ตอนที่ 141: หัวเสือ
“โฮก!” เสียงคำรามของเสือดังก้องไปทั่วผืนป่า
ด้วยความแตกต่างของพละกำลังมหาศาล กวางลายจุดไม่มีแม้แต่โอกาสจะต่อต้าน เพียงพริบตามันก็ถูกเสือกระโจนเข้าใส่และถูกกดลงบนพื้นอย่างแน่นหนา
ปากกว้างราวกับอ่างเลือดอ้าออก ก่อนจะขย้ำเข้าที่ลำคอกวางลายจุด ฉีกหนังและเนื้อชิ้นใหญ่ออกมาจนเลือดสาดกระเซ็น!
ต้าหลางยืนอยู่ห่างจากเสือและกวางไม่ถึงสิบเมตร หยดเลือดกระเซ็นมาโดนหางตา ความหวาดกลัวแล่นไปทั่วร่าง เลือดในกายเย็นเฉียบ ตัวแข็งทื่อไม่อาจตอบโต้
เสือกัดเหยื่อจนตายก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำกลมขนาดใหญ่จับจ้องไปยังมนุษย์แปลกหน้าตรงหน้า
ด้วยสัญชาตญาณต้องการปกป้องอาหาร อีกทั้งในสายตาของสัตว์แล้ว ผู้ที่ตัวเล็กกว่าย่อมอ่อนแอและรังแกได้ มันจึงกระโจนขึ้นแล้วพุ่งตรงไปยังต้าหลางในทันที
เสือตัวนี้มีลำตัวยาวถึงสามเมตร หากยืนเทียบกันในแนวดิ่งมันก็สูงกว่าต้าหลางเสียอีก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรขนาดมหึมาเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหนูเจอช้าง
ระยะทางสั้นเกินไป เสือพุ่งมาถึงศีรษะต้าหลางภายในพริบตา อุ้งเท้าที่ซ่อนพลังอันมหาศาลเอาไว้นั้นดูแล้วเหมือนเพียงตวัดเบาๆ แต่หากโดนเข้าเพียงครั้งเดียว ด้วยร่างกายบอบบางของต้าหลาง หากไม่ตายก็คงพิการ
“ข้าบอกแล้วว่าข้าอยู่ข้างหลัง เจ้าไม่ต้องกลัว”
เสียงราบเรียบของฉินเหยาดังขึ้นข้างหู นางคว้าตัวต้าหลางที่กำลังตื่นตระหนกจนตัวแข็งทื่อออกมา ก่อนเหวี่ยงหมัดหนักๆเข้าที่คางเสือตัวนั้น!
นางในตอนนี้ หาใช่หญิงสาวที่ถูกความหิวโหยและความหนาวเหน็บทรมานจนอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเมื่อปีก่อนอีกต่อไป
ฉินเหยาที่ฟื้นฟูร่างกายมาตลอดหนึ่งปี พละกำลังในการต่อสู้พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด สัตว์และพืชกลายพันธุ์ในวันสิ้นโลกยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง นับประสาอะไรกับเสือธรรมดา.ธรรมดาตัวหนึ่ง?
หมัดของนางซัดเข้าที่ตัวเสือซึ่งกำลังพุ่งเข้าหาต้าหลางจนกระเด็น มันกลิ้งหลุนๆตกลงบนพื้น ก่อนจะลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ดวงตาเสือเผยความประหลาดใจที่ดูแล้วแทบจะเหมือนกับมนุษย์
ราวกับมันไม่เข้าใจว่าเหตุใดมนุษย์ที่ตัวเล็กกว่ามันมากผู้นี้ถึงสามารถซัดมันจนกระเด็นได้
เมื่ออยู่ในป่าเสือนั้นไร้คู่ต่อกร มันเกิดมาพร้อมกับความโอหัง หมัดทรงพลังของฉินเหยา ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้มันล่าถอย ตรงกันข้าม มันกลับเข้าใจผิดคิดว่านางคือศัตรูที่มาช่วงชิงเหยื่อ จึงเปิดฉากจู่โจมฉินเหยาอย่างดุเดือด
มันลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนพุ่งเข้ามาสองก้าวตวัดอุ้งเท้าออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อทดสอบฉินเหยา อุ้งเท้าตะปบผ่านไปหลายครั้ง ทว่าฉินเหยากลับหลบหลีกได้ทั้งหมด
แต่เมื่อนางชักดาบใหญ่ที่คาดอยู่ตรงเอวออกมา อุ้งเท้าเสือที่พุ่งเข้ามาหยั่งเชิงก็พลันปรากฏบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกในทันที
เสือทั้งเจ็บทั้งโกรธ มันคำรามเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนแก้วหูของฉินเหยาเจ็บแปลบเป็นระลอก
“หนวกหูนัก!” ฉินเหยาตวาดลั่น เดิมทีนางยังลังเลว่าจะจัดการจบชีวิตอีกฝ่ายเลยดีหรือไม่ ตอนนี้นางกลับยกดาบขึ้นบุกเข้าสังหารอย่างไม่ลังเลแล้ว
ส่วนเรื่องจะเก็บเสือไว้ให้บุตรชายฝึกฝีมือนั้น แม้เสือตัวนี้ตายไปก็ยังมีสัตว์อื่นให้ฝึกอีก ไม่ต้องรีบร้อน
เสือสามารถเป็นเจ้าแห่งพงไพรได้ก็เพราะมันเกิดมาพร้อมกับพละกำลังมหาศาล เพียงอุ้งเท้าเดียวฟาดลงมาก็สามารถบดขยี้กะโหลกของเจ้าให้แหลกละเอียดได้
แต่ฉินเหยากลับแข็งแกร่งยิ่งกว่ามัน ในมือยังมีอาวุธ เพียงเผชิญหน้ากันไม่ถึงสามกระบวนท่า เสือก็รับรู้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของนาง มันไม่ลังเลอีกต่อไป ความโอหังที่เคยมีสลายหายไปสิ้น รีบหันหลังแล้ววิ่งหนีทันที
ตอนนี้มันเลือกวิ่งหนี สิ่งที่สูญเสียไปก็แค่กวางลายจุดตัวหนึ่ง
แต่หากมันชักช้ากว่านี้อีกหน่อย สิ่งที่ต้องสูญเสียก็คือชีวิตของมันเอง!
ฉินเหยายกเท้าไล่ตาม แสยะยิ้มบ้าคลั่ง “คิดจะหนีหรือ สายไปแล้ว!”
ปีที่แล้วยังหาเสือไม่พบ ปีนี้เพิ่งเข้าป่า ยังไม่ทันได้ออกตามหา เสือก็โผล่มาถึงที่ แล้วจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
ดังนั้น ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของต้าหลาง เขาเห็นเพียงแม่เลี้ยงของตนวิ่งขนาบคู่ไปกับเสือ ไล่ต้อนกันไปเรื่อยๆ ก่อนที่นางจะตวัดดาบออกไป เสียง ฉัวะ พลันดังขึ้น หัวของเสือหลุดออกจากร่างกำยำของมันทันที
ใช่แล้ว… หัวทั้งหัวของมันขาดกระเด็น
ตุบ! เสียงกระแทกดังลั่น ร่างของเสือไร้ซึ่งการควบคุมล้มลงกับพื้นทันที เลือดสีแดงพุ่งกระจายราวเสาน้ำพุ เปลี่ยนป่าทั้งผืนให้กลายเป็นหมอกโลหิต
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก ยิ้มพลางเดินไปข้างหน้า เมินหัวเสือที่กลิ้งอยู่ ก่อนจะเก็บดาบของตนขึ้นมา
“ชิ ดาบทื่อซะแล้ว”
ฉินเหยาสะบัดดาบเช็ดเศษเนื้อและเลือดออก ก่อนเดินไปยังหัวเสือ เตะมันให้พลิกกลับมาประจันหน้า ดวงตาของเสือในตอนนี้เปลี่ยนเป็นหม่นหมองไร้ชีวิต
เสียงฝีเท้าเล็กๆดังมาจากด้านหลัง ฉินเหยาหันไปมอง เป็นต้าหลางนั่นเอง
เขามองร่างของเสือที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นและหัวเสือที่กลิ้งอยู่ พลางพึมพำว่า “หนังเสือเสียหมดแล้ว”
ฉินเหยาเห็นว่าเขาไม่ได้ตกใจจนเสียสติก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดี นางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะของนางดังก้องไปทั่วทั้งป่า สะท้อนกังวานจนสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างตกใจ พากันแตกฮือหนีออกไปจากพื้นที่อันตรายแห่งนี้
ต้าหลางเงยหน้ามองสตรีตรงหน้าที่เหยียบหัวเสือไว้ใต้เท้า เห็นนางหัวเราะจนน้ำตาไหลพราก ริมฝีปากของเขาก็เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว แม่เลี้ยงของเขาคือคนที่เก่งกาจที่สุดที่เขาเคยพบมา!
ฉินเหยาเตะหัวเสือไปตรงหน้าต้าหลาง “นี่ให้เจ้า”
ในเมื่อหนังเสือทั้งตัวใช้ไม่ได้แล้ว เก็บหัวเสือไว้เป็นที่ระลึกก็ดีเหมือนกัน
กลิ่นคาวเลือดกระจายไปทั่ว หัวเสือชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ต้าหลางกลั้นหายใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบใช้ถุงผ้ากระสอบห่อเก็บไว้อย่างดีใจ
มองดูร่างเสือและกวางลายจุดที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วก่อนจะนวดหว่างคิ้วอย่างปวดหัว “เดิมทีข้าคิดจะพาเจ้ามาอยู่ฝึกอีกสักหลายวัน แต่แบบนี้คงไม่ได้แล้ว จำต้องลงเขาก่อนกำหนด”
ต้าหลางไม่ได้รู้สึกเสียดาย เขากล่าวอย่างจริงจังว่า “ท่านน้า เรื่องที่ข้าได้เรียนรู้ในช่วงหลายวันนี้ ก็เพียงพอให้ข้าฝึกฝนไปอีกนานแล้ว”
หลังจากลงเขา เขาจะต้องทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้อย่างละเอียดและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้
ฉินเหยามองเขาด้วยแววตาสนใจ นับว่าเป็นเด็กที่รู้จักตนเอง ไม่โลภมาก ตั้งใจเรียนรู้ไปทีละขั้น ไม่เลวเลย ไม่เลวเลยจริงๆ
สองแม่ลูกช่วยกันตัดกิ่งไม้ทำรถลาก ต้าหลางก้มหน้าก้มตาทำงาน ทว่า เขาจะเหลือบมองร่างของกวางลายจุดและเสืออยู่เป็นระยะ ความหวาดกลัวที่เคยมีเลือนหายไปสิ้น ในหัวมีเพียงภาพการโจมตีของเสือร้ายยามจู่โจมเหยื่อ
ส่วนภาพที่แม่เลี้ยงของเขาตวัดดาบฟันหัวเสือจนขาดสะบั้นนั้น เขาจะจดจำไปตลอดชีวิต แต่ก็ไม่ได้มั่นใจถึงขั้นคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ตนสามารถเรียนรู้ได้
ต้าหลางนึกย้อนถึงช่วงเวลาที่ตนไล่ล่ากวางลายจุดโดยไม่ได้สังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว จนเกือบต้องจบชีวิตลงในปากเสือ
ขณะสองแม่ลูกลากซากสัตว์ไปหาที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ ต้าหลางก็อดไม่ได้ที่จะถามฉินเหยาด้วยความกังวล ว่านางโกรธเขาหรือไม่ที่วันนี้ไม่เชื่อฟัง
ฉินเหยายิ้มบางๆ “หากข้าไม่อนุญาต เจ้าจะมีโอกาสทำผิดได้อย่างไร ข้ารู้ว่าคนหนุ่มสาวมักไม่เชื่อฟังคำเตือน ต้องให้เจ้าได้เผชิญเองจึงจะเข้าใจถึงผลลัพธ์”
ต้าหลางรับคำอย่างกระดากใจ ก่อนเงยหน้ามองคนข้างกาย ยามราตรีมาเยือน มีเพียงแสงจันทร์สลัวสาดลงมา เผยให้เห็นเงาร่างที่เลือนราง
“ท่านน้า ข้าอยากเป็นคนเช่นท่านในอนาคต” ต้าหลางกล่าวด้วยความชื่นชม
ฉินเหยาปัดกิ่งไม้ข้างหน้าพลางเตือนให้เขาระวังทางเดิน ก่อนจะยิ้มบางๆแล้วเอ่ยถาม “ข้าเป็นคนเช่นไรหรือ”
ต้าหลางตอบอย่างจริงจัง “สงบนิ่ง สุขุม ไม่หวาดกลัวต่ออุปสรรคใดๆ และสามารถทำให้ตนเองอยู่ในจุดที่ไร้พ่ายได้เสมอ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่มีผู้ใดที่ไร้พ่ายตลอดไป อีกอย่าง ข้ามีตัวช่วยพิเศษ”
“ตัวช่วยพิเศษคืออะไร” ต้าหลางขมวดคิ้วเกาศีรษะด้วยความสงสัย
แมลงตัวหนึ่งตกลงมาที่คอทำให้รู้สึกคันเล็กน้อย เขาใช้แขนเสื้อปัดมันออกไปโดยไม่แสดงท่าทีตื่นตกใจอีกต่อไป ไม่ว่าเป็นแมลงตัวเล็กหรือแม้แต่งูเล็กๆก็ไม่ทำให้เขาหวาดหวั่นเหมือนเมื่อก่อน เพราะเริ่มคุ้นชินกับชีวิตในป่าแล้ว
“ตัวช่วยพิเศษของข้าก็คือพลังเหนือมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด…”
ฉินเหยาชะงักฝีเท้ากะทันหัน ต้าหลางจึงหยุดตามโดยไม่รู้ตัว เขามองตามสายตาของนาง เห็นแสงไฟสีส้มปรากฏขึ้นในป่ามืดมิด
เสียงพูดคุยแว่วมาเบาๆ
สองแม่ลูกที่แบกรถลากอยู่บนบ่า หันมามองกันด้วยความดีใจ ก่อนจะพร้อมใจกันเปล่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่!”
ตอนที่ 142: มีชื่อแล้ว
ท่ามกลางแสงสลัว เงาร่างสองสายค่อยๆปรากฏออกมา
“ใคร?” หนึ่งในนั้นเอ่ยถามเสียงแผ่ว
ฉินเหยาหัวเราะ เสียงนี้นางคุ้นเคยยิ่งนัก “พี่หยางต้า ข้าเอง ฉินเหยา!”
“หา” หยางต้าตกใจไม่น้อย คิดในใจว่าเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ
เขารีบเรียกบุตรชายหยางซวี่ให้มารับแม่ลูกคู่นี้ด้วยกัน แต่เพราะฟ้ามืดจึงมองไม่เห็นว่าพวกนางกำลังลากอะไรอยู่ ได้กลิ่นเพียงใบไม้ที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
สองพ่อลูกตั้งท่าจะช่วยแบกรถลากของสองแม่ลูก แต่ฉินเหยารีบกล่าวห้าม “ไม่ต้อง มันหนักเกินไป พวกท่านหิ้วไม่ไหวหรอก”
หยางต้ากับบุตรชายชะงักไปเล็กน้อย มือที่ยื่นออกไปหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมือกลับไป
ฉินเหยาดันต้าหลางที่อยู่ข้างกายนางออกไป “ซวี่เกอเอ๋อร์ ช่วยดูแลเจ้าเด็กนี่ให้ข้าหน่อยสิ”
ต้าหลางปลดเถาวัลย์ที่พันไหล่ออก รู้ดีว่าตัวเองมีแต่จะเป็นภาระให้แม่เลี้ยงเปล่าๆ จึงเดินนำไปพร้อมกับหยางซวี่ก่อน
หยางต้าอยู่ข้างหลัง คอยคุ้มกันเด็กทั้งสองจนมาถึงกองไฟ
ฉินเหยาปรากฏตัวเป็นคนสุดท้าย นางวางของที่ลากมาไว้ข้างกองไฟ
สถานที่แห่งนี้ก็คือถ้ำที่ฉินเหยาเคยอยู่เมื่อปีก่อน หยางต้าคงเก็บกวาดไปแล้วรอบหนึ่ง พงหญ้าหน้าถ้ำและกิ่งไม้รกเรื้อภายในถูกเก็บกวาดออกไป แถมยังนำก้อนหินมาก่อกำแพงเตี้ยที่ปากถ้ำเพื่อบดบังทางเข้าและช่วยพรางตาได้ อีกทั้งยังสะดวกสำหรับก่อไฟทำอาหาร
เมื่อมีแสงสว่าง เหยื่อที่ฉินเหยาลากมาก็เผยโฉมออกมาให้เห็น ร่างของเสือขนสีน้ำตาลทองทำเอาหยางต้าตกใจแทบกระโดด
“พวกเจ้าเจอเสือมาเรอะ!” หยางต้าอุทานด้วยความตกใจ
ฉินเหยาพยักหน้า ยิ้มอย่างถ่อมตัว “โชคยังดีอยู่บ้าง”
หยางต้า ข้าถามเรื่องนี้ที่ไหนกัน?!
สายตากวาดมองสองแม่ลูกอยู่ครู่หนึ่ง เสื้อผ้าของทั้งสองขาดวิ่นและเปรอะเปื้อน ทว่าไม่มีร่องรอยบาดเจ็บแม้แต่น้อย ช่างเหลือเชื่อนัก
เมื่อเหลือบมองร่างเสือที่เย็นชืดบนรถลาก หยางต้าก็เข้าใจถึงพลังที่แท้จริงของฉินเหยามากขึ้น
ต้าหลางปลดถุงผ้ากระสอบที่แบกมาตลอดทางลงวางบนรถลาก ไหล่ที่หนักอึ้งพลันเบาขึ้นในทันที เขาถอนหายใจเบาๆอย่างโล่ง.อก
“นี่คงไม่ใช่หัวเสือหรอกกระมัง” หยางซวี่ชี้ไปที่ถุงผ้ากระสอบซึ่งเผยให้เห็นเค้าโครงหัวเสืออยู่รางๆ พลางถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
ต้าหลางพยักหน้ารับ “ท่านน้าข้าฆ่ามันเองแหละ”
พูดจบ เขายังใช้มือแทนดาบทำท่าฟันไปที่ศีรษะ ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
สองพ่อลูกหยางต้าสบตากัน ใบหน้าทั้งสองเผยความตระหนกออกมาเหมือนกันทุกประการ
ระหว่างที่ทั้งสองยังตกตะลึง ฉินเหยาได้หาทำเลเหมาะแล้วเรียกต้าหลางให้นั่งลง นางหยิบหม้อ ถ้วย และกระบอกไม้ไผ่ออกมาแล้วใช้ไฟของพวกเขาหุงข้าวต้ม
“พวกเจ้ายังพกข้าวมาด้วยหรือ” หยางซวี่ถามอย่างประหลาดใจ
ต้าหลางมองเขาอย่างงุนงง “หากไม่พกข้าวมาแล้วจะกินอะไรล่ะ”
“ก็นี่ไง” หยางซวี่ยื่นแผ่นขนมปิ่งแห้งกรอบออกมาจากถุงผ้าใบเล็กบนพื้น “เวลาเข้าป่าพกเสบียงแห้งสะดวกกว่า วันนี้หากไม่เจอถ้ำนี่ล่ะก็ พวกข้ายังไม่กล้าก่อไฟกองใหญ่ขนาดนี้เลย แสงไฟอาจดึงดูดสัตว์ร้ายได้”
ต้าหลางได้ยินเช่นนั้นก็คิดในใจ ที่แท้คนปกติเข้าป่าล่าสัตว์กันเป็นแบบนี้เองสินะ
ไม่เหมือนพวกเขา คืนแรกที่เข้าป่าก็จุดไฟเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่แม่เลี้ยงก่อไฟดวงตาของนางจะเป็นประกายราวกับนักล่าเหมือนอยากให้สัตว์ร้ายเข้ามาหาพวกเขาก่อนเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยเจอสัตว์ร้ายที่ถูกดึงดูดเข้ามาหาแสงไฟเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หยางซวี่นั่งลงตรงข้ามสองแม่ลูก พลางถามต้าหลางด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้าชื่ออะไร แล้วฉินเหนียงจื่อเป็นอะไรกับเจ้าหรือ”
ต้าหลางมองฉินเหยาครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาไม่มีชื่อ ตั้งแต่เล็กมาก็ถูกเรียกว่าต้าหลางมาตลอด
ฉินเหยาหยิบกระบอกไม้ไผ่มาเทน้ำลงในหม้อเล็กที่ใส่ข้าวไว้ ปิดฝาหม้อ ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนยิ้มตอบ
“จื่อวั่ง หลิวจื่อวั่ง บุตรชายคนโตของข้า”
หยางซวี่ตบไหล่ต้าหลางเบาๆ แล้วชี้ไปที่ซากเสือพลางถาม “เจ้ากลัวหรือไม่”
ต้าหลางส่ายหน้าช้าๆอย่างมึนงง ในหัวของเขาเอาแต่คิดถึงประโยคเมื่อครู่ของฉินเหยา ‘จื่อวั่ง หลิวจื่อวั่ง’
“เหตุใดต้องเป็นจื่อวั่งหรือ” เด็กชายเติมฟืนเข้าไปในกองไฟพลางกระซิบถามด้วยความสงสัย
ฉินเหยายักไหล่ “เพราะมันไพเราะดี”
ต้าหลางตอบ “อ้อ”
มันไพเราะจริงๆ ไพเราะกว่าหลิวต้าหลางเป็นร้อยเท่า ไม่สิ พันเท่า!
ฉินเหยามองเขาแวบหนึ่ง รอยยิ้มของเด็กชายนั้นกว้างเสียจนเกือบไปถึงใบหู แค่ได้ชื่อใหม่ก็ปลาบปลื้มถึงเพียงนี้ สมแล้วที่ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง
“แล้วพวกเขาล่ะ” ต้าหลางกระซิบถามอีกครั้ง
ฉินเหยานิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว “จื่อซู จื่อหมิง ผิงหลิง ปีหน้าเมื่อไปสำนักศึกษาข้าจะแจ้งชื่อพวกเจ้าไป”
ต้าหลางพยักหน้ารัวด้วยความตื่นเต้น หากเอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงรู้ว่าแม่เลี้ยงตั้งชื่อไพเราะให้พวกเขาเช่นนี้ คงต้องดีใจมากแน่ๆ
ฉินเหยามองเขาที่กำลังหุงข้าวต้มไปพลางฮัมเพลงไปพลาง ก่อนหัวเราะแล้วถาม “ดีใจถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“อืม!” เด็กชายหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง ดวงตาของเขาส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าจันทราบนท้องฟ้าเสียอีก
หยางต้ากับหยางซวี่ช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่ในถ้ำไปได้กว่าครึ่งแล้ว หยางต้ามุดออกมาจากถ้ำแล้วเอ่ยกับฉินเหยา
“คืนนี้พวกเจ้านอนข้างใน ข้ากับซวี่เกอเอ๋อร์จะผลัดกันเฝ้ายามเอง”
“ไม่เป็นไร” ฉินเหยาเป่าข้าวต้มกับเนื้อแห้งที่ต้าหลางยื่นมาให้ “ข้าเฝ้ายามเองก็ได้ พวกท่านนอนในถ้ำกันหมด แบบนี้จะสะดวกกว่า”
เห็นหยางต้าทำท่าจะปฏิเสธ ฉินเหยาก็ชี้ไปที่กำแพงเตี้ยๆ “หากข้าง่วงก็แค่พิงตรงนี้หลับตาสักพัก เฝ้ากองไฟไว้ก็ไม่หนาวแล้ว”
เห็นนางยืนกรานเช่นนี้ อีกทั้งยังรู้ว่านางมีความสามารถพอ หยางต้าจึงไม่พูดอะไรต่อ เขาดึงตัวบุตรชายที่ทำท่าจะขอแบ่งข้าวต้มร้อนๆมากินแล้วเดินออกไปเก็บฟืนมาเพิ่ม เพื่อให้ฉินเหยาใช้ก่อไฟกลางดึก
เมื่อเก็บฟืนเสร็จกลับมา ฉินเหยากับต้าหลางก็ทานอาหารค่ำเสร็จพอดี ทั้งสองเล่นกับกระรอกน้อยขนขาวที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว
ฉินเหยาใช้เชือกปอผูกข้อเท้ามันไว้ เจ้ากระรอกพยายามหนีแต่ไม่สำเร็จ มันทั้งตกใจทั้งดุร้ายส่งเสียงร้องจี๊ดๆ ออกมา
หยางซวี่เห็นกระรอกตัวเป็นๆ ที่สวยงามเช่นนี้ก็อิจฉา หากพ่อเขามีฝีมือเช่นนี้ ป่านนี้เขาคงนั่งสบายอยู่ในบ้านเป็นคุณชายไปแล้ว
“หลิวจื่อวั่ง ท่านแม่ของเจ้าช่างดีกับเจ้าจริงๆ จับกระรอกมาให้เป็นสัตว์เลี้ยงอีกต่างหาก”
“ไม่ใช่ จะขายต่างหาก” ต้าหลางอธิบาย
ฉินเหยากำชับต้าหลางให้จับเชือกให้ดี อย่าให้กระรอกกัดขาดได้ จากนั้นจึงหันไปถามหยางต้าด้วยความสงสัย “พวกท่านพ่อลูกเข้าป่ามาทำอะไรหรือ”
หยางต้ามองต้าหลางแวบหนึ่ง “ก็ไม่ต่างจากเจ้า อยากพาพวกเขาออกมาฝึกฝนประสบการณ์”
ไม่เช่นนั้น ใครกันจะพาเด็กที่ขนยังขึ้นไม่ครบพวกนี้มาล่าสัตว์
“ว่าแต่เจ้า เด็กเล็กเพียงนี้ เจ้าก็กล้าพามาด้วยหรือ หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น…” พูดถึงตรงนี้ หางตาของหยางต้าก็เหลือบไปเห็นซากเสือบนรถลาก เขาจึงกระแอมไอเบาๆสองที ก่อนรีบโบกมือ “ไม่มีอะไรแล้ว”
“ฉินเหนียงจื่อ พรุ่งนี้เราไปด้วยกันดีหรือไม่” หยางต้าชักชวนอย่างกระตือรือร้น “ถือโอกาสเรียนรู้วิธีล่าสัตว์จากเจ้าสักหน่อย”
“ไม่ล่ะ” ฉินเหยาปฏิเสธ พวกนางมีเหยื่อที่ล่ามาแล้ว ต้องจัดการก่อน
หยางซวี่ได้ยินท่านพ่อเชิญแม่ลูกคู่นี้ก็ตั้งตารอคอย แต่เมื่อได้ยินฉินเหยาปฏิเสธ เขาก็ถอนหายใจอย่างเสียดายพลางหันไปพูดกับต้าหลางด้วยความอิจฉาอีกครั้ง
“จื่อวั่ง ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆนะ”
“เป็นอะไรอีก” หูของหยางต้าไม่ได้หนวก “พ่อของเจ้าก็เคยล่าเสือเหมือนกันนะ เจ้าเด็กนี่ยังกล้าเลือกอาจารย์อีกหรือ”
หยางซวี่โอดครวญ “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย ท่านจะตื่นเต้นไปไย”
หยางต้าถลึงตามองลูกชาย “เจ้าตัวแสบ!”
เมื่อเห็นต้าหลางที่กินเสร็จแล้วยังรู้จักเก็บถ้วยชาม อีกทั้งยังหาของให้กระรอกกิน หยางต้าก็นึกในใจ ข้ายังอิจฉาที่คนเขามีบุตรชายว่านอนสอนง่ายเลย
ตอนที่ 143: ขายเสือ
หลังจากพักในถ้ำหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเหยาและต้าหลางก็แยกทางกับสองพ่อลูกหยางต้า
สองพ่อลูกยังต้องอยู่ล่าสัตว์ในป่าต่อ รอจนหยางซวี่สามารถล่าสัตว์ได้ก่อนจึงจะลงจากเขา
ก่อนจากไป ฉินเหยาบอกสภาพพื้นที่ที่นางสำรวจไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วให้แก่หยางต้า พื้นที่แถบนี้แทบไม่มีสัตว์ร้าย ถ้ำเองก็ค่อนข้างปลอดภัย พวกเขาสามารถใช้เป็นที่พักชั่วคราวได้อย่างวางใจ
“พวกเจ้าระวังตอนลงเขาด้วยนะ ทางลื่น” หยางต้ากำชับ
สองแม่ลูกพยักหน้ารับ ก่อนจะออกเดินทางลงจากเขาพร้อมกับเหยื่อ
ฉินเหยาลากซากสัตว์เดินนำหน้า ส่วนต้าหลางสะพายถุงผ้ากระสอบของตน มือก็อุ้มเจ้ากระรอกน้อยที่ยังดิ้นรนจะกัดคนตามหลังฉินเหยาไป
ทั้งสองไม่ได้ย้อนกลับทางเดิม แต่เดินเลียบเชิงเขามุ่งหน้าไปยังอำเภอไคหยาง
เป็นเส้นทางเก่าที่คุ้นเคย ยิ่งเดินยิ่งชำนาญ อีกทั้งคราวนี้ร่างกายแข็งแรงมาก แม้ต้องลากสัตว์หนักกว่าหกร้อยจินก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าใดนัก
แต่กลับต้องคอยระวังต้าหลางที่เดินตามหลังไปตลอด ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจมากกว่า
เด็กเดินช้า นางจึงเดินเร็วไม่ได้
หากทางลาดชันเกินไปก็ให้เขานั่งบนรถลากแล้วลากทั้งคนทั้งซากสัตว์ขึ้นเนินไปพร้อมกัน
หากด้านข้างเป็นหน้าผา นางต้องผูกเชือกกับตัวเขา กันไม่ให้เดินพลาดแล้วตกลงไป
ด้วยเหตุนี้ เส้นทางที่ปกตินางสามารถเดินถึงอำเภอได้ก่อนค่ำกลับต้องล่าช้าออกไปอีกหนึ่งคืน
ต้องพักในป่าเพิ่มอีกคืน กว่าจะเห็นประตูเมืองอำเภอไคหยางก็เป็นเวลาเที่ยงของวันถัดมา
โชคดีที่อุณหภูมิในป่าค่อนข้างต่ำ อีกทั้งฉินเหยาก็รักษาสภาพของเหยื่อได้ค่อนข้างดี ซากเสือไร้หัวและกวางลายจุดจึงยังคงความสดใหม่อยู่
ราคาของเนื้อนั้นคงขายได้ไม่สูงนัก ตรงกันข้าม หนังเสือกลับยังมีช่องให้ต่อรองราคาได้อยู่
ครั้งนี้ฉินเหยานำบทเรียนจากปีที่แล้วมาใช้ นางใช้กิ่งไม้ปกคลุมเหยื่อไว้จนมิด ไม่ให้ใครเห็นว่านางล่าอะไรมา
จ่ายค่าผ่านประตูสำหรับสองคนแล้ว สองแม่ลูกก็เข้าเมืองไปอย่างเงียบๆ
วันนี้ไม่มีตลาดนัด ผู้คนบนถนนจึงไม่มากนัก ฉินเหยานึกถึงเถ้าแก่ฟ่าน จึงพาต้าหลางตรงไปยังประตูหลังของโรงเตี๊ยม
“ท่านน้า เหตุใดพวกเราต้องเข้าทางประตูหลังหรือ” ต้าหลางถามด้วยความสงสัย
ฉินเหยา “เข้าประตูหน้าจะรบกวนการค้าของผู้อื่น”
ต้าหลางพยักหน้า ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มอีกแล้ว
เจ้ากระรอกนั้นหมดฤทธิ์แล้ว มันซบร่างตัวอ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมแขนเขา อาจเป็นเพราะหิวมาแล้วสองวันเต็ม
ต้าหลางพยายามให้มันกินผลไม้ที่เด็ดมาจากต้น แต่มันไม่แตะเลย ดื่มแต่น้ำเท่านั้น จะเอาแรงที่ไหนมาอาละวาดอีก
ฉินเหยาวางเหยื่อลงกับพื้น ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าอันยุ่งเหยิงแล้วรวบผมที่ยุ่งราวกับรังนก จากนั้นจึงเดินไปข้างหน้า เคาะห่วงทองเหลืองที่ประตู
รออยู่ครู่ใหญ่จึงมีคนมาเปิดประตู เป็นศิษย์น้อยของพ่อครัวใหญ่นั่นเอง
“ฉินเหนียงจื่อ?” ศิษย์น้อยตกตะลึงแทบไม่เชื่อสายตา หากไม่ใช่เพราะจำฉินเหยาได้ เขาคงนึกว่ามีขอทานสองคนมาขอของกินเป็นแน่
ฉินเหยากวักมือเรียกให้เขาออกมาอย่างจนใจ “มา ข้าจะให้เจ้าดูของดี!”
เมื่อนางเปิดกิ่งไม้ที่คลุมเหยื่อออกก็เผยให้เห็นขนสีทองอร่าม ศิษย์น้อยเบิกตากว้าง สูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้งด้วยความตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ได้แต่ทำมือบอกให้ฉินเหยารอก่อน เขาจะรีบไปตามเถ้าแก่มา
ไม่นาน เถ้าแก่ฟ่านกับพ่อครัวใหญ่ก็เดินมาด้วยกัน พอเห็นซากเสือบนรถลาก ทั้งสองก็สะดุ้งจนถอยหลังไปสองก้าว
ทั้งสองมองไปที่ฉินเหยาอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเห็นนางโบกมือบอกว่าเสือตายสนิทแล้วจึงกล้าเข้าไปใกล้เพื่อสำรวจหนังเสืออย่างละเอียด รวมถึงลำคอที่เปรอะเลือดและเนื้อฉีกขาด ตรวจดูว่าเนื้อยังสดอยู่หรือไม่
เพราะล้วนเป็นคนคุ้นเคยกัน ฉินเหยาไม่คิดปิดบังว่าสัตว์ที่ล่ามาตายเมื่อใดจึงกล่าวตามจริง
“ตายช่วงโพล้เพล้เมื่อวานซืน ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วยาม ข้าทาเกลือตรงแผลไว้ชั้นหนึ่ง จัดการได้ดีอยู่ หากทำอาหารก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ เนื้อยังอร่อยแน่นอน”
พ่อครัวใหญ่ถามอย่างสงสัย “ฉินเหนียงจื่อ แล้วหัวเสือไปอยู่ที่ใดเล่า”
ต้าหลางที่สะพายถุงผ้ากระสอบถอยหลังไปหลบด้านหลังฉินเหยาอย่างกระสับกระส่าย กลัวว่าพวกเขาจะรู้ว่าหัวเสืออยู่กับตนแล้วคิดจะซื้อต่อไป
น่าเสียดาย เขาเพิ่งขยับตัว พวกนั้นก็สังเกตเห็นแล้ว
ตอนเข้าประตูเมืองเมื่อครู่ ทหารเฝ้าประตูสองนายก็เห็นถุงผ้าที่เปื้อนเลือด จึงไม่อาจเลี่ยงการตรวจสอบได้
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
กลัวว่าพวกเขาจะขวางไว้ ฉินเหยาจึงให้เงินเพิ่มไปสิบเหวินต่อคนจึงผ่านเข้าเมืองมาได้อย่างราบรื่น
เมื่อเห็นว่าพวกเขาพบหัวเสือแล้ว ฉินเหยากล่าวตรงๆ “หัวนี้ข้าจะนำกลับบ้าน ไม่ขายหรอก”
อย่างไรก็ไม่ได้กระทบกับการขายหนังเสืออยู่แล้ว
แต่ราคาย่อมถูกกดลงหน่อย เถ้าแก่ฟ่านจึงเสนอราคาที่เก้าสิบตำลึงเงิน
เมื่อไม่มีหัว ซากเสือที่เหลือมีเพียงเนื้อหนักสี่ร้อยแปดสิบกว่าจิน ส่วนกวางลายจุดก็หนักราวร้อยยี่สิบจิน เถ้าแก่ฟ่านคร้านจะจะชั่งน้ำหนัก เพราะอย่างไรก็เป็นเพียงของแถมติดไปกับเสือตัวนั้นเท่านั้น
เห็นฉินเหยาไม่ค่อยพอใจกับราคา เถ้าแก่ฟ่านก็หัวเราะฝืดฝืนพลางอธิบาย
“หากเจ้านำมาแต่เมื่อวานโพล้เพล้ ข้ายังสามารถเพิ่มราคาเนื้อให้ได้อยู่บ้าง แต่เจ้านำมาเป็นซากไร้หัวเช่นนี้ พวกข้าจะขายหนังเสือก็คงหาผู้ซื้อยากเข้าไปอีก”
ฉินเหยาไม่อยากพูดอะไรอีก หากไม่ใช่เพราะต้าหลาง เสือตัวนี้คงไม่ได้ถูกล่าด้วยซ้ำ
“เอาเถอะ เอาตามนี้แหละ ข้าจะช่วยพวกท่านยกเข้าไป”
เถ้าแก่ฟ่านกำชับด้วยความยินดี “อย่าลืมช่วยข้าถลกหนังออกให้ด้วยล่ะ”
พ่อครัวใหญ่พูดอย่างตื่นเต้น “ทำเสร็จแล้ว ข้าจะทำบะหมี่เนื้อตุ๋นให้พวกเจ้าสองแม่ลูกด้วยเลย เมื่อเช้ายังมีน้ำพะโล้เหลืออยู่พอดี นี่ใส่เครื่องเทศชั้นดีเชียวนะ ราคาแพงไม่น้อยเลย!”
ฉินเหยาตอบจากลานหลังบ้าน “ได้ อย่าลืมทำให้ข้าห้าชามด้วย ค่าชำแหละเสือ ข้าจะไม่คิดเงินแล้วกัน!”
พ่อครัวใหญ่ทำหน้าเคือง “เกือบลืมไปว่าเจ้ากินจุ”
พอหันกลับมาเห็นต้าหลางยังยืนอยู่หน้าประตูก็โบกมือเรียกให้เขาเข้ามาพร้อมปิดประตูหลังเพื่อไม่ให้โรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามรู้ข่าว
วันนี้ พวกเขาจะทำให้ฝั่งตรงข้ามตั้งตัวไม่ทัน!
นี่คือเนื้อเสือเชียวนะ ในอำเภอเล็กๆแห่งนี้ หลายสิบปียังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้กินสักครั้ง
ฉินเหยาเปิดซากสัตว์ออก สั่งให้ศิษย์น้อยนำรถลากออกไป จากนั้นเดินเข้าครัวเลือกมีดที่ถนัดมือแล้วถลกหนังเสือออกมาอย่างสมบูรณ์
เห็นเถ้าแก่ฟ่านทำท่าจะหยิบไปทันที ฉินเหยานึกถึงหัวเสือของตนจึงรีบถามว่า “เถ้าแก่ฟ่าน พวกท่านส่งหนังไปให้ใครทำหรือ”
รู้ว่านางคิดจะทำอะไร เถ้าแก่ฟ่านจึงกวักมือเรียกต้าหลางที่นั่งยองๆอยู่ริมประตูให้เข้ามาหา “เอาหัวเสือมาเถอะ ข้าจะให้คนทำไปพร้อมกันเลย ครั้งหน้าเจ้าเข้าเมืองก็ตรงมาหาข้าเพื่อรับไปได้เลย”
ฉินเหยาถาม “เท่าไหร่หรือ”
“ห้าร้อยเหวิน ข้าจะหักจากเงินที่ต้องจ่ายเจ้าแล้วกัน” พูดจบ เขาก็คว้าหนังเสือกับหัวเสือแล้วรีบเดินจากไป
จัดการกับหนังเสือผืนนี้เสร็จ เขายังต้องรีบเอาป้ายเชิญชวนว่ามีเนื้อเสือของวันนี้ออกไปแขวนอีก
ขณะที่ฉินเหยาจัดการซากสัตว์ ต้าหลางก็นั่งกอดเจ้ากระรอกน้อยอยู่ในลานหลังบ้านอย่างว่าง่าย
พอฉินเหยาทำเสร็จ พ่อครัวใหญ่ก็ยกบะหมี่เนื้อตุ๋นออกมาพอดี เป็นอ่างใหญ่หนึ่งอ่างพร้อมเรียก “รีบกินตอนร้อนๆเถอะ!”
กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นอบอวลไปทั่วลานหลังบ้าน กลบกลิ่นคาวเลือดไปจนหมด หมูสามชั้นที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ถูกเคี่ยวในน้ำพะโล้จนมันวาวเป็นประกาย วางเรียงอยู่บนเส้นบะหมี่ขาว ตกแต่งด้วยต้นหอมซอย ให้สีสัน กลิ่น และรสชาติที่ลงตัว
ต้าหลางที่หิวจนท้องร้องมานานถึงกับตาลุกวาว
ฉินเหยาสีหน้าสงบ แต่มือกลับขยับว่องไว นางหยิบถ้วยดินเผาจากครัว ตักบะหมี่ให้ต้าหลางเต็มชาม “รีบกิน”
จากนั้นก็ยกอ่างบะหมี่ขึ้นกินอย่างเอร็ดอร่อย
ลานหลังบ้านเล็กๆเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของบะหมี่เนื้อตุ๋นและเสียงสูดเส้นบะหมี่ที่เต็มไปด้วยความสุข ของสองแม่ลูก
เมื่อทานบะหมี่หมด เถ้าแก่ฟ่านก็นำเงินมามอบให้ ถือเป็นการปิดฉากการเดินทางฝึกฝนของสองแม่ลูกลงอย่างสมบูรณ์
ตอนที่ 144: ผงสบู่
ตอนออกจากโรงเตี๊ยม ฟ้ายังไม่มืด
ฉินเหยาพาต้าหลางไปยังตลาดตะวันตกเพื่อตั้งแผงขายกระรอกขนขาว
ของแบบนี้ถือเป็น ‘ของเล่นของพวกไม่แสวงหาความก้าวหน้า’ คนธรรมดาทั่วไปไม่แม้แต่จะชายตามอง
ฉินเหยาหวังเพียงว่าจะโชคดีพบพวกพ่อบ้านตระกูลใหญ่ที่ออกมาซื้อของแล้วเกิดถูกใจกระรอกของนางอยากซื้อไปเอาใจคุณชายน้อยและคุณหนูในจวนอะไรพวกนั้น
ที่กระรอกไม่ยอมกินอะไรนั้นเป็นเพราะอาหารที่ต้าหลางให้มันเมื่อวานไม่ถูกปาก
ฉินเหยาซื้อถั่วลิสงหนึ่งกำมือจากหญิงชราแผงข้างๆในราคาสองเหวิน กระรอกตัวน้อยที่เดิมหมดแรง พริบตาดวงตาก็เปล่งประกาย หากไม่ติดว่ามีเชือกปอผูกข้อเท้าไว้ มันคงกระโดดเข้าหาฉินเหยาเพื่อแย่งถั่วแล้ว
ต้าหลางปล่อยมันลงพื้น รับถั่วลิสงจากฉินเหยามาป้อนให้ กระรอกน้อยคว้าไปกอดไว้แล้วกินทันที ท่าทางตอนมันกำลังแทะอาหารนั้นดูน่ารักเป็นพิเศษ
ต้าหลางมองดูแล้วก็รู้สึกอาวรณ์
แต่เขาก็เข้าใจดีว่าสภาพที่บ้านตอนนี้ไม่เหมาะจะเลี้ยงมัน หวังเพียงแค่จะเจอคนดีๆที่สามารถดูแลมันได้
เจ้ากระรอกที่กลับมาร่าเริงอีกครั้งดึงดูดสายตาได้ไม่น้อย เมื่อเห็นที่หัวมุมถนนมีเหล่าพ่อบ้านและบ่าวเฒ่าเดินผ่านมา ฉินเหยาก็รีบร้องขายทันที
นางไม่รู้สึกเคอะเขินเลยแม้แต่น้อย เสียงเร่ขายของของนางดังก้องไปทั่วทั้งถนน ต่อให้ไม่อยากเป็นจุดสนใจก็ยาก
พ่อบ้านคนหนึ่งกับบ่าวน้อยที่ออกมาซื้อข้าวของเดินเข้ามาถามราคาด้วยความสงสัย ฉินเหยาชูหกนิ้ว “หกร้อยเหวิน”
ทั้งสองได้ยินแล้วถึงกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ นี่มันอะไรกัน จะแพงเกินไปแล้ว!
เห็นเสื้อผ้าของสองแม่ลูกที่ดูเหมือนขอทานก็ไม่ปาน บ่าวรับใช้ที่มาซื้อของก็ส่ายหัวอย่างรังเกียจแล้วเดินจากไป พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ยังหันกลับมาถากถางว่า
“เนื้อแค่สองเหลี่ยงก็ยังไม่มี ยังกล้าขายตั้งหกร้อยเหวิน คิดแต่จะหาเงินจนบ้าไปแล้วหรือไร!”
พูดจบก็คิดว่าสองแม่ลูกคงทำหน้าปั้นยาก
แต่ไม่คิดเลยว่าทั้งสองจะไม่ได้เหลือบมองมาทางเขาเลยแม้แต่น้อย เด็กน้อยยังคงตั้งใจป้อนอาหารให้กระรอก ส่วนผู้ใหญ่นั้นพูดคุยกับพ่อบ้านเฒ่าอยู่
ได้ยินเสียงแว่วๆว่า “ขนขาวเป็นพันธุ์หายาก ร้อยปีถึงจะเจอสักตัว อีกทั้งยังเชื่องเกอเอ๋อร์กับเจี่ยเอ๋อร์เห็นแล้วต้องชอบแน่นอน”
“กระรอกขนแซมขาวชนิดนี้ รูปหน้าดูน่ารัก หากไม่เข้าป่าลึกไม่มีวันหาเจอ แค่หกร้อยเหวินเท่านั้น ท่านซื้อไปได้กำไรแน่นอน” ฉินเหยากล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
พ่อบ้านเฒ่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าซื้อ”
บ่าวรับใช้ที่เดินไปได้ไม่ไกลถึงกับชะงัก รีบเดินกลับมาเพราะอยากซื้อเช่นกัน
“ขออภัย มีเพียงตัวเดียว ใครซื้อก่อนก็เป็นของผู้นั้น” ฉินเหยาส่งสายตาดูแคลนสื่อว่า เจ้าช่างไม่รู้จักของดี ก่อนจะยิ้มพลางวางเจ้ากระรอกตัวน้อยลงในตะกร้าที่พ่อบ้านเฒ่าสะพายอยู่
“มันจะไม่หนีไปใช่หรือไม่”
“ไม่หนีหรอก” ฉินเหยาดึงพ่อบ้านเฒ่าไปด้านข้างแล้วสอนเคล็ดลับในการฝึกสัตว์เล็กให้
ซื้อของแล้วยังมีบริการดูแลหลังการขายอีกด้วย พ่อบ้านเฒ่ามองกระรอกขนขาวที่กำลังแทะถั่วในตะกร้า ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
ฉินเหยาไปหาโรงไม้ในเมือง สั่งทำตัวรถม้าหนึ่งคัน
ตัวรถม้าจะเสร็จประมาณกลางเดือนสิบ แต่ฉินเหยาสามารถรอได้ เพราะนางออกแบบให้มันไม่ใช่รูปแบบทั่วไป ค่อนข้างซับซ้อน
ฉินเหยาสั่งให้ติดตั้งโต๊ะแบบถาวรในตัวรถ ดีที่สุดควรเป็นแบบพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน และสามารถกางออกตั้งขึ้นได้เมื่อจำเป็น อีกทั้งต้องมีพื้นที่เก็บของในตัว
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เพราะพื้นที่ภายในตัวรถมีขนาดเล็ก ฉินเหยาจึงยังไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติม
ในใจนางคิดไว้ว่า หากในภายหน้ามีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับเพลาของรถม้า นางอยากจะสร้างรถม้าสี่ล้อขึ้นมา
แต่หากหาโลหะผสมที่เหมาะสมไม่ได้ ความคิดนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก
หากจะต้องทำให้เป็นรถม้าสี่ล้อที่ขาดความคล่องตัว สู้สองล้อที่ใช้อยู่ตอนนี้ยังจะดีกว่า
ตัวรถต้องใช้วัสดุคุณภาพดี บวกกับล้อที่ครอบโลหะ รวมๆแล้วต้องใช้เงินถึงห้าตำลึงเงิน
ต้าหลางเดินตามแม่เลี้ยงอยู่ด้านหลัง พอเห็นนางยื่นเงินห้าตำลึงให้ช่างโดยไม่กะพริบตา เด็กชายที่ไม่เคยเห็นเงินมากเพียงนี้มาก่อนถึงกับตกตะลึงไปเล็กน้อย
แต่พอได้ยินฉินเหยาบอกว่าสั่งทำตัวรถนี้เพื่อใช้สำหรับส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาในปีหน้า เขาก็รู้สึกซาบซึ้งสุดจะบรรยาย
ซาบซึ้งจนต้าหลางลืมไปเลยว่าตนเองยังมีท่านพ่ออยู่ที่สำนักศึกษาในเมืองด้วย
ฉินเหยาซื้อผ้าและพื้นรองเท้าเพิ่มพร้อมทั้งขนมสองจินและเนื้ออีกห้าจิน
หลังจากซื้อของเสร็จ นางก็เดินผ่านร้านขายของเบ็ดเตล็ด จึงนึกขึ้นได้ว่าอยากหาสิ่งของทำความสะอาดสำหรับอาบน้ำจึงอยากลองดูว่ามีจ้าวเจี่ยวขายหรือไม่
เป็นไปตามคาด ไม่มีขาย สิ่งที่มีคือผงทำความสะอาดอย่างหนึ่ง เรียกว่าผงสบู่ เมื่อโดนน้ำจะเกิดฟอง บอกว่าเคี่ยวมาจากตับอ่อนของหมู
ฉินเหยาสนใจอยู่บ้างจึงถามราคาขึ้นมา
เจ้าของร้านมองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นคันธนูสะพายอยู่ด้านหลังกับดาบที่พันด้วยผ้าก็ข่มกลั้นความรังเกียจแล้วตอบว่า “ยี่สิบเหวินต่อหนึ่งเหลี่ยง”
“หนึ่งเหลี่ยง ?” ฉินเหยาสงสัยว่าตนเองคงได้ยินผิด ไม่ใช่หนึ่งจินแน่หรือ?
เจ้าของร้านทำหน้าราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องถามเช่นนี้แน่ เขาตอบเสียงหนักแน่นว่า “ก็หนึ่งเหลี่ยงนั่นแหละ!”
“ช่างเถอะ ไปกันเถอะต้าหลาง” ฉินเหยาหันหลังแล้วเดินจากไป ซื้อไม่ไหวแล้วจะทำเองไม่ได้หรืออย่างไร
ขอบคุณร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่ให้แรงบันดาลใจ นางจึงนึกขึ้นได้ว่าเคยเรียนวิธีทำสบู่ในชั้นมัธยมต้น
ดังนั้น นางจึงวกกลับไปที่ร้านขายเนื้อเพื่อซื้อมันหมู
น่าเสียดาย เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว บนแผงเนื้อแทบไม่เหลืออะไร ฉินเหยาหาได้เพียงสี่จิน
มันหมูราคาแพงกว่าหมูสามชั้น ตกจินละยี่สิบห้าเหวิน รวมแล้วหนึ่งร้อยเหวินพอดี
มันหมูสองจินคั้นน้ำมันออกมาได้หนึ่งจิน สี่จินก็จะได้น้ำมันสองจิน เพียงพอให้ทำสบู่ได้สิบก้อน
หลังจากซื้อของทั้งหมดนี้ เงินที่เถ้าแก่ฟ่านให้มาจึงเหลือเพียงแปดสิบเอ็ดตำลึง รวมกับเงินเก็บเดิมของนางแล้ว เหลือหนึ่งร้อยแปดสิบสี่ตำลึง
ใครจะคิดว่าออกไปฝึกฝนในภูเขาครั้งหนึ่ง ยังจะได้โชคเช่นนี้กลับมา
เมื่อคิดว่าสามารถซื้อที่ดินดีๆเพิ่มได้อีกหลายหมู่ ฉินเหยาก็อารมณ์ดีขึ้นจนความเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้ง
แต่ต้าหลางเห็นได้ชัดว่าไม่อาจทนไหว ตอนที่ทั้งสองนั่งเกวียนวัวกลับบ้าน เขาก็หลับมาตลอดทาง
ตอนแรกเอนตัวพิงรั้วเกวียน พอหลับไปศีรษะก็ค่อยๆเอนลงมาซบหลังฉินเหยา
เมื่อถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอและสารถีหยุดรถ ร่างของเขาก็เอนนอนพาดตักฉินเหยาไปทั้งตัว
ตอนที่ฉินเหยาปลุกเขาให้ตื่น ต้าหลางถึงกับหน้าแดงก่ำทันที
ดวงอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า ต้องรีบเดินทางกลับหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาสะพายอาวุธไว้บนหลัง มือทั้งสองข้างถือของเต็มไปหมด
ต้าหลางสะพายห่อผ้าของตนเองพร้อมอาวุธ มือก็กอดขนมหอมๆสองจินไว้แน่น
บะหมี่เนื้อตุ๋นที่ทั้งสองกินกันเมื่อตอนเที่ยงตอนนี้ย่อยหมดแล้ว กลิ่นหอมของขนมลอยมาแตะจมูกเป็นระยะ ทำให้ต้าหลางต้องต่อสู้ระหว่างเหตุผลกับความอยากไปตลอดทาง จนการเดินของเขาดูยากลำบากเหลือเกิน
โชคดีที่ก่อนค่ำ ทั้งสองก็กลับถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ทันเวลา
แม่ลูกคู่นี้ออกเดินทางในป่าหลายวัน ไม่ได้สระผม ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ดูแทบไม่ต่างจากขอทาน
ชาวบ้านที่นั่งพักผ่อนใกล้บ่อน้ำในหมู่บ้านต่างจำแม่ลูกคู่นี้ไม่ได้ จนกระทั่งได้ยินเอ้อร์หลางและพี่น้องทั้งสามคนตะโกนด้วยความดีใจว่าท่านแม่ พี่ใหญ่แล้ววิ่งเข้าหา คนในหมู่บ้านจึงหันมองด้วยความตกตะลึง ขอทานที่เห็นอยู่นี้คือฉินเหนียงจื่อ!
จินฮวากับจินเป่าวิ่งนำเข้าไปในบ้าน ก่อนจะตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “อาสะใภ้สามกลับมาแล้ว!”
ในบ้าน หลิวเหล่าฮั่นกับคนอื่นๆกินอาหารค่ำเสร็จแล้ว กำลังซ่อมแซมเครื่องมือเกษตรและพักผ่อน เมื่อได้ยินเสียงนี้ทุกคนก็หันขวับ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน
ตอนที่ 145: จดหมายสี่ฉบับ
นางจาง นางเหอ และนางชิวต่างก้าวเข้ามาต้อนรับ
“เหตุใดกลับมาดึกถึงเพียงนี้ หิวหรือไม่” นางจางรับของไปจากมือของฉินเหยา แล้ววางลงบนพื้นข้างประตูหน้าบ้าน นางจะได้หยิบกลับไปด้วยตอนกลับบ้าน
ฉินเหยาพยักหน้าตอบอย่างซื่อสัตย์ นางหิวมาก
นางเหอรีบเดินไปยังห้องครัว หยิบผ้ากันเปื้อนที่แขวนไว้หลังประตูลงมา จุดตะเกียงก่อไฟ แล้วเอ่ยไปทางด้านนอกว่า
“ข้าจะต้มน้ำแกงแป้งก้อนให้เจ้าสองแม่ลูกแล้วเติมไข่อีกสองฟอง รีบวางของแล้วไปล้างหน้าก่อน ดูสิ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปหมด”
นางจางพาแม่ลูกทั้งสองไปที่โอ่งน้ำ ขณะที่นางชิวหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดส่งให้ฉินเหยา “รีบเช็ดหน้าเถิด”
“ขอบคุณพี่สะใภ้รอง” ฉินเหยายิ้มตอบอย่างสุภาพ บอกให้นางกลับไปนั่ง ไม่ต้องเป็นห่วงตนเอง
นางจางเทน้ำลงในกะละมังจนเต็ม ฉินเหยาบิดผ้าชุบน้ำเย็น เช็ดหน้าตนเองก่อน จากนั้นส่งผ้าให้ต้าหลาง กำชับให้เขาสระผมไปด้วย จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำกะละมังนี้
“เดี๋ยวกลับบ้านแล้วค่อยอาบน้ำร้อน จะได้นอนสบาย”
ต้าหลางขานรับ ก่อนจะถูกเหล่าน้องๆเข้ามารุมล้อมทันที
จินเป่าถามเขาว่า “พี่ล่าสัตว์ได้อะไรบ้าง มีเสือหรือหมีดำหรือไม่”
เอ้อร์หลางและซานหลางก็ถามอย่างคาดหวังว่า “ท่านแม่ พวกท่านไปในเมืองมาแล้วหรือไม่”
ซื่อเหนียงและจินฮวานั่งยองๆอยู่ข้างกะละมัง จ้องมองด้วยแววตาเป็นประกาย “ท่านแม่ซื้อขนมกลับมาด้วยใช่ไหม ข้าได้กลิ่นด้วย!”
ต้าหลางตั้งใจจะตอบ แต่พออ้าปากก็พบว่ามีคำถามมากมายจนตอบไม่หมดจึงตัดสินใจปิดปากแล้วล้างผมให้เสร็จก่อน
ในห้องโถง นางจางจุดตะเกียงน้ำมันเพิ่มให้สว่างขึ้นอีกหน่อย
ฉินเหยานั่งอยู่ที่โต๊ะ ตรงข้ามเป็นหลิวเหล่าฮั่นกับบุตรชาย ข้างๆนางคือนางชิว เมื่อได้ฟังฉินเหยาเล่าว่าพบเสือในป่า แต่ละคนล้วนตื่นเต้นยิ่งนัก
นางจางเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบๆ ไม่นานก็หยิบจดหมายสี่ฉบับออกมายื่นให้ฉินเหยา
“เจ้าสามส่งมาจากในเมือง เจ้าไม่อยู่ ข้าจึงเก็บไว้ยังไม่ได้เปิด ทุกวันเว้นวันก็ส่งมาหนึ่งฉบับ เกรงว่าจะมีเรื่องเร่งด่วน เจ้ารีบเปิดดูเถิด”
ฉินเหยารับจดหมายมา กวาดตามองคำว่า ‘ถึงภรรยายอดรัก’ บนซองก่อนจะหัวเราะเยาะเบาๆ แล้ววางจดหมายไว้ข้างตัว “ไม่รีบ กลับไปข้าค่อยอ่าน วันนี้เพิ่งกลับมาจากในเมือง เขาสบายดีมาก”
เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ หลิวเหล่าฮั่นกับนางจางก็ไม่เร่งเร้าอีก หันไปถามนางเหอว่า อาหารเสร็จหรือยัง
“มาแล้ว มาแล้ว!”
นางเหอยิ้มพลางยกชามก้อนแป้งเข้ามาวางแล้วยกอีกสองชามมาให้ฉินเหยาและต้าหลาง แต่ละชามมีไข่ทอดสีเหลืองกรอบน่ารับประทานสองฟอง
ต้าหลางล้างผมเสร็จแล้ว เอ้อร์หลางกับซานหลางยืนกรานจะช่วยเขาเช็ดผม ทั้งสามพี่น้องหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้ามาในห้อง
ฉินเหยาชี้ไปยังห่อขนมที่วางอยู่ข้างประตู บอกให้เอ้อร์หลางหยิบมาแบ่งกันกิน
ซื้อมาแค่สองจิน จะแบ่งก็ลำบากนัก สู้ให้ทุกคนกินพร้อมกันให้หมดไปเลยดีกว่า
นางจางรีบกล่าวว่าไม่ต้อง แต่พวกเด็กๆก็เปิดห่อกระดาษน้ำมันออกเรียบร้อยแล้วจึงทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เจ้าพวกตะกละนี่ เห็นของกินอร่อยแล้วก็ไม่ยอมขยับกันแล้ว”
“มิน่าถึงได้คิดถึงอาสะใภ้สามกันทุกวัน” นางเหอหยอกเย้า “จินเป่าของข้าต้องถามวันละสองรอบ ว่าอาสะใภ้สามกลับมาหรือยัง อาสะใภ้สามจะกลับวันไหน”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ฉินเหยาและต้าหลางกินจนอิ่ม แม้แต่น้ำแกงสักหยดก็ไม่เหลือ
ฉินเหยาลุกขึ้นเดินไปที่ข้างประตู หยิบหมูสามชั้นกับผ้าที่ซื้อมาออกมา วางผ้าลงบนโต๊ะกลางห้องโถง ก่อนจะถือเนื้อหมูเข้าไปในครัว ตัดออกสองจินแล้วเก็บเข้าตู้ ปิดฝาไว้อย่างชำนาญ
พวกนางเหอล้วนคุ้นเคยกับวิธีการของฉินเหยาเป็นอย่างดีจึงไม่ได้พูดอะไรให้มากความ เพียงเดินเข้าไปในห้อง หยิบไม้บรรทัดออกมาแล้วเรียกพี่น้องต้าหลางทั้งสี่เข้ามาวัดขนาดตัว
“อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ควรต้องมีรองเท้าพื้นหนาคนละคู่” ฉินเหยานำเนื้อสามจินที่เหลือเก็บกลับใส่ห่อสัมภาระของตนแล้วหันมากำชับ
“ช่วงนี้พี่สะใภ้รองเจ้าว่าง ให้พี่สะใภ้รองทำให้พวกเจ้าก็แล้วกัน” นางเหอสั่งการอย่างเป็นธรรมชาติ นางชิวพยักหน้ารับแล้วถามซื่อเหนียงว่าอยากได้รองเท้าแบบไหน
“มีแบบให้เลือกด้วยหรือ” ซื่อเหนียงหันไปมองอาสะใภ้รองด้วยความตื่นเต้น
นางชิวบอกว่ามีทั้งแบบหัวเชิด หัวเรียบและแบบมีลวดลาย นางปักลายดอกไม้ได้ สามารถปักให้ได้สองสามดอก
ซื่อเหนียงไม่เคยสวมรองเท้าแบบนี้มาก่อน นางตื่นเต้นมาก “เช่นนั้นข้าขอแบบปักลายดอกไม้!”
นางชิวยิ้มพลางพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นข้าจะปักดอกผักบุ้งให้เจ้าสองดอกดีหรือไม่”
“อื้ม อื้ม!” ซื่อเหนียงกล่าวอย่างดีใจ “ขอบคุณอาสะใภ้รอง~”
“เฮ้อ ขอบคุณอะไร รอหน่อยเถิด อาสะใภ้รองจะทำให้เจ้าสวยๆเลย” นางชิวลูบแก้มเด็กน้อย พลางคิดว่าซื่อเหนียงยิ่งโตยิ่งน่ารัก แถมยังมีมารยาท มองแล้วชวนให้เอ็นดู
จินฮวาทนไม่ไหวแล้ว นางเบะปาก “ท่านแม่ ข้าก็อยากได้รองเท้าดอกผักบุ้งเหมือนซื่อเหนียง!”
นางชิวมองอย่างจนใจ “ไม่ใช่ว่าเคยทำให้เจ้าแล้วหรือ ใส่ไม่กี่วันก็ไหม้เป็นรูใหญ่ หากทำให้แล้วไม่ถนอม แม่ก็ไม่อยากทำให้เจ้าหรอก”
จินฮวารีบมุดเข้าไปในอ้อมอกนางชิว บิดตัวไปมาเหมือนพริกหงิกงอในสวนผักของฉินเหยา
“ทำให้ข้าหน่อยเถิด ท่านแม่ ท่านทำให้ข้าเถิด ข้าสัญญา ครั้งนี้จะดูแลอย่างดี ไม่มีวันทำขาดแน่นอน…”
นางชิวจนมุม จำต้องรับปาก
จินฮวากับซื่อเหนียงสบตากัน ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองยิ้มตาหยี นางทั้งสองจะได้ใส่รองเท้าเหมือนกันแล้ว
ทางฝั่งนางเหอก็วัดขนาดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาเรียกซื่อเหนียงเข้ามาเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน
ก่อนออกเดินทาง นางให้หลิวเหล่าฮั่นช่วยดูว่ามีใครในหมู่บ้านขายที่นาบ้างหรือไม่
หลิวเหล่าฮั่นตกใจ ดูท่าครั้งนี้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์มา คงได้เงินไม่น้อยเลย
แต่การจะซื้อที่นาเป็นเรื่องดี ชาวนาจะไม่มีที่นาได้อย่างไรกัน การเช่าที่ดินของผู้อื่นย่อมไม่ใช่แผนการระยะยาว สู้มีที่นาของตัวเองจะดีกว่า
“ได้ เจ้าวางใจ หากมีข่าวพ่อจะบอกเจ้าแน่นอน” หลิวเหล่าฮั่นรับปากอย่างจริงจัง
มองส่งฉินเหยาและครอบครัวจากไป นางจางกับหลิวเหล่าฮั่นก็สบตากันพลางยิ้มอย่างโล่งใจ มีฉินเหยาอยู่ บ้านเจ้าสามย่อมไม่ต้องให้พวกเขาคอยกังวลอีกแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านของตัวเอง ฉินเหยาก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด นางปลดอาวุธออก วางเนื้อหมูไว้ในครัว ตอนนี้อุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนต่ำลงแล้ว วางทิ้งไว้หนึ่งคืนก็ไม่เสีย
ฉินเหยาก่อไฟ ต้มน้ำร้อนหลายหม้อ ทั้งครอบครัวได้อาบน้ำกันถ้วนหน้า
ช่วงที่นางไม่อยู่ บ้านไม่มีผู้ใหญ่ช่วยตักน้ำ เอ้อร์หลางกับน้องอีกสองคนก็ไม่ได้อาบน้ำกันเลย
ฝั่งบ้านเก่านั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง ครึ่งเดือนอาบทีก็ถือว่าขยันแล้ว นางเหอย่อมไม่ทันนึกถึงเรื่องเหล่านี้
เมื่ออาบน้ำเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนดึกดื่นแล้ว แต่เด็กๆกลับไม่มีทีท่าง่วงเลยแม้แต่นิด พวกเขานอนคว่ำอยู่บนเตียงฟังต้าหลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในป่าอย่างเพลิดเพลิน
ฉินเหยาไปดูม้า เติมหญ้าสำหรับตอนกลางคืนให้มันอีกหนึ่งกำมือ
จากนั้นก็ตรวจดูประตูหน้าต่าง กำชับให้ห้องเด็กดับไฟ ก่อนจะกลับเข้าห้องของตนเอง ปล่อยผมและเอนกายนอนบนเตียงเพื่ออ่านจดหมาย
ครั้งนี้ขึ้นเขาไปแปดวัน ช่วงเวลาสั้นๆเพียงแปดวัน หลิวจี้เขียนจดหมายส่งมาถึงสี่ฉบับ
ฉินเหยาเปิดจดหมายทั้งหมด จัดเรียงตามลำดับวันแล้วเริ่มอ่านจากฉบับแรกสุด
จดหมายฉบับแรกเขียนในวันถัดมาหลังจากนางออกจากตัวอำเภอครั้งก่อน
เนื้อหาในจดหมายนั้นเรียบง่าย สอบถามนางว่าเหตุใดถึงไม่ฝากค่าใช้จ่ายของเขามาพร้อมกับสารถี
ฉบับที่สอง เขียนห่างจากฉบับแรกหนึ่งวัน ถามว่านางมีปัญหาอะไรที่บ้านหรือไม่ถึงไม่ได้ส่งเงินไปให้ ตอนท้ายยังถามว่านางสบายดีหรือไม่
ฉบับที่สาม ห่างจากฉบับก่อนอีกหนึ่งวัน บอกว่าเขาคล้ายจะเคยเห็นนางในตัวอำเภอ ถามว่านางได้ไปที่ตัวอำเภอเมื่อไม่นานมานี้หรือไม่
ฉบับที่สี่ ใช้น้ำเสียงเข้าอกเข้าใจและน่าสงสารมาก บอกว่าเขายืมเงินค่าใช้จ่ายประจำวันจากสหายร่วมชั้นเรียนแล้ว บอกให้นางดูแลเรื่องในบ้านให้ดีก่อน หากลำบากก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเขา
ตอนที่ 146: ทำสบู่
หลังจากอ่านจดหมายจบ ฉินเหยาหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะโยนจดหมายลงบนโต๊ะ ดับตะเกียงแล้วล้มตัวลงนอน
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหลิวจี้จะเห็นว่านางไปที่อำเภอด้วย
แต่คำพูดหยั่งเชิงสารพัดในจดหมายนั้นก็เพื่อยืนยันว่านางรู้เรื่องที่เขาเอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นในเมืองโดยไม่ตั้งใจเรียนหรือไม่
จิตใจของฉินเหยานั้นไร้ซึ่งความรู้สึกใด จะหยั่งเชิงหรือไม่นั้นไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้สำหรับนางหลิวจี้เป็นเพียงบัญชีร้างที่ไม่ได้ใช้แล้วก็เท่านั้น
ในบ้านยังมีอีกสี่บัญชีเล็กๆ นางจะฝากเงินให้ใครก็ยังได้ผลดีกว่าฝากให้เจ้าบัญชีร้างนี่
ก็แค่ล่าช้าไปไม่กี่ปีเท่านั้น ตอนนี้ชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ นางไม่รีบร้อน
ส่วนเงินที่หลิวจี้ติดค้าง หากเขาไม่มีปัญญาใช้คืนเช่นนั้นก็เอาชีวิตมาใช้หนี้แทนก็แล้วกัน
ฉินเหยาไม่อยากให้คนผู้นี้มาส่งผลต่ออารมณ์ของนางอีกจึงหลับตาลง ปล่อยใจให้ว่างเปล่าแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์
หลังจากอยู่ในป่าเขาหลายวันโดยไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ครั้งนี้ฉินเหยาจึงนอนชดเชยเต็มตื่น กว่าจะตื่นก็ล่วงเลยถึงเที่ยงวัน
สี่พี่น้องต้าหลางรู้ดีถึงนิสัยของนางจึงไม่รบกวน
พวกเขาทำอาหารเช้าเอง กินเสร็จแล้วก็เหลือส่วนของนางอุ่นไว้บนเตา จากนั้นผู้ที่ถึงคราต้องทำงานบ้านก็จัดการล้างถ้วยชามให้เรียบร้อย
เสื้อผ้าที่สกปรก ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเป็นคนซัก ส่วนฝาแฝดชายหญิงยังทำไม่เป็น
สองคนนั้นอยากร่วมสนุกด้วย แต่ถูกเอ้อร์หลางบ่นแล้วไล่ไป ให้พวกเขาไปให้อาหารไก่กับม้าแทน
เสื้อผ้าที่สวมแล้วของฉินเหยา ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็ซักเสียจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะตากไว้บนราวไม้ไผ่ในลานบ้านอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อทำงานบ้านเสร็จแล้ว คนที่ต้องฝึกยุทธก็ฝึก คนที่ต้องอ่านตำราก็อ่าน เพราะต่างรู้ว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากจึงต้องมีวินัยในตนเอง
โดยเฉพาะเมื่อต้าหลางบอกพวกเขาว่า ฉินเหยาได้ตั้งชื่อให้แต่ละคนแล้ว เอ้อร์หลางยิ่งกระตือรือร้นจนแทบอยากกลืนตำราลงไปทั้งเล่ม
ซื่อเหนียงจับพู่กัน จุ่มน้ำสะอาดแล้วค่อยๆบรรจงเขียนชื่อตัวเองบนโต๊ะ ตัวอักษรเป็นคำที่เอ้อร์หลางหามาจากตำรา หนึ่งคำคือผิง อีกคำคือหลิง อักขระไม่ซับซ้อนนัก แต่สำหรับซื่อเหนียงแล้ว ถือว่ายากมากทีเดียว
ลายเส้นบิดเบี้ยวของตัวอักษรถูกเขียนซ้ำไปซ้ำมาบนโต๊ะไม้ เด็กสาวตัวน้อยเขียนไปพลางยิ้มอย่างโง่งมไปพลาง
ซานหลางเองก็อยากเขียน แต่น่าเสียดายที่พี่น้องทั้งสี่ยังไม่เคยเรียนอักษรเหล่านี้ เอ้อร์หลางหาตัวอักษรที่ตรงกันไม่ได้จึงทำได้เพียงเขียนคำว่า ‘จื่อซู’ ตามพี่รองด้วยอักษรสองตัวที่ง่ายที่สุด
เมื่อฉินเหยาตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเพียงเสียงขีดเขียนแผ่วเบาในลานบ้าน หัวใจของนางพลันสงบลงอัตโนมัติ
นางยืดตัวบิดขี้เกียจ ขณะที่เดินผ่านหน้าต่างห้องของพี่น้องทั้งสี่ สายตาทั้งสี่คู่ก็หันมองมาทันที ซื่อเหนียงทำพู่กันหล่นจากมือ ไถลตัวลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งออกมาจากห้องโผเข้าสู่อ้อมอกฉินเหยา
“ท่านแม่ ชื่อของพี่สามกับพี่ใหญ่เขียนอย่างไรหรือ” นางถาม
ฉินเหยาส่งสายตามองเข้าไปในห้องด้วยความประหลาดใจ นางนึกว่าพวกเขากำลังฝึกคัดอักษร ไม่คิดว่าจะเป็นการเขียนชื่อตัวเอง
ต้าหลางพูดด้วยท่าทางเก้อเขิน “ข้าบอกชื่อที่ท่านน้าตั้งให้พวกเขาฟังหมดแล้ว”
ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย อุ้มซื่อเหนียงเข้ามาในห้อง วางเด็กหญิงกลับลงไปบนเก้าอี้แล้วหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนชื่อของพี่น้องทั้งสี่
ลายมือนางไม่ได้งดงามนัก แต่เป็นระเบียบเรียบร้อย
“นี่ ฝึกตามนี้นะ อีกหน่อยพอไปเรียนจะได้เขียนได้” ฉินเหยาวางพู่กันแล้วลูบศีรษะของแต่ละคนเบาๆ ก่อนตบมือแล้วเดินไปหาของกินในครัว
ต้าหลางกับน้องๆมองหน้ากันแล้วยิ้มขำ ก่อนจะเบียดตัวเข้ามาดูชื่อของแต่ละคน เมื่อเอ้อร์หลางอ่านตัวอักษรออกมา ทุกคนก็ตอบรับเสียงดังอย่างตื่นเต้น ประกาศความเป็นเจ้าของชื่อของตน
ชื่อที่เป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่แค่ลำดับคนที่เท่าไรของตระกูล แต่เป็นชื่อที่เหมือนกับจินเป่าจินฮวา เพียงแค่ได้ยินก็รู้ว่าเรียกใคร
ต้าหลางหุงข้าวต้มขาวเป็นมื้อเช้า หั่นเนื้อครึ่งจินแล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดรวมกับผักดองหนึ่งถ้วยใหญ่เป็นกับข้าว
ฉินเหยาตักหมูสับกับผักดองทั้งหมดเทลงไปในหม้อข้าวต้ม กินแล้วให้ความรู้สึกทั้งสดชื่นและเรียกน้ำย่อยได้ดี
พวกเขากินข้าวต้มและกับข้าวจนเกลี้ยง จากนั้นก็ล้างทำความสะอาดแล้วจุดไฟตั้งหม้อ เริ่มเจียวน้ำมันหมู
หั่นมันหมูเป็นชิ้นเล็กๆ เคลือบกระทะเหล็กที่ร้อนจัดด้วยน้ำมันบางๆ ก่อนเทมันหมูทั้งหมดลงไป เสียงฉ่าๆดังขึ้น ตามมาด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนคละคลุ้ง พอเด็กทั้งสี่ได้กลิ่นก็พากันวิ่งมาที่ประตูครัวพลางยืนมองอย่างสนใจ
“ท่านแม่ตักขี้เถ้ามาทำอะไรหรือ” ซานหลางถาม
ซื่อเหนียงพึมพำกับตนเอง “ต้องเพิ่มอาหารให้เหล่าหวงอีกแล้วหรือ”
ก่อนหน้านี้นางเคยเห็นฉินเหยาใช้ขี้เถ้าจากพืชและไม้เพื่อทำให้ฟางข้าวเป็นด่างจึงคิดว่าครั้งนี้ก็คงทำเช่นเดิม
ฉินเหยาส่ายศีรษะ “วันนี้ข้าจะทำสบู่”
“สบู่คืออะไรหรือ” เอ้อร์หลางถามด้วยความสงสัยพลางสูดกลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยออกมาจากหม้อ
เป็นเวลามื้อเที่ยงพอดี แม้ว่ามื้อเช้าจะกินช้ากว่าปกติและน่าจะอิ่มไปถึงช่วงเย็น แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกหิวเสียแล้ว
ฉินเหยาตอบ “ใช้สำหรับซักผ้าและอาบน้ำ ทำออกมาแล้วพวกเจ้าก็จะรู้เอง”
ต้าหลางนึกถึงผงสบู่ที่เขาเคยถามราคาในร้านขายของชำเมื่อวานจึงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ท่านน้า ท่านจะทำผงสบู่หรือ ที่ขายยี่สิบเหวินต่อหนึ่งเหลี่ยงนั่นน่ะหรือ”
“ก็ประมาณนั้น” ฉินเหยาพยักหน้า ก่อนสั่งให้ต้าหลางไปหาอ่างสองใบกับผ้าขาวบางมาให้
จากนั้นก็สั่งเอ้อร์หลางให้ไปนำเปลือกหอยแม่น้ำที่พวกเขาเก็บได้จากริมแม่น้ำตอนฤดูร้อนมา
“จริงสิ ซานหลาง ซื่อเหนียง พวกเจ้าช่วยไปซื้อเกลือหยาบสามเหลี่ยงจากบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิวให้หน่อย”
ฉินเหยาวางขี้เถ้าพืชครึ่งถังไว้ที่หน้าประตูครัว ก่อนกลับเข้าไปหยิบเงินหกเหวินแล้วยื่นให้คู่แฝด
สองคนรับเงินแล้วรีบวิ่งตรงไปยังบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิวทันที รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วม
เอ้อร์หลางนำเปลือกหอยแม่น้ำครึ่งถุงมาให้ในเวลาไม่นาน ฉินเหยานำถ่านไม้ที่เหลือจากการเผาเมื่อฤดูหนาวปีก่อนใส่เข้าไปในเตาเผา ก่อนจะเทเปลือกหอยลงไปเพื่อให้มีความร้อนสูง
เมื่อน้ำมันหมูในหม้อถูกเจียวออกมา เปลือกหอยก็เผาได้ที่พอดี
ฉินเหยานำน้ำมันหมูที่ตักได้ครึ่งกระปุกออกมาพักให้เย็นและตักกากหมูที่เจียวได้เต็มถ้วยเล็กออกมา จากนั้นแม่ลูกทั้งห้าก็กินไปทำงานไป
กากหมูที่ทอดจนกรอบ เคี้ยวเข้าไปเสียงดังกรุบกรับ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วปาก
ฉินเหยาหยิบครกหินที่ใช้ตำงาออกมาจากครัว เทเปลือกหอยที่เผาจนได้ที่ลงไปแล้วตำจนกลายเป็นผงละเอียดเตรียมไว้
จากนั้นนางเทขี้เถ้าพืชที่เตรียมไว้ลงในหม้อดิน เติมน้ำแล้วยกขึ้นตั้งไฟจนเดือด กรองผ่านผ้าขาวบางหลายชั้นจนได้น้ำด่าง
เทผงเปลือกหอยลงในน้ำด่างแล้วคนให้เข้ากัน กรองอีกครั้งก่อนนำไปวางไว้ใต้ชายคา ปล่อยให้ตกตะกอนข้ามคืน
ซานหลางและซื่อเหนียงที่กลับมาพร้อมเกลือหยาบก็นำมาตำให้ละเอียดเตรียมไว้เช่นกัน
วันต่อมา ฉินเหยาหยิบน้ำมันหมูที่พักไว้จนเย็นออกมา เทน้ำด่างที่ตกตะกอนลงไป จากนั้นเติมเกลือหยาบที่บดไว้ ใช้ไม้คนให้เข้ากันจนเกิดปฏิกิริยาการเกิดสบู่
เมื่อเห็นกับตาว่าน้ำข้นๆค่อยๆแข็งตัว พวกต้าหลางสี่พี่น้องยังพากันคิดว่าฉินเหยากำลังร่ายคาถาอาคม
ฉินเหยาจึงอธิบายให้พวกเขาฟังถึงปฏิกิริยาการเกิดสบู่ดังกล่าว
แต่พี่น้องทั้งสี่ยังคงเชื่อมั่นว่านี่ต้องเป็นอาคมแน่ๆ !
ไม่ใช่อะไรอย่างพวกปูนเผาหรือการชะล้างด้วยเกลือหรอก
เนื้อครีมสีขาวที่เกิดจากปฏิกิริยาการเกิดสบู่ยังคงนุ่มนิ่มอยู่ ฉินเหยาจึงตักใส่กระบอกไม้ไผ่ ทิ้งไว้สามวัน เมื่อนำออกมาก็กลายเป็นแท่งทรงกระบอกสีขาวสองแท่ง
ใช้ด้ายฝ้ายตัดแบ่งออกเป็นสิบสองชิ้นเล็กๆวางในตะกร้าสานก้นแบน แขวนไว้ในห้องเก็บของที่มีอากาศถ่ายเท ทิ้งไว้หนึ่งเดือนก็จะสามารถนำไปซักผ้าหรือใช้ล้างมือได้
“ยังต้องรออีกหนึ่งเดือนเลยหรือ…” ซื่อเหนียงเบะปากถามฉินเหยา “ท่านแม่ ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้หรือ”
“ใช้ได้ แต่ใช้ได้ไม่ดีนัก เหนียวเหมือนอึเละๆ” ฉินเหยานำตะกร้าแขวนไว้บนขื่อบ้าน กระโดดลงจากเก้าอี้ แล้วโบกมือไล่พี่น้องทั้งสี่ออกไป
“รอให้ครบหนึ่งเดือนก่อน ตอนนี้ห้ามใครแอบเอาลงมาเด็ดขาด” ฉินเหยากำชับอย่างจริงจัง
ซื่อเหนียงได้แต่ถอนหายใจ “ก็ได้”
ตอนที่ 147: เกณฑ์แรงงานราษฎรสามพันคน
ในคืนวันที่สบู่ทำเสร็จ ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา
ฉินเหยาถูกความหนาวปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย นางดึงผ้าห่มอันอบอุ่นเข้าหาตัว ขณะเดียวกันก็นึกโล่งใจที่ไม่ได้แขวนสบู่ไว้ใต้ชายคา
มิฉะนั้น หากปล่อยให้ถูกลมฝนโหมกระหน่ำตลอดคืน ความพยายามสามวันคงสูญเปล่า
ฝนเทกระหน่ำตลอดทั้งคืน กระทั่งย่ำรุ่งจึงค่อยๆเบาลง กลายเป็นละอองฝนพรำๆ ไม่มีทีท่าว่าฟ้าจะเปิด
สายฝนแห่งฤดูใบไม้ร่วงนำพาความหนาวมาเยือน ยามเช้าเมื่อเปิดประตูห้องออก ฉินเหยาก็รับรู้ถึงความเย็นยะเยือกของคำกล่าวนี้ทันที
เดือนเก้าได้ล่วงเลยมากว่าครึ่งแล้ว
วันนี้คือวันที่สิบห้า ถึงเวลาจ่ายค่าแรงของเดือนก่อนให้กับคนงาน
ฉินเหยากินมื้อเช้าที่บ้าน เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าฝ้ายหนา ก่อนหยิบสมุดบัญชีและเงินติดตัวไปยังโรงงาน
นางไม่ได้มาที่นี่เกือบครึ่งเดือน แต่ด้วยช่างไม้หลิวคอยดูแล ทุกอย่างในโรงงานจึงยังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อเหล่าคนงานเห็นฉินเหยาหนีบสมุดบัญชีไว้ใต้รักแร้ ความหดหู่จากฟ้าครึ้มฝนก็พลันหายไป สีหน้าเผยความตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด
ฉินเหยาตรงไปหาช่างไม้หลิวก่อน ตรวจสอบบัญชีของครึ่งเดือนที่ผ่านมา จากนั้นจึงหยิบกระดาษร่างออกมาคำนวณค่าแรงของคนงาน
ก่อนเลิกงานตอนเย็น นางจ่ายค่าแรงให้กับคนงานทุกคน บรรยากาศทั่วโรงงานเต็มไปด้วยความปิติยินดี
คนงานรับค่าแรงแล้วทยอยกลับบ้าน ฉินเหยาและช่างไม้หลิวอยู่เป็นคนสุดท้าย สนทนาเรื่องรายละเอียดบางอย่างจนเสร็จจึงปิดประตูโรงงานแล้วแยกย้ายกันกลับ
วันนี้ทุกบ้านได้ค่าแรง มื้อเย็นจึงจัดเต็มเป็นพิเศษ ขณะฉินเหยาเดินผ่านหมู่บ้าน กลิ่นหอมของอาหารลอยเตะจมูก ทำให้นางรีบเร่งฝีเท้ากลับบ้านทันที
เมื่อถึงบ้าน ต้าหลางก็เตรียมมื้อเย็นเสร็จแล้ว เห็นนางกลับมาจึงเริ่มกินกันทันที
อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศยินดีในหมู่บ้าน มื้ออาหารเรียบง่ายของแม่ลูกทั้งห้ากลับอร่อยเป็นพิเศษ
ทว่า ขณะที่ทุกคนกำลังผ่อนคลายและดื่มด่ำกับความสุข เสียงระฆังเรียกประชุมก็ดังขึ้นกะทันหัน
ฉินเหยาและลูกๆที่เพิ่งกินข้าวเสร็จ จิตใจพลันตึงเครียดขึ้นมาพร้อมกัน
“เกิดอะไรขึ้น” ฉินเหยาพึมพำด้วยความสงสัย
พี่น้องทั้งสี่ทำหน้ามึนงง ไม่รู้เช่นกัน
“ข้าจะออกไปดู” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางและน้องๆรออยู่บ้าน จากนั้นก็หยิบงอบแล้วรีบออกไป
นางพบกับหลิวเหล่าฮั่นและหลิวไป่ระหว่างทาง ทั้งสามสบตากัน ต่างเต็มไปด้วยความสงสัยและกังวล ก่อนรีบมุ่งหน้าไปยังศาลบรรพชนของหมู่บ้าน
ระฆังเรียกประชุมของหมู่บ้านแทบไม่เคยดังขึ้น หากมีประกาศสำคัญ ผู้ใหญ่บ้านมักให้คนตีฆ้องและเดินประกาศไปทั่วหมู่บ้าน
ครั้งสุดท้ายที่ระฆังนี้ดังขึ้น คือตอนที่โจรภูเขาบุกโจมตี
และก่อนหน้านี้ที่เสียงระฆังดังขึ้น นั่นหมายถึงการเกณฑ์ทหารและเกณฑ์แรงงานรอบใหม่ได้มาถึงแล้ว
ชาวบ้านที่เพิ่งได้สัมผัสกับความสงบสุขในแคว้นเซิ่งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแคว้นเซิ่งเพียงลดแรงงานเกณฑ์และภาษีลงเท่านั้น มิใช่ยกเลิกทั้งหมด
เมื่อครู่ ทุกคนยังดีใจที่ได้รับค่าแรงประจำเดือนและจัดมื้ออาหารพิเศษกันอยู่เลย
เพียงพริบตา ทุกคนก็มารวมตัวกันที่ศาลบรรพชน ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย สายตาจับจ้องไปยังผู้ใหญ่บ้านที่ถือสมุดสำมะโนครัวอยู่ในมือ
ผู้ใหญ่บ้านมองดูตัวแทนจากแต่ละครอบครัวที่มารวมตัวกัน ก่อนถอนหายใจแล้วประกาศข่าวที่เพิ่งได้รับ
“เผ่าหมานอี๋จากม่อเป่ยบุกเข้ามารุกราน ศึกสงครามชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง จังหวัดจื่อจิงมีราชโองการให้ทุกอำเภอภายใต้การปกครองเร่งเกณฑ์แรงงานราษฎรจำนวนสามพันคน เพื่อลำเลียงเสบียงไปยังชายแดน…”
“ทุกครัวเรือน บุรุษอายุสิบสองปีขึ้นไป แต่ไม่เกินห้าสิบปี หากมีชายฉกรรจ์สี่คนให้ส่งสองคน หากมีสามคนหรือน้อยกว่านั้นให้ส่งหนึ่งคน บุตรชายคนเดียวได้รับการยกเว้น เวลามีจำกัด พวกเจ้ากลับไปหารือกันให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เช้ามารายงานตัว สามวันให้หลังเตรียมออกเดินทาง”
กล่าวจบ ผู้ใหญ่บ้านก็เปิดสมุดรายชื่อแล้วเริ่มขานชื่อ บ้านใดมีชายฉกรรจ์กี่คน ควรส่งไปกี่คน
เมื่อขานมาถึงเรือนเก่าตระกูลหลิว พบว่ามีชายฉกรรจ์ที่เข้าเกณฑ์สี่คนจึงต้องส่งไปสองคน
ฉินเหยายังไม่ทันได้ดูสีหน้าของหลิวเหล่าฮั่นและหลิวไป่ก็ถึงลำดับของบ้านนางเสียแล้ว
“บ้านหลิวจี้มีชายฉกรรจ์หนึ่งคน ต้องส่งหนึ่งคน”
“บ้านหลิวต้าฝูมีชายฉกรรจ์สี่คน ต้องส่งสองคน…”
ทุกคนที่ถูกขานชื่อล้วนอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลง
สายฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย ท้องฟ้ามืดครึ้มดั่งกดทับลงบนใจของทุกคน บรรยากาศตึงเครียดทำให้หายใจแทบไม่ออก
แรงงานเกณฑ์ขนส่งเสบียง เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่อยากพบเจอมากที่สุด
แม้จะดีกว่าการถูกเกณฑ์เข้ากองทัพเล็กน้อย เพราะเป็นงานฝ่ายสนับสนุน ไม่ต้องเผชิญหน้ากับข้าศึกโดยตรง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย
อันตรายที่สุดคือกำหนดเวลาของคำสั่งทหาร หากไม่สามารถขนส่งเสบียงไปให้ถึงจุดหมายตรงตามจำนวนและเวลา โทษสถานเบาคือความตาย สถานหนักคือถูกประหารสามชั่วโคตร
ผู้ใหญ่บ้านขานรายชื่อจนครบแล้วถอนหายใจไม่หยุด สีหน้าหนักอึ้งเต็มไปด้วยความทุกข์
บ้านของเขามีชายฉกรรจ์ห้าคน ต้องส่งไปสองคน หากไม่มีตำแหน่งทางการใดๆ ชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์แรงงานได้
แต่เขาก็ได้แต่พยายามต่อรองเพื่อให้ทุกคนได้รับการยกเว้นบางส่วนอยู่เช่นกัน
ผู้ใหญ่บ้านตะโกนสองครั้ง กระตุ้นให้ทุกคนมีสติขึ้นมา จากนั้นกล่าวเสียงดังว่า
“อำเภอนี้ยังมีนักโทษอยู่สามสิบห้าคน ผู้ที่มีเงินหกตำลึงสามารถซื้อรายชื่อมาเกณฑ์แรงงานแทนได้ มาก่อนได้ก่อน ใครมีเงินก็รีบๆซะ!”
สามสิบห้าคนนี้ก็คือนักโทษที่รอการประหารหลังฤดูใบไม้ร่วงจากเหตุการณ์กวาดล้างโจรภูเขาก่อนหน้านี้
หากคำสั่งจากทางการมาช้ากว่านี้ ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้!
ชาวบ้านที่เดิมยังมีความหวังอยู่ พอได้ยินตัวเลขหกตำลึงต่างก็พากันสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไปพร้อมกัน
แต่ถึงกระนั้น ตราบใดที่สามารถหาเงินมาได้ ต่อให้ต้องขายทรัพย์สินในบ้านก็ต้องพยายามหาทางคว้าโอกาสนี้ไว้ให้จงได้
ไม่มีเงิน ถึงจะกัดก้อนเกลือกิน แต่ก็ยังอยู่ได้
แต่หากคนจากไป เช่นนั้นก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ
หลิวเหล่าฮั่นกับหลิวไป่กำหมัดแน่นแล้วรีบหันหลังกลับบ้านเพื่อรวบรวมเงิน
โชคดีที่ปีนี้ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นต่อให้ทำยังไงก็ไม่มีทางรวบรวมเงินสิบสองตำลึงมาได้ อย่างน้อยก็ต้องมีคนหนึ่งที่ต้องออกไปเกณฑ์แรงงาน
นางชิวใกล้คลอดเต็มแก่ เจ้ารองย่อมไปไม่ได้แน่นอน
ส่วนหลิวเฝยยังเด็กนัก เด็กน้อยจะไปทำอะไรได้ หากเกิดเรื่องขึ้นระหว่างทางก็ไม่อยากจะคิดถึงผลที่ตามมาเลย
สุดท้ายสิทธิ์นี้ต้องเป็นของหลิวเหล่าฮั่นหรือไม่ก็หลิวไป่
ตอนนี้สองพ่อลูกเพียงรู้สึกโชคดีที่ปีนี้เก็บเกี่ยวได้ดีพอที่จะหาเงินจำนวนนี้ออกมาได้
แต่ก็ไม่กล้าหวังมากนัก เพราะมีแค่สามสิบห้าสิทธิ์ แต่ต้องเกณฑ์แรงงานถึงสามพันคน คนมากมายขนาดนี้แย่งกัน ไม่อาจชักช้าได้แม้แต่น้อย
สองพ่อลูกรีบเดินออกจากศาลบรรพชน แต่จู่ๆก็คิดขึ้นได้ว่ายังมีฉินเหยาอยู่ หลิวไป่จึงวิ่งกลับเข้าไปเรียกนางให้รีบกลับบ้านไปเอาเงิน
“แค่หกตำลึงเอง น้องสะใภ้ เจ้าอย่าได้เสียดาย รีบนำมาให้ผู้ใหญ่บ้านเถอะ ไม่เช่นนั้นเจ้าสามจะต้องไปขนเสบียงนะ งานนั่นหนักถึงตายเชียวนะ!”
กล่าวกำชับอย่างเร่งรีบเสร็จ หลิวไป่ก็รีบตามหลิวเหล่าฮั่นเข้าบ้านไป
สองพ่อลูกคิดว่าฉินเหยารู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ย่อมต้องกลับบ้านไปนำเงินมาให้หลิวจี้เพื่อซื้อรายชื่อมาเกณฑ์แรงงานแทน
แต่ไม่คาดคิด ฉินเหยาไม่เพียงไม่ร้อนใจกลับยกยิ้มเย็นชาจางๆที่มุมปาก
หลิวจี้ ครานี้ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะรอดไปได้อย่างไร!
“ท่านแม่!”
เมื่อเห็นเงาคนที่ตีนเขาเดินมาแต่ไกล ซื่อเหนียงก็อดไม่ได้ที่จะร้องเรียกเสียงดัง
ฉินเหยาโบกมือเอ่ย “เข้าไปในเรือนเถิด ข้างนอกฝนยังตกอยู่!”
ซื่อเหนียงไม่ได้ขยับ จนกระทั่งฉินเหยาเดินมาถึง นางจึงจับชายเสื้อของนางพากันเข้าไปในเรือน
เด็กหญิงตัวน้อยเต็มไปด้วยความกังวล เงยหน้ามองนางแล้วเอ่ยถาม “ท่านแม่ เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรือไม่”
พี่น้องต้าหลางทั้งสามก็หันมามองด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
ฉินเหยาถอดงอบออก ปัดละอองน้ำบนตัวแล้วยิ้มกล่าวว่า “ไม่มีอะไร แค่ทางการต้องการเกณฑ์แรงงานไปช่วยขนเสบียงทหารไปยังชายแดน เพื่อส่งอาหารให้เหล่าแม่ทัพนายกองที่กำลังทำศึกกับหมานอี๋ที่ชายแดนเท่านั้น”
ซานหลางและซื่อเหนียงถอนหายใจเบาๆอย่างโล่ง.อก เอ่ยด้วยความไร้เดียงสา “ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ตอนที่ 148: ท่านพ่อช่วยลูกด้วย
ต้าหลางและเอ้อร์หลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทั้งสองอายุมากกว่าเล็กน้อย เคยผ่านความหวาดกลัวจากช่วงปีแห่งความโกลาหลมาก่อน
สารพัดคำสั่งเกณฑ์ทหาร เกณฑ์แรงงานซ่อมสะพานสร้างถนนและภาษีแปลกประหลาดมากมาย ทุกครั้งที่ระฆังดังขึ้น บรรยากาศในหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ดังนั้น งานเกณฑ์แรงงานขนเสบียง ย่อมไม่มีทางเป็นเรื่องง่ายเหมือนที่ท่านน้ากล่าวแน่นอน
ต้าหลางหยั่งเชิงถามด้วยความระแวดระวัง “เช่นนั้นบ้านพวกเราก็ต้องส่งคนไปหรือ”
ฉินเหยารินน้ำให้ตนเองอย่างสงบแล้วพยักหน้า “ถูกต้อง ท่านพ่อของพวกเจ้าจะไป”
น้ำเสียงของนางเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลเกินไป
หัวใจของต้าหลางกระตุกวูบ มองฉินเหยาด้วยความลังเลอยู่หลายครั้งจนถูกเอ้อร์หลางกระตุกชายเสื้ออย่างแรง สุดท้ายก็เพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึกๆโดยไม่เอ่ยสิ่งใด และหยิบกาน้ำขึ้นมารินเติมน้ำในถ้วยให้นาง
“พอขนเสบียงเสร็จแล้ว ท่านพ่อก็จะกลับมาใช่หรือไม่” ซื่อเหนียงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ฉินเหยาลูบแก้มกลมของนางเบาๆ “ใช่ หากทำภารกิจเสร็จสิ้นก็กลับมาได้ บางทีอาจกลับมาทันช่วงปีใหม่ก็ได้”
เงื่อนไขก็คือ ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ!
ซื่อเหนียงตอบอ้อพลางพยักหน้ารับ เข้าใจบ้างแต่ก็ยังไม่ทั้งหมด นางมองพี่ชายแล้วหันมามองท่านแม่ รู้สึกคล้ายมีบางอย่างแปลกๆชอบกล
แต่เมื่อเห็นท่านแม่ยังยิ้มแย้ม ซักถามเรื่องการเรียนของพี่ๆเป็นปกติ นางก็วางใจลง ในเมื่อท่านแม่บอกว่าไม่มีเรื่องอะไรก็ย่อมไม่มีเรื่องแน่นอน~
หลังจากใช้น้ำอุ่นล้างหน้าและเท้าแล้ว แต่ละคนก็กลับเข้าเรือนไปนอน
ตลอดคืนฝนยังคงตกอยู่ เสียงฝนหนักเบาสลับกันไป ความเย็นแทรกซึมเข้ามาเป็นระลอก โชคดีที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเปลี่ยนฟางรองเตียงเป็นแบบใหม่ที่นุ่มขึ้น อีกทั้งผ้าห่มก็เปลี่ยนเป็นแบบหนาขึ้นแล้ว
ยามเที่ยงคืน ขณะที่ฟังเสียงฝนตกนอกเรือนและกำลังหลับสบาย ประตูเรือนก็ถูกเคาะดัง ปึงปึงปึง
ฉินเหยาและเด็กทั้งสี่ในเรือนข้างๆต่างสะดุ้งตื่น
ฉินเหยาลุกขึ้นแล้วตะโกนไปยังลานเรือน “ผู้ใดกัน!”
“ข้าเอง เมียจ๋าข้ากลับมาแล้ว!”
ที่แท้เป็นหลิวจี้
ฉินเหยาแต่งตัวพลางคิดในใจ วันนี้เป็นวันหยุดพักของเขารึ
แต่กลับมาได้จังหวะพอดี เช่นนี้นางก็ไม่ต้องเข้าเมืองไปพาตัวเขากลับมาเพื่อเข้ารับการเกณฑ์แรงงานแล้ว
ฉินเหยาเปิดประตูแล้วรีบถอยไปยืนใต้ชายคาของเรือนหลักเพื่อหลบฝน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็เปิดประตูห้อง โผล่ศีรษะออกมาเห็นร่างเปียกปอนในค่ำคืนฝนตกแล้วเอ่ยเรียกด้วยความลังเล “ท่านพ่อ?”
หลิวจี้ปิดประตูเรือน ตอบรับเสียงต่ำ ก่อนรีบวิ่งเข้ามาในเรือนหลัก ถอดงอบที่แทบไม่ได้ช่วยกันฝนออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เปียกโชกจนน่าสังเวช
เส้นผมเปียกแปะติดอยู่บนใบหน้า อาภรณ์ยาวเต็มไปด้วยคราบโคลน รองเท้าผ้าที่ย่ำโคลนนั้นยิ่งดูไม่ได้ ถูกน้ำโคลนชะเสียจนเปลี่ยนเป็นอีกสีหนึ่งจนไม่อาจมองเห็นรูปเดิม
ต้าหลางดันเอ้อร์หลางกลับเข้าไปในห้อง รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วตรงไปยังห้องครัว ก่อไฟต้มน้ำ ตักน้ำขิงร้อนๆหนึ่งชามมาแล้วยื่นให้หลิวจี้ “ท่านพ่อ ดื่มน้ำขิงเพื่ออบอุ่นร่างกายสักหน่อยเถิด”
หลิวจี้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ยื่นมือจะลูบศีรษะลูก แต่เมื่อเห็นว่ามือของตนเปรอะโคลนไปหมดจึงชักกลับอย่างกระดากใจ รับชามมาแล้วดื่มน้ำขิงรวดเดียวหมด
เขาเดินทางมาตอนฟ้ามืด ทั้งยังมีฝนตก พื้นดินลื่นเป็นโคลน แม้จะอดทนมาจนถึงปากหมู่บ้านแล้ว แต่สุดท้ายกลับมาล้มลื่นเอาตรงหน้าประตูเรือนตนเองจนเนื้อตัวเปรอะไปด้วยโคลนอย่างที่เห็น
สองพ่อลูกช่วยกันเก็บล้างจนเรียบร้อย ฉินเหยากอดอกยืนอยู่ใต้ระเบียง มองดูเงาร่างที่เคลื่อนไหวไปมาในครัวและห้องอาบน้ำ สีหน้าของนางยากจะคาดเดา
หลิวจี้อาบน้ำสระผมจนเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าปอที่สะอาด ก่อนเดินออกจากห้องอาบน้ำ
เพียงเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาคู่นั้น หัวใจของเขาบีบรัดแน่นทันที
“เมียจ๋า ข้าไม่เป็นไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ” หลิวจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าซักเสื้อผ้าเสร็จก็จะนอนแล้ว”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วโบกมือให้ต้าหลางที่ยังคงง่วนอยู่ในครัวต้มโจ๊กให้หลิวจี้ “ปล่อยให้เขาทำเอง เจ้าไปนอนเถอะ”
เด็กเล็กอดนอนมากเกินไปไม่ดีต่อร่างกาย
ต้าหลางรับคำเบาๆ แต่ยังคงเป็นห่วงจึงกำชับบิดาอีกหลายคำก่อนจะยอมกลับไปนอน
หลิวจี้ยืนอยู่หน้าเตาเพียงลำพัง โจ๊กขาวในหม้อเดือดพล่านค่อยๆปล่อยไอร้อนพวยพุ่ง เขาหันไปมองห้องนอนที่อยู่ตรงข้ามโดยไม่รู้ตัวแล้วขยับเข้าใกล้เตาเพื่อขับไล่ความหนาวที่เกาะกุมร่างกาย แม้ความเย็นจากร่างกายจะจางหายไป แต่ความเย็นในใจกลับทวีขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า เงาหลังที่เดินผ่านหน้าโรงเตี๊ยมอย่างรีบเร่งในยามโพล้เพล้วันนั้นก็คือฉินเหยา
นางเห็นแล้ว แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลยอย่างนั้นหรือ
แบบนี้น่ากลัวยิ่งกว่านางพุ่งเข้ามาต่อยตีเขาเสียอีก!
เพราะความกระวนกระวายใจ บวกกับเงินใช้จ่ายที่ไม่มีผู้ใดส่งมาและจดหมายสี่ฉบับที่ส่งไปกลับไร้ซึ่งการตอบกลับ ฉะนั้นเมื่อเลิกเรียน หลิวจี้จึงขอยืมงอบของสหายร่วมชั้นแล้วรีบเร่งเดินทางกลับบ้านทันที
ฟ้ามืดสนิทแล้ว บนถนนแทบไม่เห็นเกวียนวัวหรือรถม้าเลย เขาจึงต้องเดินเท้ากลับตลอดทาง
เขาเดินทางถึงสามชั่วยาม จากยามโพล้เพล้จนกระทั่งฟ้ามืด จากฟ้ามืดจนกระทั่งดึกดื่น ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้าน
เมื่อประตูเปิดออกในชั่วขณะนั้น หลิวจี้เตรียมใจไว้แล้วว่าคงต้องเผชิญกับพายุร้าย คำอธิบายที่เตรียมไว้พร้อมจะหลุดออกจากปากได้ทุกเมื่อ
คาดไม่ถึงว่าเมื่อประตูเปิดออก นางกลับถอยออกไปอยู่นอกห้องโถง ไม่เปิดโอกาสให้เขาเอ่ยปากแม้แต่น้อย
จากนั้น นางก็จ้องมองการกระทำทุกอย่างของเขาด้วยสีหน้าไม่แยแส
ระหว่างอาบน้ำเมื่อครู่ เขาอดไม่ได้ที่จะลูบต้นคอด้านหลังอยู่หลายครั้ง รู้สึกคล้ายมีคมมีดจ่ออยู่บนศีรษะตลอดเวลา
โจ๊กในหม้อสุกได้ที่ กลิ่นหอมของข้าวอบอวล หลิวจี้ลูบท้องตนเองแล้วคิดว่า ช่างเถอะ กินให้อิ่มก่อน พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็ยังเป็นชายชาตรีที่เข้มแข็งดังเดิม!
ต้าหลางเมื่อครู่พูดว่าอะไรนะ อ้อ บนชั้นสองของตู้กับข้าว ยังมีกากหมูเจียวและผัดผักดองเหลืออยู่อีกครึ่งถ้วย
หลิวจี้หยิบกับข้าวที่เหลืออยู่นั้นมาใส่ลงในโจ๊กขาวแล้วตักกินอย่างรวดเร็วเพื่อเติมเต็มท้องของตน
เมื่อกินเสร็จ เขาก็เก็บกวาดเตาให้เรียบร้อย ซักเสื้อผ้าที่สกปรกจนสะอาด เพลานี้ไก่ในลานบ้านก็เริ่มขันแล้ว
หลิวจี้เป่าตะเกียงน้ำมันให้ดับ พลางอ้าปากหาวก่อนผลักประตูห้องออก จากนั้นทิ้งตัวลงบนฟูกที่หอมสะอาดและอ่อนนุ่ม ไม่คิดสิ่งใดอีกแล้ว ขอหลับใหลอย่างสุขสบายก่อน
เขาหลับยาวจนกระทั่งตื่นขึ้นมาในช่วงบ่ายแก่ๆ
คนในบ้านไม่มีใครปลุกเขาเลย เกรงใจเกินไปแล้ว
จากคืนที่กลับมาถึงบ้านประจวบจนบ่าย เขายังไม่ได้ยินข่าวเรื่องเกณฑ์แรงงานราษฎรแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเขาเดินออกจากบ้านอย่างสบายอารมณ์ไปยังหมู่บ้าน มองเห็นชาวบ้านแต่ละคนล้วนมีท่าทีร้อนรนกระวนกระวายจึงค่อยรู้สึกถึงความผิดปกติ
“นี่! พวกเจ้าจะไปที่ใดกันรึ” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างสงสัย “เกิดอะไรขึ้น ไฉนทุกคนถึงทำหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้”
ญาติผู้พี่ที่ถูกเขาขวางไว้เอ่ยถามอย่างประหลาดใจว่า “เจ้ายังไม่รู้หรือ”
หลิวจี้ส่ายศีรษะ เขาควรจะรู้เรื่องหรือ
ลูกพี่ลูกน้องมองท่าทางของเขาแล้วถอนหายใจด้วยความอิจฉา “คงเป็นเพราะเมียของเจ้าช่วยให้เจ้าได้รับการเกณฑ์แรงงานแทนแล้ว เช่นนั้นการเกณฑ์แรงงานราษฎรขนเสบียงกองทัพของราชสำนักในครั้งนี้คงไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าแล้วสินะ”
กล่าวจบก็รีบร้อนจะจากไป ไม่อยากอยู่กับเขานานไปกว่านี้ เกรงว่าตนเองจะอิจฉาจนคลุ้มคลั่ง
หลิวจี้ร้องเรียกอยู่หลายครั้งแต่ก็รั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ได้ ยืนค้างอยู่กับที่ พลางครุ่นคิดถึงคำพูดของลูกพี่ลูกน้องซ้ำไปซ้ำมา จู่ๆดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
เกณฑ์แรงงานราษฎรของราชสำนัก?
มีการเกณฑ์แรงงานอีกแล้วหรือ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ความวิตกกังวลที่เขากดเอาไว้พลันถาโถมขึ้นมาอย่างรุนแรง
เมื่อนึกถึงท่าทีไม่ยี่หระของฉินเหยาเมื่อวานนี้ สีหน้าของหลิวจี้ก็พลันเปลี่ยนไป รีบรุดไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านทันที
เขาพลิกดูรายชื่อผู้ถูกเกณฑ์และสองตัวอักษรหลิวจี้ก็เด่นหราอยู่ในนั้น
“จบเห่แล้ว! จบเห่แล้ว!”
เหมือนมีน้ำเย็นเฉียบราดลงมาจากศีรษะ หลิวจี้สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้ใหญ่บ้าน เขาหมุนตัวแล้ววิ่งกลับบ้านอย่างบ้าคลั่ง
“ท่านพ่อ! ช่วยลูกด้วยเถิด!”
ตอนที่ 149: เขาเรียนรู้และปรับตัวเก่งจริงๆ
หลิวจี้พุ่งทะยานเข้าไปในเรือนเก่าตระกูลหลิวอย่างรวดเร็ว ทว่าไม่คาดคิดว่าจะพบเจอกับความว่างเปล่า
หลิวเหล่าฮั่นไม่อยู่ที่บ้านนานแล้ว
เมื่อคืน ผู้ที่รวบรวมเงินได้ต่างนำเงินไปมอบให้ผู้ใหญ่บ้าน พอรุ่งเช้าวันนี้ ผู้ใหญ่บ้านก็นำเงินนั้นเข้าอำเภอ
คาดไม่ถึงว่าการแข่งขันจะดุเดือดนัก หมู่บ้านตระกูลหลิวได้สิทธิ์แรงงานเกณฑ์แทนเพียงห้าสิทธิ์ เมื่อนำมาจัดสรร เรือนเก่าตระกูลหลิวได้รับเพียงหนึ่งสิทธิ์ ยังเหลืออีกหนึ่งคนที่ต้องไปเป็นแรงงานเกณฑ์
เมื่อหลิวเหล่าฮั่นได้ยินข่าวนี้ ทั้งร่างก็หนักอึ้งไปทันที ได้แต่ถือเงินหกตำลึงที่ผู้ใหญ่บ้านคืนมา ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ฉินเหยามาแจ้งชื่อของหลิวจี้ขึ้นทะเบียนพอดี คราเดินผ่านเรือนเก่าตระกูลหลิวจึงแนะนำทางออกให้หลิวเหล่าฮั่น
“ไปหาหลิวต้าฝูเถิด”
ครอบครัวของเขาต้องส่งคนไปสองคน แต่ก็ได้รับสิทธิ์แรงงานเกณฑ์แทนเพียงหนึ่งคน เหลืออีกหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นบุตรคนใดเขาก็ไม่อาจตัดใจส่งไปได้
เรื่องเช่นนี้ สำหรับครอบครัวทั่วไปถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่สำหรับบางคนที่ยากจนกลับเป็นโอกาสทางการค้า
ขอเพียงเจ้ากล้าใช้เงินก็มีคนมากมายที่ยอมรับงานเพื่อเงินโดยไม่ห่วงชีวิต
เมื่อหลิวต้าฝูได้รับข่าวจากผู้ใหญ่บ้านก็รีบจัดเกวียน เตรียมเงินและมุ่งหน้าเข้าเมืองทันที
ดังนั้น หลิวเหล่าฮั่นที่ได้รับคำแนะนำจากฉินเหยาก็กำเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ในบ้าน รีบติดตามหลิวต้าฝู และเดินทางเข้าเมืองพร้อมกัน
เมื่อถึงเมืองก็พบว่ามีผู้คนถือป้ายรอพวกเขาอยู่แล้ว สิบตำลึงก็สามารถหาคนแทนไปเป็นแรงงานเกณฑ์ได้
ครอบครัวใดที่สามารถจ่ายเงินก้อนนี้ได้ก็จะยอมจ่ายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เพราะหากเจ้าลังเลไปชั่วขณะ คนผู้นั้นก็ถูกผู้อื่นแย่งตัวไปเสียแล้ว
ยามนี้ หลิวเหล่าฮั่นกำลังดำเนินเอกสารส่งต่อกับบุคคลที่มารับหน้าที่แรงงานเกณฑ์แทน
ทางการเองก็มิได้เข้มงวดนัก เพียงหาเครือญาติห่างๆ พี่น้องร่วมสายโลหิต หรือแม้แต่บุตรบุญธรรมมาก็สามารถใช้เป็นตัวแทนได้
ดังนั้น หลิวจี้จะหาพ่อของตนพบได้อย่างไรเล่า
เมื่อหาพ่อไม่พบ หัวใจของหลิวจี้เหมือนตายไปครึ่งหนึ่ง ความเสียใจถาโถมขึ้นมา เขากำหมัดชกศีรษะตนเองด้วยความโกรธ
เพราะความละโมบอยากกินสุราและเนื้อของฝานซิ่วไฉแท้ๆ ซ้ำยังโชคร้ายให้นางมารร้ายผู้นั้นเห็นเข้าอีก!
แต่ตอนนี้เสียใจภายหลังแล้วจะมีประโยชน์อันใด
ชื่อของเขาถูกบันทึกลงในบัญชีแรงงานเกณฑ์ไปแล้ว ตอนนี้ยังจะหาผู้ใดมาลบชื่อออกได้อีก
หรือว่า… ใช้เงินว่าจ้างผู้อื่นมาเป็นแรงงานเกณฑ์แทนเขา?
หลิวจี้พบคำตอบที่ว่านี้อย่างสิ้นหวัง มีเพียงฉินเหยาเท่านั้นที่เขาสามารถพึ่งพาได้!
นางมีเงิน ขอเพียงกล่อมให้นางหายโกรธก็ยังทันการณ์อยู่
“เมียจ๋า!”
เงาร่างคนผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาเตรียมงอเข่าลงจะคุกเข่าลงตรงหน้านาง
ฉินเหยากำลังตรวจดูพัฒนาการด้านการเรียนของพวกต้าหลางทั้งสี่คนอยู่ในห้องพวกเขา พอเห็นหลิวจี้ร้องไห้โหยหวนพุ่งเข้ามาก็ขวมดคิ้ว สีหน้าพลันเย็นชาในทันที
เด็กๆ ตกใจกับท่าทีของเขา โชคดีที่ฉินเหยาปฏิกิริยาว่องไว ก่อนที่เขาจะได้คุกเข่านางก็จับแขนเขาเอาไว้แล้วผลักออกไปเสียก่อน
ฉินเหยาหันหน้าไปมองเด็กทั้งสี่คนพลางส่งยิ้มจาง “พอแล้ว วันนี้พวกเจ้าผ่านเกณฑ์หมดแล้ว ไปเล่นกันเถอะ”
กล่าวจบก็เหลือบตามองหลิวจี้ แววตาแฝงไว้ด้วยคำเตือน เจ้าน่ะ อย่าได้ทำให้เด็กๆตกใจเด็ดขาด
หลิวจี้ร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้เพียงอดกลั้น ก่อนจะเผยฟันขาว ยิ้มแหยๆให้เด็กทั้งสี่คน “เมื่อครู่ข้าเดินเร็วไปหน่อย เท้ามันลื่นน่ะ ฮ่าๆๆ…”
ซานหลางและซื่อเหนียงหัวเราะออกมาทันที ชี้ไปที่เขาพลางทำท่าทางล้อเลียน ทำให้หลิวจี้ยกมือขึ้นเหมือนจะทำโทษพวกเขา ฝาแฝดชายหญิงหัวเราะร่า ก่อนจะกอดศีรษะตนเองแล้ววิ่งหนีไป
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเราไปเล่นชู่จวีกันเถอะ!”
ต้าหลางขานรับ ก่อนจะหันไปหยิบชู่จวีจากกล่องไม้ข้างเตียงแล้ววิ่งตามเอ้อร์หลางและฝาแฝดไป
ภายในห้องเงียบลงทันที ฉินเหยานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะ พลางปรายตามองไปยังประตูด้วยสายตาเย็นชา
รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวจี้ไม่อาจคงอยู่ได้อีก เขาลื่นไถลคุกเข่าลงตรงเท้านาง น้ำเสียงสั่นเครือพรั่งพรูไปด้วยน้ำตา
“เมียจ๋า เจ้าต้องเข้าใจผิดอะไรสักอย่างแน่ๆ ฟังข้าอธิบายก่อน…”
ฉินเหยาชูมือขัดจังหวะ “ไม่ต้อง ข้าไม่อยากฟัง”
หลิวจี้คุกเข่าขึ้นหน้ามาสองก้าว กอดขานางไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความอ้อนวอน “เมียจ๋า นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ สิ่งที่เจ้าพบเห็นในเมืองวันนั้นไม่ใช่ทั้งหมด ข้าสาบาน ข้า…”
“ข้าไม่เคยให้โอกาสเจ้ารึ”
ฉินเหยาขัดจังหวะเสียงร้องไห้ของเขาอีกครั้ง ออกแรงที่ขาเล็กน้อยก็สะบัดหลิวจี้ที่กอดขานางกระเด็นไปไกลถึงหนึ่งจั้ง
หลิวจี้สูดหายใจเฮือกใหญ่ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสะโพก คราวนี้ถึงกับน้ำตาตกจริงๆ ส่ายหน้ารัวๆ “เมียจ๋า ไม่เอา…”
เพียงสองคำว่าไม่เอาที่เขาเปล่งออกมากลับดังก้องสะท้อนซ้ำไปมา แฝงด้วยความอ้อนวอนเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง
ฉินเหยาลุกขึ้นยืน เดินมายืนตรงหน้าของเขา เชิดหน้าขึ้นมองลงมาจากที่สูง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับปลายคางของเขาไว้แน่น
แรงบีบที่ปลายนิ้วแทบจะบดขยี้กระดูกขากรรไกรของหลิวจี้ให้แหลก!
แววตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญและจิตสังหารทำเอาหลิวจี้ขนลุกชันไปทั้งร่าง
ในใจของหลิวจี้ร้องเรียกบิดามารดาสุดเสียง รีบมาช่วยข้าเร็ว!
แต่โชคร้ายที่คางของเขาถูกบีบไว้แน่น ทำให้ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลย
ฉินเหยามองดูท่าทางหวาดกลัวดิ้นรนของเขาแล้วหัวเราะเยาะ ก่อนจะปล่อยมือจากคางของเขา ตบเบาๆ สองทีลงบนใบหน้าหล่อเหลาแต่เต็มไปด้วยน้ำตาของเขา “หลิวจี้เอ๋ยหลิวจี้ ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่เจ้ามันไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย”
“หากรู้ความก็จงออกจากบ้านหลังนี้ไปเอง ไม่เช่นนั้น….”
ยังไม่ทันที่นางจะพูดคำว่าตายออกมา หลิวจี้ก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เดินออกไปพร้อมกับร้องตอบว่า
“ข้าไปเป็นแรงงานเกณฑ์ก็ได้ ขอแค่เมียจ๋าพอใจ ชีวิตของหลิวจี้คนนี้มันไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว!”
เมื่อเดินไปถึงระเบียง เขาก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความน้อยใจต่ำใจ “หากข้ารอดกลับมาได้ เมียจ๋าต้องยอมฟังคำอธิบายของข้านะ”
ฉินเหยา “ไม่ฟัง! ไสหัวไป!”
หลิวจี้ “…”
ก็ได้ ไสหัวไปก็ไสหัวไป!
เขาไสหัวกลับเข้าไปในห้องเล็กๆของตัวเอง มองผ่านลูกกรงหน้าต่าง ความโศกเศร้าครั้งนี้มาแรงจนร้องไห้ไม่ออก
เพราะเขายังอยากมีชีวิตอยู่!
ซื่อเหนียงและพี่น้องเล่นกันจนกระทั่งก่อนมื้อเย็นจึงกลับมา แต่ละคนดูอารมณ์ดี ไม่ทันสังเกตเลยว่าบิดาของตนกำลังอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฉินเหยาจ้องมองอยู่ หลิวจี้จึงต้องฝืนทำท่าทีสบายๆ เพื่อไม่ให้เด็กๆหวาดกลัวกับฉากนองเลือดกลางบ้าน
เหมือนใช้เวลาครุ่นคิดไปครึ่งวัน จู่ๆก็เกิดมีความคิดบางอย่างขึ้นมา เข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ในทันที
เมื่อรู้แน่แก่ใจว่าการเข้ารับเกณฑ์แรงงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลิวจี้จึงล้มเลิกความฝันลมๆแล้งๆ
เขาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ จากการพยายามหลบเลี่ยงแรงงานเกณฑ์กลายเป็นหาทางเพิ่มโอกาสรอดชีวิตแทนจึงรีบจัดเตรียมสัมภาระ แสดงให้เห็นถึงความ ‘รู้สถานการณ์แล้วปรับตัวตาม’ อย่างถึงที่สุด
หลังมื้อเย็น เขาเดินทางไปยังเรือนเก่า ส่วนว่าเขาไปหาหลิวเหล่าฮั่นเพื่อร้องไห้อ้อนวอนเหมือนตอนฉินเหยาหรือไม่นั้น นางไม่รู้และก็ไม่อยากรู้ด้วย
แต่ที่แน่ๆ พอเขากลับมาแล้วก็เหมือนจะได้ค่าประสบการณ์ในการเอาตัวรอดเพิ่มขึ้นเต็มเปี่ยม หยิบมีดพร้าเดินไปทำอะไรบางอย่างที่ลานหลังบ้าน
เขาเหลาไม้ยาวขึ้นมาหนึ่งด้าม สูงเกือบเท่าตัวคน จากนั้นก็ถอดใบมีดพร้าจากด้ามเดิม นำมาติดเข้ากับปลายไม้ ทำให้มันกลายเป็นดาบตัดม้าแบบหยาบๆ
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น นี่เขากำลังทำอาวุธป้องกันตัวหรือ
หลังจากเตรียมอาวุธเสร็จแล้ว เขาก็หยิบกล่องเข็มด้ายออกมา ขะมักเขม้นเสริมพื้นรองเท้าให้หนาขึ้น นั่งเย็บอยู่ทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน เย็บรองเท้าไปสองคู่
ฉินเหยาพึมพำด้วยความแปลกใจ เพิ่งค้นพบว่าชายผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านงานเย็บปักถึงเพียงนี้
จากนั้น หลิวจี้ก็รื้อเสื้อผ้าทั้งหมดของตนออกมา ซ่อมแซมและเสริมกระเป๋าเข้าไปในชุดที่หนาที่สุด ยัดเกลือ น้ำตาล หินจุดไฟ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆลงไป
คืนก่อนออกเดินทาง เขายังแอบล้วงเงินเหรียญจากถุงเงินของเอ้อร์หลางแล้วยัดทั้งหมดเข้าไปในกระเป๋าชั้นในของเสื้อ
ออกเดินทางไปนอกบ้าน ไม่มีอะไรมีค่าเท่าเงินอีกแล้ว
เวลากระชั้นชิดนัก หลิวจี้ทำได้เพียงเท่านี้
กอดเสื้อคลุมที่อัดแน่นไปด้วยของใช้ หลิวจี้น้ำตาคลอเบ้า เข้านอนในบ้านเป็นคืนสุดท้าย
ฉินเหยาไม่คิดว่าเขาจะมีชีวิตรอดได้นานขนาดนั้น นางกำลังคิดว่าอีกไม่นานคงมีคนหอบศพของเขากลับมาแล้วค่อยหาโลงศพดีๆ ให้เขาฝังกลบอย่างเหมาะสม
แต่พอเอื้อมมือไปคลำใต้หมอน กริชเหล็กกล้าที่หลอมขึ้นอย่างประณีตของนางกลับหายไปเสียแล้ว!
[1] ดาบฝักหรือดาบตัดม้า เป็นอาวุธทหารราบคมเดียวของจีนที่ยังคงใช้เป็นหลักในการฝึกศิลปะการต่อสู้ของจีนใบดาบมีรูปร่างเหมือนดาบ จีน แต่ด้ามของอาวุธยาวกว่า โดยปกติยาวประมาณหนึ่งถึงสองเมตร (ประมาณสามถึงหกฟุต) ซึ่งมีหน้าตัดเป็นวงกลม
ตอนที่ 150: ก็แค่ห้าเหวิน
หมู่บ้านตระกูลหลิวมีคนอยู่ราวสองร้อยกว่าคน การเกณฑ์แรงงานราษฎรทำให้ต้องมีชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ออกไปถึงสามสิบสี่สิบคน หมู่บ้านเล็กๆที่เคยคึกคักจึงเงียบสงัดลงในพริบตา แม้แต่ฉินเหยายังรู้สึกไม่คุ้นชิน
ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานของนางยังขาดคนงานไปถึงหกคน
เมื่อช่างไม้หลิวเข้ามาหาด้วยใบหน้าวิตกกังวล ฉินเหยาก็ถึงกับตบหน้าผาก นางลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท สามวันที่ผ่านมาเอาแต่เฝ้าดูหลิวจี้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
“แล้วจะทำยังไงดีเล่า ขาดคนไปตั้งเยอะ ของที่ต้องส่งช่วงกลางเดือนสิบจะผลิตทันได้อย่างไร ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงเดือนแล้ว เจ้ารีบหาทางหน่อยเถอะ”
สองวันก่อนช่างไม้หลิวก็ยุ่งอยู่กับการหาคนไปเป็นแรงงานเกณฑ์แทนบุตรชายของตน บ้านของเขาต้องส่งคนไปหนึ่งคน แต่พลาดโอกาสลงชื่อรับสิทธิ์แรงงานแทนราคาหกตำลึงต่อคนของอำเภอไคหยาง สุดท้ายจึงต้องจ่ายราคาสูงถึงสิบตำลึงเพื่อจ้างคนไปแทน
โชคดีที่เขาไปด้วยกันกับหลิวต้าฝูและหลิวเหล่าฮั่น ทั้งสามรีบดำเนินการแต่เนิ่นๆ ส่วนคนที่ไปถึงช้าในช่วงบ่าย แม้จะเสนอราคาสองเท่าก็ยังหาคนแทนไม่ได้
แต่ตามความคิดของช่างไม้หลิวแล้ว หากราคาสูงถึงยี่สิบตำลึงต่อคน เขาก็ไม่รังเกียจที่จะไปแทนเอง
ยี่สิบตำลึงไม่ใช่เงินที่จะหามาได้ง่ายๆ อีกอย่าง การเป็นแรงงานขนเสบียงครั้งนี้แม้จะลำบาก แต่ก็ยังดีกว่าถูกส่งไปรบในสนามรบมากนัก หากโชคดีและได้เจอนายทหารที่ไว้ใจได้ โอกาสรอดชีวิตกลับมายังมีสูง
แต่ตอนนี้คนที่ถูกเกณฑ์แรงงานต่างออกเดินทางกันไปหมดแล้ว ต่อให้พูดอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์
สิ่งที่ทำให้เขาหนักใจตอนนี้คือการขาดแคลนแรงงานในโรงงาน จนถึงขั้นเครียดจนเป็นแผลพุพองที่มุมปาก เวลาทานข้าวหากอ้าปากกว้างเกินไปก็จะเจ็บแทบทนไม่ไหว
ฉินเหยารินน้ำร้อนที่เย็นแล้วให้เขาและตัวเองคนละถ้วย ก่อนกล่าวว่า “รับคนเพิ่ม”
คนงานขุดหินของนางก็ขาดไปหนึ่งคนเช่นกัน ซึ่งก็คือหลิวฉี หลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน
แต่ละบ้านล้วนมีปัญหาของตน ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านหรือก็คือท่านย่าของหลิวฉี นางล้มป่วยหนัก เงินจากการขายผลผลิตในช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงถูกใช้หมดไปกับค่ารักษา
ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนที่ได้รับข่าวเรื่องเกณฑ์แรงงานก่อนใคร หากจะขอลดจำนวนคนที่ต้องส่งออกไปสักสองคน ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก
แต่สุดท้าย เขาก็ได้สิทธิ์เกณฑ์แรงงานแทนเพียงหนึ่งคน ยังเหลืออีกหนึ่ง หลิวฉีจึงอาสาไปเอง
เพราะว่าครอบครัวของเขาไม่มีเงินถึงสิบตำลึงเพื่อจ้างคนไปแทนได้อีกแล้ว
โชคดีที่เขารูปร่างสูงใหญ่กำยำ อุปนิสัยสุขุม ผู้ใหญ่บ้านจึงฝากฝังให้คนช่วยดูแล ถึงเวลานั้นคงไม่ลำบากสักเท่าไหร่
แต่ทางฝั่งของช่างไม้หลิวย่ำแย่กว่ามาก เพราะขาดคนงานไปถึงห้าคน โชคดีที่อวิ๋นเหนียงเป็นสตรี ไม่ต้องเข้ารับเกณฑ์แรงงานจึงยังมีคนที่ชำนาญงานเหลืออยู่ในกลุ่ม มิฉะนั้น เขาคงไม่ได้แค่เป็นแผลพุพองจากความเครียดเพียงจุดเดียวแน่
“แล้วตอนนี้จะไปหาคนงานจากที่ไหน ชายฉกรรจ์ทั้งจังหวัดจื่อจิงต่างถูกเกณฑ์ไปหมดแล้ว อีกไม่นานก็ต้องลงเมล็ดข้าวสาลีสำหรับฤดูหนาว จะให้เด็ก สตรี คนชราทำงานแทนหรือ”
ช่างไม้หลิวพูดด้วยความร้อนใจ เผลอขยับปากจนโดนแผลที่มุมปาก ส่งเสียงซี๊ดพลางสูดลมหายใจด้วยความเจ็บ
ฉินเหยาให้เขาดื่มน้ำอีกสองอึก ก่อนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หาคนงานชายไม่ได้ก็รับคนงานหญิงแทนก็แล้วกัน งานทำกังหันน้ำไม่ได้หนักหนาอะไร ผู้หญิงก็ทำได้”
ส่วนคนงานขุดหินที่ขาด นางคงต้องไปทำเอง
เพราะงานนี้หนักเกินไปสำหรับสตรี อีกทั้งในกลุ่มล้วนเป็นบุรุษ ต้องเข้าไปในภูเขา หากให้สตรีร่วมงานด้วยคงไม่สะดวกนัก
ตอนนี้สิ่งที่ทำให้นางโล่งใจคือ อย่างน้อยพวกที่ทำงานขัดเจียรยังอยู่ครบ ทำให้สายการผลิตยังสมบูรณ์
“เช่นนั้นก็ลองดูไหม” ช่างไม้หลิวเลิกยึดติดกับความคิดเดิม ตราบใดที่ส่งสินค้าได้ตามกำหนด จะเป็นชายหรือหญิงก็ไม่ต่างกัน
ดังนั้น ทั้งสองจึงไปยืมฆ้องมา เดินเคาะไปทั่วหมู่บ้าน ประกาศรับคนงานโดยไม่มีข้อกำหนดใดๆ ขอแค่ขยัน.อดทนและพร้อมทำงานก็พอ
พี่สะใภ้โจวกระโดดออกมาแล้วถามว่า “ข้าก็ทำได้หรือ”
ฉินเหยารีบดึงนางเข้ามาใกล้ “ได้สิ แน่นอนว่าได้ พี่สะใภ้ ท่านทั้งเก่งและขยัน งานไม้แค่นี้นับเป็นอะไรได้!”
พี่สะใภ้โจวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะตาหยี “เจ้ากล่าวเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก ข้าก็แค่ทำงานปักเล็กๆน้อยๆได้เท่านั้นเอง งานไม้ข้าไม่เคยแตะต้องมาก่อนเลย”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ช่างไม้หลิวรีบอธิบาย “ไม้พวกนั้น พวกเราจัดเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว เจ้าก็แค่ประกอบชิ้นส่วนตามแบบให้เข้ากันก็พอ!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ช่างไม้หลิวก็อดรู้สึกโชคดีในใจไม่ได้ สายการผลิตนี้ของฉินเหยาทำได้ดีจริงๆ แต่ละคนแค่เรียนรู้ขั้นตอนเดียวก็สามารถทำงานได้ทันที
แม้จะต้องเปลี่ยนคนงานกะทันหันก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงฝึกไม่กี่วันก็ชำนาญได้
“เช่นนั้นลองดูไหม” พี่สะใภ้โจวหันไปถามเหล่าสตรีข้างๆที่ยังลังเลอยู่ด้วยรอยยิ้ม
ถึงที่บ้านจะยุ่ง แต่หากต้องการหาเงินก็ต้องหาทางสละเวลามาทำงาน
ก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างอิจฉาผู้ที่ถูกเลือกให้ทำงานในโรงงาน โดยเฉพาะอวิ๋นเหนียง ที่เมื่อเดือนก่อนนำเงินค่าจ้างกว่าสามเฉียนกลับบ้านจนพ่อแม่สามีของนางดีใจจนเอาไปคุยโม้ทั่วหมู่บ้านว่าบ้านตนมีสะใภ้เป็นสมบัติล้ำค่า
ตอนนี้โอกาสมาอยู่ตรงหน้า อีกทั้งฉินเหนียงจื่อและช่างไม้หลิวยังสนับสนุน เช่นนั้นลองดูสักครั้งก็ไม่เสียหาย
ก่อนหน้านี้นางเหอเคยกล่าวว่า คนงานที่นี่จะได้กินกับข้าวที่มีเนื้อทุกสิบวันและบางครั้งเมื่อฉินเหยาเข้าเมืองก็ยังนำกระดูกวัวชิ้นใหญ่กลับมาต้มน้ำแกงให้ทุกคนได้กินกันอีกด้วย
แม้ไม่ใช่เพราะเรื่องอื่น แต่แค่เพื่อมื้ออาหารดีๆสักมื้อก็คุ้มค่ามากแล้ว
พอเห็นว่าสาวน้อยสาวใหญ่ในหมู่บ้านเริ่มสนใจ ฉินเหยาก็รีบไปตามพี่สะใภ้ใหญ่นางเหอและอวิ๋นเหนียงมา เพื่อให้พวกนางช่วยพูดจูงใจ
ด้วยแรงสนับสนุนจากสองคนนี้ ตำแหน่งช่างไม้ที่ขาดห้าอัตราในโรงงานก็หาครบอย่างรวดเร็ว
คนงานชายที่เดิมทำงานเหล่านี้ถูกโยกย้ายไปทำขั้นตอนแรกของการผลิต ส่วนงานประกอบและลงสีที่เหลือมอบให้คนงานหญิงทำแทน ในที่สุดสายการผลิตก็สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อปัญหาคลี่คลาย สินค้ากลางเดือนสิบก็สามารถส่งออกได้ตามกำหนด ฉินเหยาก็นับว่าถอนหายใจได้อย่างโล่งอกแล้ว
แต่ภาระของนางกลับเพิ่มขึ้น หลังจากเก็บรวบรวมหินที่ต้องใช้ตามคำสั่งซื้อที่เหลือเสร็จแล้ว นางก็ถูกหลิวเหล่าฮั่นเร่งให้หยิบจอบขึ้นมา เริ่มต้นไถพรวนดินรอบใหม่
ข้าวสาลีฤดูหนาวต้องปลูก แม้ว่านางจะไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ถึงอย่างไรก็ต้องหว่านเมล็ดไว้ก่อน อย่างน้อยก็ยังพอมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวบ้าง
หลังจากผ่านเหตุการณ์เกณฑ์แรงงานราษฎร เงินจากการขายข้าวของเรือนเก่าตระกูลหลิวปีนี้ก็แทบไม่เหลือ
ข้าวสารที่เก็บสำรองไว้ในบ้าน หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆไม่อาจแตะต้องได้ ดังนั้นแม้จะลำบากเพียงใดก็ต้องปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวต่อไป ไม่มีทางหยุดได้
เพราะกลัวว่าปีหน้าจะมีภาษีใหม่ๆ หรือถูกเรียกไปเป็นแรงงานเกณฑ์ทำงานโยธาสาธารณูปโภคอีก หากไม่มีเงินจ้างคนแทนก็ต้องละทิ้งไร่นาหลายเดือนเพื่อไปเป็นแรงงานเกณฑ์
ชาวนาที่พึ่งพาฟ้าฝนหาเลี้ยงชีพ ไม่อาจทนรับความวุ่นวายได้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำได้คือทะนุถนอมไร่นา และดูแลเพาะปลูกอย่างสุดความสามารถ
ขณะที่ฉินเหยากำลังยุ่งอยู่กับการปลูกข้าวสาลีร่วมกับชาวบ้าน ขบวนแรงงานขนเสบียงก็ได้ออกเดินทางพ้นจังหวัดจื่อจิงไปแล้ว
แรงงานราษฎรที่ถูกเกณฑ์ไปจำนวนสามพันคน ถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม แยกเดินทางสองเส้นทางเพื่อคุ้มกันเสบียง
เหตุผลที่จังหวัดจื่อจิงถูกเลือกให้เป็นแหล่งส่งเสบียงมีสองประการ
หนึ่งคือ ปีนี้จังหวัดจื่อจิงอุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยวได้ผลดี มีเสบียงเพียงพอ
สองคือ จังหวัดจื่อจิงอยู่ใกล้ชายแดนที่สุด สามารถขนส่งเสบียงไปถึงแนวหน้าได้เร็วและสูญเสียน้อยที่สุด
เรียกได้ว่า เป็นเรื่องของโชคชะตา
แรงงานจากหมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อเดินทางถึงอำเภอไคหยางก็ถูกแยกย้ายกระจัดกระจายทันที
เมื่อหลิวจี้เห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดี ในช่วงเวลาที่รีบร้อน เขาทำได้เพียงยัดเงินเหรียญสองสามเหรียญใส่มือเจ้าหน้าที่ควบคุมแรงงาน
แต่บางทีอาจเป็นเพราะเงินไม่มากพอหรืออีกฝ่ายมองว่าเงินห้าเหวินเป็นการดูถูกเขา หลิวจี้จึงถูกส่งไปอยู่ใต้บัญชาของนายทหารที่ดุดันและโหดเหี้ยมที่สุด
เมื่อมีการเรียกชื่อครั้งแรกและสบตากับนายทหารคนนั้น หลิวจี้ก็รู้ทันทีว่า เส้นทางข้างหน้านี้ คงจะทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด
จบตอน
Comments
Post a Comment