stepmother ep121-130

ตอนที่ 121: แค่เริ่มก็ห้าสิบชุดเลย


ของอร่อยนั้นไม่มี แต่มีของเล่นอยู่ชิ้นหนึ่ง


ฉินเหยาไม่มีอะไรทำจึงประดิษฐ์แมลงปอไม้ไผ่หลายตัวให้เด็กๆ สี่คนในบ้านที่แทบไม่มีของอะไรให้เล่น


จินฮวาประคองไว้ในมือ ดีใจยิ่งกว่าตอนได้น้ำตาลเสียอีก นางอดใจไม่ไหวรีบเรียกน้องซื่อเหนียงแล้วพากันวิ่งออกไปเล่น


เอ้อร์หลางนั่งท่องหนังสืออยู่ในบ้าน สมกับชื่อเสียง ‘ราชาแห่งการอ่าน’ ของครอบครัว


ต้าหลางกับซานหลางอยู่ที่โรงโม่น้ำ คอยดูให้ม้าอาบน้ำในแม่น้ำไปพลางจับตาดูกล่องเงินของโรงโม่ไปพลาง


ตอนนี้การค้าไปได้ดีมาก ชาวบ้านเพียงต้องเข้าแถวต่อคิวรอ ทุกคนล้วนเลือกใช้โรงโม่น้ำกันทั้งนั้น คนที่ไม่มีเงินก็เอาผักที่ปลูกเองมาแลก ต้าหลางกลัวว่าผักจะถูกขโมยจึงต้องแวะไปดูที่โรงโม่น้ำบ่อยๆ แล้วเก็บของกลับบ้าน


ชาวบ้านพากันล้อว่าเขาเป็นผู้ดูแลตัวน้อย


ฉินเหยาพาผู้มาเยือนไปยังโถงกลาง เทน้ำให้พร้อมสังเกตเสื้อผ้าและรูปลักษณ์ของเขา


เป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี ไว้หนวดบางๆตามสมัยนิยม สวมเสื้อผ้าปอสีเทาธรรมดา เกล้าผมเรียบร้อยแล้วใช้ผ้าสีเทารัดเอาไว้ ดูเผินๆแล้วแทบไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป


แต่ฉินเหยาสังเกตเห็นรองเท้าที่เขาใส่เป็นรองเท้าผ้าฝ้ายหนาพิเศษแบบเย็บซ้อนกันหลายชั้น


มือที่โผล่พ้นแขนเสื้อดูแล้วเรียบเนียนกว่าใบหน้าของเขามาก ไม่เหมือนคนที่ต้องทำงานหนักเป็นประจำ


สีผิวบนใบหน้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม เหมือนคนที่ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ


“เชิญดื่มน้ำ” ฉินเหยาส่งน้ำเปล่าให้ นางนั่งลงตรงข้ามแล้วถามพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร ตั้งใจจะติดตั้งโรงโม่น้ำที่บ้านหรือ”


“ข้าแซ่ไป๋ ชื่อคำเดียวว่าซั่น” เขายกถ้วยน้ำขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียวด้วยความกระหาย ดูเหมือนเดินทางมาไกลมาก


ฉินเหยาเลิกคิ้ว ยื่นมือไปจะหยิบถ้วยมาเติมน้ำเพิ่มให้เขา แต่เขากลับยกมือขึ้นวางขวางบนแก้ว “ไม่ต้อง พอแล้ว”


ฉินเหยาพยักหน้ารับ นั่งลงใหม่แล้วส่งสัญญาณให้เขาเอ่ยเข้าเรื่อง


ไป๋ซั่นถามราคาของโรงโม่ขนาดจิ๋วหนึ่งชุด เมื่อได้ยินตัวเลขเขาก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นิ้วมือขยับเบาๆ คำนวณเลขอยู่ในใจ ก่อนจะพยักหน้า


จากนั้นก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แล้ววางเงินก้อนใหญ่ลงบนโต๊ะสองก้อน ก้อนละยี่สิบตำลึง รวมเป็นสี่สิบตำลึง


“ข้าจะสั่งเครื่องโม่น้ำขนาดจิ๋วห้าสิบชุด ไม่ต้องให้พวกเจ้าติดตั้งให้ พอถึงเวลาข้าจะส่งลูกน้องมาเรียนวิธีติดตั้ง หากรอบนี้ขายดี ข้าจะกลับมาสั่งเพิ่ม”


“แต่ข้ามีเงื่อนไข ก่อนที่คำสั่งซื้อของข้าจะเสร็จ ห้ามรับงานของบ้านอื่น”


“หากเจ้าตกลง เรามาตกลงเรื่องราคาและกำหนดส่งกันตอนนี้เลย หากไม่ตกลง ข้าก็จะเก็บเงินกลับไป เจ้าก็ทำเหมือนว่าข้าไม่เคยมา”


เงินก้อนใหญ่สองก้อนถูกวางลงบนโต๊ะอาหารโดยไม่คาดคิด แม้ฉินเหยานึกตกใจอยู่บ้าง แต่สีหน้ายังคงนิ่งสงบ


ไป๋ซั่นสังเกตสีหน้านางอยู่ตลอด เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าสตรีที่ดูอ่อนเยาว์กลับเหมือนพวกเฒ่าเจนจัดมากประสบการณ์


หากเป็นคนอื่น เมื่อเห็นเงินก้อนโตสองก้อนเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องแสดงความตื่นเต้นดีใจออกมาบ้าง


เขาตรงไปตรงมา ฉินเหยาเองก็ไม่อ้อมค้อม หลังนิ่งคิดไปไม่นานนางก็บอกราคาขายส่งให้


“หากสั่งห้าสิบชุด ข้าสามารถลดราคาให้ได้สองส่วน แต่หากสั่งท่านหนึ่งร้อยชุดจะลดให้สามจุดสองส่วน ท่านสนใจจะเพิ่มจำนวนหรือไม่”


“คนในหมู่บ้านของพวกข้ามีกำลังพอ ฤดูเก็บเกี่ยวมีเพียงช่วงนี้ ก่อนสิ้นปีหนึ่งร้อยชุดต้องส่งได้ครบแน่นอน”


ไป๋ซั่นส่ายหน้า “สิ้นปีนานเกินไป สองส่วนก็สองส่วนเถอะ ห้าสิบชุดไม่เปลี่ยน ส่งของเดือนสิบ”


ในสมองฉินเหยาคำนวณตัวเลขจนแทบจะไหม้ อีกไม่นานก็ถึงเทศกาลจงหยวนแล้วซึ่งตรงกับช่วงเก็บเกี่ยวพอดี ปลายเดือนเจ็ดไม่มีทางผลิตได้มาก


เวลาที่ทำงานได้จริงคือเดือนแปด เดือนเก้าและเดือนสิบสามเดือนนี้ ตอนนี้ไม้และหินยังไม่ได้เตรียม คิดเฉลี่ยต้องทำให้ได้เดือนละสิบหกชุด พอคิดอัตราสูญเสียไปด้วย หากทุบหินจนไฟแลบก็อาจจะฝืนส่งได้ทัน


ฉินเหยาลองต่อรอง “ส่งของวันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ด”


ไป๋ซั่นโบกนิ้ว “วันที่สิบห้าเดือนสิบ สามเดือนก็พอแล้ว”


“ไม่ได้จริงๆ ตรงกับช่วงเก็บเกี่ยว คนไม่พอ” เว้นแต่เจ้าจะเพิ่มเงิน ฉินเหยาแอบเสริมในใจ


ไป๋ซั่นมองฉินเหยาอย่างจนใจ หยิบเงินก้อนแล้วทำท่าจะเดินออกไป


ฉินเหยาเองก็ไม่ห้าม


ไป๋ซั่นเดินไปถึงประตู เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆ เขาก็หยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมากัดฟันพูดว่า


“ช้าสุดวันที่ยี่สิบเดือนสิบ พวกข้าจะขนของลงใต้ เดือนสิบสองมีหิมะ ต้องไปให้ถึงก่อนหน้านั้น หากติดอยู่กลางพายุหิมะ ทุกอย่างจะสูญเปล่าหมด!”


ฉินเหยาได้ยินดังนั้นก็คิดในใจว่า ที่แท้เขาคิดจะขายสินค้าไปทางใต้ นี่เป็นความคิดที่ดีมากทีเดียว


ทางใต้น้ำเยอะ บ้านเรือนล้วนใช้ได้ทุกครัวเรือน ตลาดกว้างมากทีเดียว


แต่นางก็มีเรื่องลำบากใจเช่นกัน ฉินเหยาโบกมือให้เขากลับมานั่งลงเพื่อพูดคุยกันใหม่


“เช่นนี้ท่านว่าพอได้หรือไม่ วันที่สิบห้าเดือนสิบส่งมอบของรอบแรกแล้วที่เหลือส่งให้ครบวันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ด ข้ารับรองว่ารอบแรกส่งเกินหกส่วนแน่นอน นั่นคือสามสิบชุด”


สายการผลิตก็เป็นเช่นนี้ ตอนแรกต้องยุ่งกับการจัดโครงสร้าง จัดเตรียมวัตถุดิบ แถมต้องจ้างคนสร้างโรงงาน แต่ช่วงที่เร่งผลิตได้จริงๆ คือช่วงครึ่งเดือนสุดท้าย


ฉินเหยากวาดตามองเสื้อของไป๋ซั่น ตรงที่โป่งพองออกมาคงเป็นเงินทุนตั้งต้นของเขาสำหรับสร้างโรงงานผลิต


ไป๋ซั่นเริ่มลังเลไปเล็กน้อย คิดครู่หนึ่งก่อนจะเสริมเงื่อนไขเพิ่มว่า “หากวันที่สิบห้าเดือนสิบส่งมอบได้ไม่ถึงสามสิบชุด ชุดที่เหลืออีกยี่สิบชุดข้าก็จะไม่เอาแล้ว แต่ราคายังคงลดที่สองส่วน”


“ไม่มีปัญหา!” ฉินเหยาลุกขึ้นไปหยิบกระดาษ พู่กัน และหมึกประทับทันที


ความเร็วนี้ทำให้ไป๋ซั่นชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนตัวเองเสียเปรียบเข้าแล้ว


แต่พอฉินเหยาแสดงความเป็นมืออาชีพออกมาในขั้นตอนต่อไปก็ทำให้เขาอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย


ร่างสัญญากันอยู่หนึ่งชั่วยามพอดี ต้าหลางก็จูงเหล่าหวงที่อาบน้ำเสร็จกลับมา ฉินเหยาสั่งให้เขาไปตามช่างไม้หลิวมา


ช่างไม้หลิวหิ้วตะกร้าลูกหยางเหมยมาปรากฏตัวขึ้น เด็กๆตื่นเต้นกันใหญ่ พวกเขาถามฉินเหยาว่าสามารถใช้เงินเก็บของตัวเองไปซื้อน้ำตาลกรวดจากพ่อค้าหาบเร่หลิวได้หรือไม่ เมื่อได้รับอนุญาตพวกเขาก็รีบคว้าลูกหยางเหมยป่าเปรี้ยวจี๊ดเหล่านั้นไปเตรียมทำน้ำหยางเหมยทันที


เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงตื่นเต้นจนสมองเบลอไปหมด แต่ต้าหลางกลับคิดว่า อีกสองวันก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว หากมีน้ำหยางเหมยคงช่วยคลายร้อนให้พวกผู้ใหญ่ได้


ฉินเหยายุ่งกับคำสั่งซื้อใหญ่จึงปล่อยให้เด็กๆจัดการกันเอง นางแนะนำให้ช่างไม้หลิวกับไป๋ซั่นรู้จักกันคร่าวๆ จากนั้นให้ช่างไม้หลิวประทับนิ้วมือในสัญญา


ช่างไม้หลิวเพียงเหลือบมองตัวเลขยอดรวมที่เขียนว่า หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง มือก็สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะประทับนิ้วมือลงไป


พอทั้งสองส่งไป๋ซั่นจากไปอย่างมีมารยาทแล้ว ช่างไม้หลิวก็หันกลับมา ยกมือค้ำขอบประตูบ้านฉินเหยาแล้วทรุดนั่งลงที่ธรณีประตู “ขอข้าพักหน่อย… ขอข้าพักหน่อย…”


“นี่มันหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงจริงๆหรือ” เขาถามย้ำอีกครั้ง


ฉินเหยาหยิบเงินก้อนสองก้อนขึ้นมาเคาะแล้วถามว่า “ท่านดูสิว่าใช่หรือไม่”


เงินมัดจำหนึ่งในสามก็รับมาแล้ว จะเป็นของปลอมได้อย่างไร


ช่างไม้หลิวกลั้นหายใจครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “เจ้าระวังหน่อย อย่าทำเป็นรอยล่ะ”


ด้วยแรงของนาง หากไม่ระวังอาจตบก้อนเงินจนบี้แบนเป็นแผ่นเงินไปเลยก็ได้ ไม่น่าแปลกที่เขาจะกังวล


ฉินเหยาพยักหน้า เก็บเงินใส่กระเป๋าตนเองก่อน ทั้งสองคน คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งยืน มองทุ่งนาสีทองเบื้องล่างราวกับสัมผัสได้ถึงความสุขของฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึง


ตอนที่ 122: น้ำหยางเหมย


แต่พอคิดถึงคำสั่งซื้อห้าสิบชุดที่ต้องทำต่อไป รอยยิ้มของช่างไม้หลิวก็ค่อยๆแข็งค้าง


เขาค้ำกรอบประตูพยุงร่างขึ้นแล้วคารวะอย่างจริงใจ “ฉินเหนียงจื่อ เจ้ามีฝีมือและมองการณ์ไกล ต่อจากนี้เจ้าว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น ข้าจะให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่มีข้อโต้แย้ง”


ฉินเหยาตบไหล่เขา “ข้ารอให้ท่านพูดประโยคนี้อยู่พอดี พวกเราเข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ เวลากระชั้น วันนี้เราต้องวางแผนงานให้เสร็จ”


บ้านที่เริ่มเก็บเกี่ยวเร็วตอนนี้ก็เริ่มขนเครื่องมือไปที่นากันแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเริ่มเกี่ยวข้าว


ส่วนบ้านของนางเริ่มช้ากว่าสองวัน วันที่สิบสองเดือนเจ็ดจึงจะเริ่ม


วันนี้วันที่เก้า นางยังมีเวลาสองวันให้จัดการ พอกลุ่มคนส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวกันเสร็จนางก็จะเริ่มจ้างคน ซื้อวัสดุ และเริ่มงานทันที!


ฉินเหยากับช่างไม้หลิวพูดคุยกันอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน ทั้งสองสำรวจบ้านที่มีไม้ในหมู่บ้านทั้งหมด


ช่างไม้หลิวรู้ข้อมูลเหล่านี้ดี ทั้งไม้ที่มีอยู่แล้วและไม้ที่ยังอยู่ในป่า เขาล้วนรู้ดี


จากนั้นก็คำนวณวัสดุที่ต้องใช้สำหรับกังหันน้ำห้าสิบชุดแล้วคิดตัวเลขรวม พบว่าเพียงแค่ไม้จากหมู่บ้านตระกูลหลิวก็เพียงพอแล้ว


ฉินเหยากับช่างไม้หลิวจึงแบ่งงานกันอย่างรวดเร็ว


หน้าที่ของนางมีเพียงสองอย่าง


หนึ่ง สร้างโรงงานผลิต


สอง จ้างคนงานและเตรียมหินโม่


ส่วนช่างไม้หลิวจะไปจองไม้และคิดจำนวนรวมทั้งหมด พอฤดูเก็บเกี่ยวจบจะเริ่มงานได้ทันที


ส่วนเรื่องหินนั้นฉินเหยาไม่กังวลเลย เพราะภูเขาหินลูกใหญ่ตั้งอยู่ตรงนั้น หินไม่มีทางขาดแน่นอน


แต่หากต้องใช้หินนอกเขตหมู่บ้านตระกูลหลิว อาจต้องไปเจรจากับหมู่บ้านอื่น


สำหรับหินที่ใช้ทำกังหันน้ำจิ๋วห้าสิบชุดนั้น หินภายในหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นเพียงพออยู่แล้ว


ทั้งสองร่วมมือกัน รับผิดชอบหน้าที่สำคัญคนละส่วน ฉินเหยารับผิดชอบการวางแผนโดยรวม ส่วนช่างไม้หลิวเป็นฝ่ายสนับสนุน เพียงช่วงบ่ายก็ได้สรุปขั้นตอนดำเนินการทั้งหมดเรียบร้อย


เมื่อมีแผนที่ชัดเจน รู้ว่าต้องทำอะไร ช่างไม้หลิวที่กังวลมาตลอดก็โล่งใจไปกว่าครึ่ง


ช่วงเย็นแยกย้ายกันกลับไปกินข้าว พอกินเสร็จ ช่างไม้หลิวก็ถือกระดาษกับพู่กันไปตามบ้านเรือนเพื่อจองไม้


หากบ้านไหนมีไม้ที่เตรียมไว้แล้วก็ให้ขนไปวางไว้ที่ลานบ้านของเขาทันที


ฉินเหยากำชับเด็กๆสักสองสามคำก่อนออกไปลำพังเพื่อพบกับผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล หารือเกี่ยวกับสถานที่สร้างโรงงานผลิต


เมื่อรู้ว่ากังหันน้ำของนางได้รับคำสั่งซื้อถึงห้าสิบชุด ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลต่างตกตะลึง


แต่พอนึกถึงคำพูดของฉินเหยาก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะใช้เศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทั้งหมู่บ้านหลุดพ้นจากความยากจนและก้าวสู่ความมั่งคั่ง ทั้งสองก็ดีใจและบอกว่านางจะเลือกที่ดินตรงไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่รบกวนชาวบ้าน พวกเขาจะช่วยนางจัดการให้


แต่เมื่อเป็นโรงงานผลิต สถานการณ์ย่อมไม่เหมือนเดิม


ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอย่างไม่แน่ใจว่า “เกรงว่าคงต้องไปสอบถามหลี่เจิ้งดูก่อน ไม่รู้ว่าในกรณีของพวกเรา ต้องแจ้งต่อทางการหรือไม่”


เมื่อสร้างเป็นโรงงานผลิตก็ถือเป็นการค้าที่จริงจังต้องเสียภาษีการค้า


หากไม่ได้แจ้งทางการ พอถึงเวลาทางการมาเก็บภาษีข้าวแล้วพบเข้าอาจเป็นปัญหาขึ้นมาได้


หากเจอขุนนางที่เรื่องมากอาจโดนตั้งข้อหาและถูกเล่นงานได้


หากผู้ใหญ่บ้านไม่เตือน ฉินเหยาก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย


“ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่เตือน ข้าจะไปสอบถามที่อำเภอดู”


พอดีกับหลิวจี้กำลังจะกลับบ้าน นางจะได้แวะไปรับเขากลับมาด้วยเลย


แน่นอน เหตุผลหลักคือบัณฑิตที่สำนักศึกษามีมากมาย นางสามารถสอบถามข้อมูลจากพวกเขาก่อนได้


เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฉินเหยาก็ไม่กล้าล่าช้าแม้แต่นิดเดียว กลัวว่าจะทำให้การสร้างโรงงานผลิตล่าช้าไป


แต่ว่าโรงงานของนางขนาดเพียงสองร้อยตารางเมตร ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้นานแค่ไหน หากทางการจะมาเก็บภาษีก็คงโหดเกินไปหน่อย


หลังจากนอนหลับสนิทตลอดคืน เช้าวันต่อมา เสียง ตึง ตึง ตึง จากการนวดข้าวก็ดังมาจากเชิงเขา


บ้านที่ข้าวสุกเร็วบางหลังเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว


ที่ดินของหลิวเหล่าฮั่นมีหลายสิบหมู่ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลรับแสงอาทิตย์ ข้าวก็สุกแล้วเช่นกัน เมื่อวานตอนที่ฉินเหยากลับบ้าน นางแวะไปเรือนเก่าเพื่อปรึกษาหลิวไป่สามพี่น้องเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน


พอทุกคนรู้ว่าฉินเหยาจะสร้างโรงงานผลิตก็ไม่กล้าล่าช้าแม้แต่นาทีเดียว รีบเร่งเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด เพื่อไม่ให้พลาดการรับสมัครงานรอบแรกของฉินเหยา


ดังนั้นเช้านี้ทันทีที่แสงอรุณแรกเริ่มปรากฏ ทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ลุกขึ้นมาช่วยกัน ถือกระบอกไม้สี่เหลี่ยมแบ่งเป็นสองกลุ่ม ลงนาเริ่มเกี่ยวข้าว


ตอนเช้ายังมีน้ำค้างอยู่ ข้าวที่เกี่ยวมาแล้วจึงต้องเกลี่ยให้แห้งในนา พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงก็เริ่มนวดข้าวได้


ในครัว ต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซานหลาง พี่น้องสามคนตัวเล็กแต่ขยันขันแข็งราวกับผู้ใหญ่


ซื่อเหนียงเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า วิ่งไปสวนผักจับแมลงมาให้ไก่กิน


ลูกเจี๊ยบสี่ตัวที่ท่านยายหวังและหลานให้มา ภายใต้การดูแลอย่างดีของพี่น้องทั้งสี่ตอนนี้เริ่มโตขึ้นหนักกว่าสองจินแล้ว


เป็นแม่ไก่หนึ่งตัวและไก่ตัวผู้สามตัว ซื่อเหนียงคอยเฝ้ารอทุกวันให้แม่ไก่ออกไข่ นางกับพี่ชายช่วยกันทำรังไข่จากฟางล่วงหน้าไว้แล้ว พร้อมนำไปใส่ในเล้าไก่ทันที


ฉินเหยารู้สึกว่าเด็กทั้งสี่ในบ้านเป็นตัวช่วยที่ดีมากทำให้เจ้าหลิวสามดูเหมือนตัวประหลาดที่มีพันธุกรรมกลายพันธุ์ไปเลย


พอรู้ว่าฉินเหยาจะเข้าเมือง เอ้อร์หลางก็รีบเอาน้ำหยางเหมยที่พวกเขาต้มกับน้ำตาลกรวดเมื่อคืนใส่กระบอกไม้ไผ่ให้นางพกไปดื่มระหว่างทาง


น้ำรสเปรี้ยวหวาน สดชื่นแก้กระหายได้ดี


เมื่อวานฉินเหยายุ่งจนแทบไม่ได้หยุดพักจึงไม่ได้ลิ้มรสผลลัพธ์จากความพยายามของเด็กๆ ที่ใช้เวลาทำอยู่ครึ่งค่อนวัน


ตอนนี้นางเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว กำลังรอให้ต้าหลางทำอาหารเช้าเสร็จ พอมีเวลาว่างจึงให้เอ้อร์หลางรินน้ำหยางเหมยให้ครึ่งชามเพื่อลองชิม


ฉินเหยาไม่ได้คาดหวังอะไรนัก กระทั่งเตรียมใจจะหลับหูหลับตาชมแล้วด้วยซ้ำ


คิดไม่ถึงเลยว่า พอจิบเข้าไปหนึ่งคำ น้ำหยางเหมยสีแดงเข้มกลับมีรสเปรี้ยวหวานกำลังดี ถ้าน้อยกว่านี้จะเปรี้ยวไป ถ้ามากกว่านี้ก็จะหวานเกิน


“เป็นอย่างไรบ้าง” เอ้อร์หลางถามด้วยความคาดหวัง


ต้าหลางที่กำลังใช้กระทะเหล็กทอดแผ่นแป้งและซานหลางที่กำลังเติมฟืนต่างมองมาด้วยความลุ้นระทึก


ฉินเหยาจิบอีกคำ ลิ้มรสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกนิ้วโป้งขึ้น “อร่อยมาก!”


หากมีน้ำแข็งด้วยละก็ คงสดชื่นจนขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว!


พอสามพี่น้องได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็พากันยิ้มออกมา


เอ้อร์หลางพูดด้วยความตื่นเต้น “เช่นนั้นพวกข้าจะไปเก็บหยางเหมยป่าเพิ่ม ทำเยอะๆจะได้กินทุกวัน!”


หยางเหมยป่านั้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่เปรี้ยวมาก คนที่ฟันแข็งแรงหน่อยอย่างพวกเด็กหนุ่มสาวพอทนไหว


แต่หากเติมน้ำตาลกรวดแล้ว แม้จะเอาไปแช่น้ำอย่างเดียวก็อร่อยมาก


เพียงแต่น้ำตาลแพง คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าใช้ หยางเหมยสุกร่วงเต็มภูเขาก็แทบไม่มีใครเก็บ เอ้อร์หลางคิดแล้วก็เสียดาย


“หากทำเยอะขนาดนั้น ไม่มีน้ำแข็งให้เก็บ สองวันก็เสียแล้ว พวกเจ้าจะกินหมดเร็วขนาดนั้นเลยหรือ” ฉินเหยาพูดไปก็หยิบลูกหยางเหมยเข้าปากเคี้ยวไป พร้อมเตือนเอ้อร์หลางให้คิดถึงความเป็นจริง


“เมื่อวานพวกเจ้าต้มหยางเหมยที่ช่างไม้หลิวเอามาทั้งหมด ตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ขนาดนั้น ตอนนี้บ้านเรามีน้ำหยางเหมยสองไหใหญ่แล้ว หากคืนนี้กินไม่หมด พรุ่งนี้จะเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวแล้วนะ”


เอ้อร์หลางกลอกตาไปมา “เช่นนั้นข้าเอาไปขายได้หรือไม่”


“ได้สิ แต่หากขายไม่ได้ อย่าร้องไห้ขี้มูกโป่งเล่า” ฉินเหยาสนับสนุนให้ลองทำดู แต่ก็เตือนให้พวกเด็กๆ เผื่อใจไว้ก่อน


แน่นอนว่าหากขายแบบขาดทุนเลหลัง ก็ถือเสียว่านางไม่ได้พูดแล้วกัน


เอ้อร์หลางไม่มีทางยอมขายขาดทุนแน่ ต้าหลางลอบคิดในใจ


แต่หากขายตามที่เอ้อร์หลางว่าไว้ ถ้วยละสองเหวิน เกรงว่าจะมีคนน้อยมากที่ยอมจ่าย


ช่างเถอะ หากขายไม่ได้ก็เอาไปให้จินเป่ากับจินฮวาดื่มแทนก็แล้วกัน!


พอเห็นเด็กๆมีทัศนคติดี ฉินเหยาก็ไม่พูดอะไรเพิ่ม นางยกน้ำหยางเหมยขึ้นดื่มหมดรวดเดียว ก่อนจะเรอออกมาอย่างพึงพอใจ


พอดีที่ต้าหลางทำน้ำแกงผักกับแป้งทอดเสร็จแล้ว แม่ลูกทั้งห้าคนกินข้าวเช้าพร้อมกัน จากนั้นต่างก็แยกย้ายไปทำงานของตน


ฉินเหยาออกจากบ้านก่อนมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำ ระหว่างทางมองเห็นชาวนาในทุ่งที่กำลังทำงานหนักท่ามกลางแดดร้อนจัด ต้องดื่มน้ำเป็นถ้วยๆคลายร้อน นางจึงคิดว่าบางทีน้ำหยางเหมยของเอ้อร์หลางอาจขายออกได้สองสามถ้วยก็เป็นได้


ตอนที่ 123: เครื่องดื่มพร้อม


มีม้าแล้วก็ต่างกันจริงๆ จากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปถึงตัวอำเภอ ไม่ต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด ทั้งยังไม่ต้องจุดคบเพลิงนำทางอีกต่อไป


ฉินเหยากินข้าวเช้าเสร็จแล้วออกเดินทาง ขี่ม้าเร็วเพียงหนึ่งชั่วยามก็เห็นประตูเมืองแล้ว


หลังจ่ายค่าผ่านประตูเมืองกับค่าฝากม้าเสร็จแล้วปล่อยม้าไว้ที่ลานพักรถหน้าประตูเมือง ฉินเหยามองฟ้า เห็นว่าเป็นเวลาพักเที่ยงพอดีจึงตรงไปที่สำนักศึกษาหาหลิวจี้


ในสายตาหลิวจี้นั้นห่างจากช่วงเวลาที่ทั้งสองแยกกันคราวก่อนไม่มากนัก คิดไม่ถึงว่าฉินเหยาจะมาอีก


เขาไม่ได้อยู่ที่สำนักศึกษา ฉินเหยารออยู่ที่ประตูหลังของสำนักศึกษาพักใหญ่จึงเห็นกลุ่มคนเดินกลับมาด้วยกัน เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย


มีคนเดินนำอยู่ด้านหน้าสองคน คนหนึ่งอายุยี่สิบต้นๆ อีกคนราวสามสิบ ทั้งคู่มีเด็กช่วยถือหนังสือติดตาม


และต้นเหตุของเสียงหัวเราะทั้งสองก็คือ…หลิวจี้


เขายังคงสวมชุดขาวตัวเดิมตั้งแต่ตอนออกจากบ้าน แต่เห็นได้ชัดว่าซักมาแล้วครั้งหนึ่ง สีจึงซีดลงไปบ้าง ยังดีที่มีใบหน้าหล่อเหลาช่วยประคองไว้ ไม่ให้ดูซอมซ่อมากนักเมื่อยืนข้างสองคนที่สวมเสื้อผ้าปักลวดลายหรูหรา


ปากของหลิวจี้นั้น ตราบใดที่ไม่ได้พูดกับคนในบ้าน สำหรับคนนอกแล้วถือเป็นคำพูดที่น่าฟังยิ่ง


ราวกับมีสัมผัสอะไรบางอย่างได้ หลิวจี้จึงเผลอเหลือบมองไปแล้วสบตาเข้ากับฉินเหยาที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง


เขาถึงกับหายใจสะดุด


รีบส่งสองซิ่วไฉเข้าไปในสำนักศึกษาก่อนแล้วลอบออกมาทางประตูหลัง เดินมาหาฉินเหยาแล้วถามด้วยความตื่นตระหนก


“เมียจ๋า… เจ้ามาทำอะไรหรือ”


ในใจแอบโล่งอกที่เมื่อครู่เพิ่งไล่นางบรรเลงผีผาที่ตามสองซิ่วไฉกลับจากโรงเตี๊ยมออกไปได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น… เฮ้อ… หลิวจี้จินตนาการภาพจุดจบอันน่าสยดสยองของตนเองออกเลย


ฉินเหยามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า กลิ่นชาดจางๆโชยมาแตะจมูก นางยกมือขึ้นโบกไปมาแล้วกอดอก หัวเราะอย่างเย็นชา


นางยังไม่ทันถาม หลิวจี้ก็รีบสารภาพออกมาก่อน “เมียจ๋า เจ้าอย่าเข้าใจผิดนะ! ข้าสาบาน ข้าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อเจ้าเลย เรื่องพวกนี้เป็นเพียงการเข้าสังคมเท่านั้น เจ้าไม่รู้หรอกว่าซิ่วไฉสองคนนั้นปากแข็งแค่ไหน ข้าทั้งอ่อนก็แล้ว แข็งก็แล้ว กว่าจะยอมให้ข้าคัดลอกคำตอบข้อสอบเก่า!”


หากต้องการหัวข้อข้อสอบเก่าของการสอบคัดเลือกขุนนางนั้นไม่ใช่เรื่องยาก อาจารย์ที่สำนักศึกษาต่างเก็บรวบรวมเอาไว้ แต่ว่าสิ่งที่ยากคือคำตอบ โดยเฉพาะคำตอบของพวกซิ่วไฉที่สอบผ่านแล้ว


กระดาษคำตอบนั้นไม่อาจเปิดเผยออกไปได้ มีเพียงขุนนางฝ่ายตรวจข้อสอบเท่านั้นที่รู้ว่ามีคำตอบอย่างไร


ฉินเหยามองดูเขาที่ตื่นตระหนกแล้วหัวเราะเบาๆ “เจ้าจะกลัวอะไร ข้าไม่ได้จะตีเจ้าเสียหน่อย”


หลิวจี้ “…” แต่เจ้าเคยคิดจะทำแน่ๆ!


“เจ้าช่วยข้าสอบถามเรื่องหนึ่ง” ฉินเหยากวักมือเรียกหลิวจี้ให้มาใกล้ๆ จากนั้นสั่งให้เขาไปถามเพื่อนร่วมสำนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องโรงงานผลิต


หลิวจี้ได้ฟังถึงกับตกตะลึง “เจ้าไปถึงขั้นจะสร้างโรงงานแล้วหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า ไม่อยากเสียเวลาฟังเขาถามซ้ำซาก นางพยักเพยิดไปทางสำนักศึกษา “รีบไป ข้าจะรออยู่ที่นี่”


ต้องสอบถามให้แน่ชัดเจนก่อน นางถึงจะตัดสินใจได้ว่าต้องไปแจ้งต่อทางการหรือไม่


เพื่อความแน่ใจ ฉินเหยาตัดสินใจไปถามเถ้าแก่ฟ่านที่โรงเตี๊ยมด้วยอีกทาง


หลังจากมองดูหลิวจี้เดินเข้าไปในสำนักศึกษา ฉินเหยาก็หมุร่างมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม


“เจ้ามาอีกแล้วรึ! มีม้าแล้วไม่เหมือนเดิมจริงๆ!” เถ้าแก่ฟ่านที่กำลังยุ่งโบกมือให้ไปนั่งรอที่ลานหลังโรงเตี๊ยม


เป็นช่วงเวลาที่โรงเตี๊ยมกำลังวุ่นวายพอดี ฉินเหยานั่งรออยู่พักใหญ่กว่าเถ้าแก่ฟ่านจะมีเวลามาหานาง


เวลานั้นมีไม่มาก ฉินเหยาจึงไม่อ้อมค้อมถามออกไปตรงๆ ว่าคนทั่วไปหากต้องการสร้างโรงงานผลิตขนาดเล็กจำเป็นต้องแจ้งต่อทางการและเสียภาษีการค้าหรือไม่


“เจ้ามาถามข้าก็ถือว่าถามถูกคนแล้วล่ะ!”


เถ้าแก่ฟ่านหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าวว่า “กฎหมายใหม่ในราชวงศ์นี้ผ่อนปรนให้พ่อค้าแม่ค้ามากขึ้น โรงงานขนาดเล็กแบบเจ้าที่ว่าไม่ต้องแจ้งทางการ เพียงแค่ไปแจ้งกับหลี่เจิ้งเพื่อให้เขารับรองว่าไม่มีการทำผิดกฎหมายก็พอ”


“ง่ายเพียงนี้เลยหรือ” ฉินเหยารู้สึกมึนงงไปชั่วครู่


เถ้าแก่ฟ่านพยักหน้า “บ้านเมืองมีสงครามมานานหลายปี ตอนนี้แคว้นเซิ่งต้องการฟื้นฟูมากที่สุด”


หากต้องการให้ประชาชนกลับมาคึกคัก สิ่งแรกที่ต้องทำคือผ่อนปรนข้อจำกัดของพ่อค้าและพ่อค้าแม่ค้า


ขณะนี้ฝ่ายปกครองส่งเสริมให้พ่อค้าทำการค้าจึงมีการยกเลิกข้อจำกัดอันเข้มงวดของราชวงศ์ก่อนหน้าตอนนี้จึงเปิดกว้างเป็นอย่างมาก


ในช่วงสองปีที่ผ่านมา อำเภอไคหยางเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยมีบทบาทสำคัญอย่างมาก


หลังจากได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากเถ้าแก่ฟ่าน เมื่อเดินมาถึงสำนักศึกษา ฉินเหยาก็มั่นใจขึ้นมาก


หลิวจี้แอบออกมาทางประตูหลังแล้วบอกข่าวที่ได้ซึ่งผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างกันนัก


แต่ยังมีข้อกำหนดที่ชัดเจนเพิ่มเติม คือ หากเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีจำนวนคนไม่เกินยี่สิบคนและมีกำไรต่อปีไม่เกินห้าร้อยตำลึง ทางการจะยกเว้นภาษีให้


แต่เป็นเพียงการยกเว้นชั่วคราว ไม่ได้ระบุว่าทางการจะเก็บภาษีอีกครั้งเมื่อใด


“เมียจ๋า เจ้าจะสร้างโรงงานกังหันน้ำจริงๆหรือ” หลิวจี้ถามอย่างตื่นเต้น


ฉินเหยารู้ว่าเขาตื่นเต้นเรื่องอะไร อีกไม่นานก็คงคิดกลับบ้านไปเกาะนางกินตามเดิม


นางเตือนเสียงเย็น “เพราะข้าจะสร้างโรงงาน เจ้าถึงต้องตั้งใจเรียนให้มากขึ้น รีบสอบให้ผ่าน จะได้คุ้มครองกิจการของพวกเราได้”


“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว” หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้น นางพูดว่าของพวกเราเช่นนั้นแปลว่ากิจการนี้มีส่วนของเขาด้วย!


ถึงเวลาเข้าเรียนตอนบ่ายแล้ว หลิวจี้เห็นว่าฉินเหยาสอบถามเรื่องที่ต้องการได้ครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับไปจึงเพิ่งสังเกตอะไรบางอย่างได้


เขาลองหยั่งเชิงถาม “เมียจ๋า เจ้าไม่กลับหรือ”


“ข้าจะรอเจ้าเลิกเรียนแล้วค่อยกลับด้วยกัน เจ้าก็ไปเข้าเรียนเถอะ ข้าจะเดินเที่ยวในเมืองสักหน่อยแล้วจะมารับเจ้า”


ฉินเหยาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ กำหนดแผนให้เขาเรียบร้อย “อย่าลืมลาท่านอาจารย์ด้วยนะ ไหนๆก็ใกล้ถึงเทศกาลจงหยวนแล้ว ขอลาวันหยุดเก็บเกี่ยวรวมกับวันเทศกาลไปเลย ห้าวันพอดี น่าจะพอให้ครอบครัวเรากวาดข้าวเข้ายุ้งฉางเสร็จทันเวลา”


พอหลิวจี้ได้ยินคำว่า ‘เก็บเกี่ยว’ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเหมือนคนแบกรับความทุกข์ของทั้งโลกเอาไว้ เขาอยากกลับบ้านช้ากว่านี้สักสองวัน โดยให้เหตุผลว่าช่วงนี้จะได้คัดลอกคำตอบข้อสอบเก่าที่ซิ่วไฉทั้งสองให้มาให้เสร็จ


ฉินเหยาส่ายหน้า “ตอนนี้ข้ายุ่งมาก ฤดูเก็บเกี่ยวต้องเสร็จให้เร็วที่สุด ข้าถึงจะมาทุ่มเทให้โรงงานได้ ตอนนี้แผนการเปลี่ยนไปแล้ว ข้าจะขยายเวลาให้เจ้าอีกหน่อย ไปขอลาหยุดเลย ที่เจ้านำคำตอบกลับบ้านไม่ได้ครั้งนี้เป็นเพราะข้าเอง ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก”


“ตกลง!” พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ เขาก็วางใจ


หลิวจี้กลับไปเข้าเรียนช่วงบ่ายจนเสร็จ จากนั้นก็ไปขอลาหยุดกับอาจารย์


ฉินเหยาเดินสำรวจในเมืองอยู่ครู่หนึ่ง ซื้อเกลือหนึ่งจิน น้ำมันเมล็ดพืชห้าจิน เติมน้ำปรุงมาหนึ่งกาและซื้อเนื้อสามจิน


อากาศร้อน เนื้อเก็บไว้ได้ไม่นานมากจึงซื้อได้แค่นี้


แต่การมีม้าทำให้ไปกลับระหว่างเมืองกับหมู่บ้านได้เร็วขึ้น หากอยากกินเนื้อเมื่อใดก็ไปซื้อที่ตลาดเมื่อนั้นก็ได้ สะดวกไม่น้อย


พอคิดว่าฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึงต้องเหนื่อยแน่ๆ ฉินเหยาก็เลยแวะร้านขนม ซื้อขนมหลายอย่างมาปรนเปรอตัวเอง


มีทั้งขนมถั่วเขียว ขนมแป้งข้าวเหนียวใส่น้ำตาลแดง ลูกอมเม็ดบัวและขนมงาอบดอกบัว ทุกอย่างทำจากวัตถุดิบตามฤดูกาล นางซื้อเพื่อกินแบบสดใหม่


บนถนนยังมีร้านขายน้ำหวานโดยเฉพาะ ขายเครื่องดื่มหลากหลาย เช่น น้ำอ้อย น้ำบ๊วย น้ำถั่วเขียว เหล้าดอกเหมย และเครื่องดื่มฟองหิมะบำรุงม้าม เป็นต้น


ความหลากหลายของเครื่องดื่มเกินความคาดหมายของฉินเหยา


นางเคยคิดว่าผู้คนในยุคโบราณไม่มีเครื่องดื่มพิเศษ ที่ไหนได้ ไม่ใช่แค่มี แต่ยังมีตัวเลือกเยอะแยะเลย


อย่างเช่นเครื่องดื่มฟองหิมะบำรุงม้าม นางไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ดูหรูหราพิเศษมาก


พอนางกลับไปที่สำนักศึกษาเพื่อรอหลิวจี้ออกมาจึงได้ถามเขา แล้วถึงรู้ว่า ที่แท้มันก็คือน้ำชาสมุนไพรเย็นใส่น้ำแข็ง


ตอนที่ 124: แสงสีชมพู


“อำเภอไคหยางมีห้องเก็บน้ำแข็งด้วยหรือ” ฉินเหยาถามอย่างตื่นเต้น


พอนึกถึงเครื่องดื่มเย็นๆในช่วงก่อนวันสิ้นโลก ฉินเหยาก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้


หากได้ก้อนน้ำแข็งมาในหน้าร้อนเช่นนี้ คงจะรู้สึกดีสุดๆไปเลย


หลิวจี้พยักหน้า “มีสิ อยู่ที่โรงเก็บน้ำแข็งนอกเมือง ทุกปีพอหิมะตกจนแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ทางการก็จะส่งคนไปเจาะก้อนน้ำแข็งเก็บใส่ห้องเก็บ ปีที่แล้วเก็บไว้ ปีนี้ก็ยังใช้ได้จนถึงฤดูใบไม้ร่วง”


แล้วพอถึงฤดูหนาวก็เก็บเพิ่ม เก็บไว้ใช้ต่อ วนเวียนเช่นนี้ทุกปี


แต่พอเห็นฉินเหยาดูสนใจขนาดนั้น หลิวจี้ก็ต้องราดน้ำเย็นใส่นางเสียหน่อย


“ที่นั่นเป็นโรงเก็บน้ำแข็งของทางการ น้ำแข็งมีไว้ให้พวกขุนนางกับเศรษฐีในเมือง พวกชาวบ้านอย่างพวกเราอย่าหวังเลย หากเจ้ามีเงินเหลือเยอะ เลี้ยงน้ำหวานข้าสักถ้วยก็พอ”


พูดจบ ปากเจ้ากรรมก็กลืนน้ำลายตามโดยไม่รู้ตัว


ฉินเหยาหัวเราะเยาะ “ฝันไปเถอะ!”


เมื่อครู่นางเดินผ่านร้านน้ำหวาน เห็นรายการเครื่องดื่มที่มีคำว่าหิมะอยู่ ราคาถ้วยละห้าสิบเหวินขึ้นไปเท่ากับเนื้อหมูสามจินที่นางซื้อมาเลยทีเดียว


คาดไว้อยู่แล้วว่านางต้องตอบเช่นนี้ หลิวจี้เลยแอบหันหลังไปแค่นเสียงเชอะ


พอหันกลับมา ฉินเหยาก็จูงเหล่าหวงออกมาเรียบร้อยแล้ว


ทั้งสองสบตากันแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีปัญหาสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง


คนสองคน ม้าเพียงตัวเดียว จะขี่กันอย่างไร?


พอคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นผลดีกับตัวเอง หลิวจี้จึงรีบคว้าบังเหียนไว้ก่อนแล้วลองถามว่า


“เมียจ๋า…เจ้าคงไม่คิดจะให้ข้าวิ่งตามหลังม้าใช่หรือไม่”


ฉินเหยาคร้านจะเถียงไร้สาระกับเขา นางถามอย่างตรงไปตรงมาทันที “เจ้าขี่เป็นหรือไม่”


หลิวจี้ส่ายหน้าตามตรง


เขาเองก็อยากขี่เป็น แต่ที่บ้านไม่ได้มีม้าให้ฝึกขี่สักหน่อย


ฉินเหยาสะบัดศีรษะ “ขึ้นม้า เจ้านั่งข้างหน้า”


“หา?” หลิวจี้ยกมือวัดส่วนสูงโดยทันที นางเตี้ยกว่าเขาหนึ่งศีรษะเลยนะ


หากเขานั่งข้างหน้าแล้วนางที่อยู่ข้างหลังจะมองเห็นทางหรือ


มือที่ยกขึ้นถูกฉินเหยาตบออกอย่างแรง หลิวจี้เจ็บจนเผลอสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่


ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า… นางมองเห็นทางได้แน่นอน!


เพราะว่า… พอเร่งความเร็วขึ้น เขาก็กลัวจนต้องก้มหน้าซุกลงกับหลังม้าพลางกอดคอม้าไว้แน่น!


ข้างหูมีแต่เสียงลมหวีดหวิว พอจะอ้าปากพูดก็เผลอกลืนทรายเข้าไปเต็มปาก ก้นถูกกระแทกจนแทบแยกเป็นสี่ส่วน


เขาพยายามขยับตัวเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นก็มีร่างอุ่นๆทาบทับลงมา กลิ่นหอมสะอาดของสบู่ชาลอยมาแตะจมูก


หลิวจี้ตัวแข็งทื่อในทันที!


หลังจากนั้น… หลังจากนั้น… เขาแทบจำไม่ได้เลยว่าตนเองกลับถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้อย่างไร


จำได้แค่ว่า มีเสียงจากด้านหลังดังขึ้น “ถึงแล้ว ไสหัวไปซะ”


แล้วเขาก็ถูกผลักลงจากหลังม้าอย่างไร้เยื่อใย ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น มองดูท้องฟ้ายามเย็นที่แดงฉานราวกับเปลวไฟ แต่งแต้มด้วยสีชมพู ดูสวยงามเป็นพิเศษ


หนึ่งคนหนึ่งม้าเดินจากไปท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดง แผ่นหลังของนางเหยียดตรง ร่างกายขยับไปตามจังหวะก้าวของม้า ปลายหางม้าที่มัดสูงสะบัดไหวไปมาอย่างอิสระราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสามารถพันธนาการนางได้


เขาเผลอยื่นมือออกไปอยากจะไขว่คว้าบางสิ่ง ทว่ากลับไม่อาจคว้าอะไรได้เลย ทำได้แค่เฝ้ามองเงาร่างองอาจของนางค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ


อึก~


หลิวจี้เผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว รีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลับรู้สึกว่าเงาร่างของนางบนหลังม้าเรืองแสงสีชมพูอ่อนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดง…


เขายกมือขึ้นแล้วตบหน้าตัวเองเบาๆ !


คราวนี้แสงสีชมพูหายไปแล้ว


ฉินเหยาหยุดอยู่กลางลานหมู่บ้าน มองไปรอบๆก็ไม่เห็นเด็กๆบ้านตนเลย


บางทีการขายน้ำหยางเหมยอาจไปไม่รอด พวกเขาเลยกลับบ้านก่อน


ฉินเหยาหัวเราะอย่างจนใจ หันกลับไปตะโกนว่า “หลิวจี้! เจ้าเดินเร็วหน่อยสิ!”


หลิวจี้วิ่งหอบแฮ่กๆตามมา เงยหน้าขึ้นบ่นว่า “ข้ามีแค่สองขา เจ้านั่งบนม้าสี่ขายังไม่คิดจะรอข้าอีก เร่งอะไรขนาดนี้!”


ฉินเหยาขมวดคิ้ว ทำไมถึงรู้สึกว่าประโยคที่ชายไร้ประโยชน์ผู้นี้พูดในวันนี้ถึงเจือด้วยความออดอ้อนชอบกล?


ช่างเถอะ นางยื่นมือไปคว้าห่อสัมภาระจากเขามาวางบนหลังม้าแล้วขี่ม้ากลับบ้านไปก่อน


แม้ไม่มีของหนักให้แบกแต่หลิวจี้ก็ไม่ได้เดินเร็วขึ้นสักเท่าไหร่ ระหว่างทางยังหยุดคุยโวกับชาวบ้านทุกคนที่เจอ


ผู้อื่นชมเขาว่าหลิวผู้มีปัญญา เขาก็หน้าด้านตอบรับอย่างยินดี


เพราะมัวโอ้เอ้อยู่เช่นนี้ ฉินเหยากลับถึงบ้าน ถอดอานม้าและให้อาหารม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาถึงเพิ่งเดินเข้าบ้านมา


เข้าบ้านมาก็ยิ้มหน้าบาน เห็นได้ชัดว่าระหว่างทางได้ยินคำชมมาไม่น้อย จากคนที่เคยโดนด่าจนต้องหลบๆซ่อนๆ ตอนนี้กลายเป็นนักปราชญ์หลิวของชาวบ้าน ชื่นอกชื่นใจเสียจริง


“เอ๊ะ?” หลิวจี้ตักน้ำมาเตรียมล้างหน้าล้างตา มองไปที่ครัวและห้องอื่นๆในบ้านแต่ก็ไม่เห็นใคร “พวกต้าหลางไปไหนกันหมดน่ะ”


ฉินเหยาโยนหญ้าชั้นดีให้ม้า ตบมือปัดฝุ่น เดินเข้ามาจากประตูหลัง ด้านหลังเองก็ไม่มีใครอยู่เช่นกัน


“คงออกไปเล่นที่ไหนสักแห่งกระมัง” นางเดา


หลิวจี้เห็นนางเดินมาก็ยกกะละมังน้ำส่งให้ตามสัญชาตญาณ “เมียจ๋า เจ้าล้างหน้าสิ”


พอทำเสร็จเขาก็หงุดหงิดตัวเอง ตบหลังมือตนไปหนึ่งที เจ้ามือไม่รักดี!


ฉินเหยาเห็นท่าที ‘ดิ้นรน’ อันอ่อนแรงของเขาแล้วแอบหัวเราะเบาๆ นางบิดผ้าเช็ดหน้าก่อนใช้เช็ดหน้าและลำคอ


จากนั้นถอดเสื้อตัวนอกออกไปแขวนผึ่งไว้บนราวตากผ้าในลานบ้าน เหลือเพียงเสื้อผ้าปอตัวบาง ยืนอยู่ใต้ระเบียงรับลมที่พัดผ่านมาทางประตูหน้าบ้าน


ท่าทีแข็งแกร่งเช่นนี้ ทำเอาหลิวจี้ตะลึงจนนิ่งค้างไป!


ฉินเหยาชำเลืองมองเขา “เจ้ามองข้าทำไม ฟ้าจะมืดแล้ว ออกไปตามพวกเด็กๆสิ!”


ชีวิตที่ถูกกดดันอันแสนคุ้นเคยเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เพิ่งก้าวเข้าบ้าน ยังไม่ทันได้พักหายใจเลย


ในใจเขาบ่นพึมพำ แต่บนใบหน้ากลับยิ้มรับอย่างว่าง่าย “อื้อ ข้าจะออกไปดูเดี๋ยวนี้”


กำลังจะก้าวออกจากบ้าน เสียงพูดคุยอย่างตื่นเต้นของเด็กๆก็ดังขึ้นจากเชิงเขา


ไม่นาน ร่างของเด็กสี่คนก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู


พอเห็นท่านพ่อกับท่านแม่ คู่แฝดชายหญิงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น อยากแบ่งปันเรื่องดีๆของวันนี้ให้ฟัง


ซานหลางพูดขึ้น “ท่านพ่อ พี่รองขายน้ำหยางเหมยไปได้หลายถ้วยเลย!”


ซื่อเหนียงรีบเสริม “ท่านแม่ ท่านแม่ น้ำหยางเหมยที่พวกข้าทำขายหมดเกลี้ยงเลย! พี่ใหญ่กับพี่รองขึ้นเขาไปเก็บหยางเหมยเพิ่ม คืนนี้พวกข้าจะทำเพิ่มอีก!”


หลิวจี้ทำหน้ามึนไปชั่วครู่ แต่ก็เอ่ยคำชมไปก่อน “ดีมากๆ! ต้าหลาง เอ้อร์หลาง มาให้พ่อดูหน่อยว่าพวกเจ้าโตขึ้นบ้างไหม”


เอ้อร์หลางกลอกตา “เพิ่งผ่านไปสิบวัน ข้าจะโตเร็วขนาดนั้นได้อย่างไรกัน ข้าไม่ใช่ต้นหอมสักหน่อย”


ต้าหลางยังพอให้หน้าท่านพ่อ หยิบตะกร้าหยางเหมยป่าอันหนักอึ้งขึ้นมาให้หลิวจี้ลองวัดเทียบดู


ฉินเหยาคิดไม่ถึงว่าน้ำหยางเหมยของพวกเด็กๆ จะขายหมดเกลี้ยงและขายดีจนต้องทำเพิ่มอีกชุด


นางไม่ปกปิดความประหลาดใจของตน หันไปถามเอ้อร์หลาง “เจ้าขายถ้วยละเท่าไหร่”


“ถ้วยละสองเหวิน” เอ้อร์หลางวางตะกร้าลง ตะกร้าเต็มไปด้วยหยางเหมยป่าอันหนักอึ้ง


จากนั้นก็พูดอย่างกระตือรือร้น “ท่านแม่ไม่รู้หรอกว่าคนชอบน้ำหยางเหมยของพวกข้ามากแค่ไหน ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเช่นนี้ พวกเขายอมควักเงินจ่ายเลยล่ะ…”


เช้านี้ ฉินเหยาเพิ่งออกจากบ้านไป เอ้อร์หลางกับต้าหลางก็แบกไหบรรจุน้ำหยางเหมย ซานหลางกับซื่อเหนียงถือถ้วยกับทัพพีแล้วออกจากบ้านตามไป


ต้าหลางบอกว่าจะไปขายที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ส่วนเอ้อร์หลางหิ้วน้ำหยางเหมยไปที่ทุ่งนา วางแผงขายอยู่บนคันนา


แค่เปิดไห กลิ่นก็ลอยฟุ้งจนมีคนเดินเข้ามาถาม


ต้าหลางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกราคา ถ้วยละสองเหวิน คิดไม่ถึงว่าเขาจะตกลงซื้อทันทีถึงสองถ้วย


พวกเขาบอกว่าอากาศร้อน ฤดูเก็บเกี่ยวก็หนักหนา ฟุ่มเฟือยเล็กน้อยเป็นบางทีก็ไม่เป็นไร


ไม่เป็นไรน่ะดีเลย! สี่พี่น้องเดินเลาะทุ่งนา ขายแบบส่งน้ำหยางเหมยถึงมือพวกเขาก่อนแล้วค่อยกลับไปเก็บเงินที่บ้านทีหลัง


ขายไปขายมา แค่ครึ่งเช้าวันเดียว ไหที่แบกมาก็เบาลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งขายหมด


เอ้อร์หลางจูงฉินเหยาเข้าไปในห้องโถง มองนางด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ก่อนจะล้วงห่อผ้าจากอกเสื้อออกมา


พรึบ! เท.ลงบนโต๊ะอาหาร!


เหรียญทองแดงหลายสิบเหรียญกลิ้งกระทบกัน ส่งเสียงใสกังวาน


น้ำหยางเหมยขายไปได้สามสิบถ้วย รวมเป็นเงินทั้งหมดหกสิบเหวิน!


ตอนที่ 125: ผลผลิตต่อหมู่ห้าร้อยจิน


หลิวจี้หายใจสะดุด มองเอ้อร์หลางด้วยความไม่อยากเชื่อ เด็กตัวเล็กแค่นี้กลับหาเงินกลับบ้านได้เป็นถุงใหญ่


สายเลือดของเขาหลิวจี้ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!


“เอ้อร์หลาง” หลิวจี้ก้าวเท้าไปข้างหน้า ตบไหล่บุตรชายแรงๆ พลางกล่าวชื่นชม “เจ้าไม่เลวเลย พ่อเลี้ยงเจ้ามาไม่เสียเปล่าจริงๆ เก่งขึ้นแล้ว แถมยังรู้จักนำเงินกลับบ้านด้วย”


เมื่อเอ้อร์หลางได้ยินคำพูดนี้กลับไม่รู้สึกดีใจแม้แต่น้อย เขาขมวดคิ้ว สะบัดไหล่ให้มือใหญ่ที่วางอยู่บนไหล่หลุดออกพลางรวบเหรียญเข้าหาตนเองแล้วใช้ร่างทับลงไป พร้อมมองหลิวจี้อย่างระแวดระวัง อย่าคิดจะเอาเงินไปจากเขาได้แม้แต่เหวินเดียว!


หลิวจี้กระแอมเบาๆอย่างกระอักกระอ่วน ลูบจมูกตัวเองด้วยความหงุดหงิด “เอ่อ ข้าจะไปทำอาหารเย็น”


ต้าหลางวางผลหยางเหมยลงแล้วพับแขนเสื้อขึ้น “ท่านน้า ข้าจะไปช่วยจะได้เร็วขึ้นหน่อย”


“ไปเถอะ” ฉินเหยาพยักหน้ายิ้มๆ เตือนหนุ่มน้อยว่า “ระวังหน่อย อย่าให้น้ำมันกระเด็นโดนเข้าล่ะ”


ต้าหลางพยักหน้า “รู้แล้ว” จากนั้นก็หมุนตัวเดินตามหลิวจี้เข้าไปในครัว


พอคนที่เกะกะสายตาออกไป เอ้อร์หลางถึงได้ลงจากโต๊ะ ตั้งใจจะมอบเงินที่หามาได้ทั้งหมดให้กับนาง


ฉินเหยาไม่ได้รับไว้ แต่ให้พวกเขาเก็บไว้เอง


เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็เป็นเงินที่พวกเขาหามาได้จากค่าขนม หากเก็บเล็กผสมน้อยไป อนาคตก็อาจกลายเป็นเงินก้อนโตได้


พอเห็นฉินเหยาไม่รับ เด็กน้อยทั้งสามก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


แต่ไม่นานก็ยุ่งง่วนอยู่กับการเตรียมทำน้ำหยางเหมยสำหรับพรุ่งนี้ พวกเขาต้องทำความสะอาดและคัดแยกผลที่เน่าออกไป


ขณะที่ต้าหลางกับหลิวจี้เตรียมอาหารเย็น เอ้อร์หลางก็พาน้องๆมาคัดแยกผลหยางเหมยที่ชายคาโดยเลือกเฉพาะลูกที่ดีเก็บไว้แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดเตรียมไว้ใช้


จากนั้น เอ้อร์หลางก็วิ่งไปซื้อน้ำตาลกรวดจากพ่อค้าหาบเร่หลิวมาหนึ่งจินครึ่งในราคาสิบห้าเหวินต่อหนึ่งจิน รวมแล้วจ่ายไปยี่สิบสองเหวิน


หยางเหมยป่ากะละมังนี้สามารถต้มเป็นน้ำหยางเหมยได้สองไห คิดเป็นประมาณสี่สิบชาม


ซานหลางกับซื่อเหนียงช่วยกันใช้นิ้วมือและนิ้วเท้านับ แต่ก็ยังคำนวณไม่ออกว่า สองเหวินต่อหนึ่งชาม หากขายสี่สิบชามจะเป็นเงินเท่าไรกันแน่


เอ้อร์หลางกลอกตา คิดคำนวณอย่างรวดเร็ว สูตรคูณที่ฉินเหยาสอน เขาเป็นคนที่ท่องได้คล่องที่สุด เวลานี้จึงได้นำมาใช้จริงๆแล้ว


“แปดสิบเหวิน ลบยี่สิบสองเหวิน พวกเราทำกำไรได้…ห้าสิบแปดเหวิน!” เอ้อร์หลางกล่าวอย่างตื่นเต้น


ซื่อเหนียงเอียงคอมองแล้วถามขึ้นว่า “พี่รอง ห้าสิบแปดเหวินเยอะหรือไม่”


“ซื้อชู่จวีได้สิบอัน” เอ้อร์หลางตอบ


สองพี่น้องฝาแฝดอุทานเสียงเบา ตาโตด้วยความตื่นเต้น เยอะจัง!


เอ้อร์หลางยักไหล่ “น่าเสียดาย ขายได้แค่ไม่กี่วันต่อปี ไม่เช่นนั้นคงทำเงินได้มากกว่านี้”


แต่เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ามากกว่านี้เล่า แฝดชายหญิงนึกภาพไม่ออก แต่ก็ไม่ส่งผลต่อความสุขในตอนนี้แม้แต่น้อย


อาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลิวจี้ยกขึ้นโต๊ะทีละจาน


เนื้อสามจินถูกนำไปผัดทั้งหมด ก่อนยกออกจากกระทะก็ราดน้ำปรุงรสเคลือบไว้ชั้นหนึ่ง เข้ากันได้ดีกับข้าวขาวเม็ดโต ยังมีน้ำแกงไข่หนึ่งถ้วยกับผักผัดรวมมิตรอีกหนึ่งจาน


มื้ออาหารที่มีทั้งสีสัน กลิ่นหอมและรสชาติครบถ้วนเช่นนี้ ห้าคนแม่ลูกไม่ได้กินมานานแล้ว พอหลิวจี้วางจานกับข้าวจานสุดท้ายลงก็ได้ยินแต่เสียงตะเกียบคีบอาหารดังเต็มโต๊ะ


ราวกับลมพายุพัดอาหารหายวับ พวกเขาทำท่าอดอยากราวกับหนีมาจากค่ายผู้ลี้ภัยอย่างนั้น หลิวจี้ตกใจก่อนจะรีบหยิบตะเกียบมาร่วมวงทันที


หากช้าไปกว่านี้ละก็ เขาคงไม่ได้กินเนื้อแน่ๆ!


ฉินเหยากินข้าวไปสี่ชาม ซดน้ำแกงไข่ไปอีกสองชามกว่าจะวางตะเกียบลงได้ นางลูบท้องตัวเองที่เริ่มตึง ก่อนหรี่ตาลง เพลิดเพลินกับรสชาติที่ยังติดปลายลิ้น


ทันทีที่ต้าหลางกับเอ้อร์หลางวางตะเกียบลงก็พุ่งตัวไปต้มหยางเหมยในครัว ในขณะที่ซานหลางกับซื่อเหนียงช่วยกันเก็บจาน แต่เนื่องจากตัวเล็ก มือก็เล็กจึงยกของใหญ่ไม่ไหว สุดท้ายก็เป็นหลิวจี้ที่เก็บกวาดจนเรียบร้อย


พอทำทุกอย่างเสร็จก็ดึกมากแล้ว ทั่วทั้งหมู่บ้านเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงใดๆ


ทั้งครอบครัวง่วงงุนกันถ้วนหน้า ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าห้องนอน


ก่อนนอน ฉินเหยาบอกเด็กๆว่ามีขนมวางไว้ในตู้เตี้ยในห้องโถง อยากกินเมื่อไรก็หยิบเองได้


พี่น้องต้าหลางทั้งประหลาดใจและดีใจในคราวเดียวกัน ความรู้สึกที่ว่าในบ้านมีขนม และจะกินเมื่อไรก็ได้เช่นนี้ พวกเขาไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน


ไม่ต้องพูดถึงพวกเขาเลย แม้แต่เด็กในหมู่บ้านก็ยังไม่มีใครถูกพ่อแม่ตามใจเช่นนี้


หลิวจี้ที่อยู่ในห้องได้ยินก็ถึงกับชะงัก คิดว่าฉินเหยาคงมีเงินใช้จนเหลือเฟือถึงใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักประหยัดเช่นนี้


เด็กพวกนั้นจะรู้ถึงความยากลำบากในการหาเงินได้อย่างไร คอยดูเถอะ พี่น้องทั้งสี่คนนี้จะต้องกินขนมในบ้านจนหมดเกลี้ยงแน่ๆ


แต่เขาคิดผิดไปถนัด สิ่งที่จินตนาการไว้กลับไม่เกิดขึ้น ถึงจะไม่มีผู้ใหญ่คอยควบคุม พี่น้องทั้งสี่เองก็กินขนมไปไม่น้อย แต่ก็ยังเหลือขนมกว่าครึ่งในตู้ เก็บไว้กินอีกสองสามวันก็ไม่ใช่ปัญหา


ต้าหลางยังแบ่งขนมให้เขาสองชิ้นด้วย “ท่านพ่อ อันนี้อร่อย ท่านลองชิมดูสิ”


พูดจบก็หยิบขนมเม็ดบัวที่คัดมาอย่างดีสองชิ้นให้ซื่อเหนียงนำไปส่งให้แม่เลี้ยงของพวกตน


ฉินเหยาคาบขนมไว้ กินไปพลางเดินเข้าไปในหมู่บ้าน


นางไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อเร่งสรุปสถานที่ก่อสร้างโรงงาน


เรื่องที่กังวลได้รับคำตอบกระจ่างแล้ว ไม่มีอะไรให้เป็นห่วงอีก ทำให้การเลือกสถานที่เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว


ฉินเหยาเลือกพื้นที่รกร้างติดถนนแปลงหนึ่ง


ที่แห่งนี้ปกติแล้วไม่มีคน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ บรรดาหญิงชาวบ้านจะมาเก็บผักป่า ดินที่นี่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์นัก อีกทั้งยังเป็นที่ดินสาธารณะของตระกูล เมื่อฉินเหยาขอเช่า ทุกคนจึงไม่คัดค้าน


ค่าเช่าก็ไม่แพง ปีละแปดร้อยเหวินเท่านั้น


ฉินเหยารู้ดีว่าคนในหมู่บ้านให้เกียรตินางจึงคิดค่าเช่าถูกเช่นนี้


และเมื่อโรงงานกังหันน้ำของนางก่อตั้งขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน


เมื่อเลือกสถานที่เสร็จแล้ว วันเดียวกันก็จัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย โดยมีเหล่าผู้อาวุโสในหมู่บ้านเป็นพยาน


เมื่อได้สัญญาเช่ามาก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับแผนการต่อไป


ฉินเหยาวางใจลงและเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวที่สำคัญที่สุดของปี


ตั้งแต่ต้นเดือนก่อนนี้ ชาวบ้านก็จับตามองที่ดินสิบหมู่นั้นของนาง


รวงข้าวที่หนักอึ้งอิ่มเต็มทำให้ใครเห็นก็อดอิจฉาไม่ได้


ตอนนี้ในที่สุดก็จะได้ตัวเลขที่แน่นอนแล้ว กล่าวได้ว่าทุกคนในหมู่บ้านล้วนตั้งตารอคอย


จากประสบการณ์เก็บเกี่ยวข้าวสาลีในเดือนสอง ครั้งนี้ฉินเหยาและหลิวจี้กลับไม่ได้รู้สึกลำบากเท่าใดนัก


สิ่งสำคัญคือ เมื่อเห็นเมล็ดข้าวสีทองในถังไม้ ความสุขจากการเก็บเกี่ยวก็กลบความเหนื่อยล้าไปทั้งหมด


ฉินเหยามีแรงมาก นางเป็นผู้ฟาดข้าว ส่วนหลิวจี้รับหน้าที่เกี่ยว


เด็กทั้งสี่ในบ้านก็ไม่ได้ว่าง พวกเขาขายน้ำหยางเหมยเพียงสองวันก็ทำเงินได้หนึ่งร้อยเหวินแล้ว


จากนั้นก็ตามหลังพ่อแม่ เด็กโตช่วยขนฟ่อนข้าว ส่วนเด็กเล็กถือถุงผ้าเล็กๆช่วยเก็บเมล็ดข้าวที่ร่วง


เมล็ดข้าวทุกเมล็ดล้วนไม่อาจปล่อยทิ้งให้เสียเปล่า


เมื่อเก็บเกี่ยวหมู่แรกเสร็จ ชาวบ้านก็รีบมาล้อมดูหลิวกงชั่งน้ำหนักเมล็ดข้าวให้ครอบครัวฉินเหยา


“ห้าร้อยจิน!” หลิวกงกล่าวอย่างตื่นเต้น


เพียงสามคำสั้นๆ กลับสร้างคลื่นความตื่นตะลึงในหมู่ชาวบ้าน


หมู่ละห้าร้อยจิน นี่หมายความว่าอย่างไร


โดยทั่วไปแล้ว ที่นาที่ดีที่สุดที่ได้รับการดูแลอย่างดี จะให้ผลผลิตไม่เกินสี่ร้อยห้าสิบจินต่อปี


แต่สภาพที่ดินของฉินเหยาพวกชาวบ้านต่างรู้ดี โดยปกตินางแค่รดน้ำ กำจัดวัชพืช หลังจากหว่านเมล็ดแล้วก็ไม่เคยใส่ปุ๋ย เป็นการเพาะปลูกแบบกึ่งปล่อยตามธรรมชาติ


แต่ในสภาพเช่นนี้กลับได้ผลผลิตหมู่ละห้าร้อยจิน จะไม่ให้ตกตะลึงได้อย่างไร


หลิวกงยิ้มกว้างจนปากแทบปิดไม่สนิท ในฐานะเจ้าของที่ดินปล่อยเช่า ยิ่งผู้เช่ามีผลผลิตมากเท่าไร พวกเขาก็จะได้ค่าเช่ามากขึ้นเท่านั้น จะไม่ให้ยินดีได้อย่างไร


ตอนที่ 126: ยุ่งวุ่นวายในวันสารทจีน


ใช้เวลาสามวันครึ่งกว่าครอบครัวฉินเหยาจะเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาสิบหมู่เสร็จ


ความเร็วนั้นไม่ถือว่าเร็วที่สุด แต่ก็ไม่ถึงกับช้านัก


เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพในการฟาดข้าวของฉินเหยา เมื่อเทียบกับตอนที่นางฟันศีรษะคนแล้ว ยังไม่น่าตกตะลึงเท่าไหร่


ข้าวที่เก็บเกี่ยวถูกหาบกลับบ้านทีละตะกร้า ทั้งลานหน้าบ้านและหลังบ้านกองเต็มไปหมด พวกเขารีบอาศัยช่วงแดดดี พลิกกลับข้าวเพื่อผึ่งแดดทุกวัน


พอหาบข้าวตะกร้าสุดท้ายเข้าบ้าน หลิวจี้ก็นั่งแหมะลงบนพื้นกรวดที่ร้อนระอุเพราะแสงแดด “ในที่สุดก็เสร็จเสียที!”


พอพูดออกมาก็ราวกับเรี่ยวแรงหายไปจนหมดสิ้น ดวงวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง


ฉินเหยายังพอมีแรง นางก้าวยาวๆเข้าไปในห้องโถง กระดกน้ำไปครึ่งกา


ต้าหลางกับพี่น้องทั้งสี่เดินช้ากว่าจึงมาถึงทีหลัง พวกเขาถูกแดดเผาจนใบหน้าแดงราวกับกวนอู


ฉินเหยาก้มมองมือของตน ผิวหนังที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาดำขึ้นสามระดับ


เพียงสามวันแดดก็ทำให้ผิวที่บำรุงมากว่าครึ่งปีกลับคืนสู่สภาพเดิมได้


ส่วนหลิวจี้กลับแทบไม่ดำขึ้นเลย เขานอนพังพาบอยู่ข้างกองข้าว ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ดูราวกับวิญญาณร่อนเร่


“พักสองเค่อแล้วเจ้าไปเรียกคนบ้านหลิวต้าฝูมาที่นี่ ให้พวกเขามาขนข้าวไป” ฉินเหยาสั่งจบ ก็นั่งแหมะลงบนเก้าอี้ ปล่อยตัวปล่อยใจ


ต้าหลางและน้องๆ ทำตามอย่างเป็นธรรมชาติ เก็บเครื่องมือเกษตรเข้าที่ ถอดรองเท้ากับถุงเท้า แล้วนั่งเรียงกันพักผ่อนใต้ชายคาบ้าน


พอเห็นนกบินลงมาจะจิกกินข้าวที่ลาน ซื่อเหนียงก็ลุกพรวดแล้ววิ่งไปไล่นก “ห้ามกินข้าวของข้านะ!”


หลิวจี้ยิ้มมุมปาก มองบุตรสาวหาเรื่องกับนกตัวหนึ่ง รู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย


น่าเสียดายที่สองเค่อผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลิวจี้จึงต้องลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่ก้นออก แล้วออกไปเรียกหลิวต้าฝูให้มาขนข้าว


หมู่แรกเก็บเกี่ยวได้ห้าร้อยจิน ทุกคนต่างดีอกดีใจ


แต่ที่ดินหมู่หลังจากนั้นกลับไม่ได้ผลผลิตมากเท่านี้ คันดินที่พังไปช่วงเดือนหกทำให้ขาดทุนไปไม่น้อย เก็บมาได้เพียงสี่ร้อยหกสิบถึงเจ็ดสิบจินเท่านั้น


รวมแล้วที่ดินสิบหมู่เก็บเกี่ยวข้าวไปได้สี่พันแปดร้อยเก้าสิบห้าจิน เฉลี่ยหมู่ละสี่ร้อยแปดสิบเก้าจิน


เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้เพิ่มขึ้นหมู่ละห้าสิบจิน พอรวมกันสิบหมู่ก็ได้มากขึ้นเกือบห้าร้อยจิน


บ้านหลิวต้าฝูได้ส่วนแบ่งสี่ส่วน รวมเป็นหนึ่งพันเก้าร้อยห้าสิบแปดจิน


ส่วนที่เหลือสองพันเก้าร้อยสามสิบเจ็ดจิน หักภาษีข้าวหนึ่งส่วนจากสิบห้าส่วน สุดท้ายได้สองพันเจ็ดร้อยสี่สิบเอ็ดจิน เป็นผลผลิตทั้งหมดของบ้านฉินเหยาในปีนี้


ข้าวจำนวนนี้ หากอิงจากราคาปีที่แล้ว น่าจะขายได้ราวสิบหกตำลึงสี่เฉียน


แต่ตอนนี้ฉินเหยากินเท่ากับคนสี่คน ข้าวสองพันเจ็ดร้อยกว่าจินนี้ บ้านนางหากเอาไว้กินยังแค่พอถูไถ นางจึงไม่คิดจะขาย


แน่นอนว่า ‘พอถูไถ’ ที่ว่านี้ หมายถึงกินข้าวขาวทุกมื้อ


หากเป็นครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน ทั้งปีขอแค่ได้กินข้าวฟ่างต้มไม่ต้องหิวตายก็ถือว่าดีมากแล้ว


สามพี่น้องหลิวกงจูงรถม้าและเกวียนวัวของบ้านตน เดินมาพร้อมกับหลิวจี้เพื่อขนข้าว


ระหว่างทาง ทั้งสามไม่วายแสดงออกว่าอิจฉาในผลผลิตของบ้านหลิวจี้อยู่หลายครั้ง และยังบอกว่าจะขอซื้อต้นพันธุ์ข้าวจากพวกเขา โดยวางแผนไว้ว่าจะปลูกต้นพันธุ์ข้าวจากบ้านเขาในปีหน้า


หลิวจี้กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าน่ะอิจฉาพวกเจ้ามากกว่าอีก มีที่นาอุดมสมบูรณ์มากมายขนาดนี้ ทุกปีแค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้ผลผลิตมากมาย”


สามพี่น้องหลิวกง “…”


“เอ๊ะ? พวกเจ้าเงียบทำไมเล่า”


หลิวจี้มองทั้งสามด้วยสีหน้างุนงง หากไม่นับแววชั่วร้ายที่วาบผ่านดวงตาไป นี่คงเป็นใบหน้าที่ใสซื่อที่สุดแล้ว


ฉินเหยาได้ยินเสียงจากหน้าประตูก็เดินออกมาดู พบว่าหลิวจี้พาคนมาแล้วจึงเชิญพวกเขาเข้าบ้าน


“ลานบ้านไม่ใหญ่พอ ตากข้าวทั้งหมดไม่ได้ คงต้องรบกวนให้พวกท่านขนกลับไปก่อน” ฉินเหยากล่าวอย่างสุภาพ


สามพี่น้องหลิวกงเพิ่งตั้งตัวได้จากบรรยากาศอึดอัด คนหนึ่งจัดการเอกสารรับข้าวกับนาง ที่เหลืออีกสองคนช่วยหลิวจี้ขนข้าวกลับไป


พวกเขานำตะกร้ามาด้วย รถหนึ่งคันบรรทุกได้แปดตะกร้า ข้าวหนึ่งพันเก้าร้อยกว่าจินใช้เพียงสองเที่ยวก็ขนเสร็จแล้ว รวดเร็วมาก


พอข้าวน้อยลงสี่ส่วน ลานหน้าบ้านและหลังบ้านก็มีพื้นที่พอดีสำหรับตากข้าว


ฉินเหยามองฟ้า อย่างน้อยก็ยังมีอีกสองวันที่แดดดี ข้าวในบ้านน่าจะแห้งหมดพอดี


พรุ่งนี้เป็นวันสารทจีนและเป็นวันหยุดสุดท้ายของหลิวจี้ด้วย


ฉินเหยาจะต้องใช้แรงงานของคนผู้นี้ให้คุ้มค่า


นางสั่งให้ต้าหลางและพี่น้องดูแลเรื่องตากข้าว จากนั้นหยิบเคียวขึ้นมา แล้วลากหลิวจี้ที่ร้องคร่ำครวญออกไปทางปากหมู่บ้าน


ที่ดินรกร้างของโรงโม่น้ำผืนนั้น มองไปทางไหนก็มีแต่หญ้าขึ้นเต็มไปหมด


พอได้ยินฉินเหยาสั่งให้ตนตัดหญ้า หลิวจี้ก็รู้สึกตาพร่า “เมียจ๋า ข้าคงเป็นลมแดดเข้าแล้ว!” แล้วร่างก็เริ่มโงนเงน ทำท่าจะล้มลงไป


ฉินเหยาหมุนตัวเอาเคียวพาดเข้าที่คอเขา “เจ้าจะตัดหรือไม่”


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วรีบกะพริบตาอย่างจริงใจ “ข้าตัด”


เคียวที่พาดอยู่บนลำคอจึงถูกเก็บกลับไป


ฉินเหยาชี้ให้เขาดูพื้นที่ที่มีเถาวัลย์น้อย จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าไปในทุ่งหญ้ารก ฟาดเคียวเสียงดัง ขวับๆ ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง พื้นที่รอบๆ ถูกโค่นเตียนลงจนเผยให้เห็นสีของพื้นดิน


ตลอดทั้งวัน บ้านอื่นต่างเฉลิมฉลองวันสารทจีน ฉลองการเก็บเกี่ยว ใช้ข้าวที่ดีที่สุดของปีนี้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ เชิญดวงวิญญาณมาลิ้มรส เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข


แต่บ้านฉินเหยากลับมัวแต่ถางพื้นที่รกร้างกว่าสามร้อยตารางเมตรจนเกลี้ยง ไม่ได้คิดถึงเรื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษเลย


จนกระทั่งยามเย็น เมื่อทั้งสองเก็บของกลับบ้าน เห็นทุกบ้านตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ จุดธูปเทียนอยู่ที่ลานบ้าน จึงเพิ่งนึกขึ้นได้


แต่เมื่อสองสามีภรรยาสบตากัน ต่างก็ไม่พบความเคารพต่อบรรพบุรุษและภูตผีในดวงตาของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย


“บ้านเรามีธูปหรือไม่” ฉินเหยาถาม


หลิวจี้เกาศีรษะ “เหมือนจะใช้หมดไปตอนตรุษจีนแล้ว”


“แล้วเทียนเล่า”


หลิวจี้สูดลมหายใจ “เหมือนจะหมดแล้วด้วย ข้าใช้ตอนคัดลอกตำราทั้งคืน”


ฉินเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้น ไหว้ด้วยเนื้อผัดสองถ้วยดีหรือไม่”


หลิวจี้กลอกตา “เมียจ๋า เจ้าลืมหรือว่าพวกเรากินเนื้อหมดไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้วน่ะ”


ตอนนี้จะไปซื้อในอำเภอก็ไม่ทันแล้ว ร้านขายเนื้อปิดไปนานแล้ว!


ฉินเหยากำลังจะพูดว่า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องไหว้ก็ได้


หลิวจี้กลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าพวกเขายืนอยู่หน้าประตูเรือนเก่าตระกูลหลิวพอดี


หลิวจี้ชี้ไปที่โต๊ะเซ่นไหว้ข้างใน “อย่างไรก็เป็นบรรพบุรุษเดียวกัน เรากลับไปเอาข้าวใหม่มาไหว้ด้วยกันเถอะ”


ฉินเหยาเลิกคิ้ว มีเหตุผล!


ดังนั้น สามีภรรยาจึงเดินกลับบ้านไปอย่างไม่รีบร้อน วางเคียว ล้างมือและหน้าให้สะอาด หยิบขนมที่เหลืออยู่ครึ่งห่อกับข้าวใหม่หนึ่งถ้วย ลงกลอนประตูแล้วพาลูกๆทั้งสี่เดินไปยังเรือนเก่าตระกูลหลิวอย่างเป็นระเบียบ


“ท่านพ่อ พวกเรามาไหว้บรรพบุรุษ!”


หลิวจี้ถือขนมในมือหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งถือข้าว เสียงมาถึงก่อนตัว ทำเอานางเหอที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวตกใจจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ


พอหันไปมองก็เห็นว่าเจ้าสามพาครอบครัวหกคนมาถึงลานบ้าน แถมยังถือข้าวใหม่สำหรับเซ่นไหว้ในมือ ในใจก็นึกว่าไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว


ตามคาดเจ้าสามพูดขึ้นว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ หุงข้าวเพิ่มหน่อยนะ คืนนี้พวกเราจะกินข้าวที่นี่ ครอบครัวเราจะได้ครึกครึ้นหน่อย”


นางเหอถอนหายใจยาว เมื่อต้องเจอกับเจ้าคนไร้ยางอายผู้นี้ นางยังจะพูดอะไรได้อีก? จึงหยิบกระบวยไปซาวข้าวอย่างปลงตก!


ตอนที่ 127: ตัวกวน


“อาสาม อาสะใภ้สาม”


หลิวจี้เดินเข้าไปในห้องโถง เพิ่งจะวางห่อกระดาษน้ำมันลง จินเป่ากับจินฮวาก็วิ่งเข้ามาหา “อาสาม อาสะใภ้สาม”


“โอ้?” หลิวจี้เลิกคิ้ว ลูบศีรษะของทั้งสองคนแล้วเปิดห่อกระดาษออกอย่างใจกว้าง เผยให้เห็นขนมหอมฟุ้งน่ากิน “เอาไปกินเถอะ”


สองพี่น้องหยิบขนมแล้วกำลังจะวิ่งไป แต่ถูกหลิวเหล่าฮั่นตะโกนเรียกไว้ “ยังไม่ขอบคุณอาของเจ้าเลย ไร้มารยาท!”


สองพี่น้องจึงรีบวิ่งกลับมาใหม่ ค้อมกายให้หลิวจี้อย่างจริงจัง “ขอบคุณท่านอาสาม!”


หลังจากนั้นก็แอบเหลือบมองท่านปู่ปราดหนึ่ง เห็นเขาแสดงสีหน้าพอใจ จึงหยิบขนมหนึ่งชิ้นขึ้นมากินอย่างสบายใจ


วันนี้เป็นวันสารทจีน คนในเรือนเก่าทำงานที่นาแค่ครึ่งวัน ที่เหลือก็ถือโอกาสพักผ่อน


ข้าวที่เก็บเกี่ยวมาถูกกระจายบนเสื่อไม้ไผ่เพื่อผึ่งแดด ลานบ้านเต็มไปด้วยข้าวกระจายเต็มไปหมดไม่มีที่สำหรับเดินถึงขั้นต้องเหยียบข้าวเดินกันเลยทีเดียว


เด็กๆหลายคนวิ่งเล่นกันจนเมล็ดข้าวกระเด็นกระจายไปทั่ว ทำเอานางจางโกรธจนต้องตะโกน “ออกไปเร็วๆเลย ไปเล่นที่บ่อน้ำหมู่บ้านโน่น!”


แต่เด็กพวกนั้นกลับไม่ออกไป เพียงแค่หยุดวิ่งแล้วนั่งยองๆลงเล่นก้อนหินตรงธรณีประตูแทน


ฉินเหยานำข้าวใหม่หนึ่งถ้วยที่เตรียมมาวางลงบนโต๊ะเซ่นไหว้กลางลานบ้าน แล้วขอยืมธูปสามดอกจากเรือนเก่า จุดธูปให้หลิวจี้มาคำนับสามครั้ง ปักธูปแล้วเสร็จพิธี


นางชิวมองข้าวใหม่ด้วยความอิจฉา “เมล็ดข้าวสมบูรณ์ดีจริงๆ”


ท้องของนางโตขึ้นมากแล้ว ตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าตั้งครรภ์ ครอบครัวไม่ให้ทำงานหนัก แต่ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว คนก็ขาด นางจึงยืนกรานจะช่วยทำอาหารให้ทั้งครอบครัว


วันนี้เป็นวันสำคัญ ทุกคนอยากกินอาหารฝีมือนางเหอจึงเปลี่ยนคนทำ


ฉินเหยาเดินไปดูท้องของนาง ลักษณะท้องคล้ายมีลูกบาสครึ่งลูกผูกอยู่ที่เอว เนื้อทั้งหมดไปกองอยู่ที่หน้าท้อง ส่วนใบหน้ายังคงผอมอยู่


“พี่สะใภ้รอง คลอดเดือนสิบสองใช่หรือไม่” ฉินเหยาถามด้วยความอยากรู้


นางชิวพยักหน้า “คงประมาณต้นเดือนสิบสอง พอดีเป็นช่วงฤดูหนาวว่างจากงานในไร่ ฤกษ์ดีทีเดียว ไม่ทำให้งานในไร่ล่าช้า เจ้าตัวเล็กนี่รู้จักเลือกวันเกิดจริงๆ”


นางชิวลูบท้องตนเอง อาจจะเพราะรู้สึกเขินอายจึงเงียบไปครู่หนึ่ง พอฉินเหยารู้สึกว่าไม่มีเรื่องจะคุยและกำลังจะเดินไปดูในครัวว่าวันนี้ทำอาหารอะไร นางก็เอ่ยขึ้นมาทันที


“น้องสะใภ้ เจ้ากับช่างไม้หลิวจะสร้างโรงงานทำกังหันน้ำ ต้องจ้างคนไม่น้อยเลยใช่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “พวกทำหินโม่ ทำงานไม้ก็คงประมาณสิบกว่าคน”


นางเดาได้ทันทีว่านางชิวจะพูดอะไรต่อ


แล้วก็เป็นไปตามคาด นางอยากแนะนำคนสองคนให้ คนหนึ่งเป็นบุตรชายของท่านอาส่วนอีกคนเป็นบุตรชายของน้าสาว ทั้งคู่เป็นหนุ่มน้อยวัยสิบห้าสิบหกปี บ้านยากจน ยังไม่ได้แต่งงาน อยากหางานทำเพื่อหาเงินมาแต่งภรรยา


ฉินเหยาเหลือบมองไปทางห้องครัวแวบหนึ่ง เห็นนางเหอแอบเงี่ยหูฟัง ถ้าไม่ผิดจากที่คาด นางเหอเองก็คงเตรียมเสนอคนของตนเหมือนกัน


เรื่องนี้ฉินเหยาได้ให้คำมั่นกับผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไว้แล้ว ว่าจะให้สิทธิ์ชาวบ้านตระกูลหลิวก่อน ดังนั้นตำแหน่งงานจึงไม่มีทางตกไปถึงคนนอกหมู่บ้าน


แค่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวยังแย่งกันไม่พอเลย…


สายตาคมกริบของนางจางกวาดมองมาหลายครั้ง บวกกับฉินเหยาพูดชัดเจนแล้ว นางชิวจึงไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อและเดินเข้าไปช่วยงานในครัว


หลิวจ้งลุกขึ้นจะเดินไปช่วย แต่ถูกนางชิวที่หน้าแดงดันตัวออกมา


ในขณะที่หลิวจ้งกำลังจะกลับไปนั่งพักที่ห้องโถง หลิวจี้ก็ปากไวพูดขึ้น “พี่รอง นางแสดงท่าทางเกรงใจแต่พี่รองกลับเกรงใจจริงๆหรือ ไม่มีตาดูบ้างหรือไร พี่สะใภ้รองท้องโย้ขนาดนั้น ท่านยังมีหน้าปล่อยให้ทำงานอีก”


“เจ้ามีสิทธิ์พูดด้วยหรือ” หลิวจ้งที่พูดไม่ค่อยเป็น โต้กลับไปแบบเงอะงะ


แต่สำหรับหลิวจี้ คำพูดนี้ไร้พิษสงโดยสิ้นเชิง


หลิวจี้จุ๊ปากสองที “ยังจะยืนทื่อทำไมอีก รีบเข้าไปช่วยสิ! ไม่เห็นหรือว่าพี่สะใภ้รองถือถ้วยน้ำแกงอยู่น่ะ”


หลิวจ้งถลึงตาใส่เขาด้วยความหงุดหงิด คิดว่าหลิวจี้นี่น่ารำคาญจริงๆ ทำให้เขายืนทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนี้


หลิวจี้กำลังจะเปิดปากยุแหย่อีก แต่พอฉินเหยาส่งสายตาเย็นเยียบมา เขาก็หุบปากลงอย่างไม่พอใจ


ใบหน้าดำคล้ำของหลิวจ้งร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด แต่เขากลับดื้อรั้นจะแข่งกับหลิวจี้ ไม่ยอมไปช่วยงาน เขานั่งลงบนม้านั่งแล้วพูดแทงใจดำหลิวจี้ว่า


“คิดว่าทุกคนไร้ความสามารถเหมือนเจ้าหรือไร เจ้ามองดูสิว่ามีบุรุษบ้านไหนเข้าไปช่วยในครัวเหมือนเจ้าบ้าง”


หลิวจี้แค่นเสียงอย่างไม่ใส่ใจ มองฉินเหยาแล้วยักคิ้วด้วยสีหน้าภาคภูมิ


“ที่ข้าทำไปก็เพราะห่วงใยเมียจ๋าของข้า ไม่เหมือนท่อนไม้อย่างท่าน คนเขาถือน้ำแกงมาแล้วแท้ๆ ยังไม่รู้จักช่วยรับอีก ยังจะมาวางท่าเป็นชายชาตรีอะไรที่นี่!”


เมื่อเห็นว่านางชิวหน้าแดงซ่านจนเลือดแทบจะหยดลงมาได้ ฉินเหยาจึงตวาดเสียงหนึ่ง “หลิวจี้ ถ้าไม่พูดจะตายใช่ไหม”


เพราะอาศัยว่าคนในบ้านเยอะ หลิวจี้ไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นกลัวเหมือนแต่ก่อนกลับพึมพำว่า “ข้าแค่ทนดูบุรุษบางคนวางท่าไม่ได้ก็แค่นั้น…”


“อ้อ แค่ถามเมียจ๋าว่าจะให้ช่วยหรือไม่แล้วพอนางบอกว่าไม่ต้องก็ถอยออกมาจริงๆ ใครๆก็เสแสร้งแบบนี้ได้ทั้งนั้นแหละ~”


ฉินเหยาถึงกับอยากฟันลิ้นเขาให้ขาดเสียเดี๋ยวนี้เลย


แต่ว่าคำพูดของเขากลับฟังดูสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อย?


นางชิววางถ้วยน้ำแกงลงแล้วอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองสามีของตนด้วยความฉงน หรือว่าเมื่อครู่นี้เขาแค่เสแสร้งทำเป็นมีน้ำใจ?


หลิวจ้งสะดุ้งโหยง ก่อนหน้านี้เพราะอยู่ต่อหน้าคนในบ้าน เขารู้สึกอายเกินกว่าจะยืนกราน แต่ตอนนี้พอรู้ตัวว่าเมียตนเองกำลังจะถูกหลิวจี้เจ้าตัวก่อกวนยุแหย่สำเร็จ เขาจึงรีบลุกขึ้น กดให้นางนั่งลงโดยไม่สนใจว่านางจะเต็มใจหรือไม่แล้วพับแขนเสื้อ เดินเข้าไปในครัว ยกอาหารที่เหลือทั้งหมดออกมา


พอเห็นสีหน้ามีความสุขของนางชิว หลิวจี้ก็รู้สึกหมดสนุกลอบแค่นเสียงเบาๆ


แต่แล้วก็โดนเตะเข้าที่น่องทันที เจ็บจนเกือบร้องโหยหวนออกมา


“เจ้ามันตัวก่อกวนแท้ๆ” ฉินเหยากัดฟัน พูดเสียงต่ำอยู่ด้านหลังเขา


หลิวจี้รับรู้ถึงไอสังหารเย็นเฉียบของนาง ในที่สุดจึงยอมสงบปากสงบคำ


เขาก็แค่หวังจะสอนให้พี่น้องในบ้านรู้จักเป็นสามีที่เอาใจใส่บ้าง กลับกลายเป็นว่าความหวังดีของเขาถูกมองเป็นเรื่องไร้ค่าเสียอย่างนั้น


ไหนๆก็เป็นวันสารทจีนและเพิ่งผ่านฤดูเก็บเกี่ยวมา นางเหอจึงหุงข้าวขาวอย่างเต็มที่ พร้อมทำอาหารสามอย่างกับน้ำแกงอีกหนึ่งอย่าง ทั้งหมดทำเยอะเป็นพิเศษ เพียงพอให้ทั้งครอบครัวกินกันอิ่ม


แต่ในอาหารไม่มีเนื้อสัตว์เลย มีเพียงไข่ที่ลอยอยู่ในน้ำแกงที่พอจะนับเป็นอาหารจากสัตว์ได้ ซึ่งเทียบกับบ้านฉินเหยาที่ผัดหมูกินเป็นประจำทุกสามวันห้าวันแล้ว ถือว่าห่างกันลิบลับ


แต่ฝีมือทำอาหารของนางเหอจัดว่าโดดเด่น ทุกคนต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย


ฉินเหยาควบคุมตนเองให้กินข้าวเพียงสามชามก่อนจะวางตะเกียบลง


แต่สิทธิพิเศษนี้ยังถือว่าสูงกว่าหลิวเหล่าฮั่นและคนอื่นๆอยู่บ้าง เพราะสตรีได้แค่หนึ่งชาม ส่วนบุรุษที่ออกไปทำนาได้สองชาม เด็กๆก็ได้คนละหนึ่งชาม มีเพียงฉินเหยาคนเดียวที่ได้ถึงสามชาม


หลิวจี้อยากจะไปตักข้าวเพิ่มชามที่สามบ้าง แต่ถูกหลิวเหล่าฮั่นถลึงตาใส่


แต่เขาไม่สนใจ สิ่งสำคัญคืออิ่มท้อง ช่วงนี้ทำงานหนักเสียพลังไปมาก หากไม่กินเพิ่มจะฟื้นตัวกลับมาท่องตำราได้อย่างไร


เมินสายตาเชือดเฉือนที่ส่งมาจากด้านหลัง เขาตักข้าวให้ตัวเองอีกชามจนพูน แล้วใช้ทัพพีกดข้าวให้แน่นๆ


ตอนที่ 128: รับสมัครคนงาน


หลังมื้ออาหาร ทั้งสองครอบครัวนั่งรวมกันใต้ชายคา รับลมเย็นพลางพูดคุยถึงผลผลิตในปีนี้


ที่ดินของฉินเหยาให้ผลผลิตหมู่ละห้าร้อยจิน นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ เพราะที่ดินที่ดีที่สุดของหลิวเหล่าฮั่นกว่าสิบหมู่ ยังให้ผลผลิตเต็มที่แค่หมู่ละสามร้อยยี่สิบจินเท่านั้น


ส่วนที่เหลืออยู่ที่ประมาณสองร้อยแปดสิบจิน ส่วนหมู่ที่อยู่ห่างออกไปและเป็นที่ดินที่แห้งแล้งที่สุด สิบกว่าหมู่ให้ผลผลิตเพียงหมู่ละหนึ่งร้อยหกสิบจินเท่านั้น


ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะที่ดินมีเยอะเกินกว่าจะดูแลได้ทั่วถึง


พอได้ยินแบบนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย “เมียจ๋า เช่นนั้นผลผลิตจากนาข้าวสาลีสองหมู่ของพวกเราเมื่อเดือนสองก็ถือว่าใช้ได้นะ แทบไม่ได้ดูแลเลย แต่ยังได้หมู่ละแปดสิบจินเชียว”


ฉินเหยาจนคำพูด ไม่อยากใส่ใจเขาอีก นางหันไปหาหลิวเหล่าฮั่น แล้วยกเรื่องวิธีปักกล้าข้าวขึ้นมาอีกครั้ง แนะนำให้ลองใช้ในปีหน้า


หลิวเหล่าฮั่นเองก็คิดจะลองอยู่แล้ว ไม่สิ ต้องบอกว่าทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวต่างก็อยากลองทำตามวิธีปักกล้าของฉินเหยา


ใช้วิธีนี้กับที่นาซึ่งมีพื้นที่มากคงเป็นไปไม่ได้ แต่สามารถใช้กับที่ดินที่ดีที่สุดของแต่ละบ้าน หากเพิ่มผลผลิตได้เพียงหมู่ละสิบจิน เมื่อรวมกันหลายสิบหมู่ก็จะได้ข้าวเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยจิน


ยิ่งไปกว่านั้น จากผลผลิตของฉินเหยาปีนี้ ตัวเลขอาจไม่ได้หยุดแค่สิบจินต่อหมู่


หากปีหน้าฝนฟ้าอำนวย การที่ทุกบ้านได้กินอิ่มคงไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป


เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวเหล่าฮั่นและพี่น้องหลิวไป่ทั้งสามต่างก็ตื่นเต้นจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่


เมื่อราตรีมาเยือน ทุกคนเหนื่อยล้าจากความวุ่นวายมาทั้งวันจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน


หลิวจี้ต้มน้ำร้อนหลายหม้อ ให้ทุกคนในบ้านอาบน้ำตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะได้นอนหลับอย่างสบาย


เขาเป็นคนสุดท้ายที่อาบน้ำ แถมยังอาบอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษ


พรุ่งนี้ก่อนรุ่งสาง เขาต้องตื่นแต่เช้าไปยังตัวอำเภอเพื่อกลับไปเรียนที่สำนักศึกษา ในหอพักของสำนักศึกษาไม่มีห้องอาบน้ำให้เขาอาบ ดังนั้นเขาจึงต้องอาบน้ำให้สะอาดหมดจดทีเดียว จะได้ทนอยู่ไปได้อีกครึ่งเดือน


ฉินเหยากำลังจะเข้าเมืองไปซื้อเนื้อพอดีจึงไปส่งหลิวจี้ครึ่งทาง นางปล่อยเขาลงที่ถนนหลวงนอกตัวเมือง จากนั้นเดินต่ออีกหนึ่งชั่วยามก็จะถึงตัวอำเภอ


เวลายังเช้า ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง หากเดินเร็วสักหน่อยก็ไม่สายแน่นอน


“เดือนหน้ากลับมาบ้าน อย่าลืมนำข้อสอบเก่ากับคำตอบที่ข้าให้เจ้าคัดลอกมาด้วย” ฉินเหยากำชับ


หลิวจี้พยักหน้าด้วยความหมดอาลัย หิ้วห่อผ้าของตนเอง ลากขาก้าวไปข้างหน้าอย่างอิดโรย ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น


ฉินเหยามองส่งเขาจนลับตาแล้วจึงควบม้าเข้าไปในตัวเมือง ตรงไปที่ร้านขายเนื้อ


ซื้อซี่โครงสองจิน หมูสามชั้นสองจินและตับหมูอีกหนึ่งชิ้น เอากลับไปทำน้ำแกงให้ตนเองกับลูกๆทั้งสี่บำรุงร่างกาย


เพียงแต่ว่าฝีมือการทำอาหารของฉินเหยา น้ำแกงตับหมูกับผักที่นางปรุงมักจะมีรสชาติประหลาดอยู่เสมอ นางดื่มไปครึ่งชามแล้วก็วางถ้วย หันไปคีบหมูผัดกินแทน


นำซี่โครงไปใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ยาวแล้วนำไปแช่ในถังน้ำเย็น วางไว้ในที่ร่ม จะเก็บได้นานขึ้นอีกวันหนึ่ง นางกะจะใช้ตุ๋นน้ำแกงวันพรุ่งนี้ตอนเย็น


หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ นางกำชับให้เด็กๆในบ้านช่วยกันเกลี่ยข้าวออกตากแดด แล้วจึงเร่งฝีเท้าไปบ้านช่างไม้หลิว


บ้านเขาเองก็มีที่นาเยอะเช่นกัน แต่คนในครอบครัวเองก็เยอะด้วย หลังจากใช้เวลาห้าวันเก็บเกี่ยว ก็ค่อยมีเวลาว่างบ้าง


ทั้งสองปรึกษากันแล้วเริ่มรับสมัครคนงาน ต้องรีบสร้างแผนกการผลิตให้เร็วที่สุด


จะให้แข็งแรงมากก็คงไม่ได้ แต่โรงเรือนกันลมกันฝนสักหลังต้องมีแน่


ฉินเหยาคิดรูปแบบไว้นานแล้ว เมื่อคลี่แบบแปลนออก ช่างไม้หลิวก็รีบชะโงกหน้ามาดู เป็นอาคารที่มีโครงสร้างล้อมสี่ด้าน ตรงกลางเปิดโล่ง


ทั้งสี่ด้านสร้างเป็นห้องสี่เหลี่ยมยาว มีหลังคาคลุม และล้อมรอบทั้งหมด โดยแบ่งเป็นสองห้องสำหรับแปรรูปไม้ หนึ่งห้องสำหรับผึ่งสีให้แห้ง และอีกหนึ่งห้องสำหรับทำหินโม่


ลานกว้างตรงกลางไว้ใช้กองพวกหินได้และยังสามารถสร้างห้องเพิ่มอีกห้องไว้เป็นโรงอาหารของคนงาน


เท่านั้นยังไม่พอ แต่ละห้องยังถูกแบ่งเป็นหลายส่วน มีทั้งส่วนไสไม้ เลื่อยไม้ ประกอบชิ้นส่วน ลงสี และตรวจสอบคุณภาพ


แต่ละพื้นที่มีป้ายแขวนไว้ โดยระบุว่าเป็นแผนกการผลิตอะไร แบ่งเขตอย่างชัดเจน


ส่วนงานหินมีขั้นตอนง่ายกว่ามาก มีเพียงการเจียรแผ่นโม่กับการแกะลายจึงใช้แค่ห้องเดียวก็เพียงพอ


ช่างไม้หลิวดูแบบแปลนหลายรอบ อดอุทานออกมาไม่ได้ว่ายอดเยี่ยม


แต่เขายังมีจุดที่ไม่เข้าใจ ชี้ไปที่ป้ายเล็กๆที่เขียนว่าแผนกการผลิตแล้วถาม “เหตุใดต้องเรียกว่าแผนกการผลิตด้วย”


ฉินเหยาชะงัก “เอ่อ… งั้นท่านคิดว่าควรเรียกว่าอะไรดีหรือ ฝ่ายอะไรสักอย่างหรือ”


นางลอกระบบสายการผลิตจากยุคปัจจุบันมาโดยตรง ลืมคิดไปว่าต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัย คำว่าแผนกการผลิตดูไม่เหมาะกับยุคโบราณจริงๆ


ช่างไม้หลิวเองก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง “เรียกฝ่ายก็ฟังดูไม่ดี งั้นเรียกว่าแผนกการผลิตตามเดิมเถอะ”


“จริงสิ ก่อนหน้านี้สายการผลิตที่เจ้าพูดถึง ใช่เหมือนในแบบแผนนี้หรือไม่ แต่ละคนทำหน้าที่เฉพาะ ไม่ต้องเรียนรู้ไปเสียทุกอย่าง แค่เรียนรู้งานเฉพาะอย่างก็ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น”


ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่ หมายความว่าอย่างนั้นแหละ”


ช่างไม้หลิวพึมพำคำว่าสายการผลิตสามคำนี้ซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าคำนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง


เมื่อมีแบบแปลนแล้ว ช่างไม้หลิวก็รู้ว่าต้องเตรียมวัสดุอะไร จากนั้นจึงนำคนงานสองคนที่เคยจ้างก่อนหน้านี้ไปขนวัสดุไม้ที่เก็บไว้ในลานบ้านไปยังสถานที่ก่อสร้างโรงงานใหม่


ตั้งขาตั้งสามขา วางท่อนไม้ยาวลงไป หยิบเครื่องมือขึ้นมาแล้วเริ่มแปรรูปไม้ เพื่อเตรียมสร้างโรงงานต่อไป


ฉินเหยาหยิบป้ายประกาศรับสมัครงานที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ มุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน เลือกก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งแล้วปีนขึ้นไปยืน


วางป้ายไว้ด้านหน้าแล้วเปล่งเสียงก้อง “โรงโม่น้ำรับสมัครคนงานแล้ว!”


ชั่วพริบตา ชาวบ้านที่กำลังพลิกข้าวตากแดดอยู่ในลานกว้างต่างเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน


ชาวบ้านต่างคาดหวังเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนที่ฉินเหยาเช่าพื้นที่รกร้างไปแล้ว


ดังนั้น พอฉินเหยาประกาศจำนวนตำแหน่งและเงื่อนไขเสร็จ คนในลานกว้างก็ลดลงไปกว่าครึ่ง ต่างรีบวิ่งกลับบ้านหรือไปยังทุ่งนาเพื่อแจ้งข่าวให้คนในครอบครัว


สำหรับงานที่ใช้แรงมาก ฝ่ายโรงหินโม่ ฉินเหยาตั้งใจรับสมัครคนงานชายแปดคน


สี่คนทำหน้าที่ขุดและขนหิน อีกสี่คนรับผิดชอบการเจียรและสกัด


คนขุดหินค่าจ้างวันละสิบสองเหวิน รวมอาหารเช้าและกลางวัน


ช่างเจียรและช่างสกัดค่าจ้างวันละสิบเหวิน รวมอาหารเช้าและกลางวัน


ฝ่ายโรงทำกังหันน้ำต้องการช่างฝีมือสิบคน ไม่จำกัดเพศ ค่าจ้างวันละสิบสองเหวิน รวมอาหารเช้าและกลางวัน


รับสมัครพ่อครัวหรือแม่ครัวหนึ่งคน รับผิดชอบอาหารสองมื้อ ไม่จำกัดเพศ ค่าจ้างเดือนละสามร้อยเหวิน


ในอนาคตอาจมีการปรับจำนวนคนงานตามความเหมาะสม ขณะนี้กำหนดไว้ที่สิบแปดคน


ชาวบ้านสนใจแต่ค่าจ้างเป็นหลัก ส่วนเงื่อนไข ‘ไม่จำกัดเพศ’ กลับถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง


ดังนั้น ในบรรดาผู้สมัครจึงมีสตรีเพียงสองคน


หนึ่งคือนางเหอ อีกคนคืออวิ๋นเหนียงบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิว


พอเห็นอวิ๋นเหนียง นางเหอก็คิดว่านางต้องมาสมัครเป็นแม่ครัวแน่ๆ


นางจึงหันไปเหน็บแนมอีกฝ่ายทันที “ร้านเล็กๆที่บ้านของเจ้าไม่ต้องดูแลแล้วหรือ ถึงมีเวลามาทำอาหารให้คนอื่น แค่รูปร่างเล็กๆแบบเจ้า กระทะเหล็กใบใหญ่คงยกไม่ขึ้นกระมัง”


อวิ๋นเหนียงตอบอย่างจนใจ “พี่สะใภ้ วางใจเถอะ ข้าไม่ได้มาแย่งตำแหน่งแม่ครัว ข้ามาสมัครเป็นช่างไม้”


นางเหอตกใจมาก “เจ้าทำงานไม้เป็นด้วยหรือ”


อวิ๋นเหนียงพยักหน้ากล่าวอย่างมั่นใจ “พ่อข้าเป็นช่างไม้ ข้าเห็นมาตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่บ้านแม่ข้า ข้าก็เคยช่วยพ่อทำโต๊ะเก้าอี้ทุกวัน”


แต่แม้ว่าภายนอกจะดูมั่นใจ ทว่าเมื่อบุรุษที่มาสมัครงานช่างไม้คนอื่นๆหันมามอง นางก็เริ่มตื่นเต้นจนเผลอกำแขนเสื้อแน่น หายใจติดขัดและรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย


นางเพียงได้ยินว่าค่าจ้างวันละสิบสองเหวิน มีอาหารให้สองมื้อและไม่จำกัดเพศ คิดว่าตนเองเคยเรียนรู้จากบิดามาบ้างจึงตัดสินใจมาสมัครโดยไม่รู้ตัว


ปกติแล้ว สตรีไม่มีโอกาสรับจ้างทำงาน หากมีก็ต้องไปทำงานเป็นสาวใช้หรือบ่าวเฒ่าในตัวอำเภอที่ไกลโพ้น ไม่ต้องพูดถึงว่าครอบครัวสามีจะอนุญาตหรือไม่ นางเองยังไม่กล้าด้วยซ้ำ


แต่ครั้งนี้เป็นงานที่ทำอยู่ใกล้บ้านและยังเป็นตำแหน่งช่างไม้จริงจังด้วย นางจึงเกิดหุนหันนึกอยากลองขึ้นมา!


สาเหตุที่นางกล้าตัดสินใจเช่นนี้… ก็เพราะคนที่รับสมัครงานคือฉินเหยา


เมื่อมีฉินเหยาอยู่ นางก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป


ตอนที่ 129: ช่างไม้หญิง


ข้างบ่อน้ำของหมู่บ้านมีต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้นั้นมีแท่นไม้หลายอันวางอยู่เป็นประจำ ฉินเหยาหาที่ว่างนั่งลง หยิบสมุดไม้ทำเองและพู่กันที่เตรียมไว้ขึ้นมาแล้วเริ่มสัมภาษณ์ทีละคน


สามพี่น้องหลิวไป่มากันครบ ทั้งที่ยังมีที่นาอีกหลายสิบหมู่ที่บ้านยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ นางจางบอกว่า ต่อให้ต้องจ้างคนงานมาช่วยเก็บเกี่ยวก็ตาม พวกเขาสามคนก็ต้องมาสมัครงานนี้ให้ได้


คนขุดหินได้วันละสิบสองเหวิน คนเจียรได้วันละสิบเหวิน รวมอาหารสองมื้อ แม้ว่าจะไม่เท่ากับตอนที่ฉินเหยาเคยให้พวกเขาทำหินโม่แผ่นละสี่ร้อยเหวิน แต่รายได้ระยะยาวย่อมต่างจากงานระยะสั้นแค่สิบวันแปดวัน


ส่วนเรื่องเกี่ยวข้าวที่บ้านก็สามารถจ้างคนงานระยะสั้น โดยตอบแทนเป็นอาหารมื้อกลางวัน แล้วจ่ายวันละหกหรือแปดเหวิน ส่วนต่างตรงนี้ก็มีกำไรแน่นอน


แรกๆ หลิวเหล่าฮั่นยังไม่อยากให้บุตรชายทั้งสามไปทำงานทั้งหมด นางเหอกับนางชิวร้อนใจแทบแย่ แต่ต่อมาพอได้ยินนางจางคำนวณรายได้ให้ดูเขาจึงยอมตกลง


แต่ชาวบ้านที่คำนวณเก่งอย่างนางจางนั้นมีไม่มาก เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว ปากท้องสำคัญที่สุด ฤดูเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่สำคัญยิ่งจึงไม่อยากให้ต้องล่าช้า


อีกส่วนหนึ่งคือข้าวของพวกเขายังไม่สุกดี จะต้องรอเก็บเกี่ยวไปจนถึงกลางหรือปลายเดือนแปด จึงทำได้แค่แอบอิจฉาคนที่สามารถแบ่งคนมาสมัครงานได้


บางคนก็เข้ามาถามฉินเหยาว่ารับสมัครคนงานระยะสั้นหรือไม่


ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งซื้อระยะยาวที่แน่นอน ฉินเหยาจึงไม่ปฏิเสธไปเสียทีเดียว นางให้คนที่สนใจทำงานตำแหน่งงานระยะสั้นยืนรอด้านข้างไปก่อน รอดูว่าตำแหน่งงานระยะยาวสามเดือนขึ้นไปจะเต็มหรือไม่


หลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านก็มาด้วย รูปร่างสูงใหญ่ของเขาโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่ผอมดำและเตี้ยกว่า


ฉินเหยาถาม “ชื่อ อายุ สมัครตำแหน่งอะไร”


“หลิวฉี อายุสิบเจ็ด สมัครตำแหน่งขุดหิน”


พอได้ยินเช่นนี้ แม้ว่าสามพี่น้องหลิวไป่จะเชื่อว่าฉินเหยาไม่ทอดทิ้งคนบ้านตนเอง แต่ก็ยังอดรู้สึกกังวลไม่ได้


ฉินเหยามองสำรวจหลิวฉีอย่างใจเย็น ในหมู่บ้านนี้หากไม่นับพวกที่มียีนดีโดยกำเนิด คนที่แข็งแรงกำยำแบบเขานั้นนับได้แค่ไม่กี่คน


นางพยักหน้า ถามคำถามพื้นฐานว่าเคยขุดหินหรือไม่ มีประสบการณ์มาก่อนหรือเปล่า


หลิวฉีส่ายหน้า เขาไม่เคยขุดหินมาก่อน แต่เรียนรู้เร็วและมีกำลังมาก เขาสาธิตโดยการยกกระสอบข้าวที่วางไว้ใต้ต้นไม้เพื่อตากให้แห้งขึ้น แสดงให้เห็นว่ามีพละกำลังมาก


ฉินเหยาจดลงสมุดไว้อย่างชัดเจน ไม่มีประสบการณ์ แรงเยอะ


“คนต่อไป” นางโบกมือเรียกให้คนด้านหลังเดินขึ้นมา


ผลลัพธ์จะไม่ได้ประกาศทันที หลังจากฉินเหยาสรุปรายชื่อแล้ว นางต้องนำไปหารือกับช่างไม้หลิวอีกครั้ง จากนั้นจึงจะแจ้งให้แต่ละบ้านทราบ


มีคนมาสมัครทั้งหมดยี่สิบสามคนล้วนเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ในหมู่บ้าน คนที่อายุมากที่สุดคือสามสิบแปดปี ส่วนคนที่อายุน้อยที่สุดคือสิบห้าปี


เมื่อถึงตาของนางเหอ พอนางรู้ว่าตำแหน่งคนทำครัวไม่มีใครมาแย่งชิง สีหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตบอกตนเองอย่างมั่นใจต่อหน้าฉินเหยา โอ้อวดความสามารถในการกะปริมาณข้าวของตนเอง และเอ่ยรับรองว่าจะไม่ทำให้เมล็ดข้าวแม้แต่เม็ดเดียวสูญเปล่า


ชาวบ้านที่ยืนดูต่างหัวเราะออกมา บางคนบอกว่านางขี้เหนียวเกินไป แต่บางคนก็ชมว่านางทำอาหารเก่งจริงๆ


เวลามีงานเลี้ยงในหมู่บ้านมักต้องเชิญนางเหอและนางจางแม่สามีลูกสะใภ้คู่นี้มาช่วยงานเสมอ ฝีมือทำอาหารของนางเหอนั้นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน


เมื่อไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งนี้ ฉินเหยาจึงประกาศทันที “เหอฮวา หลังมื้อเย็นท่านมาที่บ้านข้า เรามานับจำนวนคนกัน จะได้ซื้อของให้พอดี”


“หา นี่ข้าผ่านแล้วหรือ” นางเหอถามด้วยความประหลาดใจ


ฉินเหยาหัวเราะเบาๆอย่างจนใจ “ใช่ ต่อไปท่านก็เป็นแม่ครัวประจำโรงกังหันน้ำของหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว”


“ฮ่าๆๆ ข้าก็ว่าแล้ว! หากไม่เลือกข้า เจ้าจะเลือกใคร ไม่มีใครเก่งไปกว่าข้าอีกแล้ว!”


นางเหอดีใจสุดๆ ความมั่นใจพุ่งทะลุถึงขีดสุด นางมองชาวบ้านรอบๆด้วยสายตาภาคภูมิใจ


อาจเพราะมีใจลำเอียงต่อคนในครอบครัว ฉินเหยาจึงรู้สึกว่านางน่ารักไม่น้อย


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้พี่ใหญ่พาพี่สะใภ้ใหญ่ไปยืนอีกฝั่ง เพราะนางยืนขวางทางคนอื่นอยู่


หลิวไป่ยิ้มบางๆ พลางดึงภรรยาออกไป เรียกน้องชายแล้วพากันกลับบ้านไปทำงานต่อ อย่างไรเสีย ฉินเหยาก็พูดแล้วว่าพวกเขาแค่มาสมัครงานพอเป็นพิธีเท่านั้น


ในเมื่อยังมีเวลาก็ต้องรีบเก็บเกี่ยวอีกสองสามหมู่ จะได้ประหยัดเงินค่าจ้างคนงานระยะสั้นไปได้อีกหนึ่งวัน


อวิ๋นเหนียงเดินเข้ามาหาฉินเหยาด้วยความกังวล นางเป็นผู้สมัครคนสุดท้าย


“เฉียวอวิ๋น อายุยี่สิบสอง สมัครตำแหน่งช่างไม้” นางพูดตามแบบคนก่อนหน้า


ฉินเหยาจดบันทึกแล้วถาม “เจ้าทำอะไรได้บ้าง”


พอพูดถึงสิ่งที่ตัวเองถนัด อวิ๋นเหนียงก็ไม่ประหม่าอีกต่อไป ตอบออกมาอย่างคล่องแคล่ว “ขึงเชือกวัดแนว ขูดไม้ ลงน้ำมันเคลือบ เข้าเดือยประกอบ ทำได้หมด”


ฉินเหยามองนางด้วยความประหลาดใจ “เคยมีประสบการณ์มาก่อนหรือ”


อวิ๋นเหนียงพยักหน้าหนักแน่น “เคย ข้าช่วยพ่อทำโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่งตอนอยู่บ้าน”


ดังนั้น ฉินเหยาจึงจดเพิ่มในข้อมูลของนางว่า มีประสบการณ์มาก เป็นช่างไม้ตัวจริง


ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเขียนหรือวาดภาพมักจะพออ่านออกเขียนได้บ้างและนับเลขเป็นอยู่บ้าง


อวิ๋นเหนียงไม่ได้ตั้งใจจะแอบดู แต่พอเผลอก้มลงไปก็เห็นคำว่า ช่างไม้ ที่ฉินเหยาจดลงในสมุด ทำให้นางรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก


ฉินเหยาลุกขึ้น เก็บสมุดกับพู่กัน “ยังมีใครต้องการสมัครอีกหรือไม่ หากไม่มี วันนี้ก็พอแค่นี้ ทุกท่านกลับไปรอฟังข่าวเถอะ ข้าจะไปปรึกษากับช่างไม้หลิวแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกที”


ทุกคนยังมีงานในนา พอได้ยินดังนั้นก็พากันแยกย้ายกลับ


ฉินเหยาหันหลังเดินไปทางปากหมู่บ้าน เดินได้ไม่ถึงสองร้อยเมตรก็ถึงพื้นที่รกร้าง ซึ่งอยู่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้านไม่ถึงสองนาที


พอเห็นฉินเหยา ช่างไม้หลิวก็กำชับให้ลูกมือสองคนทำงานต่อแล้ววางเลื่อยลงเดินออกมาถาม “รับสมัครคนได้กี่คน”


เมื่อครู่เขาเห็นว่าที่บ่อน้ำมีคนเยอะมาก


ฉินเหยาชี้ไปยังพื้นหญ้าริมทางแล้วทั้งสองก็นั่งลงตรงนั้น โดยใช้กิ่งไม้ที่ยื่นออกมาบังแดด


ฉินเหยาเปิดสมุดแล้วกล่าว “มีคนสมัครทั้งหมดยี่สิบสามคน ลบสองคนที่ทำงานกับท่านตอนนี้ออกไป เหลือสิบหกตำแหน่ง ส่วนแม่ครัว ข้าตกลงให้เป็นเหอฮวาพี่สะใภ้ใหญ่ข้า”


“ส่วนตำแหน่งขุดหิน มีหลิวไป่ หลิวจ้ง และหลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน หลิวฉี ตกลงแน่นอนแล้วสามคน”


“หลิวเฝยสมัครเป็นช่างเจียรหิน นับเป็นอีกหนึ่งคนและข้ามีคนแนะนำให้ท่านอีกหนึ่งคน เป็นช่างไม้มืออาชีพชื่อเฉียวอวิ๋น หรือก็คืออวิ๋นเหนียงบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิวนั่นแหละ”


ช่างไม้หลิวรู้อยู่แล้วเกี่ยวกับคนกลุ่มแรกจึงไม่แปลกใจ อีกทั้งสามพี่น้องหลิวไป่เป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ยังต้องให้พวกเขาช่วยสอนคนอื่นเสียอีก


แต่อวิ๋นเหนียงผู้นี้นี่มันยังไงกัน?


“พวกเรามีแต่บุรุษ เจ้าให้สตรีอย่างอวิ๋นเหนียงมาทำงานด้วยไม่ค่อยดีกระมัง”


ฉินเหยาส่งสมุดข้อมูลรับสมัครงานให้เขาดู “เช่นนั้นท่านลองดูว่ามีใครน่าสนใจบ้าง”


ช่างไม้หลิวยิ้มขื่นอย่างจนใจ “ข้าอ่านไม่ออก เจ้าส่งให้ข้าดูก็ไม่มีประโยชน์”


“เช่นนั้นข้าจะอ่านให้ฟัง” ฉินเหยาเริ่มอ่านข้อมูลของผู้สมัครตำแหน่งช่างไม้ทั้งหมดรอบหนึ่ง


คิ้วของช่างไม้หลิวขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ คนพวกนี้เหตุใดถึงมั่นใจกันนัก ทำอะไรก็ไม่เป็นยังจะมาสมัครช่างไม้?


เพราะค่าจ้างสูงน่ะสิ ทุกคนเลยอยากมาลองเสี่ยงโชคดู เผื่อจะได้งาน อีกอย่าง คู่แข่งที่ฝีมือดีจริงๆ ก็มีอยู่แค่สองคนเท่านั้น


แต่พอได้ยินฉินเหยาอ่านถึงตรงที่เขียนว่า ‘มีประสบการณ์มาก เป็นช่างไม้’ ช่างไม้หลิวก็ชี้นิ้วอย่างตื่นเต้น “นี่อย่างไร! คนนี้แหละดี เอาคนนี้เลย!”


“นี่ก็คืออวิ๋นเหนียง” ฉินเหยาเลิกคิ้ว เหลือบมองเขาด้วยสายตาลำพอง


ตอนที่ 130: ฝนตกแล้วเก็บข้าวกันเถอะ!


การถูกตบหน้านั้นรวดเร็วเกินไป ช่างไม้หลิวรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย “แต่ แต่นางเป็นสตรีนะ…”


“พวกเราทำงานที่ต้องหลบๆซ่อนๆหรืออย่างไร กลางวันแสกๆ ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ สตรีแล้วอย่างไร บุรุษแล้วอย่างไร เรารับสมัครคนงาน ขอแค่ทำงานได้ก็พอแล้ว”


ฉินเหยาหยิบพู่กันขึ้นมาวงชื่อ “เฉียวอวิ๋นผ่านการคัดเลือก ท่านคัดเลือกต่อเถอะ ยังเหลืออีกเจ็ดคน”


ช่างไม้หลิวไม่ขัดอะไรอีก คัดเลือกเพิ่มอีกเจ็ดคน โดยยึดหลักให้โอกาสเท่าเทียม ทุกบ้านได้รับเลือกบ้านละหนึ่งคน


ฝั่งฉินเหยา ในกลุ่มขุดหิน นางเลือกลุงเก้า เขาไม่เพียงแต่สร้างบ้านเป็น แถมยังมีประสบการณ์ขุดหิน ในกลุ่มคนงานมีแต่หนุ่มๆที่เลือดร้อน จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่ควบคุม


เพราะการขุดหินเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง หากพลาดท่าก็อาจมีคนถูกหินทับตาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น


ในกลุ่มเจียรหิน ซุ่นจื่อถือเป็นตำแหน่งที่กำหนดไว้แล้ว ส่วนอีกสองคนเป็นลูกหลานของลุงและอาที่อยู่บ้านใกล้กัน ได้บ้านละหนึ่งคน


เมื่อได้รายชื่อคนงานเรียบร้อย ช่างไม้หลิวก็กลับไปทำงานของตน ส่วนฉินเหยาออกไปแจ้งข่าวตามบ้าน ให้มารวมตัวกันที่สถานที่ก่อสร้างโรงงานในวันรุ่งขึ้นแต่เช้า


พร้อมกำชับให้แต่ละคนเตรียมชามและตะเกียบของตนเองมาด้วย


นางเหอเองก็มาตามที่นัดไว้หลังอาหารเย็น เพื่อช่วยนับจำนวนคนและกำหนดรายการอาหาร


เรื่องหม้อขนาดใหญ่ นางเหอบอกว่านางสามารถช่วยฉินเหยาขอยืมมาก่อนได้ จนกว่าโรงงานจะซื้อของตนเองแล้วค่อยคืนเขาไป


“ต้องใช้หม้อสองใบ ใบหนึ่งหุงข้าว อีกใบทำกับข้าวและต้องมีอ่างดินเผาขนาดใหญ่ไว้ใส่กับข้าวด้วย”


“ส่วนอาหาร มื้อเช้ามีข้าวต้มข้าวขาว ข้าวต้มข้าวฟ่าง ข้าวต้มผัก กินคู่กับวอโถวธัญพืชก็พอ”


“มื้อกลางวันต้องมีของมันๆบ้าง เพิ่มน้ำแกงไข่เข้าไปแล้วทุกสิบวันทำต้มผักใส่เนื้อสับ น่าจะพอแล้ว”


ร่ายรายการอาหารเสียจนตัวนางเองยังอยากกิน นับว่าไม่เลวเลย


ตัวฉินเหยานั้นสามารถกลับบ้านไปกินข้าวขาวกับเนื้อตอนเย็นได้อยู่แล้ว นางรู้ว่านางเหอมีประสบการณ์มากจึงพยักหน้าตกลง “อย่างนั้นเอาตามที่พี่สะใภ้ใหญ่ว่าเลย”


“ได้ เช่นนั้นเงินค่าข้าวและค่ากับข้าวจะให้ข้ามารับจากเจ้าทุกวันหรือจะให้เป็นก้อนทุกสิบวันหรือครึ่งเดือนดี จะได้ไม่ต้องยุ่งยากมารับบ่อยๆ”


ฉินเหยาเดินเข้าไปในบ้าน หยิบเศษเงินออกมาแล้วยื่นให้นางเหอหนึ่งตำลึง “เอาตามมาตรฐานที่พวกเราคุยกัน พี่สะใภ้ลองใช้ดูก่อนว่าพอกี่วัน ค่อยมาคำนวณเงินเฉลี่ย แล้วค่อยว่ากันอีกที”


นางเหอตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เก็บเงินไว้ให้ดีแล้วถามฉินเหยาว่ามีอะไรอยากได้เป็นพิเศษอีกหรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็เดินกลับบ้านไปอย่างมีความสุข


บ้านรองมีคนออกไปทำงานแค่คนเดียว นางกับสามีสองคนช่วยกัน ทำให้มีรายได้รวมเดือนละถึงหกร้อยหกสิบเหวินเชียว หากเก็บออมไว้สามเดือน ก็เท่ากับเกือบสองตำลึงเงินแล้ว!


ยิ่งไปกว่านั้น หลังเลิกงานตอนบ่าย นางยังสามารถกลับบ้านไปทอผ้าและทำงานบ้านได้อีก แค่คิดก็มีความสุขแล้ว


การมีรายได้มันช่างแตกต่างกันจริงๆ นางเหอรู้สึกว่าตนเองเดินเหินคล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิม กระทั่งแผ่นหลังก็เหยียดตรงแล้ว


นางชิวย่อมอิจฉาเป็นธรรมดา แต่เสียดายที่ตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์ ได้แต่รอโอกาสหน้า


เช้าตรู่ ก่อนที่ฟ้าจะสว่างเต็มที่ พื้นที่รกร้างหน้าหมู่บ้านก็เริ่มมีเสียงดังอึกทึก


ช่างไม้หลิวนำกลุ่มช่างไม้ไปสร้างโรงงาน ส่วนฉินเหยานำกลุ่มขุดหินเข้าไปในภูเขา


ส่วนกลุ่มเจียรหินอีกสี่คน เดินไปตามบ้านเพื่อรวบรวมไม้ที่ซื้อมา หลังจากนั้นก็จะขึ้นเขาไปตัดไม้


ไม้เหล่านั้นเป็นไม้ที่ช่างไม้หลิวจ่ายเงินซื้อไว้แล้ว แต่หากตัดเองจะถูกลงอีกยี่สิบเหวิน ไหนๆคนงานก็เยอะจึงตัดสินใจตัดเอง สามารถลดต้นทุนไปได้ไม่น้อย


เพราะการสร้างโรงงานทำให้ทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ชายชราในหมู่บ้านมองดูเหล่าหนุ่มสาวที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ข้างบ่อน้ำในหมู่บ้าน ยิ้มไป น้ำตาคลอไป


ผ่านพ้นยุคสมัยอันวุ่นวายมาได้หลายปี จนถึงวันนี้ ในที่สุดก็ผ่านมาได้แล้ว


ท้องฟ้าแจ่มใส จู่ๆก็มีเสียงฟ้าผ่าดังลั่น


ชาวบ้านที่กำลังตากข้าวอยู่ข้างบ่อน้ำต่างสะดุ้งโหยงพร้อมกัน


ซานหลางกับซื่อเหนียงที่กำลังเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้านก็ตกใจเช่นกัน ทั้งคู่รีบวิ่งไปเก็บชู่จวีขึ้นมา พอหันกลับไปก็เห็นผู้คนพากันวิ่งวุ่นไปหมด


“ฝนกำลังจะตกแล้ว ซานหลาง รีบไปเรียกแม่ของเจ้ากลับมาเก็บข้าว!”


เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง คู่แฝดชายหญิงหันกลับไปมอง พบว่าเป็นป้าสะใภ้ตระกูลโจว


บ้านพวกนางมีเสื่อสำหรับตากข้าว ใช้ไม้พายกวาดข้าวไปรวมกันตรงกลาง พอพับเสื่อคลุมไว้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว


แต่บ้านฉินเหยาไม่มีเสื่อ ข้าวทั้งหมดถูกตากไว้บนพื้น วันนี้เป็นวันสุดท้าย หากฝนตกลงมา เช่นนั้นข้าวที่ตากไว้คงแย่แน่


ซานหลางยังยืนงงอยู่ ส่วนซื่อเหนียงกลอกตาไปมา รีบยื่นชู่จวีให้พี่ชายแล้วบอกให้เขากลับไปบอกพี่ใหญ่กับพี่รอง จากนั้นก็วิ่งพุ่งออกไปนอกหมู่บ้าน


แม้ตัวเล็ก แต่นางวิ่งเร็วมาก เพราะร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ฝีเท้าจึงมั่นคง แถมปกติยังวิ่งออกกำลังกายกับพี่ชายทั้งสองเป็นประจำ ผู้คนข้างทางรู้สึกแค่ลมพัดผ่านไปเท่านั้น


ซื่อเหนียงวิ่งมาจนถึงพื้นที่รกร้างของโรงโม่น้ำ กวาดตามองหาไปทั่วแต่ไม่เห็นท่านแม่ นางร้อนใจจนตะโกนเสียงดัง


“ท่านแม่! ฝนตกแล้ว! รีบกลับไปเก็บข้าวที่ตากไว้เถอะ!”


หลิวเฝยเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียง เห็นเด็กหญิงตัวเล็กทำหน้าตาตื่นก็รีบเดินเข้ามา “ไป! แม่ของเจ้าขึ้นเขาไปขุดหิน ไม่ได้อยู่ที่นี่”


“ต้าหลางกับเอ้อร์หลางอยู่ไหม”


ซื่อเหนียงพยักหน้าหงึกๆ ในเมื่อเรียกท่านแม่ไม่ได้เช่นนั้นก็เรียกท่านอาเล็กก็ได้ นางรีบพาหลิวเฝยกลับบ้านทันที


อากาศเปลี่ยนเร็วมาก พริบตาเดียวเมฆดำก้อนใหญ่ก็ลอยมาแล้ว ฝนปรอยๆเริ่มตกลงมา ทำให้สองอาหลานต้องรีบเร่งฝีเท้า


หลิวเฝยไม่มีเวลามาสนใจหลานสาวตัวน้อยแล้ว เขาปล่อยให้นางค่อยๆตามมา ส่วนตัวเขารีบออกวิ่งไปก่อน


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางรีบกวาดข้าวที่ตากอยู่ แต่แรงเด็กนั้นน้อยเกินไป ทำความเร็วแข่งกับฝนที่เริ่มลงมาไม่ได้ พวกเขาร้อนใจจนร้องเรียกท่านแม่พลางร้องไห้ไปด้วย


ซานหลางร้องไห้หนักที่สุด ส่วนต้าหลางกับเอ้อร์หลางแทบจะทนเสียงร้องของเขาไม่ไหวแล้ว แต่พวกเขาเองก็ร้อนใจเหมือนกัน


แม่เลี้ยงมอบหมายงานสำคัญขนาดนี้ให้พวกเขา หากทำไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่านางจะโกรธแค่ไหน


พอหลิวเฝยพุ่งเข้ามาในลานบ้าน ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรู้สึกราวกับได้เห็นแสงสว่าง


ฝนปรอยลงมาแล้ว มีข้าวเปลือกตากอยู่ทั้งหน้าและหลังบ้านมากเพียงนั้น เก็บทั้งหมดไม่ทันแน่ ทำได้แค่โกยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


เพิ่งเก็บข้าวตากในลานหลังบ้านเสร็จ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ซื่อเหนียงวิ่งมาถึงหน้าประตูบ้าน พอเห็นข้าวที่ตากในลานหน้าบ้านเปียกฝน ริมฝีปากเล็กๆก็เม้มแน่น ทำท่าจะร้องไห้


ฝนนี้ช่างน่าชังนัก มาเร็วไปเร็ว ตกแค่ครู่เดียวก็หยุดแล้ว ทำให้ไม่รู้ว่ามีกี่ครอบครัวต้องเสียหาย


ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยเสียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา


ในลานบ้านเล็กๆบนเนินเขา เสียงร้องไห้ของซานหลางค่อยๆเบาลง…เพราะถูกเอ้อร์หลางปิดปากไว้


“หยุดร้องได้แล้ว ร้องจนข้าปวดหัว! ใครจะไปรู้ว่าฝนจะตกกัน!”


เอ้อร์หลางชี้ไปที่ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้าอย่างอารมณ์เสีย “ดูสิ ฟ้านี่เหมือนเพิ่งฝนตกไหม”


หลิวเฝยมองดูเด็กทั้งสี่ตรงหน้า นึกภาพไม่ออกเลยว่าพี่สะใภ้สามจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแค่ไหน แต่ก็คงไม่ได้น่ากลัวไปกว่าตอนที่นางสังหารหัวหน้าโจรหรอกกระมัง


เขาทิ้งสายตาให้เด็กทั้งสี่เป็นเชิงว่า พวกเจ้าเอาตัวรอดกันเองเถอะ ก่อนจะบิดเสื้อที่เปียกโชกของตน แล้วเดินจากไป


สายลมพัดผ่าน ซานหลางทนไม่ไหวคว้ามือของพี่รองที่ปิดปากตนเองออกแล้วจามเสียงดังลั่น


เสียงกีบม้าดังมาจากเชิงเขา พี่น้องทั้งสี่เงยหน้าพร้อมกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก


ฉินเหยากระโดดลงจากหลังม้าแล้วรีบวิ่งเข้ามาในลานบ้านก็เห็นเด็กสี่คนที่เปียกโชกไปทั้งตัว พวกเขานั่งอยู่บนกองข้าวที่เปียกฝนพลางมองนางด้วยแววตาตื่นกลัวราวกับทำความผิดใหญ่หลวง



จบตอน

Comments