวินคะ เหยาเหยาอยากกินลูกอม พี่ช่วยหยิบให้หน่อยได้ไหม?"


 

ระหว่างที่เธอกำลังคิด เสียงเด็กใสๆก็ดังขึ้นข้างหู เธอจึงได้สติกลับมาแล้วตอบรับพร้อมหยิบลูกอมจากกระเป๋ามาให้


 

เหยาเหยารับมาด้วยความยินดี กินไปยิ้มไปแล้วพูดว่า "ขอบคุณนะคะพี่สาว!"


 

มองใบหน้าขาวอมชมพูนั้นทำลายความอึดอัดของเสิ่นหย่าจวินลงทันทีและรู้สึกสนิทมากขึ้น


 

"พี่สาวคะ พี่ฝึกวิชาวิถีเต๋าจากเขาชิงเฉิงใช่ไหมคะ?" เหยาเหยากินลูกอมพลางพูดขึ้นมา


 

ขนตายาวและหนาของเธอขยับขึ้นลง มีกลิ่นอายของความสดใสจนพูดไม่ออก เสิ่นหย่าจวินไม่คาดคิดว่าท่านอาจารย์จะถามเธอ สายตาของเธอชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างช้าๆ


 

"ท่านอาจารย์น้อยพูดถูกแล้วค่ะ พี่ศึกษาอยู่ที่วัดเสวียนเจินบนเขาชิงเฉิง"


 

"แต่ตอนนี้ไม่กล้าเรียกตนว่าเป็นศิษย์แห่งเขาชิงเฉิงอีกแล้ว"


 

เสิ่นหย่าจวินส่ายหน้าอธิบายว่า "พี่โง่เขลาเหลือเกิน เมื่อคราวนั้นฝึกที่วัดอยู่หลายปี แต่ขั้นพลังก็ยังคงไม่ก้าวหน้าและเพื่อหาทางฝ่าด่าน พี่จึงได้ไปศึกษาวิชาอื่นร่วมด้วย"


 

"สุดท้ายแม้จะสำเร็จ แต่ก็เรียกได้ว่าทำให้วิชาเสียหายไปกว่าครึ่ง"


 

ปัจจุบันบนเขาชิงเฉิงมีทั้งหมดสามสิบหกวัด ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนดวงดาวสวรรค์ วัดเสวียนเจินเป็นวัดนักพรตหญิง ไม่รับผู้ชายเข้าเป็นศิษย์ ที่วัดมีบูชา ‘คัมภีร์สตรีบริสุทธิ์’ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ปรมาจารย์จางหยวนอิงคิดค้นขึ้น


 

คัมภีร์นี้เน้นการฝึกตนด้วยหยินบริสุทธิ์เพื่อก่อให้เกิดหยางน้อยที่สุด ใช้หลักหยินหยางของลัทธิเต๋าและการเกิดของสรรพสิ่งเป็นรากฐาน


 

เพราะชี้ไปที่หยินหยางอย่างตรงไปตรงมา ทำให้วิชาของสำนักนี้ดุดันเป็นพิเศษ ไม่สอดคล้องกับวิชาหลักจิตอื่นๆของลัทธิเต๋า


 

ดังนั้น วัดเสวียนเจินจึงมีกฎเข้มงวด ห้ามศิษย์ฝึกฝนวิชาอื่น หากพบจะถูกขับออกจากสำนักทันที


 

เมื่อครั้งนั้นเสิ่นหย่าจวินไม่อาจต้านทานต่อสิ่งล่อลวงที่จะให้ฝ่าด่านได้ และต่อมาเมื่อโชคชะตาพาเธอมาเข้าร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ


 

ในหน่วยปฏิบัติการ เธอได้ค้นพบคัมภีร์ที่เหมาะสมกับตนเอง ภายในเวลาแค่สองปีขั้นพลังของเธอก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสามช่วงปลาย


 

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเปลี่ยนวิชาหรือไม่ เธอรู้สึกว่าการที่จะทะลุเข้าสู่ขั้นที่สี่นั้นเหมือนจะต้องข้ามหุบเหวที่กว้างใหญ่


 

ความจริงก็เป็นเช่นนั้น หลายครั้งที่พยายามฝ่าด่าน แต่สุดท้ายก็พลังย้อนกลับและล้มเหลวทุกครั้ง


 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย เสิ่นหย่าจวินจึงไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง


 

เธอไม่เข้าใจว่าท่านอาจารย์น้อยถามเรื่องนี้ทำไม แต่เมื่อมองดูดวงตาที่ไร้เดียงสานั้น ทำให้เธอเผลอเล่าความลับที่เก็บไว้ในใจออกมา


 

บางทีเธออาจยังมีความหวังอยู่บ้าง เพราะนั่นคือท่านอาจารย์อาจจะชี้แนะอะไรให้เธอได้


 

ปัญหาที่อยู่ในตัวเธอนั้น หัวหน้าหน่วยไม่มีความสามารถจะช่วยได้


 

ส่วนอาจารย์นั้นเป็นนักพรตที่มีวิชาสูงส่งที่สุดเท่าที่เธอรู้จัก หากอาจารย์น้อยสามารถมองออกถึงรากฐานของตัวเธอเองได้ นั่นก็หมายความว่าอาจารย์อาจมีวิธีช่วยให้เธอฝ่าด่าข้ามขั้นไปได้


 

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นหย่าจวินก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


 

และราวกับเป็นการตอบสนองต่อความปรารถนาของเธอ เสียงของเหยาเหยาก็ดังขึ้นอย่างช้าๆภายในรถ


 

"พี่สาวเดินผิดทางแล้ว!"


 

 บทที่ 117 หนูไม่ได้มองน้องชายนะ หนูมองเด็กน้อยบนหลังเขาต่างหาก


 

"ขอความกรุณาท่านอาจารย์ชี้แนะ!"


 

เสิ่นหย่าจวินตัวสั่นไปทั้งร่าง นับตั้งแต่พบกับความยากลำบากในการพัฒนาตัวเอง เธอก็เริ่มสงสัยสิ่งนี้ในใจ


 

เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นจนเธอไม่สามารถปฏิเสธได้อีก เพราะเธอไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง


 

แต่ในใจเธอก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เพราะนักพรตย่อมต้องการความก้าวหน้าเสมอ


 

นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ยังเป็นคนเดียวที่เห็นปัญหาของเธอได้ ทำให้เธอเกิดความหวังขึ้นมาทันที


 

เธอไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาของเธอนั้นร้อนแรงเพียงใด


 

เหยาเหยาส่ายหัวแล้วกล่าวว่า "พี่สาวคนสวย ปัญหาของพี่ คนอื่นไม่มีทางแก้ได้หรอก ถ้าอยากแก้ก็ต้องดูว่าพี่กล้าพอที่จะยอมเสียสละไหม?"


 

เธอไม่รู้ถึงข้อห้ามของหลักวิชาสำนักเสวียนเจิน แต่ด้วยการมองผ่านวิชาตานั้น เธอเห็นพลังวิญญาณสองกลุ่มที่ขัดแย้งกันภายในตัวของอีกฝ่าย


 

พวกมันต่างดึงกันไปมา ไม่สามารถหลอมรวมกันได้


 

ถึงแม้จะทำให้รากฐานพลังวิญญาณของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าระดับเดียวกันหลายเท่า แต่ก็เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน


 

เพราะการเข้าสู่ขั้นที่สี่ของนักพรตต้องใช้พลังวิญญาณในการเชื่อมเส้นหลักทั้งสิบสองสายเข้าด้วยกัน รวมพลังวิญญาณให้แน่นจนกลายเป็นดั่งมังกร เพื่อเจาะทะลวงทะเลปราณและตันเถียน


 

แต่สำหรับพี่สาวที่ปกป้องแม่ของเธอ พลังวิญญาณภายในตัวนั้นแปรปรวน การหลอมรวมพลังวิญญาณกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด


 

นี่เป็นเหตุผลที่เธอไม่สามารถเข้าสู่ขั้นที่สี่ได้


 

หรือจะกล่าวได้ว่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้แต่ต้น เธอก็ไม่มีหวังที่จะพัฒนาไปได้ตลอดชีวิตนี้


 

"ฉันยอมเสียสละค่ะ ขอเพียงท่านอาจารย์บอกฉันว่าต้องทำอย่างไร!" เสิ่นหย่าจวินพยักหน้าหลายครั้งด้วยน้ำเสียงที่กระวนกระวาย


 

อาจจะเมื่อหลายปีก่อน เธอคงจะดื้อรั้นปากแข็ง


 

แต่ในช่วงหลายปีมานี้เธอผ่านความยากลำบากในการพัฒนา ทำให้เธอยอมรับความจริงได้แล้ว แม้ว่าจะต้องถอยหลังลงในขั้นการฝึกฝน เธอก็ยอมรับได้ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าติดอยู่ในขั้นนี้ตลอดชีวิต


 

"พี่สาว ในเมื่อพี่อยากแก้ปัญหาจริงๆ เช่นนัันหลังงานเลี้ยงเลิกแล้วพี่มาหาหนูนะ" เหยาเหยากล่าวอย่างจริงจัง


 

ที่เธอไม่ตกลงทำทันทีเพราะการกำจัดพลังวิญญาณในเส้นลมปราณนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก


 

ไม่เพียงแต่ต้องใจเย็นและละเอียดอ่อนเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมค่ายกลเพื่อเสริมเส้นลมปราณให้แข็งแรงอีกด้วย ถ้าเริ่มทำตอนนี้จะไม่ทันเวลา


 

"ได้ค่ะ ขอบคุณท่านอาจารย์มากค่ะ"


 

เสิ่นหย่าจวินพอเห็นท่านอาจารย์ยินดีช่วยเหลือ เธอยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว


 

เธอไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสแก้ไขปัญหาจริงๆ ความโชคดีนี้มาอย่างกะทันหันมาก


 

ในชั่วขณะนั้น ดวงตาของเธอก็แดงขึ้นมาพร้อมกับรู้สึกโชคดีที่ตนเองได้พยายามเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลกู้


 

เหยาเหยาไม่ได้ใส่ใจอารมณ์ของอีกฝ่ายนัก เธอนั่งอิงกับเก้าอี้ เคี้ยวลูกกวาดอย่างมีความสุข


 

เหตุผลที่เธอยอมช่วยก็เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายคอยปกป้องแม่ของเธอ


 

เพราะอีกฝ่ายยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ แม่ก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น ตัวเธอเองก็จะยิ่งสบายใจมากขึ้นด้วย


 

ใช้แรงเล็กน้อยช่วยพี่สาวนักพรต เหยาเหยาไม่หวงแหนความช่วยเหลือนี้แน่นอน


 

รถเคลื่อนที่ไปอย่างมั่นคง เส้นทางไม่ไกลนัก ไม่นานก็ถึงที่หมาย


 

และจุดหมายคือสโมสรชั้นสูงแห่งหนึ่ง การตกแต่งภายในหรูหราโอ่อ่า ในเมืองหลวงที่ที่ดินราคาแพงเช่นนี้ การทำได้ถึงขั้นนี้ย่อมแสดงถึงระดับของสโมสร


 

เหยาเหยาถูกแม่จูงมือเดินตามพนักงานบริการที่นำทางผ่านทางเดินวีไอพีเข้าห้องส่วนตัวอย่างราบรื่น


 

ทันทีที่เข้ามา สายตาคู่นับไม่ถ้วนหันมามองทันที โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกับแม่ของเธอ เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส


 

“เสี่ยวฮุ่ย พวกเรากำลังพูดถึงเธออยู่พอดี เรียกได้ว่าโจโฉมาถึงแล้วจริงๆ รีบเข้ามานั่งก่อน”


 

“นี่ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว พวกเราเหล่าพี่น้องไม่ได้พบกันนาน วันนี้ต้องคุยกันให้เต็มที่หน่อยนะ”


 

“ขอบคุณพี่ชิวค่ะ” เฉินฮุ่ยยิ้มพร้อมพยักหน้า


 

เธอเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ แม้ว่าผู้ที่มาวันนี้ล้วนเป็นเพื่อนที่รู้จักกันดี บางคนก็สนิทสนมกันมาก แต่คนเราก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเป็นจริงอยู่เสมอ


 

แม้จะเป็นเพื่อนที่ดีแค่ไหน ในสถานการณ์ที่เป็นทางการเช่นนี้ก็ยังคงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ


 

และเกณฑ์ในการจัดลำดับนั้นเป็นเรื่องจริงมากๆ นั่นก็คือตำแหน่งของสามีในวงการสังคมเมืองหลวง


 

คำว่า ‘ภรรยาขึ้นกับสามี’ เป็นแนวคิดที่แม้จะดูเก่าและล้าหลัง แต่ก็ยังคงใช้ในหลายๆที่ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือมันไม่ได้พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง


 

ตระกูลกู้ซึ่งเป็นเจ้าสัวใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง สามารถพูดได้ว่าเป็นผู้นำหนึ่งเดียวในห้องนี้ ไม่ว่าเฉินฮุ่ยจะไปที่ไหนก็เป็นจุดสนใจเสมอ


 

“เหยาเหยามานั่งข้างแม่แล้วทักทายป้ากับน้าทั้งหลายหน่อย” เฉินฮุ่ยนั่งลงบนที่นั่งหลักแล้วก็ไม่ลืมลูกสาวตัวเอง


 

เธอไม่ลืมเป้าหมายหลักที่มาในวันนี้ นั่นก็คือการอวดลูกสาว


 

“อื้มๆ!” เหยาเหยาพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วพูดด้วยเสียงอันอ่อนหวานว่า “สวัสดีตอนเย็นค่ะคุณป้าคุณน้าทุกคน!”


 

“สวัสดีตอนเย็นจ้ะ!” เมื่อเห็นเด็กน้อยตัวนุ่มนิ่มเช่นนี้ ทุกคนในห้องต่างยิ้มแย้มอย่างอบอุ่น


 

พวกเธอล้วนเป็นคนที่เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าใคร จะไม่สังเกตได้ยังไงว่ามีเด็กหญิงตัวน้อยที่เฉินฮุ่ยจูงเข้ามาด้วย เหตุที่ยังไม่ได้พูดก็เพราะรอให้มีคนทักทายก่อนนี่แหละ


 

ในเมื่อการแนะนำลูกสาวเป็นเรื่องที่พวกเธอช่วยสนับสนุนได้ แต่ก็ไม่ควรแย่งสิทธิ์ในการพูดของอีกฝ่ายไป


 

ตอนนี้เมื่อเฉินฮุ่ยเปิดประเด็นแล้ว พวกเธอก็พร้อมจะพูดได้ทันที


 

"เสี่ยวฮุ่ยนี่เหยาเหยาลูกสาวของเธอเหรอ?"


 

ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลางในชุดกี่เพ้าหรูหราด้วยสีสันสดใส ลุกขึ้นแล้วเดินมาหาเฉินฮุ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมลูบหัวเหยาเหยาเบาๆอย่างน่ารัก


 

“ดูแล้วเด็กน้อยคนนี้ก็เหมือนแม่ตอนยังเด็กเลย ดูเหมือนเธอจะมีลูกสาวคนเดียวสินะ เสี่ยวฮุ่ยเธอโชคดีจัง!”


 

เฉินฮุ่ยยิ้มด้วยความอ่อนโยน “จริงๆ เหยาเหยาของเรานี่น่ารักมากๆเลยแหละ”


 

"คราวที่แล้วในงานเลี้ยงตระกูลกู้ ฉันนั่งไกลเลยไม่ได้ดูให้ละเอียด วันนี้ได้เห็นชัดๆเสียที พี่สาวเฉินโชคดีจริงๆที่ได้ลูกสาวที่ดีขนาดนี้"


 

คนที่พูดคือสะใภ้ใหญ่ของตระกูลหวังแห่งเมืองหลวง เธออายุน้อยกว่าเฉินฮุ่ยหกเจ็ดปี แต่ก็การแต่งกายดูมีฐานะมาก


 

เพราะตระกูลหวังกำลังร่วมมือกับตระกูลกู้ ในฐานะสะใภ้ตระกูลหวังในงานสังสรรค์แบบนี้จึงจำเป็นต้องให้เกียรติสะใภ้ตระกูลกู้


 

คำพูดนี้ก็นับว่าจริงใจ ลูกสาวบุญธรรมที่ตระกูลกู้รับมาใหม่ นอกจากที่มาไม่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือการพูดจา พวกเธอก็หาข้อตำหนิไม่ได้เลย


 

ต้องรู้ว่าผู้ที่อยู่ในที่นี้ หลายคนพาลูกสาวมาด้วย แต่ละคนล้วนแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบกับลูกสาวตระกูลกู้ได้


 

นี่ไม่ใช่แค่ความแตกต่างทางรูปลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของบุคลิกภาพมากกว่า


 

พวกเธอไม่รู้ว่าเหยาเหยาก้าวเข้าสู่ขั้นที่แปดร่างกายผ่านการชำระล้างด้วยสายฟ้าสวรรค์สองครั้งจนถึงขั้นไร้ฝุ่นไร้มลทิน


 

ในสภาพเช่นนี้ คำว่า ‘น้ำในฤดูใบไม้ร่วงอันศักดิ์สิทธิ์กระดูกราวกับหยก’ คือคำอธิบายที่เหมาะสมที่สุด


 

ชีวิตของคนธรรมดาแปดเปื้อนด้วยมลพิษ รูปลักษณ์จึงมีข้อบกพร่องและความหยาบกร้านไปบ้าง


 

“นี่ก็เป็นพรหมลิขิตที่สวรรค์มอบให้ค่ะ” เฉินฮุ่ยได้ยินคำชมเหล่านั้นแล้วใบหน้าของเธอก็แย้มยิ้ม


 

เธอไม่ได้สนใจว่าคำชมนั้นจะมาจากใจจริงหรือเพียงแค่คำยกย่อง สิ่งสำคัญคือการได้ฟังคำชมเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกดี นั่นก็เพียงพอแล้ว



“เหยาเหยาอยากกินอะไรไหมคะ แม่จะตักให้” เฉินฮุ่ยดีใจจนไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆได้ เธอหันไปถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


 

พวกเธอเคยมาเลี้ยงสังสรรค์ที่สโมสรแห่งนี้หลายครั้ง อาหารที่นี่มีรสชาติดีมาก เฉินฮุ่ยสังเกตดูเมนูมีหลายอย่างที่ลูกสาวของเธอชอบ


 

แต่เมื่อเธอหันไปมองก็เห็นว่าลูกสาวของเธอที่ปกติจะสนใจของกิน ตอนนี้กลับไม่ได้มองไปที่โต๊ะอาหาร


 

เฉินฮุ่ยอดสงสัยไม่ได้ เธอหันไปตามสายตาของลูกสาวเห็นว่าเธอกำลังมองเด็กผู้ชายคนหนึ่งอยู่ เด็กคนนี้เป็นลูกของตระกูลกง


 

เธอรู้จักแม่ของเด็กคนนี้ ชื่อฉินมี่เพราะตอนที่ไปวัดขอเครื่องรางความปลอดภัยให้เวยเวยลูกชายของเธอที่สุขภาพไม่ดีจึงบังเอิญเจอฉินมี่ที่มาทำบุญเช่นกัน


 

เพราะว่าทั้งคู่มีลูกที่สุขภาพไม่ค่อยดีเหมือนกัน เลยทำให้พวกเธอมีหัวข้อคุยกันมากมาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกกันอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน


 

จนกระทั่งเหยาเหยามาที่บ้านตระกูลกู้และรักษาเวยเวยได้ เฉินฮุ่ยจึงรู้สึกว่าเธอกับฉินมี่มีหัวข้อคุยน้อยลง


 

หากไม่ใช่เพราะมาเจอกันที่งานเลี้ยงในครั้งนี้ พวกเธอคงไม่มีโอกาสได้พบกันเร็วๆนี้


 

ในขณะที่ลูกสาวของเธอกำลังมองเด็กคนนั้น เด็กชายจากตระกูลกงก็จ้องมองลูกสาวของเธอด้วยเช่นกัน ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเงียบๆ


 

ฉากนี้ทำให้แม่ของเด็กชายที่นั่งอยู่ข้างๆ อดหัวเราะไม่ได้


 

ฉินมี่ยื่นมือมาลูบหัวลูกชายแล้วพูดว่า “เสี่ยวฮุ่ยการจ้องมองน้องแบบนี้ไม่สุภาพนะลูก”


 

“ครับ” เด็กชายที่ค่อนข้างเงียบๆ ตอบรับด้วยเสียงเบาๆ จากนั้นก็ก้มหน้าลงต่ำจนเกือบชิดอก


 

เขามีผิวที่ขาวมาก แทบไม่มีสีเลือด เห็นได้ชัดว่าสุขภาพไม่ค่อยดี คอที่โผล่พ้นเสื้อออกมาก็เผยให้เห็นกระดูกอย่างชัดเจน


 

“พี่ฮุ่ยขอโทษด้วยนะคะ ลูกชายของฉันค่อนข้างเงียบๆไม่ค่อยพูด” ฉินมี่เห็นการกระทำของลูกชายแล้วรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย


 

เธอเข้าใจนิสัยของลูกชายดีว่าเขาเป็นคนเงียบและขี้อาย


 

แม้เธอจะพยายามพาเขาออกมาสังคมบ้างแล้วก็ตาม แต่หากปล่อยให้เขาอยู่ที่บ้านตามลำพัง สภาพจิตใจของเขาอาจแย่ลง


 

“เด็กๆเขาไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ไม่ต้องคิดมาก” เฉินฮุ่ยโบกมือแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ


 

สำหรับเธอแล้ว เธออยากให้ลูกสาวได้พบเจอและเล่นกับเด็กๆวัยเดียวกันมากกว่า เพราะเหยาเหยายังไม่ถึงสี่ขวบ และการที่เธอคลุกคลีกับคนที่โตมากกว่าอย่างพวกกู้อวี่อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่


 

แต่ว่าเหยาเหยาเองเป็นเด็กที่เลือกคบหา ในบ้านมีเด็กสองคน คนหนึ่งมีแต่สนใจการฝึกตนจนเกินไป แม่ตัวเองก็แทบไม่ได้เจอบ่อยๆ ในแต่ละเดือนนับประสาอะไรกับการให้มาเล่นกับลูกสาว


 

ส่วนอีกคนนั้น ถึงจะกระตือรือร้นอยากจะเล่นกับเหยาเหยาตลอด แต่เพราะเอาแต่ถามเรื่องไร้สาระ ลูกสาวของเธอช่วงนี้ก็เลยไม่ค่อยสนใจ


 

ดังนั้นการที่เห็นลูกสาวจ้องมองเด็กวัยเดียวกันด้วยความสนใจในวันนี้ ทำให้เฉินฮุ่ยรู้สึกดีใจมาก


 

เธอก้มลงมองดูลูกสาวที่ยังไม่ละสายตาจากเด็กชายคนนั้น เธอจึงยิ้มและถามว่า “อยากไปเล่นกับน้องไหมลูก ถ้าอยากไปก็ไปเลย”


 

ที่สโมสรแห่งนี้มีห้องเล่นสำหรับเด็ก ติดกับโซนร้านอาหาร มีของเล่นมากมาย เหมือนกับสวนสนุกเล็กๆ เหมาะสำหรับเด็กๆเล่น


 

เหตุผลที่พวกเธอเลือกมาจัดเลี้ยงที่สโมสรแห่งนี้ก็เพราะมีห้องเล่นสำหรับเด็ก ให้พวกเขาได้สนุกสนาน


 

“คุณแม่หนูไม่ได้อยากเล่นกับน้องค่ะ” เมื่อได้ยินคำถามของแม่ เหยาเหยาก็ละสายตาออกมา แล้วพูดพลางส่ายหัวช้าๆ


 

“ถ้าไม่อยากเล่นกับน้องแล้วทำไมถึงมองเขาตลอดล่ะ?” คำตอบของลูกสาวทำให้เฉินฮุ่ยงง


 

หรือเธอเข้าใจผิดไป? แต่สายตาของลูกสาวที่มองไปนั้นมันแสดงความสนใจชัดเจน


 

ไม่ใช่เฉินฮุ่ยเพียงคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนก็สังเกตเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ต่างก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมลูกสาวตระกูลกู้ถึงจ้องมองเด็กชายคนนั้นอย่างสนใจ


 

เมื่อเห็นว่าเฉินฮุ่ยถามแล้ว ทุกคนก็เงี่ยหูฟัง แต่คำพูดต่อมาของเหยาเหยากลับทำให้ทุกคนในห้องหน้าซีดไปตามๆกัน


 

ได้ยินเสียงเหยาเหยาตอบอย่างชัดเจน “แต่หนูไม่ได้มองน้องนะคะ หนูมองเด็กน้อยที่อยู่บนหลังของเขาค่ะ!”


 

ในช่วงเวลานั้น แม้เสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงเด็กน้อยใสๆ แถมเป็นตอนกลางวันแสกๆ


 

แต่ทุกคนที่อยู่ในห้องกลับรู้สึกเย็นเยียบและขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


 

 บทที่ 118 เธอเป็นน้องสาวของผม อย่าจับเธอไปนะ


 

เฉินฮุ่ยเป็นคนแรกในที่นั้นที่ตั้งสติได้


 

เธอเข้าใจในทันที ที่ลูกสาวจ้องมองไม่ใช่เพราะอยากเล่นกับคนอื่น แต่เป็นเพราะเห็นอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาด!


 

คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เธอรู้ดีถึงความสามารถและความพิเศษของลูกสาว หากเธอเอ่ยปากแล้ว ก็ไม่มีทางผิดพลาดได้


 

เฉินฮุ่ยลดเสียงลงแล้วถามว่า “เหยาเหยาลูกช่วยบอกแม่หน่อยสิว่าเด็กคนนนั้นเป็นอย่างไร?”


 

เมื่อเธอเริ่มพูดขึ้นมา ทันใดนั้นทุกสายตาในสถานที่นั้นก็หันมามอง แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


 

เพราะดูเหมือนว่าเฉินฮุ่ยจะเชื่อคำพูดของลูกสาว


 

แต่คำพูดของเด็กตัวเล็กๆ ทำไมถึงเชื่อได้ง่ายดายขนาดนี้? นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ภรรยาของตระกูลกู้ควรจะมีนะ!


 

แม้แต่ฉินมี่ แม่ของเจ้าหนูที่เป็นต้นเรื่องก็อดที่จะถามไม่ได้ “พี่ฮุ่ย คุณหมายความว่าอย่างไร?”


 

เธอหันไปมองลูกชายของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ก็ไม่เห็นมีเด็กอะไรอยู่เลย ต่อให้เด็กคนนี้เป็นลูกสาวของตระกูลกู้ แต่สีหน้าของเธอก็แสดงออกมาไม่ค่อยดีนัก


 

สุดท้าย ใครจะชอบให้ลูกของตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีอะไรไม่สะอาดติดตัวอยู่บ้าง?


 

คนอื่นอาจจะอยากประจบตระกูลกู้ แต่ตระกูลกงไม่จำเป็น พวกเขาก็เป็นตระกูลเก่าแก่ มีทั้งทรัพย์สมบัติและอำนาจ


 

ครั้งนี้เธอมาร่วมงานก็เพราะเข้ากับเฉินฮุ่ยได้ดี คิดว่าเป็นเพื่อนกันจริงๆ


 

เฉินฮุ่ยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย เธอจึงอธิบายเบาๆว่า “น้องฉิน เธอเข้าใจผิดแล้ว ลูกสาวของฉันไม่เหมือนเด็กคนอื่น”


 

“เธอเคยอยู่ในสำนักกับอาจารย์ ดังนั้นเธอสามารถเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น อย่าเพิ่งปฏิเสธ ฟังก่อนว่าเธอจะพูดว่าอย่างไร”


 

เฉินฮุ่ยไม่ได้บอกว่าลูกสาวของเธอสามารถจับผีร้ายได้ด้วยมือเปล่า เพราะมันจะฟังดูเกินจริงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับศาสตร์ลึกลับ


 

“จริงหรือคะ?”


 

ฉินมี่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำอธิบายนี้ เธอจึงตกใจเล็กน้อย


 

พอคิดดูแล้ว ดูเหมือนว่าตระกูลกู้ไม่เคยเปิดเผยที่มาของลูกสาวออกสื่อเลย


 

ดังนั้น การที่เธอถูกเลี้ยงมาบนภูเขาเพื่อศึกษาศาสตร์ลึกลับก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้


 

เหยาเหยาหันมามอง


 

เธอพูดกับฉินมี่ด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ป้าคะ น้องฮุ่ยเกิดวันที่แปดเดือนสิบตามปฏิทินจันทรคติปีชวดและเกิดตอนเจ็ดโมงสี่สิบห้าตอนเย็นใช่ไหม?”


 

ฉินมี่ดูงุนงงเล็กน้อย เธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้


 

“ก็คือปีหนู วันที่ยี่สิบพฤศจิกายนตามปฏิทินสุริยคติ ช่วงเวลาเย็นเจ็ดโมงสี่สิบห้าถึงแปดโมงเย็น” เฉินฮุ่ยอธิบายเมื่อเห็นท่าทีของเธอ


 

ช่วงนี้เธอได้เรียนรู้เรื่องวิชาการทำนายชะตาจากลูกสาว เวลาว่างก็เอามาลองดูเล่น ไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิดแต่เพื่อขยายขอบเขตความรู้ของตนเอง


 

คำอธิบายนี้ใช้ได้ผลจริงๆ


 

เมื่อได้ยิน เหยาเหยาก็พยักหน้ายิ้มๆ


 

“ป้าฉินใช่ค่ะ ตามที่แม่ของหนูพูดเลย”


 

ฉินมี่เข้าใจแล้ว เธอพยักหน้า “น้องฮุ่ยเกิดในเวลานั้นจริงๆค่ะ”


 

เธอแปลกใจมองดูเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า เพราะไม่คาดคิดว่าจะทำนายได้แม่นยำขนาดนี้ แต่ก็ยังลังเลเล็กน้อย เพราะลูกชายของเธอเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลกง ข้อมูลนี้ไม่ใช่ความลับสำหรับสื่อ


 

เหยาเหยาพูดต่อว่า “น้องฮุ่ยเกิดมาแข็งแรงใช่ไหมคะ? แต่หลังจากงานวันเกิดครบรอบหนึ่งขวบ สุขภาพของเขาก็เริ่มแย่ลงใช่ไหมคะ?”


 

“ใช่ สุขภาพของน้องฮุ่ยแย่ลงหลังจากเขาอายุครบหนึ่งขวบ ฉันกับพ่อของเขาพาไปโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่ก็หาสาเหตุไม่เจอ”


 

เมื่อฉินมี่ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที เพราะเปลี่ยนแปลงของสุขภาพของลูกชายมีเพียงเธอกับคนในตระกูลกงเท่านั้นที่รู้


 

ตระกูลกงยังจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อปกปิดข่าวไม่ให้แพร่งพรายออกไป ป้องกันไม่ให้หุ้นของบริษัทตก ดังนั้นคนนอกไม่มีทางรู้ได้


 

ลูกสาวคนเล็กของตระกูลกู้ ทำนายได้ถึงขนาดนี้ เธอจึงเชื่อสนิทใจ


 

ฉินมี่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย “ท่านอาจารย์คิดว่าสุขภาพของน้องฮุ่ยที่แย่ลง อาจเป็นเพราะเด็กที่ท่านพูดถึงหรือเปล่าคะ?”


 

เธอเป็นคนฉลาด เมื่อเชื่อแล้วหลายๆเรื่องก็ดูสมเหตุสมผล


 

ลูกชายของเธอมีบางอย่างที่คนปกติมองไม่เห็นอยู่บนตัว คิดยังไงก็ไม่ใช่เรื่องดี!


 

และผลลัพธ์ก็เป็นเช่นนั้น เหยาเหยาพยักหน้า “สุขภาพที่แย่ของน้องฮุ่ย เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นค่ะ”


 

เหยาเหยามองดูใบหน้าของเด็กชายและพบว่ามีเครื่องหมายแห่งความเจริญรุ่งเรือง


 

นั่นหมายความว่าเขาจะมีอายุยืนยาว มั่งคั่ง มีความสุขและไร้ความกังวล


 

แต่ความมั่งคั่งนี้กลับถูกทำลายไปในวันเกิดครบรอบหนึ่งขวบ และมีอุปสรรคเข้ามาในชะตาของเขา ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดและอาจเป็นอันตรายได้


 

พูดง่ายๆก็คือ ความโชคดีของเขาถูกทำลายลงแล้ว


 

ความโชคดีนั้นเชื่อมโยงกับความยืนยาว เมื่อสิ่งหนึ่งถูกทำลาย อีกสิ่งหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบด้วย นี่เป็นสาเหตุที่เขาป่วยอยู่บ่อยๆ


 

โดยทั่วไป การที่ความโชคดีถูกทำลายไม่ใช่เรื่องปกติ ดังนั้นมักเกิดจากการถูกวางแผนหรือโดนทำร้าย


 

แต่เหยาเหยาพบว่าเด็กชายตระกูลกงนี้มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับผีเด็กนั้น


 

โชคดีของเขาไม่ใช่ว่าถูกขโมยไป หากพูดให้ถูกต้อง เขายอมให้เอง


 

เขากำลังใช้ความโชคดีของตัวเองเพื่อหล่อเลี้ยงผีเด็กนั้น


 

เหมือนจะรู้ว่าตัวเองถูกจ้องมองอยู่ผีเด็กที่เกาะอยู่ที่คอของเด็กชายตัวน้อยก็ยกศีรษะขึ้นมามองแล้วยิ้ม


 

ถึงแม้ใบหน้าของมันจะซีดเซียวและบวมช้ำ แต่กลับไม่มีพลังชั่วร้ายที่มักพบในภูตผี!


 

“ได้โปรดช่วยน้องฮุ่ยด้วยเถอะค่ะ ช่วยจับเจ้าสิ่งนั้นไปที!”


 

ฉินมี่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ เธอได้ยินคำพูดของเหยาเหยาก็คิดไปว่าลูกชายตัวเองถูกเจ้าผีเด็กนั้นทำร้าย


 

ไม่เช่นนั้น ลูกชายของเธอคงจะเติบโตอย่างแข็งแรงดี ไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดมากมายขนาดนี้


 

แต่ยังไม่ทันที่เหยาเหยาจะตอบอะไร เด็กชายกงหยวนฮุ่ยที่นั่งอยู่ก็ตอบโต้ด้วยท่าทีไม่เหมือนปกติ


 

“ไม่ แม่ ผมไม่ยอมให้แม่ทำร้ายน้องสาวของผม!”


 

เด็กชายตัวน้อยทำท่าทางเหมือนแม่ไก่ที่ปกป้องลูกน้อยของมัน ยืนขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตัวมองดูแม่ของเขา


 

ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้ฉินมี่งุนงง


 

“น้องสาวที่ไหนกัน? แม่มีแค่ลูกฮุ่ยคนเดียว ลูกจะไปมีน้องสาวที่ไหน?”


 

“ลูกควรจะเชื่อฟังแม่ อย่าให้เจ้าสิ่งนั้นหลอกลวงลูกได้!”


 

ฉินมี่เห็นลูกชายมีท่าทีแปลกประหลาด ยิ่งทำให้มั่นใจว่าลูกชายของเธอถูกหลอกลวง


 

“ไม่ ฮุ่ยมีน้องสาว แม่อย่าเป็นคนใจร้ายสิ แม่ทำแบบนี้ไม่ได้!”


 

กงหยวนฮุ่ยไม่คิดว่าแม่ของเขาจะไม่ฟังคำอธิบาย เขาจึงร้อนใจสายตาของเขาหันไปมองเหยาเหยา


 

“พี่สาวคงเห็นน้องสาวของผมใช่ไหม? ช่วยบอกแม่ของผมทีว่าน้องสาวไม่ได้ทำร้ายผม อย่าจับเธอไปเลย”


 

อาจเพราะความตื่นเต้นเสียงของเขาเริ่มจะมีน้ำเสียงสะอื้น


 

“ท่านอาจารย์น้อย เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรกันแน่?”


 

คำพูดนี้ทำให้ฉินมี่ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอไม่เคยเห็นลูกชายของเธอแสดงอารมณ์เช่นนี้มาก่อน


 

ในขณะนี้ เหยาเหยาก็สังเกตเห็นว่าระหว่างเด็กชายกงและผีเด็กมีเส้นสายเลือดเชื่อมต่อกันอยู่


 

นั่นหมายความว่าทั้งคนและผีตัวน้อยนั้นเป็นพี่น้องกันจริงๆ


 

เหยาเหยาจับหัวตัวเองที่กำลังรู้สึกสับสน


 

เธอหันมามองดูโหงวเฮ้งของป้าฉินอีกครั้ง หลังจากพิจารณาแล้ว เธอเข้าใจที่มาของเจ้าผีเด็กตัวนี้ในทันที!


 

บทที่ 119 ฝาแฝดมังกรหงส์ หนึ่งร่างสองวิญญาณ

 


เหยาเหยาหันมามองฉินมี่แล้วเริ่มพูดอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเธอ


 

"ป้าฉิน ผีเด็กที่คอของน้องฮุ่ยจริงๆแล้วคือน้องสาวของเขา แท้จริงแล้วคุณเคยตั้งท้องแฝดสองคนค่ะ!"


 

"ห๊ะ... เป็นไปได้ยังไงคะ? ฉันตรวจครรภ์ตั้งหลายครั้ง ทำไมไม่เคยตรวจเจอล่ะ?"


 

เมื่อได้ยินคำอธิบายของเหยาเหยา ฉินมี่ก็รีบปฏิเสธและส่ายหน้า


 

ถ้าจะบอกว่าครั้งหรือสองครั้งไม่ตรวจเจออาจจะเป็นความบังเอิญได้ แต่ตอนที่เธอรู้ว่าท้องนั้นเป็นผลจากการตรวจหลายโรงพยาบาลของตระกูลกง


 

ถ้าเธอท้องลูกแฝดจริงๆ ทำไมถึงตรวจไม่เจอเลย?


 

เหยาเหยาอธิบายต่อว่า "นั่นเป็นเพราะว่าน้องสาวของน้องฮุ่ยเสียชีวิตไปก่อนที่จะตรวจเจอค่ะ"


 

"ตอนที่คุณตรวจเจอว่าท้องก็คือสามเดือนแล้ว!"


 

ตามหลักแล้ว ถ้าเด็กในครรภ์หยุดพัฒนาการ วิญญาณของเขาควรจะกลับไปยังนรกเพื่อรอการเกิดใหม่


 

แต่ด้วยความพิเศษของน้องฮุ่ย วิญญาณของน้องสาวที่ควรจะสลายกลับถูกดึงดูดและผูกติดไว้ในร่างของน้องฮุย ดังนั้นวิญญาณของพวกเขาทั้งสองจึงอยู่ในร่างเดียวกัน


 

ในช่วงที่เด็กอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ ร่างกายยังมีพลังชีวิตจากครรภ์อยู่ ซึ่งทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกันได้เหมือนในครรภ์แม่


 

แต่พออายุหนึ่งขวบขึ้นไป พลังชีวิตนี้จะเริ่มจางหายไป ทำให้ร่างกายกลับมาเป็นของพี่ชายเป็นหลัก เพราะเขาคือวิญญาณหลัก


 

วิญญาณรองควรจะสลายไป แต่ด้วยสายสัมพันธ์ของพี่น้อง วิญญาณของพี่ชายกลับเสียสละความโชคดีส่วนหนึ่งเพื่อหล่อเลี้ยงน้องสาวที่ควรจะตายไปแล้ว เพื่อให้เธอยังคงอยู่ได้


 

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสามารถมองเห็นกันและกันได้


 

อย่าคิดว่าเขาเป็นเด็กเงียบเฉย จริงๆแล้วเขากำลังเล่นกับน้องสาวอยู่ตลอดเวลา


 

แต่ถึงอย่างไรมนุษย์กับวิญญาณก็เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน การใช้ความโชคดีเพื่อเลี้ยงวิญญาณจะทำให้สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์เลย


 

"หนูสามารถทำนายได้แม่นขนาดนี้เชียว?" ฉินมี่ที่ตอนแรกไม่เชื่อ ตอนนี้กลับนิ่งเงียบไป


 

เพราะสิ่งที่เหยาเหยาพูดมานั้นถูกต้อง เธอมีปัญหาประจำเดือนที่ไม่แน่นอน และในช่วงเวลานั้นก็มีงานยุ่งจนละเลยเรื่องนี้


 

ถ้าไม่ได้ปวดท้องขึ้นมาครั้งหนึ่งและสามีพาไปตรวจ เธออาจไม่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องด้วยซ้ำ


 

"ฉัน...กลับพลาดลูกสาวของฉันไป!" หลังจากรับรู้ความจริงนี้ ฉินมี่น้ำตาซึมทันที


 

เธอเคยอยากมีลูกสาวมาก เพราะเธอจะได้ให้ลูกใส่กระโปรงสวยๆ แต่งตัวให้ลูกเหมือนเจ้าหญิง


 

แต่สามีของเธอมีปัญหาเรื่องการมีลูก และทั้งตระกูลกงก็มีปัญหาเรื่องการสืบตระกูล


 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่ได้มีลูกอีกเลย แต่ใครจะรู้ว่าความฝันของเธอเคยเป็นจริงแล้ว… เพียงแต่เธอไม่รู้


 

"แล้วตอนนี้ควรทำยังไงดีคะ?" ฉินมี่รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด


 

เหมือนกับว่าเลือกหนทางไหนก็มีแต่ความเจ็บปวด ไม่ว่าจะให้ใครสักคนรับวิญญาณของลูกสาวไปหรือลูกชายต้องสูญเสียวิญญาณน้องสาวที่เขารัก


 

ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถปล่อยให้วิญญาณที่ตายแล้วอยู่กับลูกชายได้


 

เพราะหากฟังตามคำพูดของเหยาเหยา การทำเช่นนี้จะทำให้อายุขัยของลูกชายสั้นลง และถ้าจะต้องเสียสละลูกชายเพื่อวิญญาณของลูกสาว ฉินมี่ก็ยอมไม่ได้เช่นกัน


 

ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่มีทางที่ดีทั้งหมด


 

"ตอนนี้น้องฮุ่ยอยู่ในสภาพที่ไม่ดีนะคะ ถ้าปล่อยให้ความโชคดีหมดลง เขาอาจจะเสียชีวิตได้!"


 

เหยาเหยาก็เงียบลงเช่นกัน นี่เป็นปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดที่เธอเคยเจอตั้งแต่ลงจากภูเขา


 

ไม่ใช่ว่าเธอไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันมีแต่ความเสียใจ


 

ฉินมี่เม้มปาก หันไปมองลูกชายที่มีสายตาเต็มไปด้วยความหวัง แม้จะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน เธอก็ต้องตัดสินใจ


 

เธอพูดเบาๆว่า "ช่วยรักษาน้องฮุ่ยไว้ก่อน ส่วนเด็กคนนั้น อาจารย์น้อยพอจะให้เธออยู่ในโลกนี้อีกสักพักได้ไหม?"


 

เธอต้องการที่จะใช้เวลานี้พาลูกสาวไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ เพื่อให้เธอได้จากไปโดยไม่มีความเสียดาย


 

คำขอนี้เหยาเหยาสามารถทำได้ เธอพยักหน้าแล้วตอบว่า "ได้ค่ะ!"


 

"งั้นก็รบกวนอาจารย์แล้ว ส่วนเรื่องน้องฮุ้ย ฉันจะเป็นคนจัดการเอง หนูเพียงแค่ลงมือก็พอ"


 

ฉินมี่กล่าวด้วยความตั้งใจ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า


 

การสนทนาของทั้งสองไม่ได้ปิดบังใคร กงหยวนฮุ่ยก็ได้ยินทุกคำชัดเจน


 

"ไม่ ไม่เอา อย่าแตะต้องน้องสาวของผม!" เขาตะโกนด้วยเสียงเหมือนสิงโตที่โกรธเกรี้ยว


 

แต่เขาเพียงมองเห็นน้องสาวเท่านั้น ไม่สามารถสัมผัสได้จะกอดน้องสาวไว้ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย


 

เมื่อเห็นว่าน้องสาวกำลังจะถูกพรากไป เขาก็ร้อนใจมากพึมพำอะไรบางอย่าง


 

ฉินมี่ไม่ค่อยได้ยินชัดนัก แต่ต่อมาเธอก็เห็นสีหน้าของลูกชายซีดลงเรื่อยๆ


 

นี่เป็นสัญญาณไม่ดี เธอรู้สึกวิตกกังวลทันที


 

"เหยาเหยานี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"


 

เหยาเหยามองเห็นและหน้าซีดขึ้นเช่นกัน เด็กชายคนนี้พยายามยกวิญญาณของตัวเองออกจากร่าง!


 

แต่จะเป็นไปได้ยังไง? เขาเป็นเพียงคนธรรมดาจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?


 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้แล้ว


 

ถ้าเธอไม่หยุดเขา เขาอาจจะยกวิญญาณของตัวเองออกจากร่างและมันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่


 

เพราะวิญญาณของน้องสาวไม่ตรงกับร่างกาย ถ้าไม่มีพลังชีวิตจากพี่ชายทั้งสองคนก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน


 

ดังนั้นเหยาเหยาจึงลงมือทันที เธอชูสองนิ้วแล้วฟันไปที่ร่างของเด็กชาย


 

ชิ้ง!!


 

เธอตัดการเชื่อมโยงระหว่างวิญญาณสองดวง ไม่นานความโชคดีที่หลั่งไหลออกมาก็กลับคืนสู่ร่างของน้องฮุ่ย


 

เด็กชายรับไม่ไหว เขาจึงร้องลั่นแล้วสลบไป


 

โชคดีที่ฉินมี่คอยระวังอยู่ เธอรีบอุ้มลูกชายขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขนทำให้ไม่ได้การบาดเจ็บอะไร


 

"เหยาเหยาน้องฮุยเป็นอะไรไปคะ? น้องจะไม่เป็นไรใช่ไหม?"


 

เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ฉินมี่จึงถามเหยาเหยาด้วยความกังวล กลัวว่าลูกชายจะได้รับอันตราย


 

เหยาเหยาส่ายหน้าและพูดว่า "ป้าฉิน น้องไม่เป็นไรค่ะ เขาแค่ตื่นเต้นเกินไป ให้น้องหลับไปก่อนจะดีกว่า!"


 

คำพูดนี้ของเธอแฝงด้วยความตั้งใจ เพราะเด็กชายคนนี้ใจกล้าเกินไป กล้าที่จะสละร่างของตัวเอง ถ้าเขาไม่สลบไป เธอคงไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้



 

บทที่ 120 งานเลี้ยงสิ้นสุดลงและกู่พิษในน้ำหอม


 

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!”


 

เมื่อฉินมี่ได้ยินว่าเรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว เธอก็หายใจออกเบาๆด้วยความโล่ง อก แม้เธอจะไม่รู้ว่าเพิ่งเจออันตรายมาหนักหนาแค่ไหนก็ตาม


 

โชคดีที่เหยาเหยาอยู่ที่นี่ หากเป็นคนอื่นที่ไม่มีความสามารถมากพอแล้วล่ะก็ ต้นตระกูลตระกูลกงก็คงจะดับสูญในวันนี้แน่นอน


 

เหยาเหยาเองก็ไม่ได้คิดจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉินมี่ เพราะเธอได้ตัดการเชื่อมโยงระหว่างวิญญาณสองดวงออกไปแล้ว และเธอยังได้ผนึกพลังของเด็กชายไว้ด้วย


 

จากนี้ไปน้องชายตระกูลกงก็จะไม่มีความสามารถในการแยกวิญญาณอีกต่อไป การบอกเรื่องนี้กับคุณป้าฉินจะยิ่งทำให้เธอกังวลเปล่าๆ


 

“ป้าคะ นี่คือสิ่งที่ป้าต้องการค่ะ!”


 

ในตอนนั้นเองก็มีมือเล็กๆยื่นออกมา ฉินมี่เงยหน้ามอง


 

เธอเห็นตุ๊กตาแกะสลักจากหยกที่สงบนิ่งอยู่ในมือของเหยาเหยาเป็นรูปเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ


 

ฉินมี่เข้าใจทันทีถึงความหมายของตุ๊กตานั้น เธอมือสั่นเล็กน้อยขณะรับมันมาอย่างระมัดระวัง


 

แม้ว่าตุ๊กตานั้นจะเป็นหยกที่เย็นเยียบ แต่ฉินมี่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นเหมือนเลือดเนื้อ


 

นี่คือลูกสาวที่เธอไม่เคยได้พบในโลกนี้สินะ…


 

น้ำตาเอ่อล้นในดวงตาของฉินมี่ เธอกล่าวเสียงแหบว่า “ขอบคุณมากนะคะอาจารย์น้อย!”


 

เหยาเหยาพูดเบาๆว่า “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูจะเปิด ‘ตาทิพย์’ ให้ป้านะคะ ป้าจะได้เห็นเธอได้”


 

“ป้ามีเวลาสามวันนะคะ อยากทำอะไรก็ทำกับน้องสาวได้เต็มที่ค่ะ เมื่อหมดเวลาแล้ว หนูจะมาเอาตุ๊กตาคืน”


 

เวลาสามวันนั้นเป็นขีดจำกัดสูงสุดที่วิญญาณพเนจรจะอยู่ในโลกนี้ได้ ถ้ามากไปกว่านี้จะเสี่ยงต่อการกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน


 

วิญญาณทั่วไปอาจจะยังหลบซ่อนอยู่ในโลกได้ แต่น้องสาวคนนี้ไม่เหมือนกัน วิญญาณของเธออ่อนแอมาก


 

ถ้าเธอกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน เธอจะไม่มีทางรอดชีวิตได้อย่างแน่นอน


 

เหยาเหยากลัวว่าน้องชายและคุณป้าฉินจะทนความคิดถึงไม่ไหว แล้วทำอะไรโง่ๆขึ้นมา เธอจึงรีบบอกเงื่อนไขนี้ไว้ล่วงหน้า


 

“ฉันเข้าใจแล้ว!” ฉินมี่พยักหน้ารับ


 

แม้ว่าเธอจะอาลัยอาวรณ์ลูกสาว แต่เธอก็รู้ว่าไม่สามารถทำให้ลูกสาวเสียโอกาสไปเกิดใหม่ได้


 

“นี่...ไม่น่าเชื่อจริงๆ!”


 

เมื่อทุกอย่างสงบลง เหมือนฉากในละครตลกที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างมองหน้ากันแล้วก็หันไปมองเหยาเหยา


 

เด็กหญิงของตระกูลกู้คนนี้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงด้านที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน


 

ไม่แปลกใจที่ตระกูลกู้จะรับเธอมาเลี้ยงดูแบบกะทันหัน ไม่ใช่แค่เพราะถูกชะตาเท่านั้น แต่คงเป็นเพราะความสามารถในการทำนายโชคชะตาและการควบคุมวิญญาณของเธอด้วย


 

เมื่อคิดแบบนี้พวกเขาก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล เพราะตระกูลกู้เป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง จึงไม่สามารถทำอะไรแบบคนทั่วไปได้ง่ายๆ


 

“เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มากินอะไรกันเถอะนะ หิวกันมาทั้งคืนแล้ว!” เฉินฮุ่ยพูดด้วยความดีใจ พร้อมคีบเนื้อนกพิราบให้ลูกสาว


 

เหตุผลที่เธอดูร่าเริงขนาดนี้ ก็เพราะเธอสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนอื่นๆ


 

เมื่อก่อนเวลาเห็นลูกสาว พวกเขาคิดว่าการที่เหยาเหยาได้มาอยู่กับตระกูลกู้เป็นเพราะเธอโชคดี แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น!


 

ตระกูลกู้ต่างหากที่ได้รับโชคดีจากลูกสาวและความจริงข้อนี้แม้จะบอกไปก็ไม่มีใครเชื่อ เฉินฮุ่ยจึงไม่เคยพูดอะไรมาก


 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่รู้สึกอึดอัดในใจ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความเคารพจากคนอื่นๆที่มีต่อเหยาเหยา สิ่งนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจมาก


 

“เนื้อนกพิราบนี่เป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่นะ ลองชิมดูสิลูก” เฉินฮุ่ยซึ่งปกติเป็นคนเงียบๆ  ในตอนนี้กลับไม่แสดงออกเช่นนั้นอีกต่อไป


 

เพราะความภูมิใจในตัวลูกสาวนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้รับง่ายๆ และท่าทีที่แสดงออกนี้ทำให้คนที่อยู่รอบๆ เต็มไปด้วยความอิจฉา


 

อย่างไรก็ตามพวกเขาทำได้แค่เพียงอิจฉาเท่านั้น!


 

“เหยาเหยาชอบขนมเค้กแป้งข้าวเหนียวหรือเปล่า? งั้นครั้งหน้ามาที่บ้านของป้าซ่งได้นะ ป้าทำขนมเค้กได้อร่อยมาก!”


 

“หรือมาที่บ้านป้าเจียงก็ได้นะ ที่บ้านมีเชฟจากทั่วทุกสารทิศ อาหารทุกประเภทเลยล่ะ”


 

“…”


 

ในงานเลี้ยง มีคนที่สังเกตว่าเหยาเหยาชอบกินมากจึงเริ่มอยากเชิญเธอมาที่บ้าน


 

เพราะเหยาเหยาไม่ใช่เด็กธรรมดา เธอคืออาจารย์ตัวน้อยที่มีความสามารถจริงๆ


 

ใครจะรับประกันได้ว่าชีวิตนี้จะไม่เจอเรื่องราวประหลาด?


 

ในยุคที่มีอาจารย์ตัวปลอมมากมาย ถ้าเจอปัญหาแล้วไปหาคนปลอมๆแบบนั้น ชีวิตคงตกอยู่ในอันตราย


 

ดังนั้นเมื่อเจออาจารย์ที่มีความสามารถจริงๆ พวกเขาย่อมต้องการผูกมิตรไว้ เผื่อว่าเวลามีปัญหาจะได้ไม่ยุ่งยาก


 

“ดีค่ะ ถ้ามีโอกาสเหยาเหยาจะไปนะ!”


 

เหยาเหยายิ้มรับคำเชิญอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะมีของกินเท่านั้น แต่เพราะคนเหล่านี้เป็นเพื่อนของคุณแม่ด้วย


 

เฉินฮุ่ยไม่พูดอะไรมาก แต่ความสุขที่แสดงออกนั้นมากมาย เธอมีความสุขมากที่ลูกสาวสามารถแสดงความสามารถได้ดีเช่นนี้


 

งานเลี้ยงนี้สิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จตามที่เธอคาดหวังไว้ แม้จะกลับถึงบ้านตระกูลกู้แล้ว แต่ความรู้สึกนี้ก็ยังไม่จางหายไป


 

โชคดีที่กู้เสวี่ยซงสามีของเธอไปทำงานต่างจังหวัดในช่วงนี้ เฉินฮุ่ยรู้สึกสนุกสนานจึงชวนลูกสาวมานอนด้วยกัน



เหยาเหยาเองก็ไม่ได้ได้นอนกับคุณแม่นานแล้ว เธอรีบเปลี่ยนชุดนอนและนอนลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลในอ้อมกอดของแม่


 

“แม่คะ แม่หอมจังเลย!”


 

เหยาเหยาได้กลิ่นหอมของดอกมะลิจากแม่ เธอสูดกลิ่นหอมอย่างมีความสุข


 

เฉินฮุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย “เหยาเหยาชอบเหรอ? งั้นครั้งหน้าแม่จะใช้กลิ่นนี้อีกนะ!”


 

น้ำหอมนี้เป็นน้ำหอมที่บริษัทน้ำหอมผสมขึ้นมาใหม่ตามความชอบของเฉินฮุ่ย บอกว่าตำรับมาจากตำราโบราณ


 

ทีมวิจัยเพิ่งจะพัฒนาเสร็จได้ไม่นาน และมีแผนจะเปิดตัวในตลาดคนวงสังคมชั้นสูง


 

เมื่อเปิดตัวในตลาดก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ยาก


 

แน่นอนว่าความยากนี้ย่อมไม่รวมถึงเฉินฮุ่ย ด้วยฐานะของเธอ การจะได้สักขวดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก


 

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เธอใช้ และไม่คาดคิดว่าลูกสาวจะชอบ เธอคิดว่าจะใช้กลิ่นนี้ต่อไป


 

“เอาล่ะ ดึกแล้วนะรีบเข้านอนได้แล้ว”


 

เฉินฮุ่ยลูบหัวลูกสาวเบาๆ หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน เธอก็รู้สึกเหนื่อยเช่นกัน


 

อีกทั้งน้ำหอมนี้ยังมีส่วนผสมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เธอจึงรู้สึกง่วงขึ้นมาอย่างฉับพลัน


 

“แม่คะ ฝันดีนะ”


 

เหยาเหยาสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยของแม่ เธอจึงไม่ได้ซนอะไรอีกแล้วหันไปจุ๊บแก้มแม่เบาๆ


 

จากนั้นเธอก็นอนหนุนอยู่ในอ้อมกอดของแม่ หลับตาพร้อมกับฝันหวาน


 

ไฟในห้องนอนเป็นระบบอัจฉริยะ เมื่อในห้องเงียบลง มันก็จะปิดอัตโนมัติ โดยไม่ต้องให้ใครมาเปิด


 

ในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงหายใจเบาๆ


 

ขณะเดียวกัน เฉินฮุ่ยที่นอนอยู่บนเตียง บนผิวหนังที่สัมผัสกับอากาศเกิดเป็นลายสีดำลึกลับขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


 

ลวดลายพวกนี้เหมือนวัชพืชที่เติบโตอย่างรวดเร็วและแผ่ขยายไปยังตำแหน่งหัวใจ ถ้าตื่นอยู่ เธอจะสังเกตได้ว่าลายดำเหล่านี้เริ่มต้นจากจุดที่เธอฉีดน้ำหอม


 

สิ่งพวกนี้ดูน่ากลัวมากและเมื่อมันกำลังจะเข้าถึงหัวใจ เหยาเหยาที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของเฉินฮุ่ยก็ตื่นขึ้นทันที


 

เธอตาไวและมือไวมากรีบคว้าลายดำนั้นไว้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ลายดำไม่ทันระวังจึงถูกจับไว้ทันที


 

เมื่อเธอคลายมือออกก็เห็นเส้นสีดำเล็กๆสองเส้นเหมือนเส้นผม พวกมันเหมือนจะรับรู้ถึงอันตรายจึงดิ้นไปมาในมือของเธอ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร!


 

นี่มัน...กู่พิษงั้นเหรอ?


 

เหยาเหยาเพ่งมองแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าเส้นสองเส้นนี้มีที่มาอย่างไร!


 

--- จบตอน ---

Comments