stepmother ep11-20

ตอนที่ 11: ตั้งแผงลอย


พี่น้องทั้งสองที่ความภาคภูมิใจถูกทำลายลง ยามนี้ยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่นิด เมื่อเห็นกิ่งไม้หักมากมายใต้ป่าเบื้องหน้าก็รีบวิ่งไปเก็บด้วยความยินดี


ฉินเหยาเรียกทั้งสองกลับมาแล้วให้ตามนางขึ้นเขา


ป่าเล็กบนภูเขาที่ชาวบ้านใช้ตัดฟืนมีเพียงสัตว์เล็กๆ มีผู้ใหญ่คอยดูแลอยู่ก็ยังนับว่าปลอดภัยอยู่


ต้าหลางและเอ้อร์หลางรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยังตามนางขึ้นเขา


เมื่อมาถึงกลางทาง ฉินเหยาเลือกสถานที่ที่มีต้นไม้หนาแน่น โยนเชือก.ลงไปแล้วบอกให้สองพี่น้องรออยู่บนลานเล็กๆที่ราบเรียบนี้ จากนั้นก็หยิบมีดพร้าแล้วมุดเข้าไปในพุ่มไม้


ฉินเหยาตัดกิ่งไม้สองกิ่งมาทำขาตั้งฟืนสามขาให้ต้าหลางก่อนแล้วจึงเข้าไปยังจุดที่ลึกกว่าเดิม สะบัดมีดตัดฟืนอย่างรวดเร็ว


นางทำงานอย่างรวดเร็ว ฟืนที่มีขนาดเท่าแขนเด็กถูกโยนออกมาจากพุ่มไม้ทีละท่อน ไม่นานก็สะสมเป็นกองใหญ่


ต้าหลางและเอ้อร์หลางมองตากันด้วยความยินดี มีฟืนมากมายเลย!


แต่ไม่นาน พวกเขาก็พบว่านี่มันมากเกินไปแล้วกระมัง


อืม แม่เลี้ยงคงจะเตรียมตัดเพิ่มเยอะหน่อย หลังจากนั้นก็ค่อยๆแบกกลับบ้าน


แต่คิดไม่ถึง ฉินเหยาจะมัดฟืนที่แม้แต่ชายฉกรรจ์ยังต้องแบกถึงสองรอบทั้งหมดเป็นสองมัด เลือกกิ่งที่หนาที่สุดทำเป็นคานหาบแล้วยกขึ้นทันที


นางย่ำอยู่กับที่สองก้าว รู้สึกว่าน้ำหนักยังขาดไปเล็กน้อยจึงเลือกฟืนจากขาตั้งของต้าหลางอีกสองสามอันใส่เข้าไป เมื่อรู้สึกว่าเหมาะสมแล้วก็ส่งสัญญาณให้สองพี่น้องยกขาตั้งและตะกร้าของตนเองขึ้นเพื่อกลับบ้าน


ต้าหลางไม่เคยเห็นขาตั้งฟืนสามขามาก่อน ชาวบ้านในหมู่บ้านมักมัดฟืนแล้วแบกเดินกลับ ผู้ที่มีกำลังมากก็หาบเดิน ไม่เคยเห็นการใช้ขาตั้งแบบนี้มาก่อน


ฉินเหยาจึงวางคานหาบลง ยกขาตั้งฟืนขึ้นวางบนบ่าของต้าหลาง ให้เขาจับขาทั้งสองข้าง


ฟืนหนักสิบกว่าจิน เมื่อมีขาตั้งช่วยกระจายน้ำหนักจากจุดเดียวไปทั่วบ่า ต้าหลางก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ายกได้ง่ายขึ้นมาก


ในตะกร้าบนหลังของเอ้อร์หลางเต็มไปด้วยฟืนเล็กๆที่ฉินเหยาตัดไว้ล่วงหน้า เหมาะสำหรับก่อไฟ แม้ดูแล้วอัดแน่นเต็มตะกร้า แต่หนักเพียงแปดถึงเก้าชั่ง เอ้อร์หลางสามารถแบกได้สบาย


“เดินไหวหรือไม่” ฉินเหยาถาม


พี่น้องทั้งสองพยักหน้า ในใจเต็มไปด้วยความยินดี โดยเฉพาะเมื่อเห็นฟืนสองมัดใหญ่บนคานหาบของฉินเหยาก็รู้สึกทั้งตกใจและนับถือ


พวกเขาไม่เคยเห็นใครที่หาบฟืนได้มากกว่าแม่เลี้ยงมาก่อน!


แม่ลูกทั้งสามลงมาจากภูเขา ต้องผ่านทุ่งนาในหมู่บ้านจึงจะถึงบ้าน


ชาวบ้านสังเกตเห็นฟืนที่วางขวางบนบ่าของต้าหลาง เมื่อเข้าไปใกล้ก็เห็นว่ามีขาตั้งฟืนเสียบอยู่ ต้าหลางจับขาทั้งสองข้างที่ยื่นออกมา แบกบนบ่าเดินอย่างสบาย


แต่ฟืนเหล่านั้นมากกว่าการมัดแล้วแบกเสียอีก


เหตุใดพวกเขาไม่เคยนึกถึงการทำขาตั้งฟืนมาก่อนนะ ดูแล้วก็ไม่ยาก เพียงใช้แผ่นไม้หนึ่งอันขวางไว้ตรงกลางระหว่างกิ่งไม้สองกิ่งเท่านั้น แต่กลับช่วยผ่อนแรงบนบ่าได้


จากนั้น สายตาก็ถูกดึงดูดโดยฟืนสองมัดใหญ่ที่เคลื่อนที่เองได้โดยไม่รู้ตัว


ฟืนมัดนั้นเทียบเท่ากับของคนอื่นสองมัด รวมแล้วอย่างน้อยก็หนักสองร้อยห้าสิบถึงสองร้อยหกสิบจิน


“ตายจริง นั่นไม่ใช่ภรรยาใหม่ตัวน้อยของบ้านเจ้าหลิวสามหรือ”


ชาวบ้านสังเกตเห็นว่าระหว่างฟืนที่เคลื่อนที่ทั้งสองมัดมีคนอยู่ด้วย เพียงแต่เนื่องจากร่างเล็กจึงถูกฟืนบังเอาไว้


ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คนผู้นั้นกลับเป็นฉินเหนียงจื่อของบ้านเจ้าหลิวสาม


“นางมีแรงมากมายปานนี้ได้อย่างไร!”


ชาวบ้านในทุ่งนามองดูสามแม่ลูกเดินผ่านหน้าตนไปอย่างตะลึงงัน จนกระทั่งลับสายตาแล้วจึงค่อยๆหุบปากที่อ้าค้างด้วยความตกใจ


ต่อมา ข่าวที่เจ้าหลิวสามแต่งได้ภรรยาเป็นหญิงจอมพลังก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน


ยามเย็น ในตอนที่ฉินเหยาพาพี่น้องทั้งสี่คนนำรองเท้าฟางที่ทำเสร็จแล้วไปตั้งแผงใกล้บ่อน้ำในหมู่บ้าน นางก็กลายเป็น ‘นางยักษ์จอมพลัง’ ในสายตาของชาวบ้านไปเสียแล้ว!


ในเวลานี้ ทุกคนทำงานในไร่นาเสร็จแล้ว ทั้งเวลายังห่างจากมื้อเย็นอยู่บ้างจึงชอบมารวมตัวกันที่บ่อน้ำในหมู่บ้านเพื่อพักผ่อน คนจึงค่อนข้างมาก


มีเด็กๆกำลังเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างบ่อน้ำ เมื่อเห็นฉินเหยาปรากฏตัวก็กรีดร้องด้วยความตกใจแล้ววิ่งกระเจิงหนีไปซ่อนอยู่ด้านหลังพ่อแม่ปู่ย่า แต่ยังคงมองพิจารณานางด้วยสายตาหวาดกลัวปนใคร่รู้


ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย บังเอิญจริง พอเด็กๆวิ่งหนีไปก็ทำให้มีที่ว่างสำหรับตั้งแผงพอดี


“ตั้งแผง” ฉินเหยาพยักหน้าให้เด็กทั้งสี่ที่ยืนเรียงกันอยู่ข้างหน้า


ซานหลางและซื่อเหนียงปูเสื่อฟางเก่าที่นำมาจากบ้านลงใต้ต้นไม้


ต้าหลางและเอ้อร์หลางแกะรองเท้าฟางสิบคู่ที่ร้อยไว้ในอ้อม.อกออกมาวางเรียง


ฉินเหยาจัดเรียงอีกครั้ง วางป้ายไม้ลงบนพื้นแล้วใช้ถ่านเขียนตัวอักษรสีดำว่า ‘รองเท้าฟางสามเหวินต่อคู่!’


ตบมือปัดฝุ่น เสร็จงานเรียบร้อย


แม้จะหวาดกลัว ‘นางยักษ์จอมพลัง’ แต่ชาวบ้านก็ยังอดไม่ได้ที่จะเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้ว่าแม่ลูกทั้งห้ากำลังทำอะไรกันแน่


แต่ว่าตัวอักษรที่เขียนนั้น พวกเขาอ่านออกเพียงไม่กี่ตัว เช่น ‘สาม’ และ ‘หนึ่ง’ และไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักอักษร มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจ


ฉินเหยาตบไหล่เอ้อร์หลาง หลังจากสังเกตมาหลายวัน นางก็พบว่าเอ้อร์หลางเป็นเด็กที่หน้าหนาที่สุด และกล้าแสดงออกมากที่สุด


เอ้อร์หลางก้าวไปข้างหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเริ่มร้องขายเสียงดังว่า “ขายรองเท้าฟางจ้า สามเหวินต่อคู่ คู่ละสามเหวิน เพียงสามเหวินเท่านั้น ท่านก็สามารถนำรองเท้าฟางสานอย่างประณีตกลับบ้านได้!”


เสียงตะโกนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ตกใจ จากนั้นจึงรู้ว่าเป็นการขายรองเท้าฟาง


เอ้อร์หลางยังคงตะโกนต่อไป “สามเหวิน ซื้อไปไม่ขาดทุน ไม่ถูกหลอกลวง เพียงสามเหวินเท่านั้นก็สามารถนำรองเท้าฟางที่สานอย่างดี สวมใส่สบายและทนทานกลับบ้านได้!”


“หากไม่มีเงิน จะแลกด้วยสิ่งของก็ได้นะ!”


สามเหวินต่อคู่ ราคานี้ฉินเหยาคำนวณจากระดับการใช้จ่ายของชาวบ้าน และมูลค่าของบวบและผักใบเขียวที่แลกมาเมื่อวาน


แน่นอน ทุกคนสนใจราคานี้และยิ่งสนใจในส่วนของการใช้สิ่งของแลกเปลี่ยนมากกว่า


แม้เมื่อครู่จะยังพูดว่าฉินเหยาเป็นนางยักษ์ แต่ก็เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นซุบซิบเท่านั้น เมื่อเห็นราคาย่อมเยาก็ไม่กลัวอีกต่อไป


รองเท้าฟางเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนต้องการ เมื่อเห็นเอ้อร์หลางร้องขายอย่างขยันขันแข็งเช่นนี้ สตรีสองนางก็นั่งยองๆลงที่หน้าแผงลอย


ซื่อเหนียงรีบหยิบรองเท้ายื่นให้พวกนางดู “ป้าโจว ท่านแม่ของข้าทำรองเท้าได้ดีมากเลยนะ ท่านซื้อสักคู่เถอะ”


ฉินเหยารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางยังคิดว่าซื่อเหนียงขี้อายและติดคน แต่ไม่คิดว่าจะกล้าเสนอขายของเองด้วย


เมื่อเด็กๆขยันขันแข็งเช่นนี้ ฉินเหยาในฐานะผู้ใหญ่ก็ไม่กล้ายืนเฉย นางยิ้มน้อยๆ และอธิบายว่ารองเท้าของนางสานอย่างแน่นหนาเพียงใด ใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะทำได้สักคู่


หญิงที่ซื่อเหนียงเรียกว่าป้าโจวพลิกดูรองเท้าไปมาพบว่าทำได้แน่นหนาจริง ขนาดก็พอดีกับเท้าของสามีที่บ้าน ช่วงนี้สามีทำงานในนาบ่อย รองเท้าฟางที่ใส่อยู่ก็ขาดแล้วกำลังคิดจะเปลี่ยนคู่ใหม่อยู่พอดี


“ฉินเหนียงจื่อ ข้าขอสองคู่ ลดราคาอีกหน่อยได้ไหม” ป้าโจวถามหยั่งเชิง


ฉินเหยาตอบอย่างไม่ลังเล “ได้เลย ประเดิมคำสั่งซื้อแรก ห้าเหวินสำหรับสองคู่”


ป้าโจวรู้สึกดีใจที่ได้ราคาถูก นางวางรองเท้าฟางที่เลือกไว้ข้างๆ บอกให้ฉินเหยารอก่อนแล้วกลับบ้านไปเอาเงิน


ไม่นานนัก นางก็วิ่งกลับมา นับเงินห้าเหวินสามรอบก่อนยื่นให้ฉินเหยาแล้วรับรองเท้าฟางสองคู่ไปด้วยความยินดี


เมื่อขายได้หนึ่งรายการ แถมยังเป็นสองคู่ พี่น้องตระกูลหลิวทั้งสี่คนต่างยิ้มออกมา


เอ้อร์หลางร้องขายเสียงดังขึ้น ส่วนซื่อเหนียงก็อาศัยความที่ตัวเล็ก ถือรองเท้าไปหาคนอื่นเพื่อเสนอขายด้วยท่าทางน่ารักน่าสงสาร


นางมุ่งเข้าหาบรรดาท่านป้าทั้งหลายโดยเฉพาะ เพราะพบว่าท่านป้าเหล่านี้ล้วนมีเงินในกระเป๋า


ซานหลางเห็นน้องสาวกล้าหาญเช่นนี้จึงรวบรวมความกล้า เดินตามไปเอ่ยถามเบาๆว่า “ท่านจะซื้อรองเท้าไหม ท่านซื้อสักคู่เถอะ”


พี่น้องทั้งสองร่วมมือกันก็ขายได้อีกหนึ่งคู่ พวกเขามองฉินเหยาด้วยความดีใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้รับคำชม


แม้ว่าพี่น้องทั้งสองจะสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่ใบหน้าสะอาดสะอ้าน เส้นผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย ดูแล้วน่ารักมาก


การขายรองเท้าฟางเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ มีคนนำชามที่ไม่ได้ใช้แล้วมาแลก เป็นชามกระเบื้องเคลือบหยาบๆที่มีรอยบิ่นห้าใบ แลกได้ไปหนึ่งคู่


ท่านยายอีกคนหนึ่งนำไข่ไก่สามฟองมาแลกไปอีกหนึ่งคู่


โดยไม่ทันรู้ตัว ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว ทุกคนกลับบ้านไปกินข้าว สุดท้ายจึงเหลือเพียงฉินเหยาและลูกๆทั้งห้าคนกำลังนับความสำเร็จของวันนี้ด้วยความตื่นเต้นอยู่ใต้ต้นไม้


ตอนที่ 12: พ่อค้าหาบเร่หลิว


ยามสายัณห์วันหนึ่ง ขายรองเท้าฟางไปได้หกคู่


แลกได้เหรียญทองแดงสิบเอ็ดเหรียญ ชามกระเบื้องเคลือบหยาบห้าใบและไข่ไก่สามฟอง


ต้าหลางกล่าวว่า ไข่ไก่หนึ่งฟองขายได้หนึ่งเหวิน หากสะสมให้มากหน่อย รอจนถึงวันที่มีตลาดก็นำไปขายในเมือง ได้เงินหลายเหวินทีเดียว


แม้ว่าชามกระเบื้องเคลือบหยาบจะมีรอยบิ่น แต่ก็ยังใช้งานได้ดีกว่าชามดินเผาแตกๆที่บ้านอย่างมาก


ฉินเหยานับเหรียญทองแดงหกเหรียญ ถามต้าหลางว่าบ้านไหนในหมู่บ้านมีน้ำมันและเกลือขายบ้าง


ต้าหลางกลืนน้ำลายแล้วตอบว่า “บ้านพ่อค้าหาบเร่มี”


“เจ้ารู้ไหมว่าขายอย่างไร” ฉินเหยาถาม พลางหยิบรองเท้าฟางสี่คู่ที่เหลือและเสื่อเก่าขึ้นมา


หากซื้อน้ำมันและเกลือได้ คืนนี้ก็จะได้กินอาหารที่มีรสชาติแล้ว ผักเขียวเมื่อวานยังเหลืออยู่อีกครึ่งกำ


ต้าหลางส่ายหน้า เขาแทบไม่มีโอกาสไปซื้อของที่บ้านพ่อค้าหาบเร่เลย เมื่อก่อนพวกเขาเก็บผลไม้ป่าบนภูเขามา อยากเอาไปขายให้พ่อค้าหาบเร่ แต่กลับถูกไล่ออกมา


วันนี้พอมีชาวบ้านมากมายมารุมล้อม พี่น้องทั้งสี่คนก็รู้สึกประหลาดใจมาก เพราะเมื่อก่อน ชาวบ้านมักจะขับไล่พวกเขา ไม่ก็ถอยห่างด้วยความรังเกียจ


แต่วันนี้ ทุกคนกลับมารวมตัวกัน ไม่เพียงไม่รังเกียจ ยังซื้อของของพวกเขาไปด้วย


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเริ่มตระหนักแล้วว่า การที่พวกเขาล้างหน้าสะอาด หวีผมเรียบร้อยและสวมรองเท้า ทำให้ร่างกายไม่มีกลิ่น


และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นเพราะแม่เลี้ยง ตั้งแต่นางมาที่บ้าน บ้านก็สว่างขึ้น ที่นอนนุ่มขึ้น แม้แต่พวกเขาเองก็สะอาดขึ้นด้วย


วันคืนที่เคยมืดมนเริ่มสดใสขึ้นทีละน้อย


โชคดีที่ต้าหลางและเอ้อร์หลางรู้ว่าบ้านของพ่อค้าหาบเร่อยู่ที่ไหน ฉินเหยาจึงบอกให้พี่น้องทั้งสี่รออยู่ที่เดิม ส่วนนางถือเหรียญทองแดงและรองเท้าฟางสี่คู่ที่เหลือ อาศัยที่ฟ้ายังไม่มืดพอมองเห็นอยู่บ้างรีบเดินไปยังบ้านของพ่อค้าหาบเร่


พ่อค้าหาบเร่คนนี้แซ่หลิว อายุยี่สิบกว่า มักจะไปซื้อของใช้ประจำวัน เช่น เข็ม น้ำมัน เกลือ จากร้านในเมืองแล้วนำมาขายต่อในหมู่บ้านรอบๆเพื่อทำกำไร


ปกติเขายังรับซื้อของป่า งานปักของหญิงสาวและเหล่าสตรีออกเรือนเพื่อนำมาขายแทนพวกนางด้วย โดยคิดค่าดำเนินการ


การทำการค้าทั้งสองด้านนี้ทำให้เขามีรายได้พอสมควร ชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านถือว่าค่อนข้างดี


เนื่องจากเขาเดินทางไปขายของในหลายหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านรอบๆจึงเรียกเขาว่า ‘พ่อค้าหาบเร่หลิว’


บ้านของพ่อค้าหาบเร่หลิวหาง่ายมาก เพราะเขาขายของ หน้าบ้านจึงมีช่องสำหรับขายของ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน


เมื่อมาถึง เห็นกำแพงบ้านที่ก่อด้วยหินอย่างเป็นระเบียบ ฉินเหยาก็รู้สึกอิจฉามาก


แต่นางเชื่อว่า ไม่นานบ้านของนางก็จะมีเช่นนี้


เคาะประตูไม้ที่แง้มอยู่ ภายในมีเสียงสตรีเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ใครน่ะ”


“มาซื้อของ อยากซื้อพวกน้ำมันกับเกลือ!” ฉินเหยาตอบ


ประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยด ภรรยาของพ่อค้าหาบเร่หลิวมองหญิงสาวร่างบางหน้าตา.งดงามที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยความสงสัย “เจ้าคือ?”


แม้ไม่อยากพูด แต่ฉินเหยาก็ต้องแนะนำตัว “ข้าเป็นคนของบ้านหลิวจี้ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ข้าชื่อฉินเหยา เพิ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ พี่สะใภ้อาจยังไม่เคยเจอข้ามาก่อน”


“อวิ๋นเหนียง ใครหรือ”


พ่อค้าหาบเร่หลิวเองก็เดินออกมาด้วย รู้สึกว่าฉินเหยาหน้าคุ้น เขาเคยเห็นนางครั้งหนึ่งจึงจำนางได้


“บ้านพี่สามหลิวหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า


พ่อค้าหาบเร่หลิวรีบเชิญนางเข้ามาในบ้านแล้วบอกกับอวิ๋นเหนียงว่า “อย่างนั้นเจ้าต้องเรียกนางว่าพี่สะใภ้ พี่สามอายุมากกว่าข้า”


“พี่สะใภ้จะซื้ออะไรหรือ ข้าเพิ่งไปเอาของมาจากในเมืองเมื่อวันก่อน ตอนนี้ของค่อนข้างครบครันเลย”


พ่อค้าหาบเร่หลิวพาฉินเหยาไปยังห้องเล็กๆด้านซ้ายของประตูที่มีช่องขายของ จุดตะเกียงน้ำมันให้นางเลือกดู


อวิ๋นเหนียงเองก็ตามเข้ามาด้วย มองพี่สะใภ้จากบ้านหลิวจี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น


ฉินเหยาสอบถามราคาน้ำมันและเกลือ


น้ำมันเมล็ดผักกาดสิบสองเหวินต่อหนึ่งจิน น้ำมันหมูยี่สิบสามเหวินต่อหนึ่งจิน เกลือละเอียดสามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน เกลือหยาบสิบแปดเหวินต่อหนึ่งจิน


ฉินเหยามองเหรียญทองแดงในมือ รู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก เศร้าใจเหลือเกิน


นางทำหน้าหนายกรองเท้าฟางสี่คู่ในมือขึ้น “พี่หลิว ข้าฝากรองเท้าฟางนี้ให้ท่านขายแทนได้หรือไม่ หรือท่านจะซื้อต่อข้าไปก็ได้ ข้าจะขายให้ในราคาถูก วันนี้ข้าเพิ่งขายที่บ่อน้ำในหมู่บ้านไปหกคู่ คนที่ซื้อไปล้วนบอกว่าดีทั้งนั้น”


จริงๆแล้ว ตั้งแต่ฉินเหยาเข้าบ้านมา สามีภรรยาคู่นี้ก็สังเกตเห็นรองเท้าฟางในมือของนางแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจมากนัก


เหล่าหญิงสาวและสตรีออกเรือนในหมู่บ้านก็มักนำแผ่นรองเท้า ผ้าเช็ดหน้า และของอื่นๆที่ทำเองมาฝากเขาขาย รองเท้าฟางเองก็ไม่ใช่ปัญหาเช่นกัน


“พี่สะใภ้ ท่านตั้งใจจะขายให้ข้าราคาเท่าใด” พ่อค้าหาบเร่หลิวถามอย่างสุภาพ


อวิ๋นเหนียงยิ่งมองฉินเหยาก็ยิ่งรู้สึกเห็นใจนาง นางดูเป็นคนมีความสามารถ ยังสานรองเท้าฟางได้ แต่กลับแต่งงานกับหลิวจี้ตัวหายนะผู้นั้น ช่างอาภัพจริงๆ


เห็นฉินเหยาผอมแห้งเช่นนั้น อวิ๋นเหนียงก็สะกิดสามี “ในเมืองรองเท้าฟางขายคู่ละห้าถึงหกเหวิน ท่านก็ช่วยเอาของพี่สะใภ้ไปขายแล้วเอาเงินให้นางไปเลยก็ไม่ได้ลำบากอะไรเท่าไหร่นี่”


ความหมายคือ ไม่ต้องคิดค่าดำเนินการ


“อย่าๆๆ” ฉินเหยารีบเอ่ย “การค้าก็คือการค้า ทุกคนใช้ชีวิตไม่ง่าย พวกท่านเองก็ต้องหาเงิน ข้าขายที่บ่อน้ำในหมู่บ้านคู่ละสามเหวิน หากพวกท่านรับไว้ ข้าจะให้ราคาสองคู่ห้าเหวิน ดีหรือไม่”


อวิ๋นเหนียงบอกว่า ในเมืองรองเท้าฟางขายคู่ละห้าถึงหกเหวิน หากพ่อค้าหาบเร่หลิวรับของจากนางไป จะได้กำไรครึ่งหนึ่ง


พ่อค้าหาบเร่หลิวค่อยๆแกะมือภรรยาที่หยิกตนเองออก “ตกลง ข้าจะเอาไปขายก่อน ขายได้แล้วค่อยนำเงินมาให้ท่าน ดีไหม”


ฉินเหยาส่งรองเท้าฟางสี่คู่ในมือให้อย่างไม่ลังเล “งั้นฝากท่านด้วย”


นางเสริมอีกว่า “หากขายดี ข้ายังมีสินค้าอีก ทำได้ทุกขนาด ทั้งชาย หญิง และเด็ก”


“ได้เลย ได้เลย” พ่อค้าหาบเร่หลิวรับรองเท้าไปแล้วถามฉินเหยาว่าต้องการน้ำมันและเกลือเท่าไร


ด้วยเงินที่มีจำกัด ฉินเหยาจึงซื้อน้ำมันพืชสองเหลียง เกลือหยาบสองเหลียง รวมเป็นหกเหวินพอดี


นางไม่ได้เอาภาชนะมาด้วย อวิ๋นเหนียงจึงใจดีให้ยืมกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำมันและห่อเกลือหยาบด้วยใบตองแล้วส่งให้ฉินเหยา


“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะให้ต้าหลางนำกระบอกไม้ไผ่มาคืนพวกท่าน”


ถือทั้งน้ำมันและเกลือกลับมา ฉินเหยาคิดในใจว่า สามีภรรยาพ่อค้าหาบเร่คู่นี้ช่างเป็นคนดีจริงๆ


เมื่อมาถึงบ่อน้ำในหมู่บ้าน พี่น้องตระกูลหลิวทั้งสี่คนรีบล้อมวงเข้ามา มองกระบอกไม้ไผ่และใบตองในมือของนางด้วยความตื่นเต้น เมื่อได้กลิ่นน้ำมันพืชก็ทำให้ท้องที่หิวโหยร้องจ๊อกๆ


ฉินเหยาพยักหน้า “ไป! กลับบ้านทำอาหารกัน”


พี่น้องทั้งสี่พยักหน้าพร้อมกัน ดวงตาเป็นประกาย วิ่งเหยาะๆกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น รอคอยมื้อเย็นของวันนี้เป็นพิเศษ


ทันทีที่ถึงบ้าน ต้าหลางก็เปลี่ยนเอาชามดินเผาใบเก่าออก นำฟางข้าวมารองไว้ในชามเพื่อเตรียมใส่ไข่ไก่


แม้จะเห็นไข่แล้วน้ำลายสอ แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะกินมัน


ของล้ำค่าเช่นนี้ เก็บไว้ขายได้เงิน จะซื้อข้าวกล้องได้มากขึ้น กินได้หลายมื้อ


ต้าหลางถือชามที่รองด้วยฟางข้าวอย่างดีเดินไปหาเฉินเหยาในครัวด้วยความตื่นเต้น


กำลังจะเอ่ยปาก ดวงตาก็เบิกกว้างทันที


เห็นเพียงเฉินเหยาตอกไข่สามฟองอย่างคล่องแคล่ว เท.ลงในน้ำเดือด ใช้ตะเกียบคน ใส่เกลือเล็กน้อย หยดน้ำมันพืชแล้วใส่ต้นหอมป่าที่เพิ่งเก็บจากริมแม่น้ำ เพียงครู่เดียวกลิ่นหอมเย้ายวนก็ลอยมาปะทะใบหน้า


หลิวต้าหลางที่จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินอาหารคาวคือเมื่อไร เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก


จากนั้นก็เทฟางในชามทิ้งอย่างไม่ลังเล


พี่น้องทั้งสี่ล้อมรอบเตา จ้องมองน้ำแกงไข่ในหม้อที่เดือดปุดๆ ตาไม่กะพริบ นัยน์ตามีแสงสีเขียวอ่อนๆ สะท้อนออกมา


ฉินเหยาได้ยินเสียงกลืนน้ำลายจากทางด้านหลังอย่างชัดเจน ท้องของนางก็ร้องเสียงดังขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้


ตอนที่ 13: ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี


น้ำแกงหม้อหนึ่ง ฉินเหยาแบ่งออกเป็นห้าชามตามเคย ในชามของแต่ละคนมีไข่สามถึงสี่ชิ้น


เผือกถูกย่างไว้แล้ว ตอนทำอาหารก็ฝังไว้ในไฟล่วงหน้า เมื่อกับข้าวเสร็จ เผือกก็สุกพอดี


ผักเขียวที่เหลือจากเมื่อวานครึ่งกำมือ ฉินเหยาใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยผัดจนสุก ได้มาเป็นชามเล็กๆ แต่เขียวสดดูน่ากินมาก


อาหารที่มีน้ำมันและเกลือนั้นต่างออกไปจริงๆ เมื่อฉินเหยาพูดขึ้นว่า กินข้าวเถอะ ภายในห้องก็มีเพียงเสียงกินอาหาร ไม่มีเสียงอื่นอีก


เมื่อมื้อเย็นจบลง ต้าหลางก็เก็บชามและตะเกียบไปล้างจนสะอาดอย่างรู้งาน


ฉินเหยาขนเชือกหญ้าไปไว้ที่หน้าประตู อาศัยแสงจากคบไฟ สานรองเท้าฟางต่อ


เด็กๆในบ้านเลียคราบน้ำมันที่มุมปาก ช่วยกันทำสิ่งที่พวกตนสามารถทำได้ หวังว่าพรุ่งนี้จะได้กินอาหารดีๆเช่นนี้อีก


ด้วยกำลังใจจากอาหาร ทุกคนจึงมีพลังทำงานเต็มเปี่ยม


เช้าตรู่ ฉินเหยาพาต้าหลางและเอ้อร์หลางขึ้นเขาไปตัดฟืนเพื่อเก็บสะสมไว้


ตอนเที่ยงนางอยู่บ้านสานรองเท้าฟาง พอตกบ่ายก็รอให้ชาวบ้านกลับจากงานในไร่แล้วนำรองเท้าฟางไปวางขายที่บ่อน้ำในหมู่บ้าน


สองวันถัดมา นางก็ไปที่เขาทางใต้เพียงลำพัง ขุดเผือกมาให้พอสำหรับสามวัน ที่เหลือก็ใช้เวลาไปกับการสานหรือขายรองเท้าฟาง


ลูกค้ากลุ่มแรกที่ซื้อรองเท้าฟางของฉินเหยาพบว่ารองเท้าของนางใส่สบายและทนทานจึงอยากซื้อเพิ่มให้คนในบ้าน แต่เพราะขนาดรองเท้าไม่พอดี พวกเขาจึงสั่งทำเพิ่ม


ด้วยแรงมือที่แข็งแรงของฉินเหยา เชือกที่นางสานจึงแน่นหนากว่าของคนทั่วไป และรองเท้าที่นางทำก็ใช้วัสดุมากกว่าจึงทนทานกว่า


พ่อค้าหาบเร่หลิวนำรองเท้าฟางสี่คู่ที่ฉินเหยาฝากขายไว้ไปขายในตัวเมือง มีชาวนาตาดีคนหนึ่งซื้อไปสองคู่ในทันที


รองเท้าคู่ละห้าเหวิน พ่อค้าหาบเร่หลิวได้กำไรครึ่งหนึ่ง คู่ที่เหลืออีกสองคู่เขาขายอย่างกระตือรือร้น ไม่นานก็ขายหมด


ยังมีคนซื้อไม่ได้ ถามเขาว่าเมื่อไหร่จะมาอีก พวกเขาเองก็อยากได้ด้วย


ดังนั้น ฉินเหยาจึงได้รับคำสั่งซื้อรองเท้าฟางเพิ่มอีกห้าคู่สำหรับบุรุษและสตรีจากพ่อค้าหาบเร่หลิว และได้รับเงินค่ารองเท้าสี่คู่ก่อนหน้านี้ รวมทั้งหมดเป็นสิบเหวิน


สองวันที่ผ่านมา การขายในหมู่บ้านก็ดีอยู่ ขายรองเท้าฟางไปได้สิบสองคู่ทั้งจากของพร้อมส่งและที่สั่งล่วงหน้า ได้กำไรมาสามสิบหกเหวิน


รวมกับสิบเหวินในครั้งนี้และอีกห้าเหวินที่เหลือจากก่อนหน้า ตอนนี้ฉินเหยามีเงินอยู่ในมือทั้งหมดห้าสิบเอ็ดเหรียญทองแดง


ห้าสิบเอ็ดเหรียญ ดูเหมือนจะไม่น้อยเลย แต่กลับซื้อผ้าห่มฝ้ายบางๆสักผืนยังไม่ได้เลย


พ่อค้าหาบเร่หลิวเปิดเส้นทางการค้าได้สำเร็จ ฉินเหยาควรจะดีใจมาก แต่ความจริงคือ วัสดุที่เหลืออยู่ในมือนางตอนนี้พอแค่สำหรับทำรองเท้าตามคำสั่งซื้อสิบคู่นั้นเท่านั้น


ต้องส่งของก่อนแล้วค่อยรับเงินแล้วนางยังต้องรอให้พ่อค้าหาบเร่หลิวขายของได้ก่อนถึงจะชำระเงินให้นาง


จากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปจนถึงเมืองจินสือที่ใกล้ที่สุด แม้เดินเท้าอย่างเร็วก็ต้องใช้เวลาสามชั่วยามสำหรับการไปกลับ หากนางนำของไปขายเองที่เมืองก็จะต้องเสียเวลาไปทั้งวัน


เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองทางก็ทำได้เพียงยอมให้ผู้อื่นได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกหน่อย


หลังจากส่งพ่อค้าหาบเร่หลิวไปแล้ว ฉินเหยาก็แบ่งเงินหกเหวินส่งให้เอ้อร์หลาง “พ่อค้าหาบเร่หลิวกลับมาแล้ว เจ้าไปบ้านเขาซื้อข้าวกล้องมาสองจินนะ”


อาหารจะดีขึ้นอีกแล้วหรือ?!


สายตาของพี่น้องทั้งสี่มองมาพร้อมกัน เต็มไปด้วยความคาดหวัง


เอ้อร์หลางรับเงินไปด้วยความตื่นเต้นแล้วรีบวิ่งตรงไปยังบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิว


“หยุดก่อน!” ฉินเหยาตะโกนเรียกไว้


หม้อดินยังไม่ได้เอาไป คิดจะใช้มืออุ้มข้าวกลับมาหรือไร


นางส่งสายตาให้ต้าหลาง ต้าหลางรีบหยิบหม้อดินสำหรับใส่น้ำใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้กับน้องชาย


ท้ายที่สุดเขายังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หันกลับไปมองฉินเหยาแล้วถามเสียงเบา “ท่านน้า ข้าขอไปกับเอ้อร์หลางด้วยได้หรือไม่”


ฉินเหยาโบกมือกล่าว “รีบไปรีบกลับ”


ซานหลางและซื่อเหนียงนั่งอยู่บนท่อนไม้ที่ฉินเหยาใช้ผ่าฟืน สองมือเท้าคาง มองตามแผ่นหลังของพี่ชายทั้งสองที่กำลังจากไปพร้อมเลียมุมปากอย่างเฝ้ารอ


พวกเขาสองคนอายุยังน้อย ดูแล้วตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น ฉินเหยาไม่ให้พวกเขาทำงานก็เพื่อหวังจะเลี้ยงดูให้พวกเขามีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นบ้าง


หากเงื่อนไขเอื้ออำนวย นางก็อยากดูแลต้าหลางและเอ้อร์หลางให้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ เงื่อนไขในปัจจุบันไม่อำนวยเลย


ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา นางต้องขอบคุณเจ้าตัวน้อยสองคนนี้ที่ช่วยเหลือนางจนไม่ถึงกับทำอะไรไม่ถูกและไม่มีใครให้ปรึกษาเลย


ต้าหลางและเอ้อร์หลางซื้อข้าวกล้องเสร็จอย่างรวดเร็ว สองพี่น้องรีบวิ่งกลับบ้านมาอย่างตื่นเต้น ช่วงสองสามวันที่ได้กินอิ่มเพราะฉินเหยา สีหน้าของพวกเขาจึงดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


ตอนที่หลิวไป่พาบุตรชายหลิวจินเป่ากลับมาจากนา เมื่อเห็นสองพี่น้องวิ่งสวนมาจึงแทบจำไม่ได้


เขาลองเรียกดูเบาๆว่า “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง?”


สองพี่น้องหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามอง เอ้อร์หลางถึงขั้นกอดหม้อดินในอ้อมแขนแน่นขึ้นด้วยท่าทีระแวดระวัง


เมื่อเห็นว่าเป็นท่านลุงใหญ่ ทั้งสองจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก


หลิวไป่เดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้าสองคนไปทำอะไรมา อีกสองวันฝนจะตกแล้ว ข้าวสาลีในบ้านหว่านเสร็จหรือยัง”


สองพี่น้องไม่พูดอะไรสักคำ เพียงมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหลิวจินเป่าแล้วหันหลังวิ่งหนีไป


หลิวไป่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาอยากจะช่วยดูแลหลานที่น่าสงสารสองคนนี้ แต่พอเห็นท่าทีเงียบขรึมของทั้งสองก็รู้สึกเหมือนความพยายามช่างเปล่าประโยชน์จนพาลไม่สบอารมณ์ไปด้วย


ช่างเถอะ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ขนาดพ่อแท้ๆของพวกเขายังไม่ดูแลเลย


หลิวจินเป่าถามว่า “ท่านพ่อ พรุ่งนี้พวกเราไม่ต้องไปที่นาแล้วใช่ไหม”


หลิวไป่พยักหน้า “ไม่ต้องแล้ว หว่านเสร็จแล้ว หลังจากยุ่งมานานก็คงได้พักหายใจกันเสียที”


หลิวจินเป่าดีใจสุดขีด ในที่สุดก็ไม่ต้องลงนาแล้ว!


พ่อลูกช่วยกันทำงานในนามาทั้งวัน แม้ว่าหลิวจินเป่าจะเพียงช่วยหยิบจับ แต่กำลังหลักคือพ่อของเขา อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กอายุแปดขวบคนหนึ่ง นี่ก็ค่อนข้างใช้พลังงานไม่น้อยเลยทีเดียว


ทั้งสองกลับมาบ้านด้วยท้องที่ร้องโครกคราก เหล่าสตรีในบ้านเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว พวกที่ไปยังนาอีกแปลงอย่างหลิวเหล่าฮั่น หลิวจ้งและหลิวเฝยเองก็กลับมาถึงพอดี ไม่พูดอะไรให้มากความ ครอบครัวใหญ่ก็หยิบชามข้าวขึ้นมาและเริ่มกินทันที


ขณะกำลังกินอยู่นั้น ประตูเรือนก็ถูกเคาะ


เมื่อเห็นคนที่มา คนในตระกูลหลิวก็พากันตกตะลึง


ฉินเหยายืนอยู่ที่หน้าประตู นางดันต้าหลางและเอ้อร์หลางที่หลบอยู่ข้างหลังออกมาแล้วตบหลังพี่น้องทั้งสองเบาๆ “เรียกสิ”


พี่น้องทั้งสองจำต้องเอ่ยทักทายทุกคน ท่านปู่ ท่านย่า ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าใหญ่ ท่านลุงรอง ท่านป้ารอง ท่านอาเล็ก พี่จินเป่า น้องจินฮวา ล้วนถูกเรียกครบทุกคน


คนในตระกูลหลิวที่กำลังกินข้าวอยู่เพิ่งตั้งตัวได้ก็พากันลุกขึ้นพร้อมกัน


นางจางเอ่ยถามอย่างลังเล “ภรรยาเจ้าสาม พวกเจ้ากินข้าวแล้วหรือยังล่ะ”


ฉินเหยาตอบ “กินแล้วเจ้าค่ะ”


ทันทีที่สิ้นเสียงก็มีเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังขึ้น


ไม่ใช่มาขออาหารเย็นก็ดีแล้ว


ฉินเหยาใช้โอกาสนี้จำหน้าคนแปลกหน้าที่อยู่ในเรือนจนครบถ้วน


หญิงใบหน้ากลมร่างเตี้ยคือนางเหอพี่สะใภ้ใหญ่ หญิงใบหน้าเรียวร่างสูงคือนางชิวพี่สะใภ้รอง


ส่วนสตรีวัยกลางคนที่เพิ่งถามคำถามเมื่อครู่ คงเป็นนางจางแม่สามี


ฉินเหยาพาเด็กทั้งสองเดินเข้ามา ยิ้มให้ทุกคนที่โต๊ะอาหาร “พวกท่านกินต่อเถิดเจ้าค่ะ ไม่ต้องสนใจข้า ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านพ่อท่านแม่หน่อย พูดเสร็จก็จะไปแล้ว”


สองผู้อาวุโสรู้สึกตื่นเต้นในใจ ภรรยาเจ้าสามในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าจะมายืมเงินไถ่ตัวคนแล้วหรือ


สองผู้อาวุโสแสร้งทำสีหน้าแปลกใจ ส่งสัญญาณให้คนในบ้านกินข้าวต่อแล้วเรียกฉินเหยาพร้อมเด็กสองคนเข้าไปในห้องโถง


แต่คาดไม่ถึงว่าประโยคแรกที่ฉินเหยาพูดออกมากลับเป็น “ข้าอยากซื้อเมล็ดข้าวสาลีสองหมู่จากพวกท่านเจ้าค่ะ”


สองผู้อาวุโสถึงกับอึ้งไปพร้อมกัน เจ้าสามนี่ไม่คิดจะช่วยแล้วหรือ


ตอนที่ 14: ม้วนเอาหลังคามุงจากบ้านข้า


หลังจากใช้ชีวิตดิ้นรนในวันสิ้นโลกมานานนับสิบปี ฉินเหยาย่อมมองอารมณ์ในแววตาของสองผู้อาวุโสที่เปลี่ยนจากความตกใจไปเป็นผิดหวังและสุดท้ายกลายเป็นความโกรธออก


แต่แล้วจะทำไมเล่า


หลิวจี้ตอนนี้คงถูกจัดการจนใกล้ตายเต็มทีแล้วกระมัง


ใช้ชีวิตในวันสิ้นโลกมานานเช่นนี้ ฉินเหยาเองก็มีวิถีการเอาชีวิตรอดของตนเอง นั่นก็คือทุกสิ่งที่อาจคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตของนาง นางจะจัดการล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของตน


ด้วยสถานการณ์ของนางในตอนนี้ การที่หลิวจี้ตายคือทางออกที่ดีที่สุด


มิฉะนั้น นางจะต้องแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาลที่ยังไม่รู้จำนวนแน่ชัด และยังมีสามีไร้ประโยชน์ที่อาจจะยังไม่ตาย แต่ต้องใช้เงินก้อนโตในการรักษาอีก


ความเมตตาน่ะฉินเหยามี แต่ไม่มากถึงเพียงนั้น


ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นผลกรรมที่หลิวจี้ก่อขึ้นมาเอง เกี่ยวอะไรกับนางด้วย มองจากมุมของเหยาเหนียง นางต่างหากที่เป็นเหยื่อที่ควรได้รับความเห็นใจมากที่สุด


ดังนั้น ฉินเหยาจึงทำเป็นไม่รับรู้อารมณ์ของสองผู้อาวุโสและพูดคุยเรื่องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีต่อไป


ตอนที่ต้าหลางและเอ้อร์หลางเพิ่งกลับมาถึงบ้านได้เล่าให้นางฟังถึงเรื่องที่เจอกับท่านลุงใหญ่หลิวไป่


ฉินเหยาคิดดูแล้ว ที่ดินสองหมู่นั้นควรปลูกอะไรบ้างเพราะหากไม่ปลูกก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าปลูก อย่างน้อยก็อาจมีผลผลิตบ้างเมื่อผ่านฤดูหนาวนี้ไป


“พวกเจ้ายังไม่ได้เริ่มปลูกข้าวสาลีอีกหรือ” หลิวเหล่าฮั่นมองฟ้าด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาเมื่อใด


ฉินเหยาตอบ “ก่อนหน้านี้ข้ายุ่ง อีกทั้งสถานการณ์ในบ้านก็เป็นเช่นนั้น ข้าเพิ่งเริ่มจัดการได้สองสามวันนี้เอง เลยคิดจะปลูกอะไรในที่ดินสองหมู่เสียหน่อย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ปีหน้าก็ยังพอมีผลผลิตบ้าง”


“ท่านพ่อ ข้าไม่เคยปลูกพืชมาก่อน ขอท่านช่วยแนะนำด้วย”


คำพูดนี้ของฉินเหยานั้นเป็นความจริง เพราะฐานะของครอบครัวเจ้าของร่างเดิมนั้นไม่เลวเลย หากไม่เจอภัยธรรมชาติและสงครามทำลายทุกอย่าง ครอบครัวมีพี่น้องมากมาย ที่ดินก็มากโขเช่นนั้น ไม่ถึงตานางต้องลงไปทำนาด้วยซ้ำ


ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่ท่านลุงของครอบครัวเดิมทำงานเป็นสมุหบัญชีในอำเภอ นางจึงรู้จักตัวหนังสือไม่น้อยเลย


ส่วนตัวนางเอง ฟันซอมบี้นั้นยังพอทำเนา แต่เรื่องปลูกพืชนั้นช่างมันเถอะ


หลิวเหล่าฮั่นคาดไม่ถึงว่านางจะถึงกับปลูกพืชไม่เป็น แต่ก็พูดอะไรไม่ได้มาก ในใจยังเก็บเรื่องลูกชายคนที่สามไว้ อีกทั้งมองท่าทีไม่ใส่ใจของฉินเหยา ในใจก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด


เขาส่งสายตาให้นางจางไปเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีมา


โชคดีที่ก่อนหน้านี้มีหว่านเมล็ดพันธุ์เพิ่มไว้บ้าง หลังจากปลูกในที่ดินของครอบครัวจนเสร็จก็ยังเหลืออีกเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นต่อให้ฉินเหยามาขอ เขาก็คงไม่มีให้


ความจริงความเป็นอยู่ของทุกคนที่เรือนเก่าตระกูลหลิวก็ไม่ได้ดีมากอะไร เสื้อผ้าขาดปะแล้วปะอีก อาหารก็เป็นเพียงข้าวกล้อง


เรือนเก่าแห่งนี้ก็เพียงมีห้องมากกว่าบ้านหลังเก่าของฉินเหยาไม่กี่ห้องและมีกำแพงล้อมรอบเท่านั้น


บิดาและบุตรชายในบ้านทำงานกันตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปีก็เพียงแค่พอเลี้ยงดูคนในครอบครัวทั้งเก้าชีวิตเท่านั้น


ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลิวจี้เจ้าคนไร้ความรับผิดชอบนั่นอีก เงินที่เหลือเก็บเพียงเล็กน้อยล้วนต้องนำไปใช้ตามล้างตามเช็ดปัญหาที่เขาก่อ


แต่ถึงอย่างไร หลิวจี้ก็เป็นบุตรชายแท้ๆ เมื่อพบเจอเรื่องคอขาดบาดตาย ในฐานะบิดาจะใจแข็งไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร


นางจางยื่นหม้อที่ใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีให้ฉินเหยาพร้อมกำชับว่าควรขุดดินลึกแค่ไหน วิธีการหว่านเมล็ดและการกลบดินที่ต้องระวังเป็นอย่างไร หากฝังลึกเกินไปก็จะไม่งอก หากฝังตื้นเกินไปฝนก็อาจชะล้างเมล็ดไปจนหมดได้


ฉินเหยาจดจำรายละเอียดเหล่านี้เอาไว้ คิดอย่างมั่นใจว่า ฟังดูแล้วไม่ยาก พรุ่งนี้ลองดูก็น่าจะทำเป็น


ฉินเหยาหยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญออกมา “ข้าไม่เคยซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี ไม่รู้ว่าจำนวนนี้พอหรือไม่”


นางจางเบิกตากว้างราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน เมื่อครู่ตอนที่ฉินเหยาบอกว่าจะมาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี นางยังคิดว่าเป็นแค่คำพูดลอยๆเท่านั้น ด้วยพฤติกรรมของเจ้าสามที่ผ่านมาหากไม่กลับมาขอเงินจากพวกเขาก็นับว่าไม่เลวแล้ว


แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เจ้าสามกับภรรยาของเขาคนนี้แทบจะไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันด้วยซ้ำ


ฉินเหยาเห็นสีหน้าตกตะลึงของนางจางก็ไม่สนใจว่าจะพอหรือไม่ นางวางเงินลงในมือของอีกฝ่าย หยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีและเรียกต้าหลางกับเอ้อร์หลางที่กำลังกลืนน้ำลายมองคนอื่นกินข้าวให้บอกลาท่านปู่ท่านย่า จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป


เดินออกมาได้หลายก้าว หลิวไป่และหลิวจ้งสองพี่น้องก็วิ่งตามมาทัน


ฉินเหยามองพวกเขาด้วยความระแวดระวัง หรือว่าจะมาตามทวงฟางคืน?


“เรื่องฟาง รอจนพอผ่านช่วงลำบากนี้ไปแล้ว ข้าจะคืนให้” ฉินเหยาพูดขึ้นก่อน เพราะรู้ว่าครอบครัวตนเองทำผิดก่อน


หลิวไป่และหลิวจ้งชะงักไป ก่อนจะเข้าใจว่านางเข้าใจผิด รีบโบกมือปฏิเสธว่าเรื่องนั้นไม่เป็นไร


แต่ฉินเหยาไม่ได้คิดจะปล่อยผ่าน เพราะทุกบ้านต่างอยู่กันอย่างยากลำบาก แม้จะเป็นแค่ฟางไม่กี่มัด แต่สำหรับชาวนาแล้วก็สำคัญมาก


“ต้องคืน” นางพูดอย่างจริงจัง


หลิวไป่เห็นนางดื้อรั้นเช่นนี้ก็ตามใจนาง เพราะอย่างไรก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้คืนอยู่แล้ว


เขาและหลิวจ้งหยิบเหรียญทองแดงออกมาจากกระเป๋าคาดเอวของแต่ละคน รวมกันเป็นกองเล็กๆหนึ่งกองแล้วยื่นให้ฉินเหยา


“พวกเราเองก็มีไม่มีมาก แต่ชีวิตของเจ้าสามสำคัญกว่า เจ้ารับไปไถ่ตัวเขากลับมาก่อน ส่วนที่เหลือ เดี๋ยวพวกเราค่อยมาคิดหาทางกัน” หลิวไป่ขมวดคิ้วเอ่ย


หลิวจ้งเสริมขึ้นว่า “ท่านแม่บอกว่าหลินเอ้อร์เป่ามีเหมืองเถื่อน คนที่มีเรื่องกับเขามักจะไม่โดนฆ่า แต่จะถูกโยนลงไปในเหมืองให้ทำงานชดใช้หนี้ เจ้าสามอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้”


“คราวนี้เขาคงได้รับบทเรียนแล้ว ต่อไปก็คงจะปรับตัวให้ดีขึ้น วันข้างหน้าพวกเจ้ายังต้องอยู่ด้วยกันถึงจะสามารถผ่านพ้นไปได้ หากมีแต่เจ้าที่เป็นสตรีตัวคนเดียว…” เช่นนั้นจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร


ประโยคสุดท้าย หลิวจ้งรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเท่าไหร่จึงไม่ได้เอ่ยออกไป


ฉินเหยาเลิกคิ้ว เจ้าหลิวจี้ผู้นี้ เลวร้ายถึงเพียงนี้กลับยังมีครอบครัวคอยช่วยเหลือสนับสนุน ช่างเหลือเชื่อจริงๆ


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเองก็มองฉินเหยาพร้อมกัน ทั้งคู่หวังว่านางจะรับเงินไว้


แต่ฉินเหยากลับผลักเงินคืนไป “ไม่ต้องหรอก ข้ารับไว้ไม่ได้ เงินเท่านี้ไม่พอไถ่ตัวเขากลับจะกลายเป็นการโยนเงินทิ้งในหลุมลึกเสียเปล่า พวกท่านเก็บไว้ใช้เองเถิด”


พูดจบนางก็หันหลังเดินกลับบ้านไปด้วยก้าวย่างที่มั่นคง แววตาของนางเย็นชาขึ้นทุกขณะ


ต้าหลางและเอ้อร์หลางลังเลเล็กน้อย มองไปยังลุงทั้งสอง แต่สุดท้ายก็รีบก้มหน้าไล่ตามฉินเหยาไป


“เฮ้อ!” หลิวจ้งถอนใจ เดินตามไปไม่กี่ก้าว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสามคนแม่ลูกนี้ถึงได้เดินเร็วขนาดนั้น เพียงพริบตาก็หายลับไปในความมืดแล้ว เขาจึงหยุดเดินและหันกลับมามองหลิวไป่ด้วยความอับจน


“พี่ใหญ่ แล้วเรื่องเงินนี่?”


“เหตุใดนางถึงไม่เอาไปนะ” หลิวไป่เองก็รู้สึกงุนงงไม่แพ้กัน


สองพี่น้องเดินกลับบ้านและเล่าเรื่องที่ฉินเหยาไม่ยอมรับเงินให้ฟัง นางเหอสะใภ้ใหญ่และนางชิวสะใภ้รองแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก


แต่สองผู้อาวุโสในบ้านกลับโกรธจนแทบระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่


หลิวเหล่าฮั่นทุบโต๊ะด้วยความโกรธ “นี่มันไม่ใช่ท่าทีของคนที่อยากอยู่กินกับเจ้าสามอย่างจริงจังเลย!”


ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน นางจางก็พอจะเข้าใจความคิดของฉินเหยาอยู่บ้าง เจ้าสามผู้นี้ หากไม่ปรับปรุงตัวเสียก็จะกลายเป็นหลุมลึกที่ไม่มีวันถมเต็ม


“ช่างเถอะ ช่างเถอะ ค่อยหาวิธีอื่นแทน” นางจางลูบหลังหลิวเหล่าฮั่นเบาๆ พร้อมถอนหายใจอย่างจนปัญญา

……


กลางดึกอยู่ๆก็เกิดลมพัดแรงขึ้น


เสียงลมหวีดหวิวฟังดูคล้ายเสียงทารกร้องไห้ ชวนให้ขนลุก


ฉินเหยาสะดุ้งตื่นจากฝัน เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว


หลังคามุงด้วยหญ้าคาของบ้านถูกลมพัดจนหลุดลอยไปกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่


ลมแรงยังคงพัดอย่างเกรี้ยวกราด คานไม้บนหลังคาที่บางและไม่มั่นคงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง


ฉินเหยาได้ยินเสียงเศษผนังหลุดร่วงลงมาอยู่ข้างหู บ้านทั้งหลังให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจะพังลงมา


ไม่ดีแล้ว!


บ้านนี่คงไม่ได้จะพังลงมาใช่หรือไม่


“ท่านแม่!” เสียงอุทานด้วยความตกใจของซื่อเหนียงดังมาจากห้องข้างๆ


ฉินเหยารีบสะกดกลั้นความตกใจเอาไว้ ลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว สวมรองเท้าแล้ววิ่งออกไป


“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง รีบออกมาเร็ว!”


นางผลักประตูเข้าไป เห็นเด็กทั้งสี่คนกอดกันแน่นอยู่บนเตียง มองดูหญ้าบนหลังคาที่ถูกลมพัดปลิวขึ้นทีละชิ้นด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก


ซื่อเหนียงกลัวจนร้องเรียกท่านแม่ไม่หยุด ต้าหลางฝืนทำใจกล้า กอดน้องชายและน้องสาวไว้ในอ้อมแขน


ฉินเหยารู้สึกแน่นในอก พวกเขายังไม่รู้อีกว่าต้องรีบหนี!


นางพุ่งไปข้างหน้า อุ้มซานหลางและซื่อเหนียงขึ้นมาแล้วตะโกนใส่ต้าหลางและเอ้อร์หลางว่า “รีบออกมาเร็ว! บ้านกำลังจะถล่มแล้ว!”


เด็กทั้งสี่คนตกใจสุดขีด ต้าหลางและเอ้อร์หลางกระโดดลงจากเตียงอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่ทันได้สนใจรองเท้า วิ่งเท้าเปล่าตามฉินเหยาออกมาอย่างรวดเร็ว


ตอนที่ 15: ทำไร่นั้นเป็นไปไม่ได้


บนลานว่าง ฉินเหยาอุ้มเด็กสองคนไว้คนละข้าง ทั้งคู่กอดนางแน่น


ทั้งห้าคนเบียดกันแน่น มองดูบ้านหลังเล็กที่หญ้ามุงหลังคาปลิวกระจัดกระจายท่ามกลางสายลมแรงราวกับพร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อด้วยความกังวล


รอแล้วรอเล่า รอแล้วรอเล่า


ในที่สุดลมแรงก็สงบลง


บ้านเล็กๆที่ดูเปราะบางอย่างมาก กลับยืนหยัดอยู่ตรงหน้าได้อย่างน่าประหลาดใจ


แต่เมื่อมองหญ้ามุงหลังคาที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น และหลังคาที่เหลือเพียงคานกับหญ้าคาเพียงไม่กี่ชิ้น ฉินเหยาก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี


บ้านยังคงอยู่ แต่การซ่อมแซมหลังคาใหม่ย่อมต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย


เมื่อมองไปที่เงินในกระเป๋าที่เหลือเพียงสี่สิบเหรียญทองแดง ฉินเหยาก็รู้สึกเหมือนสวรรค์อยากให้นางตาย!


เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ยังไม่รู้ถึงความทุกข์ในใจของนาง เมื่อเห็นว่าบ้านยังไม่พัง พวกเขาก็ร้องตะโกนด้วยความดีใจ “ท่านน้า บ้านไม่เป็นไร!”


ฉินเหยาเหลือบมองเอ้อร์หลางที่กำลังดีใจแวบหนึ่ง “เจ้ากล้าเรียกนี่ว่าไม่เป็นไรหรือ”


น้ำเสียงขุ่นเคืองเต็มเปี่ยมทำให้เอ้อร์หลางสะดุ้งสุดตัว รีบยกมือปิดปากตนเองด้วยความกลัว


เมื่อแสงแรกของวันเริ่มปรากฏบนขอบฟ้า ความเสียหายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ฉินเหยานวดขมับที่เต้นตุบๆ แล้วบอกให้พี่น้องทั้งสี่ยืนอยู่กับที่ อย่าขยับไปไหน ก่อนจะเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน


ฉินเหยาเคาะประตูใหญ่ของเรือนเก่าตระกูลหลิว


เมื่อวานเพิ่งลงนาเสร็จทั้งหมด บุรุษในตระกูลหลิวกำลังตั้งใจพักผ่อน ยามนี้ยังหลับสนิทอยู่เลย


นางชิวสะใภ้รองลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงเคาะประตูจึงมาเปิด เห็นฉินเหยายืนอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ท้องฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ทำเอานางตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง


“มี…มีเรื่องอะไรหรือ” นางชิวฝืนรวบรวมสติถามอย่างระมัดระวัง


ไม่รู้ว่าเพราะฟ้ามืดเกินไปหรือเหตุผลอื่น แต่เมื่อเห็นภรรยาใหม่ของเจ้าสาม นางก็อดรู้สึกหวาดหวั่นในใจไม่ได้


ฉินเหยาเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้รอง เมื่อคืนนี้เกิดลมพัดแรง หลังคาบ้านข้าถูกพัดปลิวไปหมดแล้ว”


นางชิวชะงัก “เกิดลมพัดแรงหรือ”


“ลมแรงมาก” ฉินเหยาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


นางชิวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะตั้งสติและถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม”


ฉินเหยาส่ายหน้าตอบว่าไม่มีใครเป็นอะไร นางชิวจึงถอนหายใจโล่ง.อก ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อปลุกสามีตนเอง


เสียงในลานบ้านทำให้หลิวเหล่าฮั่นและนางจางตื่นขึ้น สองผู้อาวุโสลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม


นางชิวชี้ไปที่หน้าประตูแล้วบอกว่า “ท่านพ่อ หลังคาบ้านของเจ้าสามปลิวไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”


หลิวเหล่าฮั่นตกใจมาก แต่เมื่อได้ยินว่ายังไม่มีใครเป็นอะไรก็โล่งใจ ก่อนจะเรียกบุตรชายทั้งสามให้เตรียมเครื่องมือซ่อมแซมหลังคาแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังบ้านของหลิวจี้ทันที


ฉินเหยาเดินตามอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นท่าทีเร่งรีบของพ่อลูกทั้งสี่คน หัวใจที่เฉยชามาเนิ่นนานของนางก็อ่อนลงเล็กน้อย


คนในหมู่บ้านมีฝีมือหลากหลาย การซ่อมหลังคาสำหรับหลิวเหล่าฮั่นและบุตรชายทั้งสามถือเป็นเรื่องเล็กน้อย


เมื่อเห็นหลังคาที่ว่างเปล่า พวกเขาก็ไม่พูดอะไรเพียงลงมือจัดการทันที


หลิวเฝยเก็บหญ้าคาที่ยังสามารถใช้งานได้บนพื้นขึ้นมา ส่วนหลิวไป่และหลิวจ้งเมื่อเห็นว่าหญ้าคาไม่พอก็รีบวิ่งไปยังริมแม่น้ำเพื่อตัดหญ้ามาเพิ่ม


หลิวเหล่าฮั่นกลับบ้านแบกบันไดขึ้นหลังมา จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนหลังคา รับหญ้าที่หลิวเฝยโยนขึ้นมาแล้วปูลงไปใหม่


แค่ช่วงเช้าหลังคาก็ถูกพ่อลูกทั้งสี่คนซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงจนเสร็จเรียบร้อย มุมทั้งสี่ยังถูกทับด้วยหินหนักหลายก้อนเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกลมพัดปลิวอีกด้วย


ฉินเหยารู้สึกซาบซึ้งใจจึงนำข้าวกล้องที่ซื้อมาเมื่อวานทั้งหมดไปต้มเป็นโจ๊ก ให้พวกเขาพ่อลูกอยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนกลับ


หลิวเหล่าฮั่นดื่มโจ๊กข้าวกล้องข้นๆในชามพลางมองแม่ลูกที่นั่งยองๆอยู่หน้าเตาไฟ กินเผือกด้วยท่าทางลังเลอยากจะพูดอะไรบางอย่าง


สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงวางชามเปล่าลงนำหลิวไป่และคนอื่นๆกลับไป


แต่ก่อนจะไป เขายังอดกำชับฉินเหยาไม่ได้ “ที่ดินสองหมู่นั่นรีบลงเมล็ดพันธุ์เข้าเถอะ อีกสองวันฝนอาจจะตกแล้ว”


ฉินเหยาตอบรับว่าเข้าใจแล้ว เดินไปส่งพวกเขาแล้วกลับมา จากนั้นก็เรียกต้าหลางให้แบกจอบขึ้นบ่า พร้อมถือหม้อใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี มุ่งหน้าไปยังที่ดินสองหมู่ข้างภูเขา


เอ้อร์หลางถูกทิ้งไว้เฝ้าบ้าน ดูแลคู่แฝดชายหญิง


แม้จะอยู่ในหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกันดี อีกทั้งบ้านของพวกเขาก็อยู่ในส่วนลึกสุดของหมู่บ้าน ไม่น่าจะมีใครมาลักพาตัวเด็ก แต่ฉินเหยาก็ไม่กล้าทิ้งคู่แฝดอายุเพียงสี่ขวบไว้ที่บ้านตามลำพัง


ฉินเหยามั่นใจว่าตนเองได้เรียนรู้วิธีปลูกพืชจากนางจางมาแล้วเมื่อวาน ก็แค่ปลูกพืช จะยากเย็นเพียงไหนกันเชียว


แต่ไม่คิดเลยว่า ความจริงจะสวนกลับมารวดเร็วถึงเพียงนี้


ที่ดินสองหมู่ของหลิวจี้ถูกขุดเตรียมไว้รอบหนึ่งแล้ว


สิ่งที่ฉินเหยาต้องทำเพียงแค่ขุดหลุม หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วกลบดินให้เรียบร้อยเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็น ที่ดินหนึ่งหมู่กลับทำไปได้เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น!


ฉินเหยามองดูพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้หว่านเมล็ดด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา คิดว่าตัวเองคงมองผิดไป


ไม่อย่างนั้นเหตุใดนางทำงานหนักตลอดทั้งบ่าย แต่กลับปลูกได้เพียงพื้นที่เล็กๆเท่านี้เล่า?


แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาคือ นางรู้สึกว่าร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัวได้เล็กน้อยกำลังจะไม่ไหวแล้ว


นางหันไปมองต้าหลางที่นั่งอยู่บนคันนา ใบหน้าเขาแดงก่ำเพราะแดดจัด แววตาของแม่ลูกทั้งสองสะท้อนให้เห็นถึงความความสิ้นหวัง


อากาศช่วงนี้ ช่วงเช้าเย็น กลางวันร้อน ที่ดินของหลิวจี้อยู่ไกลลับตาผู้คน ทั้งหุบเขามีเพียงที่ดินสองหมู่ของบ้านพวกเขา ทำให้มีแมลงเยอะเป็นพิเศษ พวกมันส่งเสียงหึ่งๆ บินวนอยู่รอบศีรษะตลอดเวลา


ตอนมาฉินเหยาเตรียมตัวมาไม่ดีนัก ทำได้แค่เอาเสื้อนอกคลุมหัวไว้แล้วกอดศีรษะให้มิดชิด เผยเพียงดวงตาออกมา


แต่ข้อเท้าและหลังเท้าของสองแม่ลูกที่โผล่พ้นออกมากลับถูกยุงกัดจนเต็มไปด้วยตุ่ม คันแต่ก็ไม่กล้าเกา เพราะกลัวว่าหนังจะถลอกจนเจ็บกว่าเดิม ทรมานอย่างยิ่ง


ที่ดินรกร้างในภูเขานั้น แม้จะถูกถางไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ยังมีเศษหินและรากไม้งอกขึ้นมา ต้องคอยจับโยนออกไปก่อนถึงจะปลูกพืชได้


รองเท้าฟางที่สวมใส่เดินบนพื้นนาได้ไม่สะดวกนัก เดินไปไม่กี่ก้าว ฝ่าเท้าก็เต็มไปด้วยโคลนหนักๆ ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง


การปลูกพืชเป็นกระบวนการที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา น่าเบื่อและไร้สีสัน


ช่วงแรกๆ ฉินเหยาขุดดินด้วยความกระฉับกระเฉง จนบางครั้งจอบยังไปกระแทกกับก้อนหินจนเกิดประกายไฟ


แต่ยิ่งขุดลงไปเรื่อยๆ จอบในมือก็ยิ่งหนักขึ้น แม้แต่ฉินเหยาที่มีกำลังมากก็ยังรู้สึกว่าแขนเริ่มตึงและปวดเมื่อย


การหว่านเมล็ดแต่ละครั้ง ต้องค้อมเอว ยืดตัวแล้วค้อม.ลงอีก ทำซ้ำไปซ้ำมานับร้อยครั้งจนเอวแทบจะรับไม่ไหว


ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าที่คลุมไว้ด้วยเสื้อทำให้ทั้งร้อนและอึดอัด ยิ่งขยับตัว ความไม่สบายก็ยิ่งถาโถมเข้ามา ทรมานเกินจะเปรียบ


ฉินเหยาฝืนทนทำต่อเพราะคิดว่าไหนๆก็มาแล้ว จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน


นางคิดว่าตัวเองเหนื่อยขนาดนี้น่าจะปลูกไปได้กว่าครึ่ง แต่กลับพบว่าพื้นที่ที่ปลูกได้กลับมีเพียงมุมเล็กๆ เท่านั้น


ต้าหลางทนไม่ไหวจนต้องเกาตุ่มยุงกัดที่เท้าเบาๆ เขามองฉินเหยาด้วยใบหน้าเปื้อนเหงื่อจนทำให้นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังบังคับใช้แรงงานเด็ก


เมื่อคิดว่าวันพรุ่งนี้ต้องมาทนทรมานเช่นนี้อีก ฉินเหยาก็แทบอยากกลับไปในวันสิ้นโลกทันที


นางยอมที่จะต่อสู้ในฝูงซอมบี้หรือกลายเป็นอาหารของพืชและสัตว์กลายพันธุ์ ดีกว่าต้องกลับมาปลูกพืชอีกวัน!


เมื่อนึกถึงหลิวเหล่าฮั่นและบุตรชายทั้งสี่ที่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่มีวันหยุดพักตลอดทั้งปี เพื่อดูแลที่ดินหนึ่งร้อยกว่าหมู่ของครอบครัว ฉินเหยาก็รู้สึกนับถือพวกเขาเป็นอย่างมาก


พระอาทิตย์ใกล้ลับยอดเขาแล้ว เสียงนกไม่ทราบชนิดดังมาจากในภูเขา ต้าหลางลุกขึ้นยืน มองฉินเหยาด้วยความกลัวเล็กน้อย “ท่านน้า ฟ้ากำลังจะมืดแล้ว”


ฉินเหยาถูกความเหนื่อยล้าจากการปลูกพืชเล่นงานจนไม่อยากพูดอะไร เพียงโบกมือให้ต้าหลาง แม่ลูกทั้งสองเดินกลับบ้านท่ามกลางแสงจันทร์


ที่หน้าเตาไฟ ฉินเหยากินเผือกที่เอ้อร์หลางกับซานหลางย่างไว้ ในใจคิดว่านางต้องเข้าไปในภูเขาอีกสักรอบ


การทำไร่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ ชาตินี้ไม่คิดจะทำไร่อีกแล้ว!


ตอนที่ 16: เตรียมตัว


การจะเข้าไปในภูเขาเองก็ใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆ


หากต้องการผลงานที่ดี อุปกรณ์ต้องพร้อมก่อน


เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเหยาไม่ได้ไปยังที่ดิน แต่ขึ้นภูเขาไปขุดเผือกมาให้พอกินสำหรับสี่วันก่อน


เผือกแถบนั้นถูกขุดไปหลายครั้งจนแทบจะไม่เหลือแล้ว


จากนั้นนางก็ซ่อนเผือกและจอบไว้ในพุ่มหญ้าตรงเชิงเขา หยิบเคียวแล้วไปยังสถานที่ที่ชาวบ้านมักไปตัดฟืน ตัดฟืนมาได้เต็มตะกร้า เมื่อรวมกับฟืนที่เก็บไว้เมื่อสองสามวันก่อนก็เพียงพอสำหรับใช้งานในครัวเรือนได้ครึ่งเดือน


เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงกลางฟ้า ฉินเหยากลับมาถึงบ้านแต่ไม่ได้พัก นางกินเผือกสองสามหัวให้พออิ่มแล้วหยิบเงินทั้งหมดในบ้านสี่สิบเหรียญทองแดง รีบเดินไปยังหมู่บ้านข้างเคียงอย่างรวดเร็ว


มู่บ้านนี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านตระกูลหลิว เพียงเดินเลียบแม่น้ำตามกระแสลงไปใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามก็ถึง


ฉินเหยาเดินเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเศษก็ถึงแล้ว


ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่กว่าหมู่บ้านตระกูลหลิว เรียกว่าหมู่บ้านเซี่ยเหอ ในหมู่บ้านมีช่างตีเหล็กคนหนึ่งที่ปกติหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเครื่องมือการเกษตรให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง


ในหมู่บ้านนี้ยังมีบ้านของพรานที่มีชื่อเสียงในแถบสิบลี้แปดหมู่บ้าน บุรุษในบ้านล้วนเป็นพราน ได้ยินว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยล่าเสือตัวหนึ่งได้จนมีชื่อเสียงเล็กน้อยในเมืองจินสือ


ฉินเหยาไปที่ร้านตีเหล็กก่อน ต่อรองอยู่พักหนึ่ง ใช้เงินสามสิบเหรียญแลกมีดสั้นเก่าๆมาหนึ่งเล่ม


สำหรับฉินเหยาแล้ว มีดเล่มนี้เบาเกินไปเล็กน้อย นางลองกะน้ำหนักในมือแล้วสะบัดออกไปสองสามครั้ง ท่วงท่าสะบัดออกกว้างและชักกลับว่องไว แม้ไม่มีเทคนิคใดๆ แต่เสียงหวีดหวิวของลมกลับทำให้ผู้คนไม่กล้าสัมผัสโดนรัศมีความคมของมัน


ช่างตีเหล็กมองนางด้วยความประหลาดใจ “แม่นาง เจ้าใช้มีดได้เก่งจริงๆ!”


ฉินเหยาเก็บมีดพร้อมยิ้มบางๆให้เขา “นายช่าง เจ้ารู้ไหมว่าบ้านของพรานอยู่ทางไหน”


ช่างตีเหล็กย่อมรู้ดีเพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เขาชี้ไปทางกระท่อมโดดเดี่ยวซึ่งตั้งอยู่กลางทางขึ้นเขาทิศตะวันออก


ฉินเหยากล่าวขอบคุณแล้วหมุนตัวเดินไปด้วยก้าวย่างที่มั่นคง


เพราะเป็นช่วงกลางวัน ประตูบ้านนายพรานจึงเปิดแง้มอยู่ ฉินเหยาร้องเรียกที่หน้าประตูสองครั้งก็มีหญิงชราท่าทางกระฉับกระเฉงเดินออกมา นางคิดว่าฉินเหยามาซื้อเนื้อจึงโบกมือพร้อมบอกว่าเนื้อหมดแล้ว ทั้งหมดถูกนำไปขายในตัวเมือง


ฉินเหยารู้ทันทีว่าคนที่นางต้องการพบไม่อยู่บ้าน จึงถามหญิงชราด้วยน้ำเสียงสุภาพว่าบุรุษในบ้านจะกลับมาเมื่อใด


“เจ้าไม่ได้มาซื้อเนื้อหรือ” หญิงชราถามด้วยความสงสัย


ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ามาที่นี่เพื่อขอยืมอุปกรณ์ล่าสัตว์จากบ้านท่าน ถึงเวลาจะคืนให้พร้อมส่วนแบ่งหนึ่งในสิบของสัตว์ที่ล่าได้ ไม่ทราบว่าพอจะได้หรือไม่”


หญิงชราเพิ่งเคยได้ยินว่ามีคนมาขอยืมอุปกรณ์ล่าสัตว์จึงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่านางตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องรอให้บุตรชายกลับมาก่อน


ฉินเหยาจึงนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านนายพราน ถือโอกาสใช้เวลาที่รอฝึกฝนมีดสั้นเล่มใหม่ให้ชำนาญ


การรอคอยของฉินเหยาครั้งนี้ กินเวลาจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน


ครอบครัวนายพรานสกุลหยางมีพี่น้องสองคน พี่ใหญ่ชื่อหยางต้า น้องชายชื่อหยางเอ้อร์ ทั้งสองต่างมีบุตรชายและบุตรสาวอย่างละคน เมื่อวานพวกเขาดูเหมือนจะล่าสัตว์ใหญ่ได้จึงช่วยกันนำไปขายที่โรงเตี๊ยมในเมืองยกครอบครัว ช่วงบ่ายจึงกลับมาพร้อมข้าวของมากมาย


เมื่อพวกเขามาถึงบ้าน ยายหยางก็เล่าเรื่องของฉินเหยาให้บุตรชายทั้งสองฟัง


ชาวบ้านที่นี่ระแวดระวังคนแปลกหน้ามาก แต่เมื่อเห็นว่าฉินเหยามาจากหมู่บ้านข้างเคียงอย่างหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งพวกเขารู้จักดีจึงค่อยลดความระวังลง


พี่น้องทั้งสองเดินมาหาฉินเหยาด้วยความสงสัย พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธที่จะให้ยืม แต่กังวลว่านางจะทำอุปกรณ์ของพวกเขาเสียหายมากกว่า


แน่นอน ประเด็นหลักคือพวกเขาไม่เชื่อว่าฉินเหยาจะล่าสัตว์ได้จริง


ถึงจะพูดว่าจะแบ่งหนึ่งในสิบเป็นค่าตอบแทน แต่หากล่าอะไรไม่ได้เลย อุปกรณ์ของพวกเขาก็จะต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์น่ะสิ


“หากข้าล่าไม่ได้ ข้าจะชดใช้ค่าซ่อมแซมตามความเสียหายของอุปกรณ์” ฉินเหยาพูดอย่างจริงใจ


ในใจคิดว่าหากพี่น้องทั้งสองยังไม่ตกลง นางคงต้องเริ่มเล่นบทโศกเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจ


แต่ดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง พี่น้องทั้งสองเห็นท่าทางอับจนของนางแล้วใจอ่อนจึงเรียกให้นางเข้ามาในบ้านเพื่อเลือกอุปกรณ์


บ้านของพวกเขาเป็นครอบครัวนายพราน ในบ้านจึงมีอุปกรณ์ล่าสัตว์ครบครันและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี


เมื่อวานพวกเขาเพิ่งได้สัตว์ใหญ่ ในช่วงนี้จึงยังไม่คิดจะเข้าป่าอีกครั้ง กำลังวางแผนว่าจะเข้าไปอีกครั้งก่อนฤดูหนาวแล้วเก็บตัวเตรียมผ่านพ้นหน้าหนาวนี้ไป


ภูเขาลึกที่นี่ไม่เหมือนภูเขาที่ถูกพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในยุคหลัง ที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายกินคนและแมลงกับงูพิษที่มีมากมายจนคาดไม่ถึง


ภูเขาลึกที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ไม่มีเส้นทาง หากไม่รู้จักการหาทิศทาง การหลงป่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สูงมาก


การเข้าป่าแต่ละครั้ง สำหรับพี่น้องตระกูลหยางถือว่าเสี่ยงชีวิตเป็นอย่างมาก


ดังนั้น ตอนนี้พวกเขาจึงจัดหาที่ดินสองสามหมู่และวางแผนว่าจะให้เด็กรุ่นหลังในครอบครัวเปลี่ยนมา ทำการเกษตรแทน ถึงจะเหนื่อยและยากลำบาก แต่ก็ยังดีกว่าสูญเสียชีวิตในป่า


ฉินเหยาเลือกคันธนู เป็นธนูของหยางต้าที่ใช้ประจำ คันใหญ่ที่สุด หนักที่สุดและมีพลังทำลายล้างสูงสุดเช่นกัน


เด็กหนุ่มเด็กสาวสี่คนในตระกูลหยางเดินตามอยู่ข้างหลังฉินเหยา มองนางเลือกอุปกรณ์ด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่านางเลือกธนูของหยางต้าก็รู้สึกว่านางช่างไม่รู้จักประมาณตัวเอาเสียเลย


แต่ไม่คาดคิด ฉินเหยาหยิบคันธนูขึ้นมา ใช้สองนิ้วจับสายธนูแล้วน้าวจนสุด


นางดูเหมือนยังไม่พอใจจึงหยิบเครื่องมือปรับสายธนูมาปรับสายธนูให้ตึงขึ้นอย่างคล่องแคล่ว


เมื่อเห็นฉินเหยาน้าวสายธนูอีกครั้ง หยางต้าถึงกับใจหาย กลัวว่านางจะทำธนูสุดที่รักของเขาหัก


ฉินเหยาหยิบลูกธนูในกระบอกหนึ่งดอกขึ้นตั้งบนสายธนู ลองเล็งไปมาในลานบ้านตระกูลหยาง ทำเอาหยางต้ากับครอบครัวตกใจจนต้องเดินตามหลังนางไปมา กลัวจะกลายเป็นเป้าของนางโดยไม่ตั้งใจ


ฉินเหยาเก็บคันธนูและศรด้วยความพอใจ “เอาอันนี้แหละ”


แม้พวกเขาจะให้นางเลือกได้ตามใจ แต่อย่างไรคนเราก็ต้องรู้จักเจียมตัว ไม่อาจขอมากเกินไปได้


ธนูหนึ่งคัน ศรสามสิบดอก ใช้ร่วมกับมีดสั้นและเชือกที่เตรียมไว้ที่บ้านก็พอแล้ว


ขณะส่งฉินเหยาออกจากบ้าน หยางต้าก็ถามอย่างสงสัย “แม่นางฉิน เจ้ามีพละกำลังมากกว่าคนปกติสินะ”


ฉินเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแล้วพูดเหลวไหลออกไปว่า “ข้ามีกำลังมากมาตั้งแต่เด็กแล้ว”


พี่น้องตระกูลหยางทั้งสองมองนางด้วยความประหลาดใจ นึกอิจฉานางอยู่ในใจ


เมื่อส่งฉินเหยาจนถึงปากหมู่บ้าน หยางต้าก็กล่าวด้วยความกังวล “ฟ้ากำลังจะมืดแล้ว ช่วงนี้ละแวกนี้ไม่ค่อยสงบนัก มีโจรชุกชุม เจ้าเป็นสตรีเดินทางคนเดียวอาจไม่ปลอดภัย ให้ข้าไปยืมวัวจากผู้ใหญ่บ้านส่งเจ้ากลับเถอะ”


ฉินเหยาชี้ไปที่คันธนูและลูกศรบนหลังของตนเอง “ข้ามีสิ่งนี้ ข้าปลอดภัยแน่นอน”


พี่น้องทั้งสองหัวเราะเบาๆ รู้สึกว่าพวกเขาคิดมากไปแล้ว


ฉินเหยารีบเร่งเดินทางจนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวก่อนฟ้าจะมืดสนิท


ระหว่างทาง นางไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะโชคดีหรือเพราะความจนของตนเอง นางจึงไม่เจอแม้แต่โจรที่พี่น้องตระกูลหยางพูดถึงเลย


ว่าไปแล้ว นางยังแอบคาดหวังอยู่เล็กน้อย ไม่แน่อาจได้โชคจากเหตุไม่คาดฝันก็เป็นได้


เมื่อมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาไม่ได้รีบกลับบ้าน แต่แวะไปยังเรือนเก่าของตระกูลหลิวก่อน


เมื่อเห็นนางสะพายคันธนูพร้อมถือมีดสั้นในมือ คนในเรือนเก่าตระกูลหลิวต่างพากันงงงวย ไม่เข้าใจว่านางตั้งใจจะไปทำอะไร


ความจนทำให้คนหน้าด้านขึ้น ฉินเหยาเอ่ยตรงๆว่า “ข้าทำไร่ไม่ได้จริงๆ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าป่าสักรอบ อย่างน้อยสามถึงห้าวัน อย่างมากเจ็ดถึงแปดวัน ขอรบกวนพี่ชายทั้งสองช่วยปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่เหลือในบ้านข้าด้วย”


“แล้วก็ เด็กสี่คนในบ้านข้า ช่วงที่ข้าไม่อยู่ขอให้พี่สะใภ้ทั้งสองช่วยดูแลแทนด้วย”


พูดจบ นางก็หยิบเหรียญทองแดงสิบเหรียญสุดท้ายที่เหลืออยู่ยื่นให้นางเหอพี่สะใภ้ใหญ่ที่ยืนอึ้งอยู่


“พี่สะใภ้ใหญ่ อาหารที่เตรียมไว้ในบ้านข้ามีพอให้เด็กๆกินแค่สี่วัน ที่เหลือขอรบกวนท่านช่วยดูแลไปก่อน ข้ารู้ว่าเงินนี้ไม่พอ ส่วนที่ขาดไว้ข้าจะกลับมาจ่ายคืนให้ทีหลัง”


พูดจบ ฉินเหยาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดขาด


ปล่อยให้คนเฒ่าและเด็กในเรือนเก่าตระกูลหลิวยืนงุนงงท่ามกลางสายลม


นางจางเริ่มคิดจะถอนคำพูดที่นางเคยมีต่อฉินเหยาเมื่อสองวันก่อนแล้ว ตอนนี้นางรู้สึกว่า คนในครอบครัวเดียวกันย่อมเหมือนกัน สะใภ้ใหม่ของเจ้าสามช่างหน้าด้านไม่ต่างจากเขาเลย!


ไม่สิ นางหน้าด้านยิ่งกว่าเขาเสียอีก!


ตอนที่ 17: สำรวจป่า


ฟ้ายังไม่สว่าง ฉินเหยาก็ตื่นแล้ว


นางต้มน้ำเต็มหม้อแล้วใส่ในกระบอกไม้ไผ่ เตรียมเผือกขนาดเท่ากำปั้นเด็กสิบหัว ใส่ทุกอย่างลงในถุงที่สานขึ้นจากเชือกฟางแล้วเริ่มจัดเตรียมสัมภาระ


นางเทเกลือในไหออกมามากกว่าครึ่ง ใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ และเก็บหินจุดไฟใส่ในกระเป๋าเสื้อพกติดตัวไว้


เชือกฟางยาวสิบเมตรม้วนไว้แล้วมัดติดที่เอวด้านข้าง สะพายคันธนูและลูกศรไว้บนหลัง ด้ามมีดสั้นพันด้วยเศษผ้าใหม่อย่างแน่นหนา มือหนึ่งถือมีด อีกมือหนึ่งถือถุงใส่น้ำและอาหาร จากนั้นก็ดับไฟในเตา


ทุกอย่างพร้อม นางออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาทางตอนเหนือ ท่ามกลางแสงแรกที่เริ่มปรากฏ


นางเพิ่งเดินไป ประตูห้องข้างๆก็เปิดแง้มออกมาอย่างแผ่วเบา


ต้าหลางและเอ้อร์หลางจูงน้องชายและน้องสาว มองเงาร่างสีเทาของฉินเหยาที่ค่อยๆเดินลับหายไปในสายหมอกยามเช้า อยากจะวิ่งตามไปแต่ต้องฝืนอดกลั้นไว้


แม่เลี้ยงบอกพวกเขาเมื่อคืนว่า นางจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ อย่างน้อยสามถึงห้าวัน มากสุดเจ็ดถึงแปดวัน และกำชับให้พวกเขาดูแลตัวเองดีๆ รอนางกลับมาพร้อมกับเนื้อ


ซานหลางและซื่อเหนียงยังเด็ก เมื่อได้ยินว่าจะมีเนื้อกินก็พากันดีใจจนไม่ได้คิดอะไรอื่น


แต่ต้าหลางที่โตพอจะเข้าใจเหตุผลบางอย่าง รู้ว่าการล่าสัตว์ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปทำได้ ป่าลึกเต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้าย ทุกฤดูหนาวคนในหมู่บ้านจะไม่ปล่อยให้เด็กๆออกจากบ้าน เพราะสัตว์ป่าที่หิวโหยจะลงจากภูเขามากินคน


ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว บ้านหลังหนึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน บุตรสาวในบ้านถูกหมาป่าลากไป กว่าจะตามกลับมาได้ก็เหลือเพียงเศษกระดูกแล้ว


ช่วงเวลาสั้นๆที่ได้อยู่ด้วยกัน ต้าหลางพอจะรู้ว่าแม่เลี้ยงของเขามีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไป ทำงานเด็ดขาดรวดเร็วและเปี่ยมด้วยอำนาจ


แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าหากเจอกับสัตว์ป่าดุร้าย แม่เลี้ยงของเขาจะสามารถรับมือได้หรือไม่


จริงๆแล้ว เมื่อเทียบกับสิ่งนี้ ต้าหลางยังมีความคิดที่มืดมนยิ่งกว่านั้นอยู่ในใจ


เขามักจะรู้สึกว่าแม่เลี้ยงของเขาอาจจะแค่หาข้ออ้าง เพื่อทิ้งพวกเขาสี่คนที่เป็นภาระไว้ข้างหลังแล้วจากไป


แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียง เขาก็ไม่กล้าเอ่ยความคิดนี้ออกมา


บางที เขาอาจคิดมากไปเอง


เนื่องจากได้รับการกำชับจากฉินเหยา พอฟ้าสาง หลิวไป่และหลิวจ้งก็มาพร้อมกับหลิวเฝยที่ไม่เต็มใจนัก หยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่เหลือไว้แล้วแบกจอบมุ่งหน้าลงสู่ที่ดินของเจ้าสาม


ในเวลาเดียวกัน ฉินเหยาก็ได้เข้าสู่พื้นที่รอบนอกของภูเขาทางเหนือแล้ว


นางหาสถานที่ที่มีแสงแดดส่องนั่งลง ดื่มน้ำและกินอะไรเล็กน้อยเพื่อพักผ่อนชั่วครู่แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของป่าอย่างเต็มกำลัง


การล่าสัตว์เป็นงานที่ต้องพึ่งโชค หากโชคดีก็จะกลับมาพร้อมของมากมาย


หากโชคไม่ดี การกลับมามือเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


แต่สำหรับพรานมืออาชีพ การค้นหาร่องรอยของสัตว์ป่านั้นเป็นทักษะพื้นฐาน


ภูเขาลึกแห่งนี้แทบไม่มีใครเข้าไป บางครั้งมีคนอยากล่าสัตว์เพื่อเนื้อเล็กน้อยก็จะอยู่เพียงแค่บริเวณรอบนอก ที่ลึกไปกว่านั้นไม่มีเส้นทางด้วยซ้ำ ฉินเหยาจึงต้องเดินเหยียบสร้างเส้นทางขึ้นมาเอง


นางไม่ปิดบังการเคลื่อนไหวของตนเองเลยสักนิด เป้าหมายนั้นชัดเจนคือค้นหาฐานที่มั่น


เมื่อเข้าสู่ป่า ฉินเหยาก็ราวกับปลาได้น้ำ สภาพแวดล้อมที่คล้ายกับป่าในวันสิ้นโลกช่วยให้นางเข้าสู่สภาวะของพรานป่าอย่างรวดเร็ว


นกและสัตว์ตัวเล็กๆในป่าเดินผ่านฉินเหยาเป็นระยะ นางเก็บมีดไว้ที่เอวและหยิบธนูออกมา


เมื่อนกตัวหนึ่งบินผ่านศีรษะไปเพราะความตกใจ นางก็ขึ้นศรบนสายแล้วปล่อยออกไปเสียงดังฟิ้ว ลูกธนูพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที!


ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของนกตัวนั้น จากนั้นเงาสีเทาก็ตกลงมาจากพุ่มไม้ดิ้นทุรนทุราย


ฉินเหยาแหวกหญ้าสูงระดับตัวคนตรงหน้า รีบเดินไปยังทิศทางที่นกตกลงมา พบว่านกสีเทาตัวหนึ่งถูกยิงเข้าที่ปีก มันกำลังดิ้นรนและร้องครวญครางอยู่บนกองใบไม้


“ความแม่นยำยังต้องฝึกอีก” ฉินเหยาถอนลูกธนูออกด้วยความเสียดาย จากนั้นก็เก็บนกสีเทาตัวอ้วนที่บินไม่ได้ตัวนั้นขึ้นมา ใช้เชือกมัดปีกของมันแล้วเหน็บไว้ที่เอวก่อนเดินต่อไป


ระหว่างเดินทาง นางใช้สัตว์และนกที่พบระหว่างทางเพื่อฝึกฝนทักษะการยิงธนูของตนเอง เมื่อถึงตอนเย็น บนตัวก็เต็มไปด้วยสัตว์เล็กๆที่ยังไม่ตายดี


มีทั้งไก่ป่า นกป่า กระรอกตัวเล็กและครอบครัวกระต่าย


ครอบครัวกระต่ายนี้ได้มาอย่างคาดไม่ถึง เดิมทีนางกำลังไล่ตามกระรอกบนต้นไม้ แต่กลับเห็นหัวกระต่ายโผล่ออกมาจากเนินดินตรงหน้า ฉินเหยาเห็นสัตว์ออกมาให้ล่าเองเช่นนี้ จะปล่อยให้หลุดไปได้อย่างไร


นางรีบหาปากโพรงกระต่ายในบริเวณใกล้เคียง ใช้หินอุดปิดไว้จนเหลือเพียงทางออกเดียว จากนั้นก็เผาใบไม้ชื้นๆให้เกิดควันหนา พอกระต่ายทั้งเจ็ดตัวในโพรงถูกรมควันก็พากันวิ่งออกมาทั้งหมด นางจึงจับทั้งหมดได้แบบเป็นๆ


ครอบครัวกระต่ายนี้ตัวใหญ่ไม่น้อย ดูออกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน สองตัวใหญ่ตัวอ้วนป้อม ลูกกระต่ายอีกห้าตัวก็ดูดีมาก ขนสีเทาเป็นมันเงา


ฉินเหยาไม่ชอบกินเนื้อกระต่าย แต่ชอบหนังกระต่ายมาก เพราะสามารถทำเป็นเสื้อ ถุงมือ หรือผ้าพันคอ ฤดูหนาวก็จะอบอุ่นขึ้นแล้ว


เนื่องจากต้องหอบกระต่ายทั้งครอบครัว นางจึงต้องหาที่พักใกล้ๆในซอกเขาที่ลมไม่แรง


เผือกที่นำมาหมดไปแล้ว น้ำก็เหลือเพียงหนึ่งในสาม นางเห็นน้ำซึมออกมาจากผนังหินในซอกเขาจึงใช้ไม้ที่หาได้ทั่วไปในป่า ขุดหลุมเล็กๆเพื่อรองน้ำ เมื่อรออยู่สักพัก น้ำก็สะสมจนกลายเป็นแอ่งเล็กๆพอให้ดื่มได้


ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยาก่อกองไฟขึ้น ฆ่านกตัวที่ดิ้นรนจนหมดแรงแล้วนำมาย่างกิน


วันนี้เผาผลาญพลังงานไปมาก นกตัวเดียวไม่พอสำหรับฟื้นฟูแรง ฉินเหยาจึงย่างไก่ป่าต่อ


เนื้อที่ย่างจนสุกมีไขมันเคลือบอยู่เป็นชั้น เมื่อกัดเข้าไป กลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่ว ฉินเหยาที่ไม่ได้กินเนื้อมานานกินอย่างตะกละตะกลาม เพียงไม่นานนกและไก่ป่าหนึ่งตัวก็หมดเกลี้ยง


เมื่ออิ่มแล้ว นางจึงใส่ฟืนเพิ่มเข้าไปในกองไฟสองสามท่อน จากนั้นจึงพักผ่อนเอาแรง


ภูเขามีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนสูง ฉินเหยาทำได้เพียงใช้ใบไม้แห้งปกคลุมตัวเองไว้เพื่อรักษาความอบอุ่นและพรางตัวจากสัตว์ใหญ่ที่ออกล่าในยามค่ำคืน


การต่อสู้ในเวลากลางคืนถือเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับมนุษย์ที่มองเห็นในความมืดไม่ได้ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทำ


ป่าลึกไม่ได้เงียบสงบ เสียงสัตว์ป่าดังมาเป็นระยะ บ้างเหมือนอยู่ใกล้ บ้างเหมือนอยู่ไกล ฉินเหยาตื่นตัวตามสัญชาตญาณ รู้สึกตัวตื่นเป็นพักๆ


กลางดึก ฝนเริ่มตกโปรยปรายจากท้องฟ้า


กองไฟถูกฝนดับ ลมเย็นพัดมา ฉินเหยาหนาวจนสะดุ้งและตื่นเต็มตาทันที


กระต่ายที่ถูกมัดขาทั้งเจ็ดตัวกระสับกระส่ายเมื่อฝนตก


เพราะกลัวว่ากระต่ายจะดึงดูดสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เข้ามา ฉินเหยาจึงฆ่าพวกมันทั้งหมดทันที โดยหักคอเพื่อรักษาหนังที่สวยงามให้สมบูรณ์ที่สุด


สำหรับเนื้อกระต่ายที่ได้มาจะกินได้หรือไม่ ฉินเหยาไม่ได้ใส่ใจขนาดนั้น


หลังจากจัดการกระต่ายเรียบร้อย ฝนก็ตกหนักขึ้น ซอกเขาที่อยู่ไม่สามารถกันฝนได้อีกต่อไป


ในวันที่ฝนตก สัตว์ป่าไม่ชอบออกมา ฉินเหยาจึงเดินตากฝนออกไปต่อเพื่อหาถ้ำ


ในที่สุด เมื่อแสงอรุณเริ่มสาดส่อง นางก็พบถ้ำธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า


ตัวเปียกโชกไปหมด ฉินเหยาทั้งเหนื่อยและง่วง แต่ไม่กล้าพัก นางวางกระต่ายที่ตายแล้วและของอื่นๆไว้ในถ้ำ จากนั้นรีบออกไปหาเศษกิ่งไม้ที่ไม่เปียกมากซึ่งซ่อนอยู่ใต้ใบไม้ กลับมาที่ถ้ำแล้วก่อกองไฟ


เมื่อมีไฟ อุณหภูมิในร่างกายที่ลดลงอย่างรวดเร็วก็เริ่มกลับมาค่อยๆอบอุ่นขึ้น ฉินเหยาถึงมีเวลาสำรวจถ้ำที่นางอยู่


นี่คือถ้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ปากถ้ำต่ำและแคบ ต้องก้มตัวจึงจะเข้าไปได้ ลึกลับมาก หากนางไม่ได้รู้สึกถึงทิศทางลมที่ผิดปกติขณะเดินผ่าน คงพลาดถ้ำนี้ไป


ภายในถ้ำมีพื้นที่ไม่มากนัก ประมาณห้าหรือหกตารางเมตร แต่มีความสูงพอสมควรจนสามารถยืนได้


และที่นี่ไม่มีมูลสัตว์ แสดงว่าไม่ได้เป็นบ้านของสัตว์ชนิดใด


นอกจากพื้นที่ที่เล็กเกินไปแล้ว ที่นี่แทบจะเป็นจุดพักที่สมบูรณ์แบบ ฉินเหยาตัดสินใจว่าจะพักอยู่ที่นี่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


หลังจากตากเสื้อผ้าและผมจนแห้งแล้ว ฉินเหยาก็ปิดบังร่องรอยที่ปากถ้ำอย่างดีแล้วรีบพักผ่อนในถ้ำ


ตอนที่ 18: ท่านน้าไม่ต้องการพวกเราแล้ว


ฉินเหยาตื่นขึ้นมาจากการพักผ่อน ฝนเริ่มซาลง ป่าไม้ชื้นแฉะไปหมด เมื่อมองออกไปก็เห็นแต่หมอกขาว


ในสภาพอากาศเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์เลย แม้แต่มนุษย์ก็ยังไม่อยากออกจากที่พัก


ฉินเหยานึกถึงที่หลิวเหล่าฮั่นเคยพูดไว้ว่าฝนจะตกในสองสามวันนี้ ดูเหมือนว่าความสามารถในการพยากรณ์อากาศของเกษตรกรเฒ่าผู้นี้จะค่อนข้างแม่นยำทีเดียว


แต่ก็ไม่รู้ว่าฝนนี้จะส่งผลกระทบต่อการปลูกข้าวสาลีหรือไม่


อย่างไรก็ตาม นางยังไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้ ตอนนี้เลือกกระต่ายมาหนึ่งตัว ถลกหนัง เอาเนื้อมาย่างบนไฟ รวมมื้อเช้าและมื้อกลางวันไว้ด้วยกัน


เมื่ออิ่มแล้ว นางก็เริ่มจัดการกระต่ายที่เหลืออีกหกตัว


ตลอดช่วงเช้า ฉินเหยาจัดการกระต่ายทั้งเจ็ดตัวจนเรียบร้อย หนังที่ถลกออกมาสมบูรณ์มาก นางใช้ขี้เถ้าจากหญ้าและไม้มาจัดการเบื้องต้น ส่วนเนื้อที่ได้ทั้งหมดนำมาย่างพร้อมกัน


ต่อจากนี้หากอยากกินก็แค่เอามาอุ่นอีกครั้งก็พอ สะดวกสำหรับพกพาด้วย โชคดีที่อุณหภูมิลดลง เนื้อกระต่ายย่างเหล่านี้น่าจะเก็บได้นานสองถึงสามวัน เป็นเสบียงที่เหมาะสำหรับอีกไม่กี่วันข้างหน้า


ฉินเหยามีความอยากอาหารสูง เพราะการเผาผลาญพลังงานสัมพันธ์กับปริมาณอาหารที่กิน หากนางกินเต็มที่ กระต่ายเจ็ดตัวนี้คงพอกินได้เพียงสองวัน


เมื่อถึงตอนเที่ยง ฝนหยุดสนิท แสงอาทิตย์ลอดผ่านกลุ่มเมฆลงมา ไอน้ำบนพื้นระเหย ทำให้ป่าไม้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ยากจะทานทน แมลงเริ่มบินออกมา ส่วนสัตว์ตัวเล็กๆก็เริ่มทดลองออกจากรังมาเดินในป่า


ฉินเหยาปิดบังร่องรอยของถ้ำให้มิดชิด หยิบอาวุธแล้วออกไปค้นหาแหล่งน้ำ


ตลอดทาง ฉินเหยาพบร่องรอยของสัตว์ป่าหลายชนิด โดยมีหมาป่าและลิงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าในบริเวณนี้น่าจะมีทั้งฝูงลิงและฝูงหมาป่า


ลิงไม่มีค่า เพราะเป็นสัตว์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ คนในแคว้นเซิ่งถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่กินและไม่ล่าลิงโดยเจตนา


หมาป่าส่วนใหญ่เป็นหมาป่าสีเทา เนื้อไม่อร่อย แต่หนังมีมูลค่ามากกว่า


อย่างไรก็ตาม หมาป่าเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง หากไม่มีอาวุธและอุปกรณ์ที่พร้อม การไปยุ่งกับฝูงหมาป่าก็ไม่ต่างอะไรกับการไปตาย ฉินเหยาจึงหลีกเลี่ยงตลอดทาง


ในฤดูกาลนี้ งูส่วนใหญ่ไม่ค่อยออกจากโพรง ทำให้พบเห็นได้ยาก


สำหรับงูตัวเล็กๆที่นางผ่าน ฉินเหยาไม่อยากเสียแรงจัดการ แต่กลับเป็นงูที่เห็นนางก่อน มันตกใจจนเลื้อยหายไปในพุ่มไม้ด้วยความรวดเร็ว


ระหว่างมุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำ ฉินเหยายิงธนูไปสองดอก จัดการเพียงพอนหนึ่งตัวและกวางป่าตัวหนึ่ง


หลังจากฝึกยิงธนูเมื่อวาน ระดับความแม่นยำของนางดีขึ้นอย่างมาก นางจงใจยิงสัตว์ทั้งสองให้ไม่โดนจุดสำคัญเพื่อให้พวกมันไม่ตายในทันที ฉินเหยาต้องวิ่งตามพวกมันที่วิ่งหลบหนีไปไกลมาก


โดยเฉพาะเพียงพอนตัวนั้น ซึ่งตัวเล็ก คล่องแคล่วและวิ่งเร็วมาก หากไม่ใช่เพราะลูกธนูที่ติดอยู่ที่หางของมันถูกกิ่งไม้ขวางทางไว้ ฉินเหยาคงต้องวิ่งไล่ตามมันไปอีกไกล


หลังจากถูกจับได้ เพียงพอนตัวเล็กนี้ก็ทำท่าแยกเขี้ยวยิงฟันอย่างดุร้ายและพยายามกัดฉินเหยา แต่นางฟาดมันจนสลบในทีเดียว


กวางป่าไม่ใช่สัตว์ไร้สมอง แต่เนื่องจากป่าลึกแห่งนี้แทบไม่มีใครมาเยือน มันจึงมัวแต่กินใบไม้อย่างตั้งใจจนไม่ทันสังเกตนักล่าที่เข้าใกล้ ฉินเหยายิงธนูเข้าที่ต้นขาหน้าของมัน มันร้องด้วยความเจ็บและตกใจจึงเริ่มวิ่งหนี


แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ เป้าจึงใหญ่ตามไปด้วยทำให้มันโดนจับได้ง่ายกว่าเพียงพอน ฉินเหยาใช้เชือกยาวคล้องจนมันล้มหน้าทิ่มและจัดการมัดกลับมาได้


ในป่าไม่เคยขาดไม้ไผ่ที่ใช้ทำคานหาม ฉินเหยาตัดกิ่งไม้ใหญ่หนึ่งอันแล้วมัดสัตว์ทั้งสองตัวเข้ากับไม้ หาบไปยังแหล่งน้ำ


แหล่งน้ำนี้เป็นแอ่งน้ำเล็กๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแอ่งกลางยอดเขา น้ำดูเหมือนจะเป็นน้ำพุใต้ดินที่ซึมออกมา น้ำตื้นและใสมาก ทั้งยังยังมีปลาอยู่ในนั้น


รอบบ่อมีร่องรอยของสัตว์เล็กๆที่มาดื่มน้ำมากมาย ฉินเหยาวางคานหามลงแล้วหาจุดสะอาดเพื่อล้างหน้า จากนั้นก็ลองจับปลา ไม่น่าเชื่อว่าปลาในบ่อนี้ไม่พยายามหลบหนีทั้งยังเคลื่อนไหวเชื่องช้า ทำให้นางจับได้ทุกครั้งที่ลอง


ไม่นานนัก ฉินเหยาก็จับปลาได้หกตัว แต่ละตัวหนักประมาณสองถึงสามจิน นางใช้เชือกฟางร้อยปลาทั้งหมดแล้วแขวนไว้ที่ปลายอีกด้านของคานหาม จากนั้นเติมน้ำในกระบอกไม้ไผ่จนเต็ม คืนนี้จะมีอาหารพิเศษเพิ่มแน่นอน


ยามพลบค่ำเป็นช่วงเวลาที่สัตว์ป่าในภูเขากระตือรือร้นที่สุด ฉินเหยาจึงออกจากแหล่งน้ำล่วงหน้า หาบสัตว์ที่ล่ามาในวันนี้แล้วหาที่ใกล้ๆ เพื่อซ่อนตัวและสังเกตการณ์


ห่างจากแหล่งน้ำประมาณสองกิโลเมตร นางพบมูลสดกองหนึ่ง ซึ่งดูออกทันทีว่าเป็นของสัตว์ที่ออกมาหลังฝนหยุด


แม้ฉินเหยาอาจไม่สามารถแยกแยะพืชผลในไร่ได้ครบทุกชนิด แต่สำหรับมูลของสัตว์ใหญ่ต่างๆ เพียงแค่เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นของสัตว์ชนิดใด


นี่เป็นมูลที่ทิ้งไว้โดยหมีดำและจากขนาดของมูล น่าจะเป็นหมีดำที่โตเต็มวัย


ฉินเหยาดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ แต่ก็เริ่มกังวลเล็กน้อย


หมีมีการได้ยินที่ว่องไวมาก อีกทั้งในฤดูกาลนี้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ หมีดำที่กำลังสะสมไขมันเพื่อจำศีลในฤดูหนาวมักไม่ปรากฏตัว การจะดักเจอมันจึงไม่ง่าย


แต่ในเมื่อพบร่องรอยของมันแล้ว ฉินเหยาก็ไม่คิดจะปล่อยมันไป


เมื่อใกล้ค่ำ ฉินเหยานำของที่ล่าได้วันนี้กลับไปยังถ้ำ ก่อไฟย่างปลาสำหรับมื้อพิเศษในขณะคิดหาวิธีล่อหมีดำให้ออกมา


แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ กลางคืนฝนเริ่มตกอีกครั้ง


และครั้งนี้ฝนตกแบบหยุดๆตกๆ ยาวนานถึงสองวัน


ฉินเหยานอนอยู่ในถ้ำ มองกวางและเพียงพอนที่ดิ้นรน รวมถึงไก่ป่าและกระรอกที่จับได้โดยบังเอิญ นางไม่เต็มใจจะลงจากภูเขาโดยไม่มีอะไรติดมือ


หลังจากลังเลไม่นาน นางก็ตัดสินใจพักอยู่ในถ้ำต่อเพื่อรอโอกาสที่เหมาะสม

…….


ผ่านไปสี่วันแล้วนับตั้งแต่ฉินเหยาเข้าป่า


ในช่วงสี่วันนั้น ฝนหยุดๆตกๆไม่ขาดสาย


โชคดีที่หลิวไป่พาสองพี่น้องมาช่วยปลูกเมล็ดข้าวสาลีที่ฉินเหยาทิ้งไว้จนเสร็จในวันแรก


หากช้าไปอีกเพียงครึ่งวัน ข้าวสาลีในที่ดินสองหมู่คงเสียหายหมด


ฝนในฤดูใบไม้ร่วงหนึ่งครั้งนำมาซึ่งความหนาวเย็น ในเวลาเพียงสี่วัน อุณหภูมิลดลงไปหลายองศา


ในบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวต้าหลางและหลิวเอ้อร์หลางจุดไฟในบ้าน แต่ลมยังคงพัดเข้ามาทางรอยรั่ว แม้จะผิงไฟก็ยังหนาว จนสุดท้ายพี่น้องสี่คนที่สวมเสื้อผ้าบางเบาจึงต้องย้ายขึ้นเตียง ห่มผ้าและผิงไฟไปด้วยจึงอุ่นขึ้นเล็กน้อย


เผือกที่ฉินเหยาทิ้งไว้ให้พวกเขากิน มื้อเช้าของวันนี้กินไปเพียงครึ่งท้องก็หมดเกลี้ยงแล้ว


ฝนที่ตกตลอดเวลาทำให้พื้นดินนอกบ้านเฉอะแฉะ ต้าหลางและเอ้อร์หลางอยากออกไปขุดผักป่าก็ไม่สามารถออกไปได้


หากเปียกฝนจนเป็นหวัดพวกเขาก็ไม่มีเงินซื้อยา มีแต่ต้องตายเท่านั้น


นานหลายวันแล้วที่พวกเขาไม่ได้พบฉินเหยา ซื่อเหนียงนับนิ้วมือทุกวันและถามซ้ำๆทุกวันว่า


“พี่ใหญ่ ท่านแม่จะกลับมาเมื่อใดหรือ”


จนมาถึงวันนี้ นางนับนิ้วครบสี่นิ้วแล้วก็ยังถามอีกว่า “พี่ใหญ่ ทำไมท่านแม่ยังไม่กลับมาอีก”


ซานหลางถามเอ้อร์หลางเบาๆว่า “นางจะไม่กลับมาแล้วหรือ”


เอ้อร์หลางถลึงตาใส่เขาแล้วพูดว่า “อย่าพูดไร้สาระ รอฝนหยุดแล้วนางจะกลับมา”


ซานหลางเงียบไปสักพัก แต่ในที่สุดก็พูดด้วยใบหน้ากังวลว่า “พี่รอง ท่านว่า หรือว่านางจะถูกสัตว์ป่ากินไปแล้ว”


ทันทีที่พูดจบ ซื่อเหนียงก็ร้องไห้จ้าออกมา “ฮือๆๆ… ซื่อเหนียงไม่อยากให้ท่านแม่ถูกสัตว์ป่ากิน!”


เมื่อซื่อเหนียงร้องไห้ อีกสามคนในบ้านก็พากันเงียบไป


หลังจากเงียบไปสามวินาที ซานหลางก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ร้องไห้ตามด้วยความคับข้องใจ ยกมือเล็กๆปาดน้ำตาพร้อมเอ่ยเจือสะอื้นว่า “ท่านแม่ไม่ต้องการพวกเราแล้ว นางต้องหนีไปแล้วแน่ๆ…”


เอ้อร์หลางมองต้าหลางด้วยความกังวล “พี่ใหญ่ นางหนีไปแล้วจริงๆหรือ”


ต้าหลางมองดูแฝดชายหญิงที่ร้องไห้จนน่าสงสาร ก่อนจะหันไปมองเอ้อร์หลางที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ความสงสัยที่เขามีมาตลอดหลายวันเหมือนจะได้รับการยืนยัน ความขมขื่นที่รู้สึกเหมือนถูกหลอกลวงและถูกทอดทิ้งพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา เขากำลังจะกัดฟันดุให้พวกน้องๆเลิกคิดถึงนางเสีย


ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก


ตอนที่ 19: หมีดำ


“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง! เปิดประตูหน่อย นี่ป้าใหญ่เอง พวกเจ้ากินอะไรรึยัง ป้าทำวอโถวข้าวกล้องมา รีบออกมารับสิ!”


ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ เมื่อเห็นซานหลางและซื่อเหนียงที่กำลังร้องไห้ สะใภ้ใหญ่เหอก็ถามอย่างตกใจว่า


“พวกเจ้าร้องไห้ทำไม หรือเพราะป้ามาช้าเลยหิวหรือ”


พูดไปก็รีบหยิบวอโถวข้าวกล้องที่ปิดด้วยผ้าบางในตะกร้าออกมา ยื่นให้เด็กทั้งสองคนพร้อมพูดกับต้าหลางและเอ้อร์หลางว่า


“ไม่รู้ว่าแม่เลี้ยงของเจ้าจะกลับมาเมื่อใด ต่อไปถ้าจะกินข้าวก็ไปที่เรือนเก่าเถอะ นางฝากเงินไว้กับป้า ให้ป้าคอยมาดูแลอาหารการกินของพวกเจ้า”


ต้าหลางเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง “นางฝากเงินไว้ให้ท่านหรือ”


ไม่ใช่ว่าทิ้งพวกเขาแล้วแอบหนีไปหรือ


สะใภ้ใหญ่เหอพยักหน้า มองดูแฝดชายหญิงที่กำลังกินวอโถวจนลืมร้องไห้ก็พึมพำอย่างหงุดหงิดเบาๆว่า


“แม่เลี้ยงของพวกเจ้านี่ช่างเหมือนกับพ่อเจ้าเสียจริง หน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมือง นางทิ้งเงินแค่ไม่กี่เหรียญให้รับผิดชอบปากท้องพวกเจ้าสี่คน ไม่รู้ว่าป้ายังต้องควักเพิ่มอีกเท่าไร”


“นี่ก็สี่วันแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมา ป่าลึกไม่ใช่ที่ที่เข้ากันง่ายๆ นางเป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอ ถ้าหากว่า…”


พูดมาถึงตรงนี้ก็สังเกตเห็นว่าเด็กทั้งสี่คนถลึงตามองนาง ราวกับหากนางกล้าพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับแม่เลี้ยงของพวกเขา พวกเขาก็จะกระโจนเข้ามากัดทันที สะใภ้ใหญ่เหอจึงรีบเงียบปากทันที


นางทำเสียงจิ๊จ๊ะ ก่อนยัดวอโถวที่เหลือในตะกร้าให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางแล้วกำชับอีกครั้งว่า “เช้าเย็นพวกเจ้ามากินข้าวที่เรือนเก่านะ ป้าไม่มีเวลามาส่งให้ทุกวัน งานในบ้านยังมีอีกเยอะแยะ”


ทั้งยังพึมพำเบาๆว่า “ยังอุตส่าห์ปกป้องนางอีก” แล้วค่อยเดินออกไปพร้อมตะกร้าเปล่า


ที่บ้านของนางยังมีงานอีกมากมายจนเกือบลืมไปว่ามีปากท้องของเด็กทั้งสี่คนในบ้านเจ้าสามให้ดูแล ทำให้มาถึงช้า


ทันทีที่สะใภ้ใหญ่เหอจากไป พี่น้องสี่คนที่ยังเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม ขณะที่กัดวอโถวที่ยังอุ่นอยู่ พวกเขาก็คิดในใจว่า แม่เลี้ยงไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา นางยังบอกให้ป้าใหญ่มาดูแลพวกเขาอีกด้วย


“พี่ใหญ่ นางต้องล่าสัตว์กลับมาได้แน่ๆ” เอ้อร์หลางพูดพร้อมมองท้องฟ้ากระจ่าง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกมีความหวังในใจ เขากล่าวอย่างมั่นใจว่า “นางแข็งแรงมาก ต้องทำได้แน่”


“อืม” ต้าหลางเงยหน้ามองเทือกเขาอันสลับซับซ้อนทางทิศเหนือที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย


“รีบกิน พอกินเสร็จแล้วต้มน้ำล้างหน้ากันหน่อย สกปรกมาก” ต้าหลางเร่งน้องๆ


เด็กเล็กทั้งสามหัวเราะคิกคักพร้อมยิ้มให้เขา ก่อนหน้านี้ขณะก่อไฟในบ้าน ควันไฟทำให้ใบหน้าของพวกเขามีคราบดำเหมือนแมวลาย


ซื่อเหนียงกินเสร็จก่อนใคร จากนั้นก็นั่งเรียบร้อยอยู่ที่ธรณีประตู รอให้พี่ชายต้มน้ำเสร็จจะได้ล้างหน้าคนแรก


เด็กหญิงเขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย แหงนหน้าขึ้นให้พี่ใหญ่เช็ดทำความสะอาดพร้อมพึมพำว่า


“ท่านแม่ชอบเด็กดีที่สะอาดที่สุด ซื่อเหนียงจะเชื่อฟังท่านแม่และเป็นเด็กดีที่สะอาด”


ต้าหลางจัดการทำความสะอาดน้องเล็กสองคนเสร็จแล้วไล่พวกเขาไปอยู่บนเตียงเพื่อห่มผ้าจะได้ไม่เป็นหวัด


แม้ว่าฟ้าจะสดใสแล้ว แต่ข้างนอกก็ยังหนาวอยู่เล็กน้อย


หลังจากทำความสะอาดตัวเองเรียบร้อยแล้ว เห็นเตากลางแจ้งสกปรกจากน้ำฝนและใบไม้ที่ร่วงหล่น ต้าหลางและเอ้อร์หลางจึงหยิบไม้กวาดขึ้นมาเงียบๆ เพื่อเริ่มทำความสะอาดบ้าน


เมื่อก่อนไม่มีใครสอนพวกเขาให้รักษาความสะอาด ดังนั้นทุกอย่างจึงสกปรกหมด


แต่ตอนนี้มีคนบอกพวกเขาว่า ตอนเช้าและเย็นต้องบ้วนปากล้างหน้า ก่อนขึ้นเตียงต้องล้างเท้า ชามข้าวต้องเช็ดให้สะอาดทุกครั้งและเตาไฟต้องรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย


นางยังสอนพวกเขาสานเชือกฟาง เมื่อเจอสิ่งใหม่ๆก็มักจะบอกเล่าให้พวกเขาฟัง


พวกเขาเพิ่งได้รู้จากปากนางว่า เผือกไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรือมีพิษ แต่เป็นอาหารที่สามารถต่อชีวิตได้


นางเหมือนเป็นเสาหลักของบ้านหลังนี้ เมื่อมีนางอยู่ พวกเขาก็รู้สึกอุ่นใจ


ต้าหลางหยุดมือที่กำลังกวาดบ้าน รู้สึกแปลกใจที่พบว่า เพียงไม่กี่วันที่แม่เลี้ยงมาอยู่ด้วย เขาก็เริ่มพึ่งพานาง


แม้แต่พ่อแท้ๆที่ถูกพาตัวไป เขาก็แทบไม่ได้คิดถึงเลย


ชั่วขณะหนึ่ง เขาคิดว่า หากวันเวลาเป็นเช่นนี้ตลอดไปได้ก็คงดี


ชายผู้นั้น…หากไม่กลับมาก็ดีเหมือนกัน


“พี่ใหญ่?” เอ้อร์หลางเรียกพี่ชายเสียงหนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาเหม่ออะไร เรียกอยู่หลายครั้งก็ไม่ยอมตอบ


“พี่คิดถึงแม่เลี้ยงอยู่หรือ” เอ้อร์หลางถามอย่างเก้อเขิน


ต้าหลางได้สติ รีบพยักหน้ารับส่งๆ กลัวว่าน้องชายจะรู้ถึงความคิดด้านมืดในใจของเขา


จากนั้น ความรู้สึกผิดก็เข้ามาเต็มหัวใจ เขารู้สึกว่าตนเองเป็นลูกอกตัญญูนัก เขาไม่ควรมีความคิดเช่นนี้เลย


เอ้อร์หลางพูดเสียงเบา “ไม่รู้เลยว่าแม่เลี้ยงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”


แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบย้อมท้องฟ้าทั้งผืนให้เป็นสีแดง ต้าหลางมองไปยังเขาทางเหนืออีกครั้ง


“ฮัดชิ้ว!”


ฉินเหยาที่อยู่บนต้นไม้ควบคุมตัวเองไม่อยู่ จามออกมาอย่างแรง


แรงจามทำให้มือที่ถือมีดสั่นจนเกือบถูกหมีดำที่ยืนขึ้นฟาดตกลงมาจากต้นไม้


โชคดีที่สัญชาตญาณการต่อสู้ที่ฝึกฝนมาจากวันสิ้นโลกยังคงอยู่ ร่างกายของนางจึงตอบสนองอัตโนมัติหลบการโจมตีของอุ้งเท้าหมีในชั่วพริบตา


แต่การหลบครั้งนี้ทำให้หมีดำที่เดิมนางควบคุมไว้ใต้ต้นไม้กระโดดขึ้นมาบนต้นไม้ได้สำเร็จ ตอนนี้ทั้งคนและหมีอยู่บนกิ่งไม้เดียวกัน ห่างกันไม่ถึงสองเมตร ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันนิ่ง


ฉินเหยาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางหยิบลูกศรขึ้น น้าวธนูแล้วยิงออกไปในทันที!


คนส่วนใหญ่ล้วนพูดว่ามือธนูไม่สามารถต่อสู้ในระยะประชิดได้ นั่นเป็นเพียงเพราะพวกเขายังฝึกมาได้ไม่เร็วพอ


ในวันสิ้นโลก พืชและสัตว์กลายพันธุ์ไม่ได้สนใจระยะใกล้หรือไกล พวกมันจะโผล่มาแบบไม่คาดคิดต่อหน้าต่อตาเจ้า


ในสถานการณ์ที่กระสุนและยาขาดแคลน ฉินเหยาฝึกฝนจนเชี่ยวชาญธนูระยะประชิด แม้อานุภาพจะไม่รุนแรงเท่าการยิงระยะไกล แต่ก็เพียงพอที่จะหยุดการรุกคืบของศัตรูได้


และเมื่อศัตรูที่เผชิญหน้าเป็นมนุษย์ ทักษะธนูระยะประชิดนี้ก็มักทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว


ลูกธนูที่ยิงในระยะประชิดพุ่งเข้าสู่ร่างหมีดำอย่างไม่พลาดเป้า


แต่แรงยิงไม่มากพอที่จะสร้างบาดแผลลึก ทำได้เพียงกรีดผ่านผิวหนังและขน ทำให้หมีดำโกรธมากกว่าเดิม มันคำรามเสียงดังแล้วพุ่งใส่ฉินเหยาอย่างรวดเร็ว


ก่อนนี้ฉินเหยารอคอยโอกาสที่จะล่อหมีดำตัวนี้ออกมานาน ในที่สุดฝนก็หยุด กับดักที่วางไว้ก็เตรียมพร้อม หมีดำก็ปรากฏตัวตามที่คาดไว้


แต่ไม่คิดเลยว่าหมีตัวนั้นกลับไม่ตกหลุมพราง ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นฉินเหยา มันราวกับจะรับรู้ได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งของนางหันหลังวิ่งหนีไปในทันที ไม่ตกลงไปในกับดักที่นางวางไว้


ฉินเหยาไม่อาจปล่อยให้หมีดำที่ล่อมาได้อย่างยากเย็นวิ่งหนีไปเฉยๆ นางยิงธนูออกไปทันที ลูกธนูพุ่งตรงเข้าที่สะโพกของมัน ยั่วโทสะมันจนหันกลับมาและพุ่งเข้าหานางด้วยความเดือดดาล


จากนั้น หนึ่งคนหนึ่งหมีก็ไล่ล่าและต่อสู้กันในป่าที่ไม่ค่อยหนาทึบแห่งนี้ไปกว่าสิบรอบ


ขณะที่หมีดำกระโจนเข้ามา ฉินเหยาก็เปลี่ยนมาใช้มีดสั้นที่ลับจนคมกริบแล้ว ด้านหลังของนางคือปลายกิ่งไม้ที่เปราะบางที่สุด ซึ่งไม่สามารถรับน้ำหนักของคนได้


นางไม่มีทางถอยหลังและจะไม่ถอยหลังเด็ดขาด!


นางเอี้ยวตัว งอเข่า แล้วยกมีดขึ้นพร้อมใช้แรงเกือบทั้งหมด แทงไปยังหน้าท้องซึ่งเป็นจุดสีขาวเพียงแห่งเดียวบนตัวหมีดำอย่างเต็มแรง!


“โฮก!!”


เสียงคำรามโหยหวนสะเทือนภูเขาเกือบทั้งลูกดังก้องขึ้น ตุบ หมีดำที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายเลือดเมื่อครู่กลับร่วงลงจากกิ่งไม้สูงสี่เมตรในชั่วพริบตา


ฉินเหยาคว้ากิ่งไม้ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างถือมีดเปื้อนเลือด กระโดดลงจากกิ่งไม้พร้อมใช้น้ำหนักทั้งหมดของร่างแทงมีดลงบนร่างหมีดำที่กำลังนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวด


หลังจากเสียงร้องโหยหวนสั้นๆผ่านพ้น มีดแทงลงไปที่ลำคอหมีดำจนมิดคมเหลือเพียงด้ามโผล่พ้นออกมา เลือดสดๆไหลออกมาจากด้านหลังศีรษะ ชุ่มโชกพื้นดินสีดำที่เน่าเปื่อยใต้ร่างของมัน


หมีดำสิ้นใจไปอย่างไม่ยินยอม


ฉินเหยาคุกเข่าบนร่างของหมีดำ ดึงมีดออกมาอย่างชินชา ก่อนยกมือเช็ดเลือดอุ่นร้อนของหมีออกจากใบหน้า นางก้มมองหมีดำที่นอนตายอย่างน่าสยดสยองอยู่ใต้ร่างตน พร้อมรอยยิ้มบ้าคลั่งที่มุมปาก


เมื่อมีมัน ฤดูหนาวปีนี้ก็น่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างสบายแล้ว


ตอนที่ 20: ตัวอำเภอ


หลังฉินเหยาลากหมีดำกลับมาถึงที่ถ้ำท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว


หมีดำตัวนี้น่าจะหนักประมาณเจ็ดร้อยจิน ฉินเหยาไม่สามารถแบกมันได้ นางจึงใช้กิ่งไม้ทำเปลหามแบบง่ายๆ แล้วลากกลับมา


เปลหามนี้ใช้งานได้ดีทีเดียว ฉินเหยาตัดสินใจว่าจะใช้มันขนสัตว์ที่ล่าได้ทั้งหมดในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ลงเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น


บาดแผลบนตัวหมีดำกลิ่นคาวเลือดแรงมากอาจดึงดูดสัตว์ป่าที่กำลังออกล่าตัวอื่นเข้ามาได้ง่าย


แม้การต่อสู้กับหมีดำเมื่อครู่นี้ฉินเหยาจะไม่ได้รับบาดเจ็บใด แต่ก็ทำให้นางสูญเสียแรงกายไปไม่น้อย อีกทั้งวันพรุ่งนี้ยังต้องขนสัตว์ที่ล่าได้เหล่านี้ลงเขาอีก นางจึงต้องรักษาพลังกายไว้ให้ได้มากที่สุดในคืนนี้


ทั้งคืน ป่าไม้รอบๆถ้ำมีเสียงคำรามของสัตว์ป่าลอยมาเป็นระยะ ฉินเหยาไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย นางก่อกองไฟสองกองหน้าถ้ำและคอยเฝ้าระวังตลอดเวลา


เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายที่เข้ามาใกล้ นางจะยิงธนูเตือนออกไปทันที หากสามารถหลีกเลี่ยงการออกจากถ้ำได้ นางก็จะพยายามไม่ออกไป


ในที่สุด นางก็อดทนจนขอบฟ้าปรากฏแสงสีส้มของอรุณรุ่ง


ไม่รอช้า ฉินเหยากินไก่ป่าย่างสองตัวแบบลวกๆ จากนั้นก็มัดหมีดำและสัตว์ที่ล่าได้อื่นๆ ทั้งหมดไว้กับเปลหามแล้วเริ่มเดินลงเขา


นางไม่ได้เดินกลับทางเดิม แต่เลือกอ้อมเทือกเขานี้และมุ่งหน้าไปทางอำเภอไคหยางแทน


หมีดำตัวนี้ใหญ่เกินไปสำหรับตลาดในเมืองใกล้เคียงและนางเองไม่มีแรงพอที่จะแยกมันขายทีละส่วน สู้ไปขายที่ตัวอำเภอซึ่งมีคนมีเงินมากกว่า น่าจะขายได้รวดเร็วกว่า


ตอนขึ้นเขานางมาแบบตัวเปล่า ทำให้เดินได้เร็วมาก


แต่ตอนนี้ นางต้องแบกสัตว์ที่ล่าได้น้ำหนักรวมเกือบแปดร้อยจินแล้วยังต้องเดินลงเนิน ความเร็วของนางจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด


อย่างไรก็ตาม ด้วยความรู้สึกยินดีจากการล่าสำเร็จ ไม่ทันรู้ตัวนางก็เดินออกจากป่ามาจนถึงถนนหลวง


ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้พลบค่ำ


แคว้นเซิ่งไม่มีคำสั่งห้ามออกจากเคหะสถานในยามค่ำคืน แต่จะปิดประตูเมืองเมื่อสิ้นสุดยามโหย่ว (ช่วงเวลา 17.00-19.00น.) ห้ามเข้าออก


ฉินเหยาลากเปลหามที่เต็มไปด้วยสัตว์ที่ล่าได้น้ำหนักมหาศาล เร่งมือเต็มที่จนในที่สุดก็มาถึงอำเภอไคหยางก่อนประตูเมืองจะปิด


การเข้าประตูเมืองต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละหนึ่งเหวิน


ฉินเหยาไม่มีเงินแม้แต่ครึ่งเหวิน นางจึงขายไก่ป่าหนักกว่าสี่จินที่หน้าประตูเมือง ได้เงินมาแปดสิบเหวิน ใช้หนึ่งเหวินจ่ายค่าธรรมเนียมถึงเข้าประตูเมืองได้


ทหารยามที่ประตูเมืองเห็นหมีดำบนเปลหามของนาง สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความไม่อยากเชื่อเป็นอ้าปากค้างด้วยความตกใจ


ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ข่าวว่ามีคนล่าหมีดำได้และเตรียมนำมาขายในเมืองก็แพร่สะพัดไปถึงผู้ดูแลร้านอาหารสองแห่งในเมือง


“เป็นเรื่องจริงหรือ” เถ้าแก่ฟ่านถามด้วยความประหลาดใจ


เสี่ยวเอ้อร์ที่ไปสืบข่าวมารีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “จริงแท้แน่นอนขอรับ ผู้ดูแล ทั้งชีวิตข้าไม่เคยเห็นหมีดำตัวไหนใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อน หัวของมันใหญ่กว่าหัวข้าสองหัวรวมกันเสียอีก ท่านรีบไปเถอะขอรับ ช้ากว่านี้เกรงว่าร้านคู่แข่งจะซื้อไปก่อน!”


เมื่อเถ้าแก่ฟ่านได้ยินว่าร้านคู่แข่งกำลังมุ่งหน้าไปแล้วก็ไม่สนใจความตกตะลึงอีกต่อไป รีบเร่งเดินทางไปยังประตูเมืองทันที


ขณะนั้น ฉินเหยากำลังกินอาหารอยู่ที่แผงขายเกี๊ยวใกล้ประตูเมือง


นางสั่งเกี๊ยวหมูห้าชามรวด ชามละแปดเหวิน วางเงินสี่สิบเหรียญบนโต๊ะของเจ้าของร้านอย่างไม่ลังเลแล้วนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเดียวในร้าน ยกชามเกี๊ยวขึ้นกินอย่างเพลิดเพลิน


เจ้าของร้านต้มเกี๊ยวไม่ทันความเร็วที่นางกิน นางกินรวดเดียวสามชาม ส่วนชามที่สี่ยังอยู่ในหม้อ เจ้าของร้านปาดเหงื่อบนหน้าผากกล่าวขอโทษว่า “ลูกค้าโปรดรอสักครู่ขอรับ กำลังต้มอยู่ กำลังต้มอยู่”


ขณะที่พูด ดวงตาของเขาก็เหลือบมองสัตว์ที่ถูกล่ามาซึ่งกองอยู่ข้างถนนเป็นระยะ


ไก่ป่าสี่ตัว กระรอกสองตัว กวางป่าหนึ่งตัว และเพียงพอนอีกหนึ่งตัว ทั้งหมดนี้ยังมีชีวิต


ในวันธรรมดา การที่เหยื่อที่ถูกล่ามายังมีชีวิตนั้นถือว่าเป็นเรื่องแปลกและพบได้น้อยมาก หากนายพรานถือเหยื่อที่ยังมีชีวิตกลับมาได้ นั่นหมายความว่านายพรานผู้นั้นต้องมีฝีมือโดดเด่นเหนือคนทั่วไปอย่างแน่นอน


แต่ในวันนี้ เหยื่อเป็นเหล่านี้กลับดูธรรมดาไปเสียได้ เพราะข้างๆพวกมันมีหมีดำตัวใหญ่นอนอยู่ด้วย


ที่หน้าท้องและลำคอของหมีตัวนั้นมีรอยมีดอยู่ทั้งสองที่ ใครเล่าจะรู้ว่ารอยไหนเป็นรอยที่ส่งมันไปพบพญายม


เจ้าของร้านนำเกี๊ยวสองชามสุดท้ายมาให้ฉินเหยา ก่อนจะเหลือบมองมีดสั้นที่วางอยู่ข้างมือของนาง


มีดเล่มนี้เก่ามาก ด้านหลังของใบมีดเต็มไปด้วยสนิม พื้นผิวขรุขระไม่เรียบ ส่วนด้ามมีดพันด้วยผ้าขี้ริ้วเก่าๆที่มีคราบสีคล้ำติดอยู่


เพียงมองปราดเดียว เจ้าของร้านก็มั่นใจเลยว่า นั่นคือคราบเลือด!


พอมองไปยังหญิงสาวที่นั่งกินอาหารอย่างสบายๆ มั่นคงอยู่หน้าโต๊ะ เจ้าของร้านก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านางเอาชนะหมีดำตัวนั้นได้อย่างไร


ฉินเหยารู้สึกได้ถึงสายตาของเจ้าของร้าน นางช้อนตาขึ้นจากชามเกี๊ยว นัยน์ตาดำขาวตัดกันชัดเจน บริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปนมองตรงมายังเขา


สายตานั้นไม่เหมือนกำลังมองมนุษย์คนหนึ่ง แต่เหมือนกำลังมองสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ หรืออาจจะเป็นวิญญาณ?


กระดูกสันหลังเจ้าของร้านหนาวเยือกขึ้นอย่างไร้ที่มา รีบก้มหน้าลงหลบสายตา หันหลังไปทำท่าเหมือนกำลังยุ่ง


เมื่อเถ้าแก่ฟ่านมาถึง ฉินเหยาก็กินเกี๊ยวชามที่ห้าเสร็จพอดี ท้องอิ่มไปพอประมาณ ใบหน้าดูพึงพอใจมาก


ตั้งแต่มาอยู่ในโลกใบนี้ นี่เป็นอาหารที่เหมือนอาหารจริงๆที่สุดมื้อแรกของนาง


ว่าแล้ว โลกกว้างใหญ่ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการกินข้าวแล้ว


เมื่ออิ่มท้องแล้ว โลกทั้งใบก็ดูสดใสสวยงามขึ้นทันตา


“แม่นาง หมีดำตัวนี้เจ้าล่ามาเองหรือ” เถ้าแก่ฟ่านถามด้วยความตกตะลึง


เมื่อครู่ฟังเสี่ยวเอ้อร์ในร้านบอกว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งล่าหมีดำมาได้ เขายังไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เมื่อได้มาเห็นตัวจริงก็ต้องเชื่อแล้ว


เมื่อได้ยินมีคนถามถึงหมีดำ ฉินเหยาก็หยิบมีดแล้วลุกขึ้น เดินไปตรงหน้ากองเหยื่อของนางแล้วตอบคำถามชายวัยกลางคนว่า


“ของข้าเอง ท่านต้องการหรือไม่ หากซื้อทั้งตัว ข้าจะลดราคาให้หน่อย”


เถ้าแก่ฟ่านมองฉินเหยาแล้วมองหมีดำอีกครั้ง จากนั้นก็กวาดสายตามองรอบด้านรอบหนึ่ง เมื่อไม่เห็นว่ามีเครื่องมือขนย้ายอย่างรถลาก รถม้าหรือรถเทียมวัวจึงอดถามไม่ได้ว่า


“ของทั้งหมดนี้แม่นางแบกลงมาจากเขาคนเดียวหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเอ่ยขายเหยื่อที่ล่ามาได้ต่อ “สัตว์พวกนี้ยังสดอยู่ หมีดำตัวนี้ข้าเพิ่งฆ่าเมื่อเย็นวาน อากาศก็ไม่ร้อน ทุกอย่างยังคงสภาพดี”


เถ้าแก่ฟ่านถามต่อ “แล้วแม่นางตั้งใจจะขายหมีดำตัวนี้เท่าไรหรือ”


“ท่านจะให้เท่าไรเล่า” ฉินเหยาถามกลับ


นางเพิ่งเข้าเมืองมาก็ถูกกลิ่นเกี๊ยวดึงดูด ด้วยความหิวจึงรีบกินให้อิ่มก่อน ยังไม่ทันได้ถามราคาเหยื่อพวกนี้เลย


เถ้าแก่ฟ่านคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลองเสนอราคาหยั่งเชิง “แปดสิบตำลึง”


ฉินเหยาคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว ตามมาตรฐานการใช้ชีวิตสูงสุดของหมู่บ้านตระกูลหลิว ครอบครัวห้าคนใช้เงินประมาณยี่สิบตำลึงต่อปี ดังนั้นแปดสิบตำลึงจะเท่ากับกินดีอยู่ดีได้ถึงสี่ปี


อืม ก็น่าจะพอใช้ได้แล้ว


ความจริงเนื้อหมีมีราคาไม่สูงมาก แพงกว่าเนื้อหมูเล็กน้อย ประมาณห้าถึงหกสิบเหวินต่อหนึ่งจิน หมีดำตัวนี้หนักเจ็ดร้อยจิน หากเฉลี่ยคร่าวๆเฉพาะเนื้อก็ขายได้ประมาณสี่สิบตำลึง


สิ่งที่มีราคาจริงๆคือหนังหมี ดีหมีและอุ้งตีนหมี สี่สิบตำลึงก็นับว่าไม่เลว


“ตกลง แปดสิบตำลึงขาย!”


ฉินเหยายังใจดีแถมไก่ป่าให้อีกหนึ่งตัว


“ให้ข้าช่วยส่งไปให้ท่านไหม” ฉินเหยาถามพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อร์ยืนมองซากหมีดำอย่างจนปัญญา ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี


ไม่รอคำตอบ นางวางมีดและคันธนูลงบนเปลหาม ก่อนจะยกเปลทั้งหมดขึ้นแล้วพยักหน้าให้เถ้าแก่ฟ่าน ส่งสัญญาณให้เขานำทาง จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปในทันที


เมื่อเห็น ‘หมีดำภูเขา’ แสนหนักอึ้งลอยผ่านหน้าตนเองไป เถ้าแก่ฟ่านก็ตกตะลึงจนคางแทบจะร่วงลงมา


“นี่…นาง…” เถ้าแก่ฟ่านถึงกับพูดไม่ออก


ฉินเหยาตะโกนขึ้นจากด้านหน้า “ไปสิ!” นางรอรับเงินอยู่นะ



จบตอน

Comments