บทที่ 291: กรรมตามสนองและผู้โชคดีคนที่สอง
"ฟ้าดิน ต้นกำเนิดของพลังทั้งปวง ผ่านการบำเพ็ญเพียรนับล้านกัลป์ พิสูจน์อิทธิฤทธิ์ของตน เหล่าเทพทั้งหลายมาคารวะ ควบคุมสายฟ้าและฟ้าร้อง ผีร้ายและภูตผีหวาดกลัว วิญญาณและสิ่งประหลาดลืมรูปลักษณ์ จงบังเกิดผลโดยพลัน"
นี่คือคาถาของเสวียนเหมิน แม้จะต่างจากอาคมสังหารภูตผี แต่การใช้งานนั้นกว้างกว่า เหมาะสำหรับปราบพวกอาคมและของไสยต่างๆด้วย ซึ่งคำสาปของเจ้าแม่งูก็จัดเป็นหนึ่งในรูปแบบพิเศษของอมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ คาถานี้ของเหยาเหยาถึงได้ผลเกินคาด ภาพที่เห็นคือร่างของหญิงสาวที่พุ่งถอยกลับไปอย่างแรงราวกับถูกค้อนทุบ
“ตุ้บ!”
ร่างของหญิงสาวกระแทกเสื้อผ้าและโครงไม้ด้านข้างจนเสียงดัง
เสียงคร่ำครวญของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้า พยายามขัดขืนเพื่อแก้แค้น ทว่าบาดเจ็บหนักจนลุกไม่ขึ้น นัยน์ตาสีเหลืองซีดจ้องเขม็งที่โทรศัพท์ของผู้โชคดี อันเป็นแหล่งที่มาของคาถานี้ เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่า ชายคนนี้จะหาอาจารย์ขั้นสูงเช่นนี้มาช่วยได้
"เอ๊ะ? เหมือนรูปปั้นเจ้าแม่งูนี่จะร้าวแล้วนะ" ทันใดนั้นผู้โชคดีอุทานด้วยความยินดี
ความสนใจของชาวเน็ตถูกดึงกลับมา เห็นว่ารูปปั้นเจ้าแม่งูที่เคยดูขาวบริสุทธิ์ บัดนี้ไม่มีแสงหลากสีปกคลุมอีกต่อไปแล้ว แถมเนื้อสำริดที่ห่อหุ้มยังเต็มไปด้วยรอยร้าวเหมือนใยแมงมุม
รอยร้าวนี้ทำให้ใครต่อใครอดสงสัยไม่ได้ว่าหากแตะเพียงเบาๆ รูปปั้นนี้จะไม่แตกละเอียดเสียหรือ
เหยาเหยากล่าวเสียงใสว่า “คุณลุง ไม่ได้ตาฝาดนะคะ มันกำลังจะแตกจริงๆ!”
เจ้าแม่งูยังไม่ทัน ‘ฟื้น’ เลยด้วยซ้ำ แต่โดนพลังคาถาเข้าอย่างจังจนสลายหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงอาศัยพลังหลงเหลือของภาชนะที่เก็บพลังไว้เพียงน้อยนิด
ผู้โชคดีพอได้ยินคำอธิบายของอาจารย์ ก็ตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างปลาบปลื้ม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผู้หญิงเลว แกคิดจะเล่นงานฉันเหรอ เจ้านี่จะพังเป็นเสี่ยงๆแล้ว!”
เขาหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจ นึกถึงเจ้าแม่งูที่เกือบทำให้เขาตาย เขาจับรูปปั้นงูขึ้นมาแล้วกระแทกลงพื้นเต็มแรง
“เพล้ง!”
รูปปั้นงูที่เต็มไปด้วยรอยร้าวแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในพริบตา
การกระทำนี้เกิดขึ้นรวดเร็วจนเหยาเหยาและชาวเน็ตตั้งตัวไม่ทัน
“แย่แล้ว ลุงทำเรื่องใหญ่แล้วค่ะ” เหยาเหยาเบิกตาโต แสดงสีหน้าเคร่งเครียด
เจ้าแม่งูผูกติดกับภาชนะนี้อย่างแยกจากกันไม่ได้ ในแง่หนึ่งพี่สาวที่พยายามแก้แค้นก็คือเจ้าแม่งูแล้ว การที่ผู้โชคดีทำลายรูปปั้นก็เท่ากับฆ่าเธอไปด้วย
การฆ่าโดยการทำลายของอาคมเช่นนี้ย่อมมีคำสาปตอบสนอง ก่อให้เกิดผลร้ายที่อธิบายได้ยากและยากจะสลัดพ้น ซึ่งนี่เองคือความน่ากลัวของไสยศาสตร์หนานยาง
จริงดังว่า ทันทีที่เหยาเหยาพูดจบ หนอนอ้วนขาวตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากรูปปั้นงูที่แตกกระจายแล้วลุกเป็นไฟโดยไม่ทันจุด ชั่วพริบตาก็กลายเป็นกลุ่มควันสีขาวพุ่งเข้าไปในร่างของผู้โชคดี
“นี่ นี่มันอะไรกัน!” เขาถอยกรูดไปอย่างหวาดกลัว เอามือคลำตัวเองด้วยความตกใจกลัว กลัวว่าจะมีสิ่งใดแปลกปลอมบนร่างกาย
เขาไม่พบอะไรผิดปกติจนโล่งใจ แต่ทันใดนั้นผู้หญิงที่ล้มอยู่บนพื้นก็หัวเราะเสียงแหลมขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ซ่งเฉินเสวียน แกเล่นสนุกอยู่หรือไง? แกไม่มีทางแตะต้องผู้หญิงได้อีกแล้ว!”
เสียงสาปแช่งของเธอนั้นแหลมคมและหยาบคาย เธอร้องด้วยความเจ็บแค้น ก่อนจะก็ไออย่างรุนแรงก่อนจะอาเจียนเลือดสดๆออกมา
ร่างกายเธอเหี่ยวแห้งไปในพริบตา จากหญิงสาววัยแรกแย้มกลายเป็นหญิงชราอย่างรวดเร็ว
“ขอให้แกใช้ชีวิตนี้ไปกับความเสียใจ!” น้ำเสียงแค้นของเธอดังก้องอยู่ในห้อง ก่อนจะสิ้นลม ดวงตาของเธอยังคงแฝงด้วยความเคียดแค้น
ผู้โชคดีหน้าตาหมองคล้ำ นึกดูแล้วใครจะไม่อารมณ์เสียถ้าถูกด่าจากใจขนาดนี้ โดยเฉพาะคำสาปว่าเขาจะไม่มีวันสัมผัสผู้หญิงได้อีกทำให้เขาหน้าซีด
เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่จะลองพิสูจน์ได้ทันที ไหนยังมีคนในไลฟ์สดเป็นล้าน แต่ไม่รู้ทำไมในใจกลับไม่สบายใจเอามากๆ
แม้จะมีอาจารย์อยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่กล้าถามจริงๆ กลัวว่าอาจารย์จะพยักหน้ารับ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเขาคงไม่กล้าเงยหน้ามองผู้คนไปทั้งชีวิต
“ลุงคะ หนูแจ้งตำรวจให้แล้ว พี่สาวคนนี้โดนคำสาปย้อนกลับทำร้ายล่ะค่ะ ไม่เกี่ยวอะไรกับลุงแน่นอน” เหยาเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่ม
เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ จึงควรให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษรับผิดชอบ ซึ่งวิธีที่ตรงจุดที่สุดคือตัดข้อหาคดีฆาตกรรมออกจากผู้โชคดีไป
ส่วนคำสาปที่พี่สาวคนนั้นกล่าวก่อนตาย เหยาเหยารู้อยู่แล้วว่าจริง แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่ควรพูดออกไป
เพราะอาจารย์ของเธอเคยบอกว่า จะเป็นเรื่องดีหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่จะพูดต่อหน้าผู้คนไม่ได้ เพราะอาจกระทบจิตใจได้
“ขอบคุณมากๆท่านอาจารย์ ไว้มีโอกาส ผมจะไปขอบคุณท่านถึงที่เลยครับ”
ผู้โชคดีรู้สึกอยากจะไปพิสูจน์แต่ก็กลัวจะเจออะไรที่อาจเป็นปัญหาใหญ่จนไม่กล้ารับปากเต็มที่ การพูดว่าจะไปหาถึงที่แท้จริงแล้วเป็นการทิ้งทางหนีไว้ เผื่อมีอะไรผิดปกติขึ้นจะได้ไปขอความช่วยเหลือ
“ค่ะ งั้นคุณลุงโชคดีนะคะ” เหยาเหยาคิดว่าตนฉลาด รู้ทันที่ลุงกำลังอ้ำอึ้งไม่กล้าพูดตรงๆ
เธอไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้รับปากจะช่วย เพราะคำสาปของกู่อาคมนั้นยากจะแก้
เหยาเหยาลอบถอนหายใจ นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอที่ปกป้องเขาไม่สำเร็จ แต่เป็นเพราะลุงคนนี้ใจร้อนเกินไป
หากเขาไม่ทุบรูปปั้นเจ้าแม่งู ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี เธอเองก็คลายคำสาปให้เขาได้ ความเสียหายจะมีเพียงชื่อเสียงที่แย่ลงบ้าง
ทว่าความใจร้อนของเขาดื้อดึงจะเอาชีวิตคนอื่นให้ได้ เมื่อกรรมตามสนองต่อให้เป็นเซียนสวรรค์ก็ช่วยไม่ได้หรอก
บางทีแววตาที่ปรากฏบนใบหน้าน้อยๆของเหยาเหยาอาจจะเก็บไม่มิด ทำให้ผู้ชมไลฟ์สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเธอได้ทันที
ในฐานะที่พวกเขาเป็นเซียนกินเผือกที่เก่งกาจ การวิเคราะห์จับพิรุธถือว่าเฉียบขาดไม่ต่างจากเชอร์ล็อก โฮล์มส์เลย พอได้ลองคิดดูดีๆ ก็เหมือนจะเดาความจริงได้ในทันที
[ผู้โชคดีน่าสงสารจริงๆเลย อารมณ์แค้นเล่นงานซะจนสูญเสียความเป็นชายไปเลยทีเดียว คืนไหนตื่นขึ้นมาก็คงได้แต่สบถลั่นออกมา]
[แต่อย่างว่า เขาก็สมควรโดนแล้ว เพราะอาจารย์บอกแล้วว่า รูปปั้นเจ้าแม่งูเป็นร่างเดียวกันกับ ‘หวังซินซิน’ แต่ผู้โชคดีก็ยังใจกล้าถึงขนาดฟาดรูปปั้นให้แตกเละ เวรกรรมก็เลยตามมาเร็วแบบนี้ จะไปโทษใครได้ล่ะ]
[ถูกของคอมเมนต์ข้างบนนะ ถ้าผู้โชคดีไม่ไปเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น เดินทางตรง ๆ ชีวิตก็จะไม่ต้องเผชิญเคราะห์แบบนี้หรอก!]
แม้ว่าผู้ชมจะสนุกกับการจับกลุ่มกินเผือก แต่เรื่องบางอย่างพวกเขาก็มองได้อย่างมีเหตุผล
โดยเฉพาะกับจุดจบของผู้โชคดีคนนี้ ผู้ชมต่างไม่รู้สึกเห็นใจเลย เพราะถือว่าเป็นเวรกรรมที่เขาก่อเอง
“โอเคค่ะ ทุกคน เลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะนะ มาจับฉลากหาผู้โชคดีคนถัดไปกันดีกว่า!”
เหยาเหยาแอบเห็นว่าบางคอมเมนต์เริ่มมีเงาหม่นดำทับซ้อนขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเป็นพลังกรรมจากคำพูด จึงต้องรีบออกมาเตือนทุกคน
ผู้ชมในไลฟ์ต่างเคารพเชื่อฟังเหยาเหยามาก เพราะเธอเคยมีผลงานทิ้งท้ายที่ชวนให้รู้สึกขลัง บางคนถึงกับกลัวว่าจะโดนเหยาเหยาตามไปหาด้วยซ้ำ
ดังนั้น ในช่องคอมเมนต์จึงเงียบลงทันที พื้นที่เต็มไปด้วยคอมเมนต์ ‘666’ ที่บ่งบอกถึงความชื่นชมยินดี
หลังจากเก็บเกี่ยวบุญกุศลแรกเสร็จ เหยาเหยาก็ไม่รอช้า เดินหน้าทำกุศลที่สองของวันนี้ต่อไป
ผู้โชคดีคนถัดมาเป็นผู้หญิง อายุประมาณสามสิบกว่าแล้ว แต่เพราะดูแลตัวเองดีมากจึงดูเหมือนเพิ่งยี่สิบกว่าเท่านั้น
เธอสวมเสื้อโค้ตแบบแบรนด์ชาแนลเล็กๆสวยๆ มีสร้อยคอและต่างหูไข่มุก เพิ่มความดูเรียบหรูขึ้นไปอีก
“ว้าว อาจารย์คะ สวัสดีค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะได้ขึ้นไลฟ์กับอาจารย์จริงๆด้วย!” ผู้โชคดีคนนี้แอบตื่นเต้นเล็กน้อย ท่าทางประหม่าจนแทบไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี
เหยาเหยาส่งยิ้มหวาน “พี่สาวคนสวย สวัสดีตอนบ่ายค่ะ วันนี้โชคของพี่ไม่หลอกพี่เลยนะคะ”
“พี่ลองคิดดูว่าอยากจะถามอะไร หนูจะช่วยพยากรณ์ให้ค่ะ”
เธอสวยมากจริงๆ เหยาเหยาเองก็ยอมรับว่าเธอชอบของสวยๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของก็ตาม สีหน้าจึงนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ผู้โชคดีคนนี้ดูจะเป็นผู้ชมประจำในไลฟ์ เมื่อได้มาเจอเหยาเหยาจริงๆ ถึงรู้ว่าน้ำเสียงของเธอนั้นนุ่มนวลชวนฟังแค่ไหน
ใบหน้าของผู้โชคดีจึงออกแดงๆอยู่บ้าง ใช้เวลาปรับอารมณ์อยู่พักใหญ่จึงถามออกมาได้
“อาจารย์คะ ฉันอยากถามว่าจะมีปัญหาอะไรกับเสี่ยวชงหรือเปล่า เขาคือเด็กที่ฉันตั้งใจจะไปรับเลี้ยงวันนี้น่ะค่ะ”
เมื่อเธอพูดจบก็ยิ่งรู้สึกประหม่าจนเหงื่อเริ่มซึมที่ฝ่ามือด้วยความกังวล ท่าทางของเธอแสดงความคาดหวังอย่างชัดเจน
ผู้ชมในไลฟ์ต่างประหลาดใจเมื่อได้ยิน
[แหม ผู้โชคดีคนนี้ดูท่าทางยังสาวอยู่เลย ทำไมถึงคิดอยากจะไปรับเลี้ยงเด็กกันนะ]
แน่นอนว่าการรับเลี้ยงเด็กถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยแบ่งเบาภาระของสังคม แต่การเลี้ยงดูก็ไม่เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์ มันหมายถึงการรับผิดชอบทั้งชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องกินเรื่องเรียน หรือแม้แต่การแต่งงาน แค่คิดก็รู้สึกถึงความยากลำบาก ไหนจะเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกันอีก
เมื่อได้ยินคำถามของผู้โชคดี เหล่าผู้ชมต่างพากันกระตือรือร้น รุมเตือนและแนะนำให้เธอคิดทบทวนดีๆ
ผู้โชคดีคนนี้อ่านคอมเมนต์ในไลฟ์แล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจ แม้ว่าใบหน้าจะมีร่องรอยของความเศร้าให้เห็น เธอจึงเล่าถึงเหตุผลที่อยากรับเลี้ยงเด็กออกมาทีละนิด
ผู้ชมจึงได้รู้ว่าเธอแต่งงานกับสามีมาสี่ถึงห้าปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของการตั้งครรภ์
สามีของเธอนั้นเติบโตมาจากครอบครัวชนบท ซึ่งให้ความสำคัญกับการสืบทอดเชื้อสายเป็นอย่างมาก เรื่องที่ยังไม่มีลูกนั้นทำให้พ่อแม่สามีแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงแรก ผู้โชคดียังพอจะทนไหว สามีเองก็ยืนเคียงข้างปกป้องเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอรู้สึกเริ่มท้อแท้
ไหนจะเห็นสามีที่ต้องรับแรงกดดันทั้งสองทางจนเธอรู้สึกสงสาร จึงตัดสินใจทิ้งงานหันมาโฟกัสเรื่องการมีลูกอย่างจริงจัง
แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ยังไม่ตั้งครรภ์ ทั้งคู่จึงไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจ ผลคือพบว่าเป็นปัญหาของฝ่ายหญิง
เมื่อรู้ผล เธอรู้สึกเหมือนโลกถล่มลงมาทั้งใบ ถึงกับเริ่มคิดเรื่องหย่าร้าง เพราะรู้ดีว่าครอบครัวสามีเป็นอย่างไร หากไม่มีลูก การอยู่ร่วมกันต่อไปย่อมเป็นเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอเสนอเรื่องหย่า สามีกลับปฏิเสธเสียงแข็ง เขาบอกว่าในเมื่อมีลูกไม่ได้ ก็ไปหาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้
เธอคิดว่ามันก็เป็นทางออกที่ดีอยู่ เพียงแต่ยังกลัวว่าพ่อแม่สามีจะไม่ยอม เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสายเลือดมาก จะให้เด็กที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขเข้ามาเป็นลูกได้อย่างไร
แต่ไม่รู้ว่าสามีไปอธิบายอย่างไร สุดท้ายพ่อแม่สามีก็ยอมตกลง เธอจึงรู้สึกโล่งใจ เพราะแท้จริงแล้วเธอก็รักสามีมาก อยากอยู่กับเขาไปนานๆ
วันนี้เธอจึงนัดกับสามีว่าจะไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยกัน เพียงแต่สามีมีธุระที่ต้องจัดการที่บริษัท เธอจึงรออยู่ที่บ้านและบังเอิญเห็นไลฟ์ของเหยาเหยาจึงเข้ามาดู
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะโชคดีได้ขึ้นมาในไลฟ์นี้ เลยถามถึงความคาดหวังของเธอออกมาโดยที่ยังคงมีท่าทางกังวล
ท่าทางของเธอทำให้ผู้ชมต่างมองเธอด้วยสีหน้าแปลกๆ
เพราะในฐานะคนนอก พวกเขามองออกได้ชัดเจนยิ่งกว่า
ครอบครัวที่ยึดติดกับสายเลือด และอาจจะมีความเชื่อในลูกชายลูกหญิง ในเมื่อร่างกายของลูกชายยังแข็งแรงดี แล้วทำไมพวกเขาถึงยอมให้รับเด็กกำพร้ามาเป็นลูกได้
มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน
ผู้ชมจึงได้แต่จ้องมองไปที่เหยาเหยา เพื่อรอคำตอบ
บทที่ 292: ชาวเน็ตถึงกับพูดไม่ออก
“พี่สาวคนสวย มีรูปของน้องคนนี้ไหมคะ?”
“แล้วก็มีรูปของสามีพี่ด้วยใช่ไหมคะ ส่งมาให้หนูหน่อยค่ะ เพราะถ้าจะตรวจดวงกันให้ละเอียด เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสามีพี่ก็เป็นสิ่งสำคัญมากนะคะ!”
เพราะสามีภรรยาก็คือคู่ชีวิต การจะรับเลี้ยงลูกบุญธรรมก็ต้องให้แน่ใจว่าเขาจะเข้ากับทั้งครอบครัวได้
เหยาเหยาจึงจำเป็นต้องตรวจสอบทุกอย่างให้ละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่จะทำให้มีเรื่องบาดหมางตามมา
“มีค่ะ เดี๋ยวพี่ส่งให้เลยนะคะ”
ผู้โชคดีรับรู้ถึงความตั้งใจดีของเหยาเหยา เธอจึงยิ้มด้วยความดีใจเล็กน้อยก่อนจะเปิดรูปในอัลบั้ม ค้นหารูปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าส่งมาให้ รวมถึงรูปของสามีที่เธอเคยถ่ายเก็บไว้
“หนูได้รับแล้วค่ะ!” เหยาเหยาได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากข้อความหลังไมค์ก็พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะกดเปิดรูปขึ้นมาดู
ปรากฏว่ารูปแรกเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณหกขวบ เขาดูคล้ำเล็กน้อย คงเพราะเล่นซนอยู่ข้างนอกเป็นประจำ
แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆ โครงหน้าและดวงตาก็มีความสดใสชัดเจนอย่างน่ามอง หากดูแลดีๆ เด็กคนนี้ต้องเป็นเด็กที่หล่อเหลาแน่นอน
“ผู้อำนวยการบอกว่า เด็กคนนี้ทั้งอารมณ์ดีและเรียนรู้ไวค่ะ หลายครอบครัวที่มาที่นี่ก็สนใจเขากันเยอะ แต่เด็กไม่ยอมให้รับไปเลี้ยงเลยยังอยู่ที่นี่จนถึงทุกวันนี้ค่ะ”
ผู้โชคดีอธิบายอย่างช้าๆ
แม้ว่าเธอจะตกลงจะรับเลี้ยงเด็ก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกแบบผ่านๆ เธอเคยตรวจสอบประวัติของน้องมาก่อน เด็กชายที่ชื่อเสี่ยวชงนี้จริงๆแล้วเป็นเด็กที่ดีมาก ทำให้เธอรู้สึกกังวลเล็กน้อยว่า ถ้าเด็กไม่ยอมตามเธอกลับมา จะทำอย่างไรดี
“เอ๊ะ?” ในขณะที่ผู้โชคดีกำลังคิดอะไรเพลินๆ
เหยาเหยาก็เลื่อนมาถึงรูปถัดไปและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอไล่ดูรูปทั้งสองรูปไปมาอีกรอบเพื่อให้แน่ใจ
จากนั้น สีหน้าของเหยาเหยาก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา
“พี่สาวคนสวย เด็กคนนี้ พี่หรือว่าสามีพี่ที่เป็นคนสนใจเขาก่อนคะ?”
เหยาเหยาถามขึ้นมาทำลายความคิดของผู้โชคดี
“เอ่อ...มันมีต่างกันด้วยหรือคะ?”
ผู้โชคดีถึงกับอึ้งไป เมื่อเห็นสีหน้าของเหยาเหยา เธอจึงไม่กล้าโกหกและตอบตามจริง “สามีเป็นคนเลือกเด็กคนนี้มาก่อนค่ะ”
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าให้รูปมาเยอะมากจนพี่จำหน้าไม่ค่อยได้ เขาก็ช่วยเลือกและเสี่ยวชงก็เป็นหนึ่งในนั้น”
“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ?” ผู้โชคดีเริ่มแสดงความไม่เข้าใจออกมาทางสีหน้า
เหยาเหยาตอบด้วยเสียงสดใส “แน่นอนค่ะว่ามีปัญหาค่ะ!”
“น้องคนนี้ แม้ว่าดวงของเขาจะแสดงถึงการสูญเสียบุพการี แต่ก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หมายถึงมีเพียงคนเดียวในพ่อแม่ของเขาที่เสียชีวิตไป”
“ในดวงของเขามีดาวจื่อเวยที่ยังไม่ดับ ซึ่งแสดงถึงบุพการีฝั่งพ่อ ดาวจื่อเวยแสดงถึงพ่อ เพราะฉะนั้นคนที่เสียชีวิตน่าจะเป็นแม่ของเด็ก”
“ส่วนสามีพี่นั้น ในดวงบุตรของเขาก็แสดงว่ามีลูกชายอยู่แล้ว และขณะนี้พวกเขาก็กำลังได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า!”
เหยาเหยาพูดพร้อมกับกะพริบตาสวยๆให้ผู้โชคดี
เธอไม่ได้พูดแบบตรงๆ เพื่อรักษาหน้าของผู้โชคดี คำพูดที่ต้องการให้รู้เพียงพอเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ผู้โชคดีไม่ได้โง่ เมื่อฟังที่เหยาเหยาพูดก็เข้าใจได้ทันที เธอถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้นมาทันที
“เขากล้าทำได้ยังไงกันนะ! ฉันทำดีกับเขาขนาดนี้ เขายังกล้าเอาลูกเมียน้อยมาให้ฉันเลี้ยงอีก!”
เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่การดูถูกกัน แต่มันเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันสุดๆ ผู้โชคดีควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
แม้ว่าลึกๆเธอจะเชื่อใจสามี แต่ก็อดที่จะเชื่อในความสามารถของเหยาเหยาไม่ได้
อีกทั้งเรื่องที่พ่อแม่สามียอมรับเรื่องรับเลี้ยงเด็กมันก็ดูไม่สมเหตุสมผล หากเด็กคนนี้เป็นลูกแท้ๆของสามี เรื่องทั้งหมดก็ดูเป็นเหตุเป็นผลขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแต่จะสามารถยอมรับลูกเมียน้อยให้มาเป็นลูกอย่างถูกต้องแล้ว เธอเองก็ยังรู้สึกผิดที่ไม่มีลูก ทำให้ต้องตั้งใจเลี้ยงลูกคนนี้อย่างสุดความสามารถ
สุดท้าย กลายเป็นว่าคนในครอบครัวเขาทั้งหมดเป็นสายเลือดเดียวกัน เหลือเธอคนเดียวที่เป็นคนนอก
“ฉันจะหย่ากับเขา เดี๋ยวนี้เลย!”
ผู้โชคดียอมรับได้ถ้าสามีไม่ได้รักเธอ อยู่กับเธอเพียงเพราะต้องการความมั่นคง แต่เธอจะไม่มีวันยอมรับการนอกใจได้
มือของเธอสั่นด้วยความโกรธ แต่เธอก็ยังพยายามควบคุมสติ เพราะหากขาดสติไปจะกลายเป็นการเสียเปรียบ
ผู้โชคดีจึงเปิดหน้าจอแชทขึ้นมา อดทนฝืนความรู้สึก ส่งข้อความเรียกสามีกลับบ้าน เพราะการเผชิญหน้าอย่างตรงๆ เป็นวิธีเดียวที่จะให้ได้ผลที่ชัดเจน
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอก็หันกลับมามองเหยาเหยา ก่อนจะถามขึ้นอย่างลังเล
“อาจารย์คะ พอจะบอกได้ไหมว่าเด็กคนนี้มาจากไหนกันแน่ แม่ของเขาโดนผู้ชายสารเลวคนนี้หลอกเหมือนที่เขาหลอกฉันหรือเปล่า”
ในเมื่อจะต้องเผชิญหน้ากันแล้ว ผู้โชคดีจึงอยากรู้ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
“พี่สาวคนสวย พี่แน่ใจหรือคะว่าอยากจะรู้?” เหยาเหยาขมวดคิ้วและถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ
ท่าทางแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกใจหายวาบ คาดเดาได้ว่าคงมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่เธอก็ยังกัดฟันพยักหน้า "ท่านอาจารย์ โปรดบอกมาเถอะ ฉันรับได้ค่ะ"
"พี่สาวสวย งั้นหนูจะบอกละนะ!" เหยาเหยาเห็นความจริงจังในดวงตาขอผู้โชคดี จึงไม่ปิดบังอีกต่อไป
ความจริงแล้ว ลูกของสามีผู้โชคดีนั้นก็มาอย่างไม่คาดคิดเช่นกัน เขาเป็นลูกของสามีกับแฟนสาวคนแรก
ตอนนั้นทั้งสองคนยังอายุน้อย ไม่มีแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบอะไรมากนัก
ฝ่ายหญิงนั้นชอบสามีขอผู้โชคดีจริงๆ แต่สามีขอผู้โชคดีกลับมีท่าทีเฉยๆ แค่คิดว่าเล่นๆเท่านั้น ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่อยากเลิกรา ต่อมาไม่รู้ว่าได้ยินมาจากไหนว่าการมีลูกสามารถช่วยรักษาความสัมพันธ์ได้ จึงเดินหลงทางไป
เธอตั้งครรภ์และไปหาสามีของผู้โชคดีเพื่อให้รับผิดชอบ แต่เขาไม่ต้องการแม้แต่ตัวเธอ แล้วจะยอมรับลูกได้อย่างไร
ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สามีของผู้โชคดีจะตัดการติดต่อกับเธอฝ่ายเดียว ผู้หญิงคนนั้นทนรับความกระทบกระเทือนไม่ไหว อารมณ์พังทลาย ถึงขั้นต้องลาออกจากโรงเรียน
เธอไม่กล้ากลับบ้าน จึงต้องทำงานอยู่ข้างนอกคนเดียว ทุกอย่างกำลังจะเข้าที่เข้าทาง
แต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจ เธอมีปัญหาระหว่างคลอด ทำให้ร่างกายทรุดโทรมอย่างหนัก ลูกอายุเพียงสองขวบ เธอก็จากไปเสียแล้วเนื่องจากไม่กล้าติดต่อครอบครัว ตำรวจจึงไม่สามารถหาผู้ติดต่อได้ สุดท้ายจึงต้องส่งเด็กไปสถานสงเคราะห์ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ถึงได้พบกับคนหลัง
[โอ้โห ผู้หญิงคนนั้นช่างน่าสงสารเหลือเกิน ไม่เพียงแต่ถูกผู้ชายเลวๆหลอก ยังต้องคลอดลูกชายให้เขาฟรีๆอีก]
ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าลูกชายที่ตัวเองเอาชีวิตเป็นเดิมพันคลอดออกมา กลับถูกผู้ชายเลวรับเลี้ยงกลับไปอย่างง่ายดาย คงจะโกรธจนฝาโลงกดไว้ไม่อยู่แน่
หลังจากเหยาเหยาอธิบายจบ ชาวเน็ตต่างรู้สึกขนลุกไปตามๆกัน มองดูการแต่งกายหรูหราของผู้โชคดี ก็เดาออกทันทีถึงจุดประสงค์ของสามีผู้โชคดีที่ทำเช่นนี้
ก็ไม่ใช่อะไรนอกจากคนสองมาตรฐาน เพราะผู้โชคดีเคยบอกว่าครอบครัวของสามีเธอไม่ได้มีฐานะดี เมื่อเทียบครอบครัวของเธอแล้ว อีกฝ่ายนั่นแหละที่เป็นฝ่ายได้เลื่อนฐานะขึ้นมา ญาติทางฝ่ายแม่ที่มีอิทธิพลแบบนี้ ย่อมเป็นประโยชน์หลายด้านสำหรับสามีที่โชคดี เขาจึงไม่มีทางทิ้งโอกาสนี้ไปแน่นอน
แต่ภรรยากลับไม่สามารถมีบุตรได้ นอกเหนือจากทรัพย์สินและอำนาจแล้ว เขายังต้องการทายาทสืบสกุลของตัวเอง ในเมื่อต้องรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมอยู่แล้ว ทำไมไม่รับเลี้ยงลูกชายของตัวเองล่ะ นั่นไม่ใช่การได้ประโยชน์ทั้งสองทางหรอกหรือ
ด้วยเหตุนี้ แรงจูงใจเกือบจะสามารถคาดเดาได้แม่นยำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
บทที่ 293: คนแบบนี้ไม่ควรมีทายาท
[เฮ้อ ไอ้หมอนี่มันช่างเป็นคนมีฝีมือจริงๆ]
ชาวเน็ตต่างพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะการเลี้ยงลูกไว้ใกล้ตัว อาจจะทำให้ความลับแตกได้ในวันใดวันหนึ่ง
เมื่อถึงเวลานั้น ด้วยนิสัยของผู้โชคดี เธอคงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆแน่ และอีกฝ่ายก็เป็นคนเก่ง ถ้าเป็นคนธรรมดาคงกลัวจนนอนไม่หลับไปแล้ว
คนเลวแบบนี้ยังสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไม่มีพิรุธ ถ้าวันนี้ไม่ได้บังเอิญเจอกับอาจารย์ ผู้โชคดีก็คงยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย
"บ้าชิบ เขาทำตัวน่ารังเกียจได้ขนาดนี้เลยเหรอ"
ผู้โชคดีคิดว่าการที่อีกฝ่ายวางแผนกับตัวเองแบบนี้มันไร้ยางอายมากแล้ว แต่ใครจะรู้ว่านี่เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เขาไม่ต้องการเด็กคนนี้ตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอ และการที่เด็กเกิดมาก็เป็นการตัดสินใจของผู้หญิงคนนั้นเอง แต่ตอนนี้กลับมาแย่งกับคนตาย?
ไม่กลัวฟ้าผ่าบ้างเลยหรือไง!
"พี่สาวสวย ที่จริงแล้วร่างกายของพี่ไม่มีปัญหาอะไรเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าพี่ไม่สามารถมีลูกได้หรอก!"
"คนที่ไม่สามารถมีลูกได้จริงๆ คือสามีของพี่ต่างหาก ดังนั้นเขาถึงได้ยืนกรานที่จะรับเด็กชายคนนี้มาเลี้ยง"
เหยาเหยาพูดถึงสามีของหญิงสาวผู้โชคดี ขมวดคิ้วเล็กน้อย แสดงสีหน้ารังเกียจเธอเห็นว่าในดวงชะตาคู่สมรสของคนหลัง มีดอกท้อเน่าเปื่อยมากเกินไป ซึ่งสามารถบอกได้ว่าการใช้ชีวิตของเขาผิดปกติ
การปล่อยตัวโดยไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ รวมถึงการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ อดนอน และเที่ยวบาร์ ส่งผลให้ร่างกายของเขาทรุดโทรม จนทำให้สูญเสียความสามารถในการมีบุตรตั้งแต่อายุยังน้อย
ทว่าเมื่อพบว่าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว สามีของผู้โชคดีให้ความสำคัญกับสายเลือดอย่างมาก เรื่องที่จู่ๆ ไม่มีทายาทนี้ เขาไม่สามารถยอมรับได้เลย
ภายใต้ความวิตกกังวล เขาจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าแฟนเก่าของเขาเคยตั้งครรภ์ลูกของเขา
ดังนั้น เขาจึงทุ่มเททุกอย่างและหลังจากผ่านการตรวจสอบดีเอ็นเอ ในที่สุดก็ยืนยันได้ว่าเป็นเด็กที่เขากำลังตามหาอยู่จริงๆ และเพื่อให้ภรรยายินยอมรับเด็กมาเลี้ยงอย่างเป็นเหตุเป็นผล สามีของหญิงผู้โชคดีจึงติดสินบนพยาบาลในโรงพยาบาลเพื่อปลอมแปลงผลการตรวจ
การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่รักษาชื่อเสียงของตนเองในเรื่องการเป็นหมันเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้โชคดีรู้สึกผิดและยอมรับเด็กที่เกิดจากแฟนเก่าของเขาด้วย
"ช่างน่าละอายจริงๆ!" เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้โชคดีก็ชะงักงัน รู้สึกว่าขีดจำกัดของตัวเองถูกท้าทายอีกครั้ง
แต่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ทุกอย่างกลับดูสมเหตุสมผลเป็นพิเศษ และเมื่อเป็นคำพูดจากปากของอาจารย์เอง ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความจริง
แต่เรื่องนี้ช่างดูเหนือจริงยิ่งกว่าในละครโทรทัศน์เสียอีก ไม่เพียงแต่ผู้โชคดีเท่านั้น แม้แต่ชาวเน็ตที่เห็นมามากก็ยังรู้สึกมึนงงไปหมด
ในใจของพวกเขาตอนนี้เหมือนกับม้านับหมื่นตัวกำลังควบ ราวกับฝูงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์บนทุ่งหญ้ากำลังวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
[คนแบบเขามันแย่เกินไป ผู้ชายแบบนี้สมควรแล้วที่จะไม่มีทายาท สุดท้ายต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากโดยไม่มีใครสืบทอด]
[ไม่ๆ เด็กไม่เกี่ยว ปล่อยให้ลูกได้เห็นธาตุแท้ของพ่อ และไม่ต้องช่วยเหลือยามแก่เฒ่าก็พอแล้ว]
[ไม่เสียทีที่เป็นอาจารย์ ตอนที่คุณประกาศเลิกเขียนผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะเนื้อเรื่องของคุณมันสะใจสุดๆ]
เมื่อผู้ชมได้เห็นพฤติกรรมอันเลวร้ายของสามีที่ ‘โชคชะตาเล่นตลก’ หยิบยื่นมาให้ หลายคนต่างรุมประณาม ไม่แปลกใจเลยที่เธอได้อ่านคอมเมนต์แล้วรู้สึกโล่งใจ
แต่ความจริงมันก็คือความจริง คิดว่าจะต้องแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่งให้เขายามหย่าร้าง เธอก็ได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธ
“พี่สาวสุดสวย ไม่ต้องกังวลนะคะ ลองไปดูที่ชั้นลับในตู้เก็บของสิคะ มีผลตรวจของเขาที่บอกว่าเขามีปัญหาเรื่องการมีลูกค่ะ”
“พี่ห้าบอกว่า ถ้าในคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อบกพร่องทางร่างกายอย่างชัดเจน ในการหย่าร้างฝ่ายผิดต้องออกจากบ้านตัวเปล่า”
“แบบนี้เงินของพี่สาวคนสวยก็จะไม่หายไปค่ะ!”
คำพูดของเหยาเหยาทำเอาผู้ชมอึ้ง เพราะช่วงนี้พี่เจ็ดไม่อยู่ เธอเลยอยู่กับพี่ห้าบ่อยๆ
พี่ห้าบอกว่า ในวงการไลฟ์สดจะต้องเจอเรื่องกฎหมายบ่อยๆ ความรู้ด้านกฎหมายจำเป็นมาก จะได้ไม่โดนพวกคนไม่ดีเอาเปรียบ
เธอจึงถูกบังคับให้เรียนรู้เรื่องกฎหมายต่างๆมากมาย ราวกับตำราเทพ สำหรับคนทั่วไป
แต่ด้วยความที่เหยาเหยามีความจำเป็นเลิศ อีกทั้งยังมีอาจารย์ที่เก่งกาจให้คำแนะนำ ตอนนี้เธออาจสามารถสอบเป็นทนายความได้สบายๆ และกลายเป็นทนายความที่อายุน้อยที่สุดในแวดวงอีกด้วย
“ขอบคุณอาจารย์ค่ะ ท่านช่วยฉันไว้มากจริงๆ”
พี่สาวผู้โชคดีคนนั้นที่ได้รับข้อมูลถึงกับอึ้งไป และไม่ลืมกล่าวขอบคุณ
ครู่ต่อมา พี่สาวผู้โชคดีเดินก็กลับมาพร้อมกับผลตรวจสภาพร่างกายของสามี ที่ระบุชัดเจนว่าไม่มีความสามารถในการมีบุตร
เธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นึกถึงความทุกข์ทรมานที่ต้องเผชิญมาตลอด ทั้งการกินยา การฝังเข็มและโดนพ่อแม่สามีด่าว่าเป็นไก่ที่ไร้ความสามารถ
ตอนนี้ทุกอย่างกระจ่างแล้ว เธอจึงยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“พี่สาวคนสวยเรื่องของพี่จบแล้วค่ะ ที่เหลือเหยาเหยาจะไม่ยุ่งแล้วนะคะ!”
เหยาเหยาไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ ปล่อยให้ผู้หญิงที่ถูกชะตาเล่นตลกได้ระบายอารมณ์ของตัวเอง
หลังจากนั้นก็คงต้องเป็นเรื่องการฟ้องหย่ากัน เหยาเหยารู้ตัวเองดีว่าเป็นเพียงคนดูดวง ไม่ใช่ทนายหย่าร้าง
พี่สาวที่ถูกชะตาเล่นตลกพยายามขอบคุณอย่างไม่ขาดสาย และมอบรางวัลให้เหยาเหยาเป็นเงินหนึ่งแสนหยวน
การให้รางวัลครั้งนี้ทำเอาผู้ชมหลายคนอิจฉาจนร้องไห้
[พี่สาวสุดสวยครับ อย่าเสียใจเพราะคนแย่ๆเลย ผมเข้าใจพี่นะครับ พี่มองมาที่ผมสิ]
[ใช่ครับ อย่าไปเสียใจกับคนไม่ดีเลย ผมเกิดปี 2005 ร่างกายแข็งแรงสุดๆ ถ้าพี่สนใจรุ่นน้อง ผมพร้อมสมัครครับ]
ความคิดเห็นของผู้ชมทำให้หญิงผู้โชคดีรู้สึกหลากหลายอารมณ์ จึงกล่าวทิ้งท้ายว่า “ฉันไม่เลี้ยงเด็กค่ะ” แล้วรีบออกจากระบบไปทันที
[เฮ้อออ น่าเสียดาย ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายในอดีตยังคงกลัวเกินกว่าจะมีความหวังใหม่]
[แยกย้ายกันไปเถอะ!]
ผู้ชมที่ร่วมมือกันก็ไม่ได้มีจิตใจแปดเปื้อน แค่ต้องการให้ผู้หญิงโชคร้ายไม่รู้สึกท้อแท้กับตนเอง เพราะเธอทั้งมีเงินและมีเวลา ยังจะหาผู้ชายดีๆไม่ได้เชียวหรือ?
เพราะผู้ชายห่วยๆ คนเดียวจะมาเสียเวลาเสียใจไปทำไม มันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด
เหยาเหยามองออกว่าทุกคนแค่เล่นมุกให้หายเครียด เธอจึงไม่ได้ขัดขวางวิธีการปลอบใจแปลกๆนี้
แต่บรรดาผู้ชมที่ดูไลฟ์สด กลับเริ่มสงสัยเกี่ยวกับชะตากรรมของชายผู้ไม่คู่ควรคนนั้น
[อาจารย์คะ มีแค่เธอที่ได้รับความเสียหาย แล้วพวกผู้ชายแย่ๆ แบบนี้จะไม่ได้รับผลกรรมอะไรเลยเหรอคะ?]
[ใช่ค่ะ เราอยากรู้จริงๆว่าคนพรรค์นั้นจะมีจุดจบอย่างไรบ้าง]
เสียงผู้ชมที่เห็นพ้องกัน ทำให้ช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับชะตากรรมของสามี
เหยาเหยาได้ยินเข้าก็เลิกคิ้วเบาๆ ก่อนตอบเสียงใสว่า “พี่ๆคะ เหยาเหยาบอกได้แค่ว่า ชีวิตเขาจะไม่ราบรื่นแน่ค่ะ”
บทที่ 294: ร่มกระดาษน้ำมันและวิญญาณงู
ถ้าจะให้อธิบาย ก็ต้องบอกว่า ‘กินน้ำเย็นก็ยังจะเจ็บฟันเป็นธรรมดา’ ไม่เพียงแต่ลูกไม่ยอมรับ แม้แต่งานการก็จะเสียหายไปหมด
สามีของเธอเป็นคนรักศักดิ์ศรีและมักฝันอยากเป็นเจ้านายใหญ่ หลังหย่าร้างแล้วก็พยายามกลับมาทำธุรกิจด้วยเงินของพ่อแม่ซ้ำๆ แต่เพราะนิสัยเสเพลเกินกว่าจะทำธุรกิจให้รุ่งโรจน์ได้ แถมที่ผ่านมาก็มีแต่พี่ชายของพี่สาวคนนั้นคอยช่วยเหลือ จึงไม่แปลกใจที่เงินทั้งหมดต้องหมดไป
แต่เขาเองก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดว่าควรไปทำงานได้ พ่อแม่ของเขาที่เคยเชิดชูเพศชาย ก็ต้องรับผลกรรมที่ตนเองได้ทำไว้
แต่เหยาเหยาไม่เปิดเผยรายละเอียด เพราะบางเรื่องเป็นอนาคตที่เธอเห็นเท่านั้น
ในไลฟ์สดครั้งนี้ เธอคอยระมัดระวังไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชะตาชีวิตของผู้ชมมากนัก เพราะหากรู้มากเกินไป สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบในทางลบได้
ฟ้าดินมักตัดสินทุกสิ่งเสมอ ดังนั้นถึงเวลาจริง ทุกอย่างจะคลี่คลายไปเอง
ผู้ชมได้ยินแล้วก็พอใจ แม้จะไม่รู้ละเอียดก็ตาม
[ถ้างั้นอาจารย์เริ่มสุ่มหาผู้โชคดีรายต่อไปได้เลยค่ะ]
เหยาเหยายิ้มรับคำขอ หันไปจับสุ่มผู้โชคดีต่อ นิ้วอวบเล็กกดเลือก และแล้วผู้โชคดีคนที่สามก็ปรากฏตัวขึ้น
บรรยากาศในไลฟ์สดยังคงเดือดดาลยามสุ่มหาผู้โชคดี เหล่าผู้ชมต่างทุ่มแรงเชียร์เต็มที่
คราวนี้ผู้โชคดีคือชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่า ใบหน้าดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อย
แต่แวบแรกที่เหยาเหยาเห็น เขาก็ชะงัก
เพราะเธอเห็นว่าร่างกายของเขาแวดล้อมไปด้วยกลุ่มเมฆโลหิตที่ก่อตัวขึ้นเหมือนงูใหญ่
งูที่มีนัยน์ตาแดงฉานดุจทับทิมจับจ้องที่ผู้โชคดี และเหมือนจะรู้ถึงสายตาของเหยาเหยาที่มองอยู่ งูตัวนั้นจึงเงยหัวขึ้นและส่งเสียงคำรามแหลมออกมา
เสียงของมันทำให้เหยาเหยาต้องขมวดคิ้ว เพราะนั่นคือคำเตือนว่า ‘อย่ายุ่งเรื่องนี้’
คำเตือนของอีกฝ่ายกลับปลุกความดื้อรั้นในตัวเหยาเหยาขึ้นมา
เธอมองข้ามคำเตือนนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นถามชายหนุ่มว่า “พี่ชายคะ พี่อยากรู้ใช่ไหมว่าตัวเองไปเจออะไรที่ไม่ดีเข้าหรือเปล่า?”
คำถามนี้ทำให้ชายหนุ่มสะอึกเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง คล้ายกับความลับของเขาถูกเปิดเผยออกมา
เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วพยักหน้าหลายครั้ง “ครับอาจารย์ ท่านมองออกแล้วใช่ไหมว่าผมมีปัญหาอะไร ท่านต้องช่วยผมนะครับ ผมใกล้จะถูกเจ้าตัว ‘งู’ นั่นเล่นงานจนบ้าแล้ว ฮือๆๆ!”
ชัดเจนว่าชายหนุ่มคนนั้นถูกทรมานจิตใจจนแทบจะยับยั้งตัวเองไม่ไหว พอเห็นเหยาเหยาเอ่ยปาก เขาก็รีบร้องไห้คร่ำครวญเหมือนคว้าเส้นฟางสุดท้ายไว้ทันที
[ไม่มีเหตุการณ์หักมุมให้ดูแล้ว แถมคนนี้ก็เป็นขาประจำในห้องไลฟ์ น่าเบื่อเกินไป!]
[โชคร้ายที่ฉากหักมุมสุดคลาสสิกหายไป เท่ากับว่าสูญเสียความสนุกไปครึ่งหนึ่ง!]
ผู้ชมที่เห็นชายหนุ่มคนนี้ยอมสารภาพจนหมดจด ก็ต่างพากันรู้สึกเสียดาย เพราะถ้ามีผู้เคราะห์ร้ายที่ดื้อรั้น ปากแข็งกว่านี้ ความบันเทิงคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
แต่เมื่อคิดดูแล้ว มันก็ดูปกติสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาดูไลฟ์ เพราะคนใหม่ๆ มักจะดูก่อนหรือลองเลื่อนผ่านไป มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเข้าใจและตอบสนองได้รวดเร็วขนาดนี้
“พี่ชาย ลองเล่าเรื่องที่พี่เจอมาให้หนูฟังหน่อยนะ!”
เหยาเหยามองข้ามคำวิจารณ์ของผู้ชม เธอกะพริบตาที่กลมโตใสดั่งหยดน้ำ ในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีประกายดวงดาวที่ส่องสว่าง
สายตาคู่นี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นกับตัวเขา จนเขารู้ทันทีว่านี่คงเป็นฝีมือของท่านอาจารย์
ด้วยความตื่นเต้น เขาก็เริ่มเล่าเรื่องของเขาออกมาอย่างละเอียด
ชายหนุ่มคนนี้เป็นช่างทำร่มกระดาษน้ำมัน ซึ่งเป็นงานฝีมือที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน วันนั้นเป็นวันที่เกิดฝนเลือดตกลงมาโดยบังเอิญ เขาเองก็กำลังเดินทางไปส่งสินค้าพอดี
ในหมู่ช่างฝีมือจะมีคำกล่าวที่ไม่เป็นทางการว่า ‘พ่อค้าหาบของห้ามออกไปมือเปล่า’ เพื่อเลี่ยงเหตุฟ้าฝนไม่เป็นใจ
อธิบายง่ายๆคือการเดินทางไปส่งของ ห้ามลืมเอาร่มของตัวเองไปด้วย เผื่อเจอฝนตกระหว่างทาง เพราะถ้าต้องเปิดร่มใหม่ที่ทำเสร็จแล้วจะถือเป็นลางร้าย และอาจทำให้ลูกค้าอยากคืนสินค้าได้
เพราะร่มแต่ละคันร่มกว่าจะทำเสร็จต้องใช้เวลาไม่น้อย ตั้งแต่การทำโครงร่ม การเคลือบผิว จนถึงการพันด้ายให้แน่น เขายอมรับว่าฝีมือของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้ใหญ่ แต่มันก็ยังใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจะทำได้
เขาพกติดตัวไว้เป็นร่มเก่า ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแต่ยังคงสภาพดีเยี่ยม
เขาเคยพยายามจะสร้างร่มแบบนี้ขึ้นมาใหม่ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ยังรู้สึกว่าสู้ร่มของบรรพบุรุษไม่ได้ อาจเพราะวัสดุที่ต่างกัน เขาจึงละทิ้งความคิดจะทำซ้ำ
แต่ใครจะรู้ว่าร่มที่เป็นมรดกตกทอดนี้ จะต้องเจอกับฝนเลือด เขารู้สึกว่าก้านร่มเย็นจนเข้ากระดูก ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอากาศเปลี่ยน แต่เมื่อกลับถึงบ้านพยายามสะบัดร่มให้แห้ง กลับพบว่าผิวร่มนั้นยังคงแห้งสนิท
ราวกับว่าเลือดฝนที่ตกลงมานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา…
"ท่านอาจารย์ ผมรู้ดีว่าเลือดฝนมันเป็นของจริง ปัญหามันต้องมาจากร่มคันนี้แน่ๆ เมื่อครู่ผมเกือบจะตายในห้องน้ำ..." ชายหนุ่มเล่าเสียงสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เขาเพิ่งจะพลาดล้มหัวเกือบไปชนกับมุมตู้ในห้องน้ำ หากหัวกระแทกมุมนั้นเข้าจริงๆ ชีวิตเขาคงจบไปแล้ว และในขณะที่กำลังทำอาหาร เตาก็เกิดไฟลุกพรึบขึ้นมา โชคดีที่บ้านมีถังดับเพลิงไว้ ไม่เช่นนั้นคงดับไฟไม่ทัน
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงครึ่งวันสั้นๆนี้เอง เขาจึงไม่กล้าคิดเลยว่า หากเวลาผ่านไปอีกนาน เขาจะยังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ จนกระทั่งบังเอิญเห็นท่านอาจารย์เปิดไลฟ์ ชายหนุ่มจึงรีบเข้ามาและได้รับเลือกเป็นผู้โชคดี ซึ่งยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าตนเองต้องมีเรื่องใหญ่แน่ๆ
[บ้าชะมัด! ฉันบอกแล้วว่าเลือดฝนต้องไม่ใช่เรื่องดี ผู้เคราะห์ร้ายคนแรกก็โผล่มาแล้ว โชคดีที่ฉันฉลาดพอ ไม่ออกไปข้างนอก]
[อย่าพูดแบบนั้นสิ เลือดฝนมันตกกะทันหัน คนเดินถนนตั้งเยอะแยะ ไม่ใช่ทุกคนที่หลบได้ทัน แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่มีใครเป็นอะไรล่ะ? บางคนยังไม่มีร่มเลย!]
[ที่พูดมามีเหตุผลนะ แถมชายคนนี้ก็พูดเองว่าเป็นเพราะร่มของเขา อย่าปล่อยข่าวน่ากลัวกันมั่วๆนะ!]
ผู้ชมหลายคนเองก็เคยโดนเลือดฝนสาด จึงใจไม่ดีอยู่แล้ว พอเห็นคอมเมนต์บรรยากาศชวนผวาแบบนี้ ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ อีกทั้งยังมีผู้คนในไลฟ์จำนวนมาก ถ้าผู้ดูแลมองว่าเป็นการสร้างความหวาดกลัวขึ้นมา ไลฟ์นี้อาจโดนแบน ซึ่งพวกเขาจะไปหาข่าวสนุกๆ ดูที่ไหนล่ะ?
นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบกระเทือนความบันเทิงของทุกคน ผู้ชมจึงพากันเลิกอ่านคอมเมนต์ และหันมาร่วมกันตำหนิผู้ก่อปัญหาแทน
โชคดีที่มีผู้ชมบางคนช่วยห้ามปรามไว้
[พวกนายจะทะเลาะกันทำไมตอนนี้? ฟังสิ่งที่ท่านอาจารย์จะพูดดีกว่า นั่นสำคัญที่สุด]
[คนที่จะช่วยเขาได้มีแค่ท่านอาจารย์ พวกนายหุบปากแล้วอย่าทำให้เสียเวลา ใครก็ตามอยากรับผลกรรมพวกนี้บ้างล่ะ?]
คำพูดนี้ทำให้ผู้ชมที่ยังไม่พอใจเงียบลงทันที เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าเรื่องผลกรรมมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
เหยาเหยาไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เธอขอให้ชายหนุ่มนำร่มกระดาษน้ำมันที่เขาคิดว่ามีปัญหาออกมาให้ดู
ชายหนุ่มต้องการรอดชีวิต จึงรีบนำร่มออกมา ร่มคันนั้นดูสวยงามมาก ด้านบนทาด้วยสีสร้างภาพเมฆขาวลอยเด่น งดงามจนยากจะละสายตา หากเป็นคนทั่วไปเห็น คงต้องรู้สึกหลงใหลในทันที แต่สำหรับเหยาเหยา ไม่ใช่เช่นนั้น
เธอมองเห็นวิญญาณงูบนร่มคันนั้น ไม่สิ ที่ถูกต้องกว่านั้น คือวิญญาณงูที่กำลังจะกลายเป็นพญางู
บทที่ 295: พญางูสาวกับความลับของผู้โชคดี
ในตำราวิชาเสวียนเหมินเคยบันทึกไว้ว่า การบำเพ็ญเพียรของงูนั้น หากบำเพ็ญครบหนึ่งร้อยปีจะกลายเป็นงู หากบำเพ็ญครบหนึ่งพันปีจะกลายเป็นพญางู และหากบำเพ็ญบรรลุหนึ่งหมื่นปีจะกลายเป็นพญามังกร ซึ่งนี่คือหนทางการบรรลุสู่ความเป็นเซียนของเหล่างู
คำว่าหนึ่งพันปีนั้นเป็นเพียงการกล่าวถึงเท่านั้น หาใช่ว่าบำเพ็ญครบหนึ่งพันปีจะกลายร่างเป็นพญางูได้ เพราะแท้จริงแล้ว ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นปีก็ยังถือเป็นพญางู เพียงแต่ว่าขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถบรรลุสู่สัจธรรมได้หรือไม่
มังกรแท้จริงที่แปลงกายได้ คือระดับที่สอดคล้องกับคนผู้เป็นเซียน ส่วนพญางูคือระดับเทียบเท่าขั้นจักรพรรดิ
ด้วยเหตุว่าเผ่าพันธุ์สัตว์ไม่ได้มีการแบ่งแยกขั้นชั้นเหมือนกับวิชาเสวียนเหมิน แต่หากงูใดมีโครงกระดูกเป็นมังกร ก็ถือว่าอยู่ในขั้นกึ่งจักรพรรดิ ซึ่งเทียบเท่าขั้นที่เจ็ดถึงขั้นที่เก้าของวิชาเสวียนเหมิน
นั่นถือว่าเป็นระดับที่ไม่ธรรมดา เพียงแค่รอให้เลือดเนื้อเปลี่ยนเป็นพญางู และรวมตัววิญญาณมังกรเข้าด้วยกัน ก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิได้ วิญญาณงูตนนี้ก็ใกล้ถึงกึ่งจักรพรรดิแล้ว นักพรตขั้นแปดลงไปไม่อาจเอาชนะมันได้เลย
แต่ตอนนี้กระดูกมังกรของมันถูกบดให้เป็นซี่ร่ม ผิวหนังงูถูกนำมาทำเป็นผ้าร่ม และแม้แต่ดวงวิญญาณก็ถูกกักขังในผ้าร่ม ไม่ได้ไปเกิดใหม่ ทั้งเป็นและตายอยู่เช่นนั้น
เมื่อเห็นความทรมานนี้ เหยาเหยาก็เข้าใจถึงที่มาของ ‘คำสาป’ ที่ติดอยู่กับตัวของผู้โชคดี เธอจึงถามด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า
“พี่ชายคะ ร่มคันนี้เป็นฝีมือของปู่ของพี่จริงเหรอคะ?”
“ใช่ครับ คุณปู่เป็นคนทำจริงๆ คุณพ่อของผมบอกว่าพ่อเห็นกับตา พ่ออยากช่วยปู่ทำด้วยซ้ำแต่ก็ถูกปู่ตีเอา” ผู้โชคดีไม่เข้าใจนักว่าทำไมเธอต้องถามแบบนี้ เขาพยักหน้าตอบเบาๆ
เรื่องนี้คุณพ่อพูดถึงบ่อยๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่ปู่ทำร้ายเขา แถมครั้งนั้นยังรุนแรงจนสิบวันกว่าจะลุกขึ้นได้ แม่เกือบจะเลิกกับปู่เพราะเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่าปู่กล่อมแม่อย่างไร สุดท้ายพ่อก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับร่มอีกเลย
จนกระทั่งก่อนปู่จะจากไป ปู่ได้มอบร่มนี้ให้กับพ่อ นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาใช้ร่มกระดาษน้ำมันสวยๆนี้
“พี่ชาย ร่มคันนี้มีปัญหาจริงๆค่ะ เพราะมันทำมาจากร่างของงูที่ใกล้จะกลายร่างเป็นพญางูแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จริงๆ เหยาเหยาก็พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม อย่างไรก็ตาม เธอก็ได้คำนวณชะตาของพ่อแม่ของผู้โชคดีคร่าวๆแล้ว ทว่าทั้งสองไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร
แต่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าพญางูที่มีพลังถึงขั้นกึ่งจักรพรรดิได้ นี่ทำให้นัยน์ตาอันสดใสของเหยาเหยาแฝงด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นครั้งแรก
ทว่าเมื่อคนผู้นั้นได้ตายไปแล้ว และไม่มีพยานให้สืบค้นความจริงได้ เหยาเหยาจึงต้องพึ่งพาตนเองในการคำนวณชะตา ทว่าเมื่อทราบผล เธอก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที
“อาจารย์น้อยครับ เป็นไปได้ไหมว่าอาจารย์คิดผิด ปู่ของผมเป็นเพียงช่างทำร่มกระดาษน้ำมันนะครับ!”
มันจะไปเกี่ยวข้องกับพญางูได้อย่างไร? ผู้โชคดีเองก็ไม่รู้ว่าการกลายร่างเป็นพญางูคือระดับใด แต่จากน้ำเสียงของอาจารย์ เขาก็สัมผัสได้ถึงความตกตะลึง
สำหรับเขา ปู่เป็นคนที่แทบจะไม่กล้าฆ่าแม้กระทั่งไก่ แล้วจะบอกว่าปู่ฆ่าพญางูเพื่อเอากระดูกและลอกหนังมาทำร่มได้อย่างไร? เรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไป เขาจึงส่ายหน้ารัวๆอย่างไม่เชื่อถือ
“พี่ชาย ตอนนี้ท่านอาจจะยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร หนูจะเปิด ‘ดวงตา’ ให้พี่เอง แล้วให้พญาพญางูตนนั้นมาพูดความจริงกับพี่ด้วยตนเอง”
ในเมื่อจะแก้คำสาป ก็ต้องให้เจ้าของคำสาปมาแก้ เหยาเหยารู้ว่าการล้างแค้นที่รุนแรงเช่นนี้ เธอจะจัดการกับดวงวิญญาณของพญางูทันทีโดยไม่ตรวจสอบไม่ได้
เนื่องจากว่าพญางูนี้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมาไม่น้อย มีหวังที่จะก้าวขึ้นเป็นเซียน แต่ใครจะคิดว่าเพราะชายคนหนึ่ง อานุภาพแห่งเต๋าของเธอถึงกับต้องพังทลาย
หากไม่มีพลังสวรรค์ช่วยปลดปล่อยการกักขังที่ผ้าร่ม ดวงวิญญาณของเธอก็คงต้องถูกกักขังไปชั่วกาล เห็นได้ชัดว่าจิตใจของปู่ผู้โชคดีนั้นโหดร้ายเพียงใด
“เอ่อ…” ผู้โชคดีอยากจะถามว่าสามารถไม่พบกันได้ไหม เพราะแค่คิดถึงวิญญาณของพญางูก็น่ากลัวแล้ว
แต่เมื่อนึกขึ้นว่าเขากำลังขอให้อาจารย์ช่วยชีวิต เธอเอ่ยปากมาแล้ว เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ จึงได้แต่เงียบปากอย่างว่าง่าย
เหยาเหยาวางปลายนิ้วมือเล็กๆอย่างนุ่มนวลลงบนหน้าผากของผู้โชคดี เขารู้สึกถึงความเย็นเข้าถึงใจทันที
เขาเผลอเหลือบมองร่มกระดาษในมือ และก็ต้องสะดุ้งจนเกือบจะปล่อยร่มหลุดมือ เพราะได้เห็นงูสีขาวตัวหนึ่งที่มีเกล็ดงดงามดุจหยกขาวพันตัวอยู่ท่ามกลางเมฆ
ด้วยดวงตาสีแดงฉานของงูตนนั้นกำลังจ้องมาที่เขาอย่างแน่วแน่ จนเขาต้องกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า
ในตอนนั้นเสียงของเหยาเหยาก็ดังขึ้นมา “พี่ชายคะ ตอนนี้พี่กรีดนิ้วแล้วหยดเลือดลงบนผ้าร่มได้เลยค่ะ พญางูจะได้ออกมาพบหน้า”
“พี่ชายไม่ต้องกลัวนะคะ หนูจะปกป้องพี่เอง”
แม้ฝนเลือดจะทำลายการกักขังไปบางส่วนแล้ว แต่ตะปูเก้าตะปูยังตรึงอยู่ที่จุดตายสามตำแหน่งคือ หัวงูห่างเจ็ดนิ้ว ท้องงู และกระดูกสันหลังล่าง
ตำแหน่งเหล่านี้เป็นจุดที่พญางูเคยใช้บำเพ็ญเพียร ซึ่งพลังถูกตัดขาดไม่ให้ใช้งานได้
หากไม่เป็นเช่นนี้ แม้จะมีเพียงวิญญาณ ผู้โชคดีก็คงไม่ได้แค่โชคร้ายเท่านั้น แต่อาจถึงกับต้องตายทันที
“เข้าใจแล้วครับ!” ผู้โชคดีรู้ดีว่าเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว เขาจำเป็นต้องหาทางแก้ไข เขากดความกลัวในใจแล้วหยดเลือดลงบนผ้าร่ม
คราวนี้เขาเห็นกับตาว่าหยดเลือดหายไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงกรีดร้องที่กึกก้อง
งูขาวที่อยู่บนผ้าร่มนั้นฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง
เมื่อได้อิสระ เธอก็พุ่งออกมาจากผ้าร่มดุจลูกธนูที่หลุดจากสาย เธออ้าปากกว้างพุ่งตรงมาหมายจะกลืนผู้โชคดีลงท้อง ดั่งปากแห่งบาดาลที่พร้อมจะกลืนกินชีวิต
แต่พลันมีแสงสีทองปรากฏขึ้นขวางทางเธอเอาไว้ พญางูในอดีตนั้นแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้เธอไม่มีร่างกาย และวิญญาณก็ถูกกักขังมานาน ไม่ได้มีพลังรุนแรงเหมือนในอดีตแล้ว
แม้จะพยายามกี่ครั้งก็ไม่อาจทำลายแสงสีทองนั้นได้ จึงต้องล่าถอยไป จากนั้นเธอก็แปลงกายเป็นหญิงสาวร่างงดงาม
ดวงตาของเธอเป็นสีเลือด แก้มยังมีเกล็ดงูเหลืออยู่ ปกติแล้วเมื่อกำลังจะกลายร่างเป็นพญางูควรจะไม่มีลักษณะอสูรชัดเจนเช่นนี้
เหตุผลเดียวที่อธิบายได้คือบาดแผลในอดีตร้ายแรงเกินไป จึงไม่อาจรักษารูปมนุษย์ไว้ได้สมบูรณ์
“นักพรตเด็ก เจ้าจะมาขวางข้ารึ?”
พญางูสาวจ้องมองมาที่โทรศัพท์ของผู้โชคดี แต่แท้จริงแล้วจ้องไปที่เหยาเหยา เพราะแสงสีทองเมื่อครู่เกิดจากพลังของเธอ
ถ้าตอนนั้นเธอจะไม่ได้ถูกชายคนนั้นทรยศจนต้องสูญเสียทุกอย่างไป และได้ก้าวหน้าอีกขั้นจนถึงขั้นสร้างร่างกายเป็นพญางูได้ พลังของเธอก็ยังสูงกว่ามาก
แม้จะยังไม่ถึงขั้นสร้างวิญญาณมังกรขึ้นมาเพื่อแปลงเป็นมังกรแท้จริงได้ แต่ก็ไม่มีทางที่พญางูตนอื่นจะมาเทียบได้
และถ้าทำได้เช่นนั้นก็จะอยู่ในขั้นจักรพรรดิอย่างแท้จริงแล้ว ทำไมสาวน้อยคนนี้ ถึงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีพลังเกือบถึงขั้นกึ่งจักรพรรดิได้ล่ะ?
พญางูสาวยืนงงๆอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าตนตายไปไม่นาน แต่ว่าผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โลกดูจะเปลี่ยนไปมาก
“พี่สาวคนสวย หนูรู้ว่าพี่มีความแค้น แต่คนทำให้พี่เดือดร้อนก็คือคนคนเดียว มองดูพี่ชายคนนี้ดีๆนะ เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เคยทำร้ายพี่นะคะ!”
เหยาเหยาเห็นเธอพญางูสาวไม่โจมตีต่อ แต่ก็ยังไม่สลายแสงทองที่ปกป้องผู้โชคดี จึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
คำพูดนี้ทำให้พญางูสาวตกตะลึงไปชั่วขณะ
เธอมองไปที่ใบหน้าของผู้โชคดี แล้วก็รู้สึกสับสนอยู่ชั่วขณะ
เพราะใบหน้าของคนผู้นี้ไม่ใช่ใบหน้าที่เธอคุ้นเคย แต่กลับถือ
‘ร่มสู่สวรรค์’ ซึ่งเธอจึงรู้ว่าตนจำผิดคนไป
“ไหนล่ะ สวี่เซี่ยน? ให้เขาออกมาพบข้าซะดีๆ!”
พญางูสาวดึงสติกลับมาแล้วถามด้วยเสียงเย็นชา
เสียงของเธอเต็มไปด้วยความอาฆาต เมื่อพูดถึงชื่อของร่มนี้ เพราะน่าขันที่ชื่อร่มนั้น เธอเป็นคนตั้งชื่อเอง
แต่มันกลับดึงเองกระดูกมังกรของเธอ ถลกเกล็ดไปทำร่ม แล้วยังใช้ชื่อที่เธอตั้งให้เพื่อประชดเธอ ไม่ให้เธอเกลียดได้อย่างไร
“เอ่อ...คุณปู่ของผม...ตายแล้ว ร่มสู่สวรรค์นี้เพิ่งทำเสร็จไม่นานก่อนที่เขาจะตายครับ”
ผู้โชคดีสัมผัสได้ถึงความโกรธของพญางูสาวจึงตัวสั่นเทิ้ม เมื่อได้ยินเธอเรียกชื่อปู่ของเขาในใจก็เหมือนมีบางสิ่งสะกิด รู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง
เป็นไปตามคาด เมื่อพญางูสาวได้ยินก็หรี่ตาลงด้วยความขุ่นเคือง
เธอกล่าวเย็นชา “เจ้าเด็กน้อย บังอาจมาหลอกข้าหรือ? ผู้ชายคนนั้นเอาแก่นมังกรของข้าไปกิน เปิดประตูสู่การฝึกตนโดยสมบูรณ์ อายุยืนยาวขนาดนั้น จะตายได้ง่ายๆได้อย่างไร?”
ในตอนที่เธอถูกชายคนนั้นสังหาร เธอเห็นกับตาว่าเขากินแก่นมังกรของเธอ เปิดประตูการฝึกตนระดับสูง
มีแก่นมังกรของเธออยู่ในตัว คงจะก้าวไปถึงขั้นที่เจ็ดอย่างง่ายดาย ไฉนจะตายได้ง่ายๆ เธอจึงมั่นใจว่าเด็กน้อยคนนี้กำลังโกหก
“ในเมื่อเจ้าเป็นหลานชายของเขา งั้นข้าจะเอาชีวิตเจ้ามาเรียกให้เขาออกมาพบ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะทนซ่อนตัวอยู่ได้!”
พญางูสาวแสดงสีหน้าดุร้ายออกมา แม้แสงทองที่ปกป้องผู้โชคดีจะยุ่งยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำลายไม่ได้ เธอจึงรวบรวมพลังวิญญาณรอบตัวขึ้นมา
กระแสเลือดสีแดงรอบตัวเธอเริ่มพลุ่งพล่าน พลังวิญญาณของเธอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชัดเจนว่าเธอกำลังเตรียมตัวสู้สุดชีวิต
ผู้โชคดีหายใจไม่ออกด้วยความกลัว ในใจเขาด่าปู่ของตนยับ ไปหาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องนางพญางูคนนี้
แต่ขณะนั้นเอง เหยาเหยาก็ไม่ยอมให้สถานการณ์วุ่นวายไปมากกว่านี้ เธอขยับริมฝีปากเล็กๆ ท่องคาถาชุดหนึ่ง
พลังวิญญาณที่พญางูสาวรวบรวมไว้ค่อยๆสลายไปหมดราวกับลูกโป่งรั่ว
พญางูสาวไม่กล้าขยับต่อ สถานการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้นี้ทำให้เธอตระหนักได้ว่าพลังของเหยาเหยานั้นไม่ใช่ธรรมดา พลังของเหยาเหยาสูงกว่าที่เธอคาดไว้
พญางูสาวลังเลทันที แม้พลังของเธอจะใกล้ถึงขั้นกึ่งจักรพรรดิ แต่หากต้องปะทะตรง ๆ ตอนนี้ก็ไม่มีหวัง เพราะหากอีกฝ่ายใช้พลังเต็มที่ เธอคงตายแน่
เธอจึงรอดูเหตุการณ์ พลางตั้งท่ารอฟังว่าเหยาเหยาจะพูดอะไร
และตามคาด เหยาเหยาก็กล่าวขึ้นว่า
“พี่สาวคนสวย พี่ชายคนนี้ไม่ได้พูดโกหกนะคะ คุณปู่ของเขาเสียแล้วจริงๆ”
เหยาเหยากล่าวอย่างจริงจัง
ปู่ของเขากินแก่นมังกร แม้จะใช้พลังในแก่นมังกรเปิดเส้นทางฝึกตนได้สำเร็จ แต่เลือดและพลังชีวิตกลับถูกสูบจนหมด แม้เขาจะอยู่รอดมาได้อีกปีเดียว ก็ต้องตายลงในที่สุด นี่เป็นผลจากการกระทำของเขาเอง
แท้จริงแล้วคนที่บอกเขาว่าแก่นมังกรมีพลังมหาศาลนั้น มีจุดประสงค์แอบแฝง เพื่อให้เขาใช้แก่นมังกรนี้ล้างคำสาปจากเลือดมังกร ซึ่งจะทำให้แก่นมังกรบริสุทธิ์
ต้องรู้ว่ามังกรนั้นเป็นสัตว์ที่ถูกสวรรค์อวยพร ผู้ที่มีพลังสูงสามารถควบคุมพลังชีวิตของตนไว้ได้ แต่ผู้คนธรรมดาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เมื่อพวกเขาฆ่ามังกร เลือดมังกรจะทำให้พวกเขาถูกคำสาปติดตามไปทุกหนแห่ง
คำสาปนี้ไม่ใช่จะพรากชีวิตในทันที แต่จะทำให้เผชิญโชคร้ายอย่างต่อเนื่อง หากเผลอพลาดเพียงนิดเดียว ก็อาจเสียชีวิตได้ และอาจส่งผลกระทบไปถึงคนรุ่นหลังให้ต้องเคราะห์ร้ายร่วมกันไปด้วย
คุณปู่ของเขากล้าหาญมาก ฆ่ามังกรแล้วยังกินแก่นมังกร ดึงกระดูกมังกรและลอกหนังมาทำร่ม เขาไม่ตายก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
“ตายจริงหรือ?” พญางูสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็อึ้งไป
ศัตรูที่เธอเคยเกลียดชังอย่างสุดขั้วกลับตายลงอย่างง่ายดายโดยที่เธอยังไม่ได้แก้แค้น ความโกรธแค้นของเธอพลันถูกกลืนไปกับความรู้สึกเหมือนมีก้อนสำลีปกคลุมอยู่ในอก
ทันใดนั้น เธอก็เงยหน้าขึ้นมองผู้โชคดีแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าบอกว่าฆ่าข้าแล้วจะมีคำสาปติดตามไปถึงลูกหลาน แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่มีปัญหาอะไรเลย?”
หากไม่ใช่เพราะสายฝนเลือดที่ทำลายคำสาปและทำให้คำสาปนั้นแพร่กระจายไปสู่ผู้ถือร่ม คนผู้นี้ก็คงไม่มีปัญหาใดๆ นี่เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ออก
“...ก็เพราะพี่ชายคนนี้ไม่ใช่ทายาทที่แท้จริงของผู้ชายคนนั้นค่ะ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของเหยาเหยาดูแปลกไปเล็กน้อย เธออิดออดอยู่สักพัก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา
นี่เองก็เป็นเหตุผลที่เธอคาดเดาไว้ในตอนแรกว่ามีบางอย่างผิดปกติ คุณปู่ของคนผู้โชคดีนั้นเป็นเพียงคนธรรมดา ส่วนผู้ที่มีความลับแท้จริงคือคนที่เขาเรียกว่า ‘ปู่’ ในชื่อเท่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น พญางูสาวถึงกับชะงัก ไม่เพียงเท่านั้นผู้โชคดีก็อึ้งไปเช่นกัน
ใบหน้าของเขาแสดงออกมาอย่างซับซ้อน ไม่คาดคิดว่าการไขปมแค้นนี้จะพาให้เขาต้องเปลี่ยนประวัติวงศ์ตระกูลไปด้วย ใครจะมาเจอเรื่องแบบนี้ก็คงตกใจเหมือนกัน!
บทที่ 296: นัดพบกันและผู้โชคดีคนถัดไป
[ฮ่าๆๆๆ สีหน้าของผู้โชคดีนี่ขำได้ทั้งชีวิตเลยนะ!]
[ใครจะเข้าใจญาติของเขาบ้าง! แค่ดูดวงครั้งเดียว ทำเอาบรรพบุรุษหายไปหมดเลย ฮ่าๆๆ ขำจริงๆ แต่ถึงจะขำ มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ไปซะหมด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ไม่เลวเลย ไม่ได้ยินที่ท่านอาจารย์บอกหรือไงว่า ปู่ตัวปลอมของเขาทำเรื่องเลวร้ายขนาดไหน ตอนนี้ก็ดีแล้ว เขาไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดกับชายชั่วที่ฆ่าพญางูสาว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องรับกรรมที่เหลือจากรุ่นก่อนแล้ว]
บรรดาผู้ชมที่เป็นแค่คนนอกดูอยู่ไกลๆ ก็คิดได้อย่างแจ่มแจ้ง แค่ตัดขาดสายเลือดถือว่าเป็นผลดีอย่างสิ้นเชิง
“งั้น... งั้น... พี่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาทำร้ายผมใช่ไหมครับ ผมเป็นแค่ประชาชนธรรมดานะ” ผู้โชคดีงงไปครู่หนึ่ง แล้วก็รีบตั้งสติอย่างรวดเร็วเหมือนนกตกใจ กระโดดถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างว่องไว แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่ได้กำลังหลอกข้า?” พญางูสาวยังคงมีท่าทีไม่แน่ใจ ตอนนั้นที่เธอเชื่อใจมนุษย์มากเกินไป จึงถูกหลอกให้ดื่มเหล้าหยงหวงจนร่างวิญญาณของเธอแตกสลาย แล้วยังถูกตะปูเจ็ดดาราตรึงวิญญาณไว้ ทำให้กลายเป็นปลาที่ติดเขียง หมื่นปีแห่งการบำเพ็ญสูญสิ้นในพริบตา
“พี่สาวคนสวยไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ หนูพาไปดูสมุดบัญชีความตายได้นะคะ แบบนี้พี่สาวก็คงจะเชื่อแล้วใช่ไหมล่ะ” เหยาเหยากางมือเล็กๆของเธออย่างจริงใจ
สมุดบัญชีความตายเป็นของวิเศษที่อยู่ในระบบการทำงานของฟ้าดิน ซึ่งบันทึกเรื่องราวต่างๆของมนุษย์ รวมถึงสามีและบุตรหลาน และเพราะมันเป็นของวิเศษ ไม่มีทางมีการปลอมแปลงได้ ยิ่งคู่กับกระจกเงาบาป มันจะตัดสินอดีตของผู้ตายและกำหนดบาปกรรมในชาติหน้า
แม้ของวิเศษเช่นนี้จะมีประโยชน์มาก คนในวงการบำเพ็ญเพียรก็ย่อมรู้จักกันดี แต่ส่วนใหญ่ก็แค่รู้ ไม่ได้มีใครกล้าไปลองใช้งานจริง เพราะของวิเศษเช่นนี้มีค่าเกินกว่าจะร้องขอได้
พญางูสาวในตอนนี้ก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน เธอรู้สึกว่าเด็กน้อยตรงหน้าดูท่าจะพูดเกินจริงไป แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของอีกฝ่าย ก็รู้สึกว่าไม่เหมือนคำโกหกเลยทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา จึงหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าเจ้าให้ข้าเห็นสมุดบัญชีความตายได้จริง ข้าก็จะเชื่อเจ้าอย่างเต็มใจ”
เหยาเหยายิ้มหวานจนเผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆบนใบหน้า “ไม่มีปัญหาค่ะ พี่ชายคงอยู่ที่เมืองไม่ไกลจากที่นี่ ให้เขาพาพี่สาวไปที่บ้านตระกูลกู้ในเมืองหลวงนะคะ หลังจากนั้นเหยาเหยาจะจัดการต่อเองค่ะ”
คนทั่วไปอยากดูสมุดบัญชีความตายนั้นย่อมไม่มีทาง แต่เหยาเหยาไม่ใช่คนธรรมดา เธอไม่เพียงมีตำแหน่งอยู่ในโลกหลังความตายเท่านั้น แต่เธอยังเพิ่งจับตัวเหล่าผีที่หลบหนีมาได้จำนวนมาก เพียงแค่เรื่องของคนตายหนึ่งคน ดินแดนโลกหลังความตายย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน
เพราะมั่นใจถึงเพียงนี้ เธอจึงกล้ารับปาก นักพรตเฒ่าเคยบอกว่า คนเราต้องมั่นคง สิ่งใดทำไม่ได้อย่าสัญญา เพราะนั่นจะทำให้ตัวเองต้องลำบาก
“ได้ ขอแค่อย่าให้เจ้าโกหกข้าก็แล้วกัน”
พญางูสาวเห็นอีกฝ่ายรับปากขนาดนี้ หากเธอยังพูดอะไรต่อ ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นการไม่รู้คุณคน
“แน่นอนค่ะ พี่สาวคนสวยเราตกลงกันแล้วนะคะ ระหว่างนี้ห้ามทำร้ายพี่ชายคนนี้เด็ดขาดนะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่พาพี่สาวไปดูแล้วนะ” เหยาเหยากล่าวเตือนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจอีกฝ่าย แต่เพราะพี่สาวคนนี้เคยถูกทำร้ายจนเสียหายยับเยิน ถูกผนึกไว้หลายร้อยปี อารมณ์จึงอาจควบคุมได้ยาก
“เขาไม่ได้เป็นสายเลือดของสกุลสวี่แล้ว ข้าจะฆ่าเขาทำไม ข้าก็ยังพอใจที่จะให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปอยู่หรอก!” นี่เป็นหลักฐานที่ว่าเขาไม่ใช่สายเลือดของชายคนนั้น การมีชีวิตอยู่ของเขาก็เป็นการตอกย้ำความอับอายของชายชั่วนั้น
เธอเด็กคนนี้มองไม่ออกเลยจริงๆ พญางูสาวยืดคางขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง ในที่สุดก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยเด็กตัวประหลาดคนนี้ก็ไม่ได้ไร้จุดอ่อนเสียทีเดียว ถึงจะไม่เกี่ยวกับพลังแต่ก็เป็นการปลอบใจตัวเองไป ไม่มีอะไรให้กลัวอีกแล้ว
ทั้งสองคนตกลงกันได้สำเร็จ ผู้โชคดีที่เห็นก็ถอนหายใจยาวออกมา เพราะนั่นหมายความว่าชีวิตของเขายังคงปลอดภัยในตอนนี้
“ถ้างั้นผมจะไม่รบกวนการไลฟ์ต่อแล้วนะครับ ผมยังต้องเก็บของและจองตั๋วไปเมืองหลวง ไว้เจอกันตอนเย็นนะครับท่านอาจารย์” ผู้โชคดีรักชีวิตมาก เพราะมีบางสิ่งอยู่ใกล้ๆแบบนี้ ใครจะไปนอนหลับลง จึงคิดอยากจะรีบจัดการให้เสร็จๆไป
เหยาเหยาไม่ห้าม เพียงแค่บอกว่าไม่ต้องรีบร้อน แล้วกำชับบางเรื่องที่ควรระวังเกี่ยวกับ ‘ดวงตาวิญญาณ’ สาเหตุที่ไม่ได้ผนึกตาวิญญาณของเขา ก็เพื่อให้ผู้โชคดีสามารถพูดคุยกับพญางูสาวได้ตามปกติ ถึงยังไงอีกฝ่ายก็จะกลายร่างเป็นพญางูอยู่แล้ว ผีร้ายทั่วไปไม่กล้ามาแหย่มาเจอแน่ๆ จึงไม่มีอันตรายจากการเปิดดวงตาวิญญาณ
การไลฟ์จึงถูกหยุดชั่วคราว ภาพในห้องไลฟ์เปลี่ยนกลับมาที่มุมกล้องคนเดียว แล้วผู้ชมทางบ้านก็เริ่มถกเถียงกัน
บางครั้งความคิดคนเราก็ชั่วร้ายยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดอีก ทั้งถลกหนัง ทั้งถอดกระดูก คิดดูแล้วยังน่าขนลุกเลย
[ถึงจะบอกว่าฆ่าปีศาจไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็เห็นกันอยู่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำความผิด นี่มันไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยนะ]
[เห็นด้วยกับคนข้างบน เธอพยายามบำเพ็ญเพียรตั้งพันปี สุดท้ายชายคนนั้นคิดแต่เรื่องความเป็นอมตะเลยใช้กลโกง แบบนี้ให้เขาตกนรกขุมสิบแปดไปเลยจะดีกว่า ขอให้ทนทุกข์ไม่มีวันหลุดพ้น]
บรรดาผู้ชมยิ่งด่ายิ่งรู้สึกโกรธ จนเหยาเหยาเห็นแล้วก็หยุดชะงัก เพราะที่จริงแล้วมันเป็นอย่างที่พี่สาวคนนั้นว่าอยู่ ตอนนี้เขายังต้องรับโทษในยมโลก เพราะการฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับพรจากฟ้าดินนั้น มีบาปมากกว่าการฆ่ามนุษย์
เขาไม่เพียงแค่ต้องรับโทษถูกทรมานในนรกทั้งสิบแปดขุมเป็นเวลานับพันปีเท่านั้น แต่เมื่อพ้นโทษจากการลงทัณฑ์แล้ว การกลับชาติมาเกิดใหม่ของเขาก็จะถูกกำหนดให้เข้าสู่ภพสัตว์เดรัจฉาน ต้องใช้ชีวิตอยู่ในภพของการขาดสติปัญญาและถูกทรมานต่อไปอีกสิบชาติ
เพียงเท่านี้ถึงจะสามารถชดใช้บาปกรรมได้จนหมดสิ้น และจะได้รับโอกาสอีกครั้งในการเกิดมาเป็นมนุษย์ เหยาเหยาคิดว่าเมื่อพี่สาวคนสวยได้เห็นคำพิพากษานี้แล้ว คงจะลดความโกรธลงไปได้บ้าง
“มาต่อกันเลยค่ะ เรามาดูว่าผู้โชคดีคนที่สามของเราจะเป็นพี่ชายพี่สาวท่านไหน”
เรื่องของนรกและการเวียนว่ายตายเกิดนั้น เหยาเหยาไม่อยากพูดมากนักในโลกมนุษย์ เธอเลยแอบรู้สึกเก้ๆกังๆอยู่บ้างและรีบเปลี่ยนเรื่องพูดต่อ
ในตอนแรกๆ บรรดาชาวเน็ตอาจยังมีท่าทางไม่ค่อยร่วมมือเท่าไหร่ บ้างก็พูดคุยกันอย่างกระจัดกระจาย แต่พอเหยาเหยาปล่อยลิงก์ออกไป ความสนใจก็เริ่มหันไปที่เรื่องนั้นแทน
ตอนนี้ ในหัวมีแค่เรื่องการแย่ง ‘สิทธิ์’ นี้เท่านั้น
บรรยากาศคึกคักสุดๆ จนแทบมองไม่ทันข้อความในช่องคอมเมนต์ที่ไหลขึ้นไม่หยุด
[โธ่ ไอ้มือเจ้าปัญหา! ทำไมปล่อยให้คนอื่นแย่งสิทธิ์ไปได้ทุกที]
[บ้าเอ๊ย! ไอ้ระบบสัญญาณเน่าๆนี่สิ อยู่ตรงเซิร์ฟเวอร์แท้ๆ ยังแย่งไม่ทัน เจอเปลี่ยนเครือข่ายใหม่แน่!]
[ฮ่าๆ ในที่สุดก็ได้สิทธิ์นี้มา ความโชคดีล้นฟ้าตกลงมาถึงฉันแล้ว!]
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ตาม สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวนี้ย่อมนำมาซึ่งเสียงดีใจปนความผิดหวังของคนอื่นเป็นธรรมดา
“ขอแสดงความยินดีกับพี่ชาย ‘ดมหมึกหอม’ สะดวกเชื่อมต่อวิดีโอไหมคะ?” เหยาเหยาเหลือบมองรายชื่อผู้โชคดีพร้อมเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนิ่ม
“ได้สิครับ ตอนนี้อยู่ในโรงอาหาร อาจเสียงดังนิดหน่อย รอสักครู่ขอเสียบหูฟังและหาที่นั่งก่อนนะครับ”
พอถูกเลือก ชายหนุ่มผู้โชคดีแทบจะหลงไปกับเสียงอันน่ารักของเหยาเหยา รีบหาที่นั่งพร้อมกับออกตัวอธิบาย ทั้งที่ไม่ทันสังเกตเลยว่าตัวเองพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแค่ไหน
“ไม่ต้องรีบค่ะพี่ชายค่อยๆได้เลย” เหยาเหยาตอบอย่างอดทน
เธอขยับตัวเล็กน้อยเพราะนั่งนานจนกางเกงติดหนึบกับเก้าอี้ จึงดึงให้เรียบอย่างระวังเพราะภาพวิดีโอโชว์แค่ครึ่งตัว ท่าทีของเหยาเหยาทำให้ผู้ชมไม่สังเกตเลยว่ามีปัญหาแบบนี้ได้
ไม่นานนัก ผู้โชคดีก็หาที่นั่งเรียบร้อยและเตรียมการเชื่อมต่อ พอวิดีโอติดหน้าจอจึงแบ่งเป็นสองฝั่ง ใบหน้าของชายหนุ่มผู้โชคดีวัยยี่สิบต้นๆ ผิวสีแทนดูมีชีวิตชีวาปรากฏขึ้น
ชายหนุ่มยิ้มแย้มตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ชายคะ มีอะไรอยากจะถามไหม?” เหยาเหยามองเขาและถามตามขั้นตอน
“มีครับ” ชายหนุ่มพยายามกลั้นยิ้มพลางถามสิ่งที่เตรียมไว้
“อาจารย์ ผมอยากรบกวนช่วยดูให้หน่อยครับว่าผมจะจบการศึกษาได้ไหม”
ในห้องถ่ายทอดสดแทบไม่มีคนถามเรื่องการเรียน ส่วนมากจะถามเรื่องความรัก การแต่งงาน หรือโดนวิญญาณรังควาน จึงแปลกใจไม่น้อย บางคนถึงกับบ่น ‘น่าเบื่อจัง’
เพราะอัตราการจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยตอนนี้สูงถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมักต้องการให้นักศึกษาทุกคนจบอยู่แล้ว
“พี่ชายคะรอสักครู่ เหยาเหยาจะดูให้”
เธอไม่เห็นว่ามีอะไรแปลก ถามหมอดูไม่ว่าถามเรื่องอะไรก็ไม่แปลก เพราะทุกอย่างที่กังวลใจสามารถทำนายได้ทั้งนั้น
เพราะคำถามเกี่ยวกับการเรียน เธอจึงมองดูตำแหน่ง ‘หน้าที่การงาน’ ที่สะท้อนถึงอาชีพและความสำเร็จของเขา พอมองก็เห็นว่าตำแหน่งนี้มั่นคงดี แสดงว่าเขาน่าจะจบการศึกษาได้อย่างไม่มีปัญหา แม้จะดูเหมือนเรียบง่าย แต่เหยาเหยาก็พบความผิดปกติในที่อื่น จึงมองดู ‘ตำแหน่งภรรยา’ ‘ตำแหน่งพ่อแม่’ และ ‘ตำแหน่งภัยพิบัติ’ อย่างละเอียดอีกครั้ง
พอเห็นใน ‘ตำแหน่งพี่น้อง’ กลับมีเงาเมฆเลือดปกคลุม ซึ่งบ่งบอกว่าชายหนุ่มมีน้องชายที่กำลังเผชิญกับเรื่องใหญ่ในชีวิต และเป็นเรื่องเสี่ยงถึงชีวิต
เหยาเหยาไม่รอช้า รีบถามว่า “พี่ชายมีรูปน้องชายบ้างไหมคะ? ถ้ามีช่วยส่งมาให้หน่อยนะคะ”
ชายหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะ ก่อนจะเกิดความสงสัยว่าเขาถามเรื่องจบการศึกษาเองแท้ ๆ แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเหยาเหยาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องที่เกิดในไลฟ์สตรีมก่อนหน้า ซึ่งเขาเองมีน้องชายแท้ๆ จึงรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที
“มีครับ มีครับ ผมส่งให้เดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มรำลึกถึงน้องชายตัวเล็กพลางสะดุ้งโหยงขึ้นมา รีบขุดภาพน้องชายจากแชตของแม่มาให้
หลังจากเขาส่งภาพมา เหยาเหยาดูผ่านระบบแล้วพบว่า น้องชายในรูปคือเด็กชายอายุประมาณเจ็ดขวบ แบกกระเป๋าลายหุ่นยนต์ หน้าตาน่ารักผิวขาวสะอาดตา มีความละเอียดอ่อนในอุปนิสัย
เหยาเหยาสังเกตเห็นว่าในชะตาของน้องชาย บ่งบอกถึงเหตุการณ์อันตรายระดับชีวิตสั้นๆ คือถูกคนร้ายลักพาตัว
บทที่ 297: การลักพาตัวธรรมดา? พังพอน!
"ท่านอาจารย์ น้องชายผม...เขามีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?"
ในที่สุดผู้โชคดีก็เริ่มได้สติขึ้นมา และสังเกตเห็นว่าอาจารย์น่าจะรู้เห็นอะไรที่ไม่ดี ทำให้ในใจเขากังวลขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สมัยเรียนมัธยม เขาเป็นนักเรียนไป-กลับ จนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้ไปเรียนไกลเหมือนคนทั่วไป เขาเลือกมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเพราะอยากช่วยดูแลน้องชาย
ที่ผ่านมา ทั้งช่วงมัธยมและมหาวิทยาลัยรวมกันเป็นเวลาหกปี เขาเลี้ยงดูน้องชายมาเองเป็นหลัก เวลาที่เขาไปเรียนช่วงกลางวัน ปู่กับย่าก็จะช่วยดูแลให้น้องชายแทน แต่พอเขากลับมาจากเรียนแล้วก็ดูแลน้องชายเองเพราะปู่ย่าอายุมากแล้วและนอนเร็ว
น้องชายเขาอยู่ในวัยกำลังซนและมักจะมีพลังเหลือล้น กว่าจะยอมหลับก็เกือบจะเที่ยงคืน ไม่ต่างอะไรกับสุนัขพันธุ์ฮัสกี้ที่ไม่ถูกล่าม
จนกระทั่งเทอมนี้ ครอบครัวเพิ่งส่งน้องชายเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง พวกเขาจึงค่อยโล่งใจได้บ้าง
พอถึงเวลานี้แล้ว น่าจะใกล้เวลาเลิกเรียนพอดี เขาจึงเริ่มหายใจติดขัดอย่างกังวล
"พี่คะ อย่าเพิ่งตกใจนะ ตอนนี้พี่ออกจากมหาวิทยาลัยไปขึ้นรถตามตำแหน่งที่หนูบอกได้เลยค่ะ น้องชายยังไม่เป็นอะไรนะ"
เหยาเหยาเห็นว่าอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก จึงรีบปลอบใจทันที
แม้ว่าน้องชายของผู้โชคดีจะถูกจับตัวไปแล้ว แต่ยังโชคดีที่ชีวิตยังไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรง หากพบช้าไปอีกชั่วโมงสองชั่วโมง พวกที่ลักพาตัวคงจะย้ายตัวน้องชายไปได้สำเร็จ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น การช่วยเหลือจะยิ่งยากขึ้นอีกหลายเท่า
ที่จริงแล้วเคราะห์ครั้งนี้ของน้องชายเขานั้นไม่มีทางผ่านไปได้ง่ายๆ เพราะอีกฝ่ายใช้วิธีปลอมแปลงใบหน้า โดยให้คนหนึ่งปลอมตัวเป็นผู้โชคดี โทรศัพท์หลอกปู่ของเขาว่าช่วงบ่ายไม่มีเรียนและจะไปรับน้องชายเอง ส่วนอีกคนก็อาศัยเทคนิคเปลี่ยนหน้าวิดีโอเพื่อหลอกน้องชายของผู้โชคดี บอกว่าย่าพลัดตกลงไปและแม่ของเขาจึงส่งเธอมาช่วยเหลือ
ด้วยการใช้ทั้งวิดีโอและการโทรหลอก น้องชายที่ยังเล็กและมีความระมัดระวังน้อยจึงถูกล่อลวงไปอย่างง่ายดาย ส่วนครอบครัวก็เข้าใจว่าผู้โชคดีเป็นคนพาน้องชายออกไป
ถึงเวลาเลิกเรียนแล้วก็ไม่มีใครเป็นกังวลเพราะคิดว่าเขาแค่พาน้องชายไปซื้อขนม พวกเขาจึงพลาดช่วงเวลาอันมีค่าในการช่วยชีวิตไป และสุดท้ายไม่สามารถตามรอยได้เลย
"เข้าใจแล้ว ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ จะให้เพื่อนช่วยลาเรียนให้"
หลังจากได้รับคำปลอบใจจากเหยาเหยา ผู้โชคดีก็รู้สึกคลายกังวลลงเล็กน้อย แม้ว่าจะมีแผนว่าจะกินหม้อไฟแสนอร่อยในใจแต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นแล้ว เขารีบออกจากมหาวิทยาลัยทันที ระหว่างทางเขานั่งแท็กซี่และส่งข้อความไปหาเพื่อนร่วมห้อง ทุกคนตกใจเมื่อได้ยินว่าน้องชายของเขาหายตัวไป
"เฮ้ย นายรอเราด้วย พวกเราจะไปช่วยเผื่อเจ้าพวกนั้นมีเยอะ เดี๋ยวกลายเป็นว่านายโดนพวกมันจับไปอีกคน!"
"ใช่เลย พอดีเราอยู่ที่สนามบาสกับหัวหน้าห้อง เราจะไปถึงประตูทางออกก่อนนายแน่ ๆ น้องเล็กอยู่ที่หอให้เขาไปลาเรียนแทนก็ได้"
การห่วงใยจากเพื่อนทำให้หัวใจของผู้โชคดีรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา การหายตัวไปของน้องชายทำให้เขารู้สึกกังวลลึกๆ แต่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร พอเพื่อนๆเสนอความช่วยเหลือแบบนี้เขาจึงตอบรับทันที
เพื่อนๆรวมตัวกันที่ประตูทางออก ขึ้นรถทันทีและเริ่มเดินทางโดยให้คนขับตามตำแหน่งที่เหยาเหยาบอกมา
“อ้าว นายยังเปิดดูไลฟ์สดอะไรอยู่อีก ปิดซะ อย่าให้เสียสมาธิ”
เพื่อนที่นั่งข้างๆ เห็นเขายังเปิดไลฟ์สดอยู่จึงแสดงท่าทีไม่พอใจ แต่ผู้โชคดีก็รีบอธิบาย
“พี่หลี่ มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก ผมกำลังดูไลฟ์ของอาจารย์อยู่น่ะ ผมเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเลือก”
ทันทีที่พูดจบ ทั้งสองคนก็ตกใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆนึกออกว่าเขาหมายถึงใคร ทั้งสองคนจึงเบียดหน้าตัวเองเข้ามาดูหน้าจอพร้อมกัน พวกเขาประหลาดใจเมื่อเห็นผู้ชมเกือบสองล้านคนในห้องไลฟ์ และอดพูดล้อไม่ได้ว่า
“ว้าว นายดวงดีจริงๆนะ คงต้องซื้อหวยติดไว้แล้วล่ะ”
“แต่พอคิดดูดีๆ พวกผู้โชคดีที่ได้อาจารย์ทำนายให้ มักจะมี ‘ความซวย’ ติดมาด้วยเสมอนะ น้องชายที่โดนจับตัวไปนี่ก็อาจารย์บอกใช่ไหม?”
เพื่อนของผู้โชคดีเริ่มมีสีหน้าแปลกๆ พวกเขาใกล้จะเรียนจบปีสี่แล้ว เรียนหลักสูตรเสร็จแล้วและมีเวลาว่างมาก ทำให้มีโอกาสดูไลฟ์ต่างๆ และเข้าใจดีว่าคนที่ถูกเลือกมักจะมีโชคซวยติดมาด้วย
“ใช่ ไม่งั้นผมจะรู้ได้ไงว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่บ้าน”
คำตอบนี้ทำเอาเพื่อนสองคนถึงกับสูดหายใจลึก ด้วยความตกตะลึง
ผู้โชคดีเห็นเพื่อนทางซ้ายเหมือนจะมีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจ เมื่อเห็นสีหน้าที่ลังเลแบบนั้นแล้ว เขาเลยพูดขึ้นว่า “พี่คิน ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่สุดท้ายก็ต้องถามความเห็นของอาจารย์ก่อนนะ”
ทั้งสองหันมามองเหยาเหยา ผู้ที่ได้ยินทุกอย่างอยู่แล้วและไม่ต้องอธิบายอะไรอีก
“พี่คะ เรื่องบางอย่างต้องตัดสินใจให้ชัดเจนค่ะ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งสับสน”
เหยาเหยามองเพื่อนของผู้โชคดีแล้วเห็นว่าเขายังลังเลไม่แน่ใจ จึงพูดเสริมทันทีโดยไม่อ้อมค้อม
เพื่อนคนนั้นพยายามอธิบายว่า “แต่เธอเคยบอกไว้ว่า รอให้ผมงานมั่นคงก่อน แล้วค่อยไปเจอพ่อแม่ของเธอ และผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา!”
คำพูดนี้ทำให้เหยาเหยารู้ทันทีว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนหัวแข็ง หากเธอไม่พูดให้ชัดเจนไปเลยเขาคงจะเดินออกจากสถานการณ์นี้ไม่ได้
“พี่ชาย แม้พี่จะไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่สำหรับเธอ ครอบครัวของพี่นั้นคือฝันร้ายที่ใหญ่ที่สุดของเธอ”
“เธอไม่อยากต้องมารับผิดชอบชีวิตของทุกคนในครอบครัวของพี่ทันทีที่แต่งงานหรอกนะ”
เหยาเหยามองออกถึงความซับซ้อนในครอบครัวของเพื่อนผู้โชคดี ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่ยังมีปู่ย่าตายาย รวมถึงน้องชาย น้องสาวที่กำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีก
เพื่อนร่วมห้องคนนี้เป็นลูกชายคนโต พ่อแม่ก็อายุมากขึ้นและเริ่มจะรับภาระไม่ไหว ไม่นานหลังเรยนจบเขาจะต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล
ฝ่ายหญิงเองก็มีฐานะไม่ได้ย่ำแย่ หากจะแต่งงานกับเขาก็ใช่ว่าชีวิตจะไปได้สวย หนำซ้ำยังอาจทะเลาะกันไม่หยุด
เธอเป็นคนมีเหตุผล คิดว่าการตัดความสัมพันธ์ตอนนี้ยังดีกว่าทนอยู่จนถึงวันที่ทุกอย่างพังทลาย เป็นการเก็บความทรงจำที่สวยงามเอาไว้ให้ทั้งคู่
จริงๆแล้ว เพื่อนร่วมห้องคนนี้ก็รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่เขายังหลอกตัวเองมาตลอดเท่านั้นเอง
เหยาเหยาพูดให้เขาตาสว่างขึ้น จนเขาได้แต่ก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่คิดจะหนีความจริงอีกต่อไป
“เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น ทุกอย่างจะผ่านไปได้เอง” เพื่อนร่วมห้องอีกคนที่เห็นเข้า ก็พูดปลอบใจเบาๆ
แต่ใครจะรู้ว่าคนเจ็บเองกลับเงยหน้าขึ้น สีหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเศร้าถูกกลบไปด้วยรอยยิ้มจางๆ แล้วพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า
“เรื่องความรักก็แบบนี้แหละ ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็แยกกันไป พวกเรามาโฟกัสเรื่องของไอ้สามกันดีกว่า เขายังมีน้องเล็กอยู่ตรงนั้นนะ ยังไงก็ปล่อยให้เกิดเรื่องไม่ได้แน่ๆ”
“ไอ้พวกค้ามนุษย์นี่มันน่าตายนัก! เดี๋ยวกูจะเอาเรื่องมันให้ได้เลย!”
เห็นเพื่อนผู้โชคดีฝืนทำใจให้สงบ เหยาเหยาก็รู้ใจ ไม่ได้พูดอะไรให้สะกิดแผล
ตอนนั้น บรรยากาศในห้องถ่ายทอดสดก็ครึกครื้นไม่น้อย
แม้เพื่อนร่วมห้องของเขาจะน่าเห็นใจ แต่ก็คงไม่มีใครอยากเริ่มชีวิตหลังเรียนจบด้วยการต้องรับผิดชอบชีวิตคนอีกหกคน ซึ่งนอกจากจะมีผู้สูงอายุแล้ว ยังมีน้องชายน้องสาวอีกสองคนด้วย
ถ้าไม่ใช่คนที่มีฝีมือทำเงินได้มากมายจริงๆ ต่อให้เทพแค่ไหนก็คงไม่สามารถอุดช่องโหว่นี้ได้ และที่สำคัญ การใช้ชีวิตร่วมกับคนเฒ่าคนแก่หลายคนแบบนี้ กินอะไรนิดหน่อยอาจโดนจับตามอง ถูกวิจารณ์ได้ง่าย ลองคิดดูแล้ว ชีวิตแบบนั้นก็ทำให้รู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
มนุษย์ทุกคนต่างก็อยากจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ไม่มีใครอยากหวนกลับไปสู่วิถีชีวิตที่ลำบากกว่าเดิมหรอก
นี่คงเป็นโชคชะตาที่ทำให้ทั้งสองคนต้องพรากจากกัน ไม่มีทางที่จะได้ครองรักกันในชาตินี้
สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่ก็หยุดลงที่ปากตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง สภาพถนนข้างหน้าค่อนข้างแย่ รถธรรมดาไม่สามารถขับเข้าไปแล้วเลี้ยวกลับได้ ทำให้คนขับต้องจอดให้ลงตรงนี้
เพื่อนทั้งสองคนและผู้โชคดีลงจากรถพร้อมกัน และทำตามเหยาเหยาบอก พวกเขาเดินผ่านซอยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปหลายตรอก จนรู้สึกมึนตาลายไปหมด ก็ได้ยินเสียงของอาจารย์ตะโกนหยุดพวกเขาไว้
“พี่ชาย น้องชายของพี่อยู่ข้างในนั่น!”
ผู้โชคดีเงยหน้ามองภาพตรงหน้า พบว่ามันคือบ้านเก่าหลังหนึ่งที่แยกตัวอยู่เดี่ยวๆ ประตูไม้สีแดงที่ฝุ่นจับจนหนา มองดูก็รู้ได้ว่ามันน่าจะถูกทิ้งร้างไว้นานแล้ว
ประตูบ้านแบบนี้ล็อกจากด้านใน หากไม่ทำลายประตูก็ไม่มีทางเข้าไปได้แน่นอน
แต่ยังมีอีกทางหนึ่ง นั่นก็คือปีนกำแพง ซึ่งกำแพงของบ้านเก่าแบบนี้ไม่สูงมาก เพื่อนคนหนึ่งยกอีกคนขึ้นก็ปีนเข้าไปได้สบายๆ
ผู้โชคดีเลยรู้สึกดีใจที่พาเพื่อนมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะยุ่งยากไม่น้อย
พวกเขาปรึกษากันสักพัก และตัดสินใจให้เฉินชินที่ว่องไวที่สุดเป็นคนปีนเข้าไป เพราะเขาคือคนที่เพิ่งขอคำทำนายจากเหยาเหยาเอง
เฉินชินไม่ทำให้เหยาเหยาผิดหวัง เพียงยกตัวเล็กน้อยเขาก็ปีนกำแพงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย แล้วเปิดประตูจากข้างในให้เพื่อนๆเข้าไปได้
พวกเขารีบเดินผ่านลานบ้าน และทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงหลัก ก็ถึงกับชะงักไป
พวกเขาเห็นพังพอนตัวเหลืองเท่ากับแขนผู้ใหญ่หนึ่งตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ มันใส่หมวกทรงแตงโมและถือไปป์ดูดควันอยู่ ราวกับเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากปากของมัน พร้อมเสียงพูดแหลมสูงแสบแก้วหูว่า
“ไม่คิดเลยนะว่าจะมีคนกล้ามาถึงที่นี่จริงๆ สมแล้วที่คนคนนั้นพูดไว้ไม่มีผิด!”
“ฮ่าๆ ยังดีที่เป็นร่างที่แข็งแรงทั้งสามคน คราวนี้จะได้ฝึกวิชาห้าผีเคลื่อนย้ายจนสำเร็จสักที”
พังพอนเหลืองแสยะยิ้มชั่วร้าย ควันสีขาวถูกพ่นออกมาเป็นวงกลมหลายวง และลอยวนอยู่รอบๆ จนทำให้ทั้งสามคนขยับตัวไม่ได้เลย
สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นพังพอนพูดภาษาคน ช่างเป็นความสยองที่น่ากลัวสุดๆ
เดิมทีเหยาเหยาคิดว่านี่จะเป็นแค่คดีลักพาตัวธรรมดา มีชายหนุ่มสามคน ยังไงก็ไม่น่าจะเสียท่าให้ใครได้ง่ายๆ
แต่พอเจอเรื่องแปลกประหลาดแบบนี้เข้า เขาก็รู้เลยว่ามันเกินกว่าที่จะรับมือไหว แล้วเขาก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือในทันที
“อาจารย์ ช่วยผมด้วย!” เสียงตะโกนอันดังลั่นของเขาทำเอาพังพอนเหลืองถึงกับสะดุ้ง
บทที่ 298: เหยาเหยาเกือบตาพร่าแล้ว
“ยังไปขอคนช่วยมาอีกเหรอ?” พังพอนเหลืองเริ่มระแวดระวังจนต้องถอยไปด้านหลังเล็กน้อย ดวงตาเล็กๆเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
แม้มันจะทำตัวอวดดี แต่กว่าจะมาถึงระดับนี้ได้จากสัตว์ป่าในภูเขา ก็ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่มีสมอง
พอมันยืนประจันหน้ากับพวกเขาหลายวินาที ก็ไม่เห็นมีใครโผล่มาช่วยเลย
“กล้าเล่นงานฉันหรือ?” พังพอนเหลืองโกรธจัด ดวงตาที่ดูเหมือนมนุษย์ จ้องเพ่งไปที่เหยาเหยาอย่างไม่วางตา
ทันใดนั้นเอง มันแสยะยิ้ม โยนไปป์คาบปากไปเหน็บไว้ที่เอว กลายเป็นเงาสีเหลืองเข้ม พุ่งตรงเข้าหาผู้โชคดี
ในฐานะสัตว์ตระกูลพังพอน พลังกรงเล็บของมันนับว่าร้ายกาจทีเดียว หากมันต้องการเล่นงานใครอย่างจริงจัง แค่กรงเล็บก็สามารถฉีกเส้นเลือดหลักๆของคนได้สบาย
แต่แน่นอนว่าพังพอนเหลืองไม่ได้ต้องการฆ่าใครในตอนนี้ เพียงแต่ต้องการสั่งสอนพวกเด็กสามคนที่กล้าลองดีกับมันบ้างเท่านั้น
ในบริเวณนี้ไม่มีสัญญาณชีวิตอื่นใด มันจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ขณะที่กรงเล็บของมันเกือบจะข่วนเข้าที่ตาของผู้โชคดี
“หืม?” จู่ๆ มันก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมดังขึ้น ทำให้ร่างที่เคยว่องไวกลับชะงักกลางอากาศราวกับโดนสาปให้หยุดนิ่ง
ภาพที่น่าประหลาดใจนี้ทำให้แววตาที่เคยดูเล่นๆของพังพอนเหลืองหายวับไป กลับกลายเป็นความกลัวที่แทรกเข้ามาแทนที่ในใจ
“ใครมันจะมีฝีมือขนาดนี้กันล่ะเนี่ย?” พังพอนเหลืองคิดในใจ พร้อมตื่นตะลึงที่แม้แต่มันเองยังควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้
และไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมันมองไปอีกครั้งก็พบว่า พวกเด็กชายสามคนที่ถูกสะกดเอาไว้ก่อนหน้านี้กลับเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
“ไอ้พังพอนเน่า! กล้าหือกับฉันเหรอ จะซัดให้ตายเลยคอยดู!”
เฉินชินที่กำลังโกรธจัด ควบคุมร่างได้ก็สะบัดฝ่ามือสองครั้งซัดไปที่หน้าของพังพอนเหลืองอย่างแรง
ตั้งแต่พังพอนเหลืองมีสติปัญญามากขึ้นมา ใครๆต่างก็เรียกมันว่าเซียน ไม่เคยโดนหยามแบบนี้มาก่อน โกรธจนหนวดบางๆของมันตั้งชี้ไปทุกทิศทาง
แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนี้มันขยับตัวไม่ได้เลย จะโกรธแค่ไหนก็ต้องทน
“อาจารย์ครับ พังพอนเหลืองโดนจัดการเรียบร้อยแล้ว ท่านพอจะบอกผมได้ไหมว่าตอนนี้น้องชายของผมอยู่ที่ไหน?”
ผู้โชคดีเองไม่ได้สนใจการต่อสู้ของเพื่อนร่วมห้องกับพังพอนเหลือง เพราะตอนนี้เขากำลังร้อนใจที่จะหาตัวน้องชายของเขาให้พบ
เขามองไปรอบๆห้อง แต่ไม่พบที่ซ่อน จึงต้องหันไปขอคำแนะนำจากอาจารย์อีกครั้ง
“พี่ชายคะ พี่ลองยกเตียงในห้องดูสิค่ะ น้องชายคุณถูกซ่อนไว้ใต้เตียงค่ะ” เหยาเหยาพูดเสียงนุ่มนิ่ม
พังพอนเหลืองเองเหยาเหยารู้อยู่แล้วว่ามันอยู่ที่นี่ จึงกล้าให้ผู้โชคดีเข้ามาแบบไม่เกรงกลัว เพราะเธอมั่นใจว่าปกป้องพวกเขาได้
พวกคนลักพาตัวเหล่านี้ชอบจับเด็กหน้าตาดีๆไปขายในราคาสูง
พังพอนเหลืองตัวนี้ทำหน้าที่เป็นเซียนปกป้องให้กับพวกค้ามนุษย์ ทำให้พวกมันหนีรอดจากการจับกุมของตำรวจไปหลายครั้ง
เพราะเหตุนี้ พวกมันจึงทำงานขยายกิจการมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้มีเรื่องที่จับตัวน้องชายเหยาเหยาในครั้งนี้ เธอก็ไม่อาจสืบเจอเครือข่ายนี้ได้
พังพอนเหลืองถือเป็นศูนย์กลางของขบวนการนี้ หากจับมันได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จับพวกที่เหลือได้ทั้งหมด
นี่ถือว่าเป็นการสะสมบุญไม่น้อย ทำให้เหยาเหยายิ้มออกด้วยความพอใจ
“ใต้เตียงเหรอ?” เมื่อผู้โชคดีรู้ตำแหน่งของน้องชาย เขาก็ไม่รอช้า รีบเดินไปที่เตียงทันที เขายกผ้าคลุมเตียงขึ้น เห็นได้ทันทีว่าเป็นเตียงปลอมที่มีช่องว่างอยู่ข้างล่าง เมื่อเปิดออกก็พบเด็กๆที่กำลังหมดสติอยู่หลายคน
หนึ่งในนั้นคือน้องชายของเขาเอง ทำให้เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจ รีบอุ้มเด็กขึ้นมา และกล่าวขอบคุณอาจารย์ไม่หยุด
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ หนูได้แจ้งตำรวจไปแล้ว พอตำรวจมาถึงก็ส่งตัวพังพอนเหลืองให้พวกเขาจัดการนะคะ!”
เหยาเหยาชี้ไปที่พังพอนเหลืองในมือของเพื่อนร่วมห้อง บอกให้พวกเขาส่งมันให้หน่วยปฎิบัติการพิเศษจัดการ
พวกสัตว์ที่มีพลังวิเศษแต่เลือกที่จะทำชั่วแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดก็คือการถอนพลังวิเศษออกจากมัน หากหนักหน่อยก็ต้องถอนวิญญาณไปเผาด้วยไฟทุกวันตลอดหลายสิบชาติ
ผู้คนต่างรู้กันดีว่าตระกูลเซียนห้าสายมีข้อห้ามมากมาย ในบรรดานี้เซียนงูขาวใจเย็น ส่วนจิ้งจอกนั้นมีหลักการชัดเจน แต่เซียนอีกสามสายมักจะมีความน่ากลัวอยู่ในตัว
โดยเฉพาะเซียนพังพอนที่ต้องการให้คนบูชา แต่ถ้าตอบคำถามผิด ก็อาจจะถูกเล่นงานแบบไม่ไว้หน้า
พังพอนเหลืองตัวนี้ยิ่งเกินไปใหญ่ มันทำตัวเป็นเทพคุ้มครองบ้าน คอยช่วยพวกค้ามนุษย์หาเงิน บูชาสักการะเพียงเล็กน้อยก็พอใจ ไม่สนแม้แต่ศีลธรรม
ผู้คนในห้องถ่ายทอดสดที่เห็นเด็กเล็กๆหกเจ็ดคนที่ถูกช่วยออกมา ก็โกรธแค้นกันยกใหญ่
หากไม่เกิดเรื่องในห้องถ่ายทอดสดในครั้งนี้ ชะตากรรมของเด็กๆเหล่านี้ก็คงจะน่าสะเทือนใจมาก ส่วนใหญ่พวกเขาจะถูกขายไปให้คนรวย
การค้าขายแบบนี้ไม่ใช่เพื่อให้เด็กๆได้ไปใช้ชีวิตอย่างสบายจริงๆ หากคนต้องการเลี้ยงดูเด็กอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามากกว่า
คนที่มีจิตใจต่ำทรามเท่านั้นที่จะยอมจ่ายเพื่อซื้อเด็กที่น่ารักมาเลี้ยง
สำหรับเด็กๆแล้ว นี่จะกลายเป็นบาดแผลในชีวิตที่ไม่มีวันลืม เป็นความเจ็บปวดที่ไม่อาจลบเลือนได้เลย
“พี่ชาย งั้นพี่จัดการธุระของพี่ให้เรียบร้อยเถอะค่ะ”
เหยาเหยาเองไม่รู้ว่าผู้ชมได้เห็นภาพที่น่าหดหู่แล้วเดาความจริงได้ตั้งแต่แรก เธอจึงพูดขึ้นอย่างนุ่มนิ่ม
เหยาเหยาวางสายทันทีโดยไม่รั้งรอการถ่ายทอดสด แล้วก็ส่งไม้ต่อให้ผู้โชคดีท่านต่อไป
ผู้โชคดีรอบนี้คือหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ เธอดูสวยมาก ผิวขาวใสราวกับงานแกะสลักชิ้นเอก
“สวัสดีค่ะพี่สาวคนสวย!” เหยาเหยาทักทายอย่างมีชีวิตชีวา แต่สายตาก็สะดุดเมื่อมองไปยังเธอแล้วเห็นความมืดมนปกคลุมอยู่ที่ระหว่างคิ้ว นี่ไม่ใช่การถูกวิญญาณร้ายสิง
เหยาเหยานิ่งไปชั่วขณะก่อนจะปลอบใจพี่สาวว่า "พี่อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ ตอนนี้หมอเก่งมากเลย พี่ต้องกลับมาเต้นบนเวทีได้อีกแน่นอนค่ะ"
พี่สาวคนนี้เป็นนักเต้นมาก่อน และในอดีตชีวิตหน้าที่การงานของเธอนั้นเจริญรุ่งเรืองสุดๆ แสดงให้เห็นว่าเธอเคยมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในวงการเต้นมาก่อน
สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์แต่เยาว์วัย แต่กลับต้องเผชิญกับการสูญเสียโอกาสที่จะยืนขึ้นมาอีกครั้ง ย่อมไม่น่าแปลกใจที่พี่สาวจะมีสีหน้าเศร้าหมอง
"เอ๊ะ หนูรู้ได้ยังไง?" ผู้โชคดีที่ได้พบอาจารย์ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินคำพูดของหนูน้อยเหยาเหยา
ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เพราะก่อนถ่ายทอดสดเธอได้จัดการปรับมุมกล้องเลี่ยงไม่ให้ขาเทียมของเธอปรากฏในภาพ แต่เด็กน้อยคนนี้กลับพูดความจริงออกมาเพียงคำเดียว เธอจึงอดตกใจไม่ได้
เหยาเหยายิ้มแล้วพูดว่า "แน่นอน หนูคำนวณได้น่ะสิคะ หนูยังรู้อีกด้วยนะว่าพี่เป็นนักเต้นที่เก่งมากๆเลย!"
เมื่อได้ยินคำพูดที่เปิดเผยอาชีพของตนอย่างตรงไปตรงมา ผู้โชคดีไม่เหลือความสงสัยใดๆในใจอีก
"อาจารย์ อย่าชมฉันเลยค่ะ มันเป็นแค่เรื่องในอดีต ตอนนี้ฉันก็แค่คนพิการที่ไม่มีขา"
เธอกล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง
ทันทีที่คำพูดหลุดออกไป มีชาวเน็ตที่รู้จักดีคนหนึ่งจำได้ทันทีว่าผู้โชคดีคนนี้เป็นใคร
[โอ้โห! นี่มันถังเยว่หัวหน้านักเต้นคลาสสิกจากสถาบันเต้นในเมืองหลวงไม่ใช่หรือไง ทำไมดูทรุดโทรมไปขนาดนี้ เกือบจำไม่ได้เลย]
[อาจารย์บอกว่าคุณถังเยว่จะสามารถกลับมายืนได้อีกเหรอ ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า ทำไมถึงยืนไม่ได้ล่ะ?]
[ชั้นข้างบนไม่รู้อะไรล่ะสิ? พี่เขาโพสต์ในเว่ยป๋อปีที่แล้วว่าขอลาออกจากวงการเต้นด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ผ่านไปเกือบปีแล้วจ้า]
เรื่องนี้ตอนนั้นเป็นข่าวฮือฮา เพราะถังเยว่กำลังอยู่ในช่วงพีคสุดของอาชีพการงาน แต่ก็ต้องยอมลาวงการไป ซึ่งการแข่งขันด้านศิลปะการเต้นนั้นไม่ใช่ยิ่งอายุมากจะยิ่งเก่ง เนื่องจากการเคลื่อนไหวหลายอย่างทำไม่ได้อีกเมื่ออายุมากขึ้น
เพราะเหตุนี้ ช่วงเวลาที่ร่างกายยังหนุ่มสาวจึงถือเป็นจุดสูงสุดที่แท้จริง และการลาวงการในขณะรุ่งโรจน์ก็เป็นข่าวฮือฮาอย่างมาก
ตอนนั้นเว่ยป๋อเต็มไปด้วยการพูดถึงเรื่องนี้ มีการคาดเดามากมายว่าเธอป่วย หรืออาจลาออกไปแต่งงานมีครอบครัว
แต่เนื่องจากโพสต์ของเธอไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างชัดเจน บวกกับวงการเต้นคลาสสิกเป็นวงการเล็กๆ ความสนใจก็ค่อยๆลดลง
แต่พอได้ยินบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับผู้โชคดี ก็รู้เลยว่าสาเหตุการลาวงการนั้นไม่ใช่อย่างที่คาดเดาไว้แน่ๆ
ตอนนี้หัวใจอยากรู้ของชาวเน็ตก็เริ่มลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
"พี่สาว ในการไลฟ์ครั้งนี้ มีอะไรที่อยากให้ช่วยทำนายหรือเปล่าคะ?"
เหยาเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่พูดถึงเรื่องที่พี่สาวว่าเป็นคนไร้ค่าอีกต่อไป นอกจากเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พี่สาวรู้สึกแย่ ยังเพราะการทำให้พี่สาวกลับมายืนได้เป็นหน้าที่ของหมอ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำในไลฟ์
"ขอโทษค่ะที่ทำให้อาจารย์หัวเราะเยาะ" ผู้โชคดีจับสังเกตได้ถึงสิ่งนี้ เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกเพื่อปรับอารมณ์แล้วพูดว่า "อาจารย์คะ ฉันอยากรบกวนช่วยดูว่าสามีของฉันเขามีชู้หรือเปล่า"
บางทีปัญหานี้อาจรบกวนจิตใจเธอมานาน พอเอ่ยปากถามจริงๆ เธอรู้สึกเหมือนได้ระบายความอัดอั้นในอกออกไป
สายตาของเธอตรงมาที่เหยาเหยาอย่างจริงจัง ชัดเจนว่าเธอสนใจคำตอบนี้มาก
เดิมทีเธอคิดว่าจะต้องทดสอบอะไรบ้าง เพราะอาจารย์ยังเด็กมาก แต่หลังจากเรื่องเมื่อครู่ กระบวนการนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป
[ฮ่าๆ พอได้ยินคำขอนี้แล้ว ฉันอดขำไม่ได้]
ชาวเน็ตพากันขำขันว่า ไลฟ์นี้เหมือนจะมีอยู่สามอย่างหลักๆคือจับผี จับชู้ และจับคนร้าย สมชื่อจริงๆ!
แม้แต่ดาราและคนรวยก็ไม่พ้นถูกทำนาย ตอนนี้มีนักเต้นอีกคนมา ชาวเน็ตต่างยอมรับได้โดยดี
แต่ก็มีบางคนสงสัย เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเธอแต่งงานแล้ว ยังคงจำได้แค่ตอนที่เธอลาวงการ
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะการที่เธอมาถามเรื่องนี้ในไลฟ์ คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว
"ถ้าจะดูเรื่องนี้ พี่สาวสุดสวยต้องส่งรูปสามีมาให้หนูดูหลังไมค์นะคะ!"
เหยาเหยาไม่ได้รู้สึกแปลกใจ ไลฟ์มานานจนใช้คำพูดของพี่ชายได้อย่างคล่องแคล่ว เธอก็เก่งขึ้นมากแล้ว
ผู้โชคดีคงเป็นผู้เข้าชมใหม่ในไลฟ์ ถ้าไม่อย่างนั้นคงส่งรูปมาแล้ว พอได้ยินคำขอนี้ เธอพยักหน้า เปิดอัลบั้มรูปเพื่อส่งรูปให้หลังไมค์
เหยาเหยารอคอยอยู่แล้ว พอเห็นข้อความแจ้งเตือนก็รีบกดเปิดรูปใหญ่ทันที ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเธอคือชายหนุ่มหน้าตาสุภาพเรียบร้อย ใบหน้าอ่อนโยน และมาดเนี๊ยบในชุดสูทสั่งตัดที่ช่วยเสริมบุคลิกให้ออกมาสมบูรณ์แบบ
เนื่องจากเป็นการดูเรื่องความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ เหยาเหยาจึงเพ่งพินิจไปที่ ‘วังคู่ครอง’ ของฝ่ายชายตามตำราดวงจีน
แต่พอได้มองอย่างถี่ถ้วน เหยาเหยาที่คิดว่าตัวเองฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว กลับถูกพลังของดอกท้อพิษที่ส่องประกายอยู่ในวังคู่ครองนั้นเล่นงานจนแทบตาพร่า
บทที่ 299: ถูกผู้ชายเฮงซวยกังขังไว้โดยไม่รู้อะไรเลย
ดอกไม้หนึ่งดอก สองดอก สามดอก...เจ็ดดอก...
มีเรือให้ยืนถึงเจ็ดลำ...ไม่สิ แปดลำต้องรวมกับเรือของผู้โชคดีด้วย นี่เป็นจำนวนคนที่มากที่สุดเท่าที่ได้เห็นนับตั้งแต่เปิดไลฟ์มาตั้งแต่ต้น จนทำเอาเหยาเหยาถึงกับอึ้ง
แม้แต่เธอเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามีเวลาวันละสามสิบหกชั่วโมงหรือยังไง ไม่อย่างนั้นจะมีเวลาจัดการเรื่องนี้ทั้งหมดได้อย่างไร
พวกสาวๆที่เขามีสัมพันธ์ด้วยล้วนใกล้ชิดมาก ดูก็รู้ว่าโดนเขาปั่นหัวจนหลงใหลอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่การคุยเล่นๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้น
เหยาเหยาเริ่มขมวดคิ้วนิดๆ แน่นอนว่าชาวเน็ตไม่พลาดจับสังเกตอาการเธอได้ทันที
[ฮ่าๆๆ ดูสีหน้าแปลกๆของอาจารย์น้อยสิ ฉันรู้เลยว่าเข้าใจความรู้สึกของภรรยาอย่างผู้โชคดี เธอคงนึกว่าสามีตัวเองดูแลเลี้ยงสาวๆที่คบซ้อนอยู่แน่ๆ]
หากเป็นคดีฆาตกรรม หน้าตาของอาจารย์ต้องซีเรียสและแฝงไปด้วยความร้อนใจแน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องผีๆละก็ ความโกรธอาจจะชัดเจนกว่าความกังวลเล็กน้อย…
ในช่องคอมเมนต์มีคนเข้ามาอธิบายท่าทางของอาจารย์อย่างเป็นทางการมาก
รายละเอียดที่เล่ามานี่เรียกได้ว่าละเอียดจนทุกคนได้เห็นแล้วก็เข้าใจดี ส่วนใหญ่เชื่อกัน แต่ก็มีบางคนที่ไม่เชื่อและรอให้อาจารย์พิสูจน์ให้ดู
พวกเขากำลังรอให้อาจารย์พูดแก้ตัว แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวังเพราะว่าอาจารย์ยอมรับว่าเป็นความจริง
“พี่สาวคะ สามีของพี่มีเรื่องแปลกๆนิดหน่อยนะ แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ต่างจากที่พี่สงสัยหรอกค่ะ เขามีชู้จริงๆ!”
“แถมไม่ได้มีแค่คนเดียวด้วยนะ!”
“หืม?” ผู้โชคดีรู้สึกสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินอาจารย์ยืนยัน เธอก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ความโกรธค่อยๆล้นขึ้นในใจ แต่ก็ยังไม่ได้ระเบิดออกมา เธอกลับหยุดชะงักทันทีเพราะได้ยินความหมายในประโยคหลังของอาจารย์
เธอหันมามองด้วยความสงสัย
“อาจารย์...นี่หมายความว่ายังไงคะ?”
มีชู้หลายคนในเวลาเดียวกันเลยเหรอ? แค่คิดถึงความเป็นไปได้นี้ สีหน้าของผู้โชคดีก็หม่นหมองทันที
หากมีชู้แค่คนเดียวก็พอจะอ้างได้ว่าเหงาเพราะเธอเองก็ไม่สามารถทำหน้าที่ภรรยาได้เต็มที่
แต่ถ้ามีผู้หญิงหลายคนแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเหงาแล้ว แบบนี้เป็นพวกเลวโดยแท้ และนี่เป็นผู้ชายที่เธอเลือกสรรมาอย่างดีงั้นหรอ? จะไม่ให้เธอรู้สึกโกรธได้อย่างไร
ความโกรธนี้เพิ่มขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเธอเห็นอาจารย์พยักหน้าให้
“พี่สาว หมายความตามที่พูดนั่นแหละ เขามีชู้ตั้งเจ็ดคนเลยนะคะ!”
เหยาเหยาเอียงคอและนับนิ้วพูดด้วยเสียงใสๆ
คำพูดที่บอกมานี้ไม่มีการเกริ่นนำเลยทำให้ผู้โชคดีอึ้งไปนาน
ในช่วงนี้ ชาวเน็ตระเบิดความรู้สึกออกมาก่อนหน้าแล้ว
[เฮ้ย! นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!]
[ผมมีคนเดียวก็จัดการยังไม่ได้ เขากลับจัดการได้ตั้งแปดคน แบบนี้พ่อของตัวเอกดังๆ ในประวัติศาสตร์ยังต้องสั่นกลัวด้วยแน่]
[ผู้โชคดีนี่น่าสงสารสุดๆ ยอมทิ้งการงานเพื่อคนเลวแบบนี้ เหมือนประโยคที่ว่า 'ความสะอิดสะเอียนของแม่มาเยือนถึงบ้าน’ มันน่าขยะแขยงถึงขีดสุดแล้ว!]
ชาวเน็ตพากันด่าเป็นไฟเท่าปืนกลออกมาเป็นคำต่อคำโดยไม่ซ้ำกันเลย
“ขอบคุณอาจารย์จริงๆ ที่ช่วยให้ฉันได้เห็นธาตุแท้ของผู้ชายเลวๆคนนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงโดนหลอกไปตลอดชีวิต”
“วันนี้ฉันจะไปหย่ากับเขาแล้วค่ะ” ผู้โชคดีพูดขึ้น สีหน้าเธอดูน่ากลัว
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังประเมินความร้ายกาจของแฟนตัวเองต่ำเกินไป เสียงอาจารย์เหยาเหยาอันใสนุ่มกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง
“พี่สาว หย่าแน่นอนว่าต้องหย่า แต่ก่อนหน้านั้น หนูแนะนำให้พี่ไปแจ้งความก่อนนะ”
ผู้โชคดีได้ยินดังนั้นก็งุนงงไปหมด ทำไมต้องแจ้งความ? นี่แค่เรื่องหย่าเองไม่ใช่เหรอ
“พี่สาวคนสวย หากเป็นแค่การหย่าก็ไม่จำเป็นต้องให้ตำรวจช่วยหรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นการพยายามฆ่า มันก็คนละเรื่องแล้วนะ!”
เหยาเหยาเห็นแววสงสัยในดวงตาของผู้โชคดี จึงหยุดครู่หนึ่งแต่ก็ไม่คิดจะปิดบังอะไร เธอเปิดเผยเรื่องทั้งหมดออกมาทันที
เรื่องขาของพี่สาวคนนี้จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เป็นแฟนของเธอจ้างคนขับรถให้ทำร้ายโดยเจตนา
เพราะเขามองว่าเธอเก่งเกินไป มีเสน่ห์เกินไป อาจดึงดูดคนอื่นเข้ามา ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติที่เหมาะจะเป็นภรรยาที่ดี
เขาต้องการแค่แม่ศรีเรือนที่สามารถช่วยดูแลบ้าน ไม่ใช่ภรรยาที่ต้องออกหน้าออกตา
ถ้าแค่นี้ก็หย่ากันได้ แต่แฟนของเธอกลับไม่อยากปล่อยมือ เพราะเธอเป็นคนสำคัญที่เขาหลงใหลตั้งแต่วัยหนุ่ม
เขาพยายามพูดกล่อมเธอให้คล้อยตาม แต่เธอมีความคิดเป็นของตัวเอง ความต้องการของเขาจึงไม่เป็นผล
สำหรับเขาแล้ว วิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการทำให้นกที่เขาขังไว้ไม่บินหนีไป คือทำลายปีกของนกตัวนั้นซะ
และนี่คือเหตุที่เธอได้รับบาดเจ็บ เพราะเขาวางแผนไว้ล่วงหน้า แต่เธอไม่เคยรู้
ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกขอบคุณเขาที่คอยดูแลตอนที่ต้องพิการไป
หากเขาไม่เจ้าชู้จนพลาด หากเธอไม่ได้ถูกเลือกมาในไลฟ์วันนี้ เรื่องนี้ก็จะไม่ถูกเปิดเผย
เธออาจต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตกับผู้ชายที่ทำลายเธอคนนี้ ทั้งเศร้าใจและรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต โดยที่เขาคือคนที่ทำลายชีวิตเธออย่างแท้จริง
“เรื่องประมาณนี้แหละค่ะ ตอนนี้พี่สาวคงเข้าใจแล้วว่าทำไมหนูถึงบอกให้แจ้งความ”
เหยาเหยาพูดไปด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นเล็กน้อย
ผู้ชายที่เห็นแก่ตัวถึงขนาดนี้ เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทำลายผู้โชคดีซึ่งเป็นภรรยาของตัวเองควรจะได้รับโทษหนักที่สุด
“ขาของฉันเป็นเพราะเขาจ้างคนทำเหรอคะ?” เธอได้ยินอาจารย์พูดถึงกับอึ้ง
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า เธอเคยคิดมาตลอดว่าการที่เธอไม่ได้ยืนบนเวทีอีกต่อไปคือความบังเอิญ เคยตั้งคำถามถึงพระเจ้า ทำไมต้องให้เธอเจอเรื่องนี้
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ใช่เพราะสวรรค์ต้องการทรมานเธอ ทว่าเป็นเพราะชายคนที่เธอเลือกต่างหาก ปีศาจตนนี้ต้องการ ‘กักขัง’ เธอไว้!
[ฉันทนไม่ไหวแล้ว ผู้ชายคนนี้มันชั่วช้าเกินไป นี่เขาทำกับหัวหน้าของสถาบันบัลเลต์แห่งเมืองหลวงเชียวนะ!]
ครั้งแรกที่เธอเข้าร่วมประกวดเต้นบัลเลต์ที่งานเถาลี่คลับ เธอเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนเต้นบัลเลต์หลายคน และเป็นคนที่มีศักยภาพจะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ
[โอ๊ย บอกฉันเถอะว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันจะไปหามีดสับเขาให้สิ้นซากเพื่อไม่ให้เลือดชั่วเปื้อนผู้โชคดี!]
[ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อครั้งที่ผู้โชคดีประกาศลาออกจากวงการ เธอทำอย่างเร่งรีบ ที่แท้ก็เพราะผู้ชายชั่วคนนี้ทำลายชีวิตเธอ]
"อาจารย์คะ ฉันเชื่อใจอาจารย์ค่ะ แต่การแจ้งความต้องใช้หลักฐาน เขาไม่มีทางยอมรับแน่นอน"
เธอจ้องมองด้วยตาแดงก่ำ แม้ใจจะเต็มไปด้วยเพลิงโกรธ แต่นี่กลับยิ่งทำให้เธอสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะอุบัติเหตุทางรถทำให้เธอเกือบสองปีไม่สามารถเดินได้ เธอรู้ดีว่าสามีเธอทำเรื่องต่างๆด้วยความรอบคอบ เวลาเนิ่นนานขนาดนี้เขาย่อมไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้แน่นอน
หากแจ้งตำรวจตอนนี้ สามีเธอที่มีพื้นเพด้านกฎหมายย่อมสามารถช่วยเหลือตัวเองให้พ้นข้อกล่าวหาได้แน่
สุดท้ายแล้วเธออาจจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้กล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง และในแง่ความสามารถทางอาชีพแล้ว เธอก็ต้องยอมรับว่าชายชั่วคนนั้นมีความสามารถจริงๆ
"ไม่ต้องกังวลไปนะคะพี่สาว เหยาเหยามีวิธีที่จะทำให้เขาพูดความจริงได้ค่ะ!"
เหยาเหยาคำนวณที่อยู่ของผู้โชคดี และพบว่าเธออยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกัน เหยาเหยาจึงให้เสี่ยวจิ่วส่งยันต์ไปให้
เมื่อมียันต์ย่นระยะทาง เพียงสิบหน่วยเวลาเสี่ยวจิ่วก็สามารถข้ามเมืองหลวงได้ เหยาเหยาบอกผู้โชคดีให้แจ้งตำรวจ และก่อนที่ตำรวจจะมาถึง เสี่ยวจิ่วจะไปถึงแน่นอน
เมื่อติดยันต์สารภาพความจริง ไม่ว่าจะเจ้าเล่ห์แค่ไหนก็ต้านทานไม่ได้ เหยาเหยายืดคอขึ้นอย่างมั่นใจเพราะเธอมั่นใจในฝีมือการวาดยันต์ของเธอมาก
"จริงหรือคะ?" ผู้โชคดีไม่อาจเก็บซ่อนความตื่นเต้นได้อีกต่อไป
เพราะเมื่อทราบว่าสามีเธอนอกใจ ความรู้สึกในใจต่อเขาก็ไม่มีเหลืออีกแล้ว
และในตอนนี้เขาทำให้เธอต้องสูญเสียการเดินได้อย่างนี้ ความแค้นนี้ยิ่งใหญ่เกินจะอภัย อาจารย์มีวิธีช่วยเธอ เธอแทบจะอยากจุดประทัดเฉลิมฉลองทันที
"อื้ม พี่สาวแจ้งตำรวจได้เลยค่ะ จากนั้นก็เรียกเขากลับบ้าน ส่วนที่เหลือปล่อยให้เหยาเหยาจัดการเอง"
หลังจากให้กำลังใจผู้โชคดีอีกครั้ง ความกังวลของเธอก็หายไปหมด เธอวางสายไลฟ์สดและหันไปแจ้งตำรวจ
จากนั้นก็ส่งข้อความหาสามีว่าเธอล้มลงในบ้าน บางทีอาจเพราะเธอทำตัวให้เขาพอใจ เขาจึงยังมีความห่วงใยต่อเธออยู่บ้าง
เธอมองดูข้อความตอบกลับ ‘จะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้’ ด้วยความเย็นชา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความอบอุ่นเหลืออยู่อีกแล้ว เหลือเพียงความแค้นที่ไม่มีวันเลือนหายไป
เธอเฝ้ามองโทรศัพท์เป็นครั้งคราว รอคอยวิธีของอาจารย์อย่างกังวลใจ เธอไม่กลัวว่าอาจารย์จะหลอกลวงเธอเลย แต่หากอาจารย์ไม่ช่วย เธอก็จะอยู่ต่อไปอย่างทรมานมากกว่าเดิม
ทางด้านเหยาเหยา เธอกล่าวลาเหล่าแฟนคลับครู่หนึ่ง แล้วหันไปหยิบจิ้งจอกในห้องสัตว์เลี้ยง
เหยาเหยาสั่งสอนจิ้งจอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย้ำอีกครั้งอย่างไม่มั่นใจ
"เสี่ยวจิ่ว จำได้ไหม? ยันต์นี้ต้องส่งถึงมือผู้โชคดีให้ได้ เธอไม่สะดวกเคลื่อนไหว ดังนั้นการติดยันต์และส่งภารกิจก็ฝากไว้ที่แกนะ!"
"ทำงานให้ดีล่ะ ถ้าทำออกมาสำเร็จด้วยดี เดี๋ยวพี่จะเลี้ยงหยวนเป่าเอง!"
เหยาเหยาใช้วิธีให้รางวัลอย่างชำนาญ เสี่ยวจิ่วพอได้ยินคำว่าหยวนเป่า น้ำลายก็แทบไหลยืด มันยกอุ้งเท้าขึ้นอย่างมีมาด พร้อมเปล่งเสียงราวกับนกขมิ้น
"ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน จะทำภารกิจให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์!"
คติพจน์นี้มันจำมาจากกู้พ่านพ่าน ซึ่งช่วงวันหยุดที่ผ่านมาเขาชอบชวนเพื่อนเล่นเกม
ทุกครั้งที่รับภารกิจในเกมเขาจะพูดคำนี่ออกมา เสี่ยวจิ่วชอบจึงเรียนมาบ้าง
"ไปได้!" เหยาเหยานำยันต์ผูกด้วยด้ายแดงแขวนไว้บนคอของเสี่ยวจิ่ว ก่อนจะลูบหัวมันเบาๆ
ทันใดนั้นมันก็ใช้งานยันต์ย่นระยะทางหายไปจากที่เดิมอย่างรวดเร็ว เหยาเหยาเห็นดังนั้นก็กลับเข้าห้องไลฟ์สดต่อ
เธอไม่เชื่อมต่อกับผู้โชคดีอีกต่อไป เพราะเมื่อเสี่ยวจิ่วอยู่แล้วคงไม่มีปัญหา และเรื่องราวการแตกหักระหว่างสามีภรรยา ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต
นี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพี่สาวผู้โชคดี เพราะในตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่คือโลกที่ไร้การรบกวนมากกว่า
[น่าเสียดายที่อาจารย์ไม่เชื่อมต่อไลฟ์ต่อ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้เห็นกันว่าไอ้คนสารเลวนั่นหน้าตาเป็นยังไง ช่างเนื้อหอมเสียจริงๆ!]
[คงจะขี้เหร่ไม่ได้แน่ๆ หัวหน้าเธอมองคนไม่ค่อยเป็น แต่สายตาคัดกรองคนหล่อยังไงก็แม่นยำอยู่]
[ช่างเถอะ ช่างมันเถอะ เก็บหน้าไว้ให้เธอหน่อยละกัน ถูกผู้ชายเฮงซวยทำให้เป็นแบบนี้ คงไม่อยากเผชิญหน้ากับสื่ออีกแล้ว]
เหล่าแฟนคลับก็พอจะเข้าใจ ไม่ได้โวยวายอยากเห็นเรื่องราวต่อไป เพราะกินเผือกกันมาจนอิ่มแล้ว
เหยาเหยาเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ไม่นานเธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะเหลือแค่โควตาสุดท้ายแล้ว
ถ้าทำภารกิจนี้เสร็จ เหยาเหยาก็จะได้พักสักที เธอจึงยิ่งมีแรงกระตือรือร้นมากขึ้น
บทที่ 300: โค้งคำนับแต่ไม่ยอมงอศักดิ์ศรี
[ผู้ถูกเลือกคนสุดท้ายในวันนี้ คงได้เวลาพบผีแล้วใช่ไหม? งานใหญ่ทั้งสองงานก่อนหน้านี้จบไปแล้วนะ!]
[ฉันเป็นสมาชิกใหม่ ปกติเราจะเฉลี่ยกันแบบนี้ทุกครั้งเลยเหรอ?]
[ฮ่าๆๆ ก็ไม่เสมอไปนะ เด็กใหม่เอ๊ย อย่าไปฟังคนก่อนหน้านี้พูดมากไป บางทีอาจมีคนซวยเจอผีสามรอบติดก็ได้ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความโชคร้ายของแต่ละคนแหละ]
[แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิดนักหรอก ส่วนตัวแล้วคิดว่าในไลฟ์สดน่าจะมีกฎบางอย่างอยู่เหมือนกันนะ]
ผู้ชมหลายคนต่างคาดหวังและพากันพูดคุยถกเถียงเกี่ยวกับผู้ถูกเลือกคนสุดท้ายในวันนี้
ไม่นาน เหยาเหยาก็เฉลยปริศนาผู้ถูกเลือกคนสุดท้ายออกมา แต่สิ่งที่เห็นนั้นกลับต่างจากที่ทุกคนคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง
ในไลฟ์สดมีคนปรากฏตัวขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เมื่อนับดูแล้วเหยาเหยาพบว่ามีถึงสิบเอ็ดคน
ในกลุ่มนี้มีทั้งชายและหญิง ทุกคนดูตื่นเต้นเมื่อได้เชื่อมต่อสัญญาณไลฟ์สด
“พี่หวัง พวกเราได้โอกาสแล้วจริงๆ ฮือๆๆ!”
“ยังมีความหวัง ยังมีความหวังอยู่!”
พวกเขาต่างก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ก่อนที่เหยาเหยาจะถามเสียอีก พวกเขาก็เริ่มพูดออกมาด้วยความปีติยินดี จนทำให้เหยาเหยาและผู้ชมในไลฟ์เกิดความสับสน
“พี่ๆมีอะไรอยากให้ทำนายหรือเปล่าคะ?”
เหยาเหยาตั้งสติแล้วถามถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ
พี่หวังที่ถูกเรียกชื่อหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ พวกเราขอต่อสายกับท่าน ไม่ใช่เพราะอยากให้ทำนายอะไร แต่พวกเราต้องการอาศัยกระแสในไลฟ์สดของท่านครับ”
“พวกเราต้องการแจ้งเรื่องอาจารย์ฮวงจื้อจง อาจารย์ที่ปรึกษาระดับสูงแห่งสถาบันวิจัยฮวาจง ที่นำทีมนักศึกษาปริญญาเอกสามคนปลอมแปลงข้อมูลการทดลอง โกงทุนวิจัยจากรัฐบาล และมีพฤติกรรมการละเมิดจรรยาบรรณทางวิชาการอย่างร้ายแรง”
“ไม่เพียงเท่านั้น เขายังขโมยผลงานวิจัยของลูกศิษย์ทั้งหมดไป แก้ไขผลการทดลองเพื่อส่งรายงานแบบไร้ยางอาย และข่มขู่พวกเราทุกคนห้ามพูดความจริงด้วยการเอาเรื่องการจบการศึกษามาเป็นข้อต่อรอง”
พี่หวังยิ่งพูดยิ่งโกรธ แม้ว่าเขาจะใส่แว่น แต่ก็ยังเห็นความโกรธแค้นในดวงตาของเขาได้อย่างชัดเจน
เขาไม่ได้พูดเปล่า ยังโชว์กระดาษจดหมายที่เต็มไปด้วยลายมือหลายบรรทัด ตอนล่างของกระดาษเต็มไปด้วยลายเซ็นและลายมือที่พิมพ์ด้วยหมึกสีแดงอย่างหนาแน่น
กระดาษสีขาวที่มีลายเซ็นแบบนั้น ทำให้ผู้ชมรู้สึกสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“นี่คือจดหมายร้องเรียนที่พวกเราสิบเอ็ดคนลงชื่อและประทับตรามือกัน พวกเราทุกคนยินยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อร้องเรียน หากมีคำโกหกแม้แต่คำเดียว ขอให้ไม่มีทางได้เรียนต่อและไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอีกเลย”
“ผม หวังเยว่ ขอวิงวอนต่อผู้ชมทุกท่าน ช่วยเราจัดการกับเรื่องที่ขัดต่อจรรยาบรรณนี้ และฟื้นฟูวงการวิชาการให้สะอาดบริสุทธิ์”
“ฉัน ลี่ซิน ขอวิงวอนต่อผู้ชมทุกท่าน ช่วยเราจัดการกับเรื่องที่ขัดต่อจรรยาบรรณนี้ และฟื้นฟูวงการวิชาการให้สะอาดบริสุทธิ์”
เสียงร้องขอจากพี่หวังสะท้อนตามมาด้วยเสียงเรียกร้องของทั้งสิบคนที่เหลือ พวกเขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจน
ภาพที่ทุกคนโค้งคำนับราวกับหอกยาวที่แทงทะลวงความมืดออกมา ดั่งเสียงแตรรบที่ก้องกังวานในไลฟ์สด
ทำให้เหล่าผู้ชมที่ตั้งใจจะมาดูการล่าท้าผี ถึงกับรู้สึกขนลุกเกรียว
การร้องเรียนด้วยชื่อจริงเพื่อต่อต้านอาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เส้นทางการเรียนการศึกษาของพวกเขาย่อมจบสิ้นแล้ว!
การฝ่าฟันมาหลายปีเพียงเพื่อมาถึงจุดนี้ การเสียสละมากขนาดนี้ มันคุ้มค่าจริงหรือ?
ผู้ชมเห็นถึงผลกระทบและเข้าใจสถานการณ์ในทันทีว่าการทำเช่นนี้จะมีผลอย่างไร พวกเขาอดเป็นห่วงไม่ได้
ในขณะนั้นไม่มีใครสงสัยเรื่องความจริงของเหตุการณ์นี้ เพราะหากเป็นการอาฆาตส่วนตัว อาจจะมีเพียงคนเดียวที่ออกมาพูด แต่เมื่อมีผู้ร้องเรียนถึงสิบกว่าคน ก็ย่อมมีปัญหาอย่างแน่นอน
ไม่มีใครกล้าที่จะตัดเส้นทางของตนเองโดยไม่จำเป็น การแจ้งเรื่องนี้ถือเป็นการตัดหนทางของพวกเขาไป
“มันคุ้มค่าครับ” หวังเยว่ตอบกลับความคิดเห็นของผู้ชม เขายืดหลังตรงขึ้น ดวงตาแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นและกล่าวอย่างแน่วแน่
เขาไม่ได้ต้องการยกตนเองให้สูงส่งเพียงแค่ต้องการซื่อสัตย์ต่อความตั้งใจแรกที่ได้ก้าวเข้าสู่แวดวงวิชาการ
ในสายตาของเขา แม้เส้นทางเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยลมพายุและหิมะที่โหมกระหน่ำ แต่ศักดิ์ศรีของตนไม่ควรจะสูญเสียไป เพียงเพราะถูกบีบบังคับจากคนที่ทำลายงานวิชาการให้แปดเปื้อน เขาไม่ต้องการให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับเขา
ในสายตาของเขา วงการวิชาการควรจะบริสุทธิ์สะอาด เพราะมันคือรากฐานของชาติ หากวงการนี้ถูกแปดเปื้อน ผลกระทบย่อมส่งต่อถึงสังคมทั้งมวลและเป็นภัยใหญ่หลวง
เพราะความอันตรายของการปลอมแปลงข้อมูลมันใหญ่หลวงเกินไป ผลการทดลองที่ได้จากข้อมูลเท็จ หากนำไปใช้ในชีวิตจริง ผลลัพธ์ที่ได้จะอันตรายและน่ากลัวอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในสายงานของพวกเขา แม้ความคลาดเคลื่อนเพียงน้อยนิดก็อาจทำให้เกิดความสูญเสียที่น่ากลัว และอาจทำให้ต้องสังเวยชีวิตคนไปด้วย
ผู้ชมในไลฟ์ต่างประทับใจในความกล้าหาญของพวกเขา แม้ตนเองจะไม่กล้าทำแบบนั้นเพราะความขี้ขลาด แต่พวกเขาเห็นคุณค่าในความกล้าของผู้ร้องเรียนเหล่านี้ และเห็นว่าพวกเขาคืออนาคตของวงการวิชาการ
คำกล่าวในสุภาษิตที่ว่า ‘ผู้ที่ยอมเสี่ยงเพื่อคนอื่น ไม่ควรถูกทิ้งไว้ให้แข็งตายกลางลมหนาว’ ก้องกังวานในใจของผู้ชม
[อาจารย์ ช่วยพวกเขาด้วย อย่าให้คนที่มีใจรักในวิชาการต้องมาสูญเสียอนาคตไปเพราะเรื่องแบบนี้เลย]
ผู้ชมทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าของพวกเขา แม้กระทั่งการช่วยเหลือในฐานะผู้ชมก็เป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนยินดีทำ
แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าการเป็นกระแสในอินเทอร์เน็ตนั้นมักจะดังชั่วคราว และบางทีอาจมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบบ้าง
แต่จะทำอย่างไรต่อไป? กระแสบนอินเทอร์เน็ตนั้นมาเร็วไปเร็ว หากกระบวนการตรวจสอบใช้เวลานาน เรื่องก็อาจจะถูกลืมเลือนไป
หรือบางทีอาจจะมีการลงโทษเล็กน้อยเพื่อระงับเสียงประชาชน แต่หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
ผู้ร้องเรียนเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงตามมา การโดนห้ามไม่ให้เข้าสู่แวดวงวิชาการอีกก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กแล้ว
ดังนั้น การแค่ทำให้เกิดกระแสบนอินเทอร์เน็ตนั้นยังไม่เพียงพอ จะต้องมีกลไกที่เข้มแข็งที่มี ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีอำนาจสูงพอออกหน้าได้
เพื่อให้พวกเขาไม่กล้าละเลย และต้องให้คำตอบที่ชัดเจน
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!”
พอเห็นชาวเน็ตขอให้เหยาเหยาช่วยเหลือ หวังเยว่ถึงกับงง เขาไม่เคยดูไลฟ์ของเหยาเหยามาก่อนเลย
ครั้งนี้ พวกเขาตั้งใจติดต่อหาไลฟ์ที่มีคนดูเยอะๆโดยเฉพาะ เพราะไลฟ์พวกนี้มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยเผยแพร่เรื่องของพวกเขาได้เร็วที่สุด
แม้ว่าวิธีนี้จะฟังดูไม่ค่อยยุติธรรมนัก เพราะเท่ากับลากตัวเจ้าของไลฟ์มาเกี่ยวโดยไม่จำเป็น แต่พวกเขาก็จนปัญญา ไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ
สำหรับครั้งนี้ พวกเขาไม่ต้องการอะไรอื่นนอกจากผลลัพธ์ที่จะออกมาในตอนนี้ ขอเพียงให้เกิดผลเสียหายต่ำที่สุด จึงเลือกเหยาเหยา เพราะเธอมีเบื้องหลังที่แข็งแรง อีกทั้งไลฟ์ของเธอยังเคยเจอคดีใหญ่ๆหลายครั้ง น่าจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
แต่กระนั้น หวังเยว่เองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กน้อยจะช่วยเหลือเขาได้หรอก เพราะเธอยังเด็กนัก ไม่น่าจะสู้พวกเจ้าเล่ห์แบบอาจารย์เขาได้
“พี่ชายคะ หนูยังไม่สามารถเชื่อในคำพูดพี่ชายเพียงด้านเดียวได้หรอกนะคะ”
“ถ้าพี่ชายจะร้องเรียนใคร ก็ช่วยส่งรูปคนที่พี่ชายต้องการร้องเรียนมาให้หนูดูหน่อย หนูต้องตรวจสอบก่อนค่ะ ถึงจะช่วยพี่ได้นะคะ”
เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงสดใส ดูไม่ได้คล้อยตามกระแสชาวเน็ต เธอทำอะไรตามหลักการเสมอ แม้จะเห็นชัดเจนว่าพี่ๆเหล่านี้มีเคราะห์จากดาวร้ายขัดขวางชีวิต แต่บางเรื่องก็ต้องสืบให้แน่ใจก่อน
“ได้ครับ ผมจะส่งรูปไปให้”
หวังเยว่ไม่เข้าใจว่าการส่งรูปให้จะช่วยอะไรได้ แต่เมื่อรู้ว่าตนต้องพึ่งพาอีกฝ่าย ก็ต้องทำตาม แม้ว่าคำขอจะฟังดูแปลกไปบ้าง แต่เขาก็ส่งรูปไป
เสียงแจ้งเตือน “ติ๊ง!” ดังขึ้น เหยาเหยาเปิดดูภาพถ่าย ปรากฏเป็นลุงคนหนึ่งอายุประมาณห้าสิบปี ดูแลตัวเองดี ผมดำเงาไม่เห็นสีขาวแซมใดๆ สวมแว่นขอบทอง หน้าตาแลดูสุภาพเรียบร้อยแต่มีน้ำมีนวลจากการไม่ค่อยออกกำลังกาย
ถ้าคนอื่นเห็นคงรู้สึกว่าลุงคนนี้ดูเป็นผู้มีการศึกษา แต่เหยาเหยามองทะลุว่าใต้ความสุภาพเรียบร้อยนี้ ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้
ในตำแหน่งชะตาของเขา แสดงให้เห็นชัดว่ามีการลักขโมย ไม่ใช่การขโมยเงินทอง แต่ขโมยผลงานทางความคิดของผู้อื่น
และนี่สะท้อนให้เห็นได้ทางใบหน้าของเขา นอกจากนี้ เขายังบังคับให้คนอื่นๆทำตามความต้องการของตนอย่างไม่เหมาะสมอีกด้วย
“พี่ชายคะ พี่พูดถูกเลยค่ะ อาจารย์ของพี่เป็นคนไม่ดีจริงๆ”
“เขายังทำร้ายพี่สาวสวยๆหลายคนอีกด้วย แย่มากเลยค่ะ”
เหยาเหยาพูดพร้อมเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆอย่างไม่พอใจ
“เธอ เธอรู้ได้ยังไง?”
หวังเยว่ได้ฟังแล้วถึงกับตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง ค้างไปพูดไม่ออก เขายังไม่ได้บอกเรื่องการคุกคามนักศึกษาหญิงของอาจารย์ เพราะเกรงใจจึงตั้งใจปิดบังไว้
แต่เด็กคนนี้ดูแค่ภาพก็สามารถบอกเรื่องทั้งหมดได้แล้ว
‘นี่มันความสามารถของเทพชัดๆ!’
หวังเยว่อยากจะอุทาน เขารู้สึกว่าเลือกมาถูกคนแล้ว แต่สถานการณ์ก็กลับกลายเป็นเรื่องที่เขาเริ่มควบคุมไม่ได้
[ไม่เสียแรงเลย อาจารย์ของเรากระแทกค้อนเทพใส่คนเลวตรงๆ ฮ่าๆๆ!]
[ช่วยกันไล่คนเลวให้รู้ซะบ้างว่าโลกออนไลน์นั้นทรงพลังแค่ไหน!]
ชาวเน็ตต่างตื่นเต้นกันมาก พอเห็นอาจารย์น้อยชี้ชัดก็แน่ใจว่านี่คือเรื่องจริง ทุกคนช่วยกันคิดว่าจะใช้แฮชแท็กอะไรในการเพิ่มความสนใจเพื่อช่วยเหลือคนที่มาขอร้อง
แต่ขณะที่ทุกคนกำลังคิดอยู่นั้น เสียงของอาจารย์น้อยก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับความประหลาดใจใหม่ที่เกินคาด
“พี่ชายคะ ถ้าอยากให้เขาได้รับกรรมก็ไม่จำเป็นต้องร้องเรียนเรื่องข้อมูลปลอมก็ได้ค่ะ!”
“เพราะตัวของเขาเองก็มีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นค่ะ ลุงคนนี้สวมสิทธิ์คนอื่นเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่แรกแล้ว!”
เหยาเหยากล่าวพร้อมกับเอียงศีรษะเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงสดใส
นี่คือความลับที่เธอเพิ่งจะพบหลังจากเริ่มคุยกับหวังเยว่แล้ว พอพูดจบ ดวงตากลมโตของเธอดูเป็นประกายสดใสขึ้นทันที
ทุกคนที่ได้ยินไม่ว่าจะเป็นหวังเยว่หรือชาวเน็ตก็ถึงกับอึ้งไปตามๆกัน
พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะมีความลับซ่อนอยู่อีก!
[โอ๊ย! นี่มันกระตุ้นต่อมเผือกเกินไปแล้ว!]
จบตอน
Comments
Post a Comment