small girl ep281-290

  บทที่ 281: วีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่เหยาเหยา

   

   ยามเช้าบนโต๊ะอาหารของตระกูลกู้ อาหารหลากหลายชนิดวางเรียงรายอยู่

   

   แต่เดิมตระกูลกู้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาหารเช้ามากนัก เพราะทุกคนเพิ่งตื่นนอน ความอยากอาหารยังไม่มาก

   

   แต่นับตั้งแต่เหยาเหยามาอยู่ที่นี่ อาหารทั้งสามมื้อไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เพราะเธอมีความอยากอาหารที่ดีเกินกว่าจะบรรยาย

   

   ตระกูลกู้ก็เป็นตระกูลที่ตามใจลูกสาว แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยให้ใครต้องหิวโหยได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้จ้างพ่อครัวเพิ่มอีกหลายคนในครัว สลับกันทำงานและพักผ่อนเป็นกะ

   

   "เหยาเหยาล่ะ? ไม่ตื่นมากินข้าวเหรอ?" กู้เสวี่ยซงนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ แล้วสายตาก็หยุดอยู่ที่เก้าอี้สำหรับเด็กข้างๆ ตัวเขาผลลัพธ์กลับพบว่าที่นั่งว่างเปล่า เรื่องนี้ทำให้ต้องเอ่ยปากถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

   

   "เมื่อวานบอกว่าตอนกลางคืนต้องออกไปธุระไม่ใช่เหรอ ตอนเช้าฉันเห็นป้ายกำลังนอนแขวนอยู่ที่หน้าประตู ฉันเลยไม่ได้ให้คนรับใช้ไปปลุกเธอ"

   

   เฉินฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นจึงอธิบายอย่างช้าๆ

   

   ความคิดเรื่องแขวนป้ายนี้เป็นวิธีที่เธอคิดขึ้นมาเพราะกลัวจะรบกวนการฝึกฝนหรือการวาดยันต์ของลูก และอย่างไรก็ตามเด็กน้อยก็ควรมีความเป็นส่วนตัวเล็กๆน้อยๆของตัวเอง

   

   เพื่อให้เรื่องนี้เป็นที่รับรู้อย่างทั่วถึง เฉินฮุ่ยถึงกับลากทุกคนในตระกูลกู้มาประชุมกันเพื่อวางแผนเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม

   

   "กู้เสวี่ยซงปล่อยให้เธอนอนก่อนเถอะ แล้วค่อยบอกห้องครัวให้อุ่นอาหารไว้ให้เธอตื่นมากินทีหลัง" เห็นได้ชัดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน จึงพยักหน้าเห็นด้วย

   

   “เฮ้ย!!”

   

   ทันใดนั้น ขณะที่เขากำลังจะรับประทานอาหาร ก็เห็นลูกชายคนที่หกก็ร้องอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ มือที่กำลังจะหยิบตะเกียบชะงักไป

   

   "เกิดอะไรขึ้น? ทำเสียงดังตกใจไปได้ ไม่เหมาะสมเลย"

   

   บ้านตระกูลกู้เคร่งครัดในเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร เช่นไม่พูดคุยระหว่างรับประทานอาหาร แต่แน่นอนว่ากฎนี้ไม่ได้บังคับใช้กับคุณหนูเหยาเหยา

   

   “คุณพ่อครับ ดูนี่สิ แล้วจะเข้าใจเอง!”

   

   กู้หานเจินไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการเข้มงวดของพ่อ เขาเปิดข่าวบนมือถือให้ดูแล้วส่งไปให้พ่ออ่าน

   

   กู้เสวี่ยซงก้มมองเพียงแวบเดียวก็สะดุดตากับหัวข้อข่าวตัวโตที่เขียนว่า ‘ข่าวด่วน! สี่ผู้บริหารระดับสูงของสำนักหยินหยางแห่งประเทศอาร์ถูกแขวนคอในคืนเดียว มีรูปภาพหลักฐานชัดเจน!’

   

   กู้เสวี่ยซงถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วเหมือนหัวข้อข่าวกล่าวไว้ ในข่าวมีรูปภาพความละเอียดสูงที่บันทึกภาพของพวกเขาไว้ครบทุกคน

   

   ในฐานะเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองหลวง กู้เสวี่ยซงย่อมรู้จักพวกผู้บริหารระดับสูงระดับโลกดี ดังนั้นทันทีที่เห็นภาพก็รู้ได้ทันทีว่าคนในภาพนั้นเป็นตัวจริงไม่มีผิดเพี้ยน

   

   เขาตกใจมาก เพราะคนที่อยู่ในสำนักหยินหยางเหลียวนี้ล้วนเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงในประเทศอาร์ การที่พวกเขาถูกแขวนไว้เช่นนี้ย่อมไม่ใช่การแสดงแน่ๆ แต่ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น?

   

   “ถ้าเดาไม่ผิด เรื่องที่เหยาเหยาบอกว่าจะไปทำเมื่อคืน ก็คงจะเป็นเรื่องนี้แหละ”

   

   กู้หานเจินยังคงจำได้ดีว่าเมื่อคืนนี้น้องสาวบอกว่าจะมี ‘เซอร์ไพรส์’ ให้ ที่จริงก็ผ่านไปแค่คืนเดียวจะลืมได้ยังไงกัน


   เพราะเขาเดาถูก ความตื่นเต้นถึงกับทำให้มือสั่น เพราะในฐานะคนจีนแล้ว พวกเขาทุกคนต่างโกรธแค้นกับการที่สี่คนนี้ที่ออกคำสั่งให้ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนนิวเคลียร์

   

   เขาเองก็เคยคิดอยากบุกไปถล่มพวกนั้น แต่ก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องฝันเฟื่อง เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จริงๆ มันคงเป็นเหตุให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบ และคงเป็นการก้าวก่ายความมั่นคงของประเทศอาร์ก็เท่านั้น

   

   ทว่าตอนนี้กลับมีข่าวว่าน้องสาวของเขาจัดการเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว อย่างนี้จะไม่ให้เขาปลื้มใจจนอยากจะร้องตะโกนด้วยความสะใจได้ยังไงกัน

   

   “นี่เป็นฝีมือของเหยาเหยาจริงๆเหรอ?” กู้เสวี่ยซงที่ถูกสะกิดความคิดให้หวนกลับไปคิดถึงเรื่องเมื่อคืน ถึงกับต้องเอ่ยถามขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าเชื่อเต็มที่นัก

   

   ก็เพราะเขาแทบไม่เคยเห็นฝีมือลูกสาวเลยนอกจากการปราบผีร้าย ที่ผ่านมาเขารู้แค่ว่าเธอมีพลังที่ไม่ธรรมดา

   

   แต่การบุกเข้าทำลายสำนักหยินหยางเหลียวด้วยตัวคนเดียว นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น การกระทำนี้เทียบเท่ากับการเอาชนะประเทศทั้งประเทศเพียงลำพัง ลูกสาวของเขาเก่งกล้าถึงขนาดนี้แล้วงั้นหรือ?

   

   “ไม่มีทางผิดแน่” กู้หานเจินพยักหน้ารับอย่างจริงจัง

   

   สิ่งที่เกิดขึ้นบนทะเลสาบเทียนฉือครั้งนั้นถือเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด เขารู้ดีว่าในประเทศมีเพียงเหยาเหยาเท่านั้นที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้

   

   กู้เสวี่ยซงได้ยินก็ถึงกับอึ้งไป ต้องรู้ว่าลูกชายคนที่หกของเขามีบุคลิกนิ่งและรอบคอบ ไม่มีทางพูดอะไรโดยปราศจากหลักฐานแน่นอน

   

   หากเขาเชื่อมั่นขนาดนี้ก็แทบจะแน่ใจได้เลย อีกอย่างลูกสาวคนนี้ของเขาชอบกินมาก ขนาดให้ตื่นมากินข้าวเช้ายังไม่พลาด ยกเว้นเสียแต่เธอจะนอนดึกมากจริงๆ

   

   แล้วเธอจะออกไปทำอะไรตอนดึกๆอย่างนั้นหรือ? ก็มีเพียงสิ่งที่ปรากฏชัดเจนในข่าวนั่นล่ะ

   

   “ดีมากๆ ไม่เสียทีที่เป็นลูกสาวบ้านกู้ สมกับเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้ชาติ!”

   

   “เสี่ยวฮุ่ย เธอช่วยสั่งแม่บ้านด้วยนะว่า มื้อนี้ให้เตรียมอาหารบำรุงเพิ่มให้เหยาเหยาด้วย ดูเหมือนเมื่อคืนเธอคงเหนื่อยเอาการ”

   

   คราวนี้กู้เสวี่ยซงไม่เหลือท่าทีสุขุมสง่างามดังเช่นเคย ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงรอยยิ้มที่กลั้นไว้ไม่มิด

   

   “ได้ค่ะ แน่นอนว่าต้องเตรียมบำรุงให้เธอเต็มที่” เฉินฮุ่ยที่เพิ่งอ่านข่าวจบก็รู้ทันทีว่าลูกสาวตัวน้อยเมื่อคืนทำเรื่องยิ่งใหญ่แค่ไหน

   

   นี่ไม่ใช่แค่การระบายความแค้นให้ทั้งประเทศ แต่ถึงขั้นช่วยปลดปล่อยความคับแค้นให้กับทั้งโลก!

   

   เฉินฮุ่ยถึงกับยืดตัวอย่างภูมิใจ จนไม่สนใจแม้แต่จะกินข้าวเช้า รีบเดินเข้าไปในครัวเพื่อสั่งงานทันที

   

   ไม่ใช่เพียงเธอเท่านั้น ความรู้สึกของทุกคนในบ้านกู้ก็ตื่นเต้นไม่น้อยกันเลยทีเดียว หากเรื่องนี้สามารถเปิดเผยได้ พวกเขาคงจัดงานแถลงข่าวใหญ่โตไปแล้ว

   

   แต่ความรู้สึกภาคภูมิใจนั้นยังคงอัดแน่นอยู่ในใจและเคารพในความกล้าหาญของเหยาเหยาอย่างมาก

   

   เมื่อเหยาเหยาตื่นขึ้นมาแล้วจูงน้องหมาหงจิ่วลงมาชั้นล่าง เธอก็พบว่าบรรดาพี่เลี้ยง พ่อบ้าน คุณพ่อคุณแม่ และพี่ชายทุกคนต่างมีท่าทางกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

   

   จะบรรยายอย่างไรดีนะ?

   

   ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ใจดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเกินพอดีไปหน่อย จนแทบจะยกอาหารมาให้เธอกินถึงปากกันเลยทีเดียว

   

   จนเธอถึงกับปวดหัวและพยายามอดทนได้เพียงสองวัน

   

   ท้ายที่สุด เมื่อทนความตื่นเต้นเกินเหตุของทุกคนไม่ไหว เธอเลยหนีไปที่สำนักหั่วหยุนเพื่อหาที่สงบเงียบให้ตัวเอง



 บทที่ 282: พี่ชาย เธอคือภรรยาของคุณนะ!

   

   "หนูบอกว่าหนูทำเรื่องนี้จริงๆเหรอเหยาเหยา!"

   

   "ศิษย์หลานผู้น่ารัก อาจารย์แค่ไม่มีกำลังเพียงพอ ไม่งั้นคงจะสร้างรูปปั้นทองคำให้หนูแน่นอน แล้วจะวางไว้ข้างๆบรรพชน ทุกวันอาจารย์จะจุดธูปให้หนูสองดอกด้วย ฮ่าๆๆ"

   

   ภายในสำนักหั่วหยุน ชิงอวิ๋นรู้สึกตื่นเต้นมากจนน้ำลายกระเด็น หลังจากได้รับรู้ถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของหลานสาวสุดที่รักของเขา

   

   ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลย เพราะสำนักของพวกเขาคงจะเหมือนบรรพชนกำลังอวยพรให้โชคดีจากฟากฟ้า

   

   ถ้าเป็นตอนสมัยเขาหนุ่มๆ แบบนี้ก็คงเป็นวีรสตรีกันไปแล้ว หอเกียรติยศคงได้ถูกตั้งไว้อย่างภาคภูมิ

   

   “โอ๊ยยย อาจารย์ลุง เลิกพูดได้แล้วค่ะ หูหนูจะชาไปหมดแล้วนะ!” เหยาเหยาได้แต่จับขมับ

   

   ถ้ารู้ว่าอาจารย์ลุงจะเป็นแบบนี้ เธอคงแอบทำเรื่องนี้เงียบๆไปแล้ว ไม่บอกอะไรให้พี่ชายรู้ ไม่งั้นเรื่องมันก็คงไม่ลุกลามไปขนาดนี้

   

   “โอเค โอเค อาจารย์ลุงจะไม่พูดแล้ว พอแล้วใช่ไหม?” ชิงอวิ๋นเห็นเหยาเหยาทำหน้าเบื่อหน่ายก็หัวเราะแล้วหยุดพูด

   

   เพราะเขาเองก็กลัวว่า ‘วีรสตรีตัวน้อย’ ของเขาจะหนีไปเสียก่อน วันนี้เลยตั้งใจจะดูแลเธอให้ดีที่สุดให้สมกับหน้าตาบรรพชน

   

   เหยาเหยาเห็นอาจารย์ลุงหยุดพูดจริงๆ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง อก ขณะนั้นเธอกำลังนั่งค้ำหัวอย่างใจเย็น มือข้างหนึ่งจับพู่กันจุ่มหมึกแดงเขียนยันต์อย่างตั้งใจ

   

   เธอกำลังเขียนยันต์ตัวเบาหลายแผ่น แม้เธอจะจัดการพวกนักพรตมารของประเทศนั้นได้หมดแล้ว แต่ทหารธรรมดาเธอไม่อยากทำร้ายคนพวกนั้น

   

   ดังนั้นเพื่อกันไว้หากอีกฝ่ายยังดื้อด้าน เธอจึงทำยันต์เอาไว้เผื่อพี่ชายและคนอื่นๆจะได้เปรียบหากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอีกครั้ง

   

   ในขณะที่เธอกำลังวาดยันต์อยู่นั้น ชิงอวิ๋นที่เพิ่งจัดการงานที่ห้องโถงเสร็จก็เดินเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับชายหญิงคู่หนึ่ง

   

   เหยาเหยามองดูแล้วเห็นว่าหญิงวัยกลางคนและชายหนุ่มที่มากับเธอนั้นมีเค้าโครงใบหน้าที่คล้ายกันมาก


   นอกจากนี้ยังดูจากลักษณะบนใบหน้าทั้งคู่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นแม่ลูกกัน

   

   ใบหน้าของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความกังวล โดยเฉพาะชายหนุ่มที่รอบตัวเขาดูเหมือนจะถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานมืด

   

   คนธรรมดาถ้าเผชิญหน้ากับพลังงานมืดแบบนี้จะต้องอายุสั้นลงไปบ้าง แต่เขากลับมีอะไรบางอย่างคอยปกป้องไว้ ทำให้ร่างกายเขายังแข็งแรงดี

   

   และเหยาเหยาก็รู้ชัดว่าสิ่งที่ปกป้องเขานั้นมาจากยันต์คุ้มครองที่เธอให้ไว้ แต่ตอนนี้พลังจากยันต์คุ้มภัยก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนดูเหมือนจะไม่พ้นคืนนี้ที่จะถูกพลังงานมืดกลืนไปจนหมด

   

   จึงไม่แปลกใจเลยที่แม่ลูกทั้งสองจะรีบมาหาเธออย่างร้อนใจ

   

   เหยาเหยาหยุดมือจากการวาดยันต์ หันไปพูดกับหญิงกลางคนว่า “ป้าคะ หนูว่าเรื่องที่ป้าจะถาม คืออยากให้หนูช่วยจัดการเรื่องให้พี่ชายคนนี้ใช่ไหมคะ?”

   

   เสียงของเธอนุ่มนวลแฝงความไร้เดียงสา แต่ทำให้สีหน้าของหญิงกลางคนเปลี่ยนไป แล้วแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มมีความหวังในทันที

   

   เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็มั่นใจแล้วว่าอาจารย์ตัวน้อยจะต้องมีวิธีช่วยลูกชายของเธอแน่นอน

   

   ไม่มีเหตุผลอะไรต้องกลัวว่าจะโดนหลอก เพราะแค่ยันต์คุ้มครองที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็ทำให้เธอเชื่อมั่นในตัวของเหยาเหยาไปแล้ว

   

   “อาจารย์น้อยช่างตาแหลมคม พวกเราเองจนปัญญาจริงๆค่ะ ยันต์คุ้มครองที่เอามาจากสำนักคราวก่อนก็ใกล้หมดแล้ว”

   

   หญิงวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงกังวล เธอหันมองไปที่ลูกชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นแบบนั้นชายหนุ่มก็รีบหยิบยันต์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

   

   ยันต์ที่เคยพับเป็นรูปสามเหลี่ยมนั้นมุมทั้งสี่ข้างถูกเผาไหม้จนเหลือแต่ตรงกลางดูไม่น่าดูนัก

   

   แต่ชายหนุ่มนั้นกลับรักษามันไว้อย่างทะนุถนอม เพราะยันต์นี้ช่วยชีวิตเขามาหลายครั้ง จึงรีบเก็บมันกลับหลังจากโชว์ให้ดู

   

   “ขอร้องเถิดค่ะอาจารย์น้อย ได้โปรดช่วยลูกชายฉันด้วยเถอะ!” หญิงกลางคนพูดพร้อมกับโค้งขอร้อง

   

   “ป้าคะ ป้าใจเย็นๆก่อนนะคะ เล่าให้หนูฟังก่อนว่าพี่ชายคนนี้เจออะไรมาบ้าง” เหยาเหยาพูดเสียงใสแจ๋ว

   

   เธอเริ่มสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ เพราะพลังมืดที่รายล้อมพี่ชายคนนี้ไม่ได้ถึงขนาดเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เหมือนกับว่ามันเป็นเพียงผลของ ‘การสัมผัสใกล้ชิด’ ระหว่างคนกับวิญญาณมากเกินไปจนเกิดการปนเปื้อนโดยบังเอิญ

   

   เหยาเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคิดออก แล้วพูดขึ้นมาอย่างนึกได้

   

   “เสี่ยวตง ไหนๆอาจารย์น้อยก็ถามแล้ว ลองเล่าเรื่องให้ท่านฟังหน่อยสิลูก”

   

   หญิงวัยกลางคนก็เข้าใจว่าหากอยากให้คนช่วยก็ต้องเล่าที่มาที่ไปให้ชัดเจน

   

   เสี่ยวตงสูดหายใจเข้าลึกแล้วเริ่มเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงประสบการณ์ที่เขาพบเจออย่างเป็นระบบ

   

   ที่จริงเรื่องราวประหลาดทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากที่เขาไปเข้าค่ายกับทางโรงเรียน

   

   แรกๆ ตอนกลางคืนเขาเริ่มฝันถึง ‘เรื่องบางอย่าง’ ที่ไม่อาจบรรยายได้ เขาคิดว่าเพราะตัวเองกินอาหารบำรุงมากเกินไปจึงไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพียงแต่ตอนเช้าตื่นขึ้นมาจะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปหมด ต้องไปอาบน้ำก่อนทุกครั้ง เลยกลายเป็นความลำบากเล็กน้อย

   

   แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยขึ้น เขาก็เริ่มเหนื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง จิตใจไม่กระปรี้กระเปร่า ทำให้ไม่มีสมาธิในชั้นเรียน และเริ่มเหม่อลอยไปเรื่อยๆ

   

   จนกระทั่งแม่ของเขาสังเกตเห็นอาการผิดปกติจึงพาไปหาหมอกินยา แต่มันก็ไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

   

   ความกังวลของเธอยิ่งเพิ่มขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งบังเอิญได้ดูการไลฟ์สดทางอินเทอร์เน็ตว่ามีสำนักเต๋าแห่งหนึ่งสักการะได้และศักดิ์สิทธิ์มาก เธอจึงรีบมาขอ ‘ยันต์คุ้มครอง’ ติดตัวไปให้ลูกชาย

   

   ทันทีที่ลูกชายพกยันต์นี้ อาการผิดปกติก็หายไป หญิงวัยกลางคนเริ่มตระหนักแล้วว่าลูกชายคงจะไปเจออะไรบางอย่างเข้าให้แล้ว

   

   แรกๆ เธอคิดว่าเรื่องราวคงจบลงด้วยดีแล้ว แต่ปรากฏว่าวันหนึ่งยันต์ที่เธอพกไว้ก็ลุกไหม้ขึ้นมาเอง

   

   เธอจึงคาดว่าคงเป็นเพราะสิ่งนั้นยังไม่ยอมปล่อยเขา จนทำให้ต้องรีบพาลูกชายมาสำนักหั่วหยุนอีกครั้ง

   

   และเป็นโชคดีของเธอที่มาเจอเหยาเหยาอยู่พอดี จึงได้มีโอกาสเข้ามาขอความช่วยเหลือในครั้งนี้

   

   หญิงวัยกลางคนร้อนรนและพูดต่อว่า “อาจารย์น้อยคะ จริงๆ สิ่งนั้นไม่เคยทำร้ายใครเลยนะคะ ถ้าจะให้ฆ่าทิ้งก็กลัวจะผิดประเพณี แค่ต้องการให้ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้เธอไปจากลูกชายฉันได้ไหมคะ ยังไงก็เป็นแค่คนตาย จะให้มาวุ่นวายกับคนเป็นแบบนี้มันไม่ถูกต้อง”

   

   “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้แข็งแรงยังไงลูกชายฉันก็ต้องหมดเรี่ยวแรงเหมือนกุ้งต้มสักวัน บ้านเรามีลูกชายคนเดียวจริงๆ ถ้าให้สิ่งนั้นทำร้ายไปถึงขั้นหมดหนทางสืบเชื้อสาย จะมีหน้ากลับไปพบบรรพบุรุษได้อย่างไร?”

   

   หลังจากฟังคำอธิบายทั้งหมด เหยาเหยาก็ทำหน้าแปลกใจ มองดูคุณป้ากับพี่ชายผู้มีใบหน้าแดงเรื่อ แล้วเธอก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด “คุณป้าคะ อันนี้หนูคงช่วยเกลี้ยกล่อมให้ไม่ได้ค่ะ เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของพี่ชายคนนี้เลยค่ะ!”

   

   “สามีภรรยาอยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ที่ต่างกันก็แค่เธอไม่ใช่คนแล้ว ซึ่งก็ยิ่งส่งผลกระทบทำให้พี่ชายต้องรับการกระทบกระเทือนทั้งสองเท่า”

   

   พอเหยาเหยาพูดจบ ไม่เพียงแค่หญิงวัยกลางคนที่อึ้ง แต่พี่ชายเองก็ช็อกไปเช่นกัน

   

   เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีภรรยามาก่อน!

   

   แถมยังเป็นผีที่เสียชีวิตมานานหลายปีแล้วอีกด้วย

   

   ทันใดนั้น เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที



 บทที่ 283: เกมความจริงใจอันน่าสยอง

   

   "เป็นไปไม่ได้ที่เสี่ยวตงจะแต่งงานกับผี มันเป็นไปไม่ได้"

   

   ใบหน้าอวบอูมเล็กน้อยของหญิงวัยกลางคนตึงเครียดขึ้นทันที คิ้วเรียวสีเขียวเข้มของเธอเลิกขึ้นด้วยความตกใจ

   

   เธอจ้องมองอาจารย์อย่างจริงจัง หวังว่าจะเห็นท่านส่ายหัว แต่สีหน้าของท่านไม่ได้ดูเหมือนกำลังล้อเล่นเลย เลยทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง

   

   จากนั้นมือใหญ่ก็ฟาดลงบนแขนของลูกชายที่อยู่ข้างๆอย่างแรง เสียงของเธอดังขึ้นราวกับฟ้าผ่า

   

   เปรี๊ยะ!

   

   "เคอเสี่ยวตง แกอยากตายใช่ไหม ถึงกล้าแต่งงานกับผี แกต้องการทำให้แม่ใจขาดตายใช่ไหม!"

   

   "แกคิดให้ดีๆ เดี๋ยวนี้ว่าลืมอะไรไปบ้าง ถ้าวันนี้แกนึกไม่ออก แม่จะตีแกให้ตายต่อหน้าบรรพบุรุษ"

   

   "ฮือๆๆ ผะ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ!" เสี่ยวตงพูดเสียงสั่นด้วยความเจ็บจากฝ่ามือหนักๆของแม่

   

   แม้จะมีเสื้อคลุมกันก็ยังรู้สึกแสบจากการตบอย่างแรง จนเขาถึงกับสะดุ้งและหลุดจากความงุนงงในคราวเดียว

   

   เสี่ยวตงไม่ได้รู้สึกโกรธแค่แม่เท่านั้น เพราะตัวเขาเองก็โกรธตัวเองเช่นกัน เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเคยแต่งงานกับผี

   

   “อาจารย์น้อย ช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนหน่อยครับ ผมไม่รู้จริงๆนะครับ!”

   

   เมื่อเขามองแม่ที่กำลังข่มขู่ด้วยสายตาขึงขังและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ราวกับพร้อมจะฉีกหน้าเขาเป็นชิ้นๆ เสี่ยวตงก็หันไปขอความช่วยเหลือจากเหยาเหยา น้ำตาคลอเบ้าราวกับเด็กน้อยผู้ไร้ที่พึ่งพา

   

   เหยาเหยามองป้าก่อนจะพูดเสียงเบา “อ้าว ป้าทำพี่ชายเข้าใจผิดแล้วค่ะ จริงๆ พี่ชายคนนี้เขาก็ไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนนะคะ”

   

   เหยาเหยาเองก็ตกใจที่ป้าท่านนี้มีอารมณ์ร้อนขนาดนี้ แค่เธอยังไม่ได้พูดอธิบายอะไรเลยก็ลงมือตบตีพี่ชายเสียแล้ว เธอเองก็รู้สึกผิดที่คำพูดของเธอทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

   

   “เขาไม่รู้? แล้วจะแต่งงานกันได้ยังไงล่ะคะ!” ป้าพูดเสียงหลงเหมือนคนตื่นตกใจ

   

   เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ป้าคะ ผีจะแต่งงานกับคนมีชีวิตมันไม่ยุ่งยากเหมือนแต่งงานคนทั่วไปหรอกค่ะ”

   

   “แค่แลกวันเดือนปีเกิดกัน แล้วยืนยันความต้องการกับวิญญาณ เท่านี้พิธีก็สำเร็จแล้วค่ะ!”

   

   เหยาเหยาอธิบายอย่างใจเย็น

   

   เธอหันมามองพี่ชายที่อยู่ตรงหน้า “พี่ชายคะ ตอนออกไปเข้าค่าย พี่โดนถามวันเดือนปีเกิด แล้วก็ถูกถามว่ามีแฟนรึยังใช่ไหมคะ?”

   

   เสี่ยวตงได้ยินดังนั้นก็นิ่งไป ราวกับคำถามตรงๆของเหยาเหยาทำให้เขานึกถึงความทรงจำบางอย่างที่เคยถูกละเลยไป

   

   “อ๋อ! ผมนึกออกแล้วครับ วันนั้นมันเป็นครั้งแรกที่หลายคนได้ออกไปเข้าค่ายนอกโรงเรียน เลยตื่นเต้นจนแทบไม่ได้นอนเลย”

   

   เสี่ยวตงพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก “แต่วันนั้นผมโชคร้ายชะมัด เลือกเล่นเกมหมุนขวดสิบครั้ง ขวดชี้มาทางผมตั้งห้าครั้งแน่ะ”

   

   “ผมเป็นคนขี้กลัว เลยเลือกแต่ ‘ความจริง’ ตลอด มีคนถามผมถึงวันเกิดจริงๆ และก็ถามว่าผมมีแฟนรึยัง”

   

   พอพูดมาถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกอายเล็กน้อย ที่วันนั้นเขาโดนซ้ำซากมากเกินไป จนไม่ทันคิดอะไร คำถามก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

   

   เขานึกถึงสิ่งที่อาจารย์ถาม และค่อยๆเริ่มเห็นถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่ไม่ทันสังเกตมาก่อน

   

   “หรือว่าตอนนั้น ผมจะไปแต่งงานกับผีแล้วจริงๆ” ใบหน้าของเสี่ยวตงซีดลง ขณะคิดถึงพิธีที่คล้ายกับพิธีวิวาห์วิญญาณ เสี่ยวตงเข้าใจทันทีว่ามันมีความลับซ่อนอยู่เบื้องหลัง

   

   เหยาเหยายิ้มเล็กน้อย “พี่ชายคิดออกแล้วใช่ไหมคะ ใช่แล้วค่ะ คืนนั้นพี่ถึงโชคไม่ดี เพราะผีสาวคนนั้นเขาถูกใจพี่ชายตั้งแต่วันนั้นแล้วล่ะค่ะ”

   

   หลังจากนั้น ไม่ว่าจะหมุนขวดกี่ครั้ง ปลายขวดก็มักจะชี้มาที่เขาเสมอ

   

   เมื่อผีสาวรู้เรื่องส่วนตัวและนิสัยของพี่ชายจากการเล่นเกมแล้ว จึงมีคนคอยช่วยจัดพิธีสมรสแบบเงียบๆหลังจากนั้น


   ผีสาวไม่ได้รบกวนเขาทันที แต่รอจังหวะที่คนแยกย้ายกลับบ้าน จึงได้ตามติดมาโดยอาศัยพันธะทางวิญญาณของการแต่งงานเป็นสื่อ

   

   ต่อมาเมื่อพี่ชายได้รับยันต์คุ้มครองจากอาจารย์ ทำให้เขาปลอดภัยไปช่วงหนึ่ง

   

   แต่ยันต์ก็ไม่ได้มีอำนาจขับไล่วิญญาณอย่างถาวร เพียงแค่กันไม่ให้วิญญาณเข้ามาใกล้ได้ ทำให้ผีสาวเกิดความหงุดหงิด

   

   ยันต์คุ้มครองเริ่มเสื่อมลงจากการปะทะอยู่หลายครั้ง และเมื่อวิญญาณได้เปิดทางได้อีกครั้ง ผีสาวจะต้องเข้ามาแก้แค้นอย่างแน่นอน

   

   เวลานี้ชะตาชีวิตของพี่ชายถูกปกคลุมด้วยพลังอาฆาตรุนแรง แต่เธอยังพอใจกับตัวพี่ชายอยู่ จึงไม่ลงมือทำร้ายร้ายแรง


   หากถึงจุดที่โกรธสุดขีดก็คงไม่ปล่อยเขาไว้แน่

   

   เสี่ยวตงถึงกับร้องโอดครวญ “ใครมันเป็นคนคิดจะเล่นงานผมกันแน่!”

   

   การเข้าค่ายครั้งนั้นมีทั้งคนรู้จักและเพื่อนของเพื่อน ที่เสี่ยวตงเองก็ไม่ได้รู้จักทั้งหมด

   

   เหยาเหยาส่ายศีรษะและพูดเบาๆ “พี่ชายคะ เรื่องหาตัวคนทำเอาไว้ก่อนดีกว่า มาแก้ปัญหาใหญ่ตอนนี้ก่อนเถอะค่ะ!”

   

   และปัญหาใหญ่ที่เหยาเหยาเอ่ยถึงคงหนีไม่พ้นผีสาว หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น พี่ชายก็คงต้องเจอเรื่องยุ่งยากอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดแน่นอน

   

   "ถูกต้อง ถูกต้อง เรื่องสำคัญต้องมาก่อน อาจารย์มีอะไรที่ต้องการให้พวกเราช่วยไหม บอกมาได้เลย พวกเราจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ค่ะ!"

   

   พี่ชายยังไม่ทันได้ตอบสนอง คุณแม่ของเขาที่อยู่ข้างๆ ก็รีบช่วยตอบทันที

   

   ในตอนนี้ คุณแม่ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เมื่อเทียบกับการที่ลูกชายไปยุ่งเกี่ยวเอง การถูกคนอื่นทำร้ายดูเหมือนจะยอมรับได้ง่ายกว่า

   

   ถ้าเป็นกรณีแรก อาจจะเหมือนในละครทีวีที่มีเรื่องราวความรักระหว่างคนกับผี ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นเธอคงจะโมโหจนตายคาที่

   

   "คุณป้าค่ะ พวกคุณป้าไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่ให้พี่ชายนั่งอยู่เฉยๆก็พอแล้วล่ะ!"

   

   "เมื่อมาถึงสำนักหั่วหยุนแล้ว พวกคุณก็วางใจได้เลย ปัญหาทั้งหมดจะไม่ได้รับการแก้ไข"

   

   เหยาเหยาตบหน้าอกเล็กๆของตัวเองอย่างมั่นใจ พูดอย่างจริงจัง

   

   นี่ไม่ใช่การโอ้อวดของเธอ แต่เป็นเพราะเธอมีความสามารถจริงๆ อย่างไรเสียสำนักหั่วหยุนก็เป็นอาณาเขตของเธอ

   

   เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีอะไรทำ เหยาเหยาก็มักจะแกะสลักลวดลายอาคมอยู่เสมอ แม้ว่าภายนอกสำนักหั่วหยุนจะดูเหมือนไม่มีแม้แต่แนวป้องกัน แต่ความจริงแล้วมันเพียงแค่ยังไม่ได้เปิดใช้งานเท่านั้นเอง

      

   เมื่อเหยาเหยานั่งประจำที่จุดศูนย์กลางของกลไก หลังจากเปิดใช้งานแล้ว แม้แต่จักรพรรดิมนุษย์มาเอง ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทำลายมันได้ในทันทีหรือเปล่า?

   

   ส่วนเรื่องการจับผีร้าย? นั่นยิ่งเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย ไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย

   

   คำพูดของอาจารย์ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างมาก

   

   เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนอาจารย์ ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงไม่พูดอะไรเลย แค่นั่งตัวตรงอย่างสงบเสงี่ยม

   

   เหยาเหยาหันไปเตรียมของ สัญญาแต่งงานกับผีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผีร้ายตามหาพี่ชายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยเหยาเหยาจับผีได้อีกด้วย

   

   ส่วนเหตุผลที่ต้องเตรียมการ? แน่นอนว่าเพื่อจะได้จับตัวอีกฝ่ายมาอยู่ตรงหน้า และกำจัดให้สิ้นซากจึงจะวางใจได้

   

   ดังนั้น ทั้งสองคนจึงเห็นเตาทองแดง เทียนหอม กระบี่ไม้ท้อ ชาด ยันต์ และอื่นๆ เครื่องรางของขลังที่ใช้ปราบภูติผีมากมายถูกวางเรียงบนโต๊ะทีละชิ้น

   

   "ฮ่าๆ พี่ชายพร้อมหรือยังคะ? หนูจะเริ่มแล้วนะ!"



 บทที่ 284: จับผีสาว

   

   ใบหน้าของเหยาเหยาเผยรอยยิ้มหวานน่ารักโดยไม่มีท่าทีวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเธอจะมั่นใจอย่างเต็มที่

   

   และไม่รู้ว่าเพราะอะไร เสี่ยวตงที่ตอนแรกยังมีท่าทีตื่นเต้นประหม่า กลับรู้สึกสงบลงเมื่อเห็นสีหน้าอาจารย์ เขาพยักหน้าอย่างมั่นใจ

   

   “ครับ ผมพร้อมแล้ว ถ้าผมออกเสียงแม้แต่นิดเดียวก็ถือว่าผมมันขี้ขลาด!”

   

   เหยาเหยามองเขาแปลกๆด้วยสายตาตกใจที่พี่ชายให้สัญญาท้าทายออกมาเอง ดวงตากลมโตก็สะท้อนความอึ้งปนขบขันเล็กน้อย

   

   แต่เธอก็ไม่พูดอะไรมาก แค่จุดกำยานหอม แล้วหยิบกระดาษยันต์มาแปะลงบนกระบี่ไม้ท้อ จากนั้นเริ่มร่ายคาถาเสียงดัง

   

   “พลังดาวทำลายล้าง บรรพตยิ่งใหญ่ ส่องสว่างดุจแสงอันสูงส่ง ช่วยดึงศัตรูให้มาสยบ สั่งการโดยพลันดั่งกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์!”

   

   นี่เป็นคาถาเรียกวิญญาณ คาถานี้โดยปกติสามารถส่งผลในรัศมีสิบกิโลเมตร

   

   ผีสาวตัวนั้นเองก็รู้ดีว่ารัศมีสิบกิโลเมตรยังไม่ปลอดภัยพอ จึงหลบซ่อนตัวไกลถึงสามสิบกิโลเมตร

   

   หากเป็นคนอื่นอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เหยาเหยามีพันธะจากการแต่งงานในนามวิญญาณ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เธอก็สามารถดึงผีสาวให้มาที่นี่ได้

   

   เมื่อกระดาษยันต์กลายเป็นเถ้าถ่าน อากาศภายในห้องก็พลันเย็นลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่อึดใจ

   

   เสี่ยวตงหดคอลงอย่างอดไม่ได้ ขนลุกชันเต็มแขน

   

   ‘ไม่นะ หรือว่าจะมาแล้ว!’

   

   เขาคิดในใจ ใจเต้นรัวด้วยความหวาดระแวง

   

   กลางวันแสกๆ แต่ห้องกลับเย็นจนผิดปกติ หากเป็นตอนที่เขาอยู่คนเดียว เขาคงรีบเผ่นไปแล้ว

   

   แต่ตอนนี้คำท้าทายก็เพิ่งออกจากปาก ถ้าหนีไปก็คงเสียหน้าแย่

   

   เหยาเหยามองแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มเยาะเย้ยเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของเสี่ยวตง แล้วรีบเบนสายตาไปยังผีสาวในชุดแดงตรงหน้า

   

   ผีสาวที่ดูมึนงงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เธอหมุนหัวไปมาเพื่อดูรอบๆ

   

   ทันทีที่สายตาปะทะกับเหยาเหยา ใบหน้าของเหยาเหยากลับดูสดใสคล้ายภาพเด็กน้อยที่เคยติดไว้ตามบ้าน แต่สำหรับผีสาวในชุดแดงนั้น ภาพนี้น่ากลัวจนทำให้เธอขนลุก

   

   ร่างของผีสาวตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีโดยไม่รีรอ ถึงจะเห็น ‘สามี’ ของเธออยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอหยุด

   

   ความน่ากลัวของเด็กน้อยคนนี้มันเกินจะรับไหว!

   

   ‘แย่แล้ว ต้องเป็นเพราะชายผู้นั้นนั่นไปหาคนมาช่วยแน่ๆ’

   

   ผีสาวเข้าใจทันที และพอรู้ว่าถูกจับได้ก็นึกอยากฉีกกระชากร่างของเสี่ยวตงให้สาสม แต่เธอก็รู้ดีว่าอยู่ไปก็มีแต่เสียหายมากกว่าได้

   

   ‘หลบหนีก่อนแล้วค่อยหาทางแก้แค้นก็ยังไม่สาย’ เธอคิดได้อย่างนั้น แต่แล้วทันใดนั้นก็เกิดความเจ็บปวดรุนแรงกลางอกจนต้องหยุดชะงัก เธอก้มลงมองแล้วเห็นโซ่สีดำเส้นหนึ่งแทงทะลุอกเธออย่างแม่นยำ โล่พลังวิญญาณที่อัดแน่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

   

   “แหมๆ วิ่งเร็วแค่ไหนก็หนีไม่พ้นหรอกค่ะ พี่สาวคนสวย ไหนๆก็มาแล้วอยู่ดื่มน้ำชากันก่อนดีไหมคะ”

   

   เหยาเหยาพูดด้วยรอยยิ้มสดใส เธอสะบัดข้อมือเบาๆ เสียงโซ่กระทบกันดังกริ๊กๆ แล้วในพริบตาเดียว ผีสาวก็มาปรากฏอยู่ในกำมือของเธอ

   

   หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง

   

   ผีสาวในชุดแดงที่พยายามดิ้นรนก็โดนจนหน้าตาบวมปูด ก็หมอบลงพื้นด้วยความหวาดกลัว จ้องมองเด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะด้วยดวงตาขาวโพลน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเกรงกลัว

   

   แขนเสื้อข้างซ้ายของเธอว่างเปล่า เธอไม่ใช่คนพิการมาตั้งแต่เกิดหรอก แต่มันถูกฝ่ายตรงข้ามกระชากออกไป บดขยี้ แล้วก็...กินเข้าไป

   

   “ฮ่าๆ ตอนนี้พี่สาวจะพูดได้หรือยังคะ? ถ้ายังดื้ออยู่ เหยาเหยายังหิวอีกนิดนึงนะคะ!”

   

   เหยาเหยาจ้องมองเธอด้วยแววตามุ่งมั่น

   

   แขนของผีตนนี้มีกลิ่นไอแห่งความตายแรงมาก ด้วยพลังลึกล้ำ กินแล้วยิ่งหอมหวาน เหยาเหยาก็เลยรู้สึกว่าแค่แขนเดียวดูยังไม่เพียงพอ

   

   “จะพูดแล้ว! จะพูดทุกอย่าง อย่ากินอีกเลยค่ะ ท่านเทพ!”

   

   ผีสาวในชุดแดงสะดุ้งเฮือกใหญ่ ไม่ว่าในชาติคนหรือตอนเป็นผี เธอไม่เคยกลัวขนาดนี้มาก่อน

   

   “ได้ งั้นพูดมาเถอะค่ะ!”

   

   เหยาเหยารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยอมปล่อยเธอ เพราะเมื่อครู่ได้ให้สัญญาไว้แล้วว่าจะไม่กินเธอถ้าเธออธิบาย

   

   “ข้าขอสารภาพตามตรง ท่านเทพ เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของข้านะเจ้าคะ”

   

   “ข้าตายมาหลายปีแล้ว เป็นผีที่ตั้งใจสุจริตตลอดมา มีคนมาขอร้องให้ช่วยพลิกดวงเรื่องเงินทอง เขาบอกว่าจะหาชายคนหนึ่งให้ข้า...”

   

   เมื่อเห็นว่าเหยาเหยาไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างที่พูดไว้ ผีสาวในชุดแดงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ และความรู้สึกน้อยใจก็ผุดขึ้นมาในใจ

   

   เธอเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงที่โศกเศร้า

   

   เธอชื่อ ‘เสี่ยวเฟิ่งเซียน’ เป็นหญิงชาวราชวงศ์โบราณ เมื่อครั้งเธอจากไปในวัยเยาว์ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่มีบุตรหลานใดๆ และเธอเป็นบุตรสาวคนเดียวของครอบครัว แม้พ่อแม่จะเคยมาทำบุญให้เธออยู่บ้าง แต่หลังจากที่ท่านทั้งสองเสียไป หลุมศพของเธอก็กลายเป็นสุสานที่ถูกทิ้งร้าง

   

   สองเดือนก่อน มีชายคนหนึ่งไม่รู้ว่าใครแนะนำมา เขามาเงียบๆ ตอนกลางคืนที่หลุมศพของเธอ ตั้งโต๊ะบูชาด้วยอาหารและเครื่องเซ่นไหว้มากมาย

   

   นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับผีที่อยู่มานานหลายร้อยปีเช่นเธอ แน่นอนว่าการที่มีคนมาบูชากะทันหัน มักจะหมายความว่าคนนั้นต้องการอะไรบางอย่าง

   

   แต่ด้วยกลิ่นหอมของของเซ่นไหว้ก็ยั่วยวนเกินห้ามใจ เธอกินดินและดื่มลมมานานจนลิ้นไร้รสชาติ พอเห็นโต๊ะอาหารที่อุดมสมบูรณ์ก็อดไม่ไหวต้องเข้าหาของบูชาเหล่านั้น

   

   ผีอย่างเธอไม่ได้กินของบูชาเหมือนมนุษย์ ไม่ได้กินแล้วลดหายไปแต่อย่างใด เพียงแค่ดึงพลังชีวิตหรือ 'ปราณ' จากอาหารมาใช้ต่างหาก

   

   ปราณเป็นสิ่งที่ทำให้เนื้อหนังของสิ่งมีชีวิตมีความสดใหม่และมีชีวิตชีวา อาหารที่ไม่มีปราณก็ดูจะเหมือนปกติ แต่เมื่อกินเข้าไปกลับไร้รสและประโยชน์ เป็นเพียงการเติมท้องเปล่า

   

   เธอจึงกินอย่างเต็มอิ่มและคิดว่าไหนๆ เขาก็ได้ให้ของเซ่นไหว้มาก็ไม่เสียหายที่จะตอบแทน หากช่วยเขาได้ตามสมควรก็ไม่เป็นไร เพราะการให้และรับเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยั่งยืน

   

   หลังจากที่อิ่มหนำสำราญ เธอก็นั่งรอให้เขาบอกความต้องการ


   แต่ใครจะไปรู้ ชายคนนั้นกลับไม่เอ่ยปากขอสิ่งใดเลย เขามาอีกหลายครั้งด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เอ่ยถึงความต้องการใดๆ ทำให้เธอคิดว่าตนเองคิดมากไปเองหรือเปล่า

   

   จนกระทั่งวันหนึ่ง เขามาเยี่ยมอีกครั้ง คราวนี้มีท่าทีอิดโรยพูดพร่ำถึงเรื่องราวต่างๆ เธอจึงได้รู้ว่าเขามีปัญหาหนักหนาและอาจจะไม่กลับมาทำบุญให้อีก

   

   ผีสาวที่ติดรสชาติของของเซ่นไหว้ก็เลยตกใจมาก จึงตัดสินใจเข้าฝันเพื่อช่วยเขาแก้ปัญหาได้สำเร็จ

   

   หลังจากนั้นเขาก็ยิ่งนำของบูชามาถวายบ่อยขึ้น ต่อมาเขาก็รู้ว่าเธอไม่ได้แต่งงานมาก่อนตาย จึงเสนอจะเป็นแม่สื่อหาเจ้าบ่าวให้

   

   “ข้าตอนนั้นคิดจะปฏิเสธแล้ว แต่พอเห็นรูปของท่านเสี่ยวตงแล้ว ข้าก็เลยใจอ่อนเจ้าค่ะ...”

   

   เสียงของผีสาวค่อยๆเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน เธอรู้สึกว่าชายหนุ่มในรูปนั้นถูกใจเธอเป็นอย่างมาก และหน้าตายังคล้ายคลึงกับจอหงวนหนุ่มคนหนึ่งที่เธอเคยแอบชอบสมัยยังมีชีวิตอยู่



บทที่ 285: ระวังไฟ ระวังกันขโมยและต้องระวังเพื่อนด้วยนะ

   

   “ถึงเขาจะช่วยให้เราผูกพันเป็นสามีภรรยากันในนามวิญญาณ แต่ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเขาจริงๆ ท่านเทพต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ”

   

   ผีสาวในชุดแดงเริ่มสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น มันไม่ใช่เพราะเธอกลัว แต่เพราะเมื่อกลายเป็นวิญญาณแล้วเธอก็มีสำนึกในใจว่าหากทำร้ายคน เธอจะต้องพบกับความน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

   

   ยิ่งเมื่อเธอรู้สึกดีต่อชายหนุ่มคนนี้แล้ว เธอคงไม่มีทางทำร้ายเขาแน่นอน

   

   “พี่สาวคะ ถึงแม้พี่จะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพี่ชายคนนั้น แต่พลังลบที่พี่มี ก็เปรียบเสมือนยาพิษต่อเขาอยู่ดีนะคะ!”

   

   เหยาเหยาทำหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย เสียงนุ่มนวลฟังดูจริงจัง

   

   เธอรู้อยู่แล้วว่าผีตนนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร หากเป็นอย่างนั้นเธอคงไม่เก็บพลังจากโซ่เกี่ยววิญญาณเอาไว้

   

   ในเสี้ยววินาทีที่มันแทงผ่านอกนั้น ผีสาวก็คงดับสูญไปแล้ว

   

   “เรื่องนี้ถือเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่ง ข้าขอรับผิด” ผีสาวพยักหน้ารับผิด หน้าซีดขาวของเธอมีรอยกระดากปรากฏขึ้นเล็กน้อย

   

   เหยาเหยาเห็นเธอสารภาพผิดอย่างรวดเร็ว ก็ยิ้มหวานอย่างพอใจ เธอแอบกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ยอมรับผิด

   

   หากเป็นเช่นนั้น เธอก็คงจัดการยากทีเดียว เพราะผีสาวตนนี้ไม่ได้ทำร้ายใครจริงๆ จะใช้กำลังลงโทษก็ไม่ใช่เรื่อง

   

   “พี่สาวคะ ระหว่างพี่กับพี่ชายเป็นคนกับผีต่างกันไปคนละโลก สัญญาแต่งงานวิญญาณที่ผูกพันนี้ ก็แค่หลอกลวงพี่ชายให้เซ็นสัญญาเองไม่ใช่เหรอ?”

   

   “ความสัมพันธ์แบบนี้มันไม่ดีหรอกนะ มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย จะว่าพี่ชอบพี่ชายจริงหรือไม่ก็เถอะ ยังไงเหยาเหยาจะขอยกเลิกความสัมพันธ์นี้เองนะคะ!”

   

   การที่เธอเข้ามาครอบครองตำแหน่งในวังชีวิตคู่ของเขานั้นนับว่าเป็นปัญหามาแต่แรก เพราะว่าชีวิตแต่งงานผูกพันคนสองคนให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งอยู่ด้วยกันนานยิ่งพันเกี่ยวในโชคชะตามากขึ้น หากเป็นคนก็อาจไม่เท่าไร แต่กับวิญญาณนั้นต่างกัน

   

   เพราะชะตาของคนตายถูกลบไปจากฟ้าและดินแล้ว ยิ่งเกี่ยวพันกับสิ่งลวงที่มองไม่เห็น ยิ่งมีโอกาสเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวที่บรรยายไม่ออก

   

   ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ความล่มสลายของทรัพย์สินและโชคลาภ

   

   เสี่ยวเฟิงเซียนทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ต้องกลืนคำพูดลงไป เพราะสายตาที่อีกฝ่ายส่งมา แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเธอไม่ได้กำลังขอคำปรึกษาแต่อย่างใด

   

   “ข้าขอมอบให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจเถิดเจ้าค่ะ”

   

   เธอหันมองชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะหันกลับมาพร้อมกับก้มหน้าลงอย่างช้าๆ

   

   เห็นท่าทางของเธอแล้ว เหยาเหยาก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ผู้หญิงคนนี้กับพี่ชายมีชะตาผูกพันกันอยู่บ้าง แต่ก็เพียงผิวเผิน ยังไม่ถึงขั้นเป็นคู่แท้ที่ถูกกำหนดมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อครั้งอดีตคลาดกันไปแล้ว ก็ถือว่าไม่มีวาสนาต่อกันอีก

   

   “ฟุ่บ!”

   

   เหยาเหยาค่อยๆยกมือเล็กๆของตนขึ้น แล้วสะบัดออกเบาๆราวกับดีดสายพิณ เพื่อตัดสายสัมพันธ์ระหว่างคนกับวิญญาณออกอย่างแรง

   

   “กรี๊ด!” เมื่อสายสัมพันธ์ขาดสะบั้น เสี่ยวเฟิงเซียนก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเริ่มซีดลงเล็กน้อย แต่ก็เพียงเท่านั้น เพราะเธอไม่ได้พยายามช่วงชิงพลังชีวิตของผู้มีบุญสัมพันธ์ มิฉะนั้นแรงสะท้อนกลับจะยิ่งรุนแรงกว่า

   

   แล้วอีกฝ่ายที่เป็นเจ้าของชะตาล่ะ?

   

   เสี่ยวตงรู้สึกเหมือนมีพันธนาการบางอย่างหลุดออกไป ทั่วร่างกายจึงรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน!

   

   “ท่านอาจารย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่?” เขาถามด้วยความตกตะลึง

   

   เหยาเหยาหยุดไปเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายเป็นคนธรรมดา ไม่สามารถเห็นหรือได้ยินวิญญาณได้

   

   เธอจึงอธิบายถึงสิ่งที่ตนเพิ่งทำไปอย่างละเอียด

   

   เสี่ยวตงได้ฟังก็เงียบไป ในใจถึงกับรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง ใครจะอยากมีภรรยาผีมาแบบงงๆกันล่ะ? แต่เมื่อคิดดีๆแล้ว เธอคนนั้นก็แค่ทำให้เขาอายอยู่บ้างเท่านั้น ไม่ได้ทำอันตรายใดๆใหญ่โตจริงจัง

   

   ไหนๆท่านอาจารย์ก็ช่วยจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ถือว่าจบเรื่องกันเสียที

   

   “แต่อาจารย์ครับ ท่านต้องให้เธอบอกผมมานะ ว่าไอ้คนไหนกันที่กล้ามาเล่นงานผมขนาดนี้” เสี่ยวตงทุบหมัดลงแล้วยกขึ้นมาอีกครั้ง

   

   หากไม่ใช่เพราะแม่ตนหาท่านอาจารย์มาช่วย เขาคงต้องตายไปโดยไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ๆ

   

   หากเขาตายไปแบบนั้น ก็อายเกินกว่าจะไปพบเหล่าบรรพบุรุษเบื้องล่างแล้ว

   

   ถึงแม้ตอนนี้จะรอดมาได้ ก็ใช่ว่าจะราบรื่นนัก เพราะพักหลังเขาแสดงออกให้คนรอบตัวเห็นว่าตนมีอาการซึมเศร้า ซึ่งเรื่องนี้ปิดไม่มิดและข่าวก็แพร่กระจายไปไม่น้อย ถึงขั้นมีคนเอาเขาไปลือเสียๆหายๆว่าเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า

   

   เพื่อนร่วมห้องยังเอาข้อความพวกนี้มาให้ดูว่าไม่รู้ใครปล่อยข่าวขึ้นมาจัดอันดับ ‘เทพมือไว’ ของทั้งโรงเรียน ซึ่งเขากวาดคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งทิ้งที่สองไปหลายร้อยคะแนน


   “อันนี้หนูรู้ค่ะ พี่สาวผีบอกว่า เขาชื่อ ‘ฉินเจิ้ง’ แต่จริงๆไม่ใช่ชื่อนั้นหรอกนะ เขาหลอกพี่สาวด้วย”

   

   เหยาเหยารู้วิธีสร้างบรรยากาศดีทีเดียว พอพูดประโยคแรกออกมา เคอเสี่ยวตงก็กำลังจะปฏิเสธว่าตนไม่รู้จักใครที่ชื่อ ‘ฉินเจิ้ง’

   

   แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ เหยาเหยาก็วกกลับเข้าเรื่องไปอีก ทำให้เขาถึงกับอึ้งพูดไม่ออก

   

   “อะแฮ่ม เอ่อ ท่านอาจารย์ งั้นท่านรู้ชื่อจริงเขาไหมครับ?” เขาเคลียร์คอแล้วถามด้วยความรู้สึกพูดไม่ออก

   

   เพราะคิดดูแล้ว อีกฝ่ายถึงกับหลอกแม้กระทั่งวิญญาณ นิสัยแย่แบบนี้หาได้ยากจริงๆ

   

   ถูกเล่นงานหนักถึงขนาดนี้ จะให้เขาปล่อยไปก็ไม่ได้แล้ว

   

   “รู้สิค่ะ” เหยาเหยาตอบอย่างนุ่มนวล “ชื่อจริงของเขาคือปันเจี๋ยค่ะ”

   

   ทันทีที่ได้ยินคำตอบ เคอเสี่ยวตงถึงกับตกตะลึงไปทั้งตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

   

   ชื่อที่เขาคิดขึ้นมาในหัวนั้นมีมากมายหลายชื่อ แต่กลับไม่เคยนึกถึงชื่อที่ท่านอาจารย์เพิ่งพูดออกมาเลย

   

   เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นเพื่อนร่วมห้องที่สนิทกันดี คนที่เขาหัวเราะเล่นด้วยกันเสมอ จนเขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าอีกฝ่ายมีแรงจูงใจอะไรที่ต้องทำขนาดนี้

   

   เหยาเหยาส่ายหน้าเล็กน้อย “พี่ชายคะ ง่ายๆเลยค่ะ เขาคิดว่า พี่ชายแย่งหญิงสาวที่เขาชอบไปจากเขา เขาเลยอยากแก้แค้นค่ะ!”

   

   ต้นตอของเรื่องนี้เรียกได้ว่าทำเอาสะดุ้งไม่น้อย ผู้ที่พยายามเล่นงานพี่ชายชอบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ในสายตาผู้หญิงคนนั้นกลับมองเห็นแต่พี่ชายคนเดียว ส่วนเขากลับถูกเมินเฉย

   

   โดยทั่วไป หากสานความสัมพันธ์กันไม่สำเร็จ ก็คงต้องปล่อยวางกันไป ในเมื่อเรื่องความสัมพันธ์ต้องขึ้นอยู่กับโชควาสนา ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่านั้น

   

   แต่ฝ่ายนั้นกลับมีนิสัยไม่ค่อยปกติ ไม่ได้คิดว่าวาสนาไม่ถึง แต่คิดว่าตนถูกช่วงชิงคนรักไปต่างหาก

   

   ช่วงนั้น พี่ชายมักจะไปไหนมาไหนกับหญิงคนนั้นบ่อยๆ เรื่องมันจึงยิ่งซับซ้อนและทำให้ฝ่ายนั้นคิดมากเกินไป

   

   เขาเป็นคนใจแคบและชอบคิดแก้แค้น จึงไปสืบทราบว่ามีวิธีไหว้ศาลเจ้าเพื่อขอให้ผีช่วยจัดการ

   

   แถมยังไม่กลัวอีกต่างหาก ลงมือทำทันที

   

   โชคเข้าข้างที่เขาเจอเฟิงเซียนผู้ซึ่งไม่มีเจตนาร้าย เขาบูชากันอย่างจริงจังแบบนี้ จนเกือบสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

   

   เหยาเหยายิ้มแปลกๆ เพราะไม่เข้าใจว่าไฉนคนที่ทั้งโง่และร้ายกาจเช่นนี้กลับมีโชคแปลกๆ

   

   แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็ได้ช่วยพี่ชายไว้แล้ว ส่วนที่เหลือ เขาคงจัดการได้เอง

   

   ชิงอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบพลันรู้สึกมีความคิดขึ้นมา

   

   ‘สมัยนี้ นอกจากต้องระวังไฟ ระวังขโมย ยังต้องเพิ่มอีกอย่าง นั่นคือระวังเพื่อนด้วย!’



 บทที่ 286: เหตุการณ์ไม่คาดฝันในประเทศอาร์

   

   เสี่ยวตงสบถก่อนจะเดินจากไป ระหว่างนั้นเขาก็สอบถามรายละเอียดหลายอย่าง เป็นที่แน่ชัดว่าการว่าความในศาลกำลังจะเกิดขึ้น

   

   เหยาเหยารู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์ซับซ้อนยิ่งนัก แม้จะเป็นเรื่องเหลือเชื่อแต่กลับเกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล

   

   เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วน การใช้ไม้เสี่ยงทายทำนายดวงชะตาของตัวเองก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้เช่นกัน บางครั้งคำตอบก็ดูท่าจะไม่ชัดเจน แต่หากคำนวณให้ดี มีความเป็นไปได้หลายอย่างจนกระทั่งผลลัพธ์ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้จนถึงวินาทีสุดท้าย

   

   “เหยาเหยาอย่าคิดมากเลยนะ ถึงเวลาทานข้าวแล้ว!”

   

   ชิงอวิ๋นที่กำลังยุ่งในครัวอยู่สักพัก ก็ออกมาพร้อมจานผัดสองจาน คือเนื้อผัดผักชีและไก่ผัดพริก

   

   เขาเห็นศิษย์หลานที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ก็หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็เรียกให้มากินข้าว

   

   “ว้าว! ถึงเวลาทานอาหารแล้วเหรอคะ หนูกำลังไปแล้วๆ!”

   

   ดวงตาของเหยาเหยาเป็นประกายวาวขึ้นทันที ความคิดทั้งหมดถูกละทิ้งในพริบตา

   

   เธอวิ่งไปยังโต๊ะอาหารด้วยความดีใจ

   

   วันนี้มีอาหารมากมาย ชิงอวิ๋นตั้งใจทำเต็มที่เพื่อเฉลิมฉลองให้กับศิษย์หลานที่น่าภาคภูมิใจคนนี้ เต็มไปด้วยฝีมืออันเป็นเลิศ

   

   จานอาหารบนโต๊ะจัดวางแน่นจนแทบจะไม่มีที่ว่าง

   

   “ว้าว! ท่านอาจารย์ลุงเก่งจริงๆ มีอาหารเยอะแยะเลย...” เหยาเหยารีบนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยๆ ที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับเธอเอง

   

   โต๊ะอาหารในสำนักถูกปรับความสูงไว้ให้พอดีกับตัวเหยาเหยาตั้งแต่ตอนที่ท่านอาจารย์เฒ่ายังมีชีวิตอยู่

   

   เหตุผลก็เพราะว่าเหยาเหยาตัวไม่สูงพอ นั่งลงแล้วจะไม่ถึงอาหารได้ง่าย ทำให้ต้องแก้ปัญหาโดยการปรับโต๊ะให้ต่ำลง

   

   เมื่อโต๊ะต่ำลงแล้ว ชิงอวิ๋นก็ไม่จำเป็นต้องคอยคีบอาหารให้ เนื่องจากเขาก็ต้องทานอาหารเช่นกัน ถือว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีทีเดียว

   

   “ชอบก็ดีแล้ว อาหารพวกนี้เตรียมไว้สำหรับหนูนั่นแหละ”

   

   ชิงอวิ๋นไม่ใช่คนโง่นัก เขาแอบคีบอาหารใส่ถ้วยเล็กให้ตัวเองก่อนจะทานด้วยความสบายใจ

   

   หลังทานข้าวเสร็จ เหยาเหยาก็ต้องกลับไปยังบ้านตระกูลกู้ เพราะหลบออกมานานเกินไปแล้ว หากไม่กลับตอนนี้คงจะไม่ดี

   

   ชิงอวิ๋นไม่ห้ามอะไร เขาค่อยๆหยิบเครื่องรางรูปถั่วผูกด้วยเชือกสีแดงออกมาให้เธอ

   

   “นี่เป็นหยกเทียนหวงที่อาจารย์ลุงหยิบจากในคลังออกมา แกะสลักด้วยมือเอง แม้ว่าจะไม่ค่อยมีมูลค่าเท่าไหร่”

   

   “แต่อาจารย์ลุงก็ไม่สามารถปล่อยให้หนูช่วยบ้านเมืองโดยที่ไม่ได้แสดงอะไรตอบแทน”

   

   “มาเถอะ อาจารย์ลุงจะสวมให้เอง”

   

   ชิงอวิ๋นรู้ดีว่าตนเองบางทีก็ทำตัวไม่เหมาะสม แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ เขาก็พยายามทำหน้าที่ผู้ใหญ่ที่ดีเพื่อไม่ให้ศิษย์หลานต้องเสียใจ

   

   “ขอบคุณค่ะอาจารย์ลุง สวยมากเลย เหยาเหยาชอบมากค่ะ”

   

   เหยาเหยามองเครื่องรางรูปถั่วที่ห้อยบนคอของตัวเองด้วยความสุข ด้านหน้าใสและเหลืองเหมือนขี้ผึ้ง ขัดเงาจนเป็นประกายสะท้อนภาพใบหน้าเล็กๆของเธอที่เหมือนมีชีวิตจริง

   

   เหยาเหยาเอาเครื่องรางรูปถั่วไว้ในมือด้วยความชื่นชอบ ทำให้ชิงอวิ๋นรู้สึกพึงพอใจมาก เขารู้สึกว่าไม่เสียหน้าต่อหน้ารุ่นเยาว์

   

   เหยาเหยากลับมายังบ้านตระกูลกู้พร้อมกับถุงสัมภาระที่เธอเตรียมขึ้นในช่วงนี้ เต็มไปด้วยยันต์และเครื่องรางที่เธอสร้างขึ้นเอง

   

   ในห้องโถงบ้านตระกูลกู้ เหยาเหยาวุ่นวายอย่างกับคนขายของ เธอหยิบออกมาทีละชิ้น ส่งให้สมาชิกครอบครัวตามลำดับ

   

   “นี่ของพี่หก นี่ของพ่อ นี่ของแม่ โอ้ ใช่แล้วยังมีของคุณปู่คุณย่าอีก”

   

   ชื่อแต่ละคนถูกเอ่ยขึ้นทีละชื่อ ถุงสัมภาระของเธอก็เบาลงไปเรื่อยๆ หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ก็แบ่งเสร็จเรียบร้อย

   

   เพราะสมาชิกในครอบครัวกู้มีหลายคน หลังจากเสร็จงานใบหน้าของเหยาเหยาก็มีสีชมพูระเรื่อ ผิวขาวนวลยิ่งทำให้น่ารักยิ่งขึ้น

   

   “นั่งพักสักครู่ดื่มน้ำให้ชุ่มคอหน่อยนะลูก”

   

   เฉินฮุ่ยพูดพลางส่งน้ำให้ลูกสาว

   

   เธออดไม่ได้ยื่นมือไปหยิกแก้มเล็กๆของเหยาเหยาที่สัมผัสอุ่นๆนุ่มลื่น ทำเอาเธอไม่อยากปล่อย

   

   จนกระทั่งเสียงนุ่มนวลดังขึ้นว่า “แม่คะ เหยาเหยาจั๊กจี้นิดหน่อยค่ะ”

   

   คำพูดนี้ทำให้เฉินฮุ่ยได้สติกลับคืนมา เธอจึงรีบปล่อยมือและยิ้มอย่างเขินๆ

   

   เหยาเหยาเห็นว่าแม่ปล่อยมือแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่หันไปดื่มน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ น้ำนี้เป็นน้ำพุเขาที่ไม่มีรสหวานนัก เหยาเหยาเลยดื่มอย่างเอื่อยๆ ดูท่าทีสงบเรียบร้อย

   

   “ครั้งนี้คงเหนื่อยสำหรับเหยาเหยามาก พี่หกจะหาของขวัญให้ หรือน้องอยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย”

   

   กู้หานเจินกล่าวพร้อมกับลังเลเล็กน้อย ของในมือเขามีหลายอย่างและเป็นของหายากทั้งนั้น เพราะเหยาเหยาทำยันต์ไว้เพียงไม่กี่แผ่นให้สมาชิกครอบครัวเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน

   

   และเขาขอไว้ใช้สำหรับทีมทหารของเขาด้วย จำนวนยันต์ที่เขาขอถือว่าเยอะ สมาชิกครอบครัวต่างจับตามองเขาอยู่ขณะนี้

   

   ท่าทางนั้นทำเอาเขาอายจนต้องเกาหัวเพื่อบรรเทาความรู้สึก

   

   “ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พี่หกจัดการเรื่องที่สำคัญก่อนได้เลย!” เหยาเหยาพูดเสียงนุ่มนวล

   

   ที่เธอต้องพยายามมากก็เพื่อความปลอดภัยของพี่หก

   

   แม้ว่าครั้งก่อนที่เธอช่วยเอาชนะอุปสรรคนี้ไปได้ เธอก็แค่กำจัดนักพรตหยินหยางเหลียวฝีมือดีของศัตรูไปบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางของพวกนักพรตหยินหยางเหลียวในประเทศอาร์ จะหมดสิ้น

   

   หากเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆแล้ว พี่หกคงหนีไม่พ้นที่จะถูกกระทบ และยันต์กับเครื่องรางเหล่านี้จะทำให้เขามีความสามารถในการป้องกันตนเองจากนักพรตหยินหยางเหลียวได้อยู่บ้าง

   

   เพราะวิธีโจมตีที่สำคัญที่สุดของนักพรตหยินหยางเหลียวก็คือชิกิงามิ เมื่อการโจมตีไม่ได้ผล พวกเขาก็อาจตกเป็นเหยื่อของคนธรรมดาได้ง่ายๆ

   

   “เข้าใจแล้ว พี่หกจะจดไว้ก่อน” กู่หานเจินเห็นน้องสาวพูดอย่างเปิดเผยเช่นนี้ จึงไม่คิดขัดเขินอีกต่อไป

   

   “ฮ่าๆ แบบนี้ถึงจะดีสิคะ!” เหยาเหยาพยักหน้าอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเอนตัวพิงโซฟา รับของว่างจำพวกผลไม้เบอร์รี่ต่างๆจากคุณแม่

   

   ขณะที่เธอกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆก็เห็นพ่อบ้านเดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน ข้างหลังเขามีชายผู้หนึ่งในชุดสูทสีน้ำตาลยืนอยู่ ชายคนนี้แม้จะมีผมสีขาวหม่นๆ แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงและยืดตรงอยู่

   

   เหยาเหยาจำเขาได้ดี คนนี้คือ เฉินชิวสือ หัวหน้าทีมปฏิบัติการพิเศษ

   

   เมื่อเขาก้าวเข้ามา สีหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม แต่พอได้เห็นเหยาเหยาที่พิงอยู่บนโซฟา แววตาที่หม่นหมองนั้นกลับสว่างขึ้นเล็กน้อย

   

   ท่าทีของเขาทำให้เหยาเหยาที่กำลังจะหยิบเชอรี่เข้าปากต้องชะงักเล็กน้อย เธอเลิกคิ้วเรียวเล็กขึ้นอย่างรู้สึกได้ทันทีว่าการมาครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

   

   แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อครู่เธอได้ยินเสียงอันเร่งรีบของเขาดังขึ้นว่า

   

   “ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! อิเคดะมาซาโนริเขาตายแล้ว!”

   

   ทุกคนในห้องโถงถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่มีใครที่ไม่รู้ถึงสถานะของอิเคดะมาซาโนริ และด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนจึงเผยสีหน้าตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด

   

   “เป็นไปได้อย่างไร เมื่อสองวันก่อนเขายังแข็งแรงดี แถมยังไปร่วมงานต่างๆอย่างกระตือรือร้นอยู่เลย แล้วทำไมถึงตายได้?” กู่หานเจินเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นด้วยความไม่เชื่อ คล้ายกับนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้น

   

   ในฐานะคนของกองทัพ เขาเข้าใจดีว่า การเสียชีวิตของผู้มีอำนาจของประเทศอาร์อย่างกะทันหันจะสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลไปทั่วโลก

   

   ไม่เพียงแค่นั้น เขายังตายหลังจากที่ถูกน้องสาวของเขาจัดการ หากถูกตรวจสอบพบว่าน้องสาวของเขาอาจตกอยู่ในปัญหาใหญ่ได้

   

   กู่หานเจินรู้จักนิสัยน้องสาวของเขาดี เธอมีความรอบคอบ ไม่เคยทำอะไรเกินเหตุ ไม่คิดที่จะเอาชีวิตใคร จึงทำให้การตายของอิเคดะยิ่งดูน่าสงสัย โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

   

   กู่หานเจินรู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆในใจ การตายของผู้นำประเทศอาร์ คนนี้อาจจะเป็นข้ออ้างให้ประเทศอาร์ ใช้ในการก่อสงครามก็เป็นได้

   

   เมื่อคิดเช่นนี้ เขายิ่งมั่นใจว่าการที่เขาให้เหยาเหยาเตรียมยันต์ไว้ล่วงหน้าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

   

   แต่หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากให้เกิดสงครามขึ้นจริง เพราะหากเริ่มลงมือ ผลกระทบจะตกไปถึงชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องมากมาย

   

   เหยาเหยาก็หยุดกินของว่างเช่นกัน เธอทำสีหน้าจริงจังขึ้นแล้วถามว่า “คุณลุงเฉินคะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ช่วยเล่าให้หนูฟังหน่อยค่ะ”

   

   เมื่อเทียบกับคำตอบที่กระจัดกระจายบนอินเทอร์เน็ต ย่อมดีกว่าที่จะได้ฟังจากปากของเขาโดยตรง

   

   เฉินชิวสือส่ายหน้าก่อนจะเล่าว่า “เรื่องนี้คาดไม่ถึงจริงๆ เมื่อคืนอิเคดะได้ฆ่าตัวตายที่บ้าน เป็นการฆ่าตัวตายแบบฮาราคีรีด้วย” *[1]

   

   ต้องรู้ว่าการฆ่าตัวตายในประเทศอาร์ มีหลายรูปแบบ และฮาราคีรีเป็นหนึ่งในวิธีที่โหดร้ายและเจ็บปวดที่สุด เพราะเป็นการที่ผู้ตายต้องกรีดเปิดท้องและดึงเครื่องในของตัวเองออกมา

   

   โดยปกติแล้วจะมีเพียงผู้ที่ทำความผิดร้ายแรงต่อประเทศชาติเท่านั้น ที่จะใช้วิธีนี้

   

   มีบางคนบอกว่า นี่เป็นการที่อิเคดะรับผิดชอบต่อการที่เขาเร่งปล่อยน้ำเสีย

   

   แต่ความคิดเห็นนี้เป็นเพียงการคาดเดา เฉินชิวสือในฐานะหัวหน้าทีมปฏิบัติการพิเศษที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับอิเคดะมาไม่น้อย เขารู้ดีว่าอิเคดะเป็นคนที่ทั้งขี้ขลาดและเจ้าเล่ห์แค่ไหน

   

   จะให้เขายอมรับความผิด? อิเคดะสามารถพูดได้เก่งกว่าคนอื่นแน่ แต่ถ้าจะให้เขาทำอะไรที่ต้องลงแรงจริงๆล่ะก็ ยากพอๆกับปีนเขา ยิ่งเป็นการฆ่าตัวตายแบบฮาราคีรีด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้

   

   เรื่องนี้ย่อมมีความลับบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ แต่ปัญหาคือเขาตายอย่างไร้ร่องรอย ทำให้สืบหาอะไรไม่ได้เลย

   

   เฉินชิวสือรู้สึกไม่สบายใจอยู่ในใจเสมอ เขารู้สึกเหมือนกับว่าเบื้อวงหลังการตายของอิเคดะกำลังวางแผนการบางอย่าง แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยให้สามารถสืบต่อไปได้

   

   การมาของเขาในคืนนี้ก็เพื่อถามความคิดเห็นของท่านอาจารย์ว่ามีวิธีใดที่อาจช่วยให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่

   

   อีกทั้งเขายังต้องการยืนยันข้อสงสัยในใจของตนเอง เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้ยินข่าวว่ามีบุคคลลึกลับโจมตีสำนักหยินหยางเหลียว คนแรกที่เขานึกถึงก็คือเหยาเหยา

   

   ไม่ใช่เพราะเขามีความสามารถในการสืบสวนขั้นสูง แต่เป็นเพราะในโลกนี้มีคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำลายสำนักหยินหยางเหลียวด้วยตัวคนเดียวได้

   

   เฉินชิวสือพิจารณาอย่างรอบคอบ เขารู้จักและรู้ถึงแรงจูงใจของคนเพียงคนเดียวที่สามารถทำได้ขนาดนั้น

   

   นอกจากนี้เขายังต้องการดูด้วยว่าท่านอาจารย์ของเขาได้ทิ้งหลักฐานใดไว้หรือไม่ หากมี เขาจะจัดการทำลายทันที เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

   

   เพราะเรื่องที่ไปจัดการกับกลุ่มนั้นของประเทศอาร์ เป็นเรื่องสะใจแบบสุดๆ จะยอมให้มีข้อผิดพลาดไม่ได้ ต้องทำให้เรียบร้อยจริงๆ ป้องกันไม่ให้คนพวกนั้นเอามาเป็นข้ออ้างโจมตี

   

   “ฮาราคีรี?” เหยาเหยาได้ยินแล้วขมวดคิ้ว เธอไม่สนใจการทดสอบของเขาเท่าไรนัก

   

   เพราะสิ่งที่เธอกังวลจริงๆคือประโยคหลัง เธอเคยสังเกตดวงชะตาของอิเคดะมาแล้ว จึงรู้ดีถึงความกังวลของเฉินชิวสือ

   

   ประมุขนักพรตหยินหยางเหลียวคนนั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและเจ้าเล่ห์จริงๆ

   

   คนประเภทนี้ย่อมไม่มีอุดมการณ์เพื่อชาติแต่อย่างใด ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

   

   เธอเคยออกมือสั่งสอนเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาด เธอจึงลองคำนวณดวงชะตาดูใหม่อีกครั้ง

   

   ทว่าทันทีที่เริ่มคำนวณ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที เพราะเธอพบว่าเหตุและผลในอดีตของอีกฝ่ายถูกปิดกั้นไปในขณะนี้

   

   นี่เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก อีกฝ่ายเพิ่งเสียชีวิตไป ร่องรอยไม่น่าจะจางหายเร็วขนาดนี้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้แค่สองกรณีไม่ก็เขาตายไปนานแล้ว หรือไม่ก็มีคนที่มีพลังไม่ด้อยไปกว่าเธอ ทำให้การทำนายอนาคตสับสน

   

   ด้วยเหตุนี้ เธอถึงไม่สามารถตรวจสอบได้

   

   ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนในสองกรณีนี้ เรื่องราวก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน

   

   

   [1] ฮาราคีรี เป็นการฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้อง เกิดขึ้นในชนชั้นซามูไรของประเทศญี่ปุ่น โดยใช้มีดสั้นแทงที่หน้าท้องใต้เอวขวา แล้วกรีดมาทางซ้ายแล้ว ดึงมีดขึ้นข้างบน ซึ่งเป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด การตายด้วยวิธีนี้เชื่อกันว่าเป็นการตายอย่างมีเกียรติ



บทที่ 287: รอยแยกสวรรค์ ฝนเลือดร่ำไห้

   

   “ท่านอาจารย์ ท่านก็คำนวณไม่ได้หรือครับ?”

   

   เฉินชิวสือได้ยินความจริงจากการทำนายก็อดตัวสั่นไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเรื่องที่ถึงขนาดเหยาเหยาคำนวณไม่ได้

   

   “คุณลุงเฉินอย่าพึ่งกังวลไปนะคะ คนพวกนั้นมีแผนการแน่ หลังตายไปแล้วก็ต้องมีการเคลื่อนไหวต่อค่ะ” เหยาเหยาอธิบาย

   

   “คุณลุงแค่ต้องจับตาดูพวกนั้นไว้ให้ดี หาเบาะแสบางอย่างมาให้ได้ เหยาเหยาจะช่วยทำนายใหม่อีกครั้งเองค่ะ”

   

   เนื่องจากเป็นการคำนวณลอยๆ อีกทั้งมีคู่ต่อสู้คอยป่วน การคำนวณของเหยาเหยาจึงไม่แม่นยำซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

   

   คำพูดนี้ทำให้เฉินชิวสือเริ่มใจเย็นลง เขาพยักหน้าและตอบตกลง “ได้ พวกเราจะเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของประเทศอาร์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น”

   

   “รบกวนท่านอาจารย์เสียดึกดื่น ขอโทษด้วยจริงๆครับ”

   

   “ไม่เป็นไรค่ะ คุณลุงเฉินก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” เหยาเหยายิ้มและโบกมืออย่างผ่อนคลาย

   

   เหยาเหยาเห็นความเจ้าเล่ห์ของประเทศอาร์มาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ถึงขนาดผู้นำตายแสดงว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างแน่นอน สมกับคำที่อาจารย์เต๋าเคยว่าไว้ คนเลวไม่เคยคิดแผนดีได้

   

   ดังนั้นการเตรียมการล่วงหน้าย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย

   

   เห็นท่าทีสบายใจของท่านอาจารย์ เฉินชิวสือจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวและโค้งคำนับเพื่อแสดงความขอบคุณ

   

   เขาขอบคุณไม่เพียงแค่ที่ท่านอาจารย์ให้คำชี้แนะในตอนนี้ แต่ยังขอบคุณที่ท่านช่วยประเทศปราบปรามอำนาจของสำนักหยินหยางเหลียว ซึ่งนับเป็นการลดภัยคุกคามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

   

   เพราะนักพรตหยินหยางเป็นภัยร้ายแรงเกินกว่าคนธรรมดา อีกทั้งในหยินหยางเหลียวเองเกือบทั้งหมดก็เป็นผู้มีพรสวรรค์แต่กำเนิด

   

   ใช่แล้ว เฉินชิวสือดูเหมือนจะหลงทิศในตอนแรก แต่เขาก็ได้ข้อมูลที่ต้องการในที่สุด

   

   ทุกสิ่งถูกเก็บเป็นความลับ ทิ้งไว้ในความเข้าใจร่วมกันระหว่างเหยาเหยาและเฉินชิวสือ

   

   เมื่อตอนกลับหลังไป เฉินชิวสือดูมีความสุขจนแทบจะลอยได้ แทบไม่เหลือมาดผู้นำทีมปฏิบัติการพิเศษให้เห็นเลย

   

   …...........................

   

   เมื่อหลังจากนั้นห้องโถงตระกูลกู้ก็เงียบลง

   

   กู้เสวี่ยซงที่นั่งอยู่เบื้องสูงเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ตระกูลกู้จะเตรียมการรับมือไว้เสมอ”

   

   “ช่วงนี้ทุกคนพยายามอยู่บ้านให้มากที่สุด กลางคืนต้องกลับถึงบ้าน”

   

   ในตอนกลางวันไม่ค่อยอันตรายเพราะคนพลุกพล่าน แต่ในตอนกลางคืนที่พวกนักพรตหยินหยางสามารถใช้งานชิกิงามิได้ และนั้นจะเป็นการยากที่จะป้องกันได้หมด

   

   แม้ลูกสาวจะให้เครื่องรางมากมายไว้ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นแค่คนธรรมดา ความรอบคอบจึงไม่เสียหาย

   

   หากเกิดเรื่องขึ้นจริง ต้องให้ลูกสาวเข้ามาช่วยอีกแน่นอน เขายังจำเหตุการณ์ครั้งก่อนได้ดี จึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

   

   คนในตระกูลกู้คนอื่นๆก็คิดเช่นกัน ต่างพยักหน้าเห็นด้วย

   

   “เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรมาก ขอให้ระวังตัวไว้ก็พอ”

   

   กู้เสวี่ยซงไม่อยากสร้างบรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป จึงเอ่ยแค่นั้น จากนั้นเขาก็ลุกไปห้องทำงาน

   

   เมื่อจะให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เขาต้องแจ้งให้เลขาฯ กับบริษัททราบด้วย มิฉะนั้นวันใดวันหนึ่งเขาไม่ไป จะทำให้คนในบริษัทวิตกได้

   

   “แม่ไม่ต้องกลัวค่ะ เหยาเหยาจะปกป้องแม่เอง!”

   

   เหยาเหยาจริงๆแล้วไม่ค่อยกังวลนัก เพราะพลังของเธอในขั้นเก้าสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้ หากมีเหตุร้ายสวรรค์ก็จะเตือน ซึ่งคราวนี้ไม่มีการเตือนอะไร จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่

   

   แต่พอหันมาเห็นเฉินฮุ่ยที่คิ้วขมวด เหยาเหยาก็สะดุ้งนิดๆ นึกว่าแม่กำลังกังวล เธอจึงจับมือแม่อย่างนุ่มนวลและปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน

   

   เธอไม่ได้เลือกปกป้องแม่เพียงคนเดียว แต่พ่อและพี่ชายต้องเดินทางไปหลายที่ ซึ่งเธอคนเดียวดูแลทั้งหมดไม่ไหว

   

   แต่แม่ไปไหนก็พาเธอไปด้วยเสมอ สะดวกง่ายดาย ไม่ลำบาก

   

   ส่วนพ่อกับพี่ชายก็มีพี่ๆในหน่วยปฏิบัติการคอยดูแล ปลอดภัยแน่นอน

   

   ต้องรู้ว่าในช่วงนี้ เธอได้แนะนำพวกพี่ๆในหน่วย จนแต่ละคนก้าวหน้าไปมาก เสวียนฮุยก็นำหน้าไปแล้วก็ถึงขั้นห้าแล้ว

   

   พวกนักพรตหยินหยางเก่งๆนั้นเธอจัดการไปหมดแล้ว จัดการสะอาดเรียบร้อย ไม่มีหลักฐานจะมายุ่งยากอะไรได้อีก การลักลอบเข้าประเทศก็ลำบาก คงไม่กล้ามาป่วนแบบโจ่งแจ้ง

   

   พี่ๆในหน่วยปฏิบัติการนั้นรับมือไหวแน่นอน

   

   “ขอบใจนะจ๊ะ ลูกรัก”

   

   เฉินฮุ่ยสัมผัสถึงมือนุ่มนิ่มของลูกสาว ทำให้ดวงตาของเธออ่อนโยนลง

   

   ยิ่งเป็นเช่นนี้ เธอก็ยิ่งเกลียดชังประเทศอาร์ ที่ไม่เลือกทำดี กลับเลือกสร้างปัญหาให้ตัวเองเสียได้

   

   ….....................

   

   หลังจากนั้นระยะหนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เหยาเหยาคำนวณไว้

   

   การฆ่าตัวตายของผู้นำประเทศอาร์ กลายเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเหมือนไม่สำคัญนัก ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ

   

   การประชันกันที่เคยดุเดือดนั้นค่อยๆคลี่คลายลง

   

   จนกระทั่งมีการเลือกผู้นำสำนักหยินหยางคนใหม่ เป็นผู้ควบคุมที่แท้จริงของประเทศอาร์ เรื่องราวจึงจบลง

   

   ไม่รู้ว่าเพราะเป็นการเปลี่ยนอำนาจหรือไม่ แต่ประเทศอาร์ เริ่มมีคนหายตัวไปเป็นจำนวนมาก บ้างก็ว่ามีแก๊งอาชญากรรมมาเกี่ยวข้อง บ้างก็ว่าเป็นการกวาดล้างคนในชั้นของผู้นำคนใหม่

   

   ห้องทำงานในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ

   

   “ท่านหัวหน้าหน่วย นี่เป็นรายชื่อผู้สูญหายที่เราสามารถรวบรวมมาได้จากสายลับที่แฝงตัวอยู่ครับ”

   

   เจ้าหน้าที่หนุ่มคนหนึ่งถือแฟ้มข้อมูลหนาเตอะมายืนหน้าโต๊ะทำงาน สีหน้าของเขาดูเหมือนมีเรื่องที่อยากจะพูด

   

   ในที่สุดเขาก็อดทนไม่ไหว จึงเอ่ยถามว่า “หัวหน้าครับ เราจำเป็นต้องรบกวนท่านอาจารย์อีกหรือครับ? สายลับของเราทางนั้นก็ยืนยันว่าประเทศอาร์ ไม่มีความวุ่นวาย การหายตัวไปของคนบางคนก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ”

   

   เจ้าหน้าที่ระดับล่างคิดว่าผู้บังคับบัญชาทำเกินไปหน่อย

   

   ต้องเข้าใจก่อนว่าอาจารย์เพียงแค่มีความรู้สึกที่ดีต่อพวกเขาเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนในหน่วยเสียหน่อย

   

   แล้วหากไปหาครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้ ถ้าไม่ระวังอาจจะทำให้บุญคุณที่สะสมไว้หมดลงอย่างรวดเร็วได้ และนี่คือท่านอาจารย์ผู้สามารถท้าชนกับเสวียนเหมินได้เชียวนะ

   

   พูดกันตามตรง บุญคุณนี้ก็เหมือนครั้งก่อนกับสำนักไท่ชางที่ช่วยให้รอดชีวิตได้ในยามวิกฤติ

   

   ดังนั้นบุญคุณจากอาจารย์ จึงไม่ใช่ของผู้บังคับบัญชาเพียงผู้เดียว แต่เป็น ‘ทรัพย์สินร่วม’ ของหน่วยปฏิบัติการทั้งหมด จะให้หัวหน้ามาทำเสียหายง่ายๆได้ยังไงกัน

   

   “ปกติให้อ่านหนังสือมากๆก็ไม่เคยยอมฟัง ตอนนี้แม้แต่เรื่องง่ายๆขนาดนี้ก็ยังมองไม่ออกเลย อย่าทำให้หน่วยปฏิบัติการเสียหน้าเลยนะ!”

   

   “ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามาอธิบายกับนาย รีบตามฉันไปเดี๋ยวนี้เลย”

   

   เฉินชิวสือได้ยินเสียงบ่นพึมพำไม่หยุดของผู้ใต้บังคับบัญชา เขาโกรธจัด ไม่ใช่เพราะลูกน้องตำหนิ แต่โกรธเพราะทำงานไม่รอบคอบ

   

   วันเดือนปีเกิดของคนที่หายไปแต่ละคนมีความพิเศษมากเพราะทั้งหมดถ้าเป็นผู้หญิงจะเกิดในปี เดือน และชั่วโมงธาตุหยิน ขณะที่ผู้ชายเกิดในปี เดือน และชั่วโมงธาตุหยาง

   

   ผู้หญิงเป็นหยินและผู้ชายเป็นหยาง แต่เนื่องจากข้อแตกต่างของชั่วโมงเกิด มันจึงยากมากที่จะได้ดวงที่มีธาตุหยินหยางครบถ้วน พูดได้ว่าเป็นพันคนมีแค่หนึ่งคนก็ไม่ผิด

   

   และตอนนี้ คนที่หายไปทั้งหมดเป็นดวงหนึ่งในพันทั้งนั้น ใช้ปลายเท้าคิดก็รู้ว่าไม่ปกติ!

   

   ลูกน้องยังกล้าแนะว่าอย่าใช้ ‘บุญคุณ’ ฟุ่มเฟือยอีก งี่เง่าสิ้นดี!

   

   เจ้าหน้าที่ระดับล่างไม่คาดว่าผู้บังคับบัญชาจะระเบิดอารมณ์ออกมา ตกใจจนหัวหด ไม่กล้าพูดอะไรอีก

   

   ถึงหัวหน้าจะใจดีปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอำนาจข่มขู่ ตรงกันข้าม พอหัวหน้ายิ้มๆ แล้วอยู่ๆเปลี่ยนเป็นดุ มันยิ่งน่ากลัวกว่าคนที่เคร่งขรึมตลอดอีก

   

   เขารู้ดีว่าหัวหน้าอารมณ์เสียจึงเก็บตัวเงียบ เดินตามหลังไปพร้อมถือข้อมูลอย่างว่าง่าย

   

   เส้นทางไปบ้านตระกูลกู้นั้นเขาคุ้นเคยแล้ว จึงเดินทางราบรื่นไร้อุปสรรค

   

   เฉินชิวสือได้พบกับเหยาเหยาที่กำลังเตะลูกขนไก่อยู่กับเฉินฮุ่ย เห็นเขามาก็หยุดแล้วทักทายทันที

   

   เฉินชิวสือไม่มีเวลามาเสียมารยาท เขาเล่าสถานการณ์ที่สืบมาได้ให้อาจารย์ฟังอย่างละเอียด

   

   “อาจารย์ครับ ชาวประเทศอาร์ พาคนธรรมดาที่มีดวงพิเศษหายไปด้วยครับ ท่านพอจะทำนายได้ไหมว่าพวกเขาจะทำอะไร?”

   

   เฉินชิวสือไม่ถนัดเรื่องการทำนายหยินหยาง เขาเพียงแค่ดูออกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ลึกกว่านั้นคงไม่ได้

   

   ส่วนจะให้ใช้พวกสายลับไปสืบลึก? ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสืบรู้ไหม แค่เวลาก็ไม่ทันแล้ว

   

   มีคนหายไปเยอะขนาดนี้ ถ้าฝ่ายนั้นคิดจะทำอะไร คงได้ครบแล้ว

   

   เหยาเหยาอ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว คิ้วเริ่มขมวดทีละน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอก็สังเกตเห็นบางอย่างเช่นกัน

   

   เธอหยิบเหรียญจากกระเป๋าออกมา และเริ่มทำนายอย่างรวดเร็ว

   

   แต่พอเริ่มทำนายก็พบว่าสถานการณ์วุ่นวายไปหมด ราวกับมีคนตั้งใจปั่นป่วนสวรรค์ให้สับสน

   

   “ลุงเฉิน หนูก็ทำนายไม่ได้เหมือนกันค่ะ!” เสียงเหยาเหยาหนักใจ

   

   นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอเจอสถานการณ์แบบนี้ ครั้งแรกก็คือตอนที่ไม่สามารถทำลาย ‘กรง’ ของปีศาจได้ เธอเริ่มรู้สึกว่ามันคล้ายกันอย่างประหลาด

   

   “ท่านก็ทำนายไม่ได้? แบบนี้แย่แล้ว” เฉินชิวสือสีหน้าเปลี่ยนไป แต่พอคิดดีๆก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล

   

   เพราะบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศอาร์ ซึ่งก็คืออิเคดะได้ตายไปแล้ว แม้กระทั่งกระดูกเถ้าถ่านไม่รู้ว่าไปอยู่ในท้องปลาตัวไหน

   

   ทั้งประเทศนั้น คนที่แข็งแกร่งที่สุดยังไม่ใช่คู่มือของอาจารย์ แล้วใครจะมีฝีมือพอจะขัดขวางการทำนายของเธอ?

   

   เฉินชิวสือคิดไตร่ตรองแล้วสะดุดใจบางอย่าง

   

   เขาคิดย้อนกลับไปว่าใครเป็นคนได้ประโยชน์จากการตายของอิเคดะ ซึ่งก็คือ ‘ฟูจิวาระ เคนอิจิ’ อดีตรองผู้นำคนหนึ่งของสำนักหยินหยาง

   

   เฉินชิวสือพูดว่า “อาจารย์ ผมจะสั่งการด่วนที่สุดให้สายลับทุกคนในประเทศอาร์ เฝ้าจับตาดูฟูจิวาระ เคนอิจิเต็มที่”

   

   แต่ก่อนจะได้ลงมือ เขาก็เห็นสีหน้าอาจารย์เปลี่ยนไป

   

   “ไม่ทันแล้วค่ะ!”

   

   เฉินชิวสือได้ยินอย่างนั้นก็สะดุ้ง มองตามสายตาอาจารย์ไป

   

   เขาเห็นท้องฟ้าใสสะอาดปริแตกออกอย่างไร้สัญญาณล่วงหน้า เกิดรอยแยกสีแดงเลือด แผ่ฝนเลือดน่าสยดสยองลงมาท่วมทุกพื้นที่ เสียงร่ำไห้น่าขนลุกดังสะท้อนไปทั่ว



 บทที่ 288: ฟื้นฟูพลังวิญญาณ ครอบครัวกู้เริ่มฝึกฝนวิชา

   

   "ฝนเลือด? นั่นมัน...ทิศทางของประเทศอาร์?"

   

   เฉินชิวสือจ้องมองท้องฟ้าที่แดงฉานสะท้อนในดวงตาของเขา ทั้งตัวสั่นเทา แม้เขาจะรู้มานานแล้วว่าประเทศอาร์ นั้นคิดร้าย แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะถึงขั้นนี้

   

   ปรากฏการณ์นี้ ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือเมื่อประเทศอาร์ ฆ่าล้างผู้คนชาวฮวากว่าหลายแสนคนจนย้อมโบราณสถานเป็นสีเลือด

   

   แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตแดนประเทศอาร์ พวกนั้นกำลังทำอะไรกันแน่?

   

   ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ส่งเสียงเตือนดังขึ้น เขารีบหยิบมันออกมา

   

   จากนั้นก็เห็นข้อความด่วนปรากฏขึ้นมาติดๆ จากผู้ส่งที่อยู่ในเครือข่ายสายลับที่แฝงตัวในประเทศอาร์ ซึ่งปกติแล้วจะส่งข่าวสารมาให้เขาเป็นบางครั้ง

   

   แต่การส่งข้อความมาครั้งใหญ่เช่นนี้ เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น และก็หมายความว่านี่อาจเป็นการส่งข่าวครั้งสุดท้ายของพวกเขา…

   

   “พิธีเซ่นสังเวยทั้งประเทศ วิงวอนจักรพรรดิแห่งมนุษย์ ประเทศอาร์ มันบ้าบอไปแล้ว!”

   

   เนื้อหาในข้อความของพวกเขาเหมือนกันหมด แค่ประโยคเดียวนี้ แต่ทุกตัวอักษรเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสยองขวัญของสายลับเหล่านี้ที่สร้างคุณงามความดีอย่างล้นเหลือ…

   

   เวลาของข้อความหยุดลงเมื่อสามสิบวินาทีผ่านไป จากนั้นโทรศัพท์ก็เงียบสนิท พวกเขาน่าจะพลีชีพเพื่อชาติไปแล้ว

   

   “อาจารย์ นี่…นี่มันเรื่องอะไรกัน จักรพรรดิมนุษย์จะเสด็จมาได้ยังไงกัน? ไอ้พวกประเทศอาร์ มันทำอะไรกันอยู่!”

   

   เฉินชิวสือที่เคยสุขุมมาเกือบทั้งชีวิต ครั้งนี้อดที่จะสบถคำหยาบออกมาไม่ได้

   

   เขาหันไปมองขอคำอธิบายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

   

   “ลุงเฉิน ไม่รู้สึกเหรอว่าพลังวิญญาณของฟ้าดินมันผิดปกติ? ฟ้าดิน…กำลังเริ่มฟื้นฟูแล้ว…”

   

   เหยาเหยามีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นครั้งแรก ด้วยระดับพลังขั้นเก้าของเธอ ทำให้เธอสัมผัสถึงสิ่งผิดปกติได้เร็วกว่าคนทั่วไป

   

   แม้ว่าฝนเลือดนี้จะน่าสะพรึงกลัว แต่สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าก็คือพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านทั่วฟ้าดิน เพราะเธอสัมผัสได้ว่าหลังจากที่ฝนตกลงมา พลังวิญญาณในอากาศกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

   

   แม้เพียงเล็กน้อยดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อพลังวิญญาณในโลกเพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิด แต่ถ้ารวมกัน ก็จะเกิดพลังที่น่าหวั่นเกรงได้อย่างมหาศาล…

   

   และในระหว่างที่พลังวิญญาณยังคงแผ่ซ่าน เสียงร้องไห้เศร้าสร้อยของฟากฟ้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงแห่งความยินดีอย่างแผ่วเบา

   

   “พลังวิญญาณฟื้นฟู ประเทศอาร์ มันมีอำนาจขนาดนี้เชียวหรือ?”

   

   เฉินชิวสือถึงกับตกตะลึง พลังอันมหาศาลที่ฟื้นฟูฟ้าดินได้ พวกนั้นจะมีความสามารถถึงขั้นนี้เชียวหรือ? นึกเท่าไรก็ไม่ออก เข้าใจไม่ได้เลยจริงๆ!

   

   ต้องเข้าใจว่าทุกวันนี้จักรพรรดิมนุษย์ไม่สามารถเดินบนโลกมนุษย์ได้ก็เพราะพลังวิญญาณมีน้อยเกินไป เหมือนกับสระน้ำเล็กๆที่ถูกยักษ์เหยียบลงไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

   

   แน่นอนว่ายักษ์จะไม่เป็นอะไร แต่สระน้ำเล็กๆ จะต้องแห้งเหือดไปหมด แต่ถ้าหากสระเล็กนั้นเปลี่ยนเป็นมหาสมุทร ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการรองรับอีกต่อไป

   

   “ลุงเฉิน พวกเขาไม่มีทางทำได้หรอกค่ะ แค่เพียงอาศัยวิธีการบางอย่างเพื่อทำลายผนึกเท่านั้นเอง” เหยาเหยากล่าวเสียงใส

   

   ในระดับที่เธออยู่ หากเพิ่มขึ้นอีกขั้นก็ไม่สามารถอยู่บนโลกมนุษย์ได้อีกต่อไปแล้ว การค้นหาสาเหตุของพลังวิญญาณที่ร่อยหรอจึงไม่ใช่เรื่องยาก

   

   ทุกวันนี้ในโลก มีเสาหลักยักษ์ ‘สี่เสาฟ้าค้ำ’ ตั้งอยู่ที่ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก

   

   เสาหลักเหล่านี้เป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลมหึมาที่แผ่ขยายคล้ายแผ่นยันต์ลายไท่จี๋ ซึ่งปิดกั้นสายพลังแห่งมังกรในขุนเขาและแม่น้ำ ทำให้พลังวิญญาณในโลกนี้ลดน้อยลงไปกว่าร้อยละเก้าสิบ

   

   ทำให้การบรรลุถึงขั้นจักรพรรดิแห่งมนุษย์หรือผู้มีพลังระดับสูงเป็นไปไม่ได้เลย

   

   วิธีการเช่นนี้ดูเหมือนยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด แต่เอาเข้าจริงก็คือการฝืนกฎเกณฑ์การหมุนเวียนของโลก

   

   ดังนั้นค่ายกลนี้จึงถูกแรงกดดันของกฎเกณฑ์นี้กระแทกอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้มันอยู่ในสภาพที่ใกล้พังเต็มที เสาหลักที่ค้ำฟ้านั้นเต็มไปด้วยรอยร้าว และแผ่นยันต์ก็ขาดรุ่งริ่ง

   

   เพราะค่ายกลนี้มีโครงสร้างที่เชื่อมต่อกันไปทั้งโลก จึงมีจุดศูนย์กลางย่อยตั้งอยู่ในเขตภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

   

   ทั้งในประเทศฮวา ประเทศอาร์ และประเทศอื่นๆ ต่างมีจุดศูนย์กลางอยู่

   

   แต่การมีจุดศูนย์กลางมากก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะค่ายกลนี้เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ทุกสำนักและหน่วยงานของประเทศฮวาต้องร่วมมือกันรักษาจุดศูนย์กลางไว้อย่างเต็มกำลัง

   

   แต่ถ้าประเทศอาร์มีปัญหาขึ้นมา มันก็เหมือนกับว่าไม่มีการป้องกันเลย

   

   นี่ไม่ใช่ว่าประเทศต่างๆไม่ระวัง แต่เพราะแต่ละประเทศไม่อาจละเมิดอธิปไตยของอีกประเทศได้ และอีกประการหนึ่งคือจุดศูนย์กลางของค่ายกลนั้นอยู่ในระดับสูงมาก

   

   พวกนักพรตในประเทศอาร์ ไม่มีความสามารถที่จะทำลายมันได้ และหากทำลายไม่ได้ ก็จะไม่เป็นปัญหา

   

   ส่วนพิธีเซ่นสังเวยเพื่อทำลายค่ายกลนั้น?

   

   เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะถ้าจะทำลายค่ายกลได้ขนาดนั้น ต้องเซ่นสังเวยประชากรทั้งประเทศ และประเทศอาร์ นั้นมีการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่มีทางที่พวกนั้นจะบ้าถึงขั้นนี้ได้

   

   แต่ความจริงก็คือ สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น กลับเกิดขึ้นจริงๆ ประเทศอาร์ ทั้งหมดได้ทำพิธีสังเวยเลือดแล้ว

   

   โดยใช้ผู้มีชะตากรรมพิเศษเป็นเครื่องบูชา จนสามารถทะลวงจุดศูนย์กลางที่เปราะบางอยู่แล้วได้สำเร็จ

   

   ค่ายกลที่เชื่อมโยงกันทั้งโลก เมื่อพังทลายลงไปก็ไม่อาจซ่อมแซมกลับมาได้อีก และจากการเพิ่มขึ้นของพลังวิญญาณในตอนนี้ อีกไม่เกินสามปี ค่ายกลทั้งหมดจะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน

   

   เมื่อถึงเวลานั้นเสาฟ้าจะล่มสลาย พลังวิญญาณจะฟื้นฟูถึงจุดสูงสุด ไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิมนุษย์ แม้แต่ผู้มีพลังขั้นเทพอาจจะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วย

   

   “คราวนี้คงได้เกิดเรื่องใหญ่แน่แล้ว…” เฉินชิวสือฟังคำอธิบายจนขนลุกชัน

   

   แม้อาจารย์ของเขาจะยังเด็ก ไม่ทันได้คิดไปถึงเรื่องลึกซึ้งนักแต่เขาไม่ใช่ จะต้องรู้ว่าทั้งเสวียนเหมินและประเทศฮวานั้น ในตอนนี้ไม่มีจักรพรรดิมนุษย์เลยสักคน

   

   เมื่อพลังวิญญาณฟื้นฟู ใครจะรู้ว่ามีอสูรกายเก่าแก่ตัวใดบ้างที่จะฟื้นขึ้นมา คนเหล่านั้นที่มีชีวิตมายาวนานจนลืมเลือนความเป็นมนุษย์ไปนานแล้ว

   

   หากพวกเขามีความทะเยอทะยานในอำนาจ มันจะต้องเกิดการปะทะรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ศัตรูที่ไร้ซึ่งความเมตตาแบบนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องหวาดกลัว

   

   อาจจะเกิดหายนะร้ายแรง เพราะคนอ่อนแอนั้นไม่มีสิทธิ์ออกเสียง คำนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงมาโดยตลอด

   

   แต่อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูพลังวิญญาณก็มีข้อดีอยู่บ้าง นั่นคือระดับความยากในการฝึกฝนจะผ่อนคลายลง การบรรลุขั้นต่างๆของนักพรตจะง่ายขึ้น และคนทั่วไปก็จะมีโอกาสเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกมาก

   

   "ตอนนี้คงต้องค่อยๆดำเนินการไปทีละขั้นค่ะ คุณลุงเฉิน อีกอย่างคุณต้องดูแลประชาชนทั่วไปเป็นพิเศษด้วยนะคะ"

   

   การที่พลังวิญญาณระเบิดขึ้น ทำให้คนธรรมดาที่เคยไม่สามารถเปิดจุดตันเถียนได้ บางคนอาจจะหันเข้าสู่เส้นทางการฝึกบำเพ็ญได้โดยตรง คนเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการชี้นำ เพราะไม่อย่างนั้นอาจเกิดความวุ่นวายขึ้นได้

   

   เหยาเหยาคิดอยู่สักพัก จึงได้เน้นย้ำให้ดูแลเป็นพิเศษ

   

   ส่วนบุคคลในองค์กรผู้ฝึกวิชาสายมารที่สงสัยว่าจะเป็นจักรพรรดิมนุษย์นั้น หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ เหยาเหยาก็มั่นใจอย่างยิ่งว่าเป็นจักรพรรดิมนุษย์ของจริง

   

   ประกอบกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นบนทะเลสาบเทียนฉือก่อนหน้านี้ เป็นไปได้มากว่าองค์กรผู้ฝึกวิชาสายมารและสำนักหยินหยางเหลียวเริ่มสมคบคิดกันมานานแล้ว ไม่แน่ว่าการล่มสลายของประเทศอาร์ อาจเป็นแผนของฝ่ายหลัง

   

   เพราะผู้ฝึกวิชาสายมารก็เป็นคนบ้ากันอยู่แล้ว ในขณะที่คนของสำนักหยินหยางเหลียวก็ดูถูกพวกเขาเป็นทุนเดิม การร่วมมือกับพยัคฆ์เช่นนี้ย่อมไม่จบลงด้วยดี

   

   อย่างไรก็ตาม เหยาเหยาไม่ได้ตื่นตระหนกนัก เพราะตามการคาดการณ์ของเธอ ตอนนี้โลกยังไม่สามารถรองรับจักรพรรดิมนุษย์ได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนที่จะถึงจุดนั้น

   

   ถ้าในปีนี้เธอบรรลุขั้นจักรพรรดิมนุษย์ได้สำเร็จ ต่อให้ฝ่ายนั้นโผล่ออกมาจริงๆ เหยาเหยาก็มั่นใจว่าตนเองจะสามารถจัดการกับเขาได้อย่างแน่นอน

   

   หากใครในฝ่ายเสวียนเหมินรู้ถึงความคิดของเหยาเหยาในตอนนี้ คงต้องหัวใจสลายไปตามๆกัน

   

   เพราะการบรรลุจากขั้นที่เก้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิมนุษย์ภายในปีเดียวนั้น สำหรับผู้ฝึกตนของเสวียนเหมิน การทำเช่นนี้เปรียบเสมือนความฝันอันสุดแสนเพ้อฝัน

   

   เพราะนี่คือการก้าวข้ามขั้นแห่งการบรรลุขั้นสูง การเปลี่ยนแปลงไปอีกระดับของชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ภายในเวลาหนึ่งปี แม้จะฝึกไปตลอดชีวิตก็ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไปไม่ถึง

   

   แต่เหยาเหยากลับรู้สึกสบายใจในเรื่องนี้ เนื่องจากเธอไม่มีขีดจำกัด ขอเพียงมีบุญกุศลมากพอ เธอก็สามารถบรรลุขั้นได้รวดเร็ว

   

   หนทางในการสะสมบุญกุศลของเธอก็ชัดเจนอยู่แล้ว แถมยังมีร่างของกองทัพวิญญาณที่สามารถใช้เป็นอาหารได้อีก เหยาเหยามั่นใจว่าถ้าทุ่มเทจริงจัง ภายในปีนี้มีโอกาสบรรลุขั้นได้

   

   ดังนั้น เมื่อเทียบกับการรับมือกับจักรพรรดิมนุษย์ในปีหน้า สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือ พ่อกับแม่ของเธอจะสามารถฝึกวิชาได้หรือไม่ในช่วงที่พลังวิญญาณกำลังฟื้นฟูแบบนี้

   

   ถ้าพวกท่านสามารถฝึกได้ ภายใต้การชำระของพลังวิญญาณทั้งอายุขัยและสุขภาพร่างกายจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้พวกท่านได้อยู่กับเธอได้นานขึ้นอีก

   

   เหยาเหยาคิดแล้วก็ตื่นเต้น เมื่อเฉินชิวสือกลับไป เธอจึงรีบวิ่งไปหาคนในครอบครัวเพื่อทดลองทันที

   

   เมื่อเหล่าคุณลุงคุณป้า รวมถึงคุณอากู้หลายคนได้รับรู้แผนการของเหยาเหยา พวกเขาก็ประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดีใจอย่างยิ่ง

   

   ต้องเข้าใจว่าปรากฏการณ์ประหลาดในวันนี้อย่างฝนเลือดกับเสียงร้องครวญครางนั้น ทำให้พวกเขาตกใจจนแทบหัวใจวาย คิดว่าคงจะเกิดเรื่องใหญ่แล้วแน่ๆ

   

   แต่ผลกลับกลายเป็นว่าพลังวิญญาณฟื้นฟูขึ้น อีกทั้งลูกสาวยังมีศักยภาพที่จะรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ แถมพวกเขายังมีโอกาสฝึกฝนวิชาด้วย ซึ่งแน่นอนว่านับว่าเป็นเรื่องดีสุดๆ

   

   พวกเขาไม่ได้หวังถึงการเป็นเซียน ขอแค่ร่างกายแข็งแรงและมีชีวิตยืนยาวกว่านี้ก็พอใจแล้ว

   

   “พ่อกับแม่ไม่ขัดข้อง งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เราจะฝึกฝนวันละสองชั่วโมง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือยามเช้าตรู่ ตอนที่มีแสงอรุณจากทิศตะวันออกพอดีเลยค่ะ!”

   

   “ช่วงแรกไม่ต้องใช้เวลามากค่ะ ถ้าภายในสามเดือนยังไม่สามารถบรรลุได้ ก็หมายความว่าเราไม่มีพรสวรรค์ในทางนี้จริงๆ”

   

   เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มน่ารัก

   

   ต้องเข้าใจว่าในช่วงที่พลังวิญญาณกำลังฟื้นฟู ช่วงเวลารุ่งอรุณที่พลังหยินหยางมาบรรจบกันนั้น เป็นช่วงที่พลังวิญญาณเข้มข้นที่สุด

   

   การฝึกฝนในช่วงเวลานี้ พลังวิญญาณจะซึมซับเข้าสู่ร่างกายซึ่งอาจทำให้เปิดจุดตันเถียนได้ กระตุ้นให้เกิด ‘จิตวิญญาณ’ ที่ซ่อนอยู่ และสามารถเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนได้

   

   โอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะคลื่นพลังวิญญาณในช่วงที่มันฟื้นฟูเท่านั้น พอพลังวิญญาณกลับสู่ภาวะปกติแล้ว โอกาสนี้ก็จะไม่มีอีก

   

   “ดี เราจะทำตามที่เหยาเหยาบอก” ทุกคนในตระกูลกู้รู้สึกกระตือรือร้นกับโอกาสนี้อย่างมาก

   

   ก่อนหน้านี้พวกเขาได้เห็นวิธีการต่างๆที่น่าทึ่งของเหยาเหยา แม้แต่ในครอบครัวเองก็มีแค่กู้เวยที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มี ‘พรสวรรค์’ ส่วนคนอื่นๆไม่สามารถฝึกฝนได้

   

   พวกเขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับ แต่เมื่อมีโอกาสนี้เข้ามา พวกเขาย่อมไม่อยากพลาดแน่นอน

   

   วันนี้ผ่านไปแล้ว จึงต้องเริ่มทดลองในวันรุ่งขึ้น

   

   อย่างไรก็ตาม เหยาเหยาไม่ได้ว่างอยู่เฉยๆ เพราะตอนนี้เรื่องราวใกล้เข้ามาแล้ว เธอต้องขยันให้มากขึ้น เดิมทีก็เคยคิดจะไลฟ์สดโดยซ่อนพี่เจ็ดไว้หนึ่งครั้ง

   

   แบบนี้เวลามีคนถามจะได้อธิบายได้ง่ายขึ้น แถมตอนนี้ก็มีข้ออ้างแล้ว ไลฟ์สดครั้งหนึ่งก็คือครั้ง ไลฟ์สองครั้งก็ไม่ต่างกัน

   

   “เหยาเหยาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนะคะ พี่เจ็ดใจดีออก คงไม่โกรธหนูหรอก”

   

   เหยาเหยานั่งลงที่หน้ากล้องไลฟ์สด พูดปลอบใจตัวเองอย่างราบรื่น และสามารถโน้มน้าวตัวเองได้สำเร็จ

   

   จากนั้นเธอก็เริ่มตั้งค่าการไลฟ์สดด้วยท่าทีสบายๆ เนื่องจากมีประสบการณ์มาก่อน ไม่นานเธอก็เปิดห้องไลฟ์สดได้สำเร็จ

   

   การไลฟ์สดอย่างกะทันหันนี้ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่กำลังท่องโลกออนไลน์ด้วยความเร็วสูงตกใจ

   

   พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าเห็นอะไรผิดไป เพราะถ้าคำนวณจากวันที่ ก็น่าจะยังไม่ถึงเวลานี่นา!

   

   แต่พอเช็กให้แน่ใจ ก็พบว่ามันเป็นของจริง ทั้งหมดก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่



  บทที่ 289: เปิดไลฟ์สด รูปปั้นงูสำริด

   

   [เปิดแล้ว เปิดแล้ว! ครั้งแรกที่อาจารย์มาไลฟ์เพิ่ม! ผมไม่มีความสามารถอะไรหรอก ผมจะดื่มให้ทุกคนดูสองขวดแล้วกัน!]

   

   [ฮ่าๆๆ นายพูดแบบนี้มันไม่ได้เรื่องเลยนะ ไปนั่งโต๊ะเด็กไป ให้ฉันมาดีกว่า ฉันดื่มเก่ง ขอสี่ขวด!]

   

   [หกขวด... หกขวด!]

   

   การที่เหยาเหยาจู่ๆมาไลฟ์ ทำให้แฟนๆตื่นเต้นกันสุดๆ และตอนนี้ทุกคนเริ่มตั้งวง ‘ดื่ม’ กันในคอมเมนต์อย่างสนุกสนาน

   

   แต่ก็มีคนมีสติเหมือนกัน หลายคนเริ่มถามถึงเหตุการณ์ ‘ฝนเลือด-เสียงคร่ำครวญ’ ในวันนี้ เพื่อขอความสบายใจหน่อย

   

   เพราะประเทศอาร์อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นดินแดนร้างในชั่วข้ามคืน ทั้งแผ่นดินยังหายไปแบบไร้สัญญาณล่วงหน้า จนดาวเทียมยังตรวจจับไม่ได้

   

   ฮวากับประเทศอาร์ มีประวัติความขัดแย้งกันมายาวนาน เหตุการณ์นี้ขึ้นหน้าข่าว ทำให้คนในชาติพากันตื่นเต้นไปตามๆกัน

   

   แต่ถึงจะตื่นเต้นแค่ไหน หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะกังวลว่ามันเป็นพลังอะไรกันแน่ที่ทำให้ประเทศหนึ่งหายไปทั้งประเทศ

   

   ถ้าเป็นมิตร ก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเป็นศัตรู…

   

   ฮวาอยู่ติดกับประเทศอาร์ ถ้าอีกฝ่ายลบประเทศหนึ่งได้ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะโจมตีฮวาได้เช่นกัน ทุกคนรู้ดีถึงหลักการปากกับฟัน

   

   ข่าวต่างๆ ก่อให้เกิดสองกระแสในความคิดเห็น

   

   ฝ่ายหนึ่งคือผู้ที่เฉลิมฉลอง ส่วนอีกฝ่ายเป็นกลุ่มที่กังวล

   

   เรื่องแบบนี้ส่วนใหญ่ทางการคงไม่ชี้แจงให้ประชาชนรู้ หลายคนก็เลยร้อนรนจนเหมือนมดบนกระทะร้อน หาทางออกกันไม่ได้

   

   ตอนนี้อาจารย์มาไลฟ์ ด้วยความรู้ความสามารถของอาจารย์แล้ว น่าจะรู้สาเหตุ คนดูก็เลยคิดว่าอาจจะได้คำตอบบ้าง

   

   ด้วยเหตุนี้ กระแสข่าวในโซเชียลก็ช่วยส่งเสริมยอดคนดูไลฟ์ ครั้งนี้ยอดเข้ามาดูเร็วมาก

   

   ไม่ถึงสองนาที คนดูก็พุ่งไปถึงล้าน

   

   เสียงถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ประหลาดนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มคอมเมนต์ไปหมด เหยาเหยาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบ

   

   เหยาเหยาเตรียมคำตอบมาแล้ว เธอจึงพูดอธิบายอย่างใจเย็นว่า “พี่ๆ อย่ากังวลกันไปเลยนะคะ ที่ประเทศอาร์หายไป เกิดจากการกระทำของพวกเขาเอง ไม่ใช่มี 'คนร้าย' มาทำร้ายหรอกค่ะ!”

   

   สำหรับเรื่องแผนการของจักรพรรดิมนุษย์นั้น เหยาเหยาไม่คิดจะเล่าให้คนทั่วไปฟัง เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังอาจทำให้คนทั่วไปเกิดความหวาดกลัวอีกด้วย

   

   คุณลุงเฉินเคยบอกว่า มีบางคนอาจฉวยโอกาสจากความกลัวของผู้คน จนส่งผลต่อความสงบสุขในสังคม เหยาเหยาเองก็ไม่อยากให้เรื่องนี้ขยายตัว

   

   “ส่วนเรื่องปรากฏการณ์ประหลาดครั้งนี้นะคะ นี่เป็นโอกาสดีทีเดียวค่ะ”

   

   “ถ้าพวกพี่ๆสามารถนั่งสมาธิและทำจิตใจสงบได้เกินหนึ่งชั่วโมงในช่วงยามรุ่งอรุณ ก็มีโอกาสฝึกฝนวิชาได้นะคะ”

   

   “วิชาฝึกสมาธินี้ เหยาเหยาจะอัปโหลดให้หลังจบไลฟ์ ใครสนใจก็เอาไปได้เลยค่ะ!”

   

   พลังวิญญาณกำลังฟื้นฟู อีกไม่นานจะมีคนที่ ‘ตื่นรู้’ โดยไม่ตั้งใจ

   

   พอเหยาเหยาเปิดเผยข้อมูลนี้ คนจะได้ไม่ต้องกังวลมากนัก และถ้ามีใครที่ตื่นรู้ขึ้นมา ก็จะได้ไม่ตกใจ

   

   และการที่เหยาเหยาปล่อยคัมภีร์สมาธินี้ โอกาสสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นด้วย สถานการณ์ตอนนี้จำเป็นต้องมีผู้ฝึกฝนวิชาเพิ่มขึ้น เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

   

   ส่วนเรื่องว่าการที่คนมาฝึกเยอะจะไปลดโอกาสสำเร็จนั้น จริงๆแล้วไม่ต้องกังวลเลย เพราะพลังวิญญาณที่ฟื้นฟูในโลกตอนนี้ มันรุนแรงราวกับคลื่นมหาสมุทร คนธรรมดาเปรียบเสมือนแมลงตัวเล็กๆในคลื่นยักษ์

   

   แมลงตัวเล็กๆจะพยายามดูดซับพลังแค่ไหน ก็ไม่อาจกระทบกับกระแสพลังได้

   

   ดังนั้นจำนวนคนที่ทำสมาธิมากมายก็ไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด

   

   เมื่อพูดจบ แฟนๆต่างก็ฮือฮากันทันที

   

   [โห อาจารย์ อย่าหลอกผมนะครับ นี่ฝนเลือดหยุดตกแล้วโลกก็เปลี่ยนไปหมดเลยเหรอ? ผม จ้าวเทียจู้ ก็สามารถฝึกฝนได้แล้วเหรอ?]

   

   [ไม่ใช่แค่จ้าวเทียจู้ ฉันหลี่เอ้อร์หนิวก็ฝึกได้เหมือนกัน ครั้งก่อนสมาคมคนรักศิลปะขโมยทองแดงไป คราวนี้ผมจะกลับมาเป็นยอดเซียนอีกครั้งให้ได้เลย!]

   

   [ฮ่าๆๆ คุณพวกข้างบนนี่เล่นใหญ่จริงๆ กลับมาเป็นยอดเซียนอะไร จะให้ขำตายหรือไง?]

   

   คอมเมนต์ปะปนกันทั้งคนแซวและคนด่า แต่ในใจพวกเขาต่างเชื่อว่าที่อาจารย์พูดคงไม่ผิดแน่

   

   หลายคนที่แต่เดิมดูไลฟ์สดเพื่อความบันเทิงก็เปลี่ยนท่าที ทยอยกดติดตามไลฟ์สดนี้

   

   พวกเขาบอกว่าคัมภีร์สมาธินี้เป็นโชคลาภครั้งยิ่งใหญ่ แล้วโชคลาภแบบนี้จะมาแบบง่ายๆได้ยังไง? แน่นอนว่าต้องจ่ายอะไรบางอย่าง

   

   ของเล็กๆน้อยๆที่พวกเขามี อาจารย์คงไม่สนใจ สิ่งเดียวที่ทำได้คือกดติดตามช่วยอาจารย์เพิ่มยอดคนดู

   

   แต่เร็วๆนี้พวกเขาจะรู้ว่าฝึกสมาธิทำได้ แต่การที่จะต้องตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนั้น ทำให้กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของพวกเขาล้มเลิกความตั้งใจทันที

   

   เรื่องเหล่านี้ไว้พูดทีหลัง ตอนนี้เหยาเหยาตอบคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ฝนเลือดจบไปแล้ว จึงเปลี่ยนหัวข้อไปสู่จุดประสงค์หลักของการไลฟ์ในวันนี้

   

   “ไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะคะ งั้นเรามาเริ่มไลฟ์ของวันนี้เลยค่ะ!”

   

   “อ้อใช่ค่ะ เหยาเหยาคิดดูแล้วว่าจะเพิ่มการสุ่มผู้โชคดีขึ้นอีกหนึ่งคน ตอนนี้ทุกครั้งที่ไลฟ์สดจะมีโอกาสห้าครั้ง พี่ๆต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้นะคะ!”

   

   เสียงน่ารักใสๆของเหยาเหยาดังขึ้น เพราะว่าหลังจากที่พลังวิญญาณฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว ความรู้สึกเถึงเรื่องเร่งด่วนทำให้เธอต้องพยายามให้มากขึ้น

   

   และการเพิ่มจำนวนในไลฟ์ก็หมายถึงการได้รับบุญกุศลเพิ่มขึ้น ซึ่งสำหรับเธอแล้วนั่นก็คือความพยายามอีกรูปแบบหนึ่ง คล้ายกับว่าการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินทำให้สวรรค์มีการผ่อนปรนขึ้น

   

   คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศในไลฟ์สดเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดี จำนวนผู้โชคดีเพิ่มขึ้นหนึ่งที่ บางทีอาจเป็นโอกาสของตัวเองก็ได้

   

   ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวังนี้ ผู้โชคดีคนแรกก็ได้ประกาศออกมา ผู้โชคดีคนนี้เป็นชายอายุราวสามสิบปี

   

   เพราะเขาดูแลตัวเองดีมาก เซ็ตผมเรียบกริบไว้หลังแบบมีสไตล์ แถมแต่งหน้าทาปากนิดหน่อย บวกกับฟิลเตอร์สวยๆของแอปไลฟ์ ทำให้ดูเหมือนดาราไม่มีผิด

   

   [เอ๊ะ? นี่มันอันดับหนึ่งในลิสต์แฟนคลับของหวังซินซินนี่นา! มาไลฟ์สดด้วยได้ไง?]

   

   [หรือจะมาหาเรื่อง?]

   

   ชายหนุ่มผู้โชคดีคนนี้เป็นอันดับหนึ่งในลิสต์แฟนคลับของหวังซินซิน ทุ่มเงินมหาศาลกับของขวัญในการไลฟ์จนมูลค่าสูงเกือบหลายแสน คาดว่าคงเป็นแฟนตัวยง แต่การมาปรากฏตัวในไลฟ์ของเหยาเหยาครั้งนี้ก็ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาอาจจะมาหาเรื่องหรือเปล่า

   

   เพราะชายคนนี้นับว่าเป็นมหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงบนแพลตฟอร์ม แฟนๆหลายคนจำหน้าเขาได้ทันที ทำให้พากันคาดเดาต่างๆนานา

   

   เหยาเหยาเห็นความคิดเห็นที่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เธออ้าปากเตรียมพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสายตากลับไปสะดุดที่ ‘เมฆเลือด’ บนใบหน้าของอีกฝ่าย ทำให้เธอต้องเปลี่ยนบทสนทนาอย่างกะทันหัน

   

   "คุณลุงผู้โชคดี หนูเห็นเมฆเลือดปกคลุมดวงชะตาของคุณลุงค่ะ คิ้วของคุณลุงก็ซีดจางไม่มีพลังชีวิต แสดงว่ามีเคราะห์กรรมด้านความปรารถนาและความตาย คุณลุงใกล้จะสิ้นใจแล้วล่ะค่ะ"

   

   การเปิดฉากแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ทำเอาคนดูในไลฟ์ตะลึง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

   

   [ฮ่าๆๆ! ที่แท้กังวลว่าคนนี้จะมาหาเรื่อง ที่ไหนได้กลับกลายเป็นฝ่ายโดน 'ปราบ' ก่อนเสียเอง]

   

   เมื่อคิดๆดูแล้วมันก็เป็นไปได้ อย่างน้อยถ้าชายคนนี้ไม่เจอปัญหาจริง คงไม่โผล่มาในไลฟ์สดแบบนี้ ชาวเน็ตต่างแซวว่า เขานี่แหละเจอตรงจุดเต็มๆ ทันทีที่เข้ามาครั้งแรกเลย

   

   ในขณะที่คนดูต่างพากันสนุกสนาน ชายผู้โชคดีกลับหน้ามืดลงทันที เขาขึ้นเสียงแว้ดใส่ด้วยความโกรธ "เด็กนี่ พูดจามั่วๆไปทั่ว! ฉันยังแข็งแรงดี ไม่มีเคราะห์กรรมบ้าบออะไรทั้งนั้น!"

   

   "พูดแบบนี้เท่ากับหมิ่นประมาทกัน อย่าคิดว่าฉันจะปล่อยเธอไปเพราะเธอยังเด็ก ถ้าไม่ขอโทษเดี๋ยวนี้ ฉันจะโทรแจ้งตำรวจ!"

   

   ชายหนุ่มกำลังเดือดพล่าน ตาเขาที่ดำสนิทวาวโรจน์ด้วยไฟโกรธ เขามาไลฟ์เพื่อผ่อนคลาย ใครจะคิดว่าจะโดนเด็กสาวคนนี้ด่าหยามได้ ชายผู้โชคดีจึงยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก

   

   แต่แล้วต่อมาเขาก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเหยาเหยาพูดต่ออย่างไร้กังวล

   

   "คุณลุงไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ในบ้านของคุณมีคนอยู่ในห้องน้ำใช่ไหมคะ?"

   

   "อืม ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่คุณเพิ่งทุ่มเงินมหาศาลให้ เหมือนที่พี่ๆในไลฟ์เพิ่งพูดถึง น่าจะเป็นพี่สาวคนที่ทำไลฟ์อยู่ตอนนี้หรือเปล่าคะ?"

   

   เหยาเหยากะพริบตาปริบๆ น้ำเสียงอ่อนนุ่ม แต่คำพูดของเธอทำให้ชายผู้โชคดีรู้สึกเย็นสันหลังวาบ เผลอแสดงสีหน้าตกใจออกมา

   

   ต้องเข้าใจว่า ตอนนี้เขาอยู่ในคฤหาสน์ส่วนตัว ห้องน้ำอยู่ห่างจากห้องนอนพอสมควรและมีการเก็บเสียงอย่างดี แม้แต่เขาเองยังไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

   

   ชาวเน็ตเห็นอาการนี้ก็พากันเฮฮา

   

   [ฮ่าๆๆ แฟนคลับอันดับหนึ่งของซินซินลงขันทุ่มเงินซื้อใจเธอสินะ! ยิ่งรู้ยิ่งแซ่บ!]

   

   [อย่าเพิ่งหัวเราะกันไป อาจารย์บอกว่าคุณผู้โชคดีมีเคราะห์กรรมด้านความปรารถนาแฝงอยู่นะ! หรือว่าซินซินจะมีความลับอะไรที่เรายังไม่รู้?]

   

   ชายผู้โชคดีรู้สึกตัวว่าเรื่องไปไกลเกิน เขาตอบกลับอย่างหงุดหงิด "แล้วยังไง? เป็นเด็กจะมาสอดรู้เรื่องของผู้ใหญ่ได้หรอ?"

   

   ในใจเขาเถียงว่า เหยาเหยาคงเดาเอาจากที่คอมเมนต์พูดถึงว่าตนเป็นแฟนคลับของซินซิน ถึงได้เดาถูก

   

   เหยาเหยายิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดต่อว่า "ถ้าคุณลุงไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ งั้นลองค้นกระเป๋าของพี่สาวดูสิ แล้วคุณลุงจะเข้าใจเองค่ะ"

   

   ชายผู้โชคดีมองไปยังกระเป๋าหรูที่วางอยู่บนเก้าอี้ ห่างจากเขาเพียงไม่กี่เมตร เขาเกิดความลังเล ก่อนจะตัดสินใจคว้ากระเป๋ามาเปิดเพื่อพิสูจน์

   

   "ก็แค่พิสูจน์ ถ้าเด็กนี่พูดมั่ว เราค่อยชดใช้ให้เธอก็ได้" เขาปลอบตัวเอง

   

   "เป็นไปไม่ได้ เด็กนี่ต้องเดามั่วๆแค่นั้นแหละ"

   

   แต่เมื่อล้วงลงไปในกระเป๋า เขากลับสัมผัสกับวัตถุเย็นๆหนึ่งสิ่ง เมื่อล้วงขึ้นมาดู เขาตกใจจนแทบโยนทิ้ง

   

   มันคือรูปปั้นงูสำริด รูปปั้นนี้ดูหรูหราและลึกลับมาก

   

   สายตาว่างเปล่าของรูปปั้นจ้องมองตรงมา ทำให้ชายผู้โชคดีรู้สึกราวกับถูกปลุกเร้าด้วยความต้องการที่รุนแรงราวกับหลุดเข้าไปในก้นบึ้งของความปรารถนา



 บทที่ 290: ท่านอาจารย์ ช่วยผมด้วย

   

   [แม่เจ้า! รูปสลักงูนี้มันแปลกมาก ดูแล้วทำไมรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาทั้งตัวเนี่ย!”]

   

   เนื่องจากงูโดยสัญชาตญาณเป็นสัตว์ที่มีอารมณ์แรงกล้า รูปสลักงูสาวสำริดนี้จึงถูกแกะสลักมาในท่าทางที่ยั่วยวนอย่างเห็นได้ชัด นักเลงในห้องถ่ายทอดสดต่างก็มีความคิดไม่ต่างกันว่า ‘เจ้านี่มันต้องมีบางอย่างแอบแฝงแน่ๆ’

   

   “หรือมันจะเป็นเครื่องรางกระตุ้นกำหนัด?” เขาพึมพำอย่างตื่นตระหนก พลางนึกถึงเรื่องเล่าของงูสาวที่หลอกดูดพลังชีวิตจนกระทั่งร่างแห้งเหือด

   

   ผู้ชมในห้องแชทต่างพากันดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นเขาถือรูปสลักใกล้ๆ ก็รีบวางลงอย่างรวดเร็วพลางสลัดหัวพยายามไม่คิดถึงภาพของงูสาว รูปร่างผิดปกตินั้นก็จางหายไปอย่างช้าๆ

   

   เขายืนพึมพำกับตัวเองอย่างสับสน พลางคิดว่า “ทำไมอารมณ์ถึงได้ปั่นป่วนขนาดนี้ ทั้งที่ฉันก็ไม่ใช่หนุ่มเลือดร้อนแบบนั้นแล้ว”

   

   ฉากแปลกประหลาดนี้ทำให้เขาลืมแม้กระทั่งเรื่องที่เพิ่งจะขู่ใครต่อใครไป เขาหันไปถามอาจารย์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกว่า

   

   “อาจารย์ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าเครื่องรางนี้คืออะไรกันแน่?”

   

   แต่ในใจเขาก็เดาได้อยู่แล้วว่าของแบบนี้คงไม่มีคนปกติที่ไหนเก็บไว้ในกระเป๋าแน่นอน ในตอนนั้นเองมีเสียงแว่วจากห้องน้ำ ร่างของใครบางคนที่อยู่ข้างในใกล้จะออกมา เขาคิดว่าถ้าเขาไม่พบรูปสลักนี้ก่อน การสนทนานี้อาจจะเป็นการสนทนาครั้งสุดท้ายของเขา

   

   “ฉันทำดีด้วยไม่พอหรือยังไง? ให้ทั้งเงิน ทอง เครื่องประดับ รถยนต์ แล้วนังนี่ยังจะหาทางฆ่ากันอีกเหรอ?” เขาสบถด้วยความโกรธ

   

   เหยาเหยาได้ยินคำหยาบนั้น จึงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเตือนว่า “คุณลุง พูดไม่สุภาพนะคะ!”

   

   เขาจึงได้แต่กลืนคำสบถลงไปอย่างยอมจำนน เพราะเขากำลังหวังให้เจ้าหนูคนนี้ช่วยชีวิตเขา เหยาเหยาเห็นเขาทำตามก็ยิ้มหวานพลางอธิบายต่อ

   

   “คุณลุงคะ รูปสลักงูตัวนี้คือเจ้าแม่อสรพิษจากวิชาไสยศาสตร์ของทางใต้ค่ะ”

   

   “พี่ชายในห้องแชทพูดถูกแล้วค่ะ เจ้าแม่อสรพิษนี้มีพลังกระตุ้นกำหนัดของผู้ที่โดนมนต์ลง จนต้องกลายเป็นทาสเสน่ห์และจะถูกดูดพลังชีวิตจนตายกลายเป็นศพแห้งเหี่ยว”

   

   เหยาเหยาเผลอเหลือบมองดูรูปสลักงูสาวนั้นครู่หนึ่งและสังเกตเห็นว่ามันเริ่มมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ นั่นหมายความว่ามันดูดกลืนพลังชีวิตของเหยื่อมาไม่น้อย

   

   ในตอนนั้นเสียงของเหยาเหยาดังก้องเข้าไปในหูของเขา ความเยือกเย็นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งแผ่นหลัง หากต้องตายด้วยสภาพแบบนี้คงน่าอับอายบรรพบุรุษเสียจริง

   

   “ท่านอาจารย์ ช่วยผมด้วยเถิด ท่านต้องช่วยผม เงินเท่าไหร่ผมก็ยอมจ่าย” เขาพูดพลางอ้อนวอนด้วยใบหน้าแดงก่ำ

   

   เหยาเหยากะพริบตากลมโตแล้วตอบว่า “ช่วยได้นะคะ แต่คุณลุงต้องทำตามที่หนูพูดทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นช่วยไม่ได้จริงๆนะคะ” เธอพูดด้วยท่าทางจริงจัง และในแววตากลับปรากฏความเจ้าเล่ห์บางอย่างที่เขาไม่ได้สังเกตเห็น

   

   ในเวลานี้เขามีแต่ความหวาดหวั่นจนไม่ทันได้สงสัยอะไร รีบพยักหน้าเป็นพัลวัน

   

   เหยาเหยายิ้มบางๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ตอนนี้ให้นำรูปสลักเจ้าแม่อสรพิษวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเลยค่ะ”

   

   “วะ วางไว้ตรงหน้าเลยหรือ?” เขาอุทานด้วยเสียงสั่นเครือ อาจารย์กล่าวว่ามันจะฆ่าเขา แต่กลับให้เขาเอามันออกมาอย่างนั้นหรือ?

   

   แต่ไม่มีคำตอบจากเหยาเหยา นอกจากสายตานิ่งๆเหมือนกำลังย้ำว่า ‘ต้องเชื่อหนู’

   

   เขาชะงักอยู่ครู่หนึ่งแต่ในที่สุดก็ยอมทำตามที่สั่ง งูสาวสำริดสะท้อนแสงสีรุ้งเลือนๆ ภายใต้แสงไฟ

   

   ขณะนั้นเสียงในห้องน้ำเงียบลง สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงเปิดประตู หญิงสาวรูปร่างอวบอิ่มผมยังไม่แห้งดีสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเดินออกมา ดวงหน้าเปล่งปลั่งเวลายิ้ม

   

   “พี่เสวียน ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ มาร่วมสนุกกันเถอะ”

   

   หญิงสาวปรายตามองชายหนุ่มอย่างยั่วยวนราวกับนางปีศาจ ทว่าคำพูดอันร้อนแรงนั้นกลับหยุดลงทันที สีหน้าที่เคยสดใสของเธอกลายเป็นหม่นหมองขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรูปสลักงูสาวสำริดที่วางอยู่บนโต๊ะ

   

   “คุณค้นกระเป๋าฉันงั้นเหรอ!?” เสียงที่อ่อนหวานแปรเปลี่ยนเป็นโทนโกรธจัด

   

   ผู้โชคดีมีสายตาเขาเฉียบคมพอที่จะมองเห็นว่าใบหน้าอันขาวผ่องของหญิงสาวค่อยๆปรากฏเกล็ดสีเขียวอ่อนทีละน้อย ลักษณะนั้นเหมือนกับรูปสลักเจ้าแม่งูราวกับแกะ ทั้งดวงตายังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลเรียวแหลมดุจดวงตางู

   

   “ใช่ ฉันค้นแล้ว แล้วยังไงล่ะ เธอเป็นตัวอะไรกันแน่?”

   

   “ฉันดูแลเธออย่างดี ให้ทุกอย่างที่ต้องการ แล้วเธอคิดจะฆ่าฉันเนี่ยนะ ยังมีหน้ามาถามฉันอีกงั้นรึ? หน็อย แน่จริงก็มาดิ!!” ผู้โชคดีที่แอบสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นดวงตาแปลกๆของเธอพุ่งมามอง แต่เมื่อคิดถึงแผนการหลายอย่างที่เธอทำไว้ ความกลัวก็หายไปกว่าครึ่งพร้อมกับคำด่าทอที่เริ่มพรั่งพรูออกมา

   

   หญิงสาวเห็นท่าทีโกรธของเขาแล้วก็หัวเราะเยาะเล็กน้อย “ไอ้ผู้ชายเฮงซวย มีหน้ามาถามว่าทำไมฉันถึงอยากฆ่าแก? คิดว่าต้องมีเหตุผลด้วยหรือ?”

   

   “ฉันอยากฆ่าแกก็แค่ฆ่า เหมือนที่แกสั่งให้ฉันทำแท้งนั่นแหละ เรื่องเล็กๆง่ายๆแค่คำพูดเดียวไม่ใช่หรือไง? ซ่งเฉินเสวียน แกจะหน้าซื่อใจคดไปถึงไหนกัน” หญิงสาวพูดด้วยแววตาราวกับงู พร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก

   

   ได้ยินดังนั้น ผู้โชคดีก็โกรธจัดตะโกนสวนทันที “เพ้อเจ้ออะไรของเธอ? ฉันยังไม่เคยหลับนอนกับเธอสักครั้ง แล้วท้องบ้าอะไรของเธอ!”

   

   ความจริงเขาไม่ได้เล่นตัวอะไรนัก เพียงแต่หญิงคนนี้ทำให้เขาต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะได้มา จนตอนนี้คิดว่าจะได้ครอบครองแต่กลับเกิดเรื่องแบบนี้ ถ้าเขารู้ล่วงหน้า คงโยนเงินทิ้งน้ำยังดีกว่าเอามาให้ผู้หญิงคนนี้

   

   เธอหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “แกก็ไม่เคยนอนกับร่างนี้น่ะสิ! ฉันลงทุนไปไม่น้อยเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าตามแบบที่แกชอบโดยเฉพาะ”

   

   ผู้โชคดีได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ซีดเผือด รีบกดดูมือถือทันทีเพื่อหาทางติดต่ออาจารย์

   

   เหยาเหยากล่าวด้วยเสียงใสๆ “พี่สาวคนนี้ไม่ได้โกหกนะคะ คุณลุงเป็นคนให้เธอไปทำแท้ง ซึ่งเธอเสียใจมากจนเกิดความฟุ้งซ่านและเดินทางไปต่างประเทศ หลังจากนั้นก็เกิดอุบัติเหตุรถชน”

   

   ในจังหวะที่รถชน เธอลอยกระแทกลงบนถนน ทำให้ใบหน้าถูกครูดไปตามพื้นถนนจนบาดเจ็บสาหัสอย่างน่าสยดสยอง หน้าตาเธอจึงเสียโฉมยับเยิน นอกจากนั้นยังถูกทอดทิ้งทำให้เธอตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศ ก่อนจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญวิชาไสยศาสตร์จากทางใต้

   

   “เจ้าแม่งูต้องการร่างมนุษย์เป็นภาชนะ พี่สาวคนนี้เลยยอมเป็นที่สิงสถิตของเจ้าแม่เพื่อจะได้แก้แค้นคุณลุง เพราะฉะนั้น นี่คือเคราะห์กรรมในชีวิตของคุณลุงเลยนะคะ” เหยาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงน่ารักแจ่มใส นี่คือเหตุผลที่เธอให้เขานำรูปสลักงูสาวออกมา เพราะเรื่องบางเรื่องควรเผชิญหน้ากันโดยตรง

   

   และนอกจากนี้ คุณลุงคนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนดีนัก เหยาเหยาจึงตั้งใจเพียงจะช่วยให้เขารอดชีวิต แต่เรื่องชื่อเสียงนั้นเธอคงไม่ช่วยรักษาให้แน่นอน!

   

   [โอ๊ย เรื่องราวพลิกผันจนหัวแทบหมุน!]

   

   ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติหลอนๆ แต่กลับกลายเป็นนิยายแก้แค้นสุดสะใจที่ทำให้ผู้ชมต่างก็ลุ้นกันจนใจเต้นรัว

   

   ผู้โชคดีที่ถูกเหยาเหยาหลอกก็ทำหน้าเขียวซีดไปสักพักจนพูดอะไรไม่ออกเพราะความอับอาย ส่วนหญิงสาวตรงหน้าเมื่อเห็นว่าเขาจำตัวเธอไม่ได้จริงๆ ก็ยิ่งโกรธแค้นขึ้นไปอีกจนสีหน้าของเธอบิดเบี้ยว

   

   “ผู้ชายใจดำ แกไม่มีทางรอดวันนี้หรอก แกต้องตาย!” เธอตะเบ็งเสียงแหลมพลางแลบลิ้นสองแฉกยาวออกมาราวกับงู ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็วราวกับไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

   

   “อาจารย์ ช่วยผมด้วย!” ผู้โชคดีร้องอย่างสิ้นหวังในทันที

   

   เหยาเหยาเตรียมพร้อมไว้แล้วจึงไม่ปล่อยให้เขาเกิดอันตรายท่ามกลางการถ่ายทอดสด และในขณะที่หญิงสาวซึ่งถูกเจ้าแม่งูสิงสถิตกำลังพุ่งเข้าหา คาถาอาคมที่เธอเตรียมไว้ก็ดังก้องไปทั่วห้อง




จบตอน

Comments