small girl ep211-220

 บทที่ 211: ห้องใต้ดินและดวงตาสีเลือด


   

   "วี้ว้อ วิ้ว หวอ"

   

   เสียงไซเรนรถตำรวจดังก้องไปทั่วถนนย่านการค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบหลายนายรีบมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาดึงแถบกั้นสีเหลืองขึ้นมา ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบในรัศมีหลายสิบเมตร

   

   หัวหน้าทีมตำรวจที่ถูกส่งมา หลังจากออกคำสั่งเสร็จแล้ว ก็หันหลังเดินอย่างรวดเร็วไปยังที่ไม่ไกลนัก

   

   ตรงนั้นมีร่างสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งตัวโตอีกคนตัวเล็ก

   

   "ท่านอาจารย์ครับ ทางนี้ได้ปิดล้อมห้างสรรพสินค้าตามที่ท่านสั่งแล้ว มีอะไรจะสั่งการเพิ่มเติมอีกไหมครับ?"

   

   เขารายงานสถานการณ์อย่างนอบน้อม แม้จะสวมเครื่องแบบตำรวจ แต่ตัวตนที่แท้จริงคือสมาชิกของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ

   

   นี่คือแผนการปฏิบัติงานของหน่วย ซึ่งแต่ละพื้นที่ล้วนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะในระหว่างการสืบสวน อาจเผชิญกับคดีเหนือธรรมชาติโดยไม่คาดคิด

   

   หากเป็นคนธรรมดาคงมองไม่ออก อาจทำให้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการไขคดี

   

   สมาชิกของหน่วยปฏิบัติการล้วนมีวิชาอาคมติดตัว มีความสามารถในการตัดสินใจเหนือกว่าคนทั่วไปอยู่มาก หากพวกเขาสังเกตเห็นความผิดปกติก็จะรายงานไปยังหน่วยปฏิบัติการ ทางผู้บังคับบัญชาก็จะส่งกำลังหลักมาจัดการทำให้การรับมือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   

   แต่ครั้งนี้กลับค่อนข้างพิเศษ เพราะเขาได้รับสายด่วนจากภายใน

   

   ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่สมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษทุกคนก็น่าจะได้รับเช่นกัน

   

   ที่เขามาถึงที่นี่ได้เร็ว เพราะนอกจากสถานีตำรวจของเขาจะอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุแล้ว สาเหตุหลักก็คือตัวตนของผู้แจ้งเรื่อง

   

   ต้องรู้ว่าคนตรงหน้านี้เคยต่อสู้กับสำนักไท่ชาง บังคับให้เสวียนเหมินต้องก้มหัวให้ เรื่องนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งทีมปฏิบัติการแล้ว

   

   ตอนนี้เขาได้โอกาสพูดคุยกับอาจารย์ เขาก็จินตนาการได้แล้วว่าหากได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมงานฟัง พวกนั้นคงอิจฉาเขาจนตาร้อนแน่ๆ

   

   "พี่ชาย ช่วยดูแลที่นี่และจัดการทำความสะอาดหน่อยนะ"

   

   เหยาเหยาไม่รู้ถึงความคิดเล็กๆน้อยๆของเขา ในตอนนี้ใบหน้าของเธอค่อนข้างเคร่งเครียด

   

   เธอไม่ได้สั่งให้เก็บรักษาสถานที่ เพราะมันไม่มีประโยชน์

   

   ดวงวิญญาณของผู้ตายกระจัดกระจายไปแล้ว ผู้ที่ลงมือไม่น่าจะใช่คน

   

   การเก็บรักษาสถานที่ใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เป็นคดีฆาตกรรมโดยมนุษย์ แต่ในกรณีนี้ ต่อให้เป็นนักสืบยอดอัจฉริยะขนาดไหนก็คงช่วยอะไรไม่ได้

   

   ยิ่งกว่านั้น ความโหดร้ายของสถานที่เกิดเหตุจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

   

   การจัดการทำความสะอาดที่เกิดเหตุเป็นงานที่เธอไม่ถนัดนัก จึงได้รายงานไปยังหน่วยปฏิบัติการพิเศษโดยตรง

   

   “เราจะจัดการโดยเร็วที่สุดครับ” ชายคนนั้นพยักหน้า

   

   งานนี้เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แม้ว่าอาจารย์จะไม่สั่ง เขาก็ต้องทำอยู่ดี

   

   เมื่อเห็นว่างานตรงหน้าเสร็จสิ้นแล้ว เหยาเหยาก็หันไปบอกพี่เจ็ดให้รออยู่ด้านนอก ส่วนตัวเธอต้องเข้าไปในห้าง

   

   เพราะก่อนหน้านี้ ตอนที่ใช้จิตสัมผัสเธอรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้

   

   ทั้งตึกดูเหมือนเป็นแผนผังแปดทิศที่ซับซ้อน ทุกประตูถูกวางด้วยหัวสัตว์ที่เป็นเครื่องราง

   

   ไม่เพียงแต่สัตว์มงคลอย่างไป๋เจ๋อและผีซิว *[1] ซึ่งจัดอยู่ในสัตว์มงคลทั้งสี่เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ร้ายอย่างเถาอู๋และเถาเถี่ย *[2] ซึ่งจัดอยู่ในสัตว์ร้ายทั้งสี่ด้วย

   

   สัตว์มงคลช่วยเก็บพลัง ส่วนสัตว์ร้ายช่วยทำลายและสกัดกั้น ซึ่งตามหลักการทั่วไปถือว่าขัดแย้งกันอย่างมาก การสร้างตึกแบบนี้ถือว่าไม่เป็นมงคลและจะนำมาซึ่งความวุ่นวายภายใน

   

   แต่มีเพียงกรณีเดียวที่เป็นข้อยกเว้น นั่นก็คือหากมีพลังร้ายแรงซ่อนอยู่ใต้แผนผังนี้ รูปแบบที่ขัดแย้งกันนี้จะกลับตาลปัตร กลายเป็นการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านศัตรู

   

   สัตว์มงคลช่วยควบคุม สัตว์ร้ายช่วยสังหาร เพื่อปราบปรามสิ่งชั่วร้าย

   

   พลังร้ายแรงนี้จะสามารถบิดเบือนสนามพลังของฟ้าดิน ซึ่งง่ายๆก็คือมันสามารถควบคุมอารมณ์ของผู้คนได้ แม้ว่าเจ้าของพลังจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แค่การแพร่กระจายของพลังนั้นก็สามารถทำให้เกิดผลกระทบได้

      

   ผู้โชคร้ายที่ฆ่าตัวตายคนนั้น น่าจะเผชิญกับพลังนี้เข้าอย่างจัง

      

   และที่นี่คือห้างสรรพสินค้า ผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย หากสิ่งชั่วร้ายนี้ยังแฝงตัวอยู่ มันอาจจะก่อให้เกิดภัยร้ายที่รุนแรงยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์

   

   เหยาเหยาไม่มีทางนิ่งดูดาย เธอต้องเข้าไปดูให้แน่ชัดว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในนี้กันแน่

   

   “ระวังด้วยนะ!” เสียงของกู้อวี่เต็มไปด้วยความกังวล

   

   เขาไม่ได้กังวลว่าน้องสาวจะได้รับบาดเจ็บ เพราะในนั้นไม่น่าจะมีอะไรมากมาย

   

   แต่เมื่อนึกถึงคนที่ตายอย่างโหดเหี้ยมตรงหน้า แม้จะไม่รู้สาเหตุการตายที่ชัดเจน ก็ทำให้ใครก็ตามที่เห็นต้องรู้สึกหวาดกลัว

   

   “ไม่เป็นไรค่ะ พี่เจ็ด อันนี้พกไปด้วยนะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นใช้สิ่งนี้ป้องกันตัวได้” เหยาเหยาตอบเสียงนุ่ม

   

   แล้วเธอก็นึกได้ก่อนจะกลับมาใหม่ ค้นหาสิ่งของจากกระเป๋าแล้วหยิบยันต์ออกมาให้สองสามแผ่น

   

   ถึงแม้ว่าเธอจะบรรลุถึงขั้นที่เก้าแล้ว ซึ่งแทบไม่มีอันตรายอะไรที่ต้องหวาดกลัว แต่การระมัดระวังไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะคำสอนของอาจารย์เฒ่าที่ว่า ‘ความระมัดระวังคือหนทางสู่ความปลอดภัยนับหมื่นปี!’

   

   "ได้ ข้าจะระวังให้ดี" กู้อวี่ตอบรับพร้อมรับยันต์จากมือเหยาเหยา

   

   เมื่อเห็นเช่นนั้น เหยาเหยาก็เบาใจเธอก้าวเท้าแล้วหายตัวไปในพริบตา

   

   ความสามารถหายตัวนี้ทำให้กู้อวี่รู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่ได้เห็น แต่ครั้งนี้เขามัวแต่กังวลถึงความปลอดภัยของน้องสาว หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   

   ในขณะเดียวกัน

   

   ณ ห้างสรรพสินค้า ชั้นใต้ดิน

   

   ร่างเล็กๆของเหยาเหยาปรากฏขึ้น เธอกวาดตามองไปรอบๆชั้นใต้ดินที่ทั้งมืดและชื้น ทำให้เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ

   

   เธอเดินตามสัญญาณจากพลังจิตมาที่นี่ นั่นหมายความว่าสถานที่นี้คือจุดสำคัญของแปดทิศ และสิ่งชั่วร้ายที่ถูกผนึกอยู่ก็น่าจะอยู่ใต้เท้าของเธอนั่นเอง

   

   เหยาเหยาพยายามสะกดอารมณ์ แล้วเธอก็สะบัดนิ้วเบาๆ เปลวไฟแห่งพลังจิตค่อยๆลุกขึ้น ส่องแสงสว่างไปรอบๆ จากนั้นก็เริ่มสำรวจพื้นที่

   

   ชั้นใต้ดินนี้คล้ายกับคลังสินค้าขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่แปลกก็คือ ภายในพื้นที่กว้างขนาดนี้กลับไม่มีสิ่งของใดๆถูกเก็บไว้เลย

   

   ผนังรอบๆ และแม้แต่พื้นก็เต็มไปด้วยลวดลายประหลาดสีแดงฉาน

   

   เหยาเหยาก้มลงไปนั่งยองๆ ใช้นิ้วแตะลวดลายบนพื้นแล้วดมกลิ่นใกล้จมูก

   

   "นี่มันจูซาใช่ไหม?" *[3]

   

   ในลวดลายนั้นยังมีกลิ่นคาวเลือด ถ้าเธอเดาไม่ผิด น่าจะเป็นเลือดสุนัขสีดำ เพราะลวดลายแปลกๆนี้ หากมองอย่างละเอียดจะพบได้ทันที

   

   นี่คือค่ายกลอันมหึมา!

   

   เมื่อเห็นจูซาช่วยป้องกันผี เลือดสุนัขสีดำช่วยสลายพลังอัปมงคล พอเข้าใจได้ว่าทำไมที่นี่ถึงถูกใช้เป็นคลังเก็บของ

   

   ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการใช้พื้นที่ แต่เพราะไม่กล้าใช้ต่างหาก หากมีการเก็บของไว้ที่นี่ จะต้องมีคนเข้าออกเป็นประจำ ซึ่งพลังชีวิตของคนเป็นนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับค่ายกลผนึกแบบนี้

   

   “มาดูกันว่ามันคืออะไรแน่!”

   

   เหยาเหยาหยุดสำรวจ เพราะคนที่สร้างค่ายกลนี้มีฝีมือไม่น้อย ทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ด้วยตาเปล่า

   

   แต่เธอไม่รีบร้อน เธอยกมือน้อยๆขึ้นมาสัมผัสระหว่างคิ้วเบาๆ

   

   เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในดวงตากลมโตคู่นั้นปรากฏเป็นรูปดอกบัวทองคำ

   

   ในขณะเดียวกัน ค่ายกลที่เธอมองเห็นก็เปลี่ยนไป เธอเห็นเส้นสายที่ไขว้กันไปมา และสุดท้ายก็เห็นเงาดำๆที่ฝังอยู่ใต้พื้นดิน

   

   เดี๋ยวก่อน นั่นมันดวงตาหรือเปล่า?

   

   ดวงตาสีแดงเลือดคล้ายก้อนน้ำเหลวข้น รอบๆมีวงแหวนสีทองหมุนรอบม่านตา แผ่ขยายออกมาทีละวง

   

   เหยาเหยาสังเกตเห็นว่ามีถึงสี่วงล้อมรอบอยู่

   

   ผลลัพธ์นี้ทำให้เธออึ้งไปชั่วขณะ เดิมทีเธอคิดว่าที่นี่น่าจะมีนายผีหรืออย่างน้อยก็เป็นวิญญาณร้ายตัวใหญ่ ถ้าโชคดีอาจได้อะไรดีๆมาเพิ่ม

   

   แต่กลับกลายเป็นว่ามีเพียงดวงตาดวงเดียว เธอไม่แน่ใจเลยว่ามันจะกินได้ไหม!

   

   เหยาเหยาคิดเช่นนั้น

   

   ไม่รู้ว่าเพราะความคิดนี้หรือเปล่าที่ไปกระตุ้นดวงตาสีเลือดที่ถูกผนึกอยู่ มันจู่ๆก็ระเบิดพลังออกมา

   

   ทันใดนั้น แสงสีแดงก็พุ่งทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้

   

   แม้แต่ค่ายกลก็เหมือนจะไร้ประโยชน์ ไม่สามารถต้านทานกระแสพลังสีแดงที่น่ากลัวนี้ได้แม้แต่น้อย

   

   แย่แล้ว!

   

   เหยาเหยายังไม่ทันได้ถอนพลังจิตกลับมา พอเห็นเหตุการณ์นี้ ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนสีไปทันที!

   

   ในชั่วพริบตา เธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกระหว่างคิ้วของเธอ!

   

   [1] ไป๋เจ๋อและผีซิวเป็นสัตว์มงคลในตำนานจีนที่เชื่อว่ามีความสามารถในการขจัดภัยและมีสัญลักษณ์แห่งความมงคล

   

   [2] เถาอู๋และเถาเถี่ยเป็นสัตว์ร้ายในตำนานจีนที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของพลังชั่วร้ายและความโลภ

   

   [3] จูซา หรือ ชาด มีคุณสมบัติในการปัดเป่าวิญญาณร้าย ขับไล่ภูตผีปีศาจ และป้องกันสิ่งชั่วร้าย




 บทที่ 212: เอ้อร์หลางเสินและตัวตนของผู้ฆ่าตัวตาย


   

   นอกห้างสรรพสินค้า

   

   ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว พระจันทร์เต็มดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

   

   เป็นคืนวันที่สิบหกของเดือน พระจันทร์กลมดั่งจานเงิน มีดวงดาวมากมายล้อมรอบเป็นภาพพระจันทร์ที่งดงาม

   

   ปกติแล้ว หากเจอท้องฟ้าเช่นนี้ กู้อวี่คงจะยืนมองอย่างชื่นชมสักพัก แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์เช่นนั้น เพราะน้องสาวของเขาเข้าไปในอาคารห้างสรรพสินค้าเกือบสองชั่วโมงแล้ว

   

   “ทำไมถึงยังไม่ออกมาอีกนะ?” กู้อวี่เต็มไปด้วยความกังวล

   เพราะเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย ด้วยความสามารถของน้องสาว การตรวจสอบภายในห้างไม่น่าจะยากขนาดนี้

   

   สองชั่วโมงที่ผ่านมามันช่างนานเกินไป เขารู้สึกกระวนกระวายเดินไปเดินมา ตำรวจที่อยู่รอบๆ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ก็รู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง เพราะหากเข้าไปพูดปลอบตอนนี้อาจจะโดนด่าก็ได้

   

   “ไม่ได้ละ คราวนี้ฉันต้องเข้าไปดูเองแล้ว”

   

   หลังจากผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง กู้อวี่ก็ไม่สามารถรออยู่เฉยๆได้อีกต่อไป เขากำยันต์ในมือแน่น แล้วตัดสินใจจะไม่ทนรออีกต่อไป ก้าวเดินตรงเข้าไปในห้างทันที แต่เพียงไม่กี่ก้าวที่เขาเดินไป จู่ๆก็มีร่างเล็กๆปรากฏตัวขึ้นที่ไม่ไกลจากเขา

   

   ใบหน้ากลมน่ารักนั้น ไม่มีทางเป็นใครได้นอกจากน้องสาวของเขา

   

   กู้อวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปหา

   

   เมื่อเขาเข้ามาใกล้ ก็สังเกตเห็นว่าน้องสาวไม่ได้มีบาดแผลใหญ่โตอะไร เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

   

   โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

   

   แต่ทันใดนั้น เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แล้วถามขึ้นว่า “มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า?”

   

   คำถามนี้สมเหตุสมผลดี เพราะถ้าไม่มีปัญหาอะไร จะเสียเวลานานขนาดนี้ได้อย่างไร

   

   “อืมๆ มีปัญหานิดหน่อยค่ะ แต่ตอนนี้หนูแก้ไขได้แล้ว!” เหยาเหยามองเห็นแววตาเป็นห่วงของพี่ชาย ก็ส่ายหัวอย่างรู้สึกผิด

   

   ที่ใช้เวลานานขนาดนี้ไม่ใช่ความตั้งใจของเธอเอง แต่เพราะดวงตาสีเลือดนั้นช่างแปลกประหลาด มันสามารถฝ่าแนวปิดผนึกออกมาได้เอง


   หากคนที่สร้างผนึกได้รู้ว่าฝีมือที่ตัวเองตั้งใจทุ่มเทลงไปนั้นไม่สามารถปิดผนึกสิ่งที่อยู่ภายในได้เลย คงจะต้องร้องไห้แน่นอน

   

   เหยาเหยาคิดถึงเรื่องนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตัวเอง

   

   จากหน้าผากขาวเนียนของเธอ ตอนนี้ปรากฏรอยแดงอยู่เส้นหนึ่ง หากสังเกตดีๆ รอยนั้นเหมือนกับการวาดภาพดวงตาอย่างง่ายๆ

   

   “อืม? กลายเป็นเอ้อร์หลางเสินไปซะแล้วเหรอ?” *[1]

   

   กู้อวี่ที่จ้องมองน้องสาวตลอดเวลาย่อมสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของเธอ เมื่อเขาเข้ามาใกล้และมองเห็นรอยบนหน้าผากของน้องสาวได้ชัดเจน ก็ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

   

   เขาจำได้ชัดเจนว่า ก่อนที่น้องสาวจะเข้าไปในห้างสรรพสินค้านั้น หน้าผากของเธอไม่ได้มีรอยนี้ ดังนั้น รอยนี้ต้องเป็นสิ่งที่เธอได้มาจากข้างใน


   ดังนั้นที่เสียเวลาไปนานขนาดนี้เป็นเพราะ ‘มัน’ ใช่ไหม?

   

   เหยาเหยาได้ยินที่พี่ชายพูด ใบหน้ากลมๆของเธอก็ยู่ลงทันที ก่อนจะพูดอย่างโกรธๆว่า “เหยาเหยาไม่ใช่เอ้อร์หลางเสิน พี่เจ็ดพูดมั่วแล้ว!”

   

   กู้อวี่ที่ได้ยินปฏิกิริยาของน้องสาวก็รู้สึกว่ามันแปลกๆขึ้นมา

   

   “จะไม่ใช่ตาจริงๆเหรอ!”

   

   เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันไม้คันมือ จึงยื่นมือไปจิ้มหน้าผากของน้องสาว


   เหยาเหยาถูกจิ้มจนต้องขมวดคิ้ว และเธอก็ทำได้เพียงขบฟันกรอดๆ เพื่ออดทนไม่ให้พี่ชายทำอะไรไปมากกว่านี้

   

   แต่ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่พี่ชายของเธอก็เดาถูกต้อง

   

   รอยแดงนี้ก็คือเนตรโลหิตที่ถูกปิดผนึกนั้นเอง

   

   เหยาเหยาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร จู่ๆก็พุ่งเข้ามาที่หน้าผากของเธออย่างไม่คาดคิด และที่น่าแปลกก็คือ เธอกลับสามารถควบคุมมันได้


   ดังนั้น เนตรโลหิตนี้จึงกลายเป็นเหมือนอาวุธอาคมของเธอ ซึ่งมีพลังสูงกว่าอาวุธที่เธอสร้างขึ้นเองอีกมาก

   

   พลังของนักพรตเต๋าในเสวียนเหมินนั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอาวุธของพวกเขา เหยาเหยาประมาณว่าหากเธอใช้เนตรโลหิตนี้ต่อสู้ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีพลังขั้นเก้าขั้น เธอก็สามารถเอาชนะได้!

   

   ในเมื่อมันเชื่องขนาดนี้ เหยาเหยาจึงไม่กล้าทำลายมันทิ้ง!

   

   “โห เจ๋งขนาดนี้เลยเหรอ? เปิดตาสวรรค์ให้พี่เจ็ดดูหน่อยสิ เร็วๆ”

   

   กู้อวี่ไม่คิดว่าตัวเองจะเดาถูก แล้วยังทายถูกเป๊ะๆ จึงตื่นเต้นขึ้นมาทันที

   

   เหยาเหยากลับส่ายหัวและปฏิเสธ “ไม่ได้นะคะ มันเป็นอาวุธ ถ้าไม่ระวังอาจจะทำร้ายพี่เจ็ดได้นะ ห้ามดูสุ่มสี่สุ่มห้า”

   

   ความจริงแล้วเหยาเหยากุเรื่องนี้ขึ้นเอง เนตรโลหิตตอนนี้เชื่องมากและไม่มีทางที่จะทำร้ายใครได้เลย

   

   เธอพูดไปแบบนั้นก็แค่ไม่อยากให้พี่ชายเห็นเธอเหมือนลิงโชว์!

   

   เหยาเหยาคิดแบบนั้นอยู่ในใจ

   

   “ก็ได้ งั้นไว้โอกาสหน้าค่อยดูแล้วกัน ยังไงโอกาสก็คงมีอยู่แล้ว”

   

   กู้อวี่คิดในแง่ดี เพราะยังมีวันหน้ารออยู่ เขาเชื่อในคำพูดนี้อย่างสนิทใจ

   แต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญกว่าการเห็นอะไรแปลกๆคือการกลับบ้าน

   

   ฟ้าก็มืดแล้ว กว่าจะกลับถึงบ้านก็คงประมาณสองถึงสามทุ่ม เขายังจำได้ดีว่าเมื่อเช้านี้ก่อนออกจากบ้าน เฉินฮุ่ยบอกให้รีบกลับบ้านเร็วๆ


   ถ้ากลับบ้านช้า แม้ว่าน้องสาวจะไม่เป็นไร แต่เขาน่าจะโดนบ่นแน่ๆ

   

   “อื้มๆ กลับบ้านกันเถอะ!” เหยาเหยาก็รู้สึกดีที่พี่ชายยอมเปลี่ยนเรื่องคุย จึงรีบพูดรับทันที

   

   จากนั้น ทั้งสองคนก็เก็บของอย่างรวดเร็ว แล้วขึ้นรถกลับบ้าน

   

   ระหว่างทางเหยาเหยาก็ได้รับข้อมูลจากทีมปฏิบัติการ

   

   เห็นได้ชัดว่าการตรวจสอบตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาค้นพบตัวตนของผู้ตายแล้ว

   

   เหยาเหยามองดูรูปถ่ายบนโทรศัพท์ แล้วสายตาของเธอก็หยุดนิ่ง คนในรูปมีหน้าผากมันเงา คิ้วหนาเป็นรูปแปด ปลายจมูกงุ้ม

   

   รูปลักษณ์นี้ทำให้เกิดความรู้สึกแรกพบว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์และเกียจคร้าน

   

   แต่เหยาเหยามองเห็นมากกว่านั้น เธอพบว่าชายคนนี้เป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ ตำแหน่งกงล้อแห่งความชั่วของเขาหม่นหมอง ซึ่งบ่งบอกว่าในร่างกายเขามีโรคร้ายอยู่มาก

   

   แล้วยังเป็นโรคที่สามารถแพร่เชื้อได้อีกด้วย

   

   เหตุผลที่เขามาที่ห้างวันนี้คือการแก้แค้นสังคม

   

   และวิธีการแก้แค้นก็ง่ายๆคือการเอาเข็มที่มีเชื้อโรคแอบไปวางไว้บนเก้าอี้ในโรงภาพยนตร์

   

   เมื่อมีคนมานั่งและไม่ทันระวัง ก็จะถูกเข็มทิ่มแทงเข้าไป

   

   เข็มนั้นมีเชื้อโรคอยู่ ซึ่งสามารถแพร่ผ่านทางกระแสเลือดได้

   

   นั่นหมายความว่า ชายคนนี้ตั้งใจจะทำลายชีวิตของคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปทั้งชีวิต เหยาเหยาคิดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

   

   แต่แล้วในอีกชั่วขณะ เธอก็คลายคิ้วออก เพราะชายคนนั้นยังไม่ทันได้ลงมือ ก็ถูกพลังจากเนตรโลหิตที่รั่วออกมากระตุ้นจนทำให้เขาคลุ้มคลั่ง

   

   สุดท้าย เขาก็สิ้นชีพลงทันที

   

   “ครั้งนี้ถือว่าทำความดีไปนะเนี่ย!”

   

   เหยาเหยาเผลอลูบรอยที่หน้าผากเล็กๆ ใบหน้ากลมๆอวบอิ่มของเธอในตอนนี้เผยรอยยิ้มหวานออกมา

   

   สำหรับเธอแล้ว คนร้ายที่ทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้สมควรตาย

   

   วิญญาณของชายคนนั้นสลายไปแล้ว เพราะเนตรโลหิตทำลายวิญญาณของเขาจนไม่เหลือซาก

   

   คำตอบที่ไม่คาดคิดนี้ ทำให้เหยาเหยาเริ่มมีความรู้สึกดีๆกับเนตรโลหิตขึ้นมา

   

   อย่างน้อยมันก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ ‘อาวุธปีศาจ’ ที่พรากชีวิตของคนบริสุทธิ์

   

   [1] เอ้อร์หลางเสิน ตามตำนานจีนเป็นเทพเจ้าสามตา ถูกหยิบยกมาเล่าไว้ในวรรณกรรมจีนเรื่องดังอย่างไซอิ๋วเป็นต้น





 บทที่ 213: พี่ชายที่หายตัวไป


   

   "เจ้าเจ็ดนี่ไม่เคยเชื่อฟังเลยสักครั้ง บอกให้กลับมาเร็วๆก็ไม่ยอมฟังเลยสักนิดแล้วยังพาเหยาเหยาไปเที่ยวเล่นอีก"

   

   "คุณแม่อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยนะคะ เมื่อครู่หนูโทรไปเร่งแล้ว เขาบอกว่าอีกเดี๋ยวก็จะกลับมา"

   

   ในห้องโถงของบ้านตระกูลกู้ เฉินฮุ่ยเหลือบมองแม่สามีของเธอ ซึ่งนั่งอยู่กับคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง

   

   หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในท่าทางสงบ เรียบร้อย ผมมวยทรงสูงบ่งบอกถึงความเป็นผู้ดี จากโครงหน้าสามารถเห็นได้ว่าเธอเคยเป็นคนสวยในสมัยที่ยังสาวอย่างไม่ต้องสงสัย

   

   แต่ขณะนี้ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเจอปัญหาหนักหนาสาหัส

   

   “เสี่ยวจิ้ง เธอก็อย่ากังวลไปเลย เมื่อภรรยาของคุณชายสามบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว เราก็รออีกหน่อยเถอะ”

   

   คุณย่าตระกูลกู้พยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวปลอบใจผู้ที่นั่งอยู่ข้างหน้า เพราะแม้ว่าจะเร่งไปอีกครั้งก็คงไร้ประโยชน์

   

   ในเมื่อเร่งไปแล้วครั้งหนึ่งก็ควรพอ ถ้าเร่งมากกว่านี้ก็จะดูไม่เหมาะสม ต่อให้ทำได้แต่เธอก็ไม่ทำ เพราะถึงอย่างไร หลานสาวก็ยังเป็นคนในครอบครัว


   ไม่มีทางที่จะไปกดดันคนในครอบครัวเพื่อช่วยเหลือคนอื่น แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นศิษย์ก็ตาม มันก็ยังมีระยะห่างอยู่ดี

   

   ในสมัยที่คุณย่ายังสาว เธอเคยเป็นปรมาจารย์ด้านการปักผ้าซูโจวที่โด่งดังไปทั่วประเทศ แต่ตอนนี้เมื่ออายุมากแล้ว ดวงตาเริ่มพร่ามัว เธอจึงไม่ได้ทำงานฝีมือปักผ้าอีก

   

   และหญิงคนนี้ก็คือศิษย์คนสุดท้ายที่เธอรับไว้ในช่วงที่ยังหนุ่มสาวชื่อว่า ‘

   สวีจิ้ง’

   

   เธอเริ่มเรียนงานฝีมือจากอาจารย์ตั้งแต่อายุเจ็ดปี จนมีฝีมือเก่งกาจและออกไปทำงานด้วยตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

   

   ปัจจุบันวงการปักผ้าในเมืองหลวง สวีจิ้งถือว่ามีชื่อเสียงไม่น้อย เธอเคยคว้ารางวัลระดับนานาชาติมาหลายครั้ง

   

   ด้วยความเอ็นดูศิษย์คนสุดท้ายของเธอ คุณย่ากู้จึงยังคอยดูแลอยู่บ้าง หากไม่เป็นเช่นนั้น การมาเยือนตอนดึกดื่นเช่นนี้ คุณย่าคงให้คนเชิญเธอออกไปแล้ว

   

   “ขอโทษอาจารย์มากค่ะ ที่มารบกวนท่านดึกดื่นเช่นนี้เป็นความผิดของศิษย์เอง”

   

   สวีจิ้งรู้ดีว่าการมาบ้านอาจารย์อย่างกะทันหันเช่นนี้ถือว่าไม่สมควร เธอจึงมีสีหน้าขอโทษ

   

   แต่เธอก็จำเป็นจริงๆ และไม่กี่วันก่อน เธอได้ยินจากอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องราวของหลานสาวของท่าน ที่ดูเหมือนจะมีความสามารถไม่ธรรมดา


   ดังนั้น ครั้งนี้เธอจึงมาด้วยความหวังริบหรี่ ราวกับว่าพยายามรักษาม้าป่วยไว้ให้ได้ แม้จะลองทุกทางแล้วยังไม่สำเร็จ เธอก็จะไม่ท้อถอย

   

   “ไม่ต้องกังวลนะ เสี่ยวเซวียนจะไม่เป็นอะไร” ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างเธอ เมื่อเห็นภรรยาร้อนใจ จึงโอบกอดปลอบประโลม

   

   เขาคือสามีของสวีจิ้งชื่อว่า ‘หลี่เผิง’ เนื่องจากเหตุการณ์ฉุกเฉิน เขาไม่ได้แม้แต่จะเปลี่ยนชุด ยังคงสวมชุดเครื่องแบบทหารอยู่

   

   จากเหรียญที่ติดอยู่บนบ่าแสดงให้เห็นว่าเขามียศเป็นพันเอก

   

   เฉินฮุ่ยบางครั้งก็แอบมองสองคนนี้ เนื่องจากสวีจิ้งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแม่สามี เธอจึงคุ้นเคยกับพวกเขาไม่น้อย

   

   คนที่พวกเขากล่าวถึงว่า ‘เสี่ยวเซวียน’ ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือลูกชายของพวกเขา ‘หลี่เซวียน’ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่าเขาหายตัวไปจากมหาวิทยาลัย พวกเขาแจ้งตำรวจมาเกือบสองวันแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวใดๆ

   

   ลูกชายคนนี้เป็นลูกคนเดียวของพวกเขา ทั้งสองเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมาตลอดยี่สิบปี ใครจะไปคิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นในเวลานี้

   

   นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งสองคนถึงได้มาพร้อมกัน

   

   เฉินฮุ่ยเองก็ประมาณได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจึงไม่เร่งรีบอะไรมาก เพียงแค่รักษามารยาทเอาไว้

   

   ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่หน้าประตู

   

   ร่างของสองคนเดินเข้ามา คนที่คุ้นเคยไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือ ลูกสาวของพวกเขา

   

   “ในที่สุดก็กลับมาแล้ว มาเร็วๆ เข้ามาทักทายกันหน่อย”

   

   เฉินฮุ่ยวางถ้วยชาและโบกมือเรียกลูกสาว ขณะที่ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ เธอแนะนำลูกสาวกับทุกคนอย่างเบาๆ

   

   ในขณะเดียวกัน เธอแอบมองลูกชายคนเล็กของเธอด้วยสายตาดุ

   

   กู้อวี่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยและลูบจมูกตัวเองอย่างเงียบๆ เขาไม่กล้าพูดอะไร สายตาเขาก็มองต่ำ ไม่ให้สังเกตเห็น

   

   “นี่คือคุณป้าที่แม่พูดถึงใช่ไหมคะ ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็บอกหนูได้เลยค่ะ!”

   

   เหยาเหยามองไปที่พี่ชายของเธอด้วยความรู้สึกผิด เนื่องจากเขากำลังช่วยปกปิดความผิดของเธอ เธอจึงรีบพูดแทรก

   

   และผลลัพธ์ก็ชัดเจน ทุกคนในห้องหันไปสนใจคำพูดของเธอทันที

   

   แม้ว่าสวีจิ้งจะรู้ดีว่าหลานสาวของอาจารย์ยังเด็ก แต่เมื่อได้พบกับตัวจริง เธอกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะเธอเด็กมากจริงๆ

   

   แต่เธอก็รีบปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว

   

   เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น สวีจิ้งจึงเล่าถึงสาเหตุที่มาวันนี้

   

   เดิมทีเธอได้รับโทรศัพท์จากทางมหาวิทยาลัย บอกว่าลูกชายของเธอไม่สามารถติดต่อได้เลย

   

   และใกล้จะจบการศึกษาวิจัยอยู่แล้ว ถ้าไม่มาจะต้องเลื่อนการจบออกไป

   

   จริงๆแล้วการเลื่อนจบของนักศึกษาไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษา

   

   แต่สิ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือ พวกเขากลัวว่านักศึกษาอาจก่อปัญหาหนักหน่วงจนเกิดอันตรายถึงชีวิต

   

   เพราะนักศึกษาคนนี้มีทั้งพื้นฐานครอบครัวและความสามารถทางการเงินที่ไม่ธรรมดา

   

   ตอนที่สวีจิ้งได้รับแจ้งตอนแรก เธอคิดว่าลูกชายคงหนีเที่ยวไปไหน เลยโกรธมาก

   

   เธอคิดว่าถ้าหาเจอลูกชายเมื่อไหร่ จะต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบสักหน่อย


   แต่ความคิดนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์กับลูกชายได้ และเมื่อถามเพื่อนที่สนิทกันที่สุดของเขา เพื่อนคนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน

   

   เธอจึงตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และรีบแจ้งความทันที


   แต่เมื่อทางตำรวจเริ่มทำการสืบสวนกลับพบสิ่งผิดปกติอย่างน่าขนลุก เพราะในภาพจากกล้องวงจรปิดของมหาวิทยาลัย ไม่มีบันทึกว่าลูกชายของเธอเคยเข้ามามหาวิทยาลัยเลย

   

   จากการสอบสวน ดูเหมือนว่าลูกชายของเธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย


   สวีจิ้งหยุดชั่วครู่ก่อนพูดขึ้นว่า "ฉันไม่ได้กลัวว่าเขาจะเจอคนร้ายอะไรนะ เสี่ยวเซวียนน่ะ เขาฝึกฝีมือกับพ่อของเขามาหลายปีแล้ว มีวิชาติดตัวพอสมควร"

   

   นอกจากนี้ด้วยความสูงร้อยเก้าสิบกว่าเซนติเมตรและร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ หากเจอปัญหาจริง คนที่จะเสียเปรียบคงไม่ใช่ลูกชายของเธอ

   

   "แต่สิ่งที่ฉันกลัวคือ เขาอาจเจอสิ่งไม่ดีเข้า"

   

   เพราะลูกชายคนนี้เป็นคนธรรมดาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด จู่ๆก็หายตัวไปโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งมันไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้เลย

   

   เมื่อเหยาเหยาได้ยินก็ขมวดคิ้ว เพราะจากที่คุณป้าคนนี้เล่า มันดูไม่ปกติจริงๆ

   

   เธอนึกถึงปัญหาทางฮวงจุ้ยที่มหาวิทยาลัยบางแห่งมักมี นี่อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญก็เป็นได้

   

   "คุณป้ามีรูปพี่ชายไหมคะ? ขอเป็นรูปที่ถ่ายไม่นานมานี้นะคะ"

   

   ถ้าเป็นคนอื่นคงจะคิดอะไรไม่ออก แต่สำหรับเหยาเหยาเธอรู้วิธีรับมือ

   

   "มีจ้ะ รูปนี้ถ่ายเมื่อสองเดือนก่อนตอนวันเกิดของเขา"

   

   สวีจิ้งไม่รู้ว่าต้องการรูปไปทำอะไร แต่เธอเชื่อว่าความร่วมมือดีกว่าการตั้งคำถาม

   

   เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาและเลื่อนหารูปนั้นอย่างรวดเร็ว

   

   เหยาเหยามองรูปในโทรศัพท์ พบว่าผู้ชายในรูปนั้นร่างกายใหญ่โต มีกล้ามเนื้อเต็มตัว มีแผ่นหลังที่กว้างและเอวที่แคบ

   

   ใบหน้าของเขาดูคล้ายกับคุณป้าคนนี้อยู่บ้าง แม้จะมีโครงหน้าที่ละเอียดแต่กลับไม่ได้ดูอ่อนหวาน ซึ่งทำให้หน้าตาของเขาดูโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

   

   เหยาเหยาไม่ได้ให้ความสนใจกับหน้าตาของเขามากนัก แม้ว่าพี่ชายคนนี้จะดูหล่อเหลา แต่เธอมีพี่ชายถึงเจ็ดคน เธอจึงคุ้นเคยกับความหล่อและไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไร

   

   เธอเริ่มคำนวณดวงชะตาของพี่ชายคนนั้นอย่างละเอียด และยิ่งคำนวณไปเท่าไหร่ หน้าตาของเธอก็ยิ่งแฝงความหมายชัดมากขึ้นเท่านั้น

   

   หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เงยหน้าขึ้น และในตอนนั้นทุกสายตาต่างจ้องมาที่เธอ

   

   "เป็นอย่างไรบ้าง พอจะเห็นอะไรหรือเปล่า?"

   

   คุณย่าตระกูลกู้ถามขึ้นก่อน

   

   เธอไม่ได้อยากรู้มากขนาดนั้น แต่ถามแทนศิษย์ของตัวเอง เพราะถึงแม้ว่าสายตาจะพร่ามัว แต่เธอก็ยังเห็นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังกังวลมากแค่ไหน

   

   สวีจิ้งก็เข้าใจความตั้งใจของอาจารย์เช่นกัน จึงรู้สึกขอบคุณอย่างมาก

   จากนั้นเธอหันไปมองเหยาเหยาด้วยความคาดหวัง

   

   ในตอนนี้มือของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

   

   ขณะที่เธอกำลังวิตกกังวล เสียงเล็กๆใสๆก็ดังขึ้นข้างหูเธอ

   

   "คุณป้า พี่ชายไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต คุณไม่ต้องกังวลมากค่ะ!"

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีจิ้งก็รู้สึกโล่งใจในทันที อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ยินคำตอบที่เธอเกรงกลัวที่สุด

   

   เพราะถ้าลูกชายของเธอมีอันตรายอะไร เธอคงไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร

   

   แต่แล้วเธอก็เกิดความสงสัยขึ้นมา ถ้าลูกชายของเธอปลอดภัย แล้วทำไมถึงหาไม่เจอ?

   

   และมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องตอบปริญญาอีกด้วย?

   

   ความสงสัยในใจของเธอมันชัดเจนเกินไป เหยาเหยาไม่สามารถแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นได้

   

   เธอหยุดชั่วครู่ แม้จะรู้สึกว่าเหลือเชื่อ แต่เธอก็ยังคงพูดผลการคำนวณของเธอออกมา

   

   "คุณป้า พี่ชายของหนูไม่ได้ตั้งใจหนีหายไปไหนนะคะ แต่เขาโดนผีกักขังไว้ให้ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยค่ะ"

   

   เมื่อคำตอบนี้หลุดออกมา ห้องนั่งเล่นทั้งห้องก็เงียบสงัดราวกับความตาย

   

   ทุกคนในห้องรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งระเบิดอยู่ในหัว




  บทที่ 214: พี่ชายโมโหแล้ว


   

   "อะไรนะ...ถูกผีกักตัวไว้งั้นเหรอ?"

   

   สวีจิ้งไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าสีหน้าของตัวเองตอนนี้ดูแปลกประหลาดแค่ไหน เพราะเมื่อได้ยินว่าลูกชายเจอผี หัวใจของเธอก็สั่นสะท้านไปชั่วขณะ

   

   นี่เป็นเรื่องที่ควรจะจริงจัง แต่เมื่อมาพ่วงกับคำว่ากักตัวสองคำนี้ บรรยากาศก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปเสียได้

   

   แน่นอนว่าสีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็ดูแปลกประหลาดไปตามๆกัน

   

   เหยาเหยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหัว "เรื่องนี้รอเจอพี่ชายก่อนแล้วให้เขาอธิบายดีกว่านะคะ ตอนนี้เราไปที่มหาวิทยาลัยของพี่ชายกันเถอะค่ะ!"

   

   ขณะนั้นใบหน้าของเธอก็ดูจริงจังขึ้นทันที เพราะเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่ใหญ่ นั่นคือ พี่ชายหายตัวไปหลายวันแล้ว เขาจะมีอะไรกินบ้างไหมนะ?

   

   เหยาเหยาเริ่มรู้สึกเห็นใจพี่ชายคนนี้ขึ้นมาหน่อยแล้ว หากเขายังไม่ได้กินอะไร แล้วยังถูกบังคับให้อยู่ในมหาวิทยาลัยอีก

   

   เธออดไม่ได้ที่จะคิดเรื่องนี้จนรู้สึกอยากไปช่วยเขาออกมาทันที

   

   "ใช่แล้ว ช่วยคนสำคัญที่สุดไปที่มหาวิทยาลัยกันเถอะค่ะ"

   

   สวีจิ้งถูกเตือนถึงจุดประสงค์ที่เธอมาที่นี่ทันที เธอรีบสลัดความสับสนออกไป และตัดสินใจว่าจะต้องพาลูกชายออกมาก่อนเป็นอันดับแรก

   

   เธอกับสามีเดินทางมาด้วยรถยนต์ แต่ระยะทางจากบ้านของเหยาเหยาไปมหาวิทยาลัยของลูกชายเธอนั้นประมาณสองชั่วโมง การเดินทางกลางดึกเช่นนี้จะทำให้เด็กเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า?

   

   แต่เธอก็ไม่อาจรอไหวแล้ว

   

   เหยาเหยาเมื่อได้ยินความกังวลของเธอก็หัวเราะ "พวกเราไม่ได้ขับรถไปค่ะ ตามหนูมาก็พอแล้ว"  

   

   สวีจิ้งยังคงมึนงง หากไม่ขับรถแล้วจะไปอย่างไร? แต่เธอไม่ได้ถามอะไรอีก เพราะเหยาเหยาเริ่มเดินออกไปแล้ว

   

   สวีจิ้งเหลือบมองสามี ทั้งสองสบตากันก่อนจะเก็บความสงสัยไว้และเดินตามเหยาเหยาออกไป

   

   เมื่อมาถึงลานด้านนอก เหยาเหยาพูดขึ้นเบาๆ "เรียบร้อยแล้วค่ะ หลับตาลงได้เลย เราจะเริ่มเดินทางกันแล้ว"

   

   ที่เธอขอให้ปิดตานั้นก็เพื่อไม่ให้ตกใจ เพราะสวีจิ้งดูเหมือนจะมีอารมณ์ไม่คงที่ หากตื่นเต้นขึ้นมาอาจเป็นปัญหาได้

   

   "ได้" เมื่อมาถึงจุดนี้ สวีจิ้งกลืนความสงสัยทั้งหมดลงไปในท้องและทำตามที่เหยาเหยาบอก

   

   เหยาเหยาเห็นทั้งคู่ปิดตาแล้วก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นเธอยกมือขึ้นร่ายอาคมเบาๆ พร้อมกับกล่าวคาถา ‘เร่งด่วน!’

   

   ทันใดนั้นอาคมก็แผ่ซ่านออกมา เหยาเหยายื่นมือไปจับทั้งสองคนไว้ และในพริบตาต่อมา พวกเขาก็เดินทางไปได้ไกลนับสิบลี้ในก้าวเดียว

   

   ไม่กี่นาทีต่อมา...

   

   เหยาเหยามองไปที่ตึกด้านหน้าและหยุดก้าวเดิน เห็นได้ชัดว่าเธอตามเส้นทางที่ได้รับการชี้นำมาอย่างถูกต้อง

   

   พูดง่ายๆก็คือ พี่ชายลูกของสวีจิ้งอยู่ในตึกนี้แน่นอน

   

   เหยาเหยาหันมาหาพวกเขาทั้งสองและกล่าวอย่างร่าเริง "ถึงแล้วค่ะ!"

   

   ทันทีที่สวีจิ้งได้ยินเช่นนั้น เธอลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ที่มหาวิทยาลัยของลูกชาย

   

   แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง? สวีจิ้งถึงกับเบิกตากว้าง จะรู้ได้อย่างไรว่าก่อนหน้านี้เธอยังอยู่ที่บ้านของเหยาเหยา แค่ไม่กี่นาทีเธอก็มาอยู่ที่นี่แล้ว?

   

   พูดได้เลยว่านี่เร็วกว่านั่งเครื่องบินอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยู่ตรงหน้าชัดเจนเกินกว่าที่จะปฏิเสธได้

   

   ทุกอย่างนี้ต้องเป็นฝีมือของหลานสาวของอาจารย์ของเธอที่อยู่ตรงหน้า คิดได้เช่นนี้สวีจิ้งก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

   

   "คุณหนู ไม่ใช่สิ ท่านอาจารย์ เราจะต้องทำยังไงถึงจะช่วยลูกชายของป้าได้ เขาน่าจะอยู่ในตึกนี้ใช่ไหม?"

   

   ด้วยความที่เห็นความสามารถอันน่ามหัศจรรย์ของเหยาเหยา สวีจิ้งก็ไม่กล้าใช้สถานะผู้ใหญ่เหนือกว่าอีกต่อไป

   

   "อืม ป้ากับลุงติดยันต์นี้ไว้ แล้วเดี๋ยวก็จะเห็นพี่ชายเองค่ะ"

   

   เหยาเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบยันต์ออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้ทั้งสองคน

   

   ยันต์นี้เมื่อแปะไว้บนตัวแล้วจะช่วยให้พวกเขามองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ เพื่อให้เห็นสถานการณ์ข้างในได้ชัดเจน

   

   ทั้งคู่รีบรับยันต์ไปอย่างรวดเร็วและติดไว้บนเสื้ออย่างระมัดระวัง

   

   เหยาเหยาพยักหน้าและเริ่มนำทางพวกเขาขึ้นไปบนตึก

   

   บันไดทางเดินค่อนข้างมืด สามีของสวีจิ้งจึงเปิดไฟฉายจากมือถือเพื่อส่องทางเดิน ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดหมาย

   

   เป็นห้องเรียนที่ชั้นห้า อยู่ด้านในสุดของทางเดิน ซึ่งมีแม่กุญแจล็อกอยู่ ขณะที่ตัวล็อกดูสะอาดไม่เหมือนกับห้องที่ถูกทิ้งร้าง

   

   ลูกชายของเธออยู่ในนี้จริงหรือ? แล้วทำไมถึงไม่มีใครสังเกตเห็น?

   

   "ท่านอาจารย์ เสี่ยวเซวียนอยู่ข้างในจริงๆหรือคะ?"

   

   สวีจิ้งมองผ่านหน้าต่างที่โปร่งใสเข้าไปในห้อง เห็นว่าในนั้นว่างเปล่า ทำให้เธอเริ่มสงสัย

   

   "อยู่ข้างในแน่ๆค่ะ!" เหยาเหยาเห็นความสงสัยของสวีจิ้ง แต่เธอไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เธอแค่ยื่นมือไปดึงแม่กุญแจออกอย่างง่ายดาย

   

   เมื่อเปิดประตูเข้าไป เหยาเหยาร่ายอาคมช้าๆ ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ จากนั้นก็ค่อยเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้อง

   

   ภาพนี้ทำให้สวีจิ้งตื่นตะลึง เธอเริ่มรู้สึกว่าหลังจากคืนนี้ โลกทัศน์ของเธออาจต้องเปลี่ยนไปทั้งหมด

   

   สวีจิ้งก้าวเข้าไปในห้องเรียนตามหลังเหยาเหยา ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในห้อง แผ่นยันต์ที่เธอแปะไว้เริ่มร้อนขึ้นทันที

   

   ทันใดนั้นเสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวดังขึ้นข้างหู

   

   "ฉันสอนโจทย์นี้กี่รอบแล้ว ทำไมยังทำไม่ได้!"

   

   "อ๊ากก สมองหมู เจ้าเด็กสมองหมู! ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องมาสอนเด็กทึ่มแบบนาย!"

   

   สวีจิ้งถึงกับยืนนิ่งไป เพราะเพิ่งมองจากข้างนอก ห้องนี้ว่างเปล่าแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับมีเสียงดังขึ้นมา!

   

   อีกไม่นานก็มีเสียงตะโกนตอบกลับอย่างหงุดหงิด

   

   "ก็คุณต่างหากที่อยากจะสอน ผมบอกแล้วว่าจะไม่สอบ! บ้านผมมีเงินมากมาย ผมไม่สนใจจะเรียน!"

   

   "วันนี้ผมจะบอกคุณให้ชัดๆเลย ผมไม่แม้แต่จะมองโจทย์นี้ ถ้าจะฆ่าจะเชือดก็ทำเถอะ! ถ้าผมตายแล้วกลายเป็นผี ผมจะกระทืบคุณให้ได้!"

   

   เสียงนี้ สวีจิ้งจำได้ดี ไม่ใช่ใครอื่นเลย ลูกชายของเธอนั่นเอง!

   

   เธอมองไปข้างหน้า เห็นลูกชายของเธอมีท่าทีโกรธจัด ตบโต๊ะและลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ

   

   อีกฝ่ายที่เขากำลังมองนักศึกษาผู้นั่งอยู่บนแท่นด้วยความโกรธ นั่นคือชายชราผมสีขาว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยย่น และสีหน้าของเขาดูผิดธรรมชาติ ซีดขาวอย่างประหลาด เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนเป็น

   

   "เจ้าเด็กบ้า อ๊าก...!" ชายชราเมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายเธอ เขาโกรธจัดจนเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ดอย่างน่าสยดสยอง

   

   ฉากที่น่ากลัวนี้ทำให้หลี่เซวียน ผู้ซึ่งกล้าหาญอยู่เมื่อครู่ ซีดลงทันที

   

   เขาหันไปมองอีกครั้งและเห็นชายชราพุ่งเข้าหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว นิ้วของชายชรายืดยาวขึ้น และร่างของเขาเปลี่ยนเป็นผีที่น่ากลัว ลมเย็นยะเยือกปกคลุมทั่วร่าง ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ

   

   ในชั่วขณะนั้น มีเพียงความคิดเดียวในหัวของหลี่เซวียน นั่นคือ ‘ฉันตายแน่แล้ว!’

   

   เขาหลับตาอย่างเจ็บปวด ภาพพ่อแม่ผุดขึ้นในหัว หากเขารู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ เขาคงจะเชื่อฟังพวกเขามากกว่านี้

   

   เขาคิดไม่ออกว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไรเมื่อรู้ว่าเขาตายไปแล้ว

   

   "ไม่เอานะ!" เขาหลับตารอความเจ็บปวด แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเลย กลับกัน เขายังได้ยินเสียงแม่ของเขาร้องด้วยความตกใจ

   

   หลี่เซวียนค่อยๆลืมตาขึ้น และต้องตกตะลึง เมื่อเห็นผีที่เคยดูดุร้ายถูกเด็กน้อยจับตัวไว้ด้วยมือเดียว ผีนั้นทำหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

   

   และข้างๆเด็กน้อยนั้นก็มีคนยืนอยู่สองคน ซึ่งเป็นใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทำให้เขายิ่งตกใจเข้าไปอีก




บทที่ 215: ความยึดติดของวิญญาณ


   

   "พ่อแม่? ทำไม...พ่อแม่ถึงหาผมเจอได้ล่ะ?"

   

   หลี่เซวียนขยี้ตาแรงๆ คิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ เขาหยิกแขนตัวเองเจ็บจนต้องร้องออกมา แล้วก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง

   

   แต่เป็นไปได้ยังไง? ไอ้ผีแก่นั่นบอกไว้นี่ว่า ถ้าเขาเรียนไม่จบ ไม่มีใครหาตัวเขาเจอได้

   

   ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งเขาอยู่ในห้องเรียนเดียวกันกับเพื่อนๆ เรียกเท่าไรก็ไม่มีใครได้ยิน เพื่อนร่วมชั้นก็ทำเหมือนไม่มีตัวเขาอยู่

   

   ในตอนนั้นเองเขาจึงต้องยอมรับคำพูดของไอ้ผีแก่นั่นอย่างจำใจ

   

   "ไอ้ลูกบ้า ฟังคำพูดตัวเองบ้างสิ ถ้าแม่ไม่มา ตอนนี้คงต้องเตรียมเก็บศพลูกแล้ว"

   

   "ไปหาเรื่องกับผีทำไมกัน!" สวีจิ้งทำหน้าดุทันทีเมื่อได้ยินเสียงลูกชายสงสัย

   

   โอ้สวรรค์ ถ้ารู้ว่าตอนที่เธอเห็นผีตนนั้นพุ่งเข้าหาลูกชาย หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น โชคดีที่อาจารย์ช่วยไว้ทัน เธอไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นเลย

   

   "ผมก็แค่เรียนไม่ไหวแล้ว ไอ้แก่นั่นสติไม่ดี บังคับให้ผมเรียนตลอดเลย"

   

   พูดถึงเรื่องนี้ หลี่เซวียนก็รู้สึกเต็มไปด้วยความอึดอัด

   

   เขาเข้ามหาวิทยาลัยเพราะสอบได้ด้วยความสามารถพิเศษ ผลการเรียนของเขาไม่ได้ดีมาก แถมยังไม่ค่อยมีความสนใจในการเรียนด้วย

   

   หลังจากเรียนจบ เขาก็มีแผนว่าจะกลับไปสืบทอดกิจการที่บ้าน แต่ใครจะรู้ว่าจะต้องเจอผีแก่นั่น

   

   จากที่ผีแก่เล่าให้ฟัง ตัวผีแก่เองเคยเป็นศาสตราจารย์ที่ชอบแนะแนวข้อสอบให้กับนักเรียนนักศึกษา เพราะเขาเคยแนะข้อสอบถูกหลายข้อในแต่ละปี ทำให้เขามีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามนับล้านในโลกออนไลน์

   

   จนกระทั่งถูกยกย่องว่าเป็น ‘บุคคลเดียวที่รู้แนวข้อสอบคณิตศาสตร์สอบเข้ามหาวิทยาลัย’ ส่วนคนอื่นๆที่สอบได้ก็แค่ลอกและท่องจำข้อสอบที่เขาออก

   

   แต่ในปีนี้ ระหว่างที่เขากำลังเตรียมทำข้อสอบ จู่ๆก็เกิดโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันและเสียชีวิตก่อนที่จะได้กินยา

   

   อย่างไรก็ตาม ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ไปเกิดใหม่ กลับติดอยู่ในพื้นที่ประหลาดนี้แทน

   

   หลี่เซวียนถอนหายใจ เขาก็โชคร้ายเหมือนกัน ตอนแรกก็แค่กลับมาเอาหูฟัง แต่กลับเผลอเข้ามาในที่ผีๆแบบนี้

   

   แต่พูดตามตรง ผีแก่นั่นก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายเขาเลย แต่สิ่งเดียวที่เขาทนไม่ได้ก็คือการต้องทำโจทย์ข้อสอบที่มีมาให้ทำไม่จบไม่สิ้น

   

   "ท่านอาจารย์รู้ไหมคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น?"

   

   สวีจิ้งได้ฟังคำอธิบายของลูกชายก็ดูอึดอัดใจ เรื่องนี้ไม่เหมือนกับผีที่เธอเคยรู้จักเลย

   

   ปกติเธอคงไม่รู้จะไปถามใคร แต่ตอนนี้มีอาจารย์อยู่ตรงหน้า เธอจึงต้องถามให้แน่ใจ

   

   "คุณป้า มันง่ายมากค่ะ เขาเป็นวิญญาณที่ถูกผูกติดกับสถานที่นี้ ถ้าอยากไปเกิดใหม่ เขาก็ต้องทำตามความปรารถนาสุดท้ายให้สำเร็จ"

   

   "ความปรารถนาของเขาก็ง่ายมากค่ะ คือเขาอยากให้นักเรียนที่จะสอบได้ข้อสอบที่เขาออก เพื่อจะช่วยให้พวกเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้"

   

   เหยาเหยามองไปที่ผีแก่ในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยเสียงใสๆ

   

   เธอมองเห็นว่าวิญญาณของผีแก่ขาวสะอาด ไม่มีสิ่งชั่วร้ายติดอยู่

   

   ตรงกันข้าม วิญญาณของเขากลับมีแสงสีทองจางๆของบุญกุศลห่อหุ้มอยู่ ซึ่งแสดงว่าเขาเป็นคนดีในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

   

   เมื่อเหยาเหยาใช้ความสามารถคาดการณ์ เธอก็เข้าใจว่าบุญกุศลเหล่านี้น่าจะมาจากนักเรียนที่เขาเคยช่วยเหลือ พวกเขาสอบได้เพราะผีแก่ช่วย ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดี

   

   ตามปกติ วิญญาณที่ไม่เคยทำร้ายใครและยังมีบุญคุ้มครองเช่นนี้ไม่ควรกลายเป็นวิญญาณที่ถูกผูกติดกับสถานที่ แต่ก็เป็นเพราะโชคร้ายที่เขาเสียชีวิตในวันสามหายนะ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยที่เคยเป็นป่าช้าแห่งนี้มีพลังงานลบหนาแน่น

   

   เมื่อเวลาสถานที่และเหตุการณ์ตรงกัน ความไม่พอใจของเขาจึงขยายใหญ่ขึ้นจนเกิดเป็นอาณาเขตวิญญาณในห้องเรียนที่เขาเคยสอน

   

   "ลุงไม่มีบาปกรรมติดตัว หนูไม่ทำร้ายลุงหรอกไม่ต้องห่วงค่ะ!"

   

   เหยาเหยาอธิบายเสร็จ เธอคลายมือออกทันที

   

   จากนั้นก็เห็นวิญญาณของชายชราหายวับไป ปรากฏตัวที่มุมห้องเรียนในเสี้ยววินาที ร่างกายของเขาแนบชิดกับผนังเหมือนนกที่ตกใจกลัว

   

   เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาตกใจมากจนตอนนี้ยังระแวดระวังอยู่

   

   เหยาเหยาเห็นแล้วแต่ก็ไม่แสดงท่าทีอะไร เธอยังคงพูดต่อไปตามปกติ "ลุงคะ หนูจะช่วยให้ลุงปล่อยวางความยึดติดได้ แต่พี่ชายคนนี้ หนูต้องพาเขากลับไปวันนี้นะคะ!"

   

   "เพราะเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากลุงในตอนนี้ อีกหนึ่งสัปดาห์หนูจะพาคนที่ต้องการมาแทนค่ะ"

   

   เมื่อรู้ว่าวิญญาณชายชรามีบุญกุศลติดตัว เหยาเหยาก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จะปล่อยให้เขาติดอยู่ที่นี่ถูกทรมานต่อไปไม่ได้

   

   แต่ตอนนี้เธอยังไม่สามารถทำได้ทันที เรื่องนี้เธอต้องกลับไปปรึกษากับพี่เจ็ดก่อนว่าจะจัดการอย่างไร

   

   "หนูจะช่วยลุงได้จริงๆหรือ?"

   

   วิญญาณชายชราที่หดตัวอยู่มุมห้องเอ่ยถามขึ้นทันที ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขาแสดงถึงความหวัง

   

   เขารู้ตัวว่าไม่มีทางที่จะหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ตอนที่ถูกจับเขารู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งในตัวเด็กคนนี้ มันเกินกว่าที่เขาจะต่อต้านได้

   

   แต่เขาก็ไม่อาจนิ่งเงียบ เพราะเขายังต้องการให้ใครสักคนช่วยปลดปล่อยตัวเอง

   

   "ลุงไม่ต้องห่วงค่ะ คำพูดของหนูเปรียบเหมือนลูกศรที่ม้าหลายตัวก็ไล่ไม่ทัน"

   

   เธอยกมือขึ้นตบหน้าอกเล็กๆของตัวเอง พร้อมกับพูดด้วยท่าทางจริงจัง

   

   แต่ท่าทีที่ดูสับสนเล็กน้อยของเด็กน้อยคนนี้ ทำให้หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆแทบหลุดขำแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ

   

   เพราะแม่ของเขาแสดงความเคารพต่อเด็กน้อยคนนี้อย่างมาก เขารู้ดีว่าถ้าเผลอหัวเราะออกมา เขาคงโดนด่าแน่นอน ดังนั้นเขาจึงรู้จักเก็บปากเก็บคำไม่พูดอะไรออกมา

   

   “งั้นฉันจะรออยู่ที่นี่ รอหนูกลับมา”

   

   วิญญาณของชายชราพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ปล่อยให้คนเหล่านี้ออกไปอย่างอิสระ

   

   เหยาเหยานำทางทุกคนลงบันไดไปเรื่อยๆ

   

   เมื่อออกมาด้านนอก ลมยามค่ำคืนพัดเข้ามาปะทะหน้า หลี่เซวียนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอีกครั้ง พร้อมกับตระหนักว่าตนเองได้รับการปลดปล่อยแล้ว

   

   เขาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ไม่ต้องทำโจทย์อีกต่อไป

   

   ในขณะที่สวีจิ้งที่ยืนอยู่ข้างๆ ผลักเขาไปหนึ่งที พร้อมกับพูดด้วยเสียงเข้มว่า “ไอ้เด็กบ้า! มารยาทมันหายไปไหนหมด?”

   

   “ชีวิตลูกเพิ่งได้รับการช่วยเหลือ กลับไม่คิดจะขอบคุณอาจารย์ซะหน่อย คนเขาต้องลำบากแค่ไหนที่ต้องมาช่วยกลางดึกแบบนี้!”

   

   หลี่เซวียนที่ถูกผลักสะดุ้งตื่นขึ้นจากความคิดของตัวเอง ก่อนจะรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

   

   “โอ้! ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยชีวิตผมไว้ ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยอีกในอนาคต บอกมาได้เลยครับ ผม หลี่เซวียน จะไม่ขอเป็นคนอีกถ้าผมผิดคำสัญญานี้”

   

   เหมือนเขารู้สึกว่าสิ่งที่พูดไปยังไม่หนักแน่นพอ เขาจึงตบหน้าอกตัวเองแรงๆด้วยท่าทางจริงจัง ซึ่งทำให้สวีจิ้งพอใจมาก

   

   “ดีเลย งั้นสัปดาห์หน้าหนูจะมาหาพี่ชายอีกนะ”

   

   เมื่อเหยาเหยาได้ยินเขาพูดแบบนั้น ดวงตากลมโตเป็นประกาย เพราะในอนาคตเธอจะต้องขอให้เขาช่วยจริงๆ

   

   เธอจะต้องรวบรวมพี่ๆที่ต้องการเข้าฟังบรรยาย ซึ่งพวกเขาไม่คุ้นเคยกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลย และตอนนั้นพี่ชายคนนี้จะต้องนำทาง

   

   นอกจากนี้ ร่างกายของเขายังมีรอยสัญลักษณ์ของอาณาเขตวิญญาณอยู่ เธอไม่จำเป็นต้องร่ายคาถาใส่เขา เพียงแค่พกยันต์ก็สามารถเข้าออกเขตวิญญาณได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นผู้ช่วยนำทางที่ดีที่สุดแล้ว!

   

   ด้วยเหตุนี้ สายตาของเหยาเหยาที่มองไปทางหลี่เซวียนจึงเป็นประกายวิบวับขึ้นทันที

   

   ส่วนหลี่เซวียน เมื่อถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ก็รู้สึกขนลุกและมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้น




 บทที่ 216: ประมุขเสวียนเหมิน เสวียนชิงจื่อ


   

   เมื่อพิจารณาว่าพี่ชายเพิ่งรอดพ้นจากภัยครั้งใหญ่ไป ตอนนี้คงยังไม่ต้องมอบภารกิจอะไรให้ ต้องรอให้เขาสงบจิตใจได้หน่อยแล้วค่อยว่ากันอีกที

   

   "ฉันนี่ช่างรู้ดีจริงๆ" เหยาเหยาชื่นชมตัวเองอย่างมีความสุข

   

   เมื่อเห็นว่าเรื่องทั้งหมดถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว เธอก็เก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน แต่การกลับบ้านครั้งนี้เธอไปคนเดียว

   

   เพราะคุณป้าสวีและคนอื่นๆยังต้องอยู่จัดการเรื่องของพี่ชายที่มหาวิทยาลัย แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่มหาวิทยาลัยอยู่ไกลจากบ้านพอสมควร พวกเขาจึงตั้งใจจะพักที่โรงแรมใกล้ๆ

   

   การไม่ต้องพาคนสองคนกลับไปด้วยทำให้เหยาเหยาเดินทางได้สบายขึ้น

   

   แต่เมื่อใกล้ถึงบ้านตระกูลกู้ เธอก็หยุดกะทันหัน

   

   ใบหน้าของเหยาเหยาเต็มไปด้วยความจริงจัง มองไปยังตรอกมืดตรงหน้า เสียงเล็กๆของเธอแฝงไปด้วยความเย็นเยียบ “เจอแล้ว ออกมาได้แล้ว!”

   

   ทุกครั้งที่ใช้คาถาย่นระยะทาง เธอมักเลือกเส้นทางที่คนน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนคน และตอนนี้เป็นเวลากลางคืน สถานที่รอบข้างจึงเงียบสงัดเป็นพิเศษ

   

   “โอ้ จิตวิญญาณแข็งแกร่งไม่เลวเลย ไม่แปลกใจที่ทั้งสำนักไท่ชางถึงถูกเธอกดจนแพ้หมด”

   

   “ดีมาก เจ้าหนูนี่เก่งมากจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

   

   เสียงแก่ชราดังออกมาจากในตรอก ร่างหนึ่งเดินออกมา เป็นชายชราที่ผูกมวยผมแบบไท่เก๊ก

   

   ใบหน้าของเขาไม่โดดเด่นนัก ดูเหมือนคุณลุงข้างบ้านที่ใจดี มีผมและหนวดสีขาวโพลน แต่ดวงตากลับสดใสเป็นประกาย

   

   ทุกย่างก้าวของเขามีพลังงานของไท่จี๋ *[1] แผ่กระจายออกมา เขาหยุดอยู่ห่างไปสองก้าวพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

   

   “ท่านคือคุณปู่เสวียนชิงจื่อแห่งยอดเขาอู่ตางหรือเปล่าคะ?”

   

   เหยาเหยามีพลังเข้าสู่ขั้นที่เก้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณหรือคาถาต่างๆก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น แม้คนอื่นอาจไม่สังเกตเห็น แต่เธอสามารถสัมผัสถึงพลังขั้นแปดของชายชราได้ จากการแต่งกายของเขาก็เดาไม่ยากว่าเป็นใคร

   

   “คุณปู่เสวียนมาที่นี่เพื่อช่วยสำนักไท่ชางหรือเปล่าคะ?”

   

   เหยาเหยากำหมัดเล็กๆอย่างลับๆ เธอรู้สึกโล่งใจที่ตัวเองได้เลื่อนขั้นพลัง ไม่เช่นนั้นคงอันตรายไม่น้อย

   

   เพราะชายชราคนนี้มีพลังขั้นแปดช่วงปลาย อีกทั้งยังฝึกวิทยายุทธภายนอกจากสำนัก ภายในระดับเดียวกันไม่มีใครสู้เขาได้

   

   แต่ตอนนี้เหยาเหยาไม่กลัวเลย กลับกันยังรู้สึกอยากท้าทายอีกด้วย

   

   ถ้าชายชราคนนี้กล้าพูดว่ามาแก้แค้นให้สำนักไท่ชาง เธอจะซัดเขาให้เละ!

   

   เสวียนชิงจื่อไม่รู้ทำไม แต่ถูกเด็กน้อยคนนี้จ้องจนรู้สึกเย็นหลังวาบ

   

   เป็นเรื่องที่แปลกมาก เขาส่ายหัวก่อนพูดขึ้น “จะแก้แค้นอะไรได้ยังไง นั่นเป็นเรื่องระหว่างเธอและสำนักไท่ชาง พวกนั้นไม่คู่ควรที่ข้าจะมาช่วยแก้แค้นแทนหรอก”

   

   เมื่อนึกถึงเล่ห์เหลี่ยมของสำนักไท่ชาง เสวียนชิงจื่อหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน เขาอายุปูนนี้แล้ว ยังจะมองไม่ออกอีกหรือ?

   

   จริงๆเขาไม่ได้คิดจะยุ่งเรื่องนี้ แต่เมื่อรู้ว่าคนที่ไปท้าทายเป็นเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ เขาเลยทนไม่ไหว

   

   “ฉันลงมาครั้งนี้ก็เพื่อจะมาผูกมิตรกับเธอ ถ้าเธอตกลง ฉันจะเป็นคนออกหน้ารับรอง หลังจากนี้ตำแหน่งของเธอจะเทียบเท่ากับฉันในเสวียนเหมิน”

   

   “ว่าไง เจ้าหนู เธอว่าอย่างไร?”

   

   การเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหันนี้ ทำให้เหยาเหยารู้สึกงงเล็กน้อย หัวน้อยๆของเธอเต็มไปด้วยความสับสน

   

   “คุณปู่พูดเล่นหรือเปล่าคะ!”

   

   ไม่แปลกใจที่เธอคิดไม่ออก เพราะท่านชายชราผู้นี้คือประมุขเสวียนเหมิน ไม่มีใครในสำนักกล้าที่จะขัดใจเขา

   

   แล้วจู่ๆเขากลับบอกว่าจะผูกมิตรกับเธอ แล้วยังบอกว่าตำแหน่งของเธอจะเทียบเท่าเขาอีก?

   

   เหยาเหยาจึงมองชายชราด้วยสายตาที่ระแวดระวัง เธอจำคำพูดของนักพรตเฒ่าได้ว่า ‘ไม่มีใครมาดีใจให้พรโดยไม่มีเหตุผล หากเขาทำอะไรโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย แสดงว่ามีแผนร้ายแน่นอน’ คุณปู่คนนี้ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี!

   

   “เจ้าหนู ถ้าเธอมีข้อกังวลอะไรก็พูดออกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ!”

   

   เสวียนชิงจื่อไม่รู้ตัวเลยว่าภาพลักษณ์ของเขาดูแย่แค่ไหน เขาลูบหนวดสีขาวของตัวเองพร้อมกับพูดอย่างใจเย็น

   

   จริงๆแล้ว เขาอยากจะลองเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยคนนี้ให้มาเป็นลูกศิษย์ แต่เมื่อได้ยินว่าเธออายุน้อยขนาดที่ลือกันจริงๆ ความคิดนั้นก็ถูกลบออกไป

   

   พรสวรรค์ระดับนี้ เขาไม่กล้าหน้าด้านขนาดนั้น

   

   แต่ถ้าจะเป็นศิษย์ไม่ได้ เป็นพันธมิตรก็คงเหมาะสม

   

   เสวียนชิงจื่อมั่นใจว่าตำแหน่งประมุขเสวียนเหมินของเขา สามารถเป็นตัวแทนท่าทีของสำนักได้ ไม่ว่าเด็กน้อยจะขออะไร เขาก็สามารถสัญญาว่าจะช่วยได้

   

   แต่ทันใดนั้น รอยยิ้มมั่นใจของเขาก็แข็งค้าง เมื่อได้ยินเสียงใสๆของเหยาเหยาพูดขึ้น

   

   “แต่คุณปู่แก่เกินไปแล้วนะคะ ถ้าหนูคบกับคุณปู่ หนูก็จะต้องแก่ตามไปด้วย!”

   

   เหมือนว่าเธอกลัวคำพูดของตัวเองจะไม่ชัดเจนพอ เหยาเหยาเสริมอีกว่า “หนูไม่อยากเป็นคุณย่าแก่ค่ะ!”

   

   น้ำเสียงจริงจังของเธอแสดงให้เห็นว่านี่คือการตัดสินใจหลังจากคิดอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่ข้ออ้างหรือเรื่องตลก

   

   “นี่...นี่...” เสวียนชิงจื่อถึงกับอึ้งไป เขามีตำแหน่งสูงก็จริง ทำอะไรได้หลายอย่าง

   

   แต่เรื่องอายุที่มากเกินไป...ใครจะมีวิธีแก้ได้ล่ะ!

   

   พูดตรงๆก็ไม่ดีกับเด็กคนนี้เลย ที่ทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ตอนนี้เสวียนชิงจื่อไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้แต่มองตาโต

   

   “คุณปู่เสวียนชิงจื่อ เราไม่ต้องเป็นเพื่อนที่สนิทกันได้ไหมคะ? แค่เป็นเพื่อนธรรมดาก็พอ”

   

   เหยาเหยารู้สึกเขินเล็กน้อย จึงได้แต่ขยี้หัวตัวเอง รู้สึกเหมือนว่าตนใช้ความดันไปมากเกินไป

   

   แม้จะไม่รู้ว่าเสวียนชิงจื่อมีความคิดอย่างไร แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้เธอต้องเดือดร้อนอะไร และนอกจากนี้ เขาก็อายุมากแล้ว เธอจึงควรให้เกียรติ

   

   เมื่อคิดได้แบบนี้ เหยาเหยาจึงตั้งใจจะตอบแบบอ้อมๆ

   

   พี่เจ็ดเคยบอกเธอว่า เพื่อนธรรมดาคือเพื่อนที่ไม่สนิท ไม่ต้องสนใจซึ่งกันและกัน ก็ถือว่าเหมาะดี

   

   ถ้าคนตรงหน้ามีแผนการที่จะมาหาเรื่องเธอ ก็ถือว่าไม่รู้จักกันไปเลยจะดีกว่า!

   

   เหยาเหยารู้สึกพอใจกับความฉลาดของตัวเอง ที่ทำให้สามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย

   

   “ก็ได้ คนแก่คนนี้นานนานทีจึงจะมีโอกาสลงจากเขา หาที่พักได้ยากมาก ไม่ทราบว่าขอเข้าพักที่บ้านเธอได้ไหม?”

   

   เมื่อเห็นว่ามีคนเปิดทางให้ตัวเองหนีออกไปได้ เสวียนชิงจื่อรู้ว่าหากเขาไม่ยอมลงจากเวทีตอนนี้ จะต้องยุ่งยากแน่นอน

   

   เขาไม่ได้โกรธอะไร เพราะเด็กคนนี้ยังอายุน้อย พูดอะไรก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก คิดว่าน่าจะไม่ได้ตั้งใจทำให้เขาเดือดร้อน

   

   การเป็นเพื่อนนั้นจริงๆก็เป็นแค่ข้ออ้าง การลงจากเขาในครั้งนี้ของเขามีเป้าหมายที่สำคัญกว่า นั่นก็คือการตรวจสอบนิสัยของเหยาเหยา

   

   ด้วยพลังขั้นแปดของเขา สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ หากเด็กคนนี้มีนิสัยเลวร้าย เป็นคนไม่ดี เขาก็ไม่ลังเลที่จะทำให้เกิดความยุติธรรม

   

   เสวียนชิงจื่ออาจจะไม่ค่อยชอบหน่วยปฏิบัติการพิเศษ แต่คนอื่นๆก็ไม่ได้มีความผิด เขาจึงไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับเหล่าศิษย์ในสำนัก นี่คือหน้าที่ที่เขาต้องทำในฐานะประมุขของสำนัก

   

   ในการตรวจสอบนิสัยนั้น แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันถึงจะสามารถทำได้

   

   แน่นอนว่าเพราะไม่มีอะไรที่จะซ่อนอยู่ หากไม่ให้เข้าอยู่ก็ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น

   

   “ได้สิ บ้านของเหยาเหยากว้างขวางมาก คุณปู่เสวียนชิงจื่อมาอยู่ที่นี่ได้สบายเลย”

   

   เหยาเหยาตาโตขึ้นเล็กน้อย เธอไม่อยากมีคนติดตามอยู่ตลอดเวลา

   

   ดังนั้น การที่รู้ว่าคนนี้มีเจตนาอะไร ถือเป็นโอกาสดีที่จะกำจัดเขาออกไป หากเขามีความคิดไม่ดี เธอก็จะจัดการให้เขาเอง

   

   ในการสังเกตพฤติกรรมของเขา แน่นอนว่าต้องอยู่ร่วมกัน

   

   เหยาเหยาคิดว่ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง แต่ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะเป็นคนเริ่มพูดก่อน เธอจึงตอบรับอย่างเต็มใจ

   

   ทั้งสองคน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ในใจต่างก็มีความคิดเล็กๆน้อยๆของตัวเอง แต่ด้วยความบังเอิญ กลับมีความคิดบางอย่างตรงกัน

   

   [1] ไท่จี๋หรือไท่เก็ก เป็นศิลปะการต่อสู้รูปแบบหนึ่งของการฝึกมวยจีนที่เน้นการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและการหายใจลึก มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ ปรับสมดุลของพลังภายใน




  บทที่ 217: เหยาเหยาอยากหนีออกจากบ้าน


   

   “เหยาเหยา นี่หนูไปหาเจ้าคุณปู่คนนี้มาจากไหนเนี่ย?”

   

   เช้าวันใหม่ บนโต๊ะอาหารของตระกูลกู้ กู้อวี่มองไปที่ชายชราซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกอับจนหนทาง

   

   ชายชราผู้นั้นมีจานอาหารกองใหญ่เท่าภูเขาตั้งอยู่ตรงหน้า เขาหยิบตะเกียบอย่างว่องไว จนเหมือนจะเห็นเงาเลือนราง ปากก็เคี้ยวไม่หยุด แถมยังเคี้ยวเสียงดังเหมือนประทัด แล้วบางทีก็ยังออกปากชม “อร่อยดี”

   

   เส้นเลือดบนหน้าผากของกู้อวี่กระตุกขึ้นเป็นจังหวะ

   

   คุณปู่คนนี้ถูกพากลับมาพร้อมกับน้องสาวของเขาเมื่อคืน เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ตระกูลกู้ก็คิดว่าเป็นอาจารย์คนใหม่ของเหยาเหยา

   

   เฉินฮุ่ยรีบสั่งคนใช้ให้เตรียมห้องรับแขก กลัวว่าจะต้อนรับไม่ดี แต่ใครจะรู้ว่าชายชราเป็นกันเองเกินคาด

   

   ตอนนี้ที่เขากินข้าวแบบไม่เกรงใจใคร ทำเอาคนในบ้านตระกูลกู้ตกตะลึงไปหมด กู้อวี่เพิ่งแอบถามน้องสาวไปเมื่อครู่นี้ และได้รู้ว่าชายชราคนนี้ไม่ใช่คนในสำนักเดียวกันกับเธอเลย

   

   ดังนั้นคำเรียกจึงไม่ต้องให้ความเคารพอะไรมากมาย

   

   “คุณปู่เสวียน ตอนกินข้าวห้ามทำเสียงดังนะคะ!”

   

   เหยาเหยาขมวดคิ้วเล็กๆด้วยความไม่พอใจ เธอเหลือบตามองไปที่ชายชราและเอ่ยเตือนด้วยเสียงสดใส

   

   “อ๊ะ...ขออภัยด้วยจริงๆ อาหารบ้านเธออร่อยถูกปากฉันมากจนอดไม่ไหว ต้องขออภัยที่ทำให้ต้องขบขัน ฉันจะปรับปรุงตัวเดี๋ยวนี้แหละ”

   

   เสวียนชิงจื่อตอบกลับอย่างเรียบเฉย โดยที่ใบหน้าไม่แสดงอาการเขินอายแม้แต่น้อย เสียงเคี้ยวของเขาก็ลดลงตามไปด้วย

   

   แต่ความเจ้าเล่ห์ในสายตาของชายชรา เหยาเหยาผู้ไร้เดียงสาในเรื่องทางโลกกลับไม่ทันสังเกตเห็น

   

   แต่คนอื่นๆในบ้านตระกูลกู้ ซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจ ย่อมมองคนได้เฉียบคมมาก โดยเฉพาะกู้เสวี่ยซง เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยและเข้าใจได้ทันทีว่า ชายชราคนนี้ไม่ได้มาหลงใหลในรสชาติอาหาร

   

   เขากำลังทดสอบลูกสาวของตระกูลกู้อยู่ต่างหาก!

   

   “ถ้าท่านชอบ เดี๋ยวผมจะให้คนใช้เตรียมอาหารมาให้ท่านเพิ่ม จะได้ทานให้อิ่มหนำสำราญนะครับ”

   

   กู้เสวี่ยซงไม่รู้รายละเอียดภายในมากนัก แต่ด้วยความเป็นพ่อที่ต้องช่วยลูกสาวสร้างภาพลักษณ์ เขาจึงตอบรับคำด้วยท่าทีสุภาพ

   

   ชายชราก็เฉลียวฉลาดไม่น้อย เขาหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ตระกูลกู้สมแล้วที่เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ฉันชื่นชมในความใจกว้างของคุณจริงๆ”

   

   “แต่ที่คุณต้อนรับมาขนาดนี้ก็มากพอแล้ว ไม่ต้องรบกวนมากไปกว่านี้แล้วครับ”

   

   การแลกเปลี่ยนคำสุภาพไปมาของทั้งสองช่วยคลี่คลายความอึดอัดบนโต๊ะอาหารได้ดีทีเดียว ชายชราก็ยิ้มแย้มและทานอาหารอย่างเป็นระเบียบขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่เขาจงใจทำตัวเช่นนั้น

   

   เหยาเหยาถอนหายใจเบาๆ พลางรู้สึกเสียใจที่พาชายชรามาบ้าน แต่จะไล่เขาไปตอนนี้ก็ดูจะไม่สุภาพ

   

   เธอจึงเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นความหิว และกินข้าวอย่างรวดเร็วราวกับลมพัดห่าฝน

   

   หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เหยาเหยาเอนตัวลงบนเปลที่อยู่ในสวน เป็นเปลขนาดใหญ่ที่เป็นของเธอเองโดยเฉพาะ

   

   เธอมองท้องฟ้าสีครามสดใส และเริ่มกังวลว่าจะทำอย่างไรกับเสวียนชิงจื่อต่อไป

   

   เมื่อวานเธอคิดภาพในหัวไว้อย่างสวยงาม แต่กลับลืมประเด็นสำคัญไป นั่นก็คือเธอไม่รู้จะทดสอบเขายังไง!

   

   ตรงกันข้าม ชายชราคนนั้นกลับปรับตัวเข้ากับครอบครัวของเธอได้อย่างง่ายดาย ทำให้เหยาเหยารู้สึกเหมือนตัวเองเชิญหมาป่าเข้ามาในบ้าน

   

   “ไม่ได้ ฉันจะปล่อยให้เขาสำเร็จตามแผนไม่ได้”

   

   เหยาเหยาลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเปล เธอมั่นใจว่าชายชราคนนี้มาเพื่อสืบเรื่องราวของเธอแน่นอน

   

   ถ้าเธอไม่อยู่ เขาก็คงจะจากไปเองใช่ไหม?

   

   เหยาเหยาคิดไปคิดมาก็ยิ่งเห็นว่ามันน่าจะได้ผล ดวงตาโตใสเป็นประกายดุจดวงดาว

   

   แล้วการทำเช่นนี้จะถือว่าเป็นการหนีเหมือนยอมแพ้ไหมนะ?

   

   เหยาเหยาไม่คิดแบบนั้นเลย ตามคำที่อาจารย์ของเธอบอก หากสู้ไม่ไหวแล้ววิ่งหนีไป นั่นถึงจะเรียกว่าหนี แต่เธอที่สามารถสู้ได้สิบคนแบบนี้ จะเรียกว่าหนีได้ยังไงล่ะ!

   

   เพียงแต่เธอต้องหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะตามติดเป็นเงาแน่ๆ

   

   “จะใช้ข้ออ้างอะไรดีนะ...” เหยาเหยาขยี้หัวอย่างครุ่นคิดเต็มที่

   

   ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็ยอมแพ้เพราะคิดไม่ออก เธอนอนคว่ำอยู่บนเปลไม่ขยับเหมือนกับจักจั่นในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง มีเพียงก้นที่ชี้ขึ้นฟ้า

   

   ท่าทางแบบนี้ทำให้กู้อวี่ซึ่งเดินมาหาน้องสาวตกใจ เขาคิดว่าเธอเกิดอันตรายอะไรขึ้น

   

   เมื่อถามด้วยความกังวล เขาก็ได้รู้ว่าเธอกำลังหาทางหลบหน้าชายชรา แต่หาเหตุผลไม่ได้ เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

   

   “ฉันนึกว่าเรื่องใหญ่ซะอีก ที่แท้ก็เรื่องง่ายๆแบบนี้เอง พอดีมีข้ออ้างอยู่ตรงนี้เลย จะใช้ไหม?”

   

   กู้อวี่นั่งลงในเปล แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรหนักๆวางบนแขน พอก้มลงมองก็เห็นหัวกลมๆมีผมฟู่ฟ่อง

   

   เหยาเหยาพอได้ยินว่ามีวิธี ในทันทีเธอก็มีแรงฮึกเหิมขึ้นมา เธอเขย่าแขนพี่ชายอย่างเร่งรีบและพูดเสียงอ่อนหวาน “วิธีไหนเหรอ พี่เจ็ดบอกเร็วๆเลยค่ะ!”

   

   ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนั้น ทำให้กู้อวี่รู้สึกคันไม้คันมืออยู่ไม่น้อย

   

   สุดท้าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะบีบแก้มกลมๆนุ่มๆของน้องสาว พอใจแล้วจึงค่อยๆพูดขึ้น

   

   "ยังจำรายการวาไรตี้ที่เราไปเข้าร่วมครั้งก่อนได้ไหม?"

   

   "ผู้กำกับเพิ่งส่งข่าวมาว่ามีการถ่ายทำตอนที่สองในอีกสองวันข้างหน้า พี่คิดว่าหนูคงไม่อยากอยู่บ้านแล้ว งั้นใช้โอกาสนี้ออกไปผ่อนคลายกันหน่อยดีไหมล่ะ"

   

   "พี่เลยมาถามว่าอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม จะได้เตรียมไว้ล่วงหน้า"

   

   เพราะการออกไปถ่ายรายการ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมข้างนอกคงไม่สะดวกสบายเท่าที่บ้าน กู้อวี่ไม่อยากให้น้องสาวต้องลำบาก จึงต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมล่วงหน้า

   

   ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายอันมหาศาลนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย ยิ่งไปกว่านั้น เหยาเหยายังเป็นกำลังสำคัญของรายการอีกด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่ามีครอบครัวตระกูลกู้หนุนหลัง ค่าตัวที่ได้รับก็มากเกินพอแล้ว

   

   “ว้าว! พี่เจ็ดคือฮีโร่ของหนูเลย ไปสิ ไปกันเถอะ! ออกเดินทางวันนี้เลย!”

   

   เหยาเหยายังจำได้ดีเกี่ยวกับการถ่ายทำรายการวาไรตี้ ก่อนหน้านี้เธอมีธุระยุ่งจนลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีเวลามาพอดีแบบนี้

   

   เมื่อคิดแบบนี้ เธอก็รู้สึกว่าการตัดสินใจเข้าร่วมรายการกับพี่เจ็ดเป็นเรื่องที่ฉลาดสุดๆ!

   

   และพรุ่งนี้เป็นวันถ่ายทำ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้กำกับ การไปถึงล่วงหน้าก็สมเหตุสมผลสุดๆ!

   

   ทันทีที่คิดว่ากำลังจะหนีจากบ้านได้ คิ้วเล็กๆของเหยาเหยาก็ชี้ขึ้นด้วยความดีใจ

   

   "งั้นพี่จะเตรียมการให้เรียบร้อย เมื่อไปถึงทุกอย่างก็คงพร้อมหมดแล้ว"

   

   จริงๆแล้วกู้อวี่รู้อยู่แล้วว่าน้องสาวของเขาไม่มีทางปฏิเสธ ครั้งนี้เขาแค่จะมาถามว่ามีอะไรต้องเตรียมเพิ่มไหมเท่านั้น

   

   ส่วนของสำคัญที่ควรเตรียม กู้อวี่ได้เตรียมล่วงหน้าไว้หมดแล้ว ถึงจะออกเดินทางทันทีตอนนี้ก็ไม่เป็นปัญหา

   

   ผู้จัดการส่วนตัวยังเคยบ่นว่าเขาเริ่มเหมือน ‘คุณแม่’ เข้าไปทุกที แต่กู้อวี่ไม่ใส่ใจ เขายินดีเป็น ‘คุณแม่’ ของน้องสาวด้วยความเต็มใจ

   

   ข่าวเรื่องที่ทั้งคู่จะออกเดินทางก็ถูกส่งไปแจ้งกับเฉินฮุ่ยและกู้เสวี่ยซงด้วย ปกติแล้วพวกเขาอาจจะถามไถ่รายละเอียดมากกว่านี้

   

   แต่ครั้งนี้พวกเขาตอบรับอย่างง่ายดาย ดูเหมือนจะรู้แล้วว่าลูกสาวต้องการอะไรจริงๆ

   

   เมื่อหลีกเลี่ยงคุณปู่ไม่พ้น การออกไปข้างนอกเพื่อหลบเลี่ยงก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

   

   และแล้ว เหยาเหยาก็ออกเดินทางอย่างราบรื่นพร้อมกับพี่เจ็ด

   

   สิ่งเดียวที่ดูจะแปลกไปนิดก็คือ เมื่อเสวียนชิงจื่อรู้ว่าเธอกำลังจะออกจากบ้าน เขาไม่เพียงไม่มาขัดขวาง แต่กลับให้กำลังใจเธอให้แสดงเต็มที่เสียอีก จนเหยาเหยาเองก็เกือบไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย

   

   แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เธอคงไม่ยกเลิกแผนเพียงเพราะความคิดของอีกฝ่าย

   

   อย่างมากก็แค่แสดงให้จบ ตอนนั้นคนที่ต้องร้องไห้คงเป็นเขาแน่ๆ

   

   เหยาเหยาคิดเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจและสบายใจขึ้นมาก




 บทที่ 218: ผู้โชคดีในสภาพผอมซูบเหมือนกิ่งไม้


   

   การถ่ายทำรายการในครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเช้าครึ่งแรก ณ โรงแรมที่สนามบินอวิ๋นถ่า

   

   เนื่องจากการถ่ายทอดสดในสถานที่จริงต้องเดินทางไปไกล การนั่งรถไฟไปกลับค่อนข้างลำบาก และสนามบินก็อยู่ไกลจากตัวเมือง ทีมผู้กำกับจึงเลือกวิธีการถ่ายทำที่สะดวกแบบนี้แทน

   

   โรงแรมตั้งอยู่ภายในอาคารผู้โดยสาร ซึ่งหลังจากถ่ายทำเสร็จตอนเที่ยง ทีมงานก็สามารถขึ้นเครื่องบินในช่วงบ่ายได้ทันที

   

   โรงแรมแบบนี้ค่อนข้างสะดวกสบาย แต่ปัญหาเดียวก็คือราคาแพง

   

   อย่างไรก็ตาม สำหรับครอบครัวตระกูลกู้ เรื่องนี้แทบไม่เป็นปัญหาเลย

   

   เหยาเหยาใช้เวลาพักผ่อนอย่างสบายใจตลอดคืน วันรุ่งขึ้นผู้ช่วยก็นำอุปกรณ์มาจัดเตรียมสำหรับการถ่ายทอดสด

   

   ทีมงานเหล่านี้ล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างดี มีฝีมือเชี่ยวชาญ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็จัดเตรียมงานเสร็จเรียบร้อย

   

   “ขอบคุณมากค่ะพี่ชาย!” เหยาเหยาพูดขอบคุณด้วยความสุภาพ

   

   คาดไม่ถึงว่าคำขอบคุณนี้จะทำให้หน้าของชายหนุ่มคนนั้นแดงขึ้นอย่างฉับพลัน แถมยังพูดตะกุกตะกักอีกด้วย

   

   “ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ถ้าท่านต้องการอะไรเรียกผมได้เลย ผมจะรออยู่หน้าประตู”

   

   พูดจบเขาก็รีบวิ่งออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน เกือบสะดุดล้มระหว่างทาง

   

   เหตุการณ์นี้ทำให้เหยาเหยาสงสัยขึ้นมาไม่น้อย เธออดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง “หนูดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?”

   

   กู้อวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆได้ยินชัดเจน เขาหัวเราะเบาๆและพูดขึ้นว่า “มันไม่เกี่ยวกับว่าเธอน่ากลัวหรือเปล่าหรอก”

   

   ส่วนมากแล้วน่าจะเป็นเพราะฝีมือที่เหยาเหยาแสดงออกมาคราวก่อน มันทำให้เขาประทับใจจนเกิดความเคารพเกรงใจ

   

   ดังนั้น เขาจึงไม่กล้ารับคำขอบคุณนี้

   

   กู้อวี่หัวเราะเบาๆ “ช่างเขาเถอะ เริ่มถ่ายทอดสดกัน!”

   

   ความคิดของคนแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนความคิดเขาหรอก ความสัมพันธ์ยังไม่ได้ใกล้ชิดถึงขั้นนั้น

   

   “อื้มๆ!” เหยาเหยาพยักหน้าตอบ แล้วเลิกคิดมากก่อนจะนั่งลงที่สถานีถ่ายทอดสด

   

   “สวัสดีค่ะทุกคน หนูเหยาเหยานะคะ ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งในไลฟ์ค่ะ!”

   

   เธอทักทายเบาๆอย่างอ่อนหวานหน้าจอ ก่อนจะมองผ่านไปเห็นว่าตอนนี้จำนวนผู้ชมในห้องไลฟ์ทะลุเก้าหมื่นคนแล้ว

   

   จากนั้นข้อความแชตหลากสีสันก็พุ่งเข้ามาเต็มหน้าจอ

   

   [อ๊าก! มาอีกแล้ว ดูไลฟ์ของอาจารย์อีกแล้ว รายการนี้จัดได้เหมาะเจาะจริงๆ ผู้กำกับนี่รู้ใจพวกเรามาก!]

   

   [ขอเสนอให้จัดรายการนี้ทุกสัปดาห์เลย! ฉันจะได้มีอะไรดูตอนกินข้าวทุกวัน!]

   

   [โอ๊ยเห็นด้วย! ยกมือยกเท้าสนับสนุนเลย]

   

   “ว้าว คนดูเยอะจังเลย!” เหยาเหยาตื่นเต้นเมื่อเห็นบรรยากาศคึกคักแบบนี้ ดวงตากลมโตสวยงามของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ

   

   เพราะการเตรียมตัวก่อนถ่ายทอดสดถึงตอนนี้ยังไม่ถึงสิบนาทีเลย

   

   “ตอนนี้จำนวนผู้ชมครบตามเป้าแล้ว งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ ขอเชิญผู้ร่วมรายการคนแรกกันเลย!”

   

   เหยาเหยาไม่ชอบเสียเวลา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีก็เข้าเรื่องทันที

   

   ผู้ร่วมรายการถูกคัดเลือกมาโดยทีมงานล่วงหน้า ซึ่งสะดวกกว่าการสุ่มเลือกจากการถ่ายทอดสด

   

   เมื่อเหยาเหยากดรับสาย ไม่นานหน้าจอก็ถูกแบ่งเป็นสองจอ

   

   จากนั้นรูปร่างหน้าตาของผู้ร่วมรายการคนแรกก็ปรากฏขึ้นในห้องไลฟ์

   

   ทันทีที่เธอออกมา ทุกคนต่างพากันตกใจ ไม่ใช่เพราะเธอหน้าตาโดดเด่นอะไร

   

   แต่เป็นเพราะรูปร่างของเธอผอมเกินไปจนชวนให้ตกใจ!

   

   แขนทั้งสองข้างผอมแห้งเหมือนไม้ท่อนเล็กๆ ผิวหนังเหี่ยวย่น คอที่เล็กบางราวกับขนาดชาม ตอนนี้ดูเหมือนจะต้องรองรับศีรษะที่ ‘ใหญ่โต’ อยู่

   

   มองเผินๆ อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวว่าคอของเธอจะรับน้ำหนักศีรษะไม่ไหว

   

   ร่างกายของเธอผอมแห้งไม่สมส่วน แล้วใบหน้าก็ไม่ต้องพูดถึง

   

   ปากของเธอแทบจะกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของใบหน้า ดวงตาปูดโปนออกมาและหนังตาลึกโบ๋ การจ้องตรงๆ แบบนั้นทำให้ใครๆก็รู้สึกขนลุก

   

   [โอ้โห นี่ถ้าบอกว่าเป็นมัมมี่ ฉันก็เชื่อนะ]

   

   [คนธรรมดาผอมได้ถึงขนาดนี้จริงๆเหรอ? ฉันรู้สึกว่าผู้ร่วมรายการคนนี้จะตายเอาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เลย!]

   

   [เร็วเข้า อาจารย์ช่วยเขาที! นี่ต้องเป็นการลดน้ำหนักจนกลายเป็นโรคคลังผอมแน่ๆ!]

   

   เมื่อเห็นสภาพของผู้ร่วมรายการ ทุกคนต่างตกใจและเริ่มคาดเดาเหตุผลต่างๆนานา

   

   ซึ่งเหตุผลเหล่านั้นก็ดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

   

   แต่ผู้ร่วมรายการไม่ได้ตอบคำถามเหล่านั้น กลับจ้องมองเหยาเหยาตรงๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า

   

   “ท่านอาจารย์คะ ท่านดูออกไหมว่าฉันมีปัญหาอะไร?”

   

   เห็นได้ชัดว่าคำคาดเดาของชาวเน็ตนั้นไม่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ถามคำถามนี้

   

   เหยาเหยาจ้องมองไปที่กลางหน้าผากของผู้ร่วมรายการ ซึ่งมีกลุ่มพลังงานลบหมุนวนอยู่ เธอคำนวณอยู่ครู่หนึ่งแล้วพิจารณาอย่างละเอียด

   

   เมื่อเธอเอ่ยปากอีกครั้ง เสียงของเธอกลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก

   

   “พี่สาวคะ ถ้าหนูเดาไม่ผิด พี่ไม่ได้ลดน้ำหนักเหมือนที่พี่ๆในไลฟ์บอกเลยใช่ไหม?”

   

   “ตรงกันข้าม พี่ทานเยอะมากทุกมื้อแต่ไม่ว่าจะทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนขึ้นเลย ถูกไหมคะ?”

   

   “เธอ... อาจารย์มองออกได้ยังไงคะ?”

   

   ผู้ร่วมรายการรู้สึกสะเทือนใจทั้งตัว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

   

   เพราะเรื่องของเธอนั้นเป็นไปตามที่อาจารย์บอกเป๊ะ ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ได้ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร แต่กลับกินแบบเกินพอดีด้วยซ้ำ

   

   แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ น้ำหนักของเธอกลับลดลงอย่างรวดเร็วเหมือนร่างกายขาดน้ำ ภายในระยะเวลาเพียงสองเดือน น้ำหนักของเธอลดลงไปหลายกิโลกรัม หากปล่อยให้ลดลงไปมากกว่านี้ เธอคงตายแน่ๆ

   

   นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอต้องขอความช่วยเหลือจากรายการนี้

   

   ทีมงานของรายการก็ต้องการหากรณีที่ดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งกรณีของผู้ร่วมรายการคนนี้เป็นกรณีที่แพทย์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ จึงถูกคัดเลือกเข้าร่วมทันที

   

   ด้วยความเร่งด่วนของกรณีนี้ ผู้กำกับก็พอจะทราบว่าผู้ร่วมรายการคนไหนมีความสามารถที่จะช่วยได้บ้าง

   

   เขาเชื่อว่าการถ่ายทอดสดของสองพี่น้องตระกูลกู้ อาจเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยผู้ร่วมรายการคนนี้ได้ จึงได้จัดการลับๆให้เธอมาที่นี่

   

   “อาจารย์...บอกฉันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่อยากตาย ฮือๆ!”

   

   ผู้ร่วมรายการยังไม่รู้ถึงความตั้งใจของผู้กำกับในเบื้องหลัง ดวงตาของเธอแดงก่ำ

   

   และเพราะร่างกายของเธออ่อนแอเกินไป จึงไม่สามารถหลั่งน้ำตาออกมาได้ด้วยซ้ำ

   

   เธอตื่นเต้นมากเพราะเหยาเหยาเป็นคนแรกที่สามารถบอกได้ว่าเธอไม่ได้ป่วยเป็นโรคคลั่งผอม

   

   สิ่งนี้จึงทำให้เธอเกิดความหวังอันยิ่งใหญ่ เพราะเธอยังเด็กมาก เธอยังไม่อยากตายเร็วขนาดนี้

   

   เมื่อเผชิญกับสายตาอ้อนวอนจากผู้ร่วมรายการ เหยาเหยาก็นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยช้าๆว่า “พี่สาวคะ ก่อนที่ร่างกายของพี่จะเริ่มมีปัญหา พี่ได้กิน ‘ยา’ อยู่ช่วงหนึ่งใช่ไหมคะ?”

   

   “เป็นยาที่โฆษณาว่าได้ผลแน่นอนใช่ไหมคะ?”

   

   เหยาเหยากลัวว่าผู้ร่วมรายการอาจจะนึกไม่ออก จึงอธิบายเพิ่มเติมอย่างอ่อนโยน

   

   ทันทีที่ได้ยินคำอธิบาย ผู้ร่วมรายการก็พลันนึกถึงบางอย่าง เธอพยักหน้าตอบรับ

   

   “ใช่ค่ะ ฉันเคยทานอยู่ แต่ทานไปไม่เยอะค่ะ พอน้ำหนักลดลงมาไม่กี่กิโลกรัม ฉันก็หยุดทานแล้ว”

   

   “แต่หมอก็ตรวจแล้วนะคะ ในยานั้นไม่มีสารต้องห้ามหรือสารอันตรายที่ทำลายร่างกายเลย”

   

   ผู้ร่วมรายการตอบอย่างจริงจัง จริงๆแล้วเธอเคยสงสัยเหมือนกันว่ายาที่เธอทานอาจเป็นยาปลอม

   

   แต่ผลการตรวจจากโรงพยาบาลหลายแห่งกลับระบุว่า ยาเม็ดเหล่านั้นมีแต่ส่วนผสมธรรมดา

   

   จึงทำให้เธอเลิกสงสัยเรื่องนี้ไปตั้งแต่ตอนแรก

   

   “หรือว่ายาพวกนั้นมีส่วนผสมที่ตรวจไม่เจอ?”

   

   เธอหยุดชั่วครู่แล้วหันมองเหยาเหยา ชัดเจนว่าอาจารย์คงไม่ยกเรื่องนี้มาถามแล้วพูดลอยๆแน่

   

   ดังนั้น เธอจึงเริ่มมีท่าทีที่ไม่อยากจะเชื่อขึ้นมา

   

   เพราะว่าไม่ใช่แค่โรงพยาบาลเดียวที่ตรวจ แต่ตรวจถึงห้าหกแห่ง เครื่องมือตรวจทั้งหมดไม่น่าจะเสียพร้อมกันหมดได้!

   

   เหยาเหยาเห็นท่าทีของเธอก็รู้ว่าเธอยังไม่เชื่อ แต่ความจริงก็คือ ในยาพวกนั้นมีบางอย่างเจือปนอยู่

   

   สาเหตุที่ตรวจไม่พบ เพราะสิ่งที่ผสมอยู่ในนั้นไม่ใช่ยา แต่เป็น ‘เถ้ากระดูก’

   

   และเถ้ากระดูกนั้นเป็นของผีที่ตายเพราะความหิวโหย!




 บทที่ 219: ‘ยาลดความอ้วน’


   

   เหยาเหยาไม่ได้ปิดบังอะไร เธออธิบายสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้โชคดียิ่งกินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งผอมลงเท่านั้น

   

   พลังชีวิตของอาหารที่เธอกินเข้าไป ไม่ได้เข้าไปในร่างกายของเธอ แต่กลับถูกสังเวยให้กับผีที่ตายจากความหิวโหย

   

   ผีหิวตายเหล่านี้ ในตอนที่พวกมันยังมีชีวิต มักจะตายจากความหิว พอตายไปก็ยังมีจิตยึดติดที่ไม่สามารถสลายไปได้ ร่างกายของพวกมันจึงเปิดช่องว่างที่สามารถดูดซับพลังชีวิตได้ แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็สามารถกินได้อย่างมหาศาล

   

   แน่นอนว่าคนธรรมดาไม่มีทางเทียบได้ ผู้โชคดีนั้นเหมือนกับเป็นภาชนะสำหรับให้ผีหิวตายดูดซับพลังชีวิต ตราบใดที่ผีตนนี้ยังสามารถกินได้ เธอก็จะต้องกินต่อไปเรื่อยๆ

   

   แต่ปัญหาคือ อาหารที่เธอกินเข้าไปไม่ได้มีคุณค่าทางสารอาหารใดๆเลย ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเธอแย่ลงเรื่อยๆ

   

  “นี่มัน... นี่มัน... บริษัทขายยาบ้าบอนั่นเป็นใครกันแน่! อ๊าก!”

   

   เมื่อผู้โชคดีได้ยินความจริง ใบหน้าที่ซูบผอมของเธอเต็มไปด้วยความโกรธและหวาดกลัว

   

   เพราะนี่มันเป็นการเอากระดูกของคนมาบดกิน และแม้จะไม่ใช่กระดูกของมนุษย์จริงๆ แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง

   

   ผู้โชคดีเริ่มรู้สึกอยากอาเจียน แต่ในท้องของเธอไม่มีอะไรเหลือแล้ว จึงทำได้แค่ขย้อนน้ำขมๆออกมา

   

   [แม่เจ้า! เดี๋ยวนี้บริษัทขายยาพัฒนาไปไกลถึงขนาดนี้เลยเหรอ ขนลุกไปหมดแล้ว!]

   

   [ร้านขายยา : เอาเป็นว่าเธอผอมลงไหมล่ะ!]

   

   แม้ว่ามันจะฟังดูน่ากลัว แต่ไม่รู้ทำไมพวกชาวเน็ตถึงรู้สึกว่ามันตลกอย่างบอกไม่ถูก

   

   ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังมีความจริงใจในการขอความช่วยเหลือจากอาจารย์อย่างมาก

   

   เหยาเหยามองความคิดเห็นเหล่านั้นแล้วส่ายหัวเบาๆ “พี่สาว หนูยังไม่สามารถกำจัดผีหิวตายตัวนี้ออกไปได้ในทันที เพราะถ้าทำแบบนั้น ร่างกายของพี่จะพังเอาค่ะ”

   

   สิ่งที่เหยาเหยาพูดไม่ใช่เรื่องที่เธอพูดส่งเดช

   

   ผู้โชคดีคนนี้สูญขาดสารอาหารมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว แต่เธอก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ นั่นเป็นเพราะผีหิวตายใช้พลังวิญญาณของมันรักษาชีวิตเธอเอาไว้

   

   ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติสำหรับผีหิวตาย เพราะภาชนะเก่าที่ใช้เสื่อมสภาพเร็วนั้นเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกมัน การรักษาภาชนะให้อยู่ได้นานจึงสำคัญ

   

   แต่การใช้พลังวิญญาณรักษาชีวิตแบบนี้ก็เหมือนกับการดื่มยาพิษเพื่อดับกระหาย เพราะมนุษย์และผีอยู่ร่วมกันไม่ได้ แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผล แต่ในอนาคตคนที่เป็นภาชนะจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่ผี

   

   และถ้าเหยาเหยากำจัดพลังวิญญาณออกไปในตอนนี้ มันก็จะเป็นการตัดทอนพลังชีวิตของผู้โชคดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอยังไม่กล้าลงมือ

   

   “อาจารย์ ฉันยังมีหวังอยู่ไหมคะ? ฮือ ฮือ ฮือ!”

   

   ผู้โชคดีตอนนี้เสียใจจนไม่รู้จะพูดอะไรดี หากรู้ว่าจะต้องพบจุดจบแบบนี้ ต่อให้ตายเธอก็คงไม่กินยาลดความอ้วนพวกนั้น

   

   แต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว เธอไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ เธอทำได้แค่หวังพึ่งอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

   

   โชคดีที่อาจารย์พยักหน้าให้

   

   “แน่นอนว่ามีสิ! พี่สาว ส่งที่อยู่มาทางข้อความส่วนตัวนะคะ หนูจะให้ทางทีมงานส่งยันต์ให้ด่วนที่สุด ให้พี่พกติดตัวไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผีหิวตายเข้ามาใกล้”

   

   “และในระยะเวลาสองสัปดาห์นี้ พี่ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อฟื้นฟูพลังงาน แล้วค่อยเดินทางมาที่สำนักหั่วหยุน หนูจะช่วยจัดการปัญหาที่เหลือให้เองค่ะ”

   

   เหยาเหยาเอียงศีรษะพูดอย่างจริงจัง

   

   ร่างกายของพี่สาวคนนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก สิ่งที่เธอกินเข้าไปก็แค่ถูกผีร้ายดึงสารอาหารไปหมด ดังนั้นร่างกายจึงอ่อนแอไปมาก

   

   เพียงแค่ฟื้นฟูพลังงานให้กลับมาเต็มที่ เหยาเหยาก็จะสามารถจัดการกับผีร้ายได้ในภายหลัง

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้โชคดีก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ เธอขอบคุณเหยาเหยาไม่หยุด และรีบส่งที่อยู่มาในข้อความทันที

   

   เหยาเหยามองที่อยู่แล้วบันทึกไว้ จากนั้นก็หันไปเรียกพี่ชายผู้ช่วยที่ช่วยเธอเมื่อครู่

   

   “ขอบคุณพี่ชายมากค่ะ!” เหยาเหยาหยิบยันต์สองสามใบออกมาจากกระเป๋าและให้เขาช่วยส่งไปยังที่อยู่ของผู้โชคดี

   

   “ได้เลยครับ ผมจะส่งแบบด่วนพิเศษ ที่อยู่ใกล้สนามบิน เดี๋ยววันนี้บ่ายก็ถึงแล้วครับ”

   

   ผู้ช่วยดูเหมือนจะเจอเรื่องแบบนี้บ่อยครั้ง เขาจึงคุ้นเคยกับกระบวนการนี้ดี และเมื่อเห็นที่อยู่แล้ว ก็สามารถคำนวณเวลาได้คร่าวๆ

   

   คำอธิบายของเขาทำให้ผู้โชคดีสบายใจขึ้นมาก อย่างน้อยตอนนี้เธอก็รู้ว่าตัวเองยังสามารถอดทนรอได้อีกไม่กี่วัน

   

   “เหยาเหยาอยากจะเตือนพี่ๆทุกคนเอาไว้ว่า การกินยาลดความอ้วนไม่ใช่วิธีที่ดีเลยนะคะ”

   

   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โชคดีครั้งนี้ถือว่าเธอโชคดีที่เจอผีหิวตายที่ไม่แข็งแกร่งนัก ถ้าเธอโชคร้ายอีกนิด อาจจะต้องเสียชีวิตไปแล้ว

   

   ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตราย เหยาเหยาจึงพูดเตือนอย่างจริงจัง

   

   [รับทราบ! จะไปบล็อกคนขายยาลดความอ้วนในไทม์ไลน์เดี๋ยวนี้!]

   

   [ชีวิตมันสั้น จะไปหมกมุ่นเรื่องผอมทำไมกัน อยู่แบบสบายๆดีกว่า!]

   

   ชาวเน็ตต่างถูกทำให้ตกใจจากความผอมของผู้โชคดี จนรู้สึกเหมือนเพิ่งได้เข้าใจอะไรบางอย่าง พวกเขาเริ่มโพสต์ความคิดเห็นอย่างจริงจัง

   

   ส่วนจะจริงหรือไม่ อันนี้ก็ไม่สำคัญนัก เพราะถึงแม้จะเป็นเทพ ก็ไม่สามารถสอนทุกคนให้สำเร็จได้

   

   สิ่งที่เหยาเหยาทำได้ก็คือช่วยให้พวกเขามีสติระวังตัว ไม่หลงเชื่อการโฆษณายาลดน้ำหนักที่ไม่มีความจริงใจ

   

   “เอาล่ะ ปัญหาของผู้โชคดีคนแรกได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว งั้นเรามาดูผู้โชคดีคนที่สองกันดีกว่าค่ะ”

   

   เหยาเหยารู้สึกพอใจกับประสิทธิภาพของตัวเอง มืออวบๆของเธอเคาะโต๊ะเบาๆอย่างเป็นจังหวะ เสียงที่ดังกังวานนั้นทำให้ทีมผู้กำกับรู้ตัวและรีบเปลี่ยนไปยังผู้โชคดีคนที่สองทันที

   

   ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็แอบประหลาดใจกับความรวดเร็วของที่นี่ ต้องเข้าใจว่าผู้ร่วมรายการคนอื่นๆยังไม่ทันคำนวณสถานการณ์ได้ แต่ที่นี่กลับจัดการเสร็จสิ้นไปแล้ว

   

   พี่น้องตระกูลกู้คู่นี้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มจริงๆ

   

   แน่นอนว่า เหยาเหยาไม่รู้ถึงความคิดของทีมผู้กำกับในตอนนั้น เธอทักทายผู้โชคดีคนที่สองอย่างนุ่มนวล

   

   “สวัสดีตอนเที่ยงค่ะคุณป้า!”

   

   ผู้โชคดีคนที่สองเป็นหญิงวัยสี่สิบกว่าๆ ด้วยอายุขนาดนี้ หากเหยาเหยาเรียกพี่สาวก็คงจะไม่เหมาะสม

   

   แม้ว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่จะไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่สร้อยคอประดับอัญมณีหยกสีเขียวที่ทำขึ้นมาเฉพาะ รวมถึงตุ้มหูและแหวนของเธอก็บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของครอบครัวได้เป็นอย่างดี

   

   ส่วนเรื่องหน้าตานั้นก็ไม่เลวเลยทีเดียว

   

   เธอเป็นผู้หญิงที่มีโครงหน้าสไตล์คนเจียงหนาน คิ้วเรียวโค้ง ดวงตากลมโตเหมือนสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง รอยย่นที่หางตาก็ไม่ได้ทำให้ดูแก่ แต่กลับเพิ่มเสน่ห์ให้เธอยิ่งขึ้น

   

   ชาวเน็ตที่ได้เห็นความงดงามของอัญมณีต่างก็แห่กันมาแสดงความคิดเห็นอย่างสนุกสนาน

   

   [ตายแล้ว นี่มันพี่สาวแท้ๆของฉันแน่ๆ ใครกันที่ลักพาตัวฉันไป พี่สาว รีบมารับฉันกลับบ้านที ฮือฮือ!]

   

   [อ๊าก! คนข้างบนพูดอะไรน่ะ อย่าหลงเชื่อเธอนะพี่สาวเศรษฐี ฉันต่างหากที่เป็นน้องสาวผู้พลัดพรากตัวจริง!]

   

   [พ่อแม่เราทำฉันหายไปโดยไม่ตั้งใจ ตอนนั้นพวกเขากลัวว่าพี่จะเสียใจ เลยไม่บอกพี่ความจริง ฉันนี่แหละคือน้องสาวตัวจริงของพี่!]

   

   เห็นได้ชัดว่าหัวข้อในช่องแสดงความคิดเห็นเริ่มออกนอกทางกลายเป็นเวทีหาพี่น้องไปแล้ว แต่ผู้โชคดีก็ไม่ได้โกรธอะไร

   

   ตรงกันข้าม เธอยิ้มและพูดขึ้นว่า “ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นลูกคนเดียว แต่ทุกคนอบอุ่นขนาดนี้ ฉันก็รู้สึกดีใจมากๆค่ะ เดี๋ยวพอทำนายเสร็จ ฉันจะส่งซองแดงให้ทุกคนนะคะ”

   

   ท่าทางใจกว้างของเธอทำให้ชาวเน็ตต่างตื่นเต้นกันใหญ่ พากันร้องตะโกนว่า ‘ใจกว้างมาก!’

   

   จากนั้น พวกเขาก็หยุดแหย่และปล่อยให้ผู้โชคดีทำธุระต่ออย่างสงบเรียบร้อย

   

   เหยาเหยาเห็นเช่นนั้น ดวงตาคู่โตของเธอเป็นประกาย เธอรู้สึกชื่นชมคุณป้าคนนี้มาก ที่สามารถทำให้ทุกคนสงบลงได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว

   

   ตามขั้นตอน เหยาเหยาถามอย่างใจเย็น “คุณป้ามีเรื่องอะไรอยากให้หนูช่วยทำนายไหมคะ?”

   

   เมื่อได้ยินคำถาม สีหน้าของผู้โชคดีก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเธอก็พูดขึ้นว่า

   

   “อาจารย์คะ ฉันอยากขอให้ท่านช่วยดูให้หน่อยว่า ฉันโดนอะไรบางอย่างตามติดอยู่หรือเปล่าคะ”

   

   เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา เหยาเหยาก็ถึงกับชะงัก ไม่ใช่เพราะปัญหาของผู้โชคดีแปลกหรืออะไร

   

   แต่เป็นเพราะสภาพของผู้โชคดีในตอนนี้ดูไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย…




  บทที่ 220: สวนต้นไม้ผี


   

   "คุณป้าคะ อย่างนั้นช่วยเล่าคร่าวๆหน่อยได้ไหมคะว่ามีอะไรผิดปกติบ้าง"

   

   เหยาเหยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว เธอจ้องมองตรงไปที่คนพูดด้วยดวงตากลมโตเปี่ยมด้วยความว่าง่าย

   

   เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น ผู้โชคดีก็เข้าใจว่าอาจารย์ต้องการทราบสาเหตุก่อนจึงจะวินิจฉัยได้ ดังนั้นเธอจึงหยุดชั่วครู่ เรียบเรียงคำพูดแล้วเริ่มเล่าสถานการณ์

   

   ที่แท้ก็คือไม่นานมานี้ ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ร่างกายของเธอมักจะปวดเมื่อยไม่มีแรง และยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เสมอตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองแก่ขึ้นแล้ว ร่างกายจึงอ่อนแอลงบ้าง เพราะเหตุนี้เลยได้ไปหาหมอมาดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ

   

   แต่ในขณะที่สภาพร่างกายของฉันยังไม่ดีขึ้น แมวที่บ้านกลับมีปัญหาขึ้นมาอย่างกะทันหัน

   

   ทุกครั้งที่ถึงเวลากลางคืน มันจะส่งเสียงร้องใส่เธออย่างไม่มีสาเหตุ เสียงของมันทั้งแหลมทั้งคม ทำให้เธอขนลุกซู่ทั้งตัว

   

   ประกอบกับปกติเธอค่อนข้างเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอยู่แล้ว และรู้ดีว่าสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ อย่างแมวและหมานั้นมีญาณทิพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวที่เลี้ยงไว้ที่บ้านเป็นแมวดำอีกด้วย

   

   พฤติกรรมผิดปกติของมันเช่นนี้ ทำให้ผู้โชคดีอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจจะเจอกับสิ่งชั่วร้ายแต่เธอก็สังเกตอย่างละเอียดแล้วว่า นอกจากร่างกายจะรู้สึกง่วงนอนตามเวลา และตื่นขึ้นมารู้สึกอ่อนเพลียในวันถัดมาแล้ว ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อื่นๆจริงๆ

   

   ก่อนหน้านี้ เธอได้ไปเยี่ยมชมสำนักดังๆหลายแห่งในละแวกใกล้เคียง และได้รับเครื่องรางนำโชคมามากมายจนแทบจะเอาไปตั้งแผงขายได้ แต่ผลลัพธ์คืออาการของเธอไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

   

   ในทางตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าสภาพร่างกายของเธอจะเริ่มแย่ลง เธอเข้านอนเร็วขึ้นทุกวัน แต่กลับตื่นสายขึ้นเรื่อยๆ

   

   เมื่อถึงจุดนี้ ผู้โชคดีถึงเริ่มรู้สึกกลัวจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อน และเพื่อนของเธอก็ได้แนะนำเหยาเหยาให้

   

   อย่างไรก็ตาม โชคของเธอในการจับฉลากผ่านการถ่ายทอดสดนั้นไม่ค่อยดีนัก เธอไม่เคยถูกเลือกเลย จนเธอแทบจะกระวนกระวายตายอยู่แล้วต่อมาได้ทราบว่ามีรายการวาไรตี้ ผู้โชคดีก็เลยใช้ทางลัดคว้าโควต้ามาได้ แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เธอคงไม่พูดออกมาแน่

   

   "ท่านอาจารย์ เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ท่านพอจะมองออกไหมว่าฉันเป็นอะไรกันแน่?"

   

   ในดวงตาของผู้โชคดีมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง จากสภาพล่าสุด อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เธออาจจะกลายเป็นคนเป็นที่นอนเหมือนผักได้

   

   มีสติครบ แต่ไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน เธอไม่อยากประสบกับมันจริงๆ

   

   "คุณป้าคะ อย่าเพิ่งกังวลนะคะ หนูขอดูให้ก่อน"

   

   เหยาเหยาฟังคำอธิบายจบแล้วก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

   

   เพราะว่าเธอไม่ได้เห็นร่องรอยของพลังอาถรรพ์บนตัวของอีกฝ่ายตั้งแต่แรก นั่นหมายความว่าไม่ใช่วิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายประเภทผีสิง

   

   "คุณป้าคะ พาหนูไปดูสภาพแวดล้อมที่คุณป้าอาศัยอยู่ได้ไหมคะ?"

   

   เมื่อไม่ใช่การเข้าสิงของสิ่งชั่วร้าย สิ่งที่เหยาเหยาสงสัยเป็นอย่างที่สอง ก็คือเรื่องฮวงจุ้ยอย่างแน่นอน

   

   เรื่องการกำหนดจุดฮวงจุ้ย หากคนที่ยังมีชีวิตอยู่อาศัยในจุดที่เสื่อมเป็นเวลานาน ก็จะทำให้อายุขัยลดลง และร่างกายจะเกิดความผิดปกติหลายอย่าง

   

   ผู้โชคดีได้ยินแล้วก็ตกตะลึง รู้สึกเหมือนความคิดถูกเปิดออก "ดีค่ะ ฉันจะพาท่านไปดูเดี๋ยวนี้"

   

   ก่อนหน้านี้เธอเชื่อมั่นว่าเป็นเรื่องของวิญญาณสิงร่าง แต่ผลคือไม่ว่าจะตรวจสอบอย่างไรก็หาปัญหาไม่พบ

   

   แต่ถ้าเป็นเรื่องของฮวงจุ้ยที่มีปัญหา ก็ดูเหมือนจะอธิบายได้ว่าทำไม พอคิดได้แบบนี้ ผู้โชคดีก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

   

   เธอไม่พูดอะไรอีก หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเริ่มแสดงสภาพของบ้านขั้นบันไดเวียน โดมหลังคาที่ทำจากเหล็กเคลือบ และโคมไฟคริสตัลที่ห้อยอยู่ตรงกลาง

   

   สไตล์เหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นสไตล์ปราสาทยุคแรกๆของยุโรป หรูหราและซับซ้อน

   

   ตอนนี้ชาวเน็ตไม่สนใจที่จะนินทาอีกต่อไป พวกเขาทั้งหมดกำลังร้องไห้น้ำตาไหล

   

   [ฮือ ฮือ ฮือ ตอนนี้การวิจารณ์อาจจะไม่เหมาะสม แต่ฉันกลั้นไว้ไม่ไหวแล้ว บ้านของผู้โชคดีคนนี้ร่ำรวยเกินไปแล้ว!]

   

   [แค่โคมไฟคริสตัลในห้องรับแขกนั่น ฉันต้องเริ่มเก็บเงินตั้งแต่สมัยสามก๊กเลยมั้ง ฮือ ฮือ ฮือ!]

   

   [สมัยต้นสามก๊กก็ยังพอได้ แต่ยายต้องเริ่มตั้งแต่ยุคมนุษย์ถ้ำ คิดแล้วก็อยากระเบิดโลกนี้ทิ้งเลย]

   

   สำหรับความคิดเห็นของพวกเขา ผู้โชคดีไม่มีอารมณ์จะอ่าน เหยาเหยาก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เช่นกัน

   

   เมื่อครู่ทั้งบ้านไม่มีปัญหาอะไร มีเพียงแสงสีเขียวที่วูบผ่านไปเท่านั้น ที่ทำให้เธอสังเกตเห็นความผิดปกติ

   

   "คุณป้าคะ หลังบ้านของคุณป้า ในป่านั้นปลูกต้นไม้อะไรเหรอคะ?"

   

   เพราะมองไม่ค่อยชัด เหยาเหยาจึงเอ่ยปากถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง

   

   คำถามนี้กลับทำให้ผู้โชคดีต่อกันถึงกับอึ้งไป

   

   เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วหัวเราะพลางพูดว่า "โอ้ นั่นคือสวนต้นเผี่ยนไฮว่น่ะคะ!"

   

   "ตอนเด็กๆ คุณย่าของฉันชอบดอกของต้นนี้ และชอบเอามันไปทอดกินกับบะหมี่เย็น ปู่ของฉันเลยให้คนปลูกไว้เป็นสวนเล็กๆ นับๆดูก็คงจะหลายสิบปีแล้ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?"

   

   ผู้โชคดีไม่ได้โง่ เธอรู้ดีว่าในบ้านหลังใหญ่นี้มีของมากมาย อาจารย์กลับไม่ถามอะไรเลย แต่เลือกถามเกี่ยวกับสวนต้นเผี่ยนไฮว่นี้

   

   ถ้าเรื่องนี้ไม่มีอะไรแปลก เธอจะไม่เชื่อ ไม่ว่าอาจารย์คนนี้จะพูดอะไรก็ตาม

   

   และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า การคาดเดาของเธอไม่ผิด เธอเห็นสีหน้าของอาจารย์หม่นลง เสียงใสๆดังขึ้นข้างหู

   

   "มีปัญหาค่ะ และเป็นปัญหาใหญ่ด้วย"

   

   เหยาเหยาทำหน้าจริงจัง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมบนตัวของผู้โชคดีถึงไม่มีร่องรอยของพลังชั่วร้ายเลย

   

   สาเหตุนี้แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับสวนต้นเผี่ยนไฮว่นั้น ต้องรู้ว่าต้นไม้นี้ในธาตุทั้งห้าจัดอยู่ในธาตุหยิน

   

   โดยตัวอักษร ‘ไฮว่’ นั้นประกอบด้วยอักษรรวมกันเป็น ‘ไม้ผี’ *[1] ทรงพุ่มของมันใหญ่โต บังแสงอาทิตย์ได้ง่ายมาก โดยทั่วไปเหมาะสำหรับปลูกริมถนน เพื่อให้คนเดินทางได้พักใต้ร่มเงา

   

   แต่ถ้าปลูกในบริเวณบ้าน หรือเหมือนกับบ้านของผู้โชคดีที่ปลูกทีเดียวก็ปลูกเป็นจำนวนมาก มันจะทำให้อากาศในป่าไม่ไหลเวียน

   

   เมื่อเวลาผ่านไปนานๆก็จะง่ายที่จะกลายเป็นพื้นที่อับชื้นตามธรรมชาติ

   

   เมื่อพื้นที่อับชื้น ก็จะเป็นพื้นที่สะสมสิ่งสกปรกและความเน่าเหม็น ซึ่งมักจะดึงดูดวิญญาณชั่วร้ายได้ง่าย

   

   นอกจากนี้ ต้นเผี่ยนไฮว่ยังมีร่องไม้จำนวนมากกระจายอยู่บนลำต้น ดูเหมือนกองดินฝังศพเล็กๆมากมาย

   

   วิญญาณสิงสถิตอยู่ภายใน ทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันได้

   

   ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดความบังเอิญบางอย่าง วิญญาณบนต้นเผี่ยนไฮว่อาจหลอมรวมเข้ากับลำต้น จากนั้นก็งอกใบหน้าคนขึ้นมา

   

   เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นผีไม้อย่างสมบูรณ์ วิญญาณที่อาศัยอยู่ก็จะหลุดพ้นจากสถานะดวงวิญญาณเร่ร่อน และก้าวข้ามวัฏสงสารทั้งหก

   

   หากเธอดาไม่ผิด ในสวนหลังบ้านของผู้โชคดีนั้น อาจมีผีไม้อยู่ตนหนึ่ง

   

   ที่เรียกว่าผีไม้นั้น ก็เพราะว่าวิญญาณในเนื้อไม้ ไม่ใช่ผีแต่ก็ไม่ใช่วิญญาณร้าย สามารถซ่อนพลังงานของตนได้อย่างยอดเยี่ยม

   

   การที่เหยาเหยาจะตัดสินว่ามีผีร้ายทำร้ายคนหรือเปล่านั้น ส่วนใหญ่จะตัดสินจากพลังแห่งความชั่วร้าย ดังนั้นจึงไม่สามารถสังเกตเห็นได้ทันที

   

   แย่ไปกว่านั้น ผีไม้เกิดมาพร้อมกับความรู้เรื่องอาคมภูตผี มีความสามารถในการควบคุมผีทั้งหลาย

   

   แล้วสถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ซ่อนเร้นความสกปรก คาดว่าในสวนนี้อาจจะมีวิญญาณมากมายที่น่ากลัว

   

   ผู้โชคดีสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย อาจกล่าวได้ว่าเป็นโชคใหญ่แล้ว

   

   เพื่อให้ผู้คนรู้ถึงความร้ายกาจ เหยาเหยาจึงเล่าถึงที่มาของผีไม้หลังจากได้ยินเช่นนั้น คนหลังรู้สึกขนลุกซู่ เสียงของเธอไม่สามารถซ่อนความหวาดกลัวได้

   

   "อาจารย์ แล้วฉันควรทำอย่างไรดีคะ? ให้คนมาโค่นต้นเผี่ยนไฮว่เหล่านี้ทิ้งหมดเลยดีไหม?"

   

   ไม่ว่าใครก็ตาม หากรู้ว่าในสวนหลังบ้านของตัวเองซ่อนผีอยู่มากมาย ก็คงไม่สามารถรักษาความสงบได้

   

   อย่างไรก็ตาม เหยาเหยากลับส่ายหน้า ปฏิเสธข้อเสนอที่คนหลังเสนอมา

   

   เพราะสวนต้นเผี่ยนไฮว่แห่งนี้เปรียบเสมือนสุสานของวิญญาณ หากโค่นทิ้งก็เท่ากับการขุดหลุมศพของวิญญาณเหล่านี้ และถ้าทำอย่างนั้นจริงๆ ผู้โชคดีจะต้องเผชิญกับการถูกแก้แค้นนับครั้งไม่ถ้วน จนกว่าจิตวิญญาณจะถูกกลืนกินจนหมดสิ้นถึงจะยอมหยุด



 [1] ตัวอักษรไฮว่ ซึ่งหมายถึง ‘ผีไม้’




จบตอน

Comments