stepmother ep111-120

ตอนที่ 111: กองทัพไร้ผู้นำ


รองนายอำเภอถามว่า “ฉินเหยา เจ้าจะออกเดินทางไปจับหัวหน้าโจรเมื่อใด”


หากเป็นเพียงการตัดศีรษะของหัวหน้าโจร ฉินเหยาจะออกเดินทางเมื่อใดก็ได้


แต่ในฐานะชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง นางทนทุกข์กับโจรภูเขามานานแล้ว!


“ขอถามใต้เท้า ท่านต้องการเพียงศีรษะของหัวหน้าโจรหรือว่าต้องการถอนรากถอนโคนกองโจรภูเขานี้สิ้นซากไปตลอดกาล?”


เมื่อได้ฟังคำถามของฉินเหยา รองนายอำเภอกลับนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะถามว่า “หากต้องการถอนรากถอนโคนแล้วเจ้ามีแผนการยอดเยี่ยมอันใด”


แผนการยอดเยี่ยมรึ


ฉินเหยาก้มหน้าหัวเราะเบาๆก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร “ข้าไม่มีแผนการยอดเยี่ยมใด มีเพียงวรยุทธ์ติดกาย ใช้กำลังเข้าจัดการเท่านั้น!”


ครั้งนี้ หากมีโอกาส นางจะกำจัดภัยร้ายจากโจรภูเขาให้หมดสิ้นไปเสีย จะได้ไม่ต้องกังวลกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เคยเผชิญเมื่อวันสิ้นปีที่ผ่านมาอีก


รองนายอำเภอได้ฟังวาจาใหญ่โตของฉินเหยาก็ขมวดคิ้ว “ใช้กำลังเข้าจัดการ? เจ้าตัวคนเดียว จะปราบพวกมันได้อย่างไร”


แม้แต่ทหารจำนวนมากเพียงนี้ก็ยังไม่สามารถจัดการกับพวกโจรภูเขาที่ลึกลับเหล่านั้นได้เลย


โจรภูเขาอาศัยภูมิประเทศของขุนเขาในการปกปิดร่องรอย แม้บางครั้งจะปรากฏตัว แต่ก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆของพวกมันเท่านั้น


หากหัวหน้าโจรยังลอยนวล ลูกสมุนของมันก็จะเพิ่มขึ้นไม่หยุดแล้วจะกำจัดได้อย่างไร


เมื่อต้นปี ทางการยังต้องแจ้งไปถึงกองทหารประจำมณฑล


แต่สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาในพื้นที่ของพวกเขา อีกทั้งระหว่างขุนนางฝ่ายปกครองระหว่างมณฑลกับอำเภอ ยังมีผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันไม่ลงตัวอีกด้วย


ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายถึงขีดสุดและความไม่พอใจของประชาชนยังไม่ถึงจุดแตกหัก แม้แต่เขา รองนายอำเภอไคหยางก็ได้แต่มองตาปริบๆ


แล้วพ่อค้าแม่ค้าที่ถูกปล้นเล่า


เมื่อกดดันทางการไม่ได้ พวกเขาก็หันไปร่วมมือกับสำนักคุ้มกันภัย


สำนักคุ้มกันภัยเหล่านี้ ยิ่งมีโจรก็ยิ่งได้กำไร หากไร้โจร พวกเขาก็ล่มสลาย


ภายในขอบเขตธุรกิจของพวกเขา ยิ่งมีโจรชุกชุมก็ยิ่งได้กำไรมากขึ้น จนในที่สุดก็เกิดการเอื้อประโยชน์กันในทางลับ


สุดท้ายก็จนปัญญาได้แต่มองดูโจรภูเขาเหล่านี้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น


พวกเขาจึงคิดหาทางออกด้วยการประกาศค่าหัว หวังให้ยอดฝีมือจากเหล่าประชาชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหา


แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ หลังจากประกาศออกไปแล้วกลับไม่มีใครกล้าถอนประกาศค่าหัวเลยแม้แต่คนเดียว


ที่ว่าการอำเภอทำได้เพียงรอให้อักษรบนป้ายประกาศจางลงแล้วเขียนติดประกาศใหม่อีกครั้ง รอคอยความหวังอันเลือนราง


จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันนี้ ฉินเหยาดึงประกาศค่าหัวลงมาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย!


บัดนี้ เมื่อนางกล่าวว่าจะถอนรากถอนโคน รองนายอำเภอรู้สึกหวั่นไหวอยู่ในใจ แต่สีหน้ากลับเคร่งขรึมยิ่ง


เขาเพียงต้องการฟังว่าวิธีของนางนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่


แต่ผลกลับกลายเป็นว่า นางบอกว่าจะใช้กำลังเข้าจัดการ?


นางคนเดียวเนี่ยนะ?


ฉินเหยาหัวเราะเย้ยหยันกวาดสายตามองไปรอบๆ


ทหารทางการที่อยู่ตรงนี้มีเพียงห้าหกคน นอกนั้นก็คอยเฝ้าประตูเมืองหรือไม่ก็หลับใหลอยู่ในคุกที่ว่างเปล่า ฆ่าเวลากันไปวันๆ


นางเอ่ยเสียงดังขึ้น “หรือว่าในที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ไม่มีชายชาตรีสักคนกล้าติดตามข้าไปสังหารโจรภูเขาที่น่ารังเกียจพวกนั้น”


ทหารหลายคนมีสีหน้าไม่พอใจ โมโหที่ถูกฉินเหยาดูถูกจึงพากันเอ่ยประชด


“พวกโจรภูเขามีตั้งร้อยคน ขณะที่ทหารทั้งอำเภอรวมกันมีเพียงสามสิบหกนาย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากเมืองใหญ่ก็ไม่ต่างจากการเอาไข่ไปกระทบกับหินหรอก!”


“ก็แค่กองทัพไร้ผู้นำเท่านั้น” ฉินเหยาโต้กลับ “โจรภูเขาร้อยคนนี้ มีอะไรน่ากลัวกัน”


“แค่จับหัวหน้าโจรได้ เมื่อไร้ผู้นำ พวกมันก็จะไม่สามารถรวมตัวกันได้อีก ย่อมแตกซ่านหนีไปเอง”


“ทหารทางการมีสามสิบหกคน หากติดอาวุธและเครื่องป้องกันให้ครบครันแล้วค่อยๆรุกไล่โจมตี จะยากตรงไหน”


“นี่…” พวกเขากลับรู้สึกว่าวิธีนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น


แต่พอสงบใจคิดให้ดีก็ยังมีความยากอยู่มาก ทหารคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง


“หัวหน้าโจรผู้นั้นไม่ปรากฏตัวง่ายๆ รอบกายยังมีสามยอดฝีมือคอยอารักขา เข้าใกล้ได้ยากยิ่ง”


“จะตัดหัวมันลงมา นับว่ายากเย็นยิ่งนัก”


ฉินเหยายกประกาศค่าหัวในมือขึ้น “ข้าถอนประกาศค่าหัวลงมาแล้วไม่ใช่หรือ พวกท่านก็แค่ช่วยข้าปิดล้อมเส้นทางหลบหนีเท่านั้น”


ฉินเหยาคำนวณแผนการในใจอย่างรวดเร็วแล้วเสริมว่า “เมื่อข้าลงมือ ข้าจะส่งสัญญาณ เมื่อถึงตอนนั้น พอพวกท่านเห็นสัญญาณก็ให้เคลื่อนกำลังพลทั้งหมด เราจะใช้โอกาสนี้กวาดล้างพวกโจรภูเขาให้หมดสิ้น!”


มีอาวุธและเครื่องป้องกันแล้ว แม้จะสู้หนึ่งต่อสามไม่ได้ แต่หนึ่งต่อสองก็ยังพอไหว


แล้วพวกโจรภูเขาเล่ามีอะไร


นอกจากหัวหน้าและพวกมีหน้ามีตาที่มีม้าและดาบดีๆ คนอื่นก็มีแต่เศษเหล็กเก่าๆกองหนึ่ง


บางคนไม่มีแม้แต่อาวุธ ต้องใช้เคียว จอบ หรือไม้ทุบผ้า เมื่อกำลังใจพวกมันพังทลายก็ไม่มีทางสู้ทหารของทางการได้แน่นอน


“พวกท่านมีคนมาก หากเคลื่อนไหวพร้อมกัน พวกโจรจะรู้ตัวแล้วย้ายที่ตั้งก่อน ข้าจะลุยเป็นแนวหน้า จับหัวหน้ามันไว้ก่อน จากนั้นเราจะประสานกำลังทั้งภายในและภายนอก ทำให้การกวาดล้างครั้งนี้เป็นการจบสิ้นภัยร้ายของพวกโจรไปตลอดกาล ท่านรองนายอำเภอเห็นว่าอย่างไร”


ฉินเหยาถามอย่างสุภาพ


รองนายอำเภอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ไท่ซือข้างๆ “เจ้านั่งรอก่อน ข้าไปแล้วจะรีบกลับมา”


เขาต้องไปปรึกษาท่านนายอำเภอ เพื่อดูว่าฝ่ายนั้นคิดเห็นเช่นไร


อย่างไรนายอำเภอก็เป็นคนนอกพื้นที่ เพิ่งมารับตำแหน่งได้ปีเดียวและยังมีอีกสองปีก่อนจะย้าย เขาจะเลือกสร้างผลงานหรือรักษาความสงบไว้ ก็ต้องให้เจ้าตัวตัดสินใจเอง


หากกำจัดโจรภูเขาได้ก็จะได้ทั้งผลงานและได้ใจชาวบ้าน


แต่ขณะเดียวกันก็จะตัดเส้นทางร่ำรวยของใครหลายคน ขัดขวางผลประโยชน์ของคนมากมาย


ว่ากันว่า มังกรต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ยังไม่อาจเหยียบหัวงูเจ้าถิ่น สองปีที่เหลือของเขาอาจเต็มไปด้วยความยากลำบาก


หากฆ่าเพียงหัวหน้าโจรก็จะยังได้ใจชาวบ้านและยังสามารถรักษาสัมพันธ์กับพวกเจ้าถิ่น ช่วงเวลาสองปีที่เหลือก็จะมีทางเลือกในการดำเนินการมากขึ้น


ฉินเหยามองแผ่นหลังของรองนายอำเภอที่รีบร้อนจากไปแล้วแอบหัวเราะเยาะในใจว่าช่างน่าสนใจจริงๆ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้


ผู้ช่วยเองก็ออกไปเช่นกัน ตอนนี้ในห้องโถงจึงเหลือเพียงฉินเหยากับทหารไม่กี่นายที่จ้องกันไปมา


ในใจพวกเขาเองก็กระวนกระวายมาก ทั้งอยากกำจัดภัยร้ายและเป็นวีรบุรุษสักครั้ง แต่ก็กลัวว่าชีวิตจะต้องสูญสิ้นไป เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันมาก


ฉินเหยานั่งรออย่างสงบ ในใจไร้ซึ่งความกังวล


อย่างไรเสีย นางก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะอย่างไรก็ไม่เสียเปรียบ


หากครั้งนี้ไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น อย่างมากนางก็แค่ต้องรับมือกับปัญหาเล็กน้อยในอนาคตเท่านั้น


แต่สำหรับชาวบ้านทั้งอำเภอไคหยาง วันข้างหน้าคงจะทุกข์ยากยิ่งกว่าเดิม


ฉินเหยารออยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม รองนายอำเภอกับผู้ช่วยจึงกลับมา


ฉินเหยาลุกขึ้น ประสานหมัดคารวะแล้วเงยหน้ามองทั้งสองคนเพื่อรอคำตอบ


รองนายอำเภอเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “เจ้าต้องการอะไร ท่านนายอำเภอมีคำสั่งมา หากเจ้าสามารถจับหัวหน้าโจรได้จริง ทหารทั้งอำเภอจะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่ในการปราบปรามโจรภูเขา!”


ผู้ช่วยเสริมขึ้นทันที “ถ้าจะลงมือ ต้องรีบทำก่อนที่พวกโจรจะรู้ข่าวแล้วหนีเข้าป่าลึก มิฉะนั้น ต่อให้เสาะหาอย่างไรก็จะไม่ได้แม้แต่เส้นขนของพวกมัน”


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเข้าใจแล้ว พวกนี้เลือกเดินหมากอย่างระมัดระวัง คอยจับตาดูว่าใครมีโอกาสชนะมากกว่าแล้วค่อยเข้าข้างฝั่งนั้น พูดง่ายๆคือไม่คิดแบกรับความเสี่ยงเลยแม้แต่น้อย


อีกอย่าง ผู้ช่วยพูดเป็นนัยว่าหากจะลงมือต้องรีบทำโดยเร็ว เพราะภายในอำเภอมีคนคอยส่งข่าวให้พวกโจร


ฉินเหยาพยักหน้า นางเข้าใจหมดแล้ว แต่เพื่อความแน่ใจ นางจึงย้ำอีกครั้ง “หากข้านำศีรษะของหัวหน้าโจรกลับมา รางวัลคือหนึ่งร้อยตำลึง ใช่หรือไม่”


ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน ฉินเหยาจึงวางใจ เปิดภาพวาดขึ้นมาดูอีกครั้ง เห็นเพียงใบหน้าของชายที่ดูดุดันราวอสูรร้าย ก็ไม่รู้ว่าจะตรงกับตัวจริงหรือไม่


เพื่อความรอบคอบ นางยกภาพวาดขึ้นถามผู้ช่วยที่เป็นคนวาดว่า “คนในภาพนี้เหมือนตัวจริงหรือไม่”


ผู้ช่วยกระแอมสองครั้ง ก่อนตอบอย่างกระอักกระอ่วน “ก็คล้ายอยู่หกถึงเจ็ดส่วนกระมัง”


ที่จริงแล้ว ไม่มีใครเคยเห็นหน้าหัวหน้าโจรจริงๆ ภาพนี้เป็นเพียงการวาดตามคำบรรยายของลูกสมุนที่ถูกจับมาเท่านั้น


ฉินเหยา “…”


ช่างเถอะ เพื่อให้มั่นใจว่าหนึ่งร้อยตำลึงจะไม่หลุดมือ ถึงตอนนั้นค่อยตัดมาหลายๆหัวเผื่อเลือก อย่างไรก็ต้องมีที่ถูกต้องสักหัวแหละ!


ตอนที่ 112: บุกเดี่ยวเข้าไปในแดนศัตรู


ฉินเหยาไปขอยืมม้าตัวหนึ่งจากเพิงพักม้าในอำเภอและขอพลุสัญญาณสองลูกจากทหาร พลุนี้เป็นชนิดพุ่งทะยานขึ้นฟ้า เมื่อจุดติดจะพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ส่องแสงแดงจ้าและเกิดเสียงดังสนั่น


นางให้รองนายอำเภอเตรียมคนไว้ให้พร้อม พอตกเย็น ให้อาศัยแสงสุดท้ายของอาทิตย์ก่อนลับฟ้า รีบมุ่งหน้าไปยังภูเขาอวี๋ฮว่าที่ซึ่งพวกโจรภูเขากบดานอยู่ จากนั้นคอยสัญญาณเคลื่อนพลจากนาง


ตามหลักแล้ว คนในที่ว่าการอำเภอไม่น่าจะยอมทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ แต่ก่อนที่ฉินเหยาจะจากไป นางยกสิงโตหินหน้าที่ว่าการอำเภอขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว


ภาพที่เห็นนั้นน่าตกตะลึงอย่างยิ่ง ทำเอาพวกทหารทั้งที่ว่าการอำเภอเลือดลมพลุ่งพล่านราวกับได้รับแรงกระตุ้นอย่างรุนแรง คิดอยากจะตามนางไปเสียเดี๋ยวนั้น ทุ่มเททั้งชีวิต กำจัดพวกโจรภูเขาให้สิ้นซาก!


ฉินเหยาขึ้นขี่ม้าควบออกจากเมืองไปตลอดทาง แต่แทนที่จะมุ่งไปภูเขาอวี๋ฮว่า นางกลับไปที่บ้าน


ระยะทางที่เดินเท้าถึงห้าชั่วโมง แต่ขี่ม้ากลับใช้เพียงชั่วโมงครึ่ง ทำเอาฉินเหยารู้สึกอิจฉาจนแอบตัดสินใจในใจว่า หากได้รับเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงมาเมื่อไหร่ จะต้องซื้อม้าเร็วตัวหนึ่งมาไว้ใช้จะได้เดินทางสะดวก


นางกลับมาอย่างกะทันหัน แถมยังขี่ม้ามาด้วย ขณะที่ควบผ่านหมู่บ้านก็ดึงดูดความสนใจของชาวบ้านตระกูลหลิวทั้งหลาย


จินเป่าที่กำลังเล่นอยู่ข้างบ่อน้ำของหมู่บ้าน รีบวิ่งกลับบ้านมาตะโกนว่า “ท่านปู่! ท่านย่า! อาสะใภ้สามขี่ม้ากลับมาแล้ว!”


หลังจากรายงานเสร็จ เขาก็หันไปวิ่งตรงไปบ้านของอาสามของตน แต่ยังไม่ทันถึงริมน้ำก็เห็นฉินเหยาหยิบธนูและดาบใหญ่ออกมา ควบม้าพุ่งออกไปอีกครั้ง


จินเป่าแทบจะร้องเรียกได้แค่อาสะใภ้สามเท่านั้น หนึ่งคนหนึ่งม้าก็พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งตลบ ทำเอาจินเป่าสำลักฝุ่นจนต้องรีบยกมือปิดหน้า


“ท่านปู่! ท่านย่า! อาสะใภ้สามควบม้าไปอีกแล้ว!”


เด็กน้อยเพิ่งวิ่งออกไปไม่ถึงห้านาทีก็รีบวิ่งกลับบ้านมาอีกครั้งแล้วรายงานแก่ทุกคนในเรือนเก่าตระกูลหลิว


นางจางและนางเหอกำลังจะออกไปดูอยู่พอดี พอได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันไปพร้อมกัน ต่างคิดว่าอาสะใภ้สามของเขาจะทำอะไรกันแน่


ฉินเหยามาอย่างเร่งรีบและจากไปอย่างเร่งด่วน นางกลับบ้านมาเอาอาวุธแล้วกล่าวกำชับพวกต้าหลางสี่คนพี่น้องที่อยู่ในโรงโม่และควบม้าจากไป


จนกระทั่งต้าหลางสี่คนพี่น้องยังคิดว่าตัวเองตาฝาด จินตนาการไปเองว่าแม่เลี้ยงขี่ม้าผ่านหน้าไป พากันยืนนิ่งด้วยความงุนงงอยู่ครู่ใหญ่


จนกระทั่งนางจางกับจินเป่ามาถาม พวกเขาถึงได้สติว่า แม่เลี้ยงกลับมาจริงๆ


“ท่านแม่ของพวกเจ้ามาแล้วก็ไปอีก เกิดเรื่องอะไรขึ้นในเมืองหรือไม่” นางจางถามด้วยความเป็นห่วง


พวกบุรุษออกไปขนหินมาทำหินโม่ ที่บ้านจึงเหลือเพียงพวกสตรี


อีกอย่าง ฉินเหยาไปส่งหลิวจี้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาในเมือง พวกนางจึงกังวลว่าการสมัครเรียนอาจไม่ราบรื่นจึงรีบมาถามข่าว


ซานหลางกับซื่อเหนียงยังมึนงง ได้แต่บอกว่า “ท่านแม่บอกว่านางมีธุระจะกลับมาช้าสองวัน ให้พวกข้าไปกินข้าวที่เรือนเก่ากับท่านปู่ท่านย่าก่อน”


เอ้อร์หลางมีสติกว่าหน่อยจึงได้ยินอีกประโยคเพิ่มมา “ท่านแม่บอกว่านางไปหาเงินก้อนโต”


“เงินก้อนโตอะไร” นางเหอใจเต้นโครมคราม ชาวบ้านธรรมดาจะหาเงินก้อนโตได้จากที่ไหนหรือว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี


นางจางถลึงตาใส่นางเหอให้อีกฝ่ายหุบปากอย่าพูดจาเหลวไหล


นางเหอเก้อเขินจนลูบจมูกเบาๆ ก่อนจะหันไปถามต้าหลางว่า “ท่านแม่ของเจ้าบอกไหมว่ามันเรื่องอะไรกัน แล้วม้าตัวนั้นได้มาจากไหน”


ม้ามีค่ามากกว่าวัว ชาวบ้านทั่วไปไม่มีปัญญาเลี้ยงได้ หากไม่ใช่ของทางการก็คงเป็นของพวกเศรษฐี


ต้าหลางส่ายหัว บอกเพียงว่าไม่รู้ ไม่แน่ใจ


แต่เขารู้แน่เพียงอย่างเดียว นั่นคือท่านแม่พกอาวุธออกไปด้วย แค่คิดก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา


แต่ต้าหลางไม่ได้พูดออกมา เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เหล่าพี่น้องว่าอย่าพูดเรื่องนี้


แต่ในเมื่อแม่เลี้ยงจะยังไม่กลับมาอีกหลายวัน พวกเขาก็ต้องไปพึ่งเรือนเก่าก่อน


นางจางก็นึกขึ้นได้เช่นกัน นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกำชับให้พี่น้องทั้งสี่เก็บกล่องเงินจากโรงโม่ตอนเย็นแล้วมากินข้าวที่บ้าน จากนั้นจะให้ลูกชายคนเล็กไปดูแลเด็กๆที่บ้านของฉินเหยาในตอนกลางคืน


เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน แม้แต่ฉินเหยาก็ไม่คิดว่าวันนี้ตนจะมีเรื่องใหญ่ต้องทำ นางทำได้เพียงรออธิบายภายหลังเมื่อกลับมาแล้ว


นางพกอาวุธติดตัว มุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาอวี๋ฮว่า


สถานที่แห่งนี้อยู่ทางตอนใต้ของอำเภอไคหยาง เป็นหนึ่งในยอดเขาของเทือกเขาใหญ่ ปกติมีทางเข้าทางเดียว ส่วนด้านหลังเป็นหน้าผาสูงชัน ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้


ดังนั้น ทุกครั้งที่ทางการคิดจะล้อมปราบมักเผยความเคลื่อนไหวออกไปก่อนเสมอ


พวกโจรภูเขาใช้ทั้งเทือกเขาเป็นที่กำบัง หากพวกมันถอยลึกเข้าไปในป่าแล้วก็ยากที่จะตามหาเจอ


นอกจากนี้ ในภูเขาลึกมีทั้งอาหารและน้ำดื่มไม่ขาด การจะใช้วิธีปิดล้อมให้พวกมันอดตายจึงเป็นไปไม่ได้เลย


กลับกัน ฝ่ายทางการเพราะไม่คุ้นชินกับภูมิประเทศและเตรียมการมาไม่ดี ปิดล้อมได้เต็มที่เพียงสามวันก็ต้องถอยแล้ว


นี่ถือว่ายังเป็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างดี หากโชคร้ายกว่านี้ หัวหน้าโจรเกิดสนุกขึ้นมา นำกำลังลอบตีโอบด้านหลังทหารทางการก็จะเกิดการสู้รบนองเลือดอย่างแน่นอน


แต่ตอนนี้ ฉินเหยาเพียงคนเดียวกลับไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้


ช่วงหัวค่ำ ฉินเหยาแอบเข้าไปยังด้านหลังของภูเขาอวี๋ฮว่าแล้ว


ตามแผนของนาง คือต้องหาหัวหน้าโจรให้เจอโดยเร็ว จากนั้นจะลงมือช่วงรุ่งสาง


พอถึงเช้า ทหารทางการก็จะมาถึงค่ายโจรพอดี ไม่ต้องกังวลเรื่องความมืดและภูมิประเทศ สามารถแสดงศักยภาพการรบออกมาได้อย่างเต็มที่


เส้นทางขึ้นภูเขาอวี๋ฮว่าด้านหน้า ไม่ว่าจะเป็นทางเดินบนเขาหรือปากหุบเขาล้วนมีพวกโจรภูเขาเฝ้าอยู่ พวกมันยึดครองพื้นที่สูงจึงมองเห็นผู้บุกรุกได้ง่าย


แต่ช่วงหัวค่ำ เป็นเวลาที่พวกมันกำลังกินข้าวเย็นย่อมหย่อนยานลงหลายส่วน


ฉินเหยาอาศัยจังหวะนี้ อ้อมผ่านพวกโจรที่เฝ้ายาม แทรกซึมเข้าไปทางด้านข้างของภูเขาอวี๋ฮว่า


สถานที่ตั้งของค่ายโจรนั้นหาได้ไม่ยาก เพราะคนจำนวนมากต้องกินต้องดื่ม ค่ายของพวกมันจึงไม่น่าจะอยู่ไกลจากแหล่งน้ำมากนัก


ฉินเหยาหาตามเส้นทางของแหล่งน้ำไปได้ไม่นานก็เริ่มได้ยินเสียงผู้คน


ตอนที่ 113: สุดยอดนักล้างสมอง


ฉินเหยาหยิบประกาศค่าหัวที่อยู่ในอกเสื้อออกมา สายตามองเทียบไปมาระหว่างบุคคลที่ยืนอยู่บนลานกับภาพวาด สิ่งเดียวที่ตรงกันก็คือ แววตาที่เหี้ยมเกรียมเหมือนกันไม่มีผิด


แววตาเช่นนั้น ฉินเหยาคุ้นเคยดี ส่วนมากจะปรากฏในตัวพวกที่เกิดมาพร้อมจิตใจโหดเหี้ยมหรือไม่ก็เป็นอาชญากรร้ายแรง


คนประเภทนี้โหดเหี้ยมถึงที่สุด ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ ฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย


กลับกัน พวกมันยิ่งฆ่ายิ่งตื่นเต้น มีความสุข รู้สึกประสบความสำเร็จหลังจากการฆ่า


โดยปกติเป็นพวกที่อยู่ตามชายขอบสังคมหรือเป็นพวกที่เก่งเรื่องการเสแสร้ง เห็นคนเป็นแค่หนูทดลอง ไม่หวาดกลัวต่อความตาย


หากถูกจับได้ พวกมันจะยอมรับผิดอย่างหน้าตาเฉยทั้งยังจะเล่าแผนการของตัวเองออกมาอย่างละเอียด เพื่ออวดความสามารถของตนและเย้ยหยันความไร้สามารถของทางการ


คนพวกนี้มักมีผู้ติดตามไร้สมองอยู่มากมาย พวกนั้นจะเห็นด้วยกับความคิดของมัน คิดว่าตัวเองมีเอกลักษณ์ พิเศษกว่าคนทั่วไป


สามยอดฝีมือที่ติดตามหัวหน้าโจรนั้นก็เป็นพวกคลั่งไคล้ไร้สมองแบบนั้น


กลุ่มโจรที่กลับมาช้ากว่าปกติ ไม่เพียงแต่ไม่ได้ของติดมือกลับมา ยังเสียคนไปสองคนและม้าสามตัว


พวกมันทั้งหมดมียี่สิบคน เดิมทีตั้งใจจะปล้นกองคาราวานขนาดใหญ่ แต่โชคร้าย คาราวานฝั่งตรงข้ามเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วจึงจ้างสำนักคุ้มกันภัยที่เก่งที่สุดในอำเภอมาอารักขา


ทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณลับถามกันหลายครั้ง แต่ไม่ตรงกันสักข้อ พอพูดกันไม่รู้เรื่องก็จำต้องเปิดฉากสู้


เมื่อฝ่ายคาราวานมีจำนวนมากกว่า โจรภูเขาย่อมไม่อาจได้เปรียบ พอเริ่มต่อสู้ หัวหน้าเห็นท่าไม่ดีจึงตั้งใจจะถอนตัว แต่ความโลภกลับเข้าครอบงำจึงคิดจะแย่งสินค้าไปบางส่วนก่อน ทำให้กองคาราวานตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ต้องทิ้งพี่น้องสองคนและม้าสามตัวไป


กองคาราวานเน้นปกป้องทรัพย์สินจึงไม่ไล่ตามโจร พวกมันจึงหนีกลับมาได้


ระหว่างทางกลับ เมื่อคิดถึงโทษที่รออยู่ พี่น้องหลายคนก็ถึงกับอยากหนีไปให้พ้นๆ


แต่หัวหน้ากลุ่มหัวเราะเสียงเย็น “หนีหรือ หนีวันนี้แล้วจะหนีไปได้ตลอดหรือ”


หากหนีก็ต้องตายแน่ แต่หากไม่หนี อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสรอด


ดังนั้น พวกมันจึงกลับมาด้วยสภาพมอมแมม แต่ละคนถอดเสื้อออก คุกเข่าหน้าถ้ำ รอฟังคำสั่งจากเสี่ยงหวัง


บุคคลที่คาดว่าน่าจะเป็นเสี่ยงหวังเดินออกจากถ้ำ เขาสวมชุดราวกับนักปราชญ์ รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา


ในอ้อมแขนโอบหญิงสาวรูปโฉมเย้ายวนนางหนึ่ง ส่วนด้านข้าง มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำสามคนติดตาม


แค่เห็นชายสามคนนี้ก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งใจแล้ว


“เสียคนไปสอง ม้าสามตัว รวมเป็นโทษห้าหวายห้านิ้ว พวกเจ้าไปตกลงกันเองแล้วออกมารับโทษ”


เสี่ยงหวังในชุดนักปราชญ์มีสีหน้าจนใจคล้ายไม่อยากลงโทษพวกมัน แต่เพราะกฎจึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้


สามยอดฝีมือข้างกายเขาก้าวขึ้นมาทันที ชิ้ง! เขาชักดาบและแส้ออกมา หนึ่งในนั้นพูดด้วยความโกรธว่า


“ท่านราชาปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างดี มีเงินก็แบ่งให้ มีสตรีก็ร่วมหลับนอน สุราดีๆก็แบ่งให้พวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับไม่รู้สำนึก ทำม้าของท่านหาย แถมยังทำให้พี่น้องของเราตายไปอีก พวกเจ้าไม่ละอายใจบ้างหรือ!?”


หัวหน้ากลุ่มรีบก้มศีรษะลง คุกเข่าแล้วคลานสองก้าวไปยังเท้าของเสี่ยงหวัง “ขอบคุณเสี่ยงหวังที่เมตตา!”


โทษห้าหวายห้านิ้วหมายถึงฟาดด้วยแส้ห้าครั้งและตัดนิ้วห้านิ้ว พวกมันกลับมาได้สิบแปดคน ใช้เพียงสิบคนก็พอสำหรับรับโทษ


เมื่อเทียบกับกลุ่มที่เคยถูกลงโทษก่อนหน้านี้ โทษนี้ถือว่าเบามากแล้ว


หัวหน้ากลุ่มเข้าใจว่านี่เป็นเพราะเขาเคยสร้างผลงานมาก่อนจึงได้รับการผ่อนปรน


เมื่อนึกได้ว่าตัวเองยังมีความสำคัญต่อเสี่ยงหวัง เขาก็แอบโล่งใจเล็กน้อย ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา มองเสี่ยงหวังด้วยความนับถือ “ข้าน้อยยินดีรับโทษ หนึ่งหวาย หนึ่งนิ้ว!”


เสี่ยงหวังพยักหน้าชื่นชม “ข้าดูเจ้าไม่ผิดจริงๆ สมเป็นชายชาตรี”


พูดจบ เขาก็หันหลังให้ เล่นปิ่นปักผมของหญิงสาวในอ้อมแขน ไม่เหลือบมองฉากนองเลือดตรงหน้า


ไม่นาน หน้าถ้ำก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน นิ้วมือห้านิ้วนั้นถูกสามยอดฝีมือเก็บขึ้นมาถือไว้แล้วนำไปวางตรงหน้าเสี่ยงหวัง


หญิงสาวในอ้อมแขนของเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขบฟันแน่นไม่กล้าพูดอะไร สีหน้าที่ฝืนยิ้มมาโดยตลอดก็ไม่อาจยิ้มออกอีกต่อไป


“เจ้ากลัวหรือ” เสี่ยงหวังแสร้งถามด้วยความเป็นห่วง


หญิงสาวส่ายหน้า หันหน้าหนีไปทางอื่น แต่กลับถูกมือของชายหนุ่มบังคับให้หันกลับมา ให้นางเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าชัดๆ


เมื่อตกอยู่ในความหวาดกลัวถึงขีดสุด สีหน้าของหญิงสาวก็ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว


“น่าเกลียดจริง!” เสี่ยงหวังหัวเราะเยาะเสียงเย็น คว้าคอหญิงสาวขึ้นมาแล้วเหวี่ยงออกไป “ให้เจ้าแล้วกัน!”


หัวหน้ากลุ่มที่กำลังเหงื่อท่วมร่างเพราะความเจ็บปวดจากนิ้วที่ถูกตัดรีบยื่นมือไปรับพลางลากหญิงสาวที่กำลังหวาดกลัวถึงขีดสุดไปยังเพิงพัก


ก่อนจากไป เขายังเอ่ยขอบคุณเสี่ยงหวังด้วยความซาบซึ้งราวกับได้รับพระคุณมหาศาลพร้อมให้คำมั่นว่าจะนำเงินทองและหญิงสาวกลับมาให้มากกว่าเดิม


หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือสุดเสียง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงหัวเราะ พวกโจรภูเขาพากันเย้ยหยันว่านางช่างไร้เดียงสาเสียจริง คิดจะร้องขอความช่วยเหลือในรังโจร


ทว่า เสียงร้องขอความช่วยเหลือเหล่านั้น ดันมีคนได้ยินเข้าพอดี


ฉินเหยาขมวดคิ้ว เจ้าหัวหน้าโจรนี่รู้วิธีล้างสมองคนได้ดีจริงๆ ทำให้พวกโง่เง่าพวกนี้เชื่อฟังจนหัวปักหัวปำ


นางพับประกาศค่าหัวเก็บใส่อก ใช้ความมืดของราตรีเป็นฉากกำบัง ลอบเข้าไปยังเพิงพักต้นไม้ราวกับภูตผี


หญิงสาวขดตัวอยู่ในเพิงพักอันมืดมิด พึมพำไม่หยุด “พี่ใหญ่ ท่านปล่อยข้าไปเถอะ บิดาของข้ามีเงิน มีเงินมากมาย ท่านใช้ข้าไปแลกเงินดีหรือไม่”


หัวหน้ากลุ่มที่กำลังพันแผลที่นิ้วตนเองหัวเราะเยาะเย้ย “บิดาของเจ้าไม่มีทางยอมสละเงินทองมาไถ่ตัวบุตรสาวไร้ค่านางหนึ่งหรอก หากเจ้ายอมปรนนิบัติข้าดีๆ ข้าจะหาคนดีๆมาซื้อเจ้าไป ไม่เช่นนั้น…ก็จะขายเจ้าเข้าซ่องไปเสีย!”


พูดจบ เขาก็หัวเราะเย้ยเสียงต่ำ “ท่านราชาช่างสมกับเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ เจ้างามขนาดนี้เขายังมองข้าม อย่างนี้ก็เข้าทางข้าแล้ว…”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หัวใจหญิงสาวก็ยิ่งจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง นางสงบลงราวกับล้มเลิกความคิดที่จะได้มีชีวิตรอดออกไปจากรังโจรนี้แล้ว


สีของราตรีเข้มขึ้นเรื่อยๆ คนข้างนอกเพิงต้นไม้ไม่ได้ยินเสียงที่พวกมันคาดหวังจึงส่งเสียงแซวเร่งเร้าว่า


“คืนนี้จะเข้าหอหรือไม่ หากเจ้าไม่ลงมือ พวกพี่น้องจะช่วยเจ้าเอง!”


หญิงสาวที่ขดตัวอยู่ได้ยินคำนี้ก็ตกใจสุดขีด รีบเงยหน้าขึ้นมองเงาดำที่ปรากฏตรงปากเพิงพัก


ชายที่บาดเจ็บพันแผลเสร็จแล้ว เขาตะโกนสวนกลับไปว่า “ไปให้พ้น! ฝันไปเถอะพวกเจ้า!”


จากนั้น เขาก็หันกลับมามองนาง


แม้ภายในเพิงพักจะมืดสนิท แต่นางกลับมองเห็นประกายอำมหิตในดวงตาของชายผู้นั้นผ่านความมืด


กลิ่นเหม็นของสมุนไพรและเลือดลอยมาใกล้ หญิงสาวกรีดร้องแล้วพลิกร่างลงกับพื้น นางยังไม่ยอมแพ้ ยังคงพยายามดิ้นรนอีกครั้งเพื่อเอาตัวรอด


แต่น่าเสียดาย มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าข้อเท้าของนางเอาไว้แน่นแล้วลากนางกลับมา


ก้อนหินขูดแผ่นหลังนางจนปรากฏรอยเลือด แต่นางไม่มีเวลาสนใจ ใช้สองมือคลำหาสิ่งใดก็ได้ที่ใช้เป็นอาวุธได้


แต่เพราะกำลังต่างกันเกินไป นางเพิ่งคว้าก้อนหินได้หินในมือก็ถูกเตะกระเด็นไปเสียก่อน เพียะ! ฝ่ามือตบเข้าที่หน้านางเต็มแรงจนสมองมึนงงไปหมด


พวกที่อยู่นอกเพิงพักได้ยินเสียงอึกทึกด้านในก็หัวเราะลั่น


พอเสียงเงียบไป คนข้างนอกจึงคิดว่าเรื่องสำเร็จแล้วจึงสลายตัวไป บ้างก็ดื่มเหล้า บ้างก็เล่นพนัน


ขณะที่ภายในเพิงพัก ชายคนนั้นรู้สึกได้ถึงคมดาบเย็นเยียบจ่ออยู่ที่ลำคอ เขาพลันกลั้นหายใจในทันที


ตอนที่ 114: ช่วงเวลาสังหาร


หญิงสาวในเพิงพักใช้เวลาประมาณสองนาทีถึงรู้ตัวว่าตนรอดแล้ว


ตรงหน้ามีเงาดำเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง เงานั้นยืนย้อนแสงไฟที่ส่องมาจากด้านนอกทำให้มองเห็นเพียงโครงร่างเลือนราง แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง


กริชเล่มหนึ่งถูกโยนมา


“ฆ่ามันแล้วข้าจะพาเจ้าออกจากรังโจรนี้” ฉินเหยากล่าวเสียงต่ำ


ไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งโดยสมบูรณ์ ไม่มีตัวเลือกที่สอง


มีเพียงหญิงสาวลงมือสังหารโจรด้วยมือตัวเอง พวกนางจึงจะถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันและลดโอกาสที่หญิงสาวจะเปลี่ยนใจมาหักหลังตน


เป็นสตรีอย่างนั้นหรือ!


หญิงสาวที่นอนอยู่กับพื้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง อยากถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่กลับได้ยินเสียง ชู่ ก่อนและสัมผัสถึงไอสังหารอันเยียบเย็น นางจึงเงียบลงโดยไม่รู้ตัว


นางคลำหา หยิบกริชขึ้นมาแล้วดึงออกจากฝัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆสองมือกุมด้ามกริชแน่นแล้วแทงเข้ากลางอกของชายผู้นั้น!


แค่ครั้งเดียวไม่พอ นางแทงซ้ำอีกครั้ง


ฉินเหยาใช้มือปิดปากชายคนนั้นไว้ก่อนจึงไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา


“พอแล้ว”


เห็นหญิงสาวกำลังจะลงมือเป็นครั้งที่สาม ฉินเหยาจึงสั่งให้หยุด


คนนั้นตายสนิทแล้ว หากปล่อยให้เลือดไหลมากไปจะดึงดูดความสนใจของคนอื่น


โชคดีที่ชายคนนี้เพิ่งถูกตัดนิ้วไปวันนี้ กลิ่นเลือดในเพิงพักจึงไม่ใช่เรื่องแปลก


“เจ้าเป็นใคร” หญิงสาวถามเสียงสั่น ขณะกำกริชไว้แน่น


ความหวาดกลัวถึงขีดสุดทำให้นางไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของการฆ่าคนครั้งแรก หัวใจเต้นรัวจนเหมือนกลองกระหน่ำ นางเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรและต้องทำอะไรต่อ


ดังนั้น ทุกคำพูดของฉินเหยาในตอนนี้ สำหรับนางแล้วไม่ต่างจากคำสั่งของโปรแกรม ฉินเหยาพูดอะไร นางก็ทำตาม


ฉินเหยาไม่ตอบคำถามของนาง แต่ถามกลับแทน “เจ้าชื่ออะไร”


หญิงสาวตอบ “อินเยว่”


“เจ้ารู้ว่าเสี่ยงหวังคือคนไหนหรือไม่”


“อืม”


“คือชายในชุดนักปราชญ์ที่เพิ่งโยนเจ้ามาให้คนผู้นี้หรือ”


“ใช่”


“สามคนนั้นคือสามยอดฝีมือ?”


“ใช่”


“รู้ไหมว่าพวกมันนอนที่ไหน”


“ทั้งหมดอยู่ในถ้ำ มีแค่พวกเขาสี่คนที่ได้นอนในนั้น สามยอดฝีมือเก่งมาก คนหนึ่งจะนอนลืมตา หูไวมาก เสี่ยงหวังมักให้เขาเฝ้ายาม”


ฉินเหยาเลิกคิ้ว หญิงสาวพูดข้อมูลออกมามากขนาดนี้ ดูเหมือนจะเริ่มได้สติแล้ว


ภายในเพิงพักมืดมาก ฉินเหยามองไม่เห็นสีหน้าของหญิงสาวชัดเจน แต่สัมผัสได้ว่านางกำลังสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ


“อย่ากลัว ข้าไม่ฆ่าเจ้า ข้อมูลที่เจ้าเพิ่งให้มา ถือเป็นค่าตอบแทนที่ข้าจะช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่”


พูดจบ นางก็ลากศพที่อยู่ข้างเท้าไปวางพิงไว้ที่มุมห้อง จัดท่าให้ดูเหมือนคนนอนหลับ


จากนั้นก็นั่งลงข้างประตูเพิงพัก


อินเยว่ถาม “เจ้าจะฆ่าเสี่ยงหวังหรือ”


ฉินเหยาไม่ตอบเพียงยื่นมือออกไปเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายคืนกริชเล่มนั้นมา


“ข้า… ข้าขอถือไว้อีกหน่อยได้หรือไม่ ข้ายังไม่มีอาวุธป้องกันตัว กริชเล่มนี้…”


“คืนมา!” ไม่รอให้อินเยว่พูดจบ ฉินเหยาก็คว้ากริชกลับมาเช็ดเลือดให้สะอาด ก่อนเหน็บไว้ที่เอว


ภายในเพิงพักเงียบสงัด อินเยว่พยายามฝืนตัวเองไม่ให้หลับ


การรอคอยยาวนาน แต่ฉินเหยาคุ้นชินกับมันแล้ว


พวกโจรภูเขาไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนนอกปะปนอยู่ในหมู่พวกมัน


ฉินเหยานั่งอยู่ริมเพิงพัก มองดูพวกมันดื่มกินจนเมามายและหมดสติไปเอง


กองไฟในค่ายค่อยๆ มอดลง เสียงกรนดังระงมไปทั่ว


ภายในถ้ำมีแสงไฟริบหรี่ เงาของชายร่างใหญ่เดินไปมาที่ปากถ้ำ ก่อนจะหาวเสียงดัง เอนตัวพิงหน้าผาแล้วหลับตา


แต่จากจังหวะการหายใจของอีกฝ่าย ฉินเหยารู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ได้หลับจริง


ไม่เป็นไร นางจะทำให้เขาหลับไปตลอดกาลเอง


ก้อนเมฆดำบดบังแสงจันทร์ รุ่งสางใกล้เข้ามา ช่วงเวลาล่าสังหารได้เริ่มขึ้นแล้ว!


ฉินเหยาเดินออกจากเพิงพักอย่างไม่เกรงกลัว คนเฝ้าปากถ้ำเป็นเหมือนที่อินเยว่บอก เขาหูไวมาก พอได้ยินเสียงก็ตื่นขึ้นทันที หันขวับมองมา


ฟิ้ว! ลูกธนูพุ่งทะลวงผ่านอากาศ แรงมหาศาลเสียบทะลุคอหอยของเขาทันที


“อึก!” เสียงร้องสุดท้ายดังขึ้น ก่อนร่างนั้นจะทรุดลง


ฉินเหยาห้อตะบึงมายืนที่หน้าถ้ำ ใช้แสงไฟจากด้านในกวาดมองสามร่างที่หลับอยู่บนเตียงไม้ไผ่ด้านใน


นางก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว เดินผ่านคนที่ใกล้สุด ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันลืมตาตื่น นางก็ชักกริชออกมาแล้วปักเข้าที่ลำคอ


พอชักกริชออก เลือดสดๆก็พุ่งทะลัก ฉินเหยาเคลื่อนตัวไปยังเตียงถัดไปแล้ว


ชายคนนี้มีปฏิกิริยาที่รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ มันดีดตัวลุกขึ้นหลบกริชของนางพร้อมคว้าดาบข้างเตียงขึ้นฟันใส่ฉินเหยา


แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพละกำลังอันมหาศาล การต่อต้านนี้แทบจะไร้ค่า


สายธนูของฉินเหยาเฉียดผ่านคมดาบแล้วรัดแขนกำยำท่อนนั้นเอาไว้ ก่อนจะกดลงไปแรงๆ ทำให้อีกฝ่ายจำต้องปล่อยให้ดาบร่วงตกลงบนพื้น


ฉินเหยาชักดาบยาวในมือขวาขึ้นแล้วฟันลงไปในฉับเดียว! ศีรษะมนุษย์ก็กลิ้งตกลงบนพื้น!


“ผู้ใด…!?”


เสี่ยงหวังสะดุ้งลุกขึ้นนั่งจากเตียงไม้ไผ่ เสียงเพิ่งเปล่งออกมา ฉินเหยาก็กระโจนเข้าหา เหยียบอีกฝ่ายลงไปกับพื้น ใช้คันธนูในมือซ้ายรัดลำคอเขาไว้ ก่อนที่มือขวาจะฟาดดาบลงไปเต็มแรง!


โลหิตพุ่งกระเซ็นใส่หน้าฉินเหยา นางใช้หลังมือที่ถือดาบเช็ดละอองเลือดออก หยิบหัวสองหัวขึ้นมา แล้วจัดการตัดที่เหลือให้ครบสี่หัว มัดรวมใส่ไว้ในชุดนักปราชญ์ของเสี่ยงหวัง จากนั้นรีบวิ่งออกไปทันที


นางวิ่งสุดกำลังไปหาอินเยว่ กระชากนางขึ้นแล้วพากันมุดเข้าไปในป่าข้างทาง ขณะที่ในค่ายโจรยังไม่มีใครรู้เลยว่าเสี่ยงหวังกับสามยอดฝีมือไปเฝ้ายมบาลแล้ว


ฉินเหยาลากอินเยว่ไปจนถึงยอดเขา ก่อนจะหันกลับไปมองค่ายที่อยู่หน้าปากถ้ำบริเวณเชิงเขา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ


นางวางห่อผ้าที่หนักอึ้งลง หยิบพลุสัญญาณออกจากอกเสื้อแล้วยิงขึ้นไปติดกันสองลูก


ปัง! ปัง! เสียงดังสนั่นดังจากยอดภูเขาอวี๋ฮว่า กลางท้องฟ้าก่อนรุ่งสางปรากฏพลุสองลูกส่องแสงสีแดงสว่างโชติช่วง


ที่เชิงเขา รองนายอำเภอที่กำลังจะหลับสะดุ้งตื่นขึ้นทันที เมื่อเงยหน้ามองฟ้าเห็นแสงสีแดงจ้า หัวใจก็ทั้งตื่นตกใจทั้งยินดี


ตื่นตกใจที่ฉินเหยาทำสำเร็จได้ตรงตามแผน


ยินดีที่เสี่ยงหวังตายแล้ว ที่ว่าการอำเภอได้สร้างผลงานแล้ว!


“ตื่น! ทุกคนตื่นเดี๋ยวนี้!”


ทหารเวรรีบปลุกทุกคนขึ้นมา ทหารทั้งหมดสามสิบหกนายบุกขึ้นไปบนภูเขาอวี๋ฮว่าด้วยท่าทีฮึกเฮิมราวกับถูกฉีดเลือดไก่อย่างนั้น


ในค่ายโจร พวกโจรเองก็สังเกตเห็นพลุสัญญาณที่ฉินเหยายิงออกไปแล้ว ในที่สุดก็เริ่มมีคนรู้สึกถึงความผิดปกติ พอพุ่งไปดูที่ถ้ำก็พบศพไร้หัวสี่ร่าง เสี่ยงหวังกับสามยอดฝีมือถูกฆ่าตายหมดแล้ว!


“ราชาตายแล้ว!”


ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา ทั้งค่ายเกิดความโกลาหลขึ้นทันที


ขณะที่พวกเขายังไม่รู้จะทำอย่างไรนั้น ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นพร้อมเสียงนกหวีดเตือนภัยดังขึ้นจากแนวเฝ้ายาม


“ทหารทางการบุกขึ้นมาแล้ว!!!”


ยังเอ่ยไม่ทันจบ ฉินเหยาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังอีกฝ่ายกะทันหันแล้วฟันดาบลงไปสังหารคนทันที


จากนั้น นางก็จัดการพวกโจรหน้ารั้วกั้นแล้วอาศัยพละกำลังอันมหาศาล ยกรั้วไม้สูงสองเมตรออก เปิดประตูใหญ่ให้เหล่าทหารบุกเข้ามา


เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกโจรจนตรอกแล้วสู้แลกชีวิต นางจึงเปิดช่องทางหนึ่งเอาไว้ให้พวกเขาเห็นความหวังในการหลบหนีออกไป


ช่วยจัดการให้ถึงเพียงนี้แล้ว หากพวกทหารยังปราบโจรไม่ได้ ฉินเหยาคงกระอักเลือดออกมาแน่


โชคดีที่พอนางถอยกลับไปสมทบกับอินเยว่ที่บนยอดเขา ทหารกลุ่มใหญ่ของทางการก็บุกทะลวงเข้ามาในค่ายโจร ในชั่วพริบตาก็สังหารและจับเป็นพวกโจรรวมกว่าแปดสิบคน


ส่วนพวกที่เหลืออีกสิบกว่าคนที่พยายามหนีออกไปก็ถูกทหารกลุ่มย่อยของรองนายอำเภอที่ซุ่มรออยู่จับกุมได้ทั้งหมด


ตอนที่ 115: วีรสตรี


“เจ้าไปเถอะ”


ฉินเหยาหยิบห่อผ้าชุ่มเลือดขึ้นมาแล้วชี้ไปยังภูเขาด้านทิศตะวันออก เตรียมแยกทางกับอินเยว่


อินเยว่รีบถาม “ข้ายังไม่รู้แม้แต่ชื่อของผู้มีพระคุณเลย!”


“ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” ฉินเหยาไม่แม้แต่จะหันกลับไป นางครุ่นคิดก่อนจะหยุดเดิน “อีกอย่าง ข้าไม่ได้เป็นผู้มีพระคุณของเจ้า เจ้าบอกข้อมูลให้ข้าข้าจึงพาเจ้าออกมา เราสองคนหายกันแล้ว”


“อีกอย่าง เจ้าไม่เคยมาเหยียบภูเขาอวี๋ฮว่า ข้าเองก็ไม่เคยพบเจ้าที่นี่ พวกโจรเหล่านั้นยากจะหนีพ้นโทษตาย ต่อไปก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้”


พูดจบ ฉินเหยาก็หอบรางวัลชนะศึกของนางลงจากเขาไป


นางต้องรีบอาศัยจังหวะที่ทางการยังไม่ได้สังหารพวกโจรจนหมดตามหาโจรที่ยังมีชีวิตมายืนยันว่าศีรษะทั้งสี่เป็นของหัวหน้าโจรจริง ไม่เช่นนั้นจะรับรางวัลไม่ได้


อินเยว่ยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับไปยังทิศทางที่ฉินเหยาจากไป จากนั้นจึงลุกขึ้นบังคับให้ตนเองสงบลงแล้วเดินไปยังเส้นทางภูเขาด้านตะวันออก


ไม่มีใครเคยพบนางที่ภูเขาอวี๋ฮว่า นั่นหมายความว่านางไม่เคยมาที่นี่มาก่อนและไม่เคยเข้ามาในรังโจร


เมื่อนั้น นางก็สามารถแต่งเรื่องอะไรขึ้นมาสักอย่างและยังสามารถกลับบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องไปกระโดดน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์อะไรนั่น


อีกทั้ง อินเยว่เองก็ไม่ได้อยากตายเลยสักนิด นางอุตส่าห์ฆ่าโจรภูเขาจนหลบหนีออกมาได้ ตัวนางเองก็ยังบริสุทธิ์อยู่ จะฆ่าตัวตายไปเพื่ออะไรกัน


ถึงแม้คนทั้งโลกไม่เชื่อ แต่นางเชื่อตัวเอง!


อินเยว่เดินไปพลางคิดหาเหตุผลและแผนรับมือไปพลาง พอเห็นตะวันค่อยๆลอยขึ้นสูงที่ขอบฟ้านางก็รีบเร่งฝีเท้ากลับบ้าน


เชิงเขาอวี๋ฮว่า เมื่อฉินเหยามาถึง นางก็พบว่ากองทหารทางการกลับมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกสิบกว่าคน พวกเขาแต่งกายราวกับเป็นกองกำลังส่วนตัว


ไม่เพียงแต่คนเพิ่มขึ้น หัวหน้ากลุ่มก็ไม่ใช่รองนายอำเภออีกต่อไป แต่เป็นชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบปี


คนผู้นี้สวมชุดขุนนางสีฟ้าตลอดร่าง นั่งอยู่บนม้า สีหน้าเคร่งขรึม


ฉินเหยาเห็นแล้วก็พอจะเดาได้ ชายผู้นี้คงเป็นใต้เท้านายอำเภอที่นางยังไม่เคยพบก่อนหน้านี้


แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญ ขุนนางพวกนี้จะแบ่งผลงานกันอย่างไรนางไม่สนใจ นางต้องการแค่รางวัลของตนเองเท่านั้น


ฉินเหยาวางห่อผ้าโชกเลือดลง ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วประสานหมัดคารวะชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังม้า


“ฉินเหยาแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว คารวะท่านนายอำเภอ!”


นายอำเภอหันหัวม้ามาทางนางพลางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนมองไปยังห่อผ้าบนพื้น “หัวของเสี่ยงหวัง เจ้านำมาแล้วใช่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้ารับ บอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครตกใจ เพียงแต่อยากใช้โอกาสที่พวกลูกสมุนโจรยังมีชีวิตอยู่มายืนยันสถานะของผู้ตาย


แววตาของนายอำเภอมืดครึ้มลงเล็กน้อย มองสำรวจนางอยู่พักหนึ่ง ก่อนโบกมือให้ลูกน้องคุมตัวโจรที่จับได้ให้มาช่วยยืนยัน


เมื่อเห็นว่านายอำเภอไม่ได้พูดทำนองว่าให้รอไปตรวจสอบที่ที่ว่าการอำเภอ แต่สั่งตรวจสอบเดี๋ยวนั้นเลย ฉินเหยาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก


ก่อนเปิดห่อผ้า ฉินเหยายังเอ่ยถามอย่างมีน้ำใจว่า “ท่านนายอำเภอจะเลี่ยงหน่อยหรือไม่ ศีรษะของทั้งสี่คนล้วนอยู่ในห่อนี้ ภาพอาจไม่น่าดูนัก”


สีหน้าของนายอำเภอเต็มไปด้วยความรังเกียจ แต่เมื่อเห็นว่ารองนายอำเภอไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย เขาก็เลยกัดฟันตอบว่าไม่ต้อง


เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉินเหยาก็ไม่พูดมากความอีก นางใช้ปลายดาบเลิกห่อผ้าออก ก่อนจะจัดเรียงศีรษะทั้งสี่ที่กระจัดกระจาย ให้ศีรษะเหล่านั้นหันหน้ามาทางนายอำเภอและคนอื่นๆ


จากนั้น…


“โอ้ก!”


นายอำเภอกลิ้งตกจากหลังม้าหมุนร่างไปอาเจียนอย่างหนัก


ทหารรอบๆ ขมวดคิ้วพร้อมกันแล้วเบือนหน้าหนี บางคนทนไม่ไหวจนต้องไปร่วมวงอาเจียนกับท่านนายอำเภอด้วย


ฉินเหยา “…”


โชคดีที่พวกโจรที่โดนจับใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถยืนยันตัวตนได้ ฉินเหยาจึงคลุมห่อผ้าไว้เหมือนเดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย


“ท่านนายอำเภอหันกลับมาได้แล้วขอรับ ห่อผ้าปิดไว้แล้ว” ผู้ช่วยของที่ว่าการอำเภอพยายามกลั้นอาการคลื่นไส้ กระซิบบอกเบาๆ


นายอำเภอตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา เขามองฉินเหยาครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่านางไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ราวกับกำลังมองผลฟักทองไม่กี่ลูกก็ทำให้เขาอดสูดลมหายใจเย็นเยียบไม่ได้ สตรีผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมแท้!


ฉินเหยาเห็นพวกเขาจัดแถวเตรียมเดินทางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง “รางวัลของข้า?”


“วางใจเถอะ ไม่มีทางขาดของเจ้าแน่นอน!” นายอำเภอตอบ “ก่อนอื่นเราต้องนำพวกโจรร้ายเหล่านี้กลับไปขังยังที่ว่าการอำเภอเสียก่อนแล้วจะจัดการเรื่องรางวัลของเจ้าในภายหลัง”


“ได้เลย” ฉินเหยายิ้มบางๆ แล้วขึ้นม้าของตนเองที่ขี่มาก่อนหน้านี้ ตามขบวนใหญ่กลับเข้าเมือง


พวกเจ้าหน้าที่ส่งคนเข้าเมืองไปตีฆ้องร้องป่าวล่วงหน้าแล้ว เมื่อขบวนของฉินเหยาเดินทางมาถึงหน้าประตูเมือง ชาวบ้านก็ออกมายืนขนาบสองข้างทางต้อนรับอย่างคึกคัก


ศีรษะของหัวหน้าโจรทั้งสี่ถูกทหารทางการถือห้อยนำหน้าเป็นสัญลักษณ์เปิดทาง ตามมาด้วยนายอำเภอและรองนายอำเภอ


ถัดมาคือเหล่าทหารที่คุมตัวโจรเข้ามาและแคร่ที่ทำจากกิ่งไม้ซึ่งวางศพของโจรที่ตายไปแล้ว


ส่วนท้ายของขบวนคือฉินเหยาและผู้ช่วย


เหล่าชาวบ้านที่เห็นศพของพวกโจรรู้สึกเพียงสะใจยิ่งนัก


แม้ว่าศีรษะมนุษย์จะน่าสยดสยอง แต่พวกเขาก็ยังเบิกตาดูให้เต็มตา ก่อนจะถ่มน้ำลายใส่ด้วยความสะใจ


พวกพ่อค้าใหญ่ในเมืองเมื่อทราบข่าวต่างก็พากันช่วยกันยกป้ายดอกไม้ที่ทำขึ้นมาใหม่มาต้อนรับ ข้อความบนป้ายเขียนว่า ‘ขุนนางยุติธรรม กำจัดภัยร้ายเพื่อประชาชน คุณความดีเหนือประมาณ’


แม้ว่าคำอวยพรจะดูสามัญไปหน่อย แต่ความรู้สึกซาบซึ้งนั้นชัดเจน นายอำเภอเองก็ดูจะพอใจกับสิ่งเหล่านี้มาก


ผู้ช่วยจ้องมองฉินเหยาอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าราบเรียบ ไม่ได้โอ้อวดเอาความดีความชอบใดๆ เขาจึงพยักหน้าอย่างพอใจ…อืม เป็นคนที่รู้จักวางตัวคนหนึ่ง


ขบวนใหญ่เดินผ่านหน้าสำนักศึกษา บรรดาศิษย์สำนักศึกษาทั้งหลายที่กำลังเรียนอยู่ก็ไม่สนใจแล้วอาจารย์จะตำหนิหรือไม่ พอได้ยินเสียงฆ้องและเสียงร้องป่าวว่า “หัวหน้าโจรอยู่ที่นี่! พวกโจรภูเขาถูกกวาดล้างแล้ว!” เหล่าศิษย์ก็พากันวิ่งไปที่ประตูใหญ่ทันที อยากจะไปร่วมชมความครึกครื้นด้วย


หลักๆ คือต้องการดูให้แน่ใจว่าทางการนำหัวของเสี่ยงหวังกลับมาจริงหรือไม่


ทางการตะโกนคำขวัญกวาดล้างโจรมาเจ็ดเดือนเต็ม แต่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นเลย จู่ๆวันนี้กลับกวาดล้างรังโจรได้อย่างเงียบเชียบ พวกเขายังแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย


หลิวจี้แฝงตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ศิษย์สำนักศึกษา ยืดคอแทรกตัวเข้าไปข้างหน้า


เพราะที่บ้านอาหารการกินดีทำให้เขาดูดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กหนุ่มวัยสิบหกสิบเจ็ดปี ก็ไม่รู้สึกว่าเขาอายุมากกว่าแต่อย่างใด พอมองผ่านๆ กลับยังคิดว่าเขาเพิ่งสิบเจ็ดสิบแปดอยู่เลย


“พี่หลิว! ท่านมองเห็นหัวของเสี่ยงหวังหรือยัง!?”


พวกสหายที่เบียดตัวเข้ามาไม่ทันตะโกนถามอย่างตื่นเต้น


หลิวจี้แทรกตัวมาถึงแนวหน้าสุดแล้ว แต่ยังเร็วเกินไป ขบวนทหารยังเดินมาไม่ถึง แต่ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว


สองนาทีต่อมา ขบวนทัพก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน ชาวบ้านตื่นเต้นขึ้นมาทันที ส่วนหลิวจี้พยายามกลั้นปัสสาวะเอาไว้ แต่ก็เกือบโดนเบียดจนแทบจะปล่อยออกมา


“อย่าเบียด! อย่าเบียดกันสิ!” หลิวจี้ตะโกนอย่างหงุดหงิด


พวกสหายข้างหลังได้ยินเสียงเขาจึงตะโกนถามเสียงดัง “เห็นหรือยัง!?”


“เห็นแล้ว! เห็นแล้ว…” หลิวจี้ตอบไปก่อนแล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมอง มารดามันเถอะ! หัวคนจริงๆด้วย!


เขาตกใจจนยกมือขึ้นปิดตาทันที เหลือเพียงร่องนิ้วเล็กๆไว้แอบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น


พวกสหายร่วมเรียนถามอย่างตื่นเต้น “ใครเป็นคนฆ่า? ใครเป็นคนฆ่า!?”


ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “เมื่อเช้ามีคนไปที่ว่าการอำเภอเพื่อรับภารกิจ น่าจะเป็นวีรบุรุษผู้นั้นที่ฆ่าพวกโจร ดูสิ คนที่ขี่ม้ามาคนสุดท้ายตรงนั้น น่าจะเป็นเขา…”


ทุกคนหันไปมองพร้อมกันแล้วก็ส่งเสียง “หืม?” ออกมา เหตุใดวีรบุรุษถึงกลายเป็นสตรีไปได้เล่า!?


แต่เมื่อเห็นว่าผู้ช่วยขี่ม้าตามประกบอยู่ด้านข้างนั่นก็แน่ชัดแล้วว่าคนผู้นั้นเป็นคนรับภารกิจอย่างแน่นอน


พวกบัณฑิตแทรกตัวเข้ามาจนถึงแนวหน้าสุดมารวมตัวกับหลิวจี้ พอเห็นเขาจ้องมองหญิงสาวที่รับภารกิจบนหลังม้าอย่างเหม่อลอยก็อดขำไม่ได้


“พี่หลิว ท่านคงไม่ได้ต้องตาวีรสตรีผู้นี้หรอกกระมัง”


อย่าว่าเช่นนั้นเช่นนี้นะ อย่าเอ็ดไป ท่วงท่าที่วีรสตรีผู้นี้ขี่ม้าก็สง่างามอยู่ไม่น้อย หนำซ้ำยังดูอายุน้อยอยู่เลยด้วย!


ตอนที่ 116: ได้อานิสงส์จากใครก็เหมือนกันทั้งนั้น


“มารดาข้าบอกว่าเลือกภรรยาต้องเลือกหญิงที่มีคุณธรรม หากวีรสตรีผู้นี้ยังไม่แต่งงาน ข้าก็ไม่ขัดข้องที่จะรับนางมาเป็นภรรยา… โอ๊ย! พี่หลิว ท่านตีหัวข้าทำไม”


บัณฑิตหนุ่มรู้สึกน้อยใจ มองหลิวจี้ด้วยความไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าตนเองพูดอะไรผิดถึงโดนตีหัว


หลิวจี้เหลือบมองสตรีร้ายกาจที่ดูสง่างามและทรงอำนาจบนหลังม้า จู่ๆความตื่นเต้นก็สลายหายไปจนหมด เขาทำหน้าหงุดหงิดดึงตัวเหล่าสหายแล้วหันหลังเดินกลับไป


“นี่ๆๆ! พวกข้ายังดูไม่เต็มอิ่มเลย!”


สหายบ่นอุบ แต่หลิวจี้ไม่สนใจ ลากพวกเขากลับไปถึงสำนักศึกษา ก่อนจะพูดออกมาอย่างหัวเสีย


“นั่นคือเมียข้า! นางแต่งงานแล้ว เจ้าหนู อย่าได้เพ้อฝันให้มากนัก!”


“หา?” บัณฑิตหนุ่มที่โดนตีหัวดูจะผิดหวังไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ทำหน้าเหลือเชื่อเกินจะพรรณนาออกมา “นั่นคือสตรีร้ายกาจผู้นั้นของพี่หลิวหรือ”


เมื่อเห็นหลิวจี้พยักหน้าด้วยสีหน้าเจ็บปวดก็มีคนคนหนึ่งพึมพำขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้สง่างามเช่นนี้ ไม่เหมือนสตรีร้ายกาจไร้เหตุผลผู้นั้นนะ…”


หลิวจี้แค่นเสียงเอ่ย “พวกน้องชายทั้งหลาย พวกเจ้าอายุยังน้อยเกินไป ความสง่างามของนางมันขัดแย้งกับความเผด็จการ ไม่เคารพสามีหรือ”


พวกเด็กหนุ่มมองหน้ากันอย่างงุนงง ขัดกันตรงไหนหรือ


หลิวจี้กัดฟันพูด “ไม่ขัดกันเลยสักนิดเดียว!”


พวกเด็กหนุ่ม อืม… ดูท่าจะไม่ขัดกันจริงๆ แฮะ


แต่แล้วอย่างไรล่ะ นางเป็นวีรสตรีที่สังหารหัวหน้าโจรเชียวนะ!


วีรสตรีไม่เกรงใจสามี มันก็สมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่หรือ


หลิวจี้เห็นแววตาเลื่อมใสบูชาของพวกเด็กหนุ่มก็รู้เลยว่าหมดหวังแล้ว ไม่คิดอยากเสียเวลาถกเถียงกับพวกเด็กเมื่อวานซืนอีกจึงเดินกลับไปที่ห้องเรียนอย่างไม่สนใจใคร


เขากลับมาถึงห้องเรียนเป็นคนแรกแล้วแอบฟ้องอาจารย์ว่าตนเองไม่ได้สนใจความวุ่นวายข้างนอกเลย แถมพยายามลากสหายกลับมาแล้ว แต่พวกเขาไม่ฟังตนเลย หวังว่าอาจารย์จะไม่โกรธ


อาจารย์จะไม่โกรธได้หรือ


หนวดของอาจารย์กระตุกด้วยความเดือดดาล หยิบไม้บรรทัดแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก


จากนั้น เสียงร้องโหยหวนก็ดังระงมไปทั่ว


หลิวจี้แหงนหน้ามองฟ้า สูดหายใจเข้าลึก รู้สึกสบายใจขึ้นมาในทันที~


แต่ความสุขนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน


ตอนเที่ยงยามพักกลางวัน มีคนวิ่งเข้ามาในหอพักอย่างตื่นเต้น “พี่หลิวจี้! พี่หลิวจี้! พี่สะใภ้มาหาท่าน นางอยู่นอกประตูหลังของสำนักศึกษา!”


หลิวจี้ที่เพิ่งกินอาหารมื้อเที่ยงของตนเองจนอิ่มกำลังจะเอนตัวลงนอนกลางวันถึงกับสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมาทันที


เขาเหลือบตามองคนที่มาส่งข่าวอย่างจนใจ จำเป็นต้องตะโกนดังขนาดนี้ด้วยหรือ


ตอนนี้ดีเลย ทุกคนล้วนรู้กันหมดแล้ว


หลิวจี้เดินไปพลางหันกลับมาดูพวกสหายที่หน้าด้านตามมาด้วยเพราะอยากเห็นวีรสตรีกับตาตัวเอง ในใจของเขาสวดอ้อนวอนบรรดาเทพเจ้าไปรอบหนึ่ง


อมิตาภพุทธ…ท่านไท่ซั่งเหล่าจวิน…ขอให้เมียจ๋าพูดกับข้าดีๆ ไว้หน้าข้าด้วยเถอะ อย่าให้นางใช้กำลังโดยไม่จำเป็นเลย…


นึกภาวนาในใจไปตลอดทาง ในที่สุดหลิวจี้ก็เดินมาถึงประตูหลังของสำนักศึกษา


ประตูเปิดออก ฉินเหยาในชุดเรียบง่ายบนหลังสะพายคันธนูและถือดาบอยู่ในมือก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า


ด้านหลังนางมีม้าสีน้ำตาลที่ขนร่วงตัวหนึ่ง เมื่อเห็นเขา ม้าก็มีท่าทางหงุดหงิดจนส่งเสียงฟึดฟัด ฉินเหยาตบหลังมันเบาๆ เป็นเชิงเตือนมันจึงสงบลง


“เป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตที่สำนักศึกษาเข้าที่เข้าทางแล้วหรือยัง” นางถามพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ


นางเอียงศีรษะเล็กน้อย กวาดตามองเหล่าบัณฑิตหนุ่มที่แอบซ่อนอยู่ด้านหลังเขาด้วยใบหน้าอยากรู้อยากเห็นแล้วยกมือขึ้นโบกทักทายพวกเขาด้วยท่าทีสงบมั่นคง “ไฮ~”


เด็กหนุ่มพวกนี้เคยเจออะไรเช่นนี้ที่ไหนกัน? พวกเขาถึงกับเขินจนต้องถอยกรูดไปแอบอยู่หลังประตู แล้วกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น


หลิวจี้กลอกตาขึ้นฟ้าอย่างหมดจะคำพูด ทำเป็นไม่สนใจพวกด้านหลัง มองไปที่ม้าแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย “เมียจ๋า เจ้าไปเอาม้าตัวนี้มาจากไหนน่ะ”


“ซื้อมา” ฉินเหยามองม้าแล้วอารมณ์ดี “ท่านนายอำเภอขายม้าแก่ตัวนี้ให้ข้าในราคาถูก ถึงจะแก่ไปหน่อย แต่ก็มีข้อดีของมันตรงที่ผ่านการฝึกมาแล้ว สอนสักหน่อยก็ใช้งานได้ดี”


อย่างไรนางก็ใช้เพียงสิบตำลึงซื้อม้าสายพันธุ์ซีอวี้ตัวใหญ่ตัวนี้มา


หากเป็นในตลาด ถ้าเป็นม้าพันธุ์ดีที่ตัวใหญ่หน่อย อย่างต่ำต้องใช้สี่ถึงห้าสิบตำลึงถึงจะซื้อได้


ถึงเป็นลูกม้าแคระธรรมดา ราคาถูกสุดก็ต้องยี่สิบตำลึง


ตอนนั้นเอง หลิวจี้ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉินเหยารับภารกิจจากที่ว่าการอำเภอและทำภารกิจได้สำเร็จ แสดงว่าต้องได้รับรางวัลแน่!


ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นห่วงใย เดินวนรอบตัวฉินเหยาสามรอบ “เมียจ๋า เจ้าสู้กับโจรมา ไม่ได้บาดเจ็บใช่หรือไม่”


ฉินเหยาผลักเขาออกไป “ข้าไม่เป็นไร สังหารคนแค่นี้ ง่ายยิ่งกว่าทำนาเสียอีก”


เปรียบเทียบได้แปลกประหลาดจนหลิวจี้ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งแล้วนึกขึ้นได้ว่านางไม่ชอบพูดอ้อมค้อมจึงถามตรงๆ


“ได้รางวัลหรือเปล่า”


ฉินเหยาพยักหน้า มองเหล่าสหายร่วมเรียนที่แอบอยู่หลังประตูแวบหนึ่ง ก่อนโบกมือเรียกให้หลิวจี้เข้ามาใกล้แล้วกระซิบเบาๆ ในขณะที่เขาตื่นเต้นถึงขีดสุด


“แต่มันไม่เกี่ยวกับเจ้า นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องห่วง ตั้งใจเรียนให้ดี ข้าจะกลับบ้านแล้ว อย่าลืมภารกิจที่ข้ามอบหมายให้เจ้าล่ะ หากทำสำเร็จ ข้าจะมีรางวัลให้เจ้าแน่”


พูดจบ นางก็ยิ้มน้อยๆให้ศีรษะที่โผล่พ้นจากประตูอย่างอยากรู้อยากเห็น เหล่านั้นก่อนจะตบไหล่หลิวจี้เบาๆ แล้วจูงม้าเดินจากไป


หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขอบคุณพระพุทธองค์ เจ้าแม่กวนอิม เง็กเซียนฮ่องเต้ วันนี้เมียจ๋าให้หน้าเขามากทีเดียว ไม่ได้แสดงท่าทีเย็นชาใส่เขาต่อหน้าเหล่าสหาย


แต่ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งบ่นฉินเหยาให้สหายฟังไปไม่น้อย คราวนี้กลับกลายเป็นว่าเขาพูดเกินจริงเสียอย่างนั้น


แต่เมียจ๋าบอกว่าภายหน้าจะมีรางวัลให้… แล้วรางวัลอะไรล่ะ


หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นอย่างตื่นเต้น ตอนขามายังทำหน้าเหมือนพ่อแม่ตายอยู่เลย แต่พอกลับถึงสำนักศึกษา กลับอารมณ์ดีถึงขั้นฮัมเพลง


“หลิวจี้!”


จู่ๆก็มีคนเรียกเขา


หลิวจี้หันไปมองด้วยรอยยิ้ม ดวงตาพลันเป็นประกาย ที่แท้เป็นฝานซิ่วไฉ!


เขากำลังกลุ้มใจว่าควรเข้าหาซิ่วไฉพวกนี้อย่างไรดี คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน


แต่ตอนที่หลิวจี้รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยความยินดีนั้น อีกฝ่ายกลับเปิดปากถามว่า “เจ้าเป็นสามีของวีรสตรีที่สังหารเสี่ยงหวังใช่หรือไม่”


หลิวจี้อึ้งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยืดอกตอบด้วยความภาคภูมิใจ “เป็นข้าน้อยเอง!”


พวกเขาจะเห็นแก่หน้าของใครก็ช่างเถอะ สุดท้ายสามีภรรยาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ได้อานิสงส์จากใครก็เหมือนกันทั้งนั้น


บนโลกนี้ไม่มีข้อกฎหมายข้อไหนที่บอกว่า มีเพียงภรรยาที่ได้รับอานิสงส์จากสามี แต่สามีจะได้อานิสงส์จากภรรยาไม่ได้นี่!


หลิวจี้ปรับตัวกับบทบาทใหม่นี้ได้อย่างรวดเร็ว อาศัยกระแสความสนใจของทุกคนที่มีต่อวีรสตรี ใช้ตำแหน่งสามีของวีรสตรีแทรกตัวเข้าสู่กลุ่มซิ่วไฉได้อย่างรวดเร็ว


ฉินเหยายังไม่รู้เลยว่าหลิวจี้จะโดดเด่นได้ถึงเพียงนี้ หลังออกจากสำนักศึกษา นางก็แวะไปตลาดม้าก่อนเพื่อซื้ออานม้าดีๆให้เจ้าม้าคู่ใจ


รางวัลหนึ่งร้อยตำลึง ท่านนายอำเภอให้มาอย่างใจป้ำ ฉินเหยาเองก็รู้จักกาลเทศะ เมื่อรับเงินแล้วจากมาเลย ไม่รับคำเชิญจากบรรดาพ่อค้าเศรษฐี ให้สปอตไลท์ส่องไปที่พวกใต้เท้าของที่ว่าการ


ม้าตัวนี้ก็คือค่าตอบแทนที่นางรู้จักอ่านสถานการณ์


อย่าดูถูกเจ้าม้าสีน้ำตาลตัวนี้ไป แค่ขนมันร่วงหน่อยๆ เพราะเป็นโรคผิวหนังเล็กน้อย ซื้อยาผงจากหมอสัตว์มาทาวันละหน่อย ไม่เกินหนึ่งเดือนก็ดีขึ้นแล้ว


มีเก้าสิบตำลึงอัดแน่นอยู่ในอกเสื้อ ฉินเหยารู้สึกว่าชีวิตแบบมีฐานะไม่ได้ไกลเกินเอื้อมแล้ว


ซื้ออานม้าใช้เงินไปสองตำลึง หลังจากนั้นก็พาม้าไปที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านสั่งเมนูเนื้อจานดังของร้านมาสองชุดห่อกลับบ้าน จากนั้นก็ควบม้ากลับอย่างสบายใจ


ตอนนี้ในมือนางเหลือหนึ่งร้อยสองตำลึง สภาพจิตใจต่างจากตอนขามาโดยสิ้นเชิง


ตลอดทาง นางนั่งคิดว่าจะใช้เงินอย่างไรดี ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนใช้แรงงานที่ออกไปทำงานมาหลายปีแล้วเพิ่งจะตั้งตัวได้


ตอนที่ 117: เหล่าหวง


การขี่ม้านั้นรวดเร็วจริงๆ จากตัวอำเภอถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น


นี่ขนาดฉินเหยาขี่ม้าวิ่งเหยาะๆมาอย่างไม่รีบร้อน หากควบสุดกำลังแค่ชั่วโมงครึ่งก็คงถึง


ตอนที่เข้าหมู่บ้านก็น่าจะประมาณสี่โมงเย็น


แค่หายไปสองสามวัน นาข้าวก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้ว ดูจากลักษณะ อีกสัปดาห์หนึ่งก็คงถึงช่วงเก็บเกี่ยว


ก่อนหน้านี้ ท้องนาเขียวชอุ่มไปทั่วผืน ข้าวในที่ดินสิบหมู่ของฉินเหยาไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร แต่ตอนนี้พอมองดูอีกที แปลงนาริมแม่น้ำเหมือนกัน ข้าวในที่นางปลูกกลับออกผลผลิตเต็มรวง หนักอึ้งจนต้นโน้มลง ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ


ตอนที่หลิวเหล่าฮั่นเดินผ่านแม่น้ำก็ไม่รู้ว่าเสียดายไปกี่ครั้งแล้ว หากตอนนั้นเขายอมใช้วิธีปักดำปลูกข้าวในพื้นที่สามสิบหมู่ที่อยู่ใกล้แม่น้ำเหมือนฉินเหยา ปีนี้ผลผลิตคงน่าพอใจมากทีเดียว


เสียดายที่กาลเวลาไม่อาจย้อนกลับ ต่อให้เสียใจไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ ได้แต่ปลอบตนเองว่ายังมีโอกาส ปีหน้าค่อยปลูกด้วยวิธีนี้บนที่ผืนดีที่สุด


ฉินเหยาขี่ม้าอย่างไม่รีบร้อนผ่านหมู่บ้านมาถึงริมแม่น้ำ ตลอดทางชาวบ้านต่างพากันเบิกตากว้าง ไม่รู้ว่านางไปร่ำรวยที่ไหนมา ถึงได้ขี่ม้ากลับมาได้


ในหมู่บ้านยังไม่มีใครขี่ม้าเลย มีเพียงบ้านหลิวต้าฝูที่มีม้าอยู่หนึ่งตัว แต่นั่นเป็นม้าแคระสำหรับลากของ ไม่เหมือนตัวที่ฉินเหยาขี่มาซึ่งเป็นม้าสำหรับให้คนขี่โดยเฉพาะ


ม้าของนางสูงจนเกือบเท่าบุรุษวัยผู้ใหญ่คนหนึ่ง ยามนั่งอยู่ด้านบนช่างดูสง่างามเป็นพิเศษ คนในหมู่บ้านยังต้องเงยหน้าเพื่อมองนาง


“ท่านแม่!”


เสียงร้องเรียกของเด็กหญิงตัวน้อยดังมาด้วยความตื่นเต้น


ฉินเหยาขี่ม้าข้ามสะพานมาถึงหน้าโรงโม่ ต้าหลางและซื่อเหนียงที่กำลังเฝ้ากล่องเงินอยู่รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับในทันที


“ม้าหรือ” ต้าหลางร้องเบาๆด้วยความดีใจ มือหนึ่งยื่นออกไปแล้วดึงเขาขึ้นม้าในพริบตา


ซื่อเหนียงมองอย่างตื่นตาตื่นใจ ลองยกมือวัดความสูงของตัวเองกับม้า ตัวนางเตี้ยกว่าท้องม้าเสียอีก


“ยื่นมือมา” ฉินเหยายิ้มเอ่ย


ซื่อเหนียงไม่กลัวเลย นางยกมือขึ้นสูงทั้งสองข้างแล้วถูกท่านแม่อุ้มขึ้นไปนั่งบนหลังม้า วางนางไว้ตรงหน้าพี่ชาย


“ท่านแม่ นี่เป็นม้าของพวกเราหรือ” ซื่อเหนียงหันมาถามอย่างตื่นเต้น


ต้าหลางอึ้งไปแล้ว เอาแต่จ้องลูกกลมด้ายห้าสีที่ห้อยอยู่ตรงคอม้า มือเล็กๆจับอานม้าไว้แน่นพลางกอดน้องสาวที่กำลังตื่นเต้นขยับยุกยิกไปมาไว้ในอ้อมแขน


ฉินเหยาตอบรับเสียงหนึ่ง ก่อนอุทานเบาๆ ม้าก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนเนินเขา มุ่งหน้าสู่บ้านบนเนินเขา


เอ้อร์หลางกับซานหลางได้ยินเสียงดังจากข้างนอกจึงรีบวิ่งออกไปดู พอเห็นท่านแม่ขี่ม้ากลับมาพร้อมกับพี่ชายและน้องสาว ทั้งสองก็ถึงกับอ้าปากค้าง


เจ้าม้าแก่พอได้วิ่งก็ดูเหมือนจะติดลม แต่ก็ถูกฉินเหยาดึงบังเหียนเอาไว้รั้งให้มันหยุดอย่างแรง


กีบเท้าม้าสูงใหญ่ยกขึ้นเหนือศีรษะพวกเขาแล้วลดระดับลงมา เอ้อร์หลางและซานหลางยืนอึ้งอยู่ที่เดิม ชั่วขณะหนึ่งก็ยังตั้งสติไม่ได้


ฉินเหยาพลิกกายลงจากหลังม้า อุ้มเด็กสองคนลงมาแล้วสั่งให้ทั้งสี่คนยืนเรียงหน้ากระดาน ก่อนจะประกาศแนะนำสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าม้าแก่จะเป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านเรา พวกเจ้าต้องดูแลมันดีๆนะ เวลาไปเรียนหรือเดินทางไปไหนก็ต้องพึ่งพามันแล้ว”


ต้าหลางถาม “เจ้าม้าแก่เป็นชื่อมันหรือ”


ฉินเหยาส่ายหัว “ก็ไม่ใช่หรอก”


เอ้อร์หลางรีบเสนอขึ้นทันที “เช่นนั้นพวกเราตั้งชื่อให้มันเถอะ เรียกมันว่าเหล่าหวงดีหรือไม่”


ฉินเหยายักไหล่ ไม่ขัดข้อง


ดังนั้นพี่น้องทั้งสี่จึงตกลงกันเป็นเอกฉันท์โดยไม่คิดถามเจ้าม้าเลยว่ามันเห็นด้วยหรือไม่ ตัดสินใจว่าต่อไปนี้มันจะชื่อเหล่าหวง


ซานหลางมองเหล่าหวงด้วยดวงตากลมโตเป็นประกาย รีบเสนอตัว “ท่านแม่ ข้าจับแมลงให้ไก่กินทุกเช้า เช่นนั้นข้าพาเหล่าหวงไปกินหญ้าด้วยดีหรือไม่”


“ตอนนี้ยังไม่ได้” ฉินเหยาพูดอย่างจริงจัง “ตอนนี้มันยังไม่คุ้นเคยกับพวกเรา พวกเจ้าอย่าเพิ่งเข้าใกล้มันส่งเดช มันอาจจะเตะเอาได้”


เด็กทั้งสี่ศีรษะห้อยตกลงเอ่ย “ก็ได้…”


แต่ความตื่นเต้นของพวกเขาที่มีต่อเหล่าหวงยังคงไม่ลดลง พวกเขาเริ่มคิดกันแล้วว่าจะสร้างคอกให้เหล่าหวงอย่างไรดี ให้มันมีที่นอนเป็นของตัวเอง


บ้านนี้ไม่มีโรงม้า อีกทั้งฉินเหยาเองก็ไม่ได้คิดจะเลี้ยงหมูจึงไม่ได้สร้างคอกหมูเอาไว้ สุดท้ายเลยต้องพาเหล่าหวงไปไว้ที่พื้นที่รกร้างหลังบ้าน ผูกมันไว้ใกล้กับห้องส้วม ปล่อยให้มันเล็มหญ้ากินฟื้นกำลังไปก่อน


นางจะรีบสร้างโรงม้าให้มันโดยเร็ว ฉินเหยาตบหัวเหล่าหวงเบาๆ “เป็นเด็กดีนะ”


จากนั้นนางก็ปลดสัมภาระจากหลังม้า หอบของเต็มไม้เต็มมือแล้วเดินเข้าบ้าน


เด็กทั้งสี่วิ่งตามหลังนางมาด้วยสีหน้าร่าเริง มีความสุขยิ่งกว่าตอนตรุษจีนเสียอีก


นอกจากต้าหลางที่ยังรู้จักห่วงถามถึงท่านพ่อว่าลงทะเบียนเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเรียบร้อยดีไหม เด็กๆที่เหลือสามคนในสายตาล้วนมีแต่ห่อกระดาษน้ำมันในมือฉินเหยาเท่านั้น


กระดาษน้ำมันบางๆแผ่นหนึ่งไม่อาจกักกลิ่นหอมของอาหารเลิศรสเอาไว้ได้ ซื่อเหนียงแทบจะเอาหน้าแนบไปกับห่อแล้วแทะอาหารไปพร้อมกับกระดาษ


“ตะกละจริงๆ พวกเจ้าไม่ได้กินอิ่มมาหลายวันหรือไร” ฉินเหยาเอ่ยหยอกล้อ


พวกเด็กๆรู้ว่านางแค่ล้อเล่น พวกต้าหลางสี่คนจึงส่ายหน้าพลางหัวเราะแห้งๆให้นางอย่างเขินอาย


ฉินเหยาวางของลงกลางห้องโถง “อย่าเพิ่งแตะนะ รอข้ากลับมาก่อน”


พี่น้องทั้งสี่พยักหน้าพร้อมเพรียง “อื้ม อื้ม!”


นางกลับไปที่ห้อง วางอาวุธลงแล้วเปลี่ยนเป็นชุดผ้าปอสะอาดบางเบา ก่อนจะโยนเสื้อผ้าเปื้อนเลือดแห้งกรังลงไปในรางซักหิน


ต้าหลางเป็นเด็กช่างสังเกต เขาตักน้ำสะอาดใส่กะละมังมาให้นางได้ล้างหน้า


ที่บ้านมีโอ่งน้ำสองใบ ก่อนออกจากบ้านฉินเหยาเติมน้ำจนเต็ม เด็กๆใช้แค่ในชีวิตประจำวัน ตอนนี้ยังเหลืออยู่เยอะ


เมื่อล้างมือ ล้างหน้า และเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าอกกับต้นคอจนหมดแล้ว กลิ่นคาวเลือดที่เคยเข้มข้นก็จางหายไปจนหมด


ฉินเหยาสูดอากาศบริสุทธิ์ของชนบทเข้าเต็มปอด หนึ่งวันหนึ่งคืนที่ไม่ได้นอน เมื่อได้ผ่อนคลายลงก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมา


นางตบหน้าตนเองเบาๆให้ตื่นตัวขึ้นอีกหน่อย แล้วเดินเข้าไปในห้องโถงภายใต้สายตารอคอยของเด็กๆ นั่งลงแล้วเปิดห่อกระดาษน้ำมันออก


ข้างในมีไก่ย่างตัวโตหนึ่งตัว ขาหมูพะโล้ห้าชิ้นและซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานหนึ่งชาม ทั้งหมดเพิ่งทำเสร็จเมื่อชั่วยามครึ่งที่แล้ว ยังอุ่นอยู่ กลิ่นหอมโชยมาแตะจมูก ซานหลางถึงกับน้ำลายสอ


ฉินเหยายิ้มแล้วโบกมือให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลาง “ไปหยิบถ้วยมา”


สองพี่น้องพุ่งตัวออกไปแล้วรีบวิ่งกลับมาพร้อมกับถ้วยในมือ


ฉินเหยาแบ่งอาหารทั้งสามอย่างลงในถ้วยกระเบื้องใบใหญ่ ยิ่งขับเน้นให้อาหารดูยั่วยวนมากขึ้นไปอีก


นางมองพี่น้องสี่คนที่แทบจะอดใจรอไม่ไหว แต่ก็พยายามอดกลั้นด้วยความขบขันแล้วพยักหน้า “กินได้แล้ว”


พวกเขาไม่ได้กระโจนเข้าใส่อาหารเหมือนหมาป่าหิวโซ ต้าหลางบอกน้องๆให้นั่งให้เรียบร้อย ก่อนจะคีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานแจกใส่ถ้วยคนละชิ้น เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงถึงได้เริ่มลิ้มรสอาหารเลิศรสอย่างมีความสุข


“ท่านแม่ มันหวานนิดๆด้วย!” ซื่อเหนียงร้องอย่างตื่นเต้น


ฉินเหยาคีบซี่โครงขึ้นมาแทะบ้างแล้วอธิบายว่า “นี่เรียกว่าซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน รสเปรี้ยวๆหวานๆกินแล้วเจริญอาหารใช่ไหมล่ะ”


“อื้ม อื้ม!” ซื่อเหนียงดีใจ “ข้ากับพี่สามชอบกินมากเลย!”


“ถ้าชอบก็กินเยอะๆเลย” ฉินเหยาหยิกแก้มนุ่มๆของสองพี่น้องแล้วมองใบหน้าเล็กๆที่เต็มไปด้วยความสุขของทั้งสี่ ช่างเป็นภาพที่เยียวยาจิตใจได้จริงๆ


ทุกคนกินซี่โครงไปคนละสองชิ้น พอคลายความอยากก็หยุดลงพร้อมกัน


ต้าหลางหยิบฝาชีสานจากฟางข้าวมาครอบอาหารไว้อย่างดีแล้วพูดอย่างร่าเริง “ข้าไปหุงข้าวก่อนนะ!”


เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงก็ช่วยกันบอกว่าพวกเขาจะไปเก็บผัก เตรียมตัวสำหรับมื้อเย็นอันแสนอุดมสมบูรณ์


ฉินเหยาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ดวงตาค่อยๆหรี่ปรือลง


เด็กๆทั้งสี่รู้ว่านางเหนื่อยมากจึงพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุด


ตอนที่ 118: เจ้าความอบอุ่น


ฉินเหยางีบหลับไปอย่างสบายตื่นหนึ่ง พอตื่นขึ้นมา พระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ แสงอาทิตย์ยามเย็นกระจายไปทั่วท้องฟ้า งดงามเป็นพิเศษ


กลิ่นข้าวหอมโชยมาจากในครัว เอ้อร์หลางกำลังถือถ้วยน้ำแกงบวบใส่ไข่เข้ามาด้วยความระมัดระวัง


ซานหลางกับซื่อเหนียงเดินตามพี่ชายรองราวกับองครักษ์ซ้ายขวา แม้ไม่ได้ช่วยถืออาหาร แต่สีหน้าของพวกเขาก็แสดงออกชัดเจนว่าได้ช่วยอย่างเต็มที่แล้ว


พอเห็นฉินเหยาตื่น ซื่อเหนียงก็รีบวิ่งเข้ามาอ้อน แนบตัวเอนพิงตักท่านแม่ “ท่านแม่หิวน้ำหรือไม่”


“อืม นิดหน่อย”


“เช่นนั้นข้าไปเทน้ำให้นะ!”


เด็กน้อยแสนอบอุ่นรีบลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะยาวด้านหลัง เขย่งเท้าหยิบไหดินเผาที่ใส่น้ำลงมาวางบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง จากนั้นหยิบถ้วยไม้ไผ่ที่ฉินเหยาใช้ประจำมา รินน้ำจนเต็มแล้วประคองให้นางด้วยสองมือ


เมื่อนานมาแล้วตอนสร้างโรงโม่น้ำยังเหลือไม้ไผ่อยู่หลายท่อน ฉินเหยาเลยเก็บมาทำเป็นถ้วยน้ำหกใบ


ถ้วยแต่ละใบถูกแกะสลักชื่อของเจ้าของ นางใช้ใบนี้ ด้านบนมีสลักอักษรเหยาเอาไว้


ของพี่น้องทั้งสี่ถูกสลักตัวเลขหนึ่ง สอง สาม สี่ตามลำดับ แยกออกง่ายมาก


ฉินเหยาจิบช้าๆระหว่างรออาหาร พอดีกับที่ช่างไม้หลิวมาถึง


ก่อนเข้าบ้าน เขาเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อดูเหล่าหวงที่กำลังกินหญ้าแล้วค่อยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าสงสัย


“ร่ำรวยแล้วหรือ” ช่างไม้หลิวหยอกล้อ


ทั้งสองคนสนิทกันเพราะทำโครงการกังหันน้ำร่วมกัน ช่างไม้หลิวจึงเห็นบ้านหลังนี้เป็นเหมือนบ้านตัวเอง หยิบเก้าอี้ไม้นั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างคุ้นเคย


พอได้กลิ่นเนื้อหอมฉุย เขาก็อดไม่ได้ที่จะเปิดฝาครอบดูแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง


“เจ้าไปทำอะไรมาน่ะ” คราวนี้เขาดูตกใจจริงๆ


ฉินเหยาปิดฝาคืน ไม่ได้มีท่าทีจะชวนกินข้าว เพียงยิ้มแล้วตอบว่า “ก็ได้ค่าเหนื่อยมาเล็กน้อยน่ะ”


คิดไปแล้ว ถึงอย่างไรหลังจากนี้ตอนนางใช้เงินทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดี อีกทั้งที่นี่เป็นชนบท ไม่ใช่ตัวอำเภอ ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นจุดเด่น


กลับกัน นางควรแสดงอำนาจออกไปอย่างพอเหมาะ จะได้ไม่มีใครมาคิดมารังแกง่ายๆ


ฉินเหยาจึงเล่าเรื่องที่นางรับภารกิจล่าค่าหัวช่วยทางการปราบโจรอย่างย่อๆ


ที่ช่างไม้หลิวมาหานางในวันนี้ก็เพื่อบอกว่างานกังหันน้ำเสร็จแล้ว ให้ฉินเหยาไปช่วยติดตั้งให้ลูกค้าในอีกสองวันข้างหน้า


จู่ๆ ได้ยินเรื่องใหญ่โตระดับการตัดหัวเสี่ยวหวัง ช่างไม้หลิวก็ถึงกับตกตะลึงจนเกือบลืมเรื่องที่ตั้งใจจะมาบอกฉินเหยาไปหมด


ไม่ง่ายเลยกว่าจะบอกจบก็ถูกฉินเหยาผลักออกจากบ้านในสภาพมึนงง ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามาถึงลานกว้างข้างบ่อน้ำหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อไร


ดังนั้น ตอนที่บ้านฉินเหยาเพิ่งจะกินมื้อค่ำแสนอุดมสมบูรณ์กันเสร็จก็มีเสียงเคาะประตูเรือนดังขึ้น


ต้าหลางกำลังช่วยซื่อเหนียงล้างจาน ส่วนเอ้อร์หลางกับซานหลางวิ่งไปเปิดประตู


พอประตูเปิด แสงไฟจากคบเพลิงเจิดจ้าก็สาดเข้ามาทำให้สองพี่น้องต้องถอยกรูดไปหลายก้าว


ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล คนจากเรือนเก่าตระกูลหลิว รวมถึงชาวบ้านไม่น้อยล้วนมากันหมด


ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นี่มันเรื่องอะไรอีกเล่า


คนมากเช่นนี้ นางไม่กล้าชวนเข้าบ้านจริงๆ ได้แต่เดินออกมาหน้าประตูเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “ทุกคนมาทำอะไรกันหรือ”


หลิวเหล่าฮั่นถามขึ้นก่อน “สะใภ้สาม ช่างไม้หลิวบอกว่าทางการปราบพวกโจรภูเขาเรียบร้อยแล้ว จริงหรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “จริงเจ้าค่ะ พรุ่งนี้คนจากทางการคงมาแจ้งข่าวที่หมู่บ้าน”


ผู้ใหญ่บ้านถาม “เกิดขึ้นเมื่อไหร่”


“เมื่อเช้านี้เอง ทั้งอำเภอล้วนลือกันไปทั่ว”


เมฆดำที่ปกคลุมศีรษะของชาวบ้านมานานสลายหายไปในพริบตา ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อ


“ดีเหลือเกิน! นี่มันข่าวดีจริงๆ!” หัวหน้าตระกูลตื้นตันจนตาแดงเรื่อ


ชาวบ้านสูงวัยบางคนถึงกับคุกเข่าหันหน้าไปทางตัวอำเภอ คุกเข่าโขกหัวอย่างแรง “ขอบคุณใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม! ขอบคุณใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมเหลือเกิน…!”


ชาวบ้านบางคนเมื่อได้รับข่าวแน่ชัดก็ชูคบเพลิงวิ่งลงเขาไปบอกต่อข่าวดีนี้ ความยินดีแผ่กระจายไปทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน


ผู้คนทยอยกลับไปบางส่วน แต่ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและคนจากเรือนเก่าตระกูลหลิวยังอยู่


ทุกคนมองหน้ากันไปมา ในที่สุดหลิวเหล่าฮั่นก็เป็นคนเอ่ยถามหยั่งเชิงออกมาอย่างระมัดระวัง


“ช่างไม้หลิวบอกว่าเจ้าถอนประกาศค่าหัว จริงหรือ”


“จริงเจ้าค่ะ” ฉินเหยาตอบเร็วเสียจนหลิวเหล่าฮั่นอึ้งไปสองวินาที ก่อนจะเบิกตากว้างถาม “เจ้าตัดหัวเสี่ยงหวังหรือ”


ฉินเหยาตอบ “หากกล่าวให้ถูกต้อง ข้าตัดหัวเสี่ยงหวังกับสามองครักษ์ข้างกายของมัน”


“นั่นไง” นางชี้ไปหลังบ้าน “ม้าที่ข้าขี่กลับมาเป็นรางวัลจากท่านนายอำเภอ”


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลร้องออกมาพร้อมกัน “เจ้ายังได้พบใต้เท้าอำเภอด้วยหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า “ใต้เท้านายอำเภอรู้สึกขอบคุณข้ามาก”


ชายชราทั้งสองมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป


ในสายตาของทั้งสองคน ตอนนี้ฉินเหยาไม่ได้เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่พอมีวรยุทธ์อีกต่อไป แต่เป็นวีรสตรีผู้กวาดล้างโจรที่ได้รับการยอมรับจากท่านนายอำเภอที่เป็นดั่งบิดามารดรของแผ่นดินแถบนี้!


ฉินเหยาหาววอดใหญ่ “ขอโทษด้วย พอดีข้าไม่ได้นอนมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว รู้สึกหมดแรงจริงๆ”


ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลรีบบอกให้นางพักผ่อนดีๆ แล้วก็ถอยกลับไปอย่างรู้กาลเทศะ


หน้าบ้านเหลือเพียงหลิวเหล่าฮั่นกับลูกชายทั้งสามที่มีสีหน้าซับซ้อน ไม่รู้จะพูดอะไรกับฉินเหยาดี


หลังจากความเงียบแปลกๆดำเนินไปครู่หนึ่ง หลิวไป่ก็เอ่ยขึ้นว่าโม่หินขัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้นางวางใจพร้อมทั้งกำชับให้ปิดประตูบ้านพักผ่อนดีๆ แล้วค่อยมาพูดคุยกันอีกทีในวันพรุ่งนี้


“ท่านพ่อ พวกท่านรอก่อน”


ฉินเหยาเรียกพวกเขาเอาไว้ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน หยิบห่อกระดาษน้ำมันที่ยังไม่ได้เปิดออกมาส่งให้หลิวเฝย


เด็กหนุ่มดมกลิ่นแล้วตาเป็นประกายทันที “ขอบคุณพี่สะใภ้สาม!”


“ไม่เป็นไร ข้าซื้อมาฝากพวกเจ้าด้วยชุดหนึ่ง ฝีมือพ่อครัวใหญ่ของโรงเตี๊ยมในอำเภอ”


ฉินเหยาเอ่ยขึ้นว่าม้าของนางยังไม่มีที่นอนเลย หลิวเหล่าฮั่นก็รีบโบกมือใหญ่ บอกนางให้ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้เช้าพวกข้าจะมาสร้างคอกให้เหล่าหวงของนางเอง


ฉินเหยามองส่งพวกเขาลงจากเขา ก่อนจะเดินไปหลังบ้าน ปลดอานม้าลงมาเก็บในบ้าน ตักน้ำให้เหล่าหวงหนึ่งถังแล้วจึงปิดประตูบ้าน นำเสื้อผ้าที่เปื้อนมาซักจนสะอาด จากนั้นทุกคนในบ้านก็ล้างหน้าล้างตากันง่ายๆ แล้วแยกย้ายกันไปนอน


นางนอนหลับสนิทและยาวนานมาก ทั้งยังฝันเห็นภาพแปลกประหลาดหลายฉากในความฝันอีกด้วย


ภาพตึกสูงรกร้างในวันสิ้นโลกตัดสลับไปมากับเรือนหรูหราในยุคโบราณ ศีรษะของเสี่ยงหวังและใบหน้าของนายอำเภอปรากฏขึ้นซ้ำๆ จนกระทั่งรุ่งสาง จิตสำนึกถึงค่อยแจ่มชัดและความฝันก็จบลง


นางนอนต่ออีกสักพัก พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นแล้วพบว่าหลิวไป่กับหลิวจ้งกำลังทำงานอยู่หลังบ้าน


สำหรับชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้ง่ายที่สุด เวลาจะใช้ก็แค่เข้าไปตัดในป่าไผ่ พอตัดแต่งกิ่งให้เรียบร้อยก็ใช้งานได้เลย


ไม้ไผ่ยังเจาะรูง่าย ใช้เชือกปอที่แข็งแรงร้อยผ่านรูก็สามารถมัดเข้าด้วยกันได้


คอกม้าถูกสร้างข้างประตูหลังบ้าน ติดกับกำแพงลานบ้านทำให้การสร้างง่ายขึ้น


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางฝึกยามเช้ากลับมาแล้วกำลังช่วยท่านลุงทั้งสองสร้างคอกม้า


ซานหลางกับซื่อเหนียงนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้องของพวกเขา โยกศีรษะไปมาพลางอ่านออกเสียงตามบทเรียนที่เอ้อร์หลางมอบหมายให้ ทั้งสองอ่านไปทั้งที่ตายังลืมไม่เต็มที่ ดูแล้วช่างน่าเอ็นดู


แม้ว่าหลิวจี้ พ่อครัวประจำบ้านผู้นี้จะไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แต่ฉินเหยาก็ไม่ต้องลงมือทำอาหารเอง


นางแต่งตัวเสร็จแล้วออกมาล้างหน้า เด็กโตสองคนก็อุ่นโจ๊กข้าวฟ่างวางไว้บนเตาเรียบร้อย


ฉินเหยาเคยเจอแต่เด็กดื้อซุกซนมามาก พอได้เห็นเด็กดีๆเช่นนี้ นางก็รู้สึกปลื้มใจมาก


ตอนที่ 119: สร้างเพิงม้า


ฉินเหยาออกทางประตูหลังเอ่ยทักทายหลิวไป่กับหลิวจ้ง บอกพวกเขาว่าหากมีอะไรต้องการก็ให้เรียกนาง


สองพี่น้องโบกมือ ยุ่งจนไม่มีเวลาจะตอบกลับนาง


ฉินเหยายักไหล่ยิ้มให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลาง บอกพวกเขาว่าหากมีเรื่องอะไรให้เรียกนาง จากนั้นจึงหันกลับเข้าห้องครัว ถามซานหลางกับซื่อเหนียงว่ากินข้าวแล้วหรือยัง


“ท่านแม่ พวกข้ากินกันหมดแล้ว พี่ใหญ่บอกว่าอาหารที่อยู่ในหม้อเป็นของท่านหมดเลย”


ซื่อเหนียงหลับตา ท่องจนเข้าสู่ภวังค์ ศีรษะผงกขึ้นลงเล็กน้อย


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ซานหลางคอยดูแลนาง ระวังอย่าให้ตกจากเก้าอี้


ซานหลางมองน้องสาวอย่างขัดใจ ก่อนจะจิ้มพุงน้อยๆของนางเบาๆ ซื่อเหนียงลืมตาขึ้นแล้วนั่งตัวตรงตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็ท่องกลอนเสียงดังว่า


“ท่านให้มะละกอข้า ข้าตอบแทนด้วยหยกงาม มิใช่การตอบแทน แต่เพื่อผูกสัมพันธ์อันดีชั่วนิรันดร์…”


ฉินเหยาถือหม้อทั้งใบพร้อมไก่ย่างที่เหลือจากเมื่อคืนนั่งฟังเสียงเด็กๆท่องกลอนพลางกินข้าวไปด้วย


เมื่อกินเสร็จ เสียงอ่านกลอนในบ้านก็เงียบลง การอ่านหนังสือยามเช้าสิ้นสุดลงแล้ว ฝาแฝดที่อัดอั้นมานานหยิบกรงไม้ไผ่ใบเล็กที่ใช้ใส่ตั๊กแตนกับจิ้งหรีดแล้ววิ่งไปยังลานรกร้างหลังบ้านเพื่อจับแมลงไปเลี้ยงไก่พร้อมทั้งแวะไปให้หญ้าอ่อนเหล่าหวงของพวกเขา


ฉินเหยากำชับไว้ว่าห้ามเข้าใกล้ม้ามากเกินไปเพราะเกรงว่าจะโดนมันเตะจนกระเด็น คู่แฝดจึงยืนอยู่ห่างๆ แล้วใช้ไม้ไผ่เขี่ยหญ้าอ่อนที่ถอนมาไปให้มัน


พอมองดูม้าเคี้ยวหญ้าตุ่ยๆ สองพี่น้องก็หัวเราะคิกคักด้วยความพอใจ


ฉินเหยาหยิบจอบขึ้นมาถางวัชพืชในแปลงผักเล็กๆหลังบ้านพลางมองดูผักกาด พริก มะเขือและบวบที่ปลูกไว้ เนื่องจากดูแลไม่ดีนัก ผลที่ออกมาจึงดูแปลกประหลาดไปหมด


แต่อย่างไรก็กินได้ ไม่ได้ส่งผลต่อรสชาติ


พริกนั่นเดิมควรจะออกเป็นแท่งยาวเรียวตรง ก็ไม่รู้ว่านางจางให้เมล็ดพันธุ์มาผิดพลาดหรืออย่างไร ปลูกออกมาแล้วกลับโค้งงอไปหมด


แน่นอนว่าไม่ได้ส่งผลต่อรสชาติ ทั้งยังเผ็ดมากเสียด้วย


ฉินเหยาถางหญ้าเสร็จแล้วก็เด็ดมะเขือกับบวบที่ดูเข้าท่ากลับบ้าน เริ่มเตรียมมื้อเที่ยง


หลิวไป่กับหลิวจ้งสร้างโครงเพิงเสร็จเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตอนบ่ายจะไปเก็บใบกกริมแม่น้ำมาสานเป็นหลังคามุงไว้ก็น่าจะพอได้


พอถึงฤดูหนาว ฉินเหยาค่อยใช้เสื่อฟางมาล้อมรอบเพิงไว้เพื่อกันหนาวก็ไม่น่ามีปัญหา


แน่นอนว่าหากตอกไม้กระดานเพิ่มก็จะทำให้มั่นคงขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่ว่าทั้งยุ่งยากและเปลืองเงิน ก็ต้องดูว่าฉินเหยาจะเลือกอย่างไร


อย่างไรเสีย โครงสร้างก็ทำไว้แล้ว หากคิดจะปรับเปลี่ยนก็ทำได้ง่าย


ฉินเหยาชวนทั้งสองคนกินข้าวที่บ้าน หลิวไป่กับหลิวจ้งอยากทำให้เสร็จเร็วหน่อย การกินข้าวที่นี่ก็ช่วยประหยัดเวลาจึงตอบตกลง


ตอนเที่ยงแดดแรง ยังห่างจากเวลากินข้าวอยู่ช่วงหนึ่ง หลิวจ้งจึงลากท่อนไม้กลมยาวกว่าหนึ่งเมตรมา นั่งที่ธรณีประตูหลังบ้าน แกะออกเป็นรางอาหาร


ฉินเหยาออกมาเรียกพวกเขาเข้าบ้านกินข้าว พอเห็นท่อนไม้ขนาดใหญ่นั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย “ไม้ดีเพียงนี้จะทำเป็นรางอาหารม้าหรือ”


หลิวจ้งตอบอย่างเก้อเขิน “ท่านพ่อสั่งไว้น่ะ อย่างไรเสียวางทิ้งไว้ที่บ้านก็ไม่ได้ใช้ สู้เอามาแกะเป็นรางอาหารให้ม้าดีกว่า ขนาดก็พอดีด้วย”


ก็พอดีจริง แต่ไม้คุณภาพดีขนาดนี้คงมีราคาพอสมควร


ฉินเหยาคิดจะจ่ายเงินคืนให้พวกเขา หลิวไป่มองเจตนาของนางออกยิ่งรู้สึกเก้อเขินกว่าเดิม รีบพูดว่า


“น้องสะใภ้ เจ้าอย่าคิดจะจ่ายเงินคืนพวกข้าเลย เนื้อชิ้นใหญ่เมื่อคืนนี้ก็ไม่รู้ซื้อไม้ได้กี่ท่อนแล้ว”


ฉินเหยาเองก็ไม่มากความ รับน้ำใจของพวกเขาไว้แล้วยิ้มบางๆ “ตกลง เช่นนั้นก็เอาตามนี้ล่ะ”


หลิวไป่กับหลิวจ้งพยักหน้าด้วยความยินดี “อื้อ!”


“เอาล่ะ ไปล้างมือแล้วมากินข้าวเที่ยงกันเถอะ ฝีมือทำอาหารของข้าธรรมดามาก พวกท่านก็อย่าคาดหวังมากนักนะ” ฉินเหยาเอ่ยเตือนไว้ก่อนล่วงหน้า พวกเขาจะได้ไม่คาดหวังกับอาหารมื้อนี้มากเกินไป


หลิวไป่กับหลิวจ้งเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอเห็นหม้อตุ๋นเละๆ สีออกเขียวปนม่วง ม่วงปนเขียวบนโต๊ะอาหารก็ยังตกใจอยู่ดี


สองพี่น้องมองหน้ากัน คงไม่มีพิษหรอกนะ


ฉินเหยาเร่งต้าหลางกับพี่น้องทั้งสี่ให้เข้าไปนั่งที่โต๊ะ จากนั้นนางจึงนั่งลงเป็นคนสุดท้าย หยิบตะเกียบขึ้นมา ตักกับข้าวขึ้นกินหนึ่งคำพลางพูดว่า “ก็พอใช้ได้ มีเกลือ”


“พวกเจ้ากินสิ อย่าเกรงใจ ข้าหุงข้าวไว้เยอะมาก กินกันได้เต็มที่เลย” ฉินเหยาเรียกให้ทุกคนกิน


นางคิดว่าทุกคนล้วนสนิทสนมกันดีแล้ว หลังพูดจบก็เริ่มตักข้าวกินเอง ไม่ได้สนใจหลิวไป่กับหลิวจ้ง


ต้าหลางกับพี่น้องดูเหมือนจะชินกับเรื่องนี้แล้ว ซื่อเหนียงที่ปากหวานราวกับทาน้ำผึ้งกินผักตุ๋นสีเขียวปนม่วงเข้าไปคำหนึ่งก็ร้อง “โอ้โห!” พลางมองฉินเหยาแล้วพูดว่า “ท่านแม่ นี่มะเขือ”


ฉินเหยาเคี้ยวข้าวพลางพยักหน้า ส่งสายตานัยชื่นชมว่า ‘ฉลาดมาก’ ไปให้นาง เด็กหญิงตัวน้อยดีใจจนแกว่งเท้าเล็กๆใต้โต๊ะไปมา


เอ้อร์หลางหลับตากลืนอาหารที่ท่านแม่ทำลงไป ในใจตำหนิตัวเองที่เริ่มเรื่องมากเกินไป เมื่อก่อนเขายังกลืนข้าวปนรำได้แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับเริ่มคิดถึงชีวิตในบ้านที่มีท่านพ่ออยู่ด้วย


ต้าหลางเห็นว่าลุงใหญ่กับลุงรองยังไม่ขยับตะเกียบจึงอธิบายเป็นพิเศษว่า “ทั้งหมดนี้เป็นมะเขือกับบวบที่ปลูกเองที่บ้านขอรับ”


ดังนั้นพวกท่านกินได้อย่างสบายใจ ไม่มีพิษแน่นอน เขาสาบาน!


การทำอาหารของแม่เลี้ยงนั้นจริงๆ แล้วไม่มีแนวคิดเรื่องสีสัน กลิ่น หรือรสชาติครบถ้วนแต่อย่างใด แน่นอนว่าบางครั้งอาจมี แต่จนใจเพราะฝีมือจำกัด


แต่นางมั่นใจว่าอย่างน้อยอาหารก็สุกแน่นอน เพราะอุณหภูมิสูงสามารถฆ่าเชื้อโรคได้


ดังนั้น เรื่องที่กินเข้าไปแล้วไม่ท้องเสีย ต้าหลางสามารถตบอกรับรองให้ลุงใหญ่กับลุงรองได้


เห็นหลานชายยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ หลิวไป่กับหลิวจ้งจึงลองตักอาหารคำแรก


อืม… มีเกลือจริงๆ


แล้วก็… แค่นั้นแหละ


ฉินเหยากินข้าวเปล่าสามชามติดกันจนเต็มอิ่ม วันนี้ไม่ได้ออกแรงมากนัก ไขมันและน้ำมันก็มีเพียงพอแล้วจึงกินอาหารจานหลักได้น้อยลง


นางวางชามตะเกียบลง เงยหน้าขึ้นเห็นหลิวไป่กับหลิวจ้งกินแต่ข้าวเปล่าเลยถามอย่างประดักประเดิดว่า


“กับข้าวไม่อร่อยหรือ”


ทั้งสองส่ายหน้า พยายามรักษาน้ำใจด้วยการตักกับข้าวกันมาคนละคำใหญ่


แต่พอตกเย็น ฉินเหยาชวนทั้งสองคนให้อยู่กินข้าวด้วยกัน พวกเขากลับไม่ยอม จะอย่างไรก็ไม่อยู่ บอกว่าเกรงใจ ไม่อยากให้นางต้องเสียเงินเพิ่มแล้วรีบหนีออกจากบ้านไปราวกับหนีตาย


ฉินเหยาเลิกคิ้วพลางจุปากแล้วหันกลับไปมองลูกๆทั้งสี่ที่ยืนเรียงกันเหมือนถังหูลู่สี่ไม้อย่างจนใจ


พวกเขากล่าวกับนางอย่างจริงจังว่า “พวกข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำที่สุดเลย”


ฉินเหยาหัวเราะออกมา โบกมือเอ่ย “ไปกันเถอะ! พวกเราย้ายบ้านให้เหล่าหวงกัน!”


เด็กทั้งสี่ได้ยินดังนั้นก็ร้องลั่นอย่างตื่นเต้นแล้ววิ่งไปทางหลังบ้านอย่างรวดเร็ว


เอ้อร์หลางกับซานหลางเมื่อวานยังไม่ได้ขี่ม้า วันนี้จึงโวยวายอยากขี่บ้าง ฉินเหยาจึงตามใจ อุ้มพวกเขาสองคนขึ้นหลังม้าแล้วจูงม้าพาพวกเขาเดินจากเขาหลังบ้านไปยังคอกม้า ทั้งสองคนยังคงรู้สึกว่ายังไม่จุใจ


แต่เพราะไม่มีอานม้า การขี่ม้าจึงไม่ค่อยสบายนัก ทั้งสองจึงยอมให้ฉินเหยาช่วยอุ้มลงจากม้าอย่างว่าง่าย


เหล่าหวงกินหญ้าบนเขาหลังบ้านจนอิ่มแล้ว แม่ลูกทั้งห้าจึงเพียงแค่ให้มันดื่มน้ำ จากนั้นก็จูงไปที่ริมแม่น้ำ ล้างตัวทำความสะอาดให้มันจนเกลี้ยงเกลาแล้วพาเข้าบ้านใหม่


ฉินเหยาค้นเอาผงยาที่ซื้อมาจากสัตวแพทย์ในเมืองมาทาตรงจุดที่ขนร่วงของเหล่าหวง พอจัดการเสร็จ ก็ปัดมือแล้วเดินเข้าบ้านไปล้างมือแล้วเริ่มกินมื้อเย็น


กับข้าวที่ตุ๋นเมื่อตอนเที่ยงยังกินไม่หมด มื้อเย็นจึงกินพร้อมข้าวต้มขาวกับเนื้อรมควัน ถือว่าเป็นการกินมื้อเย็นอย่างง่ายๆ


พระอาทิตย์ตกช้า หลังกินข้าวเย็นเสร็จแล้วฟ้าก็ยังไม่มืดสนิท ฉินเหยาคิดว่าควรไปบ้านช่างไม้หลิวสักหน่อย พรุ่งนี้พวกเขาต้องไปติดตั้งกังหันน้ำให้ลูกค้าจึงต้องตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดกันล่วงหน้า


นางถามต้าหลางกับพวกว่าสนใจจะไปเล่นที่บ่อน้ำในหมู่บ้านหรือไม่ เด็กทั้งสี่รีบหยิบลูกชู่จวีที่เพิ่งซื้อมาใหม่แล้ววิ่งตามนางออกไปอย่างกระตือรือร้น


ตอนที่ 120: เครื่องโม่น้ำขนาดจิ๋ว


ฉินเหยาส่งพี่น้องทั้งสี่ไปยังบ่อน้ำในหมู่บ้าน ที่นี่คึกคักมากทีเดียว


ช่วงบ่ายแก่ๆ ขุนนางจากที่ว่าการอำเภอเดินทางมาแจ้งข่าวดีซึ่งก็เป็นไปตามที่นางบอกไว้เมื่อวานว่าโจรภูเขาทั้งหมดถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว


ขุนนางเดินทางมาอย่างรีบเร่งและจากไปอย่างรีบเร่งเช่นกัน ทว่าชาวบ้านกลับจับกลุ่มถกเถียงกันเรื่องนี้อยู่นาน


ตอนนี้แต่ละบ้านกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ยังมารวมตัวกันคุยถึงเรื่องนี้อยู่


เพราะตอนที่ขุนนางมายังแวะไปหาฉินเหยาถึงบ้านเพื่อทักทายนางเป็นพิเศษ ตอนนี้ชาวบ้านจึงรู้สึกว่าหมู่บ้านของตนมีเกียรติขึ้นมา


หมู่บ้านของพวกเขามีวีรบุรุษปราบโจร ขุนนางจากที่ว่าการยังต้องมาทักทายนางเป็นการเฉพาะ


ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่ตอนนี้ชาวบ้านกำลังปรึกษากันว่าควรมอบป้ายเกียรติยศให้ฉินเหยาหรือไม่


โชคดีที่ฉินเหยาส่งลูกๆมาที่บ่อน้ำก่อนเลยได้ยินเข้าพอดี นางรีบห้ามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นนางคงเขินตายแน่


การเป็นจุดสนใจก็ต้องมีขอบเขต ให้คนชมเชยบ้าง เวลาเจอกันก็ทักทายกันอย่างสุภาพก็พอ


มอบป้ายเกียรติยศหรือ


หัวหน้าตระกูลในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเองยังไม่เคยได้รับป้ายเกียรติยศเลยนะ


เช่นนี้แหละดีแล้ว ผู้คนยังพากันชมว่านางเป็นคนถ่อมตัว ไม่แสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์


ฉินเหยาไม่ชอบเป็นเจ้าใหญ่นายโตในเงามืด สิ่งที่นางสมควรได้ ทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ก็อย่าได้มีใครคิดมาแย่งไป


ยิ่งไม่ยอมให้คนอื่นมาแอบอ้างเป็นผลงานของตัวเอง เพียงเพราะนางอยากอยู่อย่างสงบไม่อยากเปิดเผยตัวตนต่อหน้าสาธารณชนแล้วให้คนอื่นมาวิพากษ์วิจารณ์


หากต้องการสวมมงกุฎก็ต้องแบกรับน้ำหนักของมันให้ได้ซึ่งคอของนางแข็งแรง รับไหว!


หลิวเหล่าฮั่นตอนนี้รู้สึกว่าฉินเหยาเป็นหน้าเป็นตาให้กับสกุลหลิวของเขาอย่างยิ่ง ขณะกินข้าวเย็นยังทอดถอนใจพูดกับนางจางว่า


“ชาติก่อนเจ้าสามต้องทำบุญมาดีแน่ๆ ถึงได้สมบัติค้ำตระกูลผู้นี้มา!”


นางจางตอบรับติดๆกัน แต่ในใจคิดต่างจากหลิวเหล่าฮั่น


นางกลับคิดว่าฉินเหยาสร้างเกียรติให้พวกนางที่เป็นสตรีต่างหาก!


ดูเมียเจ้าใหญ่เจ้ารองสิ ตอนนี้ยามเดินหลังก็ยืดตรงกว่าเดิมไม่น้อย


ทางฝั่งฉินเหยา ตอนที่นางไปถึงบ้านช่างไม้หลิว ครอบครัวของพวกเขากำลังกินข้าวเย็นกันอยู่ พวกเขารีบเชิญให้นางไปร่วมโต๊ะด้วยทันที


ฉินเหยาโบกมือบอกว่าตนกินมาแล้ว ให้พวกเขาไม่ต้องกังวล ช่างไม้หลิวจึงยกถ้วยข้าวขึ้นมา กินไปพลางเดินนำทางพานางไปดูกังหันน้ำที่ต้องส่งมอบให้ลูกค้าในวันพรุ่งนี้ไปพลาง


เป็นกังหันน้ำที่มีขนาดเล็กกว่ากังหันน้ำขนาดเล็กเล็กน้อย บ้านหลังนั้นไม่ได้อยู่ใกล้แม่น้ำ แต่หลังบ้านมีน้ำพุจากภูเขาไหลลงมาตลอดทั้งปี พวกเขาต่อท่อไม้ไผ่เพื่อนำน้ำมาใช้โดยตรง


เดิมทีพวกเขาไม่คิดว่าจะติดตั้งกังหันน้ำได้ แต่พอฉินเหยาไปตรวจดูด้วยตนเองแล้วก็พบว่าสามารถติดตั้งได้


ติดตั้งกังหันน้ำแบบขนาดจิ๋ว กำลังจะไม่มากเท่าโรงโม่ปกติ ปริมาณธัญพืชที่บดได้ก็น้อยกว่า แต่สำหรับใช้ในครัวเรือนก็เพียงพอแล้ว


เนื่องจากนี่เป็นคำสั่งซื้อขนาดจิ๋วชิ้นแรก ฉินเหยากับช่างไม้หลิวจึงใส่ใจเป็นพิเศษ


หากประสบความสำเร็จก็จะเปิดตลาดได้กว้างขึ้น ทำให้โรงโม่น้ำเข้าถึงบ้านเรือนทั่วไป


เช่น หมู่บ้านที่มีน้ำตกเล็กๆ หรือน้ำพุจากภูเขาตามธรรมชาติก็สามารถติดตั้งโรงโม่ได้โดยไม่ต้องอาศัยแม่น้ำใหญ่


การทำกังหันขนาดจิ๋วอาจช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องภูมิประเทศและสภาพแหล่งน้ำบางแห่งได้


“พรุ่งนี้จะไปติดตั้งแค่บ้านนี้ใช่หรือไม่” ฉินเหยาถาม


ช่วงหลายวันที่ผ่านมานางไม่อยู่จึงไม่ค่อยรู้ว่าตารางงานจัดไว้เช่นไร


ช่างไม้หลิวพยักหน้า “บ้านที่ติดตั้งแบบขนาดจิ๋วอยู่ไกล พรุ่งนี้คงไปได้แค่บ้านเดียว ที่เหลืออีกสองบ้านไปวันมะรืนพร้อมกัน เพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน พอดีช่วงเช้าหนึ่งบ้านช่วงบ่ายอีกบ้าน”


ฉินเหยาพูดว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราขี่ม้าไป ข้าจะไปขอยืมรถลากจากผู้ใหญ่บ้านมาจะได้สะดวกขึ้น”


ช่างไม้หลิวพยักหน้า ทั้งสองตกลงกันเรียบร้อย ฉินเหยาหยิบสมุดบัญชีติดตัวกลับบ้าน หลังจากตรวจสอบบัญชีเสร็จ นางก็เข้านอนแต่หัวค่ำ


เนื่องจากเส้นทางไกล ทั้งสองจึงออกเดินทางตั้งแต่ยามสี่


ตอนที่ฉินเหยาออกเดินทาง เด็กทั้งสี่ยังหลับสนิท นางจึงเขียนข้อความทิ้งไว้ใต้ถ้วยบนโต๊ะอาหารกลางเรือน บอกพวกเขาว่าตนจะกลับมาในช่วงค่ำ


รถลากของเกวียนวัวเมื่อนำมาใช้กับม้าก็ไม่ค่อยเข้ากันนัก เพราะโครงเตี้ยกว่ามาก แต่ความเร็วม้ากลับเร็วกว่าเกวียนวัวถึงเท่าตัว


ทั้งที่ต้องลากคนสองคนกับหินโม่ที่หนักอึ้ง แต่ม้าก็ยังวิ่งฉิวไปอย่างรวดเร็ว


ฉินเหยาฟังเสียงล้อรถใต้ร่างที่หมุนเสียงดัง ก้อนเนื้อในอกก็แทบหยุดเต้น กลัวว่ารถลากของผู้ใหญ่บ้านจะแยกส่วนออกจากกัน


ดังนั้นเมื่อถึงทางเล็กที่เดินลำบาก นางจึงชะลอความเร็วของรถม้าลง


ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ไปถึงบ้านลูกค้าก็เป็นเวลาราวสิบโมงเช้า


หากเดินด้วยเท้า ตอนเที่ยงอาจจะยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ


ที่ที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้กลับรู้จักโรงโม่น้ำของหมู่บ้านตระกูลหลิว นี่ทำให้ฉินเหยารู้สึกประหลาดใจมาก ภายหลังจึงได้รู้ว่า เดิมทีมีหญิงสาวจากหมู่บ้านตระกูลหลิวแต่งงานออกมาอยู่ที่นี่ ตอนกลับไปเยี่ยมบ้านก็ได้นำข่าวเรื่องโรงโม่กลับมาด้วย


บ้านที่ยอมจ่ายเงินติดตั้งโรงโม่น้ำ มักเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะในหมู่บ้าน บ้านหลังนี้เองก็เช่นกัน ลานบ้านกว้างขวาง ประตูหน้าเองก็ใหญ่โต เมื่อถอดธรณีประตูออก รถม้าก็สามารถแล่นเข้าไปได้โดยตรง


บ้านนี้ต่อท่อนำน้ำพุจากภูเขาเข้ามาในบ้าน ทั้งยังขุดสระน้ำขนาดใหญ่ ในสระปลูกดอกบัวไว้ ตอนนี้ดอกบัวส่วนใหญ่บานไปหมดแล้ว เหลือเพียงสองสามดอกที่บานช้ากว่าชูช่อสง่างามอยู่ท่ามกลางใบบัว


ตอนที่ฉินเหยามาถึงที่นี่ครั้งแรกก็รู้สึกอิจฉาลานบ้านกว้างขวางของครอบครัวนี้เป็นพิเศษ


น่าเสียดายที่ทำเลบ้านของพวกนางมีพื้นที่ราบเพียงนิดเดียว ขุดสระไม่ได้ ทำได้แค่ปลูกผักเล็กๆน้อยๆ


บริเวณที่ติดตั้งโรงโม่นั้น เจ้าของบ้านเตรียมพื้นที่ไว้แล้ว อยู่ตรงมุมสระน้ำที่ซึ่งน้ำพุจากภูเขาไหลลงมา


ปริมาณน้ำพุจากภูเขาค่อนข้างมาก ฉินเหยาทดสอบดูแล้ว กังหันน้ำสามารถหมุนได้ไม่มีปัญหา


ในส่วนของขั้นตอนการติดตั้ง ฉินเหยากับช่างไม้หลิวคุ้นเคยจนชำนาญ พอทั้งสองร่วมมือกันก็สามารถติดตั้งเสร็จภายในครึ่งชั่วยาม


พอขอข้าวเปลือกจากเจ้าของบ้านมาทดสอบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพอใจทีเดียว


โรงโม่น้ำปกติสามารถบดข้าวได้หนึ่งหาบต่อหนึ่งชั่วโมง ส่วนโรงโม่ขนาดจิ๋วใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง


ช่างไม้หลิวเคยวัดขนาดตะกร้าของเจ้าของบ้านมาก่อนหน้านี้ พบว่ามีขนาดพอๆกับตะกร้าที่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวใช้กัน ดังนั้นผลลัพธ์ที่ฉินเหยาคำนวณจึงน่าเชื่อถือ


ฉินเหยายังให้เจ้าของบ้านทดลองใช้ด้วยตัวเอง เจ้าของบ้านรู้สึกพอใจไม่น้อยเพราะเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ และที่สำคัญคือไม่ต้องเหนื่อย


อีกไม่กี่วันก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว พอดีกับการนำไปใช้งาน ความพอใจจึงฉายชัดบนใบหน้ายิ้มแย้ม


“หากไม่มีปัญหา เช่นนั้นเรามาชำระเงินส่วนที่เหลือกันเถอะ” ฉินเหยากล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ


เจ้าของบ้านยิ้มแล้วเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบเงิน


ราคาทั้งหมดสามตำลึง วางเงินมัดจำไว้หนึ่งในสาม ส่วนที่เหลือคือสองตำลึง


ช่างไม้หลิวเตรียมตราชั่งเล็กมาด้วยจึงชั่งน้ำหนักเงินให้เรียบร้อย ฉินเหยามอบใบรับเงินให้เจ้าของบ้าน เงินและสินค้าส่งมอบครบถ้วน


ตอนที่ฉินเหยากับช่างไม้หลิวขับรถม้าออกจากบ้านลูกค้าก็เห็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่พากันเดินเข้าไปในบ้านลูกค้าผู้นั้น พวกเขาต่างอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโรงโม่น้ำมาก


ทั้งสองสบตากัน ไม่เกินความคาดหมายนัก อีกไม่นานต้องมีคำสั่งซื้อใหม่แน่


และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากฉินเหยากับช่างไม้หลิวติดตั้งโรงโม่ขนาดเล็กสองชุดสุดท้ายเสร็จ เพียงวันเดียวก็มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นที่ทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิว


ผู้มาใหม่เงยหน้ามองรอบๆ ไม่รู้จุดหมายแน่ชัดจึงต้องหยุดถามชาวบ้านแถวนั้นว่า “บ้านของฉินเหนียงจื่อที่ทำโรงโม่น้ำอยู่ที่ไหนหรือ”


จินฮวาหูไวมาก ยังไม่รอให้ชาวบ้านได้ตอบ นางก็รีบวิ่งพรวดเข้ามาพร้อมตะโกนว่า


“ข้ารู้! ข้าจะพาท่านไปเอง!”


แต่น่าเสียดาย คนผู้นั้นไม่เชื่อเด็กตัวเล็กๆเช่นนาง เขาโบกมือไล่ “เด็กน้อย ไปเล่นที่อื่นไป อย่ามาก่อกวน”


แล้วจึงหันไปรอคำตอบจากชาวบ้านตระกูลหลิวแทน


ชาวบ้านคนนั้นหัวเราะพลางชี้ไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก “นั่นคือหลานสาวของฉินเหนียงจื่อ ท่านไปกับนางก็รู้เอง ข้ายังต้องลงนา ดูว่าน้ำระบายแห้งหรือยัง อีกสองวันก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว…”


ผู้มาใหม่รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อยทันที


โชคดีที่จินฮวาไม่ถือสา นางยิ้มกว้างและโบกมือส่งสัญญาณให้เขาตามมา


ในใจนางก็คาดหวังไปด้วยว่า วันนี้อาสะใภ้สามจะให้อะไรอร่อยๆนางกินบ้างนะ



จบตอน

Comments