ตอนที่ 131: อ่อนแอ น่าสงสาร และไร้ที่พึ่ง
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆอย่างจนใจ เดินไปที่ครัวเพื่อจุดไฟต้มน้ำ
ใส่ฟืนเพิ่มเข้าไปในช่องเตาให้เปลวไฟลุกโชนขึ้นอีก ระหว่างรอน้ำเดือดก็ออกไปที่ลานบ้าน หยิบคราดไม้มากระจายข้าวที่กองรวมกันให้กระจายออกอีกครั้ง
แม้จะเป็นปลายเดือนเจ็ด แต่แสงแดดยังแรงจัด พื้นดินที่เมื่อครู่ยังเปียกอยู่ตอนนี้แห้งสนิทแล้ว ข้าวที่กระจายออกมาต้องรีบตากให้แห้ง ไม่อย่างนั้นจะเสียหายได้
เมื่อคราดไม้กวาดมาถึงตรงหน้าพี่น้องทั้งสี่ พวกเขาพร้อมใจกันถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ไปไหน ยืนอยู่ตรงนั้นมองฉินเหยาอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
“กลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกให้หมด รอจนน้ำเดือดแล้วก็เช็ดหน้าหน่อย จากนั้นก็ดื่มน้ำขิงกันคนละถ้วย จะได้ไม่เป็นหวัด” ฉินเหยาชี้ไปที่ห้องเด็ก พลางโบกมือไล่พวกเขาให้รีบเข้าไป
ซานหลางร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลย้อยไปหมด ฉินเหยาทำเสียงจิ๊จ๊ะสองที แล้วให้ต้าหลางพาเขาไปสั่งน้ำมูกให้เรียบร้อย
“ท่านแม่ ท่านไม่โกรธหรือ” ซื่อเหนียงถามเสียงเบา
ฉินเหยายักไหล่ “พวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจนี่ ข้าจะโกรธทำไม เวลาสั้นๆแค่นี้ทำได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ หากเป็นไข้ขึ้นมาสิข้าถึงจะโกรธ!”
หากป่วยก็ต้องกินยา ต้องเสียเงิน ค่ายานั่นแพงกว่าข้าวตากในลานบ้านนี้หลายเท่านัก
ต้าหลางและพี่น้องมองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกแล้วพากันเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ที่จริงแล้วข้าวที่เปียกมีไม่มาก เป็นเพียงชั้นนอกสุดเท่านั้น ข้างในยังไม่เปียก แค่กระจายออกมาตากแดดช่วงบ่ายก็แห้งหมดแล้ว
ส่วนข้าวที่เก็บก่อนตรงลานหลังบ้านก็ยังดีอยู่ ฉินเหยาเทออกมาตากใหม่ นางมองข้าวที่ตากไว้เต็มลานหน้าและหลังบ้าน ก่อนจะยกมือเช็ดหยดน้ำที่ซึมลงจากหน้าผาก ไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อหรือฝนกันแน่ วันนี้นางได้รู้ซึ้งแล้วว่าการเป็นชาวนานั้นไม่ง่ายเลย
นี่คือการพึ่งพาฟ้าเพื่อเลี้ยงชีพจริงๆ หวังเพียงให้ฟ้าฝนเป็นใจนั้นยากยิ่ง
นางเห็นแล้วว่าฟ้าผิดปกติตั้งแต่ก่อนหน้านั้น แต่ตอนนั้นนางกำลังขุดหินอยู่บนภูเขาจึงกลับมาไม่ทัน
ฝนแบบนี้ไม่มีรูปแบบตายตัว จะสังเกตได้ก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นไม่กี่นาทีก่อนหน้า จึงไม่อาจป้องกันล่วงหน้าได้
แต่พูดไปพูดมาก็เป็นเพราะไม่มีผ้าใบกันฝน
ดูท่าว่าปีหน้าจะต้องเตรียมเสื่อตากแดดสักสองสามม้วน แบบสานด้วยไม้ไผ่ ขนาดมีตั้งแต่สองคูณห้าเมตร หรือสามคูณแปดเมตร นอกจากใช้ตากข้าวแล้ว ยังสามารถใช้ตากพริกหรือผักตากแห้งได้อีกด้วย
เพราะไม่มีประสบการณ์ทำนา ก่อนหน้านี้ฉินเหยาจึงไม่เคยนึกถึงสิ่งนี้เลย
“ท่านน้า”
ต้าหลางที่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่เดินเข้ามาหานางจากด้านหลัง พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ฝนตกหนักและมาเร็วเกินไป พวกเราเก็บข้าวไม่ทัน ข้าวที่ตากเลยเปียกหมด”
ฉินเหยานำคราดไปวางพิงกำแพง เดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆ “ไม่เป็นไร เปียกแค่นิดเดียว เดี๋ยวตากบ่ายนี้ก็แห้งแล้ว แต่พวกเจ้าต้องพลิกบ่อยๆหน่อย ข้าต้องกลับไปที่นั่นต่อ”
หากนางไม่ช่วย กลุ่มขุดหินคงล่าช้ามากแน่ๆ
ก่อนหน้านี้พวกเขาแค่เก็บหินไม่กี่ก้อนเลยยังไม่รู้ว่าแนวหินแน่นขนาดไหน แต่ตอนนี้ต้องการปริมาณเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ไม่มีดินระเบิด ต้องใช้แรงคนอย่างเดียว งานนี้ไม่ง่ายเลย
ดีที่นางมีพละกำลังมหาศาล ตอกหมุดยาวลงไปตามจุด ทำให้สามารถเจาะแผ่นหินใหญ่ลงมาได้
งานนี้นอกจากนางก็ไม่มีใครทำได้ อีกเดี๋ยวนางต้องรีบกลับไป
น้ำร้อนเดือดแล้ว ฉินเหยาส่งยิ้มให้ต้าหลางที่ดูเครียดๆ ตักน้ำให้พวกเขาเช็ดตัว จากนั้นใช้หม้อดินเล็กๆ แยกน้ำร้อนออกมา หั่นขิงเป็นแว่นใส่ลงไปต้ม
รวมทั้งนางเอง ห้าคนแม่ลูกดื่มน้ำขิงกันคนละถ้วยเพื่อไล่ความเย็น
แต่ซานหลางโดนเล่นงานไปแล้ว น้ำมูกไหลยาวเป็นสองสาย ต้องสูดน้ำมูกขึ้นจมูกตลอด
ฉินเหยาเรียกเขามาตรงหน้า แตะหน้าผากตรวจดู ไม่ร้อน ยังพอหายเองได้
กำชับพี่น้องทั้งสี่ให้ดูแลตนเองดีๆ แล้วฉินเหยาก็ออกไปอีกครั้ง
ทำงานที่จุดขุดหินจนพระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นก็นำกลุ่มคนงานแยกย้ายกันกลับบ้าน
ระหว่างทางผ่านโรงโม่น้ำ ฉินเหยาแวะเข้าไปตรวจดู ทุกอย่างเรียบร้อยดี กล่องเงินถูกเอ้อร์หลางเอากลับไปที่บ้านแล้ว
ขณะเดินกลับบ้าน นางก็ได้กลิ่นหอมของข้าวสุกลอยมาจากที่ไกลๆ พอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ท้องก็ร้องโครกครากทันที งานที่ใช้แรงเยอะทำให้หิวเร็วจริงๆ
“ท่านแม่!”
เสียงร่าเริงของซื่อเหนียงดังมาจากเนินด้านบน เด็กหญิงเห็นนางก็รีบวิ่งลงมารับ
“ท่านแม่! ข้าวตากแห้งหมดแล้ว วันนี้ท่านยายหวังมาใช้โรงโม่ พี่รองเก็บไข่ไก่ได้สองฟอง พี่ใหญ่กำลังต้มน้ำแกงผักใส่ไข่ อีกประเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว!”
“ท่านแม่ เหนื่อยไหม งานหนักหรือเปล่า พรุ่งนี้ยังต้องไปอีกหรือไม่”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมโตทั้งคู่แวววาวราวลูกแก้ว ราวกับนกกระจอกตัวน้อยที่เกาะอยู่บนต้นไม้พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
ม้าค่อยๆเดินตามหลังสองแม่ลูก ฉินเหยารอให้ขาเล็กๆ วิ่งตามมาไม่ไหวจึงอุ้มซื่อเหนียงขึ้นมา หอมใบหน้าเล็กๆไปหนึ่งฟอด
เด็กน้อยซุกใบหน้าลงกับซอกคอของนางแล้วถูไถเบาๆราวกับลูกแมว
เด็กน้อยฉวยโอกาสที่นางเผลอจูบเข้าที่แก้มของฉินเหยาหนึ่งฟอด จากนั้นก็รีบยกมือขึ้นปิดหน้าตนเอง เหลือร่องนิ้วไว้หนึ่งช่องคอยแอบมองสีหน้าของนาง
พอเห็นฉินเหยาหัวเราะออกมา ซื่อเหนียงก็ลดมือลง ก่อนจะหัวเราะคิกคักตาม
“ท่านแม่” ซื่อเหนียงเรียกด้วยเสียงอ่อนหวาน
“อืม” ฉินเหยาขานรับ
นางเรียกอีกครั้ง “ท่านแม่~”
“หืม” ฉินเหยามองเด็กหญิงในอ้อมแขนด้วยความสงสัย เด็กหญิงเพียงแค่ยิ้มให้ แววตาเต็มไปด้วยความรักและความเคารพ ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “ซื่อเหนียงรักท่านแม่ที่สุดเลย!”
หัวใจของฉินเหยาอ่อนยวบลง นางจงใจถามกลับว่า “จริงหรือ รักเป็นอันดับหนึ่งเลยหรือไม่”
ซื่อเหนียงพยักหน้าหนักแน่นโดยไม่ลังเล “ใช่! ซื่อเหนียงรักท่านแม่ที่สุด รักเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า!”
ฉินเหยายกยิ้มมุมปากเอาหน้าผากชนเข้ากับหน้าผากของซื่อเหนียง “เจ้าตัวน้อยนี่ช่างประจบจริงๆ”
“อย่างนั้นซื่อเหนียงก็เป็นตัวประจบของท่านแม่แล้วกัน!” ซื่อเหนียงโอบรอบคอฉินเหยาแน่น ก่อนจะโยกศีรษะไปมาอย่างภาคภูมิใจ
แม่ลูกพูดคุยหยอกล้อกันไปตลอดทางกลับบ้าน ข้าวที่ตากไว้ในลานบ้านถูกเก็บใส่ตะกร้าไม้ไผ่เรียบร้อย วางไว้ใต้ชายคาและบริเวณลานว่าง
ข้าวในตะกร้าหนักเกินไป พี่น้องทั้งสี่ขนกันไม่ไหว พวกเขาแค่ช่วยกันตักใส่ตะกร้าแล้วรอให้ฉินเหยามาขนเข้าห้องโถง พรุ่งนี้เช้าค่อยนำออกมาตากใหม่
ข้าวบางส่วนที่โดนฝนในลานหน้าบ้าน ฉินเหยาคัดแยกออกมาต่างหาก พรุ่งนี้ค่อยตากอีกวัน จากนั้นก็จะสามารถเก็บเข้ายุ้งฉางได้แล้ว
มื้อเย็นวันนี้ถือว่าหรูหรา ข้าวขาวร้อนๆ น้ำแกงไข่ใส่ผักและซี่โครงหมูปรุงรส
ฉินเหยาอดชมฝีมือการทำอาหารของต้าหลางไม่ได้ “ถึงกับทำอาหารยุ่งยากอย่างซี่โครงหมูปรุงรสได้แล้วหรือ หลิวต้าหลาง เจ้านี่ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
ต้าหลางรู้สึกเขินเล็กน้อย “ข้าเรียนจากท่านย่าและอาสะใภ้รองน่ะขอรับ”
ความหมายก็คือ ได้อาจารย์ดีนั่นเอง
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ๆๆ เจ้าเองต่างหากที่พยายามถึงได้ผลลัพธ์เช่นนี้ อย่าปฏิเสธความสามารถของตนเอง เดิมทีเจ้าก็มีพรสวรรค์อยู่แล้ว”
ไหนเลยจะเหมือนนางที่ไม่มีความอดทนจะเรียนทำอาหารที่ยุ่งยากเหล่านี้ แค่เตรียมวัตถุดิบก็ใช้เวลานานแล้ว ไหนจะต้องเช็ดเตา ล้างหม้อหลังทำเสร็จอีก เสียเวลาสิ้นดี
“ต้าหลาง” ฉินเหยาพูดขึ้น ขณะกำลังแทะซี่โครงหมูไปด้วย “บุรุษที่ทำงานบ้านเป็นได้รับความนิยมมากในตลาดแต่งงานนะ เจ้าแต่งงานเมื่อไหร่ ข้าคงไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว”
“แค่กๆๆ!”
ต้าหลางสำลักอย่างแรง ถูกคำพูดตรงไปตรงมาของแม่เลี้ยงทำให้ตกใจจนข้าวติดคอไอจนน้ำตาไหล
ฉินเหยามองเขาอย่างเสียดายในพรสวรรค์ แต่ในใจกลับคิดถึงหลิวเฝย
เด็กหนุ่มอายุสิบห้า หากเป็นยุคปัจจุบันก็เพิ่งขึ้นชั้นมัธยมสาม แต่นางจางกลับเริ่มหาพ่อสื่อแม่สื่อไปทั่วเพื่อเตรียมหมั้นหมายให้เขาแล้ว
ดูจากท่าที คงอยากให้หมั้นหมายก่อนปีใหม่แล้วแต่งงานในปีหน้า
หากนับอายุแบบนี้ ต้าหลางของนางปีนี้อายุเก้าขวบ อีกหกปีก็ถึงตาของเขาแล้ว
“ยังเร็วเกินไปแล้ว” ฉินเหยาพึมพำกับตนเองเสียงต่ำ มองต้าหลางพลางส่ายหน้า อย่างน้อยก็ต้องอายุสิบแปดเต็มก่อนค่อยคุยกันเรื่องแต่งงาน
ต้าหลางโดนจ้องจนใจหวิวไปหมด…
อ่อนแอ น่าสงสาร ไร้ทางสู้…
ตอนที่ 132: วัฒนธรรมองค์กร
ในวันที่ยี่สิบแปดเดือนเจ็ด หลังจากช่างไม้หลิวและคนงานพากเพียรทำงานกันอย่างหนัก ในที่สุด บนผืนดินรกร้างก็ปรากฏโรงงานขึ้นเป็นรูปแบบเรือนสี่ประสานไม้
ป้ายของโรงงานผลิตกังหันน้ำหมู่บ้านตระกูลหลิวถูกแขวนขึ้นอย่างเป็นทางการเหนือซุ้มประตูไม้ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย
ชาวบ้านไม่รู้ไปยืมผ้าสีแดงมาจากที่ใดแล้วให้สตรีฝีมือดีช่วยกันม้วนเป็นดอกไม้สีแดงสด ติดไว้สองข้างของประตูโรงงาน เพิ่มบรรยากาศแห่งความยินดีไม่น้อย
ฉินเหยาซื้อประทัดมาสองม้วน จุดเสียงดังเปรี้ยงปร้างครู่ใหญ่ จากนั้นก็ร่วมกับช่างไม้หลิวและเหล่าคนงาน ประกาศอย่างเป็นทางการว่า โรงงานผลิตกังหันน้ำหมู่บ้านตระกูลหลิวก่อตั้งขึ้นแล้ว!
แม้ว่าโรงงานจะดูเรียบง่ายยิ่งนัก แต่ในสายตาของชาวบ้าน กลับเห็นเพียงโรงเรือนที่สะอาดและกว้างขวาง ภายในเต็มไปด้วยคนงานที่ทำงานกันเป็นระบบ แม้จะยุ่งวุ่นวายแต่ก็เป็นระเบียบ
สำหรับคนที่เคยออกไปเห็นโลกกว้างเช่นหลิวต้าฝู เพียงมองก็รู้ได้ทันทีว่า ในห้องเล็กๆ แต่ละห้องนี้ซ่อนความลับเอาไว้
นับจากนี้ไปหากจะเข้าสู่หมู่บ้านตระกูลหลิวก็จำต้องผ่านโรงงานแห่งนี้ก่อน
หลังจากพิธีเปิดอย่างง่ายๆจบลง ฉินเหยากับช่างไม้หลิวก็พาเหล่าคนงานเริ่มงานผลิตอย่างเป็นทางการ
ก้อนหินขนาดใหญ่ถูกลำเลียงเข้ามาในโรงงานทีละคันรถแล้วกองรวมกันไว้กลางลานโรงงาน
ท่อนไม้ถูกขนลงมาจากภูเขาทีละต้น จัดเรียงให้เป็นระเบียบในพื้นที่ว่างด้านข้างโรงงานที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นนำขึ้นวางบนขาตั้งสามขาที่สร้างขึ้นเพื่อผึ่งให้แห้งหนึ่งเดือน ก่อนจะนำไปใช้งานได้
ไม้ชุดแรกที่พร้อมใช้งาน หลังจากผ่านการแปรรูปจากช่างไม้ก็กลายเป็นแผ่นไม้ที่มีความหนาเสมอกัน
มีบางคนรับหน้าที่ตัดแผ่นไม้เหล่านี้ให้เป็นใบพัดกังหันน้ำ บางคนตัดเป็นแท่งยาวสำหรับทำแกนหมุน และบางคนทำหน้าที่ประกอบ ส่วนสุดท้ายคืองานลงสีเคลือบและตากแห้ง
อวิ๋นเหนียงเป็นหนึ่งในช่างลงสี ด้วยประสบการณ์ของนาง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน นางก็ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มช่างสีทันที
ตอนแรกช่างไม้หลิวรู้สึกลำบากใจที่มีสตรีมาร่วมงาน แต่เมื่อลงมือทำจริงกลับพบว่า เรื่องชายหญิงไม่ใช่สิ่งสำคัญ คนที่ทำงานได้ดีและรวดเร็วต่างหากที่เป็นเรื่องหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่ได้สร้างความยุ่งยากใดๆ ลูกเล็กของนางมีแม่สามีช่วยดูแล
ทุกเย็นพ่อค้าหาบเร่หลิวจะมารับภรรยากลับบ้าน บางครั้งยังนำของกินเล็กๆน้อยๆมาฝากทุกคนพลางขอให้ช่วยดูแลนางให้มากหน่อย
สิ่งที่ทำให้ช่างไม้หลิวรู้สึกวางใจที่สุดก็คือ อวิ๋นเหนียงเป็นคนรอบคอบ สายตาเฉียบคม แผ่นไม้ที่มีจุดบกพร่องแม้เพียงนิดนางก็มองออกและสั่งให้คนงานลงสีแก้ไขใหม่ทันที กำจัดปัญหาก่อนที่สินค้าจะถูกส่งออกไป
ฝ่ายผลิตกังหันน้ำคืบหน้าไปได้ดีมาก ทว่าฝ่ายโม่หินของฉินเหยากลับติดปัญหาไม่น้อย
กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านี้ ตอกตะปูทุบไม้กันทุกวันบ่อยครั้งเข้าก็เกิดมีปากเสียง
บ้างก็เป็นเพราะคนหนึ่งไปโดนมือของอีกคน บ้างก็ไม่ระวังตอกหินกระเด็นไปโดนหน้าผากของผู้อื่นจนได้แผลฉกรรจ์
โชคดีที่ฉินเหยาไม่ไว้วางใจ นางจึงคอยออกมาดูแลตลอดในช่วงแรก ไม่เช่นนั้นป่านนี้คงได้ชกต่อยกันไปแล้ว
แต่มัวแต่ห้ามปรามและใช้กำลังข่มขู่ทุกวันก็ไม่ใช่แผนระยะยาว ฉินเหยาคิดว่า จำต้องหาวิธีแก้ไขให้เด็ดขาดไปเลย
ต้องตั้งกฎ ต้องตั้งกฎขึ้นมาให้ได้!
นี่คือคำแนะนำของผู้อาวุโสประจำตระกูลที่ฉินเหยาไปขอคำปรึกษามา
คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวบ้านที่ไม่เคยร่ำเรียนหนังสือ จิตสำนึกขั้นพื้นฐานก็เป็นเช่นนี้ จะใช้มารยาทและกฎเกณฑ์มาผูกมัดพวกเขาย่อมไร้ผล เพราะพวกเขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่ามันคืออะไร
พวกเขาเหมาะกับระบบรางวัลและการลงโทษที่ง่ายและชัดเจน ผู้อาวุโสให้ฉินเหยาเขียนกฎออกมา อ่านให้คนเหล่านี้ฟังและบังคับให้ท่องจำให้ขึ้นใจ จากนั้นก็เลือกสองคนออกมาเชือดไก่ให้ลิงดูเป็นตัวอย่าง เท่านี้ทุกคนก็จะสงบเสงี่ยม
แน่นอน หากฉินเหยาอยู่เองก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เพียงแค่นางยืนอยู่กับที่แล้วตวาดออกไป เหล่าชายฉกรรจ์แห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ต้องตัวสั่นกันถ้วนหน้าแล้ว
ระบบรางวัลและลงโทษเหล่านี้ มีไว้ใช้ยามที่ฉินเหยาไม่อยู่ เพื่อให้หัวหน้ากลุ่มย่อยอย่างลุงเก้าจัดการได้สะดวก
ฉินเหยาชูนิ้วโป้งให้ผู้อาวุโส คนแก่ย่อมเจนจัดกว่าจริงๆ!
พอกลับถึงบ้าน นางก็โต้รุ่งร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับรางวัลและการลงโทษ รวมถึงข้อควรระวังในการทำงานและกำหนดให้คนงานท่องกฎทุกเช้าก่อนเริ่มงาน
ฉินเหยาเรียกสิ่งนี้ว่า “นี่แหละวัฒนธรรมองค์กรของพวกเรา!”
หลิวไป่และคนอื่นๆพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้พวกเขาเป็นคนที่มีวัฒนธรรมแล้ว!
ฉินเหยามองใบหน้าตื่นเต้นเหล่านั้น คิดว่าพวกเขาคงเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ นางสามารถปล่อยให้พวกบุรุษเหล่านี้ไปขุดหินกันเองได้เสียที
ฤดูเก็บเกี่ยวของหมู่บ้านตระกูลหลิวใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ในช่วงเวลานี้ ฉินเหยาฉวยโอกาสไปเมืองจินสือ หวังจะหาลูกค้าเพิ่ม
คงไม่อาจให้โรงงานหยุดทำการหลังเสร็จจากคำสั่งซื้อห้าสิบชุดของไป๋ซั่นกระมัง
โรงโม่น้ำของเถ้าแก่อู่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงพอดี การค้ากำลังคึกคักถึงขีดสุด คานหาบข้าวเปลือกที่ใช้สำหรับต่อแถวนั้นเรียงยาวจากริมฝั่งแม่น้ำไปจนถึงถนนหลวง
วันนี้มีตลาดนัดพอดี ถนนหลวงนอกเมืองจินสือจึงเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ขายของจุกจิกและพวกของกินเล่น
ฉินเหยาหยุดที่หน้าแผงขายขนมกินเล่นร้านหนึ่ง มัดเหล่าหวงไว้กับตอไม้ริมทาง จากนั้นก็หยิบเงินสามเหวินออกมาซื้อเครื่องดื่มเย็นหนึ่งชาม
น้ำข้าวเหนียวปั้นหมักสุราที่แช่เย็นด้วยน้ำบ่อ ดื่มแล้วทั้งดับกระหายและอิ่มท้อง
ฉินเหยาชี้ไปยังโรงโม่น้ำที่อยู่ไม่ไกล “เถ้าแก่ ข้าขอถือถ้วยไปทางนั้นหน่อย เดี๋ยวจะเอามาคืน”
เจ้าของแผงเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง พวกเขาตอบรับว่าได้ เพราะยังไงตอนนี้ก็ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว แถมในตะกร้าก็ยังมีถ้วยเหลือเฟือ
ดังนั้นฉินเหยาจึงค่อยๆเดินไปหาเถ้าแก่อู่ที่กำลังยุ่งจนเหงื่อท่วมตัวพลางกินเครื่องดื่มเย็นไปด้วย
กังหันน้ำสามตัวหมุนต่อเนื่องไม่หยุด หนึ่งในนั้นเริ่มมีปัญหาเพราะทำงานหนักเกินไป เถ้าแก่อู่เพิ่งซ่อมเสร็จ เหงื่อท่วมไปทั้งตัว
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉินเหยากำลังกินเครื่องดื่มเย็นพลางรับลมเย็นริมแม่น้ำ ดูแล้วสบายอกสบายใจยิ่งนัก
“โอ้โห ฉินเหนียงจื่อ แขกที่หาตัวจับยากเช่นเจ้ามาทำอะไรที่โรงโม่เก่าคร่ำครึของข้าเล่า”
เถ้าแก่อู่ใช้มือข้างหนึ่งโบกพัด อีกมือวางเครื่องมือซ่อมแซมลง จากนั้นก็ชี้ไปยังที่ว่างด้านข้าง ฉินเหยาจึงก้าวเท้าตามไป
“ดูสิ ตอนนั้นข้าก็บอกแล้วว่าแค่กังหันน้ำสามตัวไม่พอ ท่านก็ยังไม่เชื่อ ตอนนี้แถวต่อยาวไปจนถึงถนนหลวงแล้ว ชาวบ้านจากสิบลี้แปดหมู่บ้านคงหลั่งไหลมากันหมดเลยกระมัง” ฉินเหยากล่าวยิ้มๆ
เถ้าแก่อู่ดูภูมิใจเล็กน้อย ตอบว่า “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ฮูหยินผู้เฒ่าจากจวนตระกูลติงถึงกับส่งคนมาสอบถามข้า ตั้งใจจะเหมาโรงโม่น้ำของข้าทั้งเดือนเลยทีเดียว!”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ไม่ได้เอ่ยต่อว่าท้ายที่สุดเขาปฏิเสธหรือตอบรับข้อเสนอนั้น
ฉินเหยาไม่ต้องถาม นางก็เดาได้ว่าเถ้าแก่อู่ย่อมไม่ตอบตกลงแน่นอน
หากเขาตอบตกลงคงทำให้ชาวบ้านธรรมดารอบๆ โกรธเคืองกันหมด
ตระกูลติงเป็นตระกูลใหญ่ ใช้บริการแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น อีกทั้งในเรือนของพวกเขาก็มีทาสตำข้าวอยู่แล้ว จะมีหรือไม่มีโรงโม่น้ำของเขา ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก
แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีปัญญาเลี้ยงทาสตำข้าว จำต้องพึ่งพาโรงโม่ของเขาทุกวัน หากอยากทำการค้าไปนานๆ ย่อมต้องรู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะสม
ฉินเหยาเห็นแววเสียดายในดวงตาของเขาจึงเอ่ยเตือนว่า “หากปีนี้ไม่สำเร็จ เช่นนั้นฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าก็จะพลาดด้วยหรือ”
นางหมายถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลี เพราะแป้งสาลีเป็นสิ่งที่ต้องใช้โรงโม่ในการโม่มากที่สุด ทั้งการกระเทาะเปลือกและโม่เป็นแป้ง อีกทั้งระยะเวลาการใช้งานยังนานกว่าการโม่ข้าวเปลือกถึงสองเท่า
เถ้าแก่อู่รู้ทันทีว่าการปรากฏตัวของฉินเหยานี้ไม่ใช่ว่านางมาชมความคึกคักของตลาด จึงถามนางด้วยความจนใจ
“ข้าได้ยินมาว่าหมู่บ้านของเจ้ารับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ไป ก่อนเดือนสิบเอ็ดคงส่งงานอื่นไม่ได้ แต่ข้ารีบใช้โม่ตอนนี้ เจ้าเองก็ส่งของมาไม่ได้ หากรอถึงเดือนสิบเอ็ดคงรอไม่ไหวหรอก!”
ตอนที่ 133: ผลไม้
กล่าวจบ เมื่อเห็นว่าฉินเหยากำลังจะเอ่ยปาก เขาจึงรีบเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เจ้าอย่ามาพูดเรื่องฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเลย ใครจะไปรู้ว่าปีหน้าจะยังมีการค้าดีๆเช่นนี้อีกหรือไม่”
“เจ้ายังมีคำสั่งซื้อใหญ่อยู่ไม่ใช่หรือ” เถ้าแก่อู่เหลือบมองฉินเหยาด้วยความไม่สบอารมณ์ พอคำสั่งซื้อนี้ออกไป โรงโม่น้ำก็จะผุดขึ้นเต็มไปหมด!
ฉินเหยาไม่ได้โกรธ นางดื่มน้ำสุราหมักที่เหลืออยู่จนหมดในอึกเดียว ก่อนจะโบกมือเรียกเถ้าแก่อู่ด้วยท่าทีลึกลับ
“เจ้าจะทำอะไร” เถ้าแก่อู่มองฉินเหยาด้วยความสงสัย “บุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิดกัน กลางวันแสกๆ เช่นนี้เจ้า…”
ฉินเหยาทนฟังคำบ่นเหลวไหลของเขาไม่ไหว นางคว้าศีรษะของเขามาตรงหน้าแล้วกระซิบเบาๆข้างหู
“คำสั่งซื้อนั้นถูกส่งไปทางใต้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอำเภอไคหยางของพวกเราเลย ข้าสามารถบอกท่านได้อย่างมั่นใจเลยว่า ตอนนี้ในอำเภอไคหยาง มีโรงโม่น้ำส่วนตัวของท่านแค่เจ้าเดียวเท่านั้น!”
เดิมทีใบหน้าของเถ้าแก่อู่เต็มไปด้วยความโกรธ แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาของเขากลับเป็นประกาย เขาสะบัดมือของฉินเหยาออกจากคอของตนแล้วสะกดความตื่นเต้นถามว่า “จริงหรือ เจ้าอย่าหลอกข้านะ!”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะเริ่มคำนวณบัญชีให้เขา
“ท่านดูนะ สถานที่นี้ของท่านนั้นทำเลดีมาก การเดินทางก็สะดวก แถมยังอยู่ติดทางหลวง แม้ว่าตอนนี้ชื่อเสียงจะยังไม่ค่อยมี แต่ไม่เกินสองเดือน คนทั้งเมืองก็จะรู้จัก ที่สำคัญคือพวกตระกูลใหญ่ในเมืองเหล่านั้นมีธัญพืชมากมาย อีกทั้งยังมีรถม้า…”
“เอาเช่นนี้ ท่านเชื่อข้า สั่งเพิ่มอีกสิบเจ็ดชุดให้ครบจำนวน ข้ารับรองว่าจะติดตั้งให้ท่านก่อนเดือนสิบสองแน่นอนแล้วพอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า จุ๊ๆๆ ท่านจะไม่โกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำหรือ!”
เถ้าแก่อู่ต้องยอมรับเลยว่า เขาเริ่มหวั่นไหวแล้ว
เพราะเดิมทีเขาก็ต้องการฉวยโอกาสทำเงินก้อนแรกอยู่แล้ว
ฉินเหยาคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเติมเชื้อไฟอีกหน่อย “หากคิดจะทำการใหญ่ก็ต้องรีบลงมือ ตอนนี้โรงโม่น้ำนี้นับว่าเป็นเอกสิทธิ์ของหมู่บ้านตระกูลหลิว หากท่านสั่งจองก่อน ต่อให้คนอื่นจะสั่งเร็วเพียงใดก็ต้องรอหลังเดือนสิบสองกว่าจะได้รับของ โรงโม่น้ำขนาดนี้ ตั้งแต่เลือกที่ตั้งไปจนสร้างเสร็จพร้อมใช้งาน เวลาที่เสียไป ท่านลองคำนวณดูเองเถิด”
“อย่างไรเสีย ข้าก็ต้องไปอีกฟากหนึ่งของอำเภอเราอยู่แล้ว เพียงแต่เห็นแก่ความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ จึงมาเตือนท่านล่วงหน้าเท่านั้น”
ฉินเหยายักไหล่ แสดงออกชัดเจนว่า อย่างไรเสีย ของเหล่านี้ก็ขายได้แน่นอนอยู่แล้ว
เห็นเถ้าแก่อู่ตกอยู่ในภวังค์ยังคงลังเลตัดสินใจไม่ได้ ฉินเหยาจึงโบกมือพลางกล่าวว่า “ข้าขอตัวก่อนนะ ท่านค่อยๆคิดแล้วกัน”
ยังต้องนำชามไปคืนให้ผู้อื่นอีก
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าจะไปที่ใดหรือ” เถ้าแก่อู่ถามอย่างกังวล
ฉินเหยาชี้ส่งๆไปทางทิศใต้ “เดินดูไปเรื่อยๆ ดูว่ามีใครอยากทำกังหันน้ำบ้าง”
เถ้าแก่อู่เรียกนางกลับมาด้วยความหงุดหงิด
เขาเงยหน้ามองตะกร้ามากมายที่เรียงกันเป็นแถวยาว กัดฟันแล้วกล่าวว่า “ข้าสั่ง!”
ฉินเหยาหัวเราะ ส่งสัญญาณให้เขารอสักครู่ ก่อนจะนำชามไปคืนแล้วจึงรีบกลับมา
นางหยิบสมุดบันทึกที่ทำขึ้นเองออกมาพร้อมพู่กันขนาดเล็กและแท่นฝนหมึกที่ซื้อมาโดยเฉพาะ หยดน้ำเพียงหยดเดียว ฝนหมึกเล็กน้อยแล้วจุ่มพู่กันเขียนคำสั่งซื้อลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว กำหนดจำนวนกังหันน้ำขนาดเล็กสิบเจ็ดชุด ระบุราคารวมและเงินมัดจำ รวมถึงชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย
“เรียบร้อยแล้ว ท่านตรวจดู หากไม่มีปัญหาก็ประทับลายนิ้วมือเลย” ฉินเหยาหยิบหมึกประทับตราออกจากถุงผ้าที่พกติดตัวมา ก่อนจะประทับรอยนิ้วมือตนเองลงไปก่อน
สิบเจ็ดชุด ราคารวมห้าสิบเอ็ดตำลึง ฉินเหยาตัดเศษออกให้ คิดราคาสุทธิที่ห้าสิบตำลึง รับเงินมัดจำสามส่วนเป็นสิบห้าตำลึง
เถ้าแก่อู่เหลือบมองครั้งหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเย็นเยียบอย่างเจ็บใจ
ฉินเหยายังคงยิ้ม นางรู้ดีว่าคนผู้นี้มีเงินไม่น้อยเลย
โรงโม่น้ำของเขาเก็บค่าบริการสี่เหวินต่อหนึ่งชั่วยาม สองเดือนมานี้ เก็บเงินได้มากกว่าห้าตำลึงแล้ว
ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง โรงโม่น้ำทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน อีกเพียงสองเดือนก็จะคืนทุนที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด
การค้าที่สามารถคืนทุนได้ภายในสี่เดือนจะหาได้จากที่ไหนอีก
ฉินเหยาพูดเสียจนดูเหมือนทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ เถ้าแก่อู่ฟังแล้วก็รู้สึกคันยุบยิบในใจแต่คำสั่งซื้อมูลค่าห้าสิบตำลึงนี้ จะให้ตัดสินใจง่ายๆก็ไม่อาจทำได้
ฉินเหยาเห็นว่าเขายังคงนิ่งอยู่จึงกล่าวเตือนอย่างจนใจว่า “อำเภอไคหยางไม่ได้มีแม่น้ำเพียงสายเดียว แม่น้ำรอบๆมีอยู่มากมาย บุตรชายและบุตรเขยของท่านรวมกันก็ห้าหกคนแล้ว หากเปิดร้านเป็นเครือข่ายจะไม่ทำเงินมากมายหรอกหรือ”
เสียเวลาไปมากแล้ว ฉินเหยาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
นางเอาเวลานี้ไปหาลูกค้ารายใหม่ไม่ดีกว่าหรือ
หนทางทำเงิน นางก็วางไว้ตรงหน้าให้เขาแล้ว ยังมีอะไรให้ลังเลอีก
เมื่อเห็นความไม่พอใจของฉินเหยา อีกทั้งได้ฟังเรื่องแนวคิดร้านค้าเครือข่ายเป็นครั้งแรก เถ้าแก่อู่จึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะประทับลายนิ้วมือ
“เจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปนำเงินมัดจำมาให้” เขาลุกขึ้นเดินไปไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นก็วกกลับมา “เจ้าตามข้ามาเถอะ วิ่งไปวิ่งมามันลำบาก”
“ตกลง!” ฉินเหยาเก็บพู่กัน กระดาษ แท่นฝนหมึกและหมึกประทับตราให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินตามเถ้าแก่อู่ไปยังบ้านของเขา
เงินสิบห้าตำลึงถูกส่งมาถึงมือของฉินเหยา ทันใดนั้นเถ้าแก่อู่ก็เข้าใจความรู้สึกของนักพนันบนโต๊ะเดิมพัน ความไม่รู้ ความอยากรู้อยากเห็น ความกังวลและความตื่นเต้น!
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาวางใจ รับรองว่าส่งของให้ก่อนเดือนสิบสองแน่นอน
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เถ้าแก่อู่ทำได้เพียงเชื่อใจนาง แต่เมื่อมองไปยังโรงโม่น้ำที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซึ่งกิจการกำลังรุ่งเรือง หัวใจก็สงบลงไปมาก
ฉินเหยาเองก็คาดไม่ถึงว่าออกมาแค่วันเดียวจะสามารถนำคำสั่งซื้อกลับไปได้ อารมณ์ของนางจึงดีเป็นพิเศษ นางแวะที่แผงขายเนื้อ ซื้อเนื้อดีสิบจินและกระดูกขนาดใหญ่อีกสองชิ้น ตั้งใจจะให้รางวัลตนเองอย่างเต็มที่
เมื่อซื้อเนื้อเสร็จ ระหว่างเดินผ่านแผงขายลูกสาลี่ก็เห็นว่าร้านค้าขายลูกสาลี่เปลือกสีเขียวเหลืองขนาดเล็กชนิดหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ ฉินเหยาเคยกินที่บ้านหัวหน้าตระกูลมาก่อน เนื้อสาลี่กรอบละเอียดและหวานมาก
นางจึงตัดสินใจจ่ายเงินซื้อไปหลายจินเพื่อนำกลับบ้าน เพราะนางไม่ได้กินผลไม้จริงๆ มานานแล้ว
สิ่งสำคัญคือผลไม้พันธุ์แท้ดั้งเดิมเหล่านี้ รสชาติแตกต่างจากผลไม้ที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ในยุคหลังมาก
เนื้อลูกท้อนั้นแข็งมาก รสชาติยังจืดชืด ส่วนลูกพุทราอาจจะเพราะสภาพภูมิประเทศทำให้ไม่หวาน เนื้อยุ่ยเหมือนกำลังเคี้ยวเศษไม้
แม้แต่หยางเหมยก็มีรสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอูเหมยลูกใหญ่ไม่ต้องพูดถึงเลย หยางเหมยที่นี่ หากมีขนาดเท่ากับเล็บนิ้วโป้งก็นับว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมแล้ว
แต่ได้ยินชาวบ้านเล่าว่า ลูกท้อที่เหล่าผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงกินกันนั้น เก็บมาจากสระเหยาฉือบนสวรรค์ ลูกใหญ่และหวาน
ฉินเหยานึกถึงเมล็ดพันธุ์เหลียงกวาในน้ำเต้าลูกนั้น เมล็ดมันเหมือนกับเมล็ดแตงโมทุกประการ แต่ไม่รู้ว่าปลูกออกมาแล้วจะหวานและแดงหรือไม่
พอจะจดจำได้อย่างเลือนรางว่า สมัยเรียนวิชาชีววิทยานั้นอาจารย์เคยกล่าวว่า แตงโมที่ทุกคนกินกันในยุคหลังที่ทั้งแดง ลูกใหญ่และหวานนั้นล้วนผ่านการปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว
ส่วนแตงโมดั้งเดิมนั้น เนื้อไม่แดง ไม่ละเอียดและหวานฉ่ำขนาดนี้
แต่ช่างมันเถิด ตอนนี้จิตใจของฉินเหยาคิดเพียงแค่ว่ามีให้กินก็นับว่าไม่เลวแล้ว!
ฉินเหยาขี่ม้ากลับมาพร้อมของเต็มมือ ตบใบคำสั่งซื้อลงตรงหน้าช่างไม้หลิวทำเอาเขาตกใจสะดุ้งโหยง
ฉินเหยาส่งยิ้มให้เขา “สิบเจ็ดชุดเล็ก ส่งมอบก่อนเดือนสิบสอง”
จากนั้นก็จดบันทึกเงินมัดจำสิบห้าตำลึงลงในบัญชี ฝากกระดูกชิ้นโตสองชิ้นไว้กับนางเหอที่กำลังทำอาหารกลางวันให้นำไปเพิ่มเป็นกับข้าวให้ทุกคน ก่อนที่ฉินเหยาจะหอบเนื้อและผลไม้ที่ซื้อไว้กลับบ้าน
เป็นนายตัวเองจะทำอะไรตามใจก็ได้ทั้งนั้น!
ช่างไม้หลิวมองดูคำสั่งซื้อ แล้วหันไปมองแผ่นหลังของฉินเหยาที่ขี่ม้าจากไปด้วยความอิจฉาจนแทบร้องไห้
งานไม้มีความซับซ้อน ไม่เหมือนการทำโม่ที่ทำแบบหยาบๆได้ กลุ่มคนงานที่เขาฝึกอยู่ก็ยังไม่เชี่ยวชาญ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าจะคล่องแคล่วได้เท่าฉินเหยา
ฉินเหยาไม่รู้เลยว่าช่างไม้หลิวอิจฉานาง นางนั่งอยู่หน้าประตูบ้าน เคี้ยวลูกสาลี่พลางชมทิวทัศน์ รออาหาร
ว่าแต่ว่า วันนี้วันที่เท่าไรแล้วนะ
วันที่หนึ่งเดือนแปดแล้ว เจ้าขยะหลิวจี้นี่ควรกลับมาได้แล้วหรือไม่
ตอนที่ 134: ขั้นตอนการสอบ
หลิวจี้กลับมาถึงบ้านในยามซวีหนึ่งเค่อ
วันนี้โชคดีนัก หลังเลิกเรียนยังเจอเกวียนวัวที่กำลังมุ่งไปหมู่บ้านเซี่ยเหออยู่หน้าประตูเมือง เขาเพิ่มเงินให้อีกห้าเหวิน ขอให้ช่วยส่งเขาลงที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิว ทำให้สามารถกลับถึงบ้านก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
ที่บ้านกินอาหารเย็นกันไปแล้ว ทุกจานล้วนหั่นเนื้อใส่ลงไปด้วย อาหารที่ผัดออกมามันวาวชวนกิน ทำให้ฉินเหยากินข้าวเพิ่มไปอีกชาม เป็นครั้งแรกที่นางกินจนแน่นท้อง นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในลานบ้าน ไม่อยากขยับตัวแม้แต่น้อย
เมื่อหลิวจี้เดินเข้ามาในบ้านกลับไม่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามที่จินตนาการไว้
เด็กสี่คนในบ้านล้วนตั้งอกตั้งใจนั่งฝึกเขียนอักษรอยู่ที่โต๊ะหนังสือ มีตะเกียงน้ำมันสองดวงส่องแสงทำให้ทั้งห้องสว่างจ้า
เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่หน้าประตู พวกเด็กๆก็หันมามองเขาครู่หนึ่งก่อนพร้อมใจกันร้องเรียก “ท่านพ่อ” ก่อนจะหันกลับไปเรียนต่อ
หลายวันก่อนล้วนยุ่งกับฤดูเก็บเกี่ยว แถมฉินเหยายังต้องจัดการเรื่องโรงงานจนว่างเว้นจากการเรียนไปหลายวัน ตอนนี้พอมีเวลาว่างย่อมต้องเร่งตามให้ทัน
การเรียนเป็นเช่นนี้ หยุดไม่ได้ หากหยุดไปแล้ว การจะกลับมาเรียนใหม่ก็เป็นเรื่องยาก
ฉินเหยาใช้นิ้วแตะริมฝีปาก ทำสัญลักษณ์ให้เงียบ เตือนหลิวจี้ว่าให้ลดเสียงลง อย่ารบกวนเด็กๆที่กำลังศึกษาอยู่ในห้อง
หลิวจี้รู้สึกแปลกใจไปชั่วขณะ บ้านหลังนี้ยังเป็นบ้านของเขาอยู่หรือไม่ ดูเหมือนจะกลายเป็นบ้านของฉินเหยาไปแล้ว ส่วนเขาก็เป็นเพียงแขกคนหนึ่ง
ไม่สิ แม้แต่แขกก็ยังไม่เทียบได้!
กล้ำกลืนความอึดอัดในใจ หลิวจี้เข้าไปในห้องของตน เก็บข้าวของให้เรียบร้อย แล้วส่งของที่ฉินเหยาต้องการให้ จากนั้นจึงหมุนตัวเข้าไปในครัวเพื่ออุ่นข้าวกินเอง
เมื่อเปิดฝาหม้อบนเตาออกก็พบว่าต้าหลางเก็บกับข้าวจานเนื้อพร้อมข้าวสวยอัดแน่นเต็มชามไว้ให้ ในเตายังมีฟืนสองท่อนที่ตอนนี้เผาไหม้จนหมดแล้ว แต่ข้าวและอาหารในหม้อกลับอุ่นกำลังดี
หัวใจที่บอบช้ำของหลิวจี้ได้รับการปลอบประโลมขึ้นมาทันที เขาหยิบข้าวและกับข้าวออกมากินคำโต
อาหารที่สำนักศึกษาไม่นับว่าดีมาก ยิ่งไม่ต้องหวังว่าจะได้กินเนื้อ เขาหิวจนทนไม่ไหวจึงต้องออกไปใช้เงินตัวเองซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมากินสองลูกเพื่อดับความอยาก
แต่เงินในมือก็มิได้มีเหลือเฟือ ซาลาเปาไส้เนื้อที่ซื้อก็แค่พอให้กินพอหายอยากเท่านั้น เมื่อเทียบกับเนื้อชิ้นใหญ่ในชามแล้ว ซาลาเปาที่ว่ากลับไม่พอยัดซอกฟันเสียด้วยซ้ำ
เมื่อได้กินข้าวที่บ้าน ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อตอนเดินเข้าประตูมาก็พลันจางหายไป หลิวจี้ฟื้นคืนพละกำลังเต็มที่อีกครั้ง!
เมื่อกินอิ่มดื่มพอแล้ว หลิวจี้ก็ย้ายตัวเองไปยืนอยู่ข้างหลังฉินเหยา มองท้องฟ้าที่มืดลงแล้วลองถามหยั่งเชิงว่า
“มืดเช่นนี้ เมียจ๋า เจ้ามองเห็นชัดหรือไม่”
ฉินเหยาชำเลืองมองเขาปราดหนึ่ง “งั้นเจ้ายังไม่รู้จักจุดตะเกียงอีกหรือ”
หลิวจี้หันหลังไปอย่างหงุดหงิด จุดตะเกียงน้ำมันในห้องโถงแล้วถือออกมา ในใจก็บ่นว่า ดูในห้องไม่ได้หรือไร เหตุใดต้องมาดูในลานบ้านที่มืดสนิทเช่นนี้ด้วย
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือน หลิวจี้รวบรวมหัวข้อการสอบของราชวงศ์ใหม่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาแบ่งเป็นการสอบเซี่ยนซื่อสองครั้งและฝู่ซื่อหนึ่งครั้ง
รวมแล้วเป็นหัวข้อการสอบหกครั้ง
ระบบการสอบขุนนางของแคว้นเซิ่งคล้ายคลึงกับราชวงศ์ซ่งและหมิงที่ฉินเหยาคุ้นเคย ผู้เข้าสอบสามารถเลือกสอบเพียงหนึ่งวิชาจากหลายวิชา
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาล้วนหนีไม่พ้นสี่ตำราและห้าคัมภีร์ จำนวนคำที่เขียนมีข้อกำหนด โดยกำหนดให้เขียนเจ็ดร้อยตัวอักษรหรือหนึ่งพันตัวอักษร แตกต่างกันไป
หลิวจี้จดบันทึกไว้อย่างยุ่งเหยิง ระบุเพียงแค่ปีและชื่อการสอบแบบคร่าวๆ ฉินเหยาจึงต้องนำมาเรียบเรียงใหม่เอาเอง
ตัวอย่างคำตอบมีไม่มาก ได้มาเพียงสี่ฉบับเท่านั้น
เนื้อหามีค่อนข้างมาก ลายมือของหลิวจี้ก็แสนอัปลักษณ์ ฉินเหยาดูไปแล้วก็ปวดตา จึงตัดสินใจรอให้ฟ้าสว่างก่อนแล้วค่อยอ่านอย่างละเอียดอีกที
โดยรวมแล้ว ภารกิจนี้ หลิวจี้ทำสำเร็จไปเพียงเจ็ดส่วนซึ่งต่างจากที่ฉินเหยาคาดหวังไว้มาก
แต่เมื่อคิดถึงความแตกต่างของชนชั้นแล้ว ที่เขาสามารถหาตัวอย่างคำตอบของการสอบระดับเซี่ยนซื่อมาได้สี่ฉบับก็นับว่าดีมากแล้ว
ผู้เข้าสอบระดับฝู่ซื่อล้วนเป็นจวี่เหริน แม้แต่ผู้ที่สอบตกก็ยังเป็นซิ่วไฉเฒ่ามากประสบการณ์ หากไม่ได้อยู่ในสำนักศึกษา หลิวจี้ไม่มีทางเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้เลย
“เมียจ๋า ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าหากข้าทำงานที่มอบหมายสำเร็จก็จะมีรางวัลให้ เจ้าดูคำตอบเหล่านี้แล้วพอใจหรือไม่”
เมื่อเห็นฉินเหยาเก็บสมุดที่เขานำกลับมา หลิวจี้จึงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
ฉินเหยาตบสมุดเบาๆ แล้วกล่าวยิ้มๆว่า “รางวัลย่อมมีแน่นอน รอให้ข้าเรียบเรียงเสร็จก่อน แล้วตำราแนวข้อสอบจำลองของสองปีเล่มแรกก็จะเป็นของเจ้า!”
หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟังดูไม่เหมือนเป็นของดีเลย
ฉินเหยาลุกขึ้น “เข้านอนเถอะ อย่าลืมปิดประตู พรุ่งนี้เช้าก็เตรียมอาหารเช้าให้เรียบร้อยด้วย”
กำชับเสร็จแล้ว ฉินเหยาก็เข้าไปในห้อง ปิดประตูแล้วเข้านอน
หลิวจี้เองก็เหนื่อย ขี้เกียจคิดอะไรมากจึงล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ล้างเท้า แล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้องเล็กของตน
ก่อนหน้านี้เขาเคยดูถูกห้องเล็กห้องนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เขากลับคิดถึงมันมากขนาดนี้
ไม่มีทั้งกลิ่นเท้าเหม็นๆ ไม่มีเสียงกรน ไม่มีเสียงกัดฟัน เงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดและนกร้อง อากาศสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง
หลับสนิทตลอดคืน เมื่อตื่นขึ้นมา พระอาทิตย์ก็เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า
หลิวจี้ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้า ยังคิดว่าตนตื่นเช้าที่สุดแล้ว แต่เมื่อหันไปดู ก็พบว่าในห้องนอนใหญ่มีแสงตะเกียงส่องสว่าง
ฉินเหยาตัดกระดาษให้มีขนาดเท่ากับกระดาษข้อสอบและยังทำกระดาษคำตอบ กำลังเขียนหัวข้อคำถามของการสอบเซี่ยนซื่อลงไป
การสอบเซี่ยนซื่อมีสองรอบ ที่นางกำลังทำอยู่คือหัวข้อสอบคัดเลือกซึ่งตามคำเรียกโดยทั่วไปแล้วเรียกว่าถงเซิงซื่อ (การสอบถงเซิง)
หากผ่านการสอบคัดเลือกจึงจะได้รับคุณสมบัติในการสอบเคอจวี่อย่างเป็นทางการ
ยังมีการสอบอีกรอบที่จัดขึ้นในเดือนห้าหรือเดือนหก เป็นการสอบระดับเซี่ยนซื่ออย่างเป็นทางการ หรือก็คือการสอบระดับซิ่วไฉนั่นเอง
การสอบสองประเภทนี้จัดขึ้นปีละครั้ง ส่วนการสอบระดับสูงขึ้นไปจะจัดขึ้นทุกสามปี
ปัจจุบัน เนื่องจากจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์จึงจัดให้มีการสอบทุกปี
ฉินเหยากำลังจัดทำข้อสอบจำลองและชุดแบบฝึกหัดจากข้อสอบจริง
โชคดีที่ก่อนหน้านี้ไปเป็นผู้คุ้มกันอยู่ที่จวนติงหนึ่งเดือนจึงได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสอบจากปากของคุณหนูติงและพ่อบ้านอวี๋มาไม่น้อย จึงได้รู้ว่าขั้นตอนการสอบเป็นเช่นไร
เมื่อมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับขั้นตอนการสอบแล้วก็สามารถจัดทำข้อสอบตามกระบวนการจริง และทำการสอบจำลองที่บ้านได้
การสอบคัดเลือกระดับเซี่ยนซื่อนั้น เริ่มต้นในช่วงเดือนสองของทุกปี รวมทั้งหมดมีห้าสนามสอบ ผู้เข้าสอบจะถูกเรียกเข้าสนามก่อนรุ่งสางและต้องส่งกระดาษคำตอบภายในวันเดียวกัน
รูปแบบของกระดาษคำตอบคือ ทุกหน้ามีสิบสี่บรรทัด ทุกบรรทัดมีสิบแปดตัวอักษร จำนวนหน้าทั้งหมดรวมแล้วสิบกว่าหน้าและยังมีแผ่นกระดาษเปล่าแนบมาอีกหลายแผ่น
เนื้อหาของการสอบคือ เรียงความจากสี่คัมภีร์สองบทและกลอนหนึ่งบท อีกทั้งกำหนดรูปแบบการตอบข้อสอบอย่างเคร่งครัดคือห้ามเขียนเกินเจ็ดร้อยตัวอักษร
ส่วนอีกสี่สนามสอบที่เหลือ เป็นการสอบซ้ำเพื่อคัดกรองเพิ่มเติม
การสอบซ้ำ เป็นหนึ่งในระบบการสอบเคอจวี่เพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรมในการคัดเลือกผู้มีความสามารถ ดังนั้นจึงมีการออกข้อสอบใหม่เพื่อทดสอบผู้ผ่านการคัดเลือกอีกครั้ง
เวลาการสอบซ้ำมักจะจัดขึ้นหลังจากประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน แต่ไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน และอาจไม่มีการสอบซ้ำเลย เว้นเสียแต่ว่ามีผู้ร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรมในผลสอบจึงจัดสอบใหม่
เรื่องพวกนี้ฉินเหยารู้ดี แต่หลิวจี้กลับไม่รู้อะไรเลย นางเองก็ไม่เข้าใจว่าอาจารย์ในสำนักศึกษาสอนอะไรกันอยู่ ถึงได้ไม่บอกขั้นตอนการสอบพวกนี้ให้ศิษย์ทราบล่วงหน้า
แต่ก็อาจเป็นเพราะหลิวจี้เพิ่งเข้าเรียน อาจารย์อาจเห็นว่ากระทั่งวิชาพื้นฐานยังไม่ผ่านจึงไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้ก็เป็นได้
ใครใช้ให้ห้องเรียนของเขามีแต่เด็กเล็กเสียส่วนใหญ่เล่า
“เฮ้อ~” คิดมาถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าควรให้หลิวจี้ย้ายห้องเรียน
เขาจะต้องเข้าสอบคัดเลือกขุนนาง ไม่ใช่มาเพื่อเรียนรู้อักษรในสำนักศึกษา เรื่องนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ระหว่างอาหารเช้า ฉินเหยาก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้น หลิวจี้เกาศีรษะอย่างขัดเขิน “เอ่อ… อย่างน้อยก็ต้องท่องสี่ตำราให้ขึ้นใจก่อน อาจารย์ถึงจะยอมให้เปลี่ยนห้อง”
“แค่ตัวหนังสือไม่กี่คำ เจ้ายังท่องไม่ครบอีกหรือ” ฉินเหยาตกใจนัก เริ่มสงสัยว่าเจ้าหมอนี่สมองมีปัญหาหรือไม่
หลิวจี้ยื่นปากอย่างน้อยใจ “ข้าจะมีเวลาท่องตำราได้อย่างไร เวลาทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเขียนหัวข้อการสอบและคำตอบตัวอย่างที่เจ้ามอบหมายให้หมดแล้ว…”
คราวนี้เป็นฉินเหยาที่ต้องเกาหัวเอง นางเริ่มกังวลแล้ว เพราะกว่าจะถึงวันสอบช่วงเดือนสองปีหน้า ก็เหลือเวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น
เวลาเหลือน้อย ภาระงานหนัก เช่นนั้นก็เริ่มเรียนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!
สายตาคมกริบของฉินเหยากวาดมองไป หลิวจี้ที่กำลังกินหมั่นโถวอยู่ พลันรู้สึกถึงลางร้ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ตอนที่ 135: ตารางการเรียน
“หลิวจี้ เข้ามา!”
จู่ๆ ฉินเหยาก็ร้องเรียกเสียงดังลั่นมาจากในห้อง
ยามนี้เพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ หลิวจี้กำลังเช็ดเตาให้สะอาด และเก็บหม้อชามที่ต้าหลางกับซื่อเหนียงล้างเสร็จใส่ตู้
“เมียจ๋า มีเรื่องอะไรหรือ” หลิวจี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ในครัว ยืนถามอยู่ห่างๆ แม้กระทั่งปลายผมยังสะท้อนถึงความระแวดระวัง
ฉินเหยาขานรับเสียงหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเร่งอีกครั้ง “รีบเข้ามาเร็วๆ!”
จากนั้นนางก็หันไปสั่งพวกต้าหลางกับพี่น้องอีกสามคน “เนินเขาด้านล่างมีฟืนแห้งร่วงลงมาไม่น้อย พวกเจ้าลงไปเก็บมาหน่อย ระวังตัวด้วย อย่าเดินออกไปไกลนัก เอาแค่ที่เชิงเขาก็พอ”
ต้าหลางรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนลากเอ้อร์หลางกับซานหลางที่ยังนั่งท่องตำราในห้องโถงขึ้นมา จากนั้นก็หยิบโครงไม้หาบฟืนเล็กที่ฉินเหยาทำไว้มาแจกจ่าย ตัวเขากับเอ้อร์หลางคนละอัน ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงได้เป็นตะกร้าสะพายหลังคนละใบ
พวกเขาไม่ได้หวังให้ฝาแฝดหญิงชายแบกฟืนกลับมาได้จริงๆ เพียงแค่ให้ไปเป็นเพื่อน เพียงหยิบฟืนติดมือกลับมาสักสองสามท่อนก็พอแล้ว
ซื่อเหนียงยังอยากอยู่กับท่านแม่ นานๆทีฉินเหยาจะไม่ไปโรงโม่น้ำและอยู่บ้าน
แต่เด็กหญิงตัวน้อยนั้นฉลาดมาก นางเหลือบมองท่านพ่อที่มีสีหน้าระแวดระวัง แล้วกวาดตามองท่านแม่ที่ทำท่าทีเหมือนปราชญ์เฒ่า ก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องนอนใหญ่ หอมแก้มท่านแม่ฟอดหนึ่งแล้วค่อยสะพายตะกร้าขึ้นหลังติดตามพี่ชายออกไป
ก่อนออกไป ต้าหลางยังไม่ลืมปิดประตูบ้านให้แน่นหนา ป้องกันไม่ให้เรื่องอับอายภายในบ้านเล็ดลอดออกไปสู่คนนอก
หลิวจี้กวาดตามองไปรอบๆ หัวใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เขาถอนหายใจไปพลางเดินไปพลาง สุดท้ายภายใต้สายตาอันดุเดือดทรงอำนาจของฉินเหยา ก็จำต้องเร่งฝีเท้าเดินเข้าสู่ห้องนอนใหญ่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาในห้องนี้ แต่โดยปกติก็ไม่ค่อยมีโอกาสเข้ามาบ่อยนัก
เงยหน้าขึ้นมองก็พบคันธนูแขวนอยู่บนผนังและดาบใหญ่ที่วางอยู่ข้างเตียง
ภายในห้องไม่มีการตกแต่งใดๆ แม้แต่ดอกไม้สักดอกก็ไม่มี ดังนั้นกระดาษข้อสอบจำนวนมากที่วางอยู่บนโต๊ะใหญ่จึงยิ่งดูสะดุดตา
“นั่งลง!”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ฉินเหยาถือไม้ไผ่หนึ่งท่อนไว้ในมือ เพียะ! นางฟาดมันลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ ทำเอาหลิวจี้สะดุ้งจนเผลอลืมหายใจไปครึ่งจังหวะ
“เมียจ๋า พวกเรามีอะไรก็พูดกันดีๆไม่ได้หรือ”
หลิวจี้เตือนเสียงเบา “ไม่เห็นต้องถึงกับชักดาบฟาดไม้เลยนี่นา”
ปากพูดเช่นนั้น แต่ร่างกายกลับทำตามโดยสัญชาตญาณ เขานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะอย่างหวาดๆ ชิดเข่าเข้าหากัน วางมือบนหัวเข่า แผ่นหลังหยัดตรง
ฉินเหยาใช้ไม้ไผ่เคาะที่กระดาษข้อสอบ “นี่เป็นแบบจำลองข้อสอบที่ข้าทำตั้งแต่เช้ามืด ทุกครั้งเจ้ากลับบ้านมาแค่วันเดียว เวลาน้อย พวกเราก็เริ่มฝึกกันเลย”
“ตั้งแต่ตอนนี้ ห้องนี้ก็คือสนามสอบ ข้าคือกรรมการคุมสอบ ส่วนเจ้าคือผู้เข้าสอบ”
“ตอนนี้เป็นการสอบคัดเลือกระดับเซี่ยนซื่อในเดือนสอง เจ้าเริ่มทำข้อสอบเถอะ ทำตามรูปแบบของข้อสอบจริง กำหนดส่งคือก่อนมื้อเย็นวันนี้ ข้าจะทดสอบระดับความสามารถของเจ้าเสียก่อน”
พูดจบ นางก็หยิบตำราสี่เล่มมาวางไว้ข้างโต๊ะ “เห็นแก่ว่าพื้นฐานเจ้ายังไม่แน่นนัก วันนี้ให้เป็นการสอบแบบเปิดตำราได้”
กล่าวจบ นางก็วางกฎระเบียบการตอบข้อสอบลงตรงหน้าเขา จากนั้นเดินไปนั่งลงบนเตียงฝั่งตรงข้าม จ้องเขาอย่างเคร่งขรึม เข้าสู่บทบาทกรรมการคุมสอบทันที
หลิวจี้อึ้งไปหนึ่งนาทีเต็ม ก่อนจะตั้งสติได้
เขาคิดจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉินเหยาตวาดขึ้นทันที “เงียบ!”
หลิวจี้มองทุกสิ่งตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ ใจคิดว่า หากรู้แต่แรกว่าจะมีวันนี้ จะไม่กลับบ้านช่วงวันหยุดเลย!
แต่พอดูไป การสอบจำลองนี้ก็น่าสนใจอยู่บ้าง เช่นนั้นเขาจะลองทำดูก็แล้วกัน
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึก หยิบกระดาษข้อสอบขึ้นมา
แต่พอเห็นหัวข้อเรียงความที่ต้องแต่งกวี ดวงตาก็พลันพร่ามัวทันที มีเพียงความคิดเดียวคือ อยากโยนข้อสอบทิ้งแล้ววิ่งหนีไปเสียตอนนี้เลย
เขาเหลือบมอง ‘กรรมการคุมสอบ’ แวบหนึ่ง ก่อนจะถอนใจ เอาเถอะ เอาเถอะ เขียนก็เขียน!
โชคยังดีที่เขาจำคำตอบจากฝานซิ่วไฉที่เคยบอกไว้ได้
คัดลอกตรงๆไม่ได้ก็ต้องแต่งขึ้นมาให้ใกล้เคียงแล้วส่งไปให้พอผ่าน
เห็นหลิวจี้เริ่มลงมือเขียนข้อสอบจริงๆ ฉินเหยาก็แอบถอนหายใจโล่งอก
ข้อสอบบทกวีนี้ หลิวจี้ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามจึงจะเขียนเสร็จ เวลาที่เหลือก็น้อยลงเรื่อยๆ แถมยังต้องเขียนคำตอบอีกเจ็ดร้อยตัวอักษรและต้องจัดรูปแบบให้ถูกต้อง
เขาคิดจะขออนุญาตไปเข้าห้องส้วม ฉินเหยาอนุญาตให้ครึ่งเค่อ
แต่พอหลิวจี้ก้าวออกประตูหลังได้ก็คิดจะหนีทันที ทว่าฉินเหยาคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ไม้ไผ่ในมือนางฟาดลงบนน่องเขา ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน
สุดท้ายก็ถูกฉินเหยาลากตัวกลับเข้าสู่ ‘สนามสอบ’ และภายใต้การปราบปรามด้วยกำลัง เขาก็ยอมอยู่ในโอวาทแต่โดยดี
ข้อสอบนี้เขาทำตั้งแต่เที่ยงยันตะวันตกดินก็ยังเขียนได้ไม่ครบ
แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดก็ต้องส่งข้อสอบทันที
พอส่งข้อสอบ หลิวจี้ก็รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับการสอบคัดเลือกจริง สีหน้ามึนงง สมองล้าจนแทบหมดแรง
ฉินเหยามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์แล้วไล่ไปทำอาหาร นางนั่งลงที่โต๊ะเพื่อตรวจดูข้อสอบ
คำตอบทั้งหมดมีแค่ห้าร้อยตัวอักษร แต่เขียนวกวนจับใจความไม่ได้ แม้แต่การลอกจากตำราก็ยังคัดจุดสำคัญออกมาไม่ได้
ฉินเหยาเคยอ่านตำราสี่เล่มทั้งหมด แม้นางไม่ได้ท่องจำ แต่ด้วยพื้นฐานความรู้จากชาติก่อน ทำให้เข้าใจเนื้อหาเหล่านี้ได้ง่ายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
หากเป็นนางที่ต้องทำข้อสอบนี้ ใช้เวลาไม่เกินสองชั่วยามก็คงสอบผ่านแน่นอน
แต่สำหรับข้อสอบบทกวีนั้น เกรงว่านางยังต้องศึกษาเพิ่มก่อนถึงจะเขียนออกมาได้
สำหรับบทกวีของหลิวจี้ ฉินเหยาไม่แน่ใจว่าระดับเป็นอย่างไร แต่คงเป็นการลอกแบบจากตัวอย่างที่ถูกต้องของซิ่วไฉ ทำให้ดูใช้ได้อยู่บ้าง
สรุปแล้ว พื้นฐานแย่ แต่มีไหวพริบดีและมีโอกาสพัฒนาได้มาก
ตอนนี้ฉินเหยามองออกแล้วว่า การเร่งรัดเกินไปใช้ไม่ได้ จำเป็นต้องวางรากฐานให้มั่นคงก่อน
เวลาที่เหลืออีกครึ่งปี ก่อนอื่นต้องท่องตำราสี่เล่มให้หมด หนึ่งเดือนต่อหนึ่งเล่ม ใช้เวลาสี่เดือน จากนั้นอีกสองเดือนใช้สำหรับทบทวนและฝึกฝน พอดิบพอดี
ฉินเหยาเขียนตารางเรียนขึ้นมาทันทีแล้วยื่นให้หลิวจี้ บอกให้เขานำไปที่สำนักศึกษาและทำตามตารางนี้
“แล้วตารางเรียนที่ท่านอาจารย์จัดไว้ที่สำนักศึกษาเล่า” หลิวจี้ถามอย่างตกใจ
ฉินเหยาโบกมือ “เจ้าไปจัดการเอาเอง จะไปพูดกับท่านอาจารย์ หรือจะปรับตารางให้เข้ากับบทเรียนของสำนักศึกษาก็แล้วแต่!”
โอ้ หลิวจี้ตอบรับเสียงแผ่ว สายตาเหลือบมองตารางเรียนที่อัดแน่นไปทุกช่วงเวลา แม้แต่เวลาที่เขาจะกินข้าว นอน หรือเข้าห้องส้วมก็ถูกกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ความรู้สึกอึดอัดตีตื้นขึ้นมา… จนอยากตายเสียตรงนี้เลย!
แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเมื่อต้าหลางกับเอ้อร์หลางได้เห็นตารางนี้ แววตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงและชื่นชม
ฉินเหยาขมวดคิ้วมองสองเด็กน้อย “พวกเจ้าก็อยากได้เหมือนกันหรือ”
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพยักหน้าอย่างแรง “อืม อืม!”
ฉินเหยามักจะบอกพวกเขาเสมอว่า หากพยายามย่อมได้รับผลตอบแทน
พรสวรรค์แม้จะสำคัญ แต่สำหรับคนธรรมดาย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะไขว่คว้า ขอเพียงไปถึงเป้าหมายสุดท้ายได้ แม้กลายเป็นผู้มีความรู้แค่ในเมืองเล็กๆแล้วอย่างไรเล่า
ดังนั้นต้าหลางกับเอ้อร์หลางจึงค่อยๆตระหนักได้ว่า ตารางเรียนที่ท่านพ่อถืออยู่นั้น แม้จะดูอัดแน่น แต่ก็คือทางลัดที่จะพาพวกเขาไปถึงเป้าหมายสุดท้าย
“พวกเจ้านี่รู้จักของจริงๆ” ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆของทั้งสองแล้วให้สัญญาว่า หลังจากที่พวกเขาเข้าสำนักศึกษา นางจะจัดทำตารางเรียนเฉพาะตัวให้เช่นกัน
“ขอบคุณท่านแม่!” เอ้อร์หลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น
ต้าหลางแม้จะไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณ แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เขายิ้มพลางพับแขนเสื้อขึ้น ยกอาหารที่พ่อทำเสร็จขึ้นโต๊ะพร้อมจัดเรียงถ้วยชาม “ท่านน้า กินข้าวได้แล้ว!”
“ไปเถอะ” ฉินเหยาเรียกแฝดหญิงชายที่กำลังให้อาหารไก่อยู่ในลานบ้าน “กินข้าวได้แล้ว!”
“มาแล้ว~” ซื่อเหนียงรีบคว้ามือพี่ชายตัวน้อยแล้วพากันไปตักน้ำล้างมือที่รางหิน ครอบครัวทั้งหกคนนั่งล้อมวงกัน พร้อมเพลิดเพลินกับมื้ออาหารอันโอชะที่มีเพียงครึ่งเดือนครั้ง
แม่ลูกทั้งห้าคนแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในฝีมือการทำอาหารของหลิวจี้ด้วยการกินจนเกลี้ยงจาน
หลิวจี้ที่แย่งกินไม่ทันได้แต่กัดฟันกรอด “ข้าขอบคุณพวกเจ้าจริงๆ!”
ตอนที่ 136: การชำระภาษีธัญพืช
วันหยุดพักผ่อนเพียงหนึ่งวันจบลง หลิวจี้รับเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้วรีบร้อนกลับไปยังสำนักศึกษาอย่างอดใจรอไม่ไหว
ครั้งนี้ก็ยังเป็นฉินเหยาที่ไปส่งเขาถึงเมืองจินสือ จากนั้นเขาค่อยเดินไปยังตัวอำเภอเอง
ขณะเดินทางกลับ ฉินเหยาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันมาไม่น้อย พร้อมกับถือโอกาสสอบถามข่าวคราวเรื่องมีใครจะขายที่ดินหรือไม่
ที่ดินคือทรัพย์สินสำคัญที่สุดของชาวบ้าน หากยังไม่ถึงทางตันโดยแท้จริง ย่อมไม่มีใครยอมขาย
เนื่องจากนางซื้อเนื้อบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็ซื้อไม่น้อยกว่าสองจิน คนขายเนื้อในเมืองจึงจำนางได้ เมื่อได้ยินว่านางสอบถามเรื่องขายที่ดินก็แนะนำให้นางไปถามที่โรงรับจำนำในตัวอำเภอโดยตรง
“แต่ว่าเจ้าระวังหน่อยนะ คนที่ทำงานในโรงรับจำนำนั้นล้วนเป็นพวกเจ้าเล่ห์ ระวังอย่าให้พวกเขาหลอกเอาได้เล่า” คนขายเนื้อเตือนขึ้น
ฉินเหยาไม่เคยนึกมาก่อนว่าโรงรับจำนำจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “โรงรับจำนำไม่ใช่สถานที่รับจำนำของหรอกหรือ พวกเขาขายที่ดินด้วยหรือ”
“เจ้าคงยังไม่เข้าใจสินะ” พี่ชายคนขายเนื้อหัวเราะกล่าว “ลองคิดดูสิว่า สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว สิ่งของที่มีค่ามากที่สุดคืออะไร”
ทอง เงิน อัญมณีพวกนั้นล้วนเป็นของที่คุณหนูและสตรีในตระกูลมั่งคั่งเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้ สำหรับชาวบ้านทั่วไป สิ่งที่สามารถนำไปจำนำได้ นอกจากที่ดินแล้วจะยังมีอะไรอีกเล่า
ฉินเหยารู้แจ้งขึ้นมาในทันที ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
ถ้าเช่นนั้น โรงรับจำนำก็คงมีสัญญาที่ดินและโฉนดที่ดินจำนวนไม่น้อยที่ถูกนำมาจำนำไว้
คนขายเนื้อกล่าวเสริมว่า “แต่หากมีคนในหมู่บ้านของเจ้าอยากขายที่ดินล่ะก็ซื้อจากคนในหมู่บ้านด้วยกันจะดีกว่า”
สถานที่สองแห่งที่ชาวบ้านหวาดหวั่นมากที่สุด หนึ่งคือที่ว่าการ อีกหนึ่งคือโรงรับจำนำ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่า
“ขอบคุณพี่ชายขายเนื้อมาก” ฉินเหยาจ่ายเงินค่าเนื้อ รับเนื้อสามจินที่เพิ่งซื้อมา พลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
แต่เมื่อฉินเหยาไปสอบถามในหมู่บ้านตระกูลหลิวก็พบว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครต้องการขายที่ดินเลย นางจึงพักเรื่องการซื้อที่ดินไว้ก่อน
นางตั้งใจจะสอบถามอีกครั้งก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิในปีหน้าสักเดือนหนึ่งหรือเดือนสอง เมื่อเสบียงหมดไปแล้ว แต่ข้าวสาลียังไม่โตเต็มที่อาจมีคนต้องการขายที่ดิน
แต่ที่ดินที่แย่เกินไป ฉินเหยาก็ไม่ต้องการ หากจะซื้อก็ต้องเป็นที่ดี อย่างน้อยต้องเหมือนที่ดินชั้นดีที่เช่าอยู่ตอนนี้ ไม่ว่านางจะปลูกพืชเองหรือจำเป็นต้องขายทิ้งในอนาคต ก็ยังมีค่า
แน่นอน ที่ดินชั้นดีราคาย่อมแพง นางเคยถามหลิวเหล่าฮั่นแล้ว ที่ดินสิบหมู่ที่หลิวต้าฝูให้นางเช่าอยู่นั้น หากขายจะอยู่ที่แปดถึงสิบตำลึงต่อหนึ่งหมู่
เมื่อคำนวณแล้ว ฉินเหยาพบว่าเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่มีอยู่ตอนนี้ พอซื้อได้เพียงสิบหมู่เท่านั้น
เช่นนั้น แทนที่จะรีบซื้อในราคาสูงตอนนี้ มิสู้รอโอกาสที่เหมาะสมกว่านี้จะดีกว่า ขณะเดียวกันจะได้สะสมเงินเพิ่มเผื่อจะได้ซื้อที่ทำเลดีกว่านี้
หากซื้อทีละมากๆ ยังอาจต่อรองราคาส่งได้ด้วย!
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ฉินเหยาจึงยังไม่แตะต้องเงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ และมุ่งมั่นบริหารโรงงานเป็นหลัก
ชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปครึ่งเดือน
ที่โรงงานกังหันน้ำ คนงานเริ่มชำนาญในกระบวนการผลิตแล้ว สายการผลิตเริ่มแสดงผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจน
หากอิงความเร็วในการผลิตขณะนี้ กังหันน้ำขนาดเล็กสามสิบชุดสำหรับกลางเดือนสิบสามารถส่งมอบได้ตามกำหนด
ช่างไม้หลิวเองก็สบายขึ้นไม่น้อย เขา ฉินเหยาและซุ่นจื่อที่นางคัดเลือกมา เดินทางไปยังตลาดและหมู่บ้านอื่นเพื่อขายสินค้าเป็นครั้งคราว
พวกเขาทั้งรักษาลูกค้าเก่าและหาลูกค้าใหม่ ทุกๆสองถึงสามวันก็นำคำสั่งซื้อกลับมาได้หนึ่งรายการ
แม้จะไม่เทียบเท่ากับฉินเหยาที่เพียงออกโรงครั้งเดียวก็ขายได้สิบเจ็ดชุด แต่ยอดขายที่ไหลมาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องก็นับว่ามั่นคงมาก
หลี่เจิ้งนำคนมาเก็บภาษีธัญพืชทำให้หมู่บ้านคึกคักอยู่หลายวัน
ปีนี้เป็นปีที่พืชผลอุดมสมบูรณ์ ภาษีธัญพืชก็ต่ำกว่าสมัยราชวงศ์ก่อนมาก บนใบหน้าของชาวบ้านจึงแทบไม่มีความไม่พอใจให้เห็น
อย่างไรก็ตาม สำหรับครอบครัวที่มีคนมากแต่ที่ดินน้อย ภาษีธัญพืชหนึ่งในสิบห้าส่วน ยังคงเป็นภาระที่หนักหนา
บ้านของฉินเหยามีที่ดินน้อยต้องส่งมอบธัญพืชเพียงหนึ่งร้อยเก้าสิบกว่าจิน แบกสองตะกร้าก็เสร็จแล้ว
แต่บ้านของหลิวเหล่าฮั่นมีมากกว่านั้น ปีนี้เพาะปลูกหนึ่งร้อยสิบหมู่ รวมทั้งเปลือกแล้วเก็บเกี่ยวได้สองหมื่นสี่พันสองร้อยจิน ต้องชำระภาษีธัญพืชหนึ่งพันหกร้อยจิน เหลือไว้สองหมื่นสองพันห้าร้อยกว่าจิน
ปีนี้ทั้งอำเภอเก็บเกี่ยวได้ดี ราคาธัญพืชต่ำลงมาก ข้าวของบ้านหลิวต้าฝูขายออกไปได้เพียงจินละสามเหวิน น้อยกว่าปีที่แล้วถึงครึ่งหนึ่ง
หลังจากหักเสบียงที่คนในบ้านต้องกินไปหนึ่งปี ข้าวที่เหลือของหลิวเหล่าฮั่นหากขายออกไปทั้งหมดก็จะได้เงินถึงสี่สิบแปดตำลึง
ทั้งครอบครัวมีกันเก้าคน อีกไม่นานนางชิวก็จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ปีหน้าจะมีทั้งหมดสิบคน หากไม่มีภาระภาษีอื่นๆ ก็ถือว่าพออยู่ได้อย่างสุขสบาย
หากไม่มีภัยพิบัติจากสวรรค์หรือเภทภัยจากมนุษย์ สะสมอีกไม่กี่ปีก็อาจก้าวไปสู่ความเป็นอยู่ที่มั่นคงขึ้นได้
ทว่าผู้เฒ่าที่ผ่านโลกมามากเช่นหลิวเหล่าฮั่นและนางจาง แม้จะยินดีกับการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ในปีนี้ แต่ความรู้สึกที่มีมากกว่ากลับเป็นเพียงการถอนหายใจโล่งอก
เพราะพวกเขารู้ดีว่า ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่ง สวรรค์อาจแสดงอำนาจลงมาก็เป็นได้
ข้าวที่เหลือในปีนี้ พวกเขาไม่กล้าขายออกไปทั้งหมด แต่ขายไปเพียงครึ่งเดียว
หลังจากขายข้าวแล้วได้เงินยี่สิบสี่ตำลึงก็ยังกล้าใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น
เพราะหลิวเฝยถึงวัยที่ต้องแต่งงานแล้ว ครอบครัวจึงต้องสร้างห้องเพิ่มสำหรับใช้เป็นเรือนหอ
หลังจากชำระภาษีธัญพืชเสร็จสิ้น ฉินเหยาจึงนึกขึ้นได้ว่าวันหยุดพักของสำนักศึกษามาถึงแล้ว
เดิมทีนางคิดว่าหลิวจี้จะกลับมาก่อนฟ้ามืดเช่นเดียวกับครั้งก่อน แต่ไม่คาดคิดว่า คืนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
กลางดึก ฉินเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นมาสองครั้ง ครั้งแรกเพราะลูกสุนัขสีเหลืองตัวใหม่ของท่านยายหวังที่ท้ายหมู่บ้านเห่าขึ้นมา
และอีกครั้งหนึ่ง เพราะเสียงร้องของเหล่าหวงในคอกม้า คิดว่าน่าจะมีคนเดินผ่านทำให้มันตกใจ
จนกระทั่งฟ้าสว่าง คนที่ควรกลับมากลับยังไม่กลับมา
ในตอนเช้า ต้าหลางยังเอ่ยถามว่า “ท่านน้า ท่านพ่อของข้ายังไม่กลับมาหรือ”
“อาจจะมีเรื่องทำให้ล่าช้าอยู่กระมัง” ฉินเหยาตอบอย่างไม่แน่ใจนัก
ต้าหลางรู้สึกกังวล กลัวว่าท่านพ่อจะเกิดเรื่องในตัวเมือง
ฉินเหยาเองก็รู้สึกแปลกเช่นกัน กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ยังไม่เห็นคนกลับมา จึงคิดจะจูงเหล่าหวงจากคอกม้าเพื่อไปที่อำเภอสักครั้ง
ขณะกำลังจะขึ้นม้า หูของนางก็ขยับไหวเล็กน้อย รีบก้าวออกไปยังลานหน้าบ้าน ก้มหน้าลงมองไปทางริมแม่น้ำ เห็นเกวียนวัวคันหนึ่งค่อยๆเคลื่อนเข้ามาทางบ้าน
ทว่าบนเกวียนเล่มนั้นกลับไม่มีวี่แววของหลิวจี้
ตัวสารถีนั้นฉินเหยาเคยพบมาก่อน เขามักเดินทางไปมาระหว่างหมู่บ้านเซี่ยเหอกับอำเภอไคหยาง นางกับหลิวจี้เคยนั่งรถของเขามาแล้ว
สารถีหยุดรถไว้ที่ตีนเขาแล้วเดินขึ้นมาเอง เมื่อเห็นฉินเหยารออยู่ที่ปากทาง เขาก็กล่าวขึ้นขณะเดินเข้ามาหา
“ขออภัย ขออภัย ฉินเหนียงจื่อเจ้าคงรอจนร้อนใจแล้วกระมัง เดิมทีข้าควรจะมาแต่เมื่อคืน แต่จู่ๆมีเรื่องที่บ้านทำให้ล่าช้าไป กลางคืนขับเกวียนวัวอันตรายเกินไปจึงรอจนเช้าค่อยมา”
ฉินเหยาได้ยินดังนั้นก็พอเดาได้จึงถามว่า “หลิวจี้เป็นคนไหว้วานเจ้ามาหรือ”
“ใช่ ใช่ ใช่!” สารถีพยักหน้าหนักแน่น “สามีของเจ้าไหว้วานข้ามา!”
ครั้งก่อนที่เขามาส่งฉินเหยาจากเมืองจินสือกลับหมู่บ้านตระกูลหลิว เขายังจำได้ว่า สามีของนางวิ่งจากภูเขาลงมารับถึงริมแม่น้ำ บุรุษหล่อเหลา สตรีงดงาม นับเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก
ตอนนั้นเขาก็รู้สึกแล้วว่าสามีของนางมีบุคลิกสง่างาม ไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป คาดไม่ถึงว่าจะเป็นศิษย์ของสำนักศึกษา แถมยังคุ้นเคยกับฝานซิ่วไฉและพวกพ้อง พวกนั้นล้วนเป็นท่านซิ่วไฉเชียวนะ นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ พอครั้งนี้หลิวจี้ฝากเขากลับมาที่บ้านเพื่อรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สารถีจึงตอบรับอย่างรวดเร็วและยังแสดงท่าทีเอาใจอยู่ไม่น้อย
ฉินเหยาเชิญสารถีเข้ามาในบ้าน ขณะที่พวกต้าหลางสี่พี่น้องยืนชิดกำแพงนอกห้องโถง เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
ตอนที่ 137: ภูเขาถล่มแผ่นดินแยก
ฉินเหยารินน้ำให้สารถีหนึ่งถ้วยแล้วนั่งลงตรงข้ามเขา นางเอ่ยถามว่าหลิวจี้มีข้อความใดฝากมาหรือไม่
แล้วก็มีจริงๆ
สารถีกล่าวว่า “หลิวซานให้ข้านำคำพูดมาบอกฉินเหนียงจื่อว่า…”
“เส้นทางกลับบ้านไกลนัก วันหยุดก็มีเพียงหนึ่งวัน ไม่อยากเสียเวลาไปบนถนน เกรงว่าจะกระทบกับแผนการเรียน ขอเมียจ๋านำค่าใช้จ่ายช่วงปลายเดือนฝากมากับท่านลุงสารถีให้ข้าด้วย ข้าอยู่ที่สำนักศึกษาสุขสบายดี ปฏิบัติตามแผนการเรียนอย่างเคร่งครัด ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ขอเมียจ๋าอย่าได้เป็นกังวล”
ฉินเหยาฟังจบก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย การพูดเช่นนี้เป็นของหลิวจี้อย่างแน่นอน
นางสอบถามรายละเอียดกับสารถีอีกเล็กน้อย เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ใช่การหลอกลวง นางจึงบอกสารถีให้นั่งรอสักครู่ ก่อนเดินออกจากห้องโถงไปยังห้องนอนเพื่อหยิบเงิน
เพิ่งออกมาจากห้องนอนก็บังเอิญสบตาเข้ากับพวกต้าหลางพี่น้อง นางชี้ไปที่ห้องของพวกเขา กลับไปฝึกคัดอักษรเดี๋ยวนี้!
พี่น้องทั้งสี่ขยับริมฝีปากตอบรับอย่างไร้เสียงแล้วพากันหนีเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วเพื่อฝึกคัดอักษรต่อ
ฉินเหยาจึงเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วหยิบเงินตำลึงสองเฉียนออกมายื่นให้สารถี
เมื่อรับเงินมา สารถีก็ลุกขึ้นเตรียมจะออกเดินทางทันที
บ้านของฉินเหยาไม่มีบุรุษ หากสารถีอยู่นานเกินไปอาจถูกคนซุบซิบนินทาได้
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เขาออกเดินทางช้าแล้ว ระหว่างทางยังมีชาวบ้านที่รอขึ้นเกวียนวัวไปยังตลาดและอำเภออีก จึงไม่อาจเสียเวลา ต้องรีบออกเดินทางทันที
ฉินเหยายืนอยู่หน้าประตู มองส่งเกวียนวัวที่แล่นออกจากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มสุภาพที่มุมปากค่อยๆจางหาย สายตาของนางทอประกายลึกล้ำ
ในหมู่บ้าน ข้าวของแต่ละบ้านถูกเก็บเกี่ยวจนหมดแล้ว ผืนนากลายเป็นที่ว่าง กองฟางถูกขนกลับไปเก็บที่บ้าน หากขนไม่หมดก็วางกองไว้ในนา รอให้ถึงเวลาค่อยนำไปใช้
ฉินเหยาเลือกฟางที่ตากแดดจนแห้งดีแล้ว นำมาปูเตียงใหม่ทั้งหมดในบ้าน
ฟางเก่าถูกนำไปเผาใช้เป็นเชื้อไฟ ส่วนฟางใหม่ถูกปูลงบนพื้นเตียง วางทับด้วยเสื่อใยปาล์มอีกชั้น แล้วคลุมด้วยผ้าห่มฝ้าย เมื่อนอนลงไปแล้วให้ความรู้สึกนุ่มสบายและอบอุ่น
ช่วงนี้กลางคืนเริ่มหนาว เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวความหนาวอีกแล้ว
ยังเหลือฟางอีกมาก หลังจากว่างจากงานในที่นา ฉินเหยากับเด็กสี่คนในบ้านก็ช่วยกันถักรองเท้าฟาง
ครานี้ไม่ได้ทำไว้ขาย แต่ทำไว้ใช้เองจึงถักอย่างประณีตและแข็งแรงเป็นพิเศษ ฉินเหยาทำรองเท้าแตะฟางแบบไม่มีส้นให้ตนเองหนึ่งคู่ ซื่อเหนียงเห็นเข้าก็ร้องอยากได้ ฉินเหยาจึงถักให้นางอีกคู่
เด็กหญิงลากรองเท้าไปมา เดินต๊อกแต๊กอยู่ในบ้าน เท้าเปลือยเปล่า ลื่นล้มเป็นครั้งคราวจนรองเท้าแตะกระเด็นไปข้างหนึ่งแล้วต้องกระโดดขาเดียวไปเก็บ นางเล่นกับรองเท้าคู่นี้อยู่ได้ครึ่งค่อนวัน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเห็นแล้วก็ตาร้อน แต่ไม่กล้ารบกวนให้ฉินเหยาช่วยทำให้จึงลองถักเอง ได้ออกมาสองคู่ที่ดูไม่เป็นรูปร่างนัก ใส่ไปได้ครึ่งวันก็หลุดรุ่ยหมดแล้ว
ท้ายที่สุด ฉินเหยาก็จัดการทำให้ทุกคนคนละคู่จึงเป็นอันจบเรื่อง
พี่น้องทั้งสี่มองว่ารองเท้าแตะนี้เป็นของล้ำค่า ปกติจะไม่ใส่ เพียงวางไว้อย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างเตียง
ทุกค่ำหลังอาหาร เมื่อฉินเหยาเรียกให้ไปล้างหน้าแปรงฟัน สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือวิ่งกลับไปที่ห้อง เปลี่ยนจากรองเท้ามีส้นมาเป็นรองเท้าแตะฟางที่ใส่เดินได้ง่ายแล้วจึงพากันไปล้างเท้า เมื่อเสร็จแล้วก็ใส่รองเท้าแตะฟางเดินไปเดินมาในบ้าน
ผ่านไปหลายวัน ความตื่นเต้นก็ยังไม่ลดลง เสียงรองเท้าแตะฟางครืดคราดยังดังข้างหูฉินเหยาไม่ขาด
จนกระทั่งฝนฤดูใบไม้ร่วงตกลงมา อากาศเย็นลงฉับพลัน พี่น้องทั้งสี่จึงลดความตื่นเต้นลงไปบ้าง ยอมสวมถุงเท้ายาวแล้วเปลี่ยนมาใส่รองเท้าผ้าแทนอย่างว่าง่าย
บ้านฉินเหยาเองก็ทำกองฟางเช่นเดียวกับชาวบ้าน กองไว้ใกล้กับห้องส้วมที่อยู่หลังบ้าน
ตั้งแต่ได้เรียนรู้ตำรับการเลี้ยงม้าจากบ้านหลิวต้าฝู นางก็ใช้ฟางข้าวผสมขี้เถ้าจากไม้เพื่อหมักเป็นอาหารม้า
เริ่มจากสับฟางให้ละเอียด จากนั้นขูดขี้เถ้าไม้จากเตาออกมาใส่กระบุง หาหม้อเก่าใบหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ เทฟางที่สับแล้วลงไป โรยขี้เถ้าไม้เป็นชั้นๆ เว้นระยะห่างกันทุกหนึ่งนิ้ว เพื่อทำให้ฟางกลายเป็นด่าง ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วในวันถัดไปก็นำไปให้ม้ากิน
เพราะทำยุ่งยากนัก ฉินเหยาจึงทำให้ม้ากินเพียงสัปดาห์ละครั้งเพื่อเสริมสารอาหารให้หลากหลาย
เพื่อเหล่าหวง ตอนเช้าฉินเหยาขึ้นเขาไปตัดฟืนสำหรับกักตุนไว้ใช้ในฤดูหนาว นางมักจะพาต้าหลางไปด้วย นางตัดฟืนบนเขา ส่วนต้าหลางตัดหญ้าที่เชิงเขา
หญ้าทั่วไปต้องสับให้ละเอียดแล้วนำมาผสมกับข้าวฟ่างที่ตั้งใจซื้อมาโดยเฉพาะเพื่อนำไปเลี้ยงม้า วันหนึ่งหลิวเหล่าฮั่นเห็นเข้าโดยบังเอิญ ถึงกับร้องออกมาว่าฟุ่มเฟือยนัก
แต่ผลลัพธ์ก็น่ายินดี ขนที่ร่วงไปของเหล่าหวงค่อยๆงอกกลับมา ทำให้ดูสง่างามยิ่งขึ้น
มันมีกำลังมากขึ้น เวลาฉินเหยาต้องไปขนหินจากภูเขา นางจะจูงมันไปช่วยขนหิน เจ้าสัตว์ตัวนี้ก็วิ่งได้เร็วปานสายลม
เพราะตัวมันสูงใหญ่ เด็กในหมู่บ้านต่างกลัวมัน เมื่อเห็นจากระยะไกลก็มักจะหลีกทางให้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนนั่งอยู่บนม้าด้วย
กลิ่นอายของฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเข้มข้นขึ้น สีเขียวบนภูเขาค่อยๆจางหาย ถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองทองของใบไม้ร่วง
ต้าหลางเริ่มอยู่ไม่สุขมักจะหยิบหนังสติ๊กและคันธนูเล็กที่ฉินเหยาทำให้มาเล่นอยู่เสมอ เขาจะออกไปข้างนอกแต่เช้าตรู่แล้วกลับมาก่อนมื้อเที่ยง
เมื่อถามว่าไปทำอะไรมา เขาก็ตอบว่าไปฝึกยิงหนังสติ๊กและธนูที่เชิงเขาพลางจ้องฉินเหยาด้วยดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ตอนแรกฉินเหยาไม่เข้าใจ แต่หลังจากเกิดขึ้นหลายครั้ง ก็ได้ยินคนพูดว่าตระกูลหยางแห่งหมู่บ้านเซี่ยเหอเข้าป่าไปแล้ว นางจึงนึกขึ้นได้ว่า ตนเองเคยให้สัญญาไว้ว่าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะพาต้าหลางเข้าป่าไปล่าสัตว์
เจ้าหนูนี่เห็นต้นไม้บนภูเขากลายเป็นสีเหลืองทองแล้ว แต่คนที่ให้สัญญากลับทำท่าจำไม่ได้จึงอดไม่ได้ที่จะร้อนใจ
หากเป็นเอ้อร์หลางหรือซื่อเหนียง ป่านนี้คงเอะอะออกมาแล้ว
แต่นี่คือต้าหลาง เด็กที่ทั้งอ่อนไหวและรู้ความ เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่เอ่ยถึง จึงคิดว่านางไม่อยากพาไปหรืออาจลืมไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุให้เขาแสดงพฤติกรรมเช่นนี้
“เด็กน้อยจริงๆ” ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายก็เป็นเพียงเด็ก จะไร้เดียงสาเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
…...
ค้อนเหล็กทุบตะปูยาวหนึ่งจั้งลงในรอยแยกของหินเสียงดังโครม ก้อนหินขนาดใหญ่ร่วงหล่นจากหน้าผา สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่ยืนดูอยู่รอบๆ
นี่มิใช่ครั้งแรกที่พวกหลิวไป่เห็นภาพเช่นนี้ แต่ทุกครั้งก็ยังคงรู้สึกถึงความหวาดกลัวราวกับแผ่นดินถล่มลงมา
แม้ว่าพวกเขาจะถอยไปอยู่ในเขตปลอดภัยแล้ว แต่เมื่อก้อนหินร่วงหล่นลงมาพร้อมกัน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปอีก
เมื่อเสียงกัมปนาทสงบลง ฉินเหยาก็ตรวจสอบหน้าผาอีกครั้ง ก่อนนำตาข่ายเชือกปอที่ถักไว้แขวนเข้ากับตะขอเหล็กเพื่อป้องกันเศษหินเล็กๆ กลิ้งตกลงไปทำร้ายคนงานที่อยู่ด้านล่าง
เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีปัญหา นางจึงปีนเชือกกลับขึ้นไปบนยอดเขาแล้วเดินลงมาทางลาดด้านหลัง
หนึ่งเค่อถัดมา ฉินเหยาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังกลุ่มคนแล้วกล่าวกำชับว่า
“จะต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ ชีวิตคนนั้นสำคัญที่สุด ทุกคนต้องจำกฎการทำงานให้ขึ้นใจ ครั้งหน้า หากข้าไม่อยู่ ห้ามผู้ใดเคลื่อนย้ายหินโดยพลการ!”
กลุ่มคนงานขุดหินลุกขึ้นมองนางพลางขานรับเสียงดัง “ทราบแล้ว!”
ฉินเหยาโบกมือ “เริ่มงานเถิด”
ผู้คนจึงเริ่มจดจ่ออยู่กับงาน ขนย้ายและทุบหินกันอย่างขะมักเขม้น
ฉินเหยาปัดเศษหินบนร่างกาย เงยหน้ามองฟ้า ดวงอาทิตย์ลอยอยู่กลางศีรษะพอดี
ทุกครั้งที่เริ่มเจาะหิน มักจะต้องวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง
แต่หลังจากเก็บหินชุดนี้แล้ว หินสำหรับทำโม่ห้าสิบชุดก็เพียงพอแล้ว
เมื่อคนงานขนหินกลับไปหมดแล้วก็จะเริ่มกระบวนการขัดและเจียรหินอย่างเต็มกำลัง
ส่วนโม่หินสิบเจ็ดชุดของบ้านเถ้าแก่อู่ คงต้องรอจนถึงกลางเดือนหน้าแล้วค่อยมาเก็บอีกรอบ
ฉินเหยาคำนวณวันในใจ วันนี้เป็นวันหยุดพักของหลิวจี้อีกแล้ว
เมื่อคืนสารถีมาหาเพราะได้รับการไหว้วานจากหลิวจี้ให้มาเอาค่าใช้จ่าย
แต่ฉินเหยาไม่ได้ให้เงินไป
ตัวสารถีเองยังถูกนางส่งออกจากหมู่บ้านด้วยตนเอง
หลังกลับจากพื้นที่ทำงาน พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก
ฉินเหยาเปลี่ยนเป็นเสื้อปอเนื้อบางเบาแล้วหยิบอานม้าที่แขวนอยู่บนผนังห้องโถงลงมา
ตอนที่ 138: หลบหนีโดยไว
“ท่านน้า”
ต้าหลางปรากฏตัวขึ้นที่หน้าคอกม้า ขณะนั้นฉินเหยากำลังวางอานม้าลงบนหลังของเหล่าหวงพอดี
“ท่านจะเข้าเมืองไปพบท่านพ่อหรือ”
เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจปิดบังได้ และฉินเหยาก็มองออกทันที
เขาจะไม่กังวลได้อย่างไร? หลิวจี้หายไปตลอดช่วงวันหยุดสองรอบติดต่อกัน ไม่กลับบ้านเลย มีเพียงแค่ส่งสารถีขับรถมารับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ นอกนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆทั้งสิ้น
ผู้ใหญ่ต่างพูดกันว่า สันดอนขุดง่ายแต่สันดานนั้นขุดยาก ต้าหลางเองก็เป็นกังวลในเรื่องนี้มาก
เขาไม่กล้าคิดเลยว่าหากท่านพ่อยังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อน เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นโดยไม่คิดจะตั้งใจเรียนหนังสือแล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ตามมาจะน่าสะพรึงเพียงใด
ความสงบนิ่งของฉินเหยาในตอนนี้ มองจากสายตาของเด็กหนุ่มแล้ว ก็เหมือนความเงียบสงบก่อนพายุจะมา
ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรงจนทุกสิ่งพังพินาศ!
ฉินเหยาจูงม้าออกมา ก่อนจะบอกกับต้าหลางว่า “ข้าจะกลับมาช่วงเย็นๆนะ”
เป็นการยอมรับว่าจะเข้าเมืองไปหาหลิวจี้
ต้าหลางพยักหน้า “เช่นนั้น เช่นนั้นข้าจะเตรียมอาหารเย็นรอท่านกลับมากินนะ มีเนื้อด้วย ข้าจะทำน้ำแกงเนื้อให้พวกเรากิน เพิ่มเต้าหู้ลงไปด้วย บ้านของท่านป้าสะใภ้โจวเพิ่งทำเต้าหู้สดใหม่เมื่อเช้านี้”
ได้ยินประโยคยาวเหยียดนี้ ฉินเหยาก็อดไม่ไหวเผลอหัวเราะออกมา “ข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้ เจ้าขี่ม้าไม่เป็น หากตกลงไปกลางทาง ข้าไม่รับผิดชอบนะ”
พูดจบก็ตบไหล่ของเขาเบาๆ “อย่ากังวลไป ข้าสบายดี”
ต้าหลางอยากจะยิ้ม แต่ก็เกือบจะร้องไห้ออกมาแทน เขาไม่ได้เป็นห่วงนางเสียหน่อย เขาเป็นห่วงชีวิตของท่านพ่อต่างหาก!
“ข้าไปล่ะ เจ้าเข้าบ้านเถอะ แดดแรงนัก นอนพักกลางวันเสียหน่อย แล้วบ่ายนี้ตั้งใจฝึกเขียนอักษรเพิ่มอีกสักสองบทนะ”
วันนี้เป็นหน้าที่ของเอ้อร์หลางและซานหลางที่จะไปยังโรงโม่น้ำเพื่อเก็บกล่องเงิน ล้างถ้วยชาม เลี้ยงไก่และทำงานบ้าน
ส่วนต้าหลางกับซื่อเหนียงที่ว่างอยู่ก็สมควรใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ให้มากที่สุด
“ย่าห์!”
ฉินเหยากระตุกบังเหียน เหล่าหวงทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวสายลม
เพียงพริบตาเดียว หนึ่งคนหนึ่งม้าก็หายลับไปตามเส้นทางคดเคี้ยวในหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ
หนึ่งชั่วยามกว่าให้หลัง ฉินเหยาก็มาถึงอำเภอไคหยาง จ่ายค่าเข้าเมืองตามปกติ ผูกม้าให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าเมือง
ตอนนี้เป็นยามโพล้เพล้แล้ว ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า สองข้างถนนเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังเก็บแผงเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน
ร้านค้าสองฟากฝั่งยังมีลูกค้าอยู่บ้าง แผงน้ำชาเล็กๆข้างถนนคนกลับเยอะที่สุด นักเล่านิทานนั่งอยู่ตรงกลาง เหล่าผู้ฟังฟังเรื่องที่เขาเล่าติดพันจนไม่อยากกลับบ้าน
โคมแดงหน้าโรงเตี๊ยมถูกคนงานในร้านปลดลงมาเพื่อจุดไฟแล้วแขวนขึ้นไปใหม่ โคมไฟเปล่งแสงเจิดจ้าสะท้อนบรรยากาศรื่นเริง
โรงเตี๊ยมสองแห่งตั้งอยู่ตรงข้ามกัน พอดีกับที่เป็นช่วงเวลามื้อเย็น คนงานจากทั้งสองร้านจึงพากันออกมายืนเรียกลูกค้า ใครเดินผ่านเป็นต้องตะโกนเชื้อเชิญ
ฉินเหยาเอ่ยปฏิเสธคนงานร้านอาหารที่เข้ามาขวางทางอย่างเย็นชา กำลังยกเท้าจะก้าวไปยังสำนักศึกษา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังมาจากชั้นบน เท้าของนางหยุดชะงักลงในทันที
คนงานจากร้านอาหารถูกใบหน้าเย็นชาของนางทำให้ตกใจ เหตุใดจู่ๆนางก็หยุดเดินเล่า
หรือว่าจะหันกลับมาด่าเขาสักสองสามประโยค?
แน่นอนว่าเขาคิดมากไปเอง
ฉินเหยาหันกลับไป ใบหูขยับไหว ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยม ชายหนุ่มห้าหกคนในชุดบัณฑิตกำลังยืนพิงราวระเบียงหันหลังให้ถนน ถือจอกสุราขึ้นดื่มและผลัดกันร่ายกวี
เมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศจนได้ที่ เสื้อคลุมตัวนอกก็คลายออก ปิ่นปักผมถูกดึงออก ปล่อยเรือนผมให้สยายพลิ้ว ก่อนลุกขึ้นร่ายรำ
มือข้างหนึ่งจับบ่าสตรีที่เล่นผีผา มืออีกข้างชูจอกสุรา ทำท่าจะคารวะนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ คิดว่าตนเองเป็นบัณฑิตผู้แสนสง่างาม แต่ในสายตาคนรอบข้างกลับเป็นเพียงพวกขี้เมาที่ดื่มสุรามากเกินไปเท่านั้น
สหายร่วมวงร่ำสุราตบมือชมเชย พลางกล่าวว่า “เยี่ยมยอด เยี่ยมยอด เยี่ยมยอด! ประโยคนี้ของคุณชายฝานช่างล้ำเลิศนัก!”
ฉินเหยาได้ยินเสียงนั้น ไอเย็นเยียบพลันแผ่กระจายไปทั่วร่าง
คนงานในร้านที่คอยต้อนรับลูกค้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงเงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นสอง อ้อ ที่แท้ก็เหล่าศิษย์จากสำนักศึกษากำลังร่วมดื่มสุราและแต่งกวีกับฝานซิ่วไฉนี่เอง
แต่เหตุใดสตรีตรงหน้านางนี้ถึงดูอำมหิตเช่นนี้นะ
หรือว่านางคือภรรยาของบัณฑิตคนใดบนชั้นสอง?
คิดได้ดังนั้น คนงานก็ปลุกใจตนเอง กำลังจะเอ่ยปากถาม ทว่ากลุ่มบัณฑิตบนชั้นสองกลับพากันเดินลงมาข้างล่างเสียก่อน
พวกเขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าจรดเย็น คงเริ่มเบื่อแล้ว ตอนนี้คงจะไปหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อหาความสำราญกันต่อ
คนงานคิดในใจ สตรีผู้นี้จะเข้าไปคว้าตัวบัณฑิตคนไหนกันนะ อีกไม่นานต้องมีเรื่องสนุกให้ดูแน่
แต่พอหันกลับไปมองอย่างรอคอยก็ต้องงงงัน “อ้าว เหนียงจื่อคนเมื่อครู่ไปไหนแล้ว”
“เหนียงจื่อ?”
บัณฑิตที่มีหน้าตาหล่อเหลาโดดเด่นที่สุดในกลุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกทั้งร่าง!
เขาเงยหน้ามองคนงานร้าน ใบหน้านั้นแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา “เหนียงจื่ออะไร? ใครคือเหนียงจื่อ!?”
เด็กในร้านรีบชี้ไปทางทิศเหนือ “นั่นอย่างไร นั่นน่ะ!”
นึกว่าจะมีเรื่องสนุกให้ดูแล้วเชียว ทำไมไปเสียแล้วเล่า
หรือว่านางไม่ใช่ภรรยาของใครสักคนในกลุ่มบัณฑิตนี่?
ขณะนั้น สายลมโชยผ่านพัดกลิ่นสุราให้เจือจางลง บัณฑิตรูปงามมองตามเงาหลังของสตรีที่กำลังก้าวฉับๆจากไปราวกับดาวตก จู่ๆก็เหมือนโดนสายฟ้าสายหนึ่งผ่าลงมาที่กลางใจ!
“พี่หลิว?”
สหายร่วมวงโบกมือไปมาตรงหน้าเขาพลางหัวเราะลั่น “ท่านมองอะไรอยู่หรือ หรือว่าเห็นนางฟ้าเข้าแล้ว”
หลิวจี้ปัดมือตรงหน้าออกอย่างมึนงง ออกแรงขยี้ตาของตนเองแล้วเงยหน้ามองเงาแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นอีกครั้ง
เพียงแค่ชั่วครู่ที่ลังเล ฟ้าก็มืดลง เงาร่างนั้นเปลี่ยนเป็นเลือนราง
แต่ถึงเงาร่างของคนผู้นั้นนั้นจะกลายเป็นเถ้าธุลี เขาก็ยังจำได้!
แต่ก่อนที่จะได้ยืนยันอีกครั้ง ประตูเมืองก็ปิดลงอย่างช้าๆ เห็นเพียงเงาร่างของคนผู้หนึ่งขี่ม้าพุ่งออกจากเมือง มุ่งสู่แนวเขาสีดำทะมึน
“หลิวจี้?” ฝานซิ่วไฉเห็นเขาเหม่อลอยเรียกเท่าไรก็ไม่ขานรับจึงก้าวเข้ามาด้วยตนเอง โอบบ่าหลิวจี้ไว้พลางหัวเราะจนกลิ่นสุราฟุ้งตลบ
“ไปไปไป ไปที่บ่อนซิงวั่งสักรอบ พี่จะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา!”
บ่อนพนันอะไร?
เปิดหูเปิดตาอะไรกัน?
สมองของหลิวจี้สับสนไปหมด หัวใจสั่นระรัว
ยามมองไปยังความมืดมิดของรัตติกาลที่คืบคลานมา โคมแดงที่แขวนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามกลับคล้ายดวงตาอำมหิตของอสูรยักษ์ที่กำลังแยกเขี้ยวอ้าปากกว้างหมายจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
สุราฤทธิ์ไม่ได้แรงนัก ฝานซิ่วไฉดูแล้วเหมือนเมา แต่ที่จริงแล้วยังมีสติอยู่มาก
เมื่อเห็นหลิวจี้ที่ก่อนนี้ยังกระตือรือร้น จู่ๆก็เมินเฉยตนเสียอย่างนั้น ฝานซิ่วไฉจึงอดหงุดหงิดไม่ได้
สีหน้าเขาเย็นชาลงในทันทีพลางเอ่ยถามอีกครั้ง “หลิวจี้ เจ้าจะไปบ่อนซิงวั่งหรือไม่ไป!?”
หลิวจี้ทั้งสับสนทั้งตื่นตระหนก แต่ก็ยังพอมีสติรู้ว่าไม่ควรล่วงเกินคนเหล่านี้ ในช่วงคับขันเขาพลันเกิดปัญญาขึ้นมา รีบโอบเสาใกล้ตัว ก้มลงกุมท้องเอาไว้ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“แย่แล้ว แย่แล้ว เสี่ยวเอ้อร์! เสี่ยวเอ้อร์! ห้องส้วมอยู่ที่ใด รีบพาข้าไปที!” เขาร้องออกมาอย่างร้อนรน
เสี่ยวเอ้อร์รีบเข้ามาชี้ทางให้ หลิวจี้กุมท้องไปพลางกล่าวขอโทษฝานซิ่วไฉไปพลาง
“พี่ฝาน พวกท่านไปก่อนเถอะแล้วข้าจะตามไปทีหลัง อ๊า ทนไม่ไหวแล้ว เร็วๆๆ!”
เสี่ยวเอ้อร์กลัวว่าเขาจะปล่อยของเสียไว้หน้าประตูร้านตนจึงรีบเร่งฝีเท้า พอเห็นเขาเดินเซไปเซมา ก็ย้อนกลับมาพยุง ทั้งสองพุ่งตรงไปยังลานหลังร้าน ก่อนจะมีเสียงร้องโหยหวนดังมาจากที่ไกลๆ
“โธ่เอ๊ย! กางเกงของข้า กางเกงของข้า…”
บัณฑิตที่ยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมพากันขมวดคิ้วแน่นราวกับว่าอากาศรอบตัวเริ่มมีกลิ่นแปลกประหลาด พวกเขารีบยกมือขึ้นปิดจมูก ขณะค้อมตัวให้ฝานซิ่วไฉ ก่อนพากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้บีบจมูกตัวเอง นั่งอยู่ในห้องส้วมอย่างอดทนถึงสองเค่อเต็มๆ ก่อนจะออกมา เรื่องท้องเสียทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโกหก
เขาสร่างเมาแล้ว ระหว่างทางเดินกลับไปยังสำนักศึกษา เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็รู้สึกหวาดหวั่นจนขนลุก
ตอนที่ 139: เปี่ยมไปด้วยความภักดีและความกล้าหาญ
หลิวจี้เป็นเพียงคนเกียจคร้าน แต่หาใช่คนโง่ไม่ การดื่มเหล้าเอาใจผู้อื่นย่อมทำได้
แต่การพนันน่ะหรือ? นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันทำเด็ดขาด!
แล้วยังเงาหลังนั้น ใช่ฉินเหยาหรือไม่กันแน่?
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ หลิวจี้ก็นอนไม่หลับตลอดคืน
ยิ่งเมื่อตื่นเช้าในวันถัดมา เขาก็ไปหาสารถีเพื่อขอค่าใช้จ่ายแต่กลับไม่ได้แม้แต่เหวินเดียว ความกังวลที่กดทับอยู่พลันปะทุออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
โชคดีนักที่เขายังมีเงินส่วนตัวอยู่บ้าง อย่างน้อยก็พอจะประคองตัวไปได้อีกครึ่งเดือน
ฝานซิ่วไฉไม่เรียกหาเขาอีกเลย เขาถูกขับออกจากวงสังคมของคนพวกนั้นอย่างสิ้นเชิง
หลังจากนั้น หลิวจี้ก็ส่งจดหมายกลับบ้านหลายฉบับทว่ากลับไม่มีแม้แต่ฉบับเดียวที่ได้รับการตอบกลับ
ทุกค่ำคืนที่เงียบสงัด หลิวจี้มักรู้สึกอ้างว้างราวกับว่าตนเองถูกทั้งโลกทอดทิ้ง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนอนไม่หลับติดกันหลายคืน เพียงไม่กี่วันร่างกายก็ซูบผอมซีดเผือด ราวกับตัวละครในนิทานที่ถูกปีศาจดูดกลืนพลังชีวิตจนเหือดแห้ง ทำให้ฝานซิ่วไฉ และพรรคพวกพากันตกใจไม่น้อย
พวกตนก็แค่ไม่พาเขาไปเที่ยวเล่นด้วยเท่านั้นเอง ต้องเป็นถึงขนาดนี้เลยหรือ
จดหมายอีกฉบับถูกส่งมาจากสำนักศึกษาในอำเภอและถูกส่งต่อมายังเรือนเก่าตระกูลหลิว
นางจางเป็นผู้รับจดหมาย แต่เพราะนางอ่านหนังสือไม่ออกเลยแม้แต่ตัวเดียว จึงต้องนำไปถามเอ้อร์หลางซึ่งกำลังเล่นอยู่ใต้ชายคากับจินเป่าและจินฮวา
เอ้อร์หลางเหลือบมองแวบหนึ่งก่อนกล่าวว่า “อ้อ นี่เป็นจดหมายจากสำนักศึกษาที่ท่านพ่อส่งมาให้ท่านแม่น่ะ”
นางจางพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยส่งให้แม่เจ้าพร้อมกันทีหลัง”
เอ้อร์หลางไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยสักนิด เขายังคงเล่นต่อสู้โดยใช้กิ่งไม้เป็นอาวุธกับจินเป่าและจินฮวาต่อไป
นางจางส่ายหัวอย่างจนใจ ก่อนเดินเข้าไปในเรือน และวางจดหมายฉบับใหม่นี้รวมกับจดหมายอีกสองฉบับที่ส่งมาเมื่อสองวันก่อนหน้า
สองวันก่อน ฉินเหยาพาต้าหลางขึ้นเขาไปแล้ว จดหมายนี้จึงต้องรอให้พวกเขาแม่ลูกกลับมาก่อนจึงจะเปิดได้
เอ้อร์หลางและคู่แฝดชายหญิงถูกฉินเหยาส่งมาที่เรือนเก่า ทว่าในยามค่ำคืน นางเหอหรือหลิวเฝยจะพาพวกเขาทั้งสามกลับไปนอนบ้าน
ไก่และม้าในบ้านต้องช่วยกันให้อาหาร อีกทั้งต้องตรวจสอบกลอนประตูให้แน่นหนา เพื่อป้องกันพวกมือไวที่มาแอบลักขโมย
นางเหอไม่เคยเข้าใจความคิดของฉินเหยาเลย นางจะขึ้นเขาก็ขึ้นไปเถิด แต่พาเด็กไปด้วยทำไมกัน
ต้าหลางเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน เด็กชายวัยเพียงเก้าขวบจะออกล่าสัตว์ได้หรือ
ทุกครั้งที่เอ้อร์หลางได้ยินท่านป้าใหญ่บ่น เขาก็จะคอยแก้ต่างแทนเสมอว่า “ท่านแม่พาพี่ใหญ่ไปฝึกฝนในสถานการณ์จริง คราวนี้ไม่ได้ไปล่าสัตว์ เป็นเพียงแค่การฝึกฝนเท่านั้น”
แน่นอน หากล่าได้ ท่านแม่บอกว่าจะนำกลับมาเพิ่มอาหารมื้อพิเศษให้พวกเขาด้วย~
เอ้อร์หลางและคู่แฝดมั่นใจในความสามารถด้านการต่อสู้ของท่านแม่ของตน ดังนั้นคราวนี้พอฉินเหยาต้องออกจากบ้านเข้าป่า พวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน
แต่ต้าหลางที่อยู่บนเขานั้น จิตใจเริ่มจะรับไม่ไหวเสียแล้ว
วันนั้น ฉินเหยากลับมาจากตัวอำเภอ ให้อาหารม้าเสร็จแล้วบอกเขาว่า “เตรียมตัวให้ดี มะรืนนี้เราจะขึ้นเขา”
ต้าหลางตื่นเต้นจนคว้ามีดพร้าขึ้นมาผ่าฟืนในห้องเก็บฟืนเสียงดังตึงตัง จนกระทั่งความตื่นเต้นจางลง เขาก็เริ่มเตรียมการทันที
“เมื่อขึ้นเขาไปแล้ว การลงมาไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเตรียมหินจุดไฟและเครื่องครัวให้พร้อม ยังมีกระบอกไม้ไผ่ สิ่งของกันหนาวและของจำเป็นอื่นๆ สุดท้ายจึงค่อยเป็นอาวุธของเจ้า”
“ของมีมาก แต่กำลังมีจำกัด ดังนั้นจึงต้องลดแล้วลดอีก เอาไปเพียงสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น”
ฉินเหยาสอนเขาทีละขั้นตอนว่าควรเตรียมเสบียงขึ้นเขาอย่างไร หม้อนั้นต้องนำไปด้วย เพราะแหล่งน้ำบนเขาอาจไม่สะอาดเสมอไป หากต้มให้เดือดก่อนดื่มก็จะช่วยลดโอกาสท้องเสียได้มาก
อาหารสุกยังสามารถฆ่าปรสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้ได้อาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการ
บนเขาความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนสูง โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ กลางวันร้อน กลางคืนเย็น ยามเช้ามีหมอกน้ำค้าง ดังนั้นเสื้อผ้าที่สามารถคลุมได้ทั้งตัวและสวมใส่ง่ายจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเตรียมเสบียงสำหรับการอยู่รอดเรียบร้อยแล้วจึงค่อยตรวจสอบอาวุธ
ก่อนอื่นต้องเตรียนลูกธนูและลูกกระสุนให้เพียงพอ
พกมีดพร้าและกริชติดตัวไว้ อันหนึ่งใช้สำหรับเปิดทาง อีกอันหนึ่งใช้ป้องกันตัว
เชือกที่แข็งแรงก็เป็นของจำเป็นเช่นกัน ใช้สำหรับมัดเหยื่อและอาจช่วยชีวิตในช่วงเวลาสำคัญได้
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วสองแม่ลูกก็สะพายห่อสัมภาระคนละใบขึ้นเขาไปภายใต้สายตาเปี่ยมด้วยความคาดหวังของต้าหลาง
ครึ่งชั่วยามแรกของการขึ้นเขาเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุด ต้าหลางสะพายห่อสัมภาระหนักกว่าสิบจิน แล้ววิ่งนำไปตลอดทาง
บริเวณรอบนอกมีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ ต้นไม้ขึ้นห่างกัน ทำให้เดินสะดวก
อีกทั้งมีชาวบ้านเข้าออกอยู่เสมอ จนเกิดเป็นเส้นทางชัดเจน เพียงแค่เดินตามทางก็พอ
เด็กที่ขึ้นเขาครั้งแรกยังไร้เดียงสา คิดว่าเส้นทางข้างหน้าคงเป็นแบบนี้ตลอด ยังไม่รู้ถึงความยากลำบากที่แท้จริง
ดังนั้น เมื่อกำแพงหนาทึบของเถาวัลย์ หญ้าป่าและกิ่งไม้นานาชนิดขวางอยู่เบื้องหน้า ปฏิกิริยาแรกของต้าหลางก็คือหันไปบอกฉินเหยาว่า
“ท่านน้า พวกเราคงเดินผิดทางแล้วกระมัง ที่นี่ไม่มีทางเดินเลย”
ฉินเหยายิ้มพลางเดินไปข้างหน้า ยกมีดพร้าขึ้นฟันเถาวัลย์และหญ้าป่าที่เติบโตจนพันแน่นในรอบปี จากนั้นก้มตัวมุดเข้าไป
“ตามข้ามา ปิดผ้าคลุมหน้าไว้ อย่าให้แมลงพิษกัดเจ้า” นางกำชับก่อนเดินลึกเข้าไปอีกสองถึงสามเมตร
ดวงตาของต้าหลางเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงผ้าคลุมหน้าที่พันคออยู่ขึ้นมาปิดใบหน้าครึ่งล่าง จากนั้นก็แหวกกิ่งไม้หักตรงหน้าแล้วเดินตามเข้าไป
ไม่รู้ว่าเดินเช่นนี้มานานเท่าใด ทัศนวิสัยพลันมืดมัวลง ต้าหลางสะดุ้งตกใจทุกครั้งเพราะเสียงร้องประหลาดที่ดังขึ้นเป็นระยะข้างหู
จู่ๆ พื้นใต้เท้าก็ลื่นไถล ทำให้ร่างเขาล้มลงอย่างฉับพลันต้องรีบยื่นมือออกไปค้ำยันพื้นไว้ จึงไม่ถึงกับล้มไปทั้งตัว
เดี๋ยวก่อน… ใต้ฝ่ามือเล็กๆของเขา จู่ๆก็รับรู้ได้ถึงสัมผัสเย็นลื่นแปลกประหลาด
ต้าหลางขนลุกซู่ไปทั้งศีรษะ “ท่านน้า!!!”
ฉินเหยาหมุนตัวกลับมาอย่างว่องไว พุ่งตัวลงมาในชั่วพริบตา มือข้างหนึ่งคว้าตัวเด็กชายขึ้นจากพื้น มืออีกข้างหนึ่งเงื้อมีดพร้าฟันออกไปดุจสายฟ้า เห็นเพียงแสงสีเงินวาบผ่านไป งูสีดำลำตัวกว้างราวสองนิ้วตัวหนึ่งถูกฟันจนขาดสองท่อน ห้อยลงมาจากกิ่งไม้เหนือศีรษะ
หางงูห้อยลงมากวาดผ่านแก้มของต้าหลางไปเบาๆ เด็กชายที่อยู่ในอ้อมแขนฉินเหยาถึงกับกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว
“งูนี่ช่างโชคร้ายจริง นอนหลับอยู่ดีๆ ในรังกลับถูกเจ้าใช้มือฟาดจนรังพัง”
ฉินเหยาพยายามพูดติดตลกเพื่อให้เด็กชายผ่อนคลายลง ทว่ากลับไม่ได้ผลเลย
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทุกครั้งที่ต้าหลางต้องมุดผ่านพงหญ้า เขาจะเบิกตากว้าง คอยสังเกตพื้นและรอบด้านเสมอ ไม่มีวันเดินตามฉินเหยาอย่างไร้กังวลเหมือนก่อนอีก
งูดำได้ทิ้งเงามืดบางอย่างไว้ในใจของต้าหลางแล้ว
แม้ฉินเหยาจะย้ำกับเขาหลายครั้งว่า งูตัวนั้นไม่มีพิษ และในฤดูกาลนี้ งูจะเคลื่อนไหวเชื่องช้าและไม่ออกจากโพรงง่ายๆ
แต่ตราบใดที่เห็นวัตถุสีดำเป็นเส้นยาว ต้าหลางจะหยุดชะงักทันทีแม้จะอยู่ไกล จากนั้นจึงตรวจสอบให้แน่ใจจึงกล้าเดินต่อไป
เมื่อฉินเหยาเห็นเช่นนี้จึงเหลากิ่งไม้ยาวให้หนุ่มน้อยอันหนึ่ง “นี่เรียกว่าตีให้งูตื่น ตีลงไปก่อนให้งูตกใจหนีไปก่อนก็ไม่เป็นไรแล้ว”
ดังนั้นไม้ท่อนนี้จึงกลายเป็นยันต์ป้องชีวิตในใจของต้าหลางไป
เวลากินต้องกอดไว้ เวลาพักก็ต้องกอดไว้ ตอนกลางคืนเมื่อสองแม่ลูกนอนอยู่ในถ้ำบนเขาก็ยังต้องกอดไว้
แม้แต่เวลาจะไปห้องส้วม ก็ยิ่งต้องกอดไว้!
ฉินเหยาเห็นแล้วก็คิดว่า แบบนี้ไม่ได้การ งูตัวเล็กแค่นี้ยังทำให้เขาหวาดกลัวถึงเพียงนี้ หากเจอพวกสัตว์เลื้อยคลานไร้ขนที่ดูน่าขยะแขยงกว่านี้ หรือแมลงขนาดมหึมา แล้วจะยังล่าสัตว์ได้หรือไม่
ฉินเหยาจำไม่ได้แล้วว่า เริ่มแรกนั้นนางก้าวข้ามความกลัวที่มีต่อสัตว์เลื้อยคลานในป่าไปได้อย่างไร แต่สิ่งที่นางรู้ก็คือ ความหวาดกลัวส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากความไม่รู้
ดังนั้น นางจึงตัดสินใจหยุดพักที่จุดตั้งค่ายในถ้ำบนเขาสองวันแล้วพาหนุ่มน้อยผู้ถือไม้ไปแทงรังงูที่อยู่ใกล้ๆ แล้วค่อยๆผ่าดูทีละตัว อธิบายให้เขาฟังว่างูชนิดใดมีเขี้ยวพิษ งูชนิดใดชอบล่ากบและหนู
หรือบางครั้งก็ลากงูหลามขนาดเท่าแขนผู้ใหญ่ออกมา ผ่าออกเป็นแปดท่อน แล้วบอกว่าพวกมันใช้ร่างรัดเหยื่อให้ตายก่อนจะกลืนลงท้องทั้งตัว
เมื่อเห็นสีหน้าของต้าหลางค่อยๆสงบลง ฉินเหยาก็ลอบยินดีในใจ
แต่กลับไม่รู้ว่าเด็กนั้นได้ตกใจจนสมองทึ่มทื่อไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าแม่เลี้ยงยังคิดจะพาเขาไปแทงรังงูที่ใหญ่กว่านี้อีก คืนที่สามของการขึ้นเขา ต้าหลางก็ตัดสินใจโยนไม้สำหรับตีงูทิ้งแล้วกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“ท่านน้า ข้าไม่กลัวแล้ว พวกเราไปต่อเถอะ”
ตอนนี้ทั่วร่างของเขา ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว นอกจากความกล้าหาญ!
ตอนที่ 140: ไม่เกลี้ยกล่อม
ต้าหลางดูเหมือนจะข่มความหวาดกลัวต่อป่าได้แล้วจริงๆ แต่ก่อนก้าวขาแทบไม่ออก ตอนนี้กลับเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ฉินเหยาหันกลับไปมอง เห็นแววตาแน่วแน่บนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนของต้าหลาง ความภาคภูมิใจก็พลันเอ่อล้น ดูเหมือนว่าวิธีการสอนของนางจะได้ผลไม่น้อย
ต้าหลางรู้สึกได้ถึงสายตาของแม่เลี้ยงจึงเงยหน้าขึ้นส่งยิ้ม ‘เข้มแข็ง’ ให้นาง สองแม่ลูกราวกับแมวป่าสองตัว พลิ้วไหวไปทั่วภูเขาอย่างอิสระ
ฉินเหยาต้องไปหาถ้ำที่นางเคยอาศัยอยู่เมื่อปีที่แล้ว ทว่าก่อนหน้านี้เสียเวลาไปสองวันกับการรบกวนรังงูทั่วป่าจึงเริ่มสับสนกับทิศทาง ตอนนี้ต้องหาทางใหม่อีกครั้ง
นี่คือบทเรียนที่สองที่ฉินเหยาสอนต้าหลางถึงการหาทิศทางในป่าที่ปกคลุมด้วยพืชพันธุ์แน่นหนาและยอดต้นไม้ที่บดบังแสงอาทิตย์
ยังสอนอีกว่าหากหลงทาง จะช่วยเหลือตนเองและเอาตัวรอดได้อย่างไร
ฉินเหยาบอกต้าหลางว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือรักษาชีวิตให้ปลอดภัย หากหาทิศทางไม่เจอจริงๆ ให้มองหาต้นน้ำ…”
อิงตามคำพูดของฉินเหยา อยู่ในป่าไม่มีทางอดตาย อย่างมากก็แค่กลายเป็นคนป่าเท่านั้นเอง
จิตใจน้อยๆของต้าหลางได้รับการกระทบกระเทือนเล็กๆอีกครั้ง แม่เลี้ยงของเขามีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งจนชวนให้คนเลื่อมใสจริงๆ
สองแม่ลูกเดินฝ่าพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพงหญ้ารกชัฏ ในที่สุดก็มาถึงส่วนลึกของป่า
แม้บริเวณนี้จะยังมีหญ้ารกอยู่มาก แต่เพราะอุณหภูมิแตกต่าง หญ้าจึงขึ้นไม่แน่นหนานัก ทำให้สามารถเดินตัวตรงได้
ฉินเหยานำต้าหลางค้นหาแหล่งน้ำและให้เขาหยิบหนังสติ๊กออกมา หากพบสัตว์ขนาดเล็ก ให้ลงมือทันที!
หลังจากสองวันที่ใช้เวลาแสนน่าเบื่อไปกับการรบกวนรังงู วันนี้กิจกรรมนี้ก็ปลุกความตื่นเต้นของต้าหลางขึ้นมาในทันที
มีเด็กหนุ่มสาวคนไหนบ้างที่ไม่เคยฝันอยากออกเดินทางท่องโลกพร้อมกระบี่เล่มหนึ่ง?
ทันทีที่เห็นเหยื่อ ต้าหลางก็อดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนออกมา ก่อนจะถูกฉินเหยาฟาดเข้าที่ท้ายทอยหนึ่งฉาด “เงียบ!”
เจ้าเด็กนี่ เจ้าจะมาล่าสัตว์หรือขู่สัตว์เล็กกันแน่?
ต้าหลางร้องโอ้พลางลูบศีรษะ นี่เป็นครั้งแรกในความทรงจำที่เขาถูกแม่เลี้ยงตี
แต่แปลกนัก เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยกลับรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำ หากถูกตีอีกสักสองสามครั้งก็คงไม่เป็นไร เช่นเดียวกับที่ท่านแม่เคยทำ
ฉินเหยาพบกระรอกตัวเล็กตัวหนึ่ง นางรีบดึงหนังสติ๊กของตนขึ้น แต่พอหันกลับมาจะเรียกต้าหลางกลับพบว่าเขากำลังจ้องนางตาค้าง นางขมวดคิ้วเตือน มองไปข้างหน้าสิ อย่ามองข้า!
ต้าหลางได้สติ ถอนหายใจแผ่วเบา จากนั้นตั้งสมาธิเต็มที่เพื่อเรียนรู้วิธีล่าสัตว์จากนาง
ก่อนหน้านี้ฉินเหยาเคยพาต้าหลางล่านก แต่นกพวกนั้นเดิมก็โง่เขลา ถึงส่งเสียงก็ไม่บินหนี อีกเดี๋ยวก็บินกลับมาใหม่จึงไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย
แต่ในป่าลึก สถานการณ์นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เหยื่อไม่ได้วิ่งไปทั่วอย่างอิสระ พวกมันมีความน่าเกรงขามโดยธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่พวกมันจะหลบซ่อนในเวลากลางวันและออกหากินในเวลากลางคืน ยากนักจะพบเห็นตอนกลางวัน
แต่เมื่อถึงยามเย็น หากซุ่มรอใกล้แหล่งน้ำก็จะเห็นสัตว์หลากหลายชนิดมารวมตัวกัน
ต้าหลางถือกระรอกตัวเล็กที่ฉินเหยาจับได้เป็นๆ และตบให้สลบขึ้นมา กระรอกตัวนี้มีลักษณะพิเศษ บนหางมีขนสีขาวเส้นหนึ่ง หน้าผากก็มีปอยขนขาว ดูน่ารักเป็นพิเศษ
ดังนั้นฉินเหยาจึงจับมันเป็นๆ ตั้งใจจะนำกลับไปขายเป็นสัตว์เลี้ยง
ต้าหลางรู้สึกสงสารเจ้าตัวเล็กนี้ ฉินเหยาให้เขาถือไว้ แต่เขากลับกอดมันไว้แนบอก
เด็กน้อยยังไม่เคยเห็นการล่าสังหารจริงๆ ฉินเหยาจึงไม่ได้รีบตำหนิความใจอ่อนของเขา
สองแม่ลูกซุ่มอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ใกล้แหล่งน้ำ คอยสังเกตสัตว์หลากหลายที่ปรากฏตัวอยู่บริเวณนั้น
สัตว์ร้ายขนาดใหญ่ยังไม่ปรากฏตัว โดยปกติพวกมันจะออกมาหลังพลบค่ำ ตอนนี้สิ่งที่ใหญ่ที่สุดริมลำธารก็คือกวางลายจุดสองตัว
ต้าหลางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย มือข้างหนึ่งกอดเจ้ากระรอกตัวเล็กไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งพยายามใช้สัญญาณมือที่เพิ่งเรียนรู้จากฉินเหยาอย่างเก้ๆกังๆ
นี่คือรหัสลับที่นายพรานใช้สื่อสารกันในป่า เขากำลังถามนางว่าล่าสองตัวนั้นได้หรือไม่
ฉินเหยาโบกมือ บริเวณแหล่งน้ำแห่งนี้มิใช่สถานที่ล่าที่ดีที่สุด เว้นแต่เจ้าจะอยากล่าได้เพียงครั้งเดียว
ไม่เช่นนั้นจะทำให้สัตว์ใหญ่ตัวอื่นตื่นตัวและเกิดความระแวดระวังจนไม่กลับมาที่นี่อีกเป็นเวลานาน
ต้าหลางพยักหน้าด้วยความเสียดาย แสดงให้เห็นว่าเข้าใจแล้ว
แต่เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่มีทีท่าจะลงมือ เขาก็อดไม่ได้ที่จะทำมือถามอีกครั้งว่า ‘วันนี้พวกเราจะไม่ล่าต่อแล้วหรือ’
มีเพียงเจ้ากระรอกตัวเล็กนี้ ไม่ใช่ว่าน้อยเกินไปหรือ
ฉินเหยาเตือนเขาว่าอย่าลืมเป้าหมายแรกเริ่ม การฝึกฝนคือวัตถุประสงค์หลักของการเข้าป่าครั้งนี้
พื้นฐานยังไม่คล่องก็อยากจะพุ่งชนแล้วหรือ
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่มีท่าทีจะพาตนลงมือล่า ต้าหลางก็พยักหน้าอย่างเสียดายอีกครั้ง
แต่ประกายสนใจในดวงตากลับมิได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย
ฉินเหยาคิดในใจ โดยปกติคนหนุ่มสาวก็มักไม่เชื่อฟังคำเตือนอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาลองด้วยตนเองเถอะ
นางโบกมือเรียกเด็กน้อย ชี้ไปที่กวางลายจุดตัวหนึ่งที่กำลังเดินแยกออกไป จากนั้นหยิบกระรอกในอ้อมแขนของเขามาแล้วตบอีกครั้งให้มันสลบต่อ
ต้าหลางหายใจแรงขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะทะลักออกมา
ฉินเหยาพยักหน้า ต้าหลางก็รีบไถลลงจากต้นไม้ ย่อตัวลงต่ำ แล้วติดตามรอยเท้าของกวางลายจุดไปทันที
ก่อนหน้านี้ได้เรียนรู้วิธีติดตามเหยื่อมาแล้ว ต้าหลางจึงแอบติดตามกวางลายจุดตัวนั้นจากระยะไกล เห็นมันไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย หัวใจของเขาพลันเต้นระรัวด้วยความยินดี
เมื่อเห็นกวางลายจุดเดินไปหยุดที่พุ่มไม้ซึ่งเต็มไปด้วยผลไม้ป่า เริ่มกินผลไม้โดยไม่ทันสังเกตถึงการมาถึงของเขา ต้าหลางก็ค่อยๆยืดตัวตรง หยิบลูกธนูจากกระบอกธนูบนหลังขึ้นมาแล้วขึ้นสายธนู
ท่าน้าวสายธนูของต้าหลางเป็นไปตามแบบแผน การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่าตอนอยู่ที่บ้านเขาฝึกฝนโดยไม่อู้เลยแม้แต่น้อย
ก่อนปล่อยลูกธนู ต้าหลางกวาดตามองหาฉินเหยา ต้องการกำลังใจจากนาง
แต่เมื่อมองไปรอบๆ เขากลับไม่พบแม้แต่เงาของนาง
เสียงร้องเลียนแบบนกพลันดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นสัญญาณจากฉินเหยาเตือนให้เขารู้ว่านางอยู่ข้างหลัง ไม่ต้องหวาดกลัว
หลังจากเสียงนกร้องเงียบลงก็เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงกวางลายจุดกัดกินผลไม้
ต้าหลางตกตะลึง พบว่าแม่เลี้ยงกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัว หากนางไม่ส่งเสียง เขาแทบไม่อาจรับรู้ถึงการมีตัวตนของนางได้เลย
หากเขามีความสามารถเช่นนี้บ้าง เช่นนั้นเขาจะสามารถล่าหมีดำตัวใหญ่ได้หรือไม่
ต้าหลางสูดลมหายใจเข้าแผ่วเบาที่สุด เล็งไปที่ลำคอของกวางลายจุดแล้วปล่อยสายธนู
เสียงฟิ้วดังขึ้น ลูกธนูพุ่งผ่านใบไม้ ส่งเสียงแผ่วเบาออกมา
กวางลายจุดนั้นมีประสาทหูว่องไวเพียงใดกัน
มันหันหัวแล้วพุ่งหนีในทันที ลูกธนูเฉียดผ่านเขาของมันไป แต่ไม่โดนเป้าหมาย
อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น!
ต้าหลางทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด รีบดึงลูกธนูดอกที่สองมาขึ้นสาย ก่อนพุ่งตัวออกจากที่ซ่อน แล้วยิงไปยังสะโพกของกวางลายจุดอย่างรีบร้อน
ตามคาด แม้แต่ขนของกวางลายจุดก็ยังไม่ได้แตะโดน
แต่เหยื่ออยู่ตรงหน้า จะปล่อยให้หลุดมือไปได้เช่นไร
ต้าหลางหยิบหนังสติ๊กที่ตนถนัดที่สุดออกมาแล้ววิ่งไล่ตามไปด้วยความรวดเร็ว
แต่ทันใดนั้น กวางลายจุดที่กำลังวิ่งอยู่ข้างหน้าพลันร้องเสียงแหลมแล้วหันหัวกลับทันที
ต้าหลางกำลังรู้สึกแปลกใจ เงาร่างสีน้ำตาลขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากพุ่มหญ้าแล้วกระโจนเข้ามา!
จบตอน
Comments
Post a Comment