stepmother ep101-110

ตอนที่ 101: ประชาสัมพันธ์


ผ่านไปอีกสองวัน กังหันน้ำของช่างไม้หลิวก็สร้างเสร็จเรียบร้อย


ชิ้นส่วนทั้งหมดถูกมัดรวมกัน ฉินเหยาคนเดียวก็สามารถแบกไปได้


ส่วนเสาสองต้นที่ใช้เป็นรับแรงจากเพลา ช่างไม้หลิวกับหลานของเขาต่างก็รับไปคนละต้น ทั้งสามคนเดินทางไปหมู่บ้านเซี่ยเหอตามเวลานัดหมายเพื่อทำการประกอบเครื่องโม่


หลังคาโรงโม่ถูกสร้างเสร็จแล้ว หมู่บ้านเซี่ยเหอมีคนมาก แรงงานเยอะ ทำให้ก่อสร้างได้รวดเร็ว ผนังทั้งสี่ด้านใช้ไม้ไผ่ทำเป็นกำแพง หลังคามุงด้วยฟางหนาและใช้แผ่นไม้ตอกตะปูทับฟางไว้ แม้ลมแรงก็ไม่ปลิว


ฉินเหยากับช่างไม้หลิวใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการประกอบ อีกวันหนึ่งสำหรับปรับแต่งและทดสอบ ทำให้แล้วเสร็จก่อนกำหนดครึ่งเดือนถึงสองวัน


ผลลัพธ์ออกมาดีมาก ร่องน้ำที่ไหลเข้าบ่อถูกจัดการอย่างดีสามารถใส่แผ่นไม้เพื่อปิดกั้นน้ำ ทำให้โม่หยุดหมุนได้


เมื่อต้องการใช้งานก็เพียงยกแผ่นกั้นน้ำออก ปล่อยให้น้ำไหลเข้า สายน้ำเชี่ยวกรากจะพุ่งเข้าช่องน้ำ พุ่งกระแทกใบพัดของกังหันน้ำแนวนอน ทำให้มันหมุนอย่างรวดเร็ว


ในโรงโม่สามารถใช้งานโม่ได้พร้อมกันสองเครื่อง หากไม่ต้องการใช้ก็สามารถถอดเพลาหมุนของเครื่องหนึ่งออก ใช้งานเพียงเครื่องเดียว


ส่วนเครื่องบดถูกแยกไว้ที่มุมโรงโม่ ใช้พลังงานจากกังหันน้ำเล็กที่อยู่ข้างกังหันใหญ่


นี่คือระบบที่ใช้กังหันน้ำสองขนาดร่วมกัน ทำให้เครื่องบดหินหมุนช้ากว่าโม่หินเท่าหนึ่ง ใช้งานสะดวกกว่าและช่วยลดอุบัติเหตุจากการถูกดึงเข้าไปในเครื่อง


แต่ถึงจะช้าก็ยังเร็วกว่าการใช้แรงคน


ในวันที่โรงโม่เริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงไม่น้อยต่างพากันมามุงดู


ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอหอบข้าวสาลีเก่าจากที่บ้านมาทดลองใช้ หลังจากลองไปสองสามรอบก็หลงรักโม่หินนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น


เนื่องจากโรงโม่น้ำเป็นของใช้ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านที่ได้ใช้ก่อนก็ไม่ได้คิดจะแบ่งให้คนอื่น พอมีคนต่อแถวจนหงุดหงิดก็แทบจะมีปากเสียงกัน


แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉินเหยาต้องใส่ใจ นางเพียงแค่สะสางเรื่องเงินค่าจ้างที่เหลือ ส่วนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอจัดการ


หวังอวี่พานางกับช่างไม้หลิวไปที่บ้าน ด้วยความที่โรงโม่ใช้งานได้ดีมาก เขาจึงจ่ายเงินส่วนที่เหลืออีกสิบตำลึงให้อย่างเต็มใจ


ฉินเหยาให้เขาเอากระดาษกับพู่กันมา นางตั้งใจจะทิ้งคู่มือการซ่อมบำรุงเบื้องต้นไว้ให้


เนื่องจากนางเขียนอักษรพู่กันไม่ถนัด นางจึงเป็นคนบอก ส่วนหวังอวี่เป็นคนจด


หวังอวี่ไม่คิดว่าโรงโม่น้ำยังมีบริการหลังการขายอีก เขารู้สึกขอบคุณมาก ยิ้มให้ฉินเหยาก่อนจะตั้งใจคัดลอกคำแนะนำที่นางบอกมา


ฉินเหยากำชับว่า “แม้ข้าจะสอนช่างไม้สองคนในหมู่บ้านพวกท่านเกี่ยวกับการดูแลและซ่อมบำรุงไปแล้ว แต่บันทึกนี้ให้ทุกคนในหมู่บ้านได้ดูร่วมกัน โรงโม่นี้เป็นของใช้ร่วมกัน ต้องช่วยกันดูแลถึงจะใช้งานได้นาน”


หวังอวี่พยักหน้ารับหลายครั้ง “แน่นอน แน่นอน ฉินเหนียงจื่อ เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะกำชับชาวบ้านให้ใช้งานอย่างระมัดระวัง”


“อืม หากมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ พวกท่านสามารถมาหาช่างไม้หลิวที่หมู่บ้านตระกูลหลิวหรือมาหาข้าได้ ภายในสามเดือนแรกข้ารับประกันให้ไม่คิดเงินเพิ่ม” ฉินเหยายิ้มบางๆเอ่ย


หวังอวี่รับคำ รู้สึกว่าสิบห้าตำลึงที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่ามากเหลือเกิน


หลังสะสางเงินค่าจ้างเสร็จ ฉินเหยาและช่างไม้หลิวก็ไม่ได้รีบร้อนกลับ พอดีกับที่หวังอวี่จะไปดูโรงโม่น้ำอยู่แล้ว ทั้งสามจึงไปด้วยกัน


เมื่อไปถึงโรงโม่ ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอก็ได้ผลัดเปลี่ยนกันมาชื่นชมโม่จนครบแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังเพลิดเพลินกับสายตาอิจฉาและคำชมจากชาวบ้านหมู่บ้านอื่น


หวังอวี่พยักหน้าให้ทั้งสองคน ก่อนจะเดินไปจัดการงานของตน เขาต้องสอนชาวบ้านให้ใช้งานอย่างถูกต้อง จะได้ไม่ทำให้โรงโม่เสียหาย


ช่างไม้หลิวกับฉินเหยาสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะแยกกันแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มฝูงชน เริ่มประชาสัมพันธ์โรงโม่น้ำให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น


“โรงโม่น้ำนี่มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แบบใหญ่ก็ไม่ได้แพงเกินไป ส่วนแบบเล็กก็คุ้มค่า ใช้ส่วนตัวก็ได้หรือจะรวมเงินกันสร้างเป็นของหมู่บ้านก็ย่อมได้ ช่วยลดแรงงานมือและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”


“อย่าเอาแต่มองหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้วอิจฉา หากสนใจก็ต้องลงมือทำ ฤดูเก็บเกี่ยวกำลังจะมาถึงแล้ว รีบสร้างตอนนี้ ถึงเวลาก็จะสบายแล้ว”


แม้ว่าฉินเหยาจะไม่ได้พูดเสียงดังนัก แต่น้ำเสียงของนางกลับมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะตั้งใจฟัง


เมื่อเห็นทุกสายตามุ่งมาที่ตนเอง นางจึงกล่าวต่อว่า


“กังหันน้ำเล็กๆราคาถูกมาก โม่หนึ่งเครื่องใช้ได้นานหลายปี หากดูแลดีๆใช้สิบปีก็ยังได้ คิดเฉลี่ยแล้ว วันหนึ่งยังไม่ถึงหนึ่งเหวินเลย ถ้าปัดเศษก็เท่ากับได้เปล่าเลยนะ!”


“บ้านไหนทำกิจการร้านธัญพืช แทนที่จะเสียเงินจ้างคนโม่ เหตุใดไม่สร้างโรงโม่น้ำของตัวเองจะดีกว่า แค่ปีเดียวก็คืนทุนแล้ว หลังจากนั้นจะโม่กินเองหรือรับจ้างโม่ให้คนอื่นก็กำไรล้วนๆ!”


แน่นอนว่าพอพูดถึงข้อดีแล้วก็ต้องพูดถึงข้อเสียด้วย


“แต่ถึงโรงโม่น้ำจะดีแค่ไหน หากไม่มีน้ำก็ใช้ไม่ได้ ทุกท่านต้องพิจารณาตามสภาพพื้นที่ของตัวเอง อย่าตัดสินใจซื้อเพราะความวู่วามเพียงอย่างเดียว สุดท้ายใช้ไม่ได้ แบบนั้นพวกข้าไม่รับคืนของนะ”


ชาวบ้านธรรมดาชอบฟังคำพูดตรงไปตรงมาแบบนี้อยู่แล้ว อีกทั้งฉินเหยากับช่างไม้หลิวก็เป็นคนจากหมู่บ้านใกล้เคียง ไม่ใช่พ่อค้าต่างถิ่นที่หวังจะเอาเปรียบทำให้ความรู้สึกไว้วางใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


ไม่นาน ก็มีชาวบ้านเจ็ดแปดคนเข้ามาสอบถามรายละเอียดและราคาทันที


“แบบเล็กอยู่ที่หนึ่งถึงสองตำลึง ส่วนแบบใหญ่ก็เริ่มต้นที่สิบตำลึง ยี่สิบตำลึงขึ้นไป ราคาขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบ้าน เราไม่จำเป็นต้องเลือกแบบใหญ่เสมอไป เลือกแบบที่เหมาะสมก็พอ”


ราคานี้ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถอยหนีไปทันที


แต่ฉินเหยาไม่ได้ร้อนใจ นั่นก็เพราะพวกเขายังไม่เคยใช้ เมื่อได้ลองใช้เมื่อไหร่ รับรองว่าจะขาดมันไม่ได้


โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์มักจะแสวงหาความสะดวกสบาย โม่หินที่ใช้แรงคนขัดกับความต้องการนั้นโดยตรง เมื่อมีตัวเลือกที่ใช้เงินเพียงเล็กน้อยแต่สามารถลดภาระได้ ต่อให้เป็นชาวไร่ชาวนาที่ขี้เหนียวเพียงใด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยอมแพ้ให้กับความสะดวกสบายนี้


ตอนที่ 102: ปล่อยน้ำจับปลา


หลิวจี้รู้ว่าฉินเหยาจะนำเงินกลับมาวันนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่เขาก็ไปดักรอที่ปากหมู่บ้าน หาใครสักคนที่กำลังจะเข้าไปในเมืองเพื่อฝากซื้อเนื้อกลับมา


มีทั้งซี่โครงหมูและหมูสามชั้นที่มีมันแทรกอย่างพอดี เย็นนี้เขาลงมือทำอาหารหลายอย่างส่งกลิ่นหอมฉุยจนพวกต้าหลางถึงกับเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูครัว ไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกเขียนหนังสือ


ทันทีที่ฉินเหยาเข้าบ้าน นางก็ได้กลิ่นเนื้อหอมฉุยลอยมาทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาทันที


หลิวจี้หันมาจากเตาในครัว “เมียจ๋า เจ้ากลับมาแล้ว!”


“กับข้าวจานสุดท้ายใกล้จะเสร็จแล้ว เจ้าไปล้างหน้าล้างตาเถอะ เสร็จแล้วค่อยกินข้าวพร้อมกัน”


ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะโผล่หน้าไปมองโถงบ้าน “วันนี้จัดใหญ่เลยนะ กับข้าวเยอะแยะเชียว”


บนโต๊ะมีซี่โครงหมูตุ๋นพุทรากับเผือกหนึ่งหม้อ หมูสามชั้นผัดพริกเขียวหนึ่งจาน หัวไชเท้าดองกรอบๆหนึ่งถ้วยและน้ำแกงเต้าหู้กับผักกาดขาวที่กำลังทำอยู่ในครัว


แม้แต่วันปีใหม่ยังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย ฉินเหยาจุปาก “ดูท่าโรงโม่น้ำจะทำเงินได้ไม่น้อยเลยนะ”


เอ้อร์หลางรู้เรื่องนี้ดีจึงรีบยกมือรายงาน “ท่านแม่ ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เราได้วันละสิบเหวินเลยนะ บางวันยังได้ไข่ไก่ ผักกาด หรือแป้งที่โม่เสร็จแล้วกลับมาด้วย”


ต้าหลางเสริม “ตอนนี้คนในหมู่บ้านไม่อยากใช้โรงโม่เก่าของหมู่บ้านแล้ว พากันมาที่โรงโม่น้ำของเราหมดเลย บอกว่าใช้งานดีมาก”


คำนวณดูแล้ว เดือนหนึ่งมีรายได้ถึงสามร้อยเหวิน นับว่ามากพอจะให้หลิวจี้ซื้อเนื้อมาทำกับข้าวได้บ่อยขึ้นเพราะเงินส่วนนี้ฉินเหยาไม่ได้เก็บไว้เอง แต่มอบให้เขาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด


เมื่ออาหารในบ้านเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ นางก็ไม่คิดจะเอาเงินที่เหลือมาเก็บไว้ที่ตนอีก


หลิวจี้ตักน้ำแกงเต้าหู้ใส่ถ้วยเรียบร้อย เห็นฉินเหยาไม่เอ่ยถึงการเก็บเงินเข้ากระเป๋าตนเอง รอยยิ้มของเขาจึงดูจริงใจขึ้นอีกสองส่วน “เมียจ๋า กินข้าวเถอะ”


ฉินเหยาเร่งให้เด็กๆล้างมือ ก่อนจะพากันไปหยิบถ้วยชามและตะเกียบ แต่ละคนตักข้าวสวยเต็มถ้วย แล้วนั่งล้อมวงรอบโต๊ะอาหาร รอให้นางเริ่มลงมือก่อนจึงเริ่มกินพร้อมกัน


กับข้าวล้วนเป็นเนื้อ รสชาติยังอร่อยมาก ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนไม่มีใครอยากพูดคุย


จนกระทั่งกินกันจนอิ่มสักเจ็ดแปดส่วน ความเร็วในการตักอาหารก็ค่อยๆลด.ลง


ตอนนี้กับข้าวบนโต๊ะเหลือเพียงเล็กน้อย


หลิวจี้มือไว คว้าน้ำแกงเต้าหู้ที่เหลืออยู่สุดท้ายราดลงถ้วยตัวเอง คีบหัวไชเท้าดองสองชิ้นคลุกเข้าด้วยกัน รสเปรี้ยวกรอบเผ็ดนิดๆ อร่อยเสียจนอดยิ้มไม่ได้


พอกินอิ่ม อารมณ์ก็เบิกบานเป็นพิเศษ มุมปากของฉินเหยามีรอยยิ้มน้อยๆตลอดเวลา


หลิวจี้ซดข้าวคลุกน้ำแกงคำสุดท้าย ก่อนวางถ้วยตะเกียบลงแล้วเช็ดปาก ถามขึ้นอย่างสงสัย


“เมียจ๋า โรงโม่น้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอเสร็จแล้วหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า นางรู้ว่าเขาจะถามอะไรจึงเอ่ยตรงๆว่า “ค่าเล่าเรียนของเจ้าในปีนี้พร้อมแล้ว รอให้สิ้นเดือนนี้คัดลอกตำราให้เสร็จ ต้นเดือนเจ็ดเจ้าก็กลับไปศึกษาที่สำนักศึกษาในอำเภอได้”


หลิวจี้ลองคำนวณค่าเล่าเรียนในใจ คร่าวๆก็ราวห้าตำลึงเงิน แต่ฉินเหยาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก็หาได้แล้ว!


ถึงแม้เงินจะไม่ได้อยู่ในมือเขา แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ไปกับเขาอยู่ดี หลิวจี้จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “เมียจ๋า บ้านนี้มีเจ้าอยู่ช่างเป็นวาสนาของพวกข้าจริงๆ”


ฉินเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ตัดบทการประจบประแจงของเขา “คัดลอกตำราไปถึงไหนแล้ว”


“ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว เหลือแค่สองเล่มที่มีตัวอักษรเยอะๆสิ้นเดือนก็น่าจะเสร็จ” หลิวจี้ตอบอย่างมั่นใจ


พอคิดถึงชีวิตในสำนักศึกษาที่กำลังจะมาถึง เขาก็ตื่นเต้นจนแทบอดใจไม่ไหว


ไม่ต้องลงทุ่งนาอีกแล้ว แถมยังได้ไปอยู่ในตัวอำเภอนานๆอีก หากได้รวบรวมสหายเก่าๆมากินดื่มเที่ยวเล่นกันล่ะก็ ช่างเป็นชีวิตที่สุขสบายเหลือเกิน!


ฉินเหยาเห็นแววตารอคอยของเขา แววตานางพลันมืดลงเล็กน้อย


สายฝนในเดือนหก บทจะตกก็ตกลงมาทันที ค่ำคืนนี้ฝนเทลงมาอย่างกะทันหัน ลมเย็นจากภูเขาพัดผ่าน ชะล้างไอร้อนออกไปจนหมด จังหวะนั้นพลันมีเสียง “ฮัดชิ่ว!” ดังขึ้นจากห้องเด็ก


ฉินเหยาลุกขึ้นรีบเดินไปที่ห้องข้างๆ เปิดประตูเข้าไป หยิบผ้าห่มบางที่เก็บไว้ในหีบออกมา ก่อนจะกำชับเด็กทั้งสี่ให้เอาผ้าคลุมท้องไว้ดีๆ อย่านอนเปิดเสื้อผ้า


ในหมู่บ้าน การแพทย์ยังล้าหลัง หากเป็นไข้หวัดเล็กน้อย หมอเท้าเปล่าสามารถจ่ายยาให้ได้ แต่หากอาการหนักขึ้นมาก็ทำได้เพียงภาวนาขอให้ฟ้าดินเมตตา


ซานหลางกับซื่อเหนียงหลับสนิท ทั้งคู่ใส่เพียงเสื้อซับในตัวเล็ก เสียงรบกวนในห้องไม่ได้ทำให้พวกเขาตื่น แต่ถึงอย่างนั้น ร่างกายก็ยังรับรู้ได้ถึงความเย็น พอถูกคลุมด้วยผ้าห่ม ทั้งคู่ก็รีบม้วนเข้าหาความอบอุ่น เหลือเพียงใบหน้ากลมเล็กๆโผล่ออกมา


มือของฉินเหยาคันยุบยิบ นางอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มเด็กทั้งสองเบาๆ พวกเขาส่งเสียงงึมงำเล็กน้อย ก่อนจะขยับริมฝีปากแล้วกลับไปหลับต่อ


ครืน! ฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวเหนือหลังคา ฝนตกหนักขึ้นอีกแล้ว


ฉินเหยาก้มลงมอง เห็นเด็กน้อยทั้งสองไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย


คุณภาพการนอนเช่นนี้ นางอิจฉาเสียจริง!


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางที่นอนอยู่บนเตียงชั้นบนให้หลับต่อ จากนั้นจึงปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยแล้วกลับไปยังห้องของตน กว่าจะหลับได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน


นางอดกังวลไม่ได้ว่าฝนที่ตกหนักขนาดนี้จะรั่วซึมเข้ามาหรือไม่จึงลืมตาขึ้นมองหลังคาบริเวณขื่ออยู่เรื่อยๆ จนแน่ใจว่าแผ่นกระเบื้องปิดแน่นสนิทดีแล้ว ถึงค่อยปล่อยตนเองให้หลับไปท่ามกลางเสียงฝนโปรยปราย


เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนเบาลงมากแล้ว แต่ก็ยังคงตกอยู่


อากาศเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถออกไปฝึกยามเช้าได้ ต้าหลางและเอ้อร์หลางเลยได้นอนตื่นสายเป็นกรณีพิเศษ


ฉินเหยาได้ยินเสียงถอนหายใจของเหล่าชาวนาดังมาจากทุ่งนาเบื้องล่าง นางจึงบอกหลิวจี้ที่กำลังทำอาหารเช้าอยู่ในครัว จากนั้นก็สวมเสื้อกันฝน สวมงอบ แบกจอบขึ้นบ่าแล้วมุ่งหน้าไปยังท้องนา


ดินโคลนบนเส้นทางถูกฝนกระหน่ำเมื่อคืนกัดเซาะจนเกิดเป็นลำธารเล็กๆ ดีที่ฉินเหยาสวมรองเท้าฟาง ไม่เช่นนั้นหากเป็นรองเท้าทั่วไปคงเปียกโชกไปหมด


ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นเกือบยี่สิบเซนติเมตร นาข้าวที่อยู่ใกล้แม่น้ำหลายหมู่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะคันนา น้ำจากแม่น้ำทะลักเข้าสู่นาข้าวทำให้ต้นข้าวบางส่วนถูกทำลาย


ฉินเหยาถอนหายใจไปพร้อมกับเหล่าชาวนา ก่อนจะรีบพับขากางเกงขึ้นแล้วช่วยขนหินกับโคลนมาเสริมคันนา จากนั้นช่วยดันต้นข้าวที่ล้มลงให้ตั้งตรง


ต้นข้าวบางส่วนถูกกดทับจนตาย นางเห็นรวงข้าวที่ถูกทำลายแล้วอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ คิดว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตที่ควรจะเติบโตเป็นอาหารในอนาคต


น้ำในนามากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี เมื่อฝนเริ่มซาลง ชาวบ้านแทบทั้งหมู่บ้านต่างพากันออกมา ลงมือขุดลอกร่องน้ำและขุดช่องที่คันนาเพื่อระบายน้ำออก


เมื่อเจ้าของนาที่อยู่ใกล้แม่น้ำและตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำเห็นน้ำขุ่นที่ถูกระบายออกจากนาของคนอื่นไหลเข้ามาในนาตัวเองก็พากันเดือดดาล ด่าทอออกมาเสียงดังลั่น


แต่ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกอื่น เจ้าของที่ดินลุ่มต่ำทำได้เพียงทำใจยอมรับความโชคร้ายไปพร้อมกับเสริมคันนาใกล้ร่องน้ำให้สูงขึ้น


ฉินเหยาเองก็ทำแบบเดียวกัน เสริมคันนาใกล้ร่องน้ำของตัวเองให้สูงขึ้น จังหวะนั้นเอง ไม่รู้ว่าปลาที่เลี้ยงไว้ในนาของใครบางคนถูกกระแสน้ำพัดลงมาตามร่องน้ำ


นางมือไว คว้าปลาตัวอ้วนพีได้หนึ่งตัว


เจ้าของที่ดินลุ่มต่ำหัวเราะอย่างชอบใจ ส่วนเจ้าของที่นาสูงที่ปลาไหลลงมากลับร้องเสียงหลง “ปลาข้า! ปลาข้า!”


“ข้าไม่สนว่าจะเป็นของใคร หากมันหลุดลงมานาใครก็ต้องเป็นของคนนั้น!” ทุกคนพากันหัวเราะร่วน


ฉินเหยาเองก็หัวเราะตามไปด้วย ขณะเดียวกันก็เห็นปลาตัวใหม่ถูกน้ำพัดมาอีก นางรีบตบปลาตัวที่จับได้จนมึนงงแล้ววางไว้บนคันนา จากนั้นรีบยื่นมือไปจับตัวที่เพิ่งไหลมา


เด็กๆในหมู่บ้านได้ยินเสียงเอะอะก็ตื่นเต้น พากันกรูเข้ามาแย่งจับปลาจนตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าตัวไหนเป็นของบ้านใคร แต่ละคนพกตะกร้าติดตัว เด็กๆกลุ่มหนึ่งพากันไปอออยู่ช่วงกลางทางน้ำ พอจับปลาได้ก็เอาใส่ตะกร้าตัวเองทันที


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเองทำคะแนนได้ดีเยี่ยม ตะกร้าไม้ไผ่ของทั้งสองคนเต็มไปหมด


ซานหลางกับซื่อเหนียงไม่กล้าลงไปในร่องน้ำที่ลึกขนาดนั้นจึงยืนอยู่บนคันนาเชียร์พี่ชายแทน ทั่วทั้งท้องนาเต็มไปด้วยเสียงร้องให้กำลังใจและเสียงหัวเราะของเด็กๆที่กำลังตื่นเต้นสนุกสนาน


ตอนที่ 103: ช่างเถอะ หมดคำจะพูด


แม่ลูกทั้งห้ากลับมาถึงบ้านด้วยขาที่เต็มไปด้วยโคลน พวกเขาพากันเดินเท้าเปล่าเข้ามาทำเอาหลิวจี้ถึงกับตาค้าง


“พวกเจ้าไปอาบน้ำในโคลนมารึ” เขาถามด้วยความตกใจ


ฟ้าแจ่มใสแล้ว โคลนที่เกาะอยู่บนขาเล็กๆ ก็แห้งแข็งสนิทแล้วส่งกลิ่นคาวโชยออกมา แต่พวกเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกลับพากันตื่นเต้นยกอ่างไม้ออกมากลางลานบ้าน บ้างก็ตักน้ำ บ้างก็ยกตะกร้าแล้วเทลงไปในอ่าง


ปลาตัวอ้วนพีถูกเทลงอ่างทีละตัว ขอบอ่างไม่ลึกมาก พวกมันดีดตัวจะกระโจนออก ซานหลางกับซื่อเหนียงรีบพุ่งเข้าไปกดปลาไว้ไม่ให้มันหนี ทำเอาน้ำกระเด็นเต็มใบหน้า แต่ทั้งสองกลับหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน


หลิวจี้เห็นปลาเต็มอ่างแล้วอดยิ้มไม่ได้ “พวกเจ้าจับปลามาจากไหนน่ะ”


บ้านพวกเขาไม่อยากยุ่งยากเลยไม่ได้ซื้อลูกปลาไปเลี้ยงในนา


ฉินเหยาตักน้ำล้างโคลนที่ติดอยู่บนเท้าพร้อมกับช่วยล้างรองเท้าฟางที่เปรอะเปื้อนของเด็กทั้งสี่ด้วย


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเล่าให้พ่อฟังด้วยความตื่นเต้นว่าปลาของบ้านไหนถูกน้ำพัดลงมา พวกเขาเสียดายที่ไม่ได้พกตะกร้าไปมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงเก็บปลาได้มากกว่านี้แน่


น้ำหนึ่งโอ่งในบ้านไม่พอให้แม่ลูกห้าคนล้างตัว ฉินเหยาจึงกวักมือเรียก “ไป! ไปตักน้ำจากบ่อกัน!”


เด็กทั้งสี่ร้องเฮแล้วรีบโยนตะกร้าทิ้ง วิ่งเท้าเปล่าลงจากเนินราวกับหมูป่าหลุดออกจากกรง


บนพื้นยังมีร่องน้ำฝนที่ถูกชะออกมา เด็กๆเหยียบย่ำเสียงดัง พากันเล่นกันอย่างบ้าคลั่ง


หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างจนใจ “เจ้าไม่คิดจะห้ามหน่อยรึ ปล่อยให้พวกเขาเล่นเช่นนี้ หากตากลมจนเป็นไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร”


ฉินเหยาหยิบถังน้ำขนาดใหญ่พิเศษสองใบขึ้นมาแล้วเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่โผล่ออกมาจากเมฆ พลางหัวเราะเบาๆ


“แดดแรงขนาดนี้ หากไม่รีบเล่น เดี๋ยวน้ำก็ระเหยหมดแล้ว”


หากน้ำแห้งก็เล่นไม่ได้แล้ว แน่นอนว่าต้องใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า


พูดจบ นางยังถามหลิวจี้ว่าจะมาร่วมด้วยหรือไม่ แต่เขารีบโบกมือปฏิเสธทันที เพราะคัดหนังสือเยอะไปหน่อยเลยต้องรักษาภาพลักษณ์คนมีการศึกษา “ไม่ใช่การกระทำของปัญญาชน!”


ฉินเหยาแค่นเสียงใส่เขา จากนั้นก็เดินลุยน้ำเท้าเปล่าอย่างรื่นเริง ก่อนจะตะโกนไล่เด็กๆข้างหน้า


“ปีศาจจะมาจับเด็กแล้วนะ!”


เด็กทั้งสี่ ‘ตกใจ’ รีบหันกลับไปดู พอเห็นฉินเหยาวิ่งเข้ามาหา พวกเขาก็ส่งเสียงกรี๊ดแล้ววิ่งหนีไปทางหมู่บ้านทันที


พื้นเต็มไปด้วยโคลน ยิ่งวิ่งเสื้อผ้ายิ่งเลอะเทอะจนแทบจะใส่ไม่ได้อีก


ตอนเที่ยงวัน หลิวจี้แบกกะละมังใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าเปื้อนโคลนเดินมาที่ริมน้ำลับตาคนด้วยท่าทางลับๆล่อๆ เขาโกรธจนอยากกัดฉินเหยาเจ้าตัวต้นเรื่องนั่นให้ตายเสีย!


ก่อนหน้านี้พูดเสียสวยหรูว่าเสื้อผ้าของใคร คนนั้นก็ต้องซักเองแล้วผลลัพธ์เล่า


พอตักน้ำกลับมา ฉินเหยาก็เอาเสื้อผ้าของพวกเขาห้าคนคนม้วนเป็นก้อนแล้วโยนใส่อกเขา


แล้วเขาปฏิเสธได้หรือ เขากล้าหรือ


“เฮ้อ~ สตรีกับเด็กนี่เลี้ยงดูยากเสียจริง…”


ปากบ่นไม่หยุด แต่มือกลับซักเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่ว


หลังจากฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำก็เชี่ยวกรากและใสสะอาด เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นภูเขาเขียวขจีทอดตัวยาวไกล ท้องฟ้าสดใส งดงามราวกับภาพวาด…


ช่างเถอะ หมดคำจะพูดแล้ว หลิวจี้ไม่คิดจะทำให้ตัวเองลำบากใจไปมากกว่านี้ เพียงก้มหน้าซักผ้าต่อไป


ทางฝั่งบ้าน ประตูรั้วถูกคนแปลกหน้าคนหนึ่งเคาะ


ฉินเหยาออกมาดูก็รู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ “ท่านคือ?”


ชายผู้นั้นจูงลามาด้วยหนึ่งตัว อายุราวสามสิบเศษ ไว้เคราแพะ สวมชุดสีน้ำเงินคราม แค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวนา


เขายิ้มให้ฉินเหยาแล้วแนะนำตัวเอง “ฉินเหนียงจื่อ ข้าเอง วันก่อนที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ข้ามาถามเจ้าเรื่องโรงโม่น้ำ จำได้หรือไม่ ข้าคือเถ้าแก่อู่ เจ้าของร้านขายข้าวสารในตัวเมือง เจ้านึกออกหรือยัง”


ฉินเหยานึกออกทันที “ที่แท้เป็นท่านนี่เอง ท่านอยากจะสร้างโรงโม่น้ำแล้วใช่หรือไม่”


“เชิญเข้ามาข้างใน ท่านเดินทางมาเหนื่อยแน่ๆ ฝนเพิ่งหยุดเมื่อเช้า คงเดินทางลำบากน่าดูเลยกระมัง”


ฉินเหยาเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาในบ้าน แต่เมื่อเถ้าแก่อู่เห็นว่าในเรือนไม่มีบุรุษอยู่ด้วยจึงเลือกนั่งรออยู่ที่ลานแทน ไม่ได้เข้าไปในห้องโถง


เถ้าแก่อู่รับน้ำเปล่าที่ฉินเหยาส่งให้มาดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะถามทันที “ก่อนหน้านี้ข้าบอกว่าอยากสร้างโรงโม่น้ำ ไม่ใช้กังหันน้ำอันใหญ่ เอาแบบเดียวกับที่บ้านเจ้ามีอยู่ริมแม่น้ำก็พอ สร้างสักสามตัว ขนาดเล็ก ไม่กินพื้นที่มาก”


“ตอนนั้นข้าถามว่าเจ้าคิดค่าดำเนินการอย่างไร เจ้าบอกว่ากังหันน้ำเล็กสองตำลึง ยังใช่ราคานี้อยู่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “กังหันน้ำสองตำลึง ท่านเตรียมโม่หินไว้เองก็พอ แต่ข้าจะคิดค่าติดตั้งเพิ่มอีกหนึ่งร้อยเหวิน คงไม่มากเกินไปใช่ไหม”


“ไม่รวมโม่หินรึ”


เถ้าแก่อู่คาดไม่ถึง เขาคิดว่าราคานี้รวมโม่หินแล้ว


ฉินเหยาลากเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งตรงข้ามเขาพลางกล่าวอย่างจนใจ


“ราคาค่าไม้ ท่านก็น่าจะรู้ดี แค่ค่าวัสดุอย่างเดียวก็เกินหนึ่งตำลึงไปแล้ว ไหนจะค่าขนส่งอีก ระหว่างทางก็เป็นเงินจำนวนหนึ่ง พวกข้าทำการค้าอย่างไรก็ต้องมีกำไรบ้าง หากรวมโม่หินไปอีก ข้าก็ทำงานให้เปล่าน่ะสิ”


เถ้าแก่อู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “โม่หินแบบใดก็ได้หรือ ข้ายังต้องไปหาแผ่นโม่เองอีก ยุ่งยากเกินไปแล้ว เจ้าคิดราคาเหมาให้ข้าที ข้าจะมาเสียเที่ยวไม่ได้ วันนี้ต้องตกลงกันให้จบ!”


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาใจเย็นก่อนแล้วเริ่มคำนวณราคาที่เหมาะสมในใจ


ในเมื่อมีคนแรกมาถึงบ้านแสดงว่าอีกไม่นานก็ต้องมีคนที่สองที่สามตามมา


สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกก็คิดราคาแบบเหมารวมกังหันน้ำและโม่หิน แต่หากใครอยากประหยัดก็ให้เลือกซื้อกังหันน้ำอย่างเดียวแล้วเตรียมโม่หินเอาเอง


แต่ฉินเหยาคิดว่า แทนที่จะให้เงินค่าโม่หินไปอยู่ในมือคนอื่น เหตุใดไม่ให้มันตกอยู่กับคนในหมู่บ้านของตัวเองดีกว่าเล่า


ราคาตลาดข้างนอกเป็นอย่างไร คนที่นี่ย่อมรู้อยู่แล้ว เขตอำเภอไคหยางรวมค่าขนส่งให้ แต่หากอยู่นอกเขตนี้ ผู้ซื้อต้องจ่ายค่าขนส่งเอง


“เอาเช่นนี้แล้วกัน กังหันน้ำพร้อมโม่หิน ในเขตอำเภอรวมค่าติดตั้งและขนส่ง หนึ่งชุดคิดสามตำลึง”


ฉินเหยาทำท่าลำบากใจราวกับว่าตนไม่ได้กำไรเลย “ข้างนอกโม่หินใหญ่ๆหนึ่งแผ่นก็ปาไปห้าหกเฉียนเข้าไปแล้ว จริงๆข้าไม่ได้กำไรอะไรมาก ท่านดูเอาว่าพอรับไหวหรือไม่ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าข้าจะไปสำรวจพื้นที่ของท่านดูอีกที”


“หากไม่เข้าเงื่อนไข เรื่องนี้ก็ช่างเถิด”


เถ้าแก่อู่คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว กังหันน้ำสามชุดรวมกันเป็นเก้าตำลึง แต่ประสิทธิภาพก็เทียบเท่ากับโรงโม่น้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอที่ใช้เงินถึงสิบห้าตำลึง สรุปแล้วประหยัดไปได้ไม่น้อย


แน่นอนว่าของแพงย่อมมีเหตุผล กังหันน้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอนั้นใช้วัสดุดีกว่าหน่อย แถมกำลังของกังหันแนวนอนยังมากกว่ากังหันแนวตั้งอีกด้วยและไม่ได้รับผลกระทบจากความแรงของกระแสน้ำ ทำให้สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปี


ยกเว้นแต่ว่าจะเกิดภัยแล้งใหญ่ที่หลายสิบปีถึงจะเจอสักครั้ง น้ำในแม่น้ำเหือดแห้งจึงจะส่งผลกระทบต่อการใช้งาน


“ตกลง งั้นพรุ่งนี้ข้าจะรอเจ้าที่บ้าน” เถ้าแก่อู่ตอบตกลง ในใจเขาไม่ได้คิดจะใช้โรงโม่น้ำแค่ในบ้านตัวเอง แต่คิดจะทำโรงโม่น้ำเป็นการค้า


ดังนั้น ต้องรีบลงมือและสร้างให้มีขนาดใหญ่พอสมควร เพื่อแย่งชิงโอกาสก่อนใคร


ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเสนอแนะ “หากท่านต้องการเปิดโรงโม่เพื่อทำกำไร ข้าว่ากังหันน้ำสามตัวอาจจะยังไม่พอ เพิ่มเครื่องบดน้ำเข้าไปด้วย จะดึงดูดคนได้มากกว่า”


เถ้าแก่อู่หัวเราะออกมาอย่างขบขัน “ฉินเหนียงจื่อ ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือไม่ เจ้าก็รีบเสนอให้ข้าเพิ่มเครื่องบดแล้ว อย่ากังวลไปเลย หากโรงโม่น้ำสร้างได้ละก็ ไม่ใช่แค่เครื่องบดตัวเดียว ต่อให้สี่ห้าเครื่องก็ยังทำได้!”


ฉินเหยาโบกมือเบาๆ ช่างเถอะ อย่ามัวแต่วาดฝันให้กันเองเลย


เถ้าแก่อู่ทิ้งที่อยู่บ้านไว้แล้วไปดูโรงโม่น้ำของฉินเหยา พร้อมกับเอ่ยไม่หยุดปากว่า “ดีจริงๆ ดีจริงๆ”


จากนั้นจึงจากไปด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม


ตอนที่ 104: สร้างโรงงาน


พอหลิวจี้ซักผ้าเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้านได้ยินว่ามีคนมาสั่งจองกังหันน้ำกับโม่หิน เขาก็ดูตื่นเต้นยิ่งกว่าฉินเหยาเสียอีก


“กังหันน้ำชุดเล็กหนึ่งชุดสามตำลึง เจ้ากับช่างไม้หลิวแบ่งกันก็คงได้กำไรกันคนละครึ่งสินะ”


“ครึ่งหนึ่งก็คือหนึ่งตำลึงห้าเฉียน ถ้าหารสองอีกทีก็จะได้คนละเจ็ดเฉียนห้าสิบเหวิน เช่นนั้นหากทำทั้งหมดสามชุดก็…สองตำลึงสองเฉียนกว่า!”


หลิวจี้ตื่นเต้นจนสะบัดเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จไปพาดไว้บนราวไม้ไผ่ “เมียจ๋า บ้านเรากำลังจะรวยแล้ว!”


“ไม่เช่นนั้นให้ข้าอยู่บ้านช่วยเจ้าทำงานดีกว่าไหม อย่างไรพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ของเจ้าก็คือของข้า ของข้าก็คือของเจ้า เจ้าจ่ายให้ข้าสักสองสามตำลึงต่อเดือนก็พอ ข้าไม่เรียกร้องมาก…โอ๊ย!”


จู่ๆ หลังศีรษะของหลิวจี้ก็หนักอึ้ง เขาส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บ เมื่อหันกลับไปดูก็เห็นฉินเหยาถือไม้ทุบผ้าไว้ในมือ


“ตากผ้าของเจ้าไป เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่พ่อศรีเรือนอย่างเจ้าต้องมาคิด!”


หลิวจี้ลูบหลังศีรษะที่ปวดตุบๆ คงจะบวมขึ้นมาแล้ว เขาถามอย่างงุนงง “เมียจ๋า อะไรคือพ่อศรีเรือนหรือ”


นางมักจะพูดคำแปลกๆออกมาเสมอ คนแถบเหนือเขาพูดกันเช่นนี้หมดเลยหรือ


ฉินเหยาตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็เป็นเช่นเจ้าตอนนี้อย่างไรเล่า คิดเอาเองแล้วกัน”


พูดจบนางก็โยนไม้ทุบผ้าทิ้งแล้วก้าวเท้ายาวๆออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังบ้านของช่างไม้หลิว


ฉินเหยาบอกเรื่องของเถ้าแก่อู่ให้ฟัง ช่างไม้หลิวก็ดูตื่นเต้นไม่น้อย แต่ก็คิดไปถึงอนาคตที่อาจมีลูกค้าเพิ่มขึ้น “เราต้องกำหนดราคาชัดเจน จะได้ไม่ต้องตั้งราคาตามสถานการณ์ทุกครั้ง”


ฉินเหยาเองก็คิดเช่นเดียวกัน นางหยิบพู่กันของช่างไม้หลิวขึ้นมา จุ่มหมึกแล้วเขียนลงบนแผ่นไม้ที่ไม่ได้ใช้


กังหันน้ำชุดเล็กราคาสามตำลึง กังหันน้ำชุดกลางราคาห้าตำลึงแปดเฉียน กังหันน้ำชุดใหญ่ราคาเริ่มต้นที่สิบห้าตำลึง รายละเอียดเพิ่มเติม คำนวณตามความเหมาะสม


หากเตรียมหินโม่มาเอง ลดราคาลงที่แผ่นละแปดเฉียน


หมายเหตุ: ภายในอำเภอไคหยาง รวมค่าขนส่งและติดตั้ง


“ท่านคิดว่าราคานี้เป็นอย่างไร”


ฉินเหยาส่งแผ่นไม้ให้ช่างไม้หลิว เขานับนิ้วคำนวณอยู่หลายรอบก่อนจะพยักหน้า “ดีเลย!”


แต่หากทำไปเรื่อยๆ แล้วพวกเขาสองคนจะแบ่งกำไรกันอย่างไรดี?


ระหว่างทางที่เดินมา ฉินเหยาคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว หากจะร่วมมือกัน แต่แบ่งเงินกันไม่ลงตัวก็คงทำไปได้ไม่นาน


ฉินเหยาพูดขึ้น “จากนี้ไป ให้ถือว่าพวกเราร่วมกันเปิดโรงงานผลิตโรงโม่น้ำเลยแล้วกัน ตอนนี้แบ่งออกเป็นสามฝ่ายก่อนชั่วคราว”


“หนึ่งคือฝ่ายกังหันน้ำ สองคือฝ่ายโม่หินและสามคือฝ่ายดูแลลูกค้า ติดตั้ง และบริการหลังการขาย”


“ท่านรับผิดชอบฝ่ายแรก ข้ารับผิดชอบสองฝ่ายหลัง ตอนนี้พวกเราทั้งสองออกเงินกันคนละสามตำลึงเข้าบัญชีกลาง ใช้สำหรับซื้อวัสดุ หลังจากได้เงินจากลูกค้าก็นำไปเติมในบัญชีกลาง ทุกสิ้นเดือนวันที่สามสิบจะคำนวณบัญชี สรุปรายรับรายจ่าย หักค่าใช้จ่ายแล้ว พวกเรากำไรแบ่งกันคนละครึ่ง”


ช่างไม้หลิวฟังแล้วก็อุทานออกมาว่ายอดเยี่ยมจริงๆ!


“แต่ข้าไม่ถนัดเรื่องคำนวณเลย งานบัญชีให้ฉินเหนียงจื่อจัดการดีกว่า” ช่างไม้หลิวหัวเราะแห้งๆ


ปกติให้คำนวณเงินเล็กๆน้อยๆยังพอไหว แต่หากทำตามที่ฉินเหยาพูด มันจะซับซ้อนเกินไปสำหรับเขา


ฉินเหยาพยักหน้า “ตราบใดที่ท่านไว้ใจข้า ข้าก็ไม่มีปัญหา”


ช่างไม้หลิวรีบตอบ “แน่นอนว่าข้าเชื่อใจเจ้าอยู่แล้ว! หากไม่ใช่เพราะฉินเหนียงจื่อ ร้านผลิตของพวกเราคงเกิดขึ้นไม่ได้ ข้าแค่ช่างไม้ตัวเล็กๆ จะไปคิดถึงเรื่องเอากังหันน้ำมาทำเป็นการค้าขายได้อย่างไรกัน!”


ฉินเหยากล่าวอย่างจริงจัง “หากไม่มีช่างไม้ฝีมือดีอย่างท่าน ข้าก็คงทำอะไรเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกัน พวกเราถือว่าเกื้อกูลกัน”


“เช่นนั้น ข้าจะร่างสัญญาขึ้นหนึ่งฉบับแล้วให้หัวหน้าตระกูล ผู้ใหญ่บ้านและหลิวต้าฝู พวกเขาสามคนมาเป็นพยาน จะได้มีหลักฐานอ้างอิงในอนาคต”


“ได้ๆๆ ตกลง” ช่างไม้หลิวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกทึ่ง “ฉินเหนียงจื่อ หากเจ้าเกิดเป็นบุรุษ คงไม่ธรรมดาแน่”


“ทำไม พอข้าเป็นสตรีจึงด้อยกว่าหรือ” ฉินเหยาหยอกกลับ


ช่างไม้หลิวรีบโบกมือ “ไม่ๆ ข้าหมายถึงตอนนี้เจ้าก็เก่งมากอยู่แล้ว!”


ฉินเหยาหัวเราะเบาๆรู้สึกพอใจ นางหยิบกระดาษและพู่กันมาแล้วร่าง ‘สัญญาหุ้นส่วน’ ฉบับคร่าวๆก่อนจะอ่านให้ช่างไม้หลิวฟัง เมื่ออีกฝ่ายเห็นด้วย นางจึงเขียนฉบับจริงสองชุด จากนั้นให้ลูกชายของช่างไม้หลิวไปเชิญพยาน ส่วนตัวนางก็อยู่กินมื้อเย็นที่บ้านช่างไม้หลิว


ผู้ใหญ่บ้านตกใจไม่น้อย คาดไม่ถึงว่าฉินเหยากับช่างไม้หลิวที่ทำเพียงกังหันน้ำกับโม่หิน แต่กลับจัดการทุกอย่างเป็นทางการถึงเพียงนี้ หากไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าทั้งสองทำการค้าใหญ่โตอยู่


ฉินเหยากล่าวอย่างจริงจัง “ผู้ใหญ่บ้าน กังหันน้ำกับโม่หินเป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่หากไปได้ดี สำหรับหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเราแล้ว มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว”


“โอ้?” ผู้ใหญ่บ้านถามอย่างสนใจ “หมายความว่าอย่างไร”


ฉินเหยาอธิบาย “หมู่บ้านของพวกเรามีภูเขาหิน ในป่าก็มีไม้ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้คือวัตถุดิบหลักในการสร้างโรงโม่น้ำ หากมีคนมาสั่งของกับพวกข้า ข้ากับช่างไม้หลิวก็ต้องซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ใช่หรือไม่”


“พอเป็นเช่นนี้ ไม้ที่ชาวบ้านขายไม่ออกหรือเคยขายได้ราคาถูกก็จะสามารถทำกำไรได้”


“ส่วนภูเขาหิน แม้ว่าทุกคนจะสามารถใช้ได้ไม่เสียเงิน แต่หากนำมาสร้างโม่หินขาย พวกข้าจะจ่ายค่าหินให้หมู่บ้านแผ่นละยี่สิบเหวิน สิบแผ่นก็สองร้อยเหวิน ร้อยแผ่นก็ตั้งสองตำลึง!”


“หากได้เงินก้อนนี้ หมู่บ้านของพวกเราก็สามารถซ่อมแซมถนนได้ ใช่หรือไม่”


“พอถนนดีขึ้น การสัญจรสะดวกขึ้น เด็กๆในหมู่บ้านจะออกไปข้างนอกก็ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่”


“และยังมีอีกมาก หากมีคำสั่งซื้อมากขึ้น ข้ากับช่างไม้หลิวทำกันแค่สองคนไม่ไหวแน่ เช่นนั้นก็ต้องจ้างแรงงานจากในหมู่บ้านมาช่วย เช่นนี้ชาวบ้านก็มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องออกไปหางานไกลๆใช่หรือไม่”


ยิ่งฟัง ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลก็ยิ่งตกตะลึง สิ่งที่ฉินเหยาพูดมานั้น พวกเขาไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย!


หากทุกอย่างเป็นเช่นที่นางพูดจริงๆ แล้วล่ะก็… ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลสบตากันอย่างตื่นเต้น หนวดเคราบนใบหน้าสั่นระริกด้วยความดีใจ


หลิวต้าฝูที่มักออกไปทำธุระนอกหมู่บ้านสามารถจินตนาการถึงภาพที่ฉินเหยาพูดได้อย่างชัดเจน


เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านตระกูลหลิว หากถนนในหมู่บ้านได้รับการซ่อมแซมดีขึ้น การเดินทางเข้าเมืองเพื่อขายธัญพืชย่อมสะดวกกว่าที่เป็นอยู่แน่ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงเอ่ยขึ้นทันที:


“ฉินเหนียงจื่อ หากวันหน้าเจ้าต้องใช้เกวียนวัวหรืออะไรทำนองนี้ก็บอกข้าได้เลยนะ”


ฉินเหยาพยักหน้าขอบคุณเขา จากนั้นกล่าวต่อ “หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ให้ดีขึ้น จำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมหลักที่ยั่งยืน มีเพียงเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถควบคุมเศรษฐกิจให้มั่นคง ขยายตัวให้เติบโต กำจัดความยากจนและทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น…”


หยุดๆ!


ฉินเหยาสะดุ้งตื่นจากความคิดของตนเอง นี่มันไม่ใช่เวทีสอบเข้ารับราชการนะ หากพูดไปมากกว่านี้ นางอาจจะอธิบายไม่ถูกแล้ว


ถึงกระนั้น คำพูดเพียงครึ่งเดียวของนางก็เพียงพอให้ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล และหลิวต้าฝูต้องขบคิดกันไปอีกหลายคืน


ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยม พวกเขาไม่เคยเจอใครที่สามารถสรุปหลักการเหล่านี้ออกมาได้อย่างชาญฉลาดขนาดนี้


เมื่อฉินเหยากลับถึงบ้านก็เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว ห้าคนพ่อลูกต่างหลับสนิทกันหมด


นางนั่งลงข้างหน้าต่าง หยิบสัญญาหุ้นส่วนออกจากอกเสื้อกางอ่านอยู่สามรอบ ก่อนจะพับเก็บใส่ลิ้นชักอย่างระมัดระวัง


นางถึงขั้นเปิดโรงงานผลิตในยุคโบราณเสียแล้ว ช่างรู้สึกแปลกใหม่จริงๆ


อืม… ต้องตั้งชื่อโรงงานหน่อยดีไหม เช่นนั้นเรียกว่า ‘โรงโม่น้ำหมู่บ้านตระกูลหลิว’ แล้วกัน


แม้ว่าจะฟังดูธรรมดาไปหน่อย แต่ก็บ่งบอกถึงสถานที่ได้ดี แถมยังช่วยโฆษณาหมู่บ้านตระกูลหลิวไปในตัว


พรุ่งนี้นางจะบอกให้ช่างไม้หลิวแกะสลักคำว่าโรงโม่น้ำหมู่บ้านตระกูลหลิวลงบนกังหันน้ำ


ส่วนบนโม่หิน นางก็จะสลักคำนี้ไว้เช่นกัน ใช้มันเป็นเครื่องหมายการค้าของหมู่บ้านตระกูลหลิว!


ตอนที่ 105: มั่นคงดั่งสุนัขเฒ่า


เช้าวันใหม่ฝนตกปรอยๆ ฉินเหยาสวมเสื้อกันฝนใบจากและหมวกฟาง หยิบเอาเครื่องมือไม่กี่ชิ้นกับกระดาษพู่กันหนึ่งชุดติดตัวออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่โดยยังไม่ได้กินข้าว


ระหว่างทางผ่านนาของตัวเอง นางกวาดตามองต้นข้าวในนา เห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็เร่งฝีเท้าเดินไปยังเมืองจินสือ


ราวๆแปดโมงครึ่ง ฉินเหยาก็มาถึงบ้านของเถ้าแก่อู่ในตัวเมือง


ก่อนถึงบ้านเขา นางแวะซื้อแป้งทอดธัญพืชสองชิ้นใหญ่จากตลาดมากินรองท้อง จากนั้นเมื่อมาถึงบ้านเถ้าแก่อู่ ทั้งสองก็ตรงไปยังสถานที่ที่จะสร้างโรงโม่น้ำทันที


ทั้งอำเภอไคหยาง กว่าครึ่งของหมู่บ้านและตำบลตั้งอยู่ริมแม่น้ำ แม่น้ำสายนี้มาจากแหล่งน้ำเดียวกัน แต่ด้วยภูมิประเทศที่แตกต่างกันทำให้เกิดรูปแบบกระแสน้ำที่หลากหลาย


ทางน้ำช่วงที่ไหลผ่านเมืองจินสือจะกว้างและลึกกว่าตรงหมู่บ้านเซี่ยเหอหน่อย แต่กระแสน้ำค่อนข้างสงบกว่า


ใกล้ๆ บนภูเขายังมีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ทำให้มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์


เถ้าแก่อู่เลือกทำเลบริเวณแม่น้ำที่ไหลผ่านถนนหลวงซึ่งมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ ที่นี่มีสะพานหินหนึ่งแห่ง แม่น้ำอยู่ต่ำกว่าสะพานราวสองเมตร เขาวางแผนจะสร้างโรงโม่ตรงแนวหาดริมแม่น้ำใต้สะพาน ซึ่งค่อนข้างราบเรียบ


ฉินเหยาดูแล้ว คิดว่าทำเลนี้ไม่ค่อยเหมาะ แม้ว่าจะเดินทางสะดวก แต่หากน้ำหลากขึ้นมา กังหันน้ำคงถูกน้ำท่วมแน่


ยิ่งไปกว่านั้น พื้นดินตรงริมหาดแม่น้ำยังอ่อนตัวมาก หากสร้างโรงโม่ตรงนั้นอาจเกิดการทรุดตัวได้


ปัจจัยทางภูมิประเทศเหล่านี้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉินเหยาไม่กังวลว่าคนอื่นจะลอกเลียนแบบทักษะกังหันน้ำของนางไปได้ง่ายๆ


ยุคนี้เป็นเพียงยุคศักดินาโบราณที่เกษตรกรรมยังล้าหลัง ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ แม่น้ำยังคงเป็นธรรมชาติดั้งเดิม ไม่ใช่แค่วางกังหันน้ำลงไปแล้วจะใช้งานได้เลย


แต่การค้านี้อย่างไรฉินเหยาก็ต้องทำให้สำเร็จ เมื่อนางอธิบายให้เถ้าแก่อู่ฟังจนเขาเห็นด้วย ทั้งสองจึงเดินหาทำเลใหม่จนได้ข้อสรุปว่าจะสร้างโรงโม่น้ำห่างจากถนนหลวงในระยะร้อยเมตร


จุดนี้แม่น้ำแคบลง กระแสน้ำเชี่ยวกราก และที่สำคัญคือสองฝั่งมีแนวหินธรรมชาติช่วยเป็นเขื่อนกันน้ำ ทำให้มีเสถียรภาพมากกว่า


ปัญหาเดียวที่ต้องแก้คือเถ้าแก่อู่ต้องขยายถนนให้กว้างขึ้น เพื่อให้เกวียนและม้าสามารถเข้าไปได้สะดวก


แต่ระยะทางเพียงร้อยกว่าถึงสองร้อยเมตรเท่านั้น ใช้เงินไม่มาก


เถ้าแก่อู่ไม่อยากเสียโอกาสทำการค้านี้ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตกลงสั่งกังหันน้ำขนาดเล็กสามชุด


“ข้าจะเก็บเงินมัดจำหนึ่งในสามก่อน ข้าจะออกใบรับเงินให้ท่าน เมื่อติดตั้งเสร็จ ทดลองใช้แล้วไม่มีปัญหาค่อยชำระส่วนที่เหลือ”


ฉินเหยาหยิบกระดาษกับพู่กันออกมา ก่อนจะเงยหน้ามองเถ้าแก่อู่


เถ้าแก่อู่พยักหน้า นางจึงเขียนใบรับเงินมัดจำแบบง่ายๆ จากนั้นทั้งสองก็ประทับรอยนิ้วมือ


ใบเสร็จธรรมดาแบบนี้แม้ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เมื่อใช้ระหว่างกลุ่มตระกูลใหญ่ก็ถือว่าเป็นหลักฐานผูกมัดที่ใช้ได้


ชาวบ้านทั่วไปไม่อยากไปขึ้นโรงขึ้นศาล การทำสัญญาและใบเสร็จในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาก็ถือว่าใช้ได้


เมื่อมอบใบรับเงินให้เถ้าแก่อู่แล้ว ฉินเหยาก็ถามขึ้นว่า “คิดจะติดตั้งเมื่อไรหรือ”


“ภายในสิบวันแล้วกัน” เถ้าแก่อู่ตอบ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ “พวกเจ้าจะทำทันหรือไม่”


ฉินเหยาเอ่ย “กำหนดเวลานี้ไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือท่านต้องเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยก่อน”


เถ้าแก่อู่ตบอกรับรองว่าเขาจะจัดการปรับพื้นที่ให้เรียบร้อยภายในสี่ถึงห้าวัน


ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับชุมชน เขาก็คิดมาแล้วเพราะบริเวณที่ใช้เป็นแม่น้ำสาธารณะของตัวเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เขาจะให้ส่วนลดแก่ชาวบ้านในเมืองเยอะหน่อย เพื่อให้พวกเขาไม่ติดใจเรื่องพื้นที่ ส่วนฉินเหยาแค่ทำของให้เสร็จและมาติดตั้งตามกำหนดก็พอ


เมื่อทุกอย่างตกลงกันเรียบร้อย ฉินเหยาจึงวางใจและเดินทางกลับ


ตอนเที่ยงนางกลับถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ส่งแบบร่างให้ช่างไม้หลิวดูก่อนแล้วจึงกลับบ้านกินข้าว


หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ พักได้แค่ครู่เดียวก็หอบเครื่องมือออกไปเก็บหินทันที


โม่หินเล็กสามตัว นางสามารถทำเองทั้งหมดได้ แต่ตอนนี้ฉินเหยาไม่อยากโหมงานหนักเกินไปจึงต้องหาคนช่วย


ณ เรือนเก่าของตระกูลหลิว พอเห็นฉินเหยาเดินเข้ามาพร้อมเครื่องมือ ทุกคนก็รู้ทันทีว่านางมาทำอะไร สามพี่น้องหลิวไป่ที่กำลังซ่อมแซมเครื่องมือเกษตรอยู่ไม่พูดอะไรมากความก็ลุกขึ้นแล้วเดินตามนางไปทันที


คราวนี้ พวกฉินเหยาสี่คนเก็บหินมาเพิ่มอีกหลายก้อน เพื่อสำรองไว้ใช้งานในอนาคต


เพิงที่สร้างไว้ครั้งก่อนยังอยู่ พวกเขาขนหินเข้าไปภายในแล้วใช้เวลาสองถึงสามวันขัดแต่งจนได้โม่หินสามแผ่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเจ็ดสิบเซนติเมตร


ทางฝั่งช่างไม้หลิวก็ทำงานได้รวดเร็วเช่นกันเพราะเคยบอกให้พ่อตาช่วยตัดไม้สำรองไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว รอบนี้เขาจึงสามารถขนกลับมาใช้งานได้ทันที


กังหันน้ำทำเสร็จแล้ว หลังจากลงสีและผึ่งให้แห้งก็สามารถใช้งานได้นานขึ้น


กังหันน้ำสามชุดมีขนาดเท่ากันเป๊ะ โม่หินก็เช่นกัน ต่างกันเพียงลวดลายหินเล็กน้อย ทั้งสองอย่างนี้ล้วนถูกสลักคำว่าโรงโม่น้ำหมู่บ้านตระกูลหลิวลงไป


ระหว่างที่ผลิตโม่หินให้เถ้าแก่อู่ ซุ่นจื่อนำคนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอมาสามรอบและฉินเหยาก็สามารถปิดการขายโรงโม่ขนาดเล็กสำหรับใช้ในครัวเรือนเพิ่มได้อีกสองชุด


ครั้งที่แล้ว หลังจากได้คำสั่งซื้อจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ ฉินเหยาให้ค่านายหน้ากับซุ่นจื่อหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน รอบนี้ก็คิดในอัตราเดียวกัน สองคำสั่งซื้อเล็ก คิดเป็นคำสั่งซื้อละสามสิบเหวินรวมแล้วซุ่นจื่อได้หกสิบเหวิน


แม้มีคำสั่งซื้อมากขึ้น แต่งานของฝั่งฉินเหยากลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีคนช่วยกันสี่คนจึงยังทำงานได้ตามกำหนด


แต่ทางช่างไม้หลิวกลับไม่ไหว ต้องรีบหาคนในหมู่บ้านมาช่วยเพิ่มอีกสองคน เพื่อช่วยทำใบพัดกังหันน้ำ


ตราบใดที่วัดขนาดและคำนวณตัวเลขให้ตรงกัน งานไม้ประเภทนี้ คนที่มีพื้นฐานงานไม้ก็สามารถทำได้


ปลายเดือน มีการส่งมอบโรงโม่ขนาดเล็กไปทั้งหมดห้าชุด เมื่อฉินเหยามอบเงินหนึ่งร้อยเหวินให้กับหัวหน้าตระกูลต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิว ทุกคนต่างพากันฮือฮาด้วยความตื่นเต้น!


เมื่อได้ยินว่าฉินเหยาประกาศว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านสามารถเป็นนายหน้าหาลูกค้าได้ และจะได้รับค่าแนะนำหนึ่งส่วนของราคาสินค้าเมื่อจบการขายสำเร็จ ทุกคนก็เริ่มสนใจ


เหล่าสตรีที่แต่งงานเข้ามาในหมู่บ้านต่างพากันกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของตนแล้วโฆษณาข้อดีของโรงโม่น้ำให้กับญาติพี่น้อง


เวลามีงานเลี้ยงหรืองานสังคมที่ต้องออกไปข้างนอก พวกนางก็จะพูดถึงโรงโม่อย่างไม่ขาดปาก พร้อมทั้งบอกให้คนที่สนใจแจ้งชื่อของพวกนาง เวลาซื้อจะได้รับส่วนลดพิเศษ


ด้วยวิธีนี้ โรงงานผลิตของฉินเหยาจึงได้รับคำสั่งซื้อขนาดเล็กกลับมาเพิ่มหลายชุด


ค่าแนะนำที่ฉินเหยาจ่ายให้ พวกนางก็มักจะหักไว้ห้าหรือสิบเหวินแล้วนำส่วนที่เหลือคืนให้ญาติที่สั่งซื้อโรงโม่


สภาพของแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านก็คล้ายๆกัน ไม่มีใครร่ำรวยเป็นพิเศษ และไม่ใช่ทุกหมู่บ้านที่มีฐานะดีเท่าหมู่บ้านเซี่ยเหอ ดังนั้นจึงมักมีสามถึงห้าครอบครัวรวมเงินกันซื้อโรงโม่หนึ่งชุด เพื่อช่วยลดต้นทุน ทำให้คุ้มค่ากว่ามาก


จากเรื่องนี้ ฉินเหยาสังเกตเห็นว่าสตรีในหมู่บ้านมีศักยภาพในการเป็นนักขายมากทีเดียว เพราะลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลมาจากการโฆษณาของพวกนาง


โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจเกษตรกรรมแบบครัวเรือน สตรีเป็นผู้ดูแลเกือบทุกอย่างภายในบ้าน ยกเว้นเพียงงานหนักอย่างทำนา ตัดไม้หรือฟืน


โรงโม่นี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตของพวกนางสะดวกขึ้นจึงเป็นแรงกระตุ้นให้พวกนางกระจายข่าวสารกันอย่างเต็มที่


อย่างไรก็ตาม พื้นที่การเดินทางของสตรีค่อนข้างจำกัด การจะขยายตลาดออกไปนอกเมืองจึงเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อค้าเร่และพ่อค้าเดินทางที่ออกไปค้าขายนอกพื้นที่


ฉินเหยาไม่ได้หวังสูงเกินไป นางคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล แผนการของนางคือ ช่วงแรกต้องกระจายตลาดในอำเภอให้ได้ ช่วงกลางให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาและช่วงสุดท้ายคือขายอะไหล่เปลี่ยน เพื่อรักษารายได้ให้มั่นคง


ในยุคปัจจุบัน แค่ทำให้สินค้ากระจายออกไปยังตลาดต่างถิ่นก็ยากมากแล้ว นับประสาอะไรกับยุคโบราณที่มีระบบชนชั้นเข้มงวด นางเป็นเพียงเกษตรกรคนหนึ่ง แค่สามารถหาเงินเลี้ยงชีพและช่วยพัฒนาหมู่บ้านได้บ้างก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว


แม้แต่ช่างไม้หลิวเองก็เข้าใจดีว่า หากการค้านี้ไปกระทบกับผลประโยชน์ของขุนนางหรือเศรษฐี พวกเขาก็จะไม่สามารถทำเงินได้อีกเลย


ดังนั้น ในขณะที่ชาวบ้านต่างช่วยกันโฆษณาโรงโม่ด้วยความหวังว่าหมู่บ้านของตนจะร่ำรวยไปด้วย ฉินเหยากับช่างไม้หลิวกลับนั่งลงอย่างใจเย็น คำนวณบัญชีและแบ่งผลกำไรอย่างเป็นระบบ


ตอนที่ 106: น่าสนใจจริงๆ


ปลายเดือนหก โรงโม่ขนาดเล็กขายออกไปห้าชุด หลังจากหักต้นทุนค่าวัสดุและค่าแรงแล้ว กำไรสุทธิอยู่ที่เจ็ดตำลึงสองเฉียน


แบ่งกันคนละครึ่ง ฉินเหยาได้รับสามตำลึงหกเฉียน


ตอนนี้ยังมีคำสั่งซื้อโรงโม่ขนาดเล็กอีกสามชุด กำไรในเดือนเจ็ดถือว่าแน่นอนแล้ว


ไม้ที่ใช้ในรอบนี้ ช่างไม้หลิวซื้อจากชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิว ราคาสูงกว่าการขายให้พ่อค้าไม้เล็กน้อยซึ่งก็เท่ากับว่าพวกเขาปรับต้นทุนให้สูงขึ้นเพื่อแบ่งปันกำไรให้กับชาวบ้านมากขึ้น


กำไรสุทธิประมาณร้อยละห้าสิบแบบปลายเดือนหกคงไม่สามารถทำได้ในเดือนเจ็ด


ฉินเหยาตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละสามสิบก็พอ เช่นนี้ทั้งนางและช่างไม้หลิวจะไม่ต้องเหนื่อยเกินไปและยังสามารถจ้างคนเพิ่มเพื่อแบ่งงานได้


เมื่อหลิวจี้รู้เรื่องนี้ เขาก็บ่นอุบอิบอยู่หลายวัน ด่าว่าฉินเหยาว่าโง่ ใจกว้างเกินไป อะไรต่อมิอะไร


ฉินเหยาได้ยินเข้าก็จับตัวเขาไปอบรมเป็นการส่วนตัว ให้เขารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของจิตใจมนุษย์


“เจ้าเคยได้ยินหลักการ ‘เสียงส่วนใหญ่’ หรือไม่” ฉินเหยากระแทกเขาเข้ากับเสาไม้หลังบ้านแล้วถามด้วยน้ำเสียงดูแคลน


หลิวจี้รีบยกมือขึ้นบังหน้า คิดว่านางจะซ้อมเขาอีกแล้ว พลางพึมพำ “ผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว เมียจ๋า ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”


ประโยคเช่นนี้ฉินเหยาฟังวันละสองครั้งจนชิน นางรู้ดีว่ามันเป็นเพียงคำติดปากของหลิวจี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาสำนึกจริง


ฉินเหยาฟาดมือลงไปหนึ่งฉาดให้เขาลดมือลง จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากใครสักคนต้องการทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ หรือออกกฎใหม่ขึ้นมา กฎนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อมันเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่เท่านั้นจึงจะได้รับการสนับสนุนและสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น”


“ในกรณีของพวกเรา ‘เสียงส่วนใหญ่’ อาจหมายถึงคนส่วนใหญ่หรืออาจเป็นใครสักคนที่มีอำนาจอยู่ในมือ”


“ทุกคนเป็นชาวบ้านธรรมดาเหมือนกัน หากมีแค่ครอบครัวเราทำเงินได้อยู่เจ้าเดียวแล้วคนอื่นต้องยืนมองเฉยๆ เจ้าว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่”


หลิวจี้ชะงักไป เขาจะรู้เรื่องแบบนี้ที่ไหนกัน


ฉินเหยาให้เขาลองคิดกลับกัน “สมมติว่าหลิวฟาไฉเปิดโรงงานทำโรงโม่ ทำเงินได้มหาศาล ซื้อที่ดิน ซื้อบ้านแล้วเจ้าหลิวจี้ก็อยากได้ส่วนแบ่งบ้างจึงไปขอทำงานด้วย แต่เขาไม่ให้โอกาสเลย เจ้าจะรู้สึกอย่างไร”


หลิวจี้เงียบไป ในหัวเขาผุดความคิดชั่วร้ายหนึ่งขึ้นมา แต่ไม่กล้าพูดออกมา


ฉินเหยาหลุดหัวเราะเบาๆ แล้วตบบ่าเขา “คนแบบเจ้าน่ะ ในหมู่บ้านไม่ต้องบอกว่ามีถึงครึ่งหรอก แต่หนึ่งในห้าก็ยังพอมีอยู่บ้าง”


ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากคนหนึ่งในห้าที่คิดเช่นนี้ นางกับช่างไม้หลิวจึงต้องทำให้ประชาชนที่เหลือพอใจและควบคุมสมดุลเอาไว้


ตอนนี้การค้าโรงโม่น้ำของบ้านนางเริ่มไปได้ดีย่อมดึงดูดให้พวกใจแคบรู้สึกริษยา หากไม่ใช่เพราะราคาค่าบริการถูกจนลดไม่ได้อีกแล้วก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเล่นตุกติกกันอย่างไร


หลิวจี้ขมวดคิ้ว เหตุใดเขารู้สึกว่านางกำลังด่าเขากันนะ?


แต่เขาก็ยังสงสัยจึงเอ่ยถาม “เช่นนั้นทำไมบ้านหลิวต้าฝูถึงไม่มีปัญหาเล่า”


“เพราะเขาแข็งแกร่งกว่าคนส่วนใหญ่มากเกินไป มนุษย์มักจะมองเห็นแต่สิ่งที่เหนือกว่าตัวเองเพียงเล็กน้อย เพราะยังมีโอกาสที่จะไปให้ถึง แต่หากใครแข็งแกร่งเกินไปจนเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะ คนกลับจะตระหนักได้เองว่าไม่มีวันตามทันแล้วเกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะเล่นงานตนแทน สุดท้ายก็เลยพากันยกย่องและประจบประแจงแทน”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉินเหยามองหลิวจี้ด้วยสายตาลึกล้ำ “แต่หากเจ้าสอบได้ล่ะก็ เรื่องทั้งหมดที่ข้าพูดมาก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป”


“พรุ่งนี้เจ้าต้องไปสมัครเข้าสำนักศึกษาแล้ว เตรียมตัวให้ดีแล้วกัน”


หลังจากทิ้งคำพูดนี้ไว้ ฉินเหยาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง นางต้องเก็บหนังสือที่ยืมมาให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ตอนผ่านเมืองจินสือจะได้แวะคืนตระกูลติง


เวลานี้ นายท่านติงคงกำลังเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว การสอบฮุ่ยซื่อในเดือนเก้า ไม่รู้ว่าเขาจะสอบผ่านหรือไม่


หลังจากห่อหนังสือเสร็จ ฉินเหยาก็ไปที่เรือนเก่าของตระกูลหลิวอีกรอบ ขอให้พี่สะใภ้ทั้งหลายช่วยดูแลต้าหลางพี่น้องสี่คนเพราะพรุ่งนี้นางอาจกลับจากตัวเมืองไม่ทัน


จากนั้นก็ไปกำชับงานให้สามพี่น้องหลิวไป่ให้พวกเขาดำเนินการเจียโม่หินต่อไปตามขนาดและรูปแบบเดิม


เมื่อไม่มีนางช่วย ความเร็วและประสิทธิภาพย่อมต้องลดลงแน่นอน พวกเขาต้องเตรียมใจไว้ เพราะต่อไปก็จะเป็นเช่นนี้


สามพี่น้องหลิวไป่พยักหน้ารับ พวกเขาเป็นคนที่อดทนต่อความลำบากได้อยู่แล้ว อีกทั้งรายได้ก็ดีขึ้นมาก มีคนในหมู่บ้านอิจฉาพวกเขาไม่น้อยเลย


ก่อนหน้านี้ค่าจ้างคิดเป็นรายวัน แต่ตอนนี้ฉินเหยาเปลี่ยนวิธีการ นางจ้างหลิวไป่สามพี่น้องทำโม่หินแบบเหมารวม จ่ายค่าแผ่นโม่แผ่นละสี่ร้อยเหวิน ส่วนขั้นตอนที่เหลือก็ให้พวกเขาจัดการเอง


งานนี้ไม่ได้มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องต้องมีคำสั่งซื้อเข้ามาก่อนถึงจะทำได้ ถือเป็นงานช่วงสั้น แต่รายได้ก็นับว่าดีทีเดียว


หลังจากออกจากเรือนเก่าตระกูลหลิว ฉินเหยาเดินไปหาบ้านที่มีวัวในหมู่บ้าน ถามว่าพรุ่งนี้มีใครจะไปตัวเมืองหรือตัวอำเภอบ้าง นางอยากขอติดรถไปด้วย


บังเอิญบ้านหลิวต้าฝูต้องไปตัวเมืองพอดีจึงตกลงให้ฉินเหยาและหลิวจี้ติดรถไปด้วย บอกให้พวกเขาไปรอที่ปากหมู่บ้านแต่เช้าพรุ่งนี้ ถึงเวลาค่อยเดินทางไปพร้อมกัน


เมื่อเจรจาตกลงเรียบร้อย ฉินเหยาก็กลับบ้าน


ต้าหลางกับพี่น้องสี่คนรีบวิ่งเข้ามารุมล้อม เอ้อร์หลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านแม่ ท่านจะกลับมาเมื่อไหร่หรือ”


ฉินเหยาตอบ “หากทุกอย่างเรียบร้อย พรุ่งนี้ก็ไปแล้วกลับเลย แต่หากมีปัญหาอาจจะกลับช้าสักสองวัน”


“แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าบอกที่เรือนเก่าไว้แล้ว หากมีปัญหาอะไรก็ไปหาพวกเขาได้ หากพวกเจ้ากลัวตอนกลางคืนก็เรียกท่านอาเล็กกับจินเป่ามานอนด้วยกัน ข้าทำธุระเสร็จจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”


เด็กทั้งสี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่พอคิดว่าจะไม่มีทั้งท่านพ่อและท่านแม่อยู่บ้านก็ยังอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้


ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ในบ้านไม่มีผู้ใหญ่เลย พวกเขาก็อยู่กันเองได้ตามปกติ แต่ตอนนี้พอคิดว่าในเวลากลางคืนบ้านจะมืดสนิทและไม่มีผู้ใหญ่เลยแม้แต่คนเดียวก็เริ่มหวั่นใจ


ต้าหลางหงุดหงิดที่ตนเองรู้สึกกลัว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองไป


แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะแม่เลี้ยงที่ทำให้เขาเสียคน! เมื่อคิดได้เช่นนั้นเด็กหนุ่มตัวน้อยก็พองแก้มด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะซุกตัวมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม


ต่างจากเด็กทั้งสี่ หลิวจี้ตั้งตารอวันพรุ่งนี้อย่างใจจดใจจ่อ


เพราะนับจากนี้ไป การซักผ้า ทำอาหาร ปลูกพืช ทำนา จะไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไป!


เพราะตื่นเต้นเกินไป หลิวจี้จึงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่เปลี่ยนเป็นเสื้อยาวผ้าปอที่เพิ่งตัดใหม่


สีของผ้าปอเป็นสีขาว แต่ไม่ใช่สีขาวซีดจาง แต่เป็นขาวนวลอบอุ่น สวมใส่ในฤดูร้อนได้เย็นสบายทั้งยังราคาถูก


คนทั่วไปสวมชุดผ้าปอจะดูเหมือนคนยากจน เพราะเสื้อขาวซีดไปทั้งตัว ไม่มีอะไรโดดเด่น หันไปมองรอบๆ ก็ล้วนมีแต่คนที่แต่งตัวสีเดียวกัน


เพราะต้องไปสำนักศึกษา หลิวจี้จึงจัดแต่งทรงผมเป็นพิเศษ เขารวบผมยาวดำขลับราวหมึกขึ้น ใช้ปิ่นไม้ไผ่ยึดไว้แล้วคลุมด้วยผ้าผืนเล็กสีเดียวกัน


เนื่องจากไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก สีผิวของเขาแม้ไม่นับว่าขาวเผือด แต่ก็ไม่ใช่สีผิวของชาวไร่ชาวนา ทว่ากลับขับเน้นโครงหน้าที่ดูโดดเด่นของเขา


ดวงตารูปดอกท้อสุกใสดุจดวงดาว จมูกโด่งเชิด ริมฝีปากไม่หนาไม่บางกำลังดี ดูอิ่มเอิบสมส่วน ชุดขาวที่สวมใส่ทำให้เขาดูราวกับเซียนที่ไม่สนใจชื่อเสียงลาภยศ


เพราะกลัวว่าชุดใหม่จะเปื้อน เขาจึงคาดผ้ากันเปื้อนสีครามอย่างระมัดระวังแล้วพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงยามที่กำลังออกแรงนวดแป้งอยู่หน้าเตาไฟ ยามเงยหน้าขึ้น ใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อบนหน้าผาก ดวงตานั้นระยิบระยับราวกับดวงดาวที่สะกดหัวใจคน


ฉินเหยาเปิดประตูออกมา พอเงยหน้าขึ้นมองก็นึกสงสัยว่าตัวเองยังไม่ตื่น


นางถอยกลับเข้าไปในห้อง ปิดประตูแล้วเปิดออกใหม่ ดวงตาเบิกกว้าง


บัดซบ! เจ้าหลิวสาม เจ้ามันมีของดีจริง!


ตอนที่ 107: สามีของข้าอ่อนแอไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้


ระหว่างทางมุ่งหน้าไปตัวอำเภอ


ฉินเหยาคิดหลายครั้งว่า หากขายนกยูงตัวผู้ที่เอาแต่รำแพนหางโปรยเสน่ห์ไปทั่วอย่างชายข้างกายนางออกไป จะได้กี่ตำลึงกันนะ


หลิวจี้ที่กำลังพูดคุยอย่างออกรสกับเหล่าสตรีในหมู่บ้านที่นั่งร่วมรถมาด้วย จู่ๆก็รู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขารีบนั่งตัวตรง ไม่สนใจคำถามของพวกนางอีก


เมื่อเกวียนวัวมาถึงปากทางเข้าเมืองจินสือ ฉินเหยาก็จ่ายค่ารถสี่เหวิน สองสามีภรรยาลงจากรถ มุ่งหน้าไปยังบ้านของคหบดีติงที่อยู่นอกตัวเมือง


เวลานี้พระอาทิตย์ลอยขึ้นสูงแล้ว แม้จะยังไม่ถึงยามเที่ยง แต่ก็ร้อนมากทีเดียว


หลิวจี้รีบหยิบหมวกฟางที่สะพายหลังขึ้นมาสวมอย่างว่องไว พลางรู้สึกดีใจที่ตนเตรียมตัวมาดี


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขารออยู่ข้างทาง ก่อนจะถือหนังสือเก้าเล่มที่ห่อเตรียมไว้อย่างดีแล้วเคาะประตูหลังของจวนตระกูลติง


จางปาเป็นคนเปิดประตู พอเห็นนางก็เอ่ยทักอย่างตื่นเต้น “ฉินเหนียงจื่อ ไม่ได้เจอกันเสียนานเลย!”


ฉินเหยาพยักหน้ารับ ยิ้มเอ่ย “รบกวนเจ้าไปแจ้งคุณหนูติงด้วยว่าข้านำของมาคืนให้นาง”


จางปาเพิ่งสังเกตเห็นว่านางถือของมาไม่น้อยเลย


นอกจากห่อผ้าที่มองไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร นางยังนำปลาดองสองตัวกับผักสดอีกห่อหนึ่งมาให้ด้วย


“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าเข้ามานั่งรอในห้องข้างก่อน ข้าจะไปแจ้งข่าวให้” จางปามองแสงแดดแรงกล้าด้านนอกแล้วเปิดห้องข้างให้ฉินเหยาได้นั่งพักหลบร้อน จากนั้นจึงปิดประตูให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าไปแจ้งข่าว


ไม่นาน โต้วเอ๋อร์กับจางปาก็รีบพาฉินเหยาเข้าไป


หนึ่งเดือนกว่าที่ได้ไม่พบ คุณหนูติงดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ผิวพรรณไม่ขาวกระจ่างเหมือนเมื่อก่อน ออกสีเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่กลับดูมีสุขภาพดี ดวงตาทั้งคู่สดใสเปล่งประกาย


นางพาฉินเหยาเข้าไปในห้องหนังสืออย่างตื่นเต้น ฉินเหยายื่นปลากับผักที่นำมาฝากให้เฉ่าเอ๋อร์นำไปเก็บที่ห้องครัว จากนั้นจึงยื่นหนังสือที่นำมาคืนให้คุณหนูติง


คุณหนูติงไม่ได้ตรวจดูละเอียด แค่พลิกดูสองสามหน้าก็รู้ได้ทันทีว่าหนังสือถูกเก็บรักษาอย่างดี


นางรีบร้อนที่จะอวดผลการฝึกซ้อมของตัวเองในช่วงเดือนที่ผ่านมาแก่ฉินเหยาจึงหยิบคันธนูใหม่ของตัวเองออกมา ชี้ไปที่อานม้าขนาดเล็กบนเก้าอี้และยังชี้ไปที่ลานหลังบ้าน บอกว่านางมีลูกม้าเป็นของตัวเองแล้ว


“ฉินเหยา หลังจากเจ้าไป ข้าก็ไม่เคยละเลยการฝึกเลยสักวัน ตื่นเช้ามาก็ทำท่านั่งม้าครึ่งชั่วยามแล้วก็ฝึกยิงธนูอีกครึ่งชั่วยาม จากนั้นก็ขี่ม้าวิ่งรอบถนนหน้าบ้านสิบรอบ พอพี่ชายว่าง ข้าก็จะถือธนูเล็กๆของข้า ขี่ม้าตัวน้อยของข้าไปล่าสัตว์ในป่า…”


ฉินเหยาฟังด้วยรอยยิ้มบางเบา จนกระทั่งคุณหนูติงจะลากนางไปขี่ม้าที่หลังบ้าน นางจึงค่อยพูดขึ้นว่า


“วันนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นม้าของคุณหนูแล้ว วันนี้ข้าต้องไปตัวอำเภอ เพื่อลงชื่อสมัครเข้าสำนักศึกษาให้สามีไม่ได้ความของข้า”


“หา ใครนะ เจ้าหมายถึงสามีแก่ที่ดูราวกับเทพเซียนจุติลงมาผู้นั้นน่ะหรือ” คุณหนูติงถามด้วยความประหลาดใจ


ฉินเหยาทั้งขำทั้งอับจนถ้อยคำ คำบรรยายเช่นนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก


แต่คุณหนูติงไม่ได้คิดว่าคำบรรยายของตนเองแปลกประหลาดเลย นางคิดว่ามันตรงตัวที่สุดแล้ว


ฉินเหยาอายุเพียงสิบเก้าปี ส่วนสามีนางอายุยี่สิบสี่แล้ว เมื่อสองคนเทียบกันก็แก่กว่าใช่ไหมเล่า


“เขายังเข้าเรียนใหม่ได้หรือ” คุณหนูติงถามด้วยความสงสัย “ที่แท้เจ้ายืมหนังสือพวกนี้ไปก็เพื่อให้เขาได้เข้าเรียนใหม่สินะ”


ฉินเหยาพยักหน้า มองดูท้องฟ้า “คุณหนู ข้าต้องไปแล้ว หากช้ากว่านี้จะไม่ทันเวลา”


“ก็ได้” คุณหนูติงพูดด้วยความเสียดาย แต่ก็ยังอวยพรให้พวกเขาทั้งสองคนสามารถกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาได้สำเร็จในวันนี้


นายท่านติงเข้าเมืองหลวงไปแล้ว ที่บ้านมีเพียงพี่ชายซึ่งบางครั้งก็ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ วันนี้จึงมีเพียงคุณหนูติงที่อยู่บ้านเพียงลำพัง นางช่างกล้าหาญนัก ขี่ลูกม้าของตนเองไปส่งฉินเหยากับสามีไกลถึงช่วงหนึ่งของเส้นทางจึงค่อยหันกลับ


ฉินเหยามองดูทักษะการขี่ม้าของนางที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มุมปากยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเด็กสาวที่มีวินัยและขยันขันแข็งผู้นี้


นางในอนาคตจะต้องขอบคุณตัวเองในวันนี้อย่างแน่นอน


เมื่อออกจากเมืองจินสือและก้าวสู่ถนนหลวงมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ พระอาทิตย์ก็เกือบขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว


เหลือเวลาเดินทางอีกประมาณสองชั่วโมง น่าจะไปทันเวลาเปิดคาบเรียนช่วงบ่ายของสำนักศึกษา


ทว่าการเดินทางช่วงนี้ไม่ราบรื่นเหมือนช่วงแรก


หลิวจี้เร่งฝีเท้าตามฉินเหยา นางเดิน ส่วนเขาวิ่งเหยาะๆ ไม่นานก็หมดท่าเป็นบัณฑิตผู้สง่างาม หมวกฟางบนศีรษะเอียงไปข้างหนึ่ง


เขาได้แต่หวังว่าจะมีรถม้าผ่านมาหรือรถวัว รถลาอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นรถที่มีที่นั่งสองที่สำหรับพวกเขาก็พอ


ขณะกำลังคิดอยู่ก็ได้ยินเสียงม้าร้องดังมาจากด้านหน้า หลิวจี้ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “เมียจ๋า ข้าว่าข้างหน้าเหมือนจะมีรถม้านะ!”


ทันใดนั้น เขาก็พลันมีแรงขึ้นมาทันที ไม่ทันได้ดูให้ชัดเจนก็รีบพุ่งไปข้างหน้าสองก้าว แต่แล้วก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ก่อนจะพุ่งกลับมาอย่างรวดเร็วคว้าหัวไหล่นางไว้แน่นด้วยความตกใจ พลางขดร่างที่สูงกว่านางหนึ่งศีรษะลงหลบซ่อนอยู่หลังนาง


“มี…มีเลือด เหมือนจะมีคนตาย…”


ฉินเหยากลอกตา กระทืบส้นเท้าลงพื้น ก่อนจะเหยียบเข้าเต็มแรงที่หลังเท้าของของตกแต่งที่เกาะหลังนางอยู่ หลิวจี้ร้องโอ๊ยเสียงดัง รีบกระเด้งออกไปทันที


เสียงอึกทึกของสองสามีภรรยาดึงดูดความสนใจจากกองคาราวานเบื้องหน้าได้สำเร็จ


หนึ่งเค่อก่อนหน้านี้ คาราวานของพวกเขามีรถม้าห้าคัน คนเดินทางสิบแปดคน สินค้ายี่สิบหีบ แต่แล้วกลับถูกกองหินที่จู่ๆ โผล่ขึ้นมากลางถนนขวางทางเอาไว้


ไม่นาน กลุ่มโจรภูเขาที่ซุ่มอยู่รอบๆ ก็พุ่งออกมา เพื่อปกป้องรถม้าและสินค้าทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันอย่างดุเดือดราวสิบกว่านาที สุดท้ายเมื่อเห็นว่ากองคาราวานตอบโต้อย่างรุนแรง โจรจึงปล้นสินค้าไปเพียงหีบเดียวแล้วหลบหนีไป


แต่กระนั้น กองคาราวานก็สูญเสียองครักษ์ไปสามคน รถม้าห้าคันล้มระเนระนาดอยู่ข้างทาง ม้าถูกโครงรถและหีบสินค้าถล่มทับจนติดอยู่ในร่องน้ำข้างถนน อาการร่อแร่เต็มที


“ไม่คิดเลยว่าเจ้าโจรภูเขาพวกนั้นจะยังเหลือรอด” ฉินเหยาขมวดคิ้วพึมพำ ยื่นสัมภาระทั้งหมดให้หลิวจี้ แล้วบอกให้เขารออยู่ข้างทาง ก่อนเดินเข้าไปหากองคาราวาน


อีกฝ่ายเห็นว่านางเป็นเพียงหญิงสาวจึงไม่ได้มีท่าทีป้องกันอะไร เพียงแต่กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ให้นางรีบไปเสียเพราะโจรอาจย้อนกลับมาได้ทุกเมื่อ


ฉินเหยาไม่พูดพร่ำทำเพลง พับแขนเสื้อขึ้น ยกโครงรถม้าที่ล้มอยู่ข้างถนนขึ้นมาอย่างง่ายดาย


โครงรถม้าที่พวกเขาห้าหกรู้สึกว่าช่างกินแรง นางคนเดียวกลับยกขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย และช่วยม้าที่ติดอยู่ข้างใต้ให้เป็นอิสระ


คนในกองคาราวานตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะตระหนักได้ว่าพบกับยอดฝีมือเข้าแล้วจึงรีบพยักหน้าขอบคุณฉินเหยาแล้วช่วยนางช่วยม้าอีกสี่ตัวออกมา จัดรถม้าใหม่ และนำหีบสินค้ากลับขึ้นรถ


หัวหน้ากองคาราวานสั่งให้ทหารนำศพของพวกพ้องขึ้นรถ ก่อนเดินเข้ามาหาฉินเหยา คำนับอย่างจริงจังสามครั้ง “ขอบคุณแม่นางที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ไม่ทราบว่าแม่นางมีชื่อว่าอะไร บ้านอยู่ที่ไหน รอให้ผู้แซ่ฉิวนำสินค้านี้ไปส่งแล้ว ข้าจะนำของกำนัลไปขอบคุณถึงที่บ้าน!”


“ข้าแซ่ฉิน บ้านอยู่หมู่บ้านตระกูลหลิวในเขตเมืองจินสือ ไม่ต้องขอบคุณคราวหน้า คราวนี้เลยเถอะ”


ภายใต้สายตาอึ้งงันของอีกฝ่าย ฉินเหยาเรียกหลิวจี้ให้เข้ามาหา “สามีของข้าอ่อนแอไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ขอพวกข้านั่งรถเข้าไปในตัวอำเภอด้วยได้หรือไม่”


หลิวจี้ : ??? เขาเนี่ยนะอ่อนแอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้?!


ตอนที่ 108: กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง


เมื่อได้รถม้าของหัวหน้าผู้คุ้มกันฉิวเป็นพาหนะ ฉินเหยาและหลิวจี้ก็มาถึงตัวอำเภอในตอนเที่ยง


ทั้งสองฝ่ายกล่าวอำลากันที่หน้าประตูเมือง กองคาราวานไม่ได้หยุดพักและเดินทางต่อไปยังจุดหมาย


เพียงแต่เมื่อนึกถึงว่าตลอดเส้นทางข้างหน้ายังอาจต้องเผชิญกับโจรภูเขาที่ซุ่มซ่อนอยู่ในพื้นที่นี้ สีหน้าของหัวหน้าผู้คุ้มกันฉิวก็ยังคงเคร่งเครียด


เขาเดินทางมาจากเขตฉีซานทางทิศตะวันตกเพื่อส่งสินค้า โดยต้องผ่านจังหวัดจื่อจิงเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงทางทิศตะวันออก แต่เพิ่งเดินทางได้เพียงหนึ่งในสามของเส้นทางกลับถูกโจรภูเขาปล้นสินค้าไปหนึ่งหีบ ทำให้จิตใจหดหู่ไม่น้อย


แต่ก่อนจากกัน เขาก็ยังคงยิ้มพลางมอบน้ำเต้าหนึ่งลูกให้ฉินเหยา บอกว่าข้างในบรรจุเมล็ดพันธุ์ของผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเหลียงกวา


“เหลียงกวานี้เป็นของโปรดของเหล่าขุนนางเมืองหลวงในช่วงฤดูร้อน เดิมทีเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดถูกเก็บไว้ในอุทยานหลวง ห้ามราษฎรเพาะปลูกเอง ทำให้ราคาสูงลิบ หากชาวบ้านธรรมดาต้องการเพียงชิ้นเดียวก็ต้องเตรียมเงินถึงสิบตำลึงและเข้าแถวรอซื้อ”


“แต่เพราะฤดูร้อนอากาศร้อนระอุ องค์หญิงใหญ่ทรงเห็นใจราษฎรจึงกราบทูลฮ่องเต้ให้เปิดอุทยานหลวงแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ผลไม้อันล้ำค่านี้แก่ราษฎร”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ หัวหน้ากองคุ้มกันฉิวก็ทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออก ความเคร่งเครียดบนใบหน้าในที่สุดก็จางหายไปเล็กน้อย “รอจนถึงฤดูร้อนปีหน้า ชาวบ้านธรรมดาก็จะสามารถลิ้มรสเหลียงกวาคลายร้อนได้แล้ว”


“องค์หญิงใหญ่ช่างเป็นคนดีจริงๆ” หลังจากแยกทางกับกองคาราวาน หลิวจี้ถือเมล็ดพันธุ์เหลียงกวาในน้ำเต้าไว้ในมือพลางกล่าวด้วยความซาบซึ้ง


ฉินเหยาคาดเดาว่าเหลียงกวานี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นแตงโม


แตงโมหรือ…ครั้งสุดท้ายที่นางได้กินมันคือตอนไหนกันนะ ดูเหมือนว่าตอนนั้นวันสิ้นโลกจะยังมาไม่ถึง


เวลาผ่านมานานเกินไป ความทรงจำก็เริ่มเลือนลาง แต่ว่า ฉินเหยาตั้งตารออย่างมาก ว่าเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หลังจากที่นำเมล็ดไปปลูกแล้วจะออกผลเป็นอย่างไร


แผงขายเกี๊ยวน้ำที่หน้าประตูเมืองยังอยู่เหมือนเดิม การค้าขายยังคงคึกคักเหมือนแต่ก่อน ฉินเหยาสั่งเกี๊ยวน้ำสี่ชาม นางกินสาม หลิวจี้กินหนึ่งเพื่อเติมกระเพาะให้เต็ม เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเรียนช่วงบ่ายของสำนักศึกษาแล้ว ทั้งสองจึงซื้อของสำหรับคารวะอาจารย์แล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา


นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเหยามา นางยังไม่คุ้นเคยจึงให้หลิวจี้นำทาง


ตอนเดินทางมาหลิวจี้ก็ดูใจเย็นมั่นคงดี แต่พอถึงหน้าประตูสำนักศึกษา เขากลับดูขี้ขลาดขึ้นมาเล็กน้อย


เขากวาดตามองไปรอบๆ พยายามหาดูว่ามีใครที่อายุมากกว่าเขาบ้างหรือไม่


แต่ผลลัพธ์ที่เห็นคือ มีเพียงครอบครัวของชาวเมืองสองครอบครัวจูงลูกชายวัยเจ็ดแปดขวบมาคารวะอาจารย์เพื่อเข้าศึกษา…


ทั้งอำเภอมีเพียงสำนักศึกษาแห่งเดียวที่เป็นของทางการ อีกทั้งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ การรับสมัครมีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ


ฉินเหยาและหลิวจี้เดินตามครอบครัวสองบ้านที่พาบุตรชายมาสมัครเรียน ผ่านประตูด้านข้างของสำนักศึกษาไปยังจุดลงทะเบียน


มีอาจารย์ท่านหนึ่งประจำอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่รับสมัครนักเรียนใหม่


ดังนั้นเรื่องราวแบบในหนังสือที่กล่าวถึงบัณฑิตยากจนที่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ชื่อดังแล้วได้รับคำชี้แนะจนสอบผ่านระดับสูง ในชีวิตจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย


ในสำนักศึกษามีอาจารย์อยู่เพียงไม่กี่คน แต่นักศึกษามีจำนวนมาก หากไม่ได้เป็นนักเรียนที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็ไม่มีทางดึงดูดความสนใจจากอาจารย์ได้


อีกทั้ง ที่นี่เน้นการเรียนแบบอิสระ พึ่งพาความเข้าใจของแต่ละคน อาจารย์ทำหน้าที่เพียงชี้ทาง ส่วนการศึกษาเล่าเรียนขึ้นอยู่กับตัวบุคคล


หลิวจี้บอกว่าเขาเคยเป็นนักเรียนของสำนักศึกษานี้ อาจารย์ที่รับสมัครจึงเพ่งมองเขาอยู่นาน


แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า จำไม่ได้ ไม่คุ้นเลยสักนิด


แต่เมื่อเห็นว่าหลิวจี้อายุมากแล้วยังกลับมาเรียนก็อดมองเขาอีกสองครั้งไม่ได้ รูปร่างหน้าตาดูดี ไม่เลวเลย


เด็กชายสองคนข้างๆ เงยหน้ามองหลิวจี้ ไม่รู้ว่าตลกตรงไหน มองไปได้สักพักก็รีบก้มหน้าปิดปากกลั้นหัวเราะ


จนกระทั่งพวกเขาถูกพ่อแม่เขกหัวไปคนละทีจึงสงบเสงี่ยมลง นั่งตัวตรงไม่กล้ามองซ้ายขวาอีก


สำนักศึกษาใช่ว่าเพียงแค่จ่ายเงินค่าเล่าเรียนแล้วจะเข้าเรียนได้ ยังต้องตรวจสอบประวัติสามชั่วอายุคนอีกด้วย


เอกสารเหล่านี้นักเรียนต้องเตรียมมาเอง ฉินเหยาเตรียมพร้อมไว้แล้ว โดยขอให้หัวหน้าตระกูลในหมู่บ้านออกหนังสือรับรองให้ ทำให้ผ่านการตรวจสอบได้อย่างราบรื่น


ต่อจากนั้นเป็นการทดสอบคุณธรรมของนักเรียน


อาจารย์จะตั้งคำถามสองสามข้อเพื่อดูว่าผู้สมัครตอบอย่างไรแล้วใช้คำตอบเหล่านั้นเป็นเกณฑ์พิจารณา


หากผ่านด่านแรกได้ ด่านนี้ก็แค่ตอบตามแนวทางที่ถูกต้องก็พอ


หลิวจี้เคยเรียนที่นี่มาก่อน ตอนนั้นเขาเคยท่องจำคำตอบมาตรฐานเพื่อสอบเข้า คำถามครั้งนี้เหมือนเดิมทุกตัวอักษร เขาจึงผ่านไปได้อย่างราบรื่น


เด็กชายสองคนแน่นอนว่าก็ต้องท่องจำมาเหมือนกัน แต่ยังอายุน้อยและท่องมาอย่างเร่งรีบทำให้ติดขัดไปบ้าง


พ่อแม่ช่วยกระซิบบอกอยู่ข้างๆ จึงพอถูไถผ่านไปได้


เด็กชายสองคนเป็นชาวเมืองในอำเภอ หลังได้รับป้ายเข้าเรียนแล้วก็เดินไปลงทะเบียนที่อีกจุดหนึ่ง


หลิวจี้ต้องอยู่ประจำที่สำนักศึกษาจึงต้องจ่ายค่าที่พักและค่าอาหารเพิ่มเติม


ในสำนักศึกษามีโรงครัวซึ่งมีแม่ครัวหนึ่งคนคอยจัดเตรียมอาหารสองมื้อต่อวันให้กับนักเรียน


หากต้องการกินสามมื้อก็ต้องทำอาหารเอง


ค่าที่พักและค่าอาหารของโรงครัวเพิ่มขึ้นจากที่ฉินเหยาสืบทราบมาก่อนหน้านี้เป็นห้าสิบเหวินต่อรายการ รวมแล้วปีหนึ่งเป็นเงินหนึ่งตำลึงหนึ่งเฉียน


ห้องพักเป็นห้องรวมขนาดใหญ่ อยู่กันหกคน แม้ไม่กว้างขวางนัก แต่แสงสว่างส่องถึงดี ฉินเหยารู้สึกว่าใช้ได้


เมื่อได้รับป้ายเข้าเรียนแล้วก็ไปหาผู้ดูแลด้านอาหารและที่พักของนักศึกษา ผู้ดูแลจัดห้องพักให้หลิวจี้ ห้องนั้นยังไม่เต็ม รวมเขาแล้วมีเพียงสี่คน


ตอนนี้นักเรียนทั้งหมดเรียนอยู่ที่ห้องเรียนในลานหน้า หอพักจึงไม่มีใครอยู่ เมื่อกวาดตามองสภาพสุขอนามัย หลิวจี้ก็ขมวดคิ้วทันที


เมื่อก่อน ต่อให้เป็นคอกหมูเขาก็นอนได้ แต่ตอนนี้…ทั้งหมดเป็นเพราะสตรีอำมหิตอย่างฉินเหยาที่ทำตัวเรื่องมากจนทำให้เขากลายเป็นคนสำออยไปด้วย ขนาดกลิ่นเท้าเหม็นหน่อยยังทนดมไม่ได้!


ฉินเหยาหันหลังให้เขา กำลังเลือกเตียงที่เหลืออยู่จึงไม่เห็นสีหน้ากราดเกรี้ยวของเขา ไม่เช่นนั้นวันนี้เขาคงไม่รอดฝ่ามือนางแน่


“เอาเตียงนี้แหละ อยู่มุมห้อง เงียบสงบหน่อย” ฉินเหยาพูดพลางโยนเครื่องนอนที่นำมาด้วยไปยังเตียงที่อยู่ด้านในสุด


นางยังมองหลิวจี้เป็นนักศึกษาใหม่จึงสอนเขาว่า “ตรงกลางว่างอยู่สองเตียงไม่ใช่หรือ ตอนที่ยังไม่มีคนย้ายเข้าเพิ่ม พวกเจ้าก็วางพวกของใช้จิปาถะไว้ตรงนี้ไปก่อน เช่นนี้ก็ได้พื้นที่ส่วนตัวแล้ว”


“แปลกแฮะ ไม่มีเตาเลยสักอัน ห้องครัวก็ไม่บอกว่ามีรวมน้ำร้อนให้พวกเจ้าหรือเปล่า เช่นนี้ไม่ต้องอาบน้ำสระผมหรือไร ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าซื้อเตาต้มน้ำร้อนให้เจ้าอีกชุดแล้วก็ซื้อกะละมังมาเพิ่ม จะได้สะดวกตอนต้มน้ำอาบน้ำล้างหน้า”


ได้ยินดังนั้น หลิวจี้ก็คิดถึงชีวิตในสำนักศึกษาเมื่อก่อน


ดูเหมือน แบบว่า จะไม่มีใครอาบน้ำสระผมบ่อยๆ จริงด้วย…สวรรค์! แค่กลิ่นเท้าเหม็นไปทั้งห้องก็พอแล้ว นี่ต้องมาทนกลิ่นตัวเหม็นอับของพวกเขาอีกหรือ


อย่างน้อยก็เป็นบัณฑิตนะ เหตุใดถึงซกมกถึงเพียงนี้!


ฉินเหยาปูเครื่องนอนเสร็จก็เดินสำรวจรอบห้องเล็กๆแห่งนี้ ห้องพักนี้เป็นเรือนก่ออิฐมุงด้วยกระเบื้อง มีเตียงอุ่นให้ใช้ ฤดูร้อนไม่ร้อน ฤดูหนาวไม่หนาว นางพอใจมาก


นางหันมาตบไหล่หลิวจี้ “จงเห็นค่าของโอกาสนี้แล้วตั้งใจเรียนให้ดี หากไม่เข้าใจให้ถามระหว่างเรียน หลังเลิกเรียนก็ไปแลกเปลี่ยนความรู้กับศิษย์พี่ที่เก่งกว่า จากนั้นนำไปทบทวนจุดสำคัญในตำราของตนเพื่อเสริมความเข้าใจ”


“ใช่แล้ว หากมีใครมาขอยืมตำราของเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร” ฉินเหยาถามด้วยน้ำเสียงอันตราย


หลิวจี้ส่ายศีรษะเป็นกลองป๋องแป๋ง “ไม่ให้ยืม! ฆ่าข้าก็ไม่ให้ยืม!”


“ถูกต้อง!” ตอนนี้ฉินเหยามองเขาอย่างไรก็ดูดีไปหมด “นี่คือตำราชี้แนะพิเศษที่พวกเราลำบากหามา ตำแหน่งซิ่วไฉมีจำกัด หากเจ้าให้คนอื่นยืมก็เท่ากับสร้างคู่แข่งให้ตัวเอง เข้าใจไหม”


“ข้าเข้าใจแล้ว” หลิวจี้ตอบอย่างจริงจัง


เพราะมือของนางไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ต้นคอเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังบีบเบาๆสองสามครั้งด้วย


มารดามันเถอะ! หากอยากบีบคอเขาให้ตายก็บอกกันดีๆสิ!


ตอนที่ 109: พบเถ้าแก่ฟ่านอีกครา


จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อย ฉินเหยาก็พาหลิวจี้ไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและกระดาษอีกไม่น้อย


พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกจากที่บ้านนำมาหมดแล้ว กระดาษสำหรับใช้ทั่วไปก็มีอยู่ แต่ครั้งนี้นางซื้อเพิ่มเยอะหน่อยเพื่อให้หลิวจี้จดหัวข้อการสอบเซี่ยนซื่อในปีก่อนๆ ฉินเหยาตั้งใจจะนำมาทำเป็นข้อสอบจำลอง


หลิวจี้ไม่เข้าใจว่านางต้องการข้อสอบเก่าพวกนี้ไปทำอะไร แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน ทำตามที่สั่งก็พอ


“ถ้ารู้คำตอบของคนที่สอบผ่านได้ก็ยิ่งดี จำไว้เจ้าจงคัดลอกทุกอย่างมาให้หมดแล้วนำกลับมาให้ข้าทุกๆวันหยุดสิบห้าวัน” ฉินเหยากำชับ


หลิวจี้ขมวดคิ้วเอ่ย “มันจะง่ายเช่นนั้นหรือ บัณฑิตซิ่วไฉจะมาเล่าเรื่องพวกนี้ให้คนไร้ยศศักดิ์อย่างข้าฟังได้อย่างไร”


ฉินเหยาหยุดเดิน กอดอกถาม “คิดจะขอเงินอีกเท่าไหร่”


พอได้ยินคำว่าเงิน ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นทันที รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นกระตือรือร้น นับนิ้วคำนวณทันที


“อย่างน้อยก็ต้องพาพวกซิ่วไฉไปดื่มสุราดีๆ กินอาหารอร่อยๆใช่หรือไม่ ร้านอาหารในอำเภอเจ้าเองก็เคยไปมาแล้ว โต๊ะหนึ่งถูกสุดก็ต้องห้าหกเฉียนแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการสานสัมพันธ์แต่ละวันก็ต้องมีประมาณนึง ค่ามัดจำยืมตำรา หรือแม้แต่ค่าซื้อซาลาเปาให้คนอื่น เงินพวกนี้อย่างไรก็ต้องใช้…”


“เมียจ๋า เดือนหนึ่งให้ข้าสักหนึ่งตำลึงก็น่าจะพอใช้แล้วล่ะ”


เขาพูดจบก็ทำใจไว้แล้วว่านางจะต้องฟันราคาลงสักครึ่งหนึ่ง กระทั่งตัดให้เหลือแค่หนึ่งในสิบ


ไม่คาดคิดเลยว่า ฉินเหยาจะหยิบเงินหนึ่งตำลึงเต็มจากถุงเงินแล้วโยนให้เขา


“วันหยุดครั้งหน้า ข้าต้องได้ของที่ข้าต้องการ”


นางแสยะยิ้มเหี้ยม “หากเจ้านำของพวกนั้นกลับมาไม่ได้ก็อย่าคิดกลับบ้านอีกเลย เร่ร่อนไปจนสุดขอบฟ้าเถอะ! ไม่เช่นนั้นเจ้าได้ตายคาดาบข้าแน่!”


ให้เงินตำลึงหนึ่งไปแล้ว บวกกับค่าของใช้และกระดาษเมื่อครู่ห้าเฉียน อีกทั้งค่าเล่าเรียนและค่าที่พักตลอดปี เงินที่หามาจากการทำโรงโม่ในเดือนหกก็ถูกใช้ไปกว่าครึ่ง


ตอนนี้เหลือเงินอยู่เพียงสิบสี่ตำลึงสองเฉียน โดยที่สามตำลึงยังคงอยู่ในบัญชีกลางของโรงโม่น้ำ


เห็นได้ชัดว่าการเรียนหนังสือและสอบเข้ารับราชการ สำหรับครอบครัวชาวบ้านธรรมดาที่มีรายได้สุทธิปีละเพียงสองถึงสี่ตำลึง เป็นเรื่องที่ห่างไกลเกินเอื้อมเพียงใด


ฉินเหยาส่งหลิวจี้ที่ยังตกตะลึงกับเงินหนึ่งตำลึงไปถึงประตูสำนักศึกษาแล้วยื่นของใช้และกระดาษที่ซื้อมาให้เขาพลางกำชับว่า “กลางเดือนต้องเกี่ยวข้าวแล้ว ช่วงวันหยุดเจ้าขอลาเพิ่มอีกสองวัน กลับมาช่วยข้าเกี่ยวข้าวให้เสร็จแล้วค่อยกลับมาเรียน”


“หา ยังต้องลงนาอีกหรือ” หลิวจี้ได้สติกลับมา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ


ฉินเหยาไม่ตอบ แต่ความหมายชัดเจนว่า เจ้าคิดว่าแค่เรียนหนังสือก็ไม่ต้องลงนาแล้วหรือ


ตราบใดที่ยังสอบไม่ผ่าน หลิวจี้ก็ยังคงเป็นชาวนาธรรมดาและต้องลงนาเหมือนเดิม


“เมียจ๋า ถ้า…ถ้าท่านอาจารย์ไม่อนุญาตให้ข้าลาหยุดล่ะ” หลิวจี้ยังคงกอดความหวังเฮือกสุดท้ายไว้


ฉินเหยาตัดความหวังของเขาทิ้งทันที “ทุกช่วงเก็บเกี่ยวและฤดูเกษตรกรรม สำนักศึกษาจะให้วันหยุดเพิ่มอีกสองวันเพื่อให้นักเรียนกลับไปช่วยงานที่บ้าน”


หลิวจี้ถามอย่างไม่เชื่อ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”


ฉินเหยามองเขาอย่างดูแคลน “แค่ดูจากตอนที่เจ้าเข้าพักเมื่อครู่ก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจฟังที่อาจารย์พูด กลับไปถามใหม่เองเถอะ ข้าไปล่ะ”


พอหลิวจี้ได้ยินว่านางจะไป เดิมทีเขาควรจะดีใจมาก แต่กลับรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกดึงความมั่นใจออกไป เขาเดินตามไปสองก้าวแล้วถามด้วยความร้อนใจ


“เมียจ๋า เจ้าจะไปไหน ฟ้าจะมืดแล้ว วันนี้เจ้าคงกลับบ้านไม่ได้แล้วใช่หรือไม่”


ฉินเหยาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืด โบกมือแล้วเอ่ยว่า “ข้าย่อมมีที่ไป เจ้าไม่ต้องห่วงข้า ตั้งใจเรียนของเจ้าไปเถอะ”


หลิวจี้จำต้องหยุดเดินราวกับลูกหมาที่ถูกทอดทิ้ง เขามองส่งนางจากไปจนไม่เห็นเงาแล้วจึงกอดกองข้าวของในอ้อมแขน เดินกลับเข้าประตูสำนักศึกษาด้วยความกระวนกระวาย


พอนึกถึงภาระหน้าที่ที่กดทับอยู่บนศีรษะ เขาก็หมดอารมณ์จะเริงร่า


ครึ่งเดือนหนอครึ่งเดือน! เหตุใดวันหยุดพักของสำนักศึกษาต้องเป็นครึ่งเดือนครั้งด้วย แทนที่จะเป็นเดือนละครั้ง!


แต่พอเห็นเพื่อนร่วมห้องหลายคนกำลังนั่งผิงไฟชงชาอย่างสบายอารมณ์ เขาก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที


ด้วยนิสัยแต่กำเนิด เขาไม่มีทางคิดมากให้วุ่นวาย มีเพียงความต้องการเสพสุขตรงหน้า


ช่างหัวข้อสอบเก่าเถอะ! ยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งเดือน กว่าจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของสตรีดุร้ายผู้นั้นได้นั้นไม่ง่ายนัก ขอให้เขาได้เริงร่าสักสองสามวันก่อนแล้วกัน!


ทางด้านหลิวจี้ เพียงพูดคุยไม่กี่คำก็ทำความคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมสำนักศึกษาได้แล้ว เขานั่งจิบชาอย่างเพลิดเพลินชมจันทร์ไปพร้อมกับพวกเขา


ส่วนฉินเหยายังเดินหาที่พักแรมสำหรับคืนนี้


ในเมืองไม่มีกำหนดเวลาห้ามออกจากเคหะสถาน แต่หากไม่ใช่ช่วงเทศกาล ประชาชนล้วนกลับบ้านไปกินข้าวพักผ่อน ทำให้บนถนนแทบไม่มีผู้คนสัญจรไปมาเท่าไรนัก


เดินไปเรื่อยๆ ฉินเหยาก็มาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยม


พอเงยหน้าขึ้นก็สบตากับเถ้าแก่ที่กำลังคิดบัญชีอยู่ในร้าน พออีกฝ่ายเห็นหน้านางก็แสดงสีหน้าสงสัย ก่อนจะขยี้ตาตนเองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาลายแล้วรีบเดินออกมาอย่างตื่นเต้น


“นี่ใช่ฉินเหนียงจื่อหรือไม่” เถ้าแก่ฟ่านถามด้วยความไม่อยากเชื่อ


เห็นฉินเหยาพยักหน้าและยิ้มให้ “เถ้าแก่ฟ่าน ไม่ได้พบกันนานเลย”


ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานจริงๆเกือบปีแล้ว!


ฉินเหยาไม่คิดว่าเถ้าแก่ฟ่านจะจำตนเองได้ แถมยังบอกว่าเขารู้ว่านางก่อเรื่องใหญ่ไว้เมื่อต้นปี


“อะไรหรือ” ฉินเหยาเองก็ไม่รู้


ในร้านมีแขกเพียงสองโต๊ะ ดูเงียบเหงาเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ใช่ว่าทุกวันจะได้สัตว์หายากอย่างหมีดำมาขาย


เถ้าแก่ฟ่านดึงเก้าอี้ออกมาให้ฉินเหยานั่งลงที่โต๊ะว่างตรงมุมของร้าน ก่อนจะถามว่านางอยากกินอะไร แล้วสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์นำมาให้


จากนั้นเขาเทน้ำชาให้นางด้วยตนเอง ก่อนจะนั่งลงตรงข้าม ยิ้มแล้วกล่าวว่า “หัวหน้าโจรภูเขาหน่วยย่อยนั่น เจ้าเป็นคนสังหารใช่หรือไม่”


เรื่องนี้ไม่ได้มีการประกาศออกไป ฉินเหยาจึงถามด้วยความสงสัย “เถ้าแก่ฟ่านรู้ได้อย่างไร”


เถ้าแก่ฟ่านยิ้มอย่างมีเลศนัย “คืนสิ้นปีนั้น ตอนที่มีคนมาแจ้งทางการ ข้าได้ยินว่าเกิดเรื่องที่หมู่บ้านตระกูลหลิวในเขตเมืองจินสือก็เดาว่าต้องเป็นหมู่บ้านพวกเจ้าแน่ จากนั้นพวกเจ้าหน้าที่ทางการก็กลับไปกลับมาหลายรอบ บอกว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวเจอโจรภูเขาแต่กลับไม่มีใครเป็นอะไร แถมยังมีคนยิงธนูสังหารหัวหน้าโจรหน่วยย่อยที่กำลังหนีตายด้วย ข้าคิดแล้ว นอกจากเจ้า ไม่มีใครทำได้ขนาดนี้แน่!”


“ข้าพูดถูกหรือไม่” เถ้าแก่ฟ่านถามอย่างมั่นใจ


ฉินเหยาพยักหน้า เสี่ยวเอ้อร์ยกหมั่นโถวขาวร้อนๆกับน้ำแกงเนื้อแกะถ้วยใหญ่มาให้ แถมยังมีแตงกวาดองรสเปรี้ยวจัดจ้านอีกจาน ดูแล้วกระตุ้นความอยากอาหารมาก


ฉินเหยาหยิบอาหารขึ้นมากินทันที ขณะที่เถ้าแก่ฟ่านก็พูดคุยกับนาง บอกว่านางควรไปรับรางวัลที่ศาลาว่าการอำเภอ


ในแคว้นเซิ่งมีประกาศชัดเจน หากประชาชนสังหารโจรที่มาดักปล้นจะถือว่าไร้ความผิดและยังสามารถนำศีรษะของโจรมารายงานกับทางการเพื่อรับรางวัลได้อีกด้วย


สังหารโจรทั่วไปได้หนึ่งตำลึง สังหารโจรภูเขาได้สองตำลึง หากปราบโจรทั้งกลุ่มได้ นอกจากเงินรางวัลแล้ว ยังสามารถเข้ารับราชการเป็นเสมียนในอำเภอได้ด้วย


ตำแหน่งเช่นนี้ แม้ไม่มีตำแหน่งทางราชการ แต่ก็ได้รับเงินเดือนจากทางการ สำหรับชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นตำแหน่งที่เอื้อมไม่ถึง


มีคำกล่าวว่าพญายมยังคบหาง่ายกว่าผีน้อย พวกเสมียนเหล่านี้ แม้แต่นายอำเภอยังต้องเกรงใจพวกเขาสามส่วน


จะอย่างไรเสีย นายอำเภอก็ผลัดเปลี่ยนไปตามวาระ แต่เสมียนในศาลาว่าการนั้นเหมือนเหล็กกล้า แข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง นายอำเภอสามปีเปลี่ยนคนหนึ่ง แต่พวกเสมียนในศาลาว่าการกลับอยู่ตลอดไม่ไปไหน


ตอนที่ 110: ให้รางวัลหนึ่งร้อยตำลึง


ฉินเหยาไม่รู้เลยว่ายังมีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย


นางรู้เพียงประโยคแรก ส่วนประโยคหลังไม่มีผู้ใดบอกนาง


ชาวบ้านธรรมดาเองก็จำได้เพียงแค่ครึ่งแรกที่ว่าสังหารโจรไร้ความผิด


ไม่นึกเลยว่าประโยคหลังยังมีพูดถึงรางวัลอีก


เถ้าแก่ฟ่านเห็นสีหน้าเสียดายอย่างยิ่งของฉินเหยาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง


“เฮ้อ ก็ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้ ทางอำเภอไม่เคยป่าวประกาศออกไป ชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออกสักตัว กฎหมายติดอยู่ที่ประตูเมืองก็ไม่มีใครอ่านได้ มีข้อผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องปกติ”


ยิ่งไปกว่านั้น การจะได้รับรางวัลหรือไม่นั้นยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจของท่านนายอำเภอในกฎหมายข้อนี้ด้วย ฉินเหยาไปก็ใช่ว่าจะได้รับรางวัลตามที่ควรได้


ยิ่งไปกว่านั้น เวลาก็ผ่านไปนานถึงเพียงนี้แล้ว ไปพูดตอนนี้ก็คงสายไป


เพียงแต่เมื่อเห็นฉินเหยา เถ้าแก่ฟ่านจึงอยากบอกให้นางรู้เท่านั้น


“อีกอย่าง เจ้าเป็นสตรีคงเป็นเสมียนไม่ได้” เขาถอนหายใจพลางหัวเราะเบาๆ


ฉินเหยายิ้มบางๆ ดื่มน้ำแกงเนื้อแกะคำสุดท้ายแล้วเงียบไปครู่ใหญ่


นางนึกถึงเมื่อต้นปีที่แล้ว ขณะที่นางไปศาลบรรพชนของหมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่หลายคนมาสอบถามข้อมูล ตอนนั้นแววตาที่พวกเขามองนาง แม้จะมีความประหลาดใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก กระทั่งดูเหมือนพวกเขาโล่งอกเสียด้วยซ้ำ


คิดไปแล้ว ตอนนั้นพวกเขาคงรู้ถึงกฎหมายข้อนี้และเมื่อทราบว่านางเป็นสตรี พวกเขาก็กลับรู้สึกเบาใจ


เพราะไม่ต้องจัดสรรรางวัลให้นางแล้ว


ส่วนเงินรางวัลนั้น อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่เห็นแม้แต่เหวินเดียว


การพูดคุยกับเถ้าแก่ฟ่านในครั้งนี้ ทำให้ฉินเหยารู้จักโลกใบนี้เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย และยิ่งคาดหวังให้หลิวจี้สอบได้ตำแหน่งขุนนางมากขึ้นกว่าเดิม


แม้จะเป็นแค่ซิ่วไฉ แต่หากครั้งหน้านางสังหารหัวหน้าโจรได้อีก ทางการก็คงต้องแจ้งนางว่านางมีสิทธิ์ได้รับเงินรางวัล


“เจ้าจะไปพรุ่งนี้แล้วหรือ” เถ้าแก่ฟ่านถามอย่างเสียดาย


ฉินเหยาพยักหน้า “ที่บ้านยังมีงานในไร่ให้ทำน่ะ” ยังมีคำสั่งซื้อกังหันน้ำที่ยังไม่เสร็จอีกด้วย


เถ้าแก่ฟ่านถอนหายใจเบาๆ “ข้ายังอยากเรียนวิชากับเจ้าอีกสักสองกระบวนท่า เจ้าก็ว่าจะไปเสียแล้ว”


ฉินเหยาส่งยิ้มบางๆให้เขา “หากมีโอกาส เชิญมาที่บ้านข้าได้นะ”


“ได้จริงหรือ” เถ้าแก่ฟ่านถามกลับด้วยความตื่นเต้น


ฉินเหยาตอบรับ เขาพลันหัวเราะออกมาในทันที “ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าบ้านเจ้าจะเป็นอย่างไร ปีที่แล้วเจ้าล่าหมีดำตัวหนึ่งมาได้ คงได้ที่นาดีๆเพิ่มขึ้นมาอีกหลายหมู่กระมัง หรือว่าเจ้าเป็นคนรวยที่สุดในหมู่บ้านเล่า”


ตามปกติแล้ว สิ่งที่เถ้าแก่ฟ่านพูดก็ไม่ผิด


แต่น่าเสียดายที่บ้านของฉินเหยามีตัวหายนะที่ไม่ปกติอยู่ด้วย


นางทำได้เพียงตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่น่ะ”


เถ้าแก่ฟ่านหัวเราะกลบเกลื่อน ส่งนางไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง ก่อนจะกลับไปยุ่งอยู่ที่โต๊ะเก็บเงิน


ฉินเหยาขอห้องพักเดี่ยวธรรมดาห้องหนึ่งพร้อมกับอาหารที่นางกินเท่ากับคนห้าคน รวมแล้วจ่ายไปหนึ่งร้อยยี่สิบเหวิน


คืนนั้นนอนหลับสนิท


เช้าตรู่ ฉินเหยาคืนห้อง กล่าวอำลาเถ้าแก่ฟ่านแล้วเตรียมตัวกลับบ้าน


ก่อนออกเดินทางอาจเป็นเพราะในใจไม่ยินยอมหรือเพราะบางอย่างที่ชักนำให้นางเดินสวนกระแสฝูงชน มุ่งตรงไปยังหน้าประตูที่ว่าการอำเภอไคหยาง


บนถนนเต็มไปด้วยผู้คน คึกคักเป็นอย่างมาก


มีเพียงบริเวณนี้ ที่ลานกว้างใหญ่กลับมีผู้คนบางตา ด้านหน้าประตูใหญ่มีป้ายประกาศตั้งอยู่ บางครั้งก็มีคนหยุดดู


น่าเสียดายที่คนอ่านหนังสือออกมีไม่มาก ผู้ที่อ่านประกาศล้วนเป็นบัณฑิต พวกเขามีความเย่อหยิ่งอยู่ในตัว หากไม่มีใครร้องขอก็มิใคร่จะอ่านออกเสียงให้คนอื่นฟัง


เดิมทีฉินเหยาเพียงอยากดูว่าที่ว่าการอำเภอหน้าตาเป็นอย่างไรแล้วก็จะไปต่อ


แต่พอเห็นนักศึกษาสองคนที่อยู่หน้าป้ายอ่านจบแล้วเดินจากไป เหลือเพียงความว่างเปล่า นางจึงถูกความอยากรู้อยากเห็นชักนำให้ก้าวเข้าไปเพื่อดูว่าบนป้ายประกาศของทางการมีอะไรติดไว้


เมื่อเดินเข้าไปใกล้ สิ่งแรกที่ปรากฏในครรลองสายตาคือประกาศค่าหัวที่มีภาพบุคคลวาดอยู่


บนกระดาษมีตัวอักษร ‘รางวัล’ ตัวใหญ่ ถูกวงด้วยหมึกสีแดง


ตัวอักษรรางวัลที่ถูกวงไว้เช่นนี้ ทำให้หัวใจของฉินเหยากระตุกเต้นเร็วขึ้นสองจังหวะ


บนประกาศเขียนบทความยืดยาวเพื่อกล่าวโทษการกระทำอันผิดกฎหมายของโจรภูเขาพร้อมแสดงความโกรธแค้นของประชาชนและทางการ


ฉินเหยาตัดถ้อยคำที่เกินจำเป็นออกในทันที ได้ใจความสรุปออกมาสั้นๆว่า…


ระยะนี้โจรภูเขากำเริบเสิบสาน กระทำการต่างๆโหดร้ายถึงขั้นที่แม้แต่เดรัจฉานยังเทียบไม่ได้


ดังนั้นจึงขอออกประกาศตั้งค่าหัว เรียกร้องให้ผู้กล้าในอำเภอลงมือปราบปราม


ผู้ใดสังหารหัวหน้าโจรและช่วยทางการปราบปรามโจรภูเขาได้ ไม่ว่าเป็นใคร มีฐานะใด เป็นชายหรือหญิง แก่หรือเยาว์วัยล้วนได้รับรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง!


“ซี๊ด~” ฉินเหยาสูดลมหายใจลึก สายลมยามเช้าพัดพาความร้อนของฤดูร้อนมาปะทะหน้า เพียงสูดเข้าไป อะดรีนาลีนก็พลุ่งพล่าน


ฉินเหยาสงบอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว ยืนยันกับตัวเองถึงสามครั้งว่าในประกาศระบุไว้แน่ชัดว่าหนึ่งร้อยตำลึงเงิน


นางรีบเดินไปยังหน้าประตูที่ว่าการอำเภอ ถามทหารยามสองนายที่เฝ้าอยู่ตรงนั้นว่า


“ค่าหัวนี้รับอย่างไร”


การลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที เท่ากับเป็นการดูแคลนหนึ่งร้อยตำลึง!


ทหารยามสองนายดูเหมือนจะฟังนางที่นางพูดไม่ชัดหรืออาจคิดว่าตนเองฟังผิด


เพราะประกาศค่าหัวนี้ติดอยู่ที่นี่มาครึ่งปีแล้ว แต่ไม่เคยมีใครมาถอนมันออกไป


ทุกครั้งที่อักษรเลือนราง ผู้ช่วยนายอำเภอก็ต้องเขียนใหม่แล้วติดประกาศซ้ำไปซ้ำมา


ฉินเหยาถามซ้ำ “ค่าหัวนี้รับอย่างไร”


ทหารยามทั้งสองถึงกับมองนางด้วยสายตาตกตะลึง คนหนึ่งชี้ไปที่ป้ายประกาศ สีหน้ารำคาญเล็กน้อย


“แค่ดึงลงมาก็พอ!”


ฉินเหยาเข้าใจทันทีแล้วเดินกลับไป


แควก! ภายใต้สายตาตะลึงพรึงเพริดของทหารทั้งสอง นางกระชากประกาศลงมาทั้งแผ่นแล้วเดินกลับไปที่หน้าที่ว่าการถามพวกเขาต่อ


“ข้าถอนประกาศออกมาแล้ว ต่อไปต้องทำอย่างไร เอาหัวของคนในภาพกลับมาส่งก็พอใช่หรือไม่ ต้องลงทะเบียนอะไรพวกนี้ก่อนหรือไม่ แล้วเงินรางวัลจะรับอย่างไร”


นี่เป็นครั้งแรกที่นางรับภารกิจล่าค่าหัวในยุคโบราณ


ที่นี่ไม่ใช่วันสิ้นโลก ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ลงทะเบียนทันที ทำภารกิจเสร็จก็ไม่มีระบบรับเงินทันที


แม้จะเป็นงานถนัดของนาง แต่ขั้นตอนของที่นี่ นางไม่เข้าใจเลยสักนิด


ในสมองมีเพียงภาพของหนึ่งร้อยตำลึงนั่นเท่านั้น แม้แต่หัวหน้าโจรที่ดูดุร้ายโหดเหี้ยมในภาพก็ดูสง่างามขึ้นมาเสียอย่างนั้น


ขณะเดียวกัน ฉินเหยาก็อดเสียใจไม่ได้ ว่าเหตุใดตนถึงไม่มาที่หน้าว่าการอำเภอตั้งแต่แรก


หากรู้เร็วกว่านี้ นางจะปล่อยให้พวกโจรภูเขามีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร


“ข้าถามพวกเจ้าอยู่ เหตุใดไม่ตอบเล่า หรือว่าประกาศค่าหัวนี้เป็นของปลอม”


ฉินเหยารออยู่ครู่ใหญ่แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ นางเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว


อย่าถ่วงเวลาทำให้นางเสียโอกาสหาเงินสิ!


ทหารยามทั้งสองเพิ่งแน่ใจว่านางเอาจริง


คนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปในที่ว่าการอำเภอแล้วตะโกนว่า “ท่านผู้ช่วย! มีคนมาถอนประกาศค่าหัวแล้ว!”


อีกคนหนึ่งยังไม่ปักใจเชื่อ ชี้ไปที่ป้ายประกาศแล้วถามฉินเหยา


“เจ้าเป็นสตรี รู้หรือไม่ว่าประกาศค่าหัวนี้เขียนว่าอะไร”


“รู้สิ เงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง…ไม่ใช่ ต้องสังหารหัวหน้าโจรภูเขาแล้วนำศีรษะของเขามาส่ง ข้าเข้าใจไม่ผิดใช่หรือไม่”


ฉินเหยาเองก็ต้องการยืนยันให้แน่ใจเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด


ทหารยามถามนางต่อว่านางแซ่อะไร ชื่ออะไร เป็นคนที่ไหน


ฉินเหยาตอบทุกคำถามอย่างชัดเจน สีหน้าดูมีสติดี ไม่เหมือนคนเสียสติเลยแม้แต่น้อย


พวกเขาจึงพานางเข้าไปข้างใน


ฉินเหยาไม่คิดเลยว่าการเข้าที่ว่าการอำเภอครั้งแรกของตนจะเป็นไปในลักษณะเช่นนี้


นางไม่ได้พบนายอำเภอ แต่ได้พบเพียงผู้ช่วยและรองนายอำเภอ


ทั้งสองคนนี้ คนหนึ่งเปรียบเสมือนเลขานุการของนายอำเภอ อีกคนเป็นรองนายอำเภอที่รับผิดชอบกองกำลังป้องกันของอำเภอไคหยาง เปรียบเสมือนหัวหน้ากรมตำรวจ


ชาวบ้านพบขุนนางต้องคุกเข่า ฉินเหยามาต่างถิ่นก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียม นางคุกเข่าลงข้างหนึ่งแบบเร็วๆ ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องที่ตนมาถอนประกาศค่าหัวอย่างคร่าวๆ จากนั้นจึงลุกขึ้น


กลับไม่มีใครคิดว่านางที่เป็นสตรีมาถอนประกาศค่าหัวเพื่อล้อทางการเล่นแต่อย่างใด


เพราะสตรีที่กล้าทำเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา


เมื่อได้ยินว่าฉินเหยาเคยสังหารหัวหน้าหน่วยย่อยของพวกโจรภูเขาไปเมื่อต้นปี นัยน์ตาของรองนายอำเภอพลันเปล่งแสงแห่งความคาดหวังออกมา



จบตอน

Comments