ฉินเหยา, ทะลุมิติจากวันสิ้นโลกที่มีซอมบี้, พืช, และสัตว์กลายพันธุ์มาอยู่ในยุคโบราณแสนสงบสุข
เจ้าของร่างเดิมคือ เหยาเหนียง หญิงสาวอายุ18ปี ที่ลี้ภัยมาจนถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว
ระหว่างลี้ภัยครอบครัวของนางตายหมดทำให้ต้องยอมรับการจัดสรรของทางการแต่งงานกับ หลิวจี้ พ่อหม้ายหนุ่มแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว
แม้เขาจะมีลูกแล้วถึงสี่คนแต่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาของหลิวจี้ นางจึงตอบรับการแต่งงานนี้ ปรากฏว่าเพียงแต่งเข้ามาหลิวจี้ก็โยนภาระหน้าที่การเลี้ยงเด็กๆทั้งสี่และงานบ้านงานไร่ทั้งหลายมาให้นางจนหมด
ส่วนเขาก็หายตัวไปไม่กลับบ้าน ทำให้เหยาเหนียงที่ร่างกายอ่อนแอและหิวโหยจากการลี้ภัยต้องไปทำงานในไร่ สุดท้ายก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีก นั่นทำให้ฉินเหยาทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้แทน
ฉินเหยาพยายามใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนให้ดีที่สุด ด้วยความสามารถพิเศษที่ติดตัวนางมาจากโลกโน้นทำให้นางมีพละกำลังที่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยทักษะในการดำรงชีวิตมากมาย
ชีวิตของอดีตนักล่าซอมบี้จึงต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่คือการทำไร่และเป็นหัวหน้าครอบครัว
เมื่อคิดว่าไม่น่าจะเอาดีด้านการทำไร่ได้ นางก็ต้องลองหาวิธีอื่นเพื่อพลิกฐานะครอบครัวให้สุขสบายขึ้นให้จงได้!
ตอนที่ 1: ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง
ฟ้าค่อยๆเริ่มสาง
ฉินเหยาแบกจอบไว้บนบ่า ก้าวย่ำผ่านทางโคลนเล็กๆไปยังสุดหมู่บ้านฝั่งตะวันตก
“ท่านแม่…”
เสียงเรียกขลาดกลัวของเด็กหญิงดังมาจากทางด้านหลัง
ฉินเหยาหยุดเดินแล้วหันหลังกลับไปมอง บนเส้นทางโคลนเลน สองพี่น้องฝาแฝดวัยสี่ขวบเปลือยเท้าอุ้มโถดิน เดินโซเซ.ตรงมาหานาง เมื่อเห็นนางหยุด พวกเขาก็เร่งฝีเท้า เท้าเล็กๆย่ำน้ำโคลนเสียงดังเปาะแปะจนเปื้อนไปทั้งตัว
เด็กสองคนนี้คือฝาแฝดชายหญิงที่อายุน้อยสุดของตระกูลหลิว หลิวซานหลางและหลิวซื่อเหนียง
ยามต้นฤดูใบไม้ร่วง สองพี่น้องสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบบางๆไม่พอดีตัว เนื้อผ้ายืดย้วย เมื่อสายลมพัดผ่าน ร่างผอมเล็กของพวกเขาก็สั่นสะท้านด้วยความหนาว
“พวกเจ้ามาตามข้าทำไมกัน” ฉินเหยาเอ่ยถาม
ซื่อเหนียงตอบอย่างว่าง่าย “ข้ากับพี่สามเอาน้ำมาให้ท่านแม่”
“ไม่ดื่มน้ำก็ทำงานไม่ไหว ท้องก็จะปวดด้วย”
ซานหลางถลึงตาใส่น้องสาว “นางไม่ใช่ท่านแม่ของเรา พี่รองบอกว่าไม่ให้เรียกนางว่าท่านแม่!”
ซื่อเหนียงย่นปากอย่างน้อยใจ พึมพำเบาๆ “แต่…แต่ว่า ข้าอยากมีท่านแม่…”
ฉินเหยารู้สึกจนใจอยู่บ้าง เจ้าตัวเล็กสองคนนี้พูดแบบนี้ต่อหน้านางจะดีจริงๆหรือ
แต่ว่าสิ่งที่ซานหลางพูดก็ถูกต้อง นางเป็นเพียงแม่เลี้ยงของทั้งสอง ไม่ใช่มารดาแท้ๆ ทั้งยังเพิ่งมายังตระกูลหลิวได้เพียงสองวัน เด็กๆจะมีท่าทีเป็นศัตรูกับนางก็ไม่แปลก
นางขยับจอบบนบ่า ใช้ร่างค้ำจอบไว้ไม่ให้หล่นแล้วยื่นมือออกไปขอโถดินจากเด็กทั้งสอง “ส่งน้ำมาให้ข้า พวกเจ้ากลับบ้านไปเถิด ทางมันไกลนัก”
ซื่อเหนียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย เพราะขาดสารอาหารมานาน คอเล็กบางของนางจึงต้องรองรับศีรษะที่ดูใหญ่จนเกินตัว ทำให้ฉินเหยาอดสะท้านใจไม่ได้
ซานหลางเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่งก่อนจะยื่นโถน้ำส่งให้นาง
“รีบกลับไปเถิด” ฉินเหยากล่าวเร่ง
ซานหลางจูงมือน้องสาวเตรียมจะเดินกลับ แต่ซื่อเหนียงกลับสะบัดมือพี่ชายจนหลุดแล้ววิ่งมาหาฉินเหยา
“ท่านแม่ ท่านจะไม่หนีไปใช่หรือไม่” เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้ามองนาง ดวงตาใสซื่อเต็มไปด้วยความโหยหาความรักจากมารดา
พี่ใหญ่กับพี่รองบอกว่าหลังแม่เลี้ยงเห็นว่าบ้านของพวกเขายากจนขนาดนี้ นางจะต้องหนีไปแน่
แต่นางไม่อยากให้ท่านแม่จากไปนี่
มารดาแท้ๆของนางคลอดนางกับพี่ชายแล้วจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก พวกนางไม่เคยมีแม่ ดังนั้นนางจึงอิจฉาเด็กคนอื่นที่มีแม่มาก
ในใจของซื่อเหนียง เมื่อท่านพ่อพาแม่ใหม่เข้ามาในบ้าน นางก็ถือว่าตนมีแม่แล้ว!
นางจะเชื่อฟังท่านแม่ จะช่วยท่านแม่ทำงาน ขอเพียงแค่ท่านแม่ยอมเป็นแม่ของนาง ซื่อเหนียงจะเป็นเด็กดี
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังแสนบริสุทธิ์เช่นนี้ ฉินเหยาจะใจแข็งไหวได้อย่างไร นางวางของในมือแล้วย่อตัวลงลูบศีรษะเล็กเบาๆ “ซื่อเหนียงเด็กดี กลับบ้านไปคอยข้านะ”
ได้ยินนางบอกว่าจะกลับมา ซื่อเหนียงก็ตาเป็นประกาย มือน้อยยื่นออกไปลองจับนิ้วของฉินเหยาเบาๆ พร้อมยิ้มเขิน “ซื่อเหนียงจะเชื่อฟัง จะกลับบ้านไปรอท่านแม่”
“ดี ไปเถิด”
“อืม อืม!”
ซื่อเหนียงถูกพี่ชายจูงมือเดินไปแล้ว แต่ระหว่างทางยังคงหันกลับมามองฉินเหยาเป็นระยะ เห็นฉินเหยายังคงมองมาที่นางก็ส่งยิ้มให้ ยิ้มนั้นหวานชื่น ว่าง่ายเสียจนทำให้ฉินเหยาใจละลาย
ฉินเหยามองส่งเด็กทั้งสองจนลับเข้าหมู่บ้านไป จากนั้นก็ยกจอบขึ้นพาดบ่า อุ้มโถดินแล้วเดินต่อไป
บนภูเขาต้นไม้เขียวขจีรายล้อม หมอกบางปกคลุม กลิ่นหญ้าสดชื่นในอากาศโชยมา สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้เลยในโลกที่เต็มไปด้วยภัยพิบัติและซอมบี้
ฉินเหยาสูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์และสดชื่นนี้เข้าเต็มปอดอย่างละโมบ นางทะนุถนอมชีวิตใหม่ที่ได้มาไม่ง่ายนี้อย่างยิ่ง
ถึงแม้นางจะต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงของเด็กถึงสี่คน ถึงแม้ว่าตอนนี้ครอบครัวนี้จะยากจนข้นแค้นก็ตามที
แต่มันจะเลวร้ายยิ่งกว่าวันสิ้นโลกที่ชวนให้คนสิ้นหวังนั่นอีกหรือ
เพียงแต่เมื่อความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมปรากฏขึ้นในหัว นึกถึงสามีสารเลวผู้นั้น แววตาฉินเหยาก็เปลี่ยนเป็นคมกริบ
เหยาเหนียงเจ้าของร่างเดิมลี้ภัยมา คนในครอบครัวตายหมด นางตัวคนเดียวหลบหนีมาจนถึงอำเภอไคหยาง
เพื่อให้ได้ลงทะเบียนสำมะโนครัว นางจึงยอมรับการจัดการของทางการ เด็กสาวงดงามร่าเริงในวัยสิบแปดต้องมาแต่งงานกับหลิวจี้พ่อหม้ายอายุยี่สิบสามปีที่มีลูกถึงสี่คนแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว
เดิมนางคิดว่าชีวิตจะสงบสุขเสียที แต่กลับพบว่าหลิวจี้ผู้นี้นอกจากรูปร่างหน้าตาดีแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลย!
เขาไม่ทำไร่ ไม่ทำงานทำการ บ้านไหนมีเรื่องครึกครื้นเขาจะเป็นคนแรกที่พุ่งไปชมดู ทั้งวันเอาแต่เที่ยวเตร่ ลักเล็กขโมยน้อย ประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทาง
หากเขาเกิดในบ้านคนมั่งมีก็สามารถเป็นคุณชายเจ้าสำราญคนหนึ่งได้
แต่เขากลับเกิดในบ้านชาวบ้านธรรมดา นิสัยเช่นนี้ที่เขาคิดว่าคือความสง่างามกลับสร้างความทุกข์ยากให้คนรอบข้าง
ตอนที่นางม่อมารดาแท้ๆของลูกเลี้ยงทั้งสี่ยังมีชีวิตอยู่ยังสามารถควบคุมหลิวจี้ได้บ้าง แม้ครอบครัวจะยากจนไปหน่อย แต่ดีร้ายอย่างไรก็ยังมีที่ดินห้าสิบหมู่ไว้ให้เพาะปลูก หากทำนากันอย่างขันแข็งตลอดปี ทั้งครอบครัวก็ไม่ถึงกับอดตายอย่างแน่นอน
แต่ตั้งแต่นางม่อคลอดฝาแฝดชายหญิงจนตกเลือดเสียชีวิตไปก็ไม่มีใครคอยควบคุมหลิวจี้คนล้างผลาญผู้นี้อีก จะเพาะปลูกก็รังเกียจว่างานหนัก ไม่ยอมทำงานใดๆ พอไม่มีอะไรจะกินเมื่อใดก็ขายที่ดินออกไป ไม่นานก็ขายที่ดินดีๆที่มีอยู่ไปจนหมดสิ้น!
โชคดีที่พี่น้องทั้งสามคนของเขารู้เรื่องเข้า เพราะโดนคนที่บ้านบีบบังคับจึงเหลือที่ดินเอาไว้สองหมู่
เพียงแต่ที่ดินเหล่านั้น แต่ละหมู่อยู่ห่างกันแสนไกล แถมยังอยู่ในหุบเขา ระยะทางใกล้ที่สุดยังต้องเดินถึงห้าลี้!
ที่บ้านยากจนถึงขนาดนี้ เด็กทั้งสี่อดมื้อกินมื้อ การที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาได้ถือเป็นปาฏิหาริย์
สามวันก่อน ทางการเป็นพ่อสื่อ หลิวจี้รับเจ้าของร่างเดิมเข้ามาในบ้านแล้วโยนเด็กผอมแห้งทั้งสี่คนไว้ตรงหน้านาง จากนั้นก็สะบัดก้นออกจากบ้านไปเที่ยวเล่น!
ตอนนั้นเหยาเหนียงถึงกับงงงัน นางรู้ว่าบ้านหลิวจี้ยากจนและยังมีลูกถึงสี่คน ชีวิตคงไม่ง่าย แต่ยังคิดอย่างไร้เดียงสาว่าหากสามีภรรยาร่วมแรงร่วมใจ ชีวิตคงจะดีขึ้นได้
แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อเปิดโอ่งข้าวดู แม้แต่รำข้าวยังไม่มีสักเม็ด!
เดิมนางลี้ภัยมาร่างกายก็ถึงขีดจำกัดแล้ว ในบ้านไม่มีของกิน เมื่อเห็นฤดูใบไม้ร่วงกำลังใกล้เข้ามา ฤดูหนาวก็ใกล้มาถึง นางจึงแบกจอบออกไปปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวเพื่อเตรียมไว้กินในปีหน้า
แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วล้มตัวนอนลงบนเตียงจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
ส่วนหลิวจี้คนสารเลวผู้นั้นจนตอนนี้ก็ยังไม่กลับบ้าน หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาข้ามเวลามา เกรงว่าจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเด็กสาวที่พยายามจะใช้ชีวิตผู้นี้ได้ตายไปแล้ว
“เฮ้อ…” ฉินเหยาถอนหายใจ เอ่ยในใจว่า เหยาเหนียง พวกเรามาตั้งใจใช้ชีวิตด้วยกันเถอะ!
แต่เมื่อนึกถึงสภาพครอบครัวหลิวในตอนนี้ ฉินเหยาก็อดปวดหัวไม่ได้
ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว บ้านหลังคามุงจากหญ้าคาแสนทรุดโทรมของครอบครัวหลิวคงไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บได้
ฤดูหนาวที่นี่มีหิมะตกหนัก หลังคามุงหญ้าคาต้องเสริมให้แข็งแรง ไม่เช่นนั้นหากหิมะตกหนัก บ้านจะถล่มลงมาได้
บ้านถล่มไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากทับคนตาย นั่นก็ถือเป็นโศกนาฏกรรม
อีกทั้งเสื้อผ้า นางและเด็กสี่คนของตระกูลหลิวล้วนใส่เสื้อผ้าเก่าที่ผู้อื่นให้มา ทั้งไม่พอดีตัวและยังขาดรุ่งริ่ง ยามปกติหากเปื้อนจนต้องซักยังไม่กล้าขยี้แรงเพราะกลัวจะขาด!
เสื้อกันหนาวอาจซื้อผ้าฝ้ายและสำลีมาทำเองได้ ฉินเหยาไม่ขอพูดว่านางทำเป็นหรือไม่ แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้ ใช่ไหมเล่า
แค่คิดถึงเสื้อกันหนาวสำหรับนางและเด็กทั้งสี่ การซื้อวัสดุก็นับเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยแล้ว
เงินหนอเงิน ตอนนี้นางไม่มีแม้แต่ครึ่งเหวินด้วยซ้ำ
แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือตอนนี้นางกำลังหิว
ในกระเพาะของนางเหมือนมีเพลิงกำลังลุกไหม้ราวกับจะแผดเผากระเพาะของนางให้ทะลุเป็นรูใหญ่ ทรมานเสียจนฉินเหยาอยากจะสังหารหลิวจี้เจ้าคนสารเลวนั่นแล้วกินเนื้อของเขาเสีย!
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง หากต้องมาหิวตายอีก นางคงตายตาไม่หลับแน่!
ตอนที่ 2: ขุดเผือก
หมู่บ้านตระกูลหลิวตั้งอยู่ในหุบเขาเล็กๆ พื้นที่ตรงกลางเป็นที่ราบล้อมรอบด้วยเนินเขาซึ่งชาวบ้านได้จัดสรรเป็นพื้นที่เพาะปลูก
จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกมีลำธารสายเล็กไหลผ่านหมู่บ้าน รอบด้านรายล้อมด้วยป่าทึบและภูเขาสูง ก่อขึ้นเป็นกำแพงธรรมชาติ
คนจากภายนอกเข้ามาได้ยากและคนในหมู่บ้านก็ออกไปยากเช่นกัน
ส่วนที่ดินของบ้านหลิวจี้ต้องเดินเลียบลำธารขึ้นไปแล้วข้ามเนินเขาจึงจะมองเห็น
ฉินเหยาเดินเลียบลำธารไปยังต้นน้ำจนถึงปากหุบเขาแล้วเลี้ยวเข้าไปในภูเขา
หลังจากเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมาหลายปี การหาอาหารกลายเป็นสัญชาตญาณของฉินเหยาไปแล้ว ป่าเขากว้างใหญ่ตรงหน้า สำหรับนางแล้วเป็นเหมือนคลังอาหารธรรมชาติ
ในฤดูใบไม้ร่วง สัตว์ป่าเริ่มสะสมไขมันเพื่อเตรียมตัวสำหรับฤดูหนาวนั่นทำให้พวกมันสมบูรณ์ที่สุด อีกทั้งในภูเขานี้ นางไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพืชหรือสัตว์กลายพันธุ์เข้าจู่โจมและไม่ต้องกลัวว่าซอมบี้จะโผล่มาด้วย
แต่ฉินเหยากลับประเมินสภาพร่างกายตนเองสูงเกินไป นางเดินเข้ามาในภูเขาได้เพียงสิบกว่านาที ขาของนางก็เริ่มไม่ฟังคำสั่ง แต่ละย่างก้าวสั่นระริกราวกับจะรับน้ำหนักของร่างไว้ไม่ไหวและพร้อมจะทรุดลงได้ทุกเมื่อ
ฉินเหยาตกใจ รีบมองหาต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆเพื่อพิงพัก วางโถดินหนักๆในมือลงใบหนึ่งลงแล้วหยิบอีกใบขึ้นมาดื่มน้ำทันที
น้ำย่อยในกระเพาะออกมามากเสียจนทำให้สมองแทบไม่อาจคิดสิ่งใดได้ เมื่อมองไปยังใบไม้แห้งเหลืองบนกิ่งไม้ นางถึงกับอยากดึงลงมากินเสีย
ฉินเหยาตกใจกับความคิดของตนเอง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นางอาจหิวจนสูญเสียสติ ต้องรีบหาอะไรกินโดยเร็ว
เมื่อตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ ฉินเหยาจึงดื่มน้ำจากหม้อดินทั้งสองใบรวดเดียวจนหมด แม้ว่าจะไม่สามารถดับความแสบร้อนอันปั่นป่วนในท้องได้ แต่ก็ช่วยให้มีกำลังขึ้นเล็กน้อย
เสียงกรอบแกรบดังขึ้นข้างหู ทัศวิสัยที่มืดมัวไม่อาจขัดขวางฉินเหยาได้ นางคว้าจอบที่ตั้งไว้ข้างต้นไม้แล้วตามเสียงนั้นไป
ทว่าคู่ต่อสู้กลับวิ่งเร็วกว่านางมาก
เมื่อแสงอรุณเริ่มสาดส่อง ฉินเหยาทำได้เพียงมองดูไก่ป่าตัวอ้วนบินผ่านข้างเท้าตนเองไป ทิ้งไว้เพียงขนไก่หลากสีหลายเส้นคล้ายกำลังเยาะเย้ยนางอยู่
ฉินเหยาสบถด่าหลิวจี้เจ้าคนสารเลวในใจหลายตลบอีกครั้ง
หากไม่เพราะสามีสารเลวผู้นี้ทำให้ที่บ้านหมดเนื้อหมดตัว ไม่เหลือแม้แต่เมล็ดข้าว นางคงไม่หิวจนแม้แต่ไก่ป่ายังจับไม่ได้หรอก
เมื่อคิดดูอีกที ตัวนางที่เป็นผู้ใหญ่ยังทรมานถึงเพียงนี้แล้วเด็กสี่คนในบ้านไม่ยิ่งลำบากกว่านางหรือ
เบื้องหน้าฉินเหยาปรากฏภาพลำคอเล็กเรียวของฝาแฝดท่ามกลางสายหมอกยามเช้า ยังมีสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของซื่อเหนียง…
ชั่วพริบตา ร่างกายของนางพลันมีกำลังปะทุขึ้น นางโยนขนไก่ทิ้งแล้วรีบไล่ตามต่อ
ฟ้าดินไม่ปิดหนทาง แม้จับไก่ป่าไม่ได้ แต่นางกลับเจอกอเผือกขนาดใหญ่
ชาวบ้านแถวนี้ไม่รู้วิธีจัดการ หากสัมผัสน้ำยางของเผือกจะทำให้คันไปทั้งตัวเลยคิดว่ามันมีพิษ ยกเว้นปีไหนผลผลิตไม่ดีหิวจนถึงขีดสุดจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ขุดมันออกมากิน นั่นกลับทำให้ฉินเหยาได้ประโยชน์ไป
กอเผือกนั้นมีใบรูปร่างคล้ายเรือ ใบกว้างและหนาแน่น ฉินเหยาคว้าจอบขึ้นมาขุดไม่กี่ครั้งก็ได้หัวเผือกขนาดเท่ากำปั้นเด็กเล็กออกมาหลายหัว เป็นเผือกพันธุ์ที่มีรสชาติค่อนข้างดี
นางนึกยินดีในใจ ขุดต่อไปอีกจนได้เผือกออกมาจำนวนมาก นางใช้จอบกวาดมากองรวมกัน น้ำหนักน่าจะราวยี่สิบกว่าจิน
นางไม่สนใจเผือกที่ยังไม่ได้ขุดออกมา รีบเก็บฟืนแล้วขุดหลุมเผาเผือกกินทันที
ไม่มีหินเหล็กไฟ นางจึงใช้วิธีจุดไฟด้วยการถูไม้
ฉินเหยาขอแนะนำว่า คนธรรมดาไม่ควรลองจุดไฟด้วยวิธีนี้ เพราะหากเป็นคนไม่มีเทคนิค มืออาจพังแทน
แต่ในวันสิ้นโลกที่ไฟแช็กและไม้ขีดไฟเป็นของหายากนั้น การจุดไฟด้วยการถูไม้เป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้รอดชีวิตทุกคนในฐานต้องมี
ฝ่ามือของเจ้าของร่างเดิมเต็มไปด้วยหนังหนา ฉินเหยาดึงแขนเสื้อยาวมาห่อมือไว้ป้องกัน นำใบสนใส่ลงไปในร่องไม้ที่เจาะไว้เพื่อเป็นเชื้อไฟแล้วหมุนไม้แหลมในฝ่ามืออย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก แรงเสียดทานมหาศาลก็ทำให้ใบสนเริ่มมีควันลอยขึ้นมา
ฉินเหยารอจังหวะแล้วเป่าลมเบาๆ ใบสนก็ลุกพรึ่บติดไฟในทันที
นางนำเชื้อไฟไปวางบนกองฟืนที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้วไฟก็ติดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่นี่เป็นเขตรอบนอกของป่าทึบ มีหญ้าขึ้นรกและต้นไม้ไม่สูงมาก ด้วยเกรงว่าจะเกิดไฟป่า ฉินเหยาจึงใช้จอบขุดคูป้องกันไฟเป็นวงกลมไว้แล้วจ้องมองอย่างระมัดระวัง
เผือกถูกวางไว้ข้างกองไฟเพื่อย่าง ไม่นานกลิ่นหอมเฉพาะตัวของอาหารก็ลอยออกมา
ฉินเหยากลืนน้ำลาย ใช้พลังใจมหาศาลอดทนรอจนเผือกสุกทั้งหมด ก่อนหยิบขึ้นมากินอย่างอดไม่ไหว
เมื่อลอกเปลือกออก กลิ่นหอมยิ่งแรงขึ้น นางไม่สนว่าเผือกจะร้อนลวกปาก รีบกัดลงไปคำใหญ่ เนื้อเผือกนุ่มละมุนแฝงรสหวานจางๆ ร้อนเสียจนน้ำตาไหล
ฉินเหยากินเผือกรวดเดียวห้าถึงหกหัว เมื่อความแสบร้อนในกระเพาะเริ่มบรรเทาลงมากแล้ว นางจึงค่อยลดความเร็วลง
ย่างเผือกไปทั้งหมดสิบสองหัว ฉินเหยากินเองแปดหัว ที่เหลืออีกสี่หัวนางไม่กล้ากินต่อ เพราะหิวโหยมาเป็นเวลานาน หากกินมากเกินไปอาจทำให้กระเพาะรับไม่ไหว
เผือกที่ย่างสุกสี่หัวถูกวางพักไว้ข้างหนึ่ง นางขุดดินเพื่อดับกองไฟแล้วหยิบจอบไปขุดหัวเผือกต่อ
เมื่อท้องถูกเต็มเติม กำลังกายของนางก็กลับคืนมาเจ็ดถึงแปดส่วน นางยังรู้สึกได้ว่าพลังพิเศษของตัวเองกำลังค่อยๆฟื้นฟูอย่างช้าๆ
เพียงฟันจอบลงไปหนึ่งครั้ง จอบทั้งเล่มก็จมลึกลงในดิน งัดเพียงครั้งเดียว เผือกทั้งกอพร้อมรากและใบก็ถูกขุดขึ้นมาอย่างง่ายดาย
หากมีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วยคงต้องตกตะลึงแน่นอน
แรงของหญิงสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งกลับไม่แพ้ชายฉกรรจ์ร่างกำยำเลยแม้แต่นิด
ฉินเหยาขุดเผือกกอนี้จนหมดแล้ว กองเผือกกลายเป็นเนินเล็กๆ คาดว่ามีน้ำหนักประมาณห้าหรือหกสิบจิน
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แมลงพิษและยุงในป่าก็เริ่มมากขึ้น ฉินเหยาไม่ไดเเตรียมตัวจึงไม่กล้าอยู่ต่อนานนัก
นางหาเถาวัลย์ใกล้ๆมาทำถุงตาข่ายชั่วคราว ใส่เผือกทั้งหมดเข้าไป ใช้จอบเป็นคานหาม แบกถุงตาข่ายไว้ทั้งสองด้าน โถดินก็ผูกไว้บนถุงตาข่ายแล้วเดินลงเขากลับบ้าน
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน นางพบชาวบ้านที่กำลังทำงานในไร่ เมื่อเห็นนางหาบเผือกกลับมา พวกชาวบ้านต่างมองด้วยสายตาเห็นใจ นึกทอดถอนใจ
เหยาเหนียงที่มาใหม่ช่างน่าสงสาร สาวน้อยดีๆคนหนึ่งแต่งให้เจ้าหลิวสามคนสารเลวนั่น หิวจนต้องกินของมีพิษพวกนี้
น่าเวทนาเหลือเกิน!
ฉินเหยาไม่สนใจสายตาเวทนาหรือเหยียดหยามเหล่านั้น นางคิดเพียงอยากรีบกลับถึงบ้านเพื่อดูว่าลูกเลี้ยงทั้งสี่เป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ถึงแม้ไม่มีใครดูแลพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังรอดมาได้จนถึงตอนนี้ ทว่าฉินเหยาก็ยังอดห่วงไม่ได้
แม้แต่ในวันสิ้นโลก นางก็ยังไม่เคยเห็นเด็กที่ผอมแห้งเช่นนี้มาก่อน เพราะในฐานจะมีสวัสดิการรัฐ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่าหกปี แม้จะกินไม่อิ่ม แต่ก็ไม่ถึงกับอดตาย
ฉินเหยาอาศัยจังหวะลูบเผือกสี่หัวที่ยังอุ่นในอ้อมอก จากนั้นเร่งฝีเท้าตามเส้นทางในความทรงจำมุ่งหน้าสู่บ้านตระกูลหลิว
แต่ไม่คิดว่า ยังไม่ทันถึงหน้าประตูกระท่อมทรุดโทรมหลังนั้นก็ได้ยินเสียงตวาดด่าดังลอยมาจากที่ไกลๆ และยังมีเสียงร้องไห้ด้วยความตกใจของเด็กๆ
ฉินเหยาหน้าเครียดขึ้นทันที นางช้อนตามองไปก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ยืนล้อมอยู่ที่หน้าประตูบ้านตน และยังเห็นเจ้าสารเลวที่หายตัวไปหลายวันกำลังถูกชาวบ้านที่ถือจอบและไม้ไล่ตีจนต้องเอามือกุมหัววิ่งหนี
หลิวต้าหลางวัยแปดขวบและหลิวเอ้อร์หลางวัยหกขวบกำลังพยายามปกป้องบิดาสารเลวของพวกเขา เด็กทั้งสองวิ่งไปขวางด้านหน้าของหลิวจี้ อยากจะขวางชาวบ้านที่ดุร้ายเหล่านี้
ถึงบิดาจะเป็นคนเลวแค่ไหน แต่อย่างไรก็เป็นบิดา ความรักของเด็กๆนั้นบริสุทธิ์ การกระทำของพวกเขาจึงสามารถเข้าใจได้
แต่พฤติกรรมของผู้เป็นพ่อนั้นกลับชวนให้คนสับสนเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่เพียงไม่ห้ามเด็กทั้งสองแต่กลับไม่กังวลเลยสักนิดว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บ พุ่งตัวเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังลูกชายอย่างคล่องแคล่วพร้อมทั้งตะโกนให้ลูกๆช่วยห้ามชาวบ้านเหล่านั้น ให้เด็กๆออกหน้าแทนเขา
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง จัดการเลย!”
แต่ก็ราวกับนำไข่ไปกระทบหิน เด็กชายผอมแห้งสองคนถูกผลักจนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง เจ็บจนเกร็งไปทั้งร่าง
คู่แฝดชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านร้องไห้โฮ ร้องไปก็ตะโกนไปว่า “อย่าตีพี่ชายข้า… ฮือๆ… อย่าตีพี่ชายข้า!”
[1] หนึ่งจิน ประมาณ ครึ่งกิโลกรัม
ตอนที่ 3: ฉินเหยา นางสตรีอำมหิต
“หลิวจี้! ถ้าแน่จริงก็อย่าวิ่งหนี! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงหลายคนไล่ตามหลิวจี้ที่กระโดดหลบไปมาเหมือนลิงพร้อมตะโกนด่า
“เป็นหนี้ก็ต้องใช้คืน! เจ้ายืมเงินแล้วไม่คืน ดูสิว่าข้าจะตีเจ้าให้ตายได้หรือไม่!”
“เจ้าหลิวสาม คืนเงินที่เจ้ายืมข้าไปมา! ไม่งั้นพวกเราจะพังบ้านเจ้า… ไม่สิ จะตีไอ้คนหลอกยืมเงินอย่างเจ้าให้ตายเพื่อใช้หนี้!”
ดูเหมือนพวกเขาเองก็จะรู้ว่าบ้านพังๆของตระกูลหลิว ไม่มีอะไรให้พังได้อีกแล้วจึงเปลี่ยนคำพูดว่าจะตีหลิวจี้ให้ตายแทน
หลิวจี้รู้ว่าตนเองกำลังเสียเปรียบจึงวิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก
ชายหนุ่มสวมชุดยาวสีเทาที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน รูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวที่มัดด้วยเชือกหญ้ากระเซอะกระเซิงจากการวิ่งหนีอุตลุต ในระหว่างลนลานก็วิ่งจนรองเท้าหลุด
แต่เมื่อเขาหันหน้ากลับมากลับมองเห็นคิ้วกระบี่ ดวงตาพราวระยับราวกับดารา จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูป แม้ผิวจะคล้ำและท่าทีอับจนไปบ้าง แต่กลับแฝงความสง่างามไร้การผูกมัดอย่างชาวยุทธภพ
ใบหน้านี้ช่างงดงามอย่างแท้จริง!
สาวชาวบ้านที่ยืนล้อมวงดูอยู่ต่างพากันก้มหน้าหลบตาอย่างลนลาน ไม่กล้ามองนาน กลัวว่าจะถูกคนอื่นจับได้ว่าใจเต้นแรง
หากเป็นยามปกติ เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หลิวจี้คงจะพูดจาแทะโลมสักสองสามคำ แต่ตอนนี้ในใจเขาเอาแต่คร่ำครวญว่า…สวรรค์จะฆ่าข้าหรือไร!
พอวิ่งจนรองเท้าหลุดหายไป ความเร็วของเขาก็ลดลง เหล่าชาวบ้านจึงเริ่มกระจายตัวไปรอบด้าน หลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายแล้วตนจะเดือดร้อนไปด้วย
หลิวจี้หลบก็หลบไม่ได้ หนีก็หนีไม่พ้น เห็นพร้าเล่มหนึ่งกำลังจะฟันลงมา ในขณะที่แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้น มือหนึ่งก็พลันยื่นเข้ามาขวางตรงหน้า
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ฉินเหยาคำรามด้วยความโกรธ มือที่ดูบอบบางของนางจับด้ามพร้าที่ฟันลงมาไว้แน่น
หลินเอ้อร์เป่าตกตะลึง สตรีชาวบ้านผู้นี้มาจากไหนกัน ถึงกล้าหยุดพร้าของเขา
เขาออกแรงกดพร้าลงไป แต่กลับต้องตกใจยิ่งขึ้นเมื่อมันไม่ขยับเลยสักนิด
ฉินเหยาออกแรงใช้เทคนิคเพียงเล็กน้อยก็เหวี่ยงทั้งคนทั้งพร้าลอยออกไป!
หลินเอ้อร์เป่าถอยหลังติดต่อกันสี่ห้าก้าว ชนเข้ากับเพื่อนร่วมหมู่บ้านที่เดินตามมาอยู่ด้านหลัง ฉากการไล่ล่าอันแสนวุ่นวายนี้จึงต้องยุติลง
“เจ้าเป็นใครกัน พวกเรามาทวงหนี้จากเจ้าหลิวสาม เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย!” หลินเอ้อร์เป่าพยายามข่มความตกใจ ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
ตอนนี้เองหลิวจี้จึงเพิ่งเห็นชัดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร ดวงตาพลันสว่างวาบ ยังไม่ทันได้คิดว่าหญิงสาวนางนี้หยุดมีดของหลินเอ้อร์เป่าได้อย่างไร เห็นนางเปรียบเสมือนฟางช่วยชีวิตรีบเข้าไปหลบอยู่หลังฉินเหยาแล้วร้องโหยหวนทันทีว่า
“ภรรยา ช่วยข้าด้วย!”
ไม่คาดคิด เพียงสิ้นเสียงพูด เสียงฝ่ามือดังสนั่นก็ตบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นของหลิวจี้อย่างจัง!
ในชั่วขณะนั้น ลมสงบลง ทุกคนล้วนหยุดนิ่ง
ไม่เพียงแค่หลิวจี้ที่ไม่อยากเชื่อ แม้แต่หลินเอ้อร์เป่าและพวกที่มาทวงหนี้ต่างก็พากันงุนงง
ฉินเหยากวาดสายตามองใบหน้าตกตะลึงของหลิวจี้ ใบหน้านั้นหล่อเหลามากจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของร่างเดิมไม่สอบถามอะไรให้แน่ชัดก็ตามเขากลับมาบ้านแล้ว
แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า ภายใต้ใบหน้างดงามเช่นนี้กลับซ่อนความเน่าเฟะเอาไว้
มองไปทางหลิวต้าหลางและหลิวเอ้อร์หลางที่ล้มลงบนพื้นกระทั่งคนช่วยพยุงยังไม่มี ยังมีแฝดชายหญิงที่ร้องไห้จนฟองน้ำมูกลอยออกมา ในใจของฉินเหยาก็พลันปรากฏเปลวเพลิงไร้ที่มากลุ่มหนึ่งขึ้นทันที
เมื่อมองดูร่างที่ดูแข็งแรงสมบูรณ์ของหลิวจี้ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการขาดสารอาหารแล้วนึกถึงใบหน้าเห็นแก่ตัวของเขาที่ปล่อยให้เหยาเหนียงอดตาย ดวงตาของฉินเหยาก็พลันมืดครึ้มลงพลันคิดว่าหากหลิวจี้ถูกพวกทวงหนี้ตีจนตาย นี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้
ดังนั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ฉินเหยาจึงกระชากตัวหลิวจี้ที่กำลังกุมใบหน้าด้วยความมึนงงมาตรงหน้าแล้วเตะออกไปหนึ่งที!
“ความแค้นมีที่มา หนี้สินมีเจ้าของ ใครเป็นหนี้ก็ไปทวงจากคนนั้น!”
หลิวจี้ที่โดนไล่ตามมาครึ่งวันกลับถูกภรรยาของตนถีบออกมาล้มลงตรงหน้าตนพอดี แม้ว่าหลินเอ้อร์เป่าจะไม่เข้าใจว่าหญิงนางนี้คิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป รีบเรียกพี่น้องมาช่วยกันกดหลิวจี้ที่กำลังตะลึงเอาไว้
ฉินเหยามองไปรอบๆ เห็นเชือกหญ้าม้วนหนึ่งแขวนอยู่ใต้ชายคา นางจึงเดินไปหยิบแล้วโยนให้หลินเอ้อร์เป่า
“มัดมือมัดเท้าไว้ จะได้ไม่หนี นี่คือลูกหนี้ของพวกเจ้าเชียวนะ”
“ภรรยา?!”
หลิวจี้ลนลานแล้ว กระวนกระวายอย่างหนัก“ภรรยา นี่เจ้ากำลังทำอะไร ข้าคือสามีของเจ้านะ เราเพิ่งให้ทางการเป็นพ่อสื่อจัดงานแต่งให้ เราเป็นสามีภรรยากันนะ!”
เสียงของหลิวจี้เริ่มแหลมขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาสังเกตว่าแม้เขาจะพูดไปมากมาย ฉินเหยากลับไม่แม้แต่จะมองเขาเลยสักนิด นางยังหันไปแนะนำพวกหลินเอ้อร์เป่าหลายคนว่าทำอย่างไรจึงจะมัดเชือกให้แน่นขึ้นได้ จนเขาถูกมัดจนกลายเป็นบ๊ะจ่าง ขยับตัวไม่ได้เลย
หลิวจี้อับอายจนพาลโกรธเตรียมจะด่าคน แต่กลับมีเศษผ้าหยาบปรากฏขึ้นในมือของฉินเหยา นางยื่นมือเข้ามาเอาผ้าอุดปากเขาไว้ การกระทำนั้นทั้งรวดเร็ว แม่นยำและเด็ดขาด
“อือๆๆ”
หลิวจี้ดิ้นรนอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้าง เหยาเหนียง นางสตรีอำมหิต เจ้าจะฆ่าสามีตัวเองหรือ!
หลินเอ้อร์เป่าแม้จะงงงัน แต่ยังไม่ลืมเตะหลิวจี้ไปสองที “หุบปาก! ร้องโวยวายอะไรอย่างกับหมูโดนเชือด!”
ฉินเหยาตบมือปัดฝุ่น ถอยหลังไปสองก้าวแล้วมองหลินเอ้อร์เป่าด้วยสีหน้าจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
“คนพวกเจ้าพาไปเถอะ แต่อย่าทำอะไรตามใจชอบและอย่าตีจนพิการเล่า สภาพบ้านของข้าก็อย่างที่พวกเจ้าเห็น เลี้ยงเขาไม่ไหว…”
“ดังนั้น รบกวนตีเขาให้ตายไปเสีย”
ประโยคหลังนี้ ฉินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังจะบอกว่าพรุ่งนี้ฝนอาจจะตก ทำให้หลินเอ้อร์เป่าเผลอพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
แต่พอพยักหน้าไปได้ครึ่งทาง เขาก็ได้สติ ถลึงตาใส่ฉินเหยาด้วยความโกรธ “นางหญิงเจ้าเล่ห์ผู้นี้! ปั่นหัวข้าเล่นหรือไร!”
ฉินเหยาตอบเขา “พี่ใหญ่ ข้าพูดจริงนะ จำไว้ ต้องตีให้ตาย!”
ดวงตารูปทรงผลซิ่งคู่นั้นจ้องตรงไปยังเขา ใบหน้านั้นดูอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด แต่แววตากลับเต็มไปด้วยไอสังหารพวยพุ่ง!
หลินเอ้อร์เป่าตัวสั่นไปทั้งกาย ขยับถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว “เจ้า…เจ้าคิดจะเอาชีวิตเจ้าหลิวสามมาชดใช้หนี้จริงหรือ”
ฉินเหยาตอบรับเสียงหนึ่งแล้วไม่มองหลินเอ้อร์เป่าอีก รวมถึงไม่มองหลิวจี้ที่ลูกตาแทบถลนออกมาแล้วผู้นั้นด้วย
หลิวจี้ “อื้อๆๆ!!!”
นางสตรีอำมหิต! เหยาเหนียง เจ้ามันสตรีอำมหิต! เจ้ากล้าคิดจะให้ข้าตาย! ข้าจะฆ่าเจ้า!
ฉินเหยาเดินตรงไปยังข้างกายหลิวต้าหลางและหลิวเอ้อร์หลาง ประคองสองพี่น้องที่ล้มอยู่ขึ้นมา ขณะตรวจดูบาดแผลของเด็กๆ นางก็กล่าวกับหลินเอ้อร์เป่าและพรรคพวกที่ยังมีท่าทีดุดันว่า
“ที่นี่คือบ้านข้า แม้จะมีเพียงพวกเราแม่ม่ายกับลูกกำพร้า แต่ข้าฉินเหยาก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ หลิวจี้ข้าก็ส่งให้พวกเจ้าแล้ว หากยังมาก่อเรื่องวุ่นวายที่หน้าบ้านข้าหรือทำร้ายคนในครอบครัวข้าอีก ข้าก็จะสู้สุดชีวิตและลากมันผู้นั้นไปพบพญายมด้วยกัน!”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางจ้องมองแม่เลี้ยงที่กำลังตรวจบาดแผลของพวกเขาอย่างละเอียด การกระทำของนางอ่อนโยน แต่ดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยไอสังหารบีบคั้นผู้คน ชั่วขณะนั้นทำให้ทั้งสองหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับ
หลินเอ้อร์เป่าขมวดคิ้วแน่น นางหญิงผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะมีเรื่องด้วยได้ง่ายๆ เขาเริ่มลังเลและไม่อยากมีเรื่องกับนางอีก
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเพียงแค่หิวมานานจนร่างกายอ่อนแอ เมื่อพวกเขาล้มลงจึงรู้สึกวิงเวียนจนลุกขึ้นไม่ได้ นอกจากรอยถลอกเล็กๆบนแขนแล้วก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
ฉินเหยาถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกแล้วดึงแฝดชายหญิงที่ร้องไห้จนน้ำมูกเต็มหน้ามาตรงหน้าตน
แม้ว่าสตรีผู้นี้จะเพิ่งมาที่บ้านของพวกเขาได้เพียงสามวัน แต่ในตอนนี้เด็กทั้งสี่คนกลับรู้สึกเหมือนว่าพวกเขามีคนที่สามารถพึ่งพาได้แล้ว
ซื่อเหนียงเดินเข้ามาจับมือฉินเหยาก่อน มือเล็กๆกำนิ้วหนึ่งของนางเอาไว้แน่นพลางร้องเรียกด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยการพึ่งพาว่า “ท่านแม่ ซื่อเหนียงกลัว…”
“ไม่ต้องกลัว แม่อยู่นี่แล้ว” ฉินเหยารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตนเองถึงกับปรับตัวกับบทบาทแม่เลี้ยงใหม่ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
เมื่อได้ยินคำของท่านแม่ ซื่อเหนียงก็สูดน้ำมูกแล้วพยักศีรษะเล็กๆอย่างหนักแน่น
ซื่อเหนียงกล้าหาญ ไม่กลัวหรอก
ตอนที่ 4: โกลาหลไปหมด
“พี่ใหญ่ ทำอย่างไรดี” พี่น้องหลายคนถามหลินเอ้อร์เป่าเสียงเบา
หลินเอ้อร์เป่ามองฉินเหยาอย่างลึกล้ำปราดหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “พวกเรา…พวกเราพาตัวเขาไปได้จริงๆหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “พาไปเถอะ ข้าไม่มีทางขวางแน่นอน”
หลินเอ้อร์เป่าและพรรคพวก “…”
หลินเอ้อร์เป่านึกถึงตอนที่ฉินเหยาสะบัดเขาออกเมื่อครู่ในใจยังรู้สึกหวาดระแวงอยู่เล็กน้อย และไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนรังแกสตรีและเด็กจึงตัดสินใจทำใจกล้าขึ้น
ได้ เจ้าสองสามีภรรยาแสดงละครต่อไปเถอะ ข้าจะคอยดูว่าใครกันจะร้องไห้ในตอนจบ!
“พาตัวไป!”
หลินเอ้อร์เป่าออกคำสั่ง พี่น้องในกลุ่มรีบจับหลิวจี้ที่ถูกมัดจนเหมือนบ๊ะจ่างบนพื้นขึ้นแล้วแบกไปในทันที
เดินไปหลายก้าว พวกเขาก็หันกลับมามองดูว่าฉินเหยาจะแสดงสีหน้าอย่างไร
แต่กลับพบว่าฉินเหยาไม่แสดงท่าทีใดๆแม้แต่น้อย
ตั้งแต่เกิดมาหลินเอ้อร์เป่าเองก็เพิ่งเคยพบเจอเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก ล้วนบอกว่าเป็นสามีภรรยาเพียงคืนเดียวก็มีบุญคุณกันร้อยราตรี แต่เหตุใดคนคู่นี้กลับไม่มีแม้แต่ความผูกพันหลงเหลือเลยเล่า
ยังมีเด็กอีกสี่คนของตระกูลหลิวกลับไม่มีใครเข้ามาขัดขวางเลยแม้แต่นิด เจ้าหลิวสามนี่ต้องโดนรังเกียจถึงเพียงไหนกันเนี่ย!
หลิวต้าหลางมองส่งหลินเอ้อร์เป่าและพรรคพวกแบกหลิวจี้ที่ดิ้นอย่างรุนแรงเดินห่างออกไปแล้วมองแม่เลี้ยงตรงหน้า พลางถามหยั่งเชิงด้วยเสียงแผ่วเบา
“ท่านเพียงต้องการขู่พ่อข้า ไม่ได้คิดจะให้หลินเอ้อร์เป่าฆ่าเขาจริงๆหรอกใช่ไหม”
ฉินเหยา “…” ไม่ใช่ ข้าตั้งใจจริง
เด็กทั้งสี่คน “…”
พวกเขามองดูฉินเหยาไล่ชาวบ้านที่ยืนมุงดูออกไป หยิบจอบและถุงสองใบที่ไม่รู้ว่าด้านในใส่สิ่งใดเอาไว้เดินเข้าไปเข้าบ้าน
พี่น้องตระกูลหลิวทั้งสี่แลกเปลี่ยนสายตากัน หลังจากนั้นพี่ชายน้องชายทั้งสามคนก็ตะโกนเรียก “พ่อ!” ก่อนจะวิ่งตามไปยังทิศทางที่หลินเอ้อร์เป่าและพรรคพวกจากไปอย่างบ้าคลั่ง
แต่น่าเสียดายที่ร่างกายอ่อนแอเกินไป วิ่งไปไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยจนขาอ่อน เวียนหัวตาลาย หยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ตรงสุดหมู่บ้าน
ไม่นานนัก พวกเขาก็กลับมาอย่างหมดอาลัย พอมองดูแผ่นหลังของฉินเหยาที่กำลังยุ่งง่วนอยู่ ทำท่าอึกอักแต่ไม่กล้าพูดอะไร
จากนั้นไม่นาน หลิวเหล่าฮั่นพ่อลูกสี่คนก็หอบแฮ่กๆ กลับมาจากทุ่งนาอย่างรีบร้อน
…...
ใต้หล้าเพิ่งกลับสู่ความสงบหลังจากผ่านยุคแห่งความวุ่นวายไปไม่นาน
ในปัจจุบัน ประชากรในแคว้นเซิ่งมีจำนวนน้อย ดังนั้นชาวบ้านจึงได้รับการแบ่งสรรที่ดินกันค่อนข้างมาก โดยชายวัยผู้ใหญ่หนึ่งคนได้รับที่ดินห้าสิบหมู่ ส่วนสตรีวัยผู้ใหญ่หนึ่งคนได้รับยี่สิบหมู่
แน่นอนว่าภาษีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวปลูกข้าวฟ่างในฤดูใบไม้ผลิและปลูกข้าวสาลีในฤดูใบไม้ร่วง ตลอดปีล้วนวุ่นอยู่กับการทำไร่ แต่ผลผลิตกลับไม่มากนัก ลำบากเช่นนี้กลับทำได้เพียงฝืนเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ได้อย่างกระเบียดกระเสียร
เมื่อเห็นว่าอากาศเริ่มเย็นลง หลิวเหล่าฮั่นก็ไม่กล้าอยู่ว่าง ก่อนฟ้าสางก็พาลูกชายทั้งสามคนออกไปทำงานในนาแล้ว
ฝ่ายสตรีในบ้านก็ไม่ได้อยู่ว่างเหมือนกัน นางจางภรรยาใหม่ของหลิวเหล่าฮั่นพาลูกสะใภ้คนโตและคนรองจัดการงานบ้านเสร็จแล้วจึงไปที่แปลงผัก
แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามตั้งใจรีบเก็บเกี่ยวผักใบเขียวอีกครั้งก่อนฤดูหนาวมาถึง จะได้เก็บไว้กินในช่วงฤดูหนาว
ขณะที่ทางฝั่งหลิวจี้กำลังวุ่นวาย ในเรือนเก่าของตระกูลหลิวมีเพียงเด็กวัยแปดขวบคนหนึ่งอยู่เฝ้าบ้าน
ชาวบ้านที่มาส่งข่าวเห็นดังนั้นก็รีบสั่งให้เด็กไปตามพวกลุงๆของเขากลับมาทันที บอกว่าอาสามของเขากำลังจะถูกพวกทวงหนี้ตีตายแล้ว
ปกติเด็กคนนี้เคยได้ยินปู่ย่าพ่อแม่พูดถึงวีรกรรมของอาสามอยู่เสมอ เขาจึงไม่ชอบอาสามนัก แต่เมื่อรู้ว่าอาสามกำลังจะถูกตีตายก็ไม่สนใจเรื่องชอบไม่ชอบอีก รีบลงกลอนประตูบ้านแล้วออกไปตามผู้ใหญ่ที่นา
เส้นทางบนภูเขาไกลมาก กว่าเด็กจะส่งข่าวไปถึงและหลิวเหล่าฮั่นจะพาลูกชายทั้งสามเดินทางมาถึง คนตรงหน้าบ้านหลิวจี้ก็ถูกฉินเหยาไล่ไปจนหมดแล้ว
พวกเขาไม่พบหลิวจี้ เห็นเพียงพวกต้าหลางกับพี่น้องสี่คนยืนตัวสั่นอยู่ในลานบ้าน หลิวเหล่าฮั่นพลันรู้สึกใจหาย…เขารู้สึกได้ถึงลางร้ายบางอย่าง
“ต้าหลาง พ่อเจ้าเล่า”
หลิวไป่พี่ชายคนโตของหลิวจี้เห็นว่าท่านพ่อถามอยู่นานก็ไม่ได้คำตอบเสียทีจึงอดรนทนไม่ไหว รีบแย่งถามขึ้น
ต้าหลางมองดูท่านปู่และพวกท่านลุงที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วหันไปมองฉินเหยาที่อยู่ในบ้าน ชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไร
หรือจะให้บอกว่าแม่เลี้ยงสั่งให้พวกทวงหนี้แบกท่านพ่อไปฆ่าชดใช้หนี้แล้ว
เมื่อเห็นพี่น้องทั้งสี่ไม่พูดอะไร เอาแต่มองเข้าไปในบ้าน หลิวเหล่าฮั่นก็โบกมือ ทั้งหมดเดินไปที่หน้าประตูบ้าน
บ้านของหลิวจี้เป็นกระท่อมมุงจากหญ้าคาที่ไม่มีแม้แต่กำแพงดิน ใช้เพียงโคลนแม่น้ำมาโบกเป็นกำแพง
บ้านแบบนี้มีเพียงสองห้องเล็กๆ ห้องครัวเป็นแบบกลางแจ้ง มีเพียงเตาที่ก่อด้วยหิน หม้อหนึ่งใบตั้งอยู่บนเตา ถังน้ำที่ว่างเปล่าอีกใบข้างเตา ไม่มีแม้แต่รั้วล้อมรอบสามารถมองเห็นได้ในทันที
หลิวเหล่าฮั่นและบุตรชายทั้งสี่คนเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงตรงหน้าฉินเหยา
สะใภ้คนใหม่ที่เจ้าสามพากลับมา หลิวเหล่าฮั่นเคยเห็นหน้าอยู่ครั้งหนึ่ง
เมื่อสามวันก่อน หลิวจี้เจ้าคนไร้ยางอายผู้นี้ขอพักที่เรือนเก่า บอกว่าจะเข้าไปในอำเภอเพื่อรับสะใภ้ เขา ‘ยืม’ เงินสิบเหวิน แล้วใช้เงินนั้นเช่าวัวเทียมเกวียนจากบ้านหวังไปที่อำเภอเพื่อรับคนกลับมา
หลิวจี้กลับยังไม่ลืมว่าที่บ้านยังมีพ่อเช่นเขาที่เป็นผู้อาวุโสอยู่ จึงพาสะใภ้ใหม่มาที่เรือนเก่าแล้วคุกเข่าโขกศีรษะให้หลิวเหล่าฮั่นอย่างจริงจัง
เหยาเหนียงที่ลี้ภัยมา ไม่มีเงินติดตัว สวมเพียงเสื้อผ้าชุดเก่าที่คนอื่นให้มา ผอมจนแทบจะเหลือแต่กระดูก
ตอนนั้นนางจางผู้เป็นมารดาเลี้ยงมองดูแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว ร่างกายเล็กๆผอมแห้งเช่นนี้ช่างขาดทุนอย่างร้ายกาจ แต่งกับหลิวจี้เจ้าคนไม่เอาไหนนั่นก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดได้หรือไม่
แต่ใบหน้าของนางดูแล้วไม่เลวเลยจริงๆ ไม่แปลกใจที่หลิวจี้ยืนกรานเช่าวัวเทียมเกวียนเพื่อไปรับตัวนางกลับมา
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง น้องเล็ก” ฉินเหยาเรียกพวกเขาทีละคน
พี่น้องตระกูลหลิวทั้งสามพยักหน้ารับ นับว่ายังสุภาพ
พ่อเฒ่าหลิวที่กลั้นลมหายใจเอาไว้พลันถอนหายใจออกมาอย่างแรง ถามด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “เจ้าสารเลวสามนั่นเล่า”
ฉินเหยาวางจอบในมือไว้ที่หลังประตู เพราะนี่คือของที่มีค่าที่สุดในบ้านหลังนี้ตอนนี้
จากนั้นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ไปใช้หนี้แล้ว”
หลิวจ้ง พี่รองของหลิวจี้ไล่บี้ต่อว่า “คนที่มีเงินเพียงเหวินเดียวก็เอาไปซื้อถั่วลิสงครึ่งจานอย่างเขา จะเอาอะไรไปใช้หนี้ได้”
ฉินเหยาช้อนตาขึ้นมองชายทั้งสี่ตรงหน้าก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ไม่มีเงินจึงใช้ชีวิตชดใช้”
พ่อลูกทั้งสี่ตกใจมาก นี่หมายความว่าอย่างไรกัน
ฉินเหยาไม่มีทีท่าจะอธิบาย เพียงกล่าวต่อว่า “หากพวกท่านอยากไถ่ตัวเขาก็ได้ เอาเงินไปไถ่กันเอง อย่างไรข้าก็ไม่มีสักเหวินอยู่ดี”
สภาพของครอบครัวนี้เป็นอย่างไร มองแวบเดียวก็รู้ชัด คำพูดของนางทำให้หลิวเหล่าฮั่นและบุตรชายทั้งสามแย้งไม่ออก ทำได้เพียงนิ่งงันไป
“ท่านพ่อ กลับบ้านไปกินข้าวก่อนเถอะ ตอนเที่ยงพักสักหน่อย บ่ายยังต้องไปที่นากันอีก หรือว่าพวกเราต้องเอาเงินไปไถ่ตัวเจ้าสารเลวนั่นกลับมาจริงๆ บ้านเราก็ไม่มีเงินนะ ท่านพ่อท่านตั้งสติหน่อยเถอะ”
เจ้าสี่ หลิวเฝย บุตรคนเล็กของตระกูลหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
ปีนี้เขาเพิ่งอายุครบสิบสี่ปี เป็นลูกคนสุดท้องของหลิวเหล่าฮั่นและนางจาง พวกพี่ชายอายุมากกว่าเขาหลายปีจึงยอมให้เขาตลอดทำให้เขาเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจมากที่สุด
เขาไม่เชื่อหรอกว่าฉินเหยา สะใภ้ใหม่ผู้นี้จะไม่สนใจความเป็นความตายของสามีของตน ดังนั้นเมื่อนางที่เป็นภรรยาไม่ร้อนใจแล้วพวกเขาจะร้อนใจทำไม ที่บ้านก็ช่วยไปมากพอแล้ว
ลูกชายในตระกูลหลิวตั้งชื่อเรียงตามลำดับ ไป่ จ้ง ซู จี้ หลิวจี้เป็นคนที่สาม ตามหลักแล้วควรจะได้ชื่อว่าหลิวซูจึงจะถูก แต่หลังจากมีบุตรชายสามคนติดต่อกัน หลิวเหล่าฮั่นก็ไม่อยากมีลูกชายอีกจึงตั้งชื่อให้ว่า หลิวจี้ เพื่อแสดงว่านี่เป็นคนสุดท้ายแล้ว
แต่ใครจะคาดคิดว่า หลังจากมารดาแท้ๆของหลิวจี้เสียชีวิตไป หลิวเหล่าฮั่นก็แต่งกับนางจางแล้วทั้งสองกลับมีลูกชายออกมาอีกคน
หลิวเหล่าฮั่นมองดูบ้านที่เต็มไปด้วยเด็กผู้ชายอย่างจนใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเกิดมาแล้วจะจับไปกดน้ำให้ตายก็คงไม่ได้
บุตรชายทั้งสี่คน คนโตและคนรองเป็นคนกตัญญูและขยันขันแข็ง แม้แต่เจ้าสี่บุตรคนเล็กที่ชอบแย่งชิงผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ ตั้งแต่แปดขวบก็ลงนากับพ่อและพวกพี่ๆแล้ว
มีเพียงเจ้าสามบุตรทรพีผู้นี้ ตั้งแต่เล็กก็ไม่เชื่อฟัง เจ้าบอกให้เขาไปทางตะวันออกเขาก็จะไปทางตะวันตก เจ้าบอกให้เขายืนอยู่เฉยๆอย่าขยับ เขาก็จะปีนต้นไม้ให้ได้
ตอนที่ 5: ตักน้ำ
หลิวเหล่าฮั่นรู้ดีว่าบ้านเขามีบุตรชายมาก หากไม่อบรมสั่งสอนให้ดี บ้านนี้สักวันไม่ช้าก็ต้องแตกแยก ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับการอบรมเป็นที่หนึ่ง ใจเองก็แข็งมากเช่นกัน
แต่เจ้าสามนี่สิ เจ้าตีเขา เขาก็หนี เจ้าด่าเขา เขาก็ชี้นิ้วใส่หน้าเจ้าแล้วด่ากราดกลับ ใจแข็งนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย
ทำให้หลิวเหล่าฮั่นโกรธจนผมหงอกขาวในชั่วข้ามคืน
คนวัยสี่สิบกว่า แต่กลับมีผมหงอกขาวทั้งศีรษะ มองไปแล้วเหมือนคนอายุหกสิบอย่างนั้น
เมื่อเห็นว่าเจ้าหลิวสามอายุก็เกินสิบห้าปีแล้ว อบรมสั่งสอนไปก็ไม่ไม่เกิดผล นางจางจึงไปสอบถามได้เคล็ดลับจากผู้อื่นมาบอกว่าสตรีดุร้ายเท่านั้นจึงจะสามารถกำราบพวกดื้อด้านเช่นนี้ได้
ดังนั้นหลิวเหล่าฮั่นจึงคิดจะแต่งสะใภ้ที่เก่งกาจสักคนให้กับหลิวจี้เพื่อใช้ควบคุมเขา หลังแต่งงานก็จะให้ทั้งสองแยกออกไปอยู่ต่างหาก บ้านจะได้สงบ ตาไม่เห็นใจก็จะได้สงบ เขาเองก็ถือว่าได้ทำหน้าที่พ่ออย่างเต็มที่แล้ว
พ่อแม่ของเขาทุ่มเทสุดตัวเพื่อหาภรรยาให้หลิวจี้ สุดท้ายก็เลือกหญิงสาวที่ทั้งดุดันและมีความสามารถจากสกุลม่อ
ไม่คิดเลยว่าหลิวจี้เจ้าคนไม่เอาไหนผู้นี้จะสงบเสงี่ยมลงไปไม่น้อยจริงๆ
แต่ทุกคนล้วนคิดไม่ถึงว่า สตรีดีๆเช่นนี้กลับต้องมาตายเพราะคลอดลูกยาก
หลิวเหล่าฮั่นเสียใจหนักยิ่งกว่าหลิวจี้เสียอีก ในวันที่ย้ายโลงของสะใภ้สามไปฝังนั้น เขายังร้องไห้ไปตลอดทาง
ชีวิตหนอ นี่แหละคือชะตาของข้าหลิวเหล่าฮั่น! ชาติที่แล้วข้าไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรกับเจ้าหลิวจี้เอาไว้ ถึงได้ให้เขามาทวงหนี้เลือดกับข้าในชาตินี้!
ยามนี้ เมื่อหลิวเหล่าฮั่นนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ได้แต่กลัวว่าฉินเหยาจะทิ้งเจ้าสามและครอบครัวเอาไว้แล้วหนีไป
“เมียเจ้าสาม หากมีปัญหาอะไรก็ให้มาที่เรือนเก่า ครอบครัวจะได้ช่วยกันปรึกษาออกความเห็น อย่าเก็บเอาไว้คนเดียวเป็นอันขาด”
หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยกำชับอย่างจริงจัง
ฉินเหยาคิดว่าหลิวเหล่าฮั่นจะตำหนินาง แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเช่นนี้ นางจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” นางพยักหน้าตอบ
หลิวเหล่าฮั่นคิดว่านางเข้าใจความหมายของเขาและจะมาขอยืมเงินไปไถ่ตัวหลิวจี้จึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย
พี่น้องหลิวไป่ทั้งสามไม่พอใจในตัวหลิวจี้เป็นอย่างมาก เมื่อเห็นฉินเหยาตอบรับ พวกเขาก็คิดว่าอย่างไรเสียคนแรกที่ต้องเป็นกังวลก็ไม่ใช่พวกตน ในเมื่อภรรยาคนเขาก็ยังอยู่ พวกเขาจึงเร่งให้หลิวเหล่าฮั่นกลับไปกินข้าวก่อน
หลิวเหล่าฮั่นมองดูแม่ลูกทั้งห้าตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว ด่าหลิวจี้ว่าเป็นเจ้าสารเลว ก่อนเรียกบุตรชายแล้วพากันจากไป
ก่อนจะไป บิดาและบุตรชายทั้งสี่ส่งสายตาให้กับต้าหลางกับเอ้อร์หลาง บอกให้พวกเขาคอยดูแม่เลี้ยงให้ดี
แม้ตอนนี้ฉินเหยาจะดูผอมแห้งไม่น่าจะหนีไปไหนได้ไกล แต่เมื่อคิดถึงสภาพของบ้านเจ้าสามในตอนนี้ ใครๆก็คงอยากหนีไปให้พ้น ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉินเหยามองส่งพวกเขาเดินจากไปจนลับตา แล้วหันกลับมามองพี่น้องทั้งสี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน “หิวไหม”
พี่น้องทั้งสี่คนพยักหน้าตอบอย่างซื่อสัตย์
หลังจากวุ่นวายมาตลอดเช้า ฉินเหยาที่กินเผือกแปดหัวในตอนเช้าก็ย่อยหมดแล้วและเริ่มจะหิวขึ้นมาเหมือนกัน
ฉินเหยาหยิบเผือกสี่หัวที่ยังอุ่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมา ส่งให้พี่น้องทั้งสี่คน “คนละหัว กินรองท้องก่อน”
เมื่อครู่ฉินเหยาได้สำรวจบ้านทรุดโทรมนี้ไปแล้ว ในห้องสองห้องมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ พร้อมผ้าห่มที่ดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไร ไม่ต้องพูดถึงการซ่อนเงิน เพราะแม้แต่หนูยังไม่มีที่ให้หลบ
ยังดีที่มีเตาและหม้อเหล็กอยู่หนึ่งใบ แม้ว่าโอ่งน้ำจะว่างเปล่า ไม่มีอาหารจริงจังให้กิน นางจึงทำได้เพียงย่างเผือกกินต่อไป
ฉินเหยาเห็นกองฟืนเล็กๆข้างเตา เป็นกิ่งไม้หักๆ น่าจะเป็นต้าหลางหรือเอ้อร์หลางที่เก็บมาจากเชิงเขา
ฉินเหยาหยิบหินจุดไฟขึ้นมา ทำความสะอาดเตาอย่างรวดเร็วแล้วจุดไฟขึ้น
พี่น้องทั้งสี่คนยืนอยู่ข้างหลังนาง มองดูเผือกหอมกรุ่นในมือแล้วกลืนน้ำลายอย่างแรง ต่อหน้าอาหารเช่นนี้ พวกเขาแทบลืมไปแล้วว่าพ่อสารเลวของพวกเขาถูกพวกทวงหนี้แบกตัวไป
พวกเขายังมีความรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก
ซานหลางกับซื่อเหนียงยังเด็กเกินกว่าจะควบคุมสัญชาตญาณของตนเองได้ พวกเขายกเผือกขึ้นมาดมที่ปลายจมูกแล้วเลียริมฝีปากพลางมองไปยังพี่ชายทั้งสอง
ต้าหลางมองดูฉินเหยาเอาของดำๆในถุงที่ทำจากเถาวัลย์ฝังลงไปในกองไฟ รอจนสุกแล้วจึงแซะออกมา ปอกเปลือกและเอาเข้าปากกินจึงค่อยพยักหน้าให้กับน้องชายและน้องสาวที่อดใจไว้แทบไม่ไหว
“อร่อยจัง~” ซานหลางเพิ่งกัดเข้าไปคำเดียว ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นทันที
“นี่คือเผือก เดิมก็อร่อยมากอยู่แล้ว”
เสียงของฉินเหยาพลันดังขึ้น ทำเอาพี่น้องทั้งสี่ที่กำลังกินเผือกอย่างเอร็ดอร่อยถึงกับตัวแข็งทื่อ
เอ้อร์หลางสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเคยได้ยินชาวบ้านพูดว่าเผือกมีพิษ กินเข้าไปแล้วจะเป็นโรคประหลาด ทั้งตัวจะคันยิบๆ สุดท้ายก็จะตายเพราะเกาจนผิวหนังเปื่อยยุ่ย
เมื่อครู่ฉินเหยาเห็นพวกเขาสังเกตการกระทำของนางอย่างระแวดระวัง ยังนึกว่าพวกเขารู้ว่านี่คือเผือกถึงได้ระวังกันขนาดนี้
ที่แท้พวกเขาก็ไม่รู้อะไรเลยนี่เอง
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ แล้วกินเผือกในมือจนหมด ลุกขึ้นเดินไปยังพี่น้องทั้งสี่ หยิบเผือกสองหัวขึ้นมาพลางอธิบายว่า
“ยางของเผือกดิบหากโดนผิวหนังจะทำให้คัน ล้างน้ำก็หาย แต่เผือกสุกไม่มีปัญหานี้ กินอย่างวางใจเถอะ”
พูดจบ นางก็เอาเผือกในมือฝังลงไปในขี้เถ้าเพื่อย่างต่อ จากนั้นหยิบเผือกที่ย่างไว้ก่อนหน้านี้ออกมากองไว้ข้างกองไฟ ก่อนจะพยักหน้าเรียกต้าหลาง “ถังน้ำอยู่ไหน ข้าจะไปตักน้ำกลับมา พวกเราจะได้ทำความสะอาดบ้านกัน”
ชีวิตได้จุมพิตนางด้วยความเจ็บปวด แต่นางยังคงตอบแทนชีวิตด้วยบทเพลง
บ้านสกปรกแบบนี้ ฉินเหยาอยู่ไม่ได้แม้แต่คืนเดียว!
ต้าหลางที่ไม่ได้กินอาหารดีๆมานานอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะรู้สึกตัว กินเผือกในมือจนหมดแล้วเดินเข้าไปในบ้าน หยิบถังไม้อันหนักอึ้งออกมาจากมุมมืด
เด็กในชนบทแม้จะดูผอม แต่พวกเขาช่วยงานบ้านมาตั้งแต่เด็ก พละกำลังก็ไม่น้อยเลย
ต้าหลางถือถังน้ำแล้วบอกกับเอ้อร์หลางว่า “ข้ากับแม่เลี้ยงจะไปตักน้ำ”
เอ้อร์หลางพยักหน้า แม้ว่าบ้านจะทรุดโทรม แต่ไม่ใช่ทุกคนในหมู่บ้านจะมีจิตใจดี บางคนยิ่งเห็นว่าพวกเขาลำบาก ยิ่งหาโอกาสรังแก
เดิมทีบ้านมีถังไม้อยู่สองใบกับคานหาบหนึ่งอัน แต่ตอนพวกเขาพี่น้องพากันขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่าแล้วลืมเอาของไปซ่อนไว้ในบ้าน พอกลับมาถึงบ้าน คานหาบก็หายไป ถังไม้ก็เหลือเพียงใบเดียวแล้ว
พี่ใหญ่ไปตามหาจนทั่วหมู่บ้าน แต่ทุกบ้านบอกว่าไม่เห็น สุดท้ายก็ต้องปล่อยไป
ฉินเหยาเดินตามต้าหลางไปยังบ่อน้ำในหมู่บ้าน เอ้อร์หลางเห็นนางเดินห่างออกไปก็รีบวิ่งไปที่กองไฟ หยิบเผือกที่ฉินเหยาย่างทิ้งไว้แล้วแบ่งให้น้องชายและน้องสาว ส่วนตัวเองก็หยิบมากินหนึ่งหัว พลางกำชับทั้งสองว่า “กินช้าๆ อย่าสำลักเล่า”
ซานหลางกับซื่อเหนียงแก้มป่องเหมือนหนูแฮมสเตอร์ ปากขยับเคี้ยวอาหารพลางพยักหน้า “อืม อืม!”
ไม่นาน เผือกกองเล็กๆก็ถูกพี่น้องทั้งสามคนกินจนหมด
เอ้อร์หลางให้ซานหลางเฝ้ากองไฟดูเผือกที่ฝังอยู่ไม่ให้ไหม้ ส่วนตัวเองนั่งลงบนธรณีประตู พิงหัวกับกรอบประตู มือข้างหนึ่งลูบท้องตัวเอง อีกข้างหนึ่งลูบท้องป่องๆของซื่อเหนียง
พี่น้องสองคนมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา ความรู้สึกอิ่มท้องช่างดีเหลือเกิน
ทางด้านฉินเหยา นางถือถังน้ำเดินตามหลังลูกเลี้ยงคนโต ทั้งสองเดินไปในหมู่บ้านอย่างเงียบๆ
ฉินเหยาเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ต้าหลางเองก็ไม่คุ้นเคยกับแม่เลี้ยงจึงไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่เงียบ
ในหมู่บ้านมีบ่อน้ำ น้ำในบ่อนั้นใสสะอาดและหวานชื่นใจ ชาวบ้านจึงมาตักน้ำที่นี่
แต่หากเป็นการซักผ้าหรือใช้น้ำอย่างอื่น ต้องไปที่ปากหมู่บ้านซึ่งมีการกั้นน้ำจากแม่น้ำรวมไว้ในบ่อเล็กๆ ใช้ร่วมกันทั้งล้างผัก ซักผ้า รวมถึงเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างวัว ม้า หมู และแกะ
เนื่องจากเป็นน้ำไหลจึงไม่สกปรก แต่ครอบครัวที่อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำในหมู่บ้านก็มักไม่นิยมใช้น้ำจากบ่อเล็กเพื่อดื่ม
หลิวจี้มักถูกคนในหมู่บ้านกีดกัน หลังจากแยกออกจากเรือนเก่าของตระกูลหลิว เขาก็สร้างบ้านบนเนินเตี้ยๆทางทิศเหนือของหมู่บ้านซึ่งอยู่ต้นน้ำ ทำให้ไปตักน้ำจากแม่น้ำสะดวกกว่า
แต่ต้าหลางพานางมาที่บ่อน้ำในหมู่บ้าน นางเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกไม่ค่อยเข้าใจเรื่องในหมู่บ้านนักจึงคิดว่าควรตามเขาไปก่อน
ตอนที่ 6: อาบน้ำ
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ชาวบ้านกำลังกินข้าวเที่ยง พื้นที่รอบบ่อน้ำจึงแทบไม่มีคน
ต้าหลางผูกเชือกกับหูถังอย่างคล่องแคล่วแล้วโยนลงไปในบ่อ เขย่าเล็กน้อยให้ถังพลิกจนน้ำเต็ม
แต่ถังน้ำที่เต็มแล้วหนักมาก เด็กชายดูเหมือนจะลำบากเล็กน้อย เนื่องจากขอบบ่อไม่มีอุปกรณ์ช่วยยก มีเพียงปากบ่อเรียบโล่ง
ฉินเหยาเดินเข้าไปจับเชือก ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ยกถังน้ำขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
ต้าหลางมองดูฉินเหยาที่ยกถังน้ำหนักอันหนักอึ้งขึ้นมาอย่างประหลาดใจ แววตาที่เคยเฉยชากลับมีประกายขึ้นเล็กน้อย
ฉินเหยานำโถดินสองใบที่นางดื่มน้ำหมดไปในตอนเช้ามาด้วย นางเทน้ำในถังลงในโถจนเต็ม
นางใช้น้ำที่เหลือเล็กน้อยล้างถังไม้ให้สะอาดแล้วโยนกลับลงไปในบ่อ จากนั้นทำตามวิธีที่ต้าหลางทำก่อนหน้านี้และตักน้ำขึ้นมาอีกถังจนเต็ม
ฉินเหยาถือถังน้ำในมือข้างหนึ่ง อีกข้างกอดหม้อดินหนึ่งใบ ส่วนอีกใบต้าหลางเป็นคนอุ้มไว้ในอ้อมอก
อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้น้ำกลับบ้านมากขนาดนี้ เด็กชายที่เคยมีท่าทีแก่แดดจึงเผยรอยยิ้มน้อยๆใสซื่อบนใบหน้า
อาจเพราะได้กินอะไรบ้าง ทำให้มีแรงขึ้น การก้าวเท้ากลับบ้านจึงดูเบาขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านแม่!”
ฉินเหยาและต้าหลางยังเดินไปไม่ถึงหน้าบ้านก็เห็นเงาของเด็กตัวเล็กๆยืนอยู่บนเนินเขา เรียกพวกเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เมื่อเห็นนาง เด็กน้อยรีบก้าวขาเล็กๆวิ่งล้มลุกคลุกคลานมาหานางทันที
“ช้าๆหน่อย!” ฉินเหยารีบร้องเตือน
แต่เด็กที่โตมาในชนบทนั้นแข็งแรง ซื่อเหนียงที่ดูผอมบางสะดุดล้มกลางทาง แต่ลุกขึ้นเองได้ เอามือเลอะเทอะเช็ดหน้า ทำให้หน้ามอมแมมยิ่งกว่าเดิมแล้วยิ้มโง่งมให้อย่างไม่รู้สึกเจ็บ
ซื่อเหนียงเข้ามาใกล้ฉินเหยา ยืนชิดนางอย่างรู้งาน พร้อมเสนอจะช่วยยกถังน้ำ
ฉินเหยาเห็นว่าซื่อเหนียงไม่ได้รับบาดเจ็บจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก นางไม่ยอมให้เด็กช่วยยกถังน้ำ แต่บอกให้เดินตามไปแทนและห้ามวิ่งอีกเพราะอาจล้มได้
ซื่อเหนียงพยักหน้าตามอย่างว่าง่าย เดินไปสองก้าวก็ถามอย่างห่วงใยว่า “ท่านแม่ หนักไหม”
“ท่านแม่ เหนื่อยหรือเปล่า?”
“ท่านแม่ ท่านแม่…”
ฉินเหยารู้สึกจนใจ เด็กคนนี้ที่แท้เป็นคนพูดมาก
นางพยายามตอบทุกคำถามของเด็กด้วยความอดทนที่สุด “ไม่หนัก ไม่เหนื่อย”
เอ้อร์หลางและซานหลางช่วยกันเช็ดสิ่งสกปรกในโอ่งน้ำเรียบร้อยแล้ว พี่น้องทั้งสามคนแรงน้อยจึงมักใช้แต่ถังน้ำเล็กๆในการเติมน้ำ โอ่งน้ำนี้ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ซื่อเหนียงที่ยืนอยู่ข้างหลังถอยออกไปแล้วเทน้ำในถังลงไปในโอ่ง
น้ำหนึ่งถังรวมกับน้ำในโถดินอีกสองใบ เติมได้เพียงหนึ่งในสามของโอ่งเท่านั้น ยังต้องไปตักมาอีกสองรอบถึงจะเต็ม
ฉินเหยาหันกลับไปมองพี่น้องทั้งสี่ของตระกูลหลิวที่ยืนเรียงกันอยู่ตรงหน้าแล้วเริ่มแบ่งงาน
“ในบ้านสกปรกมาก เอ้อร์หลาง ซานหลาง พวกเจ้าสองคนหยิบไม้กวาดไปทำความสะอาดสองห้องให้เรียบร้อย ข้ากับต้าหลางจะไปตักน้ำเพิ่ม อ้อ แล้วก็ต้มน้ำร้อนอีกหม้อด้วย พอกลับมาจะได้ล้างตัวกัน”
ต้าหลางอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความกังวลว่า “แล้วเรื่องที่นาเล่า?”
บ้านอื่นๆเกือบจะปลูกข้าวสาลีเสร็จกันเกือบหมดแล้ว แต่บ้านพวกเขายังไม่ได้เริ่มปลูกเลย
ในสายตาของต้าหลาง ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการเพาะปลูกอีกแล้ว ช่วงสองวันนี้อากาศกำลังดี หากพลาดช่วงเวลานี้ไป ข้าวสาลีอาจเติบโตได้ไม่ดี
ฉินเหยารู้ดีว่าการเพาะปลูกเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาตอนนี้คือในบ้านไม่มีเมล็ดข้าวสาลีเลย จะเอาอะไรไปปลูกเล่า
“ยังไม่ต้องรีบลงนา จัดการทำความสะอาดห้องที่จะนอนคืนนี้ก่อน”
พูดจบ นางก็เติมน้ำจนเต็มหม้อเหล็กบนเตา หยิบถังน้ำเปล่ากับโถดินแล้วส่งสัญญาณให้ต้าหลางตามมา ก่อนเดินตรงไปยังหมู่บ้าน
ซื่อเหนียงเห็นพี่รองกับพี่สามยังยืนงงอยู่ นางจึงหยิบไม้กวาดขึ้นมาแล้วเริ่มทำความสะอาดห้องเอง
ทำตามที่ท่านแม่บอกต้องไม่ผิดแน่!
หลิวเอ้อร์หลางไม่เข้าใจความคิดของแม่เลี้ยงผู้นี้เลย บ้านหลังนี้อยู่กันมาหลายปีแล้วก็เป็นแบบนี้ตลอด ทำไมต้องมาทำความสะอาดด้วย
ซานหลางกระตุกแขนพี่ชายแล้วถามว่า “พี่รอง ถ้าเราไม่เชื่อฟัง แม่เลี้ยงจะตีเราหรือไม่”
พี่น้องทั้งสองสบตากันแล้ว.อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพฉินเหยาที่รับมีดด้วยมือเดียวเมื่อครู่อย่างดุดัน ทั้งสองตัวสั่นขึ้นอย่างพร้อมเพรียงแล้วรีบต้มน้ำ กวาดพื้นและเช็ดโต๊ะทันที
รอจนฉินเหยาตักน้ำมาเติมจนเต็มโอ่ง พื้นในบ้านก็ถูกพี่น้องทั้งสามทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ขยะที่กวาดออกมาถูกนำไปทิ้งใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน
โต๊ะเตี้ยขาหักในห้องหลักก็ถูกเช็ดจนสะอาดหมดจด พื้นหน้าประตูบ้านก็ถูกกวาดแล้ว เหลือเพียงใยแมงมุมบนที่สูงที่ยังไม่ได้จัดการเพราะส่วนสูงไม่ถึง
ฉินเหยาตรวจดูรอบหนึ่งก็รู้สึกพอใจพอสมควร พอดีที่น้ำในหม้อเดือดแล้ว นางจึงหยิบอ่างไม้เก่าๆหนักอึ้งใต้เตียงออกมา ผสมน้ำร้อนให้พอดีแล้วเรียกซื่อเหนียงกับซานหลางเข้ามาอาบน้ำก่อน
ช่วงนี้แดดกำลังดี อาบน้ำเร็วๆ จะได้ไม่หนาวจนเป็นหวัด
เส้นผมของฝาแฝดชายหญิงไม่รู้ว่าไม่ได้สระมานานแค่ไหนแล้ว พันกันยุ่งเหยิงไปหมด หากมีกรรไกรฉินเหยาคงตัดออกทั้งหมด แต่เสียดายที่ไม่มี
ฉินเหยาช่วยซื่อเหนียงถอดเสื้อผ้าแล้วบอกให้ซานหลางถอดเอง แม้ว่าทั้งคู่จะอายุแค่สี่ปี แต่ตั้งแต่เล็กก็ไม่เคยมีแม่ส่วนพ่อก็ไม่สนใจ พวกเขาจึงเรียนรู้การแต่งตัวและใส่รองเท้าเองและยังสามารถช่วยพี่ชายทำงานในไร่ได้แล้ว
ซื่อเหนียงกระโดดลงไปในอ่างน้ำอย่างดีใจ ส่วนซานหลางจับเสื้อผ้าของตัวเองแล้วบิดไปมาด้วยความเขินอาย
ฉินเหยากำลังรีบ เวลาไม่รอใคร ดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้แขวนอยู่บนท้องฟ้าตลอดไป นางจึงเอ่ยเสียงหนักขึ้น “ซานหลาง รีบหน่อย”
ระหว่างเอ่ยเร่งก็ขยับมือไม่หยุด กดตัวเด็กน้อยลงไปในน้ำแล้วขัดอย่างแรง ดูแล้วเหมือนน่ากลัวมาก แต่นางควบคุมแรงเอาไว้ ซื่อเหนียงจึงไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
แต่ในสายตาของซานหลาง นั่นคือภาพที่น่ากลัวในอีกแบบหนึ่ง
เด็กๆตัวเปื้อนโคลนหนา น้ำที่ใช้ล้างพวกเขาใช้แค่ครั้งเดียวก็ขุ่นแล้ว ฉินเหยาจึงสั่งไปทางด้านนอกทันที “ต้าหลาง เติมน้ำลงหม้ออีกหน่อย!”
แล้วเอ่ยเร่งรัดเด็กๆที่อยู่ข้างหน้าอีก “เข้ามา”
ซานหลางหน้าแดงทั้งสองมือปิดจุดสำคัญของตัวเอง ก้าวข้ามเข้าไปในอ่างน้ำด้วยท่าทางเหมือนจะร้องไห้
ฉินเหยารู้สึกจนใจ “ร้องไห้ทำไม ข้าก็ไม่กินคนหรอกน่า”
ซานหลางคิด ‘ฮือๆๆ แม่เลี้ยงน่ากลัวจริงๆ!’
ฉินเหยาดึงแขนเขาขึ้นมาแล้วเริ่มขัดโคลนออก ร้อนจนเหงื่อออกเต็มศีรษะไปหมด นางเพียงคิดอยากให้เด็กทั้งสองสะอาดเร็วๆ จึงไม่สนใจอารมณ์ของซานหลางที่พังทลายไปแล้ว ไม่นานก็ขัดเสร็จจนครบทั้งสองคน
บ้านยากจนไม่มีแม้แต่ผ้าขนหนู ฉินเหยาทำได้เพียงบอกให้เด็กๆห่มเสื้อผ้าสกปรกของตัวเองต่อไปแล้วยกน้ำสกปรกออกไปเท รีบไปเปลี่ยนน้ำร้อนสะอาดอีกอ่างมาแล้วอาบอีกรอบจนนับว่าพอใจ
แม้เสื้อผ้าจะยังสกปรกอยู่ แต่อย่างน้อยบนร่างกายก็ไม่มีกลิ่นแปลกๆเหมือนเดิมอีกแล้ว
ถึงตาของเด็กโตสองคน ฉินเหยาช่วยเตรียมอ่างไม้และน้ำร้อนให้แล้วบอกให้พวกเขาอาบเอง
ทั้งยังเตือนเป็นพิเศษว่า “ขัดรักแร้และก้นให้ดีๆนะ”
ที่นี่ไม่มีการใช้กระดาษในการทำธุระส่วนตัวและยังไม่มีกระดาษ ทั้งยังไม่มีเงินพอที่จะซื้อกระดาษมาใช้อีกด้วย
ชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ใช้ใบไม้และไม้เป็นหลัก เก็บมาใช้ตามสะดวก คนที่มีความคิดละเอียดอ่อนหน่อยก็จะผ่าไม้ไผ่ทำเป็นแผ่นไม้กว้างสองข้อนิ้ว ขัดขอบให้เรียบ ใช้ครั้งละแผ่น ผ่าครั้งหนึ่งก็ใช้ได้ห้าถึงหกวัน
สำหรับตระกูลหลิวที่มีสภาพเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่สามารถใช้แผ่นไม้ไผ่ได้ ตอนนางเพิ่งช่วยเด็กทั้งสองคนอาบน้ำ ภาพนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่าขนาดไหน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเองก็หน้าแดงถึงใบหู พูดเสียงเบาว่ารู้แล้วแล้วเดินเข้าไปในบ้านเพื่ออาบน้ำ
เห็นในโอ่งยังมีน้ำเหลืออยู่ ฉินเหยาจึงใช้ถังไม้ตักน้ำร้อนเข้าไปเช็ดตัวในบ้านบ้าง
แม้ว่าจะไม่ได้อาบน้ำ แต่ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ สามารถเช็ดตัวได้ฉินเหยาก็นับว่าพอใจแล้ว
หลังจากเช็ดตัวเสร็จ ฉินเหยาถือโอกาสในช่วงแดดดี ถือพร้าเดินไปที่เขาหลังบ้าน ฟันกิ่งไม้สองสามอันเพื่อมาทำเป็นราวตากผ้าแบบง่ายๆ แล้วนำเครื่องนอนที่ถมเป็นก้อนมาตบๆ แล้วตากไว้เพื่อขจัดกลิ่นอับและความชื้น
ตอนที่ 7: ปั่นเชือก
ตลอดทั้งบ่าย ฉินเหยาไม่ได้หยุดมือเลย นางวุ่นวายทั้งหน้าบ้านหลังบ้านไม่ได้ว่างเว้น
เมื่อตากเครื่องนอนเสร็จ นางก็ถอดแผ่นกระดานรองเตียงและฟางบนเตียงออกมาทั้งหมดแล้วนำไปตากตรงหน้าประตูเรือน
ระหว่างนั้น เมื่อพลิกฟางขึ้นมา ฉินเหยากลับพบรังหนูตายทั้งรัง นับว่าน่าตกตะลึงยิ่งนัก
เมื่อจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จ นางก็ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นไม้กวาดเข้าไปกวาดใยแมงมุม เพียงขูดเศษดินก็ร่วงลงมาเป็นสาย ผนังบางลงอย่างเห็นได้ชัด
ผนังคุณภาพเยี่ยงกากเต้าหู้เช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงหิมะตกหนักเลย เพียงฝนลงแรงสักครั้งยังอาจพังครืนได้!
“แต่ก่อนพวกเจ้าใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่ นี่มันชีวิตคนหรือ” ฉินเหยาที่โดนเศษดินหล่นใส่จนเปื้อนใบหน้าอีกครั้ง อดไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงเอ่ยวาจาเหน็บแนมออกมาประโยคหนึ่ง
ไม่ใช่วันสิ้นโลกที่มีภัยพิบัติหรือเหล่าซอมบี้ ชีวิตปกติสุขแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นเช่นนี้ได้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ!
พี่น้องตระกูลหลิวที่เพิ่งอาบน้ำจนสะอาดได้ยินดังนั้นก็พากันหน้าแดง ก้มหน้าด้วยความอับอาย เท้าเปล่าขยุ้มพื้นนึกอยากขุดดินหนี
ด้วยพ่ออย่างหลิวจี้ไม่ใส่ใจ เด็กๆเหล่านี้จึงไม่รู้จักดูแลตนเอง เด็กในหมู่บ้านไม่ยอมเล่นด้วยเพราะรังเกียจว่าพวกเขาสกปรกเหม็นสาบ
แม้พวกเขายังไม่ได้กระทำสิ่งใด เพียงเดินเข้าใกล้ผู้อื่นสักนิดก็ถูกด่าทอแล้ว
เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอคติและความรังเกียจเช่นนี้ จิตใจของสี่พี่น้องจึงเปราะบางมาก คิดว่าฉินเหยารังเกียจพวกเขาจึงถอยหลังไปสองก้าวเงียบๆ
ฉินเหยากวาดผนังจนสะอาด เมื่อรู้สึกถึงสายลม นางจึงรีบนำแผ่นกระดานมาทับฟางที่ตากไว้ให้แน่น ไม่ให้ปลิวกระจายไปทั่ว
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น พอหันกลับมาก็เห็นเด็กทั้งสี่กำลังมองนางด้วยแววตาอับอายและขุ่นเคือง
“เป็นอะไรไป” ฉินเหยาทำหน้างง นางไม่ได้ดุพวกเขาสักหน่อยนี่
สี่พี่น้องพร้อมใจกันส่ายหน้า
ฉินเหยาเช็ดเหงื่อ เท้าเอวแล้วถามต้าหลางว่า “รู้ไหมว่ามีฟางแห้งที่ไหนบ้าง?”
ต้าหลางพยักหน้า ถามว่าฉินเหยาจะเอาฟางไปทำอะไร ฉินเหยาไม่ตอบแต่ชี้ไปที่เท้าเปล่าของพวกเขาทั้งสี่ และรองเท้าฟางผุๆของตนที่พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ
ต้าหลางเข้าใจในทันที เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงต่างตาเป็นประกาย แม่เลี้ยงจะทำรองเท้าฟางให้พวกเขาหรือ
ในวันสิ้นโลก ทรัพยากรขาดแคลน แม้แต่รองเท้าคู่หนึ่งก็เป็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้คนแย่งชิงกัน
ข้างบ้านฉินเหยามีผู้เฒ่าคนหนึ่งสานรองเท้าฟางเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของโดยเฉพาะ ตอนที่นางว่างจากทำภารกิจก็ไปเรียนอยู่บ้าง
ถึงจะไม่ประณีตเหมือนของที่ขายในตลาด แต่ใส่ในชีวิตประจำวันได้ไม่มีปัญหาแน่นอน
ฉินเหยาตามต้าหลางและเอ้อร์หลางไป พวกเขาทำท่าลับๆล่อๆราวกับขโมยอย่างนั้น พอมาถึงนาข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวไปได้ไม่นานของหลิวเหล่าฮั่น ที่นั่นยังมีฟางกองอยู่หลายกองยังไม่ได้ขนกลับ
ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย “หยิบไปเลยไม่เป็นไรแน่หรือ”
ต้าหลางไม่ตอบ แต่จากความคล่องแคล่วของมือก็เห็นได้ชัดว่าเขาทำแบบนี้เป็นประจำ
เอ้อร์หลางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า “พ่อบอกไว้ว่าของของปู่ก็คือของพ่อ ของของพ่อก็คือของพวกเรา หยิบของบ้านตัวเองไปใช้นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว”
ฉินเหยาเบิกตาโพลง เจ้าหลิวจี้นี่สอนอะไรเหลวไหลให้เด็กเนี่ย!
แต่พอมองฟางกองใหญ่ในอ้อมแขนของตนเอง ฉินเหยาจึงเลือกที่จะเงียบ
นางส่งสัญญาณให้สองพี่น้องรีบหน่อย ทั้งสามคนต่างอุ้มฟางคนละกองใหญ่ ไม่นานก็หายลับไปในทุ่งนา
บ้านของหลิวจี้อยู่ห่างไกล พอใกล้ถึงบ้าน ทั้งสามจึงค่อยๆชะลอฝีเท้า หลักๆคือเพราะเด็กทั้งสองด้านหลังตามไม่ทัน พวกเขาหอบราวกับจะขาดใจ เผือกที่เพิ่งกินไปตอนเที่ยงเหมือนถูกใช้ไปจนหมดในคราวนี้แล้ว
“ทำ…ทำไมเจ้าถึงวิ่งเร็วเช่นนี้” ต้าหลางถามด้วยความสงสัยพลางหอบ
ฉินเหยาตอบอย่างจริงจัง “เพราะข้าโตกว่าพวกเจ้า ขาข้าจึงขายาวกว่า”
ต้าหลางไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่กล้าถามต่อ
เอ้อร์หลางหายใจได้คล่องขึ้นแล้วจึงรีบก้าวอีกสองก้าวตามฉินเหยาไป “เจ้าจะทำรองเท้าให้พวกเราหรือ เจ้าสานรองเท้าฟางได้ด้วยหรือ”
งานนี้มีแต่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเท่านั้นที่ทำเป็น ก่อนหน้านี้เขากับพี่เคยคิดจะแอบเรียนก็เกือบโดนตีไปรอบหนึ่ง
ฉินเหยาหยุดเท้ากะทันหัน
สองพี่น้องที่ตามหลังมารีบหยุดแทบไม่ทัน ไม่อย่างนั้นคงชนท้องนางเข้าเต็มๆ
ใบหน้าคล้ำแดดของพวกเขายังขึ้นสีเล็กน้อย “อะ…อะไรหรือ”
ฉินเหยาหนีบฟางไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วใช้อีกมือตบหัวพวกเขาเบาๆ “อะไรคือ ‘เจ้าๆๆ’ แบบนี้ไม่สุภาพ ต้องเรียกข้าว่าท่านน้า”
ทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย หลังจากนั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นแล้วเรียกพร้อมกันว่า “ท่านน้า”
ฉินเหยายิ้มอย่างพอใจ “แบบนี้ค่อยดีหน่อย ถึงบ้านแล้ว วางฟางลงแล้วช่วยข้าลอกเปลือกนอกที่เปราะออกทิ้ง เหลือไว้แต่แกนแข็งแรงข้างในก็พอ”
สองพี่น้องรับคำแล้ววางฟางไว้ใต้ชายคา
ล้วนเป็นเด็กที่เชื่อฟังทีเดียว ฉินเหยาลอบพอใจเงียบๆ
จริงๆ หากจะให้พวกเขาเรียกว่าท่านแม่ ไม่ต้องพูดว่าพวกเขาไม่เต็มใจเลย แต่ตัวนางเองก็รู้สึกแปลกๆ เรียกว่าท่านน้าก็ดีมากแล้ว
ซานหลางกับซื่อเหนียงที่รอพวกเขาอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงหน้าประตูจึงเปิดออกมา ฉินเหยาเรียกพี่น้องทั้งสองไว้ บอกว่าต่อไปให้เรียกนางว่าท่านน้า
ซานหลางงงเล็กน้อย ไม่ใช่ให้เรียกว่าท่านแม่หรือ
เอ้อร์หลางถลึงตาใส่น้องชาย เจ้าโง่ เรียกท่านน้าก็ดีแล้ว พวกเรามีท่านแม่ของเราอยู่แล้ว ใครจะไปเรียกหญิงแปลกหน้าว่าแม่เล่า
ต้าหลางปัดเศษฟางที่มือ เดินมาหาซานหลางกับซื่อเหนียงแล้วเอ่ยเร่งว่า “ซานหลาง ซื่อเหนียง เรียกท่านน้าสิ”
ซานหลางเอ่ยเสียงเบา “ท่านน้า…”
ฉินเหยารับคำเสียงหนึ่งแล้วลูบหัวเล็กๆของเขา “ไปช่วยดูฟางที่ตากไว้ อย่าให้ลมพัดปลิวหายไปนะ”
เมื่อได้รับหน้าที่ของตนเอง ซานหลางก็ยิ้มเขินพลางพยักหน้า หยิบไม้ฟืนเล็กๆมาใช้เป็นไม้ค้ำอย่างอารมณ์ดี ยืนเฝ้ากองฟางอย่างตั้งใจ
ซื่อเหนียงกลับโผเข้ามากอดฉินเหยาเอาไว้แน่น เอ่ยทั้งน้ำตาว่า “ข้าต้องการท่านแม่ ข้าต้องการท่านแม่ ข้าต้องการท่านแม่!”
ต้าหลางมองฉินเหยาด้วยความประดักประเดิด น้องสาวยังเด็กเกินกว่าจะพูดด้วยเหตุผล อีกทั้งฉินเหยาเองก็อยู่ตรงหน้า คนเขาเพิ่งจะเตรียมทำรองเท้าฟางให้พวกตน หากเขาบอกว่านางไม่ใช่ท่านแม่แล้วห้ามน้องสาวไม่ให้โวยวายก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ โบกมือให้ต้าหลางที่ลำบากใจเป็นสัญญาณให้ไปฉีกฟางต่อ จากนั้นค่อยๆดึงเจ้าตัวน้อยที่เกาะขานางอยู่ออกอย่างนุ่มนวลแล้วปลอบใจว่า
“จะเรียกท่านแม่ก็ได้ จะเรียกท่านน้าก็ได้ เรียกตามใจได้เลย แต่ต้องเชื่อฟังดีหรือไม่”
ซื่อเหนียงรีบยกมือเล็กๆปาดน้ำตา ยิ้มสดใสให้ฉินเหยา “อืม”
“ซื่อเหนียงเป็นเด็กดีจริงๆ” ฉินเหยาค่อยๆเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าซื่อเหนียงแล้วยื่นฟางกำเล็กๆให้เป็นของเล่น บอกให้นางนั่งตรงธรณีประตูคอยดูพวกเขาทำงาน ห้ามวิ่งไปไหน
ในบ้านไม่มีลานไม่มีรั้ว เด็กๆครู่ดียวก็หายตัวไปได้ ต้องให้อยู่ในสายตาถึงจะสบายใจ
พอจัดการเด็กเล็กเรียบร้อย ฉินเหยาก็นำเด็กโตสองคนเริ่มสานรองเท้าฟาง
ปกติการทำรองเท้าต้องใช้โครงเฉพาะ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีอุปกรณ์พร้อม ฉินเหยาจึงใช้พร้าเหลากิ่งไม้หลายอันมาทำเป็นโครงแทนก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน
ก่อนทำรองเท้าฟางต้องเตรียมฟางให้พร้อม ถักเป็นเชือกฟางเส้นเล็กๆก่อน ถึงจะนำไปขึ้นโครงสานเป็นรองเท้าได้
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางแรงน้อย ถูเชือกไม่แน่นดีจึงช่วยได้แค่ขั้นตอนเตรียมฟาง ส่วนงานที่เหลือฉินเหยาต้องทำเอง
ตลอดบ่าย ฉินเหยาเอาแต่ถูเชือกจนฝ่ามือร้อนแทบลุกเป็นไฟ ถึงได้ถูหญ้าฟางที่เก็บมาทั้งหมดเสร็จ
ดวงอาทิตย์คล้อยไปทางตะวันตก เมื่อม้วนเชือกเก็บไว้ในบ้านแล้ว ฉินเหยาไม่ทันได้ดื่มน้ำสักอึกก็เรียกเด็กๆในบ้านให้ช่วยขนที่นอนผ้าห่มและฟางที่ตากไว้กลับเข้าบ้าน จัดเตียงใหม่สองเตียง
ในห้องหลัก ถอดแผ่นรองเตียงออกครึ่งหนึ่ง เหลือเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียงทำให้พื้นที่กว้างขึ้น เอาโต๊ะเตี้ยที่ใช้วางอาหารมาตั้งกลางห้อง กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์
เด็กสี่คนมีห้องแยกต่างหาก นอนในห้องเล็ก ฉินเหยาเอาแผ่นรองเตียงจากห้องหลักมาเสริมทำให้เตียงกว้างขึ้น เด็กสี่คนจะได้นอนด้วยกันไม่เบียด
เตียงที่ปูใหม่มีกลิ่นฟางผสมกับกลิ่นแดดอ่อนๆ ซื่อเหนียงปีนขึ้นไปกลิ้งบนเตียงพลางเอ่ยด้วยความดีใจว่า “ท่านแม่ นุ่มจังเลย~”
ตอนที่ 8: ขายรองเท้าฟาง
มื้อเย็น ฉินเหยาทำเผือกต้ม
อย่ามองว่านางหอบเผือกสองถุงใหญ่กลับมาแล้วจะเพียงพอ บ้านนี้มีห้าปาก อีกทั้งแต่ละคนยังหิวโซ เผือกราวห้าสิบจิน กินแค่สองมื้อก็เหลือเพียงครึ่งเดียวแล้ว
นี่ขนาดฉินเหยาพยายามควบคุมตนเองไม่กล้ากินมากกว่านี้แล้ว หากนางกินให้อิ่มสักแปดส่วน คาดว่าคงเหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
พอหลิวต้าหลางกับคนอื่นๆอิ่มกันแล้ว เห็นอาหารเหลือเพียงนิดเดียวก็อดเสียใจไม่ได้ที่ไม่ยั้งปากเอาไว้
ฉินเหยากลับไม่คิดมากเช่นนั้น ในภูเขายังมีเผือกอีกมาก หากขุดกลับมาหมดน่าจะพอกินได้สักหนึ่งเดือน
ช่วงสั้นๆนี้ นางไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายแล้ว
เพียงแต่ว่าในอุณหภูมิและความชื้นแบบนี้ เผือกเก็บไว้นานไม่ได้ ต้องขุดมาตอนจะกินเท่านั้น
ฉินเหยารู้สึกโชคดีที่ไม่มีใครกินเผือก ไม่อย่างนั้นเสบียงที่ได้มาเปล่านี้คงไม่เหลือแล้ว
ค่ำคืนนั้นหลังอิ่มท้อง ฉินเหยาก็เริ่มสานรองเท้าฟางใต้แสงคบไฟ
แรกๆยังไม่คล่องมือนัก พอชินมือแล้วนางก็สานได้เร็วขึ้น
ฝาแฝดชายหญิงหาวไม่หยุด ฉินเหยาบอกให้ไปนอน ทั้งคู่ก็ไม่ยอม เอาแต่มองรองเท้าฟางในมือนางด้วยความคาดหวัง รอใส่รองเท้าใหม่
ฉินเหยาทั้งสงสารทั้งอับจนหนทางจึงปล่อยให้พวกเขาอยู่รอต่อไปแบบนั้น
บ้านหลิวจี้อยู่ในที่ห่างไกล รอบด้านเงียบสงัดมีเพียงเสียงสัตว์ป่าบนภูเขาดังแว่วมาเป็นระยะ
อาจเพราะบรรยากาศชวนให้นึกถึงเรื่องร้าย ต้าหลางกับเอ้อร์หลางจึงหวนคิดถึงบิดาสารเลวที่ถูกหิ้วตัวไป ทั้งสองแอบเหลือบมองฉินเหยา คิดจะถามแต่ก็ไม่กล้า
ในที่สุดต้าหลางก็ทนไม่ไหว ขณะที่กำลังจะถามฉินเหยาว่าจะไปไถ่ตัวท่านพ่อเมื่อไหร่ดีก็พอดีกับที่ฉินเหยาสานรองเท้าฟางคู่แรกเสร็จแล้วส่งมาตรงหน้าเขา
“ลำดับอาวุโสสำคัญ คู่นี้ให้ต้าหลางก่อน” ฉินเหยาพูดจบก็หยิบเชือกฟางมาสานคู่ที่สองต่อ
วันนี้นางเหนื่อยมาทั้งวัน สานเพิ่มให้ตัวเองอีกคู่แล้วจะไปพักผ่อนแล้ว
คำถามที่ต้าหลางเตรียมจะเอ่ยกลับต้องกลืนกลับลงไป
ทว่าพอเห็นรองเท้าฟางคู่นั้นที่สานแน่นหนา แค่มองดูก็รู้สึกแข็งแรงสวมสบาย เด็กชายก็หยิบรองเท้าจากบนโต๊ะลงมาด้วยความยินดี ลองเทียบกับเท้าตนเองท่ามกลางสายตาอิจฉาของน้องๆ
ไม่รู้ว่าฉินเหยาตั้งใจหรือแค่บังเอิญ แต่ขนาดพอดีเป๊ะ
เป็นรองเท้าฟางแบบคีบ แม้สู้รองเท้าผ้าไม่ได้ แต่สำหรับต้าหลางที่แทบไม่มีรองเท้าใส่ นี่ก็ดีเลิศแล้ว
เขาหยิบรองเท้ามาดูซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะกอดไว้แนบอกด้วยความถนอม ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะล้างเท้าให้สะอาดก่อนแล้วค่อยใส่
เอ้อร์หลางกับอีกสองคนอิจฉาอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่าตนก็จะได้เหมือนกันจึงรอคอยอย่างอดทน
น่าเสียดาย คืนนี้ฉินเหยาทำได้เพียงสองคู่เท่านั้น
สามพี่น้องทำได้เพียงคอตกกลับไปนอน พร้อมตั้งตารอวันพรุ่งนี้มาถึง
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเหยาสวมรองเท้าฟางคู่ใหม่ กินเผือกต้มที่เหลือจากเมื่อวานสองหัวแล้วแบกจอบออกจากบ้าน
หลิวต้าหลางถูกปลุกด้วยเสียงเคลื่อนไหวของนาง นึกอยากไปด้วย แต่ว่าฉินเหยาปฏิเสธ
นางไปคนเดียวจะเร็วกว่า หากต้าหลางไปด้วย นางต้องเสียเวลาและกำลังคอยดูแลเขา
ฉินเหยาไปไวกลับไว ขุดเผือกได้สองถุงก็กลับมาแล้ว
เป้าหมายในตอนนี้คือต้องฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงก่อน สัตว์ป่าในภูเขาปล่อยไปก่อน รอให้นางฟื้นตัวดีและมีอุปกรณ์ครบครันแล้วค่อยว่ากันใหม่
ดังนั้น พอขุดเผือกปริมาณสำหรับพอกินสามวันแล้ว นางก็รีบลงจากภูเขาทันที
เพราะร่างกายคือทุนสำคัญ ตอนนี้ยังหักโหมมากไปไม่ไหว
เด็กๆในบ้านทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย รอให้นางกลับมาก่อนถึงจะเริ่มกิน
สำหรับเรื่องนี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของฉินเหยาไปบ้าง นางไม่คิดว่าสี่พี่น้องจะทำอาหารรอนาง
อาจเพราะอาหารนางเป็นคนนำกลับมา พวกเขาจึงยอมให้นางเป็นคนแบ่งสรรได้ตามใจ
เผือกที่เหลือจากเมื่อวานต้มไปครึ่งหนึ่งน้ำหนักราวแปดเก้าจิน ฉินเหยาแบ่งส่วนมากไว้ที่ตัวเอง เด็กทั้งสี่แบ่งตามปริมาณที่กิน
ซื่อเหนียงเบียดชิดท่านแม่อยู่ตลอด คอยป้อนอาหารให้เป็นระยะ
ฉินเหยาทำท่ากัดไปคำเล็กๆ เด็กหญิงก็ยิ้มตาหยี เอาหัวเล็กๆพิงแผ่นหลังนาง ค่อยๆกินเผือกหวานนุ่มทีละนิดอย่างมีความสุข
พอทานอาหารเช้าเสร็จ ท่ามกลางสายตาคาดหวังของเอ้อร์หลางและเด็กอีกสองคน ฉินเหยาจึงรีบหยิบเชือกฟางขึ้นมาเริ่มงานฝีมือของวัน
วันนี้มีเวลามาก นางทำรองเท้าฟางสำหรับเด็กสามคู่เสร็จภายในวันเดียว แถมยังทำไซส์ผู้ใหญ่ออกมาได้อีกคู่
เด็กๆพากันล้างเท้าอย่างพิถีพิถัน ใส่รองเท้าใหม่แล้วเดินไปเดินมาทั่วลานบ้านด้วยสีหน้าพึงพอใจ
เวลามองฉินเหยาที่เป็นแม่เลี้ยง แววตาของพวกเขามีความสนิทสนมเพิ่มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เอ้อร์หลางเดินมาพร้อมรองเท้าใหม่ มองดูรองเท้าฟางคู่ที่เกินมาแล้วถามหยั่งเชิงว่า
“ท่านน้า ข้านำรองเท้าคู่นี้ไปขายในหมู่บ้านได้ไหม”
ฉินเหยาตกใจเป็นอย่างแรก “ขายได้ด้วยหรือ”
เอ้อร์หลางเองก็ไม่มั่นใจ แต่เขาก็อยากลองดู “ถึงขายไม่ได้เป็นเงิน แต่แลกกับผักให้บ้านเราได้ก็ดีเหมือนกัน”
ฉินเหยาคิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะมีหัวการค้าด้วย อาจเป็นเพราะความยากจนบีบให้พวกเขาต้องเรียนรู้การเอาตัวรอดตั้งแต่เล็ก
ฉินเหยาพยักหน้า ตอบตกลงแล้ว
เอ้อร์หลางร้องเรียกพี่ใหญ่กับฝาแฝดด้วยความตื่นเต้น สี่พี่น้องกอดรองเท้าฟางคู่นั้นไว้แน่นแล้วพากันเดินไปยังบ่อน้ำที่คึกคักที่สุดในหมู่บ้าน
ในบ้านโอ่งน้ำว่างเปล่าอีกครั้งแล้ว นางฉินเหยาหยิบถังน้ำที่วางโดดเดี่ยวอยู่ในมุมห้องใบนั้นมา ลงกลอนประตูแล้วเดินตามสี่พี่น้องออกไป กะว่าจะไปตักน้ำด้วย
นางไม่คาดหวังว่าสี่พี่น้องจะขายรองเท้าฟางได้ แต่ก็ไม่ห้าม เพียงแอบสังเกตอยู่ห่างๆ
ไม่คิดเลยว่าหลังเอ้อร์หลางตะโกนขายอยู่ไม่นาน ก็มีคนมามุงดูรองเท้าฟาง หลังเจรจาต่อรองกันพักหนึ่งก็ได้ผักใบเขียวหนึ่งกำกับบวบหนึ่งลูกมาแลก
สี่พี่น้องดีใจจนเนื้อเต้น รีบถือผักที่แลกได้มาหาฉินเหยาเพื่ออวดผลงาน
นางฉินเหยายิ้มพลางยกนิ้วโป้งให้สี่พี่น้อง มองตามแผ่นหลังสตรีที่ได้รองเท้าไป พลางคิดอะไรบางอย่าง
บางทีนางอาจทำรองเท้าฟางเพิ่มอีกหลายคู่แล้วเอาไปแลกกับสิ่งของจำเป็นจากชาวบ้าน
อย่างน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ชา หม้อ ชาม หรือผักสดที่พวกเขาปลูกเอง สิ่งเหล่านี้พวกเขาอาจมีเหลือใช้ ส่วนตัวนางกำลังต้องการพอดี
ความจนของบ้านหลิวจี้นั้น ฉินเหยาบ่นไปเยอะแล้วเมื่อวานนี้
ทั้งบ้านไม่มีแม้แต่ตะเกียบกับชามที่สมบูรณ์ครบห้าคู่ มีถังน้ำแค่ใบเดียว โอ่งน้ำก็เล็กจนน่าหงุดหงิด วันหนึ่งนางต้องเดินไปตักน้ำสี่ห้ารอบ สิ้นเปลืองเวลามาก
“เรามาตั้งเป้าหมายเล็กๆกันก่อน เอาแค่ถังไม้หนึ่งถังกับคานหาบมาหนึ่งด้ามก่อนแล้วกัน”
เช้าตรู่ ฉินเหยาเอามือไพล่หลัง ยืนตรงหน้าพี่น้องทั้งสี่คนพร้อมกล่าวอย่างจริงจัง ดูท่าทางเหมือนครูฝึกในค่ายทหารไม่มีผิด
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพยักหน้ารับอย่างจริงจัง ดูมุ่งมั่นเต็มที่
ฉินเหยายิ้มมุมปาก หันมองต้าหลางกับเอ้อร์หลางแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าไปยืมฟางจากนาของท่านปู่พวกเจ้าสักหน่อยเถอะ พอหาเงินได้ค่อยคืนต้นทุนให้เขา พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”
สองพี่น้องสบตากันนิดหนึ่ง ก่อนจะหันหลังวิ่งไปยังนาของหลิวเหล่าฮั่นในทันทีอย่างไม่ลังเล
คนทั้งห้าคนในบ้านแบ่งงานกันอย่างชัดเจน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรับผิดชอบขนย้ายวัตถุดิบ ซานหลางกับซื่อเหนียงจัดการเตรียมฟางเบื้องต้น ส่วนฉินเหยาทำหน้าที่ปั่นฟางให้เป็นเชือก
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน หน้าเรือนก็มีเชือกฟางกองใหญ่พอจะทำรองเท้าฟางได้อย่างน้อยสิบคู่
ยามอาทิตย์อัสดง ต้าหลางกับเอ้อร์หลางวิ่งหอบแฮ่กๆกลับมาด้วยมือเปล่าแล้วรายงานว่า “ท่านน้า ฟางในนาขนมาหมดแล้ว!”
ฉินเหยามองไปยังเชือกฟางกองโตข้างกายแล้วหันไปมองกองฟางในบ้านแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะยกเลิกหน้าที่ขนฟางของสองพี่น้อง เปลี่ยนให้มาช่วยปั่นเชือกแทน หวังว่าพรุ่งนี้เช้าจะผลิตรองเท้าฟางชุดแรกออกมาได้!
ตอนที่ 9: แม่เลี้ยงผู้อารี
ในขณะเดียวกัน ที่เรือนเก่าของตระกูลหลิว
หลิวเหล่าฮั่นถือชามน้ำชาขมที่มีใบชาลอยอยู่หลายแผ่น นั่งบนธรณีประตูใหญ่ มองไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
ไม่นานนักก็มีสองร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กวิ่งมาจากทางนั้น
“ท่านปู่! ฟางในนาของพวกเราถูกขโมยไปหมดแล้ว!” เด็กชายร้องเสียงดังด้วยความโกรธ ทั้งที่ตัวยังวิ่งมาไม่ถึงด้วยซ้ำ
หลิวเหล่าฮั่นที่หรี่ตาเพราะความขมของน้ำชาอยู่ถึงกับเบิกตาโพลง “ขโมยหรือ ไอ้คนไม่มีคุณธรรมนั่นคือใครกัน”
“ล้วนถูกต้าหลางกับเอ้อร์หลางบ้านเจ้าสามขโมยไป มีคนเห็นกับตาว่าพวกเขาขนไปกลับหลายรอบ!” หลิวเฝยตอบอย่างเดือดดาล
หลิวเหล่าฮั่นหรี่ตาลงอีกครั้ง “อ้อ งั้นก็ช่างเถอะ”
สองอาหลานหอบหายใจมาถึงหน้าประตูบ้าน หยุดอยู่ต่ำลงไปสองขั้นบันได เงยหน้ามองหลิวเหล่าฮั่นที่ยังดื่มน้ำชาขมอย่างไม่ทุกข์ร้อน
หลิวจินเป่าวัยแปดขวบรีบร้อนเอ่ย “ท่านปู่ ท่านรับปากว่าจะปูเตียงใหม่ให้ข้าปีนี้นะ”
หลิวเฝยเองก็เอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านรู้ไหมว่าพวกเขาพูดอะไร พวกเขาบอกว่าของของท่านก็คือของของพ่อพวกเขา ของของพ่อพวกเขาก็คือของของพวกเขาด้วย หยิบของบ้านตัวเองไปใช้เป็นเรื่องถูกต้อง ข้าล่ะโมโหจริงๆ ข้าจะไปเอาฟางบ้านเราคืนมา ท่านก็เป็นพ่อของข้า ข้าหยิบของของพ่อข้าเองก็เป็นเรื่องถูกต้องเช่นกัน!”
“ใช่! เอาคืนมา! ข้าอยากได้เตียงใหม่ ฟางเก่านั่นชื้นจะตาย อีกไม่นานหนูก็คงเข้ามาแทะจนหมดแล้ว” หลิวจินเป่ากล่าวเสริม
สองอาหลานพับแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
หลิวเหล่าฮั่นรีบกลืนน้ำชาขมที่ยังอมอยู่ในปาก ตะคอกว่า “พวกเจ้าสองคนหยุดเลยนะ!”
สองอาหลานไม่ยอมหยุดจนหลิวเหล่าฮั่นโมโหตะโกนเรียกอีกครั้ง ทั้งสองถึงได้หันกลับมาด้วยสีหน้าเคืองขุ่น
“แม่เจ้าทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว กลับบ้านไปกินข้าวก่อน” หลิวเหล่าฮั่นโบกมือเรียกสองอาหลานให้กลับมา จากนั้นลุกเดินกลับเข้าลานบ้าน ท่าทางเหมือนจะไม่เอาเรื่อง
“ท่านพ่อ!” ในที่สุดหลิวเฝยก็ทนไม่ไหวถามออกมา “ท่านตั้งใจทิ้งฟางไว้ในนาให้พวกนั้นมาขโมยหรือเปล่า”
แรกทีเดียวเขาแค่สงสัย เพราะปกติข้าวในบ้านตัดเสร็จจะขนกลับมาตากที่บ้านทันทีเพราะกลัวพวกมือไวในหมู่บ้านจะมาขโมยไป
แต่ท่านพ่อกลับยืนยันจะทิ้งฟางไว้ในนาอีกหนึ่งหมู่ บอกว่าให้จัดการกับข้าวสาลีในนาเสียก่อนแล้วค่อยไปเก็บทีหลังก็ไม่สาย
ตอนนี้ดูเหมือนจะตั้งใจทิ้งไว้ให้ครอบครัวเจ้าสามมาขโมยไปจริงๆ!
พอเห็นผู้เฒ่านิ่งเงียบไม่โต้แย้งก็ยิ่งแน่ใจว่าคงร้อนตัว
ไฟโทสะในใจของหลิวเฝยปะทุขึ้นมาทันที ทั้งน้อยใจทั้งโกรธ เขาเดินกระแทกเท้าตามหลังหลิวเหล่าฮั่นไปแล้วระเบิดอารมณ์ใส่บิดาทันที
“ฟางในบ้านเรามีไม่พอปูเตียงด้วยซ้ำ ฟางใต้เตียงของจินเป่าถูกหนูแทะจนเกลี้ยงแล้ว อีกไม่กี่วันอากาศก็จะหนาวแล้ว เตียงแบบนั้นให้คนนอนได้หรือ หากท่านไม่สงสารข้าก็ช่างเถอะ แต่จินเป่าเป็นหลานชายคนโตของบ้าน ท่านเป็นปู่แท้ๆ ไม่นึกสงสารเขาบ้างหรือ”
ปากของหลิวเฟยนั้น พอได้พูดแล้วก็เอ่ยฉอดๆรวดเร็วดั่งปืนกล ไม่มีสะดุดเลยสักนิด คำพูดเอ่ยออกมารวดเดียวจนผู้อื่นไม่มีโอกาสแทรกเลยแม้แต่น้อย
หลิวเหล่าฮั่นพยายามอดกลั้น แต่ก็ทนไม่ไหวจริงๆ
ทันใดนั้น หลิวเหล่าฮั่นหันขวับ ยกถ้วยชาขมในมือขึ้นเตรียมจะขว้างใส่เขา “ไอ้เด็กเวรนี่ พูดกับพ่ออย่างนี้ได้อย่างไร ที่นาของข้า ข้าจะทำอะไรก็เรื่องของข้า ต้องให้เด็กอย่างเจ้ามาบ่นฉอดๆด้วยรึ!”
หลิวเฝยไม่กลัวตาย ยืดอกเถียงกลับ “ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงลำเอียงได้ถึงเพียงนี้ เจ้าสามมันมีดีตรงไหนกัน?!”
ดวงตาหลิวเหล่าฮั่นเบิกกว้างทันที “มันดีตรงไหนหรือ มันไม่มีอะไรดีสักอย่าง ข้าเองก็อยากให้ตัวเองไม่เคยให้กำเนิดลูกทรพีอย่างมันเหมือนกันนั่นแหละ!”
จากนั้นเสริมอีกคำ “เจ้าก็ด้วย หลิวเฝย ไอ้ลูกทรพี หากกล้าเถียงข้าอีกแค่คำเดียว ข้าจะตีเจ้าให้ตาย ไอ้ลูกอกตัญญู!”
พูดจบ หลิวเหล่าฮั่นก็ยกถ้วยชาขึ้นเตรียมจะเอาเรื่องหลิวเฝย ดีที่คนในบ้านรีบเข้ามาขวางทั้งสองไว้ หลิวเฝยถึงรอดตัวไปได้
หลิวเหล่าฮั่นนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องโถง นางจางภรรยาคนที่สองส่งสายตาให้ลูกชายคนเล็กรีบเข้าห้องไป อย่าเถียงพ่อ พลางลูบหลังหลิวเหล่าฮั่นพลางถอนใจเอ่ย
“ข้ารู้ว่าใจท่านเป็นห่วงเจ้าหลิวสาม แต่เจ้าเด็กนั่นก็จริงๆเลย ไปหาเรื่องใครไม่หาเรื่อง ดันไปหาเรื่องหลินเอ้อร์เป่า”
“แต่ก็ยังดีที่เป็นหลินเอ้อร์เป่า ข้ายังไม่เคยได้ยินว่าใครติดหนี้พวกนั้นแล้วไม่มีเงินจ่ายคืนจนต้องตายมาก่อน สุดท้ายก็แค่ถูกส่งไปทำงานใช้หนี้ในไร่หรือเหมืองเท่านั้น เจ้าหลิวสามเหลวไหลมาหลายปีแล้ว ปล่อยให้เขาลำบากสักหน่อย เผื่อนิสัยของเขาอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้”
หากเป็นแม่เลี้ยงทั่วไปคงไม่กล้าพูดแบบนี้ เพราะกลัวผู้เฒ่าจะคิดว่านางใจคอโหดร้าย อยากทำร้ายลูกหลานในบ้าน
แต่นางจางแต่งเข้าบ้านหลิวมาได้สิบหกปีแล้ว นอกจากบุตรคนโตหลิวไป่ที่ตอนนั้นอายุมากพอจะช่วยเหลือตนเองได้ หลิวจ้งกับหลิวจี้ นางล้วนเป็นคนเลี้ยงดูมาเองกับมือ ความผูกพันที่นางมีไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ หากแต่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
หากไม่ได้คิดหวังดีกับหลิวจี้จริงๆ ก็คงไม่ทำใจปล่อยให้เขาได้รับบทเรียนเช่นนี้หรอก
เรื่องฟางในนานั้น นางจางก็เดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแค่ไม่พูดออกมาเท่านั้น
อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว บ้านเจ้าสามมีเพียงสะใภ้ใหม่ที่เพิ่งมา ไม่รู้อะไรเลย หากไม่เหลือฟางไว้ให้พวกเขาบ้าง พอฤดูหนาวมาแล้วจะทนผ่านไปได้อย่างไร
แต่ในใจนางจางก็โกรธไม่น้อย ต้าหลางกับเอ้อร์หลางถูกหลิวจี้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูมาโดยไม่สอนมารยาท เห็นใครก็ไม่ทักทาย ได้ของมาก็ไม่เอ่ยขอบคุณ
แม้แต่ฟางในนา ก่อนหน้านี้สองพี่น้องยังไม่คิดจะบอกท่านปู่ของพวกเขาสักคำ กลับแอบขโมยไปเองเงียบๆ
หรือว่า คนเป็นปู่จะยอมปล่อยให้หลานๆหนาวตายกันเล่า
แล้วยังมีฉินเหยา ในฐานะแม่เด็กไม่รู้เรื่องก็ว่าไปอย่าง แต่นางเป็นผู้ใหญ่แล้วยังไม่รู้กาลเทศะตามไปด้วย เจ้าสามเกิดเรื่องมากว่าสองวันแล้ว นางยังไม่โผล่มาเลยสักครั้ง
“หรือว่านางจะคิดให้เจ้าสามตายอยู่ข้างนอกจะได้ไม่ต้องกลับมาอีก” คำที่นางจางคิดอยู่ในใจเผลอหลุดปากออกมาโดยไม่ตั้งใจ
หลิวเหล่าฮั่นตกใจวูบหนึ่ง หันมามองภรรยาเฒ่าอย่างช้าๆ “คงไม่หรอกกระมัง”
นางจางถึงกับขนลุก ภาพวันที่พบฉินเหยาครั้งแรกผุดขึ้นมา ในวันนั้นฉินเหยาดูบอบบาง แววตาขลาดกลัว ไม่น่าใช่คนใจร้าย
แต่… นางเป็นผู้ลี้ภัยนะ เด็กสาวตัวคนเดียวเดินทางจากตะวันตกเฉียงเหนือมาถึงจงหยวนได้ ไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวธรรมดาทำได้แน่
ผ่านความโหดร้ายมามากเกินไป หากจิตใจนางด้านชาแข็งกระด้างขึ้นมาล่ะ
แย่แล้ว!
หลิวเหล่าฮั่นกับนางจางสบตากัน ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้น
สองสะใภ้ทำอาหารเสร็จแล้วก็เรียกพ่อแม่สามีมากินข้าว ช่วงนี้มัวแต่ยุ่งกับการปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว พวกผู้ชายในบ้านใช้แรงกันมาก สะใภ้ทั้งสองจึงตั้งใจทำอาหารให้สมบูรณ์กว่าปกติสักหน่อย
ปกติจะมีเพียงข้าวต้มข้นๆกินกับวอโถวเนื้อหยาบ แต่วันนี้นอกจากนั้นแล้วยังมีน้ำแกงไข่ใส่บวบชามใหญ่อีกด้วย
จินเป่า บุตรชายของหลิวไป่และ จินฮวา บุตรสาววัยห้าขวบของหลิวจ้งต่างถือซุปไข่คนละครึ่งชาม กินกันเสียงดังอย่างเอร็ดอร่อย
คนอื่นในบ้านเองก็ดีใจมาก ความเหนื่อยล้าดูจะจางลงมาก
มีเพียงหลิวเหล่าฮั่นกับนางจางสองผัวเมียที่จ้องน้ำแกงไข่หอมกรุ่นโดยไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย ในหัวคิดแต่เรื่องสะใภ้ใหม่ของเจ้าสามอย่างฉินเหยาว่าเวลานี้นางกำลังทำอะไรอยู่
ยิ่งคิดยิ่งหวั่นใจ นางจางวางชามลงแล้วสั่งหลานชายคนโตที่กินน้ำแกงไข่หมดแล้วว่า “จินเป่า ไปดูบ้านอาสะใภ้สามหน่อยว่าพวกเขาทำอะไรกันแล้วกลับมาบอกข้า”
หลิวจินเป่ารับคำ ก่อนออกไปก็นึกถึงเรื่องฟางขึ้นมาได้ เขาหันไปถามหลิวเฝย “อาเล็ก พวกเรายังจะไปเอาฟางที่บ้านอาสามไหม”
หลิวเฝยตักน้ำแกงไข่อีกครึ่งชามมากินกับวอโถวเนื้อหยาบ กัดวอโถวคำหนึ่งซดน้ำแกงคำหนึ่ง เคี้ยวเหมือนเคี้ยวศัตรูอย่างนั้น ไม่สนใจหลิวจินเป่าแม้แต่น้อย
หลิวจินเป่าทำอะไรไม่ได้จึงต้องวิ่งลึกเข้าไปในหมู่บ้านตามลำพัง
ตอนที่ 10: น้ำแกงผัก
ตอนที่หลิวจินเป่าย่องเข้ามานั้น ฉินเหยากำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในห้องครัวกึ่งเปิดโล่ง
วันนี้รองเท้าฟางหนึ่งคู่แลกได้ผักใบเขียวหนึ่งกำกับบวบหนึ่งลูก ฉินเหยาไม่ได้กินผักสดมานานจนน้ำลายแทบไหลแล้ว
ก่อไฟตั้งหม้อ ตักน้ำหนึ่งกระบวยใส่ลงไป พอน้ำเดือดใส่บวบลงไปก่อน แล้วค่อยใส่ผักใบเขียวที่ล้างแล้วครึ่งกำ ต้มเป็นน้ำแกงผัก
ฉินเหยาไม่ได้เข้าครัวมาเป็นสิบปีแล้ว สมัยวันสิ้นโลกผู้คนกินแต่เสบียงแห้ง นานๆทีจะต้มน้ำเพื่อลวกบะหมี่สำเร็จรูป ดังนั้นทักษะทำอาหารของฉินเหยาจึงแทบเรียกได้ว่าไม่มีเลย
แต่พอสี่พี่น้องตระกูลหลิวเห็นหม้อน้ำแกงนั้น ดวงตาก็เปล่งประกาย กลืนน้ำลายไม่หยุด ราวกับในหม้อคือน้ำแกงเลิศรสจากสวรรค์อย่างนั้น
ในบ้านไม่มีน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูใดๆ ฉินเหยาค้นเจอไหดินเล็กๆ มีคราบเกลือเกาะผนังด้านในชั้นหนึ่งจึงใช้น้ำร้อนลวกให้ละลายผสมลงไปในหม้อ พอให้มีรสชาติขึ้นมาได้บ้าง
ฉินเหยาตักน้ำแกงขึ้นมาลองชิมหนึ่งช้อน ผักที่ชาวบ้านปลูกเองนี่ไม่เหมือนผักในโรงเรือนจริงๆ น้ำแกงหวาน ผักสด อร่อยมากเกินคาด!
“ท่านแม่ อร่อยไหม” ซื่อเหนียงกลืนน้ำลายถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
ฉินเหยายิ้มให้พวกเขา ส่งสัญญาณให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเตรียมชามแล้วแบ่งน้ำแกงในหม้อออกเป็นห้าส่วน ครอบครัวห้าคน ได้ไปคนละถ้วย
ในค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วง ได้ซดน้ำแกงผักร้อนๆคนละถ้วย แกล้มด้วยเผือกต้ม ไม่มีอะไรจะสุขใจไปกว่านี้อีกแล้ว
ซานหลางกระซิบเบาๆ “พี่ใหญ่ หากได้กินน้ำแกงผักกับเผือกทุกวันก็คงดีนะ”
ต้าหลางลูบหัวน้องชายเบาๆ บอกให้รีบกิน อย่าคิดมาก
เอ้อร์หลางถลึงตาใส่น้องชาย “ไม่ได้เรื่อง แค่น้ำแกงผักถ้วยเดียวก็พอใจแล้วหรือ ข้าน่ะไม่ใช่! ต่อไปข้าจะกินข้าวขาวร้อนๆกับเนื้อติดมันให้ได้เลย!”
ฉินเหยานึกว่าเขาจะพูดถึงปณิธานยิ่งใหญ่อะไร พอฟังจบก็เลิกคิ้ว เท่านี้หรือ?
แต่มองตามสภาพความเป็นอยู่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว ข้าวขาวกับเนื้อมันๆ ก็ถือว่าหรูหราที่สุดแล้ว
สำหรับบ้านของหลิวเหล่าฮั่น ต่อให้เป็นวันปีใหม่หรือเทศกาลก็ใช่ว่าจะได้กินข้าวขาวเต็มชามกับเนื้อมันฉ่ำสักสองชิ้นเสมอไป
เมื่ออิ่มท้องแล้ว ฉินเหยาบอกให้เด็กโตสองคนช่วยกันดูแลล้างหน้าล้างตาให้เด็กเล็กทั้งสองเสร็จแล้วค่อยมาช่วยนางปั่นเชือกฟางต่อ
แม้ว่ากำลังของสองพี่น้องจะน้อย แต่หากฝึกฝนไปเรื่อยๆ เชือกฟางที่พวกเขาปั่นก็พอใช้ได้
ฉินเหยาหยิบโครงรองเท้าที่นางทำขึ้นเองมาวางข้างแสงไฟแล้วเริ่มลงมือสานรองเท้าฟาง
ก่อนหน้านี้เพื่อความสะดวก นางทำรองเท้าชนิดคีบ ใส่ในชีวิตประจำวันพอได้ แต่หากจะลงไร่ลงนา รองเท้าแบบเปิดเท้าคงไม่เหมาะนัก
ดังนั้นคราวนี้นางจะสานรองเท้าฟางแบบหุ้มเท้า
เมื่อทำให้ประณีตขึ้น ความเร็วก็ย่อมช้าลงตามไปด้วย แต่คำนึงถึงสภาพตลาดในหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว ฉินเหยายอมลงทุนลงแรงมากหน่อย
หากขายในหมู่บ้านตระกูลหลิวไม่ได้ก็เอาไปขายหมู่บ้านอื่น อย่างไรก็ต้องมีคนอยากได้บ้าง
ที่จริงในหมู่บ้านมีคนสานรองเท้าฟางเป็นไม่น้อย แต่คนมีเวลาว่างมาทำจริงๆมีไม่มาก ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูเพาะปลูกปลายฝนต้นหนาว ชาวบ้านต่างเร่งมือทำไร่ไถนากันสุดกำลัง ทำให้ฉินเหยาฉวยโอกาสช่องว่างนี้ได้
ส่วนที่นาของหลิวจี้สองหมู่นั้น… เอาไว้ค่อยว่ากัน ตอนนี้การได้อิ่มท้องสำคัญกว่า
เผือกบนภูเขาพวกนั้นไม่เพียงพอให้พวกนางผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้ทั้งหมด
พอคิดถึงเรื่องนี้ ฉินเหยาก็ไม่ใส่ใจกับฝ่ามือที่ร้อนผ่าว เร่งมือสานรองเท้าให้เร็วขึ้น
บ้านหลิวจี้อยู่ไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำ เสียงน้ำไหลเอื่อยดังชัดเจน ค่ำคืนนี้ดวงจันทร์กลมโตส่องแสงนวลลงสู่สายน้ำ เป็นประกายระยิบระยับ
บนภูเขารอบด้านเงียบสงบ ฉินเหยาสูดหายใจลึกๆหนึ่งครั้ง ใจก็พลอยสงบลงไปด้วย
นางชอบสภาพแวดล้อมในตอนนี้อย่างยิ่ง
แม้ยามค่ำคืนยังคงหลับไม่สนิท พอมีเสียงลมพัดหรืออะไรมากระทบนางก็สะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่ง แต่เมื่อตั้งสติได้ว่าตนไม่ได้อยู่ในวันสิ้นโลกแล้วก็รู้สึกโชคดีนัก
ฉินเหยาช้อนตามองไปทางริมฝั่ง เห็นเงาร่างเล็กๆกำลังก้าวเท้าโซเซกลับเข้าไปในหมู่บ้านภายใต้แสงจันทร์
ที่จริงแล้ว ทันทีที่เด็กคนนั้นเข้ามาใกล้ นางก็รู้ตัวแล้ว
ดูเหมือนจะเป็นลูกบ้านพี่ใหญ่ของหลิวจี้ น่าจะชื่อหลิวจินเป่า
ไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร แอบอยู่หลังพุ่มไม้เตี้ยหลังบ้าน ไม่ได้มาหาพวกนางและก็ดูไม่เหมือนมาขอสิ่งของ
ดังนั้นฉินเหยาจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ คอยดูว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่
คิดไม่ถึงว่าเจ้าตัวเล็กนั่นจะแค่นั่งยองๆ ดูพวกนางกินข้าวเย็นเสร็จก็วิ่งกลับไป
ฉินเหยารู้สึกงงงวยอยู่บ้าง แต่ก็ทำเพียงก้มหน้าสานรองเท้าฟางต่อไป
แน่นอน อาจเป็นเพราะหลิวเหล่าฮั่นพบว่าฟางในนาถูกขนไปจนเกลี้ยงเลยส่งเด็กนั่นมาสืบดูก็ได้
แต่ฟางพวกนั้นถูกสานเป็นรองเท้าฟางไปแล้ว มาดูก็เปล่าประโยชน์
นอกจากฉินเหยา ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าหลิวจินเป่าเคยมาที่นี่ ต้าหลางกับเอ้อร์หลางดูแลน้องชายกับน้องสาวเสร็จ กล่อมให้พวกเขาขึ้นเตียงนอนก่อนแล้วทั้งสองก็รู้ความพอที่จะนั่งล้อมเตาไฟ อาศัยแสงไฟช่วยกันทำงานต่อ
พอทำไปจนดึก ทั้งสองก็เริ่มสัปหงก หัวขยับขึ้นลง
ฉินเหยาเรียกให้ทั้งสองตื่น บอกให้พวกเขาขึ้นเตียงไปนอน
“ท่านน้า แล้วท่านเล่า” ต้าหลางขยี้ตา ฝืนความง่วงถามด้วยความเป็นห่วง
ฉินเหยายังคงไม่หยุดมือ “ข้าสานคู่นี้เสร็จก็จะนอนแล้ว พวกเจ้าไปนอนเถิด พรุ่งนี้เช้าตื่นมาช่วยกันไปเก็บฟืนที่หลังเขาหน่อย ฟืนที่บ้านหมดแล้ว”
ฉินเหยาคิดอีกว่า หากจะผ่านหน้าหนาวไปให้ได้ ตอนนี้คงต้องกักตุนฟืนเอาไว้จึงเสริมอีกว่า “ตอนเช้าเรียกข้า ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย”
สองพี่น้องรับคำ ก่อนจะทนง่วงไม่ไหว เข้าไปในห้อง พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิททันที
เมื่อฉินเหยาสานรองเท้าคู่ที่สี่เสร็จ แสงไฟสุดท้ายในเตาก็ดับมอดลง
นางเก็บรองเท้าฟางสำหรับผู้ชายสี่คู่ที่ทำเสร็จแล้วเข้าบ้าน ใส่กลอนประตูแล้วอาศัยแสงจันทร์ที่เหลืออยู่น้อยนิดเข้าสู่ห้วงนิทราไป
หลับไปได้ไม่นาน ราวกับความฝันยังไม่ทันจบ ประตูห้องก็ถูกเคาะอย่างแผ่วเบา
“ท่านน้า ท่านน้า?” เสียงเรียกแผ่วๆดังจากหน้าประตู
สองพี่น้องเอ่ยเรียกเสียงเบาอยู่หน้าห้อง หากฉินเหยาไม่ใช่คนตื่นง่ายและระวังตัวสูง คงไม่ได้ยิน
“รอเดี๋ยว มาแล้วมาแล้ว!” ฉินเหยาตอบพลางลุกขึ้นนั่งบนเตียงที่ไม่นับว่าสบายนักอย่างไม่ใคร่เต็มใจ ตบหน้าตนเองให้ตื่น มัดผม สวมรองเท้า หยิบมีดพร้ากับเชือกติดมือออกจากห้องไป
ในบ้านมีตะกร้าสะพายหลังเก่าๆใบหนึ่ง ต้าหลางสะพายขึ้นหลังเรียบร้อยแล้ว
ภูเขาแถบนี้เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับสองพี่น้อง พวกเขาไม่กล้าเข้าป่าไปตัดฟืน มีเพียงเก็บเศษกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นตรงเชิงเขาที่คนอื่นไม่ต้องการเท่านั้น
พอมีเวลาว่างก็ไปเก็บมาใส่ตะกร้าใบหนึ่ง คนหนึ่งแบกอีกคนคอยพยุง กลับบ้านมาก็พอใช้เผาไฟได้สักสองวัน
เพราะแต่ละครั้งเก็บได้น้อย ไม่สามารถกักตุนฟืนไว้ได้เหมือนบ้านอื่น
ระหว่างทางไปเชิงเขา ฉินเหยาถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วฤดูหนาวปีก่อนๆ พวกเจ้าผ่านกันมาได้อย่างไร”
เอ้อร์หลางเหลือบมองพี่ชายทีหนึ่งแล้วมองฉินเหยา ก่อนจะเอ่ยหยั่งเชิงว่า “ในหมู่บ้านมีผู้เฒ่าขายถ่าน เขาจะเผาถ่านไว้ บางทีในเตาจะเหลือเศษถ่านอยู่บ้าง ข้ากับพี่ก็ไปเก็บกลับมาขอรับ”
“เก็บรึ?” ฉินเหยายกมุมปากยิ้ม “คงไม่ใช่ขโมยหรอกนะ?”
สองพี่น้องสะอึกเงียบไปทันที
ฉินเหยามองทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจังพลางกำชับว่า “ต่อไปห้ามขโมยของผู้อื่นอีก พวกเรากักตุนฟืนเองให้มากๆก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว”
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางชะงักไป ก่อนจะอับอายจนพาลโกรธรู้สึกว่านางพูดเหมือน ‘เหตุใดไม่กินข้าวต้มเนื้อ’ เล่าจึงเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าไปอย่างฉุนเฉียว
ฉินเหยาลอบหัวเราะในใจ ดูท่าช่วงสองวันที่ผ่านมาอิ่มท้องแล้วเรี่ยวแรงเลยเพิ่มขึ้นสินะ เช่นนั้นก็แบกฟืนกลับให้นางมากขึ้นอีกหน่อยเถิด!
[1] เหตุใดไม่กินข้าวต้มเนื้อ มีความหมายเชิงประชดประชัน หมายถึงการที่คนมีอำนาจหรือคนร่ำรวยไม่เข้าใจสภาพความยากลำบากของคนยากจน พูดจาไม่เห็นอกเห็นใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment