small girl ep121-125

 บทที่ 121 หลักการของกู่พิษตัวแม่กับกู่พิษตัวลูก


 

“อะ... อะไรเหรอ?”


 

เนื่องจากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้แรงไปนิด ระบบไฟอัจฉริยะในห้องจึงรับรู้และเปิดไฟสว่างขึ้นมา


 

เฉินฮุ่ยถูกแสงไฟแยงตาจนตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อเห็นลูกสาวนั่งท่าทางจริงจังอยู่บนเตียง เธอจึงลุกขึ้นนั่งอย่างงงงวย


 

“คุณแม่ น้ำหอมขวดนั้นซื้อมาจากไหนคะ?” เหยาเหยาถามขึ้นพร้อมกับบีบกู่พิษในมือ


 

เธอรู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่ทันสังเกตพิษนี้ตั้งแต่แรก


 

แม้ว่าจะมีความประมาท แต่ก็แสดงให้เห็นว่ากู่พิษตัวนี้มีอันตรายมากขนาดไหน


 

ผู้ที่วางพิษได้ซ่อนพิษไว้ในน้ำหอม เมื่อคนที่ไม่รู้เรื่องใช้ พิษก็จะเข้าสู่ร่างกาย


 

เหยาเหยาไม่รู้ว่ากู่พิษตัวนี้มีที่มาอย่างไร แต่นักพรตเฒ่าเคยบอกว่าไม่มีพิษดีมีแต่พิษร้าย ส่วนคนที่ควบคุมพิษก็มักจะมีจิตใจชั่วร้าย


 

ถ้าเจอคนแบบนี้ สู้ได้ก็จับส่งตำรวจ สู้ไม่ได้ก็หนีไปให้ไกล!


 

“เหมือนจะชื่อ 'ช่านซิง' ทำไมหรือลูก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”


 

เฉินฮุ่ยงงไปครู่หนึ่ง พอเห็นลูกสาวนิ่งเงียบไปก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เธอรีบลุกขึ้นและหยิบมือถือบนโต๊ะข้างเตียง


 

หลังจากกดโทรศัพท์ไปสักพัก เธอก็ยื่นโทรศัพท์ให้ลูกสาวดูและพูดว่า “บริษัทนี้เป็นคนผลิต”


 

นี่เป็นแบรนด์น้ำหอมที่มีชื่อเสียงมานาน แม้แต่ในวงการสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงก็มีชื่อเสียงไม่เบา


 

สายตาของเหยาเหยามองไปที่โทรศัพท์ของแม่ เห็นรูปถ่ายประชาสัมพันธ์ มีหญิงสาวที่แต่งตัวทันสมัยยืนอยู่ในรูป


 

เธอยิ้มแย้มในภาพและถือขวดสี่เหลี่ยมสีชมพูไว้ในมือ ตามที่แม่บอก สิ่งที่อยู่ในขวดนั้นคือน้ำหอม


 

ผู้หญิงคนนี้คือผู้แทนในการพัฒนาน้ำหอมนี้


 

สายตาของเหยาเหยาจ้องไปที่ภาพ และในวินาทีแรกที่เธอเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น เธอก็ชะงัก


 

เพราะใบหน้าของผู้หญิงในภาพบอกว่า ‘เธอได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว’


 

แต่ว่าภาพนี้ถ่ายเมื่อห้าวันที่แล้ว หมายความว่าคนที่ปรากฏตัวในงานคือ ‘ศพ’


 

แต่ ‘ศพ’ มันขยับไม่ได้!


 

หากต้องการให้ศพขยับได้ ต้องมีใครสักคนควบคุมร่างนั้น และด้วยกู่พิษสองตัวในมือของเธอ ทำให้เหยาเหยาเดาได้ทันทีว่า เบื้องหลังเป็นฝีมือของปรามาจารย์กู่พิษ


 

“แม่คะ น้ำหอมนี้มีคนใส่ของแปลกปลอมเข้าไป!” เหยาเหยาไม่ได้ปิดบัง บอกเรื่องพิษให้แม่ฟังคร่าวๆ


 

เฉินฮุ่ยฟังแล้วรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เพราะเธอกลัวแมลงเหลือเกิน


 

“ต้องโทรหาพี่สามของลูกก่อน แล้วบอกเรื่องนี้ให้เขารู้”


 

เรื่องนี้อาจเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรม เฉินฮุ่ยกลัวว่าลูกสาวที่ยังเด็กจะจัดการเรื่องนี้ไม่ไหว พอดีลูกชายคนที่สามทำงานในสถานีตำรวจ จึงให้เขาจัดการ


 

“เอาเถอะ แม่จะโทรเอง” เฉินฮุ่ยคิดอะไรได้ก็พูดขึ้น


 

เธอหยิบมือถือขึ้นมาแล้วหาหมายเลขลูกชายเพื่อโทรออก


 

เพราะลูกสาวเคยอธิบายให้ฟัง เฉินฮุ่ยจึงสามารถอธิบายเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังได้ชัดเจน


 

กู้จิ่นเหนียนได้ฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นตอบกลับอย่างรวดเร็ว “แม่กับเหยาเหยารออยู่ที่บ้านนะครับ ผมจะกลับไปทันที!”


 

เขาไม่คาดคิดเลยว่า แม่ของเขาจะเจอเรื่องประหลาดแบบนี้ที่บ้าน น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความกังวล


 

“เรียบร้อยแล้ว พี่สามจะกลับมาเดี๋ยวนี้” เฉินฮุ่ยวางสายแล้วหันไปบอกลูกสาว


 

เหยาเหยาพยักหน้า เรื่องนี้มันซับซ้อนเพราะไม่รู้ว่ามีน้ำหอมที่ถูกวางพิษไว้กี่ขวด


 

บวกกับคนที่ซื้อน้ำหอมกระจายอยู่ที่ไหนบ้าง การตรวจสอบด้วยพลังและอาคมของเธอคงไม่ครอบคลุม ถ้าจะตามรอยมันคงลำบากมาก


 

อย่างไรก็ตาม วิธีที่พี่สามใช้ตามหาลัทธิเมื่อครั้งก่อนนั้นดีมาก เหยาเหยาเชื่อว่าครั้งนี้ก็จะได้ผลเช่นกัน


 

เธอไม่รีบร้อน เพราะพิษที่ถูกปล่อยออกไปไม่สามารถมีการเชื่อมต่อกับปรามาจารย์กู่ได้ตลอดเวลา


 

ไม่ใช่เพราะกู่พิษมีสติปัญญาต่ำเท่านั้น แต่เป็นเพราะปรามาจารย์กู่เลี้ยงกู่ไว้เยอะเกินไป


 

ถ้าต้องเชื่อมต่อกับทุกตัว สมองของผู้ควบคุมคงแตกเป็นเสี่ยงๆไปแล้ว


 

ตราบใดที่กู่พิษในมือเธอทั้งสองตัวยังไม่ตาย ปรามาจารย์กู่ที่ไม่รู้จักก็จะไม่ระแวดระวัง


 

ไม่นานนัก  กู้จิ่นเหนียนก็กลับมาถึงบ้านด้วยความรีบร้อน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสิบกว่าคน


 

เขานำคนมาก็เพราะเหตุผลง่ายๆ เมื่อเหยาเหยาบอกแผน ทุกคนจะได้ออกปฏิบัติการทันที


 

“ครั้งนี้จะทำยังไง บอกพี่มาได้เลย”


 

กู้จิ่นเหนียนคุ้นเคยกับการที่น้องสาวมอบหมายภารกิจให้เขาอย่างมาก เขาพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน


 

แต่เจ้าหน้าที่ที่มาด้วยแต่ละคนกลับมีสีหน้าลำบากใจ พวกเขามีอายุมากแล้วแต่กลับต้องฟังเด็กออกคำสั่ง


 

ถ้าใครรู้เขา หน้าพวกเขาคงภาพลักษณ์เสียหมด


 

แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะน้องสาวของหัวหน้าไม่ใช่เด็กธรรมดา


 

ก่อนหน้านี้พวกเขาตามจับคนร้ายในไลฟ์สด แค่งานนี้ก็ทำให้พวกเขาได้รับความดีความชอบมากมาย


 

หรือจะพูดได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาทำงานสำเร็จได้เร็วขนาดนี้


 

ดังนั้น แม้จะอายแต่ทุกคนกลับตาเป็นประกายเหมือนรอคำสั่ง


 

เหยาเหยาเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวขึ้นว่า “พี่สาม สถานการณ์ตอนนี้เร่งด่วน เราต้องแยกออกเป็นสองทาง”


 

“พี่ช่วยหาคนที่ซื้อของน้ำหอมพวกนี้ แล้วบอกพวกเขาอย่าใช้เด็ดขาด”


 

เพราะไม่แน่ใจว่าน้ำหอมทั้งหมดมีพิษหรือไม่ มันเล็กเกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


 

นอกจากนี้ พิษชนิดนี้สามารถชอนไชในร่างกายคน ถ้าไม่รู้เรื่องแล้วใช้น้ำหอมนี้ ก็เท่ากับมอบชีวิตให้กับปรามาจารย์กู่คนนั้น


 

ปรามาจารย์กู่พิษส่วนใหญ่ไม่มีเหตุผล ถ้าเขาคลุ้มคลั่ง คนเหล่านั้นก็จะตกอยู่ในอันตราย


 

การไม่ใช้น้ำหอมจะช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจมีอยู่ได้


 

แต่ทางนี้เป็นแค่หนึ่งในวิธีหลักๆ เพื่อป้องกันพิษแพร่กระจาย


 

ถ้าจะจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ต้องใช้วิธีที่สอง คือตามหาปราจารย์กู่พิษคนนั้นก่อน


 

ต้องเข้าใจว่าปราจารย์กู่พิษทั่วโลกใช้พิษแบบแม่ลูกเป็นส่วนใหญ่


 

ปราจารย์กู่จะควบคุมพิษผ่านแม่กู่ และแม่กู่จะควบคุมผ่านพิษลูกกู่อีกที


 

ดังคำกล่าวที่ว่า ‘จับโจรต้องจับหัวหน้า’ ถ้าเจอตัวปรมาจารย์กู่พิษและทำลายกู่พิษตัวแม่ได้ กู่พิษตัวลูกในน้ำหอมก็จะตายทันที


 

กู่พิษตัวลูกที่ตายจะไม่สามารถทำร้ายคนได้อีก ต้นเหตุของปัญหาจะถูกแก้ไขได้ทั้งหมด


 

เนื่องจากในมือเธอมีกู่พิษตัวลูกอยู่สองตัว เหยาเหยาจึงสามารถติดตามไปยังกู่พิษตัวแม่ได้ไม่ยากนัก



 บทที่ 122 ปรามาจารย์กู่ถูกจับและกู่แปรวิญญาณ


 

"ได้เลย เดี๋ยวพี่จะไปจัดการเอง" กู้จิ่นเหนียนพยักหน้าเห็นด้วย


 

เขายอมรับการจัดการของเหยาเหยาอย่างธรรมชาติ เพราะการตามหาคนจากระยะไกลนั้น เขายังสู้ความสามารถของน้องสาวไม่ได้


 

นอกจากนี้ เมื่อเหยาเหยาพบเป้าหมาย เธอก็สามารถย้ายตัวไปได้ทันที


 

การที่เธอเป็นผู้จัดการเองไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังลดความเสี่ยงในการส่งสัญญาณให้เป้าหมายรู้ตัวลงได้อย่างมาก ภายใต้ข้อได้เปรียบเหล่านี้ การที่เขาจะเข้าไปยุ่งเองก็ไม่มีประโยชน์อะไร


 

ไม่ดีกว่าเหรอถ้าจะตามหาเส้นทางของน้ำหอมดูก่อน?


 

“นี่คือไม่ต้องให้พวกเราออกหน้าสินะ?”


 

เมื่อเทียบกับการปรับตัวอย่างรวดเร็วของกู้จิ่นเหนียน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กลับมาพร้อมกับเขาต่างก็แสดงท่าทางสับสน


 

พวกเขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะลงมือปฏิบัติการเต็มที่ แต่ตอนนี้ให้หยุดพักเสียแล้ว?


 

นี่มันทำให้รู้สึกอึดอัดจริงๆ!


 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกนั้นมากำหนดพฤติกรรมของตน และไม่นานก็เริ่มปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าอย่างรวดเร็ว


 

"ได้เวลาออกตามหาคุณแล้ว!" เหยาเหยาจัดการขั้นตอนหลังจากเรียกกู่พิษตัวลูกกลับมาแล้ว ก้มลงมองที่ฝ่ามือ


 

ที่นั่นมีตัวกู่พิษลูกสองตัวนอนนิ่งๆ


 

ใบหน้าเล็กๆของเธอเต็มไปด้วยความเยือกเย็น ไม่ว่าปรามาจารย์กู่จะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม เมื่อกล้าเสี่ยงอันตรายขนาดนี้ ก็ต้องจับให้ได้


 

เหยาเหยาใช้มือเดียวร่ายอาคม ดวงตาสีดำของเธอเปิดดอกบัวทองคำขึ้น ภายในสายตาเธอ โลกนี้ถูกประสานด้วยเส้นตรงและเส้นขวาง ตัวกู่ในมือก็กลายเป็นเข็มทิศชี้ทาง


 

มันถูกควบคุมและเริ่มค้นหาเป้าหมายตามใจนึก


 

วิธีการติดตามจับกุมเช่นนี้ เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นแปด เหยาเหยาก็สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายมากขึ้น


 

ไม่นานก็หยุดลง


 

เจอแล้ว!


 

ริมฝีปากของเหยาเหยาเผยรอยยิ้มออกมา ราวกับว่าเธอพบของเล่นที่ชื่นชอบที่สุด เธอยื่นมือออกไปจับอากาศว่างๆข้างหน้า


 

ประตูผีสีดำเย็นเยียบปรากฏขึ้นช้าๆ และถูกดันเปิดออกด้วยมือเล็กๆของเธอ


 

เพื่อไม่ให้เป้าหมายล่วงรู้ถึงการมาถึง เธอจึงเลือกใช้วิธีข้ามมิติระหว่างโลกทั้งสองนี้เข้าไป


 

เมื่อเธอเดินเข้าประตู ประตูผีก็ค่อยๆปิดลง และสุดท้ายก็หายไปอย่างสมบูรณ์


 

ในเมืองหลวง เขตหลานจิ้ง


 

ที่นี่เป็นสลัมที่ยากจนที่สุดในเมือง อาคารล้วนเป็นอาคารเก่าจากหลายสิบปีก่อน ผนังมีราเปียกชื้นขึ้นมากมาย


 

เนื่องจากบ้านเรือนถูกสร้างอย่างหนาแน่น ในตรอกจึงสามารถมองเห็นท้องฟ้าได้เพียงช่องเล็กๆเท่านั้น


 

แต่ด้วยการที่ผู้คนเชื่อมต่อสายไฟฟ้ากันอย่างไม่เป็นระเบียบมาหลายปี ทำให้แม้แต่ช่องท้องฟ้าเล็กๆนั้น ก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้อีก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาจะเห็นเพียงสายไฟที่พันกันยุ่งเหมือนใยแมงมุม


 

ภายใต้แสงไฟยามค่ำคืน สายไฟที่พันกันดูเหมือนเงาผีที่เคลื่อนไหวไปมา น่ากลัวอย่างไร้เหตุผล


 

เพล้ง!


 

เสียงขวดเหล้าแตกดังขึ้น และเสียงผู้หญิงพูดด้วยความโมโหก็ดังตามมา


 

"มาจากไหน พวกเมาไร้สติ ไม่มีเงินยังคิดจะกินข้าวฟรี? ไปให้พ้นหน้าฉันซะ!"


 

คนพูดเป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่า เธอแต่งตัวสวยงาม เสื้อผ้าบางเบา ใบหน้ามีเครื่องสำอางเต็มไปหมด


 

ในสลัมแบบนี้ การแต่งตัวเช่นนี้ บ่งบอกถึงอาชีพของเธอโดยไม่ต้องพูด


 

"ซวยจริงๆ มาจูบฉันฟรีๆตั้งสองครั้ง!"


 

เธอทาเล็บสีแดงเข้มชี้ไปที่ชายกลางคนที่ถูกเธอเตะออกจากประตูบ้าน คิ้วขมวดตาแข็งกร้าวด่าทอ


 

ดูเหมือนจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องซวย เธอพูดไปพลางถุยน้ำลายลงพื้น น้ำเสียงของเธอแหลมคม


 

"ฮ่าฮ่า รสชาติดีไม่ใช่เล่น ไว้ตอนที่ฉันมีเงินแล้วจะมาลองของจริงบ้าง!"


 

ชายกลางคนถูกทั้งตีทั้งด่า แต่เขากลับไม่โมโหเลย


 

เขาลุกขึ้นมาเดินเซไปมาพร้อมพูดจาหยาบคาย ทำเอาผู้หญิงคนนั้นโกรธจัดจนหน้าเปลี่ยนสี


 

เมื่อเห็นเธอกำลังจะหยิบของมาเล่นงานเขา ชายกลางคนก็เปลี่ยนสีหน้า วิ่งหนีออกจากตรอกด้วยความรวดเร็ว


 

อาจเป็นเพราะผู้หญิงมีธุระต่อ จึงไม่ได้ไล่ตามออกมา ใบหน้าของชายกลางคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีเล่ห์เหลี่ยม


 

"นังแพศยา เห็นแต่เงิน!"


 

"รอวันที่ฉันมีเงินก่อนเถอะ อยากรู้ว่าเธอจะทำยังไง ส่วนตอนนี้ล่ะก็ แน่นอนว่าต้องไปดื่มเหล้าก่อน!"


 

ชายกลางคนบ่นด่ากราด ดูเหมือนเมาไม่ได้สติ


 

และในสลัมที่เต็มไปด้วยแหล่งมั่วสุมนี้ คนแบบเขามีอยู่มากมาย


 

พวกเขามองไม่เห็นความหวังของอนาคต การมีชีวิตอยู่เหมือนซากศพเดินได้ อาศัยการดื่มเหล้าเพื่อบรรเทาความทุกข์ เพื่อให้มีความสุขเพียงช่วงเวลาสั้นๆ


 

ชายกลางคนเดินเซไปมามุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าไม่ไกล แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงไม่กี่ก้าว ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างประหลาด


 

เริ่มจากแขนขาที่บิดงอไม่ได้ดั่งใจ จากนั้นเงาของเขาค่อยๆยืนขึ้น ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกดึงเชือกค่อยๆควบคุมร่างกาย สุดท้ายสลับตำแหน่งกับร่างหลัก


 

เงาของเขาควบคุมร่างกาย!


 

“ร่างกายนี้ก็ยังไม่ใช่ภาชนะที่เหมาะสมอีกงั้นหรือ?” ริมฝีปากของเงาเปิดปิด แต่เสียงกลับเป็นเสียงหญิงที่มีเสน่ห์เย้ายวน


 

ภาพที่แปลกประหลาดนี้ทำให้คนรู้สึกขนลุกขนพอง ดีที่ในตรอกนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่เช่นนั้นคนเห็นคงตกใจกลัวจนสติแตก


 

ตอนนี้ ถ้าหวังเจวี๋ยอยู่ที่นี่ เขาจะจำเสียงนี้ได้ทันทีว่านี่คือเสียงของหญิงสาวกู่ที่เขาติดตามมาหลายเดือน


 

เมื่อครั้งที่เธอปลอมตัวเป็นครู ก็ใช้อาคมชั่วร้ายยืมชีวิตจากนักเรียน ต่อมาถูกเหยาเหยาทำลายอาคมลงได้ ศัตรูจึงตามมา เธอจึงต้องละทิ้งร่างของสามีหนีออกมาอย่างเร่งรีบ


 

แต่สุดท้ายเธอก็หนีไม่พ้นเมืองหลวง นอกจากเพราะเธอไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ที่สำคัญคือกู่แปรวิญญาณที่เธอเลี้ยงไว้ในเมืองนี้ไม่สามารถย้ายไปที่อื่นได้


 

และสิ่งที่เรียกว่า ‘กู่แปรวิญญาณ’ ก็คือกู่ที่สามารถถูกยึดครองโดยวิญญาณได้ เมื่อกู่เติบโตขึ้นวิญญาณก็จะสามารถฟื้นคืน


 

หลังจากนั้น กู่ก็จะเข้าครอบครองร่างกาย ถือเป็นการเกิดใหม่ในอีกความหมายหนึ่ง


 

นี่ต่างหากคือวิธีการช่วยสามีของเธอ ส่วนวิธีการต่ออายุที่ผ่านมาเป็นเพียงแผนสำรองเท่านั้น


 

“ทำไมถึงไม่สำเร็จอีกล่ะ? ต้องทำยังไงถึงจะสำเร็จ?”


 

แต่การเลี้ยงกู่แปรวิญญาณนั้นยากมาก กู่ที่เลี้ยงเมื่อนำเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ยังไม่ทันจะเข้าครอบครองสำเร็จดีก็ตายเสียก่อน ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน


 

ความพยายามที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เธอยิ่งหงุดหงิด


 

“ไม่! ยังมีโอกาสอยู่! ในพวกน้ำหอมยังมีกู่พิษ ยังไงก็ยังพอมีโอกาสอยู่!”


 

เสียงของหญิงสาวแว่วขึ้นมา ความคมชัดของเสียงกลับมาอีกครั้ง


 

บางทีการล้มเหลวหลายครั้งในสลัมทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าเป็นเพราะคนกลุ่มนี้มีชาติกำเนิดต่ำต้อย เลือดเนื้อของพวกเขาจึงมีโชคไม่ดี


 

ดังนั้นเธอจึงหันไปสนใจกลุ่มคนชั้นสูงในสังคม คนเหล่านี้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะมีโชคชะตาดี


 

หากเป็นเช่นนั้น เลือดเนื้อของคนเหล่านี้น่าจะเป็นภาชนะเลี้ยงกู่ที่ดีกว่า


 

การจะลงมือกับคนพวกนี้ได้ต้องกันคนธรรมดาออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้นจึงต้องพุ่งไปที่ใช้ของหรูหราราคาแพง


 

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงฆ่านักพัฒนาน้ำหอมและใช้กู่พิษควบคุมร่างเธอ แล้วใส่ตัวอย่างที่มีกู่เข้าไปในวัตถุดิบในห้องผลิต พร้อมใช้การโฆษณาของบริษัทน้ำหอม กระจายสินค้าให้แพร่หลายออกไป


 

คำนวณเวลาแล้ว ไม่เกินสองวัน คนเหล่านั้นก็จะเริ่มใช้น้ำหอม


 

และเมื่อน้ำหอมสัมผัสกับผิวหนัง กู่พิษก็จะเริ่มฝังตัว ใช้เวลานานหนึ่งสัปดาห์ สั้นก็สามถึงห้าวัน เธอก็จะได้คำตอบ


 

นี่เป็นชุดทดลองกู่แปรวิญญาณชุดสุดท้ายในมือเธอ ถ้าหากล้มเหลวอีก เธอก็ต้องเลี้ยงตัวใหม่


 

ช่วงเวลาระหว่างนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามปี วิญญาณของสามีคงทนอยู่ไม่ได้ถ้าขาดร่างกายมารองรับ


 

“ต้องได้แน่ ถ้าถึงที่สุดก็คงต้องทำพิธีสังเวยเลือด ชิงเหิ่น ฉันจะต้องช่วยคุณไว้ให้ได้แน่!” เสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง


 

เพราะวิญญาณไม่สามารถอยู่นานในโลกมนุษย์ได้


 

ยิ่งเวลาผ่านไป ภายใต้กฎแห่งสวรรค์และโลก วิญญาณจะค่อยๆอ่อนแอลง จนกระทั่งสลายไปในที่สุด


 

การเก็บรักษาวิญญาณก็มีวิธีอยู่บ้าง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเวยชีวิตคนธรรมดา โดยใช้วิญญาณของคนเหล่านั้นหล่อเลี้ยงวิญญาณของตน


 

การทำเช่นนี้จะทำให้วิญญาณมีพลังมากขึ้น สามารถต้านทานการสึกกร่อนได้


 

แต่การฆ่าสังเวยเป็นบาปหนัก แม้จะรอดชีวิตได้ในตอนยังมีชีวิต แต่เมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็จะไม่มีทางรอดพ้นจากการลงโทษที่รุนแรงได้


 

ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์กู่ เธอย่อมรู้ผลที่ตามมาดี แต่ท่าทางของเธอในขณะนี้ชัดเจนว่าไม่ได้เกรงกลัวสิ่งใด หากมาถึงจุดนั้นเธอก็คงไม่ลังเล นั่นแสดงให้เห็นถึงความคลุ้มคลั่งของเธอชัดเจน


 

ปราจารย์กู่ที่ไม่สนใจผลที่ตามมา ก็เหมือนระเบิดที่พร้อมจะระเบิดตัวเองได้ตลอดเวลา ทั้งอันตรายและควบคุมไม่ได้


 

“ไปดูหน่อยดีกว่า ว่าชุดทดลองสุดท้ายในสลัมนี้จะเป็นยังไงบ้าง!” เสียงของหญิงสาวกล่าวอย่างช้าๆ


 

แม้ว่าเธอจะหมดหวังกับสถานการณ์ในสลัมแล้ว แต่ด้วยความยึดมั่นในความคิดจึงอยากเห็นผลลัพธ์สุดท้ายด้วยตาตนเอง


 

ในขณะนั้น เงาเริ่มบิดตัวเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ค่อยๆจางลง


 

เงาสีดำค่อยๆหลุดลอกออกไป ทีละนิดทีละนิด ต่อมาก็มีหญิงสาวที่สวมชุดชนเผ่าเหมี่ยวก็ปรากฏตัวแทนที่เงาในจุดนั้น


 

เธอมีใบหน้าสวยงาม รูปร่างก็อ้อนแอ้น แต่ถ้ามีใครได้เห็นดวงตาของเธอ จะรู้ได้ทันทีว่าเธอคนนี้คือปีศาจที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา


 

ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเดิน เสียงเล็กๆที่อ่อนโยนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง


 

“พี่สาวคะ ฆ่าคนแล้วเดินจากไปแบบนี้ มันไม่ถูกนะ!”


 

“หืม?” การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ปรามาจารย์กู่หน้าถอดสีทันที


 

“เธอเป็นใคร?” หญิงสาวหันกลับมา ก็เห็นเด็กน้อยอายุประมาณสามขวบคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของตนตั้งแต่เมื่อไร


 

ปรามาจารย์กู่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเพียงเพราะเด็กน้อยคนนี้ยังเล็ก กลับกันเธอกลับรู้สึกระวังตัวมากยิ่งขึ้น


 

ต้องรู้ไว้ว่าหากอีกฝ่ายไม่เอ่ยปาก ตนเองก็ไม่มีทางรู้ตัว เพราะทุกครั้งที่ตนปรากฏตัวออกมาจะต้องปล่อยกู่ออกมาเฝ้าระวังรอบด้านอยู่แล้ว


 

แม้กระนั้นก็ยังไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น นั่นสามารถบอกได้เพียงอย่างเดียวว่าเด็กคนนี้มีพลังเหนือกว่าตนมาก


 

มีเพียงแบบนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอไม่รู้ตัว ซึ่งศัตรูแบบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด


 

ความสามารถของเธอ แม้จะเจอนักพรตขั้นห้าก็ยังไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบขนาดนี้!


 

เด็กคนนี้หรือว่าจะมีพลังเหนือกว่านั้นอีก? แต่นี่มันเป็นไปได้หรือ?


 

ปรามาจารย์กู่เริ่มรู้สึกชาไปทั้งตัว


 

“หนูเป็นใครเหรอ? ถ้าพี่สาวเห็นสิ่งนี้ก็จะเข้าใจเอง!” เด็กหญิงยิ้มตอบออกมา มีลักยิ้มเล็กๆสองข้างปรากฏที่มุมปาก


 

จากนั้นเธอก็แบมือออก เผยให้เห็นกู่พิษสองตัวที่บิดตัวไปมาในฝ่ามือ!


 

เด็กที่มานี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเหยาเหยาที่ตามมาด้วยกู่พิษตัวลูก เธอกำลังยิ้มอยู่ แต่สายตาที่มองมานั้นเย็นเยียบเกินบรรยาย


 

แย่แล้ว!


 

เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของเด็กหญิง ปรามาจารย์กู่ก็เปลี่ยนสีหน้าทันที


 

เพราะสิ่งนั้นเธอคุ้นเคยดี มันคือตัวทดลองกู่แปรวิญญาณของเธอเอง


 

ตอนนี้มันมาอยู่ในมือเด็กคนนี้ ไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากคิดได้ว่าตนเองถูกเปิดโปงแล้ว!


 

“หนี ต้องหนีแล้ว!” สำหรับผู้ที่สามารถติดตามมาได้และมีพลังเหนือกว่าขั้นห้า เธอไม่คิดจะต่อสู้อยู่แล้ว


 

เธอไม่รอช้า สะบัดแขนเสื้อปล่อยกู่พิษจำนวนมากออกมา


 

กู่เหล่านี้เธอเลี้ยงดูไว้ เพราะพวกมันไม่กลัวความตาย และมีจำนวนมาก อีกทั้งยังน่ารำคาญ เหมาะที่สุดในการใช้ขัดขวางศัตรู


 

เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสรอด


 

ดังนั้น ทันทีที่ปล่อยกู่ออกไป เธอก็ไม่หันกลับ มุ่งหน้าวิ่งหนีออกไปทันที


 

นี่เป็นวิธีที่เธอใช้บ่อย ซึ่งเคยทำให้เธอหนีรอดจากนักพรตขั้นห้ามาได้หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เธอต้องผิดหวังแล้ว


 

เพราะเหยาเหยาคือนักพรตขั้นแปด กู่พิษตัวเล็กๆพวกนี้จึงไม่มีทางทำอะไรเธอได้เลย


 

ทันใดนั้นก็มีสายฟ้าส่องประกายออกมาจากฝ่ามือของเหยาเหยา พุ่งตรงเข้าหาปรามาจารย์กู่ที่พยายามหนีเอาชีวิตรอด


 

ปรามาจารย์กู่รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างจึงหันไปดู


 

และหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว


 

สายฟ้าที่ทั้งรวดเร็วและรุนแรงนั้น กู่ที่อยู่เบื้องหน้าราวกับกระดาษ ถูกทำลายจนสิ้นในพริบตา


 

สายฟ้าไม่มีสิ่งใดขัดขวาง มุ่งตรงเข้าหาปรามาจารย์กู่และพลังที่แฝงมาในสายฟ้านั้นมากเกินไป


 

เพียงครั้งเดียวก็ทำให้ปรามาจารย์กู่ตาพร่าจนล้มลงไปกองกับพื้น



 บทที่ 123 รายการวาไรตี้เริ่มออกอากาศ พบกับผู้โชคดีคนแรก


 

“จับตัวได้แล้วเหรอ?”


 

แค่นี้เองเหรอ? ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเองไหม?


 

กู้จิ่นเหนียนยังคงรู้สึกงุนงงอยู่ เมื่อเห็นหญิงสาวถูกทีมปฏิบัติการพิเศษควบคุมตัวไป น้องสาวของเขาจับคนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไร นี่ก็ถือเป็นเรื่องดี


 

“น้ำหอมที่ให้ตามสืบหามาแล้ว ทางเครือข่ายจากสายเทียนวั่งก็มีข่าวมาเช่นกัน ดูเหมือนว่าควบคุมสถานการณ์โดยรวมไม่ยากนัก”


 

ผลรายงานจากทางการระบุว่า น้ำหอมที่มีปัญหาเหล่านี้ ปัจจุบันอยู่ในเมืองหลวงทั้งหมด ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตสองราย ที่เหลือยังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น


 

ตำรวจในเมืองหลวงได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว คาดว่าภายในครึ่งวัน จะสามารถกวาดล้างและยุติหายนะจากกู่พิษนี้ได้


 

“อืม ๆ ขอบคุณพี่สามที่เหนื่อยยาก!” เหยาเหยารู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินว่าสถานการณ์ไม่ได้ลุกลามและตัวการสำคัญก็ถูกจับได้ ใบหน้าเล็กๆของเธอก็เผยรอยยิ้มหวานทันที


 

“กับพี่สามไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก” กู้จิ่นเหนียนยิ้มพลางส่ายหน้า


 

หากน้องสาวไม่พบเรื่องนี้ล่วงหน้า ตระกูลกู้อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่ตัวเอง แต่เพราะเรื่องกู่พิษที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย เขาเองก็คงไม่อาจนิ่งเฉยได้


 

“พวกปรามาจารย์กู่พิษเหล่านี้ น่ากลัวจริงๆ” กู้จิ่นเหนียนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่สถานะที่เปลี่ยนไปเมื่อไม่นานนี้ ทำให้เขาได้รับสิทธิ์จากทีมปฏิบัติการพิเศษที่เกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับไม่น้อย


 

ดังนั้น เขาจึงได้ศึกษาเกี่ยวกับกู่พิษมาโดยเฉพาะ เขารู้สึกรังเกียจสิ่งมีชีวิตเล็กๆนี้และมันยากต่อการตรวจสอบมาก


 

ต้องรู้ว่ากู่พิษเมื่ออาศัยในร่างกายมนุษย์ พวกมันจะควบคุมร่างกายอย่างรวดเร็ว แทนที่ตัวตนของผู้ตาย และใช้ชีวิตต่อไปเหมือนเดิม


 

และการอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นไม่อาจย้อนกลับได้ หากถูกอาศัยสำเร็จ คนคนนั้นก็ถือว่าตายแล้ว แต่ภายนอกกลับมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ 


 

หากครอบครัวของผู้ตายรู้ว่าคนรักถูกแมลงเพียงตัวเดียวเข้าควบคุมร่างกาย อารมณ์ของพวกเขาจะต้องพังทลายลงแน่ๆ


 

นอกจากนี้ ก่อนที่ร่างจะเน่าเปื่อย มันจะย้ายไปยังร่างอื่นอีกครั้ง เหมือนหัวขโมยที่ขโมยตัวตนของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง


 

ทุกครั้งที่ย้ายร่าง เท่ากับว่ามีคนเสียชีวิตหนึ่งคนและผู้ตายที่ถูกยึดครองร่าง คนทั่วไปไม่สามารถสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ จนกว่าวันหนึ่งที่มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาถึงจะรู้ความจริง


 

แต่นั่นแหละ เมื่อคิดถึงภาพที่กู่พิษออกจากร่างแล้ว ก็น่าขนลุกเหลือเกิน


 

เหยาเหยามองพี่สามของเธอที่มีท่าทางตกใจ แล้วพูดขึ้นเสียงใสๆ “พี่สาม อย่ากลัวไปเลย ถ้าพี่ใส่เครื่องรางที่เหยาเหยาให้ไว้ กู่พิษพวกนั้นจะทำอันตรายพี่ไม่ได้”


 

“ต้องจำไว้นะ ไม่ว่าจะนอนหรืออาบน้ำก็ห้ามถอดออก”


 

เธอพูดด้วยความตั้งใจจริง เพราะครั้งนี้แม่ของเธอเกือบจะประสบภัยเพราะประมาท ถอดเครื่องรางออก


 

“เข้าใจแล้ว พี่จำไว้แล้ว” กู้จิ่นเหนียนพยักหน้าอย่างช้าๆ รับรู้คำเตือนนี้


 

เนื่องจากเป็นเวลากลางดึกที่ออกไปจับกู่พิษ เหยาเหยาจึงรู้สึกง่วง ตอนนี้ยังมีเวลาอีกสักพักก่อนเช้า เธอยังสามารถนอนหลับต่อได้อีกหน่อย


 

เธอก้าวขาสั้น ๆ ขึ้นบันไดไป โดยไม่กลับไปที่ห้องของตัวเอง แต่ไปนอนกับแม่ของเธอแทน เพราะคืนนี้แม่ของเธอน่าจะตกใจกลัว


 

จริงๆแล้ว เฉินฮุ่ยก็รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย แต่เมื่อมีลูกสาวอยู่ด้วย เธอจึงไม่รู้สึกไม่สบายใจ


 

แม่ลูกทั้งสองคุยกันเล็กน้อย แล้วก็นอนหลับพักผ่อนอย่างมีความสุข ครั้งนี้ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่น


 

บางทีอาจจะเป็นเพราะเฉินฮุ่ยรู้สึกสนุกสนานขึ้นมา ในวันต่อมา เธอจึงพาลูกสาวออกไปช้อปปิ้งและพบปะเพื่อนฝูงหลายครั้ง


 

ในตอนแรกเหยาเหยาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เมื่อจำนวนครั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว


 

แต่เธอก็ไม่อยากทำลายความสุขของแม่ จึงได้แต่พยายามยิ้มอยู่ตลอด


 

จนเมื่อเธอเริ่มทนไม่ไหว กู้อวี่พี่ชายคนที่เจ็ดก็เดินทางมาพร้อมกับข่าวการถ่ายทำของกองถ่าย


 

เหยาเหยารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เพราะในที่สุดก็มีเรื่องให้ทำ เธอเร่งเร้าพี่เจ็ดให้ไปโน้มน้าวแม่


 

“ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ให้พี่เจ็ดจัดการเอง!” กู้อวี่ยืนยันอย่างมั่นใจ ตบหน้าอกตัวเอง


 

จริงๆแล้วไม่ต้องให้น้องสาวพูด เรื่องนี้ก็มีเพียงเขาที่เหมาะสมจะไปคุยกับแม่ เพราะครั้งนี้น้องสาวก็ไปเพื่อช่วยเขา


 

เพราะกู้อวี่รู้ดีว่าจะเจรจากับแม่อย่างไร เขาจึงได้เตรียมตัวล่วงหน้าและผลลัพธ์ก็เป็นไปด้วยดี


 

เหยาเหยาจึงได้รับข่าวดีจากพี่เจ็ดในวันนั้นเอง


 

เมื่อเห็นว่าใกล้จะเริ่มถ่ายทำแล้ว ทั้งสองก็ไม่รอช้า เก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางทันที


 

สถานที่ถ่ายทำในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง แต่เป็นเมืองชางซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับเมืองหลวง


 

ทีมงานทั้งหมดถือได้ว่ามีงบประมาณมากมาย เพื่อความสะดวกและความเป็นส่วนตัวในการถ่ายทำ พวกเขาจึงจองโรงแรมระดับห้าดาวทั้งตึกไว้สำหรับการถ่ายทำโดยเฉพาะ


 

เหยาเหยาและพี่เจ็ดของเธอมาถึงสถานที่ถ่ายทำหนึ่งวันก่อนหน้าวันที่เริ่มถ่ายทำจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังถือว่ามาถึงช้าที่สุดในบรรดาผู้เข้าร่วมทุกคน


 

แขกรับเชิญท่านอื่นๆมาถึงล่วงหน้าสองวันก่อนหน้านี้ แต่ทุกคนก็อยู่แต่ในห้องพักของตัวเองจนกระทั่งถึงวันถ่ายทำจริง จึงจะได้เจอหน้ากัน


 

"ก็ปกติแหละ คนพวกนั้นไม่ได้เป็นคนในวงการบันเทิงแบบเรา เขาก็เลยมีเวลาว่างมากกว่า!" กู้อวี่ยิ้มพร้อมอธิบายให้กับน้องสาวฟัง เหตุผลที่เขาพูดเยอะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่น้องสาวเขามาร่วมรายการ เขากลัวน้องสาวจะตื่นเต้น จึงอธิบายรายละเอียดต่างๆอย่างไม่รู้ตัว


 

แต่ไม่นานกู้อวี่ก็รู้สึกตัวว่าเขากังวลมากเกินไป เพราะน้องสาวของเขาค่อนข้างจะเป็นกันเองอย่างมาก


 

ด้วยใบหน้าที่น่ารักน่าเอ็นดู และคำทักทายที่อ่อนหวานเรียกพี่ๆน้องๆในทีมงานว่า ‘พี่ชาย’ ‘พี่สาว’ ทำให้เพียงครึ่งวัน เหยาเหยาก็สามารถชนะใจทุกคนได้สำเร็จ


 

พอถึงเวลาถ่ายทำจริงๆ ทีมงานที่ช่วยถ่ายทำก็แทบจะกลายเป็นแฟนคลับตัวยงของเหยาเหยา


 

ห้องถ่ายทอดสดของคนอื่นเพียงแค่ปรับกล้องให้เข้าที่ก็เริ่มถ่ายได้แล้ว แต่พอเป็นห้องของเหยาเหยา ทีมงานถึงกับใช้เวลาจัดฉากกว่าชั่วโมงเพื่อให้ได้มุมกล้องที่สวยที่สุด


 

เมื่อเห็นว่าเหลือเวลาไม่กี่นาทีก่อนจะเริ่มถ่ายทอดสด ทีมงานถึงค่อยถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะบอกว่า "เรียบร้อยแล้วค่ะ กล้องปรับเสร็จแล้ว เราเตรียมเข้าสู่การถ่ายทอดสดได้เลย!"


 

"ขอบคุณนะครับ" กู้อวี่ว่าแล้วพยักหน้าให้กับทีมงาน เขารู้สึกขำกับตัวเองอยู่บ้าง เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านี้ก็คงสายเพราะมัวแต่จัดมุมกล้องแน่ๆ


 

เขาคิดอีกทีแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกินไป ที่มาเข้าร่วมรายการนี้นอกจากเขาแล้ว คนอื่นๆต่างก็เป็นคนธรรมดาไม่ใช่คนในวงการบันเทิง ไม่มีใครที่มีชื่อเสียงมากพอที่จะแสดงท่าทีหยิ่งยโสได้ และถึงจะมีก็คงเป็นพวกเกรียนคีย์บอร์ดที่หาเรื่องโจมตีไม่ได้


 

เมื่อคิดเช่นนั้น กู้อวี่ว่าก็ผ่อนคลายขึ้น เขาหันไปมองน้องสาวที่นั่งข้างๆ แล้วพูดว่า “เหยาเหยาไม่ต้องตื่นเต้น ทำตัวเหมือนกับที่เราไลฟ์สดตามปกติได้เลย”


 

รายการนี้เป็นรายการที่พิเศษมาก ถือได้ว่าเป็นรายการแรกของวงการบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ลี้ลับ


 

การถ่ายทำจะแบ่งออกเป็นสองช่วง ในช่วงครึ่งหลังจะเน้นไปที่การไขความลับและการพลิกเหตุการณ์ ทีมงานจะทำการสำรวจสถานที่ล่วงหน้า และผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้ความสามารถทางด้านศาสตร์ลี้ลับเพื่อทำนายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่นั้นๆ ยิ่งทำนายได้ถูกต้องและละเอียดมากเท่าไหร่ ก็จะได้รับคะแนนมากขึ้นเท่านั้น


 

ส่วนในช่วงครึ่งแรกจะคล้ายกับการไลฟ์สดที่ทำกันตามปกติ เนื้อหาจะเน้นไปที่การทำนายโชคชะตา โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องสุ่มเลือกคนสามคนจากผู้ที่สมัครเข้ามา และทำการทำนายโชคชะตาให้พวกเขา หากทำนายถูกต้อง ก็จะได้รับคะแนนเพิ่มตามจำนวนที่ทำนายได้


 

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างผู้เข้าแข่งขันและผู้ที่ถูกทำนาย รายการจึงได้ทำข้อตกลงไว้ หากมีการตรวจพบว่ามีการโกงเกิดขึ้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องชดใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งมากพอที่จะทำให้ไม่มีใครกล้าคิดโกงได้ นอกจากนี้ ข้อมูลของผู้ที่ถูกทำนายจะถูกเก็บเป็นความลับและเลือกแบบสุ่ม โอกาสในการโกงจึงแทบจะเป็นศูนย์


 

หลังจากนั้นจะนำคะแนนจากทั้งสองช่วงมารวมกันและคัดผู้ที่ได้คะแนนต่ำที่สุดออกในแต่ละรอบ จนกระทั่งได้ผู้ชนะในที่สุด


 

เหยาเหยาพยักหน้าเบาๆ "พี่เจ็ด เหยาเหยาไม่ตื่นเต้นหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วงนะ!"


 

เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะการถ่ายทำครั้งนี้ยังคงเป็นการไลฟ์สดทำนายโชคชะตา เธอไม่แน่ใจว่าหลังจากทำนายจบแล้ว จะได้รับผลบุญหรือไม่?


 

ถ้าได้ เธอก็จะถือว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ช่วยพี่เจ็ดและได้รับผลบุญไปด้วย


 

แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยการมาร่วมรายการก็ถือเป็นการช่วยพี่เจ็ดอยู่ดี ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่ขาดทุน


 

เหยาเหยาไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะอีกไม่นานก็จะได้รู้แล้วว่าจะสำเร็จหรือไม่


 

เมื่อเธอตอบรับเช่นนั้น ก็แสดงว่าได้เวลาแล้ว ภาพของทั้งสองคนก็ปรากฏขึ้นในห้องถ่ายทอดสด


 

การถ่ายทอดสดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!


 

เหยาเหยาโบกมือเล็กๆไปทางกล้องอย่างคล่องแคล่ว แล้วแนะนำตัวว่า


 

"สวัสดีค่ะทุกคน หนูเหยาเหยานะคะ ส่วนคนที่อยู่ข้างๆคือพี่เจ็ดของหนูเอง พี่กู้อวี่ พวกเราเป็นผู้เข้าแข่งขันหมายเลขเจ็ดค่ะ หวังว่าทุกคนจะช่วยสนับสนุนพวกเราด้วยนะคะ!"


 

การถ่ายทอดสดในครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดสดแบบสาธารณะบนแพลตฟอร์มชั้นนำของวงการ ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้มากมาย ประกอบกับความมีชื่อเสียงของกู้อวี่ เมื่อเริ่มการถ่ายทอดสด ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาในห้องถ่ายทอดสดอย่างรวดเร็ว


 

ไม่ถึงสองนาที จำนวนผู้ชมก็ทะลุสามแสนคน


 

ตัวเลขนี้มากกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันเสียอีก


 

“ดีเลย สมกับที่เป็นกระแสยอดนิยมช่วงนี้! ผลลัพธ์เยี่ยมจริงๆ!” ผู้กำกับที่อยู่เบื้องหลังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นภาพนี้


 

ต้องเข้าใจว่า กู้อวี่เป็นแขกรับเชิญที่เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการเชิญมา เพราะเขาคือผู้ที่สามารถดึงดูดเรตติ้งให้กับรายการได้อย่างแท้จริง


 

แม้ว่าผู้กำกับจะมั่นใจในความแปลกใหม่ของรายการที่เป็นเอกลักษณ์ในวงการบันเทิง แต่การที่จะให้รายการประสบความสำเร็จได้ก็ไม่ใช่เพียงแค่นี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ต้องคำนึงถึงอีกมากมาย


 

วิธีที่นิยมมากที่สุดก็คือการเชิญแขกรับเชิญที่มีกระแสในวงการที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย คนเหล่านี้จะมีฐานแฟนคลับที่มั่นคง ซึ่งสามารถทำให้รายการเป็นที่พูดถึงได้


 

ดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจไม่ผิด


 

[กรี๊ด... เมื่อวันก่อนเห็นว่าเขาจะมาร่วมรายการ รอตั้งนานว่าจะออกอากาศเมื่อไหร่ ในที่สุดก็ได้ดูแล้ว!]


 

[ใบหน้าที่คุ้นเคย ลายเส้นที่คุ้นเคย ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครที่โชคร้ายมาเจอกับพวกเขาบ้าง]


 

[หวังว่ารายการนี้จะไม่ทำให้เราผิดหวังนะ รีบๆเข้าสู่เนื้อหาเถอะ]


 

"งั้นเรามาเริ่มสุ่มเลือกผู้โชคดีคนแรกกันเลยค่ะ!" เหยาเหยากล่าวเบาๆ หลังจากที่มองเห็นความคิดเห็นที่วิ่งผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว


 

ในเมื่อพี่เจ็ดบอกว่าให้ทำเหมือนกับที่ไลฟ์สดปกติ เธอก็จะทำตามขั้นตอนที่เคยทำมาตลอด


 

ครั้งนี้ เหยาเหยาและพี่เจ็ดไม่ได้ทำอะไร เพราะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยสุ่มเลือกผู้โชคดี พวกเขาแค่นั่งอยู่เฉยๆก็พอ


 

หลังจากที่เจ้าหน้าที่กดสุ่มสักพัก ผู้โชคดีคนแรกที่ผ่านการคัดเลือกก็ถูกเลือกออกมาได้


 

เหยาเหยาไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายต้องการจะต่อสายพูดคุยหรือไม่ เพราะมันไม่จำเป็น เจ้าหน้าที่เคยบอกกับเธอว่า ผู้ที่เข้าร่วมรายการจะต้องเซ็นสัญญาล่วงหน้าไว้แล้ว ว่าพวกเขายินยอมที่จะออกหน้าจอโดยไม่ต้องถามย้ำอีก


 

ผู้โชคดีเป็นชายวัยสามสิบกว่า รูปร่างหน้าตาดูดีทีเดียว การแต่งกายก็ดูพิถีพิถัน ทำให้เห็นได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาค่อนข้างดี


 

เหยาเหยากำลังจะเอ่ยปากถามว่าเขาอยากจะทำนายอะไร แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นลักษณะโครงหน้าของอีกฝ่าย ทำให้เธอพูดไม่ออกทันที


 

ไม่ใช่เพราะเธอตื่นเต้นหรือเผลอไป แต่เป็นเพราะว่า เธอไม่เคยเห็นใครที่มีโครงหน้าแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน


 

ถ้าให้พูดแบบพี่เจ็ดก็คือ ‘มันมีแค่คนเดียวในโลกนี้เท่านั้น!’



 บทที่ 124 แผนการเมื่อสิบกว่าปีก่อน


 

[อาจารย์ทำหน้านี้แล้ว แสดงว่าเรื่องมันไม่ง่ายเลยนะ!]


 

[คนข้างบนนี่รู้จักเชื่อมโยงเรื่องเก่งนะ ฮ่าๆๆ ให้ผมอธิบายให้เพื่อนใหม่ในแพลตฟอร์มนี้ฟังหน่อย อาจารย์คนนี้นับตั้งแต่เริ่มทำนายมา ผู้เข้ามาให้ทำนายทุกคนไม่มีใครโชคดีเลย ทุกคนล้วนมีเคราะห์ใหญ่]


 

[พวกคนที่เข้ามาให้ทำนาย ถ้าเคราะห์เบาหน่อยก็มีเรื่องเลือดตกยางออก ถ้าเคราะห์หนักก็ถูกจับติดคุก และทุกครั้งที่มีเรื่องเกิดขึ้น อาจารย์จะทำหน้าอย่างนี้เลย!]


 

เหล่าชาวเน็ตดูจะยิ่งตื่นเต้นไปตามๆกัน ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะให้ความรู้กับคนใหม่ๆ


 

บางคนยังได้โพสต์บัญชีผู้ใช้ของผู้ที่ทำการตัดต่อวิดีโอการถ่ายทอดสดของเหยาเหยาลงด้วย พวกเขาแนะนำให้คนใหม่ๆไปดู แล้วจะเข้าใจทุกอย่างเอง


 

หลายคนที่สนใจก็เข้าไปดูจริงๆ แต่ส่วนใหญ่จะเพียงแค่แคปภาพหน้าจอไว้ก่อน ตั้งใจว่าดูจบตรงนี้แล้วค่อยกลับไปดูย้อนหลังอีกที


 

“คุณลุงคะ ลุงอยากจะทำนายอะไรคะ?” เหยาเหยาถามด้วยเสียงใสหลังจากที่ตั้งสติได้


 

ต้องรู้ไว้เลยว่าประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน เช่น การหย่าร้างของคู่รัก การสูญเสียบุตร หรือการแต่งงานใหม่ของลูกสาว เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนปรากฏอยู่บนใบหน้าของคนเราได้


 

สำหรับผู้ที่ชำนาญด้านการอ่านใบหน้า การทำนายเหตุการณ์เหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก


 

และสำหรับเหยาเหยา เธอมีความสามารถเพียงพอที่จะเห็นเบื้องลึกของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน


 

แต่ท่านอาจารย์ที่สอนเธอเรื่องการดูดวงและการทำนายเคยเตือนเอาไว้ว่า ทุกคนล้วนมีความเป็นส่วนตัว หากไม่จำเป็น ไม่ควรไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นโดยง่าย


 

“เขาไม่ได้บอกว่าเป็นอาจารย์เหรอ? แล้วทำไมเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง?” คำถามของเหยาเหยาทำให้ผู้โชคดีดูสับสนมาก


 

ตอนที่ทีมงานรายการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วม แม้จะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลมากนัก แต่ก็รับรองได้ว่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีความสามารถแน่นอน


ถ้าไม่มีการรับรองแบบนี้ การคัดเลือกก็อาจไม่มีผู้เข้าร่วมมากมาย พวกเขามาสมัครไม่เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่ส่วนใหญ่ยังคาดหวังคำตอบที่ตนสงสัยด้วย


 

เมื่อเห็นว่าเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ชายผู้โชคดีเริ่มสงสัยว่าเธอจะมีความสามารถจริงๆหรือไม่


 

เหยาเหยาเห็นความไม่ไว้วางใจในสายตาของเขา แต่เธอก็ไม่ได้โกรธ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนสงสัยในตัวเธอ


 

เธอกะพริบตาด้วยดวงตากลมโตและพูดด้วยน้ำเสียงใสๆว่า “คุณลุงเกิดปีหมู วันสิบห้าค่ำเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติใช่ไหมคะ?”


 

“ก็คือวันที่ยี่สิบเก้าตุลาคม ปีเก้าห้า เวลาในช่วงประมาณห้าทุ่มถึงตีหนึ่งใช่ไหมคะ?”


 

เหยาเหยาหยุดพูดเล็กน้อย กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจจึงอธิบายเพิ่มให้เข้าใจมากขึ้น


 

“อืม ใช่เวลานั้นแหละ” ชายผู้โชคดีดูจะงุนงงไปพักหนึ่ง ตอนแรกเขาไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอได้ฟังการอธิบายเขาก็เข้าใจ


 

เขามองไปที่เด็กน้อยคนนี้ด้วยสายตาที่ดูแปลกประหลาด แต่ยังคงมีความสงสัยอยู่ เพราะตอนที่เขามาเข้าร่วม เขาได้ให้ข้อมูลบางส่วนไว้แล้ว


 

ไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าทีมงานจะไม่ให้ข้อมูลเหล่านั้นกับผู้เข้าร่วมแข่งขัน


 

เหยาเหยาพูดต่อ “คุณลุง ตอนที่ลุงอายุสิบปี พ่อแม่ของลุงหย่ากันเพราะความไม่ลงรอยกัน ลุงจึงไปอยู่กับแม่ แม้ว่าชีวิตจะลำบาก แต่ลุงก็มีความสุข เพราะลุงรู้สึกว่าแม่ใส่ใจและรักลุงอย่างเต็มที่”


 

“แต่ความสุขนั้นได้เปลี่ยนไปตอนที่ลุงอายุสิบแปดปี แม่ของลุงแต่งงานใหม่”


 

การหย่าร้างหรือแต่งงานใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร


 

แต่ตอนที่ชายผู้นี้ยังเด็ก เพื่อนบ้านมักพูดถึงว่า ถ้าเขามีพ่อเลี้ยง แม่แท้ๆของเขาจะกลายเป็นแม่เลี้ยง


 

ความคิดเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกไม่อยากมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว อีกทั้งในวัยสิบแปดปี เขาอยู่ในช่วงวัยที่มีความดื้อรั้นมาก ความรู้สึกเกลียดชังนี้ยิ่งรุนแรงขึ้น


 

เมื่อแม่ของเขาประกาศจะแต่งงานใหม่ ความรู้สึกของเขาก็ระเบิดออกมา ทำให้แม่ลูกทะเลาะกันใหญ่โต ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนเย็นชาลงทันที


 

ไม่นานหลังจากนั้น ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของชายคนนี้ออกมา ผลลัพธ์ดีมาก


 

แต่เขาต้องการแค่หนีออกจากบ้านด้วยความโกรธ เขาจึงเลือกสมัครมหาวิทยาลัยนอกจังหวัดโดยไม่ได้บอกแม่


 

เมื่อแม่ของเขารู้ก็ไม่ทันแล้ว เพราะในตอนนั้นการถอนตัวจากใบสมัครเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้


 

แม่ของเขากลัวว่าเขาจะไม่สามารถสอบเข้าได้อีกหากเลือกที่จะเรียนซ้ำปีสุดท้าย ดังนั้นจึงยอมให้เขาไปเรียนต่อที่อื่น


 

และเมื่อไปแล้ว เขาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย แม้แต่การโทรหรือส่งข้อความกลับบ้านก็แทบไม่มี


 

“รู้ได้ยังไง ทำไมรู้เรื่องลุงเยอะขนาดนี้” ชายผู้โชคดีที่ยังต่อต้านอยู่เล็กๆ  พอได้ยินเหยาเหยาพูดแบบนี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที


 

ต้องรู้ไว้เลยว่าตอนที่เขากรอกข้อมูลเข้าร่วม เขาไม่ได้บอกถึงความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัว


 

อีกทั้งเขาออกจากบ้านไปนานกว่าสิบปี เรื่องราวในอดีตตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ทีมงานรายการก็ยากที่จะหาข้อมูลได้


 

แต่เด็กน้อยคนนี้กลับพูดได้ถูกต้องทุกประการ ชายผู้โชคดีไม่เหลือเหตุผลให้ไม่เชื่ออีกต่อไป


 

หลังจากที่เขาตกใจ เขาจึงพูดด้วยความเคารพว่า “อาจารย์น้อย”


เมื่อเหยาเหยาเห็นท่าทางของเขา เธอก็ยิ้มหวานตอบ “ลุงคะ ลุงบอกหน่อยได้ไหมว่าลุงอยากทำนายเรื่องอะไร?”


 

เธอไม่ลืมหน้าที่ที่ต้องทำ ทีมงานรายการจัดให้เธอทำการทำนายเพื่อแก้ไขปัญหา ถ้าเธอไม่ทำก็จะไม่ได้คะแนน


 

หลังจากที่เหยาเหยาถามออกไป ชายผู้โชคดีก็ดูจะชะงักไป ต้องรู้ไว้ว่าสิ่งที่เขาเผชิญมาทั้งหมด อาจารย์น้อยได้ทำนายไว้หมดแล้ว


 

คราวนี้เขาจะพูดอะไรก็ดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยปาก แต่เขาก็มีเหตุผลที่ต้องพูดออกมา


 

เขาหายใจเข้าลึกๆ และพูดว่า “อาจารย์น้อย ผมอยากขอให้ช่วยทำนายว่าแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ไหม?”


 

เมื่อคำพูดนี้ออกมา ชาวเน็ตหลายคนก็ดูจะงงไปตามๆกัน



 

[ไม่ใช่นะ เรื่องแบบนี้แขกรับเชิญยังต้องมาถามหมอดูอีกเหรอ? โทรศัพท์กลับบ้านไปก็จบแล้วนี่!]


 

[ตอนนี้การสื่อสารก้าวหน้าขนาดนี้ แค่ไม่กี่นาทีก็จัดการได้แล้วนะ!]


 

ความเห็นนี้เพิ่งออกมา ก็ถูกโต้แย้งอย่างรวดเร็ว


 

[คนข้างบนเมื่อกี้เหม่อไปหรือเปล่า หมอดูบอกแล้วว่าแขกรับเชิญไม่ได้ติดต่อกับที่บ้านมาหลายปีแล้ว]


 

[เวลาผ่านไปสิบกว่าปียาวนานขนาดนี้ ใครจะรับประกันได้ว่าไม่เปลี่ยนซิมการ์ด บวกกับย้ายบ้านด้วย แขกรับเชิญอาจจะหาไม่เจอจริงๆก็ได้]


 

เมื่อเห็นชาวเน็ตต่างคนต่างพูดและเริ่มโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ผู้โชคดีก็รีบอธิบาย


 

"ไม่ใช่ว่าไม่ได้ติดต่อ แต่ช่วงก่อนหน้านี้ ผมได้ติดต่อพ่อเลี้ยงของผม เขาบอกว่าแม่ของผมหายตัวไปแล้วสี่ห้าปี"


 

เขาถามต่อว่าทำไมคนปกติดีๆถึงหายตัวไปได้ พ่อเลี้ยงบอกว่าเป็นเพราะหลายปีมานี้ ตัวเขาหนีออกจากบ้านไม่ส่งข่าวคราว แม่ของเขาคิดถึงทั้งวันทั้งคืนจนป่วย สุดท้ายเป็นโรคอัลไซเมอร์


 

เมื่อโรคนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความจำของเธอก็แย่ลงเรื่อยๆ


 

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน เกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง พ่อเลี้ยงไม่ได้ดูแลคน แม่ของเขาออกไปข้างนอกเองแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย


 

ผู้โชคดีพูดด้วยความเจ็บปวดในตอนนี้ว่า "ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผม ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นผมใช้อารมณ์ตัดสินใจ แม่ก็คงไม่คิดถึงมากเกินไปจนป่วยแบบนี้ แม้แต่ตอนที่เธอหายตัวไปสี่ห้าปี ผมถึงได้รู้ความจริง"


 

เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองโกรธอะไรมาตลอดหลายปีนี้ ทั้งๆที่คิดจะยอมลดฐิทินับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับทำไม่ลงสักที


 

เมื่อรู้ว่าแม่หายตัวไป เขาตั้งใจเดินทางกลับมาจากต่างถิ่น ไปที่สถานีตำรวจด้วยตัวเองเพื่อเปิดคดีและหาเบาะแส หวังว่าจะสามารถตามหาคนกลับมาได้ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว


 

เวลาทองของคดีคนหายคือภายใน 48 ชั่วโมง ช่วงเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านไป แม้จะมีเบาะแส ก็คงถูกกลบไปหมดแล้ว


 

ผู้โชคดีไม่ยอมแพ้ ตามหาเป็นเวลาครึ่งปี แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนหินจมทะเล


 

นานวันเข้า เขาก็จำต้องยอมรับความจริงว่า แม่ของเขาไม่มีทางกลับมาได้อีกแล้ว…


 

แต่อาจเป็นเพราะความยึดมั่นถือมั่นที่มีมากเกินไป แม้รู้ว่าไม่มีโอกาสแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมหมดหวัง จนกระทั่งบังเอิญมีโอกาสได้สัมผัสกับศาสตร์ลึกลับ ได้เห็นวิชาเหนือธรรมชาติลึกลับมากมาย


 

ชายผู้โชคดีพลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า ในเมื่อวิธีปกติหาแม่ไม่เจอ บางทีวิธีทางไสยศาสตร์อาจจะได้ผล


 

ความคิดนี้เติบโตราวกับวัชพืชในใจ เขาเริ่มลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่า ทุ่มเงินมากมายมหาศาล


 

โชคดีที่เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่เช่นนั้นคงทนไม่ไหว แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงน้อยนิด เพราะผู้มีฝีมือจริงๆเชิญไม่ได้ ส่วนคนที่เขาเชิญได้ เก้าในสิบเป็นพวกต้มตุ๋นทั้งนั้น


 

ที่เหลืออีกหนึ่งหรือสองคนอาจจะมีความสามารถบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นระบุตำแหน่งหาคนได้


 

วนเวียนไปมา ชายผู้โชคดีเริ่มสงสัยตัวเองแล้ว รายการครั้งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของเขา


 

หากยังไม่มีวี่แววอะไรเลย เขาก็จะเลือกที่จะยอมแพ้


 

ดังนั้น เมื่อเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันเป็นเด็ก เขาถึงได้มีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนั้น เพราะนี่เหมือนสวรรค์กำลังบอกให้เขายอมแพ้


 

แต่ใครจะคิดว่าจะมีการพลิกผัน คนตรงหน้าเขานี่อาจเป็นอาจารย์ตัวจริง เขารู้สึกลางสังหรณ์ว่า ตัวเองอาจจะสมหวังก็ได้ ด้วยเหตุนี้น้ำเสียงของเขาจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น


 

"เรื่องเมื่อสี่ห้าปีก่อนเหรอคะ?" เหยาเหยาพึมพำกับตัวเอง


 

ช่วงเวลานี้ค่อนข้างนานแล้ว แต่ก็ยังพอลองดูได้


 

เธอค่อยๆเอ่ยปากพูดว่า "คุณลุงคะ คุณมีรูปถ่ายของคุณแม่ไหมคะ? ถ้ามีส่งมาทางแอดมินเลยนะคะ"


 

แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมที่เธอใช้อยู่ตอนนี้ก็คล้ายๆกับที่เคยใช้ประจำ แอดมินสามารถรับข้อมูลได้


 

การให้ส่งทางแอดมินก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชมจับภาพหน้าจอ ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว


 

"มีครับมีครับ ผมจะส่งให้อาจารย์ทันที" เมื่อได้ยินคำขอของอาจารย์ ใบหน้าของชายผู้โชคดีก็เปล่งประกายด้วยความยินดีทันที


 

เขาพยักหน้าซ้ำๆ เพราะในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเขาได้ค้นหาแม่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะจากพ่อเลี้ยงหรือจากสถานีตำรวจ เขาได้รับข้อมูลมามากมาย ดังนั้นในมือเขาจึงมีรูปถ่ายอยู่หลายใบ


 

"อาจารย์น้อยครับ ผมส่งให้แล้วนะครับ ช่วยดูให้หน่อยครับ" เขาเลือกสองภาพที่ดีที่สุดตามเวลาและความคมชัดแล้วส่งออกไป


 

ชายผู้โชคดีรอคอยผลลัพธ์ด้วยความคาดหวัง นิ้วมือสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว


 

ส่วนเหยาเหยาตอนนี้ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น แต่จับจ้องไปที่รูปถ่าย เห็นว่าในภาพเป็นสตรีวัยสี่สิบกว่าปี


 

ความงามของเธอนั้นโดดเด่น ไม่ใช่ความงามอ่อนหวานแต่เป็นความงามที่แฝงไว้ด้วยความองอาจ ดวงตาของเธอเปล่งประกายราวกับดวงดาว


 

แม้ว่าตอนนี้ผมขมับของเธอจะเริ่มขาว รอบดวงตามีริ้วรอยและกระมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้บดบังความงามของโครงหน้าอันโดดเด่นของเธอแต่อย่างใด


 

ส่วนใบหน้าของผู้โชคดีนั้น อาจกล่าวได้ว่าสืบทอดมาจากคนหลังประมาณสี่ถึงห้าส่วน จึงทำให้ดูหล่อเหลาเป็นพิเศษ


 

หากเป็นคนอื่นมอง ก็คงต้องชมสักคำสองคำ แต่เหยาเหยาใช้ตาทิพย์ สิ่งที่เธอเห็นนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก


 

ด้วยเหตุนี้ สีหน้าของเหยาเหยาจึงดูหนักอึ้งเป็นพิเศษ เธอค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองผู้โชคดี แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


 

"คุณลุงคะ แน่ใจหรือว่าพ่อเลี้ยงของคุณบอกว่าแม่ของคุณหายตัวไป?"


 

ผู้โชคดีไม่คิดว่าอาจารย์จะถามเช่นนี้อย่างกะทันหัน เขาพยักหน้าโดยไม่รู้ตัวและตอบว่า "แน่ใจครับ แม้แต่สถานีตำรวจก็ยังรับแจ้งความไว้ ต้องไม่ผิดแน่ๆ อาจารย์ครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?"


 

เมื่อเห็นสีหน้าผิดปกติของอาจารย์ ผู้โชคดีก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที


 

เขาเป็นคนฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในสังคมมาหลายปี การสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้อื่นนั้นเขาชำนาญมาก


 

เขาเริ่มคาดเดาได้ว่า การหายตัวไปของแม่แท้ๆของเขา อาจไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด!


 

เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ก็เหมือนมีม่านบางๆกั้นอยู่ ไม่สามารถแทงทะลุหรืออธิบายได้ชัดเจน ทำให้จิตใจของเขาเริ่มกังวล


 

"มีปัญหาค่ะและเป็นปัญหาใหญ่ด้วย!"


 

เมื่อได้ยินคำตอบจากผู้โชคดี เหยาเหยาก็ทำหน้าเครียดเสียงเล็กๆของเธอฟังดูหนักอึ้งเป็นพิเศษ


 

เพราะจากภาพถ่ายที่เธอคาดเดา สถานการณ์ของแม่ผู้โชคดีไม่ใช่แค่หายตัวไปเท่านั้น แต่เธอเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติด้วย


 

มันเป็นการฆาตกรรมที่วางแผนไว้อย่างจงใจ!



 บทที่ 125 พ่อเลี้ยงที่ฆ่าภรรยา


 

ลักษณะของคนที่ตายตามอายุขัยกับคนที่ตายไม่เป็นธรรมชาติ แตกต่างกันมาก


 

แม้ว่าภาพถ่ายนี้จะถ่ายเมื่อหลายปีก่อน แต่เคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาก็ยังมองเห็นได้อยู่ รวมถึงที่พ่อแม่ของผู้โชคดีตกต่ำนั่นแสดงว่าคนหลังนี้ไม่ได้ผ่านพ้นเคราะห์กรรมใหญ่ไปได้


 

"ขอให้ท่านอาจารย์บอกชัดเจนทีเถอะครับ แม่ของผม... เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่!" ผู้โชคดีใจเต้นรัวด้วยความกังวล


 

จริงๆแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีข่าวคราวของแม่เลย เขาก็พอจะรู้อยู่แล้ว เพียงแค่พยายามหลอกตัวเองมาตลอดเท่านั้น


 

ตอนนี้ท่านอาจารย์พูดมาถึงขนาดนี้ เขารู้ว่าการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปไม่มีประโยชน์แล้ว ในเมื่อยังไงก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง เขาจึงตัดสินใจถามออกมาเอง


 

“คุณลุงคะ ลุงมีรูปถ่ายของพ่อเลี้ยงไหมคะ?”


 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผู้โชคดีประหลาดใจคือ อาจารย์น้อยไม่ได้ตอบคำถามของเขาตรงๆ แต่กลับถามถึงพ่อเลี้ยงของเขาแทน


 

ผู้โชคดีสงสัยขึ้นมา ไม่เข้าใจว่าทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร "เดี๋ยวผมหาก่อนครับ!"


 

เขาก็ออกจากบ้านไปตั้งแต่เด็ก แทบจะไม่เคยติดต่อกับพ่อเลี้ยงเลย


 

เพียงแต่ครั้งนี้เขากลับบ้านเพื่อตามหาคดีการหายตัวไปของแม่ จึงได้มีโอกาสเจอกับพ่อเลี้ยง พวกเขาเพิ่งจะแลกแอดเฟรนด์ในวีแชตกัน


 

เมื่อเขาบอกว่าจะหาดู ก็หมายถึงการเข้าไปดูในหน้าไทม์ไลน์ของพ่อเลี้ยง เพราะปกติคนที่มีอายุอย่างพ่อเลี้ยงมักจะชอบเซลฟี่และอัปลงโซเชียลมีเดีย


 

ผลปรากฏว่าไม่ทำให้เขาผิดหวัง เขาพบรูปจริงๆ


 

ในรูปเป็นภาพถ่ายครอบครัว มีลูกชายและลูกสาวที่เกิดจากภรรยาคนเก่าของพ่อเลี้ยง รวมถึงหลานสาวและหลานชายด้วย


 

ครอบครัวใหญ่ที่ดูมีความสุข ผู้โชคดีไม่รู้ว่าทำไม แต่เมื่อเห็นภาพนี้กลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา


 

ทั้งครอบครัวใหญ่ดูมีความสุขกันดี แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อมองภาพนี้แล้ว ผู้โชคดีก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก


 

เพราะเขารู้ดีว่า เรื่องการหายตัวไปของแม่ของเขานั้น ได้ถูกลืมเลือนไปแล้วในครอบครัวใหม่ที่แม่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อสร้างขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน


 

คนตายไปแล้วก็เหมือนไฟดับ เป็นคำพูดที่ถูกต้อง!


 

"อาจารย์ครับ ผมส่งรูปให้แล้ว ช่วยดูให้หน่อยครับ" ผู้โชคดีสูดหายใจลึก พยายามปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว


 

จากนั้นเขาก็บันทึกรูปภาพและส่งไปให้ทีมงานเบื้องหลังของอาจารย์


 

"ได้เลยค่ะ!" เหยาเหยาตอบรับ สายตามองไปที่รูปภาพ


 

แรกเห็น สายตาเธอตกอยู่ที่คนสวมชุดจงซานที่ยืนอยู่ตรงกลาง ผมของเขาขาวโพลนทั้งศีรษะ หวีเรียบเรียงอย่างประณีต


 

แม้ตอนนี้อายุมากแล้ว ร่างกายค่อมงอ แต่ก็ยังพอมองออกว่าตอนหนุ่มๆ คงเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่


 

จริงๆแล้วก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าหากรูปร่างหน้าตาธรรมดา คุณแม่ของผู้โชคดีในสมัยนั้นคงไม่มองด้วยซ้ำ


 

แต่จุดสนใจในสายตาของเหยาเหยาไม่ใช่เรื่องนี้ เธอมองที่โหงวเฮ้งของเขา และเมื่อมองแล้ว เธอก็เงียบไป


 

เพราะว่าตำแหน่งคู่ครองของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีและดึงดูดสิ่งชั่วร้าย แค่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีก็ถือว่าเป็นลางร้ายแล้ว แต่นี่ยังดึงดูดสิ่งชั่วร้ายเข้ามาอีก นั่นหมายถึงโชคร้ายซ้ำสอง!


 

พูดง่ายๆก็คือ นี่เป็นโหงวเฮ้งของ ‘ผู้ฆ่าภรรยา!’


 

แม่ของผู้โชคดีไม่ได้หายตัวไป แต่เสียชีวิตด้วยฝีมือของพ่อเลี้ยงคนนี้


 

"คุณลุงแจ้งความเลยดีกว่าค่ะ แม่ของคุณจริงๆแล้วไม่ได้หายตัวไปไหน เธอ... ถูกฆาตกรรม!"


 

"คนร้าย ก็คือพ่อเลี้ยงที่คุณแทบไม่เคยเจอหน้าคนนี้!" เหยาเหยาพูดอย่างช้าๆ


 

ผลลัพธ์นี้โหดร้ายมาก แต่เหยาเหยาก็ต้องบอกความจริง


 

เพราะถ้าเธอไม่พูด ฆาตกรที่ฆ่าแม่ของผู้โชคดีก็จะลอยนวลต่อไป เสวยสุขกับชีวิตที่ไม่ควรเป็นของเขา


 

ข่าวนี้ช่างเหลือเชื่อ สมองของผู้โชคดีชาไปชั่วขณะ


 

"ทำไม...ทำไมถึงเป็นแบบนี้!"


 

เขาไม่เคยคิดเลยว่า การที่อาจารย์ขอรูปถ่ายของพ่อเลี้ยงจะให้ผลลัพธ์เช่นนี้!


 

นี่มันการ ‘ฆ่าภรรยา’ นะ!


 

โลกนี้กว้างใหญ่ขนาดนี้ การได้เป็นสามีภรรยากันในชาตินี้ต้องผู้โชคดีต่อกันมากแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงการอยู่กินกันฉันสามีภรรยา แต่ก็ควรจะมีความรู้สึกดีๆต่อกันบ้างไม่ใช่เหรอ มันความแค้นอะไรถึงต้องทำขนาดนี้


 

ตอนนี้ดวงตาของผู้โชคดีแดงก่ำ เขานึกถึงภาพที่อีกฝ่ายแสดงท่าทางรักใคร่แม่ของเขาต่อหน้าเขา จนทำให้รู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง


 

เขาไม่ได้สงสัยว่าอาจารย์จะโกหก เพราะนี่เป็นการถ่ายทอดสด ต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกออนไลน์ อาจารย์ไม่จำเป็นต้องโกหกเรื่องนี้


 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อ แต่ชาวเน็ตกลับเดือดดาลโดยเฉพาะผู้ชมใหม่ที่ไม่รู้เรื่องราว


 

[เด็กคนนี้เป็นอะไร!]


 

[การฆ่าภรรยานั้นต้องโทษประหารชีวิต ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเป็นเรื่องโกหก การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นก็ต้องติดคุกเหมือนกัน]


 

[ทีมงานรายการนี้ไม่มีมนุษยธรรมเลยหรือ? เขียนบทแบบนี้? ให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมารับผิดชอบพูดเรื่องกฎหมายเพื่อดึงดูดความสนใจแบบนี้ ไม่อายเลยหรือ!]


 

พวกเขาไม่เชื่อว่าเหยาเหยาจะกล้าโกหกเรื่องนี้คนเดียว เพราะเด็กอายุแค่สามขวบครึ่งจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?


 

คงเป็นทีมงานรายการที่หลอกเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วจัดฉากให้พูดแบบนั้นแน่ๆ!


 

แต่ความคิดเห็นนี้ก็ถูกโต้แย้งอย่างรวดเร็ว


 

[คนที่ไม่รู้เรื่องก็หุบปากไว้ก่อน อาจารย์น้อยไขคดีแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทางสถานีตำรวจก็เคยกล่าวขอบคุณหลายครั้งแล้ว]


 

[ไม่ต้องพูดอะไรมาก อาจารย์น้อยก็มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว จะต้องมาดึงดูดความสนใจทำไมอีก?]


 

[นี่กำลังดูถูกอาจารย์น้อยหรือดูถูกตระกูลกู้กันแน่? ใครมีข้อมูลรีบแจ้งความเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวตำรวจจะออกปฏิบัติการเองแล้ว]"


 

คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เนื่องจากอาจารย์น้อยมีผลงานมากมาย ในห้องถ่ายทอดสดก็มีตำรวจคอยเฝ้าดูอยู่แล้ว


 

ถ้าคนที่มีข้อมูลไม่แจ้งความตอนนี้ เดี๋ยวทางสถานีตำรวจก็จะลงมือเองแล้ว


 

จำนวนแฟนคลับในห้องไลฟ์สดมีมากมายมหาศาล ความคิดเห็นของพวกมือใหม่ถูกกลบในทันที พวกเขาโกรธกันอย่างมาก


 

แต่ด่าก็ด่าไม่ชนะ อัดอั้นตันใจ แต่ก็ไม่ยอมออกไป วันนี้พวกเขาจะต้องดูให้รู้ว่าอีกฝ่ายจะพลิกล็อกอย่างไร


 

"คุณลุงคะ คุณไปสถานีตำรวจได้เลยนะคะ ไม่ต้องปิดห้องไลฟ์หรอกค่ะ!" เหยาเหยาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงใสกังวาน


 

เรื่องนี้ผ่านมานานมากแล้ว ตำรวจคงหาหลักฐานได้ยาก เธอต้องชี้แนะให้ผู้โชคดี


 

"ได้ ผมจะไปแจ้งความเดี๋ยวนี้!" ผู้โชคดีพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด เพราะกำลังไลฟ์อยู่ จึงไม่สามารถโทรศัพท์ได้


 

โชคดีที่ใกล้ๆ มีตู้โทรศัพท์สาธารณะพอดี เขารีบเดินไปโทรแจ้งตำรวจ


 

ไม่นานนัก ตำรวจสายตรวจก็ขับรถมา ผู้โชคดีขึ้นรถตำรวจแล้วบอกที่อยู่


 

เสียงไซเรนดังก้องอยู่ข้างหู ผู้โชคดีรู้สึกเครียด ตอนนี้ตำรวจที่นั่งอยู่ในรถเริ่มซักถาม


 

"ช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่คุณแจ้งความ และกระบวนการที่คุณพบเจอหน่อยครับ"


 

หัวหน้าตำรวจที่รับผิดชอบการจับกุมเงยหน้ามองคนนั้นแล้วพูดอย่างช้าๆ


 

คดีฆาตกรรมแบบนี้ พวกเขาต้องการให้ผู้แจ้งความระบุรายละเอียดของเหตุการณ์ก่อนที่จะจับกุม เพื่อใช้เป็นคำให้การในการจับกุม


 

"นี่...นี่..." ผู้โชคดีอึ้งไป เหตุผลง่ายๆคือเขาตอบไม่ได้


 

ข้อมูลที่เขาแจ้งความทั้งหมดมาจากอาจารย์ เมื่อตำรวจถามถึงรายละเอียด เขาจึงตอบไม่ได้แน่นอน


 

"เป็นอะไรไป? มีปัญหาอะไรหรือ?" หัวหน้าตำรวจเหลือบมองมา เขาไม่ได้สงสัยว่าผู้โชคดีจะแจ้งความเท็จ


 

เพราะคนที่แจ้งความเท็จจริงๆ คงไม่กล้าขึ้นรถตำรวจ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายมีปัญหาบางอย่าง


 

หัวหน้ากำลังจะเอ่ยปากปลอบใจไม่ให้กังวล ก็ได้ยินเสียงใสๆดังมาจากโทรศัพท์ของอีกฝ่าย


 

"คุณลุงตำรวจคะ หนูจะเล่าให้ฟังเอง คุณลุงผู้โชคดีคะ ช่วยส่งโทรศัพท์ให้คุณลุงตำรวจหน่อยค่ะ"


 

"ได้เลย!" ผู้โชคดีได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนเจอผู้ช่วยเหลือ รีบส่งโทรศัพท์ให้ทันที


 

ส่วนตำรวจที่รับโทรศัพท์มาก็อึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้ ทำไมผู้แจ้งความถึงอธิบายไม่ได้ล่ะ?


 

อย่างไรก็ตาม เขาลังเลแค่ครู่เดียวก็ได้สติกลับมา เขารู้สึกสงสัยกับเสียงนั้น พอรับโทรศัพท์มาเห็นคนในโทรศัพท์ ดวงตาก็เบิกกว้างทันที


 

เขารีบหันหน้าไปมองผู้โชคดี สายตานั้นสื่อความหมายชัดเจน "คุณแจ้งความเท็จเหรอ?"


 

ให้เด็กสามขวบครึ่งมาอธิบายคดีฆาตกรรม เพื่อนเอ๋ย มันช่างไร้สาระเหลือเกิน!


 

ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพอันยิ่งใหญ่ เขาจึงไม่ให้เพื่อนร่วมงานขับรถกลับสถานีตำรวจ แต่กับเด็กน้อยคนนี้ เขาก็ไม่กล้าถามอะไรออกไป


 

แต่ไม่นานสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เพราะเด็กน้อยคนนี้เริ่มพูดขึ้น


 

เธอไม่เพียงแต่บอกเหตุผลของการแจ้งความ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เวลา แม้แต่สถานที่ที่อาจซ่อนศพของเหยื่อก็บอกด้วย


 

ทุกคำพูดไม่มีที่ติเหล่านั้นทำให้หัวหน้าตำรวจถึงกับมึนงง


 

อาจเป็นเพราะรายละเอียดนั้นชัดเจนเกินไป เมื่อเห็นผู้ต้องสงสัยที่จะจับกุม หัวหน้าตำรวจจึงทบทวนประเด็นสำคัญบางอย่าง


 

ระหว่างนั้น เขาคอยสังเกตอารมณ์ของผู้ต้องสงสัยตลอด เมื่อพูดถึงที่ซ่อนศพใต้เตียง สีหน้าของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปทันที


 

แม้ว่าเขาจะรีบปกปิดไว้อย่างรวดเร็ว แต่ในฐานะตำรวจ การจับอารมณ์ก็แม่นยำมาก


 

ฆ่าคนจริงๆหรือ? แถมยังซ่อนไว้ใต้เตียงด้วย?


 

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นไม่ดีในทันที เขาหันไปสั่งเพื่อนร่วมงานข้างๆว่า "เข้าไปค้นในห้องเลย!"


 

"ไม่ พวกคุณทำแบบนี้ไม่ได้!" พ่อเลี้ยงของผู้โชคดีพยายามขัดขวางด้วยสีหน้าหวาดกลัว แต่ก็ถูกตำรวจห้ามเอาไว้


 

สภาพของเขาตอนนี้สามารถบอกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และไม่นานนักตำรวจที่ค้นห้องก็ออกมาพร้อมกับโถกระเบื้อง


 

"รายงานหัวหน้า พวกเราพบสิ่งนี้ ตรวจสอบแล้ว ข้างในบรรจุเถ้ากระดูกจริงๆครับ!" ตำรวจที่ค้นห้องรายงาน


 

แม้ว่ายังไม่แน่ใจว่าเป็นเถ้ากระดูกของใคร แต่หลักฐานก็ชัดเจน เพราะว่าใครจะเอาเถ้ากระดูกไปซ่อนไว้ใต้เตียงกันล่ะ?


 

ส่วนการยืนยันตัวตนของเถ้ากระดูกนั้นไม่ยาก แค่ตรวจดีเอ็นเอก็จะรู้ทันที


 

"เป็นแกจริงๆ แกเป็นคนทำร้ายแม่ ทำแบบนี้กับเธอได้ยังไง แกมันสัตว์เดรัจฉานชัดๆ!"


 

ดวงตาทั้งสองข้างของผู้โชคดีแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาเชื่อใจเหยาเหยามาตลอด


 

ตอนนี้พบเถ้ากระดูกจากบ้านพ่อเลี้ยงของตัวเอง เขาจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นได้อย่างไร


 

พ่อเลี้ยงหน้ามนุษย์ใจสัตว์คนนี้ฆ่าแม่ของเขา แล้วยังเอาไปไว้ใต้เตียง กล้าทำแบบนี้ได้ยังไง!


 

สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือโชคดีที่ได้พบกับอาจารย์ ไม่เช่นนั้นความลับนี้จะถูกชายชั่วคนนั้นเก็บซ่อนไว้ตลอดชีวิต แล้วจะให้ไม่โกรธเกลียดได้อย่างไร


 

หากไม่ใช่เพราะตำรวจห้ามไว้ เขาคงจะพุ่งเข้าไปบีบคอชายคนนั้นให้ตายแล้ว  เขาพยายามทำให้ตัวเองสงบลง


 

เพราะไม่สามารถเข้าคุกเพราะฆาตกรคนหนึ่งได้


 

เมื่อตำรวจเห็นว่าเขาอดทนไว้ได้ก็แสดงรอยยิ้มที่โล่ง และพูดอย่างจริงจังว่า "วางใจเถอะ เราจะให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตายอย่างแน่นอน โปรดเชื่อมั่นในพวกเรา!"


 

"ขอบคุณ!" เสียงของผู้โชคดีสั่นเครือไม่หยุด


 

เขาเกลียดตัวเอง ถ้าตอนนั้นไม่ออกจากบ้าน หรือไม่ยอมให้แม่แต่งงานใหม่อย่างเด็ดขาด ด้วยความรักที่แม่มีต่อเขา ถ้าพยายามขัดขวางสุดชีวิต สุดท้ายแม่ก็คงจะยอมแพ้


 

แต่เขากลับเลือกวิธีที่โง่ที่สุด ไม่เพียงแต่ทำร้ายคนอื่น แต่ยังทำร้ายตัวเองด้วย


 

ความโกรธชั่ววูบ ทำให้เขาสูญเสียความสัมพันธ์แม่ลูกไปตลอดกาล


 

ผู้โชคดีหลับตาลงอย่างเจ็บปวด เขาพยายามห้ามตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถหยุดน้ำตาที่ไหลรินลงมาได้


 

--- จบตอน ---

Comments