ตอนที่ 151: ฝ่าสายฝนกระหน่ำอย่างทุลักทุเล
การขนส่งเสบียงนั้นหาใช่ภารกิจง่ายดายไม่
นี่เป็นการระดมกำลังครั้งใหญ่ ทั้งกำลังคนและทรัพยากรถูกนำมาใช้เป็นหมื่นๆ
หากต้องการขนเสบียงหนึ่งร้อยต้านไปยังชายแดนก็ต้องคำนวณถึงการสูญเสียของวัวม้าและแรงงานระหว่างทางด้วย
เมื่อนับรวมความสูญเสียทั้งหมดแล้ว การส่งเสบียงหนึ่งร้อยต้านผ่านแนวชายแดนก็ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยห้าร้อยต้าน
หากต้องการขนเสบียงหนึ่งหมื่นต้านก็ต้องเตรียมไว้ไม่น้อยกว่าห้าหมื่นต้าน
กองขนเสบียง หนึ่งขบวนมีเกวียนยี่สิบเล่ม มีนายทหารหนึ่งนายเป็นหัวหน้าและพลทหารสิบคนคอยดูแลความเรียบร้อย
แต่ละเกวียนมีแรงงานหกคน สารถีหนึ่งคน ผู้ปิดท้ายขบวนหนึ่งคนและผู้คุ้มกันซ้ายขวาฝั่งละสองคน
หกคนรับผิดชอบเกวียนหนึ่งเล่ม เสบียงบนเกวียนยกเว้นส่วนที่พวกเขากินเอง ที่เหลือจะต้องส่งไปยังค่ายทหารให้ตรงตามกำหนด
หากเสบียงของกองทัพเสียหายแม้เพียงเล็กน้อย ทั้งหกคนต้องรับโทษร่วมกันตามกฎหมายทหาร
ดังนั้น ทั้งหกคนจึงต้องร่วมมือกันปกป้องเสบียงของตนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
ความเกี่ยวพันเช่นนี้ทำให้คนทั้งหกในกลุ่มเดียวกันกลายเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องร่วมมือกันและคอยดูแลกันเอง
เนื่องจากหลิวจี้มีผิวพรรณบอบบาง ไหล่แบกของไม่ไหว มือหิ้วของไม่ขึ้น เขาจึงถูกมองว่าเป็นตัวถ่วง
เขาหวังว่าจะได้ขึ้นนั่งบนเกวียนบ้างจึงกระตือรือร้นสมัครเป็นสารถี แต่นายทหารหัวหน้าขมวดคิ้วแล้วส่งเขาไปเป็นผู้เดินปิดท้ายขบวนแทน
ดังนั้น หลิวจี้จึงเริ่มต้นชีวิตการขนเสบียงด้วยการเดินตามท้ายเกวียน สูดฝุ่นกินทรายทุกวัน
บางครั้งถนนขรุขระ เกวียนสั่นไหวจนถุงเสบียงร่วง เขาต้องรีบก้มลงเก็บ ฝุ่นเข้าจมูกจนสำลักยังไม่นับว่าเลวร้าย ที่เลวร้ายกว่าคือหากเจอม้าที่เพิ่งถ่ายมูลสดๆใหม่ๆออกมาพอดีเข้า
หากชักช้าเพียงนิดเดียว นายทหารบนม้าก็จะสะบัดแส้ฟาดลงมาในทันที
หากมิใช่ว่าหลิวจี้มีปฏิกิริยาว่องไว ยามนี้แผ่นหลังของเขาคงไม่ต่างจากผู้ปิดท้ายขบวนคนก่อนหน้าที่ถูกเฆี่ยนจนเลือดเนื้อแยกออกจากกัน
พูดแล้วก็น่าสังเวช ความว่องไวปานนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ฝึกมาจากเงื้อมมือของสตรีจอมโหดในเรือนทั้งนั้น
ความว่องไวของเขาถึงขั้นทำให้หัวหน้าทหารต้องเหลือบมองมาอีกหลายครั้ง
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าสี่สิบห้าองศาขึ้นมองฟ้า ช่างเจิดจ้าแต่ดูเศร้าหมอง
“ซี้ด~” ดวงอาทิตย์สาดแสงจ้าเกินไป เพียงจ้องมองสองอึดใจดวงตาก็แสบร้อน หลิวจี้โศกเศร้าได้ไม่ถึงสองวินาทีก็รีบก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นคนว่านอนสอนง่าย ก้าวขาต่อไปตามขบวนอย่างไร้วิญญาณ
เขาต้องไปล่วงเกินขุนนางที่ควบคุมการขนเสบียงเข้าเป็นแน่แท้จึงถูกส่งให้มาอยู่ใต้บัญชาของทหารผู้เหี้ยมโหดอย่างช่างกวนเลี่ย ขบวนขนเสบียงมีตั้งมากมาย เหตุใดจึงมีแต่ขบวนของเขาที่เดินเร็วประหนึ่งจะไปตามหาบิดามารดากัน!
หากเดินช้าลงเพียงนิดเดียวก็จะถูกตะโกนเร่งราวกับเร่งวิญญาณให้ไปสู่ยมโลก เดินเพียงสามวันรองเท้าคู่แรกของเขาก็พังเสียแล้ว
ในใจของหลิวจี้เต็มไปด้วยความคับแค้น เขาเกลียดช่างกวนเลี่ยเข้าใส้
ส่วนฉินเหยาผู้ที่เป็นคนส่งชื่อเขาให้เข้ารับการเกณฑ์แรงงาน เขาทั้งหวาดกลัวทั้งร้อนตัว เกลียดหรือ ไหนเลยจะกล้า!
เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งแตก หลิวจี้ปลดกระบอกไม้ไผ่ที่พกไว้ที่เอวขึ้นมาหมายจะดื่มน้ำ แต่ต้องตกใจเมื่อพบว่ามันว่างเปล่า ไม่รู้ว่าน้ำในนั้นหมดไปตั้งแต่เมื่อใด
ตั้งแต่วันออกเดินทาง ฟ้าก็ปลอดโปร่งแจ่มใสมาโดยตลอด
ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศกลางวันร้อนจนเวียนศีรษะ น้ำเพียงหนึ่งกระบอกหมดลงอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่ขบวนหยุดพัก คนที่ไม่ต้องอยู่เฝ้ายามก็จะรีบคว้ากระบอกไม้ไผ่ของพวกพ้องไปตักน้ำกันทันที
หากมีบ่อน้ำหรือธารน้ำไหลก็คงพอทน แต่หากเป็นห้วยแห้งแล้งที่มีน้ำบางเบายิ่งกว่าปัสสาวะ เวลาพักเพียงน้อยนิดนั้นก็แทบไม่พอให้ตักน้ำเลย
หากพบพวกนิสัยหุนหันพลันแล่น บางครั้งก็หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและมีปากเสียงมิได้
หลิวจี้เป็นผู้ที่ว่องไวปราดเปรียวที่สุดในกลุ่มของตน ทุกครั้งที่ต้องไปตักน้ำ เขาย่อมเป็นคนแรกที่พุ่งไปก่อนเสมอ
ส่วนผู้คุ้มกันอีกสี่คนก็จะมายืนขวางเอาไว้ไม่ยอมให้ผู้อื่นแย่งน้ำไป เข้าขากันเป็นอย่างดีนานแล้ว
แต่ถึงกระนั้น วันนี้โชคไม่ดี เจอเพียงธารน้ำในซอกเขาจึงสามารถตักน้ำมาได้แค่สองกระบอกเท่านั้น
มีน้ำให้ดื่มก็นับว่าดีแล้ว คนทั้งหกแบ่งกันดื่ม ความร้อนอบอ้าวจึงบรรเทาลงเล็กน้อย
ส่วนผู้ที่ยังไม่มีโอกาสตักน้ำก็ต้องรีบติดตามขบวนต่อไปด้วยความรวดเร็ว หวังเพียงว่าสวรรค์จะประทานฝนลงมาโดยไว
และแล้วฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาจริงๆ
เมื่อสายฝนโปรยปราย ขบวนก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
บางคนรีบนำผ้ากันน้ำมาคลุม บางคนพลิกหาเสื้อกันฝนและงอบมาใส่ อีกทั้งยังมีผู้ที่ต้องคอยปลอบขวัญม้าที่ตื่นตกใจ
ขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่นั้น จู่ๆช่างกวนเลี่ยก็ออกคำสั่งให้เร่งฝีเท้าเดินหน้าโดยเร็ว!
กองขนเสบียงถึงกับโอดครวญระงม จะไม่ให้คนมีชีวิตรอดเลยหรือไร!
หลิวจี้อดมิได้ที่จะสงสัยว่าหัวหน้าขบวนผู้นี้มีรสนิยมพิลึกชอบทรมานผู้อื่น เห็นพวกเขามีความสุขไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อสายฝนเย็นชื่นตกลงมา ความร้อนก็พลันหายไป หลิวจี้ที่ถูกแดดแผดเผาจนทรมานมานานคิดเพียงว่า หากฝนตกหนักกว่านี้คงยิ่งดี
คนอีกมากก็คิดเฉกเช่นเดียวกันกับเขา หากฝนตกหนักขึ้นไปอีก ช่างกวนเลี่ยคงต้องสั่งให้หยุดพักขบวน เช่นนี้พวกเขาจะได้หยุดพักเสียที
แต่เมื่อฝนห่าใหญ่ตกลงมา พวกเขาจึงรู้ตัวว่าคิดตื้นเขินเกินไป
สายฝนโหมหนักขึ้นเรื่อยๆ แรกเริ่มทุกคนยังรู้สึกสดชื่นและยินดี แต่เดินไปได้เพียงไม่นาน ถนนที่ถูกฝนชะล้างก็กลายเป็นโคลนเหลวในพริบตา
ล้อเกวียนที่บรรทุกเสบียงหนักอึ้งจมลึกลงไปในโคลน เดิมทีเพียงเดินตามเกวียนก็เหนื่อยพอแล้ว บัดนี้กลับต้องออกแรงเข็นมันให้เคลื่อนที่
หลิวจี้หาได้มีพลังมหาศาลเยี่ยงฉินเหยาไม่ ล้อเกวียนอันหนักอึ้งราวกับถูกโคลนดูดติดแน่น ต้องออกแรงถึงที่สุดจึงสามารถเข็นให้เคลื่อนที่ไปได้อย่างยากลำบาก
ทหารน้อยขี่ม้าวิ่งวนไปมาภายในขบวน แส้ในมือเฆี่ยนลงมาหลายครั้ง พลางตะโกนเสียงดังว่า
“เร่งเดินหน้าให้เร็วเข้า เร็วกว่านี้อีก!”
หลิวจี้ไม่อยากถูกเฆี่ยน เขากัดฟันแน่น รวบรวมแรงทั้งหมดในร่างแล้วออกแรงฝืนดันต่อไป
ด้วยสภาพเช่นนี้ ขบวนลำเลียงเสบียงกว่ายี่สิบเกวียนและผู้คนกว่าร้อยชีวิต ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็เดินทางอย่างทุลักทุเลมาถึงสถานีพักม้าที่อยู่ห่างไปยี่สิบลี้
ม้าและเกวียนมีมากเกินไปจนสถานีพักม้าไม่อาจรองรับได้ ทุกคนจึงต้องแยกม้าและเกวียนออกจากกัน รีบเข็นเกวียนเสบียงเข้าไปในกระท่อมฟางเพื่อพักพิง ก่อนจะฝืนจัดเรียงให้พอวางรวมกันได้
เวลานี้ หลิวจี้รู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ตนมิใช่สารถี มิเช่นนั้น คนที่ยืนตากฝนอยู่หน้าสถานีพักม้า พยายามรั้งม้าที่พยศไม่หยุด คงเป็นตนเองแน่แท้
อย่างน้อย ตอนนี้เขายังสามารถอยู่ข้างเกวียนเสบียง มีหลังคากระท่อมฟางช่วยบังลมฝนได้บ้าง
ส่วนซ่างกวนเลี่ยและพลทหารทั้งสิบต่างเข้าไปพักผ่อนภายในห้องโถงของสถานีพักม้าตั้งนานแล้ว
แม้ยามเที่ยง ท้องฟ้าก็ยังมืดครึ้ม ไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุด มิหนำซ้ำฝนยังตกหนักขึ้นกว่าครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้เสียอีก
บรรดาชาวบ้านที่ร่วมเดินทางต่างยืนมองฝนด้วยความตะลึงงัน ในใจคิดว่าสวรรค์รั่วแล้วหรือ เหตุใดถึงได้เทสายน้ำลงมาจากฟากฟ้าราวกับแม่น้ำเช่นนี้
ในความทรงจำของหลิวจี้ นี่เป็นพายุฝนที่หนักหนาที่สุดที่เขาเคยพบเห็นในชีวิต
ฝนตกตั้งแต่เที่ยงวันลากยาวไปจนถึงยามเย็นของวันถัดมา ตกต่อเนื่องไม่มีหยุดแม้แต่น้อย พื้นดินของสถานีพักม้ากลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ โคลนและน้ำคลุกเคล้ากันจนขุ่นข้นเลอะเทอะ
หลิวจี้ยื่นเท้าไปลองวัดระดับน้ำ พบว่าน้ำสูงเกินช่วงน่องของเขาเสียอีก
ซ่างกวนเลี่ยเดินออกจากประตูสถานีพักม้า เห็นหลิวจี้ดึงเท้ากลับขึ้นมาพอดี เขาขมวดคิ้วแน่น กล่าวอะไรบางอย่างกับพลทหารข้างกายก่อนจะเดินกลับเข้าไป
ไม่นาน พลทหารก็ออกประกาศคำสั่งให้พักต่ออีกหนึ่งวัน หากน้ำลดในวันพรุ่งก็จะออกเดินทางทันที
ทุกคนล้วนรู้สึกยินดี ในที่สุดก็มีโอกาสได้พักเสียที
ตอนที่ 152: เจ้าก็เป็นคนดีไม่น้อย
จนกระทั่งรุ่งสางของวันถัดไป ทุกคนพักผ่อนจนหายเหนื่อยและออกเดินทางอีกครั้ง ขณะที่ขบวนลำเลียงเสบียงชุดอื่นเพิ่งมาถึงสถานีพักม้าด้วยสภาพเปียกปอน
ขณะที่ทั้งสองขบวนสวนทางกัน หลิวจี้อดไม่ได้จึงเอ่ยถามชาวบ้านในขบวนหลังว่า เหตุใดพวกเขาจึงมีสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้
ชาวบ้านผู้หนึ่งกล่าวว่า หัวหน้าขบวนของพวกเขาเป็นคนใจดีนัก พอฝนเริ่มตกก็สั่งให้หยุดพักริมทางเพื่อหลบฝน คิดว่าฝนคงตกเพียงครึ่งชั่วยามก็คงหยุด
ใครจะคาดคิดว่าครึ่งชั่วยามผ่านไป ฝนไม่เพียงไม่หยุดกลับยิ่งตกหนักขึ้นกว่าเดิม
ผ้าที่คลุมเกวียนเสบียงไว้ถูกสายลมกรรโชกจนส่งเสียงหวีดร้องก้องกังวาน เวลานั้นหัวหน้าขบวนของพวกเขาจึงตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติและสั่งให้เดินทางฝ่าฝนต่อไปในทันที
แต่ทว่า เส้นทางข้างหน้าได้ถูกขบวนของหลิวจี้เหยียบย่ำจนเละเทะไปหมดแล้วทำให้ขบวนลำเลียงเสบียงที่ตามหลังมาต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส
หากเผลอพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็อาจถึงขั้นคนล้มม้าคว่ำได้
เมื่อเห็นว่าขบวนเดินทางด้วยความยากลำบากเช่นนี้ หัวหน้าขบวนจึงตัดสินใจสั่งให้หยุดเดินอีกครั้งเพื่อทำการปกป้องเสบียงทหารจากสายฝน ทั้งผ้ากันน้ำ เสื้อกันฝน หรือแม้กระทั่งร่างของคนเองล้วนถูกนำมาใช้คลุมปกป้องกระสอบเสบียง
เป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงต้องทนตากฝนอยู่ตลอดคืน
สายฝนซึมเปียกเสื้อผ้ามานานแล้วและเพราะไม่มีที่กำบังจึงไม่อาจก่อไฟให้ความอบอุ่นได้ จำต้องทนหนาวเหน็บอยู่เช่นนั้นตลอดทั้งคืน
ยามนี้แม้ฝนจะหยุดตก แต่ฟืนก็เปียกโชกไปหมด ไม่อาจก่อไฟได้ ผู้คนจึงต้องกัดฟันทนความหิวโหย เดินทางมาถึงสถานีพักม้าด้วยสภาพเหมือนตายทั้งเป็น
เมื่อได้ฟังเรื่องราวของอีกฝ่าย หลิวจี้รู้สึกเหมือนตนได้ประสบกับความทุกข์นั้นเอง เขาสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าลึก
จากนั้นเงยหน้ามองไปยังหัวหน้าขบวนผู้ดุดันบนหลังม้าสีนิล ทันใดนั้นกลับรู้สึกว่าภาพเงาหลังของเขาดูยิ่งใหญ่สง่างามขึ้นมาหลายเท่า
ระหว่างต้องทนทุกข์ยาวนานกับอดทนเพียงช่วงสั้นๆ ไม่ว่าใครย่อมเลือกอย่างหลัง
หัวหน้าขบวนที่เฉลียวฉลาด แม้จะโหดไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าต้องอยู่ใต้คำสั่งของคนโง่เป็นไหนๆ
ก่อนออกเดินทาง หลิวจี้มองชาวบ้านผู้นั้นด้วยความเห็นใจแล้วยื่นแผ่นแป้งย่างครึ่งแผ่นที่พวกเขาเพิ่งก่อไฟทำกินเองในเช้านี้ให้ มันยังอุ่นอยู่ หวังเพียงให้ช่วยคลายหนาวลงได้บ้าง
ชาวบ้านผู้นั้นซาบซึ้งใจยิ่งนัก พลันเอ่ยว่า “น้องชายตัวน้อย เจ้าช่างเป็นคนดีจริงๆ”
หลิวจี้ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ก่อนหันหลังเดินตามขบวนหลักของตน มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป
สายฝนอันหนักหน่วงทิ้งผลกระทบร้ายแรงไว้ เบื้องหน้าพื้นถนนลื่นและเต็มไปด้วยโคลนตม ร่องล้อเกวียนที่เพิ่งขุดเปิดออกกลับถูกโคลนใหม่กลบซ้ำอีกในพริบตา
ใต้เท้าซ่างกวนหัวหน้าขบวนผู้นั้นยิ่งทวีความหงุดหงิดขึ้น แม้หลิวจี้จะระวังตัวเพียงใด แต่สุดท้ายก็ตกเป็นเป้าโดนหวดแส้เข้าที่ก้น แสบทะลุถึงทรวง
น่าแปลกนัก ยามค่ำเมื่อขบวนหยุดพัก หลิวจี้ให้สหายช่วยดูว่าตรงก้นที่ร้อนแสบของตนว่ามีเลือดออกหรือไม่ แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่มี มีเพียงรอยฟกช้ำเป็นแนวยาวเท่านั้น
“เป็นไปได้อย่างไร?” เขายังรู้สึกเจ็บแสบราวกับผิวแตกอยู่เลย!
สหายยังคงพยักหน้า “จริงๆผิวของเจ้ายังดีอยู่”
กล่าวจบก็จัดการดึงกางเกงของหลิวจี้ขึ้นอย่างรำคาญใจ ใครกันจะอยากเสียเวลามามองบั้นท้ายของชายอีกคน
หลิวจี้ใช้มือลูบก้นของตนเอง อยากนวดแต่ไม่กล้าสัมผัส พลางคิดในใจว่า เหล่าทหารนี่ไม่มีใครปกติสักคน มือที่ลงหวดยังเป็นมือที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วเสียด้วย
เพิ่งอยากจะคิดนั่งพักสักครู่ ทหารส่งสารก็ปรากฏตัวอีกแล้ว
หลิวจี้สะดุ้งเฮือก รีบยืนตัวตรงในทันที ท่าทางของเขาไม่ผิดจากเวลาที่ฉินเหยาฝึกต้าหลางและเอ้อร์หลางให้ยืนในท่าทหารเลย ท่ามกลางสหายรอบข้างที่ยืนเอนเอียงไปมา ร่างหยัดตรงของเขาดูโดดเด่นเกินไปมาก
ทหารส่งสารกล่าวเตือนเสียงดังว่า “หลังคืนนี้ พวกเราจะออกจากด่านเสวียนเยว่ เมื่อพ้นด่านเสวียนเยว่ไป ก็จะเข้าสู่เขตสมรภูมิรบระหว่างแคว้นเซิ่งของเรากับกองทัพศัตรู ข้าศึกอาจปรากฏตัวเพื่อปล้นเสบียงของเราได้ทุกเมื่อ พวกเจ้าต้องระวังให้ดี!”
“ตอนนี้ จงนำอาวุธของพวกเจ้ามาลับให้คมแลเช็ดให้เงา! พรุ่งนี้เมื่อล่วงพ้นด่านเสวียนเยว่ หากพบศัตรูจงฆ่าเสียให้หมด!”
“ผู้ใดบังอาจหวาดกลัวและหลบหนี ข้าจะลงโทษทั้งกลุ่มตามกฎทหารและโทษหนักถึงประหารสามชั่วโคตร!”
หลังจากถ่ายทอดคำสั่งของใต้เท้าซ่างกวนเสร็จแล้ว พลทหารสิบนายก็หยิบบัญชีรายชื่อออกมา ทำการเรียกชื่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ด่าน
ในขณะเดียวกันก็เป็นการข่มขู่ไปในตัว
บัญชีรายชื่ออยู่ในมือ บันทึกไว้อย่างละเอียดว่ามาจากที่ใด มีสมาชิกในครอบครัวกี่คน ในตระกูลมีกี่เรือน ใครก็อย่าคิดที่จะหวังให้โชคช่วย
หนึ่งเกวียนมีหกคน ยี่สิบเกวียนก็เท่ากับหนึ่งร้อยยี่สิบคน
หลิวจี้นึกถึงกองทัพใหญ่ที่เดินผ่านมาตลอดทาง มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยล้มลงกลางทางและไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีก บางคนทนความทุกข์ทรมานไม่ไหวคิดหนีแต่ก็ถูกจับได้ และถูกประหารกุดศีรษะกลางที่นั้นเอง ทำให้เขาถึงกับตัวสั่นเทา
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว สตรีอำมหิตที่เรือนเขายังน่ากลัวกว่านัก
เมื่อเรียกชื่อเสร็จสิ้น ทั้งร้อยยี่สิบคนต่างอยู่กันครบถ้วน
หลิวจี้และคนในกลุ่มมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ หลายวันก่อนเสียงกรีดร้องโหยหวนจากกองหลังดังลั่นขนาดนั้น แต่กลับไม่มีใครตายเลยสักคนเลยรึ
คืนนั้น หลิวจี้นอนกอดดาบตัดม้าที่ทำเองไว้แน่น
ในความฝัน ขบวนส่งเสบียงของพวกเขาถูกศัตรูจู่โจม เขาเห็นดาบใหญ่เปื้อนเลือดของพวกคนเถื่อนกำลังจะฟันลงมาที่ตนเอง ทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ
ที่แท้เป็นเพียงฝันไป ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงต่างยืนอยู่หน้าเตียงมองเขาด้วยความเป็นห่วง
ด้านหลังพี่น้องทั้งสี่ ฉินเหยากอดอกหัวเราะเยาะเย้ยอย่างเย็นชา “ฝันร้ายอีกแล้วหรือ”
หลิวจี้รีบพยักหน้า มองเปลวเทียนอบอุ่นภายในห้อง แม้รู้ว่าภารกิจส่งเสบียงจบลงแล้ว แต่ความหวาดกลัวยังคงหลงเหลืออยู่ พลางรีบพูดขึ้นว่า
“เมียจ๋า ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้ตัวแล้วจริงๆ ต่อไปข้าจะตั้งใจอ่านหนังสือ เมียจ๋าอย่าโกรธข้าเลย…”
“หลิวจี้!” จู่ๆก็มีเสียงตะโกนลั่น
บ้านที่อบอุ่นและครอบครัวตรงหน้ากลับกลายเป็นหมอกควันแล้วจางหายไปในพริบตา
หลิวจี้ร้องลั่นว่า “เมียจ๋า ข้าผิดไปแล้วจริงๆ!” ก่อนสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วพบเข้ากับใบหน้าดำมืดอยู่ตรงหน้า
ที่แท้แล้ว เขากำลังฝันซ้อนฝัน
“รีบลุกขึ้นเถอะ พวกเรากำลังจะออกจากด่านเสวียนเยว่แล้ว” สหายของเขาเอ่ยเตือน
กล่าวจบก็เหล่มองเขาก่อนจะหัวเราะแซวว่า “ฝันถึงเมียของเจ้าหรือ”
หลิวจี้ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ก่อนครางรับเสียงหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นป้อมปราการของด่านเสวียนเยว่อยู่ไม่ไกล
เขาไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย ในความฝันทุกอย่างได้จบลงแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
หลิวจี้หมดเรี่ยวแรง ไม่อยากพูดอะไร เพียงทำสิ่งที่ต้องทำ กัดกินอาหารแห้งเสร็จแล้วขบวนส่งเสบียงก็ออกเดินทางอีกครั้ง
คราวนี้ ใต้เท้าซ่างกวนสั่งให้พวกเขาเดินช้าลงหน่อย นี่เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยาก ปกติแล้วจะเร่งราวกับขับไล่วิญญาณ
เพิ่งเดินผ่านด่านเสวียนเยว่มาได้ไม่นาน สถานการณ์ก็ดูท่าไม่สู้ดี
เดินมาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ใต้เท้าก็สั่งให้หยุดแล้วส่งพลทหารสองนายออกไปสืบข่าว
หนึ่งชั่วยามต่อมา พลทหารกลับมา กระซิบกระซาบอยู่ข้างหูใต้เท้า พวกเขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยินอะไร รู้เพียงว่า สีหน้าของใต้เท้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
หลังจากนั้น ใต้เท้าก็สั่งให้พวกเขาพักต่ออีกหนึ่งชั่วยาม ก่อนขบวนจะออกเดินอีกครั้ง
พฤติกรรมแปลกประหลาดติดต่อกันเช่นนี้ ทำให้หลิวจี้และเหล่าชาวบ้านงุนงงไม่น้อย
สองชั่วยามต่อมา พวกเขาเดินมาพบกับขบวนส่งเสบียงที่ออกเดินทางไปก่อนหน้านี้
เกวียนยังอยู่ เสบียงยังอยู่ แต่ผู้คนตายไปกว่าครึ่ง ม้าก็ล้มลงไปกว่าสิบตัว
ทุกสิ่งกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น เป็นร่องรอยของการต่อสู้อย่างรุนแรง
หลิวจี้และทุกคนเพิ่งตระหนักได้ว่า พวกเขารอดพ้นจากการซุ่มโจมตีของศัตรูมาได้
หัวหน้าขบวนของอีกฝ่าย เมื่อเห็นใต้เท้าซ่างกวนก็รีบวิ่งเข้ามาทันที
แขนของเขาถูกลูกธนูปัก เขาเพียงตัดปลายลูกธนูออกอย่างลวกๆ ไม่ทันได้ดูแลตัวเอง พอเห็นซ่างกวนเลี่ยก็รีบร้อนขอให้ช่วยแบ่งกำลังคนมาช่วยขนเสบียงให้สำเร็จ
ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองเจรจาข้อตกลงกันอย่างไร ซ่างกวนเลี่ยถึงตอบตกลงช่วย
แต่ก็แค่ยอมให้ขบวนของอีกฝ่ายเดินตามหลังเท่านั้น ส่วนคนและม้าฝ่ายนั้นต้องหาทางขนเสบียงเอง
ตอนที่ 153: เจอคนบ้านเดียวกัน
เมื่อขบวนหยุดพัก อีกกลุ่มของแรงงานเกณฑ์และทหารก็เดินเข้ามาขอให้แรงงานเกณฑ์ฝั่งหลิวจี้ช่วยเหลือ
คิดว่าอย่างไรเสียพวกเขาก็ล้วนเป็นแรงงานเกณฑ์ที่ถูกเกณฑ์มาทำงานหนักตรากตรำ อีกทั้งยังมีคนบ้านเดียวกัน เมื่อเจอคนบ้านเดียวกันน้ำตาย่อมรื้นคลอ ทั้งหมดจึงมักจะตอบตกลงกันโดยง่าย
เห็นสหายร่วมกลุ่มเริ่มใจอ่อนและอยากจะไปช่วย หลิวจี้รีบเรียกทั้งห้าคนเอาไว้ ตะโกนเตือนให้พวกเขาอย่าหาเรื่องใส่ตัว
เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่ตลอดเวลาและเกวียนเสบียงตรงหน้าก็คือสิ่งเดียวที่ช่วยรักษาชีวิตของพวกเขาไว้ เขาจึงไม่อยากละสายตาแม้แต่นิดเดียว
หากเสบียงของกองทัพเกิดปัญหา ต่อให้พวกเขารอดชีวิตก็ต้องตายอยู่ดี
เช่นนี้แล้ว ไหนเลยจะมีเวลาว่างไปสนใจเรื่องของผู้อื่นได้?
เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาได้ดื่มน้ำที่หลิวจี้มักเติมน้ำตาลลงไปอยู่เสมอ และในยามค่ำคืน เขาก็เป็นคนจัดการเรื่องอาหารให้กลุ่ม ทั้งยังแอบเติมเกลือเข้าไปไม่น้อย แม้ทั้งห้าคนจะรู้สึกไม่พอใจที่เขาไร้น้ำใจ แต่สุดท้ายก็ยังเชื่อฟังเขาและถอยกลับไปยืนเฝ้าเกวียนเสบียงของตนเอง
คนรอบข้างต่างมองพวกเขาด้วยสายตาแปลกไปจากเดิม บางคนถึงกับส่งเสียง “ชิชะ” ออกมาเป็นครั้งคราว แสดงความรังเกียจว่าพวกเขาไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์
เห็นสหายร่วมกลุ่มเริ่มทนไม่ไหว อยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำลงไป หลิวจี้จึงตัดสินใจถอดกระบอกน้ำของตนส่งให้พวกเขา “กระหายน้ำหรือไม่ มาๆๆ ดื่มสักสองอึก”
ท่าทีที่อบอุ่นเป็นธรรมชาตินั้น หากไม่รู้ความจริง คงคิดว่าเป็นสุรารสเลิศเป็นแน่
แต่แม้มิใช่สุราดีก็ยังเป็นของวิเศษยิ่ง
น้ำที่ผสมน้ำตาลและเกลือเข้าด้วยกัน แรกเริ่มอาจมีรสชาติแปลกไปบ้าง แต่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากและยังมีกำลังเดินทางต่อไปได้
นี่เองคือเคล็ดลับที่ทำให้กลุ่มของพวกเขาสามารถเดินอยู่แถวหน้าได้ตลอดและรอดพ้นจากการถูกเฆี่ยนตี
พูดให้ถูกต้อง นี่เป็นสูตรลับเฉพาะของหลิวจี้
เพราะติดค้างบุญคุณจึงยอมทำตามอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อหลิวจี้ยื่นน้ำเกลือผสมน้ำตาลมาให้ พวกที่เดินทางมาด้วยกันทั้งห้าคนย่อมไม่ปฏิเสธ ‘ถูกบีบบังคับ’ ให้เลือกเดินตามเขา
ตอนออกเดินทาง พวกเขารู้เพียงว่าไปเป็นแรงงานเกณฑ์ให้ทางการ ซึ่งมีอาหารให้กินจึงไม่ได้เตรียมเสบียงมาเลย มีเพียงดาบตัดม้าสำหรับป้องกันตัวและเหรียญอีแปะไม่กี่เหรียญติดตัวไว้ยามจำเป็น
บางคนบ้านยากจน แม้แต่รองเท้าดีๆสักคู่ก็ไม่มี ใส่เพียงรองเท้าฟางที่พอเดินไปนานๆก็ขาดวิ่นจนต้องเดินเท้าเปล่าตามกลุ่มใหญ่ไป
มีใครบ้างที่เตรียมตัวมาดีเช่นหลิวจี้ ไม่เพียงแค่พกดาบตัดม้าและเงินเหรียญ แต่ยังพกน้ำตาลและเกลือมาด้วย
เขาเตรียมรองเท้าสองคู่ที่เสริมพื้นให้หนาขึ้น รวมถึงเสื้อผ้าหนาๆและเสื้อกันฝนพร้อมหมวกไม้ไผ่ เตรียมมาครบถ้วนทุกอย่าง
ของพวกนั้นเขาเก็บซ่อนไว้ที่ใดไม่มีใครรู้ ช่วงแรกของการเดินทางอากาศร้อนจนแทบทนไม่ไหว หากไม่ได้จิบน้ำหวานของเขาเข้าไปเกรงว่าคงหมดแรงไปนานแล้ว
พอถึงเวลาอาหารเย็น หลิวจี้ก็ล้วงหม้อใบเล็กออกมาตั้งบนเตาหิน
หากต้าหลางอยู่ที่นี่ ตอนนี้คงจำได้ในพริบตาว่า หม้อใบนี้คือใบที่ฉินเหยาสั่งทำเป็นพิเศษจากช่างตีเหล็กในหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อให้เขาใช้หุงหาอาหารระหว่างฝึกฝนในภูเขา
หม้อใบนี้ไม่ใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงราวสิบหกเซนติเมตร แต่ทำให้ลึกเป็นพิเศษจึงบรรจุอาหารได้ไม่น้อย
ทำจากเหล็กบาง น้ำหนักเบา ที่จับหม้อมีร่องและตัวล็อก สามารถถอดออกเก็บไว้ในหม้อได้และยังเหลือพื้นที่ภายในสำหรับใส่ของใช้จำเป็นที่สามารถยัดเข้าไปได้ สะดวกมากทีเดียว
ยามค่ำคืน ขณะที่คนอื่นต้องประหยัดเสบียง กัดกินอาหารแห้งที่เตรียมมาตั้งแต่วันแรก หลิวจี้กลับทำแผ่นแป้งใส่ผักให้ทุกคน
เขาเติมเกลือลงไปในแป้ง รสชาติเข้มข้นกว่าแกงจืดน้ำใสที่พวกเขากินกันเป็นไหนๆ
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันหลังฝนตก อากาศหนาวขึ้นทุกวัน การได้กินของร้อนๆในยามค่ำคืนช่างปลุกกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งนัก
ดังนั้น หลิวจี้จึงอาศัยน้ำตาลและเกลือเล็กน้อยนี้ กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มแฝงในกลุ่มของตน อีกทั้งยังใช้เป็นข้ออ้างให้ตนได้อู้งานบ้าง
เช่น หากเดินจนเหนื่อยเกินไปก็อิงกายเข้ากับรถ ยกเท้าขึ้นเล็กน้อย แขวนตัวเองไว้ที่ท้ายรถให้เคลื่อนตามไป พวกพ้องในกลุ่มไม่เพียงแต่ยอมให้ทำเช่นนั้น ยังช่วยระวังหลังให้กันด้วย
แต่คราวก่อนที่โดนแส้ฟาดหนึ่งทีก็เพราะการช่วยปกปิดไม่รัดกุมพอ ทำให้ถูกทหารลาดตระเวนจับได้
แต่หลังจากนั้น หลิวจี้ก็สงบเสงี่ยมขึ้นมาก เพราะเดินไปเดินมากลับกลายเป็นเคยชินเสียอย่างนั้น!
นี่อาจเป็นสิ่งที่ฉินเหยามักพูดถึงอยู่บ่อยๆ…รสนิยมชอบถูกทรมานงั้นหรือ
สหายห้าคนในกลุ่มดื่มน้ำเกลือผสมน้ำตาลในกระบอกไม้ไผ่จนหมดเกลี้ยงแล้วยื่นกระบอกเปล่าคืนให้หลิวจี้ ก่อนจะนั่งพักใต้เงารถม้าที่ทอดลงมา
ใช้หลักการที่ว่า ตราบใดที่ข้ามองไม่เห็น สายตาแปลกๆพวกนั้นก็ไม่มีอยู่จริง
หลิวจี้อ้าปากค้าง สะบัดกระบอกไม้ไผ่แรงๆหนึ่งที กระทั่งหยดสุดท้ายของน้ำเกลือผสมน้ำตาลก็ไม่เหลือให้เขา
เขาถลึงตาใส่พวกอีกห้าคนอย่างไม่สบอารมณ์ เก็บกระบอกเปล่าไป ใช้ไม้ค้ำดาบยาวพยุงกาย ยืนโงนเงนเกียจคร้านอยู่ครู่หนึ่งพร้อมทั้งมองดูเหตุการณ์ของอีกกลุ่ม
นอกด่านเสวียนเยว่แห่งนี้ สายตาทอดออกไปเห็นเพียงเนินเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยหญ้า ไม่มีสิ่งใดบดบังทั้งสี่ด้าน
หลิวจี้จึงรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เหตุใดเมื่อข้าศึกปรากฏขึ้น พวกเขาถึงไม่สามารถมองเห็นล่วงหน้าได้
ขณะที่จมอยู่ในความคิดฟุ้งซ่าน ซ่างกวนเลี่ยก็ตะโกนออกคำสั่งลงมา ทำให้เหล่าแรงงานรีบรวมตัวเข้าแถวและออกเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด
พื้นหญ้านอกด่านเดินง่ายกว่าถนนในด่าน ทางกว้างและเรียบเสมอ
พอพ้นด่านเสวียนเยว่ อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ใครที่มีเสื้อผ้าหนาๆก็นำออกมาเปลี่ยนกัน
ระหว่างทาง พวกเขาผ่านแม่น้ำสายหนึ่ง ทุกคนจึงเติมน้ำในกระบอกให้เต็ม
จากที่นี่ไปยังเมืองถัดไป ยังเหลือระยะทางอีกสามร้อยลี้
และเมืองนั้นก็คือจุดหมายปลายทางของการขนส่งเสบียงในครั้งนี้ มีนามว่าเมืองวั่งเยวี่ย เป็นเมืองที่อยู่เหนือสุดของแคว้นเซิ่ง ปกป้องแนวพรมแดนด้านเหนือทั้งหมด
ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองวั่งเยวี่ยล้วนเป็นครอบครัวทหาร เนื่องจากยุคสมัยก่อนเกิดความวุ่นวาย ทำให้มีหลายชนเผ่าอาศัยปะปนกันอยู่
หลิวจี้เคยโชคดีได้เห็นบันทึกท่องเที่ยวเกี่ยวกับภูมิทัศน์ชายแดนจากสหายร่วมห้อง ในหนังสือกล่าวไว้ว่า ก่อนที่แคว้นเซิ่งจะก่อตั้ง เมืองวั่งเยวี่ยเคยถูกพวกหมานอี๋ยึดครองมานานกว่าสามสิบปี
ปัจจุบัน แคว้นเซิ่งใช้กำลังเข้ายึดเมืองวั่งเยวี่ยคืนมา แน่นอนว่าทำให้หมานอี๋ไม่ต้องการสูญเสียทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์แห่งนี้จึงทำการยั่วยุอยู่บ่อยครั้ง
สงครามปะทุขึ้น หลิวจี้คาดเดาว่า อาจเป็นเพราะเมืองสำคัญแห่งนี้
แต่ก่อน ข้าเป็นเพียงสามัญชนตัวเล็กๆ ไหนเลยจะใส่ใจเรื่องใหญ่ของแผ่นดินเล่า
ทว่าเมื่อเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ แม้ยากลำบาก แต่ก็ได้เห็นความกว้างใหญ่ของแคว้นเซิ่ง
เมื่อเปรียบเทียบความอุดมสมบูรณ์ของด่านชั้นในกับทุ่งหญ้าอันแห้งแล้งของด่านชั้นนอก หากเขาเป็นชาวม่อเป่ย คงอยากยกทัพลงใต้เพื่อยึดครองแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์นี้เช่นกัน
อีกทั้งเขายังได้ยินพวกแรงงานอาวุโสกล่าวว่า หากไปต่อทางตอนเหนือจะเป็นเทือกเขาหิมะ ยอดเขาขาวโพลนปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี หนาวเหน็บยิ่งนัก มีเพียงฤดูร้อนเท่านั้นที่อากาศอุ่นขึ้นมาบ้าง
สภาพอากาศเช่นนี้ ย่อมไม่อาจทำการเพาะปลูกได้ ต้องเลี้ยงม้าเลี้ยงแกะเพื่อยังชีพเท่านั้น
หากปีใดอากาศแปรปรวน ด่านเสวียนเยว่ย่อมต้องเผชิญภัย พวกม่อเป่ยโหดเหี้ยมยิ่งกว่าโจรภูเขา ควบม้าผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว ปล้นเงิน ปล้นคน ปล้นเสบียง ที่ใดพวกมันผ่านราวกับฝูงตั๊กแตนลง
ม้าของพวกมันยอดเยี่ยมนัก เด็กสามขวบก็ขี่ม้าได้ พวกมันกวาดต้อนชาวชายแดนเพียงครู่เดียว ก่อนจะเร่งจากไป ช่างร้ายกาจยิ่งนัก
เมื่อรับรู้เรื่องเหล่านี้แล้วมองไปยังรถขนเสบียงที่เรียงรายอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง หลิวจี้พลันเกิดความกังวลว่า ชาวม่อเป่ยอาจบุกเข้ามาปล้นเสบียงได้ทุกเมื่อ
แต่ถึงกระนั้น ตอนนี้พวกเขาก็มีสองกองขบวน รวมแล้วกว่าสองร้อยคน เกรงว่าพวกม่อเป่ยคงไม่กล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้
ยามฟ้าเริ่มมืด ซ่างกวนเลี่ยส่งหน่วยสอดแนมออกไปตรวจสอบก่อนจะกลับมารายงานว่ามีทะเลสาบเล็กๆอยู่เบื้องหน้า ทั้งสองกองขบวนสามารถตั้งค่ายพักแรมที่นั่นได้
เหล่าแรงงานเร่งฝีเท้าอย่างสุดกำลัง หวังเพียงให้ถึงที่หมายโดยไว จะได้หยุดพักเร็วขึ้น
อีกทั้งพลบค่ำแล้ว พวกศัตรูได้มาป้วนเปี้ยนครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ หากจะบุกก็ต้องมานานแล้ว ทุกคนจึงเริ่มผ่อนคลาย
ทว่าทันใดนั้น เสียงกีบม้าก็ดังก้องขึ้นอย่างกะทันหัน ค่อยๆใกล้เข้ามา เงาดำกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากเส้นขอบฟ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด!
ตอนที่ 154: บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบที่สุด
“ทัพข้าศึกมาแล้ว!”
พลทหารนายหนึ่งตะโกนลั่น หลิวจี้รู้สึกเพียงแค่ศีรษะของตนดังอื้ออึงขึ้นมา มองเงาดำหลายสายที่ใกล้เข้ามาทุกขณะอย่างตะลึงงัน มิอาจตอบสนองได้เลย
เสียงม้าร้องดังขึ้น กองลำเลียงเสบียงอีกกองหนึ่งที่เพิ่งถูกซุ่มโจมตีในช่วงเช้าถูกเล่นงานอีกครั้งในยามเย็น พวกชาวบ้านที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดจิตใจพังทลายจนหมดสิ้น เกือบจะเป็นสัญชาตญาณโดยแท้ที่พวกเขาพากันวิ่งหนี
เมื่อเริ่มหนี สถานการณ์ก็วุ่นวายขึ้นทันที เสียงตะโกนฆ่าและเสียงร้องโหยหวนปะปนกันไป แม้แต่หัวหน้าหน่วยที่แขนบาดเจ็บก็ยังยกดาบยาวขึ้นเล็งไปที่ชาวบ้านใต้บังคับบัญชาของตน
ผู้ใดที่วิ่งหนี พวกเขาก็ขี่ม้าตามล่า ชูดาบขึ้นแล้วฟันอย่างไม่ลังเล
ข้าศึกที่โผล่ออกมามีราวสามสิบถึงสี่สิบคน ทุกคนล้วนรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายและไว้ทรงผมแตกต่างจากชาวแคว้นเซิ่งโดยสิ้นเชิง พวกมันควบม้าตัวสูง พุ่งเข้าโจมตีระลอกหนึ่ง แล้ววกหัวม้าโถมเข้าชนอีกครั้ง
หลิวจี้รู้สึกเพียงมีแสงสีเงินสะท้อนเข้าตาอย่างฉับพลัน เขายกมือขึ้นบังตามสัญชาตญาณ ฉัวะ! เสียงใบมีดฉีกเนื้อก็ดังขึ้น สหายร่วมทางที่อยู่ข้างกายเขาร้องลั่นก่อนจะล้มลงกับพื้น เลือดอุ่นร้อนสาดใส่หน้าของเขา กลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้ง
ในห้วงแห่งความหวาดผวา เสียงตวาดก้องของซ่างกวนเลี่ยก็ดังขึ้นมา
“จงชักอาวุธออกมา ป้องกันอยู่หน้ารถเสบียง! ห้ามผู้ใดแตกตื่นวุ่นวาย!”
“ก็แค่พวกหมานอี๋สามสิบสี่สิบคนเท่านั้น! พวกเจ้ามีกันนับร้อย หกต่อหนึ่ง ยังต้องกลัวพวกต่ำช้านี้อีกหรือ?!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ความหวาดกลัวที่เกิดจากการโจมตีระลอกแรกของข้าศึกพลันลดลงไปไม่น้อย
ชาวบ้านวัยฉกรรจ์บางคนตะโกนขึ้นทันที “พวกเราขอสู้ตายกับพวกหมานอี๋!”
เลือดของบุรุษถูกปลุกขึ้น ทุกคนต่างยกดาบขึ้น เปล่งเสียงตะโกนก้อง “สู้ตาย!”
หลิวจี้มิอาจเปล่งเสียงร้องตะโกนได้ เพราะเขาพบว่ากองทหารม้าของข้าศึกพุ่งโจมตีกลับมาอีกครั้ง และครานี้หาใช่จู่โจมกองลำเลียงเสบียงที่อยู่ท้ายขบวน แต่กลับพุ่งตรงมาทางพวกเขาแทน
ข้าศึกควบม้าพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว หลิวจี้ไม่ทันได้คิด เขาตั้งดาบขึ้นก่อนจะมุดตัวเข้าไปใต้รถม้า
เสียงกีบม้าดังก้องพุ่งผ่านศีรษะของเขาไป ตามมาด้วยเสียงสบถและเสียงร้องโอดโอยของคนและม้าที่ล้มระเนระนาด
แท้จริงแล้วเป็นเพราะข้าศึกที่โถมเข้ามาถูกดาบที่แทงออกมาจากรถเสบียงแทงเข้าโดยไม่ทันระวัง ทำให้พวกมันล้มลงทั้งคนและม้า
ก่อนที่ข้าศึกพวกนั้นจะได้ลุกขึ้น ซ่างกวนเลี่ยก็ตวัดหอกยาวในมือแทงเข้าอย่างรุนแรง ปิดฉากชีวิตของพวกมันในพริบตา
หลิวจี้ยกมือเช็ดเลือดที่เปื้อนหน้า พอเงยหน้าขึ้นก็บังเอิญสบตากับสายตาเย้ยหยันคู่หนึ่ง บัดซบ สีหน้าเยาะเย้ยของหัวหน้าคนนี้ช่างเหมือนเมียของเขาที่บ้านไม่มีผิด
แม้แต่รูปปั้นดินก็ยังมีอารมณ์โกรธได้ หลิวจี้ถูกแววตานั้นกระตุ้นจนรีบมุดออกมาจากใต้รถม้า คว้าตัวสหายร่วมทางที่เพิ่งล้มลงข้างกายขึ้นมาด้วย
เขานึกว่าสหายร่วมทางถูกฟันตายไปแล้ว ที่ไหนได้ ดวงชะตายังแข็งนัก แค่ถูกฟันเข้าที่แขนเพียงแผลเดียวเท่านั้น
เพียงแต่เลือดพุ่งออกมาไม่น้อย ทำให้หลิวจี้ถูกเลือดสาดจนเต็มหน้า
หลิวจี้ไม่มีเวลาคิดมาก เขาสำรวจทิศทางของข้าศึกไปรอบๆ อาศัยช่วงที่พวกมันเตรียมโจมตีระลอกที่สาม ฉีกชายเสื้อออกมาผืนหนึ่งแล้วพันแผลที่แขนของชายผู้นั้นอย่างลวกๆ
หวังอู่เจ็บจนสูดลมหายใจเข้าลึก แต่เพราะความเจ็บนี้เองที่ทำให้เขาลืมความกลัวไปสิ้น เขาถ่มเลือดลงพื้น ก่อนจะกระชากดาบจากรถออกมา ส่งสายตาเดือดดาลให้หลิวจี้ราวกับจะบอกว่า ‘พี่ชาย พวกเราสู้ตายกับพวกมัน!’
ใครเล่าตอนเด็กไม่เคยมีเรื่องชกต่อย! แล้วใครจะกลัวใครกัน!
หลิวจี้เหลือบมองดาบใหญ่แวววาวของข้าศึก ก่อนขมวดคิ้วเตือนเสียงเข้ม “เสี่ยวอู่ เราควรระวังให้มาก พอแค่ปกป้องรถเสบียงก็พอ”
หวังอู่ขมวดคิ้ว ใครเล่าจะรู้ว่าหลังจากระลอกนี้ผ่านไป จะมีระลอกต่อไปอีกหรือไม่ เอาแต่ทำเช่นนี้ต่อไปก็มิใช่ทางออกกระมัง
หลิวจี้มองออกถึงความกังวลของเขา ภายในใจก็เต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
หากอีกฝ่ายใช้ธนู พวกเขาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไร้เกราะป้องกันก็ถึงคราวจบสิ้นแล้ว
แต่คิดถึงเรื่องพวกนี้ไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร?
เขามิใช่ฉินเหยา เขาไม่มีทางสู้กับพวกหมานอี๋ที่แข็งแกร่งกำยำเหล่านี้ได้เลย!
เดี๋ยวก่อน หากเป็นฉินเหยาพบเจอกับกองทัพศัตรูเหล่านี้ นางจะทำอย่างไร?
หลิวจี้หัวเราะขมขื่น หากเป็นนาง คงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาขบคิดให้มากความ พุ่งเข้าจู่โจมก็จบแล้ว ศัตรูเหล่านั้นยังมิอาจทำให้นางพึงใจได้เสียด้วยซ้ำ
ประเดี๋ยวก่อน!
การบุกตะลุยก็ต้องมีแบบแผน นางมิใช่เพียงคนบ้าคลั่งไร้สมอง
คืนวันส่งท้ายปีเก่าปีก่อน ตอนที่พวกโจรภูเขาบุกเข้ามา นางขับไล่พวกมันออกไปได้อย่างไร
“จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน!” หลิวจี้ตะโกนเสียงดังออกมาทันที จากนั้นก็รีบมองหาซ่างกวนเลี่ยด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะร้องตะโกนเสียงดังว่า “ใต้เท้าขอรับ! จับโจร ต้องจับหัวหน้าเสียก่อน!”
ทุกคนตั้งรับอย่างเคร่งเครียด เตรียมป้องกันการบุกโจมตีของกองทหารม้าแห่งม่อเป่ยที่กำลังพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
เสียงตะโกนของหลิวจี้นั้น ซ่างกวนเลี่ยได้ยินแล้ว คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่กลับมิได้หันไปมอง
ดังนั้นหลิวจี้จึงมิอาจรู้ได้ว่าเขาได้ยินหรือไม่ ทำได้เพียงตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจับโจร ต้องจับหัวหน้าเสียก่อน! จนหวังอู่และสหายที่อยู่ข้างกายเหลือบมองอย่างแปลกใจ พี่ชาย ท่านอย่าเพิ่งเป็นบ้าได้หรือไม่
หากเผลอทำให้ใต้เท้าโกรธขึ้นมาจะทำอย่างไร
ท่านนั้นเป็นถึงนายทหารระดับสูง ยังต้องให้เจ้ามาเตือนเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อีกหรือ
หลิวจี้ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น เขาเพียงต้องการมีชีวิตรอด หากไม่รีบขับไล่กองทัพม่อเป่ยนี้ออกไป พวกเขาเหล่าชาวบ้านย่อมถูกใช้เป็นโล่มนุษย์และต้องตายท่ามกลางทุ่งหญ้าเวิ้งว้างนี้ในไม่ช้า
ยามนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายมองไม่เห็นกันชัดเจน เห็นเพียงเงาเลือนรางของกันและกัน
สถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบทั้งสิ้น ทว่าหากเป้าหมายของศัตรูคือเผาทำลายเสบียงของพวกเขา เช่นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างใดๆก็สามารถทำได้สำเร็จ
หลิวจี้โกรธนัก โกรธที่สมองของตนเฉียบแหลมเกินไป เขาได้คาดเดาความคิดของศัตรูออกมาล่วงหน้าแล้ว
เป็นไปตามคาด! ทันทีที่เขาคิดจบ เปลวไฟสีส้มก็พวยพุ่งขึ้นมาหลายจุดกลางความมืดมิด ทำให้หลิวจี้ขนลุกชันไปทั้งศีรษะ
โอ้สวรรค์! ยังจะให้คนมีชีวิตรอดอีกหรือไม่?!
หากเสบียงถูกเผาทำลาย พวกเขาเหล่าชาวบ้านก็มีเพียงความตายรออยู่เท่านั้น!
ดังนั้น เสียงตะโกน “ใต้เท้าขอรับ! จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน!” จึงดังก้องท่ามกลางราตรี
จนกระทั่งเสียงตวาดด้วยความโกรธเคืองดังขึ้น “บัดซบ! หุบปากเจ้าไปเสีย! ข้ายังต้องให้เจ้ามาสั่งสอนอีกหรือ!”
หากเขารู้ว่าใครเป็นหัวหน้า คงลงมือไปนานแล้ว!
อีกอย่างหนึ่ง ในมือเขาไม่มีธนู คิดจะสังหารแม่ทัพศัตรูนั้นย่อมมิใช่เรื่องง่าย
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ มีเพียงดับไฟเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ากองไฟกำลังจะลุกลาม ซ่างกวนเลี่ยจึงออกคำสั่งทันที ให้ทุกคนถอดเสื้อคลุมออก นำไปชุบน้ำแล้วคลุมไว้บนเกวียนเสบียง!
หลิวจี้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไร้คำพูด ขณะเดียวกันก็ได้แต่ทอดถอนใจในใจ ซ่างกวนเลี่ยเจ้าช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
แม้แต่สังหารแม่ทัพศัตรูก็ทำไม่ได้ เทียบกับสตรีดุร้ายในบ้านเขาแล้วยังห่างไกลนัก
การต่อสู้ที่โกลาหลเริ่มต้นขึ้น
ซ่างกวนเลี่ยนำทหารใต้บัญชาของตนบุกโจมตี ทว่าพวกเขามีเพียงสิบเอ็ดนายเท่านั้น อีกกองหนึ่งไม่รู้มัวทำอะไรอยู่กลับตั้งรับอยู่เฉยๆ ไม่ยอมออกมาช่วย ดูแล้วน่าโมโหนัก
ในใจของหลิวจี้นั้นด่าทอเป็นพัลวัน ทันใดนั้นทหารม่อเป่ยนายหนึ่งก็ยกดาบยาวขึ้น กวาดฟันลงมาใส่พวกเขาเช่นเดียวกับการเกี่ยวต้นหอม
เปลวไฟที่ยังไม่ดับกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสง ทำให้ศัตรูมองเห็นพวกเขาชัดเจน ในขณะที่พวกเขากลับมองไม่เห็นศัตรูเลย
เสียงแหวกอากาศของคมดาบอาบเลือดฟันลงมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหวังอู่และพวก หลิวจี้กลับเอี้ยวตัวหลบซ้ายขวาติดต่อกันห้าครั้ง โดยไม่ถูกดาบยาวของศัตรูฟันถูกแม้แต่ปลายเส้นผม
เรื่องอื่นหลิวจี้อาจไม่มั่นใจนัก แต่เรื่องการหลบหลีก เขาฝึกฝนจนบรรลุถึงขีดสุดแล้ว
ดาบยาวของหมานอี๋แห่งม่อเป่ยเหล่านั้น หากสามารถฟันโดนแม้แต่ปลายผมของเขา ก็ถือว่าเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้!
ตอนที่ 155: กริชอันล้ำค่าของอาสะใภ้สามที่ถูกลับคมไว้
“อ๊า!!!”
พวกหมานอี๋แห่งม่อเป่ยโกรธจนร้องลั่น ฟันดาบลงมาที่หลิวจี้อีกครั้ง
หลิวจี้รีบหลบอย่างรวดเร็ว “เฮ้ เจ้าฟันไม่โดนข้าหรอก~”
ขณะกำลังได้ใจ ทันใดนั้นกลับมีหอกพุ่งเข้ามาจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว หวังอู่และพวกมองเห็น แต่เพราะอยู่ไกลเกินไปจึงเข้าไปช่วยไม่ทัน
ทำได้เพียงตะโกนเสียงดังว่า “ระวังข้างหลัง!”
หลิวจี้รู้สึกเพียงลมพัดวูบมาจากด้านหลัง ด้านหน้าก็มีดาบยาว ขยับไปทางไหนไม่ได้แล้ว ใจจึงคิดเงียบๆว่า ครั้งนี้จบสิ้นแล้ว!
ในยามเป็นตายคับขัน จู่ๆความไม่ยินยอมก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
หรือว่าคนรูปงาม เจ้าสำราญอย่างเขาจะต้องมาตายที่นี่จริงๆ?
ชีวิตน้อยๆของเขา ไร้ความสำเร็จ ผู้คนรังเกียจแม้แต่สุนัขก็ไม่ชอบ หากตายไปเช่นนี้ เกรงว่าทุกคนคงสมใจ
แต่เหตุใดเขาต้องยอมให้พวกนั้นสมใจด้วยเล่า?
ดาบเหล็กสองเล่มฟาดเข้ามาพร้อมกันทั้งหน้าและหลัง หลิวจี้ไม่อาจหลบได้จึงตัดสินใจย่อตัวลงต่ำแล้วกลิ้งเข้าไปใต้ท้องม้า
เพียงได้ยินเสียง “แกร๊ง!” ดังสนั่น คมอาวุธก็กระทบกันข้างหู ทำให้หลิวจี้รู้สึกเสียวฟันจนทรมาน กลืนน้ำลายลงไปแรงๆอย่างอดไม่อยู่
เงาของชายร่างกำยำคนหนึ่งพุ่งเข้ามาคว้าตัวหลิวจี้ออกจากใต้ท้องม้าของชาวม่อเป่ยสองคน
หลิวจี้เงยหน้าขึ้นมอง ที่แท้ก็คือหลิวฉีหลานชายของผู้ใหญ่บ้าน!
ยามเป็นตาย พบเจอคนบ้านเดียวกัน น้ำตาย่อมเอ่อขึ้นคลอในดวงตา
หลิวจี้น้ำตาคลอเบ้า
หลิวฉีไม่มีเวลาปลอบเขา รีบผลักท่านอาสามไปซ่อนหลังเกวียนเสบียง จากนั้นก็อาศัยความกล้าหาญเตรียมจะพุ่งออกไปเพียงลำพัง
“ฉีเอ๋ย!” หลิวจี้คว้าตัวเขาไว้แน่น พลางกำชับทีละคำ “จับโจรต้องจับหัวหน้า ฆ่าผู้นำของพวกมันซะ!”
หลิวฉีกำลังจะถามว่าใครเป็นหัวหน้า ทันใดนั้นกริชที่เย็นเฉียบและหนักอึ้งเล่มหนึ่งก็ถูกยัดใส่ฝ่ามือของเขา
“นี่คือกริชอันล้ำค่าของอาสะใภ้สามของเจ้าที่ลับคมเอาไว้ ตอนนี้อาสามมอบให้เจ้า จงไปฆ่าคนที่ขี่ม้าสีพุทราแดงตัวที่มีจุดขาวบนหน้าผากนั้นเสีย รีบไป!”
กริชอันล้ำค่าที่อาสะใภ้สามลับคมเอาไว้?
เด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความเลือดร้อนดวงตาทอประกาย รีบพยักหน้าหนักแน่น “ได้!”
เมื่อได้ ‘ศาสตราวุธเทพที่อาสะใภ้สามเคยลับคมไว้’ มา หลิวฉีก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบพุ่งฝ่าความมืดอันวุ่นวายไป
หัวใจของหลิวจี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสั่นไหวตาม
แต่แล้ว…เด็กหนุ่มก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง ยืนอยู่ข้างเกวียนเสบียงกับเขา “ท่านอา ข้าวิ่งตามม้าไม่ทัน”
เสียงเพิ่งขาดคำ คมดาบอันคุ้นเคยก็ฟาดลงมาอีกครั้ง หลิวฉีพุ่งขึ้นไป ดึงคนบนหลังม้าลงมา แล้วแทงปลิดชีพศัตรูด้วยมีดเดียว
เด็กหนุ่มตื่นเต้นยิ่งนัก “ท่านอา! กริชเล่มนี้ใช้ดีจริงๆ!”
“…ก็ดี เช่นนั้นเจ้าก็ยืนอยู่ข้างอา คอยคุ้มกันอาด้วย” ชายหนุ่มนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะหลอกล่อออกไปเช่นนั้น
หลิวฉีตอบรับทันทีว่า “ได้!”
ศัตรูดูเหมือนจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ทันใดนั้น ข่าวแห่งชัยชนะก็ดังมาจากแนวหน้า ซ่างกวนเลี่ยได้สังหารหัวหน้าทหารม่อเป่ยลงแล้ว
การต่อสู้พลันจบลง
หลิวจี้ลอบเช็ดคราบเปียกชื้นบนหน้าผาก ไม่แน่ใจว่าคือเลือดหรือเหงื่อ ร่างกายอ่อนแรงราวกับหมดสิ้นเรี่ยวแรง ล้มลงบนกองเสบียง
หลิวฉีกลับดูเหมือนยังมีพลังงานไม่สิ้นสุด เขากำกริชแน่น ดวงตาส่องประกาย กวาดตามองหาศัตรู
น่าเสียดาย ศัตรูทั้งหมดถูกทหารที่ซ่างกวนเลี่ยนำมาเข้ากวาดล้างจนหมดสิ้น
พวกเขาไล่ตามออกไปไกล กว่าหนึ่งเค่อจึงควบม้ากลับมา แต่ละคนหิ้วหัวศัตรูหลายหัว ทำให้ผู้คนฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อกลับมายังแนวรบ สิ่งแรกที่ซ่างกวนเลี่ยทำคือจุดคบเพลิง ตรวจนับจำนวนคน ม้า และเสบียง
หลิวฉีจำต้องคืนกริชให้หลิวจี้ก่อนแล้วกลับไปยังกลุ่มของตน
หลิวจี้จึงเพิ่งได้รู้ว่าตัวเขากับหลิวฉีอยู่ในกองกำลังของซ่างกวนเลี่ยมาโดยตลอด
เพียงแต่คนหนึ่งอยู่แนวหน้า ส่วนอีกคนอยู่แนวหลัง อีกทั้งซ่างกวนเลี่ยควบคุมกองทัพอย่างเข้มงวด แต่ละคนจึงดูแลเพียงรถเสบียงของตนเองโดยไม่ออกจากกลุ่ม ทำให้ทั้งสองไม่เคยพบหน้ากันเลย
เมื่อครู่ หลิวฉีเพียงบังเอิญได้ยินเสียงตะโกนของหลิวจี้จึงรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ด้วย
เพื่อหลานชายคนโตผู้นี้ ผู้ใหญ่บ้านถึงกับไปติดสินบนทางอำเภอด้วยตนเอง
การที่หลิวฉีถูกจัดให้อยู่ในกองทัพของซ่างกวนเลี่ย นี่หมายความว่าอะไร
หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เดิมทีเขาเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าหน้าที่ที่คุมตัวเขามาเอาเงินไปแล้วไม่ทำอะไร แต่แท้จริงอีกฝ่ายทำงานให้เขาจริงๆ
ไม่ได้ดูถูกว่าเงินแค่ห้าเหวินน้อยนิด กลับจัดให้เขาอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้นำที่ไว้วางใจได้
หลิวจี้ย้อนคิดถึงการเดินทางมาตลอดทาง กองทัพของเขาเลี่ยงอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้การนำของซ่างกวนเลี่ย
แล้วมองไปยังกองขนเสบียงที่กระจัดกระจายอยู่ด้านหลัง พร้อมกับหัวหน้าหมานอี๋แห่งม่อเป่ยที่สิ้นชีพใต้คมดาบ หลิวจี้ก็รีบยกมือขึ้นคารวะขอบฟ้าสามครั้งอย่างนอบน้อม
ขอบคุณเจ้าหน้าที่ วันหน้าเมื่อข้าหลิวจี้รุ่งเรืองขึ้นแล้ว จะไปขอบคุณถึงที่อย่างดีแน่นอน
หลังจากตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว รถเสบียงไม่มีขาดหายไปแม้แต่คันเดียว ม้าก็ได้รับการคุ้มกันอย่างเต็มกำลัง ไม่มีตัวใดล้มตาย
แต่ประชาชนเสียชีวิตไปสิบเก้าคน บาดเจ็บสาหัสใกล้ตายอีกเจ็ดคน และมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยอีกกว่าสี่สิบกว่าคน
ในกลุ่มของหลิวจี้ที่มีหกคน ห้าคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยในระดับต่างกัน
มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่เป็นอะไรเลย นอกจากทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้ามอมแมม แม้แต่แผลถลอกก็ไม่มี เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์
หลังจากตรวจสอบขบวนเสบียงโดยสังเขปแล้ว พวกเขาก็นำศพของแรงงานที่เสียชีวิตขึ้นมา จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดพักแรมที่กำหนดไว้เพื่อพักผ่อนและฝังศพในที่แห่งนั้น
เพราะหลิวจี้ไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาจึงถูกเรียกให้เข้าร่วมกลุ่มฝังศพ ต้องขุดหลุมตลอดทั้งคืน กว่าจะได้พักก็ย่ำรุ่ง เมื่อล้มตัวลงบนพื้นหญ้า เขาก็ผล็อยหลับไปทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียกชื้น
รุ่งเช้า เขาถูกสหายปลุกขึ้นอย่างไร้ความปรานี
ฟ้าสว่างแล้ว กองทัพใหญ่เคลื่อนขบวนต่อ
หากไม่เห็นหัวศัตรูแขวนอยู่บนหลังม้าของซ่างกวนเลี่ยและพรรคพวก หลิวจี้คงคิดว่าศึกเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน
หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน ความรู้สึกอัดอั้นที่สั่งสมมาหลายวันของทุกคนก็ปะทุขึ้น ความเศร้าหมองกดทับจนหายใจแทบไม่ออก
หลายคนบาดเจ็บ อีกกองขนเสบียงที่ร่วมทางมาก็อยู่ในสภาพใกล้แตกพ่าย ความเร็วในการเดินทางลดลงอย่างมาก หนึ่งวันเดินทางไปได้เพียงแปดสิบลี้
ยามค่ำคืน ณ จุดพักแรม ความคิดถึงบ้านของทุกคนพุ่งถึงขีดสุด ต่างเช็ดน้ำตากันเป็นแถว กลัวว่าจะไม่ได้กลับไปอีก
“วันนี้วันที่เท่าไรแล้วหรือ” หวังอู่ถามขึ้นอย่างกะทันหัน
ทุกคนเงียบคิดไปพักใหญ่ หลิวจี้จึงตอบว่า “วันที่สิบห้าเดือนสิบแล้ว”
หวังอู่คล้ายตกอยู่ในภวังค์ “เพิ่งหนึ่งเดือนเองหรือนี่”
เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าพวกเขาเดินทางมาราวกับเป็นปีแล้วเล่า
เมืองวั่งเยวี่ยช่างไกลเหลือเกิน เดินเท่าไรก็ไม่ถึงเสียที
อีกคนสะกิดไหล่หลิวจี้ “เจ้าจำได้ชัดเจนขนาดนี้ได้อย่างไร”
หลิวจี้กระตุกริมฝีปากเล็กน้อย ฝืนยิ้มออกมาอย่างขมขื่นยิ่งกว่าเดิม แต่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงถอนหายใจในใจ เพราะเขาไม่เคยหยุดคิดถึงบ้านเลยอย่างไรเล่า
เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เรียนในสำนักศึกษา มันช่างงดงามเสียจริง แม้แต่กลิ่นเท้าเหม็นเปรี้ยวของสหายร่วมห้องพักก็ถูกความทรงจำกรองออกไป
ทุกสิ่งในอดีต เมื่อนึกย้อนกลับไปก็อยากร้องไห้
“ฮู่~” หลิวจี้พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เงยหน้ามองดวงจันทร์บนฟากฟ้า
จันทร์ที่ม่อเป่ยช่างกลมโต
ค่ำคืนที่ม่อเป่ย ทั้งหนาวทั้งหิว!
น้ำตาลกับเกลือหมดเกลี้ยง เพราะถุงเสบียงรั่วกลางทาง อาหารของพวกเขาจึงต้องถูกส่งเข้าคลังเสบียงทัพ ตอนนี้แม้แต่อาหารของตัวเองก็ไม่มีเหลือแล้ว
อีกสองวันกว่าจะถึงเมืองวั่งเยวี่ย ไม่รู้ว่าตอนนั้นจะเหลือกันอยู่กี่คน
คืนนั้น หลิวจี้ฝันเห็นลานบ้านหลังเล็กที่อยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกครั้ง เขาร่ำไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด “ฮือๆ เมียจ๋า ข้าผิดไปแล้ว”
เช้าวันต่อมา หวังอู่และพวกพ้องมองเขาด้วยสายตาดูแคลน บุรุษสูงเจ็ดฉื่อแท้ๆ กลับละเมอขอโทษสตรีในฝัน ช่างไร้อนาคตนัก!
หลิวจี้ “…”
ตอนที่ 156: ส่งมอบของชุดแรก
“ฮัดชิ้ว!”
ฉินเหยาตื่นแต่เช้าตรู่ เปิดหน้าต่างหวังให้ลมพัดผ่านระบายอากาศภายในห้อง ทว่าไม่ทันตั้งตัวก็จามออกมาเสียงดัง
เมื่อย่างเข้าสู่เดือนสิบ อุณหภูมิลดฮวบลง สองวันก่อนยังมีฝนปรอยๆ ท้องฟ้ามืดครึ้ม ภายในห้องก็ดูทึบแสง ทำให้รู้สึกหนาวยิ่งขึ้น
ฉินเหยาคิดว่าตนเองคงถูกลมหนาวยามเช้าพัดจนจาม โดยไม่ได้นึกถึงคำกล่าวที่ว่าหากจาม หมายความว่ามีคนกำลังคิดถึงตนเอง
นางลดช่องหน้าต่างให้เล็กลง หันไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อบุผ้าฝ้ายสองชั้นที่พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองช่วยกันตัดเย็บขึ้นใหม่มาสวมลงบนร่าง ชั้นฝ้ายบางๆที่นุ่มฟูทำให้ไอเย็นจางหายไปในพริบตา
ฉินเหยาออกจากห้องไปยังลานหลังบ้านเพื่อฝึกฝนร่างกายในยามเช้า ไม่นานต้าหลางก็ตามมา
เอ้อร์หลางยังอายุน้อยนัก สิ่งใดที่ไม่สนใจก็มักจะขาดความมุ่งมั่น ฝืนทำต่อไปได้ยาก ฉินเหยาจึงไม่บังคับ ปล่อยให้เขานอนขี้เกียจในฤดูหนาวไปตามสบาย
หากพักผ่อนเต็มที่แล้วตั้งใจศึกษาก็ไม่เลว
ต้าหลางต่างออกไป เขารู้สึกสนุกกับการฝึกวรยุทธ์ ไม่ต้องให้ฉินเหยาคอยกำชับ ทุกเช้าเขาจะฝึกฝน ยกเว้นเพียงวันที่ฝนตกหรือลมกรรโชกเท่านั้น
สองแม่ลูกสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนต่างแยกย้ายฝึกของตน ฉินเหยาฝึกเพื่อเสริมสร้างพละกำลังและรักษาความว่องไวของร่างกาย
ต้าหลางเน้นการฝึกพื้นฐาน ตื่นเช้าต่อยมวยทหารหนึ่งชุดแล้วจึงฝึกท่านั่งม้า
ท่านี้เขาสามารถทรงตัวได้นานเกือบครึ่งชั่วยาม
หากมีเวลาว่างก็สามารถท่องตำราไปพร้อมกัน หรือปล่อยให้จิตใจว่างเปล่า ไม่คิดสิ่งใด เด็กอายุเก้าขวบที่เดิมทีก็ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ตอนนี้ยิ่งดูสุขุมขึ้นไปอีก
ฉินเหยาฝึกเสร็จก่อน นางล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้วก่อไฟ ตั้งหม้อหุงข้าวฟ่างต้มบำรุงกระเพาะสำหรับมื้อเช้า จากนั้นหยิบถ่านใหม่ที่ฝากคนซื้อจากตัวเมืองมา จุดไฟหนึ่งเตา ตั้งไว้กลางเรือน ปิดประตูให้เรียบร้อยเพื่อให้ไออุ่นกระจายไปทั่วห้อง
นี่เป็นเตาถ่านแรกของต้นฤดูหนาว หากมิใช่เพราะเมื่อเช้าจาม ฉินเหยาคงคิดจะรออีกสองสามวันค่อยจุดไฟ
แต่แม้แต่นางยังทนความหนาวของเช้านี้แทบไม่ไหว เด็กเล็กๆยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไหนๆบ้านก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินค่าถ่าน จะจุดไฟเร็วขึ้นหน่อยก็จะได้อุ่นเร็วยิ่งขึ้น
ไม่นาน สามคนที่ตื่นขึ้นมาก็โผล่ออกมาจากผ้าห่ม ใบหน้าแดงก่ำเพราะอากาศหนาว พอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากห้องโถงพลันก็ผลักประตูวิ่งเข้าไปทันที ร้องว้าวอย่างตื่นเต้น ก่อนจะพากันนั่งล้อมเตาถ่าน ยื่นมืออังไฟแล้วยกเท้าขึ้นผิงอย่างสบายอารมณ์
หลังจากทั้งห้าคนกินข้าวเช้าเสร็จ ก่อนออกจากบ้าน ฉินเหยาเน้นย้ำว่า “อย่าปิดหน้าต่างสนิทเกินไป ให้มันระบายอากาศบ้าง ระวังจะโดนพิษจากถ่านไฟ”
พี่น้องทั้งสี่คนที่เคยฟังฉินเหยาอธิบายเรื่องพิษถ่านไฟมาก่อน ต่างขานรับพร้อมกันว่า “ทราบแล้ว!”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉินเหยาจึงหยิบสมุดบัญชีและถุงเศษเงินเดินออกไปยังปากหมู่บ้าน
วันนี้เป็นวันที่สิบห้าเดือนสิบ เป็นวันที่นางนัดหมายกับไป๋ซั่นเพื่อส่งมอบสินค้าชุดแรก
พร้อมกันนั้น ยังเป็นวันที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับคนงานด้วย
เมื่อคืน ฉินเหยาและช่างไม้หลิวได้ตรวจสอบสินค้าที่จะส่งมอบในวันนี้ล่วงหน้าแล้ว หลังจากมั่นใจว่าไม่มีปัญหา ทั้งสองจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
ส่วนสินค้าชุดต่อไปก็เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วถึงแปดส่วน เวลาที่ยังเหลืออีกครึ่งเดือนย่อมเพียงพอแน่นอน จะต้องส่งมอบได้ตรงเวลาแน่
ดังนั้น เช้าวันนี้ฉินเหยาจึงไม่ได้เร่งรีบ ทำทุกอย่างเช่นวันปกติ
กลับเป็นคนงานในโรงงานผลิตที่รู้สึกกังวลไม่น้อย เพราะนี่เป็นวันแรกที่พวกเขาทำงานเสร็จและต้องส่งมอบสินค้า
ลูกค้าจะพอใจหรือไม่นั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา ท้ายที่สุดแล้ว มีใครบ้างที่ไม่หวังให้ความพยายามของตนได้รับผลตอบแทน?
ช่วงสาย ไป๋ซั่นก็มาถึงพร้อมขบวนรถม้า จำนวนถึงห้าคันเต็ม
หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ปกติแล้วนอกจากช่วงเก็บภาษีธัญพืช แทบไม่เคยมีรถม้าเข้ามามากมายเช่นนี้ ยิ่งไม่ค่อยมีช่วงเวลาที่คึกคักเช่นนี้นัก
เมื่อมีคำสั่งเกณฑ์แรงงาน คนหนุ่มและชายชราส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างถูกเกณฑ์ออกไป บรรยากาศที่หม่นหมองมาตลอดก็เริ่มดีขึ้นบ้างในวันนี้
หญิงชรา สะใภ้สาวๆและเด็กๆที่ว่างจากงานในหมู่บ้านต่างพากันเข้ามารุมล้อม มองสิ่งนั้น จับสิ่งนี้ด้วยความอยากรู้
ล้วนเป็นหินและไม้ ไม่ต้องกลัวเสียหาย นางจึงปล่อยให้พวกเขาเล่นตามใจ
ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ดูเหมือนจะอุ่นขึ้นมาบ้างเพราะความคึกคักในยามนี้
เครื่องโม่น้ำขนาดจิ๋วสามสิบชุดถูกฉินเหยาบรรจุขึ้นรถม้าด้วยตนเอง ไป๋ซั่นตรวจสอบทีละชิ้นอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้าพอใจ ทิ้งชายหนุ่มหัวไวสองคนไว้เพื่อเรียนรู้วิธีติดตั้งและซ่อมแซม จากนั้นก็นำสินค้าชุดนี้เดินทางลงใต้ไปก่อน
ก่อนจากไป ไป๋ซั่นจ่ายเงินงวดที่สอง หกสิบตำลึง เหลือเงินส่วนสุดท้ายอีกยี่สิบตำลึง ไว้จ่ายพร้อมกับการรับสินค้าในรอบถัดไป
เมื่อเห็นเงินขาวๆแวววาวในมือฉินเหยา คนงานในโรงงานผลิตต่างก็พากันยิ้มจนแก้มปริ
ฉินเหยาหันกลับมา เห็นสายตาคาดหวังจากทุกคนจึงยิ้มกล่าวว่า “ข้าจะไปคิดบัญชี เดี๋ยวบ่ายนี้จ่ายค่าจ้างให้พวกเจ้า!”
ทุกคนตอบรับพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม “ได้เลย!”
ฉินเหยามองตามคนงานที่กลับไปทำงานของตน จากนั้นจึงนำชายหนุ่มสองคนที่ไป๋ซั่นทิ้งไว้มาฝึกการติดตั้ง ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและสอนวิธีซ่อมแซมเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
เรื่องนี้ฉินเหยาเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว นางและช่างไม้หลิวใช้เวลาว่างร่วมกันจัดทำคู่มือซึ่งวาดด้วยมือเป็นบริการหลังการขาย
ลูกค้ารายใหญ่เช่นไป๋ซั่น นางสามารถมอบให้เป็นของแถมหนึ่งชุด
คู่มือมีทั้งภาพวาดและคำอธิบาย ไม่เพียงแค่ขั้นตอนติดตั้ง แต่ยังรวบรวมปัญหาทั่วไปและปัญหาหาได้ยากไว้ด้วย
ฉินเหยาพาชายหนุ่มสองคนไปชมโรงโม่น้ำของตนเองอยู่ครึ่งวัน ก่อนมอบคู่มือให้พวกเขาศึกษาจากภาพวาด
หากมีข้อสงสัย ให้มาหานางหรือช่างไม้หลิวก็ได้
จริงสิ บ้านของทั้งสองอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งในอำเภอไคหยาง อยู่ห่างจากหมู่บ้านตระกูลหลิวมาก เดินทางไปกลับไม่สะดวก ช่วงครึ่งเดือนนี้จึงต้องพักอยู่ที่นี่
บ้านของช่างไม้หลิวเต็มไปด้วยผู้คน ไม่มีที่ว่างให้พัก ฉินเหยาจึงต้องพาทั้งสองกลับบ้านของนางเอง
เมื่อเปิดห้องเล็กข้างห้องโถงที่ล็อกไว้กว่าหนึ่งเดือน กลิ่นฝุ่นที่สะสมมานานก็ฟุ้งเข้าจมูกทันที
ฉินเหยาถอยหลังไปสองก้าว โบกมือไล่กลิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไป
เมื่อนางเปิดหน้าต่าง ห้องเล็กที่มืดทึบก็สว่างขึ้น ภายในมีเพียงเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะและเก้าอี้หนึ่งชุด และตู้เสื้อผ้าที่ทำจากหีบไม้สองใบเรียงซ้อนกัน ทุกอย่างเรียบง่ายและเป็นระเบียบ
“เข้ามาสิ” ฉินเหยากวักมือเรียกชายหนุ่มทั้งสองให้เข้ามาดูที่พักใหม่
ชายหนุ่มสองคนอายุราวสิบแปดสิบเก้า ร่างสูงผอม เตียงกว้างหนึ่งจุดสามจั้ง หากเบียดกันหน่อยก็พออยู่ได้
ทั้งสองเดินสำรวจห้องแล้วพยักหน้าพอใจ เอ่ยขอบคุณฉินเหยา และบอกว่างานตักน้ำหรือฝ่าฟืนสามารถให้พวกเขาทำได้
ฉินเหยาไม่ปฏิเสธ รีบเรียกต้าหลางและเอ้อร์หลางมาให้พาพี่ชายทั้งสองไปตัดฟืน
อากาศเย็นลงทุกวัน ฤดูหนาวเผาผลาญฟืนเป็นอย่างมาก ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี ไม่มีคำว่ามากเกินไป
ในลานบ้าน โรงเก็บฟืนถูกเติมจนเต็มสองในสาม หากตัดเพิ่มอีกไม่กี่วันก็จะเต็มพอดี ใช้ได้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
เมื่อมีพี่ชายสองคนมาช่วย โรงเก็บฟืนจึงเต็มเร็วขึ้น เอ้อร์หลางและต้าหลางแอบดีใจอย่างเงียบๆที่จะได้ไปเก็บเกาลัดเสียที
หากพวกเขาช้าไปกว่านี้ เกาลัดบนภูเขาคงถูกเด็กๆในหมู่บ้านเก็บไปหมดแล้ว
ตอนที่ 157: มีรถม้าแล้ว
ยามเช้าตรู่ ฉินเหยายังคงฝึกวรยุทธ์อยู่ที่สวนหลังบ้าน ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็หิ้วตะกร้าไม้ไผ่วิ่งออกไปนอกเรือนแล้ว
ซานหลางกับซื่อเหนียงส่งเสียงโหวกเหวกอยู่ในห้อง พี่ชายทั้งสองเห็นว่าน่ารำคาญจึงแอบหนีพวกเขาออกไป ซื่อเหนียงโกรธจนใบหน้าน้อยๆพองลมทั้งวัน ปากเล็กเชิดขึ้นอย่างไม่พอใจ ฉินเหยาจึงยื่นมือไปแตะเบาๆ “นี่ใช้แขวนกาน้ำมันได้แล้วกระมัง”
เด็กหญิงตัวน้อยร้องเสียงหลง อ้าปากหมายจะงับมือของนาง ทว่างับไม่ทันก็รีบโผเข้ามาเกาะติดอีกครั้งแล้วออดอ้อนบอกให้ฉินเหยาอย่าสนใจต้าหลางกับเอ้อร์หลางในคืนนี้
“เพราะเหตุใดเล่า” ฉินเหยาจงใจถาม
ซื่อเหนียงแค่นเสียงตอบ “ก็พวกเขาไม่พาข้ากับพี่ชายไปเล่นด้วยนี่นา!”
ฉินเหยามองดูท่าทางบึ้งตึงของเด็กหญิงแล้วเหลือบไปเห็นซานหลางที่นั่งอยู่บนธรณีประตูท่ามกลางลมหนาว ดวงตากลมโตจับจ้องไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน นางจึงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ได้ เช่นนั้นพวกเราจะไม่เล่นกับพวกเขา พวกเราไปเที่ยวในเมืองกันแทนดีหรือไม่”
ซานหลางหันขวับมาทันที ดวงตาเปล่งประกายดุจเปลวไฟที่ลุกโชนในเตา
ซื่อเหนียงเองก็ตกตะลึงไป รีบถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อว่า “ท่านแม่จะพาพวกเราเข้าเมืองจริงหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้ารับแล้วเหลือบมองท้องฟ้า เวลายังเช้าอยู่ แต่ละบ้านเพิ่งทานมื้อเช้ากันเสร็จ เวลายังเหลืออีกครึ่งค่อนวัน หากควบม้าไปก็สามารถกลับมาก่อนพลบค่ำได้
รถม้าที่สั่งทำไว้คราวก่อน รวมถึงหัวเสือที่ฝากเถ้าแก่ฟ่านจัดการล้วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางต้องไปรับกลับมา
ไหนๆก็ไปถึงในเมืองแล้ว คงต้องซื้อของใช้ประจำวันมาเก็บสำรองไว้ด้วย เพราะหลังจากนี้อากาศจะหนาวขึ้น หากเลี่ยงออกจากบ้านได้ก็ควรเลี่ยง
ฤดูหนาวก็ต้องจำศีล หากไม่หมกตัวอยู่เรือนแล้วจะเรียกว่าฤดูหนาวได้อย่างไร
ความตื่นเต้นมาเยือนอย่างไม่คาดคิด ซานหลางและซื่อเหนียงรีบกลับเข้าไปในบ้านเพื่อสวมเสื้อผ้าเพิ่มตามคำสั่งของฉินเหยาป้องกันมิให้หนาวจนจับไข้ระหว่างทาง
ฉินเหยาเองก็เตรียมผ้าห่มผืนบางมาหนึ่งผืน เพื่อให้เด็กน้อยทั้งสองใช้กันลมหนาวขณะเดินทาง ตอนขากลับมีรถม้าให้นั่ง นางจะปูผ้าห่มในรถให้พวกเขานั่งสบายขึ้น
ชายหนุ่มสองคนที่มาพักอาศัยในเรือนออกไปโรงโม่ตั้งแต่เช้ามืด ฉินเหยาสวมบังเหียนให้ม้า ลงกลอนประตูบ้าน อุ้มแฝดชายหญิงขึ้นไปบนหลังม้า จูงม้ามุ่งหน้าไปยังโรงโม่เพื่อแจ้งข่าวแก่สองคนนั้นพร้อมทั้งฝากกุญแจไว้ให้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางก็พลิกกายขึ้นหลังม้า ดึงผ้าห่มบางคลุมร่างเด็กน้อยสองคนที่กำลังตื่นเต้น จากนั้นสะบัดบังเหียนเบาๆ ทันใดนั้นเหล่าหวงที่ไม่ได้ออกวิ่งอย่างอิสระมาหลายวันก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ความเร็วอันน่าตื่นเต้นทำให้เด็กสองคนบนหลังม้าร้องเสียงดังด้วยความหวาดหวั่นปนตื่นเต้น
ฉินเหยาดึงผ้าขนหนูตรงคอขึ้นมาปิดหน้า ซ่อนรอยยิ้มที่ยกขึ้นตรงมุมปากของนางไปด้วย
สามแม่ลูกควบม้าตะบึงไปตลอดทางจนมาถึงอำเภอไคหยาง ซานหลางและซื่อเหนียงที่ตื่นเต้นตั้งแต่ออกเดินทาง บัดนี้ดูเหมือนจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ฉินเหยาก้มมองใบหน้าน้อยๆที่โผล่ออกมาจากผ้าห่ม ดวงตากลมโตดุจองุ่นดำจ้องมองนางอย่างตื่นเต้นราวกับว่ายังไม่สะใจพอ
“ก้นพวกเจ้ายังไม่แหลกกันสินะ?” ฉินเหยาถามอย่างขำขัน
สองพี่น้องส่ายหน้า แทบจะตะโกนว่า “เอาอีก! เอาอีก!”
ฉินเหยาได้แต่กำชับให้พวกเขานั่งดีๆ ก่อนพลิกตัวลงจากหลังม้า แล้วจูงม้าเข้าสู่ตัวเมือง
เมื่อถึงจุดพักม้า นางก็อุ้มเด็กทั้งสองลงแล้วจูงมือพวกเขาพาเดินไปยังโรงไม้ที่สร้างตัวรถม้า
ตัวรถม้าถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้ไม้เนื้อแข็งที่แข็งแรงที่สุดจึงทำให้มีน้ำหนักค่อนข้างมาก
ซานหลางฉวยโอกาสขณะที่ผู้ใหญ่กำลังสนทนากัน ยื่นมือน้อยๆของตนไปลองยกขอบตัวรถม้าขึ้น ใช้แรงทั้งหมดที่มีถึงขนาดร้องฮึบออกมาเป็นกำลังใจให้ตัวเอง แต่กลับไม่อาจขยับตัวรถม้าได้แม้แต่น้อย
ซื่อเหนียงเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น รีบเข้ามาลองด้วย ทั้งสองพี่น้องช่วยกันออกแรงจนสุดกำลัง ทว่ารถม้ากลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
สองพี่น้องคิดว่าการกระทำของตนไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทว่าไม่รู้เลยว่าเหล่าผู้ใหญ่เห็นหมดแล้ว ทุกคนเพียงรู้สึกว่าท่าทางของพวกเขาน่ารักและน่าขบขันยิ่งนัก แต่ไม่มีใครกล่าวเปิดโปงออกมา
ฉินเหยาตกลงกับเถ้าแก่ร้านเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงให้เด็กฝึกงานช่วยลากตัวรถม้าไปยังจุดพักรถที่ประตูเมืองและติดตั้งเข้ากับโครงม้า
เหล่าหวงรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างมาก มันย่ำกีบเท้าไปมาอย่างกระสับกระส่าย ไม่ชอบที่ต้องมีของหนักเช่นนี้ติดอยู่บนตัว
แต่สุดท้าย ภายใต้การปลอบโยนของฉินเหยา มันก็สงบลงแต่โดยดี ยอมให้เด็กฝึกงานติดตั้งอานบรรทุกโดยไม่มีการขัดขืน
ฉินเหยามองดูรถม้าที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ก็พยักหน้าติดกันหลายครั้ง “ไม่เลว ไม่เลว”
เด็กฝึกงานเสร็จสิ้นหน้าที่ของตนแล้วจึงขอตัวจากไปก่อน
ฉินเหยาพาซานหลางและซื่อเหนียงขึ้นไปนั่งบนรถม้าเพื่อทดลองดู ภายในตัวรถมีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก ไม่ถึงสองตารางเมตร
ทั้งสามด้านของตัวรถทำเป็นที่นั่ง โดยด้านหลังเป็นที่นั่งแบบติดตาย อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับเก็บของ ส่วนที่นั่งด้านซ้ายและขวาเป็นแบบพับเก็บได้ สามารถยึดเก็บไว้ที่ข้างตัวรถ ทำให้พื้นที่ภายในรถดูกว้างขึ้น
หากมีผู้โดยสารมากขึ้น สามารถปูเสื่อบนพื้น เพื่อให้มีที่นั่งมากขึ้นได้
ตรงกลางตัวรถม้ามีโต๊ะเก็บของเล็กๆ ซึ่งฉินเหยาสั่งทำเป็นพิเศษ
เช่นเดียวกับแผ่นไม้ทรงมุมฉากด้านซ้ายและขวา โต๊ะตัวนี้สามารถพับเก็บได้ เมื่อพับเก็บแล้ว ส่วนกลางของตัวรถจะนูนขึ้นเพียงห้าเซนติเมตรเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้พื้นที่ราบทั้งหมด
หากกางออกมา จะกลายเป็นโต๊ะเล็กสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างและยาวสามสิบเซนติเมตร ด้านบนมีฝาปิด เมื่อเปิดออก จะสามารถเก็บข้าวของเล็กๆน้อยๆได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ช่างไม้ยังมอบฐานรองเพิ่มให้อีกหนึ่งชิ้น สามารถใช้วางเตาถ่านได้ แผ่นกั้นสี่ด้านถูกแกะสลักเป็นลวดลายโปร่ง เพื่อช่วยระบายความร้อนและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ไฟ
ฉินเหยามองแล้วรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก นางพับเก็บโต๊ะกลางและที่นั่งทั้งสองข้างจนเรียบ จากนั้นก็นอนเหยียดตัวลงไป เมื่อรวมความยาวของคานลากรถแล้ว ก็พอดีกับร่างของนางที่สามารถนอนราบลงได้อย่างสบาย
“ซานหลาง ซื่อเหนียง เป็นอย่างไร ชอบหรือไม่” ฉินเหยาถามด้วยรอยยิ้ม
สองคนเลียนแบบนาง กลิ้งไปมาบนพื้นรถม้าที่ปูด้วยผ้าห่มบางสองรอบแล้วพยักหน้าหงึกหงักอย่างตื่นเต้น “อืม อืม” พวกเขาชอบมันมากจริงๆ!
เมื่อได้ยินฉินเหยาบอกว่าปีหน้าจะใช้รถม้าคันนี้ส่งพวกพี่ชายไปเรียน ซื่อเหนียงก็อิจฉาไม่น้อย นางกอดแขนท่านแม่ พลางเบะปากถอนหายใจราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย “เหตุใดซื่อเหนียงถึงไปสำนักศึกษาไม่ได้กันเล่า?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเหยาค้างไปเล็กน้อย
นั่นสิ เหตุใดสตรีจึงไม่อาจเข้าสอบเคอจวี่ได้กัน?
“แค่กๆ!” ฉินเหยากระแอมสองครั้งเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กน้อย “ไปเถอะ พวกเราจะไปรับหัวเสือมิใช่หรือ? พวกเจ้าไม่ใช่ว่าร่ำร้องอยากดูมาตลอดหรืออย่างไร”
เด็กเล็กนั้นเปลี่ยนความสนใจได้รวดเร็ว ซื่อเหนียงกลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง รีบจูงมือพี่ชายแล้วตามท่านแม่ไปเอาหัวเสือ
ฉินเหยาไม่เคยเห็นตัวอย่างสัตว์สตัฟฟ์ในยุคนี้มาก่อนจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
แต่ไม่คาดคิดว่า เถ้าแก่ฟ่านจะทำให้นางประหลาดใจ
หัวเสือที่นางมอบให้เถ้าแก่ฟ่านในตอนแรกเป็นเช่นไร ตอนนี้เถ้าแก่ฟ่านก็ส่งคืนมาในสภาพเช่นนั้น ไม่เหมือนซากสัตว์สตัฟฟ์เลย แต่กลับคล้ายเพิ่งถูกตัดออกมาใหม่ๆราวกับมีชีวิต
ยกเว้นเพียงบริเวณรอยตัดที่คอและศีรษะ ซึ่งถูกปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งพิเศษและเสริมฐานไม้ที่ด้านล่างเพื่อให้สามารถตั้งบนพื้นราบได้
เมื่อซานหลางและซื่อเหนียงเห็นหัวเสือที่ใหญ่กว่าหัวของพวกเขารวมกันเป็นครั้งแรกก็ทั้งหวาดกลัวและตกตะลึง รีบหลบไปอยู่หลังฉินเหยาไม่กล้าเข้าใกล้
ฉินเหยาเอ่ยกระตุ้นให้พวกเขาลองเข้ามาสัมผัสดู ซานหลางกลับส่ายหน้ารัวราวกับกลองป๋องแป๋ง เกือบจะร้องไห้ออกมา
ซื่อเหนียงกล้าหาญกว่านิดหน่อย แต่ก็ทำได้แค่เดินเข้าไปมองใกล้ๆไม่กล้าแตะต้อง
เถ้าแก่ฟ่านผู้มี ‘จิตใจชั่วร้าย’ แกล้งส่งเสียงขึ้นมา ทำให้เด็กหญิงตกใจสะดุ้งสุดตัว รีบถอยกรูดไปซ่อนหลังท่านแม่ แล้วเอาใบหน้าซุกติดอยู่ที่สะโพกของนาง ตัวสั่นระริกไปหมด
ฉินเหยาส่งสายตาไม่สบอารมณ์ไปทางเถ้าแก่ฟ่านทันที เถ้าแก่ฟ่านก็ได้แต่ลูบจมูกอย่างเขินๆ “ข้าจะไปหาถุงมาคลุมไว้สักหน่อย จะได้ไม่ไปทำให้ใครตกใจระหว่างทาง”
แต่ก่อนจะหมุนตัวไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอีกครั้ง “เจ้าจะไม่ขายหัวเสือนี่จริงๆหรือ มีคนให้ราคาสูงนะ เจ้าไม่คิดจะปล่อยหรือ”
ฉินเหยามีสีหน้าแน่วแน่ “ไม่ขาย”
เถ้าแก่ฟ่านถอนหายใจอย่างเสียดาย “ก็ได้”
ตอนที่ 158: เก็บเกาลัด
ฉินเหยารับหัวเสือมา แล้วแวะที่โรงเตี๊ยมเพื่อห่ออาหารกลับไปสองอย่าง ตั้งใจจะเอากลับไปกินที่บ้านให้หายอยาก
ซานหลางและซื่อเหนียงกลืนน้ำลายด้วยความคาดหวัง ตั้งแต่ท่านพ่อจากไป ที่บ้านก็แทบไม่ได้กินอาหารที่ครบทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติอร่อยมานานแล้ว
บางครั้งที่ฉินเหยาทนต่อความอยากไม่ไหว นางก็จะซื้อเนื้อดีๆมา จากนั้นแม่ลูกทั้งห้าคนก็จะทำหน้าหนาวิ่งไปที่เรือนเก่าเพื่อขอกินข้าวด้วย
คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ซานหลางและซื่อเหนียงก็นึกถึงท่านพ่อขึ้นมา เดินตามฉินเหยาไปพลางเอ่ยถามว่า
“ท่านแม่ ท่านพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่หรือ”
ฉินเหยาชะงักไปชั่วขณะ พ่ออะไร? พ่อของบ้านใดกัน
หันหลังกลับไปมองเด็กสองคน อ้อ หลิวจี้น่ะหรือ? เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่หนอ
“รอให้เสบียงส่งถึงชายแดนก็คงจะกลับมาแล้วกระมัง” ฉินเหยาคิดในใจ หรือควรเตรียมเสื่อห่อศพให้เขาล่วงหน้าดีนะ?
ซานหลางและซื่อเหนียงสบตากันโดยไม่พูดอะไร อารมณ์หม่นหมองลงเล็กน้อย
ฉินเหยาพาสองพี่น้องเดินวนตามร้านค้าทั่วเมือง ซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกเพิ่ม อีกทั้งยังต้องซื้อซีอิ๊วและน้ำส้มสายชูเก็บไว้เป็นไห
ขณะเดินผ่านแผงขายเกลือเถื่อน นางก็อาศัยโอกาสซื้อเกลือมาอย่างลับๆ ห้าจินในราคาต่ำกว่าตลาดเพื่อเก็บไว้ใช้
ได้ยินมาว่าปีนี้ช่วงเดือนสิบสอง ชาวบ้านในหมู่บ้านมีแผนจะรวมเงินซื้อหมูตัวหนึ่งมาเชือดฉลองการเก็บเกี่ยว
เนื้อสดนั้นเก็บไว้นานไม่ได้ ฉินเหยาคิดว่าควรรีบทำเนื้อหมักเก็บไว้แต่เนิ่นๆ หากถนอมดีๆก็สามารถกินได้ทั้งปี
แต่การหมักเนื้อไม่ใช่งานถนัดของนางเหอและนางจาง ฉินเหยาจึงตั้งใจจะไปหาพี่สะใภ้โจว เพราะเนื้อหมักของนางนั้นยอดเยี่ยมที่สุด
เมื่อนำมาหั่นเป็นชิ้นแล้วต้มเป็นหม้อไฟ หรือผัดกับผักป่าต่างๆ ก็หอมยั่วน้ำลายยิ่งนัก
คิดถึงของอร่อยเหล่านี้ รวมถึงกลิ่นหอมของอาหารที่ห่อมาด้วย ฉินเหยาเผลอกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง
เมื่อซื้อของทุกอย่างครบ นำขึ้นรถม้าเรียบร้อย สามแม่ลูกก็ขับรถม้าคันใหม่กลับบ้านด้วยความยินดี
ซานหลางและซื่อเหนียงถือถังหูลู่คนละสองไม้ คอยยกขึ้นดมเป็นระยะ ทั้งคาดหวังและพึงพอใจ
แม้ปากจะพูดว่าไม่อยากสนใจพี่ชายทั้งสองอีก แต่ตอนซื้อขนมกลับไม่ลืมซื้อให้พวกเขาด้วย
เมื่อผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอ ฉินเหยาก็หยุดรถม้าหน้าบ้านช่างตีเหล็ก
ดาบที่ใช้ฟันเสือคราวก่อนมีรอยบิ่นจนใช้การไม่ได้ ต้องนำมาให้ช่างตีเหล็กหลอมใหม่
หลังจากจ่ายเงินห้าร้อยเหวิน ฉินเหยาก็ได้รับดาบเล่มใหม่ นางใช้ผ้าพันใบดาบให้แน่นแล้ววางไว้บนเพลารถ จากนั้นก็ค่อยๆขับรถม้ากลับบ้าน
เพราะเป็นรถม้า ความเร็วจึงเทียบไม่ได้กับเมื่อก่อน ตลอดทางที่เร่งเดินทางกลับมา ใช้เวลาสองชั่วยามซึ่งเร็วกว่าการเดินเท้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ระหว่างทาง ฝาแฝดนอนหลับไปหนึ่งตื่น ดีที่ฉินเหยารอบคอบนำผ้าห่มบางติดมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงได้เป็นหวัดจากความหนาวเย็นแน่
เมื่อรถม้าแล่นเข้าสู่หมู่บ้านก็เรียกความสนใจจากชาวบ้านไม่น้อย เพราะในหมู่บ้านมักไม่มีเรื่องแปลกใหม่ใดๆ เมื่อมีความเคลื่อนไหวเพียงนิด ก็มักจะดึงดูดสายตาของทุกคนได้แล้ว
รอจนกระทั่งฉินเหยาเอ่ยทักทายชาวบ้านที่มาดูรถม้าทีละคนเสร็จและกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
ต้าหลางและเอ้อร์หลางกลับมาถึงก่อนแล้ว ทั้งสองเดินขึ้นเขาสองรอบ เก็บเกาลัดมาได้สี่ตะกร้า
ต้าหลางปีนต้นไม้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในหมู่บ้านจึงไม่มีใครแย่งพวกเขาได้ แม้จะไปถึงช้าแต่ก็ยังเก็บได้มากมาย
เกาลัดป่าที่เก็บมาถูกเทลงบนพื้นห้องโถง ทั้งสองก่อไฟให้ความอบอุ่นไปพลาง ใช้คีมเหล็กค่อยๆแกะเปลือกหนามออกไปพลาง
เปลือกแข็งนั้นเก็บไว้ใช้เป็นเชื้อไฟได้ดี
ชายหนุ่มสองคนที่มาพักอาศัยอยู่ในบ้านฉินเหยาก็ช่วยกันแกะด้วย สี่คนช่วยกันจนได้เกาลัดเต็มอ่างใหญ่ กินไปด้วยแกะไปด้วย
เกาลัดดิบมีรสหวานมาก เคี้ยวกรุบกรอบ
เอ้อร์หลางนั้นตะกละ ฝังเกาลัดลงในเตาถ่าน แต่เพราะลืมเจาะเปลือก เมื่อถูกความร้อน เกาลัดก็ระเบิด”ปัง ปัง ปัง” ส่งเถ้าถ่านกระจายไปทั่ว ทำให้เขาเลอะเทอะไปทั้งตัว
เพราะกลัวว่าจะถูกฉินเหยาดุ เอ้อร์หลางจึงรีบร้อนเก็บกวาดจนสะอาด
ขณะนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงรถม้าวิ่งเข้ามา สองพี่น้องตื่นเต้นจนลุกพรวด วิ่งออกไปดู
ซานหลางและซื่อเหนียงยื่นศีรษะออกมาจากตัวรถ เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสอง ซานหลางก็ลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจในตอนเช้าไปหมดสิ้น ตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้น “พี่ใหญ่! พี่รอง!”
ซื่อเหนียงเองก็ยกถังหูลู่ขึ้นสูง แกว่งไปมา “ดูสิ ท่านแม่ซื้อให้พวกเรา!”
ซานหลางเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงกล่าวเสริม “พี่ใหญ่ ท่านแม่ไปรับหัวเสือกลับมาแล้ว”
ต้าหลางดีใจมาก เดินขึ้นมาช่วยจูงบังเหียน ส่วนเอ้อร์หลางกระโดดพรวดขึ้นไปบนรถม้า เข้าไปดูแล้วอุทาน “ว้าว” เสียงดัง
ต้าหลางสุขุมกว่า ช่วยฉินเหยาจัดการหยุดรถม้าให้เรียบร้อยแล้วยกพวกเครื่องปรุงต่างๆเข้าไปในบ้าน จากนั้นจึงเริ่มสำรวจภายในตัวรถม้า
เด็กหนุ่มแววตาเปล่งประกาย ลูบคลำดูไปทั่วอย่างพึงพอใจ
เห็นเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงกลิ้งไปมาในรถม้า ต้าหลางก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ
“พอได้แล้ว ลงมาเถอะ ให้เหล่าหวงได้พักบ้าง”
สามคนจึงค่อยๆกระโดดลงมา ถือถังหูลู่ไว้แน่น รอให้พี่ใหญ่กับท่านแม่จัดการทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยพากันเข้าบ้าน
เมื่อปลดรถม้าเสร็จ นำม้าไปยังคอก ให้น้ำและหญ้า คิดว่าวันนี้มันเหนื่อยมามากแล้ว ต้าหลางจึงเทข้าวฟ่างให้เพิ่มอีกหนึ่งชาม
ฉินเหยาลากรถม้าไปวางข้างกำแพงสวนหลังบ้าน คลุมด้วยเสื่อเพื่อกันฝน
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว แม่ลูกทั้งห้าคนจึงปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าบ้านไป
ในห้องโถงอบอุ่น ชายหนุ่มทั้งสองที่มาพักพิงรู้กาลเทศะ กลับเข้าห้องของตนเอง เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้อยู่กันตามลำพัง
เกาลัดย่างของเอ้อร์หลางยังวางอยู่บนโต๊ะ ฉินเหยาหยิบขึ้นมาแกะหนึ่งลูกแล้วโยนเข้าปาก มันสุกแค่ครึ่งเดียว ด้านหนึ่งกรอบ อีกด้านเหนียวนุ่ม ให้สัมผัสที่แปลกไปแต่กลับหวานอร่อย จากนั้นนางก็หยิบลูกที่สองขึ้นมากินต่อ
ต้าหลางอุ้มหัวเสือเดินวนไปมาในบ้าน ไม่รู้จะวางไว้ที่ไหนดี
“เอาไปเก็บในห้องเถอะ วางตรงนี้มันดูน่ากลัว” ฉินเหยากล่าว
หากวันใดหลิวเหล่าฮั่นผ่านมาเห็นเจ้าสิ่งนี้เข้าแล้วเกิดตกใจจนเป็นอะไรไป คงไม่ดีแน่
ต้าหลางคิดตามแล้วก็เห็นด้วย สี่พี่น้องจึงพากันมุดเข้าไปในห้องอีกครั้ง ผ่านไปพักใหญ่กว่าจะกลับออกมา คงจะหาสถานที่เหมาะสำหรับวางหัวเสือได้แล้ว
ฉินเหยาแอบชำเลืองดู โอ้โห วางไว้บนหีบข้างเตียงตรงๆเลย ไม่กลัวตื่นมากลางดึกแล้วตกใจบ้างหรือไร
ต้าหลางเองก็คงรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเท่าใดนัก คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง หาผ้าผืนหนึ่งมาคลุมหัวเสือเอาไว้
ฉินเหยาคิดในใจ หากมีฝาครอบแก้วสักอันก็คงดี
น่าเสียดายที่นางทำแก้วไม่เป็น
“พวกเจ้าหาเกาลัดกลับมาได้มากเท่าใดกัน” ฉินเหยามองดูเกาลัดเต็มอ่าง รวมถึงที่ยังไม่ได้แกะเปลือกหนามออกอีกมากจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เอ้อร์หลางตอบ “สี่ตะกร้าขอรับ! พรุ่งนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะไปเก็บอีก เอากลับมาให้หมดเลย!”
พูดจบก็กัดถังหูลู่ไปคำหนึ่ง แม้มันจะแข็งมากจนเกือบหักฟัน แต่ก็ยังไม่คิดจะเอาไปอังไฟให้นิ่มก่อน
ซานหลางและซื่อเหนียงไม่รีบร้อนนัก พวกเขานำถังหูลู่ไปอังไฟบนเตาถ่านให้ละลายเล็กน้อยก่อนค่อยกิน แต่สุดท้ายก็กินเลอะเทอะไปหมด เศษน้ำตาลร่วงลงบนเสื้อ พอจะหยิบออกก็ดันติดมือเหนียวหนึบ
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางนึกขึ้นได้ว่าตนเองเคยทำสบู่ก้อนแขวนไว้ที่คานในห้องเก็บของ ตอนนี้คงแห้งพอใช้งานได้แล้วกระมัง?
คิดได้ดังนั้น นางจึงลุกขึ้น เดินออกไปนำตะกร้าทั้งใบเข้ามาในห้องโถง เด็กทั้งสี่คนล้วนเต็มไปด้วยความสงสัยรีบล้อมเข้ามาดู
หลังจากผ่านการตากแห้งมาหนึ่งเดือน สบู่ก้อนที่เคยนุ่มนิ่มตอนนี้แข็งราวกับก้อนหิน
ซื่อเหนียงยื่นนิ้วเล็กๆไปจิ้มดูด้วยความตื่นเต้น นางเงยหน้ามองฉินเหยาอย่างตื่นตะลึง “ท่านแม่ มันแข็งเหมือนกับหินเลย!”
ตอนที่ 159: ซื้อที่ดินไม่สำเร็จ
ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลาง ทั้งสองเข้าใจความหมายดี คนหนึ่งไปตักน้ำ อีกคนหยิบอ่างน้ำเข้ามา ขณะเดียวกัน กาต้มน้ำที่ตั้งบนเตาถ่านก็กำลังร้อนพอดี พวกเขาจึงเทน้ำจากกาใส่อ่างจนได้อุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป
เอ้อร์หลางบีบจมูกหยิบถุงเท้าที่ไม่ได้ซักสองคู่มาโยนลงในอ่างน้ำ
ฉินเหยาส่งสบู่ก้อนหนึ่งให้เขาพร้อมเตือนว่า “ชุบน้ำแล้วถูบนถุงเท้า จากนั้นก็ขยี้”
เอ้อร์หลางทำตาม ไม่นานฟองก็ลอยขึ้นมาเต็มไปหมด ซานหลางมองอย่างแปลกใจและอุทาน “เอ๋” ออกมา
ที่ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อบริเวณที่เปื้อนคราบสกปรกถูกล้างออกด้วยน้ำก็กลับมาสะอาดหมดจด ราวกับว่าคราบสกปรกละลายเข้าไปในน้ำและถูกฟองพัดพาออกไป
“สำเร็จแล้ว” ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นแล้วหยิบสบู่ที่ยังไม่ได้ใช้อีกสิบเอ็ดก้อนเก็บเข้าตู้
รอจนกระทั่งล่วงเข้าฤดูใบไม้ผลิ ไม่แน่ยังสามารถเก็บดอกไม้มาผสมลงไปทำสบู่หอมได้ เวลานั้นจะได้อาบน้ำอย่างสดชื่นหอมกรุ่น
ตอนแรกฉินเหยาคิดจะทำสบู่ไปขาย แต่หลังจากตื่นเต้นอยู่สองวันก็ถูกความเป็นจริงตบกลับมา
เพราะวัตถุดิบหลักสองอย่างทั้งไขมันหมูและเปลือกหอยล้วนหามาในปริมาณมากไม่ได้ ทำใช้ในบ้านยังพอไหว แต่หากจะนำไปขาย นางเองก็ไม่รู้จะไปหามันมาจากไหนมากมาย
ฉินเหยาหยิบสบู่ออกมาแยกต่างหากหกก้อนแล้วตัดกระดาษน้ำมันออกเป็นสองแผ่น ห่อเป็นสองชุด ชุดแรกสองก้อนส่งไปให้เรือนเก่า ส่วนอีกสี่ก้อนหากมีเวลานางจะเอาไปมอบส่งให้ติงเซียงด้วยตัวเอง
ได้ยินมาว่า นายท่านติงเดินทางเข้าเมืองหลวงไปสอบแต่ยังไม่กลับมา แต่ก็ไม่ได้สอบผ่าน
การเดินทางไปกลับกินเวลามาก แถมยังทำให้เสียเวลาเรียนอีก ดังนั้นจึงตัดสินใจไม่กลับ และตั้งใจจะอยู่ในเมืองหลวงเพื่อลงสอบอีกครั้งในปีหน้า
เดิมทีฉินเหยาคิดจะไปพบกับนายท่านติงเพื่อพูดให้เด็กๆในบ้านได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติง แต่ตอนนี้ในเมื่อเขาไม่กลับมา นางจึงต้องหาวิธีอื่นแทน
ติงเซียงเป็นตัวเลือกที่ดี ฉินเหยาคิดจะลองขอให้นางช่วยดู
เมื่อห่อสบู่สองชุดเสร็จเรียบร้อย ฉินเหยาหันกลับไปมองก็เห็นต้าหลางสี่พี่น้องหยุดกินเกาลัดกันแล้ว มานั่งล้อมอ่างแข่งกันซักถุงเท้าเหม็นๆของเอ้อร์หลางแทน
เพราะสามารถซักจนเกิดฟองได้จึงยิ่งสนุกกันเข้าไปใหญ่
เอ้อร์หลางเจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ผู้นี้ รีบวางงานแล้วไปนั่งข้างเตาพลางกินเกาลัดย่างอย่างสบายใจ
คราวนี้เขาเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา ใช้ฟันกัดเปลือกให้เป็นรอยก่อนแล้วค่อยเอาไปย่างจึงไม่ระเบิดกระจัดกระจาย
ฉินเหยาได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา ก่อนจะเดินออกจากห้องโถง ไปที่ห้องครัว จุดไฟทำอาหาร
โดยปกติ นางไม่ได้มีโอกาสทำอาหารบ่อยนัก แต่หากมีเวลาก็จะลงมือเอง
เด็กๆในบ้านก็น่ารัก ไม่เคยบ่นเรื่องอาหารของนางเลย ทุกครั้งที่ทำออกมาล้วนถูกกินจนหมดเกลี้ยง
วันนี้มีอาหารดีๆจากโรงเตี๊ยม ฉินเหยาจึงเพียงหุงข้าวสวยหม้อหนึ่งและตุ๋นน้ำแกงฟักทองอีกหม้อ
ฟักทองนี่เป็นของที่นางปลูกเอง เก็บมาได้สิบเจ็ดสิบแปดลูก กองไว้ตรงมุมห้องครัว เก็บไว้ได้นานมาก ถึงตอนนี้ก็ยังเหลืออีกสามสี่ลูก
หลังจากอาหารเย็นจบลง หลิวเหล่าฮั่นก็ส่งหลิวเฝยมาหาเร่งฉินเหยาว่าถึงเวลาต้องปลูกข้าวสาลีแล้ว อย่าได้ล่าช้า
เขารู้ว่านางไม่มีฝีมือในการทำไร่เลย ดังนั้นหลังจากครอบครัวหลิวเหล่าฮั่นปลูกเสร็จแล้วจึงมาบอกกล่าว เมื่อมีพวกเขาช่วยสองวันก็คงเสร็จเรียบร้อย
ปีนี้พืชผลอุดมสมบูรณ์ บุตรชายที่บ้านก็ล้วนไปทำงานที่โรงงานกังหันน้ำ ส่วนเรือนเก่าก็ปลูกข้าวเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือปล่อยไว้ให้ดินได้พัก ดังนั้นถึงมีเวลามาช่วยฉินเหยา
ฉินเหยารับน้ำใจของผู้เฒ่าไว้ด้วยความขอบคุณ
แต่พอหลิวเฝยจากไป คิดถึงเรื่องต้องลงนาในวันพรุ่งนี้แล้ว นางก็รู้สึกหมดกำลังใจ
ตอนกลางคืนขณะหลับก็ฝันดี ฝันว่าตัวเองมีที่นาอันอุดมสมบูรณ์นับพันฉิ่ง มีข้าทาสบริวารนับร้อยคอยรับใช้ดูแล ตนเองเพียงแค่นอนพักผ่อนและเสวยสุขเท่านั้น
แต่พอฟ้าสาง ทุกอย่างก็กลับสู่ความจริงในพริบตา
ฉินเหยาถอนหายใจขณะมองฟ้าหม่นครึ้ม ระหว่างเดินผ่านห้องเด็ก ได้ยินเสียงอ่านหนังสือของ ‘จอมขยัน’ อย่างเอ้อร์หลางดังลอดออกมา นางก็เดินเข้าไป ตบบ่าเขาเบาๆอย่างพึงพอใจแล้วกล่าวให้กำลังใจว่า
“หลิวเอ้อร์หลาง ตั้งใจเรียนให้ดีสอบให้ได้ตำแหน่งขุนนาง อนาคตแม่จะได้เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
พูดจบก็แบกจอบเดินออกไปทำไร่อย่างไม่เต็มใจ
……
ท่ามกลางความวุ่นวาย เดือนสิบเอ็ดก็มาถึง
ไป๋ซั่นขนเครื่องโม่น้ำขนาดจิ๋วชุดสุดท้ายออกไปและชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว
โรงงานกังหันน้ำทำรายได้เข้าไปหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง หักต้นทุนและค่าแรงแล้ว ฉินเหยาและช่างไม้หลิวก็จะได้รับคนละยี่สิบสองตำลึงกับอีกแปดเฉียน
แม้จะคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่พอได้เงินก้อนนี้เข้าจริงๆ ช่างไม้หลิวก็ตื้นตันจนน้ำตาแทบไหล
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้จับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน! ยี่สิบกว่าตำลึง สามารถซ่อมแซมบ้านได้ ปีหน้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแรงงานเกณฑ์อีกต่อไปแล้ว
หากใจกล้าหน่อย บุตรชายคนเล็กกับหลานชายของเขาก็สามารถส่งไปเรียนหนังสือได้
บางทีเด็กๆอาจมีวาสนา ในอนาคตบ้านพวกเขาอาจจะมีนายท่านผู้สอบผ่านระดับซิ่วไฉก็เป็นได้
ทางฝั่งช่างไม้หลิวจะตื้นตันเพียงใด ฉินเหยาไม่สนใจ นางรับส่วนแบ่งของตนเองอย่างสงบนิ่ง จากนั้นก็นำหนึ่งตำลึงที่ต้องมอบให้ตระกูลเป็นค่าหิน ส่งไปที่บ้านของหัวหน้าตระกูล
มีเงินเข้ามา ใครจะไม่ดีใจ?
ถึงแม้เงินก้อนนี้จะไม่ใช่ของตนเอง แต่ผู้เฒ่าหัวหน้าตระกูลก็ยิ้มแย้มดีใจ คิดไปถึงเรื่องซ่อมแซมถนนทางออกหมู่บ้านแล้ว
ฉินเหยาใช้โอกาสนี้ถามเรื่องที่ดิน ฝากให้หัวหน้าตระกูลช่วยสอดส่องไว้และแสดงเจตจำนงว่าอยากซื้อที่ดินดีๆ
หัวหน้าตระกูลรู้ถึงสถานการณ์ของครอบครัวนางดี เดิมทีพวกเขาเคยได้รับที่ดินดีๆไม่น้อย ถึงอย่างไรเจ้าหลิวจี้จอมหาเรื่องผู้นี้ หากผลประโยชน์ของเขาถูกลดไปแม้แต่น้อย เขาก็กล้าก่อเรื่องจนทำให้ทั้งบ้านเดือดร้อนหาความสงบสุขไม่ได้
แต่เพียงแค่สองปี ที่ดินเหล่านั้นก็ถูกเขาผลาญไปจนหมดสิ้น
เดี๋ยวขายไปเพื่อใช้จ่ายค่าเกณฑ์แรงงานบ้าง เดี๋ยวขายไปเพื่อซื้ออาหารบ้าง
สุดท้ายเพราะกลัวต้องจ่ายภาษีผลผลิต เขาจึงเลือกที่จะขายที่ดินทั้งหมดทิ้งไปเสีย ทำเอาคนที่เห็นถึงกับโมโหจนแทบกระอักเลือด!
หัวหน้าตระกูลรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต ก่อนจะลองหยั่งเชิงถามฉินเหยา “เจ้าคิดจะซื้อที่ดินเดิมคืนหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า นางชื่นชอบที่ดินสิบหมู่ที่เช่าอยู่ในตอนนี้ยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่นางเคยลองหยั่งเชิงถามหลิวต้าฝูแล้ว เขาไม่มีท่าทีอยากจะขายเลย
ที่จริงนางก็เข้าใจ หากเป็นตัวนางเองก็คงไม่อยากขายเหมือนกัน บ้านไม่มีปัญหาใดๆ ไม่ขัดสนเรื่องเงิน ที่ดินสิบหมู่นี้ยังสามารถเชื่อมที่ดินผืนเล็กๆ รอบๆบ้านเขาให้กลายเป็นแปลงใหญ่ได้ อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการชลประทาน เขาได้ขุดลำคลองขึ้นมา ค่าใช้จ่ายจึงสูงลิ่ว
ทว่าที่ดินอื่นๆในหมู่บ้าน ฉินเหยาไม่ได้สนใจเลยจริงๆ
หากนางไม่คุ้นเคยกับหลิวต้าฝูหรือหากหลิวต้าฝูเป็นคนเห็นแก่ได้ที่เอาแต่กดขี่ผู้เช่า นางคงมีวิธีทำให้เขายอมขาย
น่าเสียดายที่เขาดีต่อนางจริงๆ แถมยังมีเมตตาต่อผู้เช่าเสมอ
นางจึงไม่อยากปล่อยที่ดินผืนนี้ไป แต่ก็ไม่อยากใช้วิธีการใดให้บาดหมางกับเขาจึงได้แต่มาหาหัวหน้าตระกูล
หัวหน้าตระกูลที่เพิ่งคลายคิ้วจากเงินค่าหิน ครานี้กลับขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “เรื่องนี้จัดการได้ยากนัก”
ฉินเหยาก็รู้ดีว่ามันไม่ง่ายจึงเสริมว่า “หากเขายอมขาย ข้ายินดีจ่ายราคาสูง ท่านช่วยถามให้ข้าหน่อยเถิด ข้าเองก็ไม่สะดวกจะไปเจรจาตรงๆ หากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยสองบ้านเราจะได้ไม่ขุ่นเคืองใจกัน”
หัวหน้าตระกูลครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ฉินเหยากำลังจะเดินออกจากบ้านก็ได้ยินเสียงเขาบ่นพึมพำ “เจ้านี่ช่างทำให้ข้าลำบากใจจริงๆ”
แม้จะบ่นเช่นนั้น แต่การกระทำกลับรวดเร็วเสียเหลือเกิน คืนนั้นเขาเชิญหลิวต้าฝูมาทานอาหารที่บ้านพร้อมทั้งลองหยั่งเชิงถามความคิดเห็น
หลิวต้าฝูคิดแล้วคิดอีก แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมขาย
คนเราย่อมมีเหตุผลของตน หากเจ้าต้องการสิ่งดีๆจากข้า เจ้าก็ควรนำสิ่งดีที่มีค่าเท่าเทียมกันมาแลก
ราคาสูงเพียงอย่างเดียวไม่นับว่าเพียงพอ เพราะมันไม่ได้สูงเป็นสองเท่าเสียหน่อย
แต่หากเป็นสองเท่า ฉินเหยาเองก็ไม่มีปัญญาจ่าย ดังนั้นจึงตกลงกันไม่ได้
แต่ความรู้สึกอยากเฉือนหลิวจี้ตัวต้นเหตุผู้นี้เป็นพันๆดาบพลันพุ่งถึงขีดสุดในชั่วขณะนั้น!
[1] 1ฉิ่ง เท่ากับ 100หมู่
ตอนที่ 160: คั่วเกาลัด
อากาศเย็นลงทุกวัน แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับกระสับกระส่ายมากขึ้นทุกวัน
เมื่อคำนวณดูวันเวลา ตอนนี้เหล่าชาวบ้านที่ถูกเรียกตัวไปขนส่งเสบียงไปยังชายแดนน่าจะกลับมาถึงแล้ว
สตรีและเด็กจากบ้านอื่นๆ วิ่งไปที่หน้าหมู่บ้านวันละสี่ถึงห้ารอบ หวังเพียงว่าคนในครอบครัวจะกลับมาอย่างปลอดภัย
หากผู้ใดพอมีเวลาว่างก็จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังปากทางหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อสอดส่องดู ทั้งสอบถามว่ามีใครกลับมาก่อนหรือไม่
เมื่อได้ยินว่ามีแรงงานจากอำเภอเดียวกันกลับถึงบ้านแล้ว หัวใจของทุกคนก็ยิ่งเต้นแรง ทั้งตื่นเต้นและกังวล
มีเพียงแม่ลูกฉินเหยาห้าคน ที่ยังคงใช้ชีวิตราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ต้องกินก็กิน ต้องดื่มก็ดื่ม
ดูเถิด ต้าหลางอุ้มอ่างใหญ่ที่เต็มไปด้วยเกาลัด ส่วนฉินเหยาหิ้วถังทรายละเอียดที่ร่อนมาจากริมแม่น้ำ สองแม่ลูกจับจังหวะที่นางจางและนางเหอเลิกงานพอดี ตรงไปยังเรือนเก่าของตระกูลหลิว เพื่อจะทดลองคั่วเกาลัดด้วยกันให้ได้
เมื่อเห็นถังทรายในมือฉินเหยา นางจางก็ขมวดคิ้วทันที “คนเขาคั่วเกาลัดกันด้วยทรายแม่น้ำเสียเมื่อไร ต้องใช้ทรายเหล็กต่างหาก!”
ฉินเหยาไม่สนใจ นางอยากกินจนทนไม่ไหวแล้ว วันนี้จะต้องได้กินให้จงได้ ต่อให้ไม่เหมือนของแท้ก็เถอะ
แม่สามีและลูกสะใภ้สองคนได้แต่มองหน้านางอย่างจนใจ จะทำอย่างไรได้ก็ต้องคั่วดูเท่านั้น!
นางเหอหอบหม้อใบใหญ่ออกมา นางจางก่อเตาเผาดินเผาในลานบ้าน ถ่านไฟแดงฉาน ลุกโชนแรงกล้า
เหล่าเด็กๆในบ้านได้ยินเสียงเอะอะ อีกทั้งเห็นฉินเหยายืนอยู่ข้างเตาก็เดาได้ทันทีว่าต้องมีของอร่อยอีกแล้ว!
จินเป่าและจินฮวารีบละทิ้งพวกพ้องที่เล่นด้วยกันแล้วไปตามเอ้อร์หลางและแฝดชายหญิงมาด้วย พวกเด็กๆพากันกรูกันเข้ามาในลานบ้าน
นางเหอเห็นดังนั้นจึงรีบโบกมือไล่ “ไปเล่นที่อื่น ระวังถ่านร้อนลวกเอา”
“ไม่ลวกหรอก อุ่นกำลังดีเลย ท่านแม่ มือข้าหนาว ขออังไฟหน่อย!” จินเป่าทรุดตัวนั่งยองๆข้างเตาแล้วยื่นมือออกมาทำท่าผิงไฟ แต่ที่แท้แล้ว เขาเอาแต่ยื่นคอยาวเข้าไปใกล้ด้วยความตื่นเต้น
จินเป่าเหลือบมองเข้าไปในหม้อ เห็นว่ามีแต่ทรายเต็มไปหมด ดวงตาก็เบิกกว้างทันที “ท่านย่า พวกท่านคั่วทรายกันทำไม?”
นี่มันของที่คนกินได้รึ จินเป่าร้องอุทานในใจ
เอ้อร์หลางกลอกตาใส่เขา “คั่วเกาลัดต้องใช้ทรายคั่ว เจ้าไม่รู้หรือ”
จินเป่าและจินฮวาส่ายหน้า พวกเขาไม่รู้จริงๆ
ซานหลางดึงมือน้องสาวให้ถอยออกมายืนห่างๆ พลางกำชับว่า “อย่าเข้าไปใกล้เกินไป เสื้อผ้าจะโดนสะเก็ดไฟไหม้เอา”
สองพี่น้องก้มมองเสื้อตัวใหม่ที่สวมอยู่ ซื่อเหนียงยังยกเท้าขึ้นดูรองเท้าผ้าพื้นหนาที่ปักลายดอกผักบุ้ง น่ารักประณีต
จินฮวาก็มีรองเท้าแบบเดียวกัน สองพี่น้องสบตากันอย่างรู้ใจ จินฮวารีบทิ้งพี่ชายอย่างจินเป่าแล้วเบียดมาใกล้น้องสาว เอามือที่ถูกันจนร้อนขึ้นมาวางแนบแก้มแดงๆของซื่อเหนียง ทั้งสองเอาหน้าผากชนกันแล้วหัวเราะ
ไม่นานนัก ในลานบ้านก็มีเสียงอุทานของจินเป่าดังขึ้นตามคาด เสื้อใหม่ของเขาถูกไฟลวกจนเป็นรู ทำเอานางเหอโมโห คว้าตะหลิวคั่วทรายในมือหมายจะตีเขา
จินเป่ารู้สึกน้อยใจนัก ถูกมารดาไล่ตีไปทั่วลาน แต่ก็ไม่ยอมวิ่งออกไปข้างนอก เพราะกลัวว่าหากมีของอร่อยออกมา เขาจะพลาดโอกาสได้ชิมเป็นคนแรก
สุดท้าย ฉินเหยาก็รำคาญเสียงโวยวายของเขาจึงจับคอเสื้อด้านหลังจินเป่าดึงเขาเอาไว้ ก่อนจะยื่นมือออกไปกันตะหลิวในมือนางเหอ พร้อมกล่าวกล่อมจนแม่ลูกทั้งสองยอมสงบศึก
นางเหอเพิ่งจะหายโกรธได้ไม่นาน ครัวก็เกิดเสียงดังขึ้นอีก นางหันไปมอง เห็นจินเป่ากำลังเขย่งเท้าหยิบสบู่ที่วางอยู่บนตู้สูงเพื่อจะล้างมือ แต่เพราะมันลื่นจึงทำหล่นลงพื้น
“หลิวจินเป่า!” นางเหอตะโกนลั่นด้วยความโมโห “บ้านเรามีของดีๆหน่อยเจ้าก็จะเอามาผลาญจนหมด อาสะใภ้สามของเจ้าให้มาแค่สองก้อนเท่านั้น ท่านย่ากับอาสะใภ้รองเจ้ายังไม่กล้าใช้เลย เจ้าเด็กเหลือขอ ถ้าแตะมันอีกครั้ง เจ้าจะได้เห็นดีกับข้าแน่!”
ฉินเหยาและต้าหลางเอ้อร์หลางที่ยืนเป็นเด็กดีอยู่ข้างๆ มองสบตากัน ก่อนนางจะส่งสัญญาณทางสายตาให้สองพี่น้อง
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางผลักกันไปมาเล็กน้อย สุดท้ายเอ้อร์หลางก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ รีบวิ่งเข้าไปในครัวแล้วลากจินเป่าออกมา
“พี่จินเป่า พวกเราไปเล่นที่ทุ่งนากันเถอะ!”
ในทุ่งนามีโคลนกับฟางข้าว สามารถปั้นเตาดิน จุดไฟและเล่นเป็นพ่อแม่ลูกได้ ตั้งแต่เด็กเล็กสามสี่ขวบ ไปจนถึงเด็กโตสิบสองสิบสามปีล้วนชอบเล่นกันทั้งนั้น
ดวงตาของจินเป่าสว่างวาบขึ้นมาทันที แต่ก่อนจะออกไปก็ยังไม่ลืมหันไปสั่งจินฮวา “พอคั่วเกาลัดเสร็จแล้ว เรียกพวกเราด้วยล่ะ!”
จินฮวารับคำเสียงหนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากับซื่อเหนียง ทั้งสองพี่น้องคิดในใจ ในที่สุดเจ้าก็ไปเสียที
นางจางมองทรายแห้งๆในหม้อแล้วหันไปบอกให้นางเหอนำเอาน้ำมันมาใส่ นางเหอตกใจ “ต้องใส่น้ำมันด้วยหรือ หม้อใบใหญ่เช่นนี้ ใส่นิดเดียวคงไม่พอแน่ๆ”
ฉินเหยาหยิบเหรียญสิบเหรียญออกจากอกเสื้ออย่างใจกว้าง บอกให้ต้าหลางไปซื้อน้ำมันครึ่งจินมาจากพ่อค้าหาบเร่หลิว
คนหนุ่มสาวมักเคลื่อนไหวรวดเร็ว ไม่กี่นาทีต้าหลางก็กลับมาพร้อมน้ำมัน นางจางเททั้งหมดลงในหม้อเพื่อให้ทรายร้อนทั่วกัน
จากนั้นก็ใส่เกาลัดที่กรีดเป็นรูปกากบาทล่วงหน้าแล้วลงไป คั่วพลิกไปมาให้ความร้อนกระจายทั่ว
ไม่นาน กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั่ว ทำเอาแฝดชายหญิงและจินฮวาที่เฝ้าดูอยู่ต้องกลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ
ฉินเหยาแม้จะรักษาท่าทีไว้ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ในที่สุด ภายใต้การคั่วสลับกันของนางจางและนางเหอ เกาลัดทั้งหมดก็สุก แม้จะไม่ได้ใช้ทรายเหล็กคั่ว แต่ก็ดูดีไม่น้อย
ทรายช่วยให้เกาลัดได้รับความร้อนทั่วถึง ไม่ไหม้เกรียม แต่เนื้อข้างในกลับสุกกำลังดี
นางจางใช้ตะหลิวตักเกาลัดร้อนๆใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ เพราะอากาศหนาวเย็นเพียงเป่าเพียงเล็กน้อยก็คลายร้อนแล้ว
ภายใต้สายตารอคอยของทุกคน ฉินเหยาหยิบเกาลัดขึ้นมา แกะเปลือกออกแล้วโยนเข้าปากทันที
ฉินเหยายกนิ้วโป้งขึ้น “อร่อย! พวกเจ้าลองชิมดู รสชาติไม่ต่างจากที่ขายในอำเภอเลย”
แม้ว่านางเองก็ไม่เคยกินเกาลัดคั่วจากอำเภอมาก่อน แต่รสชาติที่อยู่ในปากตอนนี้ก็เหมือนกับที่นางจำได้
เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็ไม่อาจอดกลั้นอีกต่อไป ต่างคนต่างหยิบเกาลัดขึ้นมาลองชิม เด็กเล็กสามคนยังไม่ชำนาญในการกัดเปลือกก็เลยกัดทั้งเปลือกเข้าไปก่อน เคี้ยวเอาเนื้อแป้งนุ่มหวานข้างในแล้วค่อยบ้วนเปลือกออกมา
นางเหอคิดว่าอาหารใดก็ตามที่ใส่น้ำมันมากพอ ย่อมอร่อยเสมอ ยิ่งเป็นเกาลัดที่คั่วเองกับมือแบบนี้ จะไม่อร่อยได้อย่างไร
พอลองชิมหนึ่งคำก็พบว่าหอมหวานจริงๆ พอหมดลูกหนึ่งก็หยิบอีกลูกเข้าปากไม่หยุด
นางจางมองดูทุกคนกินกันอย่างมีความสุขก็อดขำไม่ได้ นางตักเกาลัดทั้งหมดออกจากทราย คัดทรายออก แล้วใส่ตะกร้าไม้ไผ่เตรียมจะให้ทุกคนยกเข้าไปกินในบ้าน
แต่การกินอยู่ในบ้านจะสนุกสู้กินในลานบ้านได้อย่างไร ไม่มีใครขยับไปไหน ต่างพากันล้อมรอบเตา ค่อยๆแกะกินทีละลูกอย่างเพลิดเพลิน
นางจางเห็นดังนั้นก็ปล่อยเลยตามเลย เดินเข้าบ้านไปหาฟางผืนใหญ่มาปิดตะกร้าไว้ กันไม่ให้ไอร้อนหายไปเร็วเกินไป
จินฮวากินไปเจ็ดแปดลูกแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าต้องไปเรียกจินเป่า นางจึงพาแฝดชายหญิงไปด้วยกัน แต่ละคนล้วงเกาลัดคั่วใส่เต็มกระเป๋าก่อนจะออกจากบ้าน
“ไปอวดกันอีกแล้ว เจ้าคอยดูเถอะ อีกไม่นานคงกลับมาพร้อมเสื้อว่างเปล่า” นางชิวส่ายหน้าอย่างจนใจ พลางยิ้มให้ฉินเหยา
ฉินเหยาไม่ใส่ใจ เด็กๆก็ต้องมีสังคมของพวกเขาเหมือนกันนั่นแหละ “ยังมีเหลืออีกตั้งครึ่งอ่าง กินหมดแล้วค่อยคั่วใหม่”
พอได้ยินเช่นนั้น นางจางกับนางเหอที่แขนปวดล้าอยู่แล้วถึงกับสะท้าน
นางเหอเอ่ยออกมาตรงๆอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่าเชียวนะ! หากวันพรุ่งแขนข้าควงตะหลิวไม่ไหวจนทำให้ทุกคนในโรงงานอดข้าว เจ้าห้ามมาโทษข้าเชียว!”
จบตอน
Comments
Post a Comment