บทที่ 551: คุณแม่ฝ่าด่าน
“ขอแสดงความยินดีกับ [อาจารย์โมโม่ผู้รักการทำนา], [กินองุ่นไม่คายเมล็ด], [ฉันอยากได้เบี้ยคนจน], [วันหยุดชาติสิ้นแล้ว] และ [งานบ้านี่มันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่] ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ค่ะ ทุกคนอย่าลืมส่งข้อความส่วนตัวมานะคะ ไม่งั้นจะไม่ได้รับรางวัลนะ”
“ขอจบการไลฟ์สดเพียงเท่านี้นะคะ แล้วพบกันใหม่คราวหน้าค่ะ”
เหยาเหยาอ่านรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับยันต์คุ้มครองจนจบ มีชื่อยาวมากและบางตัวอักษรเธอยังอ่านไม่ออก จึงอ่านติดๆขัดๆ
แต่เธอไม่กังวลว่าจะหาคนไม่เจอ เพราะหลังจากประกาศผล จะมีการแจ้งเตือน
พี่ๆเหล่านั้นเมื่อเห็นข้อความก็จะรีบตอบกลับมา แล้วเธอก็จะแคปภาพหน้าจอส่งให้ลุงคุณพ่อบ้าน ขั้นตอนง่ายมาก!
หลังจบการไลฟ์สด เหยาเหยาเดินลงบันได เตรียมจะไปวาดยันต์ในห้องทำงานของคุณพ่อ
เฉินฮุ่ยเห็นสีหน้าลูกสาวดูอารมณ์ดี จึงถามด้วยรอยยิ้ม “เจอเรื่องอะไรดีๆเหรอ?”
“วันนี้หนูจะได้เป็นฮีโร่แล้วค่ะ!” เหยาเหยาเห็นคุณแม่ยกมือขึ้น จึงรีบวิ่งเข้าไปซุกในอ้อมกอด
“มีเรื่องต้องช่วยเหลือคนอีกแล้วเหรอ?” เฉินฮุ่ยไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมลูกสาวถึงชอบทำความดีนัก
พูดตรงๆ บางครั้งการ ‘ดับไฟ’ ก็เหมือนกับการวิ่งรอบเมืองไปเรื่อย แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตัวเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่วิ่งรอบเมืองเหมือนกัน
เธอใช้ส้อมจิ้มแตงโม นี่คือแตงโมที่ส่งตรงมาจากซินเจียงเมื่อเช้านี้ เธอชิมแล้วหวานมาก น้ำก็เยอะ
เหยาเหยากินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็พลิกตัวมองหน้าคุณแม่อย่างพินิจ
“หน้าแม่มีอะไรติดอยู่เหรอ?” เฉินฮุ่ยรู้สึกเขินเล็กน้อยที่ถูกจ้องมอง จึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
เหยาเหยาส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่มีค่ะ คุณแม่กำลังจะฝ่าด่านใช่ไหมคะ?”
ด้วยสายตาของเหยาเหยาเธอสามารถมองเห็นพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างกายของผู้คนได้ไม่ยาก ความก้าวหน้าในการฝึกฝนของครอบครัวตระกูลกู้นั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน
เมื่อไม่กี่วันก่อน พี่เจ็ดก้าวขึ้นสู่ขั้นเจ็ดเป็นคนแรก และตอนนี้ดูเหมือนว่าคนที่สองจะเป็นคุณแม่!
เหยาเหยารู้สึกกังวลเล็กน้อย การขึ้นขั้นเจ็ดต้องเผชิญหน้ากับสวรรค์และโลก ไม่รู้ว่าคุณแม่จะเจอปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า เธอลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
ในใจคิดคำนวณอย่างรวดเร็วว่าควรเตรียมยันต์อะไรไว้ให้คุณแม่ใช้ป้องกันตัวระหว่างฝ่าด่านนี้
“จะฝ่าด่านแล้วเหรอ?” เฉินฮุ่ยเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ ช่วงนี้เธอรู้สึกใจไม่ค่อยสงบเลย
แต่เดิมเธอคิดว่าร่างกายมีปัญหาอะไรสักอย่าง จึงเรียกหมอประจำตระกูลมาตรวจดู แต่ตอนนี้ที่ลูกสาวชี้ให้เห็นอาการ เธอถึงได้เข้าใจ
เธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับตำราวิชานัก แต่เธอก็เคยได้ยินเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญของขั้นเจ็ดมาบ้าง
“เหยาเหยา ช่วยเล่าให้แม่ฟังหน่อยว่าการฝ่าด่านครั้งนี้ มันอันตรายแค่ไหน...”
เฉินฮุ่ยลูบศีรษะลูกสาวสุดที่รัก จริงๆแล้วเธอไม่ได้มีความปรารถนาในการฝึกฝนมากนัก ครั้งนี้ที่สนใจเพราะกลัวว่าจะผ่านไปไม่ได้
“ได้ค่ะ” เมื่อเห็นคุณแม่จริงจัง เหยาเหยารีบนั่งให้เรียบร้อย และจัดระเบียบความคิดอย่างจริงจัง
การฝ่าด่านขั้นเจ็ดต้องใช้พลังวิญญาณมหาศาล สำหรับเหยาเหยาแล้วไม่ใช่เรื่องยาก แค่สร้างวงเวทย์รวบรวมพลังวิญญาณระดับสูงก็พอ
ตอนนี้หลังจากพลังวิญญาณฟื้นฟูแล้ว ความเข้มข้นของพลังวิญญาณแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก ปัญหาเรื่องการเติมพลังวิญญาณก็หมดไป
จุดที่ยากจริงๆคือการ ‘ทดสอบจากสวรรค์’ คนนอกไม่สามารถคาดเดาได้
เพราะคำถามที่สวรรค์เลือกมา อาจจะไม่ได้อยู่ในความคิดของเรา การทดสอบที่ไม่สามารถป้องกันได้แบบนี้ เป็นสิ่งที่ยากจะรับมือที่สุด
“คุณแม่คะ นี่คือ ‘กระจกส่องใจ’ ค่ะ ช่วงนี้คุณแม่ใช้มันบ่อยๆนะคะ พี่เจ็ดบอกว่านี่คือการจำลองก่อนสอบค่ะ”
แม้ว่าจะไม่สามารถคาดเดาการทดสอบได้ แต่ ‘การทดสอบจิตใจ’ กับ ‘ความยึดมั่น’ จริงๆแล้วก็เหมือนกัน ดังนั้น การมองเห็นจิตใจที่แท้จริงจะช่วยพัฒนาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อสภาวะจิตใจของตัวเองสูงขึ้น ตอนทดสอบจิตใจก็จะไม่ถูกขังอยู่ในความยึดมั่น
แต่กระจกบานเดียวคงไม่ครอบคลุมพอ เหยาเหยาจึงหยิบลูกประคำ ยันต์สงบจิต ปลาไม้ และระฆังหยกสงบจิตออกมา...
มีมากมายจนนับไม่ถ้วน คุณพ่อคุณแม่และพี่ๆไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไร แต่เหยาเหยากลับรู้
เหยาเหยาเตรียมทุกอย่างที่เตรียมได้ เฉินฮุ่ยรู้สึกอบอุ่นใจ
“ขอบใจเหยาเหยามากนะ แม่ต้องทำสำเร็จแน่นอน”
เมื่อครู่ยังรู้สึกตื่นเต้น แต่ตอนนี้มีของที่ลูกสาวเตรียมให้ เฉินฮุ่ยก็กลับมามั่นใจอีกครั้ง
เพื่อไม่ให้เสียแรงที่เหยาเหยาตั้งใจ เธอจะต้องตั้งใจ...
“คุณแม่สู้ๆนะคะ” เหยาเหยากอดคุณแม่อย่างอบอุ่น แถมยังแอบใส่ ‘ยันต์คุ้มครองวิญญาณ’ ให้ด้วย
ยันต์นี้ถ้าวิญญาณมีปัญหา มันจะทำงานโดยอัตโนมัติ ปิดผนึกวิญญาณและหลบเลี่ยงการรับรู้ของสวรรค์และโลก ถือเป็นวิธีสุดท้ายในการรักษาชีวิต
อย่างไรก็ตาม เหยาเหยาได้คำนวณดูแล้ว คุณแม่จะไม่เป็นอันตราย แต่ที่ต้องระมัดระวังขนาดนี้เป็นเพราะความรอบคอบที่นักพรตอาวุโสสอนมา
...........
หลังจัดการเรื่องของตระกูลกู้เรียบร้อยแล้ว เหยาเหยาก็รอจนถึงยามค่ำคืน
บนท้องฟ้า ดวงดาวระยิบระยับ พระจันทร์เสี้ยวสวยงาม ในสวนหลังบ้าน ประตูทองสัมฤทธิ์ถูกเปิดออกอย่างเงียบๆ ร่างเล็กๆก็เดินเข้าไป
โลกทั้งสอง เวลาทับซ้อนกัน ครึ่งชั่วโมงต่อมา เหยาเหยาค่อยๆเดินออกมาจากประตูนรก เห็นผู้โชคดีกำลังมองหา
“ว้าว! อาจารย์น้อยออกมาจากไหนเหรอคะ!”
ตอนที่เหยาเหยาออกมา ผู้โชคดีหันมาเจอเข้าพอดี แรกเริ่มตกใจ แต่แล้วใบหน้าก็เต็มไปด้วยความดีใจ
เธอเตรียมของไว้ครบแล้ว รอข่าวอยู่ตลอด แต่ติดต่อไม่ได้ พอเวลานานเข้า เธอก็เริ่มกังวล
การส่งวิญญาณกลับบ้านแบบนี้ ถ้าไม่มีอาจารย์น้อยก็ไม่มีทางสำเร็จแน่ อีกไม่นานวันหยุดก็จะจบ ถ้าเลยเวลานี้ก็ต้องรอปีหน้า
ตัวเธอเองไม่เป็นไร มีเวลารอได้ แต่วิญญาณเหล่านี้คงไม่ใช่แบบนั้น
ดีที่อาจารย์น้อยมาแล้ว ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไข เธอจึงดีใจมาก
“รับปากพี่สาวแล้ว เหยาเหยาไม่มาสายแน่นอนค่ะ พี่สาวเอาของออกมาได้เลยค่ะ”
เหยาเหยานั่งลง พูดอย่างช้าๆ
การส่งวิญญาณกลับยมโลกเป็นเรื่องที่ไม่อาจประมาทได้ หากเกิดข้อผิดพลาดระหว่างทาง จะแก้ไขได้ยาก
ดังนั้น การเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบล่วงหน้า ก็เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
“ทุกอย่างอยู่ที่นี่แล้ว เรามาตรวจเช็คกันเถอะค่ะ” ผู้โชคดีตื่นเต้น ยิ่งอาจารย์น้อยจริงจังเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเท่านั้น
หากอาจารย์น้อยไม่ถามอะไรเลย เธอจะรู้สึกไม่มั่นใจ เธอหยิบของออกมาอย่างรวดเร็ว
ผงชาด ยันต์ เลือดสุนัขดำ ธงเปล่า...
อาจเป็นเพราะความรอบคอบ คุณภาพของสิ่งเหล่านี้ เหยาเหยาดูออกทันทีว่าไม่ธรรมดา ผู้โชคดีเตรียมตัวมาอย่างดี
จำนวนและรายละเอียดต่างๆก็ไม่มีปัญหา ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอแค่ ‘มิติวิญญาณ’ นี้เปิดเท่านั้น
การทำความดีครั้งใหญ่เช่นนี้ ถ้าผ่านไปได้ด้วยดี จะได้รับบุญกุศลมากมายแน่นอน
เหยาเหยาได้กลิ่นบุญกุศลแล้วอยากจะรีบทำ!
บทที่ 552: ส่งวิญญาณเข้าสู่ยมโลก
พระจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า เสียงระฆังดังก้องกังวานจากหอนาฬิกากลางเมือง สวรรค์และโลกเริ่มบิดเบี้ยว
คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ แต่หากเป็นนักพรตขั้นสามขึ้นไป พวกเขาจะสัมผัสได้ว่าพลังหยินหยางในโลกนี้เสียสมดุล
ราวกับมีโลกใหม่ซ้อนทับกับโลกมนุษย์ ค่อยๆแผ่ขยายออกไป หลังจากผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ ภาพตรงหน้าก็พลิกผันไปโดยสิ้นเชิง
ถนนที่เคยเงียบสงบ ปรากฏผู้คนมากมาย
“เกี๊ยวน้ำมันพริก ชามละห้าเหมาเท่านั้น~”
ผู้คนเหล่านี้แต่งกายประหลาด ทั้งรูปแบบและเสื้อผ้าล้วนโบราณ
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกคนที่เห็นไม่มีใครที่มีร่างกายครบสมบูรณ์ บ้างก็ขาดแขน บ้างก็ขาดขา บางคนถึงกับขาดศีรษะไปครึ่งหนึ่ง
“อาจารย์น้อยคะ นี่...นี่คือสิ่งที่ฉันเห็น เหมือนกับเมื่อคืนไม่มีผิดค่ะ”
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็น ผู้โชคดีก็ยังอดกลัวไม่ได้ มันดูสมจริงยิ่งกว่าภาพโฮโลแกรม เพราะที่เห็นตรงหน้าคือผีจริงๆ!
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกกลัวนี้หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะผู้โชคดีนึกขึ้นได้ว่าข้างๆตัวเองมีอาจารย์น้อยอยู่ ปลอดภัยแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น ผีเหล่านี้ล้วนเป็นวิญญาณวีรบุรุษ ในฐานะวีรบุรุษผู้ล่วงลับ พวกเขาจะไม่ทำร้ายคนง่ายๆ
เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “พี่สาวรอหนูตรงนี้สักครู่นะคะ หนูจะรีบกลับมาค่ะ”
เธอสะบัดกระเป๋าที่สะพายอยู่บนหลัง ทำให้ของข้างในส่งเสียงดังเป็นพักๆ
หลังจากที่เดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบวิ่งกลับมา ทำท่าร่ายคาถา
“ซ่อนร่างดั่งเงา วิญญาณร้ายมิอาจรบกวน จงบังเกิดผลในทันที!”
นี่คือ ‘คาถาซ่อนตัว’ ใช้ซ่อนร่องรอย เมื่อใช้แล้วไม่เพียงแต่หลบคนได้ แม้แต่วิญญาณร้ายก็หลบได้เช่นกัน
ตอนนี้มิติวิญญาณเปิดออก วิญญาณวีรบุรุษเหล่านี้จะไม่ทำร้ายคนง่ายๆ แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่มีวิญญาณเร่ร่อนอยู่รอบๆ
ผู้โชคดีนั้นเป็นคนเป็น ในตัวเธอมีพลังหยางเข้มข้น การอยู่ที่นี่ก็เหมือนโคมไฟในยามค่ำคืน ง่ายที่จะดึงดูดความสนใจ
“เรียบร้อยแล้ว พี่สาวอย่าออกไปไหนนะคะ หนูจะรีบกลับมาค่ะ”
เหยาเหยาสั่งไว้ โดยไม่รอคำตอบ ร่างของเธอก็หายไปจากที่นั้น
เธอไปวางวงเวทย์ ตอนนี้ระดับพลังของเธอถึงเกณฑ์แล้ว เมื่อรวมกับอำนาจของมิติวิญญาณ สิ่งที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ วันนี้ก็สามารถทำได้แล้ว
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การส่งวิญญาณกลับยมโลกเท่านั้น
ด้วยพลังขั้นดอกพิภพ ทำให้เหยาเหยาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในมิติวิญญาณนี้ เมื่อวางฐานวงเวทย์ลงไป วงเวทย์ก็ค่อยๆก่อตัวขึ้น
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เหยาเหยาก็กลับมายังที่เดิม พร้อมกับปลดคาถาที่อยู่บนตัวผู้โชคดี
“อาจารย์น้อยจะเริ่มแล้วใช่ไหมคะ?” ผู้โชคดีถามด้วยความไม่แน่ใจ เนื่องจากไปและกลับมาเร็วมาก
“ใช่แล้วค่ะ เดี๋ยวหนูจะดึงวิญญาณของพี่สาวออกมา ไม่ต้องกลัวนะคะ”
เหยาเหยายื่นมือน้อยๆของเธอออกมา บีบมือของอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อปลอบประโลมว่าไม่ต้องกลัว
ผู้โชคดีเชื่อใจอาจารย์น้อย แม้แต่การดึงวิญญาณ เธอก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรน่ากังวล
“ฉันพร้อมแล้ว เริ่มได้เลยค่ะ!”
เหยาเหยาพยักหน้าน้อยๆ ดวงตากลมโตหันไปมองที่ไกลๆ เธอพึมพำเบาๆสองสามคำ จากนั้นมือน้อยๆก็เคลื่อนไหว
ร่างที่มองไม่เห็นค่อยๆลืมตาขึ้นจากความว่างเปล่า ภายใต้ร่างนั้น ผู้คนเป็นดั่งหมากและฟ้าดินเป็นตารางหมาก ส่วนเหยาเหยาคือผู้ควบคุม
ภายใต้แสงวงเวทย์ ลำแสงสีเขียวมรกตพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันประสานรวมตัวกันเป็นวงเวทย์รูปดอกบัวขนาดใหญ่
วงเวทย์นี้ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิ ดอกบัวในวงเวทย์ค่อยๆบานราวกับมีชีวิต
“พี่สาวคะ หายใจเข้าลึกๆ ทำจิตให้สงบ ปล่อยวางความคิด” เสียงของเหยาเหยาดังขึ้นพร้อมกับการหมุนของดอกบัว
เธอไม่กล้าทำให้อาจารย์น้อยเสียเวลา รีบทำตามทันที จากนั้นก็รู้สึกว่าร่างกายเบาลง จิตสำนึกราวกับดิ่งเข้าสู่ความอบอุ่น
หลังจากนั้นก็สูญเสียความสามารถในการคิดด้วยตัวเอง หากมีคนที่สามอยู่ในที่นี้ จะเห็นว่าหลังจากดอกบัวในวงเวทย์บานเต็มที่ มีร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว
ร่างนั้นมีลักษณะเหมือนกับผู้โชคดีไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อดอกบัวเบ่งบาน ร่างนั้นก็ลืมตาขึ้น
“ด้วยบัญชาแห่งสวรรค์ ขอปลดปล่อยดวงวิญญาณของพวกเจ้า วิญญาณทั้งปวง สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงได้รับพร ที่มีศีรษะจงไปสู่สุขคติ ที่ไร้ศีรษะจงขึ้นสวรรค์...”
“ไม่ว่าหญิงหรือชาย จงยอมรับชะตากรรมของตน ไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจน ล้วนเป็นผลจากการกระทำของตน ขอปลดปล่อยวิญญาณเหล่านี้ จงไปสู่สุขคติ”
ร่างนั้นร่ายบัญชาแห่งเต๋า ทันใดนั้นก็เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาด วิญญาณวีรบุรุษมากมายต่างถูกดึงดูดด้วยความเคลื่อนไหวนี้ พวกเขาต่างเงยหน้ามองมา
ในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ถึงขั้นไม่รู้ว่าสิ่งนี้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้จะไม่รู้จัก แต่กลับรู้สึกเคารพนับถือจากใจ
เห็นพวกเขาคุกเข่าลงกับพื้น ภายใต้เสียงร่ายบัญชา พวกเขาราวกับเป็นผู้ศรัทธา
“บันทึกนามแท้ของเจ้า ปกป้องวิญญาณแท้ของเจ้าโดยเร็ว!” ร่างนั้นหยุดมือเล็กน้อย แล้วสะบัดมือ กระดาษสีเหลืองก็ร่วงหล่นลงมา
พวกมันค่อยๆร่วงหล่นลงมาที่เหล่าวิญญาณวีรบุรุษ ราวกับปุยนุ่น
ชื่อของพวกเขาก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ ราวกับสวรรค์เป็นผู้บันทึก
หลังผ่านไปสักพัก ชื่อบนกระดาษสีเหลืองก็เสร็จสิ้น พวกมันลอยกลับมารวมกันเป็นสมุดเล่มหนึ่ง แล้วตกลงบนมือของร่างนั้น
หลังจากที่ร่างนั้นถือสมุดไว้แน่นแล้ว ก็ยื่นนิ้วออกไป ประตูนรกสูงสิบจั้งก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่า แล้วเปิดออก
โซ่เกี่ยววิญญาณพุ่งออกมาหลายเส้น มันทะลวงลงใต้ดิน ดูเหมือนจะรวบรวมมิติวิญญาณนี้เข้าไปในยมโลกด้วย
นี่ก็คือสิ่งที่เหยาเหยาต้องการทำ อย่างไรเสียกำแพงมิติวิญญาณตรงนี้ก็หนาแน่นมาก ถ้าทำลายมันเองก็น่าเสียดายเกินไป พอดีส่งเข้ายมโลกไปเลย
เมื่อถึงเวลานั้น หลังจากผ่านการชำระล้างด้วยกฎของยมโลก อาจจะกลายเป็นมิติวิญญาณเล็กๆได้ ครั้งนี้ได้บุญกุศลอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะทางไหนก็เป็นการช่วยคนสร้างบุญกุศล เหยาเหยาไม่รังเกียจที่จะทำกำไรสองต่อในการค้าครั้งเดียว เธอร่ายคาถา
ดอกบัวลอยขึ้นมา ยกมิติวิญญาณขึ้นจากใต้ดินอย่างช้าๆ มันค่อยๆลอยขึ้นไป เข้าสู่ประตูนรก
ในขณะที่การนำพาใกล้จะสำเร็จ จู่ๆก็มีวิญญาณร้ายพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินลึก พวกมันเกาะติดราวกับปลิง
“นี่คือคนชั่วที่เหล่าวีรบุรุษฆ่า ที่พวกคุณไม่ไป เพราะต้องเฝ้าที่นี่ไว้สินนะ!”
ดวงตากลมโตของเหยาเหยาหรี่ลงในทันที
พลังของมิติวิญญาณนี้ไม่อ่อนแอ ภายใต้การปิดกั้นหลายชั้น ทำให้เหยาเหยาไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นี้ได้
ตอนนี้ มิติวิญญาณถูกเธอลากขึ้นมา พวก ‘สิ่งไม่ดี’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเหล่านี้ก็โผล่ออก
พวกมันถูกผนึกมาร้อยปี เกลียดชังเหล่าวีรบุรุษอย่างมาก จะยอมให้พวกเขาไปเกิดได้อย่างไร
พวกมันออกมาอาละวาด เลือดสกปรกหยดลงมาหยดแล้วหยดเล่า...
มันเชื่อมโยงกับมิติวิญญาณ กำแพงที่เคยแข็งแกร่ง ตอนนี้เริ่มสั่นคลอนเพราะมลพิษของพวกมัน
ในตอนนี้ วิญญาณวีรบุรุษทั้งหมดอยู่ข้างใน หากเลือดสกปรกทะลวงเข้ามาได้ วิญญาณวีรบุรุษทั้งหมดที่นี่จะสลาย เหยาเหยาไม่มีทางยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด
บทที่ 553: เซียนมนุษย์หลอมรวมโลก
โซ่เกี่ยววิญญาณของยมโลกตอนนี้เชื่อมต่อกับมิติวิญญาณนี้แล้ว ไม่สามารถดึงออกมาจัดการกับวิญญาณร้ายพวกนี้ได้ ถ้าเป็นนักพรตทั่วไป ตอนนี้คงมีปัญหาแน่
ร่างวิญญาณของเต๋าค้ำจุนกระดานหมากสวรรค์และโลก หากแบ่งจิตอาจทำให้กระดานหมากแตกได้ หากไม่มีดอกเต๋าค้ำจุน เรื่องการส่งมิติวิญญาณก็จะล้มเหลว
แต่เหยาเหยาไม่ได้อยู่คนเดียว การรวมกลุ่มรังแกคนแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเธอหรอก
ในความว่างเปล่า เหยาเหยาแตะที่กลางหว่างคิ้ว ทันใดนั้นเปลวไฟก็ลอยออกมา มันพุ่งสูงขึ้นตามแรงลม กลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่
“กา กา กา!”
เสียงอีกาดังแสบแก้วหูจากภายในลูกไฟ ลูกไฟยุบตัวลง กลายเป็นอีกาสามขา
อีกาสามขาราวกับมีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องมีใครบังคับก็พุ่งตรงเข้าใส่วิญญาณร้าย
ภายใต้พลังเพลิงแท้อันน่าสะพรึงกลัว วิญญาณร้ายพวกนั้นทนไม่ไหว แก่นแท้ของพวกมันถูกเผาจนหมดสิ้น
เสียงร้องโหยหวนดังไม่ขาดสาย แม้พวกมันจะมีจำนวนมาก แต่เพลิงแท้ของดวงอาทิตย์ไม่มีวันเสื่อมสลาย ต่อให้มีจำนวนมากแค่ไหนก็ไม่คณามือ
วิญญาณร้ายที่อยู่มานานพวกนี้ ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็มอดไหม้จนหมดสิ้น
เมื่อไม่มีการขัดขวางของพวกมันแล้ว การพาวิญญาณวีรบุรุษไปสู้ยมโลกก็ดำเนินต่ออย่างไม่มีข้อผิดพลาด
“ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะได้กินอิ่มแล้ว~”
ดวงตาของเหยาเหยาเป็นประกาย ความคิดเรื่องการส่งมิติวิญญาณเข้าสู่ยมโลกนี้ ต้องบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากผู้โชคดี
วิญญาณเหล่านี้อ่อนแอมาก วิญญาณหลายตนถึงกับทนพลังของโซ่เกี่ยววิญญาณไม่ไหว จำเป็นต้องอาศัยสมุดบัญชีความตายของผู้โชคดีเป็นตัวชี้นำ
แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อเข้าสู่ยมโลกแล้วกฎเกณฑ์จะเปลี่ยนไป หากไม่ระวังพวกเขาอาจจะต้องสูญสลายไป นี่ก็เป็นข้อกำหนดของการข้ามระหว่างสองโลก
คิดไปคิดมา เหยาเหยาจึงได้ติดต่อกับไป๋อู๋ฉาง ด้วยประสบการณ์อันมากมายของอีกฝ่าย จึงได้เสนอความคิดนี้ขึ้นมา ถึงขั้นระดมยมทูตมาช่วยเหลือโดยตรง
ไม่ว่าจะอย่างไร การจัดการความวุ่นวายของมิติวิญญาณครั้งนี้ก็ถือว่าสวยงามมาก...
เหยาเหยาพูดเสียงหวานอ่อน “พี่สาวเป็นดาวนำโชคของหนูจริงๆ!”
ในความรู้สึกลึกๆ เธอสัมผัสได้ว่าบุญกุศลที่จะได้รับเป็นรางวัลครั้งนี้จะมีมากมาย เธอกำลังคิดว่าจะแบ่งออกมาสักเล็กน้อยดีไหม
ผู้โชคดีได้ยินแล้วยิ้มพูดว่า “อาจารย์น้อยต่างหากที่เป็นดาวนำโชคของฉัน”
ไม่ใช่ว่าเธอหยิ่ง แต่การพาวิญญาณกลับนั้นเป็นเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ต้องเขียนลำดับวงศ์ตระกูลใหม่โดยเริ่มจากเธอเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความภาคภูมิใจของเธอ โดยสรุปแล้วเรื่องนี้เป็นการเพิ่มเกียรติยศอย่างแท้จริง
เรื่องแบบนี้มีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่อตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามันไม่เหมาะสม ผู้โชคดีอยากจะตั้งแท่นบูชาอาจารย์น้อยเสียด้วยซ้ำ
“พี่เจ็ดเคยบอกว่า ไม่ควรเอาเปรียบผู้อื่น พี่สาวคะ นี่คือคาถาคุ้มครอง มันจะช่วยป้องกันเคราะห์ร้ายให้พี่ได้สามครั้ง ถือเป็นของขอบคุณนะคะ”
เหยาเหยาดีดนิ้ว พลังสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่ร่างของผู้โชคดี ปกป้องดวงวิญญาณของเธออย่างมั่นคง
พี่สาวคนนี้ในอนาคตจะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมทั้งเล็กและใหญ่อีกมากมาย แต่ที่จะคุกคามถึงชีวิตจริงๆ มีเพียงสามครั้งเท่านั้น
เธอได้ทำสิ่งดีๆมากมายให้กับวิญญาณวีรบุรุษ การปกป้องให้เธอมีสุขภาพแข็งแรงตลอดชีวิตนี้ เหยาเหยารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณอาจารย์น้อยมากๆเลยค่ะ”
ผู้โชคดีไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับพรจากอาจารย์น้อย เธอยิ้มกว้าง
เหยาเหยายังอยากไปแลกบุญกุศลที่ยมโลก จึงกำชับให้ผู้โชคดีกลับไปตากแดดให้มากๆ เพื่อขับไล่พลังหยินที่ติดตัวมา
จากนั้นเธอก็รีบมุ่งหน้าไปยังยมโลกทันที
...........
ที่ริมแม่น้ำ ข้างสะพานไน่เหอ
เซี่ยปี้อันในชุดขาวดั่งหิมะกำลังพิงอยู่ที่หัวสะพาน เตะก้อนหินข้างหน้าด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากที่ไกลๆเขาก็หันไปมอง
จากนั้นก็เห็นเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เหยียบก้อนเมฆพุ่งตรงมา เขายิ้มและโบกมือทักทาย
“ทำไมท่านยมทูตถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ มารับหนูเหรอคะ?”
ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเหยาเหยาที่มารับบุญกุศล ตอนนี้เธอยิ้มแย้มเบิกบาน เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีมาก
เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย กำลังจะถามอะไรบางอย่าง แต่ถูกเซี่ยปี้อันพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าฉลาดนะ คราวนี้ช่วยยมโลกได้มากเลย ท่านยมราชถึงกับส่งข้ามาด้วยตนเอง เราคงไม่อาจละเลยผู้มีพระคุณของเราได้”
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากถามอะไร เรื่องรางวัลที่จะได้ ข้าไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่รับรองว่าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ไม่คิดว่า เรื่องที่ตัวเองเพียงแค่พูดถึง จะสำเร็จขึ้นมาจริงๆ
มิติวิญญาณนั้นสมบูรณ์มาก แถมยังมีพลังศรัทธาของวิญญาณวีรบุรุษ ทำให้มันผสานเข้ากับกฎของยมโลกได้เป็นอย่างดี
สำหรับยมโลกที่แออัด นี่ถือเป็นเรื่องดีมาก อีกทั้งมิติวิญญาณขนาดเล็กนี้ยังสร้างกฎขึ้นมาเอง ควบคุมวิญญาณได้เอง ช่วยประหยัดพลังวิญญาณไปได้มาก
ตอนนี้ทั้งบนโลกและยมโลกมีภารกิจมากมาย ยิ่งมีกำลังคนว่างมากเท่าไหร่ งานก็จะยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
“ได้ค่ะ งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ อย่าให้คุณปู่ยมราชรอนานเลยค่ะ”
เหยาเหยาทำหน้าบึ้งเล็กน้อยเมื่อความคิดของตัวเองถูกคาดเดา แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเป็นแขกประจำของศาลยมโลก การเข้าไปในศาลจึงเป็นเรื่องง่าย พอเข้าไปก็รีบร้อนทันที เสียงถึงก่อนตัว
“คุณปู่ยมราชคะ เหยาเหยามารับรางวัลแล้วค่ะ~”
“ฮ่าๆๆ เหยาเหยาน้อยมาแล้วหรือ เจ้าทำงานครั้งนี้ได้ดีมาก สมแล้วที่เป็นลูกสาวคนเก่งของยมโลก!”
ยมราชที่มาครั้งนี้คือฉินกวังหวง หนึ่งในยมราชทั้งสิบ นิสัยของเขาถือว่าใจดีที่สุดในบรรดายมราชทั้งสิบ
ไม่ใช่แค่เหยาเหยาคนเดียว โดยปกติแล้วการแจกจ่ายบุญกุศลในยมโลกก็อยู่ภายใต้การดูแลของเขาทั้งหมด
“ในเมื่อมาถึงแล้ว งั้นก็รับบุญกุศลไปเลย!”
เขาเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้รอไม่ไหวแล้ว จึงไม่พูดมากอีกต่อไป
เพียงแค่เขาโบกมือเบาๆ กำไลลูกปัดสิบเม็ดที่รวมตัวจากบุญกุศลก็ค่อยๆปรากฏขึ้นตรงหน้าเหยาเหยา
กำไลลูกปัดเหล่านี้ไม่ใช่วัตถุจริง แต่เป็นลูกปัดที่รวมตัวจากบุญกุศลล้วนๆ โดยปกติบุญกุศลไม่มีรูปร่าง แต่ไม่มีอะไรที่เป็นกฎตายตัว หากสิ่งที่ไม่มีรูปร่างกลายเป็นมีรูปร่างได้ แสดงว่าถึงขั้นสุดแล้ว
“ข้าได้ยินว่าเจ้าใกล้จะถึงขั้นดอกสวรรค์แล้ว ร่างทองคำแห่งบุญกุศลเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าด่าน สิ่งนี้ช่วยเจ้าได้พอดี” ฉินกวังหวงพูดเสียงนุ่มนวล
“ขอบคุณคุณปู่ยมราชค่ะ หนูชอบมากเลย~ ถ้าคราวหน้ามีเรื่องแบบนี้อีก หนูจะมาอีกนะคะ”
ตอนที่เหยาเหยารับกำไลบุญกุศล ดวงตาเธอเปล่งประกาย ในใจคำนวณว่ามันมีค่าเท่าไหร่กันแน่
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการค้าขายครั้งนี้ตัวเองทำถูกต้องแล้ว และถ้ามีเรื่องดีๆแบบนี้อีกสักไม่กี่ครั้ง เป้าหมายของตัวเองก็จะสำเร็จ
มองแบบนี้แล้ว การบรรลุขั้นดอกสวรรค์ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนี่นา!
ความคิดแบบนี้ โชคดีที่ยมราชฉินกวังหวงไม่ได้ยิน ไม่งั้นคงตกใจกับความทะเยอทะยานนี้แน่
ยมราชฉินกวังหวงมองดูเด็กน้อยที่กำลังเล่นลูกปัดบุญกุศล ไม่เพียงไม่รู้สึกเสียดาย กลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะลูกปัดบุญกุศลนี้ไม่ใช่ของยมโลกอยู่แล้ว
ตอนนี้ก็แค่คืนของให้เจ้าของเดิมเท่านั้น
หากเด็กน้อยคนนี้ใช้สิ่งนี้เพื่อก้าวขึ้นสู่ขั้นเซียนมนุษย์ เรื่องราวมากมายก็จะได้ข้อสรุป
เพราะเซียนมนุษย์สามารถหลอมรวมโลก กลายเป็นผู้ถือครองอำนาจที่แท้จริงของโลก เมื่อถึงตอนนั้น พลังของผู้ยิ่งใหญ่จึงจะเริ่มแผนการกลับคืนที่แท้จริง!
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็มีเงื่อนไข นั่นคือต้องเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกเล็กนี้ที่ก้าวขึ้นสู่ขั้นเซียนมนุษย์เท่านั้น
บังเอิญคนที่เหมาะสมมีเพียงเหยาเหยาคนเดียวเท่านั้น ต้องบอกว่าพลังของผู้ยิ่งใหญ่ จะกำหนดชะตากรรม!
บทที่ 554: โอ้อวด
บุญกุศลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรางวัล ท่านยมราชยังมอบสมบัติอีกมากมายให้ด้วย
กระเป๋าเก็บของของเหยาเหยาบรรจุของจนเต็มแน่น แม้ว่า99เปอร์เซ็นต์จะไม่ได้ใช้ แต่ในเมื่อเป็นรางวัล ไม่รับก็เสียเปล่า!
พอหันหลังเธอก็รีบวิ่งไปหาของตัวเอง ยัดของจำนวนมากให้ ครั้งที่แล้วที่มาเธอรู้สึกได้ว่าที่อยู่ของช่างยากจนจริงๆ เหมือนกับตอนอยู่ที่สำนักหั่วหยุนเลย
“เหยาเหยา นี่เธอ...เธอ...ไปเอาเครื่องมือยมโลกพวกนี้มาจากไหนกัน ไม่ได้ไปปล้นศาลยมโลกมาหรอกนะ!”
“ศิษย์รัก ตอนนี้เธอเก่งขึ้นมากแล้ว แต่เรื่องผิดกฎเราก็ทำไม่ได้นะ เร็ว...รีบเอาไปคืนเถอะ”
ชิงหานตื่นตระหนกจนมือไม้พันกัน ลูกศิษย์ของเขาเก่งก็จริง แต่ของมีค่าพวกนี้ต้องค่อยๆสะสม
โดยเฉพาะของพวกนี้ที่มีพลังอสูรเข้มข้น ชัดเจนว่ามีแต่ในยมโลกเท่านั้น ลูกศิษย์ของเขายังมีชีวิตอยู่ดีๆ แน่นอนว่าไม่สามารถสร้างของวิเศษพวกนี้ได้
ดังนั้นเขาจึงคิดโดยสัญชาตญาณว่าเด็กน้อยทำเรื่องไม่ดีเพื่อช่วยเหลือเขา
“ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ฟังหนูอธิบายก่อนค่ะ!” เหยาเหยาเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด จึงรีบคว้ามือเขาไว้
ชิงหานหันไปสบตาใสซื่อของลูกศิษย์ตัวน้อย ในใจก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อย
ศิษย์ของเขาถึงแม้จะทำอะไรไม่รอบคอบ แต่มีอย่างหนึ่งที่แน่นอน นั่นคือเธอไม่โกหก ถ้าเธอบอกว่าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำจริงๆ
ชิงหานเลยถามออกไป “งั้นเธอบอกมาสิว่าใครให้ของมีค่าพวกนี้มามากมายขนาดนี้?”
“คงไม่เข้าใจสินะคะ เหยาเหยาส่งมิติวิญญาณให้คุณปู่ยมราช เขาถึงได้ให้รางวัลหนูมากมายขนาดนี้”
เหยาเหยายืดอกอย่างภาคภูมิใจ พูดด้วยเสียงสดใส
เธอได้ถามมาแล้ว คุณปู่ยมราชบอกว่าเรื่องที่มิติวิญญาณรวมเข้ากับยมโลกนั้น ไม่จำเป็นต้องปิดบัง เพราะต้องเปิดเผยอยู่แล้ว
ในยมโลกมีท้าวยมราชสิบขุมนรกคอยดูแล มีห้าจักรพรรดิผี และจักรพรรดิเฟิงตู รวมถึงเทพต่างๆ โลกนี้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเด็ดขาด
“มิติวิญญาณ นี่...นี่ก็ได้เหรอ!” ชิงหานตาโตด้วยความตกใจ
จากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองไม่ได้สนใจระดับพลังของศิษย์มานานแล้ว
ตอนนี้เธอสามารถเคลื่อนย้ายมิติวิญญาณได้ แม้จะมียมทูตช่วย แต่การขนย้ายกลับมาจากโลกมนุษย์ จุดสำคัญต้องอยู่ที่ตัวศิษย์ของเขาเอง
“เหยาเหยา บอกหน่อย ตอนนี้...เธออยู่ระดับพลังขั้นไหนกันแน่?” ชิงหานกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ สีหน้าตื่นเต้นมาก
ลูกศิษย์ตัวน้อยพัฒนาเร็วมาตลอด ตั้งแต่เริ่มฝึกจนถึงขั้นเจ็ด ใช้เวลาแค่สองปีสั้นๆ ตอนนี้น่าจะถึงจุดสูงสุดของขั้นเก้าแล้วสินะ!
ไม่ใช่ว่าคิดแคบ แต่หลังจากขั้นเจ็ด การฝึกฝนแต่ละขั้นยากขึ้นมาก เขาบรรลุเป็น ‘เซียน’ ด้วยบุญกุศล จริงๆแล้วไม่ใช่ ‘เซียน’ แท้
ดังนั้นวิสัยทัศน์จึงไม่ได้ก้าวหน้ามากนัก ไม่สามารถมองทะลุระดับพลังของลูกศิษย์ได้เลย
“ขั้นดอกพิภพค่ะ แต่ขั้นดอกสวรรค์ก็ใกล้แล้วค่ะ แต่เหยาเหยาไม่อยากบรรลุเร็วขนาดนั้นหรอกนะคะ~” เหยาเหยาพูดด้วยเสียงใสๆ
“ขั้นดอกพิภพเหรอ...พัฒนาได้ดีมาก… เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เธอพูดว่า...ดอกพิภพของขั้นจักรพรรดิงั้นเหรอ?”
ชิงหานคิดในใจว่า ไม่ว่าลูกศิษย์จะพูดอะไร เขาก็ควรจะปรามๆเด็กน้อยไว้บ้าง เพราะเด็กๆถ้าถูกตามใจมากเกินไป ก็มักจะเหลิงและหยิ่งผยอง
แต่เมื่อสมองประมวลผล เขาก็ตกใจ เคราที่มองเห็นได้ถูกดึงขาด โชคดีที่เขาเป็นวิญญาณจึงไม่รู้สึกเจ็บ
แน่นอนว่าจุดสนใจของเขาไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ เขาตายไปนานแล้ว สิ่งที่เรียนรู้ในยมโลกก็มีมากมาย รวมถึงเรื่องขั้นพลัง
ที่ผ่านมาระดับนักพรตไม่เคยมีการพูดถึงขั้นดอกพิภพเลย… ขั้นจักรพรรดิ?! ดวงตาของชิงหานเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“เหยาเหยา เธอบรรลุถึงขั้นจักรพรรดิจริงเหรอ?” นี่น่ากลัวยิ่งกว่าการบอกว่าปล้นยมโลกหลายเท่า
เขาคิดว่าตัวเองตายไปไม่กี่ปี แต่พอลืมตาขึ้นมา โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว สามารถบรรลุขั้นจักรพรรดิได้ง่ายๆแบบนี้เมื่อไหร่กัน
ไม่...ไม่ใช่แค่ขั้นจักรพรรดิ ลูกศิษย์ของเขา อีกแค่ขั้นเดียวก็จะได้เป็นเซียนแล้ว!
หลังจากผ่านการทดสอบขั้น เธอจะกลายเป็นเซียนแท้ แข็งแกร่งกว่า ‘เซียนผี’ อย่างเขามาก ความแตกต่างนี้มากเกินไป
“เหยาเหยา นี่เธอคงไม่ได้ไปแอบฝึกวิชามารอะไรมาใช่ไหม? สำนักหั่วหยุนมีเจ้าคนเดียวที่ประสบความสำเร็จ พวกเราไม่ทำอะไรที่รีบร้อนเกินไปนะ!”
ชิงหานคิดจนสมองแทบแตก แต่ก็ยังไม่อาจทำให้ตัวเองเชื่อได้ เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ที่เขาคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของเขาทั้งหมด สาเหตุหลักคือความก้าวหน้าที่เร็วผิดปกติเกินไป นอกจากการไปฝึกวิชามาร ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นแล้ว
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นกับหนูล่ะคะ หนูฝึกฝนอย่างจริงจังเลยนะ!”
เหยาเหยาเห็นสงสัยในตัวเธอ ใบหน้าเล็กๆจึงบึ้งตึงขึ้นมาทันที เธอถอยห่างทันที
ทันใดนั้น มือน้อยๆก็จีบเข้าหากัน วิญญาณแท้ก็แยกออกจากร่าง แสงสีทองเจิดจ้าส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
เหล่ายมทูตที่เฝ้าอยู่ด้านนอก เกือบคิดว่าสวรรค์บุกยมโลกเสียแล้ว
“นี่คงไม่ใช่การฝึกวิชาเทพขั้นสูง หรือสร้างอาวุธวิเศษหรอกนะ!”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น พวกเราที่อยู่ในเขตนี้ ก็คงเชิดหน้าชูตาได้สินะ ฮ่าๆๆ”
“เจ้าโง่รึไง นี่มันพลังวิญญาณแท้นะ ตอนที่ท่านชิงหานตายก็แค่ขั้นห้าเอง จะมีพลังวิญญาณแท้ได้ยังไง”
“ต้องเป็นศิษย์ตัวน้อยของท่านแน่ๆ ข้าได้ยินมาว่า คนผู้นี้เก่งกาจมากเลย!”
เพราะเหยาเหยามักจะมาที่นี่บ่อยๆ ยมทูตพวกนี้จึงรู้จักเธอกันหมด การคาดเดาครั้งนี้จึงแม่นยำ
พลังวิญญาณแท้ที่บริสุทธิ์เข้มข้นขนาดนี้ แม้แต่ในโลกมนุษย์ก็ต้องอยู่ในระดับสูงแน่นอน
ผู้เป็นมีวิชาธรรมดา แต่ศิษย์กลับเก่งกาจถึงเพียงนี้ จะต้องมีความพิเศษแน่ๆ พวกเขาต้องหาทางให้ท่านชิงหานคอยชี้แนะพวกเขาบ้าง
ถ้าเป็นอย่างนั้น ชีวิตของพวกเขาก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นไปได้ อย่างน้อยก็ได้เป็นผู้นำบ้าง ผู้ที่คิดเช่นนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน
อย่างไรก็ตาม ตัวผู้เกี่ยวข้องกลับไม่รู้เรื่องนี้เลย ภายในที่พำนัก ชิงหานขยี้ตาหลายครั้ง จึงทำให้ดวงตาที่ถูกแสงจ้าจนรู้สึกไม่สบายรู้สึกดีขึ้น
“ฮ่าๆๆ ดีจริง ดีจริงๆ!” เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ
ในตอนนี้ ความสงสัยทั้งหมดในใจของเขาได้สลายไปแล้ว เพราะจิตวิญญาณของลูกศิษย์นั้นบริสุทธิ์และสว่างกระจ่าง ไม่มีทางเป็นของผู้ที่ฝึกวิชามาร
การบำเพ็ญตนในสายเต๋านั้นแก่นแท้คือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่ใสบริสุทธิ์ดั่งแก้วและร่างทองคำนั้นเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ และการก้าวไปอีกขั้นคือกายแก้วเจ็ดสี ซึ่งเป็นสิ่งที่เซียนเท่านั้นจะมีได้
จิตวิญญาณของลูกศิษย์เขา มีเจ็ดสีจางๆนี่แสดงให้เห็นว่าระดับขั้นนั้นเป็นของจริง เขาจะไม่ดีใจได้อย่างไร
นี่คือศิษย์ที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นเซียน การที่สำนักหั่วหยุนมีศิษย์เช่นนี้ ถือเป็นการฟื้นฟูที่แท้จริง
ในฐานะ ความสุขบนใบหน้าของเขาปิดไม่มิด เขาตัดสินใจว่าอีกไม่กี่วันจะไปคุยกับใหญ่
คราวนี้เขาต้องคุยโอ้อวดให้สะใจเลยทีเดียว!!
บทที่ 555: ต้นกำเนิดที่แท้จริง
“เธอบอกว่าจะชะลอการฝึกฝนเหรอ? เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องรอช้า เธอต้องรีบบรรลุเป็นเซียนให้เร็วที่สุด!”
“ทำไมล่ะคะ? ถ้าหนูบรรลุเป็นเซียนแล้ว ก็จะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อีก หนูไม่อยากอยู่คนเดียว!”
ที่บ้านตระกูลกู้ ในห้องนอนแสนสวยของเหยาเหยา เธอชำเลืองมองลู่หยาที่บินวนเวียนไปมา แล้วหันหลังให้
เธอปิดหูแน่น ไม่อยากฟัง แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ช่วยกั้นเสียงของลู่หยาได้เลย
“วางใจเถอะ ถึงเจ้าจะบรรลุขั้นดอกสวรรค์ ข้าก็มีวิธีให้เจ้าอยู่ที่นี่ได้” ลู่หยาพูดเรียบๆ ประโยคเดียวก็ทำให้เหยาเหยาหมดกังวล
เขาคิดอยู่ว่าช่วงนี้เด็กน้อยคนนี้ไม่ก็ไปเที่ยว ไม่ก็นอนจนตะวันส่องก้น การฝึกฝนเริ่มหย่อนไปบ้าง ตั้งใจจะเตือนสักหน่อย
แต่ที่ไหนได้ เด็กคนนี้ตั้งใจทำแบบนี้ เขาจึงรีบเปลี่ยนมาพูดโน้มน้าว ถ้าปล่อยให้ทำตามใจ คงเกิดเรื่องใหญ่แน่
“นกน้อย ทำไมเธอถึงอยากให้ฉันบรรลุขั้นนักล่ะ? เธอมีความลับปิดบังฉันใช่ไหม? ถ้าเธอไม่บอกให้ชัดเจน ฉันจะไม่ฝึกแล้วนะ!”
“อย่าโกหกเชียวนะ ไม่งั้นฉันจะโกรธจริงๆด้วย” เหยาเหยามองเขาด้วยสายตาดุๆน่ารัก
ตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กสามขวบ แต่สี่ขวบแล้ว อย่าคิดจะมาหลอกเธอ!
ลู่หยาแสดงความเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจน
เขาเลือกที่จะไม่ปิดบัง เพราะคิดดูแล้วก็ถึงเวลาที่ควรให้เด็กน้อยรู้เรื่องบ้างแล้ว เพราะการก้าวขั้นเป็นเซียน ยังต้องอาศัยความสมัครใจของเธอด้วย
“เด็กน้อย เจ้าคิดดีแล้วหรือที่อยากรู้?” ลู่หยาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อเปิดเผยความจริงออกไปแล้ว ก็เหมือนลูกธนูที่ยิงออกไปแล้วไม่มีทางย้อนกลับ และอาจต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้นด้วย
เพราะมีชื่อบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยได้ การดำรงอยู่ที่น่าพิศวงเหล่านั้น แม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์
“เหยาเหยาอยากรู้!” นักพรตอาวุโสเคยบอกว่า ถ้าเกี่ยวพันกับเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องรู้สาเหตุให้ได้ ต้องไม่ให้ใครมาใช้เป็นเครื่องมือ
เจ้านกน้อยมาอย่างกะทันหัน ความสามารถที่แสดงออกมาก็เกินความเข้าใจของเธอ ตอนนั้นเธอยังอ่อนแอเกินไป ไม่กล้าถามอะไรมาก
แต่ตอนนี้เธอแข็งแกร่งมากแล้ว และเกี่ยวข้องกับเส้นทางต่อไป เหยาเหยาจึงมีความคิดที่แน่วแน่ขึ้น
“ดี ในเมื่อเจ้าอยากรู้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง”
“ข้าคือลู่หยา อีกาทองสามขาในยุคโบราณ เป็นหนึ่งในเทพเซียนที่เตรียมบรรลุ การมาที่นี่ก็เพื่อปกป้องเจ้า ช่วยให้เจ้ากลายเป็นเทพเซียน เพื่อทำลายมายาของทะเลกาลเวลา รับเทพเซียนและสหายทั้งหลายกลับมาหัวเซี่ย!”
เมื่อลู่หยาพูดถึงเทพเซียนผู้เตรียมบรรลุ เจ้านกน้อยก็เชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ มันรอคอยให้คนถามว่าเทพเซียนผู้เตรียมบรรลุคืออะไร
อย่างไรก็ตาม มันต้องผิดหวัง เพราะเหยาเหยาไม่สนใจเลยสักนิด
“ทำไมต้องพาพวกเขากลับมาด้วยล่ะ? พวกเขากลับมาแล้วจะคุ้มครองพวกเราเหรอ?” เหยาเหยาเอียงหัวถาม
คำถามตรงไปตรงมาเช่นนี้ ทำให้ลู่หยารู้สึกเหมือนต่อยหมัดใส่ปุยนุ่น
แม้คำถามนี้ไม่ยากที่จะตอบ แต่บทสนทนาไม่ควรเป็นแบบนี้สิ ใบหน้าของลู่หยาบิดเบี้ยวชั่วครู่ แต่ก็กลับมาสงบ
เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องอธิบายให้เด็กน้อยเข้าใจ ไม่เช่นนั้นถ้าเธอหยุดฝึกฝน นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
“หัวเซี่ยคือต้นกำเนิดของมนุษย์ มีสิ่งลึกลับมากมายจ้องจะฉกฉวย หากไม่มีเทพเซียนคอยปกป้อง ก็ยากที่จะสงบสุขได้”
สิ่งลึกลับเหล่านี้แม้แต่ลู่หยาก็ไม่สามารถรู้ที่มาทั้งหมดได้ แต่รู้เพียงว่าพวกมันคือกลุ่มมาร ผู้นำทั้งสิบของพวกมันมีพลังเทียบเท่าเทพเซียน
สายตาของพวกมันจับจ้องอยู่ที่หัวเซี่ย เพราะต้องการกำจัดเทพเซียน พวกมันจำเป็นต้องลบร่องรอยทั้งหมดของเทพเซียน
มิฉะนั้น เทพเซียนจะไม่มีวันดับสูญ การฆ่าเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เทพเซียนล่มสลายได้ ดังนั้นพวกมันจึงวางแผนแทรกซึมอย่างรอบคอบ
ตอนที่เกิดการระเบิดขึ้น ก็คือช่วงเวลาแห่งหายนะครั้งใหญ่ เทพเซียนหลายคนสังเกตเห็น แต่เนื่องจากเทพเซียนอวี่กงแห่งสำนักเฉียน และเทพเซียนทงเทียนแห่งสำนักเจี๋ย แย่งชิงการสั่งสอนสรรพสิ่ง จึงไม่มีเวลาสืบค้นลึกซึ้ง ต่อมาสำนักเหรินและสำนักซีฟางก็เข้าร่วมสงครามด้วย
ในที่สุดเหล่าเทพเซียนก็ร่วมมือกัน ทำลายเวทย์สังหารของเทพเซียนทงเทียน เทพเซียนแห่งสำนักเจี๋ยพ่ายแพ้
แม้สำนักเฉียนจะชนะ แต่ก็บอบช้ำหนัก สำนักซีฟางขโมยรากฐานของทั้งสองสำนัก จึงก้าวขึ้นเหนือสำนักอื่นในคราวเดียว
แต่พวกเขาโลภมากเกินไป จวินถิงและเจี๋ยอินต้องการขยายกำลังของสำนัก จึงใช้วิชา ‘กลืนกินดวงจิต’ มา ‘ฝึกฝน’ ผู้นำมารทั้งสิบ
ไม่คาดคิดว่าพวกมารเหล่านั้นแค่แสร้งทำ หลังจากใช้วิชาแล้ว พวกมันก็แสดงพลังระดับเทพเซียนออกมา
เทพเซียนทั้งสองแห่งสำนักซีฟางถูกโจมตีกลับ นำความวุ่นวายมาสู่
เทพเซียนที่เหลือจำต้องลงมือเอง แต่พวกมารแทรกซึมเข้ามาลึกเกินไปแล้ว นอกจากยากจะกำจัดแล้ว ยังเกือบทำให้โลกพินาศด้วย
เพื่อรักษาเปลวไฟ เทพเซียนจึงจำเป็นต้องใช้วิธีย้ายสวรรค์และโลก ย้ายนักพรตทั้งหมดที่อยู่ในระดับเหนือเซียนไปที่อื่น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้จัดวางกลไกผนึก ปิดผนึกดินแดนหัวเซี่ยอย่างสมบูรณ์
เนื่องจากพลังถูกปิดผนึก เทพเซียนเริ่มล้มหาย ตามด้วยจักรพรรดิสูญสิ้น หลังจากนั้น นักพรตที่แข็งแกร่งที่สุดมีเพียงขั้นแปด นี่คือยุคเสื่อมถอย
“เทพเซียน พวกเขาบำเพ็ญเพียรจนเป็นเทพเซียน เมื่อเทียบกับพวกมารแล้ว ก็ยังคงแข็งแกร่งกว่ามาก”
“พวกมารก็รู้ว่าไม่สามารถเอาชนะได้ ผู้นำหลายคนจึงสละตัวเอง ตัดขาดการกลับมาของเทพเซียน กักขังพวกเขาไว้ในความว่างเปล่า”
“เทพเซียนบรรลุด้วยบุญบารมี หากไร้ซึ่งความศรัทธาจากมนุษย์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ตาย แต่พลังก็จะค่อยๆลดลง”
คำพูดหลังจากนั้นของลู่หยาไม่ได้พูดละเอียดนัก แต่เหยาเหยาไม่ได้โง่ ถ้าศัตรูยังคงพลังเท่าเดิม เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ที่ได้เปรียบ อาจพลิกกลับได้
ดังนั้น การนำเทพเซียนกลับมาจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดของลู่หยา และการที่จะพลิกสถานการณ์ได้ ต้องใช้หมากสำคัญ
เทพเซียนหลายคนได้คำนวณเหตุและผล ถึงขั้นยอมบิดเบือนกาลเวลา จึงได้วางหมากตัวนี้คือเหยาเหยาเพราะร่างแท้ของเธอสามารถกลืนกินทุกสิ่งเพื่อเพิ่มพลัง
ในตอนนั้น เพื่อกำจัดต้นตอของความวุ่นวาย เทพเซียนหนี่วาใช้วิถีแห่งการสร้างสรรค์ ชำระล้างโลกทั้งใบ แต่ก็ทำลายความสมดุลของหยินหยางไปด้วย
“เด็กน้อย แต่เดิมเจ้าไม่สามารถลงมาเกิดได้ แต่เทพเซียนหนี่วาใช้วิถีแห่งการสร้างสรรค์บิดเบือนชีวิตและความตาย เจ้าจึงได้เกิดมา”
“ท่านรักเจ้ามาก พวกเทพเซียนคนอื่นๆก็เตรียมหลายสิ่งไว้ให้เจ้าเช่นกัน”
ขณะที่ลู่หยาพูด ร่างของเขาก็แข็งไป ไฟฟ้าหลายสายผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ช็อตจนเขาพ่นควันขาวออกมา
ในชั่วขณะนั้นเขาก็สบถออกมา ใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นทำให้ภาพลักษณ์เทพเซียนที่พยายามสร้างมาก่อนหน้านี้แตกกระจายไปในทันที
เหยาเหยาหัวเราะคิกคัก ตอนนี้เธอไม่มีข้อสงสัยอะไรอีกแล้ว
“เจ้านกน้อย โดนจับได้ว่าพูดลับหลังสินะ คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ~”
ในเมื่อพวกเขาไม่ทำร้ายใคร เหยาเหยาก็ไม่รังเกียจที่จะพาพวกเขากลับมา เพียงแต่ไม่คิดว่าจะได้รู้ที่มาของตัวเองด้วย
ที่แท้เธอก็มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้นี่เอง เหยาเหยากำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตั้งใจ คิดว่าเมื่อกลับไปจะต้องบอกให้อาจารย์รู้
จุดสนใจของเธอเบี่ยงเบนไปไกลขนาดนี้ โชคดีที่ลู่หยาไม่รู้ ไม่เช่นนั้นคงได้ทั้งโมโหทั้งขำแน่
บทที่ 556: เขาเหลาซาน
“สรุปคือ สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้ ทางฝั่งเทพเซียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เจ้าต้องรีบบรรลุขั้นให้ได้”
ลู่หยาไม่พูดอ้อมค้อม เพราะคนฟังเป็นเด็กน้อยอายุสี่ขวบ ถ้าพูดซับซ้อนเกินไปเด็กจะฟังไม่เข้าใจ
การพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด
“แต่ว่า การที่เจ้าจะบรรลุขั้นยังมีอุปสรรคอยู่นิดหน่อย ดูแล้ว คงจะมาถึงในไม่ช้านี้”
ต้องรู้ว่าด่านสุดท้ายของขั้นจักรพรรดิ คือการรวม ‘ดอกสวรรค์’ หรือก็คือการรวมวิญญาณกลับสู่ความว่างเปล่า
ในสำนักเซียน วิญญาณก็คือวิญญาณแท้ ผู้ที่ไร้วิญญาณ ร่างจะไร้แสง ชีวิตจะไร้ชะตา ดังนั้นวิญญาณจึงเป็นผู้ครอบครอง
แต่การดำรงอยู่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุภายในหรือการรบกวนจากภายนอก มนุษย์มักจะจิตใจว้าวุ่นและวิญญาณถูกรบกวนได้ง่าย
การรวมดอกสวรรค์คือการสลัดคราบกลับสู่ความว่างเปล่า กลับเข้าสู่ดินแดนความว่างเปล่า เมื่อถึงเวลานั้น พลังทั้งห้าจะไหลเวียนรวมตัวกัน ร่างกายจะไม่มีมลทิน นั่นคือระดับเซียนที่แท้จริง
ดังนั้น ขั้นตอนการกลับสู่ความว่างเปล่านี้ จำเป็นต้องใช้พลังของทุกสรรพสิ่งเพื่อเสริมความมั่นคง ลู่หยาคำนวณแล้วว่า เทพเซียนได้ทิ้งร่องรอยหนึ่งไว้ในโลกเล็กนี้
ตอนนี้พลังฟื้นฟู ‘มัน’ ก็แสดงร่องรอยออกมา แต่เดิมลู่หยาสามารถพาเด็กน้อยไปได้โดยตรง
แต่ที่นี่ยังมีเรื่องบางอย่างเกี่ยวข้อง พอดีมาพร้อมกัน ก็รอจัดการพร้อมกันเลย
“งั้นเหยาเหยาจะรออยู่ที่นี่ก่อน เอาตามที่นกน้อยบอกเลย”
เมื่อไม่มีอุปสรรคในการบรรลุขั้นแล้ว เหยาเหยาก็จะไม่ขัดขวางตัวเองอีกต่อไป อย่างไรเสียการบรรลุขั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรฝืน
ดังนั้น เหยาเหยาจึงกลับมาฝึกบำเพ็ญตามขั้นตอนตามปกติ ไม่กี่วัน เรื่องก็มาถึง
“อาจารย์น้อยครับ คงต้องรบกวนอาจารย์น้อยอีกครั้ง คราวนี้เป็นเหตุการณ์ไม่เล็ก มีผู้ประสบเหตุเกือบพันคนครับ!”
“พวกเรากลัวว่าจะจัดการไม่ดีแล้วจะเกิดความวุ่นวายใหญ่ จึงจำเป็นต้องมารบกวน ขออภัยอาจารย์น้อยด้วยครับ”
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น เป็นสมาชิกของหน่วยปฏิบัติการ หัวหน้าทีมจี้ซื่อเชอ พลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นชัดเจนว่าอยู่ในขั้นหก
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ หนูจะไปดูกับพี่ชายค่ะ” เหยาเหยาพยักหน้า
ในขณะที่คนผู้นั้นกำลังพูดอยู่ นกน้อยก็ส่งเสียงบอกให้เธอต้องไป ดูท่าแล้วช่วงการบรรลุขั้นของเธอคงเกี่ยวข้องกับคดีการหายตัวไปครั้งนี้แน่
“งั้นพวกเราออกเดินทางกันเลยครับ ระหว่างทางผมจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้อาจารย์น้อยฟัง” จี้ซื่อเชอถอนหายใจ
ในใจเขาก็ไม่มั่นใจ สถานที่นั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยไป แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปลึก สวรรค์และโลกก็ส่งสัญญาณเตือนมาอย่างลึกลับ
สัญชาตญาณเตือนภัยบอกเขาว่า หากก้าวข้ามเส้นนั้นไป เขาต้องตายแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องถอยออกมา
พลังของเขาก็นับว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของหน่วยปฏิบัติการ แม้แต่หัวหน้าเฉินที่อยู่ขั้นเจ็ด ก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกถูกคุกคามได้ขนาดนี้
ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าขั้นเจ็ดยังไม่พอ แต่ในหน่วยปฏิบัติการไม่มีใครที่อยู่เหนือขั้นนี้เลยสักคน คิดไปคิดมาก็ได้แต่มาหาอาจารย์น้อย
เรื่องเร่งด่วน เหยาเหยาจึงสะพายกระเป๋าใบเล็กแล้วออกจากบ้านไป ในกระเป๋านี้ไม่ได้ใส่อุปกรณ์วิเศษ แต่เป็นขนม ส่วนของใช้ในการบำเพ็ญทั้งหมดอยู่ในถุงเก็บของ!
เนื่องจากระยะทางไกล พาหนะที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเฮลิคอปเตอร์
บนเครื่องบิน จี้ซื่อเชอได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ภูเขาเหลาซาน ในมณฑลยูนนาน ซึ่งแต่เดิมเป็นป่ารกทึบที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่
ช่วงก่อนหน้านี้ มีคนขุดพบแร่ล้ำค่าจากในนั้น ทำให้มีทีมนักผจญภัยหลายกลุ่มเข้าไป พวกเขาไลฟ์สดการผจญภัย แต่กลับเกิดเรื่องประหลาดมากมายในป่า
ระหว่างการไลฟ์สด คนเหล่านี้หายตัวไปทีละคนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ปริศนานี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์ มีบล็อกเกอร์ที่มียอดผู้ติดตามสูงหลายคนลงพื้นที่
ในช่วงเวลาหนึ่ง ภูเขาเหลาซานกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนที่แสวงหาความตื่นเต้นและบล็อกเกอร์ การควบคุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เข้มงวดนัก มีคนนับร้อยนับพันเดินทางไป
จากนั้น เกิดเหตุการณ์ผิดปกติในคืนเดียว ทุกคนหายตัวไปหมด ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลในท้องถิ่นถึงกับแตกตื่น
ต้องรู้ว่าคนเหล่านี้ต่างก็เปิดไลฟ์สดอยู่ ตอนนี้ขาดการติดต่อพร้อมกันทั้งหมด ข่าวสารบนโลกออนไลน์ยากจะระงับได้
หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการ ยังสูญเสียคนไปอีกไม่น้อย เพราะมันประหลาดเกินไป เกินขอบเขตปกติอย่างชัดเจน จึงต้องรายงานไปยังหน่วยงานพิเศษ
“บริเวณภูเขาเหลาซานนั้นมีพลังเข้มข้น ผมยังไม่ทันได้เข้าไปลึก แค่กลิ่นอายของวิญญาณก็เข้มข้นมากแล้ว ในป่าลึกอาจมีปีศาจอยู่ครับ”
“ตอนนี้ก็หวังว่าคนเหล่านั้นจะไม่เป็นอะไร ชีวิตคนเป็นพันๆ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ จะต้องวุ่นวายแน่”
ขณะที่เขากำลังปวดหัวและถอนหายใจอยู่นั้น ลู่หยาที่อยู่บนไหล่ของเหยาเหยาก็เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
“วางใจเถอะ ตายไม่มาก ส่วนใหญ่หลงเข้าไปในค่ายกลของพวกปีศาจ ที่มาของภูเขาเหลาซานนั้นซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิดมาก”
ที่ใดมี ‘วิญญาณแห่งสรรพสิ่ง’
แม้จะอยู่ในสภาพถูกผนึก แต่มันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น พลังงานที่รั่วไหลออกมาจะทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดปัญญา
ยิ่งเป็นดินแดนที่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อย ปีศาจที่บำเพ็ญเพียรสะสมมานาน ย่อมแข็งแกร่งอย่างแน่นอน แม้กระทั่งสัตว์ประหลาดที่เกิดจากความพิลึกก็มีอยู่
อย่างไรก็ตาม วิญญาณแห่งสรรพสิ่งคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งการสร้างสรรค์ สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการหล่อเลี้ยง ส่วนใหญ่มีจิตใจบริสุทธิ์ การบำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่จะดูดซับพลังวิญญาณเป็นหลัก
ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะตายหมด อย่างมากก็แค่ปีศาจบางตัวที่หลงผิดเท่านั้น
“อย่างนั้นเหรอ...ขอบคุณ...ที่พูดให้กำลังใจนะ”
จี้ซื่อเชอแสดงสีหน้าขำปนเศร้า คำปลอบใจนี้ไม่ค่อยฟังดูดีเท่าไหร่
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะชื่อเสียงของลู่หยาได้แพร่กระจายไปทั่วหน่วยปฏิบัติการแล้ว
เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่ได้ตายหมด อย่างน้อยสถานการณ์ก็ยังไม่ร้ายแรง มีความหวัง…
“พี่ชายไม่ต้องกังวลนะคะ หนูจะช่วยพาคนเหล่านั้นกลับมาเองค่ะ” เหยาเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
เมื่อได้รับคำรับรอง บนเครื่องบินก็เงียบตลอดทาง สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบินค่อยๆลงจอดบนลานกว้างที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
เหยาเหยากระโดดลงมา จี้ซื่อเชอตามมาติดๆ เขาเดินนำหน้าเตรียมจะนำทาง
แต่เหยาเหยายื่นมือมาห้ามเขาไว้ เธอส่ายหน้า “พี่ชายรออยู่ตรงนี้นะคะ หนูจะเข้าไปข้างในเองค่ะ”
แม้ว่าจะยังไม่ได้เข้าไปในเขตแดน แต่เพียงแค่ลมภูเขาที่พัดมาจากป่าอันกว้างใหญ่ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังปีศาจ
ระยะทางที่ไกลขนาดนี้ กลับสามารถส่งพลังได้ถึงขนาดนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าปีศาจในนี้คงมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
เพื่อความปลอดภัย เธอเข้าไปคนเดียวจะดีกว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะรับมือได้ง่าย
“ได้ครับ งั้นผมจะรออาจารย์น้อยอยู่ข้างนอกนี่นะครับ” จี้ซื่อเชอรู้ดีว่าความสามารถของตัวเองไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ จึงฉลาดพอที่จะไม่เป็นตัวถ่วง
เหยาเหยาพยักหน้า จากนั้นก็ไม่รอช้า ลอยเข้าไปในป่า เคลื่อนไหวเบามากจนไม่ทำให้ป่าใหญ่เกิดความปั่นป่วนแม้แต่น้อย
แต่ทว่าสัตว์ร้ายในป่าเขาไม่รู้เลยว่า พวกมันกำลังจะได้รับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีสติปัญญา
บทเรียนนั้นก็คือ อย่าตัดสินคนจากภายนอก อย่าดูถูกเด็ก!!
บทที่ 557: วิญญาณแห่งสรรพสิ่ง แดนจันทรา
ภูเขาเหลาซานเป็นป่าดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศ ภายในป่ามีไอพิษมากมาย เถาวัลย์แห้งและต้นไม้เก่าแก่ขึ้นสลับซับซ้อน เรือนยอดปกคลุมท้องฟ้าจนแทบมองไม่เห็นแสงอาทิตย์
เมื่อเข้าไปข้างใน แม้แต่เข็มทิศก็ไม่สามารถบอกทิศเหนือใต้ออกตกได้ ผู้คนที่เข้าไปในนั้นเหมือนแมลงวันไร้หัว เดินไปมาอย่างไร้ทิศทาง
เหยาเหยาไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ลู่หยาที่อยู่บนบ่าของเธอทำหน้าที่เหมือนสัญญาณดาวเทียมที่คอยรายงานแบบเรียลไทม์ “พลังวิญญาณอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้”
สาเหตุที่เธอไม่ลงมือเองเพราะพลังขั้นจักรพรรดินั้นง่ายที่จะถูกวิญญาณแห่งสรรพสิ่งจับได้
ด้วยสัญชาตญาณในการแสวงหาประโยชน์และหลีกเลี่ยงอันตราย อาจก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น สิ่งมีชีวิตที่เคยได้รับประโยชน์จากมันอาจจะรวมตัวกันมาตามคำสั่ง
มดมากก็กัดช้างตายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ห้ามฆ่า ย่อมมีข้อจำกัดมากมาย ส่วนทำไมลู่หยาถึงลงมือได้ ก็เพราะเขาไม่ใช่จักรพรรดินี่!
“นกน้อย วิญญาณแห่งสรรพสิ่งมีรสชาติเป็นยังไงเหรอ~”
เหยาเหยาเดินตามคำแนะนำอย่างว่าง่าย แล้วจู่ๆก็ถามคำถามที่อัดอั้นมาตลอดทาง
เธอต้องการวิญญาณแห่งสรรพสิ่งเพื่อการบรรลุขั้น สำหรับสิ่งที่ใช้ในการบรรลุขั้น เหยาเหยาไม่มีวิธีเข้าใจอื่นนอกจากการกิน ดังนั้นจึงสนใจเรื่องรสชาติมาก
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง? ข้าเกิดมาก็เป็นถึงเซียนแล้ว จะสนใจของพวกนี้ทำไม ในสมัยโบราณ เห็นแล้วข้ายังไม่อยากเก็บเลย”
ลู่หยาพูดอย่างดูแคลน ไม่ใช่ว่าเขาคุยโว แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ในตอนนั้น ในฐานะองค์ชายของราชสำนักปีศาจ หลังจากเขาเกิดมา ก็มีสมบัติล้ำค่ามากมาย แม้ว่าราชสำนักปีศาจจะล่มสลาย เขาก็ยังไม่ขาดสมบัติ
ดังนั้นการที่เขาไม่สนใจสมบัติล้ำค่าที่จะช่วยยกระดับขึ้นเป็นเซียนจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
เหยาเหยากำหมัดแน่นพลางแยกเขี้ยวออกมา แล้วเอ่ยเป็นเชิงเตือนว่า “เจ้านกน้อย ถ้าเธอยังพูดจาเสียดสีแบบนี้อีก ฉันจะต่อยแล้วนะ!”
ลู่หยาได้ยินดังนั้นจึงทำท่าจริงจังขึ้นมา “เดี๋ยวพอได้กินแล้วเจ้าจะรู้เอง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ...”
เด็กน้อยคนนี้แน่นอนว่าไม่สามารถต่อยเขาได้ แต่ด้านหลังของเธอมีคนแก่หลายคนยืนอยู่ ถึงแม้จะอยู่ห่างกันข้ามกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด ก็ยังสามารถรบกวนเขาได้
ดังนั้นลู่หยาจึงไม่กล้าพูดมาก คอยชี้ทางอย่างว่าง่าย
เหยาเหยาตัวเล็ก อีกทั้งยังใช้ยันต์ปิดบังตัวตน ระหว่างทางได้เห็นทิวทัศน์มากมาย เช่น หมีดำตัวใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ปลาตัวใหญ่และงูที่ซ่อนตัวอยู่ในน้ำ รวมถึงเหล่าเซียนและปีศาจต่างๆ...
มีทั้งที่เก่งกาจและอ่อนแอ เมื่อเจอสิ่งที่จะเข้ามาโจมตี เหยาเหยาก็จะสั่งให้ลู่หยาจุดไฟ
เปลวสุริยันนั้นทั้งน้ำและไฟไม่อาจทำอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่บนบกหรือในน้ำ เผาทั้งหมด ไม่มีสิ่งไหนที่รอดพ้นการเผชิญหน้าไปได้สักตัวเดียว
เดินๆหยุดๆแบบนี้ ไม่นานก็มาถึงที่หมาย...
“กลิ่นอายทั้งหมดอยู่ที่นี่ กลิ่นอายของซากศพมีเจ็ดแปดศพ ตายไม่มาก”
ดวงตาสีดำเป็นประกายของลู่หยากลอกไปมา แล้วจึงจ้องไปยังพื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรแตกต่างจากที่อื่น
แต่เส้นขนานและเส้นตั้งฉากที่ตัดกันนั้นมีระเบียบเกินไป นี่ไม่ใช่กาลเวลาปกติ ดวงตาโลหิตที่หน้าผากของเหยาเหยาค่อยๆเปิดออก ภาพลวงตาทั้งหมดแตกสลายไปทันที
พื้นที่อีกแห่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความว่างเปล่าก็ปรากฏออกมา
“นกน้อย ผนึกพื้นที่ตรงนี้ไว้!” ใบหน้าเล็กๆของเธอดูจริงจังขึ้นมา
แม้เธอจะไม่รู้ว่าวิญญาณแห่งสรรพสิ่งมีลักษณะอย่างไร แต่หลังจากที่ความว่างเปล่าถูกทำลายลง พลังลึกลับสายหนึ่งทำให้พื้นที่ที่เคยมั่นคงเกิดการสั่นไหว
ด้วยผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้เหยาเหยาก็เดาได้ทันทีว่าสิ่งที่เธอกำลังตามหาอยู่นั้นต้องอยู่ที่นี่แน่
เมื่อครู่เธอได้ใช้คาถาไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเรียกวิญญาณทั้งหมดในป่ามารวมตัวกัน การผนึกทางเข้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น
“ไม่ต้องกังวลไป เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่ต้องสั่ง” ลู่หยาขยับปีก บินวนรอบๆด้านนอกของเขตกั้น
แผนผังแปดทิศปรากฏขึ้นกลางอากาศ ประทับแน่นอยู่ในความว่างเปล่า หากมีคนนอกอยู่ในที่นี้ พวกเขาจะไม่สามารถตรวจพบพื้นที่ส่วนนี้ได้เลย
“หยินหยางปิดบังเหตุและผล แม้แต่เซียนก็ไม่สามารถทะลวงผ่านได้ ถึงจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลัง แต่ใช้ที่นี่ก็เกินพอแล้ว”
ลู่หยาส่ายหัว ปากน้อยๆพูดพึมพำ
“เอาล่ะ เตรียมเข้าไปได้แล้ว” เหยาเหยาพบว่าตั้งแต่เขาเปิดเผยที่มา ก็ชอบอวดในสิ่งที่เธอไม่เข้าใจอยู่เรื่อย
ถ้าปล่อยให้เขาบ่นต่อไป เดี๋ยวฟ้าก็คงมืดพอดี...เหยาเหยายื่นมือไปคว้าลู่หยามาไว้บนศีรษะ แล้วในชั่วขณะต่อมาก็เข้าไปในเขตกั้น
…....…
ฟ้าดินพลิกผัน หยินหยางกลับด้าน
เหยาเหยาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า พื้นที่นี้ไร้แสงอาทิตย์ บนท้องฟ้ามีเพียงดวงจันทร์เท่านั้น
รอบด้านว่างเปล่า เหยาเหยาก้มมองลงไปเบื้องล่าง เห็นทะเลสาบที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา และต้นไม้ขนาดมหึมาต้นหนึ่ง
สภาพของต้นไม้นี้ดูแปลกๆไม่เหมือนต้นไม้ทั่วไป บนลำต้นมีเถาวัลย์น่าขนลุกห้อยระย้าลงมา แขวนรังไหมไม้ไว้มากมาย
ลำต้นแข็งแรง ทันใดนั้นเรือนยอดก็สั่นไหว เถาวัลย์ถักทอกันเป็นเก้าอี้ ดอกไม้โปรยปรายลงมา
วิญญาณที่มองเห็นไม่ชัดปรากฏขึ้นบนเก้าอี้เถาวัลย์ นางมีใบหน้างดงามราวภาพวาด ดูสูงส่งดั่งเทพเซียน
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะหาที่นี่เจอ ถือว่ามีฝีมือทีเดียว แต่เข้ามาแล้วก็ออกไปไม่ได้แล้วล่ะ~”
เสียงหัวเราะของปีศาจดังกังวาน เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกถึงการบุกรุกของเหยาเหยาตั้งแต่แรก
ที่มาของคนและนกคู่นี้ช่างผิดแปลก แต่นางก็มั่นใจในตัวเอง
ในดินแดนแห่งนี้นางเป็นผู้ปกครองสูงสุด แม้แต่จักรพรรดิมาอยู่ที่นี่ก็ต้องยอมอ่อนข้อให้ นางสามารถใช้ปีศาจใต้บังคับบัญชารับรู้โลกภายนอก เข้าใจว่าโลกนี้ไม่อาจมีเซียนมนุษย์ได้ ความหยิ่งผยองจึงพลุ่งพล่านจึงเพิ่มขึ้น
“ฮึ เทพป่าที่ขโมยอำนาจมา ยังกล้ามาพูดจาอวดดีเช่นนี้ ถ้าเจ้ายอมมอบวิญญาณแห่งสรรพสิ่งมาดีๆ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า เพราะเห็นแก่ที่เจ้าบำเพ็ญมายากลำบาก”
สิ่งที่ลู่หยาเกลียดที่สุดคือคนที่มาทำท่าอวดดีต่อหน้าเขา
ท่าทางอวดดีของปีศาจตรงหน้านี้ไม่ได้เรื่องเลย เขาทนมองไม่ได้เลยสักนิด
“หืม? เจ้าสามารถมองที่มาของข้าได้? งั้นยิ่งปล่อยเจ้าไปไม่ได้!” ดวงตาสีรุ้งของปีศาจหรี่ลง
ที่มาของมันนั้น หากจะพูดกันตามจริงแล้ว ไม่ได้มีความถูกต้องชอบธรรมนัก หากเปิดเผยที่มา อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิต
นิสัยที่ระมัดระวังมาหลายปี ทำให้มันไม่อาจยอมให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย ดังนั้น ทั้งคนและนกที่อยู่ตรงหน้าจะต้องตาย!
ปีศาจค่อยๆกางมือออก เถาวัลย์ห้อยลงมาทีละน้อย จากนั้นก็ร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว สัตว์ร้ายที่น่ากลัวหลายตัวก็ลืมตาขึ้น
ดวงตาของพวกมันดำมืด ในร่างไม่มีวิญญาณ นี่เป็นสัญญาณของการกลายเป็นหุ่นเชิด พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกมันล้วนแข็งแกร่งมาก
ตัวที่อ่อนแอที่สุดก็ยังอยู่ในระดับกึ่งราชาปีศาจ บางตัวถึงขั้นอยู่ในระดับราชาปีศาจ ซึ่งราชาปีศาจนั้นมีพลังเทียบเท่ากับจักรพรรดิ แม้แต่นักพรตขั้นเก้าขึ้นไปส่วนใหญ่ก็ยังต้องพ่ายแพ้
สิ่งมีชีวิตระดับนี้ในโลกภายนอกแม้แต่ตัวเดียวก็หาได้ยาก แต่ตรงหน้านี้กลับมีถึงสามสี่สิบตัว มาจากไหนกันมากขนาดนี้?!
เหยาเหยายังไม่ทันได้พูดอะไร ในชั่วขณะถัดมา คำสั่งของปีศาจก็ดังขึ้น
ดวงตาของพวกมันเป็นสีแดง พุ่งเข้าหาเหยาเหยา!
บทที่ 558: เต๋าแห่งการกลืนกิน
“แค่นี้ยังกล้ามาอวด พวกนี้ตอนมีชีวิตยังไม่คู่ควรจะมาอยู่ต่อหน้าข้าตายไปแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
มีพวกมันมาเป็นจำนวนมาก เหยาเหยากำลังจะร่ายคาถา แต่ถูกลู่หยากดมือลง “พวกหุ่นเชิดเหล่านี้ข้าจะจัดการเอง เจ้าไปรับมือกับปีศาจนั่น”
“ระวังด้วยนะ มันมีที่มาไม่ธรรมดา มันคือกิ่งแยกของต้นไม้สังหารวิญญาณที่เกิดใหม่ มันเก่งเรื่องควบคุมดวงจิตและสร้างหุ่นไม้”
ถึงลู่หยาจะพูดจาอวดดี แต่น้ำเสียงกลับค่อนข้างจริงจัง ต้นไม้สังหารวิญญาณนั้นเป็นพืชประหลาดชนิดหนึ่งในยุคโบราณ
มันถือกำเนิดจากการกลืนกินเศษเสี้ยวของเต๋า มีพลังดูดวิญญาณแห่งสรรพสิ่งมาตั้งแต่กำเนิด
การที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถควบคุมหุ่นไม้ระดับราชาปีศาจได้ แสดงว่าระดับพลังของตัวมันเองก็ต้องถึงขั้นราชาปีศาจเช่นกัน เมื่อรวมกับวิชาที่สืบทอดมาจากเต๋าแห่งการกลืนกิน ในระดับเดียวกันจึงรับมือได้ยากมาก
ในอดีตบรรพบุรุษของต้นไม้สังหารวิญญาณเคยบรรลุถึงขั้นเซียน แม้แต่ตัวเขาที่เป็นเซียนเกือบสมบูรณ์ยังเคยพลาดท่า ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับมัน
หากเป็นปกติ เขาคงไม่อยากให้เด็กน้อยไปปะทะกับมันตรงๆ แต่ครั้งนี้จำเป็น เพราะวิญญาณแห่งสรรพสิ่งอยู่ในร่างของมัน
ส่วนเรื่องกฎแห่งการกลืนกิน ลู่หยาบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะเหยาเหยาเกิดจากเต๋าแห่งการกลืนกินโดยตรง
เมื่อเทียบกันแล้ว ฝ่ายนั้นเป็นแค่ของที่เก็บจากข้างทาง แต่เหยาเหยาเป็นลูกแท้ๆที่เลี้ยงมา
ในสถานการณ์แบบนี้ ความได้เปรียบที่อีกฝ่ายภาคภูมิใจจะหายไปหมด คิดง่ายๆก็รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้
“ฉันจะไปอัดมันให้แบนเลย~” เหยาเหยาดวงตาเป็นประกาย เธอได้กลิ่นหอมจากตัวอีกฝ่าย หอมยิ่งกว่าบุญกุศลเสียอีก
แม้ว่าเจ้านกน้อยจะไม่ให้เธอลงมือ แต่เธอก็อดไม่ได้ พูดจบก็พุ่งตัวเข้าไปทันที
“หืม? กล้าลงมือกับข้า ช่างไม่รู้จักความตายสินะ งั้นข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นหุ่นไม้ซะเลย”
ปีศาจเห็นเหยาเหยากล้าท้าทายตน ดวงตาสีรุ้งเริ่มยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็น ‘หลุมดำ’
พลังแห่งการกลืนกินปรากฏขึ้นรอบกาย มันค่อยๆยื่นมือออกมา ดอกกุ้ยฮวานับไม่ถ้วนโปรยปรายลงมา หนาแน่นจนหลบไม่พ้น
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม ‘ดอกกุ้ยฮวา’ เหล่านี้เกิดจากกฎแห่งการกลืนกิน เมื่อถูกสัมผัสพวกมันจะเจาะทะลุเนื้อและเลือด ดูดซับพลังอย่างบ้าคลั่งเพื่อเติบโต
ในที่สุด ผู้ที่โดนจะถูกดูดจนเหลือแต่โครงกระดูก จากนั้นจะใช้ลำต้นบ่มเพาะเนื้อและเลือด กลายเป็น ‘หุ่นไม้’ ที่สมบูรณ์
เคล็ดวิชานี้เป็นพรสวรรค์ติดตัวของปีศาจ หากอยู่ภายนอก อาจจะหลบหลีกได้ แต่ในดินแดนนี้ มันสามารถควบคุมกาลเวลาได้ ไม่มีใครหลบพ้น
ที่นี่มีเพียงสองทางเลือก ทางแรกคือรับมือแล้วรอด สองคือกลายเป็นหุ่นไม้ ไม่มีความเป็นไปได้อื่น
เด็กน้อยคนนี้อายุแค่สี่ขวบ ต่อให้เก่งแค่ไหนจะแข็งแกร่งได้สักเท่าไหร่? ต้องพ่ายแพ้ในมือมันอย่างแน่นอน
“หืม?” อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มที่มุมปากของปีศาจยังไม่ทันได้เบ่งบาน ก็เผยสีหน้าตกใจออกมา
เห็นเคล็ดวิชาที่รวบรวมพลังปีศาจของตน กลับกลายเป็นดอกไม้จริงๆในมือเด็กน้อย
“ดอกกุ้ยฮวาหอมจังเลย~ ขอบคุณนะที่ให้ฉันชิมเยอะขนาดนี้!” จมูกเล็กๆของเหยาเหยาสูดดม
เห็นดอกกุ้ยฮวาถูกเธอคว้าไว้อย่างรวดเร็ว แล้วยัดเข้าปาก เคี้ยวๆสองสามทีก็กลืนลงท้องหมด
อาจเป็นเพราะรสชาติดีมาก เด็กน้อยจึงเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าเล็กๆแดงระเรื่อจากการกิน
“เป็นไปไม่ได้ ทำไมเจ้าถึงไม่เป็นอะไรเลย? เจ้าเป็นใครกันแน่!” หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ดอกไม้ถูกกินจนหมด แต่เด็กน้อยตรงหน้ายังคงไม่เป็นอะไรเลย
ในที่สุดปีศาจก็ทนไม่ไหว พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง แม้แต่นักพรตที่มีระดับสูงกว่ามันหนึ่งขั้นก็ไม่สามารถละเลยพลังเช่นนี้ได้
แต่เด็กน้อยคนนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นผู้ทรงพลังเหนือกว่าขั้นเซียน นั่นยิ่งทำให้มันอดทนไม่ไหว
“ที่แท้มีรสชาติแบบนี้นี่เอง เหยาเหยาชอบมาก งั้นให้ฉันกินร่างจริงของเธอสักคำได้ไหม”
เหยาเหยาตื่นเต้นมาก เธอไม่รอให้ใครป้อนอีกต่อไป มือน้อยๆทำท่าร่ายคาถา เงาด้านหลังของเธอบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในชั่วขณะต่อมา ร่างจำแลงกินจุขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้น มีร่างกายเป็นแพะ แต่หน้าเป็นมนุษย์ มีดวงตาใต้รักแร้ และฟันเสือที่น่ากลัวเป็นประกายวาววับ
“กัดมัน!” เมื่อเหยาเหยาออกคำสั่ง ร่างจำแลงก็หายไปจากที่เดิมในทันที ส่วนปีศาจก็หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว
“จอมตะกละ? เจ้าเป็นสิ่งนั้นหรือ ช่างน่าตาย...น่าตายจริงๆ!” ในฐานะปีศาจโบราณ เผ่าพันธุ์ของพวกมันมีความทรงจำที่สืบทอดกันมา
หากพูดถึงสิ่งที่พืชกลัว ทั้งเปลวสุริยันและอัสนีบาตลงทัณฑ์ ก็ยังไม่น่ากลัวเท่าจอมตะกละ
เพราะต่อหน้ามัน พลังทั้งหมดของพวกมันจะถูกกดทับในทุกด้าน จนถึงขั้นสูญเสีย การไม่มีพลังต่อสู้นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสิ้นหวังที่สุด
มันรีบหนีลงทะเลสาบ หวังจะซ่อนตัวกลับเข้าไปในร่างเดิม แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถซ่อนร่องรอยให้พ้นได้
“เต๋าแห่งการกลืนกิน!” ปีศาจคำรามด้วยความโกรธ กลิ่นอายกฎเกณฑ์ของตัวมันเองทำให้มันกลายเป็นดั่งโคมไฟสว่างในสายตาของจอมตะกละ
ไม่ว่ามันจะหลบไปที่ไหน อีกฝ่ายก็สามารถขวางทางได้ก่อนเสมอ หลังจากปะทะกันหลายครั้ง ร่างกายของมันถูกกัดจนเหลือไม่ถึงครึ่ง
เนื่องจากเป็นบาดแผลจากเต๋า มันจึงไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ในเวลาอันสั้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ตัวมันเองอาจจะตายได้ ปีศาจจึงเริ่มโมโห
มันเตรียมจะเรียกหุ่นไม้กลับมาเพื่อป้องกันตัวเองก่อน แต่น่าเสียดายที่พบว่าตัวเองสูญเสียการควบคุมหุ่นไปแล้ว
“ไม่ต้องวุ่นวายแล้ว พลังต้นกำเนิดที่เจ้าทิ้งไว้ในร่างของพวกมัน ข้าได้ใช้เพลิงสุริยะเผาจนหมดสิ้นแล้ว”
“ในเมื่อเจ้ายังอยากจะเอากลับคืน งั้นให้ข้าช่วยเผาพวกมันให้เป็นเถ้าถ่านเลยแล้วกัน!”
ลู่หยาพูดถามตอบกับตัวเอง จากนั้นก็พ่นไฟอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
หุ่นไม้เหล่านั้นที่ถูกพันธนาการไว้ ร่างที่เคยทำให้นักพรตทั้งหลายหวาดกลัว บัดนี้กลับเป็นดั่งกระดาษ แตกสลายอย่างรวดเร็ว
“เพลิงสุริยะ!!” เสียงแหลมของปีศาจแทบจะทะลุดินแดนนี้ออกมา
มันไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งจะต้องเจอกับอะไรแบบนี้พร้อมกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันยังฝันไป หรือว่าไปล่วงเกินใครที่ไม่ควรล่วงเกินเข้า
“เจ้าไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป ยอมแพ้ซะ!” ลู่หยาขยับปีก พลังแห่งหยินหยางกดทับลงมาโดยตรง
ปีศาจพบว่าตัวมันเองสูญเสียความสามารถในการควบคุมดินแดนนี้ไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ยังพอดิ้นรนได้บ้าง แต่ตอนนี้ถูกปลดอาวุธจนหมดสิ้น ในชั่วขณะต่อมามันรู้สึกเพียงความมืดมิดตรงหน้า จิตสำนึกทั้งหมดสลายไปสิ้น!
เหยาเหยารู้สึกถึงพลังต้นกำเนิดอันยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาจากร่างกฎเกณฑ์ เธอหลับตาลง ตามมาด้วยความเข้าใจในวิถีแห่งเต๋าที่ผุดขึ้นมาในใจมากมาย
ร่างของเธอลอยไปยังต้นไม้สังหารวิญญาณ เห็นลำต้นค่อยๆเกิดเป็นทางเข้า มีตุ๊กตาสีเขียวมรกตนั่งอยู่ภายใน
เมื่อเหยาเหยาเข้าใกล้ ดวงตาที่เคยปิดสนิทของตุ๊กตาก็เปิดขึ้นทันที พลังชีวิตพลันเติบโตงอกงาม
ลำต้นที่เคยเหี่ยวเฉาหลังจากปีศาจสลายไป กลับแตกยอดอ่อนอย่างรวดเร็ว ตามด้วยใบไม้และดอกไม้ที่ผลิบาน
ไม่เพียงเท่านั้น เถาวัลย์ยังทิ้งตัวลงมาห่อหุ้มเหยาเหยาและตุ๊กตาสีเขียวมรกตอย่างรวดเร็ว พลังแห่งสรรพสิ่งอันลึกลับแผ่ซ่านออกมาไม่หยุด
เหยาเหยาถูกบังคับให้เข้าสู่ขั้นดอกสวรรค์แล้ว!
บทที่ 559: อัสนีบาตลงทัณฑ์
ขั้นดอกสวรรค์ คือด่านสุดท้ายของการบำเพ็ญเพียรขั้นจักรพรรดิ หัวใจสำคัญอยู่ที่การฝึกฝนจิตวิญญาณเพื่อกลับสู่ความว่างเปล่า
กระบวนการกลับสู่ความว่างเปล่าไม่ได้ยากเย็นนัก สิ่งที่ยากจริงๆคือการควบคุมการหมุนเวียนของธาตุทั้งห้า จึงจะมีคุณสมบัติผ่านการทดสอบของสวรรค์ด้วยธาตุทั้งห้า
และธาตุทั้งห้านั้นแฝงอยู่ในสรรพสิ่ง ดังนั้นการใช้วิญญาณแห่งสรรพสิ่งเพื่อคำนวณธาตุทั้งห้าจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมการฝึกฝนจิตวิญญาณ
การบำเพ็ญเพียรและการแสวงหาความเป็นเซียนนั้นเพื่อความเป็นอมตะ ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมาน เหตุผลของการฝึกฝนก็เพื่อรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น หากมีวิธีที่ง่ายกว่าก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี
เหยาเหยาใช้วิญญาณแห่งสรรพสิ่งในการก้าวข้าม นี่คือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้ ปัญหาเดียวก็คือ ‘วิญญาณแห่งสรรพสิ่ง’ หายากมาก แม้อยากจะลัดขั้นตอนก็ไม่มีทาง
“ในที่สุด ก็มาถึงขั้นนี้แล้วสินะ!”
ลู่หยาจ้องมองรังไหมที่มีแสงธาตุทั้งห้าหมุนวน น้ำเสียงเขาเคร่งขรึมลงโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงจัดวางต้นไม้สังหารวิญญาณไว้ที่นี่
นี่คือการใช้เต๋าแห่งการกลืนกินกินสิ่งมีชีวิต เพื่อเติมเต็มความเข้าใจในวิถีแห่งเต๋าให้กับเด็กน้อย เพราะหลังจากระดับเซียนแล้วก็จะหลุดพ้นจากโลกมนุษย์โดยสมบูรณ์
ดังนั้น ระดับนี้จึงถือเป็นการบำเพ็ญเพียรที่สำคัญที่สุด ในกฎของสรรพสิ่ง มีเพียงกฎการกลืนกินเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น...
“เมื่อเทพเซียนกลับมา เต๋าทั้งหมดจะปรากฏชัด เซียนเดินท่องไปในโลกก็เป็นเรื่องธรรมดา เจ้าเด็กน้อย ความกังวลของเจ้ามากเกินไปแล้ว” ลู่หยาพึมพำ
แก่นแท้ของโลกเล็กยากจะเติบโตแข็งแกร่ง แต่ความสามารถในการปรับเปลี่ยนไม่ได้อ่อนแอ หากอยู่ภายใต้เต๋าของเทพเซียน กฎของสวรรค์และโลกมากมายก็สามารถพลิกกลับได้
อย่างน้อยการให้เซียนเดินท่องไปก็ทำได้ง่าย ดังนั้น สิ่งที่ตนต้องการก็คือรักษาวิธีการที่จิตสำนึกของโลกจะส่งลงมาหลังจากผ่านการทดสอบการเป็นเซียน
“ให้ข้าดูหน่อยว่าคนแก่พวกนั้นให้ถุงวิเศษอะไรมา~”
ลู่หยาอ้าปาก ถุงวิเศษที่สวยงามก็บินออกมา บนถุงมีพลังแฝงอยู่และมีคาถาห้ามมากมาย ลู่หยาใช้จิตสำรวจ
“หืม?” จู่ๆก็หยุดชะงัก เพราะว่า...เปิดไม่ได้!
“ไม่จริงนะ จะเคร่งครัดขนาดนี้เลยหรือ? จะต้องรอให้ถึงตอนที่ข้าทะลวงขั้น และจิตวิญญาณของโลกลงมือกับข้าถึงจะเปิดได้งั้นเหรอ!”
คาถาห้ามบนถุงราวกับฟังรู้เรื่อง ส่องแสงวูบวาบสองครั้ง
“บัดซบ!” ลู่หยาหมดอารมณ์ แต่ก็ทำได้แค่นี้ เพราะถึงจะใช้กำลังก็เปิดไม่ได้อยู่ดี
อดทนอีกหน่อย รอให้เด็กน้อยทำภารกิจของตัวเองเสร็จ ตอนนั้นทั้งเก้าสวรรค์สิบทิศกว้างใหญ่ขนาดไหน เขาจะหนีไปให้ไกลๆเลย
ที่นี่คับแคบเกินไป อึดอัดเหลือเกิน สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือฝีมือทำอาหารของเด็กน้อย
ถ้าเขาจากไปแล้ว กลับมาอีกคงเป็นไปไม่ได้ หรือควรหาทางขอเสบียงเก็บไว้ดี? ลู่หยาขมวดคิ้วครุ่นคิด
ในตอนนั้นเอง รังไหมที่เงียบสงบก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เสียงแตกดังขึ้นจากพื้นผิว
ถัดมา ลำแสงสีเขียวจ้าพุ่งตรงขึ้นฟ้า พลังมหาศาลถึงขนาดที่กำแพงดินแดนนี้ยังทนไม่ไหว แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“จะเริ่มแล้ว~” เสียงของลู่หยาแตกพร่าด้วยความตื่นเต้น
มีวิญญาณต้นไม้สังหารเติมเต็มความเข้าใจในหลักการ และมีวิญญาณสรรพสิ่งเติมเต็มการหมุนเวียนของธาตุทั้งห้า ทั้งระดับการบำเพ็ญเพียรและพลังก็ตามทัน การทะลวงขั้นครั้งนี้ต้องสำเร็จแน่นอน
แสงมรกตค่อยๆจางหายไป ร่างของเหยาเหยาหายไปแล้ว แทนที่ด้วยร่างสัตว์ตัวเล็กๆที่ดูน่าขัน
คอสั้น หัวโต เขาสองข้างดูราวกับมงกุฎที่สวมอยู่บนหัว มีสร้อยคอหัวกะโหลกที่สวยงามอยู่บนคอ
ดวงตาของสัตว์ตัวน้อยเบิกกว้าง ดวงตาสีม่วงดั่งคริสตัลที่มีธาตุทั้งห้าหมุนวนเกิดดับอยู่ภายใน
เพราะไม่ได้ปิดบังพลังงาน สวรรค์และโลกจึงจับที่พลังของเธอทันที เมฆพายุอันน่าสะพรึงรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ลมและทรายพัดกระหน่ำ
ท้องฟ้าดำทะมึนในพริบตา เมฆดำเคลื่อนไหวราวกับหมึก ขณะนี้ท้องฟ้าดูเหมือนจะถล่มลงมา สายฟ้าเต้นระบำในก้อนเมฆ เสียงฟ้าร้องสะเทือนใจคนฟัง
เพราะสภาวะนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่โลกจะรับได้ สวรรค์และโลกจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว
เหนือนภาเก้าชั้น มังกรและหงส์ร้องประสาน นี่คือวิบัติมังกรหงส์ ซึ่งติดอันดับสามในบรรดาภัยพิบัติของเซียน!
ภัยพิบัติมังกรหงส์ในโลกเล็กๆแห่งนี้ ย่อมเทียบไม่ได้กับโลกใหญ่หรือยุคโบราณ แต่ก็น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง...
สิ่งมีชีวิตในเขาเหลาซานตกใจจนต้องหมอบราบ บางพวกที่มีบาปกรรมติดตัว ยังไม่ทันที่สายฟ้าจะตกลงมา แค่อำนาจของสวรรค์และโลกก็ทำให้พวกมันกลายเป็นผุยผงไปแล้ว
นี่คือเหตุผลที่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดติดมือกลัวสายฟ้านัก ปกติแล้วภูเขาสูงจักรพรรดิอยู่ไกล ย่อมไม่มีผลกระทบ
แต่เมื่อถูกจับตามองแล้ว การกำจัดก็เป็นเรื่องง่าย! เสียงเนื้อหนังระเบิดดังไม่ขาดสาย
นอกเขาเหลาซาน สมาชิกหน่วยปฏิบัติการที่เฝ้าอยู่ต่างตกใจกับเสียงฟ้าร้องครั้งนี้
พวกเขาต่างเงยหน้ามองขึ้นไป แต่เพียงแวบเดียวก็รีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว เพราะแรงกดดันจากภัยพิบัติสายฟ้านั้นรุนแรงเกินไป
หากมองนานเกินไป อาจเกิดปีศาจแห่งจิตใจได้ เพราะฉากที่น่ากลัวเช่นนี้ มนุษย์จะสามารถผ่านพ้นไปได้จริงเหรอ?
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดในการบำเพ็ญเพียรคือปีศาจแห่งจิตใจเมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความสิ้นหวังถูกหว่านลงไปแล้ว ถึงแม้การบำเพ็ญเพียรจะไม่มีอุปสรรค แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญภัยพิบัติ ความตายก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“นี่มัน... ภัยพิบัติสายฟ้าของอาจารย์น้อยเหรอ?” จี้ซื่อเชอก้มหน้ามองพื้น ในใจเต้นระรัว
ไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนี้ พลังของภัยพิบัติสายฟ้านี้ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตธรรมดาจะรับมือได้ คาดว่ามีแต่อาจารย์เท่านั้นที่สามารถกระตุ้นได้
แค่ช่วยคน ทำไมถึงบรรลุขั้นได้? ระดับขั้นของอาจารย์น้อยทะลวงได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ? จี้ซื่อเชอรู้สึกไม่เข้าใจ
น่าเสียดายที่เขาไม่กล้ามองนาน ได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่ หรือไม่ก็ขอให้ผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย!
เสียงคำรามดังก้องจากเบื้องบน เสียงฟ้าร้องดังขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าตัวละครหลักที่จะฝ่าวิกฤตได้ปรากฏตัวแล้ว ภัยพิบัติสายฟ้าได้พบเป้าหมายแล้ว จึงเริ่มถล่มลงมาเป็นระลอก
ในตอนนี้ หากใครเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาจะเห็นมังกรและหงส์ที่ก่อตัวจากสายฟ้า กำลังว่ายวนและฉีกกัดสัตว์ขนขาวตัวเล็ก
โดยทั่วไปแล้ว สายฟ้าเหล่านั้นควรจะฉีกร่างของสัตว์ตัวเล็กได้อย่างง่ายดาย แต่กลับถูกกลืนกินด้วยรัศมีลึกลับก่อนที่จะเข้าใกล้ร่าง
ดังนั้น ภาพของการฝ่าภัยพิบัติครั้งนี้จึงยากที่จะอธิบาย ดูเหมือนมังกรและหงส์กำลังป้อนอาหารมากกว่า!
พลังของสายฟ้านั้นรุนแรงมาก ขนของสัตว์ตัวเล็กเปลี่ยนเป็นสีม่วง แต่กลับไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ
วิญญาณที่ก่อร่างจากสายฟ้าเป็นมังกรและหงส์ ตอนนี้ดูเหมือนจะถูกยั่วยุจนโกรธสุดขีด พวกมันพุ่งชนเข้าหากัน ระเบิดกลายเป็นลูกบอลสายฟ้า จากนั้นก็ค่อยๆยุบตัวและบีบอัดเข้าด้านใน
พลังสายฟ้าทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นเซียน หากโดนเข้าก็คงบาดเจ็บสาหัสในทันที สัตว์น้อยขนขาวร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
แต่ไม่นานมันก็เดือดดาลขึ้นมา ปากมหึมาราวกับหลุมดำขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา แล้วกลืนกินสายฟ้าเข้าไปทั้งหมด
สัตว์น้อยขดตัวเป็นก้อนกลมทันที จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา ขณะที่รอบกายยังมีประกายไฟฟ้า เห็นได้ชัดว่าการกลืนกินครั้งนี้...ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
แต่เมฆฝนฟ้ากลับไม่สลายไป ดวงตาขนาดมหึมาค่อยๆเปิดขึ้นจากในกลุ่มเมฆ เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
ในชั่วขณะถัดมา โซ่พันธนาการมากมายพุ่งทะลุออกมา กรูกันเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนลู่หยาที่รอคอยมาตลอด มุมปากยกยิ้ม ในที่สุดก็ถึงตาเขาได้ลงมือแล้ว คราวนี้เขาสามารถใช้พลังได้เต็มที่แล้ว!!
บทที่ 560: จัดการจิตสำนึกของโลก
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหกเซียนผู้เตรียมบรรลุรองจากเทพเซียน ลู่หยาลงมือด้วยท่าไม้ตายในทันที
เมื่อเผชิญหน้ากับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ หากไม่สามารถตัดมันได้ในคราวเดียว ปล่อยให้สวรรค์ตั้งตัวทัน มันจะกลายเป็นการต่อสู้ที่ทำให้ฟ้าถล่มดินทลาย
เมื่อลู่หยาปล่อยท่าไม้ตาย แสงธาตุทั้งห้าในสวรรค์และโลกก็รวมตัวกัน น้ำเต้าทองแดงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ปากน้ำเต้าชี้ตรงไปที่ดวงตาแห่งกฎเกณฑ์อันใหญ่โต
จากนั้นพลังธาตุก็รวมตัวกัน พร้อมแสงสีขาวที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มีดบินที่ไร้รูปร่างและตัวตนนั้นเร็วจนดวงตาแห่งกฎเกณฑ์ไม่อาจจับได้
เมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรง การโจมตีด้วยวัตถุระดับนี้อย่างเต็มกำลัง ผลลัพธ์ย่อมสั่นสะเทือนฟ้าดิน
ดวงตาแห่งกฎเกณฑ์ก็ทนไม่ไหว โซ่แห่งกฎเกณฑ์แตกออกทีละข้อ ตามด้วยดวงตาที่แตกสลาย...
เมื่อดวงตาแห่งกฎเกณฑ์แตกสลาย เสียงครวญครางอันน่าเศร้าก็ดังก้องไปทั่วสวรรค์และโลก ตามด้วยฝนโลหิตที่ตกลงมา นี่คือความโศกเศร้าต่อการล่มสลายของดวงตาแห่งกฎเกณฑ์
เมฆพายุรวมตัวกันอีกครั้ง รวมกับฝนโลหิตและการร่ำไห้ของฟ้า ทำให้สถานการณ์วุ่นวายอย่างที่สุด
อย่างไรก็ตาม พลังที่กดทับเหยาเหยาก็สลายไปหมดสิ้น ระดับพลังของเธอพุ่งสูงขึ้นทันที ในชั่วพริบตาก็มั่นคงอยู่ในระดับเซียนมนุษย์
“ว้าว เจ้านกน้อย เธอเก่งมากๆเลย!” หลังจากที่สภาพร่างกายมั่นคงแล้ว เหยาเหยาก็รีบเปลี่ยนกลับเป็นร่างมนุษย์
ตอนนี้ใบหน้าเด็กๆของเธอมีประกายแห่งความเมตตาปรากฏขึ้นอย่างประหลาด เมื่อรวมกับระดับพลังของเซียน ทำให้เธอดูเหมือนเซียนตัวจริง
แม้ว่าเซียนมนุษย์จะเป็นเซียนระดับต่ำสุด แต่ก็หลุดพ้นจากวัฏจักรของสวรรค์และโลกได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบรรลุถึงความเป็นอิสระและอายุยืนยาวได้อย่างแท้จริง
“ไม่เลว ในที่สุดความพยายามของคนแก่พวกนั้นก็ไม่สูญเปล่า แต่เรื่องยังไม่จบ!”
ลู่หยามองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสีหน้าพึงพอใจเป็นพิเศษ เมื่อทะลวงขั้นได้แล้ว ทุกเส้นทางก็สามารถเดินต่อไปได้
สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการสะสางกับจิตสำนึกของโลก
เมื่อครู่ที่ตนทำลายดวงตาแห่งกฎเกณฑ์ จิตสำนึกของโลกยังไม่ทันตั้งตัว จึงยังไม่ทันได้ตอบสนอง แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วขณะ
การกระทำของตนเป็นการท้าทายอำนาจของมัน เป็นการทำลายกฎเกณฑ์ มันจะต้องเอาคืนอย่างแน่นอน และแล้วคลื่นพลังมหาศาลก็แผ่ซ่านมา
เมื่อเทียบกับดวงตาแห่งกฎเกณฑ์เมื่อครู่ มันน่ากลัวกว่ามาก ราวกับทุ่มแรงกดดันทั้งโลกลงมา แม้แต่ลู่หยาก็ยังรับมือได้ยาก
ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้ แต่นี่เป็นเขตแดนของผู้อื่น เมื่อเขาทุ่มชีวิตเข้าสู้ ตนก็ควรถอยตามสมควร
“นกน้อย ข้าขยับไม่ได้ เธอรีบหาวิธีหน่อย” ดวงตากลมโตสีดำของเหยาเหยาแฝงความตื่นตระหนกเล็กน้อย
เธอโตมาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก จึงอดรู้สึกกลัวไม่ได้
ลู่หยายิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ตรงนี้ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าเตรียมไพ่ตายไว้พร้อมแล้ว”
ถุงวิเศษใบหนึ่งบินออกมา มันพุ่งชนเข้ากับดวงตาจิตสำนึกของโลก จากนั้นปากถุงก็ค่อย ๆ เปิดออก
ม้วนกระดาษสีเหลืองทองค่อยๆคลี่ออก บนนั้นไม่มีเนื้อหาอะไรมากมาย มีเพียงตัวอักษร ‘หยุด’ ที่เขียนด้วยลายมือหนักแน่น
เมื่อมันถูกปล่อยออกมา มันก็หลุดออกจากม้วนกระดาษเอง แล้วประทับลงในความว่างเปล่า จิตสำนึกของโลกที่กำลังเดือดดาลก็สงบลงในทันที
“คนแก่พวกนี้เก่งจริงๆ ถึงกับรวบรวมวิชาของเทพเซียนไว้ในม้วนกระดาษได้ แค่ใช้ตัวอักษรก็สามารถหยุดความว่างเปล่าได้ สมแล้วที่เป็นวิชาของเทพเซียน”
เมื่อจิตสำนึกจางหายไป ดวงตาของลู่หยาก็เปล่งประกาย แต่เดิมเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องโดนหลอก เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งสองครั้ง
แต่ไม่คิดว่าครั้งนี้จะตรงไปตรงมาขนาดนี้ ไม่มีกลอุบายอะไรใช่ไหม?
เหยาเหยาที่อยู่ข้างๆ พลันร้องอุทานขึ้นมา “เอ๊ะ? ทำ...ทำไมมันกลับมาแล้วล่ะ?” ลู่หยารีบหันไปมอง
จากนั้นก็เห็นอักษรคำว่า ‘หยุด’ ค่อยๆปรากฏขึ้นที่หน้าผากของเธอ เห็นได้ชัดว่านี่คือตัวอักษรของเทพเซียนเมื่อครู่ พลังเซียนรอบตัวเหยาเหยาหายไปอย่างรวดเร็ว
ลู่หยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ตัวอักษรไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่หมึกจางลง เห็นได้ชัดว่าการปราบปรามจิตสำนึกของโลกทำให้มันสูญเสียพลังไปไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม พลังที่เหลืออยู่ก็ยังเพียงพอที่จะปกปิดพลังของเด็กน้อยได้
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับกันเถอะ” น้ำเสียงของลู่หยาผ่อนคลายลง
เขาเครียดมาตลอดทาง กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็กลับไปพักผ่อนกันดีกว่า
เพราะเด็กน้อยเพิ่งจะทะลวงขั้นไป จำเป็นต้องทำให้มั่นคงก่อน เหยาเหยาพยักหน้าอย่างดีใจ แต่ก่อนจะออกเดินทาง เธอนึกอะไรขึ้นมาได้
เห็นเธอใช้มือน้อยๆคว้าไปในอากาศเบาๆ ดินแดนนี้ที่ถูกสายฟ้าทำลายไปหมดนั้น ก็แตกสลายหายไปในทันที
ในเวลาเดียวกัน ประตูก็ค่อยๆปรากฏขึ้น จากนั้นผู้คนทยอยเดินออกมาจากประตูกันทีละคน พวกเขาทุกคนดูอ่อนเพลียอย่างมาก
หากจี้ซื่อเชออยู่ที่นี่ เขาคงจะจำคนพวกนี้ได้ พวกเขาคือคนที่หายตัวไปในเขาเหลาซาน
เหยาเหยาขยับมือน้อยๆส่งคนพวกนี้ทั้งหมดกลับไปยังที่พักของหน่วยปฏิบัติการ จากนั้นส่งข้อความถึงพี่ชาย ให้เขาจัดการเรื่องเส้นทางกลับบ้านให้คนพวกนี้
หลังจากนั้น เธอเตรียมพานกน้อยกลับบ้าน แต่พอเธอเพิ่งจะยื่นมือออกไป หัวใจก็บีบรัดแน่น ความรู้สึกขนลุกผุดขึ้นในใจ ร่างกายรีบถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
ลู่หยาตะลึงไปชั่วครู่ ในวินาถัดมาสายฟ้าสีม่วงก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น ทำให้ผู้คนกรีดร้องไม่หยุด
ขนทั้งหมดตั้งขึ้นเป็นสีดำ ตามด้วยเสียงด่าทอดังก้องไปทั่วป่า
“บัดซบเอ๊ย!!”
จบตอน
Comments
Post a Comment