บทที่ 311: ร่างกายซูบผอม
แต่เพราะอยู่ในช่วงรักกันหวานชื่น ทั้งคู่คุยกันอย่างหลงใหล จนลืมเวลาไปเลย ลืมสนิทว่ากำลังท้าทายการกลั้นหายใจกับผีสาวอยู่
พอได้สติอีกที ผีสาวก็หมดสติล้มลงกับพื้นเสียแล้ว เพื่อนของเธอตกใจกลัวมาก จึงรีบขอความช่วยเหลือจากแฟนหนุ่ม
ด้วยความไม่อยากให้แฟนสาวติดคุกทั้งคู่จึงวางแผนอย่างรวดเร็วและตัดสินใจทำให้ร่างของผู้เสียชีวิตกลายเป็นประติมากรรมไปเสีย เพราะไม่สามารถขนศพออกไปจากห้องเรียนได้แบบเปิดเผย
พวกเขาจึงทำให้เธอกลายเป็นรูปปั้นแล้วอ้างว่าจะนำผลงานกลับบ้าน สุดท้ายก็ขนศพออกไปได้สำเร็จ แต่ทั้งคู่ก็ทำลายร่างของเธอไปในภายหลัง
แต่เพราะตายอย่างทรมาน ทำให้ความอาฆาตรุนแรงสะสมเป็นพลัง ไม่สามารถปลดปล่อยวิญญาณให้สลายไปได้ จนกลายเป็นวิญญาณสีน้ำเงินที่มีพลังอาถรรพ์
“หลังจากนั้น ผีสาวสีน้ำเงินก็ทำให้เพื่อนที่ทำให้เธอตายกลายเป็นคนเสียสติ และยังทำให้แฟนของเพื่อนที่ช่วยกันห่อร่างเธอด้วยหินปูนกลายเป็นคนพิการอีกด้วย”
“เธอได้แก้แค้นจนสาสมแล้ว เดิมทีก็คิดจะออกจากโรงเรียนไป แต่ดันไปเจอแฟนของพี่ที่มาตามหาพี่เสียก่อน”
ผลลัพธ์เป็นยังไง เหยาเหยาก็ไม่ได้เล่าต่อ เพื่อนร่วมงานของเธอก็ไม่ได้โง่ คงไม่ยากที่จะเดาออกว่าผีสาวคนนั้นน่าจะหมายตาสามีของเธอไว้
เธอไม่ใช่คนที่จะอวดตัว แต่สามีของเธอก็หล่อไม่เบา ไม่เช่นนั้นตอนที่ต้องเลือกแต่งงานกับคนในโลกวิญญาณ เธอก็คงไม่เลือกเขาตั้งแต่แรกเห็นหรอก
เรื่องแบบนี้คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะผีสาวคนนั้นก็เป็นคนที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวตั้งแต่ยังมีชีวิตแล้ว ไม่คิดเลยว่าตายไปแล้วก็ยังเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
ยิ่งมีพลังอาถรรพ์เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งกล้าทำเรื่องต่างๆอย่างไม่แคร์ใคร สามีของเทพผู้คุมวิญญาณก็ดันเป็นสเป็คที่ผีสาวชอบมากตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตเสียด้วยสิ…
“เธอเลยคิดจะฉกสามีคนอื่นรึไง?”
ผู้โชคดีโมโหจนอกกระเพื่อมขึ้นลง ฟังเรื่องการตายของเธอแล้วก็รู้สึกเห็นใจอยู่บ้าง
แต่เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องยกสามีตัวเองให้กับผีสาว “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยชี้แนะ ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง”
เธอวางสายทันทีเพราะเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนให้ท่านอาจารย์มาลงมือด้วยซ้ำ สิ่งที่ยากสำหรับเธอจริงๆ คือการหาที่ซ่อนตัวของผีสาวให้เจอ
ครั้งแรกที่เห็นผู้โชคดีที่เด็ดเดี่ยวแบบนี้ ทำให้คนถึงกับทึ่งในตัวเธอ คนเรานั้นยากแท้หยั่งถึง ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงหน้าตาอ่อนโยน สวยใสแบบนี้จะเป็นเทพผู้คุมวิญญาณ
แค่นั้นไม่พอ เธอยังมีสามีที่เป็นผีอีก เรียกว่าครบทุกองค์ประกอบ จนไม่รู้จะเริ่มต้นวิจารณ์จากตรงไหนก่อนดี!
นี่นับเป็นเรื่องใหม่สำหรับการไลฟ์จริงๆ ชาวเน็ตต่างบอกว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผู้โชคดีในอดีต
เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ผู้โชคดีแต่ละคนมักจะร้องขอความช่วยเหลือเป็นการใหญ่ หรือไม่ก็ทำหน้ากังวลใจ พอมีฉากสะใจแบบนี้ขึ้นมา ทุกคนก็ย่อมอยากดูอยู่แล้ว
แต่ข้าวขาวถ้ากินมากๆ ก็อยากลองเปลี่ยนรสชาติบ้าง ผู้โชคดีที่เจอปัญหาแล้วลงมือแก้ไขเองในลักษณะคล้ายกับพระเอกนิยายต่อสู้แบบนี้ ผู้ชมชื่นชอบและติดใจมาก
[ท่านอาจารย์ ผู้โชคดีของเราจะไหวจริงๆเหรอ?]
หลายคนแอบกังวลอยู่ เพราะคราวนี้ต้องสู้กับผีร้ายที่เคยทำร้ายคนมาก่อน
เหยาเหยากล่าวเสียงนุ่มนวล “ทุกคนไม่ต้องห่วงนะคะ พี่สาวคนนี้เก่งมาก ผีน้ำเงินนั่นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอหรอกค่ะ”
ถึงคนธรรมดาที่เป็นเทพผู้คุมวิญญาณจะไม่ได้ถืออาวุธเทพอย่าง ‘โซ่เกี่ยววิญญาณ’ ไว้ แต่เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาก็ยังได้รับอาวุธเวอร์ชันที่ทำเลียนแบบจากท่านพญายมอยู่บ้าง
อาวุธลอกเลียนเหล่านี้พลังอาจสู้ของจริงไม่ได้ ไม่ถึงหนึ่งในร้อยด้วยซ้ำ แต่กับผีแดงหรือระดับต่ำกว่านั้น เรียกได้ว่าโจมตีได้ไม่มีพลาดเลยทีเดียว
ดังนั้น เหยาเหยาจึงไม่ได้กังวลอะไรเลย…
“เอาล่ะ ถึงเวลาต้อนรับผู้โชคดีคนสุดท้ายแล้วค่ะ!”
นี่คือผู้โชคดีคนสุดท้ายในห้องไลฟ์นี้เช่นกัน เหยาเหยาเมื่อรู้ตัวว่าใกล้จะทำภารกิจสำเร็จแล้ว ก็กำมือเล็กๆอย่างตื่นเต้น พร้อมกับมีประกายไฟในดวงตาส่องประกายวิบวับ
บรรดาชาวเน็ตหัวเราะกันอย่างมีความสุข
[อาจารย์น้อยแสดงท่าทางแบบนี้ ดูเหมือนกับตอนผมตอนห้าโมงห้าสิบเก้าเลยนะ ผมเลิกงานหกโมงพอดี ฮ่าๆ]
[แต่ถ้าท่านอาจารย์เลิกงาน ความสุขของฉันก็คงจบลงแล้ว เศร้าเลย]
[คนข้างบนนี่เก่งจริงๆ ชวนให้คนเศร้าตามได้เลย หื้ม!]
ทีแรกชาวเน็ตกำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน พอเห็นคอมเมนต์นี้ ทุกคนก็หยุดขำกันไปเสียหมด
เหยาเหยาไม่ได้สนใจคอมเมนต์พวกนั้น เพราะผู้โชคดีคนสุดท้ายได้เข้ามาในไลฟ์แล้ว คราวนี้เป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่า
ทันทีที่เหยาเหยาเห็นผู้โชคดีก็เบิกตาโตขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายมีพลังด้านมืดหรืออะไรแบบนั้น
แต่เป็นเพราะสภาพของเธอดูไม่ดีเอามากๆ หญิงสาวทั้งผอมแห้ง ตัวแทบเป็นหนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนใกล้สิ้นใจ
ไม่ใช่แค่เหยาเหยา ชาวเน็ตเองก็ถึงกับสะดุ้งตกใจเหมือนกัน
“ขอโทษทีค่ะ ฉันทำให้ตกใจรึเปล่าคะ..” ผู้โชคดีทำสีหน้าละอาย ใบหน้าผอมแห้งที่ดูซีดเหลืองเผยรอยยิ้มอย่างรู้สึกผิด
ดวงตาของเธอจริงใจมาก แต่เพราะผอมเกินไป เวลายิ้มทำให้เนื้อบริเวณใบหน้าที่เหลืองเหี่ยวขยับขึ้น ดูแล้วน่าขนลุกเล็กน้อย
เหยาเหยาส่ายหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวเสียงใส “พี่สาวไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีอะไรอยากถามหรือเปล่าคะ?”
แม้เธอจะดูอ่อนแอผิดปกติแต่เหยาเหยาก็ยังถามตามขั้นตอน ด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้านในดวงตา ทำให้ผู้โชคดีที่ใจหายใจคว่ำอยู่ในทีแรก รู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้
ตอนเห็นว่าอาจารย์ที่ทางทีมงานจัดหามาคือเด็กตัวเล็กๆ ก็แอบหวั่นใจอยู่ กลัวว่าสภาพแบบนี้จะทำให้คนอื่นตกใจเสียเปล่า
แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าตัวเองคิดมากไปหน่อย จากนั้นก็เผลอมองไปที่เหยาเหยาด้วยความลังเล เด็กน้อยคนนี้จะช่วยทำนายอะไรได้จริงเหรอ?
“อาจารย์ ฉันเชื่อใจคุณได้ใช่ไหมคะ?” เสียงของผู้โชคดีสั่นเครือเล็กน้อย
เพราะภารกิจที่ต้องทำคราวนี้มีความเสี่ยงสูง ถ้าไม่ได้รับการยืนยันให้แน่ชัด เธอตายไปก็อาจไม่พ้นมลทินที่ถูกโยนใส่
เธอจึงต้องรอบคอบสุดชีวิต กลัวพลาดแม้แต่จุดเดียว บรรยากาศของเธอแบบนี้ทำให้ชาวเน็ตเริ่มจับความรู้สึกแปลกๆได้
[โธ่เอ้ย! อย่าบอกนะว่าเป็นนักวิจัยผิดกฎหมายอีกแล้ว!]
บรรดาผู้ชมต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะธรรมดา ดูท่าจะเป็นพวกคนที่มีอำนาจไม่ใช่เล่น ถึงขนาดทำให้ผู้โชคดีต้องหวาดกลัวขนาดนี้
ในไลฟ์นี้ ทุกคนเริ่มจะคุ้นเคยกับการคาดเดาเรื่องราวแบบนี้แล้ว โดยไม่ต้องรอฟังคำอธิบายก็เดาเรื่องกันไปได้ใกล้เคียงทีเดียว
“เชื่อได้แน่นอนค่ะ! แต่ถ้าพี่สาวยังสงสัยก็ไม่เป็นไรนะคะ ฟังที่เหยาเหยาพูดจบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ค่ะ” เหยาเหยายิ้มหวาน คำพูดอย่างเข้าอกเข้าใจของเธอทำให้ผู้โชคดีรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เธอก็ไม่อยากมีปัญหากับเหยาเหยา เพราะถึงแม้จะยังไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าจะมีความสามารถจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เธอยังเป็นเด็กน้อย ผู้ใหญ่อายุสามสิบกว่าอย่างเธอก็คงไม่ดีนักที่จะทำตัวหยาบกระด้างกับเด็กน้อย
เธอไม่รู้หรอกว่าการที่เธอวางตัวดีเช่นนี้จะเป็นการช่วยชีวิตเธอไว้ได้จริงๆ
เสียงใสๆของเหยาเหยาดังขึ้นข้างหู “พี่สาวเกิดวันที่หกเดือนแรกของปีจอ ใช่วันนั้นรึเปล่าคะ? ก็คือวันที่เก้ากุมภาพันธ์ปีหนึ่ง
เก้าเก้าเก้าตามปฏิทินสากล มีธาตุน้ำพลังสูงและยังเกิดในเมืองที่ติดชายทะเลอีกด้วย”
“คุณพ่อของพี่เป็นศาสตราจารย์ ส่วนคุณแม่เป็นนักธุรกิจ ทำให้ครอบครัวของพี่อยู่ในฐานะที่ดีมาโดยตลอด"
“พี่สาวมีดาวบุ๋นส่องสว่างในเรือนลาภนี้ แสดงว่าพี่ประสบความสำเร็จในการศึกษา มีผลงานไม่น้อยในวงการวิชาการ...แต่ทำไมเส้นชีวิตของพี่ดูสั้นลงล่ะ?”
เหยาเหยาพูดไปเรื่อยๆ จนจู่ๆก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ เพราะจากที่เห็นในเรือนชะตา พี่สาวคนนี้ควรเป็นคนที่มีบุญสูงส่งไม่ใช่เหรอ?
บทที่ 312: อาจารย์ที่ปรึกษาสุดอันตราย
แม้จะมีดาวภัยพิบัติตกอยู่ในเรือนสุขภาพ ทำให้มีปัญหาสุขภาพเล็กๆน้อยๆ แต่เธอมีพลังชีวิตมากมาย ไม่ควรมีสภาพเหมือนคนอายุสั้นแบบนี้!
“พี่สาวคะ ในเรือนลาภของพี่มีดาวใหญ่ปิดกั้นไว้ แล้วยังเชื่อมโยงถึงเรือนสุขภาพอีกด้วย นั่นหมายความว่า ปัญหาของพี่มาจากเรื่องการศึกษาใช่ไหม... หรือจะให้ชัดขึ้นก็คือ...มาจากตัวอาจารย์ของพี่?”
เหยาเหยารู้สึกแปลกใจจึงลองคำนวณหาต้นเหตุของปัญหาต่อและผลที่ได้ทำให้เธอมีสีหน้าประหลาด
“อาจารย์...คำนวณถูกแล้วเหรอคะ?”
ผู้โชคดีฟังแล้วตัวเกร็งขึ้นมา สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เพราะตอนที่เหยาเหยาทายวันเกิดของเธอก็ยังคิดอยู่ในใจว่าน่าจะมีการกรอกข้อมูลตอนสมัครอยู่แล้ว ทีมงานอาจจะส่งข้อมูลเหล่านี้ให้เหยาเหยาก็ได้
แต่พอมาถึงเรื่องดาวในเรือนลาภ ความสงสัยของเธอก็หายไปหมดสิ้น เธอเปลี่ยนท่าทีมาฟังอย่างตั้งใจ
เพราะที่เหยาเหยาพูดมาตรงเป๊ะกับที่เธอเคยทำวิทยานิพนธ์ถึงระดับปริญญาเอก และได้ตีพิมพ์บทความสองฉบับลงในนิตยสารเนเชอ จึงนับว่ามีผลงานทางวิชาการที่ไม่ใช่เล่นๆ
และเนื่องจากภารกิจครั้งนี้ เธอจึงไม่ได้เปิดเผยประวัติการศึกษาของตัวเองสักนิด ที่เหยาเหยาทำนายได้ถูกต้องแบบนี้ ย่อมไม่ใช่ธรรมดา
ในใจเธอที่เดิมตื่นเต้นอยู่แล้วก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก จนต้องพยายามสงบสติและคิดทบทวนว่าจะเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองอย่างไร
แต่ยังไม่ทันได้คิดออกดี เหยาเหยาก็ทายออกมาเลย ทำเอาเธอตกใจจนตัวสั่นไปทั้งตัว จนไม่อยากปิดบังอะไรอีกต่อไป
เธอสูดลมหายใจลึก สีหน้าจริงจังแล้วพูดอย่างเด็ดขาดว่า “ท่านอาจารย์ ทายถูกแล้วค่ะ ปัญหาของฉันมาจากอาจารย์ของฉันเองจริงๆค่ะ”
“เพราะว่าในระหว่างการทดลอง เขาแอบใช้ยาทดลองกับสมาชิกทั้งเจ็ดคนในทีม โดยไม่ได้รับการยินยอมจากพวกเรา เพื่อทำการทดลองสด จนทำให้สมาชิกในทีมทุกคนป่วยเป็นมะเร็งภายในสามเดือน”
“นี่คือผลวินิจฉัยทางคลินิกค่ะ ทุกคนสามารถตรวจสอบดูได้ ฉันขอรับรองว่าที่พูดมาไม่มีสักคำที่โกหก”
ผู้โชคดีคนนี้มีอาการไม่ค่อยดีนัก เธอต้องหยุดพักหลายครั้งกว่าจะพูดเรื่องทั้งหมดได้จบ เธอค่อยๆหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสภาพตัวเอง ใบหน้าซีดเซียวก็ค่อยๆกลับมาดูปกติขึ้น
ในขณะนั้นผู้ชมในไลฟ์ก็ไม่ได้มีใครสนใจเรื่องสภาพของเธอ ทุกคนต่างถูกเนื้อหาที่เธอเล่าทำให้รู้สึกขนลุกไปหมด
[โอ๊ย! มีใครช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าใบวินิจฉัยนี้จริงหรือเปล่าเนี่ย คิดแล้วน่ากลัวเกินไปแล้ว]
มีคนตอบกลับว่า [ฉันเป็นหมอจากโรงพยาบาลที่ออกใบวินิจฉัยนี้เอง ดูจากฟอร์มเอกสารและโลโก้ ก็จริงแท้แน่นอน]
[ให้ตายเถอะ! อาจารย์คนหนึ่งทำแบบนี้กับนักศึกษาปริญญาโทและเอกของตัวเอง ยังถือว่าเป็นอาจารย์ได้อีกเหรอ? นี่มันพวกอาจารย์ตัวอันตรายสุดขีดชัดๆ!]
ในไลฟ์ที่มีผู้ชมมากมาย ซึ่งก็แน่นอนว่าแต่ละคนก็มีอาชีพที่หลากหลาย และบังเอิญมีหมอจากโรงพยาบาลที่ออกใบวินิจฉัยอยู่ด้วย เขายืนยันข้อมูลให้เลยทันที
พอมีการยืนยันจากบัญชีที่ตรวจสอบได้จริง มีผู้ชมบางคนที่เคยสงสัยว่าคนนี้อาจจะมาปั่นก็เงียบไปในทันที
เมื่อรู้ว่าหมอคนนี้เป็นของจริง ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่ากลัวที่ผู้โชคดีคนนี้ต้องเผชิญ ลองจินตนาการดูว่าอาจารย์ที่บอกว่าเป็นผู้นำทีมวิจัย แต่กลับเอาทีมของตัวเองมาทดลองแทน…
ทุกคนในไลฟ์ขนลุกซู่ เพราะผู้โชคดีบอกเองว่าเธอต้องเป็นมะเร็งเพราะสารเคมีที่ใช้ในการทดลองนั้น
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้โชคดีถึงซูบผอมและดูสภาพร่างกายแย่ขนาดนี้…
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ทุกคนยิ่งโกรธขึ้นไปอีก เพราะนี่มันอันตรายต่อชีวิตคนอื่นจริงๆ!
[นักวิจัยคนนี้เลวยิ่งกว่าพวกที่แอบปลอมแปลงข้อมูลการศึกษาเสียอีก น่าจะให้ประหารให้หมดจดไปเลย]
[อาจารย์ค่ะช่วยผู้โชคดีด้วยนะ!]
ในไลฟ์มีคนรู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตา ได้เจอเรื่องเหลือเชื่อมากมาย พูดได้เลยว่าเหมือนเจอผีในโลกออนไลน์จริงๆ
“พี่สาวคนสวย ถ้าพี่ต้องการแจงความคนคนนี้ เหยาเหยาต้องขอดูรูปของเขาด้วยค่ะ จะได้ดูออกว่าเขาทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้บ้าง” เหยาเหยาพูดด้วยเสียงอ่อนนุ่ม
เหยาเหยารู้จากร่างกายของผู้โชคดีว่าเธอไม่ได้โกหก ตัวเธอมีรังสีมืดมนหนาแน่นซึ่งพบได้ในคนที่ใกล้ตาย เธอป่วยหนักจริงๆ และอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่จนหนทางจริงๆ ก็คงไม่กล้าออกมาเผยแพร่เรื่องนี้ในโลกออนไลน์
“มีค่ะ เดี๋ยวพี่จะส่งรูปให้นะคะ”
พอผู้โชคดีได้ยินว่าเหยาเหยาจะช่วย รอยยิ้มแห่งความหวังก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซูบผอมของเธอ เธอหยิบรูปที่เตรียมไว้ออกมา รูปนั้นใส่กรอบอย่างดีแสดงให้เห็นว่าเจ้าของรูปให้ความสำคัญมาก
ในรูปมีสองคนคือชายหนึ่งหญิงหนึ่ง หญิงสาวในภาพดูสวยงามมีความรู้ และมีหน้าตาที่ละม้ายกับผู้โชคดี นั่นน่าจะเป็นเธอตอนที่ยังไม่ป่วย ส่วนผู้ชายในภาพเป็นชายกลางคนอายุราวห้าสิบปี สวมเสื้อคลุมสีแดงดูสง่างาม ผมขาวขึ้นบ้างแล้ว มีริ้วรอยของกาลเวลาเห็นได้ชัด เขาดูเป็นคนใจดี อ่อนโยน มีแว่นตาขอบทอง ยิ้มอบอุ่น ใครเห็นก็ต้องรู้สึกดีไปตามๆกัน
แต่เพราะเหยาเหยารู้เจตนาของผู้โชคดีมาก่อน เธอจึงใช้วิชาตาทิพย์ซึ่งไม่ใช่แค่มองผิวเผิน
แวบเดียวเหยาเหยาก็เห็นอะไรที่ไม่ใช่แค่ภายนอก ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยทันที เธอมองเห็นอดีตอันแสนซับซ้อนของชายวัยกลางคนในรูป
ที่แท้ผู้ชายใจดีคนนี้กลับเป็น ‘สายลับ’ นี่เอง!
เหยาเหยาขมวดคิ้วแน่น ดูท่าว่าเรื่องนี้ไม่ผิดไปจากที่คิดจริงๆ สุดท้ายก็ขุดเจอขยะสังคมอีกคน!
ผู้โชคดีโชคร้ายมาก จากใบวินิจฉัยพบว่าเธอป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชาแห่งมะเร็ง’
ต้องรู้ว่าตับอ่อนนั้นอยู่ลึกภายในช่องท้อง การตรวจด้วยซีทีสแกนทั่วไปจะเจอยากมากเพราะมักถูกรบกวนจากแก๊สในลำไส้ จะเจอได้ก็ต้องใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอ *[1] ที่มีการแผ่รังสีสูงมากและไม่ใช่วิธีที่ใช้ตรวจสุขภาพทั่วไป ดังนั้นหากพบว่ามีปัญหาที่ตับอ่อนก็มักจะเป็นระยะกลางหรือปลายแล้ว ซึ่งการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาหายได้ และนั่นเองทำให้มะเร็งชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชาแห่งมะเร็ง’
สาเหตุการเกิดมะเร็งในอวัยวะนี้มีหลายปัจจัย แต่ในกรณีที่สมาชิกกลุ่มวิจัยหลายคนป่วยพร้อมกัน ถือว่าไม่ปกติ น่าจะเกิดจากการสัมผัสกับ ‘สารเคมีอันตราย’
ผู้ชมในไลฟ์ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว
[นี่เป็นอาจารย์ที่พวกเขาเคารพกันอยู่แล้วจริงๆหรือ?]
[ยิ่งดูยิ่งรู้สึกหมดหนทางเข้าไปทุกที]
“อาจารย์คะ ท่านเห็นอะไรบ้างไหมคะ?”
ผู้โชคดีไม่สนใจคอมเมนต์ของผู้ชมสายตาจ้องเหยาเหยาไม่ละ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เธอทุ่มสุดตัวไปแล้ว
ถ้าไม่มีหลักฐาน เธอรู้ว่าชีวิตตัวเองคงไม่เหลือมากแล้ว แต่อย่างน้อยก็จะไม่ถูกตราหน้าเสียๆหายๆ เพราะคำว่า ‘เคารพครูอาจารย์’ ในสังคมซึ่งเป็นค่านิยมที่ยากจะสั่นคลอน
หากไม่ใช่เพราะอาจารย์คนนี้เอาชีวิตลูกศิษย์มาทดลองเล่น เธอคงไม่กล้าออกมาพูดเพื่อหยุดการกระทำเหล่านี้
ภายใต้แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของผู้โชคดี เหยาเหยาพยักหน้าเบาๆ “พี่สาวคะ ที่พี่พูดมาทั้งหมดนั้นไม่ผิดเลยค่ะ คุณลุงคนนี้แหละเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วยที่ทุกคนต้องเจอค่ะ”
เหยาเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีดำขลับฉายแววแห่งความรังเกียจ ภาพชายใจดีในรูปที่ดูเหมือนเป็นคนมีมารยาทแต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยพลังอาฆาต นั่นคือบาปที่สะท้อนจากเหล่าผู้คนที่เขาเคยทำร้าย และระดับความเข้มข้นเช่นนี้บอกได้ว่าคนที่เขาทำให้ต้องตายด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมมีไม่ต่ำกว่าร้อยราย
คนแบบนี้ตอนมีชีวิตก็ร้ายกาจ เมื่อตายไปก็คงเป็นวิญญาณที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว เหยาเหยาจึงมีสีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
[1] การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan เป็นการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสี ส่วน MRI คือ เครื่องมือในการตรวจหาความผิดปกติของร่างกาย โดยใช้เครื่องสนามแม่เหล็กและคลื่นความถี่วิทยุ สร้างภาพที่มีความละเอียดสูง ทำให้การวินิฉัยโรคแม่นยำยิ่งขึ้น
บทที่ 313: รักษาผู้โชคดี
[บัดซบจริงๆ คนแบบนี้ไม่สมควรได้สวมใส่เสื้อคลุมที่มีคำว่า ‘แบบอย่างของครู’ นี่มันตัวร้ายในสังคมชัดๆ!]
การยืนยันครั้งสุดท้ายของเหยาเหยาทำลายขีดจำกัดความอดทนของผู้ชมไปสิ้น ทุกคนต่างเดือดดาล แม้จะเป็นเพียงผู้ชมแต่ก็รู้สึกเหมือนมีหินหนักกดทับอยู่บนอกจนหายใจแทบไม่ออก
แม้จะดูเป็นคำพูดสวยหรู แต่คำพูดที่ว่า ‘หากวันนี้เราทำเพียงมองเฉย วันข้างหน้าเมื่อต้องเผชิญภัยใครจะลุกมาสนับสนุนเรา’ กลับเหมาะกับสถานการณ์นี้เป็นที่สุด
หากคนที่ทำลายชีวิตผู้อื่นเช่นนี้ยังได้อยู่ในตำแหน่งอาจารย์และอาจารย์ที่ปรึกษาต่อไป คงมีผู้คนอีกมากที่ต้องทนทุกข์ทรมาน
“ขอบคุณ ขอบคุณมากๆค่ะ”
ผู้โชคดีพูดด้วยความตื้นตันจนตาแดงก่ำ เธอรู้ว่าการยอมรับของเหยาเหยาในตอนนี้คือการยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเธอเอง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าชื่อเสียงของเธอจะถูกทำลายแม้เมื่อเธอจากโลกนี้ไป
นอกจากนั้นยังช่วยเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของ ‘จอมปลอม’ คนนี้อีก เธอจะไม่ดีใจได้อย่างไร
แต่ความรู้สึกดีใจนี้ยังไม่ทันได้ขยายไปทั่วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเธอตระหนักถึงปัญหาหนึ่ง นั่นก็คือเธอไม่มีหลักฐาน!
“อาจารย์คะ คุณชิวได้ยุบกลุ่มวิจัยไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้วค่ะ ทั้งข้อมูลการทดลองก็ทำลายทิ้งไปหมดแล้ว ฉันไม่มีหลักฐานเลยค่ะ”
เสียงของผู้โชคดียิ่งพูดยิ่งเบาจนแทบไม่ได้ยิน เธอรู้ดีว่าเรื่องทุกอย่างต้องมีหลักฐานยืนยัน
โดยเฉพาะเมื่อคนผู้นั้นมีเครือข่ายที่กว้างขวาง หากไม่มีหลักฐานชัดเจน เธอย่อมไม่อาจโค่นล้มเขาได้ และนี่ก็คือกลอุบายของเขา ชายผู้นี้ทำงานอย่างรอบคอบไม่ทิ้งร่องรอย คงจะวางแผนไว้นานแล้วว่า หากเกิดปัญหากับการทดลอง เขาจะสามารถปัดตัวเองออกไปได้โดยไม่กระทบถึงตนเอง ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ผู้โชคดีรู้สึกสิ้นหวังที่สุด
“ฮ่าๆ พี่สาวไม่ต้องกังวลค่ะ คนร้ายคนนี้มีพิรุธแน่นอนค่ะ!” เหยาเหยาพูดอย่างนุ่มนวล
เธอได้เห็นอดีตของเขา คนคนนี้เติบโตในครอบครัวปลอมตัวที่มาจากประเทศอาร์ ถูกเลี้ยงดูมาแบบล้างสมอง ตั้งแต่วัยเยาว์จนเติบโตกลายมาเป็นสายลับของประเทศอาร์ เข้าสู่วงการชั้นสูงของสังคมเพื่อทำการทดลองที่ส่งตรงมาจากประเทศอาร์
เพราะสารเคมีในทดลองเหล่านั้นมีความไม่เสถียรสูง ทำให้ประเทศอาร์ไม่อาจหาผู้ทดลองในประเทศตัวเองได้ จึงหันมาใช้สายลับเหล่านี้ในประเทศอื่นแทน
ข้อมูลการทดลองบันทึกไว้อย่างละเอียด แต่ใครจะคาดคิดว่าประเทศอาร์จะล่มสลายลงทันที ข้อมูลที่เคยถือเป็นผลงานความสำเร็จก็กลายเป็นภาระที่อันตราย
เขาจึงทำลายหลักฐานทั้งหมดอย่างเร่งด่วน และพยายามปิดบังอดีตไว้ทั้งหมด ด้วยสายสัมพันธ์ของเขา จริงๆแล้วเขาอาจทำได้สำเร็จ แต่เคราะห์ดีที่ผู้โชคดีได้พบกับเหยาเหยา ในฐานะอาจารย์นักพรตขั้นที่เก้าผู้สามารถมองเห็นอดีต เหล่าเล่ห์กลทั้งหมดของเขาก็ไร้ประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยตำแหน่งของเหยาเหยาในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ถึงแม้ชายคนนั้นจะซ่อนหลักฐานไว้ได้ดีเพียงใด หน่วยนี้ก็จะขุดมันขึ้นมาให้ได้อยู่ดี
เพราะสมาชิกของหน่วยไม่ใช่คนธรรมดา ในแวดวงวิชาอาคมมีวิธีการมากมายที่จะทำให้คนสารภาพด้วยตัวเอง
“จริงเหรอคะ? ถ้าคนร้ายจะได้รับกรรมตามสนองแล้ว แม้ฉันจะต้องตายก็ยินดีค่ะ”
ผู้โชคดีไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องจะพลิกผันไปได้ เธอที่เคยอ่อนล้ากลับมีแววตาที่สว่างสดใสขึ้นมา
เธอไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับความพินาศ เพียงแต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้รับผลกรรมที่สมควร
ในตอนนี้อาจารย์ให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เธอ หญิงสาวถึงกับร้องไห้ น้ำตาที่สะสมเอาไว้เป็นเวลานานไหลพรั่งพรูออกมา
[น่าสงสารจริงๆ ฉันเชื่อว่าอาจารย์จะต้องช่วยเธอได้ คนร้ายต้องหนีไม่พ้นแน่]
[แต่แล้วจะทำยังไงกับผู้โชคดีล่ะ? ดูท่าทางแล้วมะเร็งน่าจะลุกลามไปมากแล้ว นักวิจัยที่มีผลงานน่าจะไปได้ไกลขนาดนี้ประเทศเรากลับต้องสูญเสียไป]
นักวิจัยเหล่านี้มีคุณค่ามากสำหรับประเทศ เพราะไม่มีใครทำนายได้เลยว่าวันข้างหน้าเขาจะค้นพบอะไรอันมีค่าต่อมวลมนุษยชาติ ผลงานเหล่านี้ถูกดับลงไปทั่วทั้งประเทศและโลกคงรู้สึกเสียดาย
ผู้ชมยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธแทบอยากจะบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยไปลงโทษคนทรามคนนั้น
แต่ตัวผู้โชคดีกลับไม่รู้สึกเสียดายอะไรขนาดนั้น เธอคิดว่าชีวิตคนล้วนมีวันหมดอายุ ในเมื่อหลีกหนีไม่ได้ เธอก็ยอมรับว่ามันคือกรรมเก่าของตน
แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดความในใจ เหยาเหยาก็พูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่ๆทุกท่านในไลฟ์ อย่ากังวลไปเลยค่ะ พี่สาวของเราจะไม่เป็นไรหรอกค่ะ!”
“เธอจะอยู่ได้ยืนยาว และมีอายุถึงร้อยปีเลยนะคะ!”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งผู้โชคดีและผู้ชมทั้งหมดถึงกับอึ้งไป เพราะไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเรื่องนี้จะมีจุดพลิกผันอีก ทุกคนล้วนตื่นเต้นขึ้นมาทันที!
[โห อย่าบอกนะว่าท่านอาจารย์มีวิธีที่จะช่วยรักษาผู้โชคดีได้จริงๆ!]
[อย่าพูดไปนะ ถ้าคนอื่นพูดแบบนี้ ฉันคงไม่เชื่อหรอก แต่ถ้าเป็นท่านอาจารย์คนนี้ล่ะก็ ฉันเชื่อแน่ๆ ถึงหลับตาพูดฉันก็เชื่อ!]
[ฮ่าๆ ในที่สุดก็มีทางช่วยผู้โชคดีแล้ว ฉันว่าไลฟ์นี้มันสุดยอดจริงๆ ต้องเป็นท่านอาจารย์เท่านั้นถึงจะทำได้!]
ชาวเน็ตที่ติดตามอยู่ในไลฟ์พากันดีใจตื่นเต้นอย่างล้นหลาม เพราะพวกเขาต่างไม่อยากเห็นผู้โชคดีต้องประสบปัญหาหนักหนาขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเรื่องของโรคมะเร็งตับอ่อนจะหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่ก็ไม่มีผู้ป่วยในไลฟ์ไหนที่หายขาดได้มาก่อน
นี่คือมะเร็งตับอ่อน ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์จะแสดงความสามารถอย่างเหนือชั้นมาตลอด แต่ท่านด้านการปราบผีกับวิชาการแพทย์ไม่เกี่ยวกันสักนิด อย่างไรก็ตามพอท่านอาจารย์ออกปาก ชาวเน็ตก็เกิดความเชื่อทันที ซึ่งถึงแม้จะฟังดูขัดแย้ง แต่พวกเขาก็รู้สึกมั่นใจและพร้อมจะเชื่อในท่านอาจารย์เต็มที่
"ท่านอาจารย์หมายความว่ายังไงคะ?"
แม้แต่ผู้โชคดีเองก็ยังสงสัย เพราะเธอเพิ่งมีโอกาสสัมผัสทักษะของเหยาเหยาเป็นครั้งแรกผ่านการทำนาย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นถึงวิชาอันน่าทึ่งของอาจารย์
"ไม่ต้องสงสัยค่ะพี่สาว เหยาเหยาไม่หลอกพี่หรอกค่ะ"
"เส้นชีวิตของพี่สาวยาวนานมาก ซึ่งแปลว่าพี่เป็นคนอายุยืนค่ะ การเป็นมะเร็งครั้งนี้เป็นแค่เรื่องไม่คาดฝัน ไม่ใช่เพราะพี่สาวอายุสั้นแต่แรก"
เหยาเหยาอธิบายอย่างละเอียด
เรื่องของอายุขัยนั้น ในตำราโบราณถือว่าอายุขัยของคนเราถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกเกิดและมีการบันทึกลงในสมุดบัญชีความตาย
เหยาเหยาไม่ได้มีความสามารถในการฝืนชะตาฟ้าดิน ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ที่หมดอายุขัยได้ แต่หากว่าผู้ที่เจ็บป่วยยังมีอายุขัยเหลือ เธอก็สามารถเข้าช่วยเหลือได้
แค่ขจัดสาเหตุของโรคให้หมดไป ปัญหาของพี่สาวก็จะหมดไปด้วย เหยาเหยาเชี่ยวชาญในศาสตร์ห้าสายของประตูเต๋า ซึ่งรวมถึงศาสตร์การแพทย์ด้วย
"ต่อไปหนูจะให้ทางรายการส่งของให้พี่สาว พี่ก็ทำตามวิธีการรักษาที่เขียนไว้ รับรองว่าจะดีขึ้นแน่นอนค่ะ"
"ส่วนเรื่องของคนร้าย พี่ไม่ต้องเป็นกังวลค่ะ เหยาเหยาจะทวงความยุติธรรมให้พี่เอง!"
เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่พร้อมยิ้มหวานน่ารัก
เมื่อผู้โชคดีได้ยินคำสัญญาที่มั่นคงและน่าประทับใจ เธอถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์จะมีอายุน้อยจนน่าตกใจ แต่เธอกลับรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด
"ต้องขอบคุณท่านอาจารย์มากๆค่ะ เมื่อท่านอาจารย์กลับถึงเมืองหลวง ฉันจะไปกราบขอบคุณท่านถึงที่ด้วยตัวเอง!"
ในขณะนั้น ผู้โชคดีเริ่มรู้สึกอึ้งงงงวยไปพักหนึ่ง เพราะจู่ๆก็รู้สึกเหมือนตนติดค้างท่านอาจารย์ไว้หลายอย่าง จนไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิสูจน์ความจริง หรือการรักษามะเร็งที่กำลังจะได้รับ สำหรับเธอแล้วนี่ถือเป็นบุญคุณที่ใหญ่หลวงอย่างมาก
"พี่สาวไม่ต้องเกรงใจค่ะ ต่อไปพี่แค่ตั้งใจทำการทดลองให้เต็มที่ สิ่งที่พี่ค้นพบจากการวิจัยถือเป็นการตอบแทนเหยาเหยาที่ดีที่สุดแล้วค่ะ..."
เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสดใสน่ารัก
พี่สาวคนสวยคนนี้มีพรสวรรค์อย่างมาก ในเส้นทางการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เธอจะสร้างผลงานที่โดดเด่นและจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ช่วยเหลือชีวิตผู้คนจำนวนมาก
การช่วยเหลือเธอเท่ากับการช่วยชีวิตคนอื่นๆอีกมาก อาจารย์เฒ่าเคยบอกไว้ว่า คนที่ทำความดี ย่อมสมควรได้รับผลดี
“ขอบคุณท่านอาจารย์ค่ะ... ฉันจะพยายามอย่างที่สุดเพื่อบรรลุความคาดหวังของท่าน”
บทที่ 314: ปากที่กล่าวร้ายย่อมก่อให้เกิดบาดแผลลึก หากไม่สำนึก ความเลวก็ยากจะปกปิด
ผู้โชคดีไม่คิดว่าเหยาเหยาจะขออะไรแบบนี้ เธอเผลอแปลกใจ ก่อนที่สีหน้าซับซ้อนจะปรากฏบนใบหน้าซีดเซียว
เธอพึมพำตอบเสียงเบาๆ ในขณะที่กำมือแน่นเหมือนมีอะไรบางอย่างมาหล่อหลอมจิตใจของเธอให้มั่นคงขึ้น ความรู้สึกนี้คงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอไม่ละทิ้งการทดลอง ถึงแม้จะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเหมือนรางวัลแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่
“พี่สาวต้องพักผ่อนเยอะๆนะคะ ไว้รอดูของที่ส่งไปตามไปรษณีย์ก็พอ!” เหยาเหยากล่าวอำลาด้วยความนุ่มนวล
สุขภาพของพี่สาวคนนี้แย่เต็มที กว่าจะทนมาถึงขนาดนี้ได้ก็ต้องพึ่งจิตใจที่เข้มแข็ง
ผู้โชคดีเองก็ไม่ได้แสดงความดื้อรั้น เพราะตอนนี้ร่างกายอ่อนแอเต็มที่
เมื่อจบการถ่ายทอดสด ภาพก็ตัดสลับมาที่หน้าจอของเหยาเหยาเป็นจอเดี่ยวและไลฟ์ก็ใกล้จะสิ้นสุดลง
“วันนี้การบันทึกสดก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ทุกคนทั้งพี่ๆลุงๆป้าๆ ไว้เจอกันตอนบ่ายนะคะ!”
ใบหน้าเหยาเหยาฉายรอยยิ้มหวานฉ่ำพร้อมลักยิ้มน้อยๆที่แก้ม
รอบนี้ถึงเหยาเหยาจะลงจากไลฟ์ แต่ชาวเน็ตก็ไม่ได้ร้องหากันหนักหนา เพราะพวกเขามีภารกิจสำคัญรออยู่
และในขณะที่เหยาเหยากำลังพักผ่อนอยู่นั้น มีคนเริ่มขุดข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์ของผู้โชคดีขึ้นมา และหัวข้อ ‘อาจารย์ที่ปรึกษาทรยศ’ ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในทันที คนแห่กันมาติดตามและพูดถึงจนติดเทรนด์โดยไม่ต้องเสียเงินโปรโมตเลย
ชาวเน็ตพากันแปลงร่างเป็นนักเลงคีย์บอร์ดพร้อมเปิดศึกทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้โชคดีและกำจัดคนไม่ดีออกไปจากสังคม หัวข้อดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวุ่นวายอย่างมาก
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เหยาเหยาไม่รู้เลย
เธอกำลังดื่มนมมะพร้าวแสนอร่อยที่พี่ชายเตรียมให้ กินขนมพายแอปเปิ้ลอบเนื้อนุ่มน่าทานและขนมผลไม้หลากรสชาติ
“เหยาเหยามานี่สิ เดี๋ยวพี่เอาสายคาดหัวออกให้นะ!”
กู้อวี่รู้สึกพอใจกับผลการถ่ายทอดสดครั้งนี้มาก เพราะกลยุทธ์ที่เขาวางไว้ก็ได้ผลดี แถมความตั้งใจของเขาก็ถูกมองเห็นทั่วทั้งอินเตอร์เน็ตจนได้รับการยอมรับว่าเป็นพี่ชายที่ดีที่สุด
แต่เมื่อกู้อวี่กำลังจะเอาสายคาดหัวออก เหยาเหยากลับยิ่งชอบมันมากกว่าเดิมเมื่อรู้ว่านี่เป็นเครื่องรางสำหรับเธอโดยเฉพาะ
“อย่าถอดออกนะ เหยาเหยาชอบ พี่เจ็ดอย่าถอดออกเลยนะคะ”
เหยาเหยาไวเหมือนกระรอก เลยเลี่ยงมือกู้อวี่ได้อย่างคล่องแคล่ว เธอเหลือบมองด้วยสายตาเว้าวอน
ทำให้กู้อวี่ถึงกับนิ่งไปเพราะเขาแพ้ใจเสียงนุ่มนิ่มแบบนี้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินน้องสาวพูดแบบนี้ เขาจึงค่อยๆถอนมือกลับมา
“ถ้าเหยาเหยาชอบก็ไม่ถอดแล้วกัน”
ถึงแม้ว่าตอนถ่ายทำจะมีผู้กำกับกับแขกรับเชิญคนอื่นๆคอยมองอยู่บ้าง แต่กู้อวี่ก็คิดว่าความสุขของน้องสำคัญกว่า
“เย่! เย่!” เหยาเหยาดีใจจนกระโดดโลดเต้น ไฟประดับสีรุ้งน้อยๆที่ติดอยู่กับสายคาดส่องแสงสลับไปมาอย่างน่ารัก
เนื่องจากรายการของพวกเขาเป็นไลฟ์ที่จบเร็วที่สุด ทีมงานจึงเตรียมออกเดินทางไปด้วยกัน ทำให้เหยาเหยาได้มีเวลานั่งพักผ่อนเล่นมือถือ
แล้วก็ไม่พ้นที่ระบบแนะนำข้อมูลบนโซเชียลจะจับทางเธอได้ทัน ส่งข่าวเกี่ยวกับอาจารย์ของผู้โชคดีที่กำลังติดเทรนด์ให้เธอทันที
เมื่อเห็นว่ามีความเห็นเชิงลบและกลุ่มคอมเมนต์ปั่นในโพสต์นั้นอยู่ไม่น้อย เหยาเหยาจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย คนเหล่านี้เหมือนกับสิ่งที่พี่ชายเคยบอกไว้ว่าเป็น ‘พวกทำลายบรรยากาศ’
พวกเขาไม่มีอะไรที่ดี นอกจากเพิ่มความวุ่นวาย เมื่อมีอินเทอร์เน็ตเป็นเกราะกำบังจึงกลายเป็นคนที่ยิ่งกว่าเกินรับได้
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด เหยาเหยายิ้มบางๆ ก่อนจะเริ่มลบคนที่โพสต์ความเห็นไม่ดีออกทีละคน
เธอไม่คิดจะทำร้ายใคร แต่การเตือนอย่างเล็กๆน้อยๆย่อมจำเป็น และหลังจากจัดการเสร็จ เธอได้โพสต์คอมเมนต์ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา
‘ปากที่กล่าวร้าย ย่อมก่อให้เกิดบาดแผลลึก หากไม่สำนึก กลิ่นอายแห่งความเลวย่อมยากจะปกปิด!’
เธอใช้บัญชีรองที่พี่ชายตั้งไว้ให้เป็นบัญชีที่มียอดผู้ติดตามใกล้สองล้านและได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ชาวเน็ตในตอนแรกไม่ได้สังเกต แต่พอรู้ว่าเป็นเธอก็เกิดกระแสฮือฮาขึ้นทันที
[โอ้โห อาจารย์นี่มันสุดยอดจริงๆ แค่ได้อ่านโพสต์นี้ ทำเอาความอัดอั้นที่มีหายไปในทันทีเลย!]
[ฮ่าๆๆ พวกเรานี่รอจะดูพวกเกรียนคีย์บอร์ดโดนเล่นงานกันไม่ไหวแล้ว!]
ชาวเน็ตมั่นใจในความแม่นยำของคำทำนายจากอาจารย์มาก เพราะทุกครั้งที่อาจารย์เอ่ยคำทำนาย ก็ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง
เพียงแต่ว่าคราวนี้เปลี่ยนมาทำนายบนโซเชียลแทนที่จะเป็นไลฟ์สด ยิ่งทำให้ทุกคนตื่นเต้นกันยกใหญ่
ต้องบอกว่าเมื่อครู่นี้ในคอมเมนต์ พวกเขาโดนพวกเกรียนคีย์บอร์ดป่วนจนความดันขึ้นพุ่งปรี๊ด จะด่ากลับเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล พวกนั้นหน้าด้านยิ่งกว่ากำแพงเมืองซะอีก
ในเมื่อทำได้แค่กล้ำกลืนความแค้นนี้ไว้ จนกระทั่งเมื่ออาจารย์น้อยเหยาเหยาโผล่มากลางวง พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความสบายใจ เพราะมีคนหนุนหลังให้ซะแล้ว
แต่ละคนถึงกับยิ้มกริ่ม รอชมชะตากรรมของพวกเกรียนกันอย่างมีความสุข
ท่าทีที่สามัคคีกันจนผิดปกติของพวกเขาทำให้พวกเกรียนคีย์บอร์ดเริ่มรู้สึกสับสน
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเกรียนก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นคอมเมนต์ของเหยาเหยาก็รู้ทันทีว่าตัวเองถูกสาปแช่งเสียแล้ว แต่นอกจากไม่หยุดยังด่ากลับด้วยถ้อยคำที่หยาบคายกว่าเดิมอีก
[นี่ยัยเด็กน้อยมาจากไหนกัน ปากพร่ำพรรณนาไปเรื่อย เธอน่ะรู้ไหมว่าโพสต์นี้มีคนแชร์เกินห้าร้อยแล้วนะ เตรียมตัวถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทได้เลย!]
ในเว่ยป๋อหากมีการแชร์เกินห้าร้อยครั้ จะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ และด้วยจำนวนผู้ติดตามของเหยาเหยาต่อให้ไม่มีแฮชแท็กขึ้นเทรนด์ ก็คงจะมีคนแชร์ครบตามเกณฑ์นี้อยู่ดี
[เธอมาระรานพวกเรา แค่ขอโทษคงไม่พอหรอก ต้องลบบัญชีทิ้งไปเลย ไม่อย่างนั้นก็เตรียมรับหมายศาลได้!]
พวกเกรียนเหล่านี้ ถ้าสามารถทำให้แอคเคาท์ผู้ติดตามกว่าสองล้านถูกปิดได้ ก็ถือว่าเป็นเกียรติสำหรับพวกเขาเลยทีเดียว
พวกเขาจึงสนุกกับการหาเรื่องยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่รู้ว่าเป็นจิตวิทยาหรือเปล่า แต่พวกเขารู้สึกคันที่มุมปากขึ้นมาเฉยๆ เลยต้องเกาแก้คัน แต่ถึงเกาไปเท่าไหร่ก็ยังคงคันอยู่ เหมือนคันลึกไปอีกมิติหนึ่ง ทำได้แค่เกาไม่หยุดถึงจะพอช่วยบรรเทาได้ แต่พอหยุดเมื่อไหร่ก็จะกลับมาคันอีก
ดังนั้นยิ่งเกายิ่งหยุดไม่ได้ จนมุมปากเป็นรอยแดงไปหมด
….......................................
แม้จะเจอการขู่คุกคามเหล่านี้ แต่เหยาเหยากลับไม่สนใจเลย
พวกนี้ดื้อรั้นและไร้สาระ พวกเขาจะไม่กลัวจนกว่าจะได้รับบทเรียนจริงๆ เธอจึงยิ้มแย้มพูดคุยกับแฟนคลับในคอมเมนต์ต่อไป
เหยาเหยาสังเกตว่าแฟนๆของเธอมีหลายคนที่ไม่เคยเห็นมีมที่เธอเก็บสะสมไว้ ซึ่งบางอันก็ตลกมาก จนความคิดอยากแบ่งปันเติบโตขึ้นเหมือนดอกหญ้า
เธอจึงยุ่งกับการเปิดดูเลือกเก็บและแชร์รูปต่างๆในอัลบั้มไปเรื่อยๆ
มองไปที่อัลบั้มรูปที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เธอยิ้มจนหุบปากไม่อยู่ จนแม้แต่เวลาก็แทบจะลืมไปเลย
"เห็นอะไรน่ากินเหรอทำไมยิ้มขนาดนั้น?"
ในจังหวะที่เธอไม่รู้ว่ากำลังบันทึกรูปที่เท่าไหร่อยู่นั้น กู้อวี่ก็เดินออกมาจากห้องนั่งเล่นพร้อมสีหน้าสงสัยถามขึ้น
ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงหลังจบไลฟ์สดของพวกเขา ไลฟ์ของแขกรับเชิญคนอื่นๆก็ทยอยจบลงเหมือนกัน
รายการเตรียมไปอัดเทปต่อและรถของแขกรับเชิญก็จอดรออยู่ข้างล่างเรียบร้อยแล้ว
กู้อวี่ได้รับแจ้งข่าวจึงเดินมาชวนเหยาเหยา ผลปรากฏว่าเห็นเธอจ้องโทรศัพท์พร้อมยิ้มแปลกๆที่อธิบายไม่ถูก
"อ้อ ก็ไม่ได้ดูอะไรสักหน่อย ต้องออกเดินทางแล้วเหรอคะ?"
เหยาเหยาตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่คาดคิด จึงรีบซ่อนโทรศัพท์ไว้ด้านหลังและทำท่าทางเหมือนไม่เข้าใจสถานการณ์
"ใช่แล้ว ทางรายการแจ้งมาแล้วไปกันเถอะ!"
กู้อวี่ยิ้มขำกับท่าทางของเธอ
เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเพราะดูออกว่าเหยาเหยาคงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ เขาจึงเปลี่ยนไปสนใจหยิบกระเป๋าสัมภาระออกจากมุมห้องแทน
บทที่ 315: การถ่ายทำสถานที่จริง
"อุ๊ยยย! กระเป๋าของพี่เจ็ดหนักจังเลย เดี๋ยวให้หนูช่วยแบกนะ!" เหยาเหยาถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่ากู้อวี่ไม่ได้ถามอะไรมากนัก
เธอรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพายข้างและวิ่งแจ้นตามไปช่วย โดยที่กระเป๋ามีหูหิ้วทั้งด้านบนและด้านข้าง
กู้อวี่ก็เลยปล่อยให้น้องสาวช่วยจับตรงด้านข้าง ไม่ใช่เพราะขี้เกียจแต่แค่ตามใจน้องให้เธอได้ทำอะไรสนุกๆบ้าง
……..............................
“สถานที่ที่เราจะไปถ่ายทำครั้งนี้คือ หมู่บ้านสุยซินเมืองเผิงอู๋เขตหลูโจวนะครับ”
“ที่นั่นเดิมเป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก จนเมื่อปีที่แล้วมีชาวประมงจับได้รูปปั้นเทพเจ้ามนุษย์ปลา หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องแปลกๆขึ้นไม่หยุดเลย”
“ไม่เพียงแต่มีคนหายไปอย่างลึกลับเท่านั้น แม้แต่ปีที่ผ่านมาทั้งปี ก็ไม่มีเด็กเกิดใหม่ในหมู่บ้านเลย ขนาดนักวิจัยก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้...”
ในรถบัส ผู้กำกับพูดใส่ไมโครโฟนราวกับเป็นพิธีกรงานกิจกรรม เขากำลังบรรยายที่มาที่ไปและข่าวลือเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำครั้งนี้อย่างชัดเจน
แต่หลังจากพูดจบ เขากลับพบว่าทุกคนไม่ได้สนใจเขาเลย สายตาของทุกคนต่างมองไปยังแถวที่นั่งด้านหลังสุดของรถบัส
ที่นั่นมีชายสี่คนหญิงสองคนนั่งอยู่ แต่ละคนหน้าตาดีและอายุก็ยังน้อยราวๆยี่สิบต้นๆ สวมชุดยูนิฟอร์มเหมือนกันทั้งหมด
ถ้าทีมนี้ไม่มีทั้งชายและหญิง พวกเขาคงคิดว่าเป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปวงหนึ่งไปแล้ว ถึงจะไม่ใช่ไอดอลก็คงเป็นดาราดังแน่ๆ
รายการอื่นๆมักจะจ้างดารามาร่วมรายการเพื่อเรียกยอดคนดู แต่รายการของพวกเขาเป็นรายการลี้ลับเหนือธรรมชาติ แถมเป็นการถ่ายทำของจริงอีกต่างหาก แล้วจ้างดารามาทำไมกันล่ะ!
ยิ่งไปกว่านั้น รายการของพวกเขาก็มียอดผู้ชมสูงอยู่แล้ว ถ้าจ้างดารามาใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากยอดคนดูข้อนี้ แค่คิดก็เดาได้แล้ว
หรือผู้กำกับขาดเงินถึงขนาดต้องรับเอา ‘เด็กเส้น’ ของเจ้าของเงินมาร่วมงานแล้วเหรอ?
นี่คือความคิดที่ผุดขึ้นในหัวของแขกรับเชิญทุกคน
พวกเขาเป็นคนธรรมดาที่ควบคุมสีหน้าไม่ค่อยได้ ผู้กำกับเห็นสีหน้าดูถูกของพวกเขา ก็ถึงกับโมโหจนเส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ
“คิดอะไรอยู่? คนพวกนี้คือสมาชิกจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ พวกเขามาที่นี่เพื่อปกป้องความปลอดภัยของพวกคุณต่างหากครับ!”
“ภารกิจของเราครั้งนี้คือการสืบความลับของหมู่บ้านนี้ ซึ่งอาจมีอันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำ ทีมงานจึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษมาน่ะครับ”
ผู้กำกับอธิบายอย่างไม่สบอารมณ์
เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าประเทศมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษอยู่ด้วย
นี่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ ‘ฝนเลือด’ เมื่อไม่นานมานี้ที่ทำให้พลังวิญญาณลี้ลับทั่วประเทศตื่นขึ้น ผู้บริหารพิจารณาแล้วว่าอาจจะมีเหตุการณ์พิเศษแบบนี้เพิ่มขึ้น จนอาจเข้าสู่ยุคฝึกฝนพลังสำหรับประชาชนทั่วไป
ดังนั้นหน่วยงานพิเศษที่เคยทำงานลับๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรเปิด แต่จะประกาศออกไปดื้อๆ ก็ย่อมเกิดความขัดแย้ง ทีมงานจึงเลือกใช้รายการของพวกเขาที่มีเหยาเหยาอาจารย์ตัวจริงมาเป็นตัวดึงความสนใจ
ในฐานะผู้กำกับ เขาจึงรู้เรื่องบางอย่างเพิ่มขึ้น อย่างเช่นอาจารย์ตัวน้อยในทีมของเขาคนนี้มีตำแหน่งสูงลิบในหน่วยพิเศษนี้ด้วย
ตอนคุยตกลงกับหน่วยพิเศษ เขายืนยันว่าเอาแค่หกคนเท่านั้น ซึ่งก็พอดีกับที่สามารถให้พวกเขาคนละหนึ่งงานได้ ไม่อย่างนั้นคนทั้งแผนกคงอยากตามมาร่วมรายการหมดเลย
แค่คิดถึงภาพนั้นเขาก็อดหนาวไม่ได้ ถ้ามากันเต็มแบบนั้น แล้วเขาจะถ่ายทำยังไงได้ล่ะ!
“หืม? มาคุ้มครองพวกเราเหรอ?” แขกรับเชิญไม่รู้จักหน่วยปฏิบัติการพิเศษแต่ก็พอเข้าใจ
ความสงสัยของพวกเขายิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะหน้าตาของหน่วยปฏิบัติการพิเศษแต่ละคนเหมือนดาราชื่อดังจะมาเป็นบอดี้การ์ดได้ยังไง?
แค่หลอกเด็กคงพอไหวมั้ง!
หน่วยพิเศษทั้งหกคนไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นเลย สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่เหยาเหยาด้วยความตื่นเต้น
เพราะในที่สุดพวกเขาก็ได้พบอาจารย์ตัวจริงแล้ว!
ความสงสัยของกลุ่มแขกรับเชิญยังคงไม่ได้รับการคลี่คลาย สมาชิกในหน่วยปฏิบัติการพิเศษล้วนเป็น ‘ปรมาจารย์ด้านลี้ลับ’ ที่มีฝีมือ
พวกเขาแตกต่างจากแขกรับเชิญในทีมที่มีความรู้แค่พอหอมปากหอมคอ เลยไม่จำเป็นต้องแสดงทักษะให้คนอื่นเห็น
พูดง่ายๆก็คือ ‘ฉันไม่จำเป็นต้องตามใจคุณหรอกนะ’
ผู้กำกับพูดขึ้นมาเบาๆ “การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ทุกคนสามารถพักผ่อนได้ตามสะดวก พอถึงที่หมายแล้วเราค่อยเริ่มถ่ายทำกันอีกที”
สำหรับการถ่ายทำสถานที่จริงครั้งนี้ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเจออะไรใหม่ๆหรือไม่ แต่การให้ทุกคนเตรียมความพร้อมไว้ก่อนไม่ใช่เรื่องผิด
เพราะเหตุการณ์สยองครั้งก่อนยังคงทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย จนครั้งนี้พอหน่วยปฏิบัติการพิเศษเสนอตัวมาช่วย เขาจึงรีบตอบตกลงทันที
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในความสามารถของอาจารย์เพียงแต่ทีมงานของพวกเขามีหลายคน มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการและถึงอาจารย์จะเก่งแค่ไหน แต่ก็คงไม่สามารถรับมือทุกสถานการณ์ได้
สำหรับการจัดการเรื่องคุ้มกันใครจะดูแลใครนั้น ผู้กำกับเองก็บอกว่าง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก จับฉลากแบ่งกันเอาก็พอ เพราะตอนนี้ทั้งสองทีมก็ยังไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่อยู่แล้ว
“อาจารย์ครับนี่คือขนมที่พวกเราจัดเตรียมไว้ให้ มีขนมกรุบกรอบ เค้กถั่วดำที่อาจารย์ชอบด้วย ขนมเปี๊ยะซานจาและขนมเปี๊ยะหนิวเสอปิ่งเช่นกัน”
“เป็นเพียงของเล็กๆน้อยๆนะครับ หวังว่าอาจารย์จะยินดีรับไว้”
สมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษเมื่อได้รายชื่อแขกรับเชิญที่ต้องคุ้มกันก็ไม่แม้แต่จะมองเลย แต่พอหันไปหาเหยาเหยา ทุกคนก็เปลี่ยนท่าทีเป็นถ่อมตัวอย่างชัดเจน ระวังตัวอย่างยิ่งเพราะกลัวว่าหากทำอะไรพลาดอาจารย์อาจจะไม่พอใจ
ท่าทางแบบนี้ทำให้แขกรับเชิญรู้สึกขัดใจเล็กน้อย
“ว้าว ขอบคุณมากนะคะพี่ๆ หนูชอบของขวัญจากพี่ๆมากเลย”
เหยาเหยาตาเป็นประกายเมื่อได้ยินชื่อขนมที่พี่ๆนำมาให้เพราะเป็นขนมที่เธอโปรดปราน
ขนมไม่ใช่ของที่มีค่าอะไรนัก เธอจึงรับไว้อย่างมีมารยาทพร้อมกล่าวขอบคุณด้วยเสียงใสๆ
“ยินดีครับอาจารย์ ขอแค่คุณชอบก็เพียงพอแล้ว” เหล่าสมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษถอนหายใจโล่งอกทันทีที่เห็นอาจารย์รับขนมไว้
เพื่อตอบแทนเหยาเหยาจึงมอบยันต์คุ้มครองให้พวกเขาคนละชิ้นเป็นของขวัญตอบแทน
“อ้อ พี่ๆ หนูควรเรียกชื่อพี่ว่าอะไรดีคะ?”
เนื่องจากต้องถ่ายทำไปด้วยกันอีกนาน เหยาเหยาจึงถามชื่อเพื่อป้องกันความอึดอัดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเรียกชื่อไม่ถูก
“ผมชื่อหวังเยว่เป็นหัวหน้าทีมหน่วยปฏิบัติการหนึ่ง คนนี้คือรองหัวหน้าทีมหลิวชิงและสมาชิกในทีมอีกสี่คนคือ ฉินจิงจิง เฉินเฟิง หลี่ลู่และซ่งเฟิงเฉิงครับ”
ทันทีที่เหยาเหยาถามชื่อ เขาก็ดีใจมากเพราะการมาในครั้งนี้ก็เพื่อให้เธอจดจำได้
หลังจากแนะนำตัวเสร็จ ทุกคนก็ตะโกนทักทายอาจารย์พร้อมกันด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความตื่นเต้น
เหยาเหยามีความจำดีมากแถมยังสามารถจำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว เธอกวาดสายตาไปมองพวกเขาทั้งหมด ทำให้สามารถจดจำใบหน้าและชื่อของแต่ละคนได้ในทันที
แม้ขั้นตอนนี้จะไม่ได้ใช้เวลานาน แต่เธอก็เริ่มชวนพวกเขาคุยเล่นบ้าง ในขณะที่กู้อวี่พี่ชายของเธอเริ่มระวังตัวขึ้นมาทันที
เพราะเขารู้ดีว่าน้องสาวของเขายังเด็กและไร้เดียงสา และรู้ทันว่าคนพวกนี้น่าจะมีแผนอะไรในใจอยู่
ดังนั้นเพื่อลดโอกาสไม่ให้น้องสาวถูกพวกเขาดึงตัวไป กู้อวี่จึงคอยระมัดระวังดูแลตลอดการเดินทาง
สมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษก็รู้สึกงุนงงกับท่าทีของกู้อวี่ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องระวังขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดมากนัก
เพราะหากเทียบกับพรรคพวกที่สนับสนุน พวกเขาก็มีทางการเป็นเบื้องหลังอยู่แล้ว ไม่ได้กลัวว่าใครจะมาข่มขู่ได้ เพียงแค่เกรงใจให้กับอาจารย์ที่เป็นคนตระกูลเดียวกับกู้อวี่เท่านั้น
หมู่บ้านสุยซินค่อนข้างอยู่ในพื้นที่ห่างไกล แต่สภาพถนนหนทางกลับดีเกินคาด รถบัสสามารถวิ่งเข้ามาจอดที่ลานกว้างบริเวณหน้าหมู่บ้านได้อย่างราบรื่น
ตอนที่รถบัสเข้ามาก็เกิดเสียงดังพอสมควร ประกอบกับทีมงานรายการได้แจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว หัวหน้าหมู่บ้านจึงรออยู่ที่จุดหมาย
เขาเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีเศษ ผิวค่อนข้างเหลือง ใบหน้ามีรอยย่นและผมหงอกตรงขมับที่ดูไม่ค่อยสมกับอายุ มือของเขาหยาบกร้านและเต็มไปด้วยตาปลาเป็นผลจากการทำงานหนักมายาวนาน
เนื่องจากเป็นชาวประมงที่อาศัยทะเลทำมาหากิน เขาจึงต้องออกเรือจับปลาแทบทุกวัน งานเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้แรงมาก รอยตาปลาและความหยาบกร้านจึงเป็นเรื่องธรรมดา
“คุณคงเป็นผู้กำกับหยางเล่อใช่ไหมครับ ผมชื่อเฉินจื้อกังเป็นหัวหน้าหมู่บ้านบ้านสุยซิน ยินดีต้อนรับที่คุณและทีมงานเดินทางมาช่วยพวกเรา”
“ทุกท่านคงเหนื่อยจากการเดินทางแล้วใช่ไหมครับ ห้องพักจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เชิญทุกท่านไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะครับ!” หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มเห็นฟันสีเหลือง พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านมากครับ!” ผู้กำกับตอบรับด้วยความยินดี
เหตุผลง่ายๆก็คือจากคำบรรยายตอนที่ขอความช่วยเหลือ บอกว่าเด็ดแรกเกิดในหมู่บ้านจะร้องไห้ทุกคืนตอนเที่ยงคืนเท่านั้น กลางวันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทีมงานต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดจึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบตรวจสอบตอนนี้ แถมยังได้พักผ่อนเตรียมตัวอีกด้วย
ดังนั้น ผู้กำกับจึงตัดสินใจให้ทุกคนพักผ่อนก่อน
“ก็ดีนะ ดูสะอาดใช้ได้เลย”
เหยาเหยาได้ห้องพักในส่วนที่ลึกที่สุดของบ้าน เนื่องจากหมู่บ้านมีบ้านว่างไม่มากและทีมผู้กำกับก็จัดให้พักห้องละสองคน เธอจึงได้พักกับพี่เจ็ด
ในห้องมีเตียงไม้หนึ่งเตียงซึ่งกว้างพอใช้ได้ เหยาเหยาตัวเล็กนอนด้วยกันกับพี่ชายได้สบายไม่แออัด
กู้อวี่สอดส่องดูทั่วห้องพบว่าห้องพักนี้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี แม้เล็กแต่ก็ไม่มีไร้ฝุ่นและดูสะอาดเรียบร้อยพออยู่ได้ ทำให้รู้สึกโล่งใจจากความกังวลที่มีมาตลอดทาง
“ฮ่าๆ พี่เจ็ด พี่เมาเรือบ้างไหมคะ” เหยาเหยาเขยิบเข้ามาหาพี่ชายพร้อมกับจ้องมองด้วยดวงตากลมใสที่เป็นประกาย
“ไม่เมาเลย หนูอยากออกทะเลเที่ยวเล่นเหรอ” กู้อวี่รู้สึกเย็นสันหลังเล็กน้อยเมื่อถูกน้องสาวจ้องแบบนี้ เขาคิดว่าน่าจะเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
แม้ว่าจะมาเพื่อถ่ายรายการ แต่ก็มีช่วงที่ควรผ่อนคลายบ้าง
“ใช่ค่ะ พี่เจ็ดไปกับเหยาเหยานะคะ!”
เหยาเหยาเติบโตมาจากในภูเขา ไม่ค่อยได้เห็นทะเลมาก่อน พอได้มาเห็นก็อยากลงเรือสัมผัสบรรยากาศบ้าง
“ได้สิ แต่ที่นี่คงไม่มีเรือยอร์ช ถ้าเล่นไม่จุใจ ไว้พี่จะพาไปเที่ยวทะเลที่อื่นด้วยนะ”
กู้อวี่ยอมตามใจน้องสาวโดยไม่มีข้อแม้ แถมยังคิดเผื่อไปอีกด้วย เพราะเรือของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ น่าจะเป็นเรือเก่าที่ไม่น่าจะขับได้ราบรื่นเท่าไหร่ ถ้าได้เรือยอร์ช น่าจะเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นอีกมาก
“เย้ พี่เจ็ดใจดีที่สุดเลย!”
เหยาเหยาไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น พอได้รับคำตอบที่แน่นอนก็ยิ้มอย่างร่าเริงกำหมัดเล็กๆ โห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
ถ้าเป็นไปได้ เธออยากให้การถ่ายทำเสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะได้ออกไปสนุกให้เต็มที่
การแสดงออกแบบเด็กๆของเธอทำให้กู้อวี่อดหัวเราะไม่ได้
บทที่ 316: เซ่นไหว้ผีร้ายเจ้าเล่ห์
สองชั่วโมงหลังจากนั้น ทีมงานทั้งหมดมารวมตัวกันที่ศาลเจ้าหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ท้องฟ้าภายนอกเริ่มมืดลง โคมไฟสีเหลืองนวลส่องลงมาตามทาง แสงส่องผ่านต้นไม้จนเห็นเป็นเงาทาบคล้ายเงาปีศาจอันน่าขนลุก
“นี่คือรูปปั้นที่ชาวบ้านนำขึ้นมาจากทะเล ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นวัสดุอะไร”
ในศาลเจ้ามีเพียงแสงจากหลอดไฟสีขาวส่องให้ความสว่าง ตัดกับบรรยากาศเงียบงันส่งเสริมให้หมู่บ้านนี้ดูน่าขนลุกเป็นพิเศษ หัวหน้าหมู่บ้านเฉินจื้อกังอธิบายถึงที่มาของรูปปั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เหล่าผู้ร่วมรายการยืนล้อมรอบรูปปั้นพลางสำรวจดู ก็พบว่ารูปปั้นนี้มีรายละเอียดที่ดูเหมือนคนจริงมาก ทั้งสีหน้าและท่าทาง ทำให้ดูเหมือนมีชีวิตจนบางคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลัง รู้สึกได้ถึงความกดดันและความน่ากลัว แต่ก็ต้องแกล้งทำใจแข็งไว้
[ฮ่าๆ ดูท่าผู้ร่วมรายการจะกลัวกันจริงๆ รูปปั้นนี่มันดูหลอนใช้ได้เลย]
[ผู้กำกับนี่ใจกล้าจริงๆ ชอบพาไปถ่ายทำแต่ในสถานที่น่าขนลุก ทั้งหมู่บ้านในป่าเขาลึกครั้งก่อน คราวนี้ก็เป็นรูปปั้นริมทะเล รายการนี้ทำด้วยใจจริงแต่ดูจะไม่สนใจความปลอดภัยของผู้ร่วมรายการเอาเสียเลย!]
นับตั้งแต่เข้ามาในศาลเจ้า การถ่ายทำรายการก็เริ่มอย่างเป็นทางการอีกครั้ง การถ่ายทอดสดเริ่มต้นขึ้น ผู้ชมที่ดูไม่จุใจจากตอนเช้า พากันเข้ามาชมการถ่ายทอดสดที่กำลังจะมอบช่วงเวลาสนุกสนานให้พวกเขาได้ชมความหวาดกลัวของเหล่าผู้ร่วมรายการ
ขณะที่ผู้ชมกำลังขำขันกับปฏิกิริยาของผู้ร่วมรายการ จู่ๆก็มีเสียงใสๆดังขึ้นมา
“คุณลุงคะ ปกติที่นี่มีการไหว้บูชารูปปั้นนี้อยู่แล้วเหรอคะ?”
คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเหยาเหยานั่นเอง เธอถือขวดนมแคลเซียมอยู่ พูดไปก็ดูดนมไปด้วยอย่างไม่สนใจว่าคำถามจะทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก
เหตุที่เธอถามแบบนี้เพราะเห็นคราบเทียนเล็กๆที่กองอยู่บนแท่นหินหน้าองค์รูปปั้น ซึ่งบางจุดยังไม่แข็งตัวดี พอกดลงไปก็มีรอยนิ้วเล็กๆของเธอติดอยู่
“คุณหยางนี่ก็เป็นผู้ร่วมรายการของคุณด้วยเหรอครับ?”
เฉินจื้อกังหยุดชะงักไปเมื่อเห็นว่าคนถามเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ดูน่ารักกับทรงผมแกละสองข้าง หากเป็นช่วงเวลาอื่นเขาคงจะยิ้มรับ แต่นี่เขาเรียกทีมงานมาช่วยแก้ไขปัญหาในหมู่บ้าน การพาเด็กน้อยมาด้วยดูจะทำให้เขากังวลขึ้นมา
“ใช่ครับ เป็นผู้ร่วมรายการของเรา แม้เธอจะอายุน้อย แต่คุณหัวหน้าหมู่บ้านวางใจได้เลย เธอมีความสามารถไม่น้อยเลยนะครับ”
ผู้กำกับตอบด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าในคำถามของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นแฝงไว้ด้วยความกังขา แต่เขาก็ตอบอย่างจริงใจ จะเชื่อหรือไม่เขาก็ไม่สนใจ เพราะที่พูดไปเป็นความจริงทั้งหมด
เฉินจื้อกังมีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เขาพยักหน้ารับพร้อมบอกว่า “หลังจากที่มีรูปปั้นนี้ ชาวบ้านก็เริ่มเจอเรื่องประหลาด หมอดูในหมู่บ้านบอกว่าเป็นเพราะรูปปั้นนี้ขาดการบูชาที่เหมาะสม จึงเกิดอาเพศ ดังนั้นทุกวันพระใหญ่ชาวบ้านจะจุดธูปเทียนไหว้ ทำแบบนี้แล้วคนหายไปก็น้อยลง”
แม้ว่าการสูญหายและเสียงเด็กทารกร้องยังคงไม่ได้รับการแก้ไข แต่ชาวบ้านเชื่อว่ามันช่วยได้บ้าง พวกเขาจึงเหมือนได้ยึดเหนี่ยวความหวัง แม้จะนอกวันพระใหญ่ ชาวบ้านก็ยังมากราบไหว้เพื่อหวังให้ตนเองแคล้วคลาดปลอดภัย
หมู่บ้านนี้มีประเพณีกราบไหว้บูชาเทพเจ้ามานาน ก่อนออกเรือทุกครั้งก็ต้องมีการจุดธูปขอพร และที่นี่เคยเป็นศาลเจ้าของเทพแห่งสายน้ำมาก่อน แต่ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้เพราะคนพเนจรมาหลบภัยในฤดูหนาว ทำให้ศาลเจ้าได้รับความเสียหายหนัก ชาวบ้านจึงตั้งใจจะบูรณะซ่อมแซมและตั้งเทวรูปใหม่ แต่กลับมีคนไปพบรูปปั้น ‘เทพแห่งปลา’ นี้ขึ้นมาแทน
รูปลักษณ์ของรูปปั้นทำให้คนเฒ่าคนแก่บางคนคิดว่า อาจเป็นเทพองค์ใหม่ที่มาแทนเทพเจ้าสายน้ำองค์เดิม
“แล้วแบบนี้จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” เฉินจื้อกัง หลุดปากถามออกมา
เมื่อเขารู้สึกตัวก็หัวเราะเบาๆ เขานึกขันตัวเองที่ดันไปถามคำถามกับเด็กน้อย
แต่ก่อนที่เขาจะหาเรื่องอื่นมาคุย เหยาเหยาก็พูดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งคำตอบคราวนี้ทำให้ขนของเขาลุกซู่ขึ้นมา
“มีปัญหาแน่ค่ะ เพราะพวกคุณไม่ได้ไหว้เทพเจ้า แต่กำลังบูชาผีร้ายโดยเป็นการยอมศิโรราบให้มันนะคะ!”
“ใครก็ตามที่เคยจุดธูปบูชา ชีวิตของพวกเขาก็ขึ้นอยู่กับรูปปั้นนี้ไปแล้วค่ะ”
หลังจากที่ได้ยินคำตอบของหัวหน้าหมู่บ้าน เหยาเหยาก็ดูเหมือนจะได้ข้อสรุปในใจ เธอเบนสายตาจากรูปปั้นและเผยสีหน้าจริงจัง
เพราะรูปปั้นนี้เป็นผีร้ายที่มีพลังมาก อาจถึงขั้นกลายเป็นนายผี และยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีความฉลาดหลักแหลม ไม่ได้ลงมือฆ่าใครโดยตรง แต่เลือกหลอกล่อให้คนมาไหว้บูชา กลิ่นธูปที่จุดเป็นเพียงแค่สิ่งลวงตา แต่ผู้บูชาต่างหากคือของเซ่นที่แท้จริง
เพราะในระหว่างโลกของวิญญาณและมนุษย์ มีกฎอยู่ว่าห้ามสักการะอ้อนวอนต่อภูตผีปีศาจ
"เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้ให้คำสัญญา ฟ้าดินก็จะรับรู้ จากนั้นภูตผีก็จะใช้คำสาบานนั้นในการคร่าชีวิตคนโดยไม่ทิ้งบาปกรรมไว้"
"นี่ก็เป็นเอกลักษณ์ของกฎแห่งจักรวาล ที่ไม่มีสิ่งใดแน่นอน เมื่อใดที่ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ก็จะมีข้อยกเว้นเล็กๆน้อยๆเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภูตผีหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ"
"ผีตนนี้ฉลาดแกมโกงและฉวยโอกาสได้อย่างดี มันน่าจะมีจุดมุ่งหมายที่ใหญ่หลวง เนื่องจากมันหลีกเลี่ยงบาปกรรมได้ ขั้นพลังของมันจึงมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นอย่างมหาศาล"
"ในสายของวิชาเต๋า พวกเราจึงไม่กลัวภูตผีที่จ้องจะทำร้ายคน ตราบใดที่มันไม่ประสบผลสำเร็จอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้"
"สิ่งที่พวกเราหวั่นที่สุดคือพวกภูตผีที่ฉลาดและเหี้ยมโหด รู้จักหลบซ่อนตัวแล้วแอบซุ่มฝึกพลัง จนถึงวันที่มันแข็งแกร่งขึ้น นั่นแหละจะเป็นหายนะที่แท้จริง และผีร้ายตนนี้ก็ถือเป็นสุดยอดของประเภทนี้"
"เด็กน้อยพูดไปเรื่อย! ถ้าจะเป็นตามที่เธอว่าจริงๆ คนที่ไหว้เป็นประจำไม่ต้องตายเร็วกว่าเหรอ?"
"แต่ทำไมพวกที่ไหว้อยู่ทุกวันนี้ยังปลอดภัยดีอยู่ มีแต่คนที่ไม่ไหว้ต่างหากที่เป็นอะไรไป"
เฉินจื้อกังฟังคำว่า ‘การยอมศิโรราบ’ แล้วก็รู้สึกหวั่นใจ แต่พอคิดทบทวนก็พบข้อขัดแย้ง ถึงแม้ปัจจุบันทุกคนจะมากราบไหว้จนคนที่หายไปนั้นเริ่มเป็นแบบ ‘สุ่ม’ เลือกเอาแล้วก็ตาม แต่กลุ่มคนแรกๆที่เริ่มกราบไหว้ก็ไม่เคยมีใครเป็นอะไร นี่มันอธิบายไม่ได้นี่นา
เมื่อผู้ร่วมรายการคนอื่นๆได้ยินคำถาม ต่างก็หันมามองด้วยความสนใจ พวกเขาเองก็อยากรู้เหตุผล
เหยาเหยาได้ยินคำถาม เธอก็เอียงคอพูดด้วยเสียงเล็กๆอย่างน่ารักว่า
“คุณลุงคิดให้ดีอีกนิดนะคะ!”
“ถ้าพวกเขาตายไปแล้ว จะยังเชื่อกันอยู่ว่าการไหว้มีผลดีหรือเปล่าล่ะคะ? เหยาเหยาไม่เคยพูดเลยนะว่าการส่งส่วยให้ผีร้ายแล้วจะถูกกินทันที!"
"ก็เหมือนกับตัวเองที่ยังชอบเก็บของอร่อยไว้กินทีหลังไงล่ะ!"
เสียงเล็กๆใสๆของเธอทำเอาทุกคนในศาลรวมถึงผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดพากันหน้าแดงด้วยความอับอาย ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายๆแค่นี้ แต่พวกเขากลับคิดไม่ออก
บทที่ 317: เจอแล้วล่ะ
[ฮ่าๆๆ ช่วงเวลาอันน่ากลัวแบบนี้ ฉันไม่น่าจะหัวเราะเลย แต่มันอดไม่ไหวจริงๆ!]
[ผีร้ายตนนั้นถึงกับเข้าใจใช้เล่ห์กล หากคิดจากวิธีที่มันจัดการแบบนี้ แสดงว่าหมู่บ้านนี้…]
[โอ้โห! พอคนข้างบนพูดจบฉันถึงกับขนลุกซู่ นี่มันกลายเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘คนที่ถูกขังไว้เป็นอาหาร’ ไปแล้วเหรอ! เรื่องผีอะไรเนี่ย!]
ชาวเน็ตไม่ได้โง่ พวกเขายังจำได้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่ารูปปั้นแห่งปลานี้อยู่ในหมู่บ้านสุ่ยซินมานานแล้ว
ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ หากรู้ว่าการบูชารูปปั้นช่วยให้รอดชีวิตได้ คงไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย ส่วนใหญ่คงบูชามันไปหมดแล้ว
แน่นอนว่า อาจจะมีบ้างที่ไม่กลัวตายและอยากจะขัดแย้งไปซะทุกเรื่อง แต่คนแบบนี้ก็คงโดนผีร้ายจัดการไปก่อนแล้ว
ดังนั้นชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านนี้ก็เหมือน ‘หมู’ ที่ถูกผีเลี้ยงเอาไว้ หากมันหิวเมื่อไหร่ก็แค่เลือก ‘กิน’ หนึ่งคน
แค่คิดก็ทำให้รู้สึกสยดสยอง ชาวเน็ตต่างสนุกกับการคาดเดาที่มาของผีร้ายตัวนี้ในฐานะผู้ชมที่ไม่ค่อยรู้สึกกลัว
“นี่เป็นแค่คำกล่าวอ้างของเธอ ฉันจะเชื่อได้ยังไง” เฉินจื้อกังกล่าวอย่างขึงขัง
ที่เขายืนยันเสียงแข็งแบบนี้ เพราะความจริงจากปากของเด็กตัวเล็กๆ น่ากลัวเกินไปจนเขาไม่อยากจะเชื่อ
แม้เขาจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจกลับไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้เลย และความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือเหตุผลที่อธิบายได้ด้วยตนเอง
เหยาเหยาไม่ได้โกรธกับท่าทีปากแข็งของเฉินจื้อกัง เธอพูดจี้จุดสุดท้ายที่เขาหวังไว้โดยไม่ลังเล
“คุณลุงคะ ถ้าเหยาเหยาเดาไม่ผิด นับตั้งแต่รูปปั้นนี้มา หมู่บ้านเกิดเหตุประหลาดขึ้น และน่าจะเกี่ยวข้องกับลูกของคุณลุงเองใช่ไหมคะ?”
"ลูกชายของลุงจมน้ำตายที่บ่อน้ำข้างถนนเล็กๆนั่นใช่ไหมคะ?"
ทันทีที่พูดจบ ใบหน้าของเฉินจื้อกังที่พยายามฝืนทำใจดีสู้เสือก็ซีดขาว มองเหยาเหยาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาจู่ๆก็โค้งคำนับเหยาเหยาอย่างจริงจัง
“ที่พูดไม่ดีก่อนหน้านี้ ต้องขออภัยจริงๆครับ ช่วยพวกเราด้วยนะครับ!”
น้ำเสียงของเฉินจื้อกังเต็มไปด้วยความเร่งร้อน การเปลี่ยนท่าทีอย่างคาดไม่ถึงนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง
ที่เขาเปลี่ยนใจแบบนี้ก็ไม่แปลกนัก เพราะสาเหตุการตายของลูกชายเขานั้นไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากบอก แต่มันแปลกประหลาดเกินไป
บ่อเล็กๆนั้น มีน้ำไม่ลึกเกินข้อเท้าด้วยซ้ำ แต่ลูกชายวัยสามขวบของเขากลับจมน้ำตายอยู่ในนั้น
ตอนที่พบศพ ใบหน้าของลูกชายบวมเป่ง เขาโกรธจนตัวสั่น เพราะลูกชายเป็นแก้วตาดวงใจของเขา
หัวหน้าหมู่บ้านเคยเชื่อว่าลูกชายถูกฆาตกรรม จึงบ้าคลั่งพยายามจะหาตัวคนร้าย แต่ยังไม่ทันได้เบาะแสอะไรเลย จากนั้นไม่นานชาวบ้านก็เริ่มหายตัวไป
ช่วงแรกมีแค่ไม่กี่คน ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนในหมู่บ้านก็ออกทะเลไปจับปลาบ้าง บางครั้งการเดินทางไกลทำให้หายไปหลายวันถือว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่เมื่อจำนวนคนหายตัวมากขึ้น ก็เริ่มไม่ปกติ เพราะไม่มีทางที่ทุกคนจะไปทะเลพร้อมกัน เรื่องราวเกี่ยวกับรูปปั้นที่เป็นภัยจึงถูกเปิดเผยขึ้นมา
“ตอนนี้ ทุกๆสามสิบวันจะมีคนในหมู่บ้านหายไปหนึ่งคน” เฉินจื้อกังกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
ตอนนี้หมู่บ้านเหลือประชากรไม่ถึงร้อยครัวเรือนแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่เกินหนึ่งปีครึ่งทั้งหมู่บ้านก็ต้องร้างแน่ๆ
นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขากังวล ส่วนเหตุที่ไม่ขอความช่วยเหลือจากตำรวจ เพราะมันไม่มีประโยชน์ กองปราบท้องถิ่นก็เคยมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเบาะแสใดๆเลย
“น่ากลัวขนาดนี้ ทำไมพวกคุณไม่ย้ายออกไปล่ะ?”
เมื่อได้ยินว่าเหมือนการตายอย่างเป็นจังหวะแบบนี้ แขกรับเชิญคนหนึ่งก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ ซึ่งก็เป็นคำถามในแบบที่คนทั่วไปคิดเช่นกัน
แต่เฉินจื้อกังกลับหัวเราะอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าไม่อยากหนี แต่หนีไม่ได้ต่างหากครับ!”
“เราอยู่ในหมู่บ้านยังแค่หายตัวไป แต่มีบางครอบครัวที่รับความกดดันไม่ไหวเลยย้ายออกไปทั้งครอบครัว แต่ยังไม่ทันพ้นเขตเมือง ทุกคนก็ตายหมด!"
บางคนเจออุบัติเหตุ บางคนโดนสัตว์ป่าหรือแม้แต่งูพิษกัด เอาเป็นว่าล้วนเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดทั้งสิ้น
เมื่อชาวเน็ตได้ยินแบบนี้ต่างคิดกันว่า โอ้โห! นี่มันเหมือนเวอร์ชันในชีวิตจริงของหนัง ‘โกงตายต้องตาย’ ชัดๆ *[1]
เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงใสๆว่า “คุณลุงคะ หมู่บ้านของคุณลุงถูกเลือกให้เป็น 'อาหาร' ของผีตนนั้น มันจะปล่อยให้พวกคุณหนีไปได้ยังไงล่ะ!”
สำหรับ ‘อาหาร’ ที่ไม่เชื่อฟัง มันก็มีวิธีจัดการง่ายๆคือ ‘กิน’ เสียก่อน
จุดนี้เองเฉินจื้อกังก็เคยสงสัยมาก่อนและตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน เพราะจากบทเรียนของครอบครัวที่หนีไปก่อนหน้า ชาวบ้านคนอื่นๆเลยไม่กล้าหนีอีก
ทุกคนในหมู่บ้านจึงใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวเหมือนซากศพเดินได้ ความกังวลหลักไม่ใช่การจับปลาได้กี่ตัว แต่คือใครจะหายตัวไปอีก
“แต่คุณลุงไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนนี้เหยาเหยามาแล้วจะไม่มีใครต้องหายตัวไปอีก!”
ถึงแม้ผีตนนี้จะฉลาด ไม่ลงมือด้วยตนเอง แต่ตราบใดที่มันกินคน เหยาเหยาก็สามารถกำจัดมันได้เช่นกัน แถมยังเอาไว้เสริมพลังให้ลูกแก้วปราบวิญญาณอีกด้วย
ลูกแก้วนั้นเป็นของไป๋อู๋ฉางมอบให้เหยาเหยา ข้างในกักขังนายผีที่ทรยศ ซึ่งเหยาเหยาได้กำจัดไปเกือบหมดแล้ว ใช้ลูกแก้วนี้กักขังผีไว้ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดออกมาได้
“ขอบคุณ ขอบคุณมากครับ ท่านอาจารย์!” เฉินจื้อกังถึงกับตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะเอ่ยขอบคุณซ้ำๆ
เดิมทีเขากำลังคิดว่าจะขอร้องยังไงให้ผู้มีวิชาออกมือช่วย เพราะตนเองทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว
แต่ยังไม่ทันคิดเสร็จ อาจารย์น้อยก็ยื่นมือเข้ามาช่วยก่อน เขาจึงตื่นเต้นจนแทบอยากจะคุกเข่าขอบคุณเสียเดี๋ยวนั้น
“คุณลุงไม่ต้องเกรงใจค่ะ การปราบผีเป็นหน้าที่ของเหยาเหยาอยู่แล้ว”
เหยาเหยากล่าวพร้อมยิ้มพลางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก
เธอมองไปที่รูปปั้นปลานั้น ก่อนจะค่อยๆยกมือขึ้นมาทำท่าคว้าบางสิ่ง แล้วทันใดนั้น เกล็ดปลาบนหางของรูปปั้นก็หลุดออกมา ร่วงลงในฝ่ามือของเธอ
หากจะกำจัดผี สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาที่ซ่อนของมัน รูปปั้นนี้เป็นสื่อกลางที่มันใช้ทำพิธี มีร่องรอยของมันหลงเหลืออยู่แน่นอน
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เฉินจื้อกังถึงกับตัวสั่น เพราะรูปปั้นนี้มีความแข็งแรงมาก
แต่เดิมชาวบ้านเคยพยายามทุบทำลาย แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสียหายแม้แต่สีจะไม่ลอกออกด้วยซ้ำ แต่เด็กน้อยคนนี้กลับสามารถดึงเกล็ดออกมาได้ง่ายๆ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อ
นั่นทำให้เขาเริ่มมีความหวังขึ้นมาว่าปัญหานี้จะถูกแก้ไขได้ ขณะที่เขากำลังตื่นเต้น เหยาเหยาก็เริ่มลงมือทันที
เด็กน้อยกำหนดท่ามือพร้อมร่ายคาถาเสกหาตำแหน่ง “ค้นหาไร้ทิศทาง ไล่ล่าร้ายแยกแยะเทพ เทพโปรดชี้นำ ทิศใต้เหนือตะวันตกตะวันออก จงปรากฏ!!”
นี่คือคาถาหาตำแหน่งของลัทธิเต๋า ใช้พลังของดาวเหนือทั้งเจ็ดนำทาง เหยาเหยาฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
ด้วยพลังจิตที่บริสุทธิ์หลั่งไหลเข้าสู่เกล็ดปลาทำให้เกล็ดนั้นส่องแสงสีรุ้งระยิบระยับราวกับช้อนหนึ่งชิ้น
เกล็ดปลายหมุนชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างตรงเป๊ะ!
“ฮ่าๆ เจอแล้วล่ะ!” เหยาเหยาทำตาโตอย่างสดใสท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของทุกคน
[1] ภาพยนต์เรื่อง โกงตายต้องตาย (Final Destination) เป็นภาพยนตร์สยองขวัญเหนือธรรมชาติ สัญชาติอเมริกันปี2000
บทที่ 318: สู้ด้วยวิชาอาคม โจมตีเพียงครั้งเดียว
ไม่นานนัก ทีมงานทั้งหมดต่างก็พากันหันตามการชี้นำของเกล็ดปลา จนมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งอย่างกระวนกระวาย
“ทำไมถึงเป็นที่นี่ล่ะครับ อาจารย์ไม่ได้หลงทางแน่นะครับ?”
เฉินจื้อกังตะโกนออกมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ไหนไกล แต่เป็นบ้านของเขาเอง แล้วผีที่กำลังหาตัวอยู่จะซ่อนตัวอยู่ที่นี่เลยหรือ?
พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ เขาก็รู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตจนตัวสั่นไปหมด
“คุณลุงไม่ผิดแน่นอนค่ะ ที่นี่แหละ!”
เหยาเหยาทำจมูกฟุดฟิดพร้อมพยักหน้าอย่างช้าๆ บอกอย่างมั่นใจว่าที่นี่ถูกต้อง เพราะแม้พลังอาฆาตที่แฝงอยู่ในบ้านจะลึกล้ำ แต่ก็มีพลังเดียวกับเกล็ดปลา ด้วยการนำทางของมันจึงไม่อาจหลบซ่อนสายตาของเธอได้
[แม่เจ้า! ทีแรกยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านถึงเป็นที่แรกที่เกิดเหตุ มาถึงบางอ้อก็ตอนนี้เอง ที่แท้รังของผีร้ายอยู่ที่นี่นี่เอง]
[ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยที่บ้านหลังนี้เกิดเหตุแปลกๆขึ้นก่อนที่อื่น]
แต่ก็ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกไป ปกติวิญญาณอาฆาตเมื่อมาทวงชีวิต ย่อมจะต้องเล่นงานทั้งครอบครัวเป็นอันดับแรก
แต่นี่กลับไม่ใช่ แบบนี้มันขัดกับธรรมชาติของวิญญาณอาฆาต ไม่เพียงแค่ชาวเน็ตที่ไม่เข้าใจ แม้แต่เฉินจื้อกังเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
เหยาเหยาหัวเราะเบาๆ “คุณลุง ทำไมต้องมานั่งงงล่ะคะ เราไปจับตัวมันมาถามก็สิ้นเรื่องแล้ว!”
ยังไงเธอก็ต้องลงมืออยู่แล้ว การมานั่งเดาไปมาก็เสียเวลา แถมเดาไปเดามาก็อาจจะผิดพลาดได้
เฉินจื้อกัง "..."
เขารู้สึกเหมือนเด็กน้อยคนนี้ดูแคลนเขาอีกแล้ว ที่เขาไม่ได้นึกถึงว่าจับตัวมาถามจะง่ายกว่า ก็เพราะกลัวจะสู้ไม่ได้ต่างหาก!
นี่เป็นผีร้ายที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน อาจารย์น้อยคนนี้อายุยังน้อย จะรับมือไหวแน่หรือ?
เหยาเหยาไม่ได้อธิบายใดๆ กับความกังวลของเขา แต่เธอเลือกที่จะแสดงให้เห็นแทน
เธอก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะยื่นมือเล็กๆอวบๆ ไปคว้าบางสิ่งกลางอากาศเหนือบ้าน
พลังจิตมหาศาลรวมตัวขึ้นจนกลายเป็นหัวของแกะที่ดูน่ารักน่าชัง มันพุ่งลงไปที่เงาสีดำคล้ายพลังอาฆาตที่ซ่อนอยู่ในบ้านและฉีกกลืนกินไปชิ้นใหญ่
“โหดมาก อาจารย์สุดยอด!”
“นี่มันคาถาอะไรกัน เรียบง่ายแต่โหดร้ายได้ใจจริงๆ ฮ่าๆ!”
แม้ส่วนใหญ่คนในที่นั้นจะเป็นคนธรรมดา มองไม่เห็นพลังอาฆาตหรือการใช้อาคม แต่ผู้ร่วมรายการที่เป็นเหล่านักพรตต่างพากันนั่งตัวตรงอย่างพร้อมเพรียง เพราะพวกเขามองเห็นได้ชัดว่าความสามารถของอาจารย์น้อยนั้นร้ายกาจเพียงใด
หัวแกะนั้นกัดกินพลังอาฆาตอีกคำ และตามมาด้วยเสียงแผดร้องด้วยความโกรธ
ทันใดนั้น เงาดำที่ไม่เป็นรูปร่างได้พุ่งออกมาจากบ้าน เผยให้เห็นร่างจริงที่น่าสยดสยอง
มันเป็นผีครึ่งคนครึ่งปลา ศีรษะมีเส้นผมที่ขยับตัวได้เหมือนงูพิษ ส่วนปลายของเส้นผมแต่ละเส้นมีใบหน้าคนสีซีดเทาติดอยู่
ใบหน้าคนบนเส้นผมแสดงสีหน้าต่างๆ ทั้งหวาดกลัว ดีใจ เศร้าโศก ราวกับเป็นการแสดงอารมณ์ทั้งเจ็ดของมนุษย์
แค่เห็นหน้าตาของมันเพียงนิดเดียวก็ทำให้คนแทบบ้าแล้ว!
"โห นี่มันผีร้ายที่ตั้งใจมาทำร้ายคนชัดๆ หน้าตานี่หลอนเกินไปแล้ว!"
“เดี๋ยวๆ ใบหน้าบนเส้นผมเหล่านั้น หรือว่าจะเป็นหน้าของเหยื่อที่มันเคยกินเข้าไป?”
สมาชิกทีมปฏิบัติการพิเศษเคยจัดการกับเหตุการณ์ลี้ลับมาแล้วมากมาย แต่ครั้งนี้พวกเขากลับได้เจอสิ่งชั่วร้ายที่น่าขนลุกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แม้จะรู้ว่าอาจารย์เหยาเหยาจะจัดการได้ แต่พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเร่งพลังวิญญาณขึ้นมาอย่างระแวดระวัง เตรียมพร้อมรับมือเหมือนเผชิญศัตรู
“เจ้าตัวน้อยบังอาจนัก! กล้าทำร้ายฉันงั้นรึ แกต้องตาย!”
ผีหัวคนตัวปลาคำรามเสียงแหลม เสียงของมันประสานกันระหว่างชายหญิงและเด็กผู้สูงอายุ ทำให้ใครที่ได้ยินต่างรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง
เมื่อครู่นี้มันรู้สึกได้ถึงพลังของผู้มีวิชาที่เข้ามาใกล้ มันจึงซ่อนตัวโดยมั่นใจว่าตนปลอดภัย เพราะก่อนหน้านี้ก็มีผู้มีวิชาหลายคนที่มาแล้วแต่ไม่มีใครหาตัวมันเจอเลย มันคิดว่าครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นนั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเพียงความประมาทเล็กน้อยจะทำให้ถูกกัดกินพลังวิญญาณไปถึงสองส่วนใหญ่ๆ
พลังวิญญาณเหล่านี้คือพลังที่มันสั่งสมจากการกลืนกินวิญญาณหลายดวง เป็นเสมือนการฝึกตนของมัน ตอนนี้พลังถูกกัดกินไปมากจนร่างวิญญาณของมันเริ่มจางไปเล็กน้อย ซึ่งหมายถึงพลังฝึกตนของมันได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ความโกรธแค้นจึงพลุ่งพล่านอยู่ในตัวมันอย่างรุนแรง มันแทบอยากฉีกเจ้าหนูน้อยตรงหน้าทิ้งเดี๋ยวนั้น
แต่ด้วยสติที่เหลืออยู่ มันระงับการโจมตีไว้ เพราะยังไม่รู้จักความสามารถของอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายมีพลังสูงส่ง มันอาจพลาดท่าเสียทีได้
ตัวมันเองที่ถึงขั้นสร้างรูปปั้นบูชาขึ้นมาก่อกรรม ย่อมเห็นได้ว่ามันเป็นพวกระมัดระวังตัวอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เหยาเหยากลับไม่มีความอดทนที่จะรอ เธอเห็นชัดว่าผีร้ายตรงหน้านั้นมีพลังวิญญาณรุนแรง แต่ก็ยังไม่ได้บรรลุถึงขั้นที่เรียกว่า ‘นายผี’
“ก็แค่ผีตัวใหญ่ๆตัวหนึ่ง แค่เนี๊ยะเองเหรอ นึกว่าจะเก่งกว่านี้ซะอีก”
เหยาเหยาเบะปากอย่างดูแคลน ท่าทางของเธอดูไม่สะทกสะท้านใดๆ ท่าทีนี้เรียกได้ว่าเป็นการยั่วโทสะของผีหัวคนตัวปลาจนถึงขีดสุด
มันไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกเด็กน้อยดูหมิ่นเช่นนี้ ความโกรธพุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนไม่อาจทนได้อีกต่อไป ร่างกายของมันสั่นสะท้าน พลังอาฆาตเริ่มหลอมรวมกลายเป็นฉมวกปลายแหลมในมือ ขณะที่พลังอันชั่วร้ายรอบตัวแผ่กระจายไปทั่ว ทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกลงทันที
“ตายซะเถอะ!” ฉมวกทะลวงอากาศพุ่งตรงมาทางเหยาเหยาด้วยความเร็ว แม้คนทั่วไปจะมองไม่เห็นฉมวกนั้น แต่ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเยือกเย็นและความน่ากลัวราวกับถูกสัตว์ร้ายจ้องเล่นงาน ความเย็นจากพลังอาฆาตแผ่กระจายจนรู้สึกเจ็บแปลบที่ผิวหนัง
“ระวังนะ อาจารย์!”
“ไอ้ผีขี้โกง คิดจะเล่นทีเผลอเพราะสู้ไม่ได้งั้นเหรอ! ตายไปซะเถอะ!”
สมาชิกทีมปฏิบัติการพิเศษไม่คิดเลยว่าผีจะโจมตีอย่างรวดเร็วเช่นนี้ พวกเขาตื่นตกใจด้วยพลังที่แฝงอยู่ในฉมวกนั้น หากโดนเข้าจะทำให้บาดเจ็บถึงขั้นชีวิตได้ แม้ว่าอาจารย์จะมีพลังสูงส่ง แต่ก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ต่อไปทำเอาพวกเขาตาค้าง เพราะทันทีที่เหยาเหยาชี้นิ้วเล็กๆไปที่อากาศ เงาของแกะหัวโตที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูตัวนั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฉมวก มันอ้าปากใหญ่ราวกับเป็นหลุมลึกดำมืด กลืนฉมวกเข้าไปทั้งดุ้น!
การโจมตีที่รุนแรงของผีร้ายกลับหายไปในความมืดมิดราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น จากนั้นแกะหัวโตนั้นก็พุ่งเข้าหาผีหัวคนตัวปลาทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว มันก็อ้าปากงับร่างวิญญาณของผีร้ายไปครึ่งหนึ่ง
ผีร้ายตกใจสุดขีดพลางจ้องมองด้วยความหวาดกลัวและงุนงง
บทที่ 319: ผีร้ายถูกปราบ ความจริงปรากฏ
"กร๊อบ...กร๊อบ..."
เสียงเคี้ยวดังก้องในค่ำคืนอันเงียบสงัด ชัดเจนอย่างยิ่งจนผีร้ายถึงกับชะงัก ก่อนจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่แผ่ไปทั่วร่างวิญญาณ มันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขีด
ผีร้ายดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่ภาพเงาของสิ่งที่มีร่างเป็นหัวแกะและตัวคนกดทับมันไว้ดั่งภูเขาที่ถาโถม มันแทบไม่มีแรงจะขัดขืน ต้องมองดูร่างกายถูกฉีกกัดทีละนิดอย่างไร้หนทาง
ร่างของมันแม้จะเป็นวิญญาณและมีกำลังซ่อมแซมตัวเองจากพลังหยิน แต่ความเร็วในการกลืนกินของเหยาเหยานั้นสูงเกินไป มันซ่อมแซมไม่ทัน จนร่างกายค่อยๆเลือนลางไปทุกที
หากโดนแบบนี้อีกสักครั้ง มันอาจต้องสูญสิ้นไปโดยสมบูรณ์ วิญญาณแตกสลายและตายจริงๆ!
“ยอมรับผิด ยอมแล้ว!”
มันที่ฆ่าคนและกลืนกินวิญญาณเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่อาจสู้ได้ จึงละทิ้งศักดิ์ศรี ยอมอ้อนวอนขอชีวิต
“โอ้โห อาจารย์นี่สุดยอดจริงๆ!”
“นี่มันบดขยี้กันชัดๆ! ตอนแรกยังนึกว่าเป็นผีที่เก่งมาก แต่ที่แท้ก็แค่ลูกกระจ๊อก ฮ่าๆๆ”
ภาพนี้ทำให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษขนลุกไปตามๆกัน แต่เมื่อรู้สึกตัวแล้ว แต่ละคนก็เริ่มยิ้มอย่างสบายใจ
พวกเขาเป็นกังวลว่าท่านอาจารย์จะดูแลทุกอย่างไม่ไหว จึงเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจผิดพลาด แต่เมื่อเห็นผีร้ายถูกจัดการอย่างง่ายดาย ความกังวลทั้งหมดก็หายไปทันที
“อืม? ที่แท้ก็คือผีที่รวมวิญญาณมาอยู่ด้วยกันสินะ!”
เหยาเหยาไม่สนใจเสียงโห่ร้องของพวกเขา การใช้เงาที่สร้างขึ้นมากลายเป็นวิชาของเธอเองนั้นถือเป็นวิชาเงาอีกรูปแบบหนึ่ง ตอนนี้เธอสามารถบังคับเงาให้กลืนกินผีร้าย และยังสามารถใช้มันเป็นวิชาที่ทรงพลังไม่ต่างจากวิชาเบญจอสนีบาต
วิญญาณที่ถูกกลืนกินยังมอบพลังงานและความทรงจำให้เธอ ทำให้เธอข้ามขั้นตอนการค้นหาความจริงจากวิญญาณไปได้โดยสิ้นเชิง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เหยาเหยาได้รับรู้ถึงต้นกำเนิดของผีร้ายตนนี้จากการกลืนกินวิญญาณมัน
“หึหึ เจ้าผีร้ายตนนี้ฆ่าคนตั้งมากมาย การขอชีวิตไม่อาจช่วยได้หรอกนะ!”
เหยาเหยาหัวเราะพลางแสยะยิ้ม เธอไม่รอช้าจัดการผนึกวิญญาณของมันเข้าไปในลูกแก้วปราบวิญญาณ
จากนั้นเธอหันไปมองคุณลุงที่ยืนลุ้นระทึกอยู่ด้านข้างก่อนเอ่ยบอกต้นตอของผีร้ายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“คุณลุงคะ ผีร้ายตนนี้แท้จริงคือ ‘ปีศาจ’ ที่ผสมผสานระหว่างวิญญาณของผีร้ายและซากวิญญาณของ ‘ชื่อหรู่’ ค่ะ” *[1]
ชื่อหรู่เป็นสัตว์พิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่งปรากฏในบันทึกของ ‘ซานไห่จิง’ * [2] ว่า ที่เขาชิงชิวมีลำธารอวี่อิงไหลลงสู่ทะเลสาบจีอวี๋ มีสัตว์รูปร่างคล้ายปลาแต่มีใบหน้าคน เสียงร้องเหมือนนกหยวนหยาง หากกินเนื้อของมันจะไม่เจ็บป่วย
สรรพคุณพิเศษนี้เกิดจากการที่ชื่อหรู่เป็นสัตว์โบราณซึ่งมีพลังในตัวมาตั้งแต่เกิด พลัง ‘ห้าธาตุ’ ที่อยู่ภายในช่วยขจัดโรคภัยได้
พลังพิเศษนี้ทำให้มันกลายเป็นที่ต้องการของผู้ฝึกตนถูกล่าจนแทบสูญพันธุ์ในยุคที่พลังวิญญาณจางหายไปจากโลก
ซากวิญญาณของชื่อหรู่ตนที่เหยาเหยาพบเจอนี้ โชคดีที่ไม่ถูกยึดร่างไป มันใช้วิธีพิเศษทำให้ร่างกายกลายเป็นหินจมอยู่ใต้ทะเลสาบ
วิญญาณของมันที่มีพลังสูงมากนั้นปกติแล้วไม่ควรจะฟื้นคืนมาได้ แต่วันหนึ่งมีเด็กหญิงถูกโยนลงไปในทะเล
เด็กๆเหล่านั้นล้วนเกิดก่อนกำหนด เมื่อตกลงไปในน้ำก็จมน้ำตายทั้งหมด ทำให้ดวงวิญญาณเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
วิญญาณทารกน้อยที่ถูกสังเวยให้กับผีร้ายไม่เพียงแต่จะไม่สลายไป แต่กลับกลายเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้ซากวิญญาณของชื่อหรู่ให้ค่อยๆฟื้นคืนชีพ
หลังจากเวลาผ่านไปนานปี ซากวิญญาณที่เคยอ่อนแอนั้นก็ตื่นขึ้นมาได้สำเร็จ แต่เนื่องจากมันได้กลืนกินวิญญาณเด็กหญิงจำนวนมาก พลังและจิตสำนึกของมันจึงสับสนและควบคุมไม่ได้
อันที่จริงจะพูดว่าเป็นวิญญาณของชื่อหรู่ฟื้นคืนก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะนี่คือการรวมกันระหว่างซากวิญญาณกับวิญญาณเด็กหญิงที่ถูกสังเวย จนกลายเป็นผีร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
“คุณลุงคะ ในหมู่บ้านของคุณมีคนแอบฆ่าเด็กผู้หญิงแล้วโยนศพลงทะเลตรงที่เจอรูปสลักเทพเจ้าบ้างไหมคะ?” เหยาเหยาจ้องมองเขาด้วยสายตาที่แน่วแน่ แม้จะถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นเชิงสงสัย แต่ความแน่ชัดในน้ำเสียงนั้นทำให้เฉินจื้อกังถึงกับตัวแข็งทื่อ
เขาหลบสายตาและพยายามจะปฏิเสธ แต่เมื่อมองสบตาดำขลับของเหยาเหยา คำโกหกทุกคำก็เหมือนติดอยู่ที่ลำคอ สุดท้ายเขาก็ยอมพยักหน้าและสารภาพออกมา
“อาจารย์ครับ เรื่องนี้จริงๆแล้วเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่รู้ใครเป็นคนปล่อยข่าวว่าทะเลแห่งนี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์”
“ใครก็ตามที่นำลูกสาวที่เกิดก่อนกำหนดไปสังเวยให้เทพเจ้าในทะเลจะได้รับพรให้กำเนิดลูกชายตามที่ปรารถนา”
หมู่บ้านสุ่ยซินมีอาชีพหลักคือการหาปลา ซึ่งเป็นงานที่หนักและลำบากมาก ชาวบ้านจึงมีความคิดอยากได้ลูกชายไว้สืบทอดงานอาชีพ เพราะหากไม่มีลูกชาย บ้านก็อาจจะขาดคนทำงานในอนาคต ความต้องการลูกชายนี้ฝังแน่นในจิตใจของทุกคน
และเมื่อบางครอบครัวมีแต่ลูกสาวติดต่อกันหลายคน พวกเขาก็เริ่มหันหาวิธีสารพัด เมื่อวิธีการอื่นๆใช้ไม่ได้ผล พวกเขาจึงหันมาลองพิธีสังเวยเด็กหญิงเหล่านี้ และหลังจากนั้นพวกเขาก็มีลูกชายจริงๆ
ครอบครัวหนึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อทุกครอบครัวต่างก็ได้ผลเหมือนกัน จึงทำให้ทะเลนี้กลายเป็นที่เลื่องลือ เฉินจื้อกังเมื่อทราบเรื่องก็พยายามจะหยุดยั้งแต่ไม่ทันการณ์แล้ว
ครอบครัวใดมีลูกสาวก็จะนำไปสังเวยให้ท้องทะเล เพื่อแลกกับโอกาสมีลูกชายในคราวถัดไป หลานชายของเขาเองก็เป็นผลจากพิธีสังเวย ครั้งแรกเริ่มต้นโดยลูกสะใภ้ของเขาเอง
เมื่อได้ยินคำสารภาพนี้ ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดถึงกับตกตะลึง
[บ้าเอ๊ย ตอนแรกยังคิดว่าน่าสงสารนะที่หัวหน้าหมู่บ้านต้องมาสูญเสียหลานชาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเป็นเวรกรรมที่ทำเอาไว้!]
[แล้วชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใช่ชีวิตหรือไง? พอเถอะ ตายไปก็สมควรแล้ว คิดแล้วโกรธจริงๆ]
[นี่สินะที่มาของเสียงร้องทารก ความจริงไม่รู้เลยว่ามีเด็กตายไปกี่คน บาปกรรมแท้ๆ]
ตอนนี้พวกเขาอยากจะให้เหยาเหยาปล่อยให้คนในหมู่บ้านนี้พบกับผลกรรมของตัวเอง เพราะคนพวกนี้ไม่สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น
แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา เพราะพวกเขาเชื่อว่าเหยาเหยาคงไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้คนชั่วรอดพ้นไปได้แน่นอน
และแล้วก็จริงอย่างที่คิด เสียงของเหยาเหยาก็ดังขึ้นอย่างช้าๆ
“คุณลุงคะ ผีร้ายน่ะ หนูเก็บไปแล้วล่ะคะ แต่คำสาปหนุจะไม่ลบออกหรอกนะคะ เพราะนี่เป็นผลกรรมที่ทุกคนต้องเผชิญ”
“การที่พวกคุณลุงคุณป้าสังหารลูกของตัวเอง ก็ถือเป็นบาปหนักหนาอยู่ เรื่องนี้คงต้องชดใช้ด้วยชีวิตค่ะ”
[1] ชื่อหรู่ ตามตำนานจีนโบราณเป็นสิ่งมีชิวิตที่มีลำตัวเป็นปลา มีหน้าเป็นคน ไม่มีแขนและขา
[2] ซานไห่จิง หรือคัมภีร์ขุนเขาและท้องทะเล ถูกบันทึกขึ้นช่วงราชวงศ์ฮั่น
บทที่ 320: การถ่ายทำจบลง มังกรใต้ดิน?
ภารกิจในครั้งนี้จบลงอย่างชวนให้สะท้อนใจ เดิมทีคิดว่าเป็นการช่วยเหลือหมู่บ้านที่ใกล้สูญหายไป แต่ที่ไหนได้กลับเป็นการประกาศความเลวร้ายของจิตใจมนุษย์
[นี่จะโทษใครได้อีกล่ะ? ไม่ได้ยินหรือที่อาจารย์บอกถึงที่มาของผีร้ายชือหยูนั่นเหรอ ถ้าพวกเขาไม่สังเวยเด็กหญิง กล่องแพนโดร่าก็คงไม่ถูกเปิดออก และผีร้ายนี้ก็คงไม่ฟื้นคืนมา]
[บอกได้คำเดียวว่า ค่านิยมที่มองว่าผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชายเป็นสิ่งที่ไม่ควรมี ไม่ว่าอย่างไร พวกเธอก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน]
สาเหตุที่เรื่องนี้เกิดขึ้นก็เพราะความอำมหิตของชาวบ้านที่ทำให้ฟ้าดินสาปแช่ง เรื่องนี้ต่างจากครั้งก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้ชาวเน็ตบางคนจึงรู้สึกเศร้าใจ บางคนสาปแช่ง แต่ไม่มีใครรู้สึกเห็นใจเลย เพราะการกระทำของชาวบ้านได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘กรรมตามสนอง’ เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว
"เนื่องจากอาจารย์บอกแล้วว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ไม่สามารถออกจากหมู่บ้านได้ ทางเราจะใช้มาตรการคุมขังและฝึกงานในพื้นที่เพื่อเป็นการลงโทษตามกฎหมาย" นี่เป็นคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นที่ชื่อว่า ‘โหยวเหอเหวย’ ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนร่างท้วม
แม้ว่าจะยิ้มอยู่ต่อหน้ากล้อง แต่ภายในใจเขากลับสาปแช่งไม่หยุด เพราะนี่เป็นการถ่ายทอดสดผ่านรายการใหญ่ กระแสสังคมที่ตามมาก็ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และเจ้าหน้าที่หมู่บ้านนี้คิดจะทำอะไรกันแน่? มีแต่สร้างปัญหาให้ตัวเองแท้ๆ
"อาจารย์ครับ ผมอยากถามว่าในหมู่บ้านนี้มีสิ่งชั่วร้ายเหลืออยู่หรือเปล่า?" โหยวเหอเหวยกลั้นความโกรธไว้ พยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพถามเหยาเหยา
เพราะการฝึกงานและคุมขังในที่ย่อมต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแล และเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้มันคือการที่ผีร้ายอาละวาด ถ้ายังมีสิ่งชั่วร้ายเหลืออยู่ ไม่แน่อาจเกิดปัญหาที่สถานกักกันได้
"คุณลุงไม่ต้องกังวลนะคะ สิ่งชั่วร้ายถูกกำจัดไปหมดแล้วค่ะ ถ้าไม่สบายใจ หนูมียันต์คุ้มครองให้พวกคุณลุงด้วยค่ะ!" เหยาเหยาตอบอย่างอ่อนโยน ก่อนหยิบยันต์สีเหลืองเขียนด้วยอักขระสีแดงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้
การกระทำนี้ทำให้โหยว เหวยถึงกับนิ่งไป ก่อนที่จะยิ้มด้วยความดีใจ
"ขอบคุณมากครับอาจารย์!" เพราะรู้ว่าคุณหนูคนนี้เป็นอาจารย์ที่แท้จริง ยันต์ที่เธอวาดด้วยตัวเองย่อมไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ตามตลาด
เมื่อเห็นเหยาเหยายื่นยันต์มาให้เขาห้าถึงหกใบ เขาก็ดีใจมาก เพราะจะได้จัดสรรให้เจ้าหน้าที่ในที่กักกันได้ตามใจต้องการ อย่างน้อยก็ได้เก็บไว้ใช้เองสักใบหนึ่ง ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแย่ทั้งหมด
"คุณลุง หนูฝากเรื่องที่เหลือให้คุณลุงจัดการด้วยนะคะ!" เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว
สำหรับความคิดเล็กๆของเขา เหยาเหยาก็ไม่ได้ไม่รู้เลย ด้วยเหตุนี้เธอจึงจงใจให้ยันต์มากกว่าที่จำเป็น เพราะพี่เจ็ดเคยสอนว่า ถ้าอยากให้คนช่วยงาน ก็ต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทนบ้าง อย่างไรก็ดี การวาดยันต์คุ้มครองแบบนี้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ
กู้อวี่เห็นน้องสาวจัดการเรื่องราวได้อย่างเรียบร้อย ก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวน้องเป็นอย่างมาก
กว่าจะจับตัวผีร้ายเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว ทีมงานจึงค้างคืนอยู่ที่หมู่บ้านนั้น และในเช้าวันถัดมาก็เดินทางกลับไป
เดิมทีเหยาเหยาตั้งใจว่าจะออกทะเล แต่ด้วยสถานการณ์ที่ชาวบ้านทั้งหมดถูกนำตัวไปคุมขังจึงไม่มีใครที่มีจิตใจอยากออกเรือ
ส่วนพี่เจ็ด? เขารู้เพียงวิธีขับเรือยอชต์เท่านั้น เขาไม่เคยขับเรือจับปลา เหยาเหยาจึงไม่อยากให้พี่เจ็ดเสี่ยง
กู้อวี่รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย พูดขึ้นว่า “คราวนี้พี่เจ็ดพลาดเอง กลับไปพี่เจ็ดจะพาหนูไปภูเก็ต เราจะออกทะเลสนุกกันให้เต็มที่”
“ดีเลย ดีเลย!” เหยาเหยายิ้มรับด้วยความดีใจเมื่อได้ยินว่าจะได้ไปเที่ยวทะเล
แต่คนคำนวณก็ยังแพ้ฟ้าลิขิต สิ่งที่ตั้งใจไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะหน่วยปฏิบัติการพิเศษต้องพบกับปัญหาใหญ่จนทำให้เฉินชิวสือจำต้องมาเยือนถึงบ้าน
“อาจารย์ เรื่องนี้มันเกินความสามารถของพวกเราเสียแล้ว ขอโทษที่มารบกวน ขอให้อาจารย์โปรดเข้าใจด้วยครับ” เฉินชิวสือมองเหยาเหยาที่เพิ่งเก็บสัมภาระได้ไม่ทันไร ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยก็เผลอแสดงความรู้สึกผิดจนปิดไม่มิด
เขารู้ดีว่าการมาพบครั้งนี้ถือเป็นการเสียมารยาทอยู่บ้าง แต่เขาเองก็จนปัญญา เพราะไม่มีใครในหน่วยปฏิบัติการที่จะจัดการเรื่องนี้ได้
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลุงเฉินพูดมาเลย” เหยาเหยาเข้าใจถึงความลำบากใจของเขา จึงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินชิวสือก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวโดยสรุปก็คือ เมืองหลินกำลังจะถูกน้ำท่วม
เมืองหลินเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของประเทศ มีประวัติความเป็นมาหลายราชวงศ์และสถาปัตยกรรมเก่าแก่เรียงรายตระหง่าน
รัฐบาลได้พยายามอนุรักษ์อาคารเก่าแก่เหล่านี้ จึงยังคงระบบการระบายน้ำแบบเดิมของเมืองหลวงสมัยโบราณ ซึ่งความสามารถในการระบายน้ำโดยรวมค่อนข้างต่ำ
ในฤดูฝนการระบายน้ำก็มักลำบากอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำใต้ดินจู่ๆก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรดาสัตว์เลื้อยคลานใต้ดินก็ถูกระดับน้ำที่สูงขึ้นบีบให้ออกมา จนเลื้อยไปทั่วตรอกซอกซอย
เมื่อหน่วยงานสิ่งแวดล้อมเข้าไปตรวจสอบ ก็พบว่าสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงของน้ำใต้ดิน
“ตามที่ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมคาดการณ์ น้ำใต้ดินในเมืองหลินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หากเป็นเช่นนี้ ภายในสองวันจะทะลักขึ้นมาจนท่วมเมืองโบราณทั้งเมือง”
เมืองหลินมีสถาปัตยกรรมโบราณที่มีอายุหลายร้อยถึงพันปี วัสดุก่อสร้างก็เก่าและเสื่อมสภาพไปมากแล้ว
การถูกน้ำใต้ดินท่วมเพียงครั้งเดียวอาจทำให้อาคารโบราณเสียหายทั้งหมด ประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าจะสูญสิ้นไป ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานดาวเทียมจึงได้เริ่มการเฝ้าติดตามตำแหน่งเพื่อหาต้นตอของน้ำใต้ดิน หวังจะขุดทางระบายน้ำเพื่อเบี่ยงทิศทาง
ในที่สุดต้นตอก็ถูกพบ แต่ภาพจากการเฝ้าติดตามกลับเผยให้เห็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า
“อาจารย์ครับ ช่วยดูหน่อยว่าสิ่งนี้คืออะไร” เฉินชิวสือพูดพร้อมยื่นวิดีโอมาให้
เหยาเหยามองลงไป แล้วเห็นแผนที่น้ำใต้ดินในระบบจีไอเอสที่มีเงาทะมึนขนาดใหญ่กำลังบิดตัวอยู่
มันมีขนาดมหึมา ซึ่งคนทั่วไปไม่มีทางเห็นรูปร่างทั้งหมดได้ แต่ด้วยภาพจากดาวเทียมทำให้สามารถเห็นรายละเอียดของเกล็ดเล็บได้อย่างชัดเจน
โครงร่างที่เลื้อยใต้พื้นน้ำเห็นได้ว่ามีลำตัวยาว และมีลักษณะสำคัญที่คล้ายหัวกวาง หูวัว และเล็บทั้งสี่
นี่มันมังกรหรือ? เหยาเหยาจำรูปร่างของเงานั้นได้ ดวงตาคล้ายผลองุ่นเบิกโพลงทันที
ไม่แปลกใจที่เธอจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เพราะมังกรคือสัตว์ที่ฟ้าดินมอบพลังให้ ครั้งก่อนที่เจอนางพญางูซึ่งยังไม่ฟักตัวเต็มที่ก็มีพลังเทียบเท่ากับเซียนระดับสูงแล้ว
เงานี้มีรูปร่างคล้ายมังกรโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่ามันผ่านการฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จแล้ว เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระดับไม่ต่ำกว่าขั้นที่เก้าแน่นอน
แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ในยุคปัจจุบันพลังฟ้าดินไม่สามารถรองรับผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ขั้นจักรพรรดิได้ แต่เหยาเหยาก็มั่นใจว่าจะสามารถรับมือได้
เธอรู้ได้ทันทีว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงที่มันปรากฏอยู่ในน้ำใต้ดิน
ต้องรู้ไว้ว่ามังกรตั้งแต่โบราณมีความสามารถในการเรียกฝนบันดาลคลื่น ปั่นป่วนแม่น้ำได้ เหยาเหยาจึงไม่ต้องเดาเลยว่า ปัญหาน้ำใต้ดินนี้น่าจะเกิดจากมัน
มังกรที่สามารถเรียกคลื่นและบันดาลฝนได้ อยู่ใต้ดิน การกระทำของมันสร้างผลกระทบที่น่ากลัวกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายเท่าตัว
และนี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เฉินชิวสือทนไม่ไหว
จบตอน
Comments
Post a Comment