small girl ep141-150

                                              บทที่ 141: พวกคุณไม่ใช่พี่น้องกันโดยสายเลือด



[โว้ย นี่มันพล็อตท่านประธานความจำเสื่อมนี่นา! เห็นไหมว่าเรื่องจริงก็เอามาจากนิยายเหมือนกัน ไม่ได้โม้เลย]


[ตอนนี้มันเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว ผู้โชคดีจะให้ลูกสาวของตัวเองแต่งงานกับลูกชายของอดีตภรรยาหรือเปล่า จากที่ฟังฝ่ายชายพูดมา ดูเหมือนว่าแฟนสาวจะท้องด้วย แล้วประเด็นก็อยู่ที่ตัวลูกเขยนี่แหละ]


[ลูกเขยคนนี้เกิดก่อนที่ฝ่ายชายจะความจำเสื่อมหรือว่าเกิดหลังจากที่ฝ่ายหญิงแต่งงานใหม่? ถ้าเป็นอย่างหลังก็ยังดี แต่ถ้าเป็นอย่างแรก เด็กทั้งสองนี่จะกลายเป็นพี่น้องกันแน่ๆ]


 

[ไม่ต้องเดาแล้ว ดูสีหน้าของลูกเขยกับแม่เขยสิ น่าจะเป็นอย่างแรกแน่ๆ ฉันว่าแล้วว่าทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ ลูกเขยนี่เหมือนเป็นตัวตายตัวแทนของผู้โชคดีตอนหนุ่มๆเลย!]


 

[แบบนี้ก็เท่ากับพี่น้องมีความสัมพันธ์กัน โอ้แม่เจ้า นี่มันบาปหนา!]


 

ชาวเน็ตเพิ่งจะคิดออกว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป ทุกคนต่างตกใจกับดราม่าที่เกินคาดหมายนี้


 

ใบหน้าของผู้โชคดีก็ซีดเผือดทันที


 

ขณะที่อาจารย์ใหญ่พูดขึ้นมา เขาได้หันไปดูคอมเมนต์ในห้องถ่ายทอดสด ซึ่งทั้งหมดนี้เขาเห็นกับตาตัวเองแล้ว


 

คนที่มึนงงที่สุดในตอนนี้คือ ลูกสาวของผู้โชคดี เธอมองหน้าพ่อของตัวเอง แล้วก็หันไปมองครอบครัวของแฟนหนุ่มอีกที


 

เธอพูดด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจ "นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย!"


 

"พ่อคะ ทำไมพ่อถึงเป็นสามีของป้าฉิน แล้วอย่างนี้ฉันกับเจียฮ่าวก็..."


 

เธออ้าปากจะพูดต่อ แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ลำคอ ไม่สามารถพูดออกมาได้


 

เสียงของเธอเหมือนฉีกความเงียบในห้องออกเป็นชิ้นๆ โดยเฉพาะปฏิกิริยาของแม่ลูกตระกูลโจวนั้นยิ่งรุนแรงกว่าใคร


 

โจวเจียฮ่าวมองแฟนสาวด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด "เฉียวเฉียว พวกเราคงแต่งงานกันไม่ได้แล้ว"


 

ก่อนหน้านี้เขายังมีความหวังว่าอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญที่พ่อของแฟนสาวหน้าตาคล้ายกับพ่อของเขา


 

แต่ที่แม่ของเขายืนยันด้วยปากตัวเองนั้น มันทำลายความหวังสุดท้ายของเขาลงไปหมดสิ้น


 

เขายิ้มอย่างขมขื่น เพราะใครจะคิดว่าคนที่เคยคิดว่าเป็นพ่อแฟนจะกลายมาเป็นพ่อแท้ๆของตัวเอง แฟนสาวก็กลายเป็นน้องสาวไปโดยปริยาย เรื่องแบบนี้ใครจะยอมรับได้บ้าง


 

แถมลูกที่พวกเขารอคอยมาตลอดก็คงจะต้องยอมสละไป โจวเจียฮ่าวรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดมิด


 

"ช่างบาปหนานัก!" ฉินโหรวมองชายตรงหน้า ดวงตาของเธอแดงก่ำในทันที


 

เธอชี้หน้าด่าเขาว่า "โจวจิ่งนั่ว ตอนที่เกิดน้ำท่วม ทำไมคุณไม่จมน้ำตายไปนะ คุณนี่จะทำให้ลูกชายของตัวเองถูกหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิตเลยหรือไง!"


 

เรื่องที่คบกับน้องสาวแท้ๆของตัวเองมันจะกลายเป็นเรื่องราวดีๆได้อย่างไร?


 

แม้ว่าไม่รู้เรื่องมาก่อน แต่ใครจะสนใจฟัง ในเมื่อตอนนี้กำลังสนุกกับการดูเรื่องดราม่ากันอยู่


 

ในห้องตอนนี้ไม่มีใครสีหน้าดีเลย ผู้โชคดีที่ตอนนี้หันไปมองลูกสาวของตัวเอง สภาพของเธอก็ดูไม่ค่อยดีนัก


 

เขารู้ดีว่าเธอรักแฟนหนุ่มมาก เรื่องยุ่งเหยิงแบบนี้เกิดขึ้น แถมเธอยังท้องอยู่ด้วย เขากลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นกับลูกสาวของเขา


 

ผู้โชคดีจึงยอมละทิ้งความจริงที่ซับซ้อนทั้งหมด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "เฉียวเฉียว ลูกอย่าเพิ่งตกใจนะ ฟังพ่อพูดให้จบก่อนได้ไหม!"


 

เธอไม่ได้ตอบอะไร แต่ในแววตานั้นบ่งบอกว่าเธอพร้อมจะฟังคำอธิบาย


 

เพราะในความคิดของเธอ พ่อของเธอเป็นคนซื่อตรงและรับผิดชอบมาตลอด เธอไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าพ่อจะทำเรื่องอย่างการทิ้งภรรยาและลูกได้


 

ดังนั้นต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นความเข้าใจผิด


 

"ดีแล้วที่ลูกยอมฟัง" ผู้โชคดียิ้มอย่างพอใจ


 

"ความจริงแล้ว ต่อให้แฟนของลูกจะเป็นลูกแท้ๆของพ่อ แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อความสัมพันธ์ของพวกเธอหรอก"


 

"เพราะว่า เฉียวเฉียว ลูกไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อ"


 

ผู้โชคดีถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดความลับที่เก็บซ่อนไว้มานานออกมา


 

เดิมทีเขาคิดว่าจะเก็บความลับนี้ไปตลอดชีวิต หากเป็นไปได้


 

หลังจากที่เขาพูดจบ ไม่เพียงแต่ลูกสาวของเขาจะตกตะลึง แต่แม้กระทั่งฉินโหรวก็ยังตกใจจนตอบสนองไม่ถูก


 

"พ่อคะ เป็นไปได้ยังไง หนูจะไม่ใช่ลูกของพ่อได้ยังไง!" ลูกสาวของเขาส่ายหัวด้วยความไม่ยอมรับ


 

เพียงช่วงเวลาสั้นๆนี้ เธอคิดถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงที่สุดก็คือสิ่งนี้


 

ในตอนนี้ เธอยอมรับได้มากกว่าที่พ่อของเธอจะยอมรับว่าเธอกับแฟนหนุ่มเป็นพี่น้องกัน อย่างน้อยเธอก็ยังเป็นลูกสาวของเขาอยู่ดี


 

แต่สุดท้ายเธอก็ต้องผิดหวัง เมื่อเห็นผู้โชคดีส่ายหัวแล้วพูดว่า “ลูก พ่อไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกหนูหรอก”


 

“แต่อย่าคิดมากเลยนะ ต่อให้เราไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ?”


 

“ความผูกพันระหว่างเราที่เป็นพ่อลูกกันมาหลายปี จะหายไปเพียงเพราะเรื่องนี้หรือ?”


 

ผู้โชคดีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะถ้าเขาสนใจเรื่องสายเลือดจริงๆ เขาก็คงจะบอกไปนานแล้ว


 

เมื่อได้ยินคำถามนี้ เธอก็ส่ายหัวตอบทันทีว่า “แน่นอนว่าไม่ค่ะ ไม่ว่าจะยังไง หนูก็คือลูกของพ่อเสมอ”


 

“เรื่องนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนไปตลอดชีวิตนี้!”


 

เมื่อคำตอบที่อยู่ในใจของเธอหลุดออกมา เธอก็พบว่า ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดดันหัวใจของเธอตลอดมาได้หายไปทันที


 

ในเมื่อเธอกับแฟนหนุ่มไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถแต่งงานกันได้ และลูกของพวกเขาก็สามารถลืมตาดูโลกได้อย่างราบรื่น


 

การพลิกผันนี้เกิดขึ้นกะทันหันจนเธอร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้


 

ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้น แม้แต่แฟนหนุ่มของเธอก็มีน้ำตาคลอเช่นกัน ตอนนี้ทั้งสองคนต่างจับมือกันแน่น


 

ความรู้สึกที่เคยสูญเสียไปและได้กลับคืนมาทำให้พวกมั่นใจในกันและกันมากขึ้น ดูเหมือนว่าการจับมือกันไว้จะเป็นหนทางเดียวที่ช่วยทำให้พวกเขาสงบลงได้


 

และเมื่อเห็นสองคนที่กำลังจับมือกันแน่นอยู่ตรงหน้า เหล่าผู้ชมที่ดูการถ่ายทอดสดต่างรู้สึกอึ้งไปตามๆกัน


 

[ไม่ใช่สิ การพลิกผันนี้มันมาเร็วเกินไปแล้ว!]


 

[ไหนว่าแท้จริงแล้วคู่รักลูกของผู้โชคดีกลายเป็นพี่น้องกัน แล้วทำไมถึงกลับลำได้ล่ะ?]


 

[แบบนี้ฉันยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิมว่า ผู้โชคดีผ่านอะไรมาบ้างในช่วงหลายปีนี้ ใครช่วยบอกทีเถอะ ฉันขอล่ะ!]


จะว่าไปแล้วก็ไม่แปลกใจที่ชาวเน็ตจะอยากดูเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ เพราะเรื่องราวชีวิตของผู้โชคดีนั้นมันซับซ้อนยิ่งกว่าละครโทรทัศน์เสียอีก


 

ถ้าไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด คนดูคงนอนไม่หลับเป็นแน่


 

และเหมือนว่าได้ยินเสียงเหล่าผู้ชมบ่นกันอยู่ ในตอนนั้นเองที่ฉินโหรวซึ่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้น


 

“ในเมื่อเรื่องของคนรุ่นเด็กถูกแก้ไขแล้ว ตอนนี้ก็คงถึงตาของพวกเราแล้วล่ะ”


 

“ฉันควรจะเรียกคุณว่า ‘โจวจิ่งนั่ว’ หรือ ‘ฮั่นเฉิง’ ดีล่ะ?”




บทที่ 142 อดีตที่ถูกลืม


 

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ไม่เพียงแค่ผู้โชคดี แต่ทุกคนในห้องก็ต่างเปลี่ยนสีหน้ากันไปเล็กน้อย


 

เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ถือเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร เรื่องของเด็กๆนั้นเน้นไปที่สายเลือดเป็นหลัก เมื่อไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี


 

แต่เรื่องของผู้โชคดีนั้นหนักหนากว่า เพราะเขาควรจะตายไปแล้วจากน้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับยังมีชีวิตอยู่ แถมยังมีชื่อใหม่และใช้ชีวิตใหม่ไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะลูกชายของเขาเกิดบังเอิญไปคบกับ ‘ลูกสาวบุญธรรม’ ของเขา ฉินโหร่วคงไม่มีวันคิดเลยว่าผู้ชายที่เธอคิดถึงและโหยหามาตลอดยังมีชีวิตอยู่


 

ความรู้สึกผิดหวังนี้ไม่ว่าใครก็คงยอมรับไม่ได้ เธอจึงต้องการคำอธิบายที่ทำให้เธอเชื่อได้จริง


 

ตอนนี้เธอพยายามที่จะสงบสติอารมณ์ แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าไหล่ของเธอกำลังสั่นเทา


 

ผู้โชคดีเม้มริมฝีปาก จริงๆแล้วตั้งแต่ที่เขาได้ยินจากอาจารย์น้อยว่า ผู้หญิงคนนี้คือภรรยาเก่าของเขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า เพราะเห็นได้ชัดว่าตอนนั้นเขาไม่ได้หย่าขาดกับเธอ


 

พูดแบบตรงๆเลยก็คือ นี่คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย สมรสซ้อน


 

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีลูกชายกับเธอ เขารู้ดีว่าการเลี้ยงดูลูกนั้นยากลำบากแค่ไหน เขาเป็นผู้ชายที่แข็งแรงยังแทบเอาตัวไม่รอด ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงอ่อนแออย่างเธอเลย


 

แม้ว่าตอนนั้นเขาจะสูญเสียความทรงจำ แต่นั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่าเขายังติดหนี้เธออยู่ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกตัวเองผิดอยู่ตั้งแต่แรก


 

“ขอโทษ” ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆคำขอโทษนี้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น


 

“คุณรู้สึกผิดกับฉันอยู่แล้วใช่ไหม!” ฉินโหร่วเมื่อได้ยินคำนี้ น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด มันไม่ใช่เพราะเธออ่อนไหวเกินไป แต่ถ้าหากเขาอธิบายมากมายด้วยเหตุผลต่างๆเธอคงจะโกรธมากกว่า


 

ในตอนนั้นคงจะเกิดการทะเลาะกันอย่างแน่นอน เพราะเธอทุ่มเทชีวิตครึ่งหนึ่งเพื่อเขา จะให้มาฟังคำแก้ตัวง่ายๆได้อย่างไร?


 

แต่ในทางกลับกัน เขากลับเลือกที่จะกล่าวคำขอโทษอย่างจริงจัง


 

คำขอโทษนี้แสดงให้เห็นว่าเขายอมรับความผิดพลาดในอดีตทั้งหมด เขารู้ดีว่าเขาทำผิดกับเธอ คำขอโทษนี้ทำให้เธอยอมให้เขามีโอกาสที่จะอธิบาย


 

[มาแล้ว มาแล้ว ช่วงเวลาสำคัญมาถึงแล้ว]


 

[เร็วๆ บอกเราหน่อยสิว่าเรื่องนี้มันจะซับซ้อนแค่ไหน!]


 

"จริงๆแล้ว ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากกลับไปหา แต่ฉันจำอะไรเกี่ยวกับอดีตไม่ได้เลย"


 

ผู้โชคดีรู้ว่าเขาหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป เขาจึงเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่างละเอียด


 

ปรากฏว่า เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาพบว่าภรรยาคนปัจจุบันของเขาเป็นคนช่วยชีวิตเขาจากการจมน้ำ


 

ตอนนั้นเขาจำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร หรือจะทำอะไรต่อไป เธอรู้ถึงสถานการณ์ของเขาจึงแซวเขาเล่นๆว่าให้ไปอยู่กับเธอ เธอไม่กล้ารับรองว่าจะให้ชีวิตดีๆ แต่ก็อย่างน้อยจะไม่ให้เขานอนข้างถนน หรืออดตายเพราะไม่มีอะไรกินผู้โชคดีจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล


 

เพราะในสายตาของเขา ถึงเธอไม่ช่วยเขา เขาก็ยังคงต้องตอบแทนบุญคุณนี้อยู่ดี ในเมื่อเธอเสนอที่อยู่และอาหาร นี่มันก็ถือเป็นข้อเสนอที่ดี จะปฏิเสธได้อย่างไร


 

อาจเป็นเพราะบุญคุณนี้ที่ทำให้เขาขยันทำงานและช่วยเหลือทุกอย่างอย่างเต็มที่ และเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงได้รับความชื่นชมจากภรรยา ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเริ่มสนิทสนมกัน


 

ต่อมา เมื่อเขาเริ่มคุ้นเคยกับเธอ เขาจึงได้รู้ว่าเหตุผลที่ภรรยาของเขาไปที่ริมแม่น้ำในวันนั้นก็เพราะเธอต้องการจะฆ่าตัวตาย


 

เหตุผลมาจากการที่เธอโดนผู้ชายห่วยๆคนหนึ่งทิ้งไป อีกทั้งเขายังเอาเงินส่วนใหญ่ของเธอไปด้วย ตอนนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา


 

ในสมัยนั้น การตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานถือเป็นเรื่องน่าละอาย เธอไปที่ไหนก็ถูกนินทาลับหลัง ประกอบกับอารมณ์ที่ไม่มั่นคงเพราะตั้งครรภ์ ทำให้เธอระเบิดความเศร้าโศกออกมา จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย


 

แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะมาพบกับชายที่ถูกพัดขึ้นฝั่งอย่างเขาเข้า


 

ด้วยความคิดที่จะช่วยเขาชีวิตจึงทำให้เธอลืมความตั้งใจที่จะจบชีวิตตัวเอง เมื่อรู้ตัว  เธอก็รู้สึกโชคดีที่ไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่นไป


 

บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเขาช่วยชีวิตเธอไว้ เธอจึงเอาใจใส่เขามากขึ้น


 

“ต่อมา เพราะการทำสูติบัตรให้กับลูก จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลของทั้งพ่อและแม่ แต่พ่อแท้ๆของเฉียวเฉียวได้หายตัวไปพร้อมเงิน ไม่รู้ว่าไปไหนต่อไหนแล้ว”


 

"เมื่อเห็นท้องที่โตขึ้นทุกวัน แม่ของเฉียวเฉียวจึงไม่มีทางเลือก เธอบอกว่า ถ้าเราแต่งงานกัน ก็จะเป็นแค่สามีภรรยาในนาม ไม่ใช่สามีภรรยาจริงๆ พอเด็กเกิดแล้ว เมื่อไหร่ก็หย่าได้"


 

บางทีอาจเป็นเพราะถูกผู้ชายเลวทำร้ายจิตใจ ทำให้เธอไม่สามารถไว้ใจผู้ชายแปลกหน้าได้อีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแต่งงาน


 

ส่วนที่เธอเลือกเขาก็เพราะเรามีบุญคุณต่อกันช่วยชีวิตซึ่งกันและกัน จากนั้นก็ผ่านการพิจารณาหลายเดือน คิดทบทวนหลายครั้งแล้วถึงได้ตัดสินใจ


 

ผู้โชคดีไม่ได้มีความรู้สึกชายหญิงต่อคนหลัง แต่เขาได้รับความช่วยเหลือมากมายจากเธอ


 

เพียงแค่ร่วมมือกันจดทะเบียนสมรส ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เขาจึงตกลงโดยไม่คิดมาก


 

"ตอนนั้นแม้ฉันจะไม่มีบัตรประจำตัว แต่การทำใหม่ก็ไม่ยากเย็นอะไร"


 

ในสมัยนั้น ข้อมูลของแต่ละพื้นที่ยังไม่เชื่อมโยงกันเหมือนทุกวันนี้


 

ภายหลังอาศัยเส้นสายก็แก้ปัญหานี้ได้ ทั้งสองจึงจดทะเบียนสมรสกันได้อย่างราบรื่น


 

ทั้งคู่คิดว่าเมื่อเด็กคลอดออกมา เรื่องนี้ก็จะผ่านพ้นไป


 

ใครจะรู้ว่าสวรรค์ไม่เป็นใจ ภรรยาตกเลือดหนักหลังคลอด สุดท้ายก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ได้


 

เธอทันได้สั่งเสียฉันก่อนตาย ให้ดูแลลูกสาวให้ดี แล้วก็จากโลกนี้ไป


 

"แม่ของเฉียวเฉียวเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่มีญาติพี่น้องเลย ดังนั้นเฉียวเฉียวจึงต้องอยู่ในความดูแลของฉัน"


 

"ตอนนั้น ฉันก็อยู่คนเดียว คิดว่ามีเด็กมาอยู่เป็นเพื่อนก็ดี อีกอย่างฉันยังติดบุญคุณที่เธอช่วยชีวิตไว้"


 

"โชคดีที่เฉียวเฉียวเป็นเด็กที่ไม่ทำให้คนอื่นต้องกังวล ไม่เคยทำให้ฉันต้องเป็นห่วงเลยสักครั้ง"


 

จากนั้นเขาก็ใช้เงินเก็บที่ภรรยาทิ้งไว้ตอนเสียชีวิต รวมกับเงินที่ตัวเองหาได้จากการทำงาน เริ่มทำธุรกิจเล็กๆ


 

โชคดีที่ได้ทันกระแสการลงทุน ธุรกิจก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตก็ดีขึ้นทุกวัน


 

ต่อมา มีคนมาช่วยเป็นแม่สื่อให้เขาหลายคน แต่เขาปฏิเสธไปทั้งหมด


 

นอกจากกลัวว่าภรรยาใหม่อาจจะไม่ดีกับลูกสาว แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขาก็ตาม แต่ความรู้สึกที่เลี้ยงดูมากับมือนั้นยังรักมากกว่าลูกแท้ๆเสียอีก


 

อีกอย่าง เขารู้สึกว่าชะตาชีวิตของตัวเองไม่ดี คิดว่าตัวเองเป็นกาลกิณีทำให้ภรรยาต้องตาย


 

อาจเป็นเพราะชีวิตไม่มีปัญหาแล้ว เขาจึงอยากรู้เรื่องราวในอดีตของตัวเองบ้าง


 

ดังนั้น ในช่วงนี้ผู้โชคดีจึงพยายามค้นหา


 

แต่เอกสารสำคัญของเขาถูกน้ำในแม่น้ำพัดพาไปหมดตั้งแต่แรก ทำให้ไม่รู้จะเริ่มค้นหาจากตรงไหน จึงต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ


 

จนกระทั่งเมื่อเจ็ดปีก่อน อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้นทำให้เขานึกถึงความทรงจำบางส่วนที่หายไปได้


 

ผู้โชคดีรู้สึกว่าเหมือนมีบางสิ่งรอคอยให้ตนไปเติมเต็ม พลังในการค้นหาจึงกลายเป็นความคลั่งไคล้อย่างมาก


 

ใครจะรู้ว่าเรื่องจะบังเอิญขนาดนี้ อดีตของตัวเองกลับมาปรากฏในรูปแบบเช่นนี้ และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแทบจะไม่สามารถแก้ไขได้เลย




บทที่ 143 ผู้โชคดีคนที่สองที่ดูไม่ปกติ

 

[โอ้แม่เจ้า ประสบการณ์ของผู้โชคดีนี่มันเหนือกว่าตัวละครในหนังถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าดีมากหรอกนะ แต่มันพลิกผันมากต่างหาก]


 

[แล้วแบบนี้จะนับเป็นการสมรสซ้อนหรือเปล่า หลังจากผู้โชคดีคนนี้เสียความทรงจำไปแล้วแต่งงานใหม่]


 

[น่าจะนับนะ เพราะยังไงก็เป็นคนคนเดียวกัน แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับภรรยาเก่าว่าจะตัดสินใจยังไง ถ้าเธอจะฟ้อง ศาลก็คงตัดสินตามนั้น]


 

ชาวเน็ตเริ่มเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายและศีลธรรมของเรื่องนี้


 

แต่ความคิดเห็นก็มีทั้งดีและร้าย ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับเจตนาของการสมรสซ้อนของผู้โชคดี และสถานะตอนนั้น


 

เพราะเขาไม่ใช่คนที่จงใจทำผิด และไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับภรรยาใหม่จริงๆ


 

เรื่องนี้ทำให้ความรู้สึกไม่พอใจของชาวเน็ตลดลงไปมาก


 

แต่พวกเขาไม่ใช่คู่กรณีจริง จึงไม่สามารถตัดสินผลลัพธ์ได้ เพียงแค่ออกความเห็นตามที่แต่ละคนคิดเท่านั้น


 

ฉินโหร่วโหร่วที่ฟังเรื่องราวการเดินทางของผู้โชคดีมาหลายปี ก็อดเงียบไม่ได้


 

เธอมองเขาด้วยสายตาจริงจังแล้วถามว่า “ไม่มีหลักฐานแล้วจะพิสูจน์ยังไงว่าคุณเคยตามหาพวกเราจริงๆ?”


 

ทันทีที่เธอถามคำถามนี้ออกไป ชาวเน็ตก็รู้คำตอบกันหมดแล้ว


 

ฉินโหร่วโหร่วไม่มีความโกรธใดๆ เพราะถ้าลองคิดในมุมของเธอ การที่คนคนหนึ่งสูญเสียความทรงจำไป อาจจะเลือกทำแบบเดียวกันก็ได้


 

สำหรับเธอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวผู้โชคดีในตอนนี้ที่ความจำกลับมาแล้วคือเขาเคยตามหาเธอหรือไม่


 

ถ้าเคยตามหา นั่นหมายความว่าเขายังคิดถึงเธอและลูก ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ


 

เพราะเมื่ออายุถึงจุดหนึ่ง ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมัวแต่มองหาแต่ความรักอีกต่อไป เพียงรู้ว่าเขายังใส่ใจ ก็เพียงพอแล้ว


 

แต่ถ้าเขาไม่ตามหา ก็ไม่เป็นไร เพราะเวลายี่สิบปีมันเปลี่ยนแปลงอะไรไปได้เยอะ เธอจะถือว่าเธอประเมินความสัมพันธ์ของพวกเขาสูงเกินไปเอง


 

“ไม่ต้องกังวล เรื่องทั้งหมดนี้จะไม่ส่งผลกระทบถึงพวกเธอแน่นอน” ฉินโหร่วโหร่วเหลือบมองลูกชายที่เหมือนอยากพูดอะไรแต่หยุดไป แล้วส่ายศีรษะเบาๆ


 

เธอเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ดี ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง เธอก็จะไม่ทำให้คนรุ่นหลังเดือดร้อน


 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่รู้อะไรมาก่อน และต่างก็ชอบกันโดยบริสุทธิ์ใจ ยิ่งไม่ควรจะต้องมาแบกรับปัญหาของคนรุ่นก่อน


 

ถึงแม้จะดูไม่ค่อยเหมาะสม แต่โจวเจียฮ่าวก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วมองไปที่ผู้โชคดีด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น


 

เพราะในความทรงจำของเขา ผู้ชายคนนี้มีตัวตนแค่ในรูปถ่าย เป็นเรื่องต้องห้ามในใจของแม่


 

ตอนนี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา แถมยังเป็นพ่อของแฟนสาวของเขาอีก ถึงแม้จะไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่ก็ยังทำให้รู้สึกแปลกๆอยู่ดี


 

หลักฐานเหรอ? ผู้โชคดีกลับทำหน้าตาอึดอัด


 

ต้องรู้ว่า ตอนที่ตัวเขาเองตามหาคนในอดีตนั้น ส่วนใหญ่กลับถูกพวกหลอกเอาเงินไปทั้งหมด พวกนั้นเอาเงินไปแล้วก็หนีหาย จะไปเหลือหลักฐานอะไรให้พิสูจน์ได้


 

ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นการหาปัญหาใส่ตัวแล้ว


 

เมื่อเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของเขา สีหน้าของคนทั้งสามในห้องเริ่มดูแปลกไป ผู้โชคดีก็เริ่มร้อนใจ


 

แล้วจู่ๆ เสียงเล็กๆใสๆดังก็ขึ้นมา


 

“ป้าคนสวย หนูช่วยคุณลุงพิสูจน์ได้นะ!”


 

ในห้องที่เงียบอยู่แล้ว เสียงเล็กๆนี้ยิ่งดังชัดเจนขึ้นไปอีก ไม่มีใครคิดเลยว่าผู้โชคดียังเปิดวิดีโอคอลอยู่


 

“ใช่แล้ว อาจารย์น้อยช่วยพิสูจน์ให้ได้” ผู้โชคดีที่ได้ยินดังนั้นก็เหมือนเห็นแสงสว่าง รีบพยักหน้าตอบทันที


 

“เด็กคนนี้คืออาจารย์ที่คุณพูดถึงเหรอ?” ฉินโหร่วโหร่วเดินเข้าไปดู ก่อนจะเห็นสิ่งที่ปรากฏในห้องถ่ายทอดสด สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นโกรธทันที


 

“ถ้าคุณจะทำแบบนี้ สู้บอกตามตรงเลยว่าไม่เคยตามหาจะดีกว่า”


 

เสียงของเด็กที่เธอได้ยินเมื่อครู่ก็เริ่มแปลกๆในตอนนั้นแล้ว เพราะฟังดูเรียบร้อยเกินไป พอได้เห็นจริงๆ ยิ่งยืนยันว่าเธอประเมินเรื่องนี้ต่ำไป


 

ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเล่นตลก ฉินโหร่วโหร่วเหลือบมองผู้โชคดีด้วยสายตาโกรธจัด ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกไป


 

แต่ก่อนที่เธอจะพ้นกรอบกล้องไป คำพูดของเขาก็ทำให้เธอหยุดนิ่งไป


 

“คุณป้าคนสวย ตรงหว่างคิ้วของคุณดูเหมือนจะมีดอกท้อเปล่งประกาย ช่วงนี้มีคนมาจีบใช่ไหมคะ?”


 

“หืม? แต่เป็นดอกท้อเน่า เขาเป็นคนไม่ดีที่มีแนวโน้มทำร้ายร่างกายคุณ อย่าตอบรับเขานะคะ”


 

ฉินโหร่วโหร่วหันกลับมามองด้วยความตกใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ: "ธะ เธอ...เธอรู้ได้ยังไง?"


 

ก็ไม่แปลกที่เธอจะตกใจขนาดนั้น เพราะเรื่องที่มีคนมาจีบเธอ เธอยังไม่ได้บอกแม้แต่ลูกชายตัวเองเลย


 

นอกจากเธอจะไม่มีความคิดจะแต่งงานใหม่แล้ว ลูกชายของเธอยังยุ่งอยู่กับการเตรียมงานแต่งของตัวเอง เธอไม่อยากให้ใครต้องกังวลในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้


 

ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะมีแค่เธอที่รู้เท่านั้น


 

แต่กลับถูกเด็กตัวเล็กๆคนนี้พูดออกมาได้อย่างถูกต้อง ฉินโหร่วโหร่วรู้สึกเหมือนหน้าตาของเธอแสดงอารมณ์หลากหลายไปหมด


 

ตอนที่เธอคุยกับเพื่อนบ้านก็ได้ยินมาว่าคนที่มาจีบเธอนั้นมีนิสัยไม่ดีจริงๆ


 

เดาถูกถึงขนาดนี้ ไม่สามารถถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีกต่อไปแล้ว ที่แท้เป็นเด็กน้อยคนนี้ก็เป็นอาจารย์จริงๆ โจวจิ่งนั่วไม่ได้หลอกเธอ!


 

ฉินโหร่วโหร่วสีหน้าอ่อนลง พูดขึ้นว่า “ในเมื่อมีอาจารย์ยืนยันให้ ฉันก็จะเชื่อคุณ”


 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้โชคดีก็ถอนหายใจยาวออกมา เขาขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง


 

“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง นี่เป็นหน้าที่ของหนูเอง”


 

เหยาเหยาพยักหน้าแล้วยิ้ม


 

ที่เธอเปิดปากพูดออกมาแบบนี้ก็เพราะเธอเห็นเส้นสมพงษ์ของผู้โชคดีกับคนที่พูดถึงยังไม่ขาดกัน


 

นั่นหมายความว่า ทั้งสองคนยังจะต้องมาลงเอยกันในที่สุด เพียงแต่ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เธอแค่ช่วยให้กระบวนการเร็วขึ้นเท่านั้นเอง


 

และวันนั้นก็จะไม่ไกลเกินไป เพราะความจำของผู้โชคดีจะกลับคืนมาในเร็วๆนี้ เมื่อเขานึกถึงอดีตที่เคยผ่านพ้นไปได้ เขาจะกลายเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง


 

ไม่เพียงแต่เขาจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชดเชยความรับผิดชอบที่ขาดไปในอดีต แต่ด้านความรักก็จะเบ่งบานขึ้นอย่างสมบูรณ์


 

เพราะความสัมพันธ์พิเศษนี้ ครอบครัวที่ประกอบด้วยลูกๆของผู้โชคดีจะกลมเกลียวกันอย่างมาก จนถือว่าเป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบ


 

“ในเมื่อเรื่องเรียบร้อยแล้ว หนูขอจบการไลฟ์ตรงนี้นะ!”


 

เหยาเหยาเห็นว่าไม่มีอะไรให้เธอต้องช่วยเหลืออีกแล้ว ครอบครัวของพวกเขาก็ได้พบกันหลังจากห่างหายไปนาน น่าจะมีเรื่องคุยกันมากมาย


 

เมื่ออีกฝ่ายขอบคุณ เธอก็ยื่นมือไปกดปิดไลฟ์


 

ในห้องไลฟ์ส่วนตัว คอมเมนต์ของผู้ชมก็กลายเป็นสนุกสนานมากขึ้น เพราะตอนที่อยู่ต่อหน้าคนในเหตุการณ์จริงๆ จะคอมเมนต์อะไรก็ต้องระวังนิดหน่อย


 

[อาจารย์น้อยเริ่มต้นวันแรกก็จัดเต็มซะแล้ว]


 

[ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของมนุษย์เห็นได้อย่างชัดเจนในครอบครัวนี้ ต่อไปอย่าให้คนรุ่นถัดไปรู้เรื่องนี้เลย ไม่อย่างนั้นสมองเด็กๆต้องระเบิดแน่]


 

[แต่ก็มีข้อดีนะ ครอบครัวพวกเขาจะไม่มีปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้แน่ๆ แล้วเรื่องความสัมพันธ์คู่รักก็จะไม่มีวันไม่ลงรอยกัน เพราะถึงจะหย่าหรือไม่หย่า ยังไงก็ต้องนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันอยู่ดี]


 

ภาพที่จินตนาการชัดเจนเกินไป จนทำให้ผู้ชมอดหัวเราะไม่ได้


 

เหยาเหยาเห็นก็ไม่ห้ามอะไร เธอดื่มน้ำบ๊วยเย็นๆหนึ่งอึก รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่วยให้เธอสดชื่นขึ้นทันที


 

“มาเริ่มจับรางวัลต่อเลยนะคะ เตรียมตัวกันให้พร้อม!”


 

เธอยิ้มแย้มแจ่มใสเตือนผู้ชมในไลฟ์ แล้วเริ่มจับรางวัลหาผู้โชคดีคนที่สองต่อ


 

ไม่นาน ผู้โชคดีคนที่สองก็ปรากฏตัวขึ้น


 

คราวนี้เป็นหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆ หน้าตาของเธอไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือผิวที่ขาว ผิวหนังที่เปลือยเปล่าราวกับหยกขาวใส


 

ผู้ชมต่างตกตะลึงในความขาวของเธอ พากันชื่นชมว่าผิวของผู้โชคดีคนนี้ขาวจนหาใครเทียบไม่ได้ เป็นผิวที่โดดเด่นในชีวิตจริงและส่งเสริมบุคลิกอย่างมาก


 

อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเหยาเหยากลับเปลี่ยนไปทันที


 

เพราะเธอไม่ได้รู้สึกถึงชีวิตในตัวหญิงสาวคนนั้นเลย


 

เธอคือคนที่ตายไปแล้ว!




บทที่ 144 บุญกุศลตกน้ำ


 

นี่เป็นเรื่องแปลกจริงๆ!


 

ต้องรู้ไว้ว่า เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณจะต้องหลุดออกจากร่างกาย สูญเสียการป้องกันตัวเอง ทำให้วิญญาณในโลกนี้จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ หากไม่เข้าสู่ยมโลกก็จะหายไปอย่างสิ้นเชิง


 

นี่คือกฎที่ธรรมชาติและทุกสรรพสิ่งต้องปฏิบัติตาม


 

แต่สรรพสิ่งย่อมมีความเปลี่ยนแปลง หากหลังความตาย วิญญาณไม่ละจากร่าง ในสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นผีดิบ


 

ผีดิบนั้นไม่ได้อยู่ในโลกแห่งธรรมชาติหรือธาตุทั้งห้า


 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างซ่างกับผีคือ ผีดิบมีร่างกายที่พึ่งพาได้ ดังนั้นตามหลักการมันสามารถอยู่ในโลกมนุษย์ได้ตลอดไป


 

แต่ผีดิบมีข้อบกพร่องใหญ่คือ ร่างกายและวิญญาณไม่ประสานกัน เว้นแต่จะฝึกจนถึงขั้นร่างกายไม่เสื่อมสลาย ไม่เช่นนั้นมันจะไม่เหมือนมนุษย์


 

พี่สาวที่อยู่ตรงหน้ามีแต่ลมปราณแห่งความตาย และดูเหมือนว่าเธอจะเป็นผีดิบ นี่หมายความว่าเธออาจจะเป็นผีดิบที่ไม่เสื่อมสลายแล้วแล้วหรือ?


 

แต่นี่ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ผีดิบที่ไม่เสื่อมสลายมีความอันตรายมากกว่าผีทั่วไป การเกิดขึ้นของมันจะต้องมีการเตือนจากธรรมชาติและไม่สามารถปิดบังได้


 

ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ยังไม่มีข่าวของผีดิบที่ไม่เสื่อมสลายเลย ดังนั้นเธออาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในระดับนี้


 

ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็ต้องมีบางสิ่งที่ผิดปกติแน่นอน


 

“พี่สาวต้องการให้ช่วยอะไรคะ?”


 

เหยาเหยาตั้งสติและมองไปที่หญิงสาวอย่างจริงจัง


 

เธอไม่ได้เปิดเผยตัวตนของหญิงสาวเพราะการพูดตรงๆอาจจะไม่มีประโยชน์ และเธอไม่สามารถทำอันตรายต่อผีดิบที่มีร่างกายได้จากระยะไกล


 

ในทางกลับกัน หากหญิงสาวมาเจอเธอด้วยตนเอง น่าจะมีความต้องการบางอย่าง ดังนั้นควรฟังให้ดีก่อน


 

[รู้สึกเหมือนท่านอาจารย์มีท่าทีที่แตกต่างกับคนนี้นะ!]


 

[ท่านอาจารย์น้อยไม่เคยเป็นแบบนี้เลยใช่ไหม?]


 

[อย่าพยายามคาดเดาเลย ดูเหมือนว่าผู้โชคดีนี้มีปัญหาอะไรบางอย่าง!]


 

ในห้องแชทสดมีผู้ชมบางคนที่รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ


 

แต่เป็นเพียงส่วนน้อย ความคิดเห็นเหล่านี้ถูกกลบไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเคลื่อนไหวมากนัก


 

“ความต้องการของฉันไม่เหมือนกับคนอื่น ฉันไม่ขอทำนาย แต่ต้องการเชิญท่านอาจารย์มาที่บ้านของฉันค่ะ”


 

“มีบางอย่างที่เหมาะให้ท่านอาจารย์น้อยดู”


 

เมื่อเห็นท่าทีที่จริงจังของหญิงสาว ทำให้เธอรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจปัญหาของเธอแล้ว ริมฝีปากของเธอเริ่มยิ้มขึ้น


 

เธอมีคิ้วบางและบุคลิกที่เบาเหมือนลม แม้ว่าจะดูธรรมดา แต่มีเสน่ห์ที่ดึงดูด


 

“พี่สาวต้องการเจอหนูเหรอ?” เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เหยาเหยาก็ตกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา


 

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพบผีดิบที่แปลกประหลาดเช่นนี้ จึงทำให้เธอสนใจมาก


 

แต่หญิงสาวกลับส่ายหัวและพูดว่า “พูดให้ถูกคือ คุณต้องมาพบฉัน”


 

คำพูดนี้ดูเหมือนเป็นปริศนา ทำให้เหยาเหยาขยี้หัวเล็กน้อยและมองไปที่หญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ


 

แต่หญิงสาวกลับยิ้มและพูดเบาๆว่า “เมื่อเจอกันแล้ว คุณจะรู้เอง”


 

เหยาเหยาไม่เข้าใจและหญิงสาวมีความชำนาญในการพูดปริศนา


 

ช่วงเวลาที่ทั้งสองพูดคุยกันอย่างไม่มีเนื้อหา ทำให้ผู้ชมที่รอคอยรู้สึกงุนงง


 

[นี่หมายความว่าอะไร? ผู้โชคดีนี้ ดูเหมือนจะรู้จักอาจารย์อย่างนั้นเหรอ?]


 

[ฮ่าฮ่าฮ่า การอธิบายของคนข้างบนก็เหมือนจะจริงอยู่]


 

[ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องให้ดูแล้ว เสียเวลาไปเปล่าๆก็ลุยไปที่คนถัดไปเลย!]


 

ตามที่ความคิดเห็นของผู้ชมคิด ผู้โชคดีตัดการเชื่อมต่อหลังจากพูดปริศนา


 

เหยาเหยา ทำหน้าตึงและรู้สึกไม่พอใจ เนื่องจากหญิงสาวบอกให้เธอไปพบ แต่ไม่ให้ที่อยู่ นี่ไม่ใช่การหลอกลวงหรือ?


 

เธอเริ่มคำนวณสถานการณ์ แต่ความจริงถูกปิดบังด้วยพลังบางอย่าง ทำให้เธอเห็นเพียงหมอกหนา ไม่สามารถคำนวณได้


 

และการทำเช่นนี้หมายความว่า หญิงสาวมีที่มาอย่างแปลกประหลาดหรือมีผู้ที่มีอำนาจมากกว่าคอยปกป้องเธออยู่


 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในสถานการณ์นี้จะไม่ใช่เรื่องดี


 

ใบหน้าของเหยาเหยาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความรู้สึกหดหู่ นี่ถือเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดที่เธอเคยเจอหลังออกมาจากภูเขา


 

ข้างๆเธอ กู้อวี่เห็นสถานการณ์แล้วจึงพูดขึ้นว่า “เหยาเหยา อย่าคิดมากเลย ถ้าหนูถูกเธอพูดถึง ก็หมายความว่าเธอจะทำให้หนูได้พบ”


 

“ตอนนี้หนูไม่พบเธอเป็นเพียงเพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างจะเปิดเผยออกมาเอง”


 

แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านศาสตร์ลึกลับ แต่สมองของเขาก็ทำงานได้ดีและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของหญิงสาวนั้น แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่ามีการวางแผนต่อน้องสาวของเขา


 

ถ้าเป็นไปได้ เขาจะพุ่งเข้าไปเป็นคนแรกแล้วทุบหัวอีกฝ่ายให้แตก


 

สำหรับเรื่องการสงสารและเห็นใจน่ะหรือ? เขาไม่สนใจเรื่องนั้นเลย


 

“อื้มๆ พี่เจ็ดพูดถูก” เหยาเหยาฟังการปลอบใจจากเขาและพยักหน้า


 

หากพี่สาวจริงจังในการมาหาเธอ เธอไม่ต้องทำอะไร พี่สาวคนนั้นก็จะมาหาเอง


 

ตามท่าทีของพี่สาว ดูเหมือนว่าภายในไม่ช้าก็เร็วเธอจะเข้าใจเหตุผลทั้งหมด


 

เพราะฉะนั้นเธอไม่จำเป็นต้องเสียแรงไปหลายทาง เหยาเหยาสูดหายใจออกและตัดสินใจที่จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้


 

“งั้นเรามาต่อกันกับการสุ่มเลือกคนโชคดีคนถัดไป”


 

เหยาเหยารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จากที่คนโชคดีคนก่อนหน้านี้ เธอไม่สามารถช่วยอะไรได้และไม่แน่ใจว่าสวรรค์จะไม่ให้บุญกุศลหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นคงจะเสียหายมาก


 

ผีดิบนี่เป็นสิ่งที่น่ารำคาญจริงๆ!


 

เหยาเหยากำหมัดแน่นและคิดในใจว่าจะแก้แค้นให้กับคนที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีนี้ เมื่อถึงเวลานั้นจะเอาคืน


 

การสุ่มเลือกใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง การถ่ายทอดสดเต็มไปด้วยความคึกคักดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อนหน้า


 

ตรงกันข้าม กลับทำให้คนที่แอบดูอยู่ออกมามากขึ้น ทุกคนต่างส่งเสียงเรียกร้องให้คนโชคร้ายออกมาอย่างท่วมท้น


 

บางทีอาจเป็นเพราะพลังจิตของผู้ชมในห้องไลฟ์แรงเกินไป เมื่อคนโชคดีคนที่สามปรากฏตัว เหยาเหยาก็เห็นผลกรรมที่เข้มข้นบนตัวเขา ถึงขั้นทำให้คิ้วของเธอกระตุกโดยไม่รู้ตัว


 

ผู้โชคดีดูอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปี หน้าตาหล่อเหลาดี แต่สภาพจิตใจของเขาไม่ค่อยดีนัก ทั้งตัวเขาเกร็งจนดูแปลก ราวกับกำลังกลัวบางสิ่งที่ไม่รู้จัก


 

แม้ว่าจะชื่อมต่อการถ่ายทอดสดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว


 

"สวัสดีท่านอาจารย์น้อย!" เป็นหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบว่าปีที่อยู่ข้างๆเขาทักทายแทน


 

เหยาเหยามองเห็นสายสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างทั้งสองคน คนหลังน่าจะเป็นแม่ของเขา


 

"คุณอยากให้ฉันทำนายอะไร บอกหนูมาตรงๆได้เลยค่ะ" เหยาเหยาพยักหน้าและพูดตามนิสัยเดิม


 

และพร้อมกับคำถามของเธอ หญิงวัยกลางคนก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป


 

เธอพูดด้วยสีหน้าเศร้าโศก "ขอร้องท่านอาจารย์น้อย ช่วยลูกชายของฉันด้วยค่ะ เขา...เขาถูกผีเซียนเหลืองเข้าสิง"




บทที่ 145 ป้าไม่พูดความจริง คุณป้าโกหก


 

“ป้า อย่าเพิ่งรีบร้อน ค่อยๆเล่าให้หนูฟังนะคะ”


 

เหยาเหยาทำหน้าเคร่งขรึมและมองไปที่หญิงสาวอย่างจริงจัง


 

ที่เรียกว่า ‘เซียนเหลือง’ หรือ ‘ผีพังพอนเหลือง’ จริงๆแล้วก็คือสัตว์จำพวกตัวนิ่ม มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดตามธรรมชาติและยิ่งมันมีชีวิตนานเท่าไหร่ โอกาสในการฝึกฝนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 


 

ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มันถูกเรียกว่า ‘ห้าเซียนผู้ยิ่งใหญ่’ หรือ ‘เซียนเหลือง’ และเพราะมันมีความเคียดแค้น หากมันจดจำใครได้ ก็อาจทำให้บ้านไม่สงบ หรือในกรณีที่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตได้ *[1]


 

ดังนั้น คนทั่วไปจึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน


 

เหยาเหยาเห็นพลังที่หนาแน่นของชายหนุ่ม และรู้ว่ามันไม่ค่อยเหมือนกับวิธีการของผีทั่วไป หากเป็นผีเซียนเหลืองก็อาจจะอธิบายได้ เนื่องจากวิธีการของมันมักจะมีความแปลกประหลาด


 

ชายหนุ่มดูเหมือนจะอยู่ในสภาพที่ไม่ดี เหมือนกับกระต่ายที่ตกใจ ความรับผิดชอบในการอธิบายจึงตกอยู่ที่แม่ของเขา


 

อาจเป็นเพราะเหตุการณ์นี้น่ากลัวเกินไป หญิงสาวจึงพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกลัว


 

“เรื่องก็คือ เมื่อไม่นานมานี้ ลูกชายของฉันบอกว่ามีบางสิ่งตามหลอกหลอนเขา”


 

“ตอนแรกฉันคิดว่าเขาแค่ไม่อยากไปเรียนและโกหกฉันเรื่องนี้ แต่ฉันไม่ยอมเชื่อ เพราะคงไม่ใช่เรื่องปกติที่พึ่งเข้าปีแรกก็จะขอหยุดเรียน”


 

ใครจะรู้ว่าเขาไปที่โรงเรียนไม่ถึงสองสัปดาห์ โรงเรียนก็โทรมาบอกว่าลูกชายมีสภาพจิตใจไม่ดี


 

เขาไม่ยอมนอนตอนกลางคืน และมักจะฟังเพลงงิ้วที่น่ากลัว พร้อมกับเพ้อความคิดเห็นออกมาบ่อยๆ


 

ตอนแรกแม่ไม่เชื่อ ลูกชายของเธอชอบเล่นเกมมากกว่าจะฟังเพลงงิ้ว และไม่เคยแสดงความคิดเห็นเพ้ออะไรมาก่อน


 

แต่เมื่อโรงเรียนแสดงวิดีโอจากเพื่อนร่วมห้องของลูกชาย เธอก็เงียบไป เพราะแม้แต่เธอซึ่งเป็นคนนอกก็รู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพในคำพูดเหล่านั้น


 

ในช่วงเวลานั้น ลูกชายของเธอดูแปลกจนแทบจำไม่ได้


 

เนื่องจากอดหลับอดนอนจนดึกดื่น ทำให้เขาตื่นไม่ไหวในวันรุ่งขึ้น ขณะที่เพื่อนคนอื่นไปเรียน เขากลับนอนอยู่ในหอพัก


 

เพียงแค่สองสัปดาห์ จำนวนครั้งที่ขาดเรียนในแต่ละวิชารวมกันมากกว่าคนอื่นเรียนสี่ปีเสียอีก อาจารย์ที่ปรึกษาเคยเรียกไปคุยครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่


 

และโรงเรียนของลูกชายก็มีชื่อเสียงในเรื่องความเข้มงวด เมื่อขาดเรียนมากเกินไป ทางโรงเรียนก็ส่งหนังสือแจ้งพักการเรียนมาทันที


 

"พอฉันรับลูกกลับมา ฉันถึงได้รู้ว่ามันหนักกว่าในวิดีโอมาก" แม่ของเด็กหนุ่มกล่าวพลางกลั้นความรู้สึกขนลุกชันไว้


 

จากนั้นเธอก็เหลือบมองลูกชายที่ดูตื่นตระหนกราวกับนกที่ถูกยิง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเสียใจ


 

หากฉันรู้ตัวเร็วกว่านี้ตั้งแต่แรก คงไม่ถึงกับลุกลามร้ายแรงขนาดนี้


 

ที่รู้ว่าเป็นฝีมือของผีเซียนเหลืองนั้น เพราะเธอไปขอให้อาจารย์มาทำนายให้


 

น่าเสียดายที่พวกอาจารย์เหล่านั้นวิชาไม่แก่กล้าพอ จึงไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ถึงขนาดที่นักพรตสองคนที่บารมีไม่พอแต่ดันออกหน้า เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากมือของผีเซียนเหลือง


 

ในตอนที่ดูเหมือนจะหมดหนทางแล้ว เธอบังเอิญเห็นหัวข้อเกี่ยวกับห้องไลฟ์สดในกระแส


 

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอคลิกเข้าไปดูและเห็นคลิปที่ชาวเน็ตตัดต่อเกี่ยวกับ ‘ฉากเหนือธรรมชาติ’ ก็ถึงกับตะลึงงัน


 

ต้องรู้ว่าวิดีโอไม่สามารถหลอกคนได้ อาจารย์ท่านนี้น่าจะมีความสามารถจริง


 

แค่ตระหนักถึงจุดนี้ก็พอแล้ว ตอนนี้ลูกชายของเธออยู่ในสถานการณ์คับขัน หากได้เจออาจารย์ที่มีความสามารถก็คงจะช่วยเขาได้ ดังนั้นจึงจะต้องเสี่ยงดูสักตั้ง อย่างไรเสียก็คงไม่มีใครอยากนั่งรอความตายอยู่เฉยๆอยู่แล้ว


 

และผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือเธอได้รับเลือกจริงๆ


 

ทำให้เธอรู้สึกราวกับได้คว้าเอาฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้!


 

เธอกล่าวด้วยแววตาเปี่ยมความหวังว่า "ท่านอาจารย์น้อย ขอเพียงท่านช่วยรักษาเสี่ยวหยงให้หาย ฉันยอมจ่ายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นราคาใดก็ตาม"


 

ต้องรู้ว่าตัวเองมีลูกชายคนเดียวที่เป็นสมบัติล้ำค่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เธอคงไม่ให้อภัยตัวเองไปชั่วชีวิต


 

[แค่ฟังคุณแม่ของผู้โชคดีเล่า ฉันก็กลัวจนแทบตาย!]


 

[พูดตามตรง ผีเซียนเหลืองพวกนี้เมื่อกลายเป็นวิญญาณแล้วมักไม่มีเหตุผล ในฐานะเด็กที่เติบโตในสามจังหวัดภาคตะวันออก ฉันกลัวสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เจอก็อยากจะหนีให้ไกลที่สุด]


 

[ผู้โชคดีก็โชคร้ายที่ถูกสิ่งนี้ตามรังควาน แต่มีอาจารย์อยู่ด้วย การแก้ไขคงไม่ยากนัก]


 

หลังจากฟังคำอธิบายแล้ว ชาวเน็ตก็ไม่ได้กังวลมากนัก เพราะพวกเขาเคยเห็นฝีมือของอาจารย์มาก่อน


 

ผีเซียนเหลืองนี้กล้าทำร้ายคน แถมยังมาเจอในห้องไลฟ์ ผีตัวนี้ถือว่าโชคร้ายแล้ว


 

โดยไม่รู้ตัว ในใจของพวกเขา ห้องไลฟ์ได้กลายเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ยิ่งกว่าศาลยุติธรรมเสียอีก


 

"จริงหรือ?" คุณแม่ของผู้โชคดีเห็นความคิดเห็นแล้ว ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว


 

ในความคิดของเธอ เมื่อมีคนเห็นด้วยมากมายขนาดนี้ก็คงไม่ผิดแน่ พอคิดว่าลูกชายจะหายดี เธอก็รู้สึกตื่นเต้นจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่


 

แต่ยังไม่ทันที่รอยยิ้มจะบานออก ก็ได้ยินเสียงใสราวกับระฆังเงินของอาจารย์ดังขึ้น


 

"คุณป้าคนสวย คุณไม่ซื่อสัตย์นะคะ จริงๆแล้วไม่รู้หรอกหรือว่าทำไมผีเซียนเหลืองนั่นถึงได้ลงมือกับลูกชายของคุณ?"


 

เหยาเหยาเอียงศีรษะเล็กน้อย ค่อยๆวางนิ้วที่ใช้คำนวณลง แล้วมองอีกฝ่ายอย่างจริงจัง


 

สายตาตรงๆแบบนี้ ทำให้อีกฝ่ายสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในใจแวบผ่านความรู้สึกสับสน


 

แต่เธอก็ผ่านเรื่องราวมามากมาย จึงปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว


 

เธอพูดด้วยสีหน้าปกติว่า "ท่านอาจารย์น้อย ฉันไม่เข้าใจคำพูดของท่านเลย ตอนนี้ลูกชายของฉันกำลังจะถูกเซียนเหลืองนั่นทรมานจนตาย ส่วนเหตุผลที่มันลงมือ ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร"


 

"บางทีอาจเป็นเพราะผีตนนั้นต้องการเพิ่มพูนวิชา จึงตั้งใจทำร้ายคนก็เป็นได้"


 

คำอธิบายแบบนี้ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีปัญหาอะไร เพราะผีทำร้ายคนโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล


 

แต่นี่คือห้องไลฟ์สด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นคำถามแบบนี้จากเหยาเหยา ชาวเน็ตจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


 

[ตามที่อาจารย์พูดมา หรือว่าพวกเขาไปยั่วโมโหเซียนเหลืองเอง?]


 

[เฮ้ย ถ้าเป็นแบบนั้น การที่พวกเขาเจอเรื่องแบบนี้ก็คงไม่ใช่ความผิดของคนอื่น นี่มันจะมีอะไรพลิกแพลงอีกหรือ?]


 

[เร็วๆอาจารย์น้อยรีบบอกคำตอบให้พวกเราหน่อย ฉันคนนี้ไม่มีสมองมาตั้งแต่เกิด คิดอะไรซับซ้อนไม่ออก ฮือๆๆ]


 

ความคิดเห็นในไลฟ์ดูจะเลยเถิดขึ้นเรื่อยๆ เหยาเหยาจึงขยับตัว


 

เธอค่อยๆเบนสายตากลับมา ใบหน้าอวบอิ่มเย็นชาลง "ถ้าไม่อยากพูดความจริง หนูจะพูดแทนเองค่ะ"


 

ในตอนนี้ เหยาเหยาถึงกับไม่ใช้คำเรียกผู้อาวุโสอย่างสุภาพอีกต่อไป


 

ไม่ใช่ความผิดของเธอที่โกรธขนาดนี้ แต่เป็นเพราะสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง


 

เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องทันทีที่ได้ฟังเหตุผลจากอีกฝ่าย เพราะกรรมที่ติดตัวผู้โชคดีนั้นหนักหนาเกินไป ถึงขั้นไม่จบไม่สิ้น


 

แม้ว่าเซียนเหลืองจะเป็นพวกจองเวร แต่ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่หลุดพ้น หากพวกมันทำร้ายชีวิตผู้อื่น วิชาทั้งหมดที่ร่ำเรียนมาก็จะสิ้นสุดลง ไม่เพียงแต่จะไม่ก้าวหน้า แต่ยังจะค่อยๆสลายไปด้วย


 

ในยุคปัจจุบันที่ความดีเริ่มเสื่อมถอย การฝึกตนนั้นยากลำบากยิ่งนัก หากไม่ใช่ศัตรูคู่แค้นถึงตาย พวกมันก็จะไม่กล้าฆ่าชีวิตผู้อื่นง่ายๆ อย่างมากก็แค่แกล้งเล่นๆเท่านั้น


 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยาเหยาจึงไม่ฟังคำพูดของอีกฝ่ายอีกต่อไป แต่หันไปคำนวณด้วยตัวเอง


 

เมื่อคำนวณแล้ว เธอมีความคิดเดียวเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้โชคดี นั่นคือ  ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว


 

เสียงของเธอทำให้แม้แต่กู้อวี่ก็อดไม่ได้ที่จะหันมามอง เขาไม่เคยเห็นน้องสาวของตัวเองมีท่าทีแบบนี้มาก่อน


 

ในชั่วขณะนั้น เขาก็รู้สึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำได้อะไรที่ร้ายแรงขนาดนั้นกีน ถึงขนาดทำให้สวรรค์และผู้คนต่างโกรธแค้น!


 

[1] พังพอนเหลือง หนึ่งในห้าสัตว์เซียนผู้ยิ่งใหญ่ตามตำนานพื้นเมืองในประเทศจีน


 

 บทที่ 146 ความจริงของเรื่องราว ผลกรรมตามสนอง


 

"ไม่... เป็นไปไม่ได้ เรื่องทั้งหมดจัดการเรียบร้อยแล้วนี่นา"


 

และมันก็ผ่านมานานมากแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่ใช่เซียน คงไม่มีทางรู้ได้ เธอคงแค่ขู่ฉันแน่ๆ 


 

เมื่อแม่ของผู้โชคดีได้ยินคำพูดตรงๆของเหยาเหยา หัวใจก็เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ


 

แต่ไม่รู้ทำไม เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา และไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย


 

ท่าทางกระวนกระวายเช่นนี้ยิ่งทำให้ชาวเน็ตที่ติดตามเรื่องราวรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น


 

เหยาเหยาไม่ได้ปล่อยให้ทุกคนรอนาน เธอจ้องมองไปที่แม่ของผู้โชคดีก่อนจะพูดขึ้นช้าๆว่า "เดิมทีแล้วในชะตาชีวิตของผู้โชคดี ไม่มีดาวเหวินฉวี่และเหวินชางอยู่เลย *[1] หากตามดวงชะตา เขาไม่น่าจะเรียนเก่งได้ และยิ่งไม่มีทางสอบติดมหาวิทยาลัย"


 

"แต่ความเป็นจริงคือ เขากลับสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ"


 

"ดวงชะตามักจะไม่เกิดเรื่องที่เหนือความคาดหมาย หากมีผลลัพธ์เช่นนี้ แปลว่าต้องมีการใช้พลังภายนอกเข้าช่วย และพลังภายนอกนั้น ก็คือ ‘เซียนเหลือง’ ที่ป้าเอ่ยถึงว่าทำร้ายลูกชายป้านั่นเอง"


 

"พวกคุณให้เซียนเหลืองช่วยโกงการสอบ ทำให้ผู้โชคดีที่เคยมีผลการเรียนธรรมดากลับทำคะแนนได้สูงเกินความคาดหมาย และสอบติดมหาวิทยาลัยในที่สุด"


 

ทั้งครอบครัวของผู้โชคดีดีใจกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก


 

แต่หลังจากความดีใจนั้น พวกเขากลับเริ่มเสียใจ เพราะการขอให้เซียนเหลืองไม่ได้ช่วยเหลือฟรีๆ  ในตอนนั้นพวกเขาพูดเกินจริงเพื่อโน้มน้าวให้เซียนเหลืองตกลงช่วยเหลือ และให้สัญญาหลายอย่าง


 

หากต้องทำตามสัญญาเหล่านั้นจริงๆ ครอบครัวทั้งสามอาจต้องเจอกับความสูญเสียครั้งใหญ่


 

ในตอนแรกที่ยังไม่ได้ทำตามสัญญา พวกเขาก็ยังคงเคารพเซียนเหลืองเป็นอย่างดี แต่เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว ความคิดของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป


 

ท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยก็สอบติดแล้ว เป็ดที่สุกแล้วจะบินหนีไปได้อย่างไร?


 

ดังนั้น ครอบครัวของผู้โชคดีจึงเริ่มคิดที่จะไม่ทำตามสัญญา


 

แต่พวกเขาก็รู้ว่าเซียนเหลืองไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สามารถต่อรองได้ง่ายๆ โดยเฉพาะชื่อเสียงของมันในหมู่ห้าเซียนยังดีกว่า ‘หนูเซียน’ ที่ถูกผู้คนไล่ล่าอยู่เพียงนิดเดียว เมื่อมันช่วยไปแล้วก็ย่อมต้องการผลตอบแทน *[2]


 

ถ้าพวกเขากล้าปฏิเสธ เซียนเหลืองจะต้องทำให้ครอบครัวอยู่ไม่เป็นสุขแน่นอน


 

เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องรับเคราะห์ พวกเขาพยายามยืดเวลาและหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์


 

และก็เป็นความบังเอิญ ในขณะที่เซียนเหลืองเริ่มทนรอไม่ไหวและเรื่องราวเกือบจะปิดไม่อยู่แล้ว พวกเขาก็ได้พบกับอาจารย์ปราบผีที่ผ่านมาพอดี


 

เมื่ออาจารย์คนนั้นรู้ถึงปัญหาของพวกเขา เขาก็อาสาจะช่วยจัดการเซียนเหลือง โดยที่ค่าตอบแทนที่เขาต้องการนั้นยังน้อยกว่าหนึ่งในสามของสิ่งที่สัญญากับเซียนเหลืองไว้


 

ครอบครัวผู้โชคดีคิดว่า หากได้ประหยัดไปถึงสองในสาม ก็นับว่าได้กำไรมหาศาล จึงตอบตกลงโดยไม่คิดมาก


 

แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ วิธีแก้ปัญหาของอาจารย์คนนั้น คือการฆ่าเซียนเหลือง


 

ถ้าฆ่าโดยไม่ทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลัง ก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่น่าเสียดายที่อาจารย์คนนั้นยังฝึกฝนไม่ถึงขั้น


 

แม้เขาจะสามารถฆ่าเซียนเหลืองได้ในที่สุด แต่ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่นานก็เสียชีวิตไป


 

และก่อนที่เซียนเหลืองจะตาย มันได้รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการของครอบครัวผู้โชคดี


 

ด้วยความโกรธและความอาฆาตที่สะสมมานาน มันจึงสละเลือดเนื้อของตัวเองเพื่อสาปแช่งครอบครัวของผู้โชคดี ให้พบกับหายนะไม่จบสิ้นและตายอย่างทุกข์ทรมาน


 

โดยทั่วไปแล้ววิญญาณปกติไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ แต่เซียนเหลืองเป็นวิญญาณที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเทพคุ้มครองบ้านเรือน มันเป็นที่โปรดปรานของสวรรค์และโลก การฆ่ามันถือเป็นการฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างร้ายแรง


 

เมื่อความเกลียดชังของสวรรค์และโลกถึงจุดหนึ่ง ทุกอย่างจะเริ่มผิดพลาดอย่างรุนแรงจนแม้แต่น้ำดื่มก็อาจทำให้สำลักได้


 

นี่คือผลกระทบจากการถูกสวรรค์และโลกทอดทิ้ง


 

ก่อนที่เซียนเหลืองจะสิ้นชีพ พลังอาฆาตที่มันส่งไปยังผู้โชคดีเริ่มสำแดงออกมาแล้ว


 

ไม่นานนัก ผู้โชคดีจะต้องตายอย่างผิดปกติ พฤติกรรมที่ผิดแปลกของเขาก็เป็นผลมาจากวิญญาณที่แตกสลายของเซียนเหลือง


 

พลังคำสาปนี้แฝงไปด้วยพลังทั้งหมดของเซียนเหลือง และเจตจำนงของสวรรค์ ทำให้มันยากต่อการจัดการมากกว่าเซียนเหลืองในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หลายเท่า


 

นี่คือเหตุผลที่ผู้โชคดีไปหาอาจารย์ปราบผีหลายตน แต่ทุกคนล้วนล้มเหลว


 

เมื่อเหยาเหยาเปิดเผยความจริงอย่างหมดเปลือก ชาวเน็ตต่างพากันตกตะลึง


 

[โว้ว ตอนแรกคิดว่าผู้โชคดีเป็นเหยื่อ แต่นี่มันพวกเนรคุณชัดๆ!]


 

[ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาจารย์ถึงโกรธ นี่มันเรื่องราวคลาสสิกของชาวนากับงูชัดๆ!]


 

[จะเอาทุกอย่างแต่ก็ไม่อยากเสียอะไรเลย  บอกได้คำเดียวว่าสมควรแล้ว โชคดีที่อาจารย์น้อยมองเห็นธาตุแท้ของคนชั่วพวกนี้ก่อน ไม่เช่นนั้นหากไปช่วยคนแบบนี้จริงๆ คงรู้สึกแย่มากแน่ๆ]


 

"บางคนหน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมือง ยังกล้ามาขอความช่วยเหลืออีก"


 

"ไม่ต้องมองหาใครหรอกนะ ฉันหมายถึงเธอนั่นแหละ น้องสาวฉันไม่มีทางช่วยเธอหรอก เตรียมจัดการเรื่องศพของลูกชายเธอไว้เถอะ!"


 

กู้อวี่ทนไม่ไหวแล้ว ปกติเขาเป็นคนพูดจาไม่เกรงใจใครอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ยิ่งโกรธที่อีกฝ่ายไร้ยางอายขนาดนี้


 

ในตอนนั้นเขาจึงด่ากราดออกไปอย่างไม่ยั้ง


 

ดูเหมือนคำว่า ‘จัดการศพ’ จะไปกระตุ้นแม่ของผู้โชคดีเข้าอย่างจัง เธอกลายเป็นคนคลุ้มคลั่งในทันที


 

"พวกเธอมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน? ก็เซียนเหลืองนั่นแหละที่โลภมาก ถ้ามันไม่เรียกร้องมากนัก เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น มันโลภเอง มันสมควรเจอชะตากรรมแบบนี้!"


 

"แล้วแก อาจารย์บ้าบออะไรนั่น ปล่อยให้คนตาย แกไม่กลัวจะมีกรรมตามสนองบ้างหรือไง?"


 

"ฉันจะหาวิธีได้แน่ ลูกฉันจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน แกมันพวกเลว ฉันจะไม่มีวันให้พวกแกหัวเราะเยาะฉันได้ ไม่มีวันเด็ดขาด!!"


 

ใบหน้าของเธอในตอนนี้บิดเบี้ยวจนน่ากลัว เทียบกับก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน


 

การระเบิดอารมณ์ของเธอทำให้ชาวเน็ตต่างตกตะลึง


 

เหยาเหยามองเธอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่นว่า "เวรกรรมมีจริง หากพวกคุณไม่คิดจะโกงการสอบตั้งแต่แรก เรื่องฆ่าเซียนเหลืองและคำสาปย้อนกลับก็คงไม่เกิดขึ้น"


 

"มันเป็นเพราะความโลภของพวกคุณเองแท้ๆ แต่กลับไปโทษคนอื่นว่าทำเกินไป"


 

นี่คือสิ่งที่เหยาเหยาไม่เข้าใจที่สุด เพราะพลังของภูตผีปีศาจเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ใช่เพราะตัวพวกมันเอง แต่เพราะความโลภของมนุษย์ที่ไปขอความช่วยเหลือจากพวกมันต่างหาก


 

การทำข้อตกลงกับสิ่งเหล่านี้เท่ากับเดินเข้าสู่หนทางแห่งความพินาศ แล้วจะมาพูดถึงความยุติธรรมได้อย่างไร?


 

[อาจารย์น้อยพูดถูก คนพวกนี้กล้าโกงสอบยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ?]


 

[พวกเธอโกงข้อสอบ เอาโอกาสที่ควรเป็นของคนอื่นไป อีกฝ่ายไม่เจ็บใจบ้างหรือไง?]


 

[พอเรื่องเกิดกับตัวเองก็หาข้อแก้ตัวทุกอย่าง น่าขันจริงๆ]


 

ชาวเน็ตต่างพากันนึกถึงคนที่ถูกผู้โชคดีแย่งที่ไป คนที่พยายามอย่างหนักมาตลอดสิบสองปี แต่กลับถูกคนโกงแย่งที่ไป


 

จะไม่เสียใจได้ยังไง?


 

บางทีเพราะจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนี้ ชีวิตของอีกฝ่ายอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ใครจะมารับผิดชอบกับผลลัพธ์นี้?


 

ไม่มีใครรับผิดชอบได้ คนคนนั้นทำได้แค่ทนรับความเจ็บปวดนี้เท่านั้น


 

คำกล่าวที่ว่า ‘คนที่น่าสงสารย่อมมีส่วนที่น่าเกลียด’ ใช้ได้ตรงกับกรณีนี้จริงๆ


 

เมื่ออาจารย์ไม่อยากช่วย ย่อมมีเหตุผลของท่าน


 

ชาวเน็ตต่างไม่ตำหนิอาจารย์ แต่กลับสนับสนุนและเข้าใจอย่างเต็มที่


 

บางทีเพราะในไลฟ์สตรีมทั้งห้องนั้นเป็นเอกฉันท์ ผู้โชคดีแม้จะไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมตัดการเชื่อมต่อและออกไปอย่างหัวเสีย


 

[1] ดวงดาวเหวินชางถือว่าเป็นดวงดาวที่มีพลังส่งเสริมปัญญาและการเรียนรู้ และ ดาวเหวินฉวี่เป็นกลุ่มดาวที่ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ด้านศิลปะ


 

[2] หนูเซียน หนึ่งในสัตว์ห้าเซียนผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานพื้นเมืองของจีน




บทที่ 147 ความจริงของเรื่องราวของผู้โชคดีคนสุดท้าย


 

[สุดยอดจริงๆ ไอ้คนชั่วแบบนี้ยังกล้าหน้าด้านโผล่มาในไลฟ์ได้อีก คิดว่าอาจารย์จะไม่ทำอะไรหรือไง?]


 

[แต่ดูเหมือนว่าโชคดีจะเจอผลกรรมเข้าแล้ว เรื่องนี้เหมือนนิยายที่สะท้อนความเป็นจริงเลย]


 

[นี่ก็เป็นบทเรียนให้พวกเราได้รู้ว่า หากต้องการความสำเร็จต้องอดทนและฝ่าฟันอย่างแท้จริง]


 

แม้ว่าโชคดีจะดูเหมือนประสบความสำเร็จ


 

แต่การทำข้อตกลงกับผีสางเทพเจ้าไม่ต่างอะไรจากหลุมลึกที่เติมไม่เต็ม


 

ต่อให้ครั้งนี้พวกเขาอุดรอยรั่วไปได้ แต่ครั้งต่อไปล่ะ?


 

เมื่อใดที่คนเราเลือกเดินทางลัด


 

ก็เหมือนกับเปิดกล่องแพนดอร่า ซึ่งจะต้องมีครั้งต่อๆไป


 

ไม่มีทางที่จะหยุดอยู่แค่ครั้งเดียว


 

ในที่สุดพวกเขาจะถูกความโลภที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆกลืนกิน


 

มีเพียงการห่างไกลจากมันตั้งแต่แรกเท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง


 

“เกียรติยศที่โชคดีได้รับมา จะไม่คงอยู่ได้นานนัก” อาจารย์น้อยเหยาเหยาพูดขึ้นหลังจากได้เห็นความคิดเห็นที่แสดงความเสียดายของผู้ชม


 

ปรากฏว่าโชคดีถูกกรรมตามทัน


 

เพราะถูกตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับข้อสอบจากทางกรมการศึกษา การตรวจสอบนี้จะสุ่มหยิบข้อสอบมาเปรียบเทียบว่ามีความคล้ายคลึงกันมากน้อยเพียงใด


 

หากพบความคล้ายคลึงอย่างมากจะพิจารณาว่าควรยกเลิกผลสอบหรือไม่


 

กฎนี้เข้มงวดมาก


 

แต่หลายปีที่ผ่านมาก็ทำเป็นเพียงพิธี ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลย


 

ทว่าในครั้งนี้พวกเขากลับพบปัญหา


 

ข้อสอบของโชคดีนั้น


 

แท้จริงแล้วเป็นคำตอบที่จิ้งจอกเหลือง (หวงเซียน) ลอบขโมยมาให้ ตอนตรวจข้อสอบครั้งแรกไม่พบความผิดปกติเพราะจิ้งจอกเหลืองปิดบังไว้


 

แต่ครั้งนี้การสุ่มตรวจพบปัญหา เป็นเพราะคำสาปของจิ้งจอกเหลืองที่ตามมาในภายหลัง


 

เมื่อไม่มีการปกปิดจากจิ้งจอกเหลืองอีกต่อไป


 

การตรวจสอบทำให้เห็นปัญหาชัดเจนทันที


 

จากนั้นจึงมีการประกาศยกเลิกผลสอบอย่างเป็นทางการ


 

โชคดีจึงพังพินาศ


 

ไม่เพียงแต่ต้องคืนประโยชน์ที่เคยได้รับ แต่ยังต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเองด้วย


 

[เหมือนฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นเลย!]


 

ผู้ชมต่างรู้สึกขนลุกเมื่อได้ยินเรื่องราวต่อจากนี้


 

และการที่พวกเขามีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์เหยาเหยาต้องการ เธอไม่ได้ต้องการทำให้ผู้ชมกลัว แต่ต้องการให้พวกเขามีความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์


 

เพื่อที่ว่าหากพวกเขาเผชิญหน้ากับสิ่งยั่วยวนในอนาคต


 

จะไม่ตกเป็นเหยื่อของความโลภโดยไม่มีการป้องกัน


 

“เอาล่ะ เรื่องนี้จบลงแล้วนะคะ ตอนนี้เราจะมาเลือกโชคดีคนสุดท้ายกันเถอะค่ะ”


 

ใบหน้าของอาจารย์น้อยเหยาเหยาดูตื่นเต้น


 

เพราะเมื่อเธอช่วยโชคดีคนสุดท้ายเสร็จ


 

เธอก็จะเริ่มแจกยันต์คุ้มครองได้เสียที


 

นี่เป็นก้าวแรกของแผนฟื้นฟูสำนักหั่วหยุน


 

ในขณะที่เธอกระตือรือร้น


 

ผู้ชมดูเหมือนจะตามไม่ทัน แต่ไม่นานพวกเขาก็กลับมาสนใจเรื่องซุบซิบอีกครั้ง


 

โชคดีคนสุดท้ายคือหญิงวัยสามสิบกว่าๆ


 

ใบหน้าดูสมบูรณ์แบบแต่ไม่ถึงกับอ้วนเกินไป กลับดูเหมือนว่าเธอดูแลตัวเองอย่างดี


 

มีความงดงามที่ไม่สอดคล้องกับอายุของเธอ


 

ผู้ชมที่มีตาแหลมคมมองออกทันทีว่าเครื่องประดับของเธอนั้นมีมูลค่า


 

[โหนาฬิกาข้อมือของโชคดีเรือนนี้ทำงานตั้งแต่ยุคหินจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่พอซื้อเลย]


 

[แล้วยังมีต่างหูมรกต เครื่องประดับหรูๆ ทั้งนั้นเป็นเศรษฐีตัวจริง!]


 

[ไม่อยากเชื่อเลยว่าเศรษฐีก็มีปัญหาที่แก้ไม่ได้เหมือนกัน ในไลฟ์ของอาจารย์น้อยนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ต้องเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมากแน่ๆ]


 

“สวัสดีค่ะพี่สาวคนสวย อยากจะถามอะไรคะ?” เหยาเหยามองหญิงสาวด้วยดวงตาโตสวยแล้วเอ่ยถามอย่างน่ารัก


 

กระบวนการนี้ดูเหมือนจะยุ่งยาก


 

แต่ไม่อาจละเลยได้ เหยาเหยากลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใด


 

หลังจากที่เธอเริ่มพูดคุยกับหญิงสาวแล้ว


 

ผู้โชคดีก็ยิ้มให้เช่นกัน


 

แต่เมื่อมาถึงเรื่องที่เธอต้องการขอคำปรึกษา


 

เธอกลับมีความสงสัย “อาจารย์น้อย คุณทำนายได้แม่นจริงๆหรือคะ?”


 

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เชื่อ


 

หากไม่เชื่อ เธอก็คงไม่มาปรากฏตัวในไลฟ์นี้


 

แต่เพราะอายุอาจารย์ดูเด็ก


 

ทำให้เธอรู้สึกกังวลใจและอยากจะยืนยันให้แน่ใจ


 

เมื่อได้ยินดังนั้น


 

เหยาเหยาก็หยุดชั่วครู่ เธอไม่ได้โกรธ กลับเผยยิ้มหวานแล้วพูดว่า “งั้นหนูจะทำนายเรื่องที่พี่สาวเคยเจอก่อนนะคะ”


 

เหยาเหยารู้ดีว่าช่วงนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก


 

แค่ทำนายแม่นๆเพียงประโยคเดียวก็เพียงพอแล้ว


 

โชคดีเห็นอาจารย์มั่นใจขนาดนี้ก็ปรับท่าทางตัวเองให้ตรง


 

จากนั้นก็ฟังคำทำนายอย่างตั้งใจ


 

“พี่สาวเกิดในปีมะโรง เดือนสิบสองวันที่แปดตามปฏิทินจันทรคติ ดวงชะตาของพี่มีวาสนาแต่กำเนิด ท่านปู่ของพี่เป็นขุนนางสำคัญในราชสำนักเก่า ต่อมาเมื่อราชสำนักล่มสลาย ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองวุ่นวาย ท่านปู่ได้นำครอบครัวลี้ภัยไปต่างแดน”


 

“จนกระทั่งรุ่นของบิดาของพี่ สถานการณ์ในประเทศสงบลง จึงได้กลับบ้านเกิดอีกครั้ง”


 

“และการทำธุรกิจในต่างแดนมาอย่างยาวนาน ก็ทำให้ครอบครัวท่านมีทรัพย์สินมหาศาล พี่สามารถเรียกได้ว่าคาบช้อนทองมาเกิด ดูจากดวงชะตาแล้ว ทั้งด้านการศึกษาและการเงินไม่มีอะไรให้กังวล ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือการทำธุรกิจ ดังนั้นสิ่งที่พี่อยากจะถามน่าจะไม่ใช่เรื่องสองอย่างนี้”


 

เด็กน้อยเอี้ยวหน้าครุ่นคิดกับคำพูดนั้น


 

ทันใดนั้นเอง สายตาเหลือบไปเห็นตำแหน่งคู่ครองของอีกฝ่าย ตาทันสว่างขึ้น พลางพูดเสียงใสว่า “หนูรู้แล้ว พี่สาวอยากถามเรื่องความรักใช่ไหมล่ะคะ?”


 

“หนู... อาจารย์น้อยรู้ได้อย่างไร” โชคดีถึงกับเบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความประหลาดใจ


 

แต่แรกที่เดาความลับเรื่องการเดินทางไปต่างแดนของครอบครัวได้ เธอก็ประหลาดใจมากแล้ว เพราะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆเลย อีกฝ่ายไม่สามารถสืบหาข้อมูลล่วงหน้าได้แน่


 

อย่างไรก็ตาม เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น เธอยังเดาได้ถูกอีกด้วยว่าเธอจะถามเรื่องอะไร


 

คราวนี้ โชคดีหันมามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไม่มีความสงสัยอีกต่อไป


 

และสายตานั้น ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทำให้เกิดเสียงหัวเราะครึกครื้น


 

[ฮ่าๆๆ อีกหนึ่งคนที่ถูกอาจารย์น้อยทำให้ประทับใจ คราวนี้ก็ไม่เว้นแม้แต่นักธุรกิจหญิงผู้มั่งคั่ง]


 

[อาจารย์น้อยสุดยอด! ฉากนี้ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ]


 

[แต่ทำไมนักธุรกิจหญิงมั่งคั่งถึงมีปัญหาเรื่องความรักได้ล่ะ? ใครกันที่ตาบอดถึงกับไม่รู้คุณค่าเธอ ปล่อยเขาไปซะ แล้วมาเลือกผมแทนดีกว่า]


 

[ถ้าแค่ทำให้เธอโกรธนิดหน่อย ฉันจะตบหน้าตัวเองโชว์ในไลฟ์สด ขอแค่ให้เธอให้โอกาสเท่านั้น]


 

[ฮ่าๆๆ  คนข้างบนคิดแผนได้เร็วขนาดนี้ เสียงคิดดังไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเลยนะ]


 

บรรยากาศในห้องถ่ายทอดสดเริ่มเบี่ยงเบนไปเรื่อยๆ ผู้โชคดีที่เห็นดังนั้นถึงกับหน้าแดง


 

เธอหันไปมองอาจารย์น้อย เมื่ออีกฝ่ายเดาได้ขนาดนี้ เธอก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป


 

โชคดีเอ่ยออกมาตรงๆ “ฉันอยากขอให้อาจารย์น้อยช่วยดูให้ว่า ฉันกับแฟนเป็นเนื้อคู่กันหรือเปล่า”


 

เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริม “เขามีสถานการณ์พิเศษนิดหน่อย ฉัน...ฉันอายุมากกว่าเขาถึงสิบสองปีเต็ม”


 

เมื่อคำพูดนี้ออกไป ห้องแสดงความคิดเห็นก็ระเบิดทันที




บทที่ 148 แฟนของพี่สาวมีเคราะห์นะคะ


 

[โว้ย นี่มันหนุ่มคนไหนกัน ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ ไม่เคยเจอปัญหาอะไรเลยสินะ]



[ดูจากท่าทางของเศรษฐีสาวแล้ว เหมือนตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้นเลย ไอ้หนุ่มคนนั้นมันมาแย่งภรรยาฉันไป ศัตรูคู่อาฆาตนี้ข้าไม่ให้อภัยแน่!]



[ใจเย็นก่อนสิ คนข้างบน ฟังอาจารย์น้อยทำนายให้จบก่อน บางทีนายอาจจะยังมีหวังก็ได้นะ]


 

แม้ว่าแฟนๆในห้องถ่ายทอดสดจะชอบล้อเลียนกัน แต่ก็ยังมีความคิดตามเหตุผลอยู่บ้าง


 

เรื่องระหว่างชายหญิงที่อายุห่างกันถึงสิบสองปี มักจะต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ยิ่งครอบครัวของผู้โชคดีมีฐานะสูงส่ง แถมอีกฝ่ายยังเด็กกว่า ใครจะไม่คิดถึงประเด็นนี้บ้าง?


 

ตัวผู้โชคดีเองก็รู้สึกไม่แน่ใจในใจลึกๆ เพราะเธอรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มมีความชอบและเอ็นดูเธอ



แต่เธอก็ไม่มั่นใจในตัวเอง เนื่องจากเคยผ่านการหย่าร้างมาแล้ว แม้ว่าจะไม่มีลูกก็ตาม


 

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงรีบอยากรู้ว่าตนกับแฟนเป็นคู่แท้กันหรือไม่ เพื่อจะได้มีความกล้าก้าวเดินต่อไปในความสัมพันธ์นี้


 

“ถ้าพี่สาวต้องการดูดวงของคนอื่น ขอให้ส่งรูปถ่ายมาให้หนูด้วยนะคะ”



เหยาเหยาไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร จึงพูดออกมาอย่างจริงจัง


 

“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันส่งให้” ผู้โชคดีพยักหน้าอย่างเชื่อมั่นในตัวอาจารย์อย่างเต็มที่


 

เธอเปิดอัลบั้มในโทรศัพท์ แต่พอจะเลือกภาพส่งไป กลับพบว่ามีแต่รูปถ่ายสีสันสดใสเต็มไปหมด


 

ผู้โชคดีชะงักไปเล็กน้อย ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่แฟนหนุ่มถ่ายเซลฟี่ส่งมาให้เธอเอง วันหนึ่งหลายๆรูป เธอชอบภาพไหนก็เก็บไว้



ไม่รู้ตัวเลยว่าเก็บภาพไว้มากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่


 

เธอส่ายหัวนิดหน่อย กดความคิดในใจลงแล้วเลือกภาพล่าสุดของแฟนหนุ่มส่งไปให้



เหยาเหยาเปิดดูภาพ เห็นหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งในชุดสกีหนาๆ  ในมือหนึ่งถือหมวกกัน อีกมือหนึ่งทำท่าชูสองนิ้ว ส่งยิ้มกว้างเห็นฟันขาวให้กับกล้อง


 

จากรูปถ่ายเห็นได้ชัดว่าแฟนหนุ่มของผู้โชคดีมีใบหน้าหล่อเหลา แถมยังดูสดใสเต็มไปด้วยพลังหนุ่ม



แต่เหยาเหยาไม่ได้สนใจหน้าตาของเขามากนัก เธอมองที่ตำแหน่งคู่ครองของเขาในภาพ



เมื่อคำนวณดูแล้วก็พบว่า แฟนหนุ่มคนนี้เป็นคู่แท้ของผู้โชคดีจริงๆ


 

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไร ถึงแม้ทั้งสองจะมีอายุห่างกันมาก แต่เรื่องของความรักนั้นมันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว


 

เหยาเหยากำลังจะบอกข่าวดีนี้ให้ผู้โชคดีฟัง แต่ก่อนจะละสายตาจากภาพ เธอกลับชะงัก



สายตาจับจ้องที่หว่างคิ้วของแฟนหนุ่ม ราวกับมีดอกไม้หกแฉกบาน



เงาสีแดงเข้มแผ่ขึ้นมาจากใต้ผิวหนังของแฟนหนุ่ม สะดุดตาอย่างน่ากลัว


 

นี่มัน...เคราะห์ชีวิตหรือนี่?



สถานการณ์ร้ายแรงขนาดนี้ แม้แต่เหยาเหยาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เธอมองไปที่ผู้โชคดี


 

“คุณพี่คนสวย แฟนของคุณเป็นคู่แท้ของคุณก็จริง แต่ตอนนี้คุณต้องห้ามไม่ให้เขาออกไปข้างนอกนะ ไม่อย่างนั้นวันนี้ในปีหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเขา”


 

“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


 

ผู้โชคดีตกตะลึงจนพูดไม่ออก รอยยิ้มที่เพิ่งจะผุดขึ้นในตอนฟังคำตอบครึ่งแรกยังไม่ทันได้เต็มใบหน้า ก็ถูกคำพูดครึ่งหลังทำเอาขวัญหนีดีฝ่อไป เธอถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


 

เธออยากจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มอยู่แล้ว และเมื่อรู้ว่าเขาเป็นคู่แท้ของเธอ ความคิดนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น



แต่เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะมีเคราะห์ เธอจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร


 

เหยาเหยาอธิบายปัญหาที่แฟนหนุ่มจะต้องเผชิญออกมาให้ฟัง วันนี้แฟนหนุ่มของผู้โชคดีนัดกับเพื่อนๆไปเล่นสเก็ตบอร์ดลงเขา แต่เพราะเมื่อสองวันก่อนมีฝนตกหนัก และสองวันที่ผ่านมาก็ไม่มีแดดออก



บนถนนที่พวกเขาจะไปเล่นยังมีความลื่นอยู่ และรั้วกั้นข้างทางบางส่วนก็เก่ามากแล้ว


 

การเล่นสเก็ตบอร์ดลงเขา ซึ่งเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ยิ่งอันตรายมากขึ้นเมื่อรวมกับหลายๆปัจจัย ทั้งความโชคร้ายที่สเก็ตบอร์ดของแฟนหนุ่มเกิดปัญหาขึ้นมา และถนนก็ยังลื่น เมื่อต้องเลี้ยวโค้ง เขาจึงเกิดอุบัติเหตุ ร่างของเขาถูกเหวี่ยงออกไปกระแทกรั้วที่เก่าและพังทลาย


 

ผลก็คือ ร่างของเขาหล่นลงไปจากหน้าผา


 

ภูเขาที่สูงหลายร้อยเมตร การตกลงไปเช่นนั้น ผลลัพธ์ย่อมไม่ต้องพูดถึงเลย


 

“ฉันบอกเขาตั้งนานแล้วว่าอย่าไปเล่นกีฬาผาดโผนแบบนั้น เขาไม่เคยฟังฉันเลยสักครั้ง”


 

“ถ้ายังไม่เลิกเล่นอะไรแบบนี้ล่ะก็ ฉันไม่มีทางแต่งงานกับเขาแน่นอน”


 

ผู้โชคดีหน้าซีดเผือดทันทีหลังจากฟังคำทำนาย เธอลุกขึ้นวิ่งไปที่ห้องทำงานแล้วกดโทรศัพท์หาแฟนหนุ่ม


 

เธอรู้ดีว่าแฟนหนุ่มคลั่งไคล้กีฬาผาดโผนนี้มากแค่ไหน ทุกครั้งที่เธอเห็นเขาดูวิดีโอเกี่ยวกับการเล่น เธอรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น


 

แต่แฟนหนุ่มสัญญาหลายครั้งว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุอะไร เธอจึงยอมปล่อยผ่าน


 

แต่ตอนนี้ เมื่ออาจารย์บอกว่าแฟนหนุ่มอาจจะตายจากการเล่นนี้ เธอเชื่อคำของอาจารย์มากกว่าคำสัญญาของเขา


 

ไม่ว่ายังไง เธอต้องทำให้แฟนเลิกเล่นกีฬานี้ให้ได้ มิฉะนั้นเธอไม่อาจทนอยู่กับความหวาดกลัวทุกวันได้


 

ห้องทำงานของเธออยู่ไม่ไกลนัก เพื่อให้เหยาเหยาได้ยิน เธอกดเปิดลำโพง โทรศัพท์ดังเสียงรอสายนานเกือบจะตัดสายก่อนที่แฟนหนุ่มจะรับ


 

“ฉินตันเฉิน คุณกำลังจะไปเล่นสเก็ตบอร์ดผาดโผนอีกใช่ไหม?”


 

“ฉันบอกคุณแล้วนะ วันนี้ถ้าคุณกล้าไป เราสองคนจะเลิกกันทันที”


 

ทันทีที่ได้ยินเสียงแฟนหนุ่ม ความโกรธที่สะสมอยู่ก็ระเบิดออกมา เธอไม่รอช้าต่อว่าเขาอย่างหนักทันที


 

แฟนหนุ่มงุนงงไปครู่หนึ่ง เพราะเขาไม่เคยบอกใครเรื่องที่เขาจะไปเล่นสเก็ตบอร์ดในวันนี้ แล้วเธอรู้ได้ยังไง?


 

แม้จะสงสัยอยู่ แต่เขาสัมผัสได้ถึงความโกรธของแฟนสาว จึงไม่กล้าเถียงกลับ เขาพูดว่า “โหย่วหลิน ผมนัดกับเพื่อนๆไว้แล้ว คุณไม่อยากให้ผมไปก็ต้องมีเหตุผลสิ อย่างน้อยให้ผมบอกเพื่อนๆว่ายังไงดี”


 

การยกเลิกนัดกะทันหันแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะทำได้ง่ายๆ


 

“ฉันแค่ห้ามคุณไปตาย!” ผู้โชคดีบอกเหตุผลออกไปทันที


 

ปกติแล้วเธอไม่ค่อยอธิบายอะไร แต่ครั้งนี้กลัวว่าแฟนหนุ่มจะรับปากแต่ไม่ทำตาม แล้วแอบไปเล่นจนเกิดอุบัติเหตุจริงๆ เธอจึงพูดตรงๆ


 

คำอธิบายนี้ทำให้แฟนหนุ่มขมวดคิ้วทันที เขาสงสัยว่าเธอโดนหลอกหรือเปล่า เพราะเขาเล่นที่เส้นทางนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น


 

“คุณยังไม่เชื่อฉันอีกเหรอ?”


 

ผู้โชคดีโกรธจนแทบระเบิด เธอไม่คิดเลยว่าในสถานการณ์แบบนี้แฟนหนุ่มจะยังทำตัวดื้อด้านอยู่


 

“ฉันคงพูดไม่เข้าหูคุณแล้ว รบกวนอาจารย์ช่วยทีเถอะค่ะ!”


 

เธอหันไปขอความช่วยเหลือจากเหยาเหยา เพราะไม่ว่าจะยังไงวันนี้เธอต้องห้ามเขาไม่ให้ไป


 

เหยาเหยาก็เต็มใจช่วยเหลือ เธอพูดขึ้นว่า “พี่ชาย ถ้าคุณไม่เชื่อลองตรวจดูน็อตตัวที่สองของล้อสเก็ตบอร์ดสิ ว่ามันมีปัญหาหรือเปล่า”


 

เมื่อเหยาเหยาพูดขึ้น แฟนหนุ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ เขาเชื่อมั่นว่าสเก็ตบอร์ดของตัวเองไม่มีปัญหาแน่นอน


 

เขาคิดจะปฏิเสธ แต่เสียงของแฟนสาวทำให้เขาจำใจต้องทำตาม



ก็ได้ ตรวจดูก็ได้ พอตรวจแล้วไม่เจอปัญหาอะไร เขาก็จะได้พิสูจน์ว่าอาจารย์คนนี้แค่หลอกแฟนสาวเขา


 

เขาจึงหยิบสเก็ตบอร์ดมาตรวจสอบ


 

เขาทำการตรวจสอบหลายครั้งแล้ว และมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไร จึงเชื่อว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น


 

แต่ในวินาทีต่อมา เขากลับต้องชะงักไปทันที


 

เพราะจุดที่เขามั่นใจว่าไม่มีปัญหา กลับพบว่าน็อตตัวนั้นหลวมจริงๆ


 

สำหรับสเก็ตบอร์ดแบบนี้ การกระแทกระหว่างการเล่นนั้นรุนแรงมาก



ดังนั้น น็อตตัวเดียวที่หลวมมีโอกาสสูงที่จะทำให้ล้อหลุดออกมาได้


 

การเสียล้อระหว่างเล่นสเก็ตบอร์ดบนเส้นทางที่คดเคี้ยวนี้ เขารู้ดีว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร


 

ทันใดนั้นเหงื่อเย็นๆก็ไหลพรั่งพรูเต็มแผ่นหลังของเขา




บทที่ 149 สิ้นสุดการจับรางวัล สองพี่น้องแบ่งงานกันชัดเจน


 

ความเงียบจากปลายสาย เท่ากับเป็นคำตอบไปแล้ว


 

ผู้โชคดีพูดอีกสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป


 

“ขอบคุณมากค่ะอาจารย์น้อย ถ้าไม่ได้ท่านช่วย เขาคงไม่ยอมฟังฉันง่ายๆ ถ้าฉันไม่อยู่กับเขา แล้วเขาแอบออกไปจริงๆ ฉันคงห้ามไม่ทัน”


 

เธอกล่าวขอบคุณอย่างต่อเนื่อง เพราะหากไม่มีการช่วยเหลือนี้ วันนี้อาจมีข่าวคนตายให้เธอต้องเจอก็ได้


 

ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกไม่สงบใจ


 

"ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่สาว!"


 

"แต่ว่า ถึงเขาจะไม่ไปครั้งนี้ แต่ว่ากีฬานี้มันอันตรายมาก พี่สาวต้องไม่ปล่อยให้เขาเล่นอีกนะคะ"


 

เหยาเหยากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


 

แม้เธอจะช่วยให้เขารอดพ้นจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ แต่เธอเชื่อว่าผู้โชคดีจะเข้าใจว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราว ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ


 

หากเขายังคงหลงใหลในกีฬาที่เสี่ยงแบบนี้ ต่อให้ไม่ถึงกับตาย แต่บาดเจ็บหนักหรือเบาคงไม่พ้นได้เจออยู่บ่อยๆ


 

เหยาเหยาพูดไปเท่าที่ควร ส่วนคนฟังจะเก็บไปคิดมากแค่ไหน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเธอแล้ว


 

เพราะอย่างที่เขาว่ากัน ‘คำพูดดีๆก็ยากจะเตือนผีที่ควรต้องตาย’


 

“วางใจได้ค่ะ หลังจากเรื่องนี้ ฉันจะไม่ปล่อยให้เขาทำอะไรบ้าบอแบบนี้อีกแล้ว”


 

ผู้โชคดีเห็นพ้องและพยักหน้ารับ


 

ด้วยความที่เธอต้องรีบไปจัดการเรื่องของแฟนหนุ่ม ผู้โชคดีจึงวางสายไปอย่างเร่งรีบ แต่ก่อนจะวาง เธอก็ยังอุตส่าห์กดส่งของขวัญให้สามแสนหยวน


 

ผู้ชมในไลฟ์ถึงกับอ้าปากค้างกันถ้วนหน้า


 

[เศรษฐีสาวไม่เพียงแต่มีเงิน แต่ยังใจกว้างอีกด้วย นี่มันสุดยอดแฟนชัดๆ  ฮือๆๆ!]


 

[โทษของฉินตันเฉิน ฆ่าฉันด้วยความอิจฉา เขามีดีอะไร ฉันไม่ไหวแล้ว]


 

[ไม่ไหว +10086]



เพราะมีคนเข้ามาดูในไลฟ์เยอะเกินไป แถมคนอิจฉาก็เยอะเกินไปด้วย หัวข้อ ‘ฉินตันเฉิน ฆ่าฉันด้วยความอิจฉา’ กลายเป็นไวรัลแบบฉุดไม่อยู่


 

ต่อมามีผู้ชมบางคนตัดต่อคลิปสั้นจากไลฟ์ลงในโซเชียล ทำให้เกิดกระแสดังบนเพจนักการตลาด เวลาพูดถึงประโยค ‘ไม่อยากทำงานหนักแล้ว’ คนก็จะคิดถึงมุกนี้ทันที


 

"อย่างนั้นวันนี้เราขอจบไลฟ์เท่านี้นะคะ"


 

"ต่อไปเราจะเริ่มจับรางวัลแจกยันต์กันค่ะ ขั้นตอนเหมือนเดิมเลยค่ะ เราจะจับพร้อมกันทีละห้าคน"


 

เหยาเหยาอธิบายกติกา ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นเหมือนถูกกระตุ้นอะดรีนาลีนยิ่งกว่าการเข้ามาดูดวงเสียอีก


 

เพราะการได้เป็นผู้โชคดีในไลฟ์ มีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่การได้ยันต์คุ้มครองนี่ถือว่าโชคดีสุดๆ ใครไม่รีบมีส่วนร่วมถือว่าพลาดมากๆ


 

ผู้ชมต่างจ้องจอไม่ละสายตา รอคอยให้ลิงก์จับรางวัลปรากฏขึ้นและแทบจะเอานิ้วจิ้มทะลุจอโทรศัพท์กันเลยทีเดียว


 

"ผลออกแล้วค่ะ ขอแสดงความยินดีกับ ‘เชิงชายชมเงาจันทร์’ ‘เจ้าหญิงลูกบอลไม่เหม็น’ ‘สอบไม่ผ่านสี่หนไม่เปลี่ยนชื่อ’ ‘ครูโมโมะ’ และ ‘อยากเป็นแม่ของอาจารย์น้อย’"


 

“ผู้โชคดีทั้งห้าคนนี้ กรุณาส่งที่อยู่มาทางแชทหลังบ้านนะคะ ของรางวัลจะถูกส่งภายใน2-3วัน โปรดรอรับได้เลยค่ะ”


 

เหยาเหยาอ่านชื่อผู้โชคดีเสร็จ คนในไลฟ์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา


 

[ผู้โชคดีคนสุดท้าย คุณช่างมีความคิดกล้าหาญจริงๆ]


 

[กล้าต่อหน้าอาจารย์น้อยขนาดนี้ ไม่กลัวว่าอาจารย์จะทำนายดวงได้เลยนะ ฮ่าๆๆ]


 

[ระดับความตลกของชื่อ : 10% | ระดับความตลกเมื่อได้รางวัล : 100% | ระดับความตลกเมื่ออาจารย์อ่านชื่อ : 1000000%]


 

เหยาเหยาเห็นคอมเมนต์ก็เพิ่งจะนึกได้


 

เธอหน้าแดงเล็กน้อย ส่ายหัวเบาๆและพูดว่า "ไม่ได้ค่ะ เหยาเหยามีคุณแม่แล้ว!"


 

สายตาของเธอเต็มไปด้วยความจริงจัง คุณแม่เฉินฮุ่ยดูแลเธออย่างดีมาก เธอรู้สึกพอใจแล้วจึงจะไม่รับใครเป็นแม่เพิ่มอีก


 

[ปกติดูดวงไม่เคยรู้สึกว่าอาจารย์เป็นเด็กเลยนะ เหมือนพูดกับผู้ใหญ่ตลอด]


 

[แต่ตอนนี้สัมผัสได้แล้ว เด็กคนนี้น่ารักมากตอนที่บอกว่าตัวเองมีแม่แล้ว]


 

[ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านของคุณชายมีพนักงานรักษาความปลอดภัยมากมาย ขโมยตัวอาจารย์คงไม่ยาก ฉันน่าจะจัดตั้งกลุ่มไปขโมยแล้ว]


 

[รัฐบาลไม่สนับสนุนให้มีลูกเยอะๆหรอกเหรอ? ถ้าอยากได้แบบนี้ ขอเถอะ ส่งให้ฉันสักคนเถอะ!]


 

ห้องไลฟ์สดยิ่งหลุดโลกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ชมที่พลาดรางวัล พวกเขายิ่งตื่นเต้นมากขึ้น


 

เหยาเหยาดูงุนงงเล็กน้อย มองไปทางพี่เจ็ดด้วยความลังเล


 

กู้อวี่รีบเดินเข้ามาใกล้ ยกเหยาเหยาขึ้นมากอดพร้อมกับมองห้องไลฟ์สดด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนพูดเย็นชา “พวกแกคิดจะฝันเฟื่องไปถึงไหนกัน!”


 

“เหยาเหยาเป็นน้องสาวของฉัน พวกแกหมดสิทธิ์!”


 

คำพูดนี้เหมือนคำเถียงของเด็กประถม แต่กู้อวี่ก็ไม่คิดจะสนใจไลฟ์สดที่ทำให้ปวดหัวต่อ เขาจัดการปิดไลฟ์ไปทันที


 

ความเร็วของเขาราวกับว่าผู้ชมในไลฟ์จะพากันมาขโมยน้องสาวของเขาจริงๆ


 

เมื่อหน้าจอดำมืดลง สองพี่น้องก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก


 

บรรยากาศในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง


 

เหยาเหยาค่อยๆหยิบยันต์ห้าแผ่นออกมาจากกระเป๋า แล้วบรรจุลงในซองจดหมายทีละแผ่นอย่างประณีต เธอยังติดดอกไม้เล็กๆบนซองทุกซองด้วยความตั้งใจ


 

“หวังว่าจะได้ผลดีนะ” เหยาเหยาพึมพำเบาๆ ดวงตาโตเปี่ยมไปด้วยความหวัง


 

เธอตั้งใจว่าจะลงไปข้างล่างอีกสักพัก แล้วส่งจดหมายให้ลุงคนดูแลบ้านจัดการส่งไปให้ผู้รับ


 

"วางใจเถอะ น้องเชื่อในฝีมือของพี่ พี่รับรองว่าสำเร็จแน่นอน"


 

"แต่เหยาเหยาต้องเตรียมยันต์อีกเยอะเลยนะ เพราะของที่มีอยู่คงไม่พอแน่ๆ"


 

กู้อวี่พูดพร้อมลูบหัวน้องสาวด้วยรอยยิ้ม เพราะเห็นทั้งความกังวลเล็กๆ และความตื่นเต้นของเธอ


 

เขาไม่ได้แค่ปลอบน้องสาว แต่พูดตามความจริงจากผลของไลฟ์สดวันนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ยันต์


 

เมื่อสามารถขอยันต์ได้ในสถานที่จริง เชื่อว่าผู้คนที่อยู่ไม่ไกลและมีเวลาว่างจะต้องมาหาแน่นอน


 

ภายในไม่กี่วัน สำนักหั่วหยุนจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มแรก


 

กู้อวี่เตือนน้องสาวให้เตรียมยันต์ไว้ให้มากพอ เพราะกลัวว่าวันนั้นจะยุ่งจนทำไม่ทัน


 

นี่เป็นครั้งแรกที่สำนักหั่วหยุนได้เปิดตัวต่อสาธารณะ นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกจึงต้องได้รับการตอบสนองให้มากที่สุด


 

เมื่อชื่อเสียงของยันต์และสำนักถูกเผยแพร่ไปแล้ว หลังจากนี้จะจำกัดจำนวนได้ นักท่องเที่ยวจะไม่รู้สึกขัดใจ


 

ตรงกันข้าม พวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่า ยิ่งของหายากยิ่งมีค่า และมองว่าเป็นเรื่องปกติ


 

“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่เจ็ด เหยาเหยาเตรียมหมึกและกระดาษไว้แล้ว บ่ายนี้จะเริ่มเขียนยันต์เก็บไว้ให้ศิษย์พี่อาจารย์ชิงอวิ๋นค่ะ”


 

เหยาเหยากำหมัดเล็กๆด้วยความมุ่งมั่น ยันต์ธรรมดาเป็นสิ่งที่เธอวาดได้ง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ ตราบใดที่เธออยากทำ จำนวนก็ไม่ใช่ปัญหา


 

“สู้ๆนะ งั้นพี่เจ็ดจะโพสต์เวลาทำการของสำนักหั่วหยุนลงในเว่ยป๋อและแพลตฟอร์มไลฟ์สดแล้วกัน”


 

กู้อวี่ช่วยเรื่องการวาดยันต์ไม่ได้ แต่ก็ยังช่วยเหลือด้านอื่นได้ เพราะเขาเชี่ยวชาญเรื่องการตลาดอยู่แล้ว


 

แม้ว่าเขาจะไม่เก่งมาก แต่ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังก็สามารถช่วยได้


 

สองพี่น้องแบ่งงานกันชัดเจน ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพอย่างยอดเยี่ยม




บทที่ 150 หนุ่มขอเข้าไปในสำนัก



พอตกเย็น เหยาเหยาหอบยันต์ปึกหนาๆมาหาศิษย์พี่อาจารย์ชิงอวิ๋น คนหลังถึงกับกะพริบตาปริบๆด้วยความตกใจ


 

"เหยาเหยาเอ๋ย ไม่ใช่ว่าศิษย์พี่อาจารย์อยากพูดหรอกนะ แต่ยันต์พวกนี้ใช้ไปจนถึงปีวอกปีมะโรงโน่นแน่ๆ"


 

ชิงอวิ๋นรู้ดีว่าสำนักเล็กๆของตัวเองนั้นอยู่ในสภาพไหน พูดว่าผู้คนบางตายังถือเป็นคำชมเกินไปอีก


 

ยิ่งช่วงนี้ หลานศิษย์ของตัวเองลงจากเขาไปแล้ว สำนักก็ปิดเงียบไม่ค่อยมีคนรู้จัก แค่ไม่กี่วันก่อนเขาไปทำความสะอาดที่สำนักมา ทั้งวันเห็นแค่แมวจรสักสามสี่ตัวเท่านั้น ยังไม่เจอคนเลยสักคน


 

ถ้าดูจากสถานการณ์แบบนี้ ยันต์พวกนี้น่าจะใช้ได้จนกว่าตัวเองจะเดินลงหลุมเลยก็ว่าได้


 

สำหรับเรื่องการไลฟ์สดนั้น ชิงอวิ๋นไม่รู้เรื่องเลย และยิ่งไม่รู้ว่ามีผู้ชมออนไลน์อยู่หลายแสนคน


 

แม้ว่าจะมีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดมาที่สำนักจริงๆ ตัวเลขก็ยังน่าตกใจมากแล้ว


 

“ศิษย์พี่อาจารย์คะ รับไปเถอะค่ะ ครั้งนี้สำนักหั่วหยุนของเราต้องคึกคักแน่นอน ยันต์พวกนี้แจกหมดแน่ค่ะ”


 

เหยาเหยาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี สุดท้ายก็ไม่อธิบายซะเลย เธอยัดของให้ชิงอวิ๋นตรงๆ


 

จากนั้นเธอก็ฝากข้อความไว้ว่า “พรุ่งนี้ลุงคนดูแลบ้านจะส่งธูปเทียนมาที่สำนัก ศิษย์พี่อาจารย์ช่วยรับเข้าคลังด้วยนะคะ”


 

เหยาเหยาคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้านักท่องเที่ยวมาแล้วไม่มีธูปให้ไหว้บูชา บรรพบุรุษคงไม่พอใจแน่


 

เรื่องเล็กๆน้อยๆ ทุกอย่างถูกเตรียมไว้ครบ จนชิงอวิ๋นถึงกับเริ่มสงสัยตัวเอง


 

หรือว่างานนี้จะจริงจัง?


 

พอคิดดีๆก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าดูจากความสัมพันธ์ของตระกูลกู้แล้ว การช่วยเหลือสำนักก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร


 

มีคำกล่าวว่า ‘ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน’ ซึ่งความสามารถของหลานศิษย์ตัวเองนั้นย่อมไม่มีข้อกังขาอะไร


 

เพียงแต่ขาดทักษะการโปรโมท ซึ่งตระกูลกู้สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้พอดี


 

คิดได้แบบนี้ ชิงอวิ๋นก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เขาตบมือเบาๆหลายครั้งแล้วกล่าวว่า “ดี ดีมากๆ!”


 

แม้ว่าเขาจะลงจากเขามานานแล้ว แต่ความฝันที่จะทำให้สำนักเจริญรุ่งเรืองก็ไม่เคยหายไปเลย ครั้งนี้เห็นความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขาจึงดีใจจนห้ามตัวเองไม่อยู่


 

อาจจะดีใจมากเกินไป คืนนั้นเขาอยู่ไม่สุข จึงใช้วิชาย่นระยะทางตรงกลับไปยังสำนักล่วงหน้า


 

เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ได้ทำความสะอาดห้องไว้พร้อมสำหรับการนอนพักแล้ว เขาจึงรีบกลับไป เพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยว


 

เหยาเหยาห้ามไม่อยู่ จึงได้แต่บอกศิษย์พี่อาจารย์ว่า ถ้าเจอปัญหาแก้ไม่ไหวให้โทรหาตนได้


 

“วางใจเถอะ ยังไงก็คงต้องให้หนูมาช่วยอยู่ดี” ชิงอวิ๋นรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี


 

เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเก่งเรื่องการทำนายดวงหรือดูชะตา ปกติแค่หลอกชาวบ้านยังพอไหว แต่เขาไม่เคยถึงขั้นหลอกตัวเอง


 

ความนิยมเริ่มสะสมตั้งแต่ไลฟ์สดสิ้นสุดลงจนถึงวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันที่กระแสเริ่มระเบิดออกมา


 

วันนั้น เหยาเหยาซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่บ้าน จิบเครื่องดื่มเย็นๆ กินขนมและดูการ์ตูนอย่างสบายใจ จู่ๆก็ได้รับสายจากอาจารย์ที่โทรมาอย่างรัวๆ


 

เมื่อรับสายแล้ว เสียงตื่นตระหนกของอาจารย์ชิงอวิ๋นก็ดังขึ้นมาจากปลายสาย


 

“หลานเอ๋ย หนูรีบมาที่สำนักเดี๋ยวนี้เลย จะมีคนตายแล้ว!”


 

“อีกฝ่ายยืนยันว่าถ้าไม่ได้เจอหนู คืนนี้เขาจะตายในสำนัก อาจารย์หมดหนทางแล้ว หนูช่วยรีบมาที อาจารย์รับมือไม่ไหวแล้ว!”


 

เหยาเหยาก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ


 

เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมาถามหาสาเหตุแน่นอน เพราะบางอย่างพูดทางโทรศัพท์คงไม่เข้าใจ


 

“อาจารย์ช่วยรอก่อนนะคะ เหยาเหยากำลังจะไปเดี๋ยวนี้”


 

เธอไม่ลังเล วางขนมและรีโมททีวีลงแล้วหาที่เงียบๆ เพื่อใช้วิชาย่นระยะทางเดินทางไปทันที


 

ณ สำนักหั่วหยุน


 

อาคารสีเทาหลังคากระเบื้องและเสาแดงเผยให้เห็นถึงความเก่าแก่


 

เนื่องจากเป็นสำนักในสังกัดลัทธิซานซิง ในโถงกลางจึงนอกจากมีรูปบรรพบุรุษแล้วยังมีรูปเทพเจ้าซานชิงและแท่นบูชาธูปด้วย แตกต่างจากช่วงปกติที่เตาเผาธูปจะเงียบเหงา แต่วันนี้ทั้งโถงใหญ่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นธูปคละคลุ้ง


 

แสงลอดผ่านแผ่นกระเบื้องตกกระทบลงบนรูปปั้นบรรพบุรุษ แสงและเงาที่กระจายตัวนั้นชวนให้รู้สึกเหมือนว่ารูปปั้นกำลังเปล่งแสงทองออกมาอย่างลี้ลับ


 

หากเป็นวันปกติ ชิงอวิ๋นคงไม่พลาดที่จะบันทึกภาพทิวทัศน์งดงามที่หาดูได้ยากเช่นนี้


 

แต่วันนี้ เขากลับรู้สึกปวดหัวไม่น้อย เมื่อหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะนี้ชายหนุ่มดูเครียดจัด สายตายังชำเลืองมองออกไปข้างนอกเป็นระยะ


 

เห็นได้ชัดว่าเขากำลังรอใครสักคน และคนที่เขารอไม่ใช่ใครอื่น นั่นก็คือเหยาเหยา


 

เพราะชายคนนี้เองที่ทำให้ชิงอวิ๋นต้องจำใจโทรเรียกเหยาเหยา เพราะไม่สามารถรับมือได้


 

“เหยาเหยาหนนี้อาจารย์คงรบกวนหนูไม่ได้จริงๆ งานนี้มันเกินกำลังของอาจารย์แล้ว” ชิงอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง


 

ต้องเข้าใจก่อนว่าตอนแรกชายหนุ่มคนนี้แค่ขอยันต์คุ้มครอง แต่พอเขาได้รับยันต์ไปแล้ว ยังไม่ทันจะใส่ลงกระเป๋า ยันต์กลับสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปต่อหน้าต่อตา


 

เหตุการณ์ประหลาดนี้ทำให้ชิงอวิ๋นรู้สึกขนลุกเกรียว เขารู้ว่าชายคนนี้ต้องเจอกับปัญหาหนักหนาเข้าแล้ว


 

ดังนั้นเพื่อปลอบประโลมและช่วยคุ้มครองชายหนุ่ม ชิงอวิ๋นจึงให้ยันต์ไปอีกหลายใบ


 

แต่ไม่ว่าจะกี่ใบ ยันต์ทั้งหมดก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยไม่มีข้อยกเว้น ทำให้ชายหนุ่มถึงกับหมดสติด้วยความหวาดกลัวและไม่กล้าออกจากสำนัก


 

เพราะเขากลัวว่าทันทีที่ก้าวออกจากสำนัก ตัวเองอาจตายทันที ดังนั้นแม้สำนักจะว่างเปล่า เขาก็ไม่ไปไหน


 

ชายหนุ่มชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่นาทีก็จะครบครึ่งชั่วโมง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปถามชิงอวิ๋นด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า "อาจารย์ครับ ขอถามหน่อยว่าเหยาเหยาจะมาถึงอีกนานแค่ไหนครับ?"


 

“เอ่อ...อีกไม่นานก็จะถึงแล้ว”


 

นี่ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ชายหนุ่มถาม ชิงอวิ๋นถึงแม้จะอดทน แต่คราวนี้ก็เริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมา


 

เขานึกบ่นในใจ ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ การเดินทางมันต้องใช้เวลานะ จะให้บินมาก็ไม่ได้!


 

ชายหนุ่มเองดูเหมือนจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของชิงอวิ๋น เขารู้ว่าฝ่ายนั้นทนมาถึงขีดสุดแล้ว จึงไม่กล้าถามอะไรอีก ได้แต่นั่งรออย่างกระวนกระวาย


 

ในขณะที่ภาพความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวผุดขึ้นมาในหัวของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าของเขาก็ซีดลงเรื่อยๆ ดูท่าจะทนไม่ไหวแล้ว


 

ทันใดนั้น ชิงอวิ๋นที่นั่งเงียบมาตลอดก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


 

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะศิษย์หลานของเขามาถึงแล้ว!

 

 

--- จบตอน ---

Comments