บทที่ 301: จบการถ่ายทอดสด พี่เจ็ดกลับบ้าน
[ฉันยอมแล้ว! ที่แท้หมอนี่เป็นโจรขโมยมืออาชีพมาตลอดเลยนี่เอง!]
[ไม่แปลกใจที่แก้ไขข้อมูลการทดลองของนักศึกษา ก็เพราะว่าเขาเองยังใช้ใบรับรองเข้ามหาวิทยาลัยของคนอื่นมาโดยตลอด ถึงว่าเป็นแค่เปลือกไร้ความรู้ ไม่ได้มีความรอบคอบเหมือนนักวิชาการจริงๆ]
[ในเมื่อฐานะทั้งหมดเป็นของปลอม แล้วเมื่อก่อนเขาจบการศึกษาได้ยังไงกัน? ไม่เชื่อหรอกว่าคนที่แม้แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเองยังทำไม่ได้ พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะกลายเป็นนักเรียนหัวกะทิได้ อย่างนี้ต้องตรวจสอบอาจารย์ที่ให้คำปรึกษาและวิทยานิพนธ์ของเขาให้ละเอียดเลย แน่นอนว่าจะต้องเจอเรื่องไม่ชอบมาพากลอยู่แน่!]
เหล่าชาวเน็ตเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้และต่างพากันตื่นเต้นที่ได้รู้ความจริงอย่างมาก
เป็นเรื่องปกติที่คนอื่นๆจะคิดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครตั้งใจเรียนในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย แต่นิสัยของคนคนนี้คือชอบทำทุกอย่างให้ตัวเองสบายที่สุด
ลักษณะเด่นที่สุดของคนแบบนี้ก็คือเห็นแก่ตัว ทุกสิ่งที่พวกเขาครอบครองได้ ก็คิดเองเออเองว่าเป็นของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ
คนที่เคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ได้ จะหวังให้เขาสามารถทุ่มเทตั้งใจเรียนได้จริงๆงั้นหรือ? หมูแม่พันธุ์ปีนต้นไม้ได้ยังน่าเชื่อถือมากกว่าเสียอีก!
“อาจารย์น้อย พูดจริงหรือครับ?”
หวังเยว่ถึงกับตื่นเต้นจนตัวสั่นไปทั้งตัว ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ก็มีอาการตื่นเต้นเช่นเดียวกัน
เพราะพวกเขาเคยแจ้งถึงความผิดปกติทางงานวิชาการของอีกฝ่ายแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ใช้อิทธิพลในการลดโทษให้เบาลงสุดๆ อาจถึงขั้นที่ยังคงสามารถกลับมาทำงานสอนและกลับมาควบคุมงานวิจัยได้ใหม่อีก
เรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประวัติการศึกษาและผลงานในอดีต สิ่งที่วงการวิชาการมักจะทำก็คือการใช้ความสำเร็จกลบเกลื่อนความผิด อีกทั้งยังลงโทษแบบเลือกปฏิบัติ
ตราบใดที่อีกฝ่ายถือปริญญาเอกและมีวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ก็เหมือนเขากุมสิทธิ์พิเศษเอาไว้
เป็นเช่นนี้เขาจึงมีสิทธิ์ที่จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่
มันช่างเป็นความจริงที่โหดร้ายแต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าชาติเราย่อมทะนุถนอมคนที่มีพรสวรรค์ทางวิชาการเป็นธรรมดา แต่ถ้าวุฒิการศึกษาเป็นของปลอมไปเสียแล้ว ในทางกฎหมายมีบทบัญญัติชัดเจนว่าให้อ้างอิงไปว่าผลงานวิชาการทั้งหมดที่เกิดจากฐานะปลอมถือเป็นโมฆะ
“นี่สิคือการถอนรากถอนโคนจริงๆ ฮ่าๆๆ!”
หวังเยว่ที่หัวเราะออกมา ดวงตาก็เริ่มแดงก่ำ เขากับเพื่อนที่ต่อต้านความอยุติธรรมในครั้งนี้ แม้จะมีความกล้าหาญ แต่ก็กลัวว่าความกล้าของพวกเขาจะมีค่าเพียงแค่ผลลัพธ์ที่ไร้ความสำคัญ
ตอนนี้หากสิ่งที่สาวน้อยคนนี้พูดเป็นความจริง การทุ่มสุดตัวครั้งนี้ของพวกเขาจะได้ผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องการจริงๆ
ครั้งนี้ พวกเขาจะสามารถโค่นล้มอีกฝ่ายได้แล้ว
ในตอนนี้เขาจึงอยากรู้ข่าวนี้จะจริงหรือไม่จริง เพราะกลัวว่าความดีใจในครั้งนี้จะกลายเป็นแค่ความยินดีลมๆแล้งๆ
“แน่นอนว่าจริงค่ะ เขาใช้ตัวตนของญาติพี่น้องใกล้ชิดอย่างพี่ชายตัวเอง พี่ชายสามารถไปแจ้งความให้ตำรวจถือรูปถ่ายของเขาไปสอบถามตามบ้านเกิดได้ค่ะ”
“อ้อ ลุงคนเลวคนนี้ยังเปลี่ยนชื่อใหม่ พี่ชายหากจะตรวจสอบก็ต้องได้ชื่อเก่าของเขาก่อนนะคะ!”
เหยาเหยาเอียงหัวน้อยๆของเธอ เสียงดังฟังชัดเจน
แน่นอนว่าอีกฝ่ายแอบเปลี่ยนชื่อมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันความลับถูกเปิดเผย
อย่างไรก็ตามในตอนนั้นการเปลี่ยนชื่อจำเป็นต้องมีการบันทึกไว้ที่สถานีตำรวจ อีกทั้งบัตรนักเรียนและใบรับรองต่างๆ เอกสารพวกนั้นไม่สามารถเปลี่ยนได้
อีกฝ่ายไม่มีทางทำลายหลักฐานทั้งหมดไปได้หมดสิ้น และนั่นเองคือเหตุผลที่ช่วงแรกเขาถึงทำตัวดีอย่างมาก จนหลังจากนั้นก็ไม่กล้ากลับบ้าน ไม่กล้าพบพ่อแม่
เพราะกลัวว่าเมื่อกลับไปอาจจะทำให้ความจริงหลุดออกมา เขาระมัดระวังตัวอย่างมากมาถึงสามสิบปี หากเขาทำตัวเป็นคนดีอย่างเคร่งครัดล่ะก็ ความลับนี้อาจจะติดตัวไปจนถึงหลุมฝังศพก็เป็นได้
แต่เมื่อเขามีตำแหน่งสูงขึ้น อำนาจที่เขามีในมือมากขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวก็ค่อยๆถูกความโลภกลืนกินไปหมดแล้ว
“ขอบคุณมากๆครับท่านอาจารย์ พวกเราจะรีบจัดการทันที!”
เมื่อหวังเยว่นึกถึงว่าอีกฝ่ายจะถูกยึดคืนเกียรติยศทั้งหมดที่ไม่ใช่ของเขาจริงๆ ก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น
เมื่อสักครู่เพื่อนร่วมกลุ่มของเขาได้จัดการหาข้อมูลจากในไลฟ์แล้ว ทำให้เขาเพิ่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้มีความสามารถยอดเยี่ยมขนาดไหน
ในขณะนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะยินดีในคุณธรรมของตัวเองในอดีต
ถ้าเขาเห็นแก่ตัวสักหน่อย ไปเลือกไลฟ์ห้องอื่นตามใจตัวเอง ป่านนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การล้มล้างอาจารย์นักวิชาการที่ทำผิดนั้นคงแทบเป็นไปไม่ได้
'นี่มันพรหมลิขิตชัดๆ' เหมือนจะมีบางสิ่งนำพาให้ทุกอย่างลงตัว เขาถึงกับขนลุกไปทั่วทั้งตัว
“พี่ชายคะ ถ้ามีใครมาขัดขวาง พี่ชายสามารถติดต่อเบอร์โทรศัพท์ที่หนูส่งให้ได้นะคะ”
“เหยาเหยาจะช่วยประสานงานให้ล่วงหน้า จะไม่มีใครกล้าขวางพวกพี่ได้แน่นอน พี่ชายต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เส้นทางของพวกพี่จะไม่ถูกตัดขาดค่ะ”
เหยาเหยาพยักหน้ารับเบาๆด้วยเสียงอ่อนโยน
นี่ไม่ใช่คำปลอบใจลอยๆ เพราะดวงของพี่ชายพี่สาวกลุ่มนี้ถูกดาวสังหารขัดขวางไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไร้หวังเสียทีเดียว
ที่เธอช่วยพวกเขากำจัด ‘ดาวสังหาร’ ครั้งนี้ แม้ข้างหน้าจะมีอุปสรรคบ้าง แต่ก็ยังมีแสงสว่าง โดยเฉพาะพี่ชายคนแรกที่มีความสามารถโดดเด่นมาก
เหยาเหยาคำนวณแล้วว่าเขาจะมีผลงานวิชาการที่สำคัญในอีกสิบกว่าปีต่อจากนี้ และนี่คือเหตุผลที่เธอช่วยพี่ชายคนนี้อย่างไม่อั้น
หมายเลขติดต่อที่ให้ไว้นั้นเป็นของเฉินชิวสือ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการ เขามีอำนาจและเครือข่ายกว้างขวาง สามารถช่วยรายงานเรื่องนี้ให้ได้
ต่อให้ลุงเลวคนนั้นจะมีเส้นสายแค่ไหน ก็เทียบเฉินชิวสือไม่ได้อยู่แล้ว เหยาเหยาจึงกล้ายืนยันว่าจะไม่มีใครมาขวางพี่ชายได้
เมื่อทุกอุปสรรคถูกขจัดออกไป ความลับที่ถูกปกปิดไว้จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอนในครั้งนี้
“ขอบคุณครับ” หวังเยว่รู้ถึงความนัยที่เหยาเหยาพูด
ในใจเขาอบอุ่นขึ้นมาก เพราะเขารู้ว่าเส้นทางนี้เขาไม่ได้เดินเพียงลำพัง มีเพื่อนร่วมทางมากมายที่คอยสนับสนุนเขา
เมื่อการถ่ายทอดสดจบ เหยาเหยาก็จับรางวัลแจกยันต์คุ้มครองให้กับผู้โชคดีห้าคนเช่นเคย
“ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีทั้งห้าท่าน คุณ ‘ยูเซิงตู๋เหวย’ ‘ฉูซีไม่หยุดงาน’ ‘ไม่มีจะจ่ายก็อย่าปล่อย’ ‘เข้างานแสนเหนื่อย’ และ ‘ปีหน้าลาออกแน่’ ด้วยนะคะ”
“พี่ๆ อย่าลืมส่งที่อยู่ไว้ที่ช่องแชทนะคะ เหยาเหยาจะรีบส่งของให้ค่ะ!”
เนื่องจากเหล่าชาวเน็ตยังต้องไปช่วย ‘เพิ่มกระแส’ ให้พี่ชายผู้โชคดีอยู่ เหยาเหยาจึงไม่ได้ถ่วงเวลาพวกเขาไว้มาก หลังจากประกาศรายชื่อผู้โชคดีจบก็ปิดการถ่ายทอดสดทันที
เธอกระโดดลงจากเก้าอี้ เปิดกระเป๋าหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา แล้วเริ่มขีดเขียนจัดการวางแผนอย่างตั้งใจ
ทั้งหมดนี้เป็นการจัดเตรียมเพื่อให้คนในครอบครัวได้รับการฝึกฝน เหยาเหยาหวังให้คนที่รักมีสุขภาพแข็งแรงดี เธอจึงตั้งใจทำทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน
ผ่านไปสักพัก เธอเหลือบมองแผนการที่ขีดเขียนไปมาก็รู้สึกพอใจเสียจนยิ้มออกมา เธอตั้งใจที่จะประกาศแผนนี้ในมื้ออาหารเย็น
แต่ก็ดันมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน
เหตุการณ์นั้นก็คือพี่เจ็ดของเธอที่เดินทางไปถ่ายละครที่ยูนนาน เพิ่งกลับมาถึงบ้านพร้อมกับใบหน้าที่เหมือนจะมาถามความผิด
บทที่ 302: แรงกดดันจากอาเจ็ด
ในห้องรับแขกของบ้านตระกูลกู้
กู้อวี่กลับมาถึงบ้านยังไม่ทันจะวางกระเป๋าเดินทาง ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างสบายๆ สายตาหรี่ลงมองสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
คนหนึ่งคือกู้พ่านพ่านร่างอ้วนกลมน่ารัก แต่ตอนนี้ทำตัวหดตัวลงเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามหลบซ่อนตัวเองอย่างชัดเจน ท่าทางเหมือนจะบอกว่า ‘อย่ามองผมเลย ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น’
อีกคนหนึ่งคือกู้เสี่ยวอวี่ เด็กน้อยที่ดูไร้เดียงสาและไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งคู่มีสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"นี่ใครกันนะ?" กู้เสี่ยวอวี่ทำตาโตแป๋วมองไปยังพี่ชายที่หน้าตาบึ้งตึง ก่อนจะหันไปมองเพื่อนข้างๆอย่างไม่เข้าใจ เขาทนไม่ไหว จึงถามเสียงเบาๆ
กู้พ่านพ่านที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับเหงื่อตก เขาแทบอยากจะเอามือปิดปากของเพื่อนที่ถามออกมาอย่างไร้สติ เขารู้ดีว่าเวลาแบบนี้ควรทำอย่างไร ทางที่ดีที่สุดคือการเงียบและพยายามลดความสำคัญของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา
และไม่ผิดคาดเลย เมื่อกู้เสี่ยวอวี่ถามออกมาแล้ว พี่ชายตรงหน้าก็พูดขึ้นทันที น้ำเสียงเย็นเยียบ
"กู้พ่านพ่านบอกมาว่าช่วงที่อาไม่อยู่ หลานไปแอบทำอะไรลับหลังอาบ้าง อย่าคิดจะแกล้งตาย ไม่อย่างนั้นอาจะคุยกับพ่อหลานให้มาช่วยติวการบ้านช่วงปิดเทอมนี้ แล้วจะฉีกทิ้งทุกคำตอบเลยคอยดู"
"ผะ...ผม..." กู้พ่านพ่านถึงกับพูดไม่ออก
จากที่ตอนแรกคิดจะโกหกว่าไม่รู้อะไร ตอนนี้เขาไม่กล้าแล้ว เพราะเขารู้ดีว่า คุณอาของเขาทำจริงแน่ๆ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ พ่อของเขาก็จะยินยอมด้วยอย่างไม่ลังเล
การบ้านปิดเทอมแบบไม่มีคำตอบ นั่นไม่ใช่การบ้านแล้ว นั่นคือการลงทัณฑ์!
กู้พ่านพ่านที่กำลังตกใจและคิดไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร ก็เหลือบไปเห็นคุณอาตัวน้อยที่ยืนอยู่บนบันได พลันดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นในทันที
ใช่แล้ว เขาคิดออกแล้ว!
คุณอามักจะเล่นสนุกกับคุณอาตัวน้อยอยู่เสมอ ครั้งนี้ที่เขาไปทำงานต่างจังหวัด คุณอาตัวน้อยก็พาพวกเขาไปเล่นสนุก แถมยังพาพวกเขาไลฟ์สดอีกครั้งหนึ่ง นี่ต้องเป็นสาเหตุที่คุณอาโกรธแน่นอน!
เขาจึงสารภาพผิดอย่างไม่ลังเล ไม่แม้แต่จะคิดหลบเลี่ยง
"คุณอาครับ ผม ผมยอมรับว่าผมไม่ควรชวนคุณอาน้อยไปทำเรื่องไร้สาระครับ การไลฟ์สดครั้งนั้นมันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ พวกเราขอร้องคุณอาน้อยจนเธอใจอ่อน และมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นคุณอาก็ไม่ได้พาเราไปอีก"
“ไม่เหมือนคุณอาเจ็ด คุณอาน้อยชอบพาคุณอาเจ็ดไปเล่นทุกครั้ง เราสู้คุณอาเจ็ดไม่ได้หรอก อย่าโกรธพวกเราเลยครับ เราสัญญาว่าจะไม่มีครั้งหน้าแน่นอน”
กู้พ่านพ่านยกมือขึ้นสาบาน สีหน้าจริงจังบอกอย่างตั้งใจ
‘เจ้าตัวน้อยกล้านำตัวมาเทียบกับฉันหรือ?’ กู้อวี่พูดกับตัวเองในใจ
เขาเผลอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทีดูหยิ่งทะนงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไงก็ตาม สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลงอย่างมาก
"รู้จักสำนึกผิดก็ดี คราวนี้ฉันจะยกโทษให้ แต่ครั้งหน้าอย่าให้มีอีกล่ะ แล้วเด็กคนนี้ล่ะเป็นใคร?"
"นี่เพื่อนของผมเองครับ กู้เสี่ยวอวี่ เขาเป็นเด็กกำพร้า ผมก็ไม่รู้ว่าเขามาได้ยังไง แต่เขาก็อยู่ที่บ้านเราแล้ว เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของคุณอาน้อยครับ"
กู้พ่านพ่านยิ้มและแนะนำเพื่อนใหม่ของเขา พลางคิดในใจว่าเพื่อนคนนี้สนุกมากกว่าพี่ชายของเขาที่ดูจะเก๊กๆเยอะเลย แต่ที่น่าหงุดหงิดหน่อยก็ตรงที่เพื่อนเขาก็ชอบตามคุณอาน้อยไปทุกที่เหมือนกัน
“หืม? คุณอาน้อยเป็นคนขอให้เขาอยู่ที่นี่งั้นหรือ?” กู้อวี่ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ต้องเข้าใจว่า การจะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับบ้านตระกูลกู้ แต่ที่น่ากังวลคือ เหยาเหยาเป็นคนขอ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้กู้อวี่กังวลขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
เขาจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างละเอียด ราวกับจะมองทะลุทะลวงได้ ขณะที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ก็มีเสียงนุ่มๆดังขึ้นมา
"พี่เจ็ด ขอกอดหน่อยได้ไหมคะ!"
เสียงอันแสนคุ้นเคยนี้ทำให้กู้อวี่ที่กำลังตึงเครียด ต้องละความคิดทันที เขายิ้มและกอดน้องสาวตัวน้อยที่พุ่งเข้ามาหาในทันที
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
กู้พ่านพ่านเห็นอาผู้เคร่งขรึมกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มสดใสราวกับแสดงละคร เปลี่ยนหน้าราวกับเสกได้ จนเขาถึงกับทึ่ง
จริงอย่างที่พ่อเคยพูดไว้ว่าการเป็นนักแสดงนั้นไม่ใช่ใครก็ทำได้ ดูคุณอาเจ็ดสิ คนที่สามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
“หลายวันนี้ คิดถึงพี่เจ็ดบ้างไหม?”
กู้อวี่ไม่ได้สังเกตเลยว่า หลานชายกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ แต่ถึงรู้ก็ไม่เป็นไร เขายกน้องสาวตัวน้อยที่พุ่งเข้ามากอดขึ้น และลองอุ้มขึ้นดูเทียบกับตอนก่อนที่เขาจะไปทำงาน สรุปได้ว่าเธอไม่ได้ผอมลงเลย
“คิดถึงมากเลยค่ะ คิดถึงสุดๆ!” น้องสาวตัวน้อยตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน สีหน้าเต็มไปด้วยความจริงใจ
เธอเห็นพี่เจ็ดตั้งแต่ตอนที่อยู่บันไดแล้ว ตอนแรกก็ตกใจเล็กน้อย แต่พอได้สติ ก็รีบวิ่งลงมาหาอย่างดีใจ
เมื่อได้ยินน้องสาวบอกว่าคิดถึงตัวเอง กู้อวี่ก็รู้สึกเหมือนหัวใจพองโต ไม่ได้ติดใจอะไรอีกแล้ว ยังไงน้องสาวก็ต้องมีเหตุผลของเธอ คำถามมากมายไม่สำคัญ ขอแค่เธอคิดถึงเขาก็เพียงพอ
“พี่เจ็ดซื้อของอร่อยๆมาฝากเยอะเลย มีทั้งมะขามหวานที่ครั้งก่อนหนูบอกว่าชอบ กับขนมเปี๊ยะดอกไม้แสนอร่อย เดี๋ยวพี่หยิบขึ้นไปให้ชิมนะ”
กู้อวี่กล่าวรายการของฝากทีละอย่าง เหมือนกำลังอวดของมีค่า ของเหล่านี้ผู้กำกับเพิ่งให้เขามาครั้งก่อน และน้องสาวก็บอกว่าอร่อย คราวนี้เขาเลยไม่พลาดที่จะซื้อติดกลับมาด้วย
“ว้าว พี่เจ็ดใจดีมากๆเลยค่ะ!” เหยาเหยาตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินว่ามีของอร่อยๆมากมาย
เธอรีบยกกระเป๋าเดินทางขึ้น แต่ร่างเล็กๆของเธอกลับดูไม่สูงเท่ากระเป๋าเสียด้วยซ้ำ ภาพนี้ดูน่ารักและน่าขำขันอย่างบอกไม่ถูก
กู้อวี่ไม่กลัวว่าเธอจะยกไม่ไหว เห็นเธอฮึดสู้ขนาดนี้ ก็ไม่ได้ห้ามอะไร เดินตามไปอย่างสบายๆ
ทั้งสองคนเดินขึ้นไปด้วยกัน กู้เสี่ยวอวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงออกอาการหมั่นไส้นิดๆ
“พ่านพ่าน คุณอาคนนี้สนิทกับเหยาเหยาใช่ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” กู้พ่านพ่านตอบแทบไม่ต้องคิด
ในบ้านทั้งหลัง คนที่ใกล้ชิดกับคุณอาน้อยที่สุดก็คือคุณอาเจ็ดคนนี้ ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่คุณย่าก็ยังห่างไปหน่อย ในสายตาของกู้พ่านพ่าน ความสัมพันธ์ที่ดีหมายถึงการอยู่ด้วยกันบ่อยๆ
เขาหันไปถามเพื่อนเล่นของเขาเสียงเบา “นายคิดจะไปแย่งตำแหน่งนี้จากคุณอาเจ็ดหรือเปล่า?”
“ไม่ได้นะเสี่ยวอวี่ อย่าคิดทำอะไรบ้าๆนะ!”
สีหน้ากู้พ่านพ่านเปลี่ยนไปทันที เขารีบจับเพื่อนตัวเล็กพลางเตือนอย่างตั้งใจ พร้อมเล่าประสบการณ์ว่า เคยโดนคุณอาเจ็ดทำให้ถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนเขียนการบ้านปิดเทอมจนแทบตาย...
“สรุปก็คือ นายยังเล่นเป็นลูกไล่ของคุณอาน้อยต่อไปได้ แต่อย่าไปแย่งตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับคุณอาเจ็ดมาเป็นอันขาด ไม่งั้นฉันก็ไม่กล้ารับประกันเลยว่าเขาจะทำอะไร ฉันเตือนในฐานะเพื่อนรักเลยนะ นายห้ามหักหลังฉันล่ะ”
กู้พ่านพ่านพูดจนปากแห้ง เขากวาดตามองรอบๆด้วยความระมัดระวัง กลัวว่าคุณอาเจ็ดจะโผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว ถ้าเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไปอาจทำให้โดนโกรธอีกยกใหญ่
“วางใจเถอะ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ฉันจะไม่หักหลังนายหรอก ฉันไม่ได้สนใจไปเทียบกับพวกผู้ใหญ่ไร้สาระหรอก”
กู้เสี่ยวอวี่เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งๆในสายตาเขา คุณอาคนนั้นก็แค่ผู้ใหญ่ที่ชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต
ไหนๆเหยาเหยาก็ดูจะอยู่ที่นี่ตลอดอยู่แล้ว เขาก็จะอยู่ข้างๆ และไม่กลัวอะไรด้วย เขามั่นใจว่าเหยาเหยาจะไม่รังเกียจเขาแน่นอน
“พูดง่ายๆแบบนี้ก็ดีล่ะ ว่าแต่วันนี้ป้าฉินทำขนมอ้ายวอวอกับขนมหลูต๋ากุ่นมาให้นะ อยากกินไหม?” *[1]
กู้พ่านพ่านซึ่งกำลังหิวท้องร้องเบาๆ ตอบด้วยความตื่นเต้น เขาตั้งใจจะไปกินขนมตั้งแต่แรกแล้ว ใครจะรู้ว่าเดินมาครึ่งทางจะเจอคุณอาแล้วก็ต้องคอยระวังจนไม่มีอารมณ์กินอะไรเลย
“กินสิ ขนมฝีมือป้าฉินอร่อยมาก…”
กู้เสี่ยวอวี่ก็เริ่มหิวเหมือนกัน พอได้ยินถึงขนมก็พลันเปลี่ยนความสนใจอย่างง่ายดาย ทั้งสองคนตกลงกันไปกินขนมด้วยกันอย่างรวดเร็ว
[1] หลูต๋ากุ่น เป็นขนมพื้นบ้านของชาวปักกิ่งและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนสืบทอดกันมาราว 200ปี ส่วนขนมอ้ายวอวอ เป็นขนมหวานทำจากแป้งข้าวเหนียวมีหลากหลายไส้ เป็นขนมหวานโบราณเช่นกัน
บทที่ 303: ฉันต้องตื่นเช้าให้ได้!
สำหรับการกลับบ้านของกู้อวี่นั้น คนในบ้านตระกูลกู้ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจหรือไม่พอใจเป็นพิเศษ แค่มีการเพิ่มอาหารเย็นมาอีกสองจานบนโต๊ะเท่านั้น
กู้อวี่รู้สึกน้อยใจเล็กน้อย เหมือนตัวเองเป็นคนที่เก็บมาเลี้ยงยังไงยังงั้น แต่เพราะเขาโตแล้วก็เลยไม่คิดอะไรมาก
บนโต๊ะอาหารของตระกูลกู้มีกฎเกณฑ์มากมาย ทั้งมื้ออาหารดำเนินไปอย่างเงียบสงบ ไม่มีใครพูดอะไร
จนกระทั่งอาหารหมดแล้ว กู้เสวี่ยซงที่นั่งอยู่หัวโต๊ะถึงเอ่ยขึ้นช้าๆ “แกกลับมาได้จังหวะพอดี พรุ่งนี้ทุกคนต้องฟังคำสั่งของน้องเหยาเหยาเพื่อเรียนรู้วิธีเข้าสู่การฝึกฝน”
“ตอนกลางคืนอย่านอนดึกนักล่ะ พรุ่งนี้ตื่นไม่ไหวจะยุ่งเอา”
ถึงแม้ว่าจะไม่แน่ว่าจะสามารถเข้าสู่การฝึกฝนได้หรือไม่ แต่กู้เสวี่ยซงก็รู้ดีว่าบางสิ่งบางอย่างหากไม่ลองก็ไม่มีทางรู้ได้
คนอื่นๆไม่มีปัญหาอะไรเลย ยกเว้นเจ้าลูกชายคนเล็กคนนี้…
เจ้าเด็กคนนี้ปกติชอบตื่นกลางวัน แล้วยังนอนดึกเหมือนนกฮูก เป็นพวกที่ต้องเตือนสักหน่อย
“นี่มันการฝึกตนของจริงนะ ผมจะตื่นไม่ไหวได้ยังไง!”
กู้อวี่โดนพาดพิงอยู่คนเดียว เลยไม่ยอมขึ้นมาทันที เรื่องนี้น้องสาวของเขาก็ได้บอกไว้ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว เขาตกใจสุดๆตอนรู้ข่าว แต่หลังจากที่ตั้งสติได้ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เพราะจริงๆ เขาอยากลองฝึกตนมานานแล้ว แต่พอน้องสาวบอกว่าเขาไม่มี ‘พรสวรรค์’ เลยไม่ได้เปิดประตูฝึกตน
พอเกิดฝนเลือดขึ้น โอกาสก็หล่นมาหาแบบไม่คาดฝัน จะไม่คว้าไว้ได้ยังไง อย่างน้อยๆถึงจะไม่เก่งเท่าน้องสาว แต่ก็ต้องพอมีฝีมือสักนิดหน่อยบ้างล่ะ!
นึกภาพตัวเองปล่อยพลังไฟแบบสายฟ้าแหวกได้ ต่อไปเล่นหนังยังไม่ต้องใช้เอฟเฟกต์ก็ได้ แค่นึกก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
“หวังว่าจะเป็นอย่างที่แกพูดจริงๆนะ” กู้เสวี่ยซงมองเขาอย่างเรียบเฉย ไม่ได้พูดอะไรต่อ
แต่ท่าทางนี้กลับทำให้กู้อวี่รู้สึกเหมือนเจ็บปวดในใจอยู่หน่อยๆตามคำที่ว่า 'เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียศักดิ์ศรี' คืนนั้นเขาจึงนอนแต่หัวค่ำเป็นกรณีพิเศษ
วันต่อมาเขาก็มาเป็นคนสุดท้ายตามคาด
แถมยังตรงเวลาแบบพอดีเป๊ะในวินาทีสุดท้าย
“โอ้ มาได้ตรงเวลาด้วยนะ ไม่เลวเลยนี่!”
ในสวนบ้านตระกูลกู้ ขณะนี้มีคนยืนอยู่มากมาย แม้กระทั่งกู้ไห่เจินที่อยู่ในค่ายทหารก็กลับมาด้วย ทั้งที่ชายแดนกำลังตึงเครียดและมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลบ่อยครั้ง
แต่ใครจะคาดคิดว่า ประเทศอาร์จะทำพิธีบูชายัญทั้งประเทศ ส่งผลให้ต้นตอปัญหาถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ที่เคยตึงเครียดก็ค่อยๆคลี่คลายลง
ทหารเองก็เริ่มว่างงานบ้างเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าน้องสาวจะช่วยฝึกตนเข้าสู่วิถีเซียน กู้ไห่เจินก็รีบส่งคำขอลาเจ้านาย ซึ่งก็อนุมัติทันทีโดยไม่คิดให้ยุ่งยาก
สำหรับระดับผู้นำของประเทศ ความไม่ธรรมดาของเด็กสาวตระกูลกู้นั้นไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ถึงขนาดมีข่าวลือเล็ดลอดออกมาว่าเหตุการณ์ในสำนักหยินหยางเหลียวของประเทศอาร์ นั้นเป็นฝีมือของเธอ
ไม่ว่าข่าวนี้จะจริงหรือไม่ เด็กสาวผู้นี้ก็ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญเกินกว่าจะกักขังใครไว้
ขณะนั้น กู้หลี่ พี่ชายคนที่ห้าของกู้อวี่ ผู้ที่ไม่ค่อยจะถูกกันนักก็เอ่ยปากเย้ยหยันเขาอีกแล้ว ด้วยนิสัยขวางๆ ปากเสีย แถมยังติดนิสัยเถียงเก่งจากการเป็นทนาย คำพูดครั้งนี้จึงเจ็บแสบเป็นพิเศษ
“ไม่สายก็ดีแล้ว จะถามมากทำไม!”
กู้อวี่ที่ผิวขาวยิ่งหน้าแดงก่ำเมื่อถูกเยาะเย้ย พลางพูดอย่างฉุนเฉียว
หลังพูดจบ กู้หลี่ก็หัวเราะ “หึ!” ขึ้นมาอย่างไม่แยแส ท่าทางนั้นทำเอากู้อวี่เกือบจะระเบิดใส่ โชคดีที่เหยาเหยาเห็นท่าทางไม่ดี รีบพูดแทรก
“พี่ห้า พี่เจ็ด อย่าทะเลาะกันนะคะ ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ทุกคนทำท่านั่งตามที่โพสต์ในกรุ๊ปเมื่อวานนะคะ!”
เสียงใสๆของเธอได้ผลมากกว่าคำดุด่ารุนแรง ทั้งสองหนุ่มได้แต่ส่งเสียงตอบรับและนั่งลงบนเบาะที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อย
ไม่เพียงแต่พวกเขา คนอื่นๆในตระกูลกู้ก็นั่งลงตามเช่นกัน
เด็กๆอย่างกู้พ่านพ่านและกู้เสี่ยวอวี่ก็นั่งอยู่ด้านหน้า ส่วนพี่ชายคนอื่นๆนั่งล้อมเป็นวงโอบล้อมสี่คนตรงกลาง ได้แก่ กู้เสวี่ยซง เฉินฮุ่ย คุณย่ากู้ และคุณปู่กู้
“ท่านั่งถูกต้องแล้วค่ะ ตอนนี้เริ่มท่องอาคมเบาๆได้เลยนะคะ!”
ท่านั่งขัดสมาธิไม่ได้ยากนัก เพียงแต่กู้พ่านพ่านอาจมีปัญหานิดหน่อยตามคำพูดของพี่เจ็ดเมื่อคืน เพราะเขาตัวเล็ก พอขัดขาก็ดูอึดอัดอยู่หน่อย
เหยาเหยาช่วยจัดท่านั่งให้พอสมควรจนมั่นใจว่าไม่มีปัญหา จากนั้นก็หันไปมองทิศตะวันออกที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น
แม้ในสายตาคนทั่วไปจะยังเห็นท้องฟ้ามืดมิด เพราะพระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า แต่ในสายตาของเหยาเหยานั้นละเอียดอ่อนกว่า เธอได้ยินเสียงเหมือนคลื่นซัดกระหน่ำ และเห็นเส้นขอบฟ้าเหมือนถูกบดบังด้วยผ้าม่านขนาดใหญ่
ด้านหลังม่านนั้นคือแม่น้ำใหญ่ที่กำลังซัดโหมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทันใดนั้น เสียงแตกร้าวก็ดังขึ้น กลางการต่อสู้ของคลื่นกับความมืด รัศมีแสงจ้าสาดส่องมา จากนั้นพลังวิญญาณก็ทะลักไหลตามกระแสคลื่น
เหยาเหยาที่เฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หน้าน้อยๆของเธอตึงขึ้น จากนั้นมือเล็กๆก็เริ่มร่ายอาคมอย่างรวดเร็ว พร้อมท่องคาถาออกมา
“พลังทั้งห้ารวมตัว จงโอบอุ้มดวงวิญญาณ น้อมรับธิดาเทพ สั่งวิญญาณจักรพรรดิ พลังประจำกายกลับคืนดั่งดื่มน้ำทิพย์ ขอสั่งในบัดดล!”
อาคมนี้เรียกว่า ‘อักขระจักรพรรดิวิญญาณ’ มีจุดประสงค์หลักในการรวมตัวกระแสพลังธรรมชาติให้มารวมกัน
ทันใดนั้น บนศีรษะของทุกคนก็ปรากฏกระแสหมุนวนเหมือนวงน้ำวน พลังดูดมหาศาลปรากฏขึ้น
และภายในวงน้ำวนนั้น ปรากฏไอสีดำบางๆ ซึ่งเป็นเงาของเหยาเหยา เงานั้นมีความสามารถในการดูดกลืนพลังบุญและพลังหยินต่างๆ ครั้งนี้เธอควบคุมให้มันไม่ดูดกลืน แต่ช่วยรวมกระแสพลังแทน
คาดไม่ถึงเลยว่าผลลัพธ์จะยอดเยี่ยมเกินคาด กระแสพลังที่เคยกระจัดกระจาย บัดนี้รวมตัวกันเข้มข้นคล้ายทะเลที่ซึมซับน้ำจากแม่น้ำทุกสาย กระแสพลังผ่านวงน้ำวนเข้ามาชำระล้างร่างของทุกคนที่นั่งอยู่บนเบาะ
ด้วยความบริสุทธิ์ของกระแสพลังที่ม้วนเข้ามา เดิมทีควรจะเป็นการกระตุ้นอย่างอ่อนโยน แต่คราวนี้กลับรู้สึกได้ชัดเจน เหมือนในวันฤดูร้อนที่ได้ลิ้มรสแตงโมแช่เย็นฉ่ำอย่างสดชื่น
“ว้าว สบายจังเลย!” กู้พ่านพ่านอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา แต่ก็ถูกเหยาเหยาหันไปเตือนว่าให้ “ร่าอาคมต่อ”
เขาถึงได้รีบตั้งสติ หันกลับมาร่ายอาคมตามเดิม เมื่อเห็นกระแสพลังล้อมรอบร่างของทุกคน เหยาเหยาที่เคยขมวดคิ้วคลายความกังวลลง
“สำเร็จแล้ว! ไม่รู้ว่าจะมีใครกระตุ้น ‘จิตวิญญาณ’ ได้ก่อนเป็นคนแรก อยากรู้จัง!”
แม้เธอจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เหยาเหยาก็รู้ดีว่าการกระตุ้นจิตวิญญาณไม่ได้ง่ายนัก การตั้งวงเรียกพลังครั้งแรก ถ้ามีแค่หนึ่งหรือสองคนที่สำเร็จ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว อีกอย่างการตั้งวงพลังแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ ทำอีกสักสองสามครั้งก็ยิ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จ
ขณะที่เหยาเหยากำลังเหม่อคิด จู่ๆ ลวดลายอาคมบนเบาะก็สว่างขึ้น จากนั้นมวลพลังกลายร่างเป็นนกวิญญาณสีสันสดใส พร้อมเปล่งเสียงใส
“จิ๊บๆ”
เสียงนกใสกังวานหู นกเหล่านั้นโฉบวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของผู้คน ภาพที่ปรากฏทำเอาเหยาเหยาหลุดจากภวังค์
เธอรู้สึกตะลึง เพราะมีคนกระตุ้นพลังได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ นี่เกินกว่าที่คาดไว้มาก
เหยาเหยากำลังจะเพ่งดูว่าเป็นใคร แต่ลวดลายอาคมอีกแห่งหนึ่งก็สว่างขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มีนกวิญญาณปรากฏขึ้นมา
ตรงกันข้าม พลังวิญญาณกลับกลายเป็นไม้กวาดหัวแบนหางกว้างอันหนึ่ง
ภาพที่เห็นเหนือความคาดหมายมาก ทำให้เหยาเหยาหน้าแปลกใจ
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่ ไม้กวาดวิญญาณนั้นก็สั่นไหวเล็กน้อย แล้วกวาดไปที่วงน้ำวนกลางอากาศอย่างแรง
วงน้ำวนที่หมุนอย่างคล่องตัวชะงักลงทันที แล้วก็พังทลายลงไปโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ทุกคนรู้สึกเหมือนความสบายหายไปอย่างฉับพลัน
“นี่มันอะไรกัน?”
ทุกคนได้สติกลับคืนมา พลางมองหน้าเหยาเหยาด้วยความสงสัย ใบหน้าของเหยาเหยายังมีแววตกตะลึงอยู่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นสีหน้าแบบนี้จากเธอ
เมื่อเห็นแบบนั้น ทุกคนจึงมองตามสายตาของเธอ แล้วพวกเขาก็พลันได้เห็นไม้กวาดนั่นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ต้นเหตุของมันไม่ใช่ใครอื่น แต่คือกู้เสี่ยวอวี่ตัวแสบนั่นเอง
บทที่ 304: ความลับของกู้พ่านพ่าน
“เหยาเหยา นี่มันหมายความว่ายังไงกันเนี่ย!”
กู้อวี่อดรนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยถาม ขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินไปกับกระแสพลัง จู่ๆ ทุกอย่างก็หยุดลงกะทันหันจนรู้สึกไม่สบายใจ
จากสีหน้าของเหยาเหยา เขารู้ทันทีว่าปัญหาน่าจะเกิดจากกู้เสี่ยวอวี่ที่เหยาเหยาให้มาร่วมฝึกด้วย แต่ไอ้ไม้กวาดนั่นดูยังไงก็ดูไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
“นี่คือการปรากฏของชะตากรรม...กู้เสี่ยวอวี่เขา...เข้าถึงวิถีแล้วค่ะ”
ในดวงตาของเหยาเหยา ความสงสัยค่อยๆจางหายไป แทนที่ด้วยความตกตะลึง เพราะการฝึกในทางเต๋ามีวิถีทางที่ซับซ้อนหลายอย่าง
เริ่มแรกต้องกระตุ้น ‘จิตวิญญาณ’ ในตนเอง จากนั้นจึงดูดซับพลังเข้าสู่ร่าง ซึ่งยังไม่นับว่าเข้าถึงวิถีเพียงแค่ถือว่าเป็นนักฝึกตนธรรมดา เช่นเดียวกับอาจารย์ลุงของเธอ
การจะเป็นนักพรตได้นั้น ต้องเข้าถึงวิถีด้วยการขอพรจากฟ้าดิน พร้อมรับยันต์แห่งวิถีเป็นรากฐาน ยันต์เหล่านี้ถูกมอบให้โดยฟ้าดิน จึงมีความแตกต่างไปตามโชคชะตาและการฝึกฝนของแต่ละคน มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว
แม้ทุกคนจะมียันต์แตกต่างกัน แต่โดยหลักๆ แบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ได้แก่ วิถีธาตุทั้งห้า วิถีพรโชคลาภ และวิถีด้านอื่นๆ
สองกลุ่มแรกเข้าใจได้ไม่ยาก ส่วนวิถีด้านอื่นๆนั้นเป็นการรวมศาสตร์หลากหลาย เช่น ยันต์พละกำลัง ยันต์ดาบ ยันต์ยกภูเขา ซึ่งรากฐานวิถีเหล่านี้มักด้อยกว่าสองกลุ่มแรก แต่มีความซับซ้อนน้อยกว่า
เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของนักพรตได้รับยันต์วิถีเหล่านี้เท่านั้น ส่วนผู้มีวาสนากับวิถีธาตุทั้งห้าหรือวิถีพรโชคลาภนั้นหายากอย่างมาก
เหยาเหยาเข้าถึงวิถีธาตุทั้งห้าตั้งแต่เริ่ม ซึ่งทำให้อาจารย์ของเธอตื่นเต้นถึงกับจุดประทัดฉลองถึงสามวัน
ส่วนวิถีพรโชคลาภนั้น เหยาเหยาเพิ่งเคยพบเจอครั้งนี้เป็นครั้งแรก
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่ใช่ว่าต้องผ่านสามขั้นตอนเหรอ?”
กู้หลี่ที่อยู่ข้างๆ ตกใจจนต้องหันมามองด้วยความประหลาดใจ แม้เขาจะยังไม่ชำนาญ แต่ก็ได้ฟังเหยาเหยาอธิบายเรื่องขั้นตอนการฝึกมาบ้าง
การปลุกจิตวิญญาณ ดูดพลังเข้าร่างและเข้าถึงวิถี นั้นแตกต่างกันมาก หลายคนอาจติดอยู่ที่ขั้นตอนนี้ไปทั้งชีวิต แล้วกู้เสี่ยวอวี่นี่เป็นอัจฉริยะหรือไง? น่าจะไม่ใช่นะ!
“ปกติจะต้องผ่านสามขั้นนะคะ แต่กู้เสี่ยวอวี่เป็นกรณีพิเศษค่ะ เขาเข้าถึงวิถีด้วยชะตากรรม”
เหยาเหยาอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงปนความทึ่งเล็กน้อย
ชะตาของกู้เสี่ยวอวี่คือ ‘ไม้กวาด’ ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งเคราะห์ร้าย ทำให้เขาไม่สามารถปลุกจิตวิญญาณได้ เพราะชะตานี้ได้ผนึกไว้
การไหลของพลังเมื่อครู่นี้ได้บังเอิญกระตุ้นพลังแห่งเคราะห์ร้าย เปิดทางให้จิตวิญญาณที่ถูกผนึกถูกปลดปล่อยออกมา
เมื่อวิญญาณได้รับการปลดปล่อย กระแสพลังฟ้าดินจึงไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องพบอุปสรรค
คนธรรมดาจะหยุดที่ขั้นนี้ก่อน เพื่อค้นหาจิตแห่งวิถีว่าเหตุใดตนจึงต้องฝึกฝน นี่เป็นเอกลักษณ์ของการฝึกวิถีเต๋า เพราะเต๋าต้องเริ่มที่การถือฝึกฝน
ทว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ข้ามขั้นนี้ไปได้ นั่นคือผู้มีชะตาพิเศษ เช่น ดาวแห่งเคราะห์ ไม้กวาด หรือดวงดาวผู้ยิ่งใหญ่
ชะตาเหล่านี้หมายถึงเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทำให้ผู้มีชะตาเช่นนี้มีความระมัดระวังตั้งแต่ต้น จิตแห่งวิถีจึงถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่เกิด
การไหลเวียนพลังของฟ้าดินในช่วงแรกนี้ยังสามารถรวบรวมมาได้ด้วยวงพลัง หากพลังถูกกระจายออกไปเหมือนเม็ดทรายในทะเลโอกาสที่จะรวมกลับมานั้นไม่มีอีกเลย
"งั้นก็คงต้องรอพรุ่งนี้แล้วล่ะ!"
เมื่อกู้อวี่เห็นว่าน้องสาวพูดขนาดนี้ เขาก็ไม่รีบร้อนอีกต่อไป เพราะยังไงช้าก็ช้าอยู่ดี จะช้าแค่ก้าวเดียวหรือสิบก้าวก็คงไม่ต่างกัน เขาไม่อยากให้น้องสาวต้องลำบากใจกับเรื่องนี้
ไม่ใช่แค่กู้อวี่ แต่คนทั้งตระกูลกู้ก็คิดแบบเดียวกัน เพราะตั้งแต่แรกพวกเขาก็คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนอยู่แล้ว แต่ที่กู้พ่านพ่านสามารถสำเร็จได้ในทีเดียวก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
“ลูกพ่อเก่งจริงๆ คราวนี้เอาชนะพ่อได้แล้ว เห็นทำได้ดีแบบนี้ เดี๋ยวพ่อจะพาไปกินไก่ทอดที่ลูกอยากกินนะ!”
กู้จิ่นเหนียนหัวเราะพลางตบไหล่ลูกชายของเขาด้วยความภาคภูมิใจ ก็เพราะก่อนหน้านี้ลูกชายคนนี้ไม่เคยทำให้เขาชื่นใจเลย มีแต่ก่อเรื่อง คราวนี้ถึงได้มีหน้ามีตาขึ้นมาบ้าง
แต่อันที่จริงยังมีเหตุผลอีกข้อที่เขาจะพาลูกไปข้างนอก เพราะอยากจะถามว่าความสำเร็จที่ได้มานั้นเป็นยังไง มีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า
แน่นอนว่าเขาอาจจะมีคนอื่นที่ถามได้ดีกว่า แต่กู้จิ่นเหนียนก็ยังรู้สึกว่าให้ถามลูกชายตัวเองจะดีกว่า เพราะยังไงเสียการที่พ่อถามลูกก็คงไม่ใช่การขอคำแนะนำหรอก แบบนั้นคงเรียกว่าเป็นความห่วงใยมากกว่า!
เนื่องจากมีเหตุขัดข้อง การฝึกครั้งแรกจึงจบลงเร็วเกินไป เหยาเหยาจึงฉวยโอกาสนี้อธิบายเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับการฝึกให้กู้เสี่ยวอวี่ฟังไปพลางๆ
การอธิบายของเธอรวมถึงวิธีทำความเข้าใจยันต์แห่งวิถีและวิธีใช้พลังจากยันต์เหล่านี้ แต่สำหรับเรื่องการวาดยันต์นั้นยังมีความซับซ้อนมากจนเธออธิบายได้ไม่หมดในทีเดียว
“ต้องรบกวนน้องเหยาเหยาแล้วล่ะ พี่คงต้องฝึกนานกว่าจะเข้าใจ ถ้าพี่เข้าใจดีเมื่อไหร่ เราค่อยเรียนเรื่องการวาดยันต์กันนะ!”
กู้เสี่ยวอวี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มหวาน รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะตามที่น้องสาวบอก การเข้าถึงวิถีหมายความว่าเขาสามารถฝึกฝนได้แล้ว
ถ้าเขาตั้งใจฝึกมากพอ สักวันหนึ่งเขาจะสามารถช่วยเหลือเหยาเหยาได้เสียที เขาจะไม่เป็นตัวถ่วงอีกต่อไปแล้ว และจะพยายามฝึกฝนให้ก้าวทันเหยาเหยาให้ได้
“อื้ม ค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องรีบนะ!” เหยาเหยาปลอบโยนอย่างนุ่มนวล
การที่กู้เสี่ยวอวี่เข้าถึงวิถีนั้นมีข้อดีอีกอย่าง คือเขาจะสามารถเก็บกด ‘เคราะห์ร้าย’ ไว้ได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อรากฐานวิถีของเขามั่นคง เขายังสามารถใช้เคราะห์ร้ายในการโจมตีศัตรูได้อีกด้วย
การจะไปถึงจุดนั้นคงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ในเรื่องของการเก็บกดเคราะห์ร้ายนั้นจะเห็นผลเร็ว ทำให้เหยาเหยาลำบากน้อยลง
แม้เคราะห์ร้ายจะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้บาดเจ็บ แต่การที่มีเรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดได้เหมือนกัน
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เหยาเหยาจัดการทุกอย่างอย่างมีระเบียบทุกเช้า เธอจัดวางค่ายกลให้คนในบ้านเพื่อดึงพลังธรรมชาติมาทำการ ‘ปลุกจิตวิญญาณ’
หลังจากเสร็จสิ้นแล้วก็จะช่วยแนะนำการฝึกให้กู้พ่านพ่านและกู้เสี่ยวอวี่อย่างใกล้ชิด และที่น่าแปลกใจก็คือหลังจากการดูดซับพลังเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลาสามวัน กู้พ่านพ่านก็สำเร็จเข้าถึงวิถีได้เช่นกัน
แต่พ่านพ่านเข้าถึงวิถีในกลุ่มศาสตร์อื่นๆ เพราะพูดจาวกไปวนมา คนทั้งบ้านยกเว้นเหยาเหยาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเขาสร้างรากฐานวิถีจากศาสตร์อะไร
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขามีพัฒนาการเร็วมาก แค่เรื่องการใช้ยันต์ก็ชำนาญกว่ากู้เสี่ยวอวี่ที่เข้าถึงวิถีก่อนแล้ว
“เหยาเหยาบอกความลับพี่หน่อยสิว่าพ่านพ่านนี่เขาฝึกศาสตร์อะไรกันแน่?”
“เจ้านั่นก็ไม่ได้ชอบเรียนสักหน่อย ทำไมถึงใช้ได้ชำนาญขนาดนี้นะ!”
กู้อวี่รู้สึกคันยุบยิบใจอยู่ตอนนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะเข้าถึงวิถีแล้ว แต่คิดว่าคงตามทันในเร็ววัน
แต่ใครจะรู้ว่าหลานชายของเขาดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างในพริบตาแบบนี้ มันไม่ปกติจริงๆ และเจ้าเด็กนั่นก็เงียบปิดปากสนิทไม่ยอมบอกอะไรเลย
“แหะๆ เหยาเหยาไม่สามารถขายความลับของพ่านพ่านได้นะคะ พี่เจ็ด เรื่องนี้เหยาเหยาบอกพี่ไม่ได้จริงๆ!”
เหยาเหยาส่ายหัวอย่างตั้งใจเก็บรักษาความลับ เธอจ้องมองด้วยดวงตากลมโตเป็นประกาย ทำให้กู้อวี่รู้สึกกลุ้มใจ
สุดท้ายเขาจึงตัดใจจากเรื่องนี้ แล้วหันมาถามถึงเหตุผลของความก้าวหน้า คำตอบที่ได้คือ ‘ใช้บ่อยๆแล้วจะชำนาญ’
เมื่อได้ยินว่า ‘ใช้บ่อยๆ’ กู้อวี่ก็ครุ่นคิดขึ้นมา แล้วตัดสินใจเฝ้าดูพ่านพ่านดีๆ คิดว่าคงพอจะเดาได้เอง
แต่ยังไม่ทันจะเดาออก กู้พ่านพ่านก็พลั้งพลาดจนความลับถูกเปิดเผยเสียเอง
“อ้อ ไอ้ลูกตัวดี พ่อให้ลูกตั้งใจเรียนหนังสือ แต่นี่มาลูกเล่นใส่พ่องั้นเหรอ!”
“ขนาดว่าพ่อใช้ยันต์ตัวเบาของอาน้อยของลูก ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขาเลย ดูสิว่าคราวนี้คะแนนสอบของลูกเป็นยังไง ได้แค่หนึ่งร้อยสิบห้า!”
“ลูกนี่นะ สอบห้าวิชาได้คะแนนรวมแล้วยังไม่เท่าเลขความดันเลือดของพ่อ ลูกสร้างรากฐานวิถีจากศาสตร์อะไร ถ้าไม่บอกล่ะก็ พ่อจะตีจนกว่าจะพูด!”
กู้จิ่นเหนียนวางแก้วในมือลงบนโต๊ะด้วยเสียงที่ฟังดูเย็นชา
ที่เขาจับสังเกตได้เพราะครั้งนี้คะแนนสอบนั้นต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับครั้งก่อน ซึ่งตรงนี้มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ๆ แต่เขาจับพิรุธไม่ได้สักที
ดังนั้นเขาจึงใช้ยันต์ตัวเบา แอบไปจับตามอง แล้วเห็นลูกชายตัวดีแอบก้มๆเงยๆ ทำอะไรอยู่ใต้โต๊ะ
บนโต๊ะว่างเปล่าไม่มีอะไรให้เห็น แต่เด็กคนนี้กลับหัวเราะอย่างมีความสุข ท่าทางดูเหมือนกับเล่นเกม
เขาจึงเดาว่าคงเกี่ยวกับยันต์แห่งวิถีที่ลูกชายปิดบังเอาไว้ เขาจำได้ว่าเหยาเหยาเคยบอกไว้ว่าช่วงแรกๆของการฝึกนั้น การใช้ศาสตร์ยังไม่ราบรื่น
หากผู้ใช้โดนขู่ตกใจ ศาสตร์จะล้มเหลวได้
พอลองขู่เบาๆ ไอแพดก็ปรากฏขึ้นมาในมือเจ้าเด็กนี่เหมือนเสกของขึ้นมา
นั่นแหละ ถึงเกิดเป็นเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น!
บทที่ 305: ยันต์เร้นลับ ผู้ที่ถูกเลือกคนแรก
“ผมฝึกยันต์เร้นลับครับ”
กู้พ่านพ่านเห็นสีหน้าของบิดาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา อีกทั้งยังหยิบกฎของบ้านขึ้นมาเตรียมลงโทษ จึงรู้ดีว่าถ้าไม่พูดความจริงคงจะโดนลงโทษอย่างแน่นอน
เขาจึงสั่นสะท้านเผยความลับของตนออกมา ยันต์เร้นลับนี้คือการซ่อนสิ่งของที่คนทั่วไปสามารถมองเห็นให้หายไปได้ จะมีเพียงผู้ใช้ยันต์ที่จะมองเห็นสิ่งนั้นได้
ในขั้นแรกจะซ่อนเพียงสิ่งของเล็กๆได้ แต่ถ้าเก่งขึ้นจะซ่อนคน และสุดท้ายอาจซ่อนสิ่งต่างๆในโลกได้ชั่วคราว
ยันต์เร้นลับนี้ไม่ใช่ยันต์ที่มีพลังทำลาย แต่ออกแนว ‘ลึกลับ’ เสียมากกว่า เพราะคนที่ถูกยันต์เร้นลับนี้จะเหมือนติดอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งอันตรายมากหากใช้ในระดับสูง เพราะอาจโดนอาคมย้อนกลับทำร้ายตนเอง ทำให้ถูกลบเลือนจากโลกไปพร้อมกับวิญญาณในภพภูมิ
เหยาเหยาได้บอกกู้พ่านพ่านตั้งแต่แรกว่าอย่าใช้อาคมนี้ไปทำร้ายผู้อื่น ซึ่งเขาก็รับปากอย่างดี เพราะไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว
เหตุผลที่เขาฝึกยันต์เร้นลับนี้เพราะต้องการเล่นสนุก อีกทั้งไม่อยากให้พ่อจับได้เมื่อหลบหนีจากการอ่านหนังสือ เพราะพ่อชอบตรวจการบ้านบ่อยๆ
เนื่องจากมีความมุ่งมั่นที่จะมองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็นและจิตใจที่แน่วแน่ เขาจึงเข้าสู่เส้นทางนี้ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งได้ใช้งานบ่อยขึ้น ความสามารถก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าหนูนี่เป็นอัจฉริยะจริงๆ!”
กู้อวี่เห็นพี่ชายกำลังอบรมหลานชายก็เดินเข้ามาฟังเรื่องราวอย่างละเอียดแล้วถึงกับตกใจ
ลองคิดดูแล้ว หลานคนนี้เหมาะกับการฝึก ‘สายทางลัด’ โดยแท้ เพราะคนทั่วไปไม่มีทางคิดอะไรเช่นนี้ออก
การฝึก ‘สายทางลัด’ นี้คือการไม่เดินตามเส้นทางธรรมดาและแม้ความก้าวหน้าจะรวดเร็ว แต่ก็เสี่ยงต่อการเดินทางผิด จนอาจนำไปสู่ความคิดที่ไม่ดีได้
“ห้ามทำแบบนี้อีก คนเราต้องมีความซื่อสัตย์ อย่าใช้กลโกงเล็กๆน้อยๆแบบนี้”
“หากลูกต้องการก้าวหน้าด้วยวิธีนี้ พ่อยอมให้ลูกไม่ต้องฝึกซะดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องไปทำร้ายใครหรือแม้แต่ตนเอง เข้าใจไหม?”
กู้จิ้นเหนียนพูดอย่างจริงจังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตนอย่างชัดเจน
ช่วงนี้ เขารู้สึกภูมิใจกับความก้าวหน้าของลูกชาย แต่เมื่อรู้ว่ามาจากการใช้วิธีเช่นนี้ เขาก็ไม่เห็นด้วยโดยสิ้นเชิง
ลูกชายของเขายังไม่ทันได้สร้างหลักคิดที่ถูกต้องขึ้น หากฝึกวิชานี้ไปในทางที่ผิด มันจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด
“อืม อืม ต่อไปพ่านพ่านจะไม่ทำแล้วครับ พ่านพ่านจะเป็นเด็กดีครับ”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของพ่อ กู้พ่านพ่านก็รู้ถึงความร้ายแรงในสายตาของบิดา จึงรีบยอมรับผิดโดยไว
เขาเองก็รู้ว่านี่เป็นการใช้กลอุบายเพียงเล็กน้อย แต่การท่องจำช่างเหนื่อยเหลือเกิน เขาแค่อยากเล่นโทรศัพท์จึงหาทางออกแบบนี้
ตอนนี้ที่ถูกห้ามใช้วิธีนี้ เขาไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร มีเพียงความเสียดายเล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าอีกสักพักพ่อถึงจะมาจับได้ก็ดี ตำแหน่งในเกมยังเล่นไม่จบ คงโดนรายงานแล้วล่ะ ฮือๆ!
เหตุการณ์นี้ไม่ได้วุ่นวายมากนัก อีกทั้งเมื่อผู้กระทำผิดรู้ตัวและยอมรับผิด ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ในช่วงนี้ เหยาเหยายังคงตั้งใจวางค่ายกลปลุกวิญญาณเสมอ ด้วยความโชคดีทำให้สมาชิกในตระกูลกู้มีคนปลุกวิญญาณสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแค่ครึ่งเดือน คนในบ้านกู้เกือบทั้งหมดก็สามารถปลุกวิญญาณสำเร็จ ยกเว้นเพียงคุณปู่และคุณย่าเท่านั้น เหยาเหยาเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะสำเร็จมากขนาดนี้
“คุณปู่คุณย่าอย่าเพิ่งท้อใจนะคะ ถ้ายังไม่สำเร็จอาจจะเป็นเพราะเลือดลมไม่เพียงพอ เหยาเหยาจะช่วยบำรุงให้ดีค่ะ แล้วเรามาลองใหม่อีกที”
เหยาเหยาตรวจสอบสาเหตุที่ไม่สำเร็จจนพบว่าอาจเป็นเพราะสุขภาพร่างกาย
คุณปู่และคุณย่าอายุมากแล้ว เส้นเลือดและเส้นลมปราณในร่างกายก็เริ่มเสื่อมถอย การปลุกวิญญาณจึงยากกว่าคนหนุ่มสาวมาก เหยาเหยาจึงทำได้แค่ปรับสภาพร่างกายให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่อาจรับประกันว่าจะสำเร็จได้หรือไม่
คุณย่ากู้กลับมองเรื่องนี้อย่างสบายใจ
“เหยาเหยาเหนื่อยมากแล้ว ไม่ต้องกดดันตัวเองหรอกลูก ย่ากับปู่ใช้ชีวิตมาหลายสิบปีแล้ว ได้รับทั้งความทุกข์และความสุข ชีวิตนี้ไม่ขาดอะไรแล้ว”
“การบำเพ็ญเพียรนั้นก็มีความลำบากในแบบของมัน จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่ได้สำคัญอะไร”
“ที่ย่าพูดนั้นถูกแล้ว ปล่อยไปตามธรรมชาติไม่ต้องไปฝืน” คุณปู่กู้ก็เห็นด้วย
เหยาเหยาพยักหน้าอย่างอ่อนโยน แม้จะไม่รู้สึกกดดัน แต่เธอก็ยังตั้งใจช่วยบำรุงร่างกายคุณปู่และคุณย่า
อีกทั้งยังใช้วิธีการออกกำลังกายด้วย ‘ปาต้วนจิ่น’ *[1] และ ‘อู่ฉินซี่’ [2] ทำให้ใบหน้าของทั้งสองดูสดใสขึ้น สุขภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้การปลุกวิญญาณจะยังไม่สำเร็จ แต่โรคภัยในร่างกายก็ถูกบรรเทาไปมากแล้ว
วันนี้หลังจากปลุกวิญญาณเสร็จ เหยาเหยาก็ได้ทานอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเธอก็ถูกพี่เจ็ดพาไปถ่ายรายการวาไรตี้
ที่จริงควรจะถ่ายทำรายการนี้ตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน แต่เหยาเหยามัวแต่ยุ่ง อีกทั้งพี่เจ็ดก็ไปทำงานต่างประเทศ ผู้กำกับจึงต้องเลื่อนรายการออกไป
ตอนนี้ทั้งสองว่างแล้ว รายการก็ไม่อาจเลื่อนต่อไปได้ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลส่วนตัวของกู้อวี่
ครั้งที่แล้วในไลฟ์สตรีมมีคนอื่นอยู่ด้วย ครั้งนี้เขาต้องการพิสูจน์ให้ผู้ชมทางอินเทอร์เน็ตเห็นว่า เขาต่างหากที่เป็นคนที่เข้ากับน้องสาวในไลฟ์สตรีมได้ดีที่สุด
“พี่คะ ของที่พี่เตรียมมาเยอะไปหรือเปล่าเนี่ย? เราไปแค่วันเดียวเองนะคะ!”
ก่อนออกเดินทาง เหยาเหยามองกระเป๋าใบใหญ่ที่พี่เจ็ดลากมา แล้วรู้สึกตกใจ กระเป๋าใบนี้ใหญ่กว่าครั้งก่อนๆมาก ตอนออกเดินทางครั้งก่อนยังไม่เห็นเอากระเป๋าใบใหญ่มาด้วยขนาดนี้
เหยาเหยาอดสงสัยไม่ได้ว่ามันมีอะไรอยู่ข้างใน ทว่าพี่เจ็ดกลับทำลับๆล่อๆ
“ตอนนี้บอกไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่มีเซอร์ไพรส์ รอในไลฟ์สตรีมแล้วจะรู้เอง!”
“ก็ได้ค่ะ ไว้ค่อยรู้ทีหลัง” เหยาเหยาเออออตามอย่างว่าง่าย
ครั้งนี้สถานที่ถ่ายทำอยู่ที่เมืองเจ๋ เครื่องบินใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมง กองถ่ายวางแผนว่าจะถ่ายทำกันแค่วันเดียว ทุกอย่างตั้งเตรียมไว้แล้ว
พวกเขามาถึงเมืองเจ๋ประมาณเที่ยง พักผ่อนสักสองชั่วโมงแล้วจึงเริ่มไลฟ์สด
“พี่คะ นี่ของที่พี่เตรียมมาหรอ สวยจังเลยค่ะ!”
หน้าไลฟ์สตรีม เหยาเหยายกมือแตะหมวกที่มีป้ายไฟบนหัว และยังมีสร้อยเครื่องประดับเล็กๆที่อก มีไฟสีสันสดใสและมีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่สวยงามอยู่ด้วย เหยาเหยาอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร
แต่นั่นไม่เป็นปัญหา เพราะเธอรู้สึกว่ามันสวยงาม คิดว่าได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ
“ชอบก็พอ งั้นเริ่มไลฟ์ได้เลย!”
กู้อวี่กวาดตามองน้องสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า มือกำแน่นพลางคิดในใจว่าคราวนี้แหละจะทำให้บรรดาชาวเน็ตที่บ่นว่าเขาถูกทิ้งได้หน้าแหกกันถ้วนหน้า
“อืม ๆ เริ่มงานกันเลย!” เหยาเหยาตอบอย่างสดใส จากนั้นก็เตรียมตัว ปรับเปลี่ยนกล้องรวดเร็วเป็นหนึ่งเดียว ทุกอย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด
[ว้าวว้าวว้าว! ไลฟ์เริ่มแล้ว ไลฟ์เริ่มแล้ว!]
[ถ้าไม่ไลฟ์เร็วๆนี้ เด็กๆคงจะไม่มีรายการสนุกๆให้ดูแล้ว เพราะรายการอื่นๆ ช่วงนี้น่าเบื่อมาก รอดูเลยว่าวันนี้รายการจะเจอบุคคลโชคร้ายคนไหนบ้าง ฮ่าฮ่าฮ่า!]
เพราะก่อนหน้านี้มีการแจ้งเตือนบนแพลตฟอร์มไว้แล้ว ทำให้แฟนคลับส่วนใหญ่มาดักรออยู่ในห้องไลฟ์ทันทีที่เริ่ม ความเห็นก็พุ่งกระฉูดอย่างรวดเร็ว
เหยาเหยาทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้มหวานและเครื่องประดับส่องแสงวิบวับ ซึ่งดึงดูดสายตาชาวเน็ตได้ในทันที
[เดี๋ยวนะ ของที่อาจารย์สวมบนหัวนี่ ทำไมมันคุ้นๆจัง? แม่เจ้า นี่มันป้ายไฟเชียร์ของแฟนคลับนี่นา!]
[ใครกันที่กล้าหาญขนาดนี้เอาป้ายไฟมาใส่ให้เหยาเหยา? เดี๋ยวนะ นั่นมันชื่อในวงการของคุณชายกู้อวี่ไม่ใช่เหรอ?]
เครื่องประดับแวววาวที่อยู่บนตัวเหยาเหยานั้นโดดเด่น เรียกความสนใจจากชาวเน็ตที่กวาดตามองเพียงแวบเดียว ทุกคนก็เห็นได้ทันทีว่านั่นคือของเชียร์จากแฟนคลับของกู้อวี่
ที่อาจารย์ใส่อยู่แบบนี้ ต่อให้ใช้เท้าเดาก็รู้ว่ากู้อวี่ตั้งใจมาอวดแหงๆ!
[พ่อคุณเอ๊ย! เอามาอวดสินะ!!]
กู้อวี่นั่งอยู่ใกล้กล้องมาก คอมเมนต์ในห้องแชตเขามองเห็นได้ชัดเจน เขาไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าแฟนคลับจับได้ สีหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจขึ้นมา
ท่าทีแบบนี้ อธิบายง่ายๆเลยก็คือ ‘พี่ทำเอง พี่ไม่แอ๊บ พี่ประกาศตัวแล้ว’
[อืม...ถึงว่าคนชอบบ่นถึงความแสบของคุณชาย ว่าพอๆกับการแสดงของเขา แฟนๆเอายกมือทาบอก]
พวกเขาเคยคิดเอาไว้แล้วว่าด้วยนิสัยของคุณชาย เขาต้องหาทางแก้ลำแน่ๆ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะคาดการณ์ผิดไปหน่อย
“พี่เจ็ดคะ ทำไมพี่ๆ เค้าถึงด่าพี่ล่ะคะ?”
เหยาเหยาเองก็คอยมองคอมเมนต์อยู่ พอเห็นว่าคนในห้องแชตเริ่มพูดถึงพี่ชายของเธอ เธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปถามพี่ชายอย่างสงสัย
กู้อวี่เห็นว่าตนเองทำสำเร็จตามแผนแล้ว เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก พูดออกมาอย่างสบายๆ “พวกเขาแค่หมั่นไส้พี่น่ะเหยาเหยา ไม่ต้องสนใจหรอก เราไลฟ์ต่อเถอะ!”
น้ำเสียงเขาจริงจังเสียจนเหยาเหยาเชื่อสนิท เธอจึงไม่ได้คิดอะไรต่อ หันกลับไปเริ่มถ่ายทำรายการต่อทันที
กลุ่มผู้โชคดีที่ได้รับเลือกมาร่วมไลฟ์ในวันนี้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เหยาเหยาจึงกดเชื่อมต่อหาผู้โชคดีคนแรก แล้วก็ต้องหยุดชะงัก
เพราะผู้โชคดีในครั้งนี้มีสองคน คนแรกเป็นชายวัยห้าสิบปี มีผิวสีแทนคล้ำแดด ผมหงอกเต็มหัว หน้าตาเต็มไปด้วยริ้วรอยและกำลังมีท่าทีระแวดระวังราวกับกลัวอะไรบางอย่างอยู่
ส่วนอีกคนเป็นหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ ใบหน้าของเขาคล้ายคลึงกับชายคนแรก และโทรศัพท์ที่ใช้เชื่อมต่อไลฟ์ก็มาจากเขานั่นเอง
เหยาเหยาจึงชะงักเล็กน้อยก่อนถามขึ้น “พี่ชายคะ สรุปว่าคนไหนที่ต้องการดูดวงคะ?”
เสียงของเธอใสซื่อราวเด็กน้อย จนหนุ่มคนนั้นเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าผู้มีวิชาที่เขาติดต่อมาช่วยจะกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆแบบนี้
เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนตอบกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ “คนที่อยากดูดวงคือพ่อผมครับ แต่หนูแน่ใจนะว่าทำได้?”
เขาเป็นคนมีมารยาทแม้จะสงสัยอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่ได้พูดจารุนแรงอะไร
เมื่อถูกสงสัย เหยาเหยาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เมื่อรู้ว่าใครคือผู้ต้องการดูดวง เธอจึงไม่รอช้าใช้วิชามองทะลุไปยังชายคนนั้นทันที
พอได้เห็นเต็มตา เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติบนใบหน้าของเขา ที่กลางหน้าผากของชายคนนั้นมีเงาดำคลุมอยู่ เป็นเงาของพลังหยินซึ่งแม้จะไม่เข้มข้นนัก แต่ก็บ่งบอกถึงการถูกรบกวนจากวิญญาณ
เหยาเหยาตั้งใจจะบอกว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อเธอพิจารณาแหล่งที่มาของวิญญาณนั้นอย่างละเอียด กลับต้องหยุดชะงักลงด้วยความตกใจ
[1] ปาต้วนจิ่น เป็นการออกกำลังกายแบบชี่กงประเภทหนึ่ง มีทั้งหมดแปดกระบวนท่า
[2] อู่ฉินซี่ เป็นวิธีการออกกำลังกายแบบหนึ่งของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ กระบวนท่าเลียนแบบสัตว์ห้าชนิด
บทที่ 306: แผนร้ายทำลายลูกสาว
[แย่แล้ว!]
เมื่ออาจารย์ตัวน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อย เหล่าแฟนคลับในแชตต่างโห่ร้อง
[นี่มันละครฉากใหญ่นี่นา ฮ่าๆๆ!”]
[แม้จะดูไม่สุภาพแต่ก็จริงดังที่คนข้างบนพูด แถมสีหน้าของอาจารย์ดูแปลกๆ คดีนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้วล่ะ]
[จากอายุของผู้โชคดีรวมถึงการแต่งตัวที่ค่อนข้างเรียบง่าย คงไม่ใช่คดีใหญ่ประเภทนอกใจเป็นแน่ ทุกคนรอลุ้นการเปิดเผยความจริงเลย ฮ่าๆๆ!]
ชาวเน็ตที่คลั่งไคล้การซุบซิบต่างพากันคาดเดาความเป็นไปได้ล่วงหน้าก่อนที่เหยาเหยาจะเริ่มคำนวณ บางคนแม้จะไม่รู้เรื่องราวลึกซึ้งนัก แต่ดูจากสีหน้าของอาจารย์น้อยก็คาดเดาได้บ้าง และยิ่งทำให้พวกเขาคาดเดากันอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น
“อาจารย์ครับ คำนวณเรื่องของเราได้แล้วหรือยังครับ?”
ลูกชายของผู้โชคดีที่ได้รับการเชื่อมต่อมามีความคาดหวังว่าหนูน้อยคนนี้จะสามารถคำนวณออกมาได้ แต่รออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่มีคำตอบ สีหน้าแฝงความสงสัยเริ่มมากขึ้นทุกที เริ่มสงสัยว่าทางรายการอาจจัดเด็กมาเพื่อสร้างความฮือฮา แต่คงจัดวางผิดพลาดทำให้เนื้อเรื่องไม่เป็นไปตามที่หวังไว้
ขณะที่เขาสงสัยอยู่ เหยาเหยาก็ตั้งสติได้พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่ชายคะ หนูคำนวณออกมาแล้วค่ะ แต่เรื่องนี้หนูไม่สามารถช่วยพวกพี่ได้นะคะ!”
คำกล่าวนี้ทำให้ลูกชายของผู้โชคดีงุนงงอย่างมาก เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้ และยิ่งมั่นใจว่าเด็กคนนี้ต้องไม่มีบทอะไรที่แน่นอน
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีเย้ยหยันขึ้น “หนูๆ ถ้าไม่ได้ก็แค่บอกว่าไม่ได้ ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลอะไรที่ฟังดูหาข้อแก้ตัวไม่เจอแบบนี้”
“รายการนี้ก็มีวิธีเล่นแปลกดีนะ หลอกลวงทั้งนั้น ผมจะออกมาแฉรายการพวกคุณให้หมด ให้คะแนนแย่ๆซะเลย!”
เขาโกรธจนกลั้นอารมณ์ไม่ไหว เพราะว่ากว่าจะเข้ามาในรายการได้นั้นต้องทำตามขั้นตอนเยอะแค่ไหนเขารู้ดี ก็นึกว่าจะได้ทางแก้ไข แต่กลับโดนบอกว่าทำอะไรไม่ได้ แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?
[โอ้โห หมอนี่กล้ามาด่าอาจารย์ตัวน้อยของพวกเราเชียวนะ!]
[อาจารย์บอกว่าแก้ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะ เรื่องต้องมีเงื่อนงำแน่ๆ ไอ้หนุ่มนั่นอย่ามามากเกินไปนะ เดี๋ยวจะให้อาจารย์พูดออกมาตรงๆเลย!]
ชาวเน็ตต่างอดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ลูกชายของผู้โชคดี ก่อนหน้านี้ในการถ่ายทอดสดก็เคยมีสถานการณ์ที่อาจารย์ไม่สามารถช่วยได้เช่นกัน แต่ก็ล้วนเกิดจากปัญหาของตัวผู้โชคดีเอง
“พี่ชาย พี่อยากรู้มากขนาดนั้นใช่ไหม งั้นหนูจะพูดละนะคะ!”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา เหยาเหยาก็คลายคิ้วออกอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเธอได้ให้โอกาสไปแล้ว ถ้าเขาไม่ต้องการก็คงต้องยอมรับผลลัพธ์นี้
เธอจึงกล่าวออกมาอย่างใสซื่อ “พี่ชาย คุณลุงท่านเกิดในวันที่สิบมกราคมปีหนึ่งเก้าเจ็ดศูนย์ซึ่งตรงกับวันที่สามเดือนสิบสองของปีกุนตามปฏิทินจีน”
“คุณปู่ของพี่ ซึ่งก็คือพ่อของคุณลุง เคยเป็นหัวหน้าทีมการผลิต แต่เนื่องจากทำผิดพลาด ทรัพย์สมบัติทั้งหมดถูกริบไป ทั้งครอบครัวยังโดนส่งตัวไปปรับเปลี่ยนแนวคิด คุณลุงไม่ได้เรียนจบประถมด้วยซ้ำ เป็นแบบนี้หรือเปล่าคะ?”
เหยาเหยาหยุดพูดสักครู่ ดวงตาสดใสจ้องมองไปยังชายหนุ่ม ขณะที่ใบหน้าของเขาเริ่มหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
ในตอนแรกเขากะว่าจะแค่มาฟังขำๆ แต่หนูน้อยที่พูดออกมาเช่นนี้ เขาก็หัวเราะไม่ออกแล้ว เพราะสิ่งที่เธอพูดไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย
ถ้าแค่บอกวันเกิด เขายังพอหาเหตุผลแก้ตัวได้บ้าง แต่นี่ถึงขนาดรู้ว่าคุณปู่ของเขาโดนลงโทษ ถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติ ลูกชายของผู้โชคดีถึงจะอยากแย้ง ก็พูดไม่ออก
การที่เขานิ่งเงียบนี้เองก็เป็นหลักฐานที่ดีที่สุด
[ชายคนนี้ดื้อนักใช่ไหม แล้วถามหน่อย เจ็บหน้าไหม?]
[ดีละ รอชมของดีได้เลย เดี๋ยวอาจารย์ต้องพูดเรื่องไม่ดีของไอ้หนุ่มคนนี้แน่ๆ]
ในขณะนั้น ชาวเน็ตต่างพากันแสดงความคิดเห็นในแชต เป็นคอมเมนต์เสียดแทงที่ทำให้ลูกชายของผู้โชคดีโกรธจนหายใจหอบ
“แล้วยังไงต่อ?” เขาพยายามอดกลั้นอารมณ์อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้เสียงของเขานิ่งที่สุด
เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่าพ่อของตัวเองไปเจออะไรมา เขาเคยถามพ่อหลายครั้งแล้ว แต่พ่อก็ไม่เคยพูดอะไร บอกแต่มีคนคอยทำร้ายตัวเอง
ที่บ้านในช่วงสองปีมานี้ขาดทุนจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เงินที่เก็บสะสมมาก็แทบจะสูญไปหมด แถมยังต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงินช่วยบ้านอีก
เหยาเหยากล่าวต่อว่า “บ้านของพี่ลำบากมาตลอด แต่แล้วจู่ๆ ในปีหนึ่งเก้าเก้าเจ็ดก็พลิกชีวิตได้สำเร็จ คุณลุงลงทุนสำเร็จอย่างต่อเนื่อง”
“ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีก็กลายเป็นคนรวยที่สุดในหมู่บ้าน มีพี่ชายเป็นลูกชายอีกคน ครอบครัวและงานเจริญรุ่งเรือง”
“แต่ทั้งหมดนี้ผิดปกติค่ะ โชคชะตาของคุณลุงไม่ควรมีทรัพย์สมบัติใหญ่โตอะไรเลย อีกทั้งยังเป็นคนที่มีดวงยากจนเป็นอย่างมาก”
“ในดวงของคุณลุงยังบ่งบอกว่ามีบุตรสาวด้วย ซึ่งก็คือพี่ชายมีพี่สาวอีกคนหนึ่ง”
ตามหลักของวิชาทำนายชะตา ความสามารถในการทำนายเรื่องทรัพย์สมบัติหรือชีวิตของคนถือเป็นเรื่องง่ายๆ
ดังนั้นถ้าคนที่ควรจะมีชีวิตธรรมดาแต่กลับมีทรัพย์สินล้นพ้น นั่นแปลว่าเขาต้องมีการกระทำบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
ดูเหมือนว่าคุณลุงคนนี้ก็อยู่ในกรณีนี้เหมือนกัน เรื่องราวที่เป็นไปได้จึงเกิดจากสิ่งที่ช่วยพลิกชีวิตนั้นกำลังมีปัญหา
“เป็นไปไม่ได้! ที่บ้านมีแค่ผมกับพ่อแม่ ไม่มีพี่สาวแน่นอน!”
เรื่องของโชคชะตาหรือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่เหยาเหยาพูดออกมา ลูกชายของผู้โชคดีไม่ได้เข้าใจมากนัก แต่การที่จู่ๆ บอกว่าตนมีพี่สาวเป็นไปไม่ได้
เท่าที่เขารู้ ตัวเขาเองเป็นลูกคนเดียว ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มอีกหกคะแนนตามนโยบาย
ดังนั้น เขาจึงแทบไม่ต้องคิดรีบโต้ตอบทันที
“พี่ไม่รู้นี่ก็ไม่แปลกเลยค่ะ เพราะตอนที่พี่สาวพี่เกิดขึ้นมา พ่อของพี่ก็ตัดสินใจทิ้งเธอไปแล้ว”
คำพูดของเหยาเหยานั้น แม้จะถูกโต้ตอบกลับมาก็ไม่รู้สึกโกรธ แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
จริงอยู่ที่การทิ้งลูกสาวไว้ข้างหลังจะทำให้คนทั่วไปตำหนิ แต่เพราะเรื่องนี้ถูกทำอย่างลับๆ ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ ดังนั้นการตำหนิก็ไม่มีทางเกิดขึ้น
ทว่าชายผู้นี้กลับมีความคิดคับแคบ เป็นคนลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว หลังจากที่รู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์ เขาก็เริ่มหาสูตรยาสารพัดให้ภรรยาดื่ม
เพราะเขาหวังจะได้ลูกชายคนหนึ่งเพื่อสืบสกุลของครอบครัวที่ภาคภูมิใจในเรื่องสืบทอดชายล้วน
แต่ยาสูตรเหล่านั้นส่วนใหญ่ไร้หลักฐานทางการแพทย์ แถมบางอย่างยังเป็นพิษอย่างร้ายแรงต่อคนท้อง ท้ายที่สุดลูกสาวของผู้โชคดีก็ได้เกิดขึ้นมา แต่เธอกลับเกิดมาพิการแต่กำเนิด
พ่อผู้โชคดีแทนที่จะยินดีกลับยิ่งรู้สึกเกลียดชังที่ได้ลูกสาว มิหนำซ้ำยังพิการด้วย จึงตัดสินใจทิ้งเธอไว้ที่โรงพยาบาล แต่แล้วเขาก็ได้พบกับ ‘แม่หมอ’
หมอดูคนนั้นบอกกับผู้โชคดีว่าลูกสาวของเขามีดวงชะตา ‘ดาวคู่’ ที่จะสามารถเปลี่ยนชะตาและรับเคราะห์ร้ายแทนคนในครอบครัวได้
แต่เพื่อให้สำเร็จต้องเลี้ยงดูเธอเป็น ‘หุ่นเชิด’ และใช้ ‘ตะปูเจ็ดดวง’ ตอกตรึงที่แขนขาและกลางกระหม่อม ให้เธอได้รับความทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต
ผู้โชคดียอมรับข้อเสนอนี้ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโชคก้อนใหญ่ของเขา แต่แม่หมอคนนั้นมีวิชาที่ไม่ถึงขั้น ไม่รู้ว่าดาวคู่ต้องเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมเพื่อไม่ให้รับเคราะห์เกินทน
แต่การทารุณกรรมอันโหดร้าย ทำให้ชะตาชีวิตของเธอมืดมัวและในวันเกิดครบยี่สิบปี เธอก็เสียชีวิตลงอย่างสิ้นเชิง
พอถึงตอนนั้น เคราะห์ร้ายทั้งหมดที่เธอรับไว้ก็ย้อนกลับไปยังผู้โชคดี ไม่เพียงเท่านั้น โชคลาภที่ถูกแย่งชิงมาก็สลายหายไปหมดสิ้น
ผู้โชคดีจึงเริ่มประสบเคราะห์กรรมและเคราะห์นั้นหนักหนากว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ
ดาวคู่ที่ตายไปเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่ด้วยชะตาชีวิตของเธอทำให้ไม่สามารถกลายเป็นผีร้ายได้และไม่สามารถทำร้ายใครได้
เธอยังคงวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่ยอมไปเกิดใหม่ เพียงเพื่อดูความทุกข์ทรมานของ ‘พ่อ’ ผู้ทำร้ายเธอ ให้เขาได้รับกรรมที่ควรจะเป็น
นี่คือเหตุผลที่เหยาเหยาไม่คิดจะช่วย เพราะผู้โชคดีทำบาปเอง ตนจึงต้องชดใช้บาปนั้น เธอไม่สามารถจัดการกับวิญญาณดวงนั้นได้ เพราะพี่สาวผู้นั้นน่าสงสารเกินไป
[แม่เจ้า คนแบบนี้มันชั่วช้าจริงๆ!]
[ลูกสาวที่แสนน่ารักกลับถูกทำร้ายจนกลายเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่ต้องล้มละลายหรอกนะ ต้องเข้าไปอยู่ในคุกด้วย]
[เด็กน้อย ตอนนี้เข้าใจแล้วหรือยังว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่พูดอะไร นั่นก็เพราะเขากำลังให้ผ้าคลุมหน้าสุดท้ายแก่พ่อของนายยังไงล่ะ]
ลูกชายของผู้โชคดีรู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิด เขาคิดภาพไว้หลายแบบ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าพ่อของตัวเองจะเลวทรามได้ขนาดนี้
“พี่ชาย ถ้าพี่ไม่เชื่อ ลองไปถามพ่อของพี่เอง แค่เอ่ยถึงพี่สาวของพี่ แล้วดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แค่นั้นพี่ก็จะเข้าใจทุกอย่างเองค่ะ”
เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ คำพูดนั้นทำให้เขาลังเล แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่พอคิดถึงหน้าที่เพิ่งถูกตบกลับมา เขาก็ไม่กล้าโต้เถียง
“ลองก็ลอง!” เขาคิด แล้วเดินไปหาพ่อของตัวเองตามที่อาจารย์บอก เขาเอ่ยขึ้นว่า “พี่สาว”
ทันใดนั้น เขาก็เห็นพ่อที่เดิมทีอยู่ในสภาพกระวนกระวายใจสะดุ้งขึ้นทันทีเหมือนนกที่โดนยิง ตื่นตระหนกหันมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว
“เสี่ยวเสี่ยวลูกเห็นเธอด้วยใช่ไหม อ๊าก! มันต้องเป็นเธอ เธอมาล้างแค้นฉันแล้ว!”
ผู้โชคดีในตอนนี้เหมือนคนบ้าที่ขาดสติ พูดจาไร้สาระ พร้อมทั้งถอยหลังไปยังกำแพงมุมห้องเหมือนหวังว่าจะให้ความรู้สึกปลอดภัย
สภาพเช่นนี้ไม่ต้องให้เหยาเหยาอธิบายอะไรเพิ่มอีก ลูกชายของผู้โชคดีก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
เขารู้สึกหนักอึ้งในใจ แม้จะผ่านการศึกษาถึงเก้าปีในโรงเรียนภาคบังคับและอีกสี่ปีในมหาวิทยาลัย แต่เขาก็ยังไม่มีหน้าพอที่จะร้องขอความช่วยเหลือ
“อาจารย์ครับ ขอโทษที่สร้างความลำบากให้ ผมเผลอใช้คำพูดรุนแรงไปหน่อย ขอให้อาจารย์โปรดอภัยให้ผมด้วย”
“ในเมื่อครอบครัวเราทำกรรมไว้ เราก็ต้องรับกรรมเอง”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า เขารู้ว่าตัวเองไม่อาจหนีจากผลกรรมนี้ไปได้ เพราะตัวเองก็ได้เสพสุขจากเลือดเนื้อของพี่สาวที่ไม่เคยเห็นหน้าเช่นกัน
ไม่ใช่แค่ร่วมสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นการชดใช้หนี้กรรมที่พ่อได้ก่อไว้ด้วย
“กรรมดีมีผล กรรมชั่วก็มีผล พี่สาวของพี่ไม่ใช่วิญญาณร้ายไร้เหตุผล ถ้าพี่มีใจสำนึกผิดอย่างแท้จริง ยังอาจมีโอกาสที่จะผ่อนปรนได้นะคะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดที่แสดงถึงความรับผิดชอบของพี่ชาย เหยาเหยาจึงผ่อนคลายลงทีละน้อย ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสดใส
นี่เป็นคำเตือนสุดท้ายที่เธอสามารถให้ได้และนั่นก็เป็นเพราะพี่ชายมีความรับผิดชอบ ส่วนเขาจะฟังหรือไม่นั้น?
สำหรับเหยาเหยาแล้วไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะในที่สุดเธอก็เป็นเพียงคนนอก ปมปัญหาที่แท้จริงจะต้องถูกแก้ไขโดยตัวบุคคลในเหตุการณ์
บทที่ 307: การจัดการสามีที่นอกใจ
[ลูกชายของผู้โชคดีนั้นก็ถือว่าโชคร้ายไม่น้อยที่ต้องมามีพ่อแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วต้นไผ่ไร้คุณค่านั้นก็ยังสามารถมีหน่อดีได้ เรื่องนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ…]
[ก็นับว่าไม่เลวนะ อาจารย์ก็บอกแล้วว่าคนที่เป็นภัยต่อคนอื่นไม่ใช่ลูกสาวที่ถูกทรมานจนเสียชีวิต พอเคราะห์ร้ายจบสิ้น เขาก็ยังมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้]
[เด็กคนนี้จิตใจดีและมีความรับผิดชอบ ไม่น่าจะถึงขั้นลำบากมากเกินไปนัก…]
ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด โดยประเด็นหลักคือว่าลูกชายของผู้โชคดีนั้นจะเคราะห์ร้ายจากกรรมที่พ่อทำหรือไม่
เหยาเหยาไม่ได้รีบห้ามชาวเน็ต ปล่อยให้พวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปชั่วครู่ ความคิดเห็นหลายอันนั้นก็ออกจะเป็นกลางๆ
บางคนถึงกับเดาถึงอนาคตได้ด้วยซ้ำ
เพราะพี่ชายคนนี้นั้นแน่นอนว่าจะประสบความสำเร็จ เขามีโอกาสจะเติบโตอย่างมั่นคง แต่เมื่อเจอเหตุการณ์นี้ ทำให้เขามีจิตใจที่สุขุมขึ้น ไร้ความวู่วามแบบคนหนุ่มทั่วไป
นั่นทำให้เวลาสำเร็จในหน้าที่การงานเกิดขึ้นเร็วขึ้น ซึ่งนี่แหละคือผลของกรรม ความทุกข์และสุขสองด้านของเหรียญเดียวกัน
เมื่อคอมเมนต์เริ่มซาลง เหยาเหยาก็พูดด้วยเสียงน่ารักน่ารัก ขณะถ่ายทอดสดต่อว่า “ตอนนี้เราจะเชิญผู้โชคดีคนที่สองนะคะ!”
เมื่อสิ้นเสียงพูดของเธอ ผู้โชคดีคนที่สองที่ทีมงานเตรียมไว้ก็เข้าร่วมการถ่ายทอดสดได้สำเร็จ แต่เพียงแค่เธอปรากฏตัว ชาวเน็ตก็พากันตกตะลึง แล้วก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที
[โอ๊ย พระเจ้า! นั่นมันตงจิ้งจิ้ง! เธอเป็นนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลใหญ่ตั้งสามรางวัลเชียวนะ ทำไมถึงมาเข้าร่วมเป็นผู้โชคดีได้ล่ะเนี่ย!]
[ช่วงก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะได้รางวัลจากเรื่อง ‘อาชญากรผู้สมบูรณ์แบบ’ การแสดงอันยอดเยี่ยมของเธอเป็นกระแสร้อนแรงอยู่บนโลกโซเชียลหลายวันทีเดียว!]
[นี่ไม่ใช่ว่าเธอกำลังพักร้อนอยู่หรอกเหรอ โอ้ย พวกนักข่าวนี่มันห่วยแตกจริงๆ รายงานข่าวปลอมกันอยู่ได้ทุกวัน]
[นี่ไม่ใช่เวลามาสนใจพวกนักข่าวแล้วมั้ย นักแสดงหญิงระดับแถวหน้าเข้าร่วมถ่ายทอดสดเชียวนะ ตามสไตล์ของห้องแชทสดนี้... ฮ่าๆๆๆ รอบนี้รับรองติดเทรนด์แน่ ผู้กำกับเจ๋งมาก!]
ชาวเน็ตตื่นเต้นจนไม่อาจสงบได้ และยิ่งตั้งตารอการถ่ายทอดสดนี้มากขึ้น
“สวัสดีค่ะ คุณป้าคนสวย อยากถามอะไรเหรอคะ?” เหยาเหยาสังเกตเห็นว่าหลังจากที่ป้าคนนี้ปรากฏตัวขึ้น พี่เจ็ดที่เคยท่าทางสบายๆ กลับนั่งหลังตรงขึ้นทันที
เหยาเหยารู้สึกสงสัยเล็กน้อย เพราะเธอไม่เคยเห็นพี่ชายคนนี้มีท่าทางสุภาพแบบนี้มาก่อนในบ้าน เธอเห็นชาวเน็ตเรียกคุณป้าคนนี้ว่า ‘นักแสดงหญิง’ ดังนั้นเธอคงเป็นคนในวงการบันเทิงสินะ
หรือว่าเธอจะเป็นรุ่นพี่ของพี่เจ็ด?
กู้อวี่เองไม่รู้ว่าเพียงแค่แสดงท่าทางเล็กน้อยก็ทำให้น้องสาวของเขาเดาได้ถึงขนาดนี้
ความจริงแล้ว คนนี้เป็นเหมือน ‘ไอดอล’ ของเขา เธอเป็นนักแสดงนักร้องมากความสามารถครบทุกด้าน เขาเข้าวงการบันเทิงเพราะได้แรงบันดาลใจจากเธอนี่เอง
“สวัสดีค่ะอาจารย์ ฉันมาร่วมรายการครั้งนี้เพื่อจะขอให้อาจารย์ช่วยคำนวณดูให้หน่อยคะว่า ผู้หญิงที่สามีนอกใจไปนั้นเป็นใครกันแน่”
ผู้โชคดีทักทายพร้อมกับยิ้ม พูดออกมาอย่างสงบแต่เรื่องที่เธอพูดกลับทำเอาเหยาเหยาและชาวเน็ตถึงกับอึ้งไป
พวกเขาไม่ได้ตกใจที่เธอพูดเรื่องนอกใจ แต่ตกใจในน้ำเสียงของเธอ
ในห้องแชทสดนี้ มีคนเข้ามาจับผิดสามีหรือภรรยานอกใจอยู่บ่อยๆ อย่างน้อยก็เกือบสิบคน แต่ทุกคนที่พูดถึงเรื่องนี้มักจะมีอารมณ์โมโห อยากจะจับอีกฝ่ายมาประจานให้หมดสภาพ
แต่สำหรับนักแสดงหญิงที่ดูใจเย็นขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบเจอได้เลย ชาวเน็ตพากันสงสัยอยากรู้ขึ้นมาทันที
การที่นักแสดงหญิงระดับแถวหน้ามาเข้าร่วมถ่ายทอดสดจับสามีนอกใจมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก
[เดี๋ยวนะ ทำไมถึงจำได้ว่าสามีของนักแสดงหญิงตงจิ้งจิ้งนั้น น่าจะเป็นประธานกลุ่มบริษัทเหลียงล่ะ?]
บางคนอาจไม่ค่อยรู้จักกลุ่มเหลียง แต่ถ้าเป็นนักลงทุนกองทุนหรือคนที่เล่นหุ้นน่าจะรู้จักบริษัทสุรายี่ห้อหนึ่ง หุ้นของบริษัทยี่ห้อนี้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเหลียงและยังถือหุ้นส่วนใหญ่ด้วย!
สามีของนักแสดงหญิงตงจิ้งจิ้งก็คือกรรมการผู้บริหารของบริษัทนี้ แค่นี้ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมแล้ว!
อย่าลืมว่าผู้ถืออำนาจใหญ่ในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทรัพย์สินมากมายและสามารถกระทบตลาดหุ้นได้ การนอกใจไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวแน่ๆ โดยเฉพาะถ้าเขาเป็นฝ่ายผิดในเรื่องนี้ ทรัพย์สินสมรสครึ่งหนึ่งที่ต้องแบ่งมีผลแน่นอนกับตลาดหุ้น
ถ้าคนธรรมดามีปัญหาทำนองนี้ บริษัทเหลียงอาจจะจัดการปกปิดได้ไม่ยาก แต่เผอิญว่าคู่กรณีคือนักแสดงหญิงตงจิ้งจิ้งซึ่งไม่ใช่คนธรรมดา ไม่เพียงเธอมีเครือข่ายคนรู้จักมากมาย แต่ตระกูลตงที่อยู่เบื้องหลังเธอก็ไม่ใช่ธรรมดาเช่นกัน
ห้องถ่ายทอดสดของอาจารย์คนนี้โด่งดังในเรื่องความแม่นยำ ไม่ว่าจะจับผิดเรื่องนอกใจมากี่ครั้งก็ไม่เคยพลาด จนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ดังนั้นเมื่อมีการเปิดโปงว่ามีการนอกใจเกิดขึ้นในห้องถ่ายทอดสด ชาวเน็ตต่างมั่นใจว่าบริษัทเหลียงต้องสั่นสะเทือนแน่นอน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมดาราเจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมถึงมาออกรายการนี้ เรื่องนี้เธอวางแผนมาแล้วอย่างดี เห็นได้ชัดว่าเธอยังรักษาบุคลิกเข้มแข็งไม่ต่างจากสมัยยังสาว การจัดการครั้งนี้ทรงพลังมาก
ผู้ชมที่เกลียดชังคนไม่มีศีลธรรมต่างสะใจมากกับการแฉเรื่องนอกใจแบบนี้ เรียกได้ว่าชอบดูเป็นที่สุด!
แน่นอนว่ามีคนที่จับกระแสได้ไวทันที กลุ่มคนที่ลงทุนในหุ้นรีบขายหุ้นในบริษัท ‘สุราขาว’ ของตนออกก่อนที่ตลาดจะพัง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
“คุณป้าคนสวยคะ ถ้าต้องการเช็คเรื่องนอกใจ ขอภาพถ่ายของสามีคุณป้าหน่อยนะคะ”
แตกต่างจากความตื่นตระหนกของชาวเน็ตที่รู้สึกถึงมรสุมเย็นยะเยือก เหยาเหยาเองกลับไม่ค่อยรู้จักบริษัทเหลียงและไม่เล่นหุ้น ทำให้ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวไปด้วย
ไหนๆก็จะจับผิดนอกใจแล้ว แน่นอนว่าต้องมีภาพคนที่ถูกกล่าวหาอยู่ด้วย เหยาเหยาจึงขอภาพมาอย่างไม่รีรอ
“ได้เลยจ้ะ…” ดาราสาวยิ้มเล็กน้อย เธอไม่ส่งภาพเข้าหลังบ้านแบบที่คนทั่วไปมักทำ แต่กลับใช้รีโมทกดแสดงภาพ
ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่จากกระจกบานใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเธอ
เป็นภาพโฆษณาทางการค้าหลากสีสัน มีชายสวมสูทผูกเนกไท ทรงผมเจลเรียบแปล้ มองดูแล้วเป็นชายที่มีภาพลักษณ์ประสบความสำเร็จ
ไม่ต้องกลัวคนดูไม่รู้จักด้วย เพราะข้างภาพมีชื่อปรากฏอย่างชัดเจน “เหลียงเหวินปินประธานบริษัทเหลียง”
ชาวเน็ต ‘…’
เหยาเหยา ‘…’
สถานการณ์นี้ทำให้ห้องถ่ายทอดสดถึงกับเงียบลง ทุกคนต่างตกตะลึงกับความมั่นใจของดาราสาว
ปกติผู้ที่เข้าร่วมรายการส่วนมากมักจะส่งภาพหลังบ้านเงียบๆ เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมา แต่เธอคนนี้ไม่คิดเช่นนั้น
เหยาเหยาคิดตามและก็เข้าใจว่า ป้าคนนี้และสามีเป็นบุคคลสาธารณะ เมื่อเธอเลือกเผยตัวตนเข้าร่วมรายการก็ไม่ได้กลัวที่จะถูกคนอื่นรู้ อีกทั้งยังต้องการให้ทุกคนเห็นถึงหน้าตาของคนที่นอกใจ ใช้คำของพี่ชายว่า ‘ประจานกันต่อหน้าสาธารณชน’
“อาจารย์รูปนี้ใช้ได้ไหมคะ!” ดาราสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ได้ค่ะคุณป้าคนสวย รอเดี๋ยวนะคะเดี๋ยวหนูดูให้ค่ะ!” เหยาเหยาพูดเสียงนุ่มน่ารัก
เธอจ้องดูภาพด้วยแววตาตื่นเต้นสุดๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ดูดวงจากภาพถ่ายขนาดใหญ่ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นจนไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
ตามปกติในห้องถ่ายทอดสด เหยาเหยาเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจต้องเจอ ‘ดวงความรัก’ หลายดวงชะตามารุมเร้า
แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ คนนี้นอกใจจริงๆ แต่ในดวงของเขามีเพียงดอกไม้บานอยู่แค่ดอกเดียว
บทที่ 308: เรื่องน่าอายที่เผยสู่สาธารณะ
นี่มันผิดวิสัยจริงๆนะ!
เหยาเหยากะพริบตากลมโตด้วยความประหลาดใจ เธอคิดว่าคุณลุงคนนั้นจะต้องมีสาวๆอยู่รอบตัวมากมาย แต่ทำไมถึงมีแค่คนเดียวเท่านั้น?
เพราะตลอดการอ่านดวงวันนี้ เธอเจอแต่เรื่องเกินคาดหมายหลายครั้งจนอดใจไม่ไหว เหยาเหยาจึงตั้งใจตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียดอีกครั้ง
ยิ่งคำนวณไป สีหน้าของเธอยิ่งแปลกขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเธอก็อ้าปากแต่พูดไม่ออก เหมือนอยากจะบอกอะไรแต่ก็ลังเล
แฟนๆในห้องถ่ายทอดสดต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะปกติแล้วอาจารย์ไม่ค่อยมีท่าทีแบบนี้เท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายที่ทุกคนเห็นเธอทำหน้าแบบนี้ ก็เป็นตอนที่เจอคนที่คบซ้อนถึงแปดคนในเวลาเดียวกัน
บางทีคราวนี้จะเจอกับเรื่องพิเศษกว่านั้น กลายเป็นระดับสิบเต็มสิบเลยก็ได้!
[ฮ่าๆๆ แค่คิดก็อดขำไม่ได้ พวกเศรษฐีคงเล่นกันสนุกน่าดู ไม่อยากนึกเลยว่าศีรษะของดาราสาวคงเขียวไปหมดแน่ๆ]
ผู้ชมต่างอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบไปเรื่อยกับครั้งก่อนที่เจอคนคบซ้อนจนกลายเป็นที่จดจำกันไปนาน
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้คุยกันต่อ ก็ได้ยินเสียงอาจารย์ออกมาแก้ข่าวก่อน
เหยาเหยาพูดด้วยเสียงใส "คุณป้าคนสวยคะ สามีของคุณนอกใจจริง แต่เขาไม่ได้คบซ้อนหลายคนนะคะ มีแค่คนเดียวเท่านั้น"
"เหรอคะ? ก็แปลกดีนะ อาจารย์บอกได้ไหมคะว่าเขาคนนั้นเป็นใคร?" ดาราสาวถามอย่างไม่สะทกสะท้าน
สำหรับเธอ การนอกใจก็คือเรื่องที่รับไม่ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องนับจำนวนว่ามีกี่คน คบซ้อนกับใครมากขนาดไหน แตงกวาเน่าๆ ก็ไม่จำเป็นต้องแข่งกันหรอกว่าจะเน่ากว่ากันแค่ไหน
ในเมื่อได้รับการยืนยันชัดเจนจากอาจารย์ การหย่าครั้งนี้เธอจึงถือไพ่เหนือกว่าและน่าจะชนะได้อย่างแน่นอน
พอถึงขั้นนี้เธอก็เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่า ผู้หญิงคนนั้นที่สามีของเธอยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อแอบคบด้วยเป็นใคร
ในเมื่อกำลังถ่ายทอดสดอยู่ เธอก็จะช่วยให้ผู้หญิงคนนั้นมีชื่อเสียงขึ้นมาหน่อยแล้วกัน ดาราสาวมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นคนที่เธอรู้จักอยู่แล้ว
และเมื่อเธอถามถึงตัวตนของ ‘ดอกไม้’ นั้น เหยาเหยาเองก็นิ่วหน้าเพราะนี่คือสาเหตุที่ทำให้สีหน้าเธอดูแปลกๆก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม เหยาเหยาก็ไม่คิดจะปิดบังอะไร เพราะคนที่มีสิทธิ์รู้นั้นคือผู้ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ ดังนั้นเธอจึงหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเล่าความจริงออกมา
"คุณป้าคนสวยคะ คนคนนั้นคุณป้าก็รู้จักดีค่ะ เธอคือแม่บ้านที่บ้านของคุณป้าค่ะ!"
"ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังมีอีกสถานะหนึ่งค่ะ เธอเคยเป็นแฟนเก่าของสามีคุณป้ามาก่อน ทั้งคู่เคยมีความรักที่สวยงามมาก่อนค่ะ"
เหยาเหยาพูดไปแล้วก็อดแอบบ่นในใจไม่ได้ เพราะความสัมพันธ์ของคนสองคนนั้นมันช่างเหมือนละครหลังข่าวที่มีพล็อตน้ำเน่า
สามีของฝ่ายหญิงเป็นลูกคนรวย พ่อแม่ล้วนประสบความสำเร็จในธุรกิจ มีฐานะดีมาตั้งแต่เล็ก
ส่วนแม่บ้านนั้นชีวิตของเธอยากลำบากกว่าเยอะ เธอเป็นแค่คนธรรมดา ธรรมดา ที่ต้องแบกรับพ่อที่ติดการพนัน
เธอเติบโตมากับแม่เพียงลำพัง นี่คือตัวอย่างแท้จริงของชีวิตนางเอกในละครชีวิตรันทด
วันหนึ่ง เธอได้พบกับสามีของฝ่ายหญิงที่โรงเรียน เรื่องราวต่อจากนั้นก็เหมือนกับบทละครไม่มีผิด
สามีของฝ่ายหญิงนั้นรู้สึกทึ่งในความเข้มแข็งและความพยายามของเธอ จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะได้อยู่เคียงข้างเธอ
เดิมทีทั้งคู่ก็คบหากันแล้ว แต่พอแม่ของฝ่ายชายทราบเรื่องเข้า เธอก็ไม่ยอมรับผู้หญิงยากจนคนนี้อย่างเด็ดขาด
แม่ของฝ่ายชายแอบออกหน้าจัดการด้วยตัวเอง ให้เงินก้อนโตแก่แม่บ้าน โดยมีเงื่อนไขเดียว คือให้เธอเลิกยุ่งกับลูกชายเธอ
ในตอนนั้นพ่อของแม่บ้านติดคุกเพราะหนี้พนัน และเธอต้องการเงินด่วนเพื่อช่วยเหลือพ่อ จึงไม่มีทางเลือกและต้องตอบรับข้อเสนอนั้น
สามีของฝ่ายหญิงไม่เคยรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาเถียงกับพ่อแม่ไม่สำเร็จจนถูกลงโทษอย่างรุนแรง กลับมาพร้อมกับบาดแผลเต็มตัว หวังจะให้แฟนสาวปลอบใจ
แต่เมื่อมาถึงก็กลับได้รับการบอกเลิกแทน
ทั้งสองทะเลาะกันครั้งใหญ่ สุดท้ายจบลงด้วยความไม่พอใจ
แม่บ้านคนนั้นพอได้เงินมาแล้วก็เอาไปช่วยพ่อของเธอและย้ายครอบครัวไปอยู่เมืองอื่น
จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อน เขากลับมาที่เมืองเดิมและบังเอิญได้งานในบ้านของตระกูลเหลียงในตำแหน่งแม่บ้าน
จากนั้นก็กลายเป็นเรื่องราวที่คุณแม่เคยบ่นว่าเหมือนละครน้ำเน่า สรุปง่ายๆก็คือ เธอยังคงรักเขาแบบหนีไปไหนไม่พ้น
ต่างกันเพียงแค่ในละครที่คุณแม่ดูตัวเอกจะเป็นหนุ่มหล่อและสาวสวย
แต่สำหรับสามีของคุณป้ากับแม่บ้านคนนั้นต่างก็อายุมากแล้ว แถมต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้รูปร่างเปลี่ยนไป พอจินตนาการภาพนี้มันช่างลำบากตาจริงๆ
[บ้าชะมัด แค่ฟังอาจารย์เล่าจบ ฉันก็รู้สึกแย่แล้ว]
[ให้ตายเถอะ ยังมีเรื่องรักบังคับกับหนุ่มใหญ่เข้าสู่วัยกลางคนอีก อ๊ากกก ฉันจะบ้าตายแล้ว]
[ดาวเด่นของวงการยังไม่ได้เหยียบเรือหลายลำด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันกลับน่าอายสุดๆไปเลย]
พอเห็นคอมเมนต์นี้ผู้ชมทั้งหลายก็หลุดขำกันอย่างไม่เกรงใจ
แม้จะไม่ค่อยดีนัก แต่มันยากที่จะอดขำเพราะภาพมันแสนกระแทกใจ
ส่วนคุณป้าดาราเองที่ตอนแรกยังคงนิ่งเฉยกับเรื่องสามีนอกใจ ตอนนี้สีหน้ากลับกลายเป็นเขียวคล้ำอย่างไม่เป็นปกติ
เหมือนที่ชาวเน็ตพูด เธอไม่เคยต้องอับอายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ความคิดที่อยากหย่าตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็พุ่งทะยานขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
ท้ายที่สุด เธอตัดสินใจวางสายการถ่ายทอดสดอย่างรวดเร็ว เพราะเธอไม่อยากอับอายไปมากกว่านี้
เมื่อได้ฟังว่าเรื่องนี้คล้ายกับพล็อตยอดฮิตอย่าง ‘ประธานจอมเผด็จการหลงรักสาวน้อยยากไร้’ พ่อแม่ใช้เช็คบังคับให้เลิกกัน พอได้เจอกันอีกก็แอบคบชู้ต่อกันอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่ต้องพูดว่า ‘คนรวยนี่แปลกกันจริงๆ มีแต่เรื่องยุ่งยากมากมาย’ ตอนนี้คงได้แต่หวังว่านางเอกของเราหลังหย่าจะกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างภาคภูมิ
ตอนนี้ชื่อเสียงของสามีผู้โชคดีในอินเทอร์เน็ตกลายเป็นที่เลื่องลือในแง่ลบไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเขายังไม่รู้ตัวและยังคงระเริงหวานอยู่กับแม่บ้านของบ้านที่เขาเพิ่งพบเจออีกครั้งหลังจากเข้าใจผิดกันในอดีต
เพราะหลังจากนี้ทั้งสองจะเริ่มวางแผนหย่ากับคุณป้าดาราของเราเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มย้ายถ่ายทรัพย์สินออกจากชื่อของเขาเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหย่า เพราะอย่างไรคุณป้าดาราเองก็มาจากตระกูลที่ไม่ธรรมดาเลย ส่วนเขาที่แม้จะยังรักอดีตแฟนสาวมาก แต่ก็ยังตัดใจจากทรัพย์สินและผลประโยชน์ทั้งหมดไม่ได้ ต้องการปกป้องไม่ให้ฝ่ายภรรยาได้ส่วนแบ่งไป
ในตอนจบแบบดั้งเดิมนั้น คุณป้าดาราของเราได้รู้ตัวว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่เธอกลับตามสืบได้ช้ากว่า จนเมื่อยื่นเรื่องหย่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็ถูกย้ายไปหมดแล้ว และเมื่อหย่าจริงเธอจึงได้เพียงการชดเชยเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อทรัพย์สินของฝ่ายชายและตระกูลเหลียงมากนัก
อย่างไรก็ตามตอนนี้สถานการณ์กลับต่างออกไปเพราะเธอเข้าร่วมถ่ายทอดสด โดยมีเหยาเหยาเป็นคนชี้เป้าให้ว่าสามีนอกใจพร้อมกับบอกตัวตนของคนที่คบชู้อย่างชัดเจน
ความยุ่งยากของเรื่องนี้ปกติอยู่ที่การสืบค้น แต่เมื่อเธอรู้เป้าหมายตั้งแต่แรก จึงสามารถจับหลักฐานได้อย่างรวดเร็วภายในวันนั้นเอง
จากนั้นเธอสามารถเปลี่ยนสถานการณ์มาอยู่ในมือของเธอเอง โดยที่ไม่ได้แสดงตัวออกมาในทันที แต่คอยจับตามองฝ่ายสามีจนกระทั่งฝ่ายชายเริ่มย้ายทรัพย์สินออกจากชื่อ จากนั้นจึงขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทางบัญชีเพื่อมาตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด
การนอกใจนั้นอาจเป็นเพียงการขาดศีลธรรม แต่อย่างหลังนี้คือการทำผิดกฎหมายจริงๆ การกระทำเช่นนี้จึงทำให้เธอประสบความสำเร็จในการแบ่งทรัพย์สินในส่วนที่เธอต้องการได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้สามีและชู้สาวถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไปพร้อมๆกันอีกด้วย
เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมาในภายหลัง เรียกได้ว่าทำให้ผู้คนบนโลกออนไลน์เฉลิมฉลองไปตามๆกัน และชื่นชมในสติปัญญาและความเด็ดขาดของเธอเป็นอย่างมาก
บทที่ 309: ไลฟ์สดตามหาผี
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวภายหลัง ตอนนี้เหยาเหยายังคงมีการถ่ายทอดสดต่อ โดยในรอบนี้รายการมีการเพิ่มผู้โชคดีจากสามคนเป็นสี่คน เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน
ผู้ชมหลายคนเอ่ยปากชมว่าทีมงานรายการทำตามคำขอได้ไวดี เพราะแต่เดิมมีแค่สามคนมันน้อยเกินไป แต่การเพิ่มผู้โชคดีเข้ามาอีกหนึ่งคนแม้จะทำให้เหยาเหยาดีใจที่จะได้แบ่งบุญเพิ่มขึ้น แต่ทำให้แขกรับเชิญคนอื่นเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก
หลังจากการคัดกรองรอบสองเสร็จสิ้น คนที่เข้ามาแค่เล่นๆก็ตกรอบไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่คนที่มีฝีมือจริงๆ แต่ยังคงมีความกังวลอยู่ เพราะการเพิ่มผู้โชคดีเข้ามาย่อมหมายถึงโอกาสผิดพลาดที่มากขึ้น จนหลายคนคิดหนักเลยทีเดียว
“เราขอต้อนรับผู้โชคดีท่านที่สามค่ะ!”
ขณะที่คนอื่นๆยังคงติดอยู่กับผู้โชคดีท่านแรก เหยาเหยาก็เดินหน้าทักทายผู้โชคดีท่านที่สามอย่างรวดเร็ว จนทีมงานเองยังอดตกตะลึงไม่ได้
ผู้โชคดีท่านที่สามนี้เป็นผู้หญิง สวยคมชัดราวกับภาพวาด คิ้วเป็นคิ้วใบหลิว หน้าเปล่งปลั่งดุจจันทรา เหยาเหยาไม่รู้จะบรรยายยังไงดี แต่โดยรวมก็คือความรู้สึกที่สงบสุขสง่างามในแบบหญิงสาวชาวจีน เพียงแต่ว่าผมของเธอที่ตอนนี้ดูยุ่งเล็กน้อย แถมใต้ตาก็มีรอยคล้ำดูหนา ทำให้ความสวยของเธอดูลดลงไปนิดหน่อย
เธอดูเหมือนจะมีความกังวลใจจนไม่อาจสงบลงได้ ทำให้เหยาเหยาอดถามไม่ได้ว่า “พี่สาวคนสวย อยากให้ช่วยดูเรื่องอะไรหรือคะ”
เหยาเหยาถามด้วยน้ำเสียงน่ารักนุ่มนิ่มเหมือนขนมแป้งนึ่ง เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้ดูเครียด เธอจึงส่งคาถาสงบจิตเข้าไปในน้ำเสียง และก็ได้ผลดีอย่างน่าประหลาด เพราะอีกฝ่ายค่อยๆสงบลงอย่างเห็นได้ชัด
“คุณคือหมอดูที่รายการจัดให้ใช่ไหม..อายุยังน้อยเชียว” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มอย่างมีมารยาทและรอบคอบ “ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อนะคะ แต่เรื่องนี้อาจจะยุ่งยาก ฉันอยากมั่นใจในความสามารถของคุณมากขึ้น จะได้ไม่เดือดร้อนคุณด้วยน่ะจ้ะ”
ผู้โชคดีคนนี้ท่าทางสุภาพมาก แม้จะมีเรื่องให้กังวลอยู่แท้ๆ แต่ยังกลับมาเตือนเหยาเหยาเองอีก ว่าหากช่วยเธอแล้วจะเป็นอันตรายต่อเหยาเหยาหรือเปล่า
ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างอดหัวเราะกันไม่ได้ถึงมารยาทของเธอ เพราะแม้ว่าจะดูแล้วไม่จำเป็นต้องเตือน ก็เห็นได้ชัดจากท่าทางว่าต้องเป็นเรื่องราวที่ไม่ใช่พล็อตน้ำเน่าแบบที่เคยเจอ
[ตอนนี้ไม่กล้าแล้ว ตามแทงสวนกับอาจารย์ได้บ้านตากอากาศริมทะเลแน่ ฉันพนันว่ามีเรื่องน้ำเน่าแน่นอน!]
ความโดดเด่นของผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดคือความชอบเล่นพนัน แต่ก็ไม่ได้หวังเงินทองหรอกนะ แค่สนุกเล่นกันเท่านั้นแหละ!
เมื่อได้ฟังเรื่องราวของผู้โชคดี พวกเขาเริ่มลงพนันกันแล้ว เหยาเหยาก็ทำได้เพียงกลอกตาไปมาพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็คงจะห้ามอะไรไม่ได้ เพราะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เธอจึงเลือกที่จะไม่ใส่ใจแล้วหันมาตอบผู้โชคดีคนนี้อย่างจริงจัง
“พี่สาวคะ งั้นหนูจะทำนายชีวิตของพี่ให้ดูนะคะ พี่เกิดวันที่หนึ่งเดือนสิบสองปีมะเส็งตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งก็คือวันที่สิบสามมกราคมปีสองพันหนึ่งค่ะ พี่สาวมีธาตุน้ำในดวงชะตาไม่พอ ตอนเด็กเลยชอบเล่นน้ำมากเลยใช่ไหมคะ”
“แต่มีครั้งหนึ่งเกือบจมน้ำตายที่อ่างเก็บน้ำ เลยโดนห้ามไม่ให้เล่นน้ำอีก จากนั้นพี่สาวก็เปลี่ยนจากความฝันที่จะเป็นนักว่ายน้ำ กลายมาเป็นนักเต้นเหมือนในตอนนี้..ใช่ไหมคะ!”
เหยาเหยาหยุดเว้นจังหวะสั้นๆ พร้อมกับเหลือบมองพี่สาวผู้โชคดี เธอคิดว่าพูดแค่นี้ก็น่าจะพอพิสูจน์ความสามารถได้แล้ว จึงเลือกที่จะไม่ทำนายต่อ
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อผู้โชคดีได้ยินดังนั้น ตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นทันที แม้เธอจะรู้ว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญของรายการไม่ใช่คนธรรมดา แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะทำนายได้ตรงขนาดนี้ แม้กระทั่งเรื่องในวัยเด็ก!
“คุณพูดถูกค่ะ ตอนเด็กฉันเกือบจมน้ำตายที่อ่างเก็บน้ำ ถ้าไม่ได้ลุงรองช่วยไว้ ฉันคงไม่รอดมาได้ หลังจากนั้นฉันเลยเปลี่ยนความฝัน นอกจากครอบครัวห้ามแล้ว ตัวฉันเองก็กลัวน้ำด้วยค่ะ!”
“คุณเป็นอาจารย์จริงๆ ฉันเสียมารยาทเอง ขอโทษด้วยนะคะ หวังว่าคุณจะไม่โกรธ”
พอได้ยินดังนั้น แววตาของผู้โชคดีเต็มไปด้วยความนับถือ เหยาเหยาจึงยิ้มพร้อมโบกมือบอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะพี่สาวสวย ตอนนี้พี่สาวบอกเรื่องที่อยากถามได้เลยนะคะ”
ผู้โชคดีพยักหน้ารับ เมื่อคลายความกังวลลงแล้วก็สามารถพูดเรื่องที่ตั้งใจไว้ได้ เธอสูดหายใจลึกเพื่อทำใจให้สงบและทันทีที่เธอเริ่มเปิดปากถามก็สร้างความตกตะลึงให้ทั้งห้องถ่ายทอดสด
“อาจารย์ตัวน้อยคะ ฉันอยากให้ช่วยตามหาผู้ชายของฉันค่ะ เขาหายไปไหนแล้ว?”
“ไม่ต้องแปลกใจนะคะ เขาเป็นผีจริงๆ เราเป็นคู่บ่าวสาวที่แต่งงานกันในพิธีสมรสผีค่ะ”
พี่สาวพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับการที่ตัวเองแต่งงานกับผีเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย เธอเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา
แต่ในขณะที่เธอพูดอย่างสบายใจ ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดกลับรับมือกับข้อมูลนี้ไม่ได้เลย ปกติการตามหาคนในห้องถ่ายทอดสดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การตามหาผีนี่เป็นครั้งแรกจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหญิงสาวสวยมากที่บอกว่าผู้ชายของเธอไม่ใช่คน ความจริงที่ชวนให้ตกใจนี้ทำเอาพวกเขาลืมพิมพ์แสดงความคิดเห็นกันไปเลย
ตอนนี้ในหัวพวกเขามีเพียงคำถามเดียวเท่านั้น นั่นคือใครกันที่เป็นพ่อสื่อแม่สื่อแนะนำการแต่งงานผีแบบนี้ให้ รีบจับมาคุยหน่อยเถอะ!
“พี่สาวคนสวยคะ ที่แท้พี่ก็เป็นเพื่อนร่วมงานของเหยาเหยาเองเหรอคะ!”
ในช่วงที่ผู้ชมกำลังแสดงความคิดเห็นกันอย่างเมามัน เหยาเหยาเองก็ไม่ได้ว่างงาน เธอใช้ ‘ตาทิพย์’ ส่องดูผู้โชคดีคนนี้ทันทีด้วยความตื่นเต้น เพราะพบว่าพี่สาวคนสวยคนนี้เป็น ‘เทพผู้คุมวิญญาณ’ เช่นเดียวกับตนเอง การที่เหยาเหยาเรียกพี่สาวคนนี้ว่าเพื่อนร่วมงานจึงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง
พี่เจ็ดเคยบอกไว้ว่า หากเราทำงานให้กับบุคคลเดียวกันก็ถือเป็นเพื่อนร่วมงาน และตัวเธอกับพี่สาวคนนี้ต่างก็ทำงานให้ท่านพญายมด้วยกัน
สำหรับรอยคล้ำใต้ตาที่หนาเตอะนั้น เหยาเหยาก็ดูออกว่ามาจากการที่วิญญาณของพี่สาวออกจากร่างนานเกินไป ‘เทพผู้คุมวิญญาณ’ จะออกจากร่างในรูปแบบวิญญาณ ตัวร่างจริงแม้ดูเหมือนนอนหลับ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้พักผ่อนจริงๆ เมื่อวิญญาณห่างจากร่างนานเกินไป จิตใจจะเริ่มอ่อนล้า
“อ้อ? ที่แท้คุณก็เป็นเหมือนกัน แต่เดี๋ยวก่อนคุณคือคนที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้ใช่ไหมคะ?”
ผู้โชคดีฟังแล้วก็อึ้ง เธอคิดว่าเหยาเหยาเป็นเหมือนกับเธอ แต่เมื่อเหยาเหยาหยิบจี้หยกออกมาให้ดู เธอสังเกตเห็นลวดลายบนจี้หยกแล้วก็แทบจะนั่งตัวตรงทันที ด้วยความตกใจไม่น้อยเพราะคล้ายกับว่าเพิ่งจะเจอเพื่อนร่วมงานคนที่สามารถพูดคุยหยอกล้อได้ แต่ดันกลายเป็นว่าคนคนนั้นกลับเป็นหัวหน้าตรงของเธอเอง
ผู้โชคดีนึกทบทวนในใจว่าตัวเองได้พูดอะไรไม่ดีออกไปหรือเปล่า แล้วจึงค่อยโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
บทที่ 310: คู่ชีวิตที่ถูกแย่งชิงตัว
“พี่สาวคนสวยคะ พี่อยากตามหาสามีใช่ไหม งั้นช่วยส่งรูปตอนเขายังมีชีวิตมาให้หน่อยนะคะ!”
เหยาเหยายังจำได้ว่าพี่สาวคนนี้มีความต้องการเช่นนี้ ในเมื่อเธอเป็นเทพผู้คุมวิญญาณ การแต่งงานกับคนตายจะไม่เหมือนกับการแต่งงานทางวิญญาณทั่วไป เธอจะไม่ถูกพลังวิญญาณของผู้ตายส่งผลกระทบ แถมยังได้รับสถานะเป็นคู่สมรสของวิญญาณทำให้สามารถเดินทางในสองโลกได้อย่างคล่องตัวและยังได้รับพลังพิเศษในการมองเห็นวิญญาณด้วย
“ฉันส่งให้หลังไมค์นะคะเพราะว่าเขาตายไปแล้ว ถ้าโพสต์รูปออกไปเดี๋ยวจะทำให้คนดูตกใจ”
ผู้โชคดีลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ เธอไม่รู้ว่ากฎของห้องถ่ายทอดสดเป็นยังไง แต่การกระทำของเธอก็เป็นไปตามขั้นตอน เธอเปิดแกลเลอรีเลือกภาพที่ถ่ายตอนงาน ‘ดูตัว’ แล้วส่งไปให้
“ได้เลยค่ะ!” เหยาเหยาตอบรับอย่างสดใสแล้วตั้งใจมองรูปของสามีผู้โชคดี
ในภาพเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีอายุราวยี่สิบต้นๆ โครงหน้าคมชัด และอยู่ในเครื่องแบบของกองทหาร ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ธงชาติ ร่างกายสูงโปร่งล่ำสัน มีออร่าที่บรรยายไม่ถูก มิน่าล่ะพี่สาวถึงได้เลือกเขา เพราะแม้แต่การเลือกคู่สมรสผีก็ต้องดูหน้าตาด้วยเช่นกัน
แม้เขาจะหล่อแต่เหยาเหยาก็มองเห็นเส้นชะตาแห่งความตายที่ประทับอยู่ที่กลางหน้าผาก ยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนในโลกนี้อีกต่อไปแล้ว
การตามหาคนที่ตายไปแล้วจะแตกต่างจากการตามหาคนที่ยังมีชีวิต เพราะเส้นชะตาของคนตายจะขาดจากทะเลแห่งชีวิต ถ้าเป็นช่วงที่เหยาเหยาเพิ่งลงเขามาใหม่ๆ ก็คงจะหาตัวไม่เจอแน่ๆ แต่ตอนนี้ หากคนตายยังไม่ได้เข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริง เหยาเหยาก็สามารถค้นหาวิญญาณของเขาจากทะเลแห่งชีวิตได้
เหยาเหยาหลับตาและเริ่มทำนาย แต่ยิ่งทำนาย ใบหน้าของเธอกลับยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
“อาจารย์มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?”
ผู้โชคดีคนนี้ช่างเก่งในการสังเกต เมื่อเห็นสีหน้าของเหยาเหยาเปลี่ยนไป เธอก็เริ่มใจเต้นแรง รู้สึกถึงลางไม่ดีบางอย่างจะว่าไปเมื่อก่อนเธอแค่เรียกหาสามี เขาก็จะปรากฏตัวขึ้นแทบจะในทันที ไม่เคยมีปัญหามาก่อน
ช่วงนี้เธอเรียกหาสามีอยู่นานหลายวันแล้ว แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ แม้แต่การที่เธอฝากฝังขอความช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องในปรโลกก็ยังไม่สามารถสืบหาตำแหน่งของเขาได้
ในกรณีแบบนี้มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือสามียังคงอยู่ในโลกมนุษย์ทางปรโลกจึงค้นหาไม่เจอ แต่ปัญหาคือเขากลับไม่มาหาเธอที่นี่เลย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หญิงสาวก็เริ่มร้อนใจ เกรงว่าสามีจะประสบเหตุบางอย่างจนไม่อาจบังคับตัวเองได้ เธอรู้สึกวิตกกังวลทันทีเพราะอย่างไรแล้วเขาก็คือสามี เธอไม่สามารถทนนิ่งเฉยต่อสถานการณ์เช่นนี้ได้
แต่เธอเองก็เป็นคนไม่ชอบออกจากบ้าน สายสัมพันธ์ในโลกมนุษย์ก็ไม่ค่อยมี ให้ไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ก็กลัวว่าจะถูกหาว่าเสียสติ แล้วจะหาใครในวงการลึกลับช่วยก็คงยากพอดู
ขณะนั้นเองในขณะที่กำลังครุ่นคิดหาทางออก จู่ๆก็เลื่อนเจอทางเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ของช่องหนึ่ง ซึ่งในคำโฆษณานั้นน่าสนใจทีเดียว เธอจึงคิดเสี่ยงดวงดู สมัครเข้าร่วมรายการไปแบบไม่คาดหวัง แต่ใครจะคิดว่าเธอจะถูกเลือกให้เข้าร่วมได้จริงๆ
จึงเกิดเป็นฉากในขณะนี้ขึ้นมา
“พี่สาวคนสวย สามีของพี่เกิดเรื่องขึ้นจริงๆค่ะ แต่ไม่ใช่อะไรอันตรายหรอก เขาแค่…ถูกผีสาวสีน้ำเงินจับไปเป็นเจ้าบ่าวต่างหากค่ะ!”
เมื่อเหยาเหยาพูดถึงตรงนี้ก็หยุดพูดไป เธอเงยหน้าขึ้นมองผู้โชคดีด้วยสีหน้าที่พยายามกดความรู้สึกแปลกประหลาดใจเอาไว้
ผู้โชคดีเดิมทีที่ยังร้อนใจกลัวว่าสามีจะถูกจับไปทำร้าย แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘เจ้าบ่าว’ กลับทำให้เธอถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที จากนั้นความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในทันทีจนลืมไปแล้วว่าอยู่หน้ากล้อง ใบหน้างดงามของเธอเต็มไปด้วยรัศมีเย็นยะเยือก
“ผีสาวสีน้ำเงินนั่นมันไม่มีสามัญสำนึกเลยหรือไง มันดูไม่ออกเหรอว่าสามีฉันมีภรรยาอยู่แล้ว!”
ในโลกมนุษย์ คนที่แต่งงานแล้วสามารถใช้ทะเบียนสมรสยืนยันสถานะการแต่งงานได้ แต่ในโลกของวิญญาณนั้นสามารถทำได้ง่ายยิ่งกว่า เพราะคู่สมรสวิญญาณจะมี ‘กุญแจหัวใจ’ อยู่ในวิญญาณ
กุญแจนี้ไม่ใช่สิ่งของจริงๆ แต่มันคือพันธะทางธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นมา แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ในหมู่วิญญาณพวกเขาสามารถรับรู้ได้
วิญญาณที่มีพันธะทางจิตใจกันนั้นโดยทั่วไปจะไม่แย่งชิงคู่ครองของกันและกัน เพราะวิญญาณเองก็ต้องมีกฎระเบียบให้รักษาอยู่เช่นกัน
สามีของผู้โชคดีก็ต้องมีพันธะนี้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นกลับยังถูกผีสาวสีน้ำเงินแย่งไป จึงเท่ากับว่าผีสาวสีน้ำเงินนี้ล้ำเส้นกฎเกณฑ์ไปแล้ว
การที่มีคนออกมาตามหาวิญญาณในรายการถ่ายทอดสดว่าแปลกแล้ว ตอนนี้กลายเป็นว่าวิญญาณสามีกลับถูกผีสาวจับตัวไปเป็นเจ้าบ่าว กลายเป็นเรื่องที่แปลกแบบเกินบรรยาย ผู้ชมในห้องไลฟ์ต่างพากันหัวเราะด้วยความขบขัน
[พวกโลกวิญญาณนี่มันอลหม่านกันขนาดนี้เลยเหรอ?]
บางคนอดหัวเราะไม่ได้ คอมเมนต์เริ่มพากันบอกว่าเรื่องนี้บ้าบอจนไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
“รบกวนท่านอาจารย์ช่วยบอกฉันทีว่า ผีสาวสีน้ำเงินตัวนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าฉันเจอละก็ คราวนี้ฉันจะส่งมันลงไปใต้ปรโลกเอง!” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทีที่แฝงความห้าวหาญ
ด้วยความที่เธอเป็นเทพผู้คุมวิญญาณอาจจะไม่เหนือกว่ามนุษย์มากนัก แต่สำหรับเหล่าดวงวิญญาณแล้ว พวกนี้เข้ามาเจอตอเข้าแล้วล่ะ!
ถ้าเป็นผีแดงที่มีพลังวิญญาณสูงหน่อย เธอคงต้องยอมแพ้ไปบ้าง แต่กับแค่ผีสาวน้ำเงิน เธอจัดการได้หลายตัวเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่คิดจะบุกเดี่ยวไปเพียงลำพัง เพราะเธอเองก็มีคอนเนกชันในปรโลกอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องเจอกับศัตรูเธอจะไม่สู้เพียงลำพัง เธอจะพาพวกไปลุยเป็นกลุ่ม
“ที่นั่นน่ะ พี่ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ก็พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมของโรงเรียนไงคะ”
เหยาเหยาเมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมทางของตนคือเทพผู้คุมวิญญาณและมั่นใจว่าอีกฝ่ายจัดการกับวิญญาณน้ำเงินได้ไม่ยาก จึงบอกที่ซ่อนของผีสาวให้ฟัง
แต่เมื่อเพื่อนร่วมงานฟังจบ กลับมีสีหน้าสงสัยขึ้นมาแทน
“พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมเหรอคะ? ที่นั่นมีแต่ประติมากรรมปูนปั้นเต็มไปหมด แล้วจะมีผีได้ยังไงคะ?”
ต้องรู้ว่าเธอเป็นเทพผู้คุมวิญญาณที่ผ่านความตายมาแล้ว หากมีผีอยู่จริงๆ เธอไม่น่าจะสัมผัสไม่ได้ถึงการมีอยู่ของมัน
“พี่ไม่ทันสังเกต เพราะว่าตอนแรกเธอซ่อนอยู่ในร่างของเธอเอง แต่ร่างนั้นถูกคนเอาออกไปแล้วต่างหากค่ะ”
“เธอจะกลับมาเพราะต้องการแก้แค้นเท่านั้นแหละ!”
เหยาเหยาหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเล่าถึงที่มาของผีสาวอย่างละเอียด
ว่ากันว่าผู้หญิงคนนั้นก็ถือว่าโชคร้ายไม่เบา เพราะวันนั้นเธอกับเพื่อนๆ พูดหยอกล้อเล่นกันแล้วท้าทายกันดูว่าใครจะกลั้นหายใจได้นานกว่ากัน ถ้าใช้ปูนปิดหัวของตัวเองไว้
เธอเป็นคนที่ลงท้าทายทีหลัง ด้วยความอยากเอาชนะเพื่อนจึงคิดจะเอาชนะพวกเขาให้ได้ แต่กลับเล่นเลยเถิดเกินไป
ต้องรู้ว่าปูนปั้นมันไม่มีช่องว่าที่สามารถให้อากาศผ่านไปได้ แล้วยังจะต้องพันศีรษะไว้ด้วยพลาสติกเพื่อไม่ให้เนื้อปูนเลอะผม เสียงที่ดังออกไปจึงอู้อี้และฟังไม่ออก
เดิมทีพวกเขาตกลงกันว่าจะใช้สัญญาณมือเพื่อยอมแพ้หากทนไม่ไหว ซึ่งปกติแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพื่อนของผีสาวก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในขณะที่ผีสาวกำลังท้าทายอยู่นั้น เพื่อนของเธอกลับได้รับสายจากแฟนจึงรีบรับโทรศัพท์ไป คิดว่าถ้าแค่หนึ่งถึงสองนาทีก็คงไม่มีผลอะไร
จบตอน
Comments
Post a Comment