small girl ep331-340

   บทที่ 331: สถานการณ์คลี่คลาย ผู้โชคดีต่อไป


   [บ้าจริง! เกิดอะไรขึ้นกับผู้โชคดีกันเนี่ย?] ใครบางคนถามขึ้นมา


   [ไหนว่าเรื่องจบลงแล้ว ทำไมถึงยังร้องไห้ไม่หยุดเลย?]


   [หรือว่ายังมีผีร้ายเหลือแล้วแอบสิงผู้โชคดีอยู่? ก็แสงทองเพิ่งสังหารผีร้ายไปแท้ๆไม่ใช่เหรอ!]


   [คิดมากแล้ว มีอาจารย์อยู่ทั้งคนจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดได้ไง เลิกเดากันเถอะ ผู้โชคดีก็ฟื้นขึ้นมาแล้วนี่ ถามตรงๆไปเลยดีกว่า]


   ผู้โชคดีฟื้นขึ้นมาในสภาพที่ดูน่ากลัว ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาราวกับได้ผ่านความเศร้าโศกอย่างใหญ่หลวงมา ชาวเน็ตหลายคนต่างตกใจและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่


   "อาจารย์...พวกเขาน่าสงสารเหลือเกิน!"


   ในขณะนั้นแดนวิญญาณก็สลายไปพร้อมกับความทรงจำที่เข้าร่วมความรู้สึกของเหล่าวิญญาณ ทำให้ผู้โชคดีกลับมาเป็นปกติ เธอมองไปยังอาจารย์น้อยตรงหน้า พร้อมกับเสียงที่ยังคงสั่นเครือจากการสะอื้น


   "พี่สาว เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"


   สภาพของผู้โชคดีทำให้เหยาเหยางงงวย ปกติเธอเคยทำลายแดนวิญญาณมาแล้ว แต่ยังไม่เคยเจอใครมีอาการเหมือนผู้โชคดีแบบนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามเธอมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีวิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายสิงอยู่ในตัวผู้โชคดี ซึ่งตรงกับความคาดเดาของชาวเน็ตส่วนใหญ่


   "อาจารย์คะ ฉันเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนรถไฟเกิดอุบัติเหตุค่ะ..." ผู้โชคดีพูดพร้อมกับสูดจมูกลึก เธอไม่ได้ปิดบังสิ่งที่เห็นเพราะความรู้สึกอัดอั้นในใจมันหนักอึ้งและจำเป็นต้องระบายออกมา


   แท้จริงแล้วชายมีแผลเป็นคนนั้นเป็นนักข่าวที่มีอดีตเป็นผู้ค้ายาเสพติดซึ่งหลบหนีมานานหลายปี แต่ไม่นานมานี้เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และเหลือเวลาอยู่อีกไม่กี่วัน เขาไม่อยากตายไปอย่างเงียบๆ จึงเริ่มฆ่าคนธรรมดาเพื่อดื่มด่ำกับความกลัวและเสียงวิงวอนก่อนตาย เพื่อให้ตัวเองลืมความกลัวที่จะตาย


   อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สามารถหนีผลสุดท้ายได้ มะเร็งระยะสุดท้ายทำให้เขาเจ็บปวดจนไม่สามารถนอนหลับได้ สภาพจิตใจแย่ลงอย่างหนักและเมื่อเป็นผู้ค้ายาที่มีนิสัยรุนแรงเป็นทุนเดิม เมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเช่นนี้ ทำให้เขาเสียสติอย่างสมบูรณ์


   เขาเลือกที่จะทำลายรถไฟเพื่อให้คนทั้งขบวนตายไปพร้อมกับเขา เขาต้องการตายแบบบ้าคลั่งและเป็นที่จดจำ


   ผู้โดยสารหลายคนที่อยู่บนรถไฟเป็นคนทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี มีทั้งคนโสดและครอบครัวที่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ พวกเขาจากบ้านเกิดมาหลายปีแล้ว เพียงเพื่อกลับไปฉลองปีใหม่กับครอบครัวอย่างมีความสุข แต่ใครจะคิดว่าการเดินทางกลับบ้านที่มีความสุขจะกลับกลายเป็นการเดินทางไปสู่นรก การกลับไปเจอครอบครัวเป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ ที่ไม่อาจกลายเป็นจริงได้อีก


   ความพยาบาทของพวกเขาก่อตัวและสั่งสมมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นพื้นฐานของแดนวิญญาณ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่ผู้ควบคุมแดนวิญญาณ แต่ก็เป็น ‘ผู้มีส่วนร่วม’ ในการเสริมสร้างแดนวิญญาณให้คงอยู่


   ดังนั้นเมื่อผีร้ายถูกกำจัด แดนวิญญาณจึงไม่ได้สลายทันที แต่ค่อยๆพังทลายลงเมื่อความพยาบาทของพวกเขาคลายออก ผู้โชคดีซึ่งอยู่ในแดนวิญญาณนั้นก็ได้รับความรู้สึกนั้นอย่างชัดเจนจนทำให้เธอสะเทือนใจ


   "พวกคนโง่พวกนี้ ถ้าจะตายก็ไปตายที่อื่นสิ! ออกมาทำร้ายคนอื่นทำไม!"


   "พวกผู้โดยสารนี่ซวยสุดๆ ดันมาเจอกับคนบ้าแบบนี้ ช่างน่าสงสารจริงๆ"


   "ไอ้คนเลวแบบนี้ปล่อยให้ตายไปง่ายๆ มันเร็วเกินไป น่าจะโดนลงนรกขุมที่สิบแปดไปชั่วกัปชั่วกัลป์จะดีกว่า!"


   เสียงของผู้โชคดีที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ทำให้ชาวเน็ตต่างโกรธแค้นกันขึ้นมา พากันต่อว่าชายมีแผลเป็นคนนั้นอย่างดุเดือด


   ในเรื่องนี้เหยาเหยาเองก็ไม่มีทางเลือก เพราะวิญญาณร้ายเป็นแก่นหลักของแดนวิญญาณ หากไม่ทำลายวิญญาณร้ายให้สิ้น แดนวิญญาณจะไม่สามารถพังทลายลงได้


   แม้ชายมีแผลเป็นจะเลวร้ายและน่ารังเกียจ แต่การทำให้วิญญาณของผู้โดยสารทั้งหมดติดอยู่โดยไม่อาจไปสู่ภพใหม่เพื่อมาร่วมเป็นสหายเขานั้นก็เกินไป


   ในกรณีนี้ ต้องเลือกวิธีที่เสียหายน้อยกว่า นี่เป็นหลักการตัดสินใจที่พี่ห้าเคยสอนเหยาเหยาไว้


   นี่คือเหตุผลที่เหยาเหยาลงมือโดยไม่ลังเล เพราะเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ การช่วยให้วิญญาณของผู้โดยสารเหล่านี้ได้ปลดปล่อยจากพันธนาการเร็วขึ้นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด


   “พี่สาว ไม่ต้องเสียใจนะ เหยาเหยาจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้บรรดาลุงๆป้าๆ พวกนี้เยอะๆ รับรองว่าในช่วงก่อนจะได้ไปเกิดใหม่ พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายใจ!”


   เมื่อเห็นว่าผู้โชคดียังออกจากอารมณ์เศร้าไม่ได้ เหยาเหยาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ เพราะแม้ว่าผู้โดยสารเหล่านั้นจะเสียชีวิตจากเคราะห์กรรมที่ไม่ได้ก่อ แต่การเวียนว่ายตายเกิดนั้นก็ยังต้องรอตามลำดับ นี่เป็นกฎของสวรรค์และโลก เว้นแต่จะมีผลบุญหรือคุณความดีติดตัวมา ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีข้อยกเว้น และผู้โดยสารบนรถไฟส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร


   สิ่งที่เหยาเหยาทำได้ตอนนี้คือการเผากระดาษเงินกระดาษทองให้พวกเขาเยอะๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตในเมืองวิญญาณอย่างสบายขึ้นหน่อย


   “ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยได้ อาจารย์บอกมาได้เลยนะคะ ฉันจะช่วยเต็มที่” ผู้โชคดีรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย


   ตัวเธอเองที่ติดอยู่ในแดนวิญญาณนั้น อาจารย์มาช่วยก็เพราะเธอจับสลากได้ สามารถอธิบายได้ว่าเป็นโชคดีของเธอ แต่การที่อาจารย์จะช่วยวิญญาณคนอื่นๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ การดูแลวิญญาณเหล่านั้นเป็นเหมือนภาระที่เธอสร้างให้กับอาจารย์ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากจะนิ่งเฉยอยู่เฉยๆ


   “ได้เลยค่ะ ถ้ามีเรื่องอะไรต้องให้พี่สาวช่วย เหยาเหยาจะไม่เกรงใจแน่นอน”


   “ตอนนี้ต้องถ่ายทอดสดต่อแล้วค่ะ ไว้ปิดการถ่ายทอดสดแล้วจะคุยกับพี่สาวต่อนะคะ!” เหยาเหยาพูดด้วยเสียงใส


   นี่ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ จริงๆแล้วเหยาเหยามีบางอย่างที่ต้องให้ผู้โชคดีช่วย เพราะการเผากระดาษเงินกระดาษทองให้วิญญาณเหล่านี้ต้องใช้สิ่งของที่ระบุถึงตัวตนของพวกเขา เหมือนกับการเผากระดาษในช่วงเทศกาลเชงเม้งหรือวันสารทจีน ที่ครอบครัวจะเขียนชื่อและข้อมูลของบรรพบุรุษอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เผาลงไปจะถึงมือผู้ล่วงลับที่อยู่เบื้องล่าง


   แต่เนื่องจากเวลาผ่านมานานแล้ว เบาะแสต่างๆก็เลือนรางไปหมด การจะยืนยันข้อมูลจากโลกมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เหยาเหยาจะต้องลงไปตรวจสอบรายชื่อวิญญาณที่เข้าสู่ยมโลกในวันที่เกิดเหตุการณ์ และให้ผู้โชคดีตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดตกหล่น


   อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำให้เสร็จ นี่จึงเป็นสาเหตุที่เหยาเหยาพูดทิ้งท้ายไว้แบบนั้น


   “ได้เลยค่ะ” ผู้โชคดีตอบรับอย่างเข้าใจ และปิดการถ่ายทอดสดเพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานของเหยาเหยา


   “งั้นเราจะไม่เสียเวลาแล้ว เริ่มจับสลากหาผู้โชคดีคนที่สามกันเลย!” เหยาเหยากวาดตามองที่หน้าจอเปล่าอย่างรวดเร็ว และดำเนินการต่อไปโดยไม่ลังเล


   ไม่ใช่ว่าเธอรีบเพราะใช้เวลากับผู้โชคดีคนที่สองนานเกินไป แต่ถ้าทำช้าไปหน่อย ช่วงจิบน้ำชายามบ่ายของเธออาจจะต้องพังพินาศ!


   ชาวเน็ตเองก็รู้สึกตื่นเต้นเพราะการชมเหตุการณ์แบบนี้ต้องอาศัยอารมณ์ที่เชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง ถ้าขาดตอนไป ก็จะไม่สนุกเท่าไหร่


   เหยาเหยาจึงสอดคล้องกับอารมณ์ของชาวเน็ตในข้อนี้ได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้โชคดีคนที่สามปรากฏตัวออกมาอย่างรวดเร็ว


   ผู้โชคดีคนที่สามนี้เป็นหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบกว่า เสียงหวานน่ารัก แต่ทันทีที่ภาพของเธอปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ใบหน้ากลมของเหยาเหยาก็ยู่ย่นขึ้นทันที



 บทที่ 332: พี่สาวไม่ได้ท้องนะ!


   [ฮ่าฮ่าฮ่า สีหน้าของอาจารย์ดูแปลกไปเล็กน้อย เรื่องเริ่มจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ]


   [คนที่อาจารย์บอกว่าผู้โชคดีก็ดูหน้าตาสวยไม่แพ้ดาราชื่อดังเลย ไม่เห็นเหมือนคนที่เพิ่งถูกแฟนทิ้งมาเลยนะ!]


   [อ้าว คอมเมนต์บนๆนี่พวกแซะคนสวยใช่ไหมเนี่ย? สาวสวยแล้วต้องโดนแฟนทิ้งด้วยเหรอ? สวยเดี่ยวๆไม่ได้รึไง? หัดคิดหน่อย!]


   [ฉันก็แค่ล้อเล่นเอง ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้น? ถ้าอยากจะทะเลาะบอกมาเลย พร้อมเสมอ!]


   บรรดาชาวเน็ตที่กำลังดูเหตุการณ์ต่างก็หัวเราะขำขัน แต่จู่ๆ ในคอมเมนต์ก็มีประเด็นที่ไม่น่าพอใจ จนเกิดการถกเถียงกันขึ้น


   ทั้งสองฝั่งต่างเป็นนักเลงคีย์บอร์ดตัวจริง ใส่กันไม่ยั้งเหมือนจะเอาให้แตกหักไปข้างหนึ่ง


   มีทั้งคนดูดราม่า คอยสงบศึกและเถียงกันไม่หยุด จนเกือบจะทำให้หัวข้อการสนทนาเบี่ยงเบนไป แต่จู่ๆ เสียงอันนุ่มนวลก็ดังขึ้นมาในไลฟ์สด


   “พี่สาวอยากดูดวงว่าลูกในท้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเหรอคะ?”


   ทันทีที่ได้ยิน ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ผู้โชคดีหรือชาวเน็ตต่างก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า แต่ละคนตาเบิกโพลงทันที


   เพราะการเปิดประเด็นเรื่องเพศของทารกตั้งแต่เริ่มแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสะเทือนวงการ แถมยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในบางที่


   คนที่พูดขึ้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเหยาเหยาตัวจริงเสียงจริง น้องถึงกับข้ามขั้นตอนปกติแล้วถามตรงๆเลย


   ทำเอาชาวเน็ตฮือฮากันยกใหญ่ ก็ยิ่งอาจารย์มีวิธีการที่ไม่เหมือนใครมากเท่าไหร่ นั่นก็หมายถึง ‘มีเงื่อนงำ’ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น


   คนดูก็ไม่สนใจคอมเมนต์ที่เถียงกันแล้ว แม้แต่สองคนที่ทะเลาะกันก็หยุดเถียงแล้วหันมาสนใจหน้าจอแทน


   ทุกคนจ้องหน้าจอเหมือนรูปปั้นคนอยากรู้เรื่องเต็มที่


   “เอ๋? พี่สาว หรือว่าเรื่องที่rujอยากรู้ไม่ใช่เรื่องนี้เหรอ?” เหยาเหยาถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ เลยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความงุนงง


   ส่วนกู้อวี่ที่ยืนอยู่ข้างน้องสาว เห็นน้องตัวเองทำหน้างงๆ ก็ขยิบตาให้ น้องยังไม่รู้หรือไงว่าคนที่ถามหน้านี่ถึงกับหน้าซีดไปแล้วนะ!


   แต่เขาก็ไม่ได้โทษน้องสาว เพราะดูจากท่าทีของผู้โชคดีก็ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาดูเรื่องนี้จริงๆ


   น้องสาวของเขาก็แค่ไม่รู้จักการวางตัวทางสังคมเท่านั้นเอง จะให้เด็กน้อยอายุสี่ขวบหมาด ๆ มารู้เรื่องสังคมได้ยังไงล่ะ?


   เมื่อเห็นว่าเหยาเหยาเริ่มหมดความอดทน ผู้โชคดีก็รู้ตัวว่าต้องตอบคำถามนี้แล้ว หากอีกฝ่ายไม่ยอมตอบให้ คงต้องหน้าแตกจริงๆแน่


   “ค่ะ ฉัน...ฉันอยากรบกวนดูดวงเรื่องนี้ค่ะ” เธอฝืนตอบทั้งๆที่หน้าแทบช็อก


   ในใจเธอก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากไม่ใช่เพราะคนนั้นที่อยากรู้เพศของเด็กในท้องแต่ไม่ยอมให้เธอไปเจาะน้ำคร่ำเพราะกลัวการแท้ง เธอคงไม่ต้องมาอับอายขนาดนี้หรอก


   เพื่อนที่แนะนำไลฟ์สดนี้ให้เธอ รู้จักกับเจ้าของช่องเป็นอย่างดี เพราะตอนที่เพื่อนเธอป่วยหนักไปหาหมอมาหลายที่ก็ไม่มีใครรักษาได้


   แต่วันหนึ่งเพื่อนเธอหายป่วยได้อย่างน่าประหลาดใจ พอสอบถามก็รู้ว่าเป็นฝีมือของอาจารย์น้อยคนนี้ ทำให้เธอเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องมีฝีมือจริงๆ


   เธอจึงมาถามเรื่องเพศของทารก เพราะหมดทางเลือกแล้ว คนคนนั้นบอกไว้ว่า ถ้าเด็กในท้องเป็นลูกชาย เขาจะยอมแต่งงานกับเธอ


   เธอเพิ่งท้องได้เพียงสามสัปดาห์ ยังต้องรอคลอดอีกนาน แต่เธอกลับไม่มีความสงบเลย


   เมื่อไม่สามารถใช้วิธีทางการแพทย์ได้ เธอจึงต้องพึ่งพาอาจารย์เพื่อให้เธอคลายความกังวลได้บ้าง


   เธอจึงเฝ้ารอในไลฟ์สด แม้จะมีผู้ชมเป็นล้าน แต่เธอก็รู้สึกมืดแปดด้าน เพราะคิดว่าคงไม่มีทางที่เธอจะได้ถูกเลือก


   แต่เธอก็โชคดีสุดๆ ที่ถูกเลือกตั้งแต่ครั้งแรก


   [โห จะแยกเพศลูกจริงเหรอเนี่ย? คนที่จะทำแบบนี้ได้ นอกจากตัวเองอยากได้ลูกชาย ก็ต้องโดนฝ่ายชายบังคับแล้วล่ะ!]


   [แถมผู้หญิงคนนี้ยังสวยขนาดนี้ มันอดคิดไม่ได้เลยนะเนี่ย หรือว่าสรุปที่หนุ่มคนนั้นว่าไว้จะถูกจริงๆ!]


   [อ๊าก! อาจารย์รีบเฉลยความจริงทีเถอะ คนจะขาดใจแล้ว!]


   ประเด็นเรื่องนี้พลิกผันจนน่าตกใจ ทำเอาชาวเน็ตแทบตกเก้าอี้ ใครก็ไม่อาจจะใจเย็นได้อีกต่อไป กลายเป็นรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ


   เหยาเหยาไม่ได้สนใจคอมเมนต์ในไลฟ์ แต่ค่อยๆเลื่อนสายตาลงไปมองหน้าท้องที่ยังไม่แสดงอาการของผู้ที่ผู้โชคดี


   “พี่สาว ตอนนี้พี่ไม่ควรสนใจว่าข้างในเป็นน้องชายหรือน้องสาวนะคะ”


   “แต่ควรสนใจว่าจะเอาชีวิตรอด หรือเลือกที่จะเก็บ ‘สิ่งนี้’ ไว้”


   เสียงของเหยาเหยาเบา แต่ในห้องที่เงียบสงัดนั้นกลับชัดเจนจับใจคนฟัง ราวกับเสียงก้องสะท้อนอยู่ในหัวของผู้โชคดี จนเธอถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ


   “อะ...อาจารย์ หมายความว่ายังไงคะ? เด็กคนนี้มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ?”


   เธอรู้สึกคอแห้งผาก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองส่งเสียงออกมาได้อย่างไร


   สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือกลัวว่าตัวเองอาจจะท้องนอกมดลูก หากเป็นแบบนั้น ชีวิตนี้คงไม่มีอะไรเหลือแล้ว


   เธอจ้องเหยาเหยาแน่นด้วยความวิตกกังวลจนร่างกายเริ่มสั่น


   “เด็กในท้องคุณสบายดีค่ะ แต่คนที่มีปัญหาคือพี่สาวต่างหาก” เหยาเหยาพูดพลางเงยหน้าขึ้นมามองผู้โชคดี


   เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงสนใจเรื่องเด็กอยู่ เธอก็ตัดสินใจพูดออกมาให้ชัดเจนกว่านี้


   เหยาเหยากล่าวเสียงจริงจัง “พี่สาวจากที่ดูหน้าพี่มา ยังไม่มีลางบอกเหตุเรื่องลูกในวาสนาเลย แปลว่าพี่ไม่น่าจะท้องนะคะ!”


   “อย่าเพิ่งปฏิเสธนะคะ เหยาเหยาขอลองเดาหน่อย พี่กับ ‘คนรัก’ มักจะไปกินอาหารที่ร้านเดิมบ่อยๆใช่ไหม?”


   ผู้โชคดีพอได้ยินว่าเด็กในท้องไม่เป็นอะไร ก็เผลอถอนหายใจเบาๆ แต่ไม่ทันไรคำพูดหลังจากนั้นก็ทำเอาเธอสะดุ้งโหยงขึ้นมา


   เธอยิ่งรู้สึกแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ท้อง ทั้งที่ทั้งประจำเดือน ชุดตรวจครรภ์ และการทำอัลตร้าซาวด์ก็แสดงชัดเจนว่าเธอท้องจริงๆ


   เธอเริ่มสงสัยในฝีมือของอาจารย์น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดเรื่องจริง ทำให้เธอลังเลไปหมด


   “อาจารย์พูดถูกค่ะ เรามักจะไปที่ร้านซวงซี่จี๋อยู่บ่อยๆ ที่นั่นจะมีเมนูใหม่ออกมาเป็นระยะ ทุกครั้งอร่อยถูกปากฉันมาก”


   เธอครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจฟังต่อเพราะมีคนดูในไลฟ์เยอะแบบนี้ หากที่นี่เป็นแค่การหลอกลวง คงมีคนจับผิดไปนานแล้ว


   ร้านนั้นก็เป็นร้านดังมาก อาหารแต่ละจานทำออกมาดีทุกครั้ง ถ้าไม่ได้กินช่วงนึงเธอก็จะรู้สึกคิดถึง


   พอผู้ที่ผู้โชคดีตอบเช่นนั้น สีหน้าของเหยาเหยาก็เคร่งขรึมขึ้นทันที


   เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีลางบอกเหตุเกี่ยวกับลูกในชะตาของผู้โชคดี แต่ในท้องกลับมี ‘บางอย่าง’ อยู่ ซึ่งถ้าพูดให้ชัดมันคือ ‘ทารกปีศาจ’


   นี่คือการถูกใช้เป็นเครื่องมืออุ้มบุญอย่างตั้งใจ และต่างจากทารกปีศาจทั่วไปที่อาศัยร่างแม่อยู่เฉยๆ เจ้าตัวนี้กลับมีเลือดเนื้อเหมือนทารกจริงๆ ซึ่งเป็นวิชาการโอนย้ายชีวิตอย่างแท้จริง


   ทว่าก่อนที่จะเติบโตและเป็นตัวเป็นตนได้ วิญญาณของเด็กคนนี้ยังไม่ตื่นอย่างสมบูรณ์ มันจะต้องประสานร่างกายกับร่างกายแม่ไปเรื่อยๆ


   จากมุมมองทางการแพทย์ เด็กในท้องนี้ถือเป็นตัวอ่อนที่ไม่มีชีวิต แต่ดัน ‘ยังมีชีวิต’ ที่จะคอยกัดกินเลือดเนื้อของแม่ผู้ให้กำเนิดไปเรื่อยๆ


   หากพูดง่ายๆก็คือมันเหมือนปีศาจที่อาศัยอยู่ในร่าง และเมื่อครบกำหนดคลอดแล้ว ผู้โชคดีจะต้องตายเพราะร่างกายสูบเลือดเนื้อไปหมด ถือเป็นวิชามารอันโหดร้าย!


   การฟื้นคืนชีพนั้นแต่ไหนแต่ไรก็เป็นสิ่งต้องห้าม มันจึงต้องแลกมาด้วยการเสียสละอะไรบางอย่างเสมอ


   ถ้าไม่ใช่เพราะมองเห็นความผิดปกติในโชควาสนาของอีกฝ่าย เหยาเหยาคงไม่สังเกตเห็นความลับนี้ง่ายๆ


   ส่วนร้านอาหารที่ผู้โชคดีไปบ่อยๆนั้น ที่จริงก็เป็นการวางแผนไว้แล้ว การไปทุกครั้งคือการทำพิธีอัญเชิญวิญญาณ


   เมื่อทำไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นสุดท้าย วิญญาณของทารกปีศาจก็เข้าสิงอย่างสมบูรณ์ ผู้โชคดีถึงได้รู้สึกว่าตัวเองท้อง


   แต่ความจริงแล้ว นี่ต่างหากคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย



 บทที่ 333: ทารกปีศาจก็ยังถือว่าเป็นลูกอยู่ดี


   เนื่องจากการทำพิธี ‘ทารกปีศาจ’ ทำให้ผู้โชคดีได้กลายเป็นเพียงร่างเพื่อบำรุงทารกปีศาจเท่านั้น


   “อีกอย่างนะคะ พี่สาวยิ่งพี่มีอารมณ์ด้านลบระหว่างตั้งครรภ์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับทารกปีศาจนะคะ ทำให้มันดูดกลืนชีวิตของพี่ได้ง่ายขึ้นค่ะ!”


   ร่างกายของมนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นผู้ควบคุมและจิตวิญญาณนั้นถูกชักนำได้ง่ายจากอารมณ์ต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งจะส่งผลให้จิตใจและพลังชีวิตอ่อนแอลง ทำให้เชื้อปีศาจแทรกซึมเข้ามาได้ง่าย


   ขณะนี้ทารกปีศาจกำลังอยู่ในช่วงแรกของการเกิดใหม่ต้องสูญเสียพลังปีศาจไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการทำให้ผู้เป็นแม่อ่อนแอลงจึงเป็นวิธีที่ช่วยทารกปีศาจได้มากที่สุด


   เหยาเหยาเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดอย่างไม่ปิดบัง ความจริงที่โหดร้ายนี้ทำให้ห้องไลฟ์ถึงกับลุกเป็นไฟ


   [แม่เจ้า! แต่ก่อนคิดว่าคนสร้างปีศาจหรือปีศาจก็แย่แล้ว นี่ทั้งคนทั้งปีศาจสมรู้ร่วมคิดกันทำร้ายคนคนหนึ่งเลยเหรอ!]


   เรื่องแบบนี้ถ้าเอาไปเล่าในรายการทีวี ต้องถือว่าเป็นข่าวที่เขย่าโลกมาก ความโหดร้ายแบบนี้เรียกได้ว่า ผู้โชคดีนั้นโชคร้ายมากที่ต้องมาเจอผู้ชายชั่วแบบนี้


   ไม่แปลกใจที่เขาจะไม่ยอมให้เจาะตรวจเพศเด็ก เพราะตามที่อาจารย์บอก ทารกปีศาจยังนับว่าเป็นทารกที่ไร้ชีวิตตามหลักวิทยาศาสตร์ ถ้าตรวจตอนนี้คงมีปัญหาแน่!


   และที่ผ่านมาเขาก็แสดงอาการน่าสงสัยอยู่แล้ว ทั้งที่เขาคิดเรื่องเพศของเด็ก แต่กลับไม่ให้ตรวจซะงั้น มันย้อนแย้งชัดเจน


   อีกทั้งการทำให้ผู้โชคดีอารมณ์แปรปรวนในช่วงตั้งครรภ์ ก็ชัดว่าเขาไม่ได้นึกถึงเด็กในท้องจริง ๆ ตอนนี้ตามคำอาจารย์ ทุกอย่างดูลงตัวและมีเหตุผลมากขึ้น จนชวนขนลุกไปหมด


   “อาจารย์ ฉันไม่ได้ไม่เชื่ออาจารย์นะคะ เพียงแต่เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป ฉัน...ฉันอยากได้หลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ค่ะ”


   ในขณะที่ชาวเน็ตพร้อมใจเชื่อกันเต็มที่ ผู้โชคดีกลับยังคงสงสัยอยู่ แม้ว่ารายละเอียดที่เหยาเหยาบอกมาทุกอย่างจะตรงเป๊ะ


   เธอมีสีหน้าซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและไม่เข้าใจ เห็นได้ชัดว่านี่ยังไม่ถึงจุดที่ทำให้เธอยอมรับทุกอย่าง เพราะในใจลึกๆ เธอยังเชื่อใจแฟนของเธอ


   ภาพความทรงจำที่งดงามผุดขึ้นมาในหัวซ้ำไปซ้ำมา เธอไม่อาจยอมรับได้ว่าแฟนที่เคยอ่อนโยนกับเธอจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้


   [เฮ้อ...ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใคร ใครก็คงยอมรับไม่ได้หรอก]


   [คนรักหักหลังยังพอว่า แต่ที่โหดร้ายคือผลพวงของความรักนั้นกลายเป็นคำสาปที่คร่าชีวิต ถ้าเป็นฉันคงถึงกับสติแตกแน่ๆ]


   [ฉันพอจะเห็นภาพเลยล่ะ ถ้าหากอาจารย์พิสูจน์ได้จริง สีหน้าของผู้โชคดีคงจะออกมาอย่างไร!]


   ในขณะที่ชาวเน็ตตื่นเต้น ผู้โชคดีเองก็เต็มไปด้วยความกังวล ท่ามกลางบรรยากาศอันหนักอึ้งนี้ เสียงนุ่มนิ่มของเหยาเหยาก็ดังขึ้น


   “พี่สาวคะ การพิสูจน์ไม่ยากเลยนะคะ แค่โทรไปหาคนรักของพี่ บอกเขาตรงๆเลย”


   “เหยาเหยาจะช่วยพี่เปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเขาเองค่ะ พี่ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะโกหก ในเมื่ออยู่ต่อหน้าเหยาเหยา เขาโกหกไม่ได้หรอก!”


   ความมั่นใจเต็มเปี่ยมของเหยาเหยาทำให้ผู้โชคดีถึงกับอึ้งไป แต่ก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เธอกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนคอแห้งฝืดไปหมด


   เธอรู้ว่าถึงจุดนี้แล้ว ตนเองคงไม่มีทางถอยหลังอีกต่อไป แม้ใจจะยังเชื่อมั่นในตัวแฟนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธสิ่งที่อาจารย์บอก เห็นทีจะต้องสู้จนถึงที่สุด


   ผู้โชคดีสูดลมหายใจลึก ยืนขึ้นไปหยิบโทรศัพท์สำรองจากลิ้นชัก เพราะเครื่องที่กำลังไลฟ์อยู่ใช้งานไม่ได้


   หมายเลขโทรศัพท์ของแฟนเธอ เธอจำได้ดีปลายนิ้วของเธอค่อย ๆ แตะปุ่มหมายเลขโทรออก และอีกฝั่งก็รีบรับสายในทันที


   “หานอิน? ทำไมจู่ๆโทรมาหาผม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”


   เสียงปลายสายทุ้มนุ่มฟังดูอบอุ่น ชวนให้รู้สึกเหมือนฤดูใบไม้ผลิ จนชาวเน็ตต้องถอนหายใจ เสียงดูเป็นคนดีแต่กลับทำเรื่องเลวร้ายถึงขนาดนี้นี่นะ!


   สำหรับผู้โชคดีแล้ว ปกติเธอจะรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้ แต่หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ กลับทำให้เธอรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


   “ใช่ มีเรื่องจะคุยจริงๆ!” เธอพยายามควบคุมความคิดของตัวเองไว้


   เมื่อถึงเวลานี้จริงๆ ผู้โชคดีกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นอีกแล้ว เธอพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา


   “ชีเจิ้งเฉิง ฉันถามคุณตรงๆเลย ว่าเด็กในท้องของฉันเป็นลูกของคุณ หรือเป็นทารกปีศาจที่คุณวางแผนเอาไว้กันแน่!”


   “อย่าคิดจะหลอกฉันนะ ฉันไปหาหมอดูมาแล้ว เขาให้ยันต์มา ถ้าคุณไม่พูดความจริง ฉันจะดื่มยันต์นี่เข้าไปเพื่อพิสูจน์เลย!”


   น้ำเสียงของผู้โชคดีมั่นคงหนักแน่น แถมเธอยังเพิ่มฉากหลอกเล็กๆ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก


   แม้เธอจะไม่ได้บอกว่าหมอดูคนนี้มาจากที่ไหน ปกติคนทั่วไปอาจจะไม่คิดอะไรมาก เพราะการหาหมอดูจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย


   แต่แฟนของเธอกลับรู้สึกกลัวมากเพราะเขาเองรู้ดีว่ามีปีศาจอยู่จริง!


   เขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะคิดว่ายันต์นี้เป็นของจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นจริงแล้วเกิดฆ่าลูก ‘ของเขา’ ไปได้ เขาจะกลายเป็นคนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง


   เมื่อได้ยินว่าผู้โชคดีบอกว่าจะดื่มน้ำยันต์ แฟนของเธอถึงกับตกตะลึงและโกรธจัด


   “กัวหานอินเธอรู้หรือเปล่าว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่! ยันต์พวกนั้นต้องใช้จูซาวาดลงไปนะ เธอเรียนมาตั้งหลายปีไม่รู้หรือไงว่าผงจูซามันเป็นพิษ!”


   “โดยเฉพาะสำหรับทารกในครรภ์ ยิ่งมีพิษร้ายแรงมาก นี่เป็นลูกของเรานะ เธอไม่กลัวว่าเด็กจะเกิดมาพิการหรือไง?”


   “แม่ของฉันไม่ชอบเธออยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ แม่ฉันคงไม่ยอมให้แต่งงานหรอก เธอยังกล้าเอาลูกมาเสี่ยงอีกเหรอ!”


   “เธออยากแต่งเข้าตระกูลฉันไหม ฉันบอกไว้เลยนะ ถ้าเธอกล้าดื่มน้ำยันต์นี้ล่ะก็ เรื่องของเราจบกันแค่นี้!”


   แฟนของผู้โชคดีรู้จุดอ่อนของเธอดี พูดได้แทงใจดำจนเธอเคยสะดุ้งทุกครั้ง


   แต่ครั้งนี้เธอกลับรู้สึกตลก เขารู้ว่าแม่ของตนเองไม่ชอบเธอแท้ๆ แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เธอโดนดูถูกเหยียดหยาม


   นี่คือความรักที่เธออุตส่าห์อดทนรักษาไว้หรือ? ไม่ใช่แน่ ความรักแบบนี้เธอไม่ต้องการอีกต่อไป


   ในขณะนั้นเอง เธอไม่สนใจแล้วว่าเด็กในท้องจะเป็นทารกปีศาจหรือไม่ อารมณ์ที่อดกลั้นไว้มานานระเบิดออกมาทันที


   “คุณก็รู้ว่าแม่คุณไม่ชอบฉัน แต่คุณทำอะไรกับเรื่องนี้บ้างล่ะ?”


   “บ้านฉันอาจจะไม่รวยเท่าคุณ แต่คุณคิดว่ามีเงินนิดหน่อยแล้วจะยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน? ฉันบอกคุณเลยนะ ชีเจิ้งเฉิง ฉันกัวหานอินจะเอาชนะครั้งนี้ให้ได้!”


   “ต่อให้คุณอยากอยู่กับฉัน ฉันก็ไม่สนแล้ว เลิกก็เลิก เด็กคนนี้ฉันจะเอาออก ชีวิตบ้าๆแบบนี้ให้คุณอยู่คนเดียวไปเถอะ!”


   ผู้โชคดีแสดงอารมณ์เดือดดาลออกมา คำพูดของเธอราวกับประกายไฟ ทำให้ทั้งห้องไลฟ์รวมทั้งเหยาเหยาตกตะลึงไปตามๆกัน


   โดยเฉพาะเหยาเหยาเอง เธอยังคิดอยู่ว่าจะเปิดโปงคนที่ใช้วิชาเกิดใหม่กับคนรักของผู้โชคดีได้อย่างไร แต่ไม่ทันได้คิดอะไร ผู้โชคดีเธอก็จัดการเองไปแล้ว


   เหยาเหยาขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ เธอเคยได้ยินจากแม่ว่าผู้หญิงที่ท้องมักมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย


   ทว่าพี่สาวคนนี้ในท้องมีแต่ปีศาจ นี่ก็ยังนับได้เหมือนกันหรือเปล่านะ?



   บทที่ 334: ผู้โชคดีคนที่สี่


   ขณะที่เหยาเหยายังคงกังวลว่าการตั้งครรภ์ทารกปีศาจจะมีอาการเหมือนการตั้งครรภ์ปกติหรือไม่ ผู้โชคดีก็พูดเสร็จเรียบร้อยแล้ว


   ทันใดนั้นเสียง ตู๊ด.. ของโทรศัพท์ถูกตัดสายก็ดังขึ้น ใบหน้าของเธอแดงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการด่าทอที่รัวเร็วทำให้หายใจไม่ทัน


   เธอสงบสติอยู่สักพักจนเริ่มรู้สึกดีขึ้น จากนั้นจึงมองไปที่เหยาเหยาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและขอร้อง


   “ท่านอาจารย์ช่วยเอา ‘ทารกปีศาจ’ นี้ออกไปจากตัวฉันทีเถอะค่ะ!”


   ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ และยังมีท่าทีโล่งอกอยู่บ้าง หากเด็กในท้องเป็นทารกจริงๆ เธอคงทำใจเอาออกไม่ลง เพราะมันคือชีวิตที่มีลมหายใจ


   แต่หากต้องคลอดออกมา เธอซึ่งเป็นหญิงสาววัยเพียงยี่สิบกว่า พึ่งก้าวเข้าสู่สังคมได้ไม่นาน คงต้องแบกรับคำนินทานับไม่ถ้วน เข้าสู่สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก


   แต่เมื่อรู้ว่าเด็กในท้องเป็นเพียงทารกปีศาจ ความรู้สึกผิดชอบด้านศีลธรรมของเธอก็หายไปทันที การกำจัดวิญญาณที่ไร้ชีวิตออกไปจึงไม่เป็นภาระทางใจอีกต่อไป


   “ดีแล้วค่ะพี่สาวที่พี่เข้าใจได้แบบนี้!”


   เหยาเหยาเห็นแล้วก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก


   เธอสัมผัสได้ว่าพี่สาวคนนี้เป็นคนหัวแข็ง เดิมทีเธอยังกังวลว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรได้ยาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนความกังวลของเธอจะเกินความจำเป็นไปหน่อย


   เหยาเหยาหยุดสักครู่ก่อนจะพูดว่า


   “วิชาการเกิดใหม่ของทารกปีศาจนี้ยุ่งยากหน่อย พี่สาวอาจต้องมาที่เมืองหลวงสักครั้ง ตอนนี้พี่อยู่ที่ซูโจวใช่ไหมคะ?”


   “เอ๊ะ...อาจารย์รู้ได้ยังไง?” ผู้โชคดีตกตะลึงเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดที่อยู่ของตัวเอง


   ต้องบอกว่าฟังก์ชันระบุตำแหน่งของแอปพลิเคชันไลฟ์นี้ยังไม่ได้เปิดใช้งาน การไลฟ์ก็อยู่ในห้องปิด จึงไม่มีเบาะแสอะไรที่บอกได้


   นี่ทำให้เธอตระหนักว่าอีกฝ่ายเป็นอาจารย์จริงๆ น่าขันที่เธอยังเคยสงสัยอยู่เมื่อสักครู่ โชคดีที่อาจารย์ไม่ถือสา


   “พี่สาวไปที่สถานีตำรวจในเมืองท้องถิ่นก่อนนะคะ จากนั้นหนูจะให้คนไปรับ ไม่ต้องไปเองค่ะ!”


   “แล้วก็อย่าพกของที่แฟนพี่ให้ติดตัวนะคะ!”


   เหยาเหยาไม่ได้ตอบคำถามของผู้โชคดี เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


   ท่าทางของเธอที่ดูสงบเสงี่ยมนี้ ทำเอาผู้โชคดีถึงกับตกใจ เธอไม่ได้โง่ บางคำพูดไม่ต้องพูดชัดเจนก็พอเข้าใจได้


   เช่น การระบุตำแหน่งด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น ง่ายดายมากที่จะฝังชิปเล็กๆลงในของใช้บางชิ้น


   ผู้โชคดีไม่เชื่อว่าถ้าแฟนของเธอจะพยายามอย่างหนักเพื่อทำให้ทารกปีศาจเกิดใหม่ในท้องเธอได้ แล้วจะไม่มีการเตรียมการไว้เลยได้ยังไง?


   ดังนั้นแม้ว่าอาจารย์จะไม่บอก เธอก็จะไม่พกของเหล่านั้นติดตัวอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ถูกตามตัวได้ง่ายๆ


   สำหรับเหตุผลที่อาจารย์ให้ไปที่สถานีตำรวจแทนที่จะไปที่อื่น ผู้โชคดีคาดเดาได้คร่าวๆว่าอาจเกี่ยวข้องกับทารกปีศาจในท้องเธอ…


   แต่จะเป็นอะไรนั้นก็ยากจะคาดเดา สรุปแล้วเมื่ออาจารย์บอกไว้ เธอก็จะทำตามเพื่อไม่ให้เป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาโดยเปล่าประโยชน์


   “งั้นเหยาเหยาจะรอพี่ที่เมืองหลวงนะคะ!”


   เมื่อผู้โชคดีพยักหน้า เหยาเหยาจึงยิ้มอย่างสดใส


   พูดจบเธอก็หยิบสมาร์ตวอทช์ของตัวเองออกมา ใช้นิ้วมืออวบเล็กๆ จิ้มหน้าจอไปมา


   นี่เป็นการส่งข้อความหาคุณลุงเฉินที่อยู่ในหน่วยปฏิบัติการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทารกปีศาจ มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้โชคดีอาจมีนักพรตอยู่ใกล้ตัว


   หากให้เธอเดินทางไปสนามบินเองแบบไม่ทันระวัง แล้วเกิดนักพรตตามตัวได้ จะทำให้สถานการณ์ยิ่งยุ่งยาก


   เหตุใดจึงให้ไปที่สถานีตำรวจ? เนื่องจากในยุคที่พลังวิญญาณฟื้นฟูเช่นนี้ หน่วยปฏิบัติการได้เริ่มประสานงานกับสถานีตำรวจในแต่ละท้องที่เพื่อรับมือกับเหตุการณ์พิเศษ


   จากการผลักดันเรื่องนี้ ทำให้สถานีตำรวจในเมืองหลักและเมืองศูนย์กลางของแต่ละจังหวัดเริ่มประสานงานอย่างเป็นทางการ


   ดังนั้นหากไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และพบว่ามีเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ หน่วยปฏิบัติการจะมีคนออกมาดูแลความปลอดภัยให้ผู้โชคดีในช่วงเวลาไม่นาน


   "ถ้าอ่อนแอก็อาจต้านไม่อยู่"


   "อาจารย์ครับ ไม่ต้องกังวลเลย พวกเรามีเพื่อนร่วมงานขั้นห้าอยู่พอดี บังเอิญเขามีธุระที่เมืองหลวงด้วย จะได้ถือโอกาสคุ้มกันคนที่ท่านมอบหมายมาด้วยเลย"


   "อย่างช้าก็ค่ำนี้ครับ คนจะส่งถึงมือท่านแน่นอน ไม่มีทางทำให้ท่านผิดหวังครับ"


   เฉินชิวสือในฐานะผู้นำสูงสุดของทีมปฏิบัติการ มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีอำนาจสามารถเรียกกำลังทีมปฏิบัติการทั่วประเทศได้และเมื่อเกิดปัญหาก็ต้องหาผู้นำระดับสูง นี่คือสิ่งที่คุณพ่อของเหยาเหยาสอนเธอไว้ เพราะถ้าหาคนระดับล่างไม่ช่วยอะไร ก็สู้หาผู้นำคนเดียวให้จบเรื่องไปเลยดีกว่า


   ผู้โชคดีรีบถอดเครื่องประดับทั้งหมดที่ใส่อยู่ทิ้ง แล้วไปแลกเงินสดที่มีในตัว จากนั้นตรงไปยังห้างใกล้ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ การรอบคอบของเธอช่วยให้เธอรอดพ้นจากอันตราย


   เพราะแฟนหนุ่มของเธอแอบฝังชิปติดตามไว้ในตัวเธอ ซึ่งซ่อนอยู่ในต่างหูมุกที่เธอใส่ทุกวันนั่นเอง เขาคิดว่าเธอคงไม่ยอมทิ้งต่างหูนั้นเป็นอันขาด แต่สุดท้ายก็คิดผิดจนได้


   เมื่อเขาโกรธจนบุกมาหาก็พบเพียงห้องที่ว่างเปล่าและต่างหูที่ถูกโยนทิ้งอยู่บนพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ


   แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องพูดถึงของผู้โชคดี เหลือเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ต้องจัดการ นั่นคือการกำจัดปีศาจออกจากตัว ซึ่งต้องทำการรักษาด้วยวิธีที่ต้องพบตัวจริงๆ จึงถือได้ว่าจบอย่างสมบูรณ์


   "ผู้โชคดีสามคนแรกภารกิจสำเร็จหมดแล้ว! มาดูกันว่าใครจะเป็นผู้โชคดีคนที่สี่นะคะ!"


   เหยาเหยาทำเสียงเลียนแบบพิธีกรรายการหนึ่ง พยายามสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น


   อย่างที่เขาว่า ‘หนึ่งนาทีมีค่าเท่าทอง’ เธอจะได้ใช้เวลานั้นไปกับการกิน ดื่ม และเล่นให้คุ้มที่สุด


   หลังจากเตรียมการอย่างรวดเร็ว เธอก็เริ่มเปิดจับสลากผู้โชคดีคนที่สี่อย่างมีประสิทธิภาพและคนที่ถูกเลือกครั้งนี้ก็ยังเป็นสาวน้อยอีกเช่นเคย


   เธอยังอายุน้อย ดูเหมือนยังไม่ถึงยี่สิบ แต่มีใบหน้ากลมป่องเป็นเอกลักษณ์ เหมือนเด็กที่ยังมีไขมันทารกบนใบหน้า แม้จะโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม


   แต่สภาพของเธอกลับไม่ดีนัก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แม้ว่าเธอจะมีใบหน้าที่ดูเหมือนเด็ก แต่ข้อมือที่เผยออกมากลับผอมบาง และผิวสีเหลืองซีดที่แสดงถึงภาวะขาดสารอาหาร อย่างชัดเจน ส่วนที่มีเนื้อมีหนังบนตัวเธอก็มีเพียงแค่ใบหน้าเท่านั้น


   และเธอไม่ได้มาเพียงลำพัง ยังมีเด็กสาวอีกคนที่อายุใกล้เคียงกันมาด้วย ซึ่งเด็กคนนั้นตัดผมสั้นจนดูเหมือนผู้ชายในแวบแรก


   "เราถูกเลือกแล้ว! เราถูกเลือกแล้วจริงๆ!" เธอร้องอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นหน้าจอการถ่ายทอดสดแบ่งออกเป็นสองส่วน


   "ท่าน…ท่านคือท่านอาจารย์น้อยเหยาเหยาจริงๆใช่ไหมคะ?"


   เด็กสาวผู้โชคดีคนนี้ดูจะเป็นคนที่มีนิสัยขี้อายและขลาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด


   หลังจากกล่าวคำนี้ ใบหน้ากลมๆของเธอก็แดงซ่านจนเกือบเหมือนแอปเปิล แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เธอก็ไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตา กลับเงยหน้ามองอย่างตื่นเต้น


   ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็จำเป็นต้องเอ่ยปากออกมา ดวงตาของเธอจึงเหมือนกับผ้าขาวที่จุ่มลงในหมึกหลากสี ดูชัดเจนและเด่นสะดุดตา


   ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดเห็นดังนั้นก็เริ่มพากันพูดคุยกันอย่างคึกคัก



  บทที่ 335: แมวที่หายไป


   [อ้าว? แปลกจังที่ผู้โชคดีคนนี้รู้จักชื่อของอาจารย์ สงสัยว่าเขามาเพราะชื่อเสียงของอาจารย์หรือเปล่า?]


   [แต่ดูไม่น่าใช่นะ ถ้าเขามาเพราะชื่อเสียงจริงๆ ก็น่าจะค้นหาวิดีโอของอาจารย์ก่อนแล้ว ทำไมต้องมาถามแบบนี้ด้วย!]


   [ใช่ๆ น่าจะเป็นเพราะฟังมาบ้างแต่อาจยังไม่ได้พิสูจน์ให้แน่ใจ แล้วบังเอิญเข้ามาในไลฟ์สดแถมยังได้เข้าร่วมกิจกรรมทันทีเลย ความเป็นไปได้สูงมาก!]


   ชาวเน็ตพากันหัวเราะแสดงความคิดเห็น พลางทายถูกจนหมด ทำให้ผู้โชคดีและเพื่อนของเธอถึงกับตกตะลึง


   พวกเธอคิดว่าคนที่เก่งมีเพียงท่านอาจารย์ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าชาวเน็ตเองก็ดูจะคาดการณ์ได้แม่นขนาดนี้!


   “พี่สาว หนูคือเหยาเหยานะ พี่รู้จักหนูเหรอคะ? หรือมีใครแนะนำหนูให้พี่รู้จัก?”


   เหยาเหยาเอียงศีรษะ ดวงตาโตๆ เต็มไปด้วยความสงสัย


   ผู้ที่เข้ามาในไลฟ์สดของเธอส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนเก่าที่รู้จักเธออยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นเพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้จักเธอดี


   เหมือนว่าผู้โชคดีท่านนี้จะรู้จักเธอบ้างแล้ว แต่ก็ยังดูเหมือนจะไม่เชื่อเต็มที่ น่าจะมีใครแนะนำให้มา


   “ใช่ค่ะ พวกเรามาจากคำแนะนำของพี่หลี่ซวนค่ะ”


   ไม่ผิดจากที่คิด เหยาเหยาไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนี้นัก


   เมื่อพวกเธออธิบายว่าเป็นคนที่เคยถูกทิ้งไว้ในห้องเรียนผีสิง เหยาเหยาก็พอจะจำได้


   ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหยาเหยาจะจำคนแปลกๆได้ เพราะตอนนั้นเธอมัวแต่คิดว่าเขาจะหิวหรือไม่


   หลังจากที่เธอช่วยเขาออกมาแล้ว เขาก็ไปโพสต์ในเว็บบอร์ดของโรงเรียนเพื่อช่วยโปรโมทให้ฟรี แถมคอยช่วยตอบคอมเมนต์อยู่เรื่อยๆ


   ผู้โชคดีคนนี้ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือในเว็บบอร์ด แล้วพี่หลี่ซวนก็เห็นและแนะนำให้มาหาท่านอาจารย์เพื่อขอความช่วยเหลือ


   เพราะเรื่องในห้องเรียนผีสิงนั้นเคยเป็นข่าวใหญ่จนทำให้หลายคนกลัวไปตามๆกัน บรรดานักศึกษาที่เตรียมสอบบางคนถึงกับไม่ยอมไปเรียนในช่วงกลางคืน


   และเมื่อหลี่ซวนคอยบอกต่อ คนจึงยิ่งเชื่อถือ ทำให้ผู้โชคดีท่านนี้ที่ไม่มีทางออก จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์


   “อ้อ ที่แท้ก็เป็นเพื่อนของพี่หลี่ซวนนี่เองค่ะ พี่สาวอยากให้หนูช่วยดูอะไรคะ?”


   เหยาเหยาที่ได้คลายความสงสัยถามด้วยน้ำเสียงน่ารัก ผู้โชคดีสูดหายใจลึก เตรียมพร้อมและเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงกังวล


   “อยากให้หนูช่วยตามหา ‘เจ้าเสี่ยวมี่’ มันเป็นแมวที่พี่เลี้ยงไว้ค่ะ”


   “ไม่นานมานี้มันหายไป พี่ตามหามานานก็ไม่เจอ รู้สึกว่ามันยังอยู่ใกล้ๆ บางครั้งได้ยินเสียงร้องของมัน แต่ก็หาไม่เจอ!”


   สีหน้าของผู้โชคดีนั้นเต็มไปด้วยความกังวล


   เสี่ยวมี่เป็นของสิ่งเดียวที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนเสียชีวิต เธอจึงดูแลมันอย่างดีถึงแม้ตนจะมีฐานะไม่ดี เธอยอมประหยัดเงินให้ตนกินแต่น้อยเพื่อซื้ออาหารแมวดีๆให้เสี่ยวมี่กิน


   เพื่อนหญิงผมสั้นที่ยืนข้างๆ เสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกเห็นใจ “เธอดูแลแมวตัวนั้นเหมือนเป็นเจ้านายของเธอเลย เธอยอมกินมาม่าและขนมปังทุกวันเพื่อซื้ออาหารดีๆให้แมวกินตลอดค่ะ”


   เนื่องจากการขาดสารอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายของผู้โชคดีซูบซีด เพื่อนผมสั้นรู้ดีว่าเสี่ยวมี่สำคัญเพียงใด เพราะเธอเองก็ช่วยหาทางจนได้โพสต์ขอความช่วยเหลือในเว็บบอร์ด


   เหยาเหยาถาม “พี่สาวมีรูปแมวเสี่ยวมี่ไหมคะ? ขอเป็นรูปเมื่อเร็วๆนี้นะคะ รูปเก่าๆใช้ไม่ได้น้า!”


   ผู้โชคดีพยักหน้าอย่างดีใจ เพราะในอัลบั้มมือถือของเธอเต็มไปด้วยภาพของเสี่ยวมี่


   เธอเลือกภาพที่ถ่ายไว้ก่อนเสี่ยวมี่หายตัวไปหนึ่งวัน แล้วส่งไปที่ระบบของท่านอาจารย์


   เหยาเหยาเปิดดูภาพ เห็นว่าเจ้าเสี่ยวมี่เป็นแมวสีดำทั้งตัว ดวงตาสีเขียวสด และที่อุ้งเท้ามีสีชมพูสวยงาม ไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่นิด


   “สวยดีค่ะ...แต่ก็ยังห่างจากเสี่ยวจิ่วมาก!”


   นี่คือความคิดแรกของเหยาเหยา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเสี่ยวจิ่วเป็นแมวมีวิชา ยิ่งดูขนและแววตายิ่งดูมีพลังมากกว่า


   แน่นอนว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาเปรียบเทียบ เพราะเหยาเหยาจะต้องช่วยหาทางให้ผู้โชคดีก่อน เธอจึงเริ่มร่ายอาคมและทำนายหาเบาะแส


   “...”


   เมื่อเห็นเหยาเหยาอยู่ในท่าทางนิ่งแบบนี้ ผู้โชคดีถึงกับไม่กล้าหายใจ กลัวจะรบกวน แต่ไม่นานนักเธอก็เห็นสีหน้าของท่านอาจารย์เปลี่ยนไป หน้าอ้วนกลมกลายเป็นขมวดคิ้วอย่างเห็นได้ชัด


   ผู้โชคดีรู้สึกใจไม่ดี ความกังวลท่วมท้นใจ จนกระทั่งสุดท้ายเหยาเหยาก็เอ่ยขึ้นว่า


   “พี่สาวคะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแมวก่อน ตอนนี้บ้านคุณลุงของพี่ใช่ไหมคะที่อยู่ดีๆก็มีเงินเยอะขึ้นอย่างรวดเร็ว?”


   ผู้โชคดีชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงถามเรื่องนี้ แต่เพื่อหาแมว เธอก็ตอบกลับไปอย่างยินยอม


   “ค่ะ ระยะนี้โชคดีจริงๆ ชนะเงินจากการเล่นไพ่มาได้เยอะเลยค่ะ!”


   ที่จริงแล้ว เรื่องภายในบ้านแบบนี้ ปกติคนอื่นไม่น่าจะรู้ แต่เพราะลุงของเธอเป็นคนชอบโอ้อวด


   ในโซเชียลมีเดียเขาชอบโพสต์อวดความรวย ทั้งนาฬิกาหรูและรถใหม่ เหมือนกับอยากให้คนทั้งโลกรู้ว่าเขาทำเงินได้มหาศาล


   ผู้โชคดีเองไม่ได้สนใจนัก อันที่จริงแล้ว เธอไม่ค่อยมีความรู้สึกดีต่อญาติทางพ่อของเธอเลย


   ครอบครัวทางฝั่งพ่อของเธอมีพี่น้องสามคน พ่อของเธอเป็นคนกลาง ขณะที่น้องคนเล็กก็เป็นลุงของเธอที่พูดถึงอยู่นี่เอง


   ลุงของเธอเป็นคนไม่เอาถ่าน วันๆไม่เล่นไพ่ก็อยู่ระหว่างทางไปเล่นไพ่


   เพราะเป็นลูกคนเล็ก ครอบครัวจึงเลี้ยงแบบตามใจ แม้อายุจะมากถึงสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ปู่กับย่าก็ไม่ยอมให้ลุงต้องทำงานหนัก


   เป็นคนธรรมดาที่ไม่ต้องทำอะไร นั่งว่างๆไปวันๆ ถ้าไม่เลือกเดินทางผิดก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่ลุงของเธอนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้โชคดีขนาดนั้น


   เพราะอยากหาทางแก้เบื่อ เขาเลยติดการพนัน และด้วยความที่ไม่รู้ว่าการหาเงินนั้นยากแค่ไหน เวลาที่เขาเล่นพนันจึงมักจะลงหนักๆทุกครั้ง


   การเล่นพนันก็เป็นแบบนี้ เล่นสิบครั้งแพ้เก้าครั้งเป็นเรื่องปกติ แต่ลุงของเธอกลับไม่เชื่อ คิดว่าตัวเองเป็นเทพพนันกลับชาติมาเกิด และจะสามารถรวยได้จากการเล่นพนันแน่นอน


   เงินของปู่ย่าถูกลุงเอาไปเล่นพนันจนหมด แล้วยังยืมจากญาติพี่น้องอีกเต็มไปหมด ทุกวันนี้พอคนในครอบครัวได้ยินเสียงโทรศัพท์จากเขา ต่างก็ไม่มีใครกล้ารับสาย


   เพราะทันทีที่เขาเริ่มพูด สามประโยคก็ต้องขอยืมเงิน คนในครอบครัวก็เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีเงินที่ได้มาง่ายๆ ต่างหาเงินกันด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ใครจะทนยืมไปแบบนี้ได้ล่ะ!


   แต่เมื่อไม่นานมานี้ ลุงของเธอกลับโชคดีขึ้นมาอย่างน่าแปลกใจ เขาเริ่มชนะได้เงินก้อนโต ครั้งละไม่กี่พันจนถึงหลักหมื่น


   แถวบ้านของพวกเธอเงินเดือนส่วนใหญ่แค่ประมาณสามสี่พันต่อเดือน แต่นี่ลุงของเธอกลับทำเงินได้มากกว่าคนอื่นทำหลายเดือนในวันเดียว


   ช่วงนี้เขาเลยยิ่งดูภาคภูมิใจ ปู่ย่าของเธอก็พากันยืดอกได้เต็มที่ ทุกครั้งที่เธอกลับไปก็ต้องได้ยินเสียงย่าชมลุงไม่ขาดปาก


   “เรื่องราวประมาณนี้แหละ” ผู้โชคดีพูดอธิบายอย่างสั้นๆเท่าที่เธอรู้


   แม้ว่าเธอเองก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ เพราะฝีมือการเล่นไพ่เป็นสิ่งที่ยากจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด และที่ชนะเยอะขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็ขึ้นกับโชคอย่างมาก


   แต่โชคของคนเราทำไมจู่ๆ ถึงได้ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดขนาดนี้? ผู้โชคดีคิดเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เข้าใจ


   หลังจากที่แมวของเธอหายไป เธอก็ยิ่งไม่มีจิตใจจะคิดถึงเรื่องอื่น ถ้าไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ถาม เธอก็คงไม่พูดถึงเรื่องนี้ออกมา


   หลังจากได้ฟังสิ่งที่ผู้โชคดีเล่าจบ เหยาเหยาก็แน่ใจในคำตอบของเธอทันที


   เหยาเหยาหันไปมองผู้โชคดีที่ไม่รู้เรื่องอยู่ เธอรู้ว่าความจริงนี้อาจจะโหดร้าย แต่เธอก็ไม่สามารถปิดบังได้ สีหน้าและน้ำเสียงของเหยาเหยาเต็มไปด้วยความจริงจัง


   “พี่สาว พี่เคยได้ยินคำว่า ‘แมวผี’ ไหมคะ?”



  บทที่ 336: กรรมตามสนอง แมวผีหลุดรอด


   ดวงตาของหญิงสาวผู้โชคดีเต็มไปด้วยความสับสน แม้เธอจะไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน แต่ด้วยความคิดของคนปกติ เมื่อได้ยินเรื่องผีและแมว เธอก็เดาได้ทันทีในใจ


   ในชั่วพริบตาสีหน้าของเธอก็ซีดลงทันที


   "อาจารย์ เสี่ยวมี่มัน… ตายแล้วใช่ไหมคะ?"


   พูดออกไปแล้ว เธอก็รู้ว่าตัวเองพูดมากไปหน่อย เป็นการหลอกตัวเองโดยสิ้นเชิง เพราะอาจารย์ก็พูดชัดเจนแล้ว อย่างไรก็ตามเธอยังคงมีความหวังเล็กๆอยู่ในใจ หวังว่าข่าวร้ายนี้จะไม่เป็นความจริง เพราะน้องแมวเป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้


   ภายใต้ความเครียด ทำให้เธอสูญเสียความรู้สึกเจ็บปวดไปชั่วขณะ แม้แต่เล็บที่จิกเข้าไปในเนื้อ เธอก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่กลับจ้องมองไปที่เหยาเหยาอย่างเขม็ง


   แม้จะเป็นเช่นนั้น ปาฏิหาริย์ก็ยังไม่เกิดขึ้น เห็นเหยาเหยาพยักหน้าช้าๆ ทำลายความหวังสุดท้ายที่เธอปลอบใจตัวเอง


   "พี่สาวพูดไม่ผิด แมวในรูปตายแล้วจริงๆ"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหญิงสาวผู้โชคร้ายก็ซีดขาวในทันที ร่างกายแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ทั้งตัวโงนเงนราวกับจะล้มลงไปโชคดีที่ผู้หญิงผมสั้นที่อยู่ข้างๆ มีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว เธอรีบพยุงเพื่อนไว้ทันทีจึงไม่ล้มลงบนพื้น เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนที่ดูหม่นหมองไปด้วยความเศร้า เธอรู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เพื่อนกระชุ่มกระชวยขึ้นมา ไม่เช่นนั้นสภาพแบบนี้ ช้าเร็วก็ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่


   แต่จะใช้เหตุผลอะไรดีล่ะ ผู้หญิงผมสั้นรู้สึกปวดหัวไปหมด


   แล้วทันใดนั้น ไม่รู้ว่าอะไรมาจุดประกายความคิดของเธอ แต่ก็เกิดแวบขึ้นในหัวราวกับมีทางสว่างขึ้นมา


   เธอจ้องมองไปที่เหยาเหยาด้วยสายตาลุกวาว กดเสียงตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นเต้นถามขึ้นว่า “อาจารย์คะ ที่บอกว่าแมวผี คือหมายความว่า วิญญาณของเจ้าเหมียวยังอยู่ใช่ไหม?”


   แวบความคิดของเพื่อนสาวผมสั้นเมื่อครู่นี้มาจากคำว่า ‘ผี’ ที่เหยาเหยาเอ่ยขึ้น


   เพราะเมื่อคนตายยังมีวิญญาณ แมวที่ตายไปก็ควรจะมีวิญญาณเช่นกัน ถ้าวิญญาณนั้นยังคงอยู่ ถ้าเพื่อนของเธอได้พบมันอีกครั้ง อาจจะช่วยบรรเทาความรู้สึกเสียใจได้บ้าง


   “พี่สาวคนสวยพูดถูกค่ะ วิญญาณของแมวยังอยู่และนี่เป็นสิ่งที่เหยาเหยาจะพูดถึงต่อไป”


   “แมวผี หรือที่จริงก็คือการใช้แมวแก่ทำพิธีฝังในโลงเล็ก ใช้ตะปูไม้ท้อเพื่อปักตรึงวิญญาณของมัน”


   “บางทีคำว่าแมวผีอาจจะฟังดูไม่คุ้นแต่ถ้าพูดถึงอีกชื่อหนึ่งของมัน คงรู้จักกันดีว่าเป็น ‘แมวนำโชค’ นั่นเอง!”


   แมวผีมีข้อกำหนด ต้องเป็นแมวสีดำแก่เพราะแมวดำนั้นถือเป็นสัตว์ที่มีพลังในการสื่อสารกับโลกวิญญาณได้ดีที่สุด ตะปูไม้ท้อจะยึดตรึงวิญญาณและร่างกายของมันไว้ ไม่ให้ย้อนกลับมาทำร้ายผู้เลี้ยงเอง


   เพราะแมวผีมักจะมีจิตที่โหดร้ายรุนแรง จากความเจ็บปวดตอนที่ตาย จึงถูกควบคุมใช้ทำร้ายคนอื่น เมื่อใดที่สำเร็จทรัพย์สมบัติของผู้ถูกทำร้ายจะตกไปยังผู้ที่ใช้พิธี


   พิธีนี้มีต้นกำเนิดตั้งแต่บันทึกใน ‘ประวัติราชวงศ์สุย’ ซึ่งกล่าวถึงหมอผีที่มีนามว่า ‘ตู๋กูถัว’


   เขาใช้แมวผีเพื่อดึงดูดทรัพย์สมบัติ จากคนธรรมดาผู้ตกอับ กลายมาเป็นพ่อค้าผู้ร่ำรวยในเมืองหลวงมีทรัพย์สมบัตินับไม่ถ้วน


   เมื่อตำนานนี้ได้ยินไปถึงพระราชา เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้พิธีกรรมอันชั่วร้ายนี้อีกต่อไป จึงส่งนักพรตมาเพื่อสังหารเขา


   หลังจากนั้น ทางการได้ขุดพบโลงเล็กๆจำนวนสิบแปดโลงในสวนหลังบ้านของเขา จากนั้นมาแมวผีกลายเป็นที่เลื่องลือทั่วทั้งแผ่นดิน


   แมวผีที่ได้ช่วยให้ตู๋กูถัวได้ทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาล จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘แมวผีนำโชค’


   เหยาเหยาเอ่ยถึงคำนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการเพียงให้ความรู้ แต่ต้องการส่งสัญญาณบางอย่างให้หญิงสาวผู้นั้นได้รับรู้


   “อาจารย์หมายความว่าคนที่ฆ่าเจ้าแมวของฉันคือ…ลุงของฉันเหรอคะ?”


   เธอคิดได้ทันทีเมื่อได้ฟังจากเหยาเหยา คำพูดของอาจารย์ที่ว่าเจ้าเหมียวกลายเป็นแมวผีนั้นต้องมีสาเหตุ และเมื่อนึกถึงที่อาจารย์ถามถึงเรื่องของลุง


   ความคิดทุกอย่างที่กระจัดกระจายมาจนถึงตอนนี้ได้ถูกเรียบเรียงจนเข้าใจทั้งหมด ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้านด้วยความกลัวและสยดสยองกับความจริงที่ได้พบ


   ผลลัพธ์ไม่เกินคาด เมื่ออาจารย์พยักหน้าอย่างช้าๆ ยืนยันข้อสงสัยในใจของเธออย่างตรงไปตรงมา


   “ทำไมเขาถึงทำแบบนี้ได้ ทั้งบ้านรู้ดีว่าฉันรักเจ้าเหมียวมากแค่ไหน แต่กลับฆ่ามันอย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ ฮือ ฮือ!”


   หญิงสาวผู้โชคดีร้องไห้สะอึกสะอื้น เจ็บปวดจนต้องกุมหัว น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ น้ำตาก็ร่วงลงมาอย่างห้ามไม่อยู่


   เธอนึกถึงภาพที่เจ้าเหมียวเคยซุกอยู่ในอ้อมแขนอย่างเชื่องๆ ชีวิตน้อยๆถูกตอกตะปูจนตายอย่างทรมาน เธอแทบไม่กล้าจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่มันต้องเผชิญก่อนจะจากไป


   ผู้ชมในโลกออนไลน์ต่างถูกบรรยากาศพาให้ร่วมโกรธแค้น พากันระบายอารมณ์ลงในช่องแสดงความคิดเห็น


   “บางคนมันก็เกิดมาไร้จิตสำนึกจริงๆ ไม่ต่างอะไรกับคำที่ว่า สันดานหมามันแก้ไม่ได้!”


   [คาดหวังให้คนติดพนันมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี นี่ยังเชื่อยากกว่าเชื่อว่าไอ้หมอนั่นเป็นฉินสื่อหวงเสียอีก เพราะพวกขี้พนันไม่รู้จักคำว่าขีดจำกัดเลยสักนิด]


   [น่าสงสารผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน ตอนนี้เจ้าเหมียวก็ไม่อยู่แล้ว แถมยังต้องมาเจอคนสารเลวใช้ชีวิตมันมาหาประโยชน์อีก อาจารย์ช่วยเธอทีเถอะค่ะ!]


   คำพูดเหล่านั้นไม่ได้รุนแรงเกินไปนักหรอก เพราะคนที่ติดการพนันจนถอนตัวไม่ได้นั้น เหมือนถูกฝึกให้เป็นหนูทดลอง การพนันกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่ากินข้าวดื่มน้ำ


   ดังนั้น อะไรๆก็ดูด้อยค่ากว่าการได้เงินกลับไปต่อทุน แมวนำโชคที่ช่วยเปลี่ยนโชคชะตาของเขาที่เสียแทบทุกครั้ง ย่อมเหมือนยาอายุวัฒนะที่มีเสน่ห์ดึงดูดเหลือเกิน


   ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่าว่าแต่ให้เขาฆ่าแมวเลย ถ้าให้ฆ่าคนเขาก็ไม่ลังเลที่จะทำ


   “ทุกคนไม่ต้องห่วงนะ กรรมของคนเลวคนนี้เริ่มขึ้นแล้วค่ะ พี่สาวคะ รีบกลับบ้านได้เลยนะคะ รับรองว่าจะได้เห็นฉากเด็ดแน่นอน!”


   ขณะที่ในไลฟ์สดเต็มไปด้วยความโกรธเคือง เหยาเหยาก็เอียงคอนิดๆ ตอบกลับด้วยคำตอบที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง


   เพราะเหยาเหยาเพิ่งคำนวณออก แมวดำตัวนั้นถึงแม้จะประสบเคราะห์ร้าย แต่ตอนนี้มันก็หลุดพ้นจากกรงขังแล้ว


   เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเธอได้เป็นอย่างดี เพราะว่าแมวนำโชคนั้นมีความอาฆาตต่อผู้ที่ฆ่ามัน แต่เพราะถูกตรึงไว้ด้วยตะปูไม้ท้อและคำสาปในโลง มันจึงทำอะไรคนที่ใช้พิธีกรรมไม่ได้


   แต่ความอาฆาตไม่ได้หายไปไหน ตรงกันข้าม มันสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าวันใดข้อจำกัดเหล่านั้นหายไป มันจะตามล้างแค้นไม่หยุดยั้ง


   และในเวลานี้ โลงศพแมวนำโชคของลุงสาวที่ถูกเก็บไว้ในบ้านได้ถูกลูกชายของเขาทำล้มโดยไม่ตั้งใจ ทำให้แมวผีหลุดออกมาเต็มตัว และเริ่มตามล่าชีวิตของเขาแล้ว


   ระหว่างที่พูด มือถือของหญิงสาวก็สั่นขึ้นมา เธอหยิบมือถือเก่าที่สีลอกและปุ่มเริ่มหลุดออกมาจากกระเป๋า


   ชื่อผู้โทรเข้าปรากฏว่าเป็น ‘พ่อ’ หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจรับสาย


   มือถือที่เธอใช้เชื่อมต่อไลฟ์อยู่เป็นของเพื่อน ส่วนเครื่องนี้ของเธอใช้เล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้


   ไม่รู้ทำไม หญิงสาวกลับรู้สึกบางอย่างที่บอกว่า พ่อโทรมาครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมนี้แน่นอน


   เธอสูดลมหายใจลึก กดรับสาย


   แต่เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงของพ่อ หากเป็นเสียงกรีดร้องแหลมสูงปนความหวาดกลัวของลุง


   “ยัยเด็กบ้า รีบมาพาไอ้แมวที่เธอเลี้ยงออกไปเดี๋ยวนี้ อ๊าก!”



 บทที่ 337: ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ผู้โชคดีคนสุดท้าย


   [ฮ่าๆๆ เสียงโกรธแค้นของลุงผู้โชคดีนั้นช่างน่าขันจริงๆ สมควรแล้ว! ผู้ทารุณกรรมในที่สุดก็ได้รับกรรมสนอง]


   [เขาร้องขอความช่วยเหลือจากหลานสาวให้นำวิญญาณแมวตัวนั้นออกไป น่าขำไม่น้อยเพราะเขาเองเป็นผู้ใช้พิธีกรรมทำให้เจ้าเหมียวนำโชคกลายเป็นแมวผีเช่นนี้ แล้วหลานสาวจะช่วยอะไรได้ล่ะ!]


   [แมวกล้าหาญมากที่ลุกขึ้นมาล้างแค้น เราสนับสนุนเจ้าเหมียวเต็มที่!]


   เพราะหญิงสาวเปิดโหมดลำโพงในการสนทนา ทำให้ผู้ชมในห้องไลฟ์สดได้ยินบทสนทนาทั้งหมดและสนับสนุนให้แมวดำล้างแค้นเต็มที่ ทว่าหญิงสาวกลับมีแววตาสดใสขึ้นราวกับคิดบางอย่างได้


   “อาจารย์คะ…ฉัน…สามารถไปรับตัวเจ้าเหมียวกลับมาได้ไหมคะ?”


   น้ำเสียงเธอเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ชัดเจนว่าเธอต้องการพาแมวกลับมาถึงแม้ตอนนี้มันจะกลายเป็นวิญญาณร้ายที่น่ากลัว


   เหยาเหยาได้ยินดังนั้นจึงส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า “พี่สาวคะ ทำอย่างนั้นไม่ได้นะคะ แมวผีไม่เหมือนวิญญาณทั่วไป มันไม่มีสติหลงเหลืออยู่แล้ว เมื่อกลายเป็นแมวผี มันจะมีเพียงแค่แรงอาฆาตและความโกรธเกรี้ยวไว้จับคนและทำร้ายผู้ใช้พิธีกรรมเท่านั้น”


   “ถ้าพี่สาวไม่อยากถูกฆ่า อย่าไปหาเจ้าแมวผีนะคะ หลังจากที่มันแก้แค้นคนที่ทำพิธีแล้ว เหยาเหยาจะพาวิญญาณมันไปยังนรกเองค่ะ”


   วิญญาณของสัตว์นั้นมีความรู้สึกไม่เท่าคน และเมื่อคนตายอย่างมีความแค้น กลายเป็นวิญญาณอาฆาต เหลือเพียงความต้องการที่จะล้างแค้น ส่วนสัตว์อาจยิ่งไร้ความรู้สึกและความยับยั้งชั่งใจมากยิ่งขึ้น


   หญิงสาวผู้โชคดีดูเหมือนจะยอมจำนนกับความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ เธอถอนหายใจยาวๆ และพยักหน้ารับปากด้วยความไม่เต็มใจ “ตกลงค่ะ”


   คำสั้นๆคำนี้กลับบ่งบอกความขมขื่นในใจได้อย่างชัดเจน


   บางสิ่งในโลกนี้เมื่อเริ่มต้นลงมือทำไปแล้ว ย่อมไม่มีทางถอยกลับมาได้ อย่างน้อยความชั่วช้าก็ได้รับผลกรรม อาจพอให้หญิงสาวผู้โชคดีได้รับการปลอบใจบ้าง เหยาเหยาเองก็ถอนหายใจ


   เมื่อไลฟ์สดจบลง เหยาเหยาหยิบป้ายหยกประจำตัวจากนรกออกมา ใช้พลังจิตสื่อสารแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับแมวผีให้ท่านไป๋อู๋ฉางรับทราบ


   ที่เธอต้องรีบแจ้งก็เพราะว่าแมวผีนั้นเป็นวิญญาณอาฆาตที่ไม่อาจควบคุมได้ หลังจากล้างแค้นคนทำพิธีกรรมแล้ว ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามันจะทำอะไรต่อ…


   เหยาเหยารู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก เพราะเธอไม่ต้องออกแรงมาก แค่ส่งสัญญาณก็พอ ช่างเหมือนการเป็นฝ่ายประสานงาน มีเรื่องเมื่อไรก็แค่เรียกคนช่วย ไม่ต้องไปลุยเองสักนิด


   เห็นทีนักพรตเฒ่าจะพูดถูก พิงหลังต้นไม้ใหญ่สบายยิ่งนัก มีผู้ช่วยมากมายเช่นนี้ก็รู้สึกเบามือจริงๆ เหยาเหยานึกทบทวนว่าจะหาแหล่งพึ่งพาเพิ่มเติมดีไหม แต่คิดไปคิดมาก็รีบปัดความคิดทิ้ง


   เพราะพี่เจ็ดบอกว่าพึ่งพามากไปจะเกิดเรื่อง ตอนนี้มีทั้งนรก ทีมปฏิบัติการพิเศษและสถานีตำรวจ ซึ่งก็น่าจะเพียงพอแล้ว


   เมื่อกลับมามีสติ เหยาเหยาก็พบว่าผู้ชมในห้องไลฟ์ยังคงพูดคุยกันเรื่องแมวผี


   [เพิ่งไปค้นดูมา มีหนังเรื่องแมวผีจริงๆด้วย คล้ายกับที่อาจารย์บอกเลย ดูแค่คลิปตัวอย่างก็ขนลุกแล้ว คนรักแมวอย่างเราทนดูไม่ไหวเลยค่ะ]


   [เจ้าของโพสต์เป็นพวกเดียวกับเรานี่นะ แมวถูกตอกตะปูจนตายแบบนั้น เสียงร้องของมันยังหลอนอยู่ในหัวเลย แม้แต่ปิดวิดีโอก็ยังได้ยิน กายสั่นไปหมด]


   [น่าสงสัยว่าหญิงสาวคนนั้นรีบจบไลฟ์ไปเพื่อไปดูจุดจบของคนชั่วร้ายรึเปล่า อยากเห็นจริงๆ ฮือ ฮือ ฮือ!]


   [อยากเห็น +10086!!!]


   เรื่องที่คนชั่วได้รับผลกรรมเช่นนี้ ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ เสียดายที่พวกเขาไม่ได้รู้จักหญิงสาวนั้นนอกจอ


   เมื่อไลฟ์สดถูกตัดขาด พวกเขาจึงไม่อาจรับรู้ตอนจบของเรื่องราวได้ การจัดการคดีเช่นนี้ส่วนมากเป็นเรื่องส่วนตัวที่จัดการภายใน ทำให้ผู้ชมมักรู้สึกเหมือนติดตามได้ไม่สุด


   ถึงเวลาแล้วที่พวกขอเนื้อเรื่องต้องกลับมาอีกครั้ง


   “บอกพวกพี่ไม่ได้หรอกค่ะ แต่รับรองได้ว่ามันเป็นการล้างแค้นที่สาสมจริงๆ” เหยาเหยายิ้มเจ้าเล่ห์


   เธอไม่อยากเล่าเพราะไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวในอนาคต อีกทั้งสภาพศพของลุงก็ไม่น่าดูเท่าไหร่ เรียกได้ว่าผู้กระทำถูกกรรมย้อนกลับไปอย่างสมควร


   ตอนนี้วิญญาณแมวผีสิงสู่ในร่างของปู่ของหญิงสาวซึ่งเป็นช่างไม้และมีไม้ท้อจำนวนมากอยู่ในบ้าน


   หลังจากนั้น ในขณะที่ชายคนนั้นยังมีสติครบถ้วน เขาก็ถูกวิญญาณแมวควบคุมให้เอาไม้ทิ่มแทงใส่ตามจุดสำคัญทั้งสี่ที่แขนขา จุดหัวใจ และศีรษะ จุดที่วิญญาณแมวเคยถูกตรึงไว้


   เสียงกรีดร้องที่แหลมคมดังก้องไปทั่วบ้าน ทำให้ทุกคนในครอบครัวของผู้โชคดีตกตะลึงและหวาดกลัวกับภาพที่เห็นตรงหน้า


   ที่วิญญาณแมวเลือกสิงในร่างของคุณปู่ของผู้โชคดีนั้น เพราะต้องการยืมความสามารถในการแกะสลักไม้ของเขา แต่ก็กลับกลายเป็นความบังเอิญที่สอดคล้องกับชะตาฟ้าลิขิต


   เพราะลูกไม่ได้รับการสั่งสอน พ่อแม่ย่อมมีส่วนรับผิดชอบ พ่อแม่ที่ตามใจและปล่อยปละละเลยจนทำให้ลุงของผู้โชคดีกลายเป็นคนไม่ดี สมควรแล้วที่ต้องรับผลกรรมเช่นนี้


   หลังจากที่วิญญาณแมวสังหารชายคนนั้นแล้ว ท่านยมก็เข้ามานำวิญญาณแมวไป โดยเขาได้ทำการปัดเป่าร่องรอยที่วิญญาณแมวทิ้งไว้ ทำให้แม้แต่นักพรตที่มาพร้อมตำรวจยังไม่สามารถสัมผัสถึงร่องรอยวิญญาณได้


   ในที่สุดตำรวจจึงสรุปคดีว่าเป็นการฆ่าคนโดยเจตนาและส่งตัวคุณปู่ของผู้โชคดีเข้าคุก ส่วนคุณย่าที่เห็นกับตาสามีของตนฆ่าลูกชายคนเล็กจนขาดใจ เสียสติจนกลายเป็นคนวิกลจริต


   ผลลัพธ์เช่นนี้ เหยาเหยาไม่ได้รู้สึกสงสารมากนัก เอาเป็นว่าเป็นกรรมที่สมควรได้รับ หากไม่ปล่อยให้ลูกเป็นคนที่แย่ขนาดนี้ ก็จะไม่ต้องพบกับหายนะในยามแก่เฒ่า


   [อาจารย์ก็ทำเป็นลึกลับอีกแล้ว คนที่ถูกรักมากเกินไปก็กล้าทำอะไรโดยไม่เกรงกลัวจริงๆ!]


   ถึงอาจารย์จะไม่เล่าต่อ แต่ผู้ชมก็ยังคงติดตามรายการนี้อย่างเหนียวแน่น เพราะเนื้อหาลึกลับแบบนี้ไม่มีในอินเทอร์เน็ตและหาใครมาแทนไม่ได้ พวกเขาทำอะไรได้อีกนอกจากยอมรับ


   “ครั้งนี้ตามใจพวกคุณ เราจะสุ่มเลือกคนถัดไปเลยค่ะ!” เหยาเหยาพูดเสียงใส


   หลวงตาเคยบอกไว้ว่า ถ้ามีคนผิดหวังจากการถูกปฏิเสธ วิธีที่ดีที่สุดในการเรียกความสนใจคืนคือการทำให้พวกเขาพอใจเล็กน้อย


   แนวคิดนี้เหยาเหยาลองใช้แล้วได้ผลทุกครั้ง และดูจากการตอบรับของผู้ชมครั้งนี้ก็คงไม่พลาดเช่นกัน เหยาเหยาสุ่มเลือกผู้โชคดีคนสุดท้ายสำหรับการไลฟ์สดครั้งนี้


   คนที่ปรากฏเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี แต่งตัวในสไตล์เศรษฐีใหม่ สวมสร้อยทองเส้นใหญ่และนาฬิกาทองคำ


   ชายผู้นี้มีคิ้วสั้นและบาง ดวงตายาวรีขึ้นและถูกเนื้อที่ใบหน้าบีบจนเหลือเพียงรอยแยก ใบหน้าที่มีเส้นสายหยาบกระด้างทำให้เขาดูน่ากลัวราวกับเป็นปีศาจที่สามารถทำให้เด็กๆร้องไห้กลางดึกได้


   ทันทีที่เหยาเหยาเห็นเขา ดวงตากลมโตของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ไม่ใช่เพราะกลัวรูปลักษณ์ของชายคนนี้ เพราะเธอเคยเห็นผีที่น่ากลัวกว่านี้มาแล้ว


   ที่เธอดูจริงจังเพราะบนบ่าของชายผู้นี้ มีเด็กสองคนอายุประมาณเจ็ดแปดขวบเป็นวิญญาณเด็กผู้ชายหนึ่งและผู้หญิงหนึ่งอยู่


   เด็กชายคนนี้เกาะอยู่ที่ศีรษะของผู้โชคดีอย่างกับโคอาล่า เขาปิดจมูกและปากของชายคนนั้นไว้แน่น ทำให้เขาหายใจติดขัด ชายคนนั้นเข้าใจว่าเป็นเพราะกระดุมคอเสื้อแน่นไป เขาจึงกระชากคอเสื้อออก


   “…”


   แต่ก็ไม่เป็นผล เขาจึงสบถออกมาพลางเผยแววตาก้าวร้าวอย่างชัดเจน


   เด็กชายที่ขี่คอเขากำลังสนุกสนานกับการหยอกล้ออยู่ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างและหันมามองเหยาเหยา


   ทำให้เหยาเหยาได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน และเธอก็ถึงกับอึ้งไปในทันที



  บทที่ 338: เสาเข็มชีวิต ผู้พิทักษ์หรือปีศาจร้ายกันแน่?


   บนใบหน้านั้นไม่มีอวัยวะส่วนใดเลย ดวงตาว่างเปล่า บริเวณที่ควรเป็นจมูกมีเพียงรูสองรู ปากถูกเย็บด้วยด้ายสีดำหนาทึบจนสนิท รอยเย็บเหล่านั้นถี่เป็นแถวราวกับหนอนกระดิก


   แม้มันจะไม่สามารถอ้าปากพูดได้ แต่เหยาเหยาก็ยังได้ยินเสียงแหลมคมที่รบกวนประสาท เสียงนั้นทำให้เด็กผู้หญิงที่เกาะไหล่ชายคนนั้นหันมาสนใจด้วย


   ใบหน้าของเธอก็เหมือนกับเด็กชายไร้ใบหน้าคนนั้น อวัยวะใบหน้าแทบทั้งหมดหายไป มีแต่รอยแผลเลือดที่ไหลออกมาจากตำแหน่งเดิมของอวัยวะที่หายไป


   ในชั่วพริบตา ทั้งสองวิญญาณชั่วร้ายหันมามองเหยาเหยา สายตาที่ยังกับมีความหมายทั้งที่เป็นเพียงเบ้าตาว่างเปล่า พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันน่ากลัวก้องดังประหนึ่งจะทะลุเข้าหู


   “พวกเธอน่ารำคาญเกินไปแล้วนะ!” เหยาเหยาทนเสียงนั้นจนต้องขมวดคิ้ว สุดท้ายเธอก็กลั้นใจไม่ไหว ตวาดเสียงเด็กเล็กออกมา


   ที่จริงไม่ใช่เพราะเธอโกรธอย่างเดียว แต่เพราะเด็กผีทั้งสองหลังจากปากถูกเย็บปิดไปแล้วกลับไปเรียนรู้ที่จะเปล่งเสียงจากช่องท้องแทน เสียงที่ได้ยินรบกวนยิ่งกว่าเสียงปกติ และมีเพียงเหยาเหยาที่ได้ยิน นี่จึงทำให้เธอเริ่มระงับโทสะไม่ไหว


   น้ำเสียงของเธอมีพลังศักดิ์สิทธิ์ปะปนอยู่ พอเสียงเธอจบลง เด็กผีทั้งสองถึงกับสะดุ้งราวถูกแมงป่องต่อย พวกมันบิดใบหน้าอย่างเจ็บปวดและรีบถอยหนีออกไปหลายเมตร มองเหยาเหยาอย่างระแวดระวัง


   “อาจารย์ ท่านทำแบบนี้หมายความว่าไง ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ!”


   หลังจากที่วิญญาณเด็กชายถอยไป ชายผู้โชคดีก็กลับมาหายใจได้อีกครั้ง เขาหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างโล่งใจเหมือนปลาที่กลับคืนสู่สายน้ำ เมื่อหายใจสะดวกขึ้น เขาก็มองเหยาเหยาอย่างงุนงง


   “คุณลุงคะ หนูไม่ได้พูดกับคุณลุงค่ะ”


   เหยาเหยาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ เธอชี้ไปที่บ่าทั้งสองของเขา “หนูพูดกับเด็กผีสองตนนั้นต่างหากค่ะ!”


   เสียงของเธอไม่ได้ดังมาก แต่ในหูของชายคนนั้นกลับเหมือนเสียงฟ้าผ่า ทำให้เขาตกใจและพยายามเคลื่อนไหวอย่างลุกลน ราวกับกำลังออกกำลังกายชุด ‘มวยทหาร’ อยู่


   “ผี… ที่ไหนมีผี!” เขาเคลื่อนไหวรุนแรงจนไขมันที่ตัวสั่นสะเทือนเป็นชั้นๆ ดวงตาที่ปกติเหลือเพียงช่องแคบๆ เบิกกว้างอย่างเต็มที่และเปี่ยมด้วยความตื่นกลัว


   ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้เหยาเหยาเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง ชายคนนี้ไม่แม้แต่จะสงสัยเลยว่าเธอกำลังหลอกเขา เขายอมรับเรื่องวิญญาณเด็กได้ง่ายเกินไป ซึ่งมันผิดปกติอย่างแน่นอน พอท่าทีแบบนี้เหยาเหยาก็รู้ได้ทันทีว่า เขารู้อยู่แล้วเรื่องนี้


   “ลุงคะ ลุงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าถูกพวกนั้นตามอยู่?”


   เหยาเหยาถามตรงๆโดยไม่อ้อมค้อม เพราะดูจากท่าทีของเขาที่รู้อยู่แล้ว เธอจึงไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยง


   กับวิญญาณร้ายที่อาฆาตแค้น เหยาเหยากลับไม่ลงมือทันที เพราะเธอเห็นเส้นด้ายแห่งกรรมผูกพันเด็กผีทั้งสองกับชายคนนี้อย่างแน่นหนา กรรมสัมพันธ์ที่แน่นหนาขนาดนี้ บ่งบอกได้ว่าต้องเป็นญาติหรือไม่ก็ศัตรูคู่อาฆาตของกันและกัน เห็นได้ชัดว่ามีคดีความอยู่ เบื้องลึกเบื้องหลังนี้เหยาเหยาจะไม่ตัดสินใจแบบหุนหัน


   “เอ่อ…” ชายคนนั้นสีหน้าดูประหลาด เขาไม่แน่ใจว่าเพราะเขาแสดงออกชัดเจนเกินไปหรือเพราะหนูน้อยคนนี้เก่งกาจจริงๆ


   ไม่ว่าจะเพราะอะไร เขาก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ปิดบังไม่ได้ หรือจะบอกว่าตอนเขาตัดสินใจมาขอความช่วยเหลือในไลฟ์สดวันนี้ เขาก็พร้อมจะเปิดเผยหมดทุกอย่างแล้ว


   ดังนั้นเขาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่เขาเผชิญมาอย่างตรงไปตรงมา


   “จริงๆ ผมก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอกนะ รู้แค่ว่าราวหนึ่งเดือนก่อน ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว”


   แรกๆก็แค่อาการปวดเมื่อยและหายใจไม่ทั่วท้อง ซึ่งเป็นอาการที่เขาเป็นอยู่แล้วตามปกติ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ


   แต่ตอนแรกมันเกิดขึ้นเฉพาะตอนกลางคืน แล้ววันหนึ่งกลับเกิดขึ้นตอนกลางวันด้วย แถมยังทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกเหมือนจะขาดใจตาย


   ชายคนนั้นพูดด้วยใบหน้าซีดเผือด “ผมจะมีอะไรให้เครียดได้ไง มีเงินมีคนคอยช่วยเหลือ ครอบครัวก็รักใคร่กลมเกลียวและก็มีคนบอกกันว่าคนร่างอ้วนมักจะใจเย็น”


   “อาจารย์ท่านลองดูตัวผมสิ คำพูดนี้สมเหตุสมผลไหม?” เขาว่าไปพร้อมกับลูบหน้าท้องอันหนาทึบโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม


   โรงพยาบาลใหญ่ไม่น่าจะร่วมมือกันหลอกเขา ชายคนนั้นรู้ดีว่าแพทย์ก็ตรวจอะไรไม่พบ ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับ


   ต้องบอกว่าเขาทำงานด้านวิศวกรรมมาก่อน ความเฉพาะตัวของงานทำให้เขาไม่ได้ปฏิเสธเรื่องผีสางนัก พูดให้ถูกคือตระหนักถึงเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษ


   เขากลัวว่าตนเองจะไปเจออะไรไม่ดีเข้า เลยยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อหาทางออก


   ชายคนนั้นจำได้ว่าอีกฝ่ายพูดคำนี้ว่า


   “วิญญาณชั่วในตัวคุณมันแรงมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วย แต่ช่วยไม่ได้ ผมต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาและอย่างน้อยต้องได้ปรมาจารย์ระดับห้าในวิชาลี้ลับถึงจะพอมีหวัง”


   "แต่ระดับแบบนี้ ในหน่วยปฏิบัติการก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้ตลอด เพราะช่วงนี้งานในหน่วยเยอะ แต่ละคนก็มีภารกิจของตัวเอง อาจจะไม่มีใครว่างมาช่วยคุณได้"


   "ถ้าคุณร้อนใจจริงๆ ลองไปแวะดูไลฟ์สดของอาจารย์ท่านนั้นสิ ถ้าโชคดีถูกจับสลากเลือกขึ้นมา ปัญหาคุณอาจจะได้รับการแก้ไข"


   พอได้ยินว่าจะไม่มีใครมาช่วยเร็วๆนี้ ชายคนนั้นแทบจะหมดกำลังใจ นี่มันชีวิตเขาเลยนะ แต่พอได้ยินประโยคหลังกลับทำให้เขามีความหวังขึ้นมาใหม่


   เพราะคนที่แนะนำให้เขามาหาอาจารย์ท่านนี้ ย่อมต้องเชื่อมั่นในฝีมือของท่านอย่างแน่นอน เขาจึงขอข้อมูลจากอีกฝ่ายมาอย่างละเอียด


   หลังจากนั้นเขาก็เฝ้ารอไลฟ์ทุกวัน แถมยังชวนพรรคพวกให้มาร่วมลุ้นกันด้วย วันนี้เป็นวันที่สาม ไม่คาดคิดว่าโชคจะเข้าข้าง เขาได้รับเลือกจริงๆ


   ชายคนนี้รู้สึกว่าตนเองได้พบทางรอดแล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าเจ้าอัปมงคลนี้เคยเกาะอยู่บนบ่าของเขามาก่อน จะให้เขาไม่กลัวได้ยังไง


   “อาจารย์ ช่วยผมด้วย!” ชายคนนั้นพยายามกลั้นความหวาดกลัวและตะโกนขอความช่วยเหลือออกมา


   เหยาเหยาไม่ได้รีบตอบรับเสียงขอความช่วยเหลือนั้น เธอเพียงจ้องเขาตรงๆด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ


   “ลุงคะ หนูช่วยลุงได้ แต่ก่อนหน้านั้น ลุงต้องอธิบายให้ชัดเจนก่อนว่าทำไมลุงถึงเอาพวกเขาไปใช้ทำ ‘เสาเข็มชีวิต’”


   ที่เรียกว่า ‘เสาเข็มชีวิต’ นั้น คือการฝังคนเป็นลงในคอนกรีต ส่วนใหญ่จะเป็นนายจ้างที่ไร้ศีลธรรมที่ทำเช่นนี้


   พวกเขาเชื่อว่าถ้าต้องการให้งานก่อสร้างสำเร็จลุล่วง ควรนำเด็กชายหญิงมาบูชายัญฝังไว้ให้กลายเป็น ‘เสาเข็มชีวิต’ เพื่อให้โครงการปลอดภัย


   แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย การฝังทั้งเป็นเป็นการทรมานอย่างสาหัส ทำให้ผู้ตายเกิดความเคียดแค้นและกลายเป็นวิญญาณร้าย


   คนที่ทำการชั่วเช่นนี้ จึงแทบไม่มีใครได้รับการปกป้อง มีแต่ต้องตายด้วยมือของวิญญาณร้ายที่ตามมาล้างแค้นเท่านั้น



 บทที่ 339: ใครคิดร้ายกับฉัน? ใช่เธอหรือเปล่า ภรรยาของฉัน!


   “ฝังเด็กทั้งเป็น? นี่มันเป็นไปไม่ได้หรอก! ผมเป็นพลเมืองดีที่ซื่อสัตย์ ไม่เคยทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นเลย!”


   เมื่อผู้โชคดีได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาอาจจะมีวิธีสกปรกในธุรกิจเพื่อหาเงิน แต่ถ้าจะให้ทำเรื่องที่ฆ่าคน เขาก็ไม่กล้าทำเด็ดขาด


   ใบหน้าของเขาที่มีลักษณะเหมือนคนชอบหักหลังดูสับสนขณะที่เขาส่ายหน้าด้วยความรุนแรง ผู้ชมทางออนไลน์ต่างรู้สึกแปลกๆกับการได้เห็นเหตุการณ์นี้ในไลฟ์สด มันเป็นครั้งแรกที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงอคติที่ชัดเจนแบบนี้ ถ้าอาจารย์ไม่ได้ยืนยัน พวกเขาก็คงจะตัดสินใจไปแล้ว


   “หนูรู้ว่าคุณลุงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ ถ้าคุณลุงเป็นละก็ หนูคงไม่ช่วยคุณลุงไว้ตั้งแต่แรกแล้ว คงปล่อยให้เจ้าผีเด็กทำงานสำเร็จไปแล้ว!”


   เหยาเหยาเอียงหัวเล็กน้อยพร้อมกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ในสายตาของเหยาเหยา คนชั่วร้ายไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือ


   คำตอบที่ตรงไปตรงมานั้นไม่มีความอ้อมค้อมเลย จนทำให้ผู้โชคดีถึงกับเงียบไปในทันที


   เหยาเหยากลอกตากลมโตอย่างครุ่นคิด สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของผู้โชคดี


   “แต่คุณลุงคะ เส้นกรรมของพวกเขายังคงเชื่อมโยงกับตัวคุณอยู่นะคะ แปลว่าความคิดที่จะฝังผู้พิทักษ์นี่มาจากคุณลุงเองใช่ไหมคะ!”


   มีคำกล่าวว่า ‘จะยิงศัตรูก็ต้องยิงม้าที่เขาขี่ก่อน จะจับขโมยก็ต้องจับหัวหน้าก่อน’ พี่ชายพี่สาวสองคนที่ถูกทำร้ายไม่รู้ว่าใครเป็นคนจับพวกเขา แต่พวกเขารับรู้ได้ว่าใครเป็นคนที่คิดจะทำเรื่องนี้


   ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่แรงอาฆาตและความแค้นทับถมจนกลายเป็นผีร้าย ทั้งสองจึงมาเพื่อทวงชีวิตคืน


   สองผีเด็กที่ตายอย่างทรมานเหลือเกิน แรงแค้นจึงทวีคูณ หากไม่มียันต์ปกป้องชีวิต ผู้โชคดีคงไม่รอดจนถึงตอนนี้


   แต่กระนั้น อาจารย์ผู้วาดยันต์นี้ก็ไม่ได้มีฝีมือมากพอ ยันต์นั้นจึงปกป้องผู้โชคดีได้แค่บางส่วน ไม่ให้เสียชีวิตจริงๆเท่านั้น


   หากจะขับไล่ผีร้าย? นั่นเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เพราะมียันต์นี่แหละที่ทำให้เขาทนจนมาถึงไลฟ์สดได้


   “โอ๊ย ใครมันคิดร้ายกับผมล่ะเนี่ย?”


   ผู้โชคดีเป็นคนมีไหวพริบเฉียบคม ถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ขยายธุรกิจจากการขายหมูจนใหญ่โตแบบนี้


   ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าทำไมถึงโดนผีตาม เขาคิดแค่ว่าเป็นเพราะดวงงานไม่ดี ขุดไปเจอหลุมฝังศพที่ไม่มีใครรู้จัก


   เรื่องแบบนี้ในวงการก่อสร้างเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสมัยก่อนยังไม่มีข้อจำกัดในการฝังศพ หลายครอบครัวที่ยากจนบางทีก็เอาเสื่อม้วนไปห่อศพแล้วขุดหลุมฝังได้เลย ไม่ต้องพิธีการอะไร และเมื่อบวกกับยุคที่ผู้คนหนีภัยจากสงคราม พื้นดินบางแห่งที่ดูปกติอาจกลายเป็นสุสานหมู่ โดยเฉพาะไซต์ก่อสร้างโรงเรียน ที่โอกาสเจอสูงมาก


   เมื่อเวลาผ่านไป ชั้นดินด้านล่างจึงกลายเป็นกล่องสุ่มที่น่าประหลาดใจ หลายทีมก่อสร้างมักขุดเจออะไรที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ


   เมื่อเจอกระดูกศพมากๆ ต่อให้คนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางยังอดหวาดกลัวไม่ได้


   โดยเฉพาะในทีมงานก่อสร้างที่มีหลายคน ใครจะมั่นใจได้ว่าทุกคนไม่เชื่อเรื่องผีสางจริงๆ


   เรื่องเล่าต่างๆถูกพูดต่อๆกัน บางทีก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายๆ


   ทำให้หัวหน้าคนงานต่างเริ่มมีความเชื่อเรื่องการเชิญผู้พิทักษ์ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทีมก่อสร้างและตนเอง


   ผู้โชคดีเองก็เคยได้ยินเรื่องการใช้คนเป็น ‘เสาตาย’ ซึ่งเป็นวิธีที่พ่อค้าชั่วร้ายบางคนใช้กัน


   หากเรื่องนี้ถูกจับได้ การลงโทษที่เบาสุดคือติดคุก แต่ถ้ารุนแรงกว่านั้นอาจโดนประหาร


   ในมุมมองของเขา การเชิญผู้พิทักษ์มาก็เพื่อความสบายใจ การทำแบบนั้นคือการฝังระเบิดให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น


   ถึงเขาจะไม่ได้ทำ แต่อาจารย์เองก็ไม่จำเป็นต้องโกหกเขา ยิ่งโดยเฉพาะความรู้สึกหายใจไม่ออกเมื่อครู่นั้นมันจริงมากเหลือเกิน ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็มีเพียงแค่คนที่ต้องการจะทำร้ายเขาเท่านั้น


   ใครกันแน่? การฝังเด็กทั้งเป็นนั้นเป็นโทษที่ร้ายแรงมาก


   ท้ายที่สุดงานก่อสร้างทุกงานจะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ว่าจ้าง ถ้าคนที่คิดร้ายแฝงตัวอยู่ในทีมนี้ล่ะก็ จะตรวจสอบก็รู้ผลแน่นอน


   เมื่อถึงเวลานั้นหลักฐานจะครบมือ ต่อให้ลงไปชำระล้างในแม่น้ำเหลืองก็คงไม่พอ ผู้โชคดีนึกถึงจุดนี้จนขนลุกซู่ขึ้นมา นี่เป็นกับดักที่ตั้งไว้เพื่อจัดการเขาโดยเฉพาะ


   ถ้าไม่ใช่เพราะผีร้ายตามมาถึงที่ มีหวังเขาคงไม่มีวันรู้ปัญหานี้ เขาเคยคิดว่าผีร้ายตามมาเพื่อเอาชีวิต แต่ใครจะไปคิดว่ากลับกลายเป็นฝ่ายช่วยชีวิตเขาแทน


   ใครจะไปคาดคิดกันเล่า! ผู้โชคดีได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกซับซ้อน


   “คงเป็นแบบนี้แหละครับอาจารย์ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ อาจารย์ช่วยผมด้วยเถอะ!”


   เมื่อเข้าใจถึงที่มาที่ไป ผู้โชคดีก็เริ่มวิตกหนัก เขาอุตส่าห์สร้างฐานะมามากมายขนาดนี้ ไม่มีทางยอมให้ต้องเข้าไปอยู่ในคุกเด็ดขาด


   ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอาจารย์เป็นเพียงคนเดียวที่ช่วยเขาได้ ถ้าอาจารย์พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ทำร้ายใคร ผู้คนในไลฟ์สดก็จะเป็นพยานให้เขาได้


   หลังจากนั้น ถ้าเขารีบแจ้งความก่อน ก็จะสามารถปัดข้อกล่าวหาไปได้ก่อน จะได้ไม่ต้องถูกกักขัง


   [ทำไมฟังดูเหมือนคำพูดของเขาน่าสงสัยจัง!]


   [ฮ่าๆ คนที่สงสัยไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวนะ! รอบนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของอาจารย์ช่วยตรวจสอบดีกว่า ดูว่าคำพูดของเขาน่าเชื่อแค่ไหน]


   [ถ้าโกหกละก็ ขอให้ฉันได้ยิงปืนกระบอกแรกในเกม “ล่ามนุษย์หมาป่า” ตัวจริงเสียงจริงในครั้งนี้หน่อยเถอะ!] *[1]


   ขณะที่ผู้โชคดีกำลังคิดแผนอยู่ในใจ จากที่ผู้ชมเคยคิดว่าแค่ดูเอาสนุก แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีไอเดียสนุกๆแปลกใหม่ ร่วมสนุกเหมือนเป็นเกม ‘ล่ามนุษย์หมาป่า’ ในชีวิตจริง


   ใครจะไปคิดว่าการเล่นเวอร์ชั่นใหม่นี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมในการไลฟ์สด บทสนทนาในช่องแชตวิ่งกันเร็วอย่างกับไฟลามทุ่ง


   “เอ๊ะ! คุณลุงคะ เหยาเหยาเพิ่งสังเกตเห็นว่าในดวงวังคู่ครองของคุณลุงมีดาวเทียนถง ดาวหลิง และดาวเทียนเยว่รวมอยู่ด้วย!”


   เหยาเหยาชำเลืองดูสีหน้าที่ไม่สู้ดีของผู้โชคดี ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ


   “อาจารย์หมายความว่ายังไงครับ? มันเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนคิดร้ายกับผมด้วยหรือเปล่า?”


   ศัพท์โหราศาสตร์เหล่านี้ ผู้โชคดีฟังไม่เข้าใจเลย เขาถามขึ้นด้วยความงง คงอยากได้คำแปลเป็นภาษาที่ง่ายกว่านี้


   เหยาเหยาอธิบายด้วยความอดทน ไม่ปิดบังอะไรเกี่ยวกับปัญหาที่มีดาวสามดวงนี้อยู่ในวังคู่ครอง


   ในหลักโหราศาสตร์จื่อเวย ดาวเทียนถงโดยปกติเป็นดาวที่มีเมตตา ใจดี และมีลักษณะสงบเยือกเย็น หากได้รับอิทธิพลจากดาวข้างเคียงก็จะยิ่งส่งเสริมความสง่างามให้เจ้าชะตา


   แต่ในกรณีของผู้โชคดี ดาวเทียนถงกลับมาพบกับดาวหลิง เปลี่ยนจากเส้นทางแห่งโชคลาภกลายเป็นเจ้าชะตามักทำสิ่งผันผวน และมีแนวโน้มจะเผชิญกับปัญหาอันตราย ความเสียหาย และการลงโทษ


   นอกจากนี้ ในวังแห่งโชคลาภและวังคู่ครองของเขายังมีดาวเทียนข่วยและเทียนเยว่ซึ่งเป็นดาวสำคัญใน ‘สี่อี้’ ครอบคลุมพื้นที่เกินกว่าครึ่ง


   ดาวสี่อี้ประกอบด้วยดาวเวินชาง เวินชวี่ เทียนข่วย และเทียนเยว่ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความสามัคคีในชีวิตคู่


   หากในวังคู่ครองและวังแห่งโชคลาภมีดาวสี่อี้อยู่คนละดวง นั่นหมายความว่าเจ้าชะตามีโอกาสสูงที่จะมีเรื่องมือที่สามเข้ามาก่อกวนความสัมพันธ์


   นอกจากนี้ดาวหลิงเองก็นำปัญหาด้านความเสียหายและการแตกแยก เมื่อมารวมกับดาวสี่อี้ที่เกินครึ่งก็จะเกิดปัญหาที่อาจนำไปสู่การนอกใจของคนในคู่รัก


   เหยาเหยาเห็นว่าในวังคู่ครองของผู้โชคดีไม่มีการเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด แสดงว่าปัญหานี้น่าจะอยู่ที่ภรรยาของเขา


   เมื่อวิเคราะห์ไปตามเส้นทางนี้ เหยาเหยาก็พบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือภรรยาของผู้โชคดี


   คนที่เธอนอกใจด้วยกลับกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของผู้โชคดี ศัตรูคนนี้ไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังถึงขั้นอาจจะลงมือสังหารได้เลยทีเดียว


   ไม่เพียงเท่านั้น ผีเด็กสองตนนั้นมีสายสัมพันธ์อันเลือนลางกับศัตรูของผู้โชคดีอีกด้วย


   แม้จะยากต่อการสังเกต แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของเหยาเหยาไปได้ ในขณะนั้นเส้นสายแห่งโชคชะตาต่างๆ ก็มาประกอบกันจนชัดเจน


   เหยาเหยาก็เข้าใจในทันที คนที่คิดร้ายกับผู้โชคดีไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นภรรยาของเขาและศัตรูคนนั้น!


   ทั้งสองวางแผนเพื่อจัดการผู้โชคดีให้ถึงตาย ถ้าเหยาเหยาไม่สังเกตเห็น แผนนี้คงสำเร็จไปแล้ว


   น่าสงสารจัง!


   เหยาเหยามองผู้โชคดีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา


   เพราะไม่เพียงแค่เขามีสีเขียวที่เป็นสัญลักษณ์ของการนอกใจอยู่บนหัว แต่ยังมีสีแดงแสดงถึงเคราะห์ภัยร้ายแรงอีกด้วย


   สองสีนี้ผสมผสานเข้าด้วยกันและก่อตัวขึ้นบนศีรษะของผู้โชคดี ราวกับสัญญาณไฟจราจรสีแดงและเขียวที่ตัดกันบนท้องถนน


   [1] เกมล่ามนุษย์หมาป่า ผู้เล่นทุกคนล้วนมีเป้าหมายของตน หากเป็นชาวบ้านหน้าที่ของคือการล่าตัวมนุษย์หมาป่า หากเป็นมนุษย์หมาป่าต้องหลอกให้ชาวบ้านเชื่อว่าคุณเป็นผู้บริสุทธ์และกำจัดชาวบ้านทิ้งทุกคืน



บทที่ 340: การกระทำชั่วต้องได้รับผลชั่ว


   [โอ้โห ตอนแรกคิดว่าจะเป็นคดีอาชญากรรมจากการเอารัดเอาเปรียบของทุนมืด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นการจับกุมภรรยาที่มีชู้ เรื่องนี้พลิกผันอย่างไม่คาดคิดจริงๆ]


   [ไม่ใช่ว่า ผู้โชคดีนี้ดูเป็นผู้ชายที่เก่งเหรอ? ทำไมภรรยาถึงกล้าหักหลังเขา? กลัวเขาจะฆ่าแล้วซ่อนหลักฐานใช่ไหมล่ะ?]


   [ฮ่าๆๆ คิดว่ากลัวสิ น่าจะกลัวมากด้วย เพราะอย่างนั้นถึงได้วางแผนกำจัดผู้โชคดีไปซะ!]


   [ถ้าโชคดีโดนจับว่าเป็นคนทำร้ายเด็กสองคน เข้าโรงพักหรือโดนยิงตาย ทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็จะตกเป็นของเขานะสิ!]


   [ถึงแม้เขาจะระวังไว้บ้าง แต่ถ้าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว พวกกลุ่มคนเหล่านี้จะหยุดการทำชั่วได้ยังไง? คิดแล้วมันก็จะทำให้เขาสูญเสียทุกอย่างเลยจริงๆ!]


   ชาวเน็ตเริ่มพูดคุยกันอย่างหนัก พวกเขารู้ดีว่าเหล่าคนชั่วทำอะไรได้ แต่เมื่อเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้าตัวเอง มันก็ยังคงสะเทือนใจไม่น้อย


   "เห้ย! ไอ้สารเลวช่างกล้าคิดทำแบบนี้กับฉัน!"


   เมื่อเทียบกับการพูดคุยของคนในโลกออนไลน์ คนที่เกี่ยวข้องจริงๆอย่างผู้โชคดีนี้ ดูเหมือนจะมีสีหน้าเหมือนคนที่โกรธจัดจนหน้าเหมือนถังน้ำสีดำ เต็มไปด้วยความเกลียดชัง


   ผู้หญิงคนนี้ตอนแรกต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะได้เป็นภรรยา แต่ใครจะรู้ว่าภรรยาที่เขาหามาได้เป็นผู้หญิงที่อันตรายขนาดนี้ เขาจะไม่รู้สึกตกใจได้ยังไง?


   "ขอบคุณอาจารย์มากครับ ตอนนี้ผมจะไปจัดการกับสองคนชู้ทั้งคู่แล้ว ผมจะทำให้พวกมันไม่สามารถเดินได้!"


   "แต่อยากขอให้ท่านช่วยจัดการกับเด็กผีสองคนที่ตามติดผมอยู่หน่อยครับ ท่านคงทราบแล้วว่าพวกเด็กสองคนนั้น ผมไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียชีวิต ใช่ไหมครับ?"


   แม้จะโกรธจัด แต่มุมมองของผู้โชคดีนี้ยังคงมีสติอยู่ เขาไม่ลืมคำพูดของอาจารย์เกี่ยวกับเด็กผีสองคนนั้น


   การจัดการกับสองคนชู้นั้นเขาทำได้แน่ แต่เด็กผีเขาไม่รู้จะทำยังไง พวกมันติดตามเขามาตลอด ใครจะนอนหลับได้สบายล่ะถ้ามีพวกมันอยู่ใกล้ๆ?


   เหยาเหยาที่ได้ยินก็แสดงออกถึงรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า


   "คุณลุงไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวหนูจะจัดการให้พวกเขาไม่ตามท่านไปอีกแล้วค่ะ คุณลุงไปทำธุระของตัวเองเถอะค่ะ!"


   เสียงนี้เหมือนดนตรีกล่อมจิตใจดังขึ้นในหูของผู้โชคดี เขาเต็มไปด้วยความสุขและยิ้มอย่างกว้างขวาง ขอบคุณไปหลายครั้ง


   เหยาเหยายังยิ้มและทำมือไล่บอกให้เขาออกไปจากทาง "ท่านพ่อครับ ช่วยหลีกทางหน่อยค่ะ หนูจะต้องจัดการกับพวกเขาก่อนนะคะ!"


   เมื่อพูดเสร็จ เหยาเหยาก็เดินไปทางเด็กผีทั้งสองที่ซ่อนอยู่บนผนัง


   ตอนนี้ทั้งสองเด็กผีเหมือนแมลงหัวขาดที่พยายามจะหนีออกจากบ้าน แต่ก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องง่ายกลับไม่สามารถทำได้เลย


   "พี่ชายคะ พี่สาวคะ อย่าคิดว่าจะหนีไปได้นะคะ หนูไม่ให้พวกพี่ไปไหนหรอกค่ะ พวกพี่ต้องอยู่ในห้องนี้ก่อนนะคะ!"


   "หนูรู้ว่าพวกคุณมีความแค้น แต่แค้นต้องมีต้นมีปลาย หนี้ต้องจ่ายกับคนที่ทำลายชีวิตพวกพี่ค่ะ พวกพี่ต้องอยู่ในห้องนี้นะ!"


   เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจของเด็กผีทั้งสอง เหยาเหยาก็ไม่รีบร้อน เธอจับมือเปลี่ยนท่าทางแล้วหลับตาพึมพำคำอาคมออกมา


   อาคมเหล่านั้นมันเหมือนหญ้าที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง กักตัวผีเด็กทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา ทำให้บรรยากาศของห้องราวกับห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก


   การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พื้นที่ที่เด็กผีทั้งสองสามารถขยับได้ลดลงจากเดิมที่เคลื่อนไหวได้อย่าอิสระ ตอนนี้เหลือเพียงแค่ขยับตัวได้เล็กน้อยเท่านั้น


   การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำให้พวกเด็กผีตื่นตระหนก พวกมันรู้สึกถึงความน่ากลัวของเหยาเหยาอย่างชัดเจน พวกมันกังวลจะถูกทำลายเพราะกลัวจะหายไปเหมือนพวกวิญญาณที่หายสาบสูญไป


   พวกมันบ้าคลั่งพยายามจะพังเกราะที่ขังมันไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จเลยแม้แต่น้อย พวกมันไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้ เหมือนกับแมลงที่ติดอยู่ในสารหล่อเย็น


   "เรียบร้อยแล้วค่ะ คุณลุงสามารถไปได้แล้วนะคะ!" เมื่อเสร็จสิ้น เหยาเหยาก็พูดพร้อมเปิดตาขึ้น


   การที่เธอทำทุกอย่างง่ายๆ ก็ทำให้ผู้โชคดีนี้ลังเลนิดหน่อย "จริงเหรอครับ?"


   เขาถามไม่ใช่เพราะไม่เชื่อในตัวของเหยาเหยา แต่เพราะเขารู้ดีว่าเด็กผีทั้งสองนั้นอันตรายขนาดไหน


   แค่สวดมนต์ไม่กี่คำ ปัญหาที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็หายไปหมดแล้วเหรอ? ทำไมมันรู้สึกเร็วขนาดนี้?


   "หรือจะให้หนูทำยังไงล่ะคะ? พวกเขายังไม่ถึงขั้นเป็นผีแดงเลย จะจัดการได้ง่ายๆค่ะ!" เหยาเหยายักคิ้วแล้วตอบกลับ


   เธอไม่ได้โอ้อวดเลย แต่ตอนนี้เธออยู่ในขั้นที่เกือบจะเข้าครึ่งทางของขั้นที่เก้าแล้ว พลังของเธอทำให้เธอสามารถทำลายวิญญาณทั่วไปได้ง่ายๆ


   "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณอาจารย์!" เมื่อปัญหาของเขาถูกแก้ไข ความกังวลในใจของผู้โชคดีนี้ก็หายไป


   เขารู้ดีว่าครั้งที่แล้วที่เขาไปหาอาจารย์คนหนึ่งแต่กลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่ครั้งนี้เขามั่นใจแล้วว่าอาจารย์ตัวน้อยท่านนี้เก่งจริงๆ


   ตอนนี้เขามั่นใจเต็มที่ เขาจะไปหาภรรยาและชายชู้ของเธอแล้ว เขาไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้อีกต่อไป!


   "คุณลุงสู้ๆนะคะ!" เหยาเหยาไม่ขัดขวาง เขายังให้กำลังใจคนที่กำลังจะไปล้างแค้น


   หลังจากนั้นการถ่ายทอดสดก็ถูกตัดจบ ภาพกลับมาที่หน้าจอเพียงคนเดียว เหยาเหยาทำตามเคยโดยการสุ่มเลือกผู้ชมโชคดีห้าคนเพื่อส่งยันต์คุ้มครองให้เป็นของรางวัล


   จากนั้นก็ไม่สนใจคำขอร้องจากผู้ชม เธอก็ออกจากการถ่ายทอดสดทันที เพราะขีดจำกัดคือห้าคน ถ้ามากกว่านั้นก็ไม่มีรางวัลให้!


   มองไปที่หน้าจอที่มืดสนิท เหยาเหยาก็ไม่ได้ยิ้มออกมาเลยแม้แต่น้อย


   ถึงแม้จะบอกว่านี่เป็นคนสุดท้ายที่มีโชค แต่ปัญหาของเขายังต้องเก็บกวาดอยู่ดี แม้จะมีทางไปจากประตูผี แต่เวลานี้เธอก็ไม่ได้มีเวลาสำหรับจิบชาเลย


   "อ้อ ใช่แล้วค่ะ พี่เจ็ดขอโทษนะคะ อีกสิบนนาทีให้พี่โทรไปที่สถานีตำรวจเมืองเจียหยาง แล้วบอกที่อยู่ตรงนี้นะคะ ว่ามีคนทะเลาะกันแค่นั้นแหละค่ะ"


   ก่อนจะเดินออกไป เหยาเหยาหันกลับมามองพี่เจ็ดของเธอด้วยสีหน้าจริงจังแล้วกำชับ


   คำพูดนี้ทำให้กู่อวี่งงไปเลย


   "โอเค พี่จะทำตามที่น้องบอก" ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจเหตุผลของน้องสาว แต่ก็ยินดีทำตามคำสั่ง


   ได้คำตอบเช่นนี้ เหยาเหยาก็ยิ้มเล็กน้อยและรู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้เสียเวลา เธอใช้ทางผ่านของประตูผีออกจากบ้านกู้ไป


   เหยาเหยาทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อความสนุก แต่เป็นการทำให้ผู้โชคดีนั้นถูกดำเนินคดีไปด้วย


   ใช่แล้ว ตั้งแต่เธอเห็นเขาครั้งแรก เหยาเหยาก็รู้ทันทีว่าใบหน้าไม่ดี ก็หมายถึงใจไม่ดี เขาไม่ได้ฆ่าคน แต่ก็เคยทำเรื่องผิดกฎ


   ทว่าเขาดันแยบยลเกินไป ทำให้ตำรวจไม่สามารถจับความผิดของเขาได้ง่ายๆ ดังนั้น เหยาเหยาจึงตั้งใจเปิดเผยความจริงของเด็กผีให้เขาเห็นชัดเจน เพื่อให้เขาถูกอารมณ์พาไป


   เมื่อคนมีอารมณ์โกรธ มักจะมองข้ามสิ่งที่เป็นเหตุผลพื้นฐานได้ง่าย


   หลังจากที่คิดวิเคราะห์แล้ว เหยาเหยารู้ตัวว่าเธอทำสำเร็จแล้ว


   ผู้โชคดีคนนี้เมื่อจัดการกับศัตรูจะใช้วิธีการสกปรก ซึ่งการโทรศัพท์ของเธอครั้งนี้จะทำให้เขาถูกจับได้ในที่สุด


   นี่คือสิ่งที่พี่ชายคนที่ห้าเคยบอกไว้ ‘ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดแล้วปกปิดอย่างแนบเนียน เหยาเหยารู้สึกภูมิใจในตัวเอง’


   ในใจของเธอ เธอเองก็ชมตัวเองไปหนึ่งรอบ




จบตอน

Comments