บทที่ 221: วิญญาณออกจากร่าง
ผู้โชคดีกลายเป็นอึ้งไปทันที ต้นไม้ปีศาจพวกนี้ หากตัดทิ้งก็จะกลายเป็นศัตรูตลอดกาล แต่หากไม่ตัด เธอก็จะถูกปีศาจไม้ฆ่าตายอยู่ดี
ทั้งทางรุกและทางถอยถูกปิดตายหมด หน้าของเธอก็เริ่มซีดเผือดลงทันที
“ป้าคนสวย อย่าร้อนใจไปนะคะ เรื่องนี้ถึงจะดูยุ่งยาก แต่หนูเรียกคนมาช่วยได้ค่ะ”
ความกระวนกระวายของผู้โชคดีทำให้เหยาเหยาดูออกชัดเจน เธอจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู
และที่บอกว่ายุ่งยาก ไม่ใช่เพราะไม้ผีน่ากลัว แต่เพราะมีวิญญาณมากเกินไปในป่าผีของต้นเผี่ยนไฮ่วนี้
เหยาเหยากลัวว่าอาจจะจัดการทุกตัวไม่ได้
ถ้าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้สักตัว สุดท้ายคนที่ต้องรับเคราะห์ก็คงจะเป็นผู้โชคดี เหยาเหยาไม่เคยทำอะไรที่ไม่มั่นใจ
และเธอก็รู้ดีว่าเธอไม่ได้สู้เพียงลำพัง ถึงเธอจะจับวิญญาณไม่ได้หมด ก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็มีคนมาช่วย
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนท่านอาจารย์ด้วยค่ะ”
คำตอบนี้ทำให้ผู้โชคดีตาลุกวาวขึ้นมาทันที
จากนั้นเธอก็รีบส่งที่อยู่ของตัวเองไปทางหลังบ้าน แล้วหยุดชั่วครู่ก่อนจะถามว่า “อาจารย์คะ เพื่อนของท่านชอบอะไรบ้างหรือคะ? ฉันจะให้คนเตรียมล่วงหน้าไว้”
ถึงเธอจะไม่รู้ว่าคนที่จะมาจากไหนก็ตาม แต่ยังไงเขาก็จะมาช่วยจัดการปัญหาของเธอ จะปล่อยให้มาฟรีๆก็คงไม่เหมาะ
ชอบอะไรนะ?
คำถามนี้ทำให้เหยาเหยาคิดหนัก เพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ถ้าจะบอกว่าชอบอะไรล่ะก็… อีกฝ่ายเหมือนจะชอบเงินเป่าหยวนที่เธอพับมาก
แต่นี่พูดไปก็ไม่มีประโยชน์
ผู้โชคดีเป็นคนธรรมดา ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นยมทูตกับวิญญาณ หรือถ้าเห็น เธอก็คงจะไม่ชอบเงินกระดาษที่เหยาเหยาพับ
ดังนั้นหลังจากที่คิดชั่วครู่ เหยาเหยาจึงเสริมว่า “ป้าคนสวยไม่ต้องลำบากขนาดนั้นค่ะ เรื่องนี้ให้หนูจะจัดการเอง”
“ถ้าอยากจะสบายใจจริงๆละก็บริจาคให้กับองค์กรการกุศลก็ได้ค่ะ ถือว่าเป็นค่าตอบแทนให้เรา”
เธอไม่ขาดเงินอยู่แล้ว ส่วนคนที่จะมาเป็นผู้ช่วยของเธอ พวกเขาก็ล่วงลับไปนับพันปีแล้ว จะใช้เงินไปทำอะไร
แบบนี้บริจาคช่วยเหลือคนยากลำบากจะดีกว่า แถมยังได้สะสมบุญด้วย!
“ดีค่ะ ไว้ฉันจะจัดการให้นะคะ”
ผู้โชคดีพยักหน้าตกลง เพราะเธอสนับสนุนเรื่องการบริจาคทุกปีอยู่แล้ว
แต่ก่อนหน้านี้เธอมักจะสั่งให้คนดูแลจัดการให้ ครั้งนี้ถ้าท่านอาจารย์ช่วยชีวิตไว้ เธอก็คงต้องแสดงความจริงใจบ้าง
การทำด้วยตัวเองจะเป็นวิธีที่แสดงท่าทีได้ดีที่สุด
“เอาล่ะ เรื่องพวกนี้เอาไว้ค่อยว่ากัน ป้าคนสวยลงไปข้างล่างแล้วไปรออยู่ข้างนอกป่าเผี่ยนไฮว่นะคะ ห้ามเข้าไปในป่าเด็ดขาด ทำตามที่หนูบอกเท่านั้น!”
เหยาเหยากำชับผู้โชคดีอย่างจริงจัง จากนั้นก็หยิบป้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอวออกมา เพื่อเริ่มเรียกคน
คนอื่นๆไม่รู้ที่มาของป้ายหยกนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทีของเธอ ก็เริ่มคาดเดากันไปต่างๆนานา
อีกด้านหนึ่ง ผู้โชคดีก็ลงไปข้างล่างตามคำสั่ง เพราะกลัวไม้ผี เธอจึงเรียกคนดูแลมาด้วย
ทั้งสองคนเดินหน้าเรียงกันไปถึงบริเวณป่าต้นเผี่ยนไฮว่ ก่อนจะหยุดเดิน
จากนั้น ผู้โชคดีก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
แต่ที่เห็นคือกลุ่มต้นเผี่ยนไฮว่ใหญ่โตหลายต้น ปกคลุมด้วยพุ่มใบที่หนาแน่น แผ่กิ่งก้านทับซ้อนกันบังแสงแดดจนหมด
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเที่ยงวัน แต่ในป่ากลับมีความเย็นเล็ดลอดออกมา
“ถ้าท่านอาจารย์ไม่บอก ในอากาศร้อนๆแบบนี้ ฉันคงอยากเข้าไปหลบร้อนแน่ๆ”
ผู้โชคดีพูดพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะขนลุกไปทั้งตัว
เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเข้าไปในป่า จะเจอกับอะไรบ้าง ชีวิตของเธออาจจะไม่รอด
คิดได้เช่นนั้น เธอก็ถอยหลังออกไปเงียบๆหลายสิบก้าว รวมระยะห่างจากตอนแรกก็เกินร้อยเมตรแล้ว
เพียงเท่านี้ ผู้โชคดีก็เริ่มรู้สึกโล่งใจขึ้นมา เธอไม่ทำอะไรต่อ รอเพียงคำสั่งจากท่านอาจารย์
และการรอคอยนี้ก็ไม่นาน ประมาณห้าหกนาที เสียงของท่านอาจารย์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะ ป้าคนสวยเข้าไปใกล้ๆได้เลย ตอนนี้เพื่อนของหนูมาถึงแล้ว เขาจะปกป้องคุณป้าเองค่ะ”
เหยาเหยามองผ่านกล้องเห็นร่างคนที่ยืนอยู่ข้างนอกป่า หมวก ‘เจอหน้ารับทรัพย์’ ที่คุ้นเคย นั่นก็คือเพื่อนของเธอยมทูตชุดขาว ‘ไป๋อู๋ฉาง’ หรือเซี่ยปี้อันที่เธอคุ้นเคยนั่นเอง
“ว่าอย่างไร จะให้ข้าจัดการเอง หรือจะให้ข้าช่วยระวังหลัง?”
เมื่อผู้โชคดีเข้ามาใกล้ เซี่ยปี้อันก็มองเด็กน้อยในโทรศัพท์ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ
เขามองออกทันทีว่าป่าเผี่ยนไฮว่นี้ได้กลายเป็นค่ายกลธรรมชาติสำหรับสะสมพลังหยินไปแล้ว การจัดการกับวิญญาณในป่าไม่มีปัญหา แต่การทำลายค่ายกลนี่สิกลับยุ่งยาก
เขาเป็นวิญญาณจากปรโลก ไม่ถนัดเรื่องพวกนี้ ถ้าพลาดก็อาจเกิดความเสียหายขึ้นได้
แต่ถ้าค่ายกลนี้ไม่ถูกทำลาย หรือถูกทิ้งไว้นานเข้า ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดผีไม้ชั่วร้ายอีกตัวขึ้นมา
ถ้าถึงตอนนั้นเขาอาจจะต้องวิ่งมายังโลกมนุษย์อีกรอบ แบบนั้นคงเสียเวลาเปล่า
"อื้มๆ ท่านอู๋ฉาง งั้นให้หนูจัดการเถอะ!"
เหยาเหยาพยักหน้ารับเมื่อได้ยิน เธอไม่คิดว่านี่จะเป็นงานหนักอะไร ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นอยากลองเสียด้วยซ้ำ
เพราะที่เธอเสนอตัวนี้ ความจริงแล้วเธออยากจะลองฝีมือขั้นเก้าขั้นของตัวเองดูมากกว่า
ค่ายกลธรรมชาติของป่าผีนี้น่าจะสามารถทนรับการโจมตีได้บ้าง ถือเป็นการทดสอบที่เหมาะเลยทีเดียว
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เหยาเหยาจึงให้ผู้โชคดีเรียกทีมดับเพลิงมาด้วย เผื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นในภายหลัง
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม และไม่มีอะไรต้องกังวลอีก เหยาเหยาก็จัดท่านั่งอย่างจริงจัง แล้วหลับตาลง
ไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างวิญญาณที่มีลักษณะเหมือนตัวเธอ แต่ดูเลือนราง ก็ออกมาจากร่างของเธอ
นี่คือ ‘แก่นวิญญาณ’ ของเธอ หรือก็คือวิญญาณรวมกับพลังชีวิตและจิตใจ
ควรทราบว่าการบำเพ็ญเพียรขั้นสูงในวิชาเซียน เกือบทั้งหมดจะเน้นไปที่การฝึกแก่นวิญญาณเป็นหลัก
นี่เองเป็นเหตุผลที่หลังจากผ่านขั้นเจ็ดไปแล้ว ทุกครั้งที่เลื่อนขั้นจะมีฟ้าผ่าลงมา นั่นเพื่อหลอมรวมแก่นวิญญาณให้แข็งแกร่ง
เพราะเมื่อเทียบกับร่างกาย แก่นวิญญาณสามารถต้านทานการผันผ่านของกาลเวลาได้ดีกว่า
ในบรรดาโลกมนุษย์และสวรรค์ การที่เซียนจะคงอยู่เป็นอมตะนั้น แก่นวิญญาณที่ไม่สูญสลายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เมื่อเดินทางเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรถึงขั้นเก้าและสามารถก้าวเข้าสู่สามขั้นจักรพรรดิมนุษย์ได้ นั่นหมายความว่าการเดินทางใกล้เข้าสู่เป้าหมายนี้แล้ว การที่นักพรตก้าวข้ามสามดอกบัวบานบนยอดนี้แล้วแสดงว่าพวกเขาสามารถเหาะขึ้นสวรรค์ในเวลากลางวันและกลายเป็นเซียนได้จริงๆ
แม้ว่าการบำเพ็ญวิชาแบบนี้จะกลายเป็น ‘เซียนมนุษย์’ ซึ่งอาจด้อยกว่าพวก ‘ตี้เซียน’ และ ‘เทพเซียนตั้งแต่เกิด’
แต่เมื่อบำเพ็ญผลสำเร็จ ย่อมสามารถคงอยู่เป็นอมตะและเป็นอิสระได้เช่นกัน
ในขั้นเก้าซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิมนุษย์ แก่นวิญญาณได้แข็งแกร่งเพียงพอแล้ว จนสามารถแยกออกจากร่างกายได้อย่างง่ายดายและคงอยู่ด้วยตัวเอง
การปล่อยแก่นวิญญาณออกมานี้ นอกจากเพราะกำลังถ่ายทำรายการ และไม่สะดวกที่จะหายตัวไปกะทันหันแล้ว ยังช่วยให้การเดินทางผ่านประตูกลับสู่ยมโลกด้วยร่างแก่นวิญญาณ มีประสิทธิภาพกว่าร่างกายมนุษย์มาก เหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานการณ์เร่งด่วน
ด้วยเหตุนี้ เหยาเหยาจึงตัดสินใจทำเช่นนี้
ร่างแก่นวิญญาณตัวน้อยยืนอยู่กลางอากาศ จากนั้นใช้มือน้อยๆ ดึงเปิดประตูนรกที่ดำมืดสนิทออก
เหยาเหยาหายตัวไปจากห้องอย่างไร้ร่องรอย ไม่หันกลับไปมองอีก
ก่อนจากไป เธอได้ส่งเสียงผ่านจิตบอกกับพี่ชายว่าให้ช่วยคอยดูแลการถ่ายทอดสดไว้ก่อน
ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน คงได้เห็นกู้อวี่ พี่ชายของเธอ ตกใจแทบตายแน่ หากเห็นว่าน้องสาวตัวเองไม่มีลมหายใจนั่งอยู่บนเก้าอี้
เพราะเขาเป็นคนธรรมดา ไม่สามารถเข้าใจเรื่องแก่นวิญญาณออกจากร่างได้
บทที่ 222: ปราบผีต้นไม้ ชาวเน็ตหมดหนทาง
แก่นวิญญาณทะลวงผ่านประตูนรก ความเร็วที่แท้จริงเร็วกว่าที่เหยาเหยาคิดไว้มาก
หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ เธอก็เดินออกมาจากประตูนรก ตรงหน้าคือเซี่ยปี้อันที่ยืนรออยู่
“แก่นวิญญาณออกจากร่างแล้วรึ? ขึ้นถึงขั้นเก้าแล้วหรือ?” ในฐานะเทพยมโลก เซี่ยปี้อันมีตาแหลมคม จึงสามารถดูออกได้ทันที
เมื่อเขาเห็นรูปลักษณ์ของเหยาเหยา ก็เดาได้ทันทีถึงพลังบำเพ็ญของเธอ ความประหลาดใจแวบขึ้นในดวงตา
ต้องรู้ว่าในยุคที่พลังวิญญาณทั่วหล้าลดลง การจะขึ้นถึงขั้นเก้าในโลกมนุษย์ ถือเป็นระดับสูงสุดแล้ว
แม้เมื่อวิญญาณออกจากร่างเข้าสู่ยมโลก อย่างน้อยก็ต้องได้เป็นเจ้าเมืองเล็กๆ หากมีบุญกุศลเพียงพอ และตำแหน่งเทพว่างอยู่ ก็อาจได้เลื่อนขั้น
หากเป็นเช่นนั้น ก็จะเทียบเคียงตนเองได้เลยทีเดียว!
สุดท้ายแล้ว หน้าที่ในยมโลกนั้นเกี่ยวข้องกับวิถีเทพ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นการบำเพ็ญเพียร เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพ ก็สามารถควบคุมพลังอำนาจของเทพนั้นๆได้
ท้าวยมราชสิบขุมนรก ห้าจักรพรรดิผี หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิเฟิงตู ก็ล้วนได้รับวิถีเทพตามบุญกุศลทั้งสิ้น
ดังนั้นแววตาของเซี่ยปี้อันจึงซับซ้อนขึ้นมาทันที
"ใช่ค่ะ เมื่อไม่นานมานี้หนูก็เผลอทะลวงขั้นไปได้" เหยาเหยาตอบรับคำถามพร้อมรอยยิ้ม เสียงตอบรับที่แสนเบาสบายทำให้เซี่ยปี้อันอดกลอกตาไม่ได้
"เอาล่ะ ในเมื่อวิญญาณของเจ้ามาถึงแล้ว ข้าก็จะได้ทำลายค่ายกลนี้ แล้วร่วมมือกันจัดการพวกวิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ที่นี่"
เมื่อเข้าสู่เรื่องสำคัญ สีหน้าของเซี่ยปี้อันก็จริงจังขึ้นทันที
เห็นได้ชัดว่าเหล่าวิญญาณที่มาหลบซ่อนอยู่ที่นี่ล้วนเป็นพวกวิญญาณเร่ร่อน หากจับตัวได้ก็ถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่
ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเซี่ยปี้อันก็จะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ มิฉะนั้นเขาจะมาที่นี่ได้อย่างไร
เหยาเหยาพยักหน้าแล้วหันมองไปยังป่าไม้หลังตน จากนั้นก็เริ่มใช้มือท่องคาถา ร่ายอาคม
“จ้าวหยกชิงแห่งเก้าสวรรค์”
เพราะต้นไม้ในป่าที่อยู่ข้างหน้า มีอายุยืนยาว สะสมพลังวิญญาณอันเย็นยะเยือกไว้ในตัวเอง การจะทำลายมันด้วยวิชาสายฟ้าทั้งห้าเพียงอย่างเดียวคงยากเกินไป
เพื่อให้กำจัดได้อย่างรวดเร็ว เหยาเหยาจึงเลือกที่จะใช้ ‘คาถาอัญเชิญเทพ’ ซึ่งเป็นวิชาประตูสวรรค์และใช้จิตวิญญาณในการกระตุ้น
และการใช้จิตวิญญาณเป็นตัวทำพิธีเช่นนี้ ไม่เพียงไม่ลดทอนพลังอาคม แต่กลับยิ่งทำให้พลังเพิ่มพูนมากขึ้นด้วยซ้ำ
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงอย่างฉับพลัน สายฟ้าสีม่วงหลายสายพลิกตัวพุ่งไปมาราวกับอสรพิษในหมู่เมฆ
“คุณหญิงถอยไปก่อนครับ!”
พอเห็นเมฆฝนผ่าลงมา ท่าทางของหัวหน้าคนรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เขารีบดึงตัวคนที่กำลังยืนตะลึงอยู่ให้ถอยหลังไปไกลกว่าร้อยก้าว
ครืน ครืน ครืน~
พลังจากเมฆฝนสายฟ้าสีม่วงมาถึงจุดสูงสุดแล้ว สายฟ้าหลายสายผ่าลงมาพร้อมกัน
แม้มีคนถูกแสงสายฟ้าทำให้ตาพร่าจนลืมตาไม่ขึ้น แต่คนที่กำลังยกโทรศัพท์ถ่ายคลิปอยู่ก็ไม่สามารถหยุดได้ ทั้งปรากฏการณ์ที่สายฟ้ารวมตัวกันและเสียงสายฟ้าที่ดังสนั่นกลายเป็นภาพที่ถ่ายทอดสด
ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างได้เห็น ‘ปาฏิหาริย์’ ต่อหน้าต่อตา และช่องแสดงความคิดเห็นก็ปะทุขึ้นทันที
[โว้ว!]
[นี่คือวิธีแก้ปัญหาของอาจารย์เหรอ?]
[ฮ่าๆๆๆ เมื่อกี้เพิ่งพูดไปหยกๆ สายฟ้าก็ผ่ามาสลายความมืดทันที! เท่สุดๆไปเลย!]
[ใครกล้าพูดว่าอาจารย์มีบทล่วงหน้าอีก จะเอาคลิปนี้ฟาดหน้ามันเลย!]
เพราะในห้องถ่ายทอดสดการทำนายดวงชะตา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เคยหมดไป
การที่สายฟ้าผ่าลงมาแบบนี้ มันไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้ เพราะใครจะไปเชื่อว่ามันเกิดจากการจัดฉาก?
จะบอกว่าฮั้วกับฟ้าดินก็ยิ่งน่าขำ!
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน
เสียงสายฟ้าคำรามต่อเนื่องอีกหลายลมหายใจ ก่อนที่เมฆฝนจะเริ่มสลายตัวไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จึงกล้าเงยหน้าขึ้นมองสถานที่จริง แล้วทั้งหมดก็ถึงกับตะลึงงัน
เห็นแต่เพียงป่าต้นไม้ที่เคยหนาแน่น บัดนี้ต้นไม้ล้มระเนระนาด พวกมันถูกฟ้าผ่าไหม้เป็นรอยดำ
ต้นไม้ทุกต้นที่ล้มลงไปนั้น ถ้ามองดูดีๆ จะเห็นได้ว่าจุดที่ถูกฟ้าผ่าทำลายมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าแปลก
มีเพียงต้นเดียวที่ถูกผ่าแยกออกเป็นสองท่อน ตรงกลางยังมีรอยดำอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้ชัดว่าสายฟ้าผ่าลงมามากกว่าหนึ่งครั้ง
จะบอกว่าเป็นความบังเอิญก็คงยากที่จะเชื่อ
เพราะเหยื่อของชะตากรรมที่เธอกลัวนั้นคือพวกต้นไม้เหล่านี้ และตอนนี้พวกมันก็ดูทุเรศทุรังขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าปัญหาถูกแก้แล้วหรือ?
“ฉันถามอาจารย์ดีกว่า ยังดีที่ไม่ได้ตัดสายไป”
เมื่อสติแล่นเข้ามาในสมอง คุณป้าเจ้าของบ้านก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างลนลาน
เมื่อกล้องเปลี่ยนมาอีกครั้ง ก็พบกับดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องประกายแวววาว เจ้าของดวงตาคู่นั้นคือเหยาเหยาที่วิญญาณกลับคืนสู่ร่าง
เหมือนว่าเธอจะเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ พอไม่ทันที่ใครจะถาม เธอก็ชิงตอบก่อนเลย
“คุณป้าคนสวยคะ มันเป็นอย่างที่คุณคิดค่ะ ปัญหาของคุณถูกแก้เรียบร้อยแล้ว!”
เหยาเหยาคลายคิ้วออกอย่างผ่อนคลาย ความจริงก็เป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้แล้ว
สายฟ้าสีม่วงหกลูกที่เกิดจากพลังขั้นเก้าของเธอนั้นแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนมาก มันทำลายค่ายกลจนย่อยยับ
หลังจากนั้น ต้นไม้ผีที่มีใบหน้าเหมือนมนุษย์ก็รับมือกับสายฟ้าได้แค่สามลูก ก่อนที่วิญญาณของมันจะถูกทำลายจนสิ้น
สำหรับไม้ผีที่ไม่อาจสร้างร่างสมบูรณ์ได้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันถูกเซี่ยปี้อันที่ยืนรออยู่ข้างๆ ใช้โซ่เกี่ยววิญญาณจับไปหมดแล้ว
ดังนั้นการบอกว่าปัญหาถูกแก้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด
“ขอบคุณ ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์”
ผู้โชคดีซาบซึ้งใจจนตาเริ่มคลอด้วยน้ำตา เพราะการที่กำจัดสิ่งที่อันตรายที่สุดรอบตัวได้นั้น เป็นเรื่องที่ดีมาก
นั่นหมายความว่าเธอรอดชีวิตแล้ว จะขอบคุณกี่ครั้งก็ไม่มากเกินไป
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณป้าคนสวย อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองดีๆนะคะ”
เหยาเหยาตอบด้วยเสียงสดใส
ดูเหมือนว่าจากปัญหาที่เกิดจากต้นไม้ใหญ่นี้ เหยาเหยาจึงให้ความรู้เพิ่มเติมสองสามข้อ
“พี่ๆทุกคน ถ้าไม่อยากเจอปัญหากวนใจ เวลาสร้างบ้านต้องจำไว้ว่า ห้ามปลูกต้นเผี่ยนไฮว่หน้าบ้าน ห้ามปลูกต้นหลิวหลังบ้าน และห้ามปลูกต้นมือผีตบ *[1] ในสวนเด็ดขาดนะคะ”
“ไม่อย่างนั้น แม้ตัวเองอาจจะไม่เป็นไร แต่ลูกหลานอาจจะซวยไปด้วยค่ะ”
เหมือนกับผู้โชคดีคนนั้น เธอคงไม่คาดคิดเลยว่าป่าต้นไม้ที่น่ากลัวอย่างนี้ เดิมทีปู่ของเธอเตรียมไว้เป็นของขวัญให้คุณย่า
แต่พอถึงมือเธอ มันกลับเกือบจะกลายเป็นภัยคุกคามชีวิตของเธอแทน
ดังนั้น จะบอกว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่มีผลก็ไม่ถูกต้อง เพียงแค่มันยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง
คำแนะนำของเหยาเหยาทำให้ผู้ชมหลายคนไม่ได้รู้สึกสบายใจแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกหมดหนทางแทน
[คำแนะนำของอาจารย์สำหรับฉัน มันดูเกินตัวไปหน่อยค่ะ ฉันเหมือนคนที่ซื้อบ้านแบบนี้ได้เหรอ?]
[ตอบถูกเลย ฉันตอนนี้อยู่แต่ในห้องเล็กๆ แค่มีที่พอนอนยังลำบาก จะให้คิดเรื่องฮวงจุ้ยอะไรอีก?]
[ถ้าเศรษฐกิจแย่ขึ้นมาละก็ ฉันคงต้องไปใช้ชีวิตในตลาดนัดแล้ว ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ!]
สาเหตุที่ทุกคนพูดออกมาแบบนี้ก็เพราะคำเดียวเลยคือ...จน!
[1] ต้นมือผีตบ มักจะหมายถึง ต้นพญาสัตบรรณหรือที่บางครั้งเรียกว่า ต้นตีนเป็ด
บทที่ 223: คนรักสุดพิเศษของผู้โชคดี
“ปัญหาของผู้โชคดีคนนี้ก็แก้ไขเรียบร้อยแล้ว!”
“ต่อไปจะเป็นผู้โชคดีท่านสุดท้ายของวันนี้ ขอให้ทีมงานช่วยเปลี่ยนสายด้วยค่ะ”
เมื่อการถ่ายทำรายการใกล้จะจบลง ใบหน้าของเหยาเหยาที่สวยใสเหมือนพระจันทร์ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ยากจะปิดบัง เธอดื่มน้ำทับทิมหวานๆที่อยู่ข้างตัว ริมฝีปากของเธอยิ่งดูแดงระเรื่อขึ้นจากน้ำผลไม้สดใหม่
[เร็วเกินไปแล้ว มีผู้โชคดีแค่สามคนจริงๆเหรอ อาจารย์ช้าหน่อยก็ได้นะ เดี๋ยวความยาวรายการก็ไม่พอหรอก!]
ชาวเน็ตที่ดูอยู่ถึงกับไม่พอใจ รู้สึกว่าเวลาของรายการน้อยเกินไป แต่พวกเขาไม่กล้าว่ากล่าวอาจารย์ จึงหันไปโจมตีทีมงานแทน
[รายการนี้เข้าขั้นปรากฏการณ์แล้วนะ ขึ้นเทรนด์ทุกวัน ทีมงานไม่คิดจะเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมรายการหน่อยเหรอ นี่มันโอกาสทำเงินแท้ๆ พวกคุณคิดอะไรอยู่กันเนี่ย!]
ความคิดของชาวเน็ตส่งตรงถึงทีมงาน จนผู้กำกับที่ดูแลห้องควบคุมถึงกับขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด จริงๆการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมตามความเห็นของผู้ชมก็อาจสร้างกระแสใหม่ได้เช่นกัน
"ว้าว สวัสดีค่ะพี่สาวคนสวย ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรให้หนูช่วยไหมคะ?"
เหยาเหยาไม่รู้เลยว่าผู้กำกับกำลังพิจารณาเรื่องการเพิ่มผู้ร่วมรายการ แต่ถ้ารู้เธอก็ไม่ปฏิเสธหรอก เพราะการเพิ่มจำนวนผู้โชคดีก็คือการเพิ่มบุญให้เธอด้วย
ตอนนี้ เธอทักทายผู้โชคดีคนใหม่ด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวคนนี้อายุประมาณยี่สิบกว่า ผิวขาวเนียนเหมือนหยก มัดผมทรงดังโงะสูงทำให้ดูอ่อนเยาว์เหมือนพี่สาวในชุดนักเรียนมัธยม แต่ใบหน้าของเธอกลับดูเหม่อลอย ดวงตาสวยมีรอยแดงเล็กน้อย และใต้ตาก็มีรอยคล้ำชัดเจน ทำให้เธอดูเหนื่อยล้า
"สวัสดีค่ะอาจารย์!" เธอทักทายเสียงเบา
เธอเคยดูการถ่ายทอดสดสองตอนก่อนหน้านี้แล้ว จึงพอรู้ขั้นตอนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่เพราะเธอรู้นี่แหละ สีหน้าจึงดูลังเลอยู่ เหยาเหยาเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปนาน จึงอดไม่ได้ที่จะเตือนขึ้นเบาๆว่า “พี่สาวคะ?”
"อ๋อ...ขอโทษค่ะ เมื่อกี้ใจลอยไปหน่อย" ผู้โชคดีหน้าแดงเล็กน้อย รู้สึกไม่สุภาพที่มาให้ดูดวงแต่กลับใจลอยไป
เหยาเหยายิ้มพร้อมส่ายหัวเบาๆ "ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้พูดได้เลยค่ะ" ดวงตาคู่สวยของเธอกะพริบอย่างใสซื่อ ผู้โชคดีเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึก แม้ว่าในใจเธอจะรู้สึกขัดแย้ง แต่ความปรารถนาที่จะรู้ความจริงกลับยิ่งรุนแรงขึ้น เธอหยุดชั่วครู่ก่อนจะถามคำถามที่เธอเตรียมไว้
“อาจารย์คะ จริงๆแล้ว...ฉันอยากจะถามว่า แฟนของฉันยังอยู่ข้างๆฉันไหมคะ?”
คำพูดนี้ดูไม่มีหัวไม่มีท้าย เหยาเหยาได้ยินแล้วก็รู้สึกงงไปชั่วครู่ แต่เมื่อเธอสังเกตเห็นตำแหน่งดวงความรักในเรือนชะตาของอีกฝ่ายก็เข้าใจทันทีว่า ‘ยังอยู่ข้างๆ’ ที่พูดถึงนั้นหมายความว่าอะไร
ปรากฏว่าตอนนี้ในเรือนชะตาคู่ครองของผู้โชคดี มีดอกท้อสองดอก ดอกหนึ่งสว่างสดใส ส่วนอีกดอกกลับหม่นมัวและมีพลังความตายเกาะอยู่ นั่นหมายความว่าเจ้าของชะตาได้เสียชีวิตไปแล้ว
ตามปกติ เมื่อคนตายไป พลังงานของผู้ตายที่ยังหลงเหลืออยู่ในชีวิตของผู้ที่เกี่ยวข้องจะค่อยๆจางหายไป นั่นหมายความว่าดอกท้อดอกนี้ควรจะร่วงโรยไปแล้วถึงจะถูกต้อง
แต่การที่ยังคงอยู่ในเรือนชะตาของผู้โชคดี อาจเป็นเพราะฝ่ายที่ยังมีชีวิตยังตัดใจไม่ได้ หรือไม่ก็ฝ่ายผู้ตายไม่ยอมจากไป หรืออาจจะทั้งสองอย่าง
สายสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายจึงยังไม่ขาดอย่างสมบูรณ์ และหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตจึงยังคงทิ้งร่องรอยไว้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคิดที่ไม่ลืมเลือน ย่อมนำมาซึ่งการตอบสนอง’
“พี่สาวสวยคะ ถ้าอยากรู้เรื่องนี้ ต้องใช้รูปถ่ายของแฟนพี่ด้วยนะคะ”
เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เหยาเหยาก็คลายคิ้วและตอบด้วยเสียงอ่อนโยน
“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันส่งให้เดี๋ยวนี้” ผู้โชคดีเห็นว่าอาจารย์ไม่ตำหนิที่เธอให้ดูดวงในเรื่องอื่น ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นทันที
เธอรีบเลือกภาพของแฟนจากอัลบั้มและส่งไปที่ระบบหลังบ้านของอาจารย์ทันที จากนั้นก็นั่งรอด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น
สภาพของเธอตอนนี้แสดงให้เห็นว่าเธอต้องการรู้คำตอบนี้มานานมากแล้ว
เมื่อเหยาเหยาได้ยินเสียงแจ้งเตือน เธอก็หันไปมอง และทันใดนั้นดวงตาของเธอก็ฉายแววประหลาดใจ เพราะเธอมองออกว่าคู่รักของผู้โชคดีคนนี้มีความพิเศษ
ปรากฏว่าแฟนหนุ่มของเธอเคยเป็นตำรวจที่เสียชีวิตในหน้าที่!
คนที่มีบุญกุศลติดตัวเช่นนี้ เมื่อเสียชีวิตไปแล้วตามหลักการก็ควรจะได้เกิดใหม่ไปแล้ว แต่เหยาเหยากลับคำนวณได้ว่า แฟนของผู้โชคดีคนนี้ยังคงอยู่ข้างๆเธอ และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ เขายังอยู่ในห้องนี้ด้วย!
ทันใดนั้น สีหน้าของเหยาเหยาก็เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ช่วง ‘คืนที่เจ็ด’ ของเขาผ่านไปนานมากแล้ว แต่เขายังคงอยู่ในโลกคนเป็น นั่นแปลว่าเขากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน
และเมื่อวิญญาณอยู่ในโลกมนุษย์นานไป พลังของมันจะอ่อนแอลงทุกวัน แม้จะเป็นคนที่เคยมีบุญก็ไม่สามารถต้านทานการสูญสลายได้
เหยาเหยาคิดอะไรบางอย่าง รีบคำนวณอย่างละเอียด แล้วก็ยืนยันความสงสัยของตนเองได้
คนรักของผู้โชคดีคนนี้ ตอนนี้บุญกุศลที่ติดตัวมาก็แทบไม่เหลือแล้ว วิญญาณของเขากำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ หากปล่อยให้บุญกุศลหมดไป ตอนเขาลงไปยังนรก เขาอาจไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะได้กลับมาเกิดใหม่
เหยาเหยารู้สึกไม่อยากให้วีรบุรุษผู้มีผลงานในชีวิตเช่นเขาต้องลงเอยแบบนั้น
เธอหยุดคิดชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงใสๆกับผู้โชคดีว่า "พี่สาวสวย เขาอยู่ข้างๆพี่จริงๆค่ะ แต่ตอนนี้เขาดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะคะ"
ตามคำกล่าวที่ว่า คนที่ผูกต้องเป็นคนแก้ เขายังไม่อยากจากไปก็น่าจะเป็นเพราะผู้โชคดี ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ก็คงต้องให้ผู้โชคดีออกหน้าเอง
"เขาเป็นอะไรหรือเปล่าคะ? เขากำลังเจออันตรายอะไรหรือเปล่า?"
"เขาเป็นคนดื้อค่ะ ถ้าอาจารย์เกลี้ยกล่อมเขาไม่ได้ ให้ฉันจัดการแทนได้นะคะ ฉันน่าจะพอเกลี้ยกล่อมเขาได้"
ผู้โชคดีเห็นได้ชัดว่ายังห่วงใยคนรักของเธออยู่ เมื่อได้ยินว่าเขาอยู่ในสภาพไม่ดี เธอก็อดไม่ได้ที่จะร้อนรนขึ้นมา
เธอไม่เคยสงสัยว่าเหยาเหยาจะหลอกเธอ เพราะแต่เดิมเธอก็เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ในบ้านมักจะมีสิ่งที่เหมือนกับนิสัยเล็กๆน้อยๆของแฟนเก่าปรากฏขึ้นอยู่เสมอ ทำให้เธอมั่นใจว่าเขายังอยู่เคียงข้างเธอแน่นอน
แต่ความคิดของเธอก็ถูกคนรอบตัวปฏิเสธหมด เพราะพวกเขาคิดว่าเธอแค่คิดถึงมากจนจินตนาการไปเอง แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากเหยาเหยา ความรู้สึกของเธอก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นจนยากจะสงบ
เหยาเหยาจึงต้องรีบพูดเพื่อปลอบเธอ "พี่สาวสวย อย่าเพิ่งกังวลนะคะ เดี๋ยวต้องให้พี่ออกหน้าแน่นอน แต่ก่อนอื่น เราต้องหาตัวพี่ชายให้เจอก่อน"
"ได้ค่ะ ฉันจะไม่กังวล ฉันจะทำตามที่คุณบอกค่ะ"
ผู้โชคดีพยายามควบคุมอารมณ์ตนเอง แต่ภายในเธอก็รู้ดีว่ามันไม่ง่ายเลย มือที่สั่นโดยไม่รู้ตัวของเธอเป็นหลักฐานชัดเจนถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่
เหยาเหยาเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอเข้าใจดีว่าใครๆก็มีอารมณ์ตื่นเต้น ตราบใดที่มันไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น เธอก็จะทำเหมือนไม่เห็น
หลังจากนั้น เหยาเหยาก็ค่อยๆแนะนำขั้นตอนให้ผู้โชคดีทำการค้นหาวิญญาณ
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้โชคดีก็ตกตะลึงไป เพราะสิ่งที่เธอพบคือลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่นอนหลับอยู่ เธอมองมันอย่างงงงันพร้อมกับอารมณ์ที่บอกไม่ถูก
บทที่ 224: แฟนหนุ่มที่สิงอยู่ในร่างของสุนัข
"ท่านอาจารย์... ท่านบอกว่าแฟนของฉันสิงอยู่ในร่างของเจ้าโถ่วจึหรือคะ?"
"เป็นไปได้ยังไงกัน เขา... เขากลัวหมามากๆนะคะ ทำไมเขาถึงได้..."
คำพูดของอาจารย์ยังคงก้องอยู่ในหูของผู้หญิงผู้โชคดี แต่เธอก็ส่ายหัวไม่หยุด ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเลยสักนิด
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ในหัวของเธอก็เผลอคิดถึงพฤติกรรมแปลกๆของสุนัขในช่วงหลังๆนี้ และเมื่อคิดได้แบบนั้น เสียงที่เคยแย้งก็เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ จนกระทั่งใบหน้าของเธอเริ่มซีดขาว
เมื่อเหยาเหยาเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คงพอเดาได้แล้วว่าความจริงเป็นเช่นไร
"พี่สาวคนสวย วิญญาณไม่สามารถสัมผัสสิ่งของที่เป็นของจริงได้นะคะ!"
เหยาเหยาพูดความจริงออกมาโดยตรง ไม่อ้อมค้อมใดๆ คำพูดนี้เองที่ทำลายความหวังสุดท้ายในใจของผู้หญิงคนนั้น
วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องของจริงได้ นี่เป็นกฎของธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดสามารถหลีกเลี่ยงกฎนี้ได้
หากต้องการขัดขืนกฎนี้ วิธีเดียวคือแยกวิญญาณออกจากร่างชั่วคราว หรือที่เรียกว่าการสิงสู่
และในบ้านของผู้หญิงคนนี้ นอกจากเธอเองแล้ว สิ่งมีชีวิตเดียวที่สามารถหายใจได้ก็คือสุนัขตัวใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
ถือว่าโชคดีที่เธอเลี้ยงหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ เพราะถ้าเป็นหมาดำที่เชื่อว่าป้องกันผีได้ แฟนของเธอก็คงสิงอยู่ไม่ได้
ส่วนที่เธอสงสัยว่าทำไมแฟนที่กลัวหมาถึงสิงอยู่ในร่างของมัน คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะเขาพยายามหนีจากการจับกุมของยมทูต
ยมทูตมีความสามารถในการรับรู้ถึงวิญญาณไร้ร่างที่เร่ร่อน เมื่อพบเจอวิญญาณเช่นนั้น สิ่งที่เบาที่สุดคือการจับกุม ดังนั้นวิญญาณเร่ร่อนมักจะหาวิธีซ่อนตัว และการสิงในร่างที่มีเลือดเนื้อเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
"พี่สาวคนสวย แฟนของคุณมีบุญคุ้มครองอยู่ และเขายังใช้ร่างของสุนัขตัวนี้ซ่อนตัวอีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขายังซ่อนอยู่ได้นานขนาดนี้ โดยที่ไม่ถูกยมทูตจับไป"
เหยาเหยาเอียงหัวน้อยๆ แล้วพูดอย่างตั้งใจ
ถึงแม้จะสิงร่างของสุนัขได้ แต่วิญญาณของคนตายที่ยืมร่างที่ไม่ใช่ของตนเอง วิญญาณของเขาจะค่อยๆถูกทำลายไปตามกาลเวลา
แฟนของเธอในตอนนี้ไม่สามารถยึดร่างนี้ไว้นานได้แล้ว ซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีถึงกฎนี้ ไม่เช่นนั้น โลกมนุษย์คงปั่นป่วนไปหมดแล้ว
เหยาเหยาอธิบายถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ให้กับผู้หญิงคนนั้นอย่างละเอียด
"คนซื่อบื้อ... ซื่อบื้อจริงๆ!" ผู้หญิงคนนั้นพูดทั้งน้ำตาที่ไหลไม่หยุด
แต่ถึงแม้เธอจะรู้สึกเสียใจ เธอก็รู้ดีว่ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ
เธอรีบเช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วมองเหยาเหยาอย่างเร่งรีบ "ท่านอาจารย์ ช่วยเรียกเขาออกมาได้ไหมคะ ฉันจะเกลี้ยกล่อมเขา เขาจะฟังฉันแน่นอน"
แม้เธอจะซาบซึ้งใจที่แฟนของเธอยอมอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อเธอ แต่เธอก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา
ในเมื่อเขาดูแลเธออย่างดีมาตลอดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอไม่อยากให้เขาต้องพลาดโอกาสในการไปเกิดใหม่เพราะเธอ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้
"ค่ะ พี่สาว หนูจะปลุกพี่ชายขึ้นมาก่อน จากนั้นจะเปิด 'ดวงตาทิพย์' ให้พี่สาวได้เห็นเขา แล้วพี่ทั้งสองจะได้คุยกันค่ะ"
เมื่อเข้าสู่เรื่องสำคัญ เหยาเหยาก็ทำหน้าจริงจังขึ้น
ตามปกติแล้ว การเปิดดวงตาทิพย์ให้คนสามารถเห็นวิญญาณได้ เป็นสิ่งที่เธอไม่อยากทำ เพราะการเห็นวิญญาณอาจทำให้ดวงชะตาของคนคนนั้นถูกกระทบได้ และอาจเผลอเรียกสิ่งไม่บริสุทธิ์เข้ามาได้
แต่ในสถานการณ์ของผู้หญิงคนนี้มีความพิเศษ เหยาเหยาไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง
เมื่อผู้หญิงคนนั้นเตรียมตัวพร้อมแล้ว เหยาเหยาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เธอร่ายอาคมทันที
เธอใช้พลังคำพูดในการเรียกวิญญาณแฟนของผู้หญิงคนนั้นออกมาจากร่างของสุนัขโกลเด้น
ในขณะที่วิญญาณนั้นพยายามดิ้นรนด้วยความหวาดกลัว เหยาเหยาก็เปิดดวงตาทิพย์ให้กับผู้หญิงคนนั้น
ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกถึงความเย็นที่ปกคลุมทั่วตัวและเมื่อมองไป เธอก็เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของแฟนหนุ่มของเธอ
"หานเสวียนเฉิง!" เธอพยายามอดกลั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว จนเผลอตะโกนเรียกชื่อเขาออกมา
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชายหนุ่มที่พยายามดิ้นรนก็หยุดชะงักทันที
เขาหันศีรษะอย่างช้าๆ และได้เห็นสายตาที่จริงจังของแฟนสาว
"อาเหยียน... เธอเห็นฉันจริงๆหรอ?"
ใบหน้าของวิญญาณหนุ่มที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีก เมื่อได้ยินเธอเรียกชื่อเขา เขาก็รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
เธอรู้จักนิสัยแฟนหนุ่มของเธอดี ใบหน้าแบบนี้ของเขาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อคิดถึงวันนี้ ถ้าเธอไม่ได้มาหาอาจารย์ แฟนของเธออาจจะหนีจากเธอไปตลอดกาลจริงๆ
เธอรู้สึกโกรธจัดจนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา "ถ้าฉันไม่มาวันนี้ นายคงจะยอมให้วิญญาณสลายไป ไม่ยอมไปเกิดใหม่ใช่ไหม!"
"นายตายไปแล้ว จะอยู่ที่นี่ไปทำไม ฉันบอกเลยนะว่าฉันไม่ต้องการนายอีกแล้ว นายรีบไปซะ!"
ในขณะที่เธอตะโกนใส่เขา อารมณ์ของเธอก็ปะทุขึ้นมา นอกจากไม่อยากให้แฟนหนุ่มต้องเดือดร้อน เธอก็รู้สึกกลัววิญญาณของเขาเช่นกัน
เธอเริ่มตระหนักได้อย่างแท้จริงแล้วว่า ระหว่างเธอกับแฟนนั้นไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ความคิดนี้ทำให้น้ำตาเธอไหลพรั่งพรูไม่หยุด
“อาเหยียน... เธอ... เธออย่าร้องไห้นะ... ฉัน... ฉันจะทำตามที่เธอบอก เธออย่าร้องไห้นะ!”
เมื่อเห็นแฟนสาวร้องไห้ไม่หยุด วิญญาณหนุ่มก็รู้สึกว่างเปล่าทันที เขารีบลอยเข้ามาปลอบเธออย่างรวดเร็ว
แต่เขาพูดติดๆขัดๆเล็กน้อย เนื่องจากเคยมีปัญหาการเข้าสังคมในวัยเด็ก ทำให้เขาพูดไม่ค่อยเก่ง
แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างมากในการปลอบโยน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอดีขึ้นเลย
หลังจากนั้น เขาพยายามจะยื่นมือออกไปเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่เนื่องจากร่างกายที่เป็นวิญญาณ ไม่สามารถสัมผัสอะไรได้ เขาจึงคว้าได้แต่ความว่างเปล่า ซึ่งทำให้เขายิ่งเศร้าหมอง ใบหน้าซีดขาวยิ่งขาวมากขึ้นกว่าเดิม
เขาถอยหลังออกไปสองสามก้าว ดวงตาที่เคยสว่างเหมือนลูกสุนัขก็มืดลง
เขามองดูแฟนสาว ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “อาเหยียน...ฉะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ที่นี่เพื่อทำให้เธอลำบากนะ”
“คะ คือ... ชายที่กำลังตามจีบเธออยู่ตอนนี้... เขาไม่ใช่คนดีเลย เขามีแฟนหลายคนอยู่แล้ว”
“เขาตามจีบเธอเพราะเห็นว่าเธอน่าสนใจ เขาจะหลอกลวงเธอ ฉันไม่อยากให้เธอถูกหลอกเลยไม่ยอมไปเกิดใหม่”
เสียงของวิญญาณหนุ่มเบาลงเรื่อยๆ เขาดูเหมือนจะรู้สึกเสียใจที่ถูกแฟนสาวเข้าใจผิด อีกทั้งยังรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องพูดเรื่องนี้ออกมา
เขาพึมพำบอกเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ยอมไปเกิดใหม่ เมื่อได้ยินเช่นนั้น แฟนสาวก็ถึงกับอึ้งไป
เพราะในช่วงนี้มีผู้ชายคนหนึ่งมาจีบเธอจริงๆ เขาเป็นคนที่ครอบครัวจัดหาให้ เนื่องจากเธอยังไม่สามารถก้าวข้ามความเศร้าจากการเสียชีวิตของแฟนได้ ครอบครัวกลัวว่าเธอจะจมดิ่งอยู่ในความเศร้านั้น
ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามให้เธอเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่เพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ
แต่เธอเองก็ไม่ได้ชอบผู้ชายคนนั้น คิดว่าแสดงท่าทีเย็นชาสักหน่อย อีกฝ่ายก็น่าจะรู้ตัวแล้วถอยไป
ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ชายคนนั้นกลับยิ่งสนใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆ และคอยตามติดเธอไม่หยุด จนทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนไม่อยากออกจากบ้าน
เธอไม่เคยคิดเลยว่า เหตุผลที่แฟนหนุ่มของเธอไม่ยอมจากโลกนี้ไป เป็นเพราะผู้ชายที่ไม่สำคัญคนนี้
บทที่ 225: ความเข้าใจผิดถูกคลี่คลายแล้ว ทางสู่หวงเฉวียน
"หานเสวียนเฉิง! ในสายตาของนาย ฉันเป็นคนที่โดนหลอกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"นายดูถูกฉัน แล้วยังดูถูกตัวเองอีก! นายจะยอมเสียบุญกุศลที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเพราะคนที่ไม่คู่ควรแบบนี้ได้ยังไง! ทำไมนายถึงซื่อบื้อขนาดนี้!"
หญิงสาวพูดด้วยความขุ่นเคืองกัดฟันแน่น
น้ำเสียงนี้สำหรับวิญญาณหนุ่มแล้ว เป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยดี แฟนสาวของเขาโกรธจริงๆแล้ว
เขาก้มหน้าลง พลางพูดอู้อี้ออกมา "ฉะ... ฉันแค่ไม่อยากให้เธอโดนหลอก แม้จะเป็นแค่ความเป็นไปได้เล็กน้อย ฉันก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น"
เสียงของเขาดังก้องอยู่ในห้องนาน
หญิงสาวรู้ดีถึงความหวังดีของแฟนหนุ่ม แม้จะด่าเขาแรง แต่ในใจกลับอ่อนลงเรื่อยๆ ทั้งคนและวิญญาณต่างตกอยู่ในความเงียบ
หลังจากนั้นไม่นาน
หญิงสาวหันไปมองที่เหยาเหยา พร้อมกับขอร้อง "ท่านอาจารย์คะ ตอนนี้พวกเราเข้าใจกันแล้ว ขอให้ท่านช่วยพาเขาไปเกิดใหม่ด้วยเถอะค่ะ!"
แม้เธอจะรู้สึกเสียดาย แต่การดึงแฟนหนุ่มที่ตายไปแล้วให้อยู่ต่อ ก็เท่ากับทำร้ายเขา หญิงสาวรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว บางเรื่องเมื่อถึงเวลาก็ต้องตัดใจ
วิญญาณหนุ่มพูดขึ้นมาอย่างไม่ทันคิด "ฉะ... ฉัน..."
คำว่า ‘ไม่อยากไป’ ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก เขาก็เห็นแฟนสาวจ้องมาด้วยสายตาดุ เขาตกใจจนหดคอและกลืนคำพูดนั้นกลับไป
เขาแอบมองไปที่มือถือ เหมือนจะพยายามขอร้องอาจารย์ที่ช่วยดึงเขาออกมาจากร่างของเจ้าหมา ขอให้ท่านอาจารย์อย่าทำตามคำขอของแฟนสาว
แต่เมื่อเขาเห็นว่าคนที่ช่วยเขานั้นเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ วิญญาณหนุ่มถึงกับตกตะลึง
เป็นเด็กได้ยังไงกัน?
เขาแอบอยู่ในร่างของเจ้าหมา แม้แต่วิญญาณเฝ้ายมโลกยังจับเขาไม่ได้ แล้วทำไมถึงรอดพ้นจากเด็กคนนี้ไม่ได้
ทันใดนั้น วิญญาณหนุ่มรู้สึกหมดหนทาง
เหยาเหยาไม่รู้ความคิดของวิญญาณหนุ่ม เมื่อได้ยินคำขอร้องจากหญิงสาว เธอก็พยักหน้าเบาๆ
"พี่สาวคนสวย ไม่ต้องห่วงนะคะ บุญกุศลที่แฟนพี่สั่งสมมาตอนยังมีชีวิต มีมากกว่าที่หนูคิดไว้เยอะเลยค่ะ"
"วิญญาณของเขายังไม่เสื่อมสภาพมาก ยังสามารถไปเกิดใหม่ได้สบายๆค่ะ"
สำหรับคนที่มีบุญมากอย่างเขา ขั้นตอนในการไปเกิดใหม่ไม่น่าจะเกินสองวัน เขาจะได้ไปเกิดใหม่ทันที
เหยาเหยาเห็นว่าสถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุม ไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น จึงรู้สึกโล่งใจ
เธอกลัวว่าพี่ชายคนนี้จะหนี เธอจึงวางแผนไว้ว่าหลังจากจบการถ่ายทอดสดแล้ว เธอจะไปส่งเขาด้วยตัวเองถึงนรก
"ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากท่านอาจารย์" หญิงสาวพูดขอบคุณด้วยความดีใจอย่างไม่ปิดบัง
แต่หลังจากความดีใจนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้า เพราะเธอรู้ดีว่าแฟนหนุ่มของเธอคราวนี้จะจากไปจริงๆแล้ว
และเมื่อเขาได้ไปเกิดใหม่ เขาจะไม่มีทางจำเรื่องในชาตินี้ได้อีก แม้ว่าจะเป็นวิญญาณเดียวกัน แต่เขาก็จะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
"พี่สาวคนสวย งั้นหนูขอปิดการเชื่อมต่อนะคะ หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ช่วยให้คะแนนการถ่ายทอดสดครั้งนี้ด้วยนะคะ"
เหยาเหยาสังเกตเห็นอารมณ์ของหญิงสาว แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อในเรื่องนี้
เพราะเรื่องของกรรมและโชคชะตานั้นก็เป็นเช่นนี้ หญิงสาวกับแฟนหนุ่มของเธอ ในชาตินี้มีวาสนาต่อกันแต่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การปลอบโยนของเธอคงไม่ช่วยอะไร
เหยาเหยาเองก็ไม่รู้จะปลอบยังไง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจะยังไม่ขาดสะบั้น แฟนหนุ่มของเธอเมื่อเกิดใหม่ก็จะได้กลับมารักกับเธออีกครั้ง
แต่กว่าจะถึงเวลานั้นก็อีกหลายสิบปี การบอกความหวังนี้ออกไปอาจทำให้หญิงสาวยึดติดและเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้ไปตลอด เธอไม่อยากให้พี่สาวคนนี้ต้องเจ็บปวดกับการรอคอย
"เอาล่ะค่ะ วันนี้การถ่ายทอดสดก็จบลงแล้ว เจอกันตอนถ่ายทอดสดภาคสนามช่วงบ่ายนะคะ"
เมื่อเห็นภาพในห้องถ่ายทอดสดที่แสดงเพียงเธอคนเดียว เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
คำพูดนี้ทำให้เหล่าผู้ชมที่กำลังอินกับเรื่องราวความรักของหญิงสาวกลับมาสู่ความจริงทันที พวกเขาต่างพากันเขียนข้อความอำลาและแสดงความรู้สึกอย่างสุดซึ้ง
แต่ไม่ว่าอย่างไร การอำลาของพวกเขาก็ได้ฉายบนจอภาพที่ขึ้นเพียงคำว่า ‘การถ่ายทอดสดได้สิ้นสุดลงแล้ว’
"พี่เจ็ด พี่อยู่ที่โรงแรมดีๆนะ เดี๋ยวหนูไปส่งพี่ชายคนนี้แล้วจะกลับมา"
เหยาเหยากระโดดลงจากเก้าอี้ พร้อมกับดึงกระเป๋าสะพายข้างที่เอียงอยู่ให้เข้าที่ ก่อนจะพูดเสียงใสอย่างชัดถ้อยชัดคำ
คำพูดนี้ทำให้กู้อวี่ถึงกับปวดหัว เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเด็กที่ถูกพาออกมาเสียเอง
"เอาล่ะ ไปเถอะ!" เขาพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวน้องสาว จากนั้นก็ควักลูกอมจากกระเป๋ายัดใส่กระเป๋าเสื้อของน้องสาวตัวน้อย
"อื้ม!" เหยาเหยาลูบลูกอมที่นุ่มนิ่มในกระเป๋า ดวงตาที่สวยงามของเธอก็โค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เนื่องจากด้านนอกมีทีมงานรายการอยู่ การหายตัวไปอย่างกะทันหันของเหยาเหยาจึงไม่สะดวกที่จะอธิบาย เธอจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วใช้ประตูนรกเพื่อจากไป
สำหรับทีมงานรายการ ถ้าเกิดบุกมาหากระทันหัน เหยาเหยาเชื่อว่าพี่เจ็ดจะจัดการได้
นรกโลกใต้พิภพ บริเวณหน้าป้ายศิลาเขตแดน
เหยาเหยาหยุดเดิน เธอมองไปที่ทางเดินเล็กๆข้างหน้าซึ่งพอให้คนเดินผ่านได้เพียงทีละคน รอบๆมีแม่น้ำที่น้ำเหลืองขุ่น ไหลเวียนเป็นระลอกคลื่นส่งเสียงครืนๆตลอดเวลา
ในขณะเดียวกัน ในแม่น้ำก็เต็มไปด้วยวิญญาณที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวน่าสยดสยอง พวกมันพยายามดิ้นรนขึ้นฝั่ง แต่ยังไม่ทันที่จะขึ้นถึงฝั่งก็ถูกคลื่นลูกใหญ่ซัดกลับไปอย่างรุนแรง ความพยายามทั้งหมดจึงสูญเปล่า
ที่นี่ไม่ใช่ที่ไหนอื่น แต่เป็นทางผ่านสุดท้ายก่อนที่ผู้ตายจะไปเกิดใหม่ นั่นก็คือ ‘ถนนหวงเฉวียน’
เหยาเหยาหันไปมองชายหนุ่มข้างกายแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใสๆว่า "พี่ชายเห็นศิลาสามชีวิตเมื่อครู่แล้วใช่ไหมคะ เชื่อหนูแล้วใช่ไหม? จากนี้พี่ฟังหนูให้ดีนะคะ”
"ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เดินข้ามถนนหวงเฉวียนนี้ไป แล้วก็รอต่อแถวดื่มน้ำแกงของคุณยายเมิ่งได้เลยนะคะ"
คนที่ยืนอยู่ข้างๆเหยาเหยานั้นก็คือแฟนหนุ่มของหญิงสาวคนนั้น ตอนที่เธอไปจับดวงวิญญาณของเขา เขาแทบไม่อยากไป จนเธอต้องบอกเขาว่าทั้งสองจะได้พบกันอีกในชาติหน้า แล้วใครจะคิดว่าชายหนุ่มคนนี้กลับไม่เชื่อ ต้องการเห็นหลักฐานชัดเจน
ด้วยเห็นแก่ความดีของชายหนุ่มที่เคยช่วยชีวิตผู้คนไว้มากมาย เหยาเหยาจึงพาเขาไปดูศิลาชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งคู่จะได้พบกันอีกในชาติหน้า
เมื่อเห็นภาพนั้น เขาจึงยอมสงบลงและยอมเดินทางตามเหยาเหยามา
หลังจากผ่านประตูนรกและหอหวังเซียงแห่งความคิดถึง...
ข้างหน้าคือถนนหวงเฉวียน เหยาเหยาในร่างมนุษย์จึงไม่เหมาะที่จะไปส่งต่อ
"ขอบคุณมากนะครับ บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ผมไม่มีทางตอบแทนได้ ขอท่านอาจารย์โปรดรับการคำนับจากผมด้วยครับ"
ชายหนุ่มถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างไม่ลังเล และก้มกราบสามครั้งติดกันโดยที่เหยาเหยาไม่ทันได้ตอบโต้
เหยาเหยาเห็นดังนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก รีบยกเขาขึ้นมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "พี่ชาย ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ เหยาเหยาช่วยพี่ก็เพราะพี่ได้ช่วยเหลือคนอื่นไว้มากในตอนที่ยังมีชีวิต"
"นี่เป็นผลตอบแทนของคนดีค่ะ!"
คำตอบนี้ทำให้ชายหนุ่มถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของเด็กน้อย เขาเองก็ถึงกับพูดไม่ออกเช่นกัน
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เขาก็โค้งตัวคำนับอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้พูดอะไรอีก แล้วตัดสินใจเดินเข้าถนนหวงเฉวียนอย่างแน่วแน่
ความยึดติดของเขาถูกคลายออกหมดแล้ว บนเส้นทางแห่งการเกิดใหม่เขาจะไม่เหลือความกังวลใดๆอีก
ถนนหวงเฉวียนนั้นทั้งแคบและเล็ก รอบๆมีคลื่นน้ำกระเซ็นแรง แต่เหมือนมีพลังบางอย่างขวางกั้นเอาไว้ไม่ให้กระเด็นโดนผู้ที่เดินอยู่บนถนน
เหยาเหยายืนมองเงาของชายหนุ่มที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ใบหน้าอวบอิ่มของเธอก็แสดงออกถึงความเศร้า
"ขอให้พี่ชายในชาติหน้า สุขภาพแข็งแรงและมีความสุขนะคะ"
เธอพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับไป มีเพียงเสียงเล็กๆหวานๆของเธอที่ยังคงก้องอยู่ในอากาศไม่จางหาย
บทที่ 226: รายการวาไรตี้ ณ หมู่บ้านผี
ครื้น~
เสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่คำรามดัง เครื่องบินโดยสารที่เดินทางมาถึงค่อยๆจอดสนิทที่ลานบิน
เหยาเหยาจูงมือพี่เจ็ดของเธอเดินออกจากสะพานทางเดินเข้าสนามบินและห้องรับรองผู้โดยสาร จากนั้นก็นั่งรถยนต์ที่ผู้กำกับเตรียมไว้ ทีมงานทั้งหมดมุ่งหน้าสู่สถานที่ถ่ายทำของรายการนอกสถานที่ในครั้งนี้
ตามข้อมูลที่ทีมผู้กำกับส่งมา สถานที่ถ่ายทำในครั้งนี้เป็นหมู่บ้านในภูเขา
ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้อยู่ห่างไกลและซ่อนตัวอยู่ในมุมลึกของภูเขา ถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำเพราะว่าหมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงมากในโลกออนไลน์ โดยมีการขนานนามว่า ‘หมู่บ้านผี’
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนเริ่มเรียกหมู่บ้านนี้ว่า ‘หมู่บ้านผี’ แต่ผู้ที่ทำให้หมู่บ้านนี้โด่งดังจริงๆคือ นักผจญภัยที่สติหลุดคนหนึ่ง
เขาเป็นคนมีชื่อเสียงพอสมควรในโลกออนไลน์ หลังจากสำรวจหมู่บ้านผีได้ไม่นาน เขาก็เสียสติไปอย่างสิ้นเชิง และจบชีวิตลงด้วยวิธีการฆ่าตัวตายที่โหดร้ายอย่างมาก
บันทึกการเดินทางในหมู่บ้านผีซึ่งพบในทรัพย์สินของเขาหลังจากเสียชีวิต ทำให้หมู่บ้านนี้ดังระเบิดในโลกออนไลน์
“ในครั้งนี้เราจะอยู่ในหมู่บ้านเป็นเวลาหลายวัน ผลการประเมินสุดท้ายจะตัดสินจากว่าใครสามารถขุดค้นความลับออกมาได้มากที่สุด”
“กิจกรรมนี้มีความเสี่ยงอยู่บ้าง ดังนั้นผมขอเตือนทุกคนอย่างจริงจังว่าอย่าทำอะไรโดยพลการ ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ”
ระหว่างทางผู้กำกับอธิบายข้อควรระวังของการถ่ายทำครั้งนี้อย่างจริงจังและเคร่งเครียด
เดิมที ‘หมู่บ้านผี’ เป็นเพียงหนึ่งในสถานที่ตัวเลือก เพราะความเสี่ยงสูง เขาไม่กล้าที่จะจัดถ่ายทำที่นี่อย่างง่ายๆ เพราะมันอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้
แต่ด้วยความสามารถพิเศษที่เก่งกาจของพี่น้องตระกูลกู้ ก็ทำให้เขามั่นใจขึ้นมาก
ต้องบอกว่าหมู่บ้านผีนี้มีความนิยมสูงมาก หากสามารถค้นพบอะไรที่น่าสนใจ รายการวาไรตี้นี้ก็คงจะก้าวขึ้นไปอีกระดับ อาจจะถึงขั้นกลายเป็นตำนานเลยก็ว่าได้
“ท่านอาจารย์ ผมหวังว่าท่านจะช่วยดูแลการถ่ายทำครั้งนี้ให้ราบรื่นด้วย หากจบงานนี้อย่างปลอดภัย ผมจะให้ค่าตอบแทนเป็นสองเท่า!”
ผู้กำกับหันไปมองเด็กตัวน้อยตรงหน้าอย่างเกรงใจและพูดออกมาอย่างประจบประแจง
เขาอยู่ในวงการบันเทิงมานาน รู้ดีว่าไม่มีใครให้ความช่วยเหลือโดยไม่คาดหวังอะไร ดังนั้นการพูดถึงเรื่องเงินจึงเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด
จริงดังคาด เมื่อเหยาเหยาได้ยินเรื่องเงิน ดวงตากลมโตของเธอก็สว่างขึ้นเล็กน้อย
เธอพยักหน้าเบาๆ พูดด้วยเสียงใสๆว่า “ลุงผู้กำกับวางใจได้ค่ะ เหยาเหยาจะช่วยอย่างเต็มที่!”
แม้เงินจำนวนนี้จะไม่มาก แต่เป็นเงินที่เธอหาได้เอง สามารถเอาไปช่วยซ่อมแซมสำนักให้ท่านอาจารย์ได้
ส่วนเงินที่พ่อแม่ให้มา เหยาเหยารู้สึกขัดใจเล็กน้อย แม้จะใช้กับตัวเองได้ แต่ถ้านำไปใช้ปรับปรุงสำนัก เธอรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมนัก เหมือนทำให้ตัวเองดูเป็นภาระ
เหยาเหยาเห็นด้วยกับคำสอนของอาจารย์ที่ว่า ‘อย่าก่อความรำคาญให้ผู้อื่น แม้คนอื่นจะไม่คิดอะไรก็ตาม’
“เมื่อท่านพูดเช่นนี้ ผมก็เบาใจมาก” ผู้กำกับยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำตอบ
ในขณะที่พวกเขาแสดงความผ่อนคลายและมองโลกในแง่ดี แขกรับเชิญหลายคนกลับรู้สึกเครียดอย่างมาก
พวกเขาเพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เองว่าสถานที่ถ่ายทำคือหมู่บ้านผี พอนึกถึงสาเหตุการตายอันลึกลับของนักผจญภัยคนนั้น พวกเขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งหลัง
เพราะคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอย่างแท้จริงทุกคน
แต่เมื่อเซ็นสัญญาแล้ว ค่าปรับที่สูงลิ่วในกรณีผิดสัญญาก็ทำให้พวกเขาจำใจต้องไปต่อ
แม้จะหวาดกลัว แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันและลุยต่อไป
“มีท่านอยู่ด้วย ชีวิตของเราคงจะปลอดภัยขึ้นแน่ๆ อย่าหวาดกลัวจนเกินไป จะไม่เป็นไรหรอก”
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาพอใจขึ้นมาบ้างก็คือ หนึ่งในแขกรับเชิญนั้นมีผู้ที่มีความสามารถจริงๆอยู่ด้วย
ความสามารถของคนผู้นี้ทุกคนต่างยอมรับกันหมด เมื่อมีคนที่แข็งแกร่งมาขวางหน้า ก็น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น
สุดท้ายแล้ว ครั้งนี้ก็แค่ทนทำตัวเป็นเต่ารอจนถ่ายทำเสร็จและโดนคัดออกไปก็พอ ยังไงเงินก็ได้มาแล้ว
ความคิดนี้แทบจะเป็นความคิดเดียวกันของผู้ร่วมรายการหลายคนในขณะนี้ และใครจะรู้ล่ะว่าอาจจะโชคดีไม่โดนคัดออกก็ได้?
รถวิ่งมาเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายก่อนพระอาทิตย์ตก
ที่ตั้งของหมู่บ้านผีอยู่ห่างไกล รถไม่สามารถเข้าไปถึงได้ จึงต้องจอดริมถนน โชคดีที่หมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากถนนมาก ทุกคนจึงเลือกที่จะเดินเท้าเข้าไป
“พี่เจ็ด เหยาเหยาช่วยถือกระติกน้ำให้นะคะ”
เหยาเหยามองไปที่พี่ชายที่หอบของพะรุงพะรัง เธอจึงอาสาช่วยถือกระติกน้ำใบใหญ่ให้
จริงๆแล้วเธออยากจะช่วยถือของมากกว่านี้ แต่พี่ชายไม่ยอม เขาบอกว่าของหนักเกินไป ถ้าถือเยอะเธอจะไม่สูง
เหยาเหยาจึงต้องยอมแพ้ สุดท้ายก็ได้มาถือแค่กระติกน้ำใบนี้เท่านั้น
เพราะตัวเบา เหยาเหยาจึงเดินนำหน้าคนอื่นและเป็นคนแรกที่เห็นภาพรวมของหมู่บ้าน
ขณะนั้นดวงอาทิตย์กำลังตกครึ่งดวงอยู่บนยอดเขาเหมือนลูกไฟสีส้มแดง ส่องประกายแสงสีทองงดงามไปทั่วท้องฟ้า
บ้านเรือนในหมู่บ้านล้วนเป็นบ้านดินมุงด้วยฟาง ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว มีเพียงบ้านสองชั้นบ้างประปรายที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นเห็นได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหยาเหยาสนใจกลับไม่ใช่ภาพหมู่บ้านที่เห็นตรงหน้า
ในขณะนั้นเธอหยุดเดิน มองไปยังหมู่บ้านตรงหน้า คิ้วเล็กๆสองข้างขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
"หืม? เกิดอะไรขึ้น?" กู้อวี่ที่อยู่ใกล้ที่สุดสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆของน้องสาว เขาจึงหยุดเดินทันที
ไม่ใช่เพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ผู้กำกับและแขกรับเชิญที่ตามมาข้างหลังก็พากันหยุดลงเช่นกัน
พวกเขาต่างมองไปยังเหยาเหยาอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงหยุดเดิน
"คุณลุงผู้กำกับ ห้ามให้ทุกคนเข้าไปในหมู่บ้านนะคะ ที่นี่มีบางอย่างผิดปกติ"
ท่ามกลางสายตาที่คาดหวัง เหยาเหยาค่อยๆหันกลับมาแล้วพูดอย่างช้าๆ
เสียงของเธอแฝงไปด้วยความหนักแน่น เพราะเธอเพิ่งสัมผัสถึงบางอย่างได้ นั่นก็คือ หมู่บ้านนี้เงียบเกินไป
ดังนั้นด้วยความระมัดระวัง เธอจึงตัดสินใจใช้วิชาตาทิพย์แล้วก็พบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่เลย
และนอกจากนี้ เหนือหมู่บ้านยังถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหมอกดำหนาทึบราวกับเมฆสีหม่นที่ไม่สามารถสลายไปได้
ความมืดหม่นที่หนาแน่นขนาดนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่านอกจากหมู่บ้านนี้จะมีวิญญาณร้ายตนใหญ่แล้ว อาจถึงขั้นมีวิญญาณอาฆาตระดับนายผีอยู่ด้วย
หรือบางที สถานที่นี้อาจเป็นพื้นที่ต้องสาป..
ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน การเข้าไปในหมู่บ้านตอนนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ในทีมนี้มีคนธรรมดาอยู่มาก หากพวกเขาบุกรุกเข้าไป ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
"เข้าใจแล้ว งั้นฟังคำของอาจารย์ เราจะกลับไปที่รถก่อน"
ผู้กำกับเห็นแววตาจริงจังของเธอ ไม่เหมือนการเล่นละครเลย ทำให้เขารู้สึกหวั่นๆขึ้นมา
แม้ว่าเขาต้องการให้รายการนี้ประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ความปลอดภัยของทีมงานก็ต้องมาก่อน
หากมีคนเสียชีวิต รายการนี้ก็จบสิ้นไปเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเหยาเหยา เขาไม่เพียงแค่ไม่โต้แย้งแต่ยังตอบตกลงทันทีและสั่งให้ทุกคนถอนตัวกลับไป
การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันนี้ทำให้หลายคนในทีมงุนงง แต่พวกเขาก็ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
พวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม หมู่บ้านตรงหน้าถึงทำให้พวกเขารู้สึกเสียวสันหลัง เหมือนมีอะไรบางอย่างน่ากลัวอยู่ในนั้น
การที่ไม่ต้องเข้าไปในหมู่บ้านตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่พวกเขายินดีอย่างมาก
ดังนั้นทุกคนจึงพากันรีบหันหลังกลับไปยังรถอย่างรวดเร็ว แต่ระหว่างทางที่คิดว่าจะกลับถึงรถ
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจก็คือ เส้นทางเดินกลับได้หายไปแล้ว
บทที่ 227: การถ่ายทอดสดเริ่มต้น เหยาเหยาเข้าหมู่บ้านคนเดียว
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้เราควรทำอย่างไรดีครับ?”
ผู้กำกับเหงื่อเริ่มผุดขึ้นที่หน้าผากแล้ว
ในฐานะคนที่ชอบศึกษาศาสตร์ลึกลับ สถานการณ์ตรงหน้า เขาย่อมรู้ทันทีว่าตนเองกำลังเจอกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ผีบังตา’
แต่เขาก็ไม่แน่ใจนัก เพราะการจะเจอผีบังตานั้น ปกติแล้วต้องเข้าไปอยู่ในขอบเขตของสิ่งลี้ลับก่อน
ชัดเจนว่าขอบเขตนั้นน่าจะอยู่ในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้านเลย ทำไมสิ่งนั้นถึงแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาได้ก่อน?
นี่ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความดุร้ายของมัน แต่ยังบอกด้วยว่าระดับการบำเพ็ญของมันสูงมาก
มิฉะนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะสามารถกางอาณาเขตผีบังตาใต้จมูกของอาจารย์ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้กำกับหวาดกลัวอย่างหนัก
“ลุงผู้กำกับไม่ต้องกลัวค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้หนูจัดการได้”
เหยาเหยายิ้มหวานอย่างไม่รู้สึกวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อครู่ผีร้ายตัวนั้นซ่อนตัวอยู่ รอบๆมีพลังงานชั่วร้ายปกคลุมจนเธอไม่สามารถระบุระดับการบำเพ็ญของมันได้ แต่ทันทีที่ผีบังตาปรากฏขึ้น พลังของมันก็ปิดไม่อยู่แล้ว
“นายผี? ฮ่าฮ่าเจอหนูคราวนี้ซวยแล้วล่ะ!”
เหยาเหยาหันไปโบกมือเรียกสองหนุ่มในกลุ่มแขกรับเชิญ “พี่ชายสองคน มานี่หน่อยค่ะ”
ทั้งสองคือศิษย์สำนักหลงหู่ซาน เฉินเทาและหลิ่วเหิง หนึ่งคนมีพลังขั้นสอง อีกคนขั้นหนึ่งช่วงปลาย
ปกติแล้วเหยาเหยาแทบจะไม่สนใจคนที่มีพลังระดับนี้ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องใช้คนที่มีฝีมือพอประมาณ พวกเขาจึงพอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
“ท่านอาจารย์ เรียกพวกผมมามีอะไรจะสั่งหรือครับ?”
เฉินเทาสูดหายใจลึก ถามขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
จริงๆแล้วเขาก็ไม่ผิดที่กลัว เพราะช่วงนี้เขาใช้ความสัมพันธ์ในแวดวงวิชาเร้นลับเพื่อสืบหาตัวตนของเหยาเหยา
ตั้งแต่การถ่ายทำครั้งก่อน เขาก็เกิดความสงสัย แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะสืบเจออะไรที่ชัดเจน
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้เขาแทบฉี่ราด เพราะเพื่อนในวงการบอกว่า เหยาเหยาเพียงคนเดียวใช้พลังเกือบถล่มสำนักไท่ชางทั้งสำนัก!
เธอคือ ‘ยอดฝีมือขั้นแปด’ ตัวจริง!
แค่เธอพ่นลมใส่ก็ฆ่าเขาได้แล้ว
เมื่อเฉินเทานึกถึงตอนที่เขาเคยจงใจหาเรื่องเหยาเหยาในรายการ ก็ทำเอาเขานอนไม่หลับหลายคืน
พอถูกเรียกตัวในครั้งนี้ เขารู้สึกเหมือนกำลังจะโดน ‘สะสางบัญชี’
ขณะที่เขากำลังรอคำพิพากษาอยู่นั้น เสียงเล็กๆก็ดังขึ้นข้างหู
“พี่ชาย หนูมียันต์ระดับเจ็ดอยู่หลายใบ เดี๋ยวพี่ทั้งสองยืนเฝ้าอยู่ตรงนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ปลุกพลังมันนะคะ”
“ปกป้องลุงผู้กำกับกับพวกเขาให้ดี งานนี้พวกพี่ทำได้ไหมคะ?”
เหยาเหยามองพวกเขาอย่างจริงจัง ถ้าไม่ใช่เพราะยันต์ระดับเจ็ดขึ้นไปต้องใช้พลังจิตวิญญาณในการกระตุ้น เหยาเหยาก็คงจะให้พี่เจ็ดจัดการแทนแล้ว
“ยันต์ ระ ระดับเจ็ดเหรอ?!”
เฉินเทาที่เคยหวาดกลัว กลับรู้สึกสับสนไปหมดเมื่อเรื่องราวพลิกผัน
พอเห็นยันต์ที่ถูกส่งมา ลวดลายพลังวิญญาณที่น่ากลัวบนยันต์ทำให้เขาตื่นตัวทันที เหยาเหยาไม่ได้มาเพื่อสะสางบัญชี!
“ท่านวางใจได้ครับ ผมจะทำงานนี้ให้สำเร็จแน่นอน!”
เมื่อเขาเข้าใจสถานการณ์ ความกลัวก็หายไป สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความตื่นเต้น เพราะยันต์ระดับเจ็ดนี้ เป็นระดับเดียวกับยันต์ประจำสำนักหลงหู่ซาน
เฉินเทาในฐานะศิษย์นอกสำนัก ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้จับยันต์ระดับนี้ แต่นี่เขากลับได้โอกาสใช้มัน!
เขารับยันต์ด้วยมือสั่นเทา รู้สึกว่าชีวิตนี้แม้จะตายตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
ทางด้านหลิ่วเหิงก็รู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งสองมีความเข้าใจตรงกันว่า ‘ตายตอนนี้ก็ไม่เสียใจ’
“จากนี้ไป พวกพี่อย่าไปไหนนะคะ รอหนูกลับมาแล้วเราจะไปพร้อมกัน”
เหยาเหยายกมือขึ้นร่ายคาถา สร้างค่ายกลกลมสมบูรณ์ราวกับไข่ คลุมทุกคนในทีมเอาไว้
เธอหันกลับไปเตรียมเข้าไปในหมู่บ้าน แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ก็กลับมาหาผู้กำกับอีกครั้ง
“ลุงผู้กำกับคะ ช่วยควบคุมโดรนถ่ายทอดสดเข้าหมู่บ้านกับหนูด้วยนะ”
การมาบันทึกภาพในหมู่บ้านผีครั้งนี้ ผู้กำกับคงต้องการจะเปิดเผยความลับของหมู่บ้านเพื่อให้รายการโด่งดัง
แต่ตอนนี้สถานการณ์ในหมู่บ้านอันตรายมากจนพวกเขาเข้าไปไม่ได้ ถ้าไม่สามารถเข้าถ่ายทำได้ การบันทึกรายการครั้งนี้ก็อาจไม่มีอะไรให้ผู้ชมได้ดู
ถ้าเป็นแบบนี้ เหยาเหยากับพี่เจ็ดจะต้องกลับมาอีกรอบ ซึ่งค่อนข้างลำบาก
ถ้าเธอสามารถเปิดเผยความลับของหมู่บ้านผีได้ในตอนนี้ นั่นก็น่าจะถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว
“ได้เลย! รีบทำตามที่อาจารย์บอกเร็วเข้า!”
ผู้กำกับที่หัวไวเข้าใจเจตนาของเหยาเหยาทันที จึงรีบลงมือควบคุมโดรนด้วยความตื่นเต้น
เขายังรู้สึกกังวลอยู่เมื่อครู่นี้ เพราะถ้าการสำรวจครั้งนี้ล้มเหลว เขาจะต้องเริ่มใช้แผนสำรองที่เตรียมไว้
สำหรับรายการประเภทนี้ ที่มีปัจจัยไม่แน่นอนมากมาย แผนสำรองจึงต้องเตรียมไว้หลายขั้นมากกว่ารายการทั่วไป
แน่นอนว่า ถ้าสามารถรักษาความสำคัญสูงสุดไว้ได้ ผู้กำกับย่อมยินดีอย่างยิ่ง
ไม่นานนัก เหยาเหยาก็เดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างช้าๆ
ไม่ไกลจากด้านหลังของเธอ มีโดรนติดกล้องบินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
โดรนตัวนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดในตลาด ติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายใน สามารถควบคุมและเข้าถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง
เทียบได้กับกล้องเสริมที่บันทึกภาพจากระยะไกล ซึ่งสะดวกมาก แน่นอนว่าราคาก็สูงจนน่ากลัวเช่นกัน
ทันทีที่ผู้กำกับตัดสัญญาณภาพเข้าห้องถ่ายทอดสดผ่านมือถือ บรรดาผู้ชมที่รอติดตามรายการต่างก็ตกตะลึง
[เดี๋ยวนะ? นี่มันช่องถ่ายทอดสดทางการไม่ใช่เหรอ? ทำไมมีแต่อาจารย์คนเดียว? นี่รายการ 'หมู่บ้านผี' จะให้คนเดียวลุยหรอ?]
[ไม่เอาน่า จะอวยใครก็ต้องมีลิมิตบ้าง แบบนี้มันไม่มีความสนุกเลย]
[เฮ้ย! พวกที่พูดแบบนี้เนี่ย ช่วยลืมตาดูก่อนหน่อยได้ไหม? ไม่เห็นเหรอว่าประกาศที่ปักหมุดในห้องถ่ายทอดสดของผู้กำกับเขียนว่าอะไร]
หลังจากคนนั้นพูดขึ้นมา ก็มีหลายคนเริ่มหันไปดูประกาศปักหมุด
ในประกาศเขียนว่า ‘การสำรวจหมู่บ้านผี เจอกับพลังที่ไม่สามารถต้านทานได้ ทำให้ทีมงานไม่สามารถเข้าร่วมทั้งหมดได้ ขณะนี้ได้มอบหมายให้อาจารย์น้อยเหยาเหยาสำรวจตามลำพัง ทุกท่านโปรดติดตามชม!’
ถ้อยคำที่ทางรายการใช้เหมือนจะเป็นภาษาโบราณไปก็ไม่ใช่หรือภาษาปัจจุบันก็ไม่เชิง จนทำเอาผู้ชมอ่านแล้วงงกันไปหมด
ไม่นานนักก็มีคนออกมาแปลให้ฟัง ความหมายโดยรวมคือ ทีมงานเกิดเรื่องขึ้นทำให้แขกรับเชิญคนอื่นๆทำงานไม่ไหว
ที่พยายามใช้ถ้อยคำกำกวมแบบนี้ ก็เพื่อจะหาผ้ามาคลุมปิดหน้ากันอาย!
[ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้กำกับนี่เจ๋งจริงๆ]
[แต่ถ้าดูจากตอนที่แล้ว แขกรับเชิญคนอื่นๆก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว ให้คนเดียวลุยก็คงไม่เป็นไรหรอก]
[แค่เห็นพาดหัวที่ผู้กำกับเขียนไว้ก็เรียกความสนใจจากฉันแล้ว ถึงสุดท้ายบทจะห่วยแค่ไหน ตอนนี้ฉันก็ต้องลองดูหน่อยล่ะว่าจะเป็นยังไง]
ผู้กำกับเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าพาดหัวที่คิดขึ้นมาจะกลายเป็นอาวุธสำคัญ ไม่เพียงแต่จะไม่โดนด่า
แต่กลับกัน หัวข้อ ‘หมู่บ้านอะไรมีผีน่ากลัว’ กลับพุ่งขึ้นติดเทรนด์แบบจรวด
ในชั่วโมงต่อมา หลายแฮชแท็กถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ ห้องถ่ายทอดสดของทางการมีผู้ชมออนไลน์จำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนผู้กำกับยิ้มหน้าบาน
ในขณะเดียวกัน คนเดียวที่ปรากฏตัวในกล้องคือเหยาเหยา ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย
เมื่อเธอเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ดวงตาที่ไร้ชีวิตชีวาหลายคู่ก็หันมามองเธอพร้อมกัน
บทที่ 228: เหยาเหยามีพลังขั้นเก้าแล้วนะ คราวนี้ถึงตาหนูแล้วค่ะ
“หนูน้อย เธอมาจากที่ไหนกันล่ะ แล้วเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเราทำไม?”
“หมู่บ้านเราไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า รีบออกไปซะ ไม่อย่างนั้นอีกสักพักจะออกไปไม่ได้แล้วนะ!”
เสียงที่เอ่ยขึ้นมานั้นเป็นของคุณยายผมหงอกเต็มหัว เธอตัวงองุ้ม มือถือไม้เท้าสีแดงเงามัน ดวงตาที่มืดมนไร้ชีวิตชีวาของเธอดูน่าขนลุกอย่างยิ่ง
ที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอ ยังมีเงาคนอีกมากมาย
เงาเหล่านั้นมีทั้งคนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณยาย บ้างก็เป็นคนอายุน้อยกว่า หรือแม้กระทั่งมีเด็กตัวเล็กๆที่สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรก็ยังมี
สายตาของพวกเขาทุกคนจับจ้องมาที่เหยาเหยาเหมือนกันหมด ทำให้เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะก่อนที่จะเข้ามาในหมู่บ้านนี้ เธอใช้วิชาตาทิพย์ตรวจดูแล้ว หมู่บ้านนี้ไม่น่าจะมีใครมีชีวิตอยู่เลย
แต่เงาที่เห็นตรงหน้าเหล่านี้เป็นตัวอะไรกันแน่?
“หนูเข้ามาหาของค่ะ” เหยาเหยาตอบอย่างสุภาพ ตามนิสัยที่มักตอบคำถามผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ
อย่างไรก็ตาม คำตอบนั้นเหมือนกับเป็นการไปกดสวิตช์อะไรบางอย่าง ใบหน้าอันใจดีของคุณยายพลันเต็มไปด้วยความโกรธ
เธอคำรามออกมาอย่างกับสิงโตที่กำลังโมโห “ไปให้พ้น รีบออกไป ที่นี่ไม่มีของที่เธอจะหา!”
ขณะที่เธอพูด ไม้เท้าในมือของเธอกระทบพื้นเสียงดัง ตึงๆ พร้อมกับกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังก็เริ่มขยับ
พวกเขาบ้างถือเครื่องมือเกษตร บ้างถือไม้ท่อนใหญ่ ดูท่าทางแล้วเหมือนจะเข้ามาไล่เหยาเหยาออกไปอย่างแน่นอน
ทว่าต่อหน้าเหล่าผู้คนที่แสดงท่าทางดุดัน เหยาเหยากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ดวงตาของเธอกลับเป็นประกายขึ้นมา
“หนูรู้แล้วว่าพวกคุณคืออะไร”
เงาที่อยู่ตรงหน้านี้ แท้จริงแล้วไม่ได้มีวิญญาณอยู่ด้วยซ้ำ พวกเขาเป็นเพียงแค่ความยึดติดสุดท้ายที่ยังไม่สลายไปก่อนที่จะตายเท่านั้น
วิญญาณของพวกเขาได้สลายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็แค่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพลังมืดในพื้นที่นี้
นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมวิชาตาทิพย์ของเธอถึงไม่สามารถจับสัญญาณของพวกเขาได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่วิญญาณ จึงไม่สามารถ ‘มองเห็น’ ได้นั่นเอง
“พวกคุณจากโลกนี้ไปแล้วก็อย่ามาติดค้างอยู่ที่นี่อีกเลยนะคะ จากไปแบบสงบกันเถอะค่ะ!”
เหยาเหยาพูดด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม จากนั้นเธอก็ยกนิ้วขึ้นมา ชี้ออกไปอย่างช้าๆ พลังวิญญาณเฉียบคมราวกับใบมีดกรีดผ่านออกไป
ในทันใดนั้นเอง ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัวเหมือนกับจอหนังที่ขัดข้อง และค่อยๆสลายไปทีละน้อย
“ระวังข้างหลัง!”
ทันทีที่ภาพลวงตาสลายไป เสียงเตือนที่รวดเร็วและหวาดกลัวก็แว่วขึ้นมาในอากาศ
เหยาเหยายืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะสัมผัสได้ถึงลมหนาวที่พัดผ่านข้างหู
ฟืด ฟืด ฟืด~
ยันต์ที่ติดอยู่บนตัวเธอส่องแสงออกมาเพื่อปกป้องเจ้าของ
ปัง!!
เสียงหนึ่งดังขึ้น มันทำให้แรงที่ควรจะฟาดใส่หลังศีรษะของเธอเบนไปทางอื่น
แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น แรงอันมหาศาลก็ยังทำให้ร่างเล็กๆของเหยาเหยาลอยไปไกลหลายสิบเมตร
“หืม? หลบได้ด้วยหรือ เก่งไม่เบานี่นา!”
ในหมู่บ้านที่ว่างเปล่าและไร้ชีวิต เสียงหญิงสาวที่แหลมใสดังขึ้นอย่างช้าๆ
ทันทีที่เหยาเหยามองขึ้นไป ก็เห็นผู้หญิงรูปร่างยั่วยวนยืนอยู่ในตำแหน่งที่เธอเคยยืนอยู่
หญิงคนนั้นมีผิวขาวซีดราวกับหิมะ ไม่มีวี่แววของคนที่มีชีวิตเลยแม้แต่น้อย
เธอยังถือบ้องบุหรี่ในมือ ค่อยๆดูดมันและพ่นควันออกมาช้าๆ
ข้างๆหญิงสาวยังมีชายหนุ่มในชุดดำยืนอยู่ เขามีผมยาวและแต่งกายเหมือนคนในยุคโบราณ ทำให้เหยาเหยารู้สึกประหลาดใจ
เมื่อเหยาเหยามองหน้าของเขาอย่างตั้งใจ ความทรงจำในหัวของเธอก็พลันกลับมา
ผีตนนี้เธอเคยเห็นมาก่อนในบันทึกจับกุมของเซี่ยปี้อัน เขาเป็นหนึ่งในบรรดานายผีที่ทรยศจากยมโลก
“พี่สาวคือ ‘ผีดิบที่ไม่เสื่อมสลาย’ ที่หนูจับได้ในรายการถ่ายทอดสดครั้งก่อนใช่ไหม?”
เหยาเหยาหันไปมองหญิงสาวที่เพิ่งโจมตีเธอคนนั้น คิ้วของเธอก็ขมวดลงทันที
ความทรงจำทั้งหมดต่อเนื่องกันเป็นสายชัดเจนขึ้นมา ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้ก็เป็นคนรู้จักกันนี่เอง!
ตอนนั้นผีตนเคยบอกไว้ว่าจะให้เธอมาหาเอง เหยาเหยายังงงอยู่ว่าทำไม จนตอนนี้ถึงเข้าใจแล้วว่าเป็นการเจอกันแบบนี้เอง
ดูเหมือนว่าตัวเธอจะตกอยู่ในแผนของอีกฝ่ายมาตั้งแต่แรกแล้ว อย่างไรก็ตาม เหยาเหยาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เธอค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
ท่าทางของเธอสงบนิ่งมาก เพราะเธอมั่นใจในพลังของตัวเอง หากยังเป็นขั้นแปดล่ะก็ เธออาจจะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงก็ได้
แต่ตอนนี้ล่ะ?
เหยาเหยาค่อยๆยิ้มออกมา เธอเองก็ยังไม่เคยได้ลองสู้กับผีดิบเลย วันนี้คงได้ลองสักที
“เธอยังกล้ายิ้มอยู่อีกหรือ? ไม่รู้เลยจริงๆว่ากำลังจะตายอยู่แล้วนะ!”
ผีดิบแสดงอาการตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของเหยาเหยา ก่อนจะหัวเราะเบาๆอย่างกับเสียงกระดิ่ง
ทันใดนั้น คิ้วของเธอก็กระตุกขึ้น เสียงของเธอก็เย็นชาขึ้นมา “เสวียนชง จัดการเด็กคนนี้ก่อนเลย ฆ่ามันซะ!”
“เจ้าจับคนของข้ามากมาย ก็สมควรจะต้องชดใช้เสียที”
เมื่อผีดิบออกคำสั่ง เสวียนชงนายผีผู้ทรงพลังร่างกายทั้งคู่ก็หายวับไปจากที่เดิมในทันที
จากนั้นแรงกดดันวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวก็กดลงมาทันทีอย่างหนักหน่วง เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการลงมืออย่างเต็มที่
ผีดิบเป็นผีที่มีพลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แถมยังเป็นผีที่ไม่เนาเปื่อย มีร่างกายที่แข็งแกร่งราวกับทองแดงเหล็กกล้า อยู่ในขั้นที่แปดก็ถือว่าทรงพลังอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรวมพลังกับนายผีอย่างเสวียนชงที่อยู่ในขั้นแปดเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่นักพรตขั้นเก้าก็ไม่มีทางที่จะแพ้ได้
พวกเขาลองเชิงมาแล้วหลายครั้ง แม้กระทั่งสร้างแผนให้สำนักไท่ชางเป็นศัตรู เพื่อยืนยันว่าตอนนี้เหยาเหยายังอยู่ในขั้นแปด
ดังนั้นพวกเขาจึงมั่นใจและปรากฏตัวขึ้นเพื่อวางกับดัก แต่โชคร้ายที่พวกเขาคิดผิดอย่างมาก
ตอนนี้เหยาเหยาได้ก้าวข้ามสู่ขั้นเก้าแล้ว ซึ่งทำให้การวางแผนและการลองเชิงทั้งหมดนั้นกลับกลายเป็นหายนะไปในพริบตา
“ฮ่าๆ ในเมื่อเริ่มสู้กันแล้ว งั้นพวกพี่ๆก็อย่าได้คิดหนีไปเลยนะ!”
เหยาเหยาแม้จะยังไม่ได้ใช้หยกเรียกตัวไป๋อู๋ฉาง แต่ด้วยพลังในขั้นเก้าของเธอเพียงพอแล้วที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้
เธอโบกแขนเบาๆ สายฟ้าที่น่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้น เหมือนเทพสายฟ้าตัวน้อยที่ถือคำสั่งลงโทษจากสวรรค์ มองลงมาด้วยความยิ่งใหญ่
เพราะครั้งนี้เหยาเหยาลงมือเต็มที่ทันทีที่เริ่มสู้ ผีดิบและนายผีก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
พลังสายฟ้าเหล่านี้แข็งแกร่งเกินไป หากพวกเขาถูกฟาดเข้าไป พลังต้นกำเนิดของพวกเขาจะถูกทำลายลงอย่างมาก
“อ๊าก...! เจ้าเข้าสู่ขั้นเก้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ผีดิบส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่ากลัวอยู่ท่ามกลางสายฟ้า ใบหน้าที่เคยมีเสน่ห์มั่นใจหายไปหมดสิ้น
ในดวงตาสีดำสนิทของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นี่มันไม่เป็นไปตามที่เธอคาดไว้เลย
ขั้นเก้าเป็นขั้นสุดท้ายก่อนที่จะก้าวสู่ขอบเขตจักรพรรดิ ซึ่งเป็นขั้นที่หมายถึงความสมบูรณ์แบบ
ผู้ที่อยู่ในขั้นนี้จะสามารถบดขยี้ผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าทั้งหมดอย่างไร้ข้อกังขา
เมื่อก่อนตอนที่เหยาเหยามีศัตรูในขั้นเก้าหรือแม้แต่ขั้นจักรพรรดิ เธอถึงได้กังวลมาก เพราะในตอนนั้นเธอไม่มีทางเอาชนะพวกนั้นได้เลย
“หนี หนีเร็วเข้า!”
ในที่สุดผีดิบก็ตระหนักได้ว่าเธอได้เจอของแข็งเข้าให้แล้ว เธอไม่มีความคิดที่จะต่อสู้ต่ออีกต่อไป
เธอพยายามหนี เพราะนี่มันน่ากลัวเกินไป เด็กน้อยตรงหน้านี้ไม่เป็นไปตามแผนที่วางเลย!
ตอนที่สำนักไท่ชางลองเชิงก็ยังเป็นแค่นักพรตขั้นแปด แต่ทำไมถึงกลายเป็นระดับเก้าได้ในพริบตา?
ไม่แน่ว่าอีกสักพักอาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ใหญ่กว่านี้ก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น พลังบำเพ็ญเพียรหลายร้อยปีของเธอก็จะสูญสิ้นที่นี่แน่ๆ
หนี ต้องหนีไปให้ได้!!!
นี่คือความคิดเดียวในหัวของผีดิบในตอนนี้
แต่โชคร้ายที่เมื่อพลังทั้งหมดของเธอถูกเปิดเผยออกมา เส้นทางหนีก็ถูกปิดไปนานแล้ว!
บทที่ 229: หลุมฝังศพผีดิบไม่เสื่อมสลาย
เสียงฟ้าร้องคำรามไม่หยุดหย่อน
แสงฟ้าแลบสว่างจ้าแสบตาปิดกั้นทัศนวิสัยทุกทิศทาง ไม่มีใครเห็นสถานการณ์การต่อสู้ที่วุ่นวาย
ถ้าไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงที่แหลมคมและเสียงคำรามแหบแห้ง ผู้กำกับที่ซุ่มอยู่อาจจะกระโดดโลดเต้นแล้ว
“อาจารย์น้อยสุดยอดจริงๆ!” ผู้กำกับค่อยๆถอนสายตากลับมา
ตอนนี้ดวงตาทั้งสองของเขาแดงก่ำจากการจ้องมองแสงที่จ้ามานาน
ชัดเจนว่าเขาเป็นห่วงการต่อสู้อย่างมาก เพราะถ้าอาจารย์แพ้ ทั้งกองถ่ายคงจบเห่
เพราะถ้าตายกันดังเป็นข่าว ไม่ต้องรอให้ศพเย็น ก็คงได้ขึ้นข่าวช่องซีซีทีวีแล้ว
เขาคิดหัวข้อข่าวไว้ในใจแล้ว ชื่อว่า ‘ผู้กำกับชื่อดังอยากความแปลกใหม่ในรายการวาไรตี้จนผู้ร่วมรายการต้องตาย’
การทำรายการวาไรตี้จนคนยอมตายหมู่ ถึงจะไม่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ แต่อย่างน้อยตัวเขาก็ต้องโดนผู้คนล้อเลียนไปหลายสิบปี
แค่คิดภาพนั้น ผู้กำกับก็แทบจะหายใจไม่ออก โชคดีที่เสียงด่าทอเบาลงเรื่อยๆ
ทำให้ใจที่เต้นแรงค่อยๆสงบลง
“เรามารอข่าวดีจากอาจารย์กันเถอะ!”
ผู้กำกับหันศีรษะไปตั้งใจจะปลอบใจทีมงาน แต่กลับเห็นดวงตาแดงๆของทุกคน
ทำเอาเขาแทบช็อกตาย ดูเหมือนว่าทุกคนก็คงทนไม่ไหวแล้ว เฝ้าดูอย่างจดจ่อเหมือนกัน
“พวกนายอย่าฝืนมากไป เดี๋ยวจะทำให้ตัวเองตาบอดจริงๆนะ” ผู้กำกับคิดแล้วก็อดเตือนไม่ได้
แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงกรีดร้องที่เจ็บปวดก็ดังขึ้นกึกก้อง
ก้อนเมฆพายุทันใดนั้นก็ยุบตัวลงในพริบตา ตามมาด้วยเสียงดังกึกก้องคล้ายกับดอกไม้ไฟที่ระเบิดกระจายไป
ผู้กำกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้ก็รีบหยิบโทรศัพท์ออกมา ดูภาพจากกล้องโดรนทันที
เห็นอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือให้กล้อง
“ลุงผู้กำกับ พวกคุณเข้าหมู่บ้านได้แล้วค่ะ!” เสียงนั้นใสกังวานเหมือนน้ำพุใสสะอาด
จากวิดีโอชัดเจนทางกล้อง ผู้กำกับเห็นว่าในการต่อสู้อันดุเดือดเมื่อครู่ อาจารย์ไม่ได้มีแผลแม้แต่น้อย
ไม่กี่อึดใจ ทีมงานก็บุกเข้าไปในหมู่บ้านกันอย่างครึกครื้น
และความทรุดโทรมและน่ากลัวของหมู่บ้านก็เริ่มเห็นได้ชัดมากขึ้น
บ้านแต่ละหลังที่มีผนังขาวหลังคากระเบื้องสีเทา เมื่อส่องแสงไฟใส่ก็ปรากฏความขาวโพลนชวนสยองสะท้อนกับเงาที่ยาวเหยียดบนพื้น พอจะสมกับคำว่า ‘หมู่บ้านผี’
“จากนี้ไปพวกคุณมีเวลาสองชั่วโมงในการค้นหา”
“สุดท้ายตามกติกาที่แจ้งไว้ล่วงหน้า เราจะคัดออก ตอนนี้เริ่มจับเวลา”
รายการวาไรตี้ก็ต้องอัดต่อไป แขกรับเชิญที่เหลือจะทำเป็นขี้เกียจไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ พูดไปแล้วมันดูไม่ดี
ดังนั้นหลังจากที่ผู้กำกับยืนยันกับเหยาเหยาว่าไม่มีอันตรายรอบตัว ทุกคนก็แยกย้ายไปค้นหาหลักฐานกันอย่างอิสระ
“พี่เจ็ดหนูเก่งไหม หนูชนะหนึ่งต่อสองเลยนะ!”
เหยาเหยาวิ่งดุ๊กดิ๊กไปหาเจ็ด ยิ้มแย้มรอคอยคำชม
“น้องสาวของพี่เก่งที่สุด ผู้หญิงเมื่อครู่ที่แอบโจมตีหนูไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม?”
กู้อวี่จับตาดูถ่ายทอดสดตลอด ตอนที่น้องสาวเข้าไปในหมู่บ้านแล้วหยุดนิ่ง จากนั้นก็ถูกแอบโจมตี เขาเห็นทุกอย่าง
เขาอยากจะพุ่งเข้าไปในหมู่บ้านแล้วฆ่านังสารเลวคนนั้นให้ตาย แต่เขาก็รู้ว่าถ้าไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง
เขาจึงได้แต่กลั้นใจเอาไว้
เหยาเหยาพยักหน้าพลางพูด “ไม่เป็นไรค่ะ แค่นั้นทำอะไรหนูไม่ได้หรอก”
คู่ต่อสู้นำความยึดติดของทุกคนในหมู่บ้านมารวมเป็นกรงที่ซับซ้อน แตกต่างจากอาณาเขตของผี กรงนี้ไม่มีร่องรอยของพลังงานภูตผี
พลังนี้หากไม่ก้าวเข้าไปก็ยากจะสัมผัสได้ แต่ก็มีแค่นั้น
หลังจากที่เหยาเหยาพบความผิดปกตินี้ ก็ใช้เพียงนิ้วเดียวเจาะกรงนั้นจนพังทลายหมดสิ้น
ฝ่ายตรงข้ามเองก็ไม่คิดว่าจะกักขังเหยาเหยาได้ เพราะอาณาเขตผีที่เธอสร้างขึ้นนั้นไม่เพียงแต่โดดเด่นเกินไปจนสังเกตเห็นได้ง่ายแล้ว ยังไม่สามารถขวางเหยาเหยาได้เลย
ในเวลานั้น ‘กรง’ ก็ยังมีประโยชน์มากกว่า อย่างน้อยก็สามารถยื้อเหยาเหยาไว้ได้ชั่วขณะเพื่อชิงความได้เปรียบ
เธอก็ทำสำเร็จถึงขั้นนี้แล้ว แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างไปจากเดิม
“ไม่เจ็บก็ดีแล้ว นั่งลงพักสักหน่อยเถอะ” กู้อวี่หยิบเสื้อออกจากกระเป๋าปูลงบนหินใกล้ๆ
เหยาเหยาพยักหน้าตอบรับและนั่งลงบนก้อนหิน หลับตาและตรวจสอบพลังภายใน
นี่ไม่ใช่การรักษาบาดแผล เพราะเธอไม่มีบาดแผล
การโจมตีเมื่อครู่ไม่สามารถเจาะเกราะป้องกันของเธอได้ และแม้แต่เลือดของเธอก็แทบไม่กระเพื่อม
ตอนนี้เธอกำลังเร่งการกลืนกินผีดิบที่ไม่เสื่อมสลายตัวนี้อยู่
ก่อนหน้านี้ เธอใช้พลังฟ้าผ่าบริสุทธิ์ทำลายลูกแก้ววิญญาณของคู่ต่อสู้ ทำให้พลังชีวิตของผีสองตนนั้นเสียหายไปอย่างมาก จากนั้นเธอก็ปล่อยให้เงาของเธอเข้ากลืนกิน
ก่อนหน้านี้เจ้าผีดิบได้พูดถึง ‘นักพรตสายมาร’ และด้วยพลังขั้นแปดของเธอ น่าจะรู้อะไรหลายอย่างที่เป็นประโยชน์
อาจจะรวมถึงความลับของผู้ที่น่าสงสัยว่าเป็น ‘จักรพรรดิมนุษย์’ ด้วย
หลังจากที่เหยาเหยาดูดซับแก่นของสัตว์ประหลาดทะเลสาบเทียนฉือจนพลังทะลุไปถึงขั้นเก้า เงาของเธอก็ได้รับทักษะเพิ่มขึ้นหลายอย่าง
หนึ่งในนั้นคือการกลืนกินความทรงจำ
วิธีการกลืนกินนี้มีข้อดีคือไม่ทำให้เกิดกับดักหรือคำสาปที่ซ่อนอยู่ในวิญญาณ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการค้นหาความลับของศัตรู
เหยาเหยาคิดว่าพลังนี้คงไม่มีโอกาสได้ใช้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันได้ใช้เร็วอย่างคาดไม่ถึง
เมื่อเธอเริ่มใช้พลังอย่างต่อเนื่อง ความทรงจำที่ซ่อนอยู่ก็ถูกคลี่คลายออกมาทีละเล็กทีละน้อย
ขณะเดียวกัน แขกรับเชิญในรายการก็ทนอยู่ครบสองชั่วโมงอย่างหวาดกลัว
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เชื่อคำพูดของอาจารย์ที่บอกว่าไม่มีอันตราย แต่ภาพที่พวกเขาเห็นในการถ่ายทอดสดมันฝังใจเกินไป
โดยเฉพาะชายหญิงที่โผล่มาภายหลังที่สามารถทนต่อสายฟ้าได้เป็นเวลานาน
นั่นแสดงให้เห็นถึงพลังอันแข็งแกร่ง ถ้ายังมีวิธีลับอื่นๆที่พวกเขาไม่รู้ พวกเขาก็อาจจะจบเห่ได้ในทันที
พูดตามตรง ถ้าไม่มีการถ่ายทอดสด พวกเขาคงไม่แกล้งทำเป็นกล้าหาญ
เมื่อถึงเวลาครบกำหนด พวกเขาแทบจะจุดประทัดเฉลิมฉลองเลยทีเดียว
ภาพนี้ทำเอาผู้ชมในไลฟ์สดหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน
[ฮ่าๆๆๆ ทีมงานหาคนขี้ขลาดมาเยอะขนาดนี้ก็เก่งแล้ว!]
จริงๆแล้ว การที่มีคนหนึ่งที่ไว้ใจได้กับคนที่สร้างสีสันก็ถือว่าดีไม่น้อย เพราะจะไม่ทำให้รายการดูน่าเบื่อ
ตอนนี้ทุกคนรอให้อาจารย์อธิบายกันว่า ทำไมคนที่มาก่อนหน้าถึงคลุ้มคลั่งกันหมด อยากรู้อย่างใจจดใจจ่อ
"อาจารย์ คุณพอจะบอกได้ไหมว่าเจออะไรบ้าง?"
ผู้กำกับเองก็รู้หน้าที่ดี พอถึงช่วงเฉลยก็ถามเหยาเหยาเป็นคนแรก
นั่นทำให้ผู้ชมทางบ้านรู้สึกสบายใจขึ้นมาก ต่างพากันชมเชยผู้กำกับที่ทำงานได้รวดเร็ว
เหยาเหยาซึ่งตอนนี้ได้กลืนกินความทรงจำของผีดิบไม่เสื่อมสลายไปมากแล้ว พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดของ ‘หมู่บ้านผี’ อยู่จริงๆ
ดังนั้นเมื่อผู้กำกับถามมา เธอจึงไม่ได้ปิดบังและตอบออกไปตรงๆ
"ที่นี่จริงๆแล้วไม่ได้ชื่อว่า ‘หมู่บ้านผี’ แต่ชื่อว่า ‘กานเฉวียนหลิ่ง’ ชาวบ้านที่นี่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลผู้พิทักษ์วิญญาณ"
ตระกูลผู้พิทักษ์วิญญาณคือคนที่ดูแลวิญญาณของผู้ตาย หรือที่บางคนเรียกว่า ‘ผู้เฝ้าสุสาน’
พวกเขาเป็นผู้สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษโบราณที่แยกตัวออกจากโลกภายนอก
พวกเขาสืบทอดหน้าที่จากรุ่นสู่รุ่นในการปกป้องหลุมฝังศพในภูเขา ไม่ให้ถูกทำลายจากคนภายนอก
นี่เป็นแผนการที่เหล่าจักรพรรดิและเจ้าผู้ครองเมืองในอดีตทิ้งไว้ เพราะพวกเขากลัวว่าหลังจากตายไปแล้ว จะมีขโมยมาขุดศพของพวกเขาไป
และหลุมฝังศพที่ชาวบ้านในกานเฉวียนหลิ่งปกป้องอยู่ก็คือหลุมของผีดิบไม่เสื่อมสลายตนนั้น
บทที่ 230: ถ่ายทำเสร็จแล้ว แผนล้อมข้าศึก
สถานการณ์ของ ‘ผีดิบไม่เสื่อมสลาย’ นี้ไม่เหมือนกับจักรพรรดิและขุนเธอทั่วไปเลย
ก่อนตายเธอเป็นเจ้าหญิง แต่เพราะวางแผนกบฏล้มเหลวจึงถูกประหารชีวิตด้วยการรัดคอ จากนั้นถูกนักพรตใช้ตะปูตรึงวิญญาณและจุดไฟจากตะเกียงวิญญาณโลหิตไว้
ดวงวิญญาณของเธอไม่เพียงแต่ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ แต่ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกไฟเผาทุกวัน
นี่เป็นวิธีที่จักรพรรดิลงโทษพี่สาวของเขา ตรงกับสำนวนที่ว่า ‘ขออยู่ก็ไม่ได้ ขอไปก็ตายไม่ได้’
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเต็มไปด้วยความแค้น กลายเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมในการทำ ‘ร่างผีดิบ’
นักพรตคนหนึ่งเห็นโอกาสและเริ่มคิดไม่ดี นอกจากจะทำตามคำสั่งของจักรพรรดิแล้ว เขายังใช้ค่ายกลเจ็ดดาราและป้องกันร่างของเธอด้วยเกราะหยกขาว ทำให้ร่างของเธอไม่เน่าเปื่อย
ด้วยวิญญาณร้ายที่ติดอยู่ในร่าง และชะตาของเธอที่เป็นเจ้าหญิง เธอจึงกลายเป็น ‘ร่างที่ไม่เสื่อมสลาย’
แต่นักพรตคนนั้นกลับโชคร้าย ในขณะที่เขากำลังจะได้รับผลประโยชน์ เขากลับถูกสหายร่วมทางหักหลังจนถูกฆ่าตาย
เจ้าหญิงถูกทิ้งให้อยู่ในสุสาน จนกระทั่ง ‘ผู้นำ’ ของเธอมาช่วยปลดปล่อย เธอจึงได้ออกมาเผชิญโลกอีกครั้ง
ชาวบ้านเหล่านี้เป็นคนที่ได้รับคำสั่งให้เฝ้ารักษาสุสานของจักรพรรดิ แต่เพราะเธอถูกจักรพรรดิสังหาร นี่จึงเป็นเหมือนการเผชิญหน้ากับศัตรูอีกครั้ง ทำให้เธอฆ่าล้างคนในหมู่บ้านนี้ทั้งหมดและใช้ความแค้นสร้าง ‘กรงวิญญาณ’
"พี่ชายนักสำรวจที่มุทะลุคนนั้น เขาโดนวิญญาณร้ายกลืนกินทีละนิดๆ"
"ตอนที่เขายังมีชีวิตเขายังมีสติอยู่และสามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกกัดกินวิญญาณ" เหยาเหยาปิดบังเรื่องที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นเจ้าหญิงผีดิบ แต่ก็อธิบายถึงสาเหตุที่นักสำรวจตาย
การถูกกัดกินวิญญาณทีละนิด แต่ไม่สามารถควบคุมจิตใจได้ ผู้ชายคนนั้นก็เลยเสียสติและฆ่าตัวตายเพื่อหลบหนีความทรมาน
พี่ชายคนหนึ่งพยายามต่อสู้กับเรื่องนี้ แต่ด้วยอาคมของร่างผีดิบขั้นแปด มีเพียงไม่กี่คนในหมู่นักพรตที่จะสามารถคลายอาคมนี้ได้
แม้จะมีวิธีคลายอาคมได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง เพราะการช่วยเหลือผู้อื่น อาจทำให้ตัวเองเดือดร้อน
[โอ้โห! ถูกกลืนกินวิญญาณทั้งเป็น ภาพมันชัดเกินไปจนฉันกลัวแล้ว]
คนดูในไลฟ์รู้สึกตกใจถึงขนาดไม่อยากจินตนาการว่า ‘หลิวปิง’ ต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนก่อนตาย
การไม่เชื่อในเรื่องผีสางนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การไปท้าทายสิ่งที่เราไม่รู้จักนั้นอาจนำมาซึ่งความน่ากลัวที่คาดไม่ถึง
แม้จะมีเพียงเหยาเหยาที่อธิบายอยู่ในตอนนี้ แต่ผู้ชมในไลฟ์ก็เชื่อว่านี่คือคำตอบที่ถูกต้อง
เพราะหลังจากที่พวกเขาได้เห็นฉากใหญ่ที่เหมือนกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดแล้ว การปฏิเสธก็คงไม่มีประโยชน์อะไร
"ขอบคุณอาจารย์ที่ให้คำตอบครับ ท่านสามารถพักได้สักครู่ เราจะถ่ายทำเสร็จในไม่ช้า"
ผู้กำกับยิ้มอย่างสุภาพแล้วหันไปถามคำตอบจากผู้ร่วมรายการคนอื่น
"เหนื่อยหรือเปล่า? ดื่มน้ำหน่อยสิ"
กู้อวี่เห็นน้องสาวนั่งอยู่บนก้อนหินอีกครั้ง จึงหยิบเครื่องดื่มมาให้ด้วยความเป็นห่วง
เขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เพราะผู้กำกับเกือบทำให้เกิดปัญหาใหญ่ ทำให้ความประทับใจที่เขามีต่อผู้กำกับแย่ลง
และเมื่อเห็นว่าน้องสาวดูเหนื่อยมาก เขาจึงเริ่มคิดที่จะยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด
เขาไม่อยากให้น้องสาวเหนื่อยเกินไป เพราะเงินค่าปรับสัญญานั้น สำหรับตระกูลกู้แล้วไม่มีอะไรต้องกังวล
อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องเคารพความคิดเห็นของน้องสาวก่อน กู้อวี่จึงหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วถามความเห็นของน้อง
"อ้อ พี่เจ็ดเข้าใจผิดแล้ว เหยาเหยาไม่ได้เหนื่อยนะ"
"เหยาเหยาแค่กินอิ่มเกินไป จนเดินไม่ไหวแล้ว"
ดูเหมือนว่าน้องสาวจะกลัวว่าพี่ชายจะไม่อยากถ่ายทำรายการแล้ว จึงรีบอธิบาย
เพราะถ้าพี่ชายไม่มาถ่ายทำ เหยาเหยาก็จะสูญเสียอย่างน้อยบุญกุศลสามแต้ม ซึ่งถือว่าเสียเปรียบมาก
และผู้กำกับคนนี้ก็มีโชคติดตัว สามารถหา ‘ของดี’ มาให้เหยาเหยาได้บ่อยๆ
อย่างเช่นตอนนี้ที่เหยาเหยาได้กลืนร่างผีดิบไม่เสื่อมสลาย ซึ่งมีค่าเทียบเท่ากับบุญกุศลสิบกว่าแต้ม ซึ่งปกติหาที่อื่นไม่ได้ง่ายๆเลย
"กินอิ่มเกินไป?" กู้อวี่รู้สึกแปลกใจกับคำตอบนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินน้องสาวพูดแบบนี้ เพราะตามปกติ น้องสาวของเขาไม่เคยบ่นว่าอิ่มเลย
ไม่ว่ากู้อวี่จะให้อะไร น้องสาวของเขาก็รับได้หมด ตอนนี้ก็ไม่ได้กินอะไรเยอะ ทำไมถึงบ่นว่าอิ่มแล้วล่ะ?
"พี่เจ็ด หนูอยากกินลูกอมแท่งอันที่อยู่ในถุงสีชมพูนั่นน่ะ หยิบให้หนูหน่อยนะ"
เหยาเหยาหน้าแดงเล็กน้อย เพราะไม่อยากให้พี่ชายรู้ความจริงว่าเธอร้ายแค่ไหน
เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างเขินอาย
"ก็ได้ ถ้าไม่เหนื่อยก็ดี แล้วจะเอาลูกอมรสสตรอเบอร์รี่หรือรสส้มล่ะ?"
กู้อวี่สังเกตว่าน้องสาวไม่อยากพูดต่อ จึงเปลี่ยนเรื่องตาม
เหยาเหยายิ้มหวานแล้วชูนิ้วมือเล็กๆ บอกว่า "หนูอยากได้รสโคล่าค่ะ!"
กู้อวี่ยอมหยุดมือที่กำลังหยิบลูกอมออกมา แล้วยัดลูกอมที่หยิบไว้อยู่กลับเข้าไปในกระเป๋าแทน
"การถ่ายทำของเราจบลงแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ในเวลาเดิมนะครับ"
ผู้กำกับกล่าวปิดรายการอย่างคล่องแคล่ว และการถ่ายทำในครั้งนี้ก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย
หลังจากที่ทุกคนจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นั่งรถบัสไปยังโรงแรมเพื่อพักผ่อน
ตั๋วเครื่องบินถูกจองไว้สำหรับบ่ายวันถัดไป ทำให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการพักฟื้น
"แน่ใจเหรอว่าจะไม่เปลี่ยนวันเดินทาง? ไม่ใช่ว่าไม่อยากเจออาจารย์เฒ่าคนนั้นเหรอ?"
ในโรงแรม กู้อวี่มองน้องสาวของเขาด้วยความงุนงง
เขายังจำได้ว่าการมาถ่ายทำรายการครั้งนี้ นอกจากจะมาเป็นแขกรับเชิญแล้ว ยังมีเหตุผลอีกอย่างคือหลีกเลี่ยงไม่เจออาจารย์ที่บ้าน
กู้อวี่ได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าหลังจากถ่ายทำเสร็จจะพาน้องสาวไปเที่ยวทั่วประเทศ ใช้เวลาเล่นให้เต็มที่สักสิบวันหรือครึ่งเดือน
ตอนนั้น อาจารย์เฒ่าก็คงหมดความอดทนและกลับไปที่ยอดเขาอู่ตางเอง
แต่ทุกอย่างที่เขาวางแผนไว้แล้ว น้องสาวกลับเปลี่ยนใจ?
เหยาเหยาได้ยินคำถามของพี่ชายแล้วแอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "เพราะหนูมีวิธีที่จะทำให้อาจารย์กลับไปยอดเขาอู่ตางเองไงล่ะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้อวี่ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที แม้ว่าเขาจะไม่ได้คุ้นเคยกับอาจารย์เฒ่าคนนั้นมากนัก
แต่จากที่เจอกันเพียงครั้งเดียว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าท่านอาจารย์ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ
น้องสาวของเขาจะมีวิธีอะไรได้จริงๆหรือ? ระวังจะโดนย้อนกลับเสียเอง
"แน่นอนว่าได้ผล พี่เชื่อหนูสิ"
เหยาเหยาตอบด้วยความมั่นใจ
ที่เธอมั่นใจขนาดนี้ก็เพราะเธอได้ข้อมูลมาจากความทรงจำของเจ้าหญิงผีดิบ
ตามความทรงจำของร่างนั้น มีนักพรตที่แฝงตัวอยู่ในหลายสำนัก และในยอดเขาอู่ตางเองก็มีคนสำคัญที่หันเหเข้าทางมาร
ถ้าอาจารย์เฒ่ารู้เรื่องนี้ เขาก็คงไม่กล้าเพิกเฉย อีกทั้งเรื่องวุ่นวายในโลกนักพรตตอนนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการโดยด่วน
แล้วยังมีข่าวลือว่าผู้นำที่ฝักใฝ่สายมารกำลังวางแผนให้ ‘นายผี’ ทรยศ ทำให้โลกวิญญาณและโลกมนุษย์เข้าสู่ความวุ่นวาย
เหยาเหยามั่นใจว่าอาจารย์เฒ่าจะต้องยุ่งจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของเธอแน่ๆ
"สุดยอด! แผนล้อมข้าศึกเพื่อช่วยพันธมิตรนี่แหละ!"
กู้อวี่ที่ได้ฟังแผนคร่าวๆของน้องสาว ก็ตื่นเต้นและเห็นด้วยอย่างเต็มที่
จบตอน
Comments
Post a Comment