ตอนที่ 161: ล้วนเป็นลูกกตัญญู
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความขบขัน “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าล้อท่านเล่นหรอกน่า เอาไว้ข้าคั่วเองแล้วให้ต้าหลางเอาไปส่งให้พวกท่าน”
นางเหอทั้งโมโหทั้งขำ ยกมือขึ้นหมายจะตีฉินเหยา แต่พอนางเงื้อแขนขึ้น ฉินเหยาก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย
นางชิวที่กำลังกินเกาลัดอยู่เห็นนางเหอเสียท่าก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
“เฮ้อ~” นางจางได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ พวกนางเองก็โตๆกันแล้ว ยังเล่นกันเป็นเด็กๆอีก
บรรยากาศในลานบ้านกำลังดี ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเร่งรีบระลอกหนึ่งก็ดังขึ้น ฉินเหยาหูไว นางเอียงศีรษะมองออกไปนอกประตู
เอ้อร์หลางและจินเป่าพุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน
“อาสะใภ้สาม พวกเขา พวกเขา…” จินเป่าวิ่งมาเร็วเกินไปทำเอาหายใจไม่ทันจนพูดไม่ออก
สีหน้าของฉินเหยาเย็นลง นางหันไปมองเอ้อร์หลาง
เอ้อร์หลางเองก็สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติแล้วรีบพูดว่า “พวกเขากลับมาแล้ว! แถมยังแบกเสื่อมาสามผืนด้วย!”
“ใคร?” ฉินเหยาไม่เข้าใจ
จินเป่าหายใจทันแล้วก็รีบตะโกนเสียงดัง “พวกบุรุษในหมู่บ้านกลับมากันหมดแล้วขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในลานบ้านต่างพากันตกตะลึง
เอ้อร์หลางย้ำเรื่องเสื่อสามผืนอีกครั้งแล้วเร่งให้นางรีบไปดู เพราะเขาไม่เห็นหลิวจี้ยืนอยู่ในกลุ่มคนที่กลับมา
สีหน้านางจางเปลี่ยนไปในทันที พอเห็นฉินเหยายังนิ่งค้างอยู่จึงรีบเร่งเร้า “เหยาเหนียง เจ้ารีบไปดูเถอะ”
ฉินเหยากลืนเกาลัดคั่วน้ำตาลที่เพิ่งแกะเปลือกเสร็จเข้าไปในปากแล้วพุ่งออกไปราวสายลม
ต้าหลางที่อยู่ใกล้นางที่สุด เห็นรอยยิ้มแปลกๆบนใบหน้านางแวบหนึ่ง หัวใจพลันบีบรัดแน่นโดยไม่รู้สาเหตุ
เอ้อร์หลางรีบคว้าแขนพี่ชายแล้วไล่ตามฉินเหยาไป ทว่านางวิ่งเร็วเกินไป เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว!
ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังเร่งเดินทางมาทางนี้ เอ้อร์หลางและจินเป่าที่กำลังเล่นอยู่ในนาร้างใกล้โรงงานกังหันน้ำเป็นผู้พบเห็นบุรุษที่กลับมาก่อนใคร
คนในโรงงานกังหันน้ำพากันติดตามมา ทุกคนล้อมวงอยู่รอบเสื่อฟางสามผืนที่ถูกม้วนไว้ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
ตอนออกเดินทางไป มีแรงงานทั้งหมดสี่สิบห้าคน แต่ตอนกลับมา มีเพียงสามสิบห้าคนและเสื่ออีกสามผืน พวกเขาเดินทางจากชายแดนมาถึงจังหวัดจื่อจิงและได้พบเจอกันระหว่างทาง ก่อนจะรวมตัวกันเดินทางกลับบ้าน
ในกลุ่มนี้ บางคนได้อยู่กลุ่มเดียวกับคนในหมู่บ้านเดียวกันจึงช่วยแบกศพของพวกเขากลับมา
ในโรงงานกังหันน้ำ สตรีที่เป็นแรงงานต่างพากันรีบออกมาหาสามี บุตรชาย หรือพี่น้องของตนเอง ผู้ที่หาคนของตนเองเจอ ต่างก็พากันร้องไห้ด้วยความดีใจ
แต่ผู้ที่หาไม่เจอก็ได้แต่ยืนอยู่หน้าเสื่อสามผืนนั้น
ศพที่เสียชีวิตมานาน แม้สภาพอากาศจะหนาวเย็น แต่ก็ยังเริ่มเปลี่ยนสภาพ ส่งกลิ่นแปลกประหลาดออกมา
ไม่มีใครกล้าเปิดเสื่อฟาง ทุกคนต่างรอให้หัวหน้าหมู่บ้านและผู้เฒ่าในหมู่บ้านมาถึงก่อน
ฉินเหยาเป็นคนแรกที่พุ่งไปที่เสื่อฟาง ท่ามกลางเสียงอุทานตกใจของผู้คน นางไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย ใช้มือยกเสื่อฟางทั้งสามผืนขึ้น
นางจางและคนที่ตามมาทีหลังต่างตกใจจนต้องหันหลังหนี
ต้าหลางรีบคว้าเอ้อร์หลางและแฝดชายหญิงที่เพิ่งวิ่งมาดันพวกเขาไปข้างหลังแล้วใช้ร่างกายของตนบังพวกเขาไว้ไม่ให้มองเห็นภาพตรงหน้า
เด็กหนุ่มต้องฝืนทำใจกล้า มองดูใบหน้าของศพทั้งสามที่เน่าเปื่อยไปทีละคน
แต่เมื่อไม่พบใบหน้าที่คุ้นเคยจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทว่าฉินเหยาที่เปิดเสื่อออกกลับมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
หลิวเหล่าฮั่นที่เพิ่งรีบมาจากทุ่งนาเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
คนที่ตายไม่ใช่เจ้าสามแล้วเหตุใดนางถึงไม่พอใจนะ
หรือว่าเป็นเพราะนางกังวลว่าเจ้าสามจะยังตกหล่นอยู่เบื้องหลัง?
“กรี๊ด!” เสียงร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวังดังขึ้น มีคนจำสามีของตนได้ ความโศกเศร้ากลืนกินนางจนแทบเป็นลมล้มพับไป
ศพทั้งสามถูกญาติพี่น้องทยอยกันเข้ามายืนยันตัวตน
แต่ผู้ใหญ่บ้านที่ยังไม่พบแม้แต่ศพของคนในครอบครัว หัวใจของเขาจมดิ่งลงสู่ห้วงลึก
หลานชายของเขาหลิวฉีเองก็ยังไม่กลับมา ติดอยู่ระหว่างทางหรือว่าประสบเหตุร้ายจนกลับบ้านไม่ได้?
ในที่ว่าการอำเภอ เขายังพอรู้จักคนอยู่บ้าง หากมีชาวบ้านเสียชีวิต รายชื่อจะถูกส่งมาให้
หากในรายชื่อไม่มีชื่อของหลิวฉีและหลิวจี้ก็แปลว่าพวกเขาอาจจะยังอยู่ระหว่างเดินทางกลับ
หลิวเหล่าฮั่นและนางจางมองฉินเหยาเป็นตาเดียวกัน นางจางตบไหล่นางเบาๆ แล้วกล่าวเสียงต่ำ “ไปเถอะ พวกต้าหลางสี่คนอยู่ที่เรือนเก่า มีพวกเราคอยดูแลอยู่ ไปสักรอบจะได้สบายใจ”
เห็นบ้านเจ้าสามเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน อีกทั้งฉินเหยาก็เป็นหญิงที่ขยันขันแข็ง ใจกว้าง เข้ากับสะใภ้คนอื่นๆได้ดี ทุกคนจึงมิอาจทนเห็นนางต้องเป็นหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อย
ฉินเหยากวาดตามองศพทั้งสามอีกครั้ง แต่ไม่มีสักศพที่เหมือนหลิวจี้แม้แต่น้อย นางคิดในใจ ‘ในกองศพนี่ ไยถึงไม่มีเจ้าขยะหลิวจี้ผู้นั้น?’
“ไปเถอะ ข้าจะไปจูงม้า” ฉินเหยาพยักหน้า คิดว่าไปดูรายชื่อที่ว่าการอำเภอให้แน่ใจจะดีกว่า
ขณะที่ฉินเหยากลับไปที่บ้านเพื่อจูงม้า ต้าหลางก็พาน้องๆตามมาด้วย สี่พี่น้องจดจ้องนางนิ่ง
ซื่อเหนียงมีท่าทีหม่นหมองอย่างหาได้ยาก “ท่านแม่ เหตุใดคนในหมู่บ้านถึงต้องตายด้วยเล่า”
ก่อนหน้านี้ท่านแม่เคยบอกว่า พวกชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานแค่ไปช่วยส่งเสบียงให้กับเหล่าทหารที่ชายแดนเท่านั้น พอส่งเสบียงเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะกลับมา บางทีอาจจะทันกลับมาฉลองปีใหม่ด้วยซ้ำ
แล้วเหตุใดพ่อของบางคนถึงไม่กลับมาแต่ตายไปเสียแล้ว?
ฉินเหยาหยุดฝีเท้าชั่วครู่ หันกลับไปมองเด็กน้อยสี่คนที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะกวักมือเรียก ซื่อเหนียงรีบวิ่งเข้ามาหานางสองก้าว เงยหน้ามองด้วยแววตาสงสัยเต็มเปี่ยม
ฉินเหยากล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “เส้นทางไม่สะดวก อาจจะพลาดพลั้งลื่นล้มหรืออาจจะล้มป่วย”
คำพูดนี้ก็มีแต่จะหลอกเด็กเล็กอย่างซื่อเหนียงได้เท่านั้น ต้าหลางและเอ้อร์หลางก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ไม่ว่าอย่างไร คนผู้นั้นก็ยังเป็นบิดาแท้ๆของพวกเขา พวกเขาไม่ชอบอีกฝ่ายก็จริง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะต้องตายในชายแดนอันห่างไกล
แต่เรื่องทั้งหมดนี้โทษใครไม่ได้ นอกจากโทษที่ท่านพ่อของพวกเขาหาเรื่องใส่ตัวเอง
เอ้อร์หลางกำหมัดแน่น หากท่านพ่อกลับมาไม่ได้จริงๆ ปีหน้าเขาจะซื้อกระดาษเงินกระดาษทองเผาไปให้เยอะๆ!
ได้ยินมาว่าเหล่าผีในตำหนักพญายมล้วนแต่เลือกปฏิบัติเหมือนกัน หากเผาเงินกระดาษไปให้เยอะๆ ท่านพ่อจะได้มีเงินไปติดสินบนยมบาลหัววัวหัวม้าแล้วไปเกิดในตระกูลดีๆในชาติภพหน้า ไม่ต้องมาเป็นอันธพาลเช่นนี้อีก
เอ้อร์หลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางคำรามเสียงต่ำ “เขาหลอกเอาเงินที่เราหามาอย่างยากลำบากไปหมดเลยนะ!”
แค่เขายังนึกถึงการเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้พ่อก็นับว่าได้ทำหน้าที่อย่างถึงที่สุดแล้ว
ซานหลางมองพี่ชายทั้งสองด้วยความสับสนแล้วมองน้องสาวที่ดูเหมือนจะกังวลบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่านางกังวลเรื่องใด เด็กชายลังเลเล็กน้อย ก่อนเดินไปยังคอกม้าแล้วกล่าวเสียงเบา
“ท่านแม่ ข้าอยากกินถังหูลู่”
ต้าหลางเบิกตากว้าง เป็นอีกคนที่กตัญญูเสียเหลือเกิน!
เดิมทีฉินเหยารู้สึกหม่นหมอง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของซานหลาง สีหน้าของนางก็แจ่มใสขึ้นทันที นางพยักหน้ายิ้มๆ “ได้”
จากนั้นจึงหันไปถามอีกสามคนที่เหลือ “พวกเจ้าเอาด้วยหรือไม่”
ต้าหลางนึกถึงรสชาติเปรี้ยวหวานของถังหูลู่พลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “เช่นนั้น เช่นนั้นเอาก็ได้”
อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้ท่านน้าเหยาต้องเข้าเมืองเสียเปล่า
ฉินเหยากำชับเด็กทั้งสี่ให้รอตนอยู่ที่เรือนเก่าแล้วจึงพลิกตัวขึ้นม้า ควบไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกห้าครอบครัวที่เหลือมาพร้อมกันแล้ว ให้แต่ละครอบครัวส่งคนมาเป็นตัวแทนหนึ่งคน จากนั้นทั้งหมดก็ขึ้นเกวียนวัวของผู้ใหญ่บ้าน คณะเล็กๆนี้มุ่งหน้าสู่อำเภอด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง
ตอนที่ 162: รายชื่อผู้ตาย
อ้อ ฉินเหยาไม่นับ
นางไม่ได้รู้สึกหนักอึ้งแม้แต่น้อย เพราะเพิ่งทำใจได้เมื่อครู่
ชาวบ้านที่ยังไม่กลับมาในเวลานี้ มีโอกาสถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่จะไม่มีชีวิตอยู่แล้วและส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกฝังไว้ที่ใด
ที่แย่กว่านั้นก็คือ บางคนอาจจะไม่มีแม้แต่หลุมศพ ร่างกายเน่าเปื่อยอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ถูกสัตว์ป่ากัดกินจนเหลือเพียงกระดูกขาวไม่กี่ชิ้น
หลิวฉีเป็นชายหนุ่มที่สูงใหญ่และทำงานเก่ง ฉินเหยาชื่นชอบชายหนุ่มคนนี้มาก
แต่คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้นคืน นางจึงทำได้เพียงตบไหล่ผู้ใหญ่บ้านเบาๆ เพื่อปลอบโยนให้ทำใจ
ผู้ใหญ่บ้านมองด้วยสีหน้างุนงง “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าดูไม่กังวลเรื่องหลิวจี้เลยสักนิดนะ”
จู่ๆชายชราก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่มีการเกณฑ์แรงงาน ฉินเหยาเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เดินเข้าไปกรอกชื่อด้วยตัวเองอย่างเต็มใจ
คนอื่นล้วนแต่ต้องให้เขาตามเร่งเร้าหรือแสดงสีหน้าอับจนหนทาง ไม่เต็มใจไปเป็นแรงงานเกณฑ์แม้แต่น้อย
ฉินเหยายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน จะปล่อยให้ผู้คนครหาว่านางคิดวางแผนฆ่าสามีได้อย่างไร
นางจึงรีบชี้แจงทันที “กังวลสิ แต่กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าเพียงแค่ปลอบใจตัวเองให้คิดไปในทางที่ดีขึ้นเท่านั้น”
ผู้ใหญ่บ้านถึงได้คลายความสงสัย ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “เจ้าเองก็เป็นคนอาภัพเช่นกัน”
ฉินเหยาลอบเลิกคิ้ว นางอาภัพตรงไหน?
ตั้งแต่ยอมแพ้ในตัวขยะอย่างหลิวจี้ ตอนนี้นางเอวก็ไม่ปวดแล้ว ขาก็ไม่ปวดด้วย กินอะไรล้วนอร่อย มื้อหนึ่งกินได้ถึงห้าชาม แถมนอนหลับสบายจนฟ้าสาง!
หากไม่ต้องไปทำไร่ไถนาแล้วได้เป็นเจ้าของที่ดิน ชีวิตก็คงสมบูรณ์แบบแล้ว!
ฉินเหยาควบม้านำหน้า ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านนั่งเกวียนวัวตามหลัง พวกเขาเดินทางตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็น และมาถึงอำเภอไคหยางก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
ครั้งก่อนที่ฉินเหยามา ยังรู้สึกว่าผู้คนในอำเภอบางตาเกินไป ดูไม่คึกคักนัก
แต่ครั้งนี้ เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอ ความรู้สึกก็แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน
คนที่กลับมาได้ ย่อมเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
ส่วนคนที่ไม่ได้กลับมา ครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ รอให้รายชื่อผู้เสียชีวิตถูกนำมาติดประกาศ
ผู้ใหญ่บ้านจัดให้ชาวบ้านทั้งห้าคนพักอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง จากนั้นก็เรียกฉินเหยาและพากันเดินไปยังเรือนเล็กข้างที่ว่าการอำเภอ
เจ้าหน้าที่หนุ่มคนหนึ่งเปิดประตูให้ทั้งสองเข้าไปแล้วรีบปิดประตูลงทันที
เจ้าหน้าที่ทางการจำฉินเหยาได้ เขาอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “ฉินเหนียงจื่อ”
แต่ฉินเหยากลับจำเขาไม่ได้แม้แต่น้อย นางขมวดคิ้วมองเขาด้วยความฉงน “ท่านคือ?”
เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มขื่น แนะนำตัวว่าตนชื่อโจวเจิ้ง ครั้งก่อนเคยติดตามฉินเหยาไปกวาดล้างโจรที่ภูเขาอวี๋ฮว่า
ฉินเหยาแสร้งทำสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก แต่แท้จริงแล้ว นางจำเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
โจวเจิ้งมิได้ถือสาเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เขารู้ว่าผู้ใหญ่บ้านมาด้วยเหตุใดจึงเชิญทั้งสองเข้าไปนั่งในห้อง รินน้ำชาร้อนให้คนละถ้วย ก่อนจะกล่าวว่า
“เจ้าหนูหลิวฉีนั่น ข้าจัดให้เขาอยู่ใต้บังคับบัญชาของซ่างกวนเลี่ย บุรุษผู้นี้เป็นแม่ทัพเก่า เปี่ยมด้วยประสบการณ์และเชี่ยวชาญวรยุทธ์ แต่ละขบวนที่นำส่งเสบียงล้วนสามารถหลบพ้นภัยได้ ดังนั้นคนผู้นั้นน่าจะยังอยู่ระหว่างทาง”
“ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่มีชื่อของหลิวฉี น้าเขยอย่าได้กังวล บางทีอีกไม่กี่วันเจ้าหนูนั่นอาจจะกลับมาก็เป็นได้”
ฉินเหยาได้ยินคำว่าน้าเขยก็คิดในใจ ที่แท้ผู้ใหญ่บ้านยังมีหลานชายที่ทำงานในที่ว่าการอำเภอด้วยนี่เอง
โจวเจิ้งหันมามองฉินเหยาอีกครั้ง “ฉินเหนียงจื่อ บ้านของเจ้าก็มีคนไปส่งเสบียงด้วยเหมือนกันหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า มองไปทางผู้ใหญ่บ้าน เมื่อเห็นผู้ใหญ่บ้านส่งสัญญาณให้นางถามได้อย่างเต็มที่ นางจึงกล่าวว่า “สามีของข้าชื่อหลิวจี้ เขาเดินทางไปพร้อมกับขบวนส่งเสบียง แต่บัดนี้ยังไม่กลับมา”
“หืม?” โจวเจิ้งรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้นหูอยู่ คิดครู่หนึ่ง ก่อนจะอุทานขึ้นอย่างตกใจ “บังเอิญจริงๆ คนผู้นี้ข้าเคยพบเจอมาก่อน ใช่คนที่หน้าตาหล่อเหลาราวกับบัณฑิต แต่อ่อนวัยกว่าข้าเล็กน้อยใช่หรือไม่?”
ฉินเหยามองเขาด้วยความประหลาดใจแล้วพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว หน้าตาดีไม่น้อย”
โจวเจิ้งรีบส่งสายตาให้ฉินเหยาวางใจ “เขาอยู่กองเดียวกับหลิวฉี ทั้งคู่สังกัดอยู่ใต้บังคับบัญชาของซ่างกวนเลี่ย บางทีอาจเดินทางกลับมาพร้อมกัน และกำลังอยู่ระหว่างทาง”
เมื่อรับเงินแล้วก็ต้องทำงานให้คุ้มค่า ไหนๆก็เป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวเหมือนกัน งั้นก็ต้องช่วยดูแลกันสักหน่อย
“ข้ากลับคาดไม่ถึง ว่าเขาจะเป็นสามีของฉินเหนียงจื่อ” โจวเจิ้งดูจะตกใจยิ่งกว่าฉินเหยาเสียอีก เขาคิดว่า ฉินเหยาผู้เป็นสตรีนักรบผู้กล้าหาญ ควรมีสามีที่แข็งแกร่งกว่านางเพื่อจะได้ควบคุมนางได้
ไม่คิดเลยว่าสามีของนางกลับเป็นบัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง
ผู้ใหญ่บ้านสอบถามเรื่องของชาวบ้านอีกห้าคนที่หายไปด้วย สีหน้าของโจวเจิ้งเคร่งขรึมลง ก่อนจะกล่าวว่า “มีชื่ออยู่ในรายชื่อ ข้าได้ตรวจสอบรายชื่อของหมู่บ้านตระกูลหลิวโดยเฉพาะ มีอยู่ทั้งหมดแปดคนพอดี”
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาว ไม่รู้ว่าควรแจ้งข่าวร้ายนี้ให้ห้าครอบครัวนั้นทราบอย่างไร
แต่เมื่อรู้ว่าหลานชายของตนอาจจะปลอดภัย เขาก็เบาใจไปครึ่งหนึ่งและขอให้โจวเจิ้งช่วยสอดส่องให้ หากพบเห็นหลิวฉีในเมือง หรือพบชื่อในรายชื่อผู้ตาย ขอให้แจ้งข่าวให้เขาทราบโดยเร็วที่สุด
โจวเจิ้งกล่าวปลอบโยน “ท่านน้าเขยคิดมากเกินไปแล้ว หลิวฉีเด็กคนนั้นตัวสูงใหญ่แข็งแรงดี ไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน”
“ท่านกลับไปคอยเถอะ อีกไม่กี่วันคนก็คงกลับมาแล้ว!”
จากนั้นเขาก็หันมายิ้มบางๆให้ฉินเหยา คล้ายจะปลอบนางไม่ให้กังวลเช่นกัน เขารู้สึกว่าหลิวจี้เป็นคนที่ดูฉลาดเฉลียวมาก ไม่น่าจะตายง่ายๆ
หากเขาไม่พูดประโยคหลังนี้ยังดี แต่พอพูดออกมาแล้ว ฉินเหยากลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ผู้ใหญ่บ้านและโจวเจิ้งคิดว่านางกำลังกังวลจึงมองนางด้วยแววตาเห็นใจ
ออกจากบ้านของโจวเจิ้ง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
เดิมทีโจวเจิ้งต้องการให้ทั้งสองพักค้างที่เรือนเขาสักคืน แต่เพราะยังมีชาวบ้านอีกห้าคนที่รออยู่ในโรงน้ำชา ผู้ใหญ่บ้านจึงปฏิเสธ
ฉินเหยากับผู้ใหญ่บ้านเดินกลับไปที่โรงน้ำชา สีหน้าของทั้งสองเคร่งขรึม แม้ยังไม่ทันเอ่ยปากพูดอะไร ชาวบ้านทั้งห้ากลับอ่านคำตอบออกจากสีหน้าของพวกเขาแล้ว ทุกคนก้มหน้าลงเงียบๆ ดวงตาเริ่มแดงก่ำด้วยความเศร้า
ประตูเมืองปิดลงแล้ว วันนี้คงกลับไปไม่ทัน ฉินเหยาจึงพาทุกคนไปที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่าน เปิดห้องรวมหนึ่งห้องและห้องเดี่ยวอีกสองห้อง
ชาวบ้านทั้งห้าคนนอนรวมกัน ส่วนฉินเหยาและผู้ใหญ่บ้านได้ห้องเดี่ยวคนละห้อง
ชาวบ้านบอกว่าหากกลับถึงหมู่บ้านแล้วจะคืนค่าเช่าห้องให้นาง แต่ฉินเหยากลับโบกมือปฏิเสธ ช่างเถอะ คืนนี้นางเลี้ยงเอง
ในเมื่อเป็นชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกัน อีกทั้งภรรยาและลูกๆของพวกเขาก็ทำงานอยู่ที่โรงงานกังหันน้ำของนาง ในฐานะนายจ้าง เวลาต้องใจกว้าง ฉินเหยาก็ไม่คิดเล็กคิดน้อย
ทุกคนกล่าวขอบคุณแล้วทานอาหารกันเพียงเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายกันกลับห้องพักด้วยจิตใจอันหม่นหมอง
เด็กเหล่านี้ล้วนเติบโตขึ้นมาภายใต้สายตาของตน ผู้ใหญ่บ้านเองก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวของหลิวฉีเลย เขาจึงนั่งอยู่กับฉินเหยาในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ พยายามจะให้ฉินเหยาช่วยวิเคราะห์ว่าหลิวฉีและหลิวจี้ตอนนี้น่าจะเดินทางถึงที่ใดแล้ว
ไม่วิเคราะห์ก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อวิเคราะห์ดู ฉินเหยากลับบังเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดี หลิวจี้มีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก
ก่อนออกเดินทาง เขาเตรียมตัวไปอย่างดี ทั้งเสื้อผ้ากันหนาว รองเท้าแบบพื้นหนา รวมถึงเสื้อคลุมกันฝนและหมวกไม้ไผ่ ไม่มีอะไรที่ขาดตกบกพร่องสักอย่าง
หากไม่มีเหตุสุดวิสัย เส้นทางจากอำเภอไคหยางไปถึงด่านเสวียนเยว่ก็ไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ
เพียงจุดเดียวที่อาจทำให้เขาถึงแก่ชีวิตก็คือบริเวณนอกด่านเสวียนเยว่
หลิวจี้ผู้นี้แม้ไม่มีวรยุทธ์ แต่สติปัญญากลับเฉียบแหลม เขายังแอบขโมยกริชของนางไป หากเพียงใช้มันเพื่อหลบซ่อนและป้องกันตนเอง โอกาสที่จะถูกทหารข้าศึกฆ่าตายนั้นมีเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์
แต่สิ่งที่ทำให้ฉินเหยาปวดหัวที่สุดก็คือ หลิวจี้คนนี้มีทักษะการหลบหลีกที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง เพราะถูกนางซ้อมทุกวันจนช่ำชอง!
ตอนที่ 163: กลุ่มสามคนที่หลงทาง
เว้นเสียแต่…ในกองทัพข้าศึกจะมีผู้ที่มีฝีมืออยู่ระดับเดียวกันกับนาง ไม่เช่นนั้น ในการต่อสู้ตัวต่อตัว คงเป็นเรื่องยากที่จะฆ่าหลิวจี้ได้
แต่เขาเป็นเพียงแค่แรงงานพลเมืองต่ำต้อย ไม่มีค่าให้ศัตรูต้องล้อมจับ
เช่นนั้น สาเหตุที่อาจทำให้เขาตายก็เหลือเพียงสองข้อเท่านั้น
หนึ่ง ถูกลงโทษประหารชีวิตเพราะอู้และละเมิดกฎทหาร
แต่ในรายชื่อผู้ตายไม่มีชื่อของเขา ดังนั้นข้อนี้จึงเป็นไปไม่ได้
เพราะแรงงานพลเมืองที่ถูกประหารเนื่องจากละเมิดกฎทหาร จะต้องมีการบันทึกไว้ในเอกสารเสมอ หากเป็นกรณีร้ายแรงก็อาจจะถูกประหารทั้งสามโคตร
แต่ในตอนนี้ คนในตระกูลหลิวก็ยังปลอดภัยดีทุกคน
สอง ร่างกายอ่อนแอจนตายเอง
อาจเป็นเพราะติดหวัดจากฝนตก ได้รับบาดเจ็บจนติดเชื้อ หรือเป็นบาดทะยักแล้วเสียชีวิต
แต่หลิวจี้หลอกเอาเงินเก็บของเอ้อร์หลางไป มีถึงสามร้อยเก้าสิบแปดเหวิน เงินจำนวนนี้สามารถใช้จ่ายค่ายารักษาไข้หวัดธรรมดาได้สบายๆ
ส่วนบาดทะยักนั้น หากคำนวณดูแล้ว โอกาสที่จะถึงแก่ชีวิตก็ยังไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์
“ชิ~” ฉินเหยานวดหว่างคิ้ว นางไม่อยากจะวิเคราะห์กับผู้ใหญ่บ้านอีกต่อไปแล้วจึงลุกขึ้นขอตัวกลับ
ผู้ใหญ่บ้านมองตามหลังนางที่เดินจากไป ร่างกายผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะจากการวิเคราะห์ของฉินเหยา ทำให้เขาได้รู้ว่าหลิวจี้เตรียมตัวไปดีมาก ดังนั้นหลิวฉีก็คงอยู่กับหลิวจี้แน่นอน เช่นนั้นไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป
ฉินเหยาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแคบๆในห้องเดี่ยวของโรงเตี๊ยม มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงความมืดมิดของรัตติกาล นางขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงน หากหลิวจี้ยังไม่ตาย เช่นนั้น ตอนนี้เขาอยู่ที่ใดกันแน่
…...
“ฮัด…ชิ่ว!!!”
บนทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้าง หลิวจี้ซึ่งกำลังป่วยหนักเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างตระหนก ก่อนจามออกมาอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีน้ำมูกสองสายพุ่งออกมาอย่างแรงโดยไม่ตั้งใจและตกลงไปบนหน้าของหวังอู่และหลิวฉีที่นอนอยู่ตรงหน้าเขาพอดิบพอดี
หวังอู่ “…”
หลิวฉี “…”
หลิวจี้ยกหลังมือขึ้นเช็ดปลายจมูกแล้วเช็ดมือลงบนเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นห่อตัวให้แน่นขึ้นด้วยเสื้อผ้าฝ้ายหนาแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆจึงพบว่า กองไฟที่เคยลุกโชติช่วงนั้นมอดดับไปแล้ว
เขาจึงลุกขึ้นจุดไฟขึ้นมาใหม่ นั่งมองเปลวไฟที่ไหวระริกอยู่ตรงหน้า ดวงตาพร่ามัวราวกับเห็นภาพซ้อนหลายชั้น เขาสูดหายใจเข้าลึกแต่จมูกกลับอุดตัน ทำให้ต้องอ้าปากกลืนเอาความหนาวเหน็บเข้าไปแทนจนสำลักไอเบาๆสองครั้ง
หวังอู่และหลิวฉีเห็นเขาไม่ได้เป็นอะไรมากจึงเช็ดน้ำมูกบนใบหน้าออกอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะห่อตัวด้วยเสื่อหญ้าแล้วหลับต่อไป
ตอนนี้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการซุ่มโจมตีของข้าศึกอีกแล้ว เพราะแคว้นม่อเป่ยและแคว้นเซิ่งได้เจรจาสงบศึกกันแล้ว บุตรีขององค์หญิงใหญ่ท่านหญิงฮุ่ยหยางได้เสนอตัวแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี ทำให้การสู้รบยุติลงโดยสมบูรณ์
บนทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ มีเพียงแสงไฟจากพวกเขาเท่านั้นที่ส่องสว่างอยู่ ณ ที่แห่งนี้ รอบด้านมืดสนิทชวนให้ขนลุก ทว่าทั้งสามคนต่างก็ชินเสียแล้ว
เพราะพวกเขาหลงทางอยู่บนทุ่งหญ้าแห่งนี้มาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ และวันนี้เพิ่งเดินทางมาถึงบริเวณประตูเมืองด่านเสวียนเยว่
หากจะกล่าวถึงการเดินทางของเหล่าชาวบ้านในครั้งนี้ พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
แม้พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่และภารกิจก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีภายใต้การนำของซ่างกวนเลี่ย
แถมทันทีที่ภารกิจเสร็จสิ้น แคว้นม่อเป่ยกับแคว้นเซิ่งก็ประกาศสงบศึกและทำข้อตกลงกัน ทำให้ภารกิจลำเลียงเสบียงที่เหลือถูกยกเลิกทั้งหมด
ทว่าการที่ภารกิจถูกยกเลิกก่อนกำหนด ส่งผลให้ค่าตอบแทนในการเดินทางกลับบ้านที่พวกเขาควรจะได้รับถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง
สุดท้ายแล้วแต่ละคนจึงได้รับเพียงถุงเสบียงติดตัวและต่างคนต่างก็พากันเดินทางกลับบ้านไปตามลำพัง
ในตอนแรกเริ่ม พวกหลิวจี้สามคนติดตามกองทัพใหญ่จากไปด้วยกัน ใครจะคิดว่าระหว่างทางกลับพบกับฝูงหมาป่า ทุกคนกระจัดกระจายหนีเอาชีวิตรอด วิ่งไปวิ่งมากลับพลัดหลงจากกันเสียแล้ว
ชายสามคนผู้โชคร้ายติดอยู่ในทุ่งหญ้าที่ไม่คุ้นเคยเป็นเวลาหนึ่งเดือน
แต่โชคดีที่มีก่อนหน้านี้ได้หมดไปตั้งแต่เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว พวกเขาออกจากทุ่งหญ้ามาได้อย่างยากลำบาก แต่กลับมาไม่ทันเวลาเปิดประตูเมือง จึงทำได้เพียงพักแรมใต้กำแพงเมืองหนึ่งคืน รอให้รุ่งเช้าค่อยเข้าไป
ไม่คาดคิดว่าหลิวจี้ผู้ที่ติดอยู่ในทุ่งหญ้ามาหนึ่งเดือนโดยไม่เป็นอะไรเลย จู่ๆกลับเกิดมีไข้สูงขึ้นมา
เขาสลบไสลไปตลอดช่วงบ่าย มีเพียงหลิวฉีและหวังอู่คอยดูแล จนกระทั่งดึกดื่น หลิวจี้ถูกความหนาวเย็นปลุกให้ตื่นขึ้น แต่ไข้ที่สูงจัดกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดลง มิหนำซ้ำจมูกยังถูก ‘โคลน’ อุดตันจนหายใจไม่ออก ทั้งหนาว ทั้งหิว ทั้งมึนงงจนแทบอยากจะตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ก่อนหน้านี้ หลิวจี้ยังมีความหวังจะได้กลับบ้านอยู่บ้าง
ทว่าในตอนนี้ ความหวังเพียงน้อยนิดนั้นถูกความจริงโบยตีจนพังทลาย ในสมองเหลือเพียงความคิดเดียว…ออกจากทุ่งหญ้าให้ได้
กลางเดือนสิบของแคว้นม่อเป่ย อากาศยามค่ำคืนสามารถแช่แข็งคนให้กลายเป็นน้ำแข็ง หลิวจี้เร่งก่อไฟให้โหมกระพือแรงที่สุด อีกทั้งยังห่อตัวด้วยเสื้อผ้าฝ้ายแน่นหนา แต่ก็ยังหนาวจนสั่นสะท้านแทบหมดสติ
พวกเขาติดอยู่ในทุ่งหญ้าถึงหนึ่งเดือน เสบียงที่ได้รับมาตั้งแต่แรกหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว กระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ถึงขั้นต้องกัดกินเปลือกหญ้าประทังชีวิต
หลิวจี้มีเงินติดตัวตั้งสามร้อยเก้าสิบสามเหวินเลยทีเดียว แต่ถึงอยากจะใช้ จะมีที่ไหนในทุ่งหญ้าที่จะให้เขาใช้เงินซื้อของกินกันเล่า?
สายตาของเขาจับจ้องไปที่กำแพงเมืองด่านเสวียนเยว่ คาดหวังเพียงให้ฟ้าสางโดยไว ประตูเมืองจะได้เปิดออก ให้ตนเข้าไปซื้อยาเพื่อรักษาอาการไข้
ด้วยแรงใจเพียงหนึ่งเดียว หลิวจี้อดทนเฝ้ากองไฟโดยไม่ได้นอนเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งรุ่งสางมาถึง
ทันทีที่เห็นทหารปรากฏตัวบนกำแพงเมืองด่านเสวียนเยว่ เขาก็รีบปลุกหวังอู่และหลิวฉี ทั้งสามคนที่มีสภาพไม่ต่างจากขอทานเร่ร่อนพากันวิ่งไปยังประตูเมือง
โชคดีที่เอกสารแสดงตัวตนยังอยู่จึงสามารถยืนยันตัวตนของพวกเขาและผ่านเข้าประตูเมืองได้โดยราบรื่น
จากด่านเสวียนเยว่เดินเข้าไปอีกสามลี้ ในที่สุดก็เห็นร่องรอยของผู้คน
ร่างกายของหลิวจี้ถึงขีดจำกัดแล้ว เขาควักพวงเหรียญเงินที่ซ่อนอยู่ในเสื้อตัวในออกมายัดใส่มือของหลิวฉี จากนั้นก็ล้มลงไปทันที
หลิวฉีร้องลั่น “อาสามอย่าตายนะ! ถ้าท่านตายไป ข้าจะอธิบายกับอาสะใภ้สามอย่างไร!”
หวังอู่มองเหรียญในมือของหลิวฉีด้วยความตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าหลิวจี้ยังมีเงินเหลืออยู่
เมื่อหลิวจี้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่เห็นตรงหน้าคืออารามเต๋าเก่าทรุดโทรม ข้างกายมีไฟกองหนึ่ง ส่วนหวังอู่และหลิวฉีกำลังนอนพักอยู่บนกองฟาง
กลิ่นขมของยาสมุนไพรตลบอบอวลไปทั่วอาราม ยาต้มในหม้อดินกำลังเดือดปุดๆเอ่อขึ้นมา
หลิวจี้รู้ทันทีว่า ตนเองรอดชีวิตมาได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขากลับไร้เรี่ยวแรง พยายามเปล่งเสียงเรียกหลิวฉี แต่คาดไม่ถึงว่าเสียงจะพร่าจนแทบเปล่งออกมาไม่ได้ ร้องอาอาอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่สามารถปลุกใครได้ สุดท้ายจึงคว้าก้อนหินเล็กข้างตัว ขว้างไปทันที!
“โอ๊ย!” หลิวฉีร้องด้วยความเจ็บก่อนจะสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นหลิวจี้ลืมตาอยู่ เขาก็อุทานอย่างดีใจ “อาสาม! ท่านรอดแล้ว!”
หลิวจี้กลอกตาอย่างจนคำพูด ก่อนจะเบนสายตาไปยังหม้อดินที่เดือดพล่าน หลิวฉีมองตามสายตาของเขา แล้วจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ายาเดือดล้นออกมาแล้วจึงรีบลุกขึ้นทันที
หวังอู่ถูกความวุ่นวายปลุกให้ตื่น เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ฟื้นแล้ว เขาก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
แต่หลังจากที่หลิวจี้ดื่มยาจนหมดแล้ว ทั้งสามคนกลับต้องเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม…ไม่มีเงินกลับบ้าน
ที่นี่อยู่ห่างจากอำเภอไคหยางอย่างน้อยครึ่งเดือนหากใช้การเดินเท้า ค่าใช้จ่ายสำหรับกินอยู่ตลอดครึ่งเดือนนี้เป็นเงินไม่น้อยเลย
หวังอู่ล้วงกระเป๋าเสื้อของตน ปรากฏว่ามันว่างเปล่า
หลิวฉีสะบัดตัวแรงๆ สิ่งที่ร่วงลงมากลับเป็นดาบบิ่นเล่มหนึ่ง แม้จะเอาไปจำนำ แต่โรงรับจำนำก็ยังไม่รับ
หลิวจี้แอบเหลือบมองที่อกเสื้อตัวเอง เขายังมีเงินเหรียญอยู่สองพวง ถ้าจะเช่ารถม้าก็ยังเพียงพอ
ช่วยหลิวฉีก็พอทำเนา สองคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน บรรพบุรุษยังมีสายสัมพันธ์กันอยู่บ้าง อย่างน้อยกลับไปแล้วยังไปขอเบิกคืนจากผู้ใหญ่บ้านได้
แต่เขามีเหตุผลอะไรที่จะต้องช่วยออกเงินให้หวังอู่?
ตอนที่ 164: หลิวฉี ‘ข้าสกปรกแล้ว’
ดังนั้นในคืนเดือนมืดลมแรงคืนหนึ่ง หลิวจี้ที่ดื่มยาไปหลายชุดและอาการดีขึ้นมากแล้ว ได้แอบปลุกหลิวฉีให้ตื่นขึ้น ทิ้งหวังอู่ที่ยังหลับสนิทไว้เบื้องหลังแล้วพากันหลบหนีไป
หลิวฉีรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย หลายครั้งคิดจะย้อนกลับไป แต่ก็ถูกหลิวจี้ใช้สถานะผู้อาวุโสกว่ากดดันให้กลับมา
หลิวจี้รีบหาเกวียนเช่ามาหนึ่งคัน สองคนเดินทางด้วยเกวียนวัวอยู่สองวัน จนแน่ใจว่าหวังอู่ตามมาไม่ทัน จากนั้นจึงเริ่มให้บทเรียนแก่คนหนุ่มรุ่นเยาว์
“คนเราหากไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินย่อมลงทัณฑ์ ข้าจะพูดตรงๆกับเจ้า ข้ายังมีเหรียญทองแดงติดตัวอยู่บ้างก็จริง แต่เงินเท่านี้ไม่พอสำหรับสามคน แม้แต่แค่เจ้ากับข้าก็ยังแทบไม่พอ”
“หากเจ้ายังอยากกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ก็อย่ามัวแต่คิดเรื่องไร้สาระ มีเวลาว่างมากนักก็น่าจะคิดให้จริงจังว่าพวกเราสองคนจะหาเงินกันอย่างไร”
ก่อนหน้านี้เพราะอยู่หน้าด่าน คนเยอะ เดินทางเป็นกลุ่มจึงปลอดภัยกว่า แต่ตอนนี้พวกเขาเข้าด่านมาแล้วก็ถึงเวลาที่ต่างคนต่างไป ไม่ต้องถ่วงกันอีก
หลิวฉียังคงรู้สึกผิดในใจ เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านอาหวังไม่มีเงินติดตัวเลย ตอนนี้อากาศก็หนาวเย็นขนาดนี้ เขาจะกลับบ้านได้อย่างไร”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่มีเงิน?” หลิวจี้ย้อนถาม
หลิวฉีอึ้งไป “เขามีหรือ”
หลิวจี้แค่นหัวเราะ ส่งสายตาเย้ยหยันว่าเจ้ายังอ่อนนัก “ยุคสมัยนี้ ใครออกเดินทางแล้วไม่เก็บเงินสำรองติดตัวกันบ้าง เจ้ามองดูรองเท้าของเขาสิ ผูกแน่นหนาขนาดนั้น ด้านในต้องมีอะไรซุกซ่อนอยู่แน่”
“ถ้าอย่างนั้นเหตุใดเขาถึงบอกว่าไม่มีเงินเล่า” หลิวฉีถามอย่างไม่เข้าใจ
หลิวจี้ยิ้มเหยียดราวกับมองทุกอย่างออกมานานแล้ว “ก็เพราะไม่อยากให้พวกเราสองคนใช้เงินของเขาอย่างไรเล่า”
เห็นหลิวฉีกำลังจะถามต่อ หลิวจี้ก็เริ่มรำคาญ “เกวียนวัวจะพาเรามาส่งแค่ตรงนี้ คืนนี้พักที่โรงเตี๊ยมพรุ่งนี้ค่อยคิดหาวิธีหาเงิน ซื้ออาหาร และเดินเท้ากลับบ้านกัน”
หลิวฉีเหลือบมองอกเสื้อของอาตัวเอง “แต่ท่านอายังมีเงินไม่ใช่หรือ?”
หลิวฉียกมือกุมหน้าผาก ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ความจริง หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป เขากลับมองอาสามในมุมที่แตกต่างออกไปเป็นอย่างมาก ถึงขั้นรู้สึกนับถืออยู่เล็กน้อย
ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพูดกันว่าอาสามเป็นคนเลวร้าย แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นผู้อาวุโสที่สังเกตการณ์ได้อย่างละเอียด รอบคอบ กล้าหาญพอจะเผชิญหน้ากับศัตรู และยังสามารถนำทางผ่านทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างจนสามารถพาตัวเขาออกมาได้
แต่การทิ้งหวังอู่ไว้ข้างหลังแล้วหนีมาเองแบบนี้…ดูเหมือนว่าจะเป็นการกระทำที่เลวร้ายจริงๆ
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่เงียบๆ หลิวจี้ก็กลอกตาขาวใส่เขาทีหนึ่ง เตือนให้รู้ว่า ตอนนี้พวกเขาทั้งสองก็ไม่ต่างกัน
หลิวฉี ฮือๆๆ ข้าสกปรกแล้ว!
ที่หลิวจี้บอกว่าจะพักอยู่ข้างนอกโรงเตี๊ยมหนึ่งคืน แท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้าง เขาอาศัยทักษะการดูดวงเป็นเครื่องมือ เดินเข้าไปหลอกล่อพ่อค้านักเดินทางในห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม ไม่เพียงแต่จะได้อาหารและสุราเป็นรางวัล ยังสามารถหลอกให้เจ้าของโรงเตี๊ยมอนุญาตให้เขาปูเสื่อนอนในห้องโถงคืนนี้ได้อีกด้วย
หลิวจี้รู้ดีว่าด้วยอากาศหนาวขนาดนี้ อีกทั้งยังอยู่ทางตอนเหนือ หากต้องนอนกลางแจ้ง วันพรุ่งนี้เขากับหลิวฉีคงได้กลายเป็นศพแข็งไปแล้วแน่ๆ
หลิวฉียืนอยู่ด้านหลังหลิวจี้ตลอดเวลา รับบทเป็นนักพรตน้อยตามที่เขาเอ่ย
เด็กหนุ่มสูงใหญ่ถึงกับชะงัก ประเดี๋ยวก่อน ข้าตัวเล็กตรงไหน?
หลิวฉีมองดูหลิวจี้พล่ามคำพูดไร้สาระ…ไม่สิ ต้องเรียกว่าทำนายดวงให้ผู้คนเสียมากกว่า
ต้องยอมรับว่าการอบรมสั่งสอนของอาสะใภ้สามนั้นยอดเยี่ยม แม้จะตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เช่นนี้ แต่อาของเขาก็ยังไม่ลืมจัดแต่งเครื่องแต่งกายและภาพลักษณ์ให้เรียบร้อย
และเพราะพวกเขาดูยังเป็นคนที่มีเค้าความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง อาสามของเขาจึงสามารถแอบอ้างตัวว่าเป็นนักพรตจากอารามแห่งหนึ่งที่เดินทางท่องไปทั่วสารทิศได้ และที่น่าตกใจที่สุดก็คือมีคนเชื่อจริงๆ!
สิ่งที่ทำให้หลิวฉีอ้าปากค้างยิ่งกว่านั้นคือ อาของเขาดูเหมือนจะสามารถทำนายดวงได้จริงๆ!
หลิวจี้โกหกพ่อค้าชราตรงหน้าได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะยื่นมือมาดันคางของหลิวฉีบีบให้เขาหุบปาก แล้วลูบเคราของตนที่เริ่มงอกเงยขึ้นมาทำท่าทางครุ่นคิด สุดท้ายก็ร้อง “ซี๊ด~” ออกมาทีหนึ่ง
เฒ่าชราตื่นตระหนกขึ้นมาทันที “ท่านนักพรตคิดว่าไม่เป็นมงคลหรือ”
หลิวจี้ส่ายศีรษะ ยิ้มบางๆ “ข้านักพรตเพิ่งทำการทำนายไปเมื่อครู่ ตามคำทำนายที่ปรากฏ ในการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ของนายท่าน จะพบกับดาวอัปมงคลขวางทาง หากสามารถหลีกเลี่ยงไปได้ก็จะสามารถเปลี่ยนเคราะห์ให้กลายเป็นดี และเดินทางได้อย่างราบรื่น”
เฒ่าชราหัวใจหล่นวูบไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็กลับมาสงบอีกครั้ง รีบสั่งให้บ่าวข้างกายรินน้ำชาร้อนๆ ยกให้หลิวจี้ใหม่อีกถ้วย เชื้อเชิญให้ท่านนักพรตชี้แนะ
หลิวจี้คงสีหน้าสงบไว้ ใช้นิ้วจุ่มน้ำชาแล้ววาดเส้นทางบนโต๊ะ พลางกำชับว่า
“จงเดินแต่เส้นทางใหญ่อย่าเลือกทางเล็ก เดินทางเฉพาะกลางวันแล้วหยุดพักในยามค่ำคืน…”
สิ่งที่เขาพูดนั้นเรียบง่าย หลิวฉีฟังแล้วเข้าใจได้ทันที รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆก็รู้
แต่เมื่อเห็นท่าทีระมัดระวังของพ่อค้าชรา เด็กหนุ่มก็เริ่มสับสน นี่มันเป็นกลยุทธ์วิเศษอันใดกัน ถึงกับทำให้คนผู้นี้รู้สึกตื่นเต้นถึงเพียงนี้?
กลางดึก เมื่อทั้งสองต้องเบียดเสียดกันนอนบนเสื่อผืนเก่าขาดวิ่น หลิวฉีอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามคนข้างกายว่า “ท่านอาสาม ท่านไปเรียนวิชาดูดวงมาตั้งแต่เมื่อใดกัน”
หลิวจี้หลับตา ท่าทางเหมือนกำลังนอน แต่แท้จริงแล้วยังไม่ได้หลับ เขาเงียบไปครู่ใหญ่ รอจนหลิวฉีเกือบจะเคลิ้มหลับแล้ว จู่ๆเขาก็กล่าวขึ้นมาเสียงเรียบ “นี่เป็นความลับสวรรค์ มิอาจเปิดเผยได้”
หลิวฉีพึมพำว่าอ้อเบาๆ ก่อนจะคว้าตัวอาสามมากอดเพื่อหาไออุ่น ซุกศีรษะลงบนแผ่นหลังของหลิวจี้แล้วจึงหลับสนิทไป
หลิวจี้ถอนหายใจแผ่วเบาออกมา บนโลกนี้ไหนเลยจะมีความลับสวรรค์อันใด ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงจิตใจของผู้คนเท่านั้น
ผู้คนปรารถนาสิ่งใด เขาก็เพียงแค่กล่าวตามนั้นเพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจเท่านั้นเอง
มือเย็นเฉียบของเขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ควักเอาน่องไก่มันเยิ้มออกมาแล้วค่อยๆกัดกินอย่างอดกลั้น ความสุขพุ่งขึ้นจนแทบล้นออกมา
พ่อค้าผู้นี้ช่างตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งนัก! เขาอุตส่าห์ช่วยดูดวงให้ แต่สุดท้ายกลับได้มาเพียงน่องไก่หนึ่งชิ้น พ่อค้าผู้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตเช่นนี้ แท้จริงแล้วช่างขี้เหนียวเสียเหลือเกิน!
หลิวฉีขยับจมูกดมกลิ่นอย่างงัวเงีย ก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง “อาสาม ท่านได้กลิ่นไก่ย่างหรือไม่”
“หา? อะไร? เจ้าคงฝันไปแล้วกระมัง จะมีไก่ย่างจากที่ใดกัน” คนที่กำลังกดทับไก่ย่างไว้ในอกเสื้อและแอบกินคนเดียวรีบพูดกลบเกลื่อน “รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องรีบเดินทางอีก”
หลิวฉียังคงสงสัย สูดดมอากาศอีกครั้ง หรือจะเป็นภาพหลอนกันแน่? เหตุใดกลิ่นไก่ย่างถึงยังโชยมาอยู่?
แต่เมื่อง่วงจนทนไม่ไหวแล้ว เปลือกตาหนักอึ้ง สุดท้ายก็ล้มตัวลงนอนต่อ
หลิวจี้รออยู่ถึงสามนาทีเต็ม จนแน่ใจว่าคนด้านหลังหลับสนิทแล้วจึงค่อยๆหยิบไก่ย่างที่กินค้างไว้ออกมา แทะอีกไม่กี่คำจนหมด ก่อนจะโยนกระดูกทิ้ง ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมันที่ติดมือแบบลวกๆแล้วจึงหลับตานอน
วิธีทำนายดวงนี้ใช้ได้ผลดี ตลอดการเดินทางที่เหลือ หลิวจี้มองหาเป้าหมายที่เหมาะสมแล้วก็กล่าวคำทำนายอย่างคล่องแคล่ว ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูมีอัธยาศัยสงบนิ่งและมีกลิ่นอายของนักพรตอยู่บ้าง ทำให้ไม่มีใครเคยสงสัยเลยว่าเขาเป็นนักพรตจริงหรือไม่
อย่างมากที่สุดก็คือมีบางคนรู้สึกว่าเขาโกหกเก่งไปสักหน่อยแล้วทำหน้าตารำคาญใส่
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเลี้ยงข้าวสักมื้อ หรือไม่ก็ให้เหล้ามาครึ่งกาเพื่อเป็นการขอบคุณ
ด้วยเหตุนี้ ตลอดทางพวกเขาจึงไม่เคยอดอยาก แถมทุกๆสามวันห้าวันยังมีเนื้อกับผักให้กินอีกด้วย
เมื่อท้องอิ่ม พละกำลังก็ตามมา รูปลักษณ์ดูมีสง่าราศีขึ้นไปอีก ดูไปดูมาแล้วช่างเหมือนนักพรตจริงๆ เปิดปากก็พูดว่าข้านักพรต ปิดปากก็พูดว่าความลับสวรรค์ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋า
ท่ามกลางเสียงเรียกขานว่าท่านนักพรตอย่างเคารพ หลิวจี้เองก็เริ่มรู้สึกสับสนไปชั่วขณะแล้ว จนเกือบลืมไปแล้วว่าแท้จริงเขาเป็นก็เพียงแค่อันธพาลตัวเล็กๆคนหนึ่งจากหมู่บ้านตระกูลหลิวเท่านั้น
ประกอบกับเงินสองพวงกว่ายังอยู่ในอกเสื้อจึงสามารถเช่ารถม้านั่งได้ เดิมทีเส้นทางที่ต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือน สุดท้ายพวกเขาใช้เวลาเพียงสิบเอ็ดวันก็เดินทางถึง
เมื่อกระโดดลงจากรถม้าที่จอดสนิท เงยหน้าขึ้นและเห็นกำแพงเมืองอำเภอไคหยางที่คุ้นตา สองอาหลานก็กอดกันร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ “ฮือๆๆ ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!”
ตอนที่ 165: แข่งกันอย่างหนักจนแทบบ้า
สองคนกลับมาช้ากว่ากองทัพใหญ่ถึงหนึ่งเดือนเต็ม
ตอนนี้เป็นวันที่สิบสองในเดือนสุดท้ายของปี
ทั้งด้านในและด้านนอกเมืองเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้า บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินสำเนียงบ้านเกิดที่คุ้นเคย เคล้ากับกลิ่นอายของวิถีชีวิตที่อบอุ่น หลิวฉีก็เช็ดน้ำตาแห่งความตื่นเต้นที่ไหลออกมา หัวใจที่ลอยเคว้งคว้างมาตลอดทางในที่สุดก็สงบลง
เขาคิดว่าอาสามของเขาก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่เมื่อหันไปมอง กลับเห็นสายตาของอาสามฉายแววสับสนยุ่งเหยิงที่เขาอ่านไม่ออก
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ” หลิวจี้ผลักหลิวฉีไปด้านข้าง ก่อนจะเดินเข้าเมืองเพียงลำพัง
หลิวฉีรีบร้องเรียกตามหลัง “อาสาม ท่านไม่กลับบ้านหรือ”
หลิวจี้ไม่หยุดเดิน แต่หันกลับมาตอบด้วยสีหน้ารันทด “ข้ายังมีเรื่องที่ต้องสะสาง เจ้าไปก่อนเถอะ”
“งั้น…งั้นข้านำข่าวไปบอกอาสะใภ้สามให้นะ บอกนางว่าท่านกลับมาแล้ว นางต้องดีใจแน่ๆ” หลิวฉีอยากจะช่วยทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงความขอบคุณ
หากไม่มีอาสามนำทางมาตลอดทาง เกรงว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้กลับมาแล้ว
มุมปากของหลิวจี้กระตุกเล็กน้อย ในใจคิดว่า หากหญิงผู้นั้นรู้ว่าเขากลับมา มีหวังแบกดาบใหญ่ตามมาเชือดเขาทันทีแน่!
พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจของหลิวจี้ก็เย็นเยือกลงราวกับน้ำในคูเมืองช่วงสิ้นปี
ไม่ได้ เขาต้องทำอะไรสักอย่าง ทั้งที่รอดตายกลับมาได้อย่างยากลำบาก จะยอมแพ้ต่อโชคชะตาได้อย่างไร
ก็แค่ให้เขาท่องตำราไม่ใช่หรือ เช่นนั้นเขาจะท่องมันให้สุดชีวิตไปเลย!
เมื่อคิดถึงเรื่องการท่องตำรา หลิวจี้คิดว่าตัวเองน่าจะรู้สึกต่อต้านเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ที่แปลกก็คือ คราวนี้เขากลับรู้สึกกระตือรือร้นและแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะหยิบตำราขึ้นมาอ่านแล้ว
การท่องตำราเป็นสิ่งที่ดี หากท่องจนสอบได้ตำแหน่งก็ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานอีกต่อไป
ใครอยากไปชายแดนก็เชิญเถอะ! ต่อให้ต้องตายเขาก็ไม่มีทางกลับไปอีก!
หลิวจี้ยื่นเหรียญให้ทหารเฝ้าประตูสองเหวิน ก่อนก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาในเมือง
ตอนนั้นจากไปอย่างเร่งรีบ ข้าวของหลายอย่างยังคงถูกทิ้งไว้ในหอพักของสำนักศึกษา ทั้งผ้าห่ม เตาอุ่น รวมถึงพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก แม้ว่าจะเทียบกับของที่บ้านไม่ได้ แต่เมื่อนึกถึงว่าตัวเองเคยต้องนอนกลางทุ่งหญ้าที่ชายแดนมาก่อน ตอนนี้แค่มีเสื่อเก่าๆสักผืนก็นับว่าดีมากแล้ว
หลิวจี้รู้สึกว่าตัวเองเหมือนบรรลุสัจธรรม ราวกับมีพลังบริสุทธิ์ไหลเวียนจากฝ่าเท้าขึ้นไปถึงกระหม่อม เขาต้องการใช้ชีวิตอย่างจริงจังเสียที!
“พี่หลิว?”
จู่ๆก็มีเสียงเรียกอย่างลังเลดังขึ้นจากด้านหลัง
หลิวจี้หลุดออกจากห้วงความคิดอันแจ่มชัดนั้น ร่างกายสั่นสะท้านเพราะความหนาว
เมื่อก้มลงมองรองเท้าของตัวเองก็พบว่ามันมีรูโหว่ขนาดใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ความหนาวเย็นพุ่งเข้าสู่ร่างอย่างไร้ปรานี เสียดแทงจนถึงกระหม่อม
“เป็นเจ้าจริงๆหรือหลิวจี้! เจ้ากลับมาได้จริงๆ !”
บัณฑิตหลายคนที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบของสถานศึกษาต่างพากันห้อมล้อมเข้ามาด้วยความประหลาดใจ มองหลิวจี้ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ข้านักพรต…ไม่สิ ใช่แล้ว เป็นข้าน้อยเอง” ตอนนี้ไม่ต้องแสร้งทำเป็นนักพรตอีกต่อไป หลิวจี้จึงรีบปรับตัว ยิ้มจางๆ และพยักหน้าให้เหล่าสหายร่วมสำนัก
กลุ่มบัณฑิตหลายคนมองเขาด้วยความสนใจ รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าคืออะไร
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การกลับมาของเขาย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี ทุกคนกล่าวแสดงความยินดีเป็นเสียงเดียวกัน “ยินดีด้วย! กลับมาได้ก็ดีแล้ว! พวกเรานึกว่าเจ้าตายไปแล้วเสียอีก…”
พอรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เสียงก็ค่อยๆเบาลงพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆที่ส่งให้หลิวจี้
หลิวจี้โบกมือ “ไม่เป็นไร พวกเจ้ากำลังจะกลับไปที่สำนักศึกษาหรือ”
ทุกคนพยักหน้า หลิวจี้จึงเชื้อเชิญให้เดินไปด้วยกัน
มีคนถามเขาว่าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลิวจี้ตอบเพียงสั้นๆว่า “นี่คือวาสนา ยากจะอธิบายได้”
พอพูดจบก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองเผลอใช้สำนวนของนักพรตไปอีกแล้วจึงรีบกระแอมไอสองครั้ง ก่อนแก้ไขคำพูดใหม่ “แค่มีเรื่องไม่คาดคิด แต่โชคดีที่สวรรค์เมตตา ทำให้รอดมาได้”
“พี่หลิว ไยท่านจึงไม่กลับบ้านก่อนเล่า” ทุกคนมองเขาอย่างสงสัย
หลิวจี้ตอบว่า “การเดินทางครั้งนี้ทำให้ข้าพลาดการเรียนไปไม่น้อยจึงอยากรีบกลับไปท่องตำราให้ทัน ถึงวันหยุดค่อยกลับบ้านก็ยังไม่สาย เรื่องการเรียนสำคัญกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรดาสหายร่วมชั้นเรียนต่างก็รู้สึกขนลุกจนศีรษะชา พากันถอยกรูดไปสองก้าว มองสำรวจหลิวจี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป ต่อให้ยังสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น รองเท้าโหว่ แต่ก็ไม่อาจปิดบังความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ในใจเขาได้
การมุ่งมั่นเรียนหนังสือถึงเพียงนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการเกณฑ์แรงงาน สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่กลับบ้านแต่เป็นการตรงดิ่งมายังสำนักศึกษาเพื่อเข้าชั้นเรียน นี่ใช่หลิวจี้คนเดียวกับที่เคยเที่ยวเตร่ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อไปกับฝานซิ่วไฉและพวกพ้องเมื่อก่อนจริงน่ะหรือ
มีคนขยี้ตาตัวเอง คิดว่าต้องตาฝาดไปแน่ๆ เพราะวันนี้หลิวจี้ดูสง่างามและหล่อเหลากว่าที่เคยเป็นเสียอีก
แต่เมื่อมองอีกครั้ง ชายหนุ่มตรงหน้ายังคงเปล่งประกายเจิดจ้า จนแทบมิอาจจ้องมองตรงๆได้
เมื่อถึงสถานศึกษา หลิวจี้ประสานมือคารวะสหายร่วมชั้นเล็กน้อยก่อนจะขอตัวไปก่อน
พอถึงหอพัก ต้องผ่านการทักทายและอธิบายเรื่องราวให้สหายร่วมห้องพักฟังอีกรอบ พอจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
หลิวจี้ต้มน้ำร้อน เช็ดตัวให้สะอาด สระผมแล้วเปลี่ยนมาสวมชุดที่สะอาดเรียบร้อยและบางเบา หลังจากซักเสื้อผ้าที่สกปรกจนสะอาดแล้ว เขาปล่อยผมให้สยาย นั่งลงข้างเตาผิงพลางอังไฟให้เสื้อผ้าและผมแห้ง ขณะเดียวกันก็หยิบ ‘หลุนอวี่’ ขึ้นมาอ่าน แม้แสงไฟจะไม่สว่างมากนัก แต่เขาก็บังคับตัวเองให้ตั้งใจอ่านจนถึงที่สุด
เป้าหมายคือก่อนถึงปีใหม่ เขาต้องท่องตำราหลุนอวี่ให้ขึ้นใจทั้งหมด
เช่นนี้เมื่อสตรีอำมหิตบุกมาถึงหน้าประตู อย่างน้อยก็ยังพอมีโอกาสรอดชีวิตอยู่บ้าง
หลิวจี้รู้สึกว่าสมองของตนเองไม่เคยแจ่มชัดเช่นนี้มาก่อน การที่เขาเคยแสร้งเป็นนักพรต ดูเหมือนจะทำให้เขาเข้าถึงบทบาทของนักพยากรณ์ผู้เชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์ สามารถมองทะลุจิตใจของผู้คนได้จริงๆ
ฉินเหยาผู้นี้ เป็นคนประเภทที่เห็นแก่ผลประโยชน์เป็นหลัก ทุกสิ่งที่เอื้อประโยชน์แก่นาง นางย่อมให้การสนับสนุน
แต่สิ่งใดที่ไม่เกิดประโยชน์ นางก็เพียงเพิกเฉย
ทว่าหากเป็นสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อนาง นางจะกำจัดสิ่งนั้นตั้งแต่ต้น ก่อนที่มันจะมีโอกาสได้เติบโต
หลังจากที่ได้ลิ้มรสความยากลำบากที่ชายแดน หลิวจี้ย่อมรู้ดีว่าฉินเหยาเริ่มมีใจคิดสังหารตนแล้ว
เดาว่า นางคงคาดการณ์ได้ล่วงหน้านานแล้ว มองทะลุถึงความทุกข์ยากของแต่ละชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ หรือพ่อค้า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นางต้องการก้าวขึ้นไปอีกขั้น
และสิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเองก็พยายามไขว่คว้ามาตลอดชีวิตหรอกหรือ
เพียงแต่ว่า ในอดีตเขาเคยหลงผิดคิดจะใช้เส้นทางลัด ทว่ากลับลืมปัญหาสำคัญประการหนึ่งไป…ตัวเขาเป็นเพียงชาวนา ไร้คุณค่าใดๆในสายตาของผู้มีอำนาจ
คำประจบสอพลอของเขา ใครๆก็สามารถกล่าวแทนได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าหากเป็นคนที่ทั้งสามารถเขียน วาดภาพ เปี่ยมสติปัญญาและรูปโฉมหล่อเหลา อีกทั้งยังรู้จักประจบประแจง เช่นนี้จักหาผู้ทดแทนมิได้!
เมื่อชุดผ้าฝ้ายแห้งสนิท หลิวจี้ก็จับตำราไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างสวมเสื้อ ทว่าสายตายังไม่ละไปจากหน้าตำรา
หลังจากอ่านบท ‘ศึกษาเรียนรู้’ และ ‘ว่าด้วยการปกครองจบ’ สองบทนี้จบแล้ว เขาจึงวางตำราลงชั่วครู่ แกะสายรัดผมวางลงบนตัก แล้วจุ่มพู่กันลงในหมึก ค่อยๆบรรจงเขียนตัวอักษรห้าตัวลงไปว่า ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครองข้า’ จากนั้นก็มัดสายรัดนั้นไว้บนศีรษะตามเดิม
ประหนึ่งว่าทำเช่นนี้แล้ว เขาจะได้รับการคุ้มครองจากดาวเหวินฉวี่และสามารถจดจำทุกสิ่งได้ในพริบตา
นับตั้งแต่วันที่กลับมา หลิวจี้ท่องตำราตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่หยุดพักทั้งกลางวันและกลางคืน ประหนึ่งว่าเขามิจำเป็นต้องหลับนอน
สหายร่วมห้องพักของเขาพากันตื่นตระหนก รีบนำตำราออกมาอ่านด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าตนจะถูกทิ้งห่าง
ไม่ทันถึงสามวันนับจากที่หลิวจี้กลับมา เหล่าบัณฑิตทั้งหลายในสำนักศึกษาอำเภอไคหยางต่างก็ถูกบีบบังคับให้หยิบตำราขึ้นมาอ่าน แล้วเข้าร่วมขบวนการศึกษาอย่างขยันขันแข็ง
แต่มิใช่ว่าทุกคนเต็มใจทำเช่นนี้ เป็นเพราะหลิวจี้เจ้าคนแปลกประหลาดนี่แหละ อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาสั่งให้เหล่าบัณฑิตเรียนรู้จากเขา ถึงกับเลื่อนการสอบปลายปีให้เร็วขึ้น
เหล่าบัณฑิตจึงจำต้องเข้าร่วมเพื่อให้สามารถผ่านการทดสอบได้
ฝานซิ่วไฉถูกดึงเข้าไปในกระแสนี้จนแทบจะเป็นบ้า เขาพุ่งเข้าไปหาหลิวจี้แล้วตวาดด่าด้วยความโกรธว่า “เจ้าต้องดิ้นรนเล่าเรียนถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
หลิวจี้มิได้เงยหน้าขึ้นเลย เอ่ยเสียงเรียบว่า “หากมีดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่เหนือศีรษะ เพียงแค่หยุด มันก็จะฟันลงมาแล้วสหายฝานคิดว่าจะเรียนหรือไม่เรียนเล่า”
ฝานซิ่วไฉรีบถูแขนตัวเองแรงๆ รู้สึกขนลุกซู่ น่ากลัวชะมัด!
ตอนที่ 166: หาความอัปยศใส่ตัว
วันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง การสอบย่อยของสำนักศึกษาก็สิ้นสุดลง หลิวจี้ถือกระดาษคำตอบที่อาจารย์ให้คะแนนยอดเยี่ยมไว้ในมือ สูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมใจเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง จากนั้นจัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางกลับบ้าน
ในช่วงเวลานี้ หลิวไป่เคยมาพบเขาที่อำเภอครั้งหนึ่ง จุดประสงค์หลักก็เพื่อยืนยันว่าเขากลับมาอย่างมีชีวิตจริงๆ
เมื่อแน่ใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่และมุ่งมั่นทุ่มเทท่องตำรา หลิวไป่ก็รู้สึกโล่งใจยิ่งนัก กลับบ้านไปอย่างวางใจ
นับแต่นั้น หลิวจี้ก็รู้ว่าฉินเหยาทราบแล้วว่าเขากลับมาแบบมีชีวิต
เขาไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกจากประตูใหญ่ของสำนักศึกษา จนกระทั่งการสอบย่อยสิ้นสุดลงและสำนักศึกษาเริ่มปิดภาคเรียน จำต้องออกไป ขณะเดินออกจากเมืองเขาก็เต็มไปด้วยความกังวล
เพราะไม่มีเงินจึงทำได้เพียงเดินเท้า
ตลอดทาง หลิวจี้ประหนึ่งวิหกตื่นเสียงเกาทัณฑ์ เพียงแค่มีลมพัดผ่านหรือเสียงใบไม้ไหวก็ทำให้เขาสะดุ้งตกใจได้
หลังจากเดินมาได้หนึ่งชั่วยามครึ่ง เมื่อถึงเส้นทางระหว่างหมู่บ้านเซี่ยเหอกับเมืองจินสือ ท้องฟ้าก็มืดครึ้มลงกะทันหัน หิมะขาวเม็ดละเอียดราวเกลือโปรยปรายลงมา
หลิวจี้เร่งฝีเท้า เขาเคยเป็นแรงงานให้กองทัพ ถูกทหารคอยเร่งและเฆี่ยนตีทุกวัน ทำให้เขาฝึกฝนความเร็วในการเดินทางมาโดยไม่รู้ตัว ไม่นานก็เดินมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ
เหลือระยะทางอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็จะถึงบ้านแล้ว คิดว่าหากฉินเหยาต้องการดักซุ่มเล่นงานตนก็คงลงมือไปนานแล้ว ไม่น่าจะรอจนถึงทางกลับหมู่บ้าน เขาจึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่ง.อก
คาดไม่ถึงว่า ทันทีที่ก้าวออกจากเขตหมู่บ้านเซี่ยเหอก็มีเสียงกีบม้าควบทะยานดังขึ้นจากทางด้านหลัง
หัวใจของหลิวจี้บีบรัด เขาหันกลับไปมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพียงเห็นม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ควบตะบึงมาทางตนด้วยความเร็วสูง
และบนหลังม้านั้น หญิงสาวผู้สวมหมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง กดขอบหมวกลงต่ำจนเห็นเพียงปลายคางเรียวเย็นชา ก็คือคนที่เขาหวาดระแวงมาตลอดทาง และไม่อยากพบเจอที่สุด
ฉินเหยาร้องเสียงดังว่า “ย่าห์!” พร้อมกับหนีบขาทั้งสองข้างเข้ากับท้องม้า ให้มันเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานมาข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง
ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติ เขาคุกเข่าทรุดลงกับพื้นดัง “ปึก!” แล้วหลับตาปี๋ เอ่ยปากท่องตำราด้วยความเร็วสูง
“ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า การปกครองด้วยคุณธรรม ประดุจดั่งดาวเหนือ ยืนนิ่ง ณ ที่ของตนเหล่าดวงดาวต่างก็จะเข้ามารายล้อม!”
“ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า นำพาประชาด้วยกฎหมาย ปกครองด้วยบทลงโทษ ประชาชนจักเพียงหลบเลี่ยงแต่ไร้ความละอาย หากนำด้วยคุณธรรม ปกครองด้วยจารีตประเพณีและมารยาท ประชาชนจักมีความละอายและมีระเบียบแบบแผน!”
“ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าอายุสิบห้าปี มุ่งมั่นศึกษาเรียนรู้ สามสิบปียืนหยัดได้ด้วยตนเอง สี่สิบปีปราศจากความหลงผิด ห้าสิบปีเข้าใจฟ้าลิขิต หกสิบรับฟังความเห็นผู้อื่นโดยไม่ขัดแย้ง เจ็ดสิบปีทำตามใจโดยไม่ละเมิดหลักการ…”
ขณะที่กีบม้าพุ่งขึ้นมาถึงเหนือศีรษะของหลิวจี้แล้ว จู่ๆฉินเหยาก็กระตุกบังเหียนหักเลี้ยวฉับพลัน ทำให้ม้าหมุนตัวกลับและตกลงมายืนอยู่ข้างเขาอย่างหวุดหวิด
หลิวจี้รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากขาม้าอันแข็งแกร่งกำยำของเจ้าเหล่าหวง แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เหงื่อเย็นกลับไหลลงมาจากหน้าผากของเขาอย่างควบคุมไม่ได้
กระนั้น ปากยังคงท่องต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น “ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า ทบทวนสิ่งเก่าเพื่อเข้าใจสิ่งใหม่ ย่อมสามารถเป็นอาจารย์ได้…จื่อจางถาม สามารถคาดการณ์เรื่องราวในอีกสิบชั่วอายุคนข้างหน้าได้หรือไม่ ขงจื๊อกล่าวว่า ราชวงศ์อินสืบทอดขนบจากราชวงศ์เซี่ย การเปลี่ยนแปลงล้วนสามารถเข้าใจได้ หากมีผู้สืบทอดราชวงศ์โจว แม้ผ่านไปถึงร้อยชั่วอายุคนก็ยังคาดการณ์ได้”
“ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า บูชาเทพเจ้าของผู้อื่น ถือเป็นการประจบประแจง หากเห็นสิ่งที่ถูกต้องแต่ไม่ลงมือทำ ถือเป็นความขลาดเขลา!”
‘บทว่าด้วยการปกครอง’ ในหลุนอวี่ยี่สิบสี่ข้อ ถูกท่องจนจบในลมหายใจเดียว เมื่อแน่ใจว่าท่องหมดแล้ว เขาจึงกล้ายกเปลือกตาขึ้นมองสถานการณ์โดยรอบ
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเขาก็สบเข้ากับนัยน์ตาของฉินเหยาที่มองต่ำลงมาประหนึ่งกำลังตรวจสอบบางสิ่ง ในแววตานางมีประกายความประหลาดใจ เหมือนกับไม่อยากเชื่อว่าเขาจะสามารถทำเช่นนี้ได้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แม้จะเค้นจนแทบตายก็ยังจำสิ่งใดไม่ได้ เหตุใดตอนนี้ถึงสามารถท่องได้รวดเดียวจนจบ?
“หลิวจี้?” นางเอ่ยเรียกเสียงเย็น ราวกับต้องการยืนยันว่าบุรุษตรงหน้านี้ไม่ได้ถูกวิญญาณใดเข้าสิง
หลิวจี้กลืนน้ำลายลงคอ ออกเสียงตอบรับเบาๆว่า “อื้ม!” แล้วเผยรอยยิ้มแห้งๆ “เมียจ๋า ข้าได้คะแนนยอดเยี่ยมในการสอบย่อยด้วยล่ะ!”
กล่าวจบก็รีบควักกระดาษคำตอบออกมาจากห่อผ้า คลี่ออกแล้วยกขึ้นสูงเพื่อให้นางเห็นตัวอักษรยอดเยี่ยมขนาดใหญ่บนกระดาษได้ชัดๆ
ฉินเหยาสูดลมหายใจเย็นเยียบ “ซี๊ด” นางปัดหิมะที่ตกลงมาบนกระดาษออก ก่อนจะเห็นตัวอักษรยอดเยี่ยมที่เขียนด้วยลายมือพริ้วไหวราวมังกรทะยานหงส์โบยบิน
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เหลือบตามองเขาอย่างแคลงใจ
หลิวจี้รีบแสดงความภักดีทันที “เมียจ๋า แม้ว่าการถูกเกณฑ์แรงงานจะทำให้ข้าล่าช้าไปสามเดือน แต่บัดนี้ข้าท่องจำหนึ่งในสี่ตำราได้แล้ว อีกสามเล่มที่เหลือ ข้ายังมีเวลาอีกสองเดือน หากมุมานะตั้งใจก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการสอบคัดเลือกปีหน้า”
ครั้งนี้ฉินเหยาถึงกับต้องมองเจ้าขยะตรงหน้านี้ใหม่อีกครั้งด้วยสายตาที่ต่างออกไปแล้ว นางเก็บดาบที่ชักออกมาได้ครึ่งเล่มกลับลงฝักแล้วส่งสัญญาณให้เขาลุกขึ้นมาพูดคุยกัน
นางควบม้าไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน “กริชเล่า”
สมบัติล้ำค่านี้ หลิวจี้เก็บไว้กับตัวมาโดยตลอด แม้แต่ตอนที่ยากจนที่สุดก็ไม่เคยกล้าขายมันออกไป ตอนนี้เขารีบหยิบกริชที่ห่อด้วยเศษผ้าสามชั้นออกมาคืนให้ฉินเหยา
ฉินเหยาถามต่อ “แล้วหม้อเล่า”
หลิวจี้ตบห่อผ้าของตน “เก็บไว้เป็นอย่างดี ไม่มีรอยเสียหายแม้แต่น้อย ข้าขอถือไว้ก่อนเถิด ประเดี๋ยวเมียจ๋าจะเมื่อยมือ”
ท่าทางประจบประแจงของเขายังเหมือนเดิมทุกประการ ฉินเหยาจึงขจัดความสงสัยเรื่องที่เขาอาจถูกดวงวิญญาณเข้าสิงไปได้แล้วเอ่ยถามอีกว่า
“ข้าไม่ได้จ่ายเงินให้เจ้าหลุดพ้นจากการเกณฑ์แรงงาน เจ้าคงแค้นข้าไม่น้อยใช่หรือไม่”
ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก หลิวจี้กลับเหงื่อแตกจนหน้าผากชุ่มไปหมด เขาแอบยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ตอนแรกข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกว่าเมียจ๋าทำแบบนี้ทำไม แต่พอเวลาผ่านไป ข้าก็ค่อยๆเข้าใจ เมียจ๋าทำถูกแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะข้าไม่รู้จักหักห้ามใจ ปล่อยปละละเลยการศึกษาเอง”
“แต่บัดนี้ข้าตระหนักแล้วว่าเคยทำผิดไป ที่เมียจ๋าตีข้าก็เพราะว่ารักข้า…”
ฉินเหยาตักเตือนขึ้นทันทีว่า “ระวังคำพูดของเจ้าหน่อย”
หลิวจี้หัวเราะแห้งๆสองที ข้ามคำพูดหวานเลี่ยนไปแล้วพูดต่อ
“สุภาษิตกล่าวไว้ได้ดี ไม้เรียวสร้างบัณฑิต หากมิใช่เพราะเมียจ๋าคอยเฆี่ยนตีข้าอยู่เสมอ แล้วข้าหลิวจี้จะมีวันดีๆเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ครั้งนี้ที่ได้ไปส่งเสบียงถึงชายแดน ข้าถึงได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของพวกชนชั้นต่ำอย่างเราได้…โอ้ ข้าหมายถึงตัวข้านะ ไม่ได้หมายถึงเมียจ๋า อย่าเข้าใจผิดไป”
เมื่อรู้ตัวว่าหลุดคำว่าพวกเราออกมา หลิวจี้ก็รีบแก้คำพูดโดยไว
ท้ายที่สุดการบ่มเพาะพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ย่อมต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมา
แต่หลิวจี้มิเป็นเช่นนั้น หากเขายอมตั้งใจศึกษาตามวิธีของนางแล้ว การสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
และเมื่อถึงตอนนั้น นางเองก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
ส่วนปัญหาที่หลิวจี้อาจนำพามา หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เมื่อพินิจจากท่าทีของเขาในตอนนี้ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่นางสามารถอดทนได้
เพราะนางเชื่อว่า หลิวจี้ไม่มีทางอยากถูกเกณฑ์แรงงานอีกแน่
ครั้งนี้เป็นเพราะโชคช่วย เขาถึงสามารถกลับมาได้โดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย
แต่ครั้งหน้า…ใช่ว่าจะมีโชคดีเช่นนี้เสมอไป!
“เมียจ๋า เจ้ายังโกรธข้าอยู่หรือไม่” รออยู่นานยังมิได้ยินเสียงตอบจากฉินเหยา หลิวจี้จึงเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ
ฉินเหยาหลุบตาลงมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มเยาะแล้วกล่าวว่า “ข้ามีเรื่องใดให้ต้องโกรธกันเล่า เจ้าคู่ควรให้ข้าโกรธด้วยหรือ”
หลิวจี้ “ขออภัย เป็นข้าที่หาความอัปยศใส่ตัวเอง”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ถือว่าเจ้ายังโชคดี ผ่านพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไปได้”
หิมะค่อยๆโปรยปรายลงมา ทว่าไม่ได้ตกหนักมากนัก ทั้งสองคน คนหนึ่งขี่ม้า อีกคนวิ่งตามหลัง จนกระทั่งเดินทางกลับถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวโดยสวัสดิภาพ
เมื่อเห็นฉินเหยาหยุดม้าลงที่หน้าประตูเรือนเก่าของตระกูลหลิวแล้วหิ้วเนื้อหมูสามชั้นสดใหม่เตรียมจะก้าวเข้าไป หลิวจี้ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้นางมาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเขาได้อย่างไรกัน
เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆหรือ?
ตอนที่ 167: สง่างามดั่งต้นหยก
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ฉินเหยาเข้าเมืองจินสือเพื่อไปติดตั้งกังหันน้ำให้เถ้าแก่อู่
ตอนนี้งานใหญ่สุดท้ายก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงงานเล็กๆประปราย โรงงานผลิตจึงเริ่มว่างลง พอดีกับช่วงปีใหม่ จึงตัดสินใจให้คนงานหยุดพักกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กัน
อย่างไรก็ตาม หลังปีใหม่จะมีงานให้ทำหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนคำสั่งซื้อของโรงงาน หากมีไม่มากก็จะเก็บไว้เพียงช่างฝีมือไม่กี่คน
คนงานทั้งหลายไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดๆ เพราะฤดูไถหว่านสำคัญกว่า พวกเขาเพียงหวังว่าเมื่อโรงโม่น้ำต้องการแรงงาน จะไม่ลืมพวกเขาก็พอ
ปีนี้สามารถหาเงินได้เท่ากับค่าแรงห้าเดือนจากที่บ้าน ทุกคนก็รู้สึกมีความสุขกันมาก
ด้วยเหตุนี้ ฉินเหยากับช่างไม้หลิวจึงมีเวลาว่างเช่นกัน
เมื่อส่งมอบอุปกรณ์ทั้งหมดให้เถ้าแก่อู่เสร็จสิ้น คนงานก็พากันกลับบ้าน ฉินเหยาลงมือทำการติดตั้งขั้นสุดท้ายด้วยตนเอง
วันนี้ยังเหลืออีกสองชุด นางสามารถจัดการให้เสร็จได้ภายในครึ่งเช้า เวลาที่เหลือจึงใช้ไปกับการเฝ้าดูหลิวจี้
ตอนที่หลิวจี้เดินผ่านเมืองจินสือ ฉินเหยากำลังเข้าเมืองไปซื้อเนื้อพอดีจึงไม่ได้พบกัน
จากนั้นฉินเหยาก็ติดตามเขาอยู่ห่างๆตลอดทาง พลางคิดว่าจะฆ่าเขาอย่างไร ฆ่าที่ไหน และหลังจากฆ่าแล้วจะจัดการศพอย่างไร
เมื่อหลิวจี้ฟังคำบรรยายของฉินเหยา จู่ๆก็รู้สึกขนลุกไปทั้งหลัง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตลอดทางกลับมา ถึงรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
เขายังคิดว่าตนเองคิดมาเกินไป ที่ไหนได้กลับมีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมองอยู่จริงๆ คิดแล้วก็น่าขนลุก!
หลิวจี้สะบัดศีรษะ พยายามไม่คิดเรื่องนี้อีก จากนั้นจึงเดินเข้าเรือนเก่าพร้อมกับฉินเหยา
เขาคิดว่าตัวเองจากบ้านมานาน ไม่รู้ว่าคนที่บ้านยังคิดถึงเขาอยู่หรือไม่ ความรู้สึกตื่นเต้นพลันก่อตัวขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อก้าวเข้าไปในลานบ้าน บรรยากาศกลับผิดแปลกไป
จากเรือนข้าง มีเสียงร้องไห้ของทารกดัง “แว้แว้” แว่วมา ขณะที่หลิวเหล่าฮั่นกำลังนั่งสนทนากับหลิวไป่ที่ห้องโถง พูดคุยกันถึงชื่อที่ควรตั้งให้เด็กน้อย
หลิวจ้งถือกะละมังใส่ผ้าอ้อมเปียกชุ่ม กลิ่นเหม็นโชยออกมา ขณะเดินออกจากเรือนข้าง
นางจางกำลังต้มน้ำร้อนอยู่ในครัว นางร้องเรียกให้หลิวจ้งเข้ามาตักน้ำร้อนเพิ่ม เพื่อจะได้ล้างผ้าอ้อมได้สะอาดขึ้น
เสียงบ่นอย่างหงุดหงิดของนางเหอดังลอดออกมา “โอ้ สวรรค์! มีเด็กบ้านไหนกันที่ร้องไห้เก่งเช่นเจ้า หากยังร้องต่อไปแบบนี้ ท่านแม่เจ้าคงพักฟื้นไม่เป็นสุขแน่!”
เสียงของจินเป่าและจินฮวาดังแว่วมาจากเรือนข้างเช่นกัน คนหนึ่งพูดว่า “ท่านแม่ ให้ข้าอุ้มหน่อยนะ แค่ครู่เดียว ข้าจะอุ้มเบาๆ”
อีกคนพูดว่า “น้องเล็ก เจ้าอย่าร้องเลย หากยังร้องอีก วันหน้าข้ากับพี่จะไม่พาเจ้าไปเล่นด้วยแล้ว!”
ทุกคนในลานบ้านเห็นฉินเหยาเดินเข้ามาพร้อมกับหลิวจี้ แม้จะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ต่างก็ยังคงยุ่งอยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่มีใครว่างมาสนใจเขามากนัก
อย่างไรเสีย พวกเขาก็รู้มาครึ่งเดือนแล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่
หลิวจี้รวบรวมความกล้าดึงแขนเสื้อของฉินเหยาเบาๆ “พี่สะใภ้รอง คลอดแล้วหรือ”
ฉินเหยามองเขาแวบหนึ่ง หลิวจี้รีบหดมือกลับทันที
“คลอดเมื่อวันที่แปดเดือนสิบสอง เป็นเด็กผู้ชาย” พูดจบ ฉินเหยาก็หิ้วเนื้อเดินเข้าครัวไป
นางจางมองอย่างประหลาดใจ “เมียเจ้าสาม เหตุใดเจ้าถึงซื้อเนื้อมาอีกเล่า บ้านเรายังมีเหลืออยู่เลย สองสามวันก่อนพวกเราพึ่งลงขันซื้อหมูตัวหนึ่งมาเชือด ตอนนี้ยังมีเหลืออยู่เลย”
ฉินเหยาวางเนื้อในมือลงทันทีแล้วกล่าวว่า “นั่นไม่เหมือนกัน เนื้อนี้สดใหม่ ไม่ว่าจะใช้ต้มข้าวต้มหรือต้มน้ำแกงก็ล้วนแต่หวานอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น พี่สะใภ้รองกินแล้วร่างกายจะดูดซึมได้ดียิ่งนัก”
แม้ว่าฉินเหยามักจะพูดคำแปลกๆอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกคนก็ยังพอเข้าใจความหมายที่นางต้องการสื่อ
หลิวจ้งที่กำลังซักผ้าอ้อมอุจจาระและปัสสาวะอยู่หันกลับมาเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง ขอบใจฉินเหยาที่ยังนึกถึงนางชิว
เสียงร้องไห้จากห้องข้างๆ ในที่สุดก็สงบลง นางเหออุ้มทารกมาคืนให้กับมารดาของเด็ก จากนั้นก็ลากจินเป่าที่ไม่ยอมออกจากห้องให้เดินตามออกมา
เมื่อแม่ลูกทั้งสองเห็นหลิวจี้ที่ยืนอยู่กลางลานบ้านก็ชะงักไปเล็กน้อย นึกในใจว่านี่เป็นบุรุษจากบ้านใดกัน ดูค่อนข้างแปลกหน้าอยู่ไม่น้อย
พอเพ่งมองให้ชัด จินเป่าก็ร้องอุทานขึ้นด้วยความตกใจว่า “ท่านแม่! นั่น ท่านอาสาม ของข้ากลับมาแล้ว!”
นางมีลางสังหรณ์ว่าวันนี้คงต้องกินข้าวเย็นที่เรือนเก่าของตระกูล
เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลิวเหล่าฮั่นและนางจางต่างก็บอกให้ฉินเหยาอยู่กินข้าวด้วย อีกทั้งยังสั่งให้หลิวจี้ไปพาเด็กทั้งสี่คนที่บ้านมารวมกันเพื่อกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาที่เรือนเก่า ถือเป็นมื้อรวมญาติ ส่วนวันปีใหม่ค่อยแยกย้ายกันจัดงานตามบ้านของตน
หลิวจี้เพิ่งรู้สึกว่าตนเองมีตัวตนอยู่บ้าง เขาถามฉินเหยาว่ามีของอะไรที่ต้องนำกลับบ้านหรือไม่ หากมีเขาจะถือกลับไปด้วยก่อน
ฉินเหยาชี้ไปที่ประตูด้านนอก พลางกล่าวว่า “เจ้าจูงเหล่าหวงออกไปเถอะ ข้าจะไปดูเจ้าตัวน้อย”
ทารกแรกเกิดนั้นน่ารักที่สุด ตัวนุ่มนิ่ม หอมกรุ่น ขนาดเล็กจิ๋ว น่ามองไม่รู้เบื่อ
แน่นอน เวลาร้องไห้ไม่รวมอยู่ในนั้น
แต่ถึงจะร้องไห้ก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องปลอบโยนแล้วนางจะกลัวอะไร
ฉินเหยาล้างมือจนสะอาดแล้วก้าวเข้าไปในเรือนของนางชิวด้วยความคาดหวัง
หลิวจี้ถือสัมภาระของตนเอง จูงเหล่าหวงแล้วเดินกลับบ้านเพียงลำพัง
ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่คนได้ยินเสียงเคลื่อนไหวมานานแล้ว พอหลิวจี้เดินไปถึงโรงโม่น้ำ พวกเขาก็ตื่นเต้นจนรีบวิ่งออกมาต้อนรับ
ต้าหลางเอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ น้าเหยาให้ท่านกลับมาแล้วหรือ”
เอ้อร์หลางถามว่า “แล้วเงินเหรียญของข้าเล่า?”
ซานหลางและซื่อเหนียงต่างจับแขนของท่านพ่อด้วยความคาดหวัง “ท่านพ่อ ท่านได้เอาถังหูลู่มาฝากพวกเราหรือไม่”
หลิวจี้รู้สึกหนาวเยือกในใจ ลูกๆไม่มีสักคนที่สนใจว่าเขาลำบากหรือไม่ หรือว่าเขาป่วยไข้หรือเปล่า
เขาสะบัดมือออกจากฝาแฝดแล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ยังจะคิดกินถังหูลู่กันอีกหรือ พ่อพวกเจ้าคราวนี้เกือบกลับมาไม่ได้แล้วนะ!”
แต่พอเห็นใบหน้าเอ้อร์หลางที่ราวกับเจ้าหนี้ เขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ก่อนจะแบมือทั้งสองออกมา “ไม่เหลือแม้แต่เหรียญเดียว”
แต่ก็กลัวว่าเอ้อร์หลางจะโกรธเขาเลยรีบปลอบว่า “พ่อเป็นคนรักษาคำพูด บอกว่าจะคืนให้เจ้าก็ต้องคืนแน่ รอวันหน้าพ่อร่ำรวยขึ้นแล้วจะคืนให้ทั้งหมดเลย ชายชาตรีต้องใจกว้าง อย่าเอาแต่จ้องเงินทองเล็กน้อยพวกนี้สิ”
คำพูดไม่ว่าดีหรือร้าย เขาล้วนพูดออกมาจนหมดสิ้น เอ้อร์หลางได้แต่ถลึงตาจ้องมองเขาด้วยความขุ่นเคือง
สุดท้ายสายตาก็ไปตกที่ต้าหลางซึ่งแฝงแววกังวล เขายิ้มเศร้า “สุดท้ายแม่เลี้ยงของเจ้าก็ยังปล่อยวางบุรุษรูปงามเช่นข้าไม่ได้ วางใจเถอะ”
เขาเจ้าหลิวสามไม่ตายง่ายๆหรอก!
ต้าหลางและพวกพี่น้องพากันมองสำรวจหลิวจี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หนวดเครารุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่น รองเท้าเผยให้เห็นนิ้วเท้า เหลือเพียงใบหน้าที่ยังพอดูสะอาดอยู่บ้าง
เช่นนี้ ท่านพ่อยังกล้ากล่าวว่าตนเองรูปงามสง่าอีกหรือ
แต่ไม่ว่าอย่างไร หลิวจี้สามารถกลับบ้านได้ พี่น้องทั้งสี่ก็ยังคงยินดีอยู่ดี
พอรู้ว่าตอนเย็นจะไปกินข้าวที่เรือนเก่าก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่!
แม้ว่ากับข้าวที่ฉินเหยาทำจะกินได้ แต่ก็ไม่ได้อร่อย ยังสู้ฝีมือของต้าหลางและเอ้อร์หลางไม่ได้
แต่สองพี่น้องอายุยังน้อย ทักษะการใช้กระทะกับตะหลิวล้วนเทียบกับมือเก่าที่ใช้กระบวยใหญ่เช่นนางเหอไม่ได้
ดังนั้น ทุกครั้งที่ได้ไปกินข้าวที่เรือนเก่า สำหรับพวกเขาทั้งสี่ก็เหมือนได้ไปร่วมงานเลี้ยง
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ฉินเหยาเองก็เฝ้ารอให้คนเรือนเก่าชวนไปกินข้าว เพื่อจะได้ปรับปรุงคุณภาพอาหารเสียบ้าง
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าหลิวจี้กลับมาก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปอาศัยเรือนเก่ากินข้าวอีก
หลังจากจัดแจงตัวเองเรียบร้อย ป้อนหญ้าให้ม้าที่เกือบจะเหยียบเขาตาย หลิวจี้ก็เดินนำลูกๆทั้งสี่ไปยังเรือนเก่าด้วยจิตใจฮึกเหิม
คนทั้งบ้านนั่งล้อมวงอยู่ในห้องโถงของเรือนเก่า ทั้งคนแก่คนหนุ่ม เหมือนกับช่วงเทศกาลปีใหม่ คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
หลิวจี้พูดน้อยลงไปมาก แต่พอเอ่ยปากก็ยังคงปากเสียเหมือนเดิม ไม่แทงใจดำคนอื่นก็ยุแยงความสัมพันธ์สามีภรรยา
พอรู้ว่าหลิวเฝยเริ่มมองหาสตรีแล้ว เขาก็พุ่งเป้าไปที่หลิวเฝยทันที จนอีกฝ่ายอับอายถึงขั้นพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะสู้กับเขาสักยก
ตอนที่ 168: บนโลกนี้ไม่มีอาคมอยู่จริง
แน่นอนว่า การทะเลาะกันครั้งนี้สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ฉินเหยากวาดสายตามองอย่างเย็นชา เพียงเท่านี้ก็ได้ผลยิ่งกว่าสิ่งใด หลิวจี้รีบสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันที ว่าง่ายขึ้นไม่น้อยเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
หลิวเหล่าฮั่นมองฉินเหยาด้วยความชื่นชมปราดหนึ่ง นับว่าโชคดีที่นางสามารถใจแข็งได้ การที่ไปชายแดนครานี้ ดูเหมือนว่าเจ้าสามจะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
นางจางเห็นสีหน้าของหลิวเหล่าฮั่นก็เข้าไปใกล้ด้านหลังเขาแล้วกระซิบอย่างภาคภูมิว่า
“เห็นหรือไม่ ข้าพูดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เหยาเหนียงจะไปทำร้ายเจ้าสามได้อย่างไร นางไม่ออกเงินให้เป็นแรงงานเกณฑ์ก็เพียงแค่ต้องการช่วยให้เจ้าสามเรียนรู้สิ่งที่ดีขึ้นเท่านั้น”
หลิวเหล่าฮั่นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งจึงพยักหน้ารับแล้วกล่าวซ้ำๆว่า “ใช่ๆๆ เจ้าพูดถูกทุกคำเลย”
นางจางเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิ “มันก็แน่อยู่แล้ว~”
ฤดูหนาวฟ้ามืดเร็ว พอรับประทานอาหารเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว
ฉินเหยาและครอบครัวทั้งหกคน จุดคบเพลิงหนึ่งดวงออกจากเรือนเก่า แล้วกลับไปยังบ้านของตน
ระหว่างทางเมื่อผ่านโรงโม่น้ำก็หยิบเอากล่องเงินติดมือกลับมาด้วย
อากาศเริ่มหนาวขึ้น วันนี้ยังมีหิมะตกปรอยๆตลอดครึ่งวัน ผู้คนหวาดกลัวความหนาว โรงโม่น้ำจึงแทบไม่มีใครแวะมา เอ้อร์หลางเขย่ากล่องเงินเบาๆ ได้ยินเสียงกระทบกันเบาบางแค่สองสามครั้ง
พอกลับถึงบ้าน เปิดออกดูก็พบว่ามีเพียงสามเหรียญทองแดงเท่านั้น
ฉินเหยาหยิบสมุดบัญชีของบ้านออกมา เอ้อร์หลางเองก็รู้ดีว่าต้องลงบัญชีรายได้ของโรงโม่น้ำประจำวันลงไป จากนั้นก็นำเหรียญทองแดงโยนลงในไหดินในตู้ของห้องโถง
ตามปกติ เขากับต้าหลางต้องหยิบเงินจากที่นี่ออกไปซื้อของใช้ในครัวเรือนทุกวัน แล้วจดบันทึกรายจ่ายในสมุดบัญชีทุกครั้ง
เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ให้ยุ่งยาก เป็นเพราะเมื่อฉินเหยายุ่งอยู่ที่โรงงาน ก็แทบไม่มีเวลาดูแลเรื่องอาหารสามมื้อของบ้านเลย
แต่ทุกครั้งที่ต้องการซื้อของเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องไปขอเงินจากนาง ฉินเหยารู้สึกว่ายุ่งยากไม่น้อย จึงตัดสินใจตั้งไหเก็บเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันขึ้นมาใหม่ แยกส่วนรายได้ของโรงโม่น้ำออกมาใช้เฉพาะสำหรับเรื่องในบ้าน
เดิมทีหน้าที่นี้เป็นของหลิวจี้ แต่พอกลับมาถึงบ้าน กลับพบว่าอำนาจการดูแลเงินถูกเอ้อร์หลางยึดไปเสียแล้ว ทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย
เอ้อร์หลาลงกลอนตู้เก็บเงินอย่างแน่นหนาแล้วนำกุญแจร้อยเข้ากับเชือกคล้องไว้ที่คอ จะถอดออกก็ต่อเมื่ออาบน้ำเท่านั้น
เจ้าตัวน้อยเดินอย่างเคร่งขรึมมายังระเบียงแล้วกล่าวกับหลิวจี้ ซึ่งกำลังเติมถ่านลงในกระทะรมเนื้อ
“ท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่า ช่วงที่ท่านอยู่บ้าน ท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบอาหารสามมื้อของบ้าน ดังนั้นหากท่านต้องการใช้เงินก็ให้มาหาข้า”
หลิวจี้เบิกตากว้าง ตกใจเสียจนเกือบถูกถ่านลวกมือ เขารีบดึงมือกลับพลางสูดลมหายใจเย็น แล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“นี่ข้าต้องไปขอเงินจากลูกชายรึ”
เอ้อร์หลางกวาดตามองคนในบ้านแล้วชี้ไปรอบๆ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แน่นอน บ้านเราทุกคนล้วนต้องมาขอเงินจากข้า”
ฉินเหยาซึ่งกำลังนั่งกินถั่วลิสงคั่วอยู่ในห้องก็พยักหน้าเห็นด้วย “ตอนนี้เอ้อร์หลางเป็นผู้ดูแลบ้าน”
ฉินเหยาคิดว่า เด็กควรจะเรียนรู้เรื่องบัญชีง่ายๆไว้บ้าง จะได้ฝึกฝนความสามารถด้านการเงิน ไหนๆเอ้อร์หลางก็ไม่ชอบฝึกยุทธ์ก็ให้เขาดูแลเงินแทนแล้วกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เงินก็ไม่ได้มีมากนัก หากทำหายก็ไม่เสียหายอะไร นางจะได้สบายขึ้นเสียอีก
เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉินเหยาซื้อเนื้อหมูส่วนเล็กๆมาจากคนฆ่าสัตว์ในตัวเมืองแล้วให้นางเหอกับนางจางช่วยกันหั่นเป็นเส้น หมักเกลือ และทำเป็นเนื้อรมควันได้สิบสองเส้น
ตอนนี้ใช้แผ่นไม้กั้นลมตรงระเบียงหน้าห้องโถง จุดเตาถ่านเผาไฟแล้วกลบด้วยขี้เถ้า ค่อยๆรมเนื้อไปทีละน้อย
หลิวจี้ปิดแผ่นไม้กั้นลมเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะสั่งให้เอ้อร์หลางไปตักน้ำมาให้เขาล้างมือ
มือของเขาเปื้อนถ่านจนดำเหมือนเพิ่งออกมาจากเหมืองถ่านหิน
เตาถ่านในห้องโถงยังคงลุกโชนอยู่ ด้านบนมีน้ำร้อนที่ต้มจนเดือด เอ้อร์หลางเห็นแก่ว่าท่านพ่อเพิ่งกลับมาจึงก้าวขาออกไป ตักน้ำร้อนมาให้หนึ่งกะละมังแล้วยื่นสบู่ก้อนหนึ่งให้
หลิวจี้รับสบู่มา มองเอ้อร์หลางด้วยความสงสัย “นี่คืออะไร”
“สบู่ ใช้ล้างหน้า ล้างมือ อาบน้ำ ซักผ้า ได้หมด มันมีฟองด้วยนะ ท่านพ่อลองดูสิ” เอ้อร์หลางพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ เหมือนจงใจจะดูท่าทีไร้ความรู้ของท่านพ่อ
พอเห็นหลิวจี้เริ่มถูสบู่จนเกิดฟอง เอ้อร์หลางก็รีบคว้าสบู่คืน แล้วนำไปวางไว้บนแท่นหินข้างประตูครัว
หลิวจี้ล้างมือจนสะอาดแล้วลองดมดู ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดมือเลย สบู่นี้ใช้ได้ดีทีเดียว
“ไปซื้อมาจากที่ไหน” หลิวจี้เทน้ำสกปรกทิ้งแล้วกระซิบถามเอ้อร์หลาง
เอ้อร์หลางเองก็ลดเสียงลงตอบกลับไป “ท่านแม่เสกขึ้นมา นางเก่งมาก มีอาคมด้วย!”
มุมปากของหลิวจี้กระตุกขึ้นเล็กน้อย หญิงผู้นี้อีกแล้ว หลอกเด็กอีกแล้ว บนโลกนี้ไม่มีคาถาอาคมอยู่จริงเสียหน่อย!
เขายังคิดจะถามต่อว่าสบู่ทำมาจากอะไร แต่เอ้อร์หลางกลับบ่นว่าอากาศข้างนอกหนาว แล้ววิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องเสียก่อนแล้ว
หลิวจี้ได้แต่ปล่อยผ่านแล้วหันไปมองสบู่ก้อนเล็กสีขาวนวลบนแท่นหิน ดูคุ้นตาชอบกล
อ้อ นึกออกแล้ว! ก่อนหน้านี้ ฝานซิ่วไฉเคยพูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าตาเฒ่าของเขาตั้งใจซื้อ “อี๋จื่อ” มาหนึ่งห่อจากเขตซุ่นเทียนทางตอนใต้ ใช้สำหรับล้างมือและอาบน้ำโดยเฉพาะ ทำให้เกิดฟอง และมีกลิ่นหอม ใช้งานดีกว่าสบู่ผงนับร้อยเท่า
แต่ของที่บ้านนี้กลับไม่มีกลิ่น คาดว่าคงไม่ได้ใส่เครื่องหอมราคาแพง
“เมียจ๋า สบู่ที่เจ้าทำนี่ราคาไม่ถูกเลยใช่หรือไม่”
พอเดินเข้าห้องโถง หลิวจี้ก็ลองถามหยั่งเชิงดู
ฉินเหยารับคำเบาๆ ของที่มาจากหมูไม่มีอะไรถูกหรอก จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ต้าหลางยกเชิงเทียนให้สูงขึ้น ขณะที่มือของนางยังคงถือบัญชีอยู่และกำลังอ่านบัญชี
หลิวจี้อยากจะแอบดูสักนิด แต่ฉินเหยาก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาตื่นตัวทันที เขาจึงทำได้เพียงนั่งลงตรงข้ามนางอย่างหงุดหงิด จากนั้นก็หยิบตำราออกมาจากกระเป๋าผ้า ทำท่าขะมักเขม้นอ่านเบาๆให้ดูเหมือนกำลังตั้งใจศึกษา
ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่ใช้กะละมังเดียวกันล้างเท้า เสร็จแล้วก็สวมรองเท้าฟาง แล้วแบ่งถ่านจากเตาถ่านออกเป็นก้อนๆใส่ลงในเตาเล็กของแต่ละคน จากนั้นก็พากันกลับห้องไปพักผ่อน
เตาถ่านเล็กนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ฉินเหยาพบมันจากร้านขายชามดินเผาในตัวเมือง ลักษณะคล้ายโอ่งปากกว้าง แต่แท้จริงแล้วเป็นชามดินเผาที่ทั้งหนาและแข็งแรงมาก
นางซื้อมันมาแล้วให้ช่างไม้หลิวช่วยทำปลอกไม้ไผ่หุ้มรอบตัวชาม จากนั้นก็ใส่ด้ามจับที่ปลายทั้งสองข้าง ทำให้สามารถถือได้โดยไม่ร้อนมือ
ทำมาทั้งหมดสามใบ นางใช้เองหนึ่งใบ ส่วนต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่ใช้ร่วมกันสองคนต่อหนึ่งใบ
ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของฤดูหนาว ให้นำถ่านใส่ลงในชามเล็กก่อน จากนั้นปิดฝาที่ทำจากไม้ไผ่แล้วนำไปวางในผ้าห่มเพื่ออุ่นเตียงให้ร้อนก่อนเข้านอน เท่านี้ก็ไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไป
ในความทรงจำของต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่ ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด
แต่ตอนนี้แตกต่างออกไป ฤดูหนาวมีทั้งเตาถ่าน บ้านที่ไม่มีลมพัดผ่าน มีผ้าห่มที่นุ่มสบายให้ห่ม และเตาถ่านอุ่นเล็กๆ นอนซุกอยู่ในผ้าห่มอุ่นสบายจนไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงเลย
เตาถ่านเล็กยังสามารถวางบนตักเพื่ออุ่นมือได้อีกด้วย เวลาหนาวจนมือแข็งตอนเขียนตำรา ก็เพียงเอามือไปแตะเท่านั้น
คุณสมบัตินี้คล้ายกับเตาอุ่นมือทองแดงของพวกคนร่ำรวย แม้จะไม่หรูหราเท่า แต่ราคาถูกและใช้งานได้ดีเยี่ยม
เพียงแต่คุณภาพของชามดินเผาอาจจะทนใช้ได้ไม่นานนัก ปีหน้าคงต้องเปลี่ยนใหม่
ความคิดหลักแหลมเหล่านี้ของฉินเหยา ล้วนได้รับอานิสงส์จากโลกก่อนที่เครือข่ายข้อมูลเจริญก้าวหน้า ของดีจากทั่วทุกสารทิศล้วนสามารถพบเห็นได้ผ่านโลกออนไลน์
ตอนนั้นอาจจะเพียงมองดูขำๆแล้วผ่านไป แต่พอนึกย้อนกลับมา กลับสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของนางได้มากมาย
หลิวจี้มองเตาเล็กที่หุ้มด้วยปลอกไม้ไผ่บนตักของฉินเหยาด้วยความอิจฉา แต่ก็ไม่ลืมที่จะถามเรื่องสบู่ต่อ
ฝานซิ่วไฉเคยบอกว่าสิ่งนี้เป็นของใช้ดีมีคุณค่า เช่นนั้นย่อมต้องเป็นของราคาแพง หากสามารถทำได้มากขึ้นแล้วนำไปขาย จะไม่กลายเป็นช่องทางร่ำรวยหรอกหรือ
สายตาอันร้อนแรงของเขานั้น ฉินเหยาไม่อาจมองข้ามได้
เรื่องที่เขาคิด นางเคยคิดมาก่อนแล้ว ไหนเลยจะไม่รู้ว่าในใจของหลิวจี้กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่?
ตอนที่ 169: ความขยันบัดซบ
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นอย่างหงุดหงิดแล้วกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“เก็บความคิดของเจ้าไปเสีย วัตถุดิบหลักคือไขมันหมู พวกเราทำการค้านี้ไม่ไหวหรอก อีกทั้งตำรับนี้ข้าจะต้องใช้ทำอย่างอื่น เจ้าเลิกความคิดนั้นเถอะ มันไม่สามารถทำให้บ้านเราร่ำรวยได้”
พอได้ยินว่าวัตถุดิบต้องใช้ไขมันหมู หลิวจี้ก็ร้องขึ้นในใจว่าให้ตายเถอะ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงใช้ดีนัก ที่แท้มันทำจากไขมันหมูนี่เอง
แต่ว่า…
“เมียจ๋า เจ้าจะเก็บตำรับนี้ไว้ทำอะไร” หลิวจี้ถามด้วยความอยากรู้
ฉินเหยาเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง “เรื่องของข้า เจ้าอย่ามายุ่งให้มากนัก!”
หลิวจี้ยิ้มน้อยๆ “ได้สิ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน เมียจ๋ารีบพักผ่อนเถอะ ตอนกลางคืนอย่าอ่านบัญชีมากไปนัก ระวังสายตาจะเสีย”
เขารีบถอยหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด
ก่อนออกจากห้อง เขาเดินไปที่ครัว หยิบชามดินเผาเก่าๆใบหนึ่ง แล้วโรยขี้เถ้าลงไปเป็นชั้นบางๆ จากนั้นคีบถ่านติดไฟใส่ลงไปอีกสองสามก้อน กันไม่ให้ตัวเองหนาวตายในคืนนี้
ที่จริงแล้ว เรื่องเครื่องนอน ฉินเหยาไม่เคยตระหนี่กับเขาเลย ผ้านวมหนาๆในห้องก็มีพร้อม
แต่บ้านที่ไม่มีคนอยู่มานานย่อมชื้นและเย็นเฉียบ ตอนกลางคืนอากาศหนาวแทรกซึมเข้ามาในผ้าห่มทีละนิด หากไม่จุดไฟให้ห้องอบอุ่นเสียหน่อยจริงๆ คงหนาวจนป่วยเป็นแน่
ฉินเหยาวางแผนว่า ปีหน้าเมื่อมีเวลาว่าง นางจะปูพื้นไม้ในห้องให้หมด เพื่อสร้างพื้นที่พักผ่อนที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับตัวเอง
ถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็จะสร้างห้องเพิ่มอีกสักห้อง เสริมคอกม้าให้แข็งแรงขึ้น และสร้างโรงเก็บรถม้าขึ้นมาอีกสักหลัง
อ้อ จริงสิ! เรื่องสอนต้าหลางขี่ม้านั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน พอพ้นปีใหม่ไปแล้ว ต้องเร่งฝึกฝนเป็นการด่วน!
ถ้ามีเงื่อนไขเพียงพอ บ้านเราควรหาม้าแคระสักตัวเพื่อให้สะดวกในการส่งลูกๆไปเรียน
เหล่าหวงตัวสูงใหญ่เกินไป สำหรับต้าหลางและเอ้อร์หลางแล้ว ไม่เป็นมิตรต่อความสูงของพวกเขาเลย ถ้าหากวันไหนตกจากหลังม้า มีหวังสะโพกได้แตกเป็นสองซีกแน่
ตอนแรกที่ตั้งใจสร้างรถม้าก็เพื่อความสะดวกในการไปเรียน แต่การขับรถม้าต้องมีผู้ใหญ่เป็นสารถี ฉินเหยาพึ่งรู้ตัวในภายหลังว่า นางไม่สามารถรับส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาทุกวันได้
เพราะสุดท้ายแล้ว นางเองก็มีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก ทั้งงานติดตั้งเครื่องโม่หินของโรงโม่น้ำ และงานเกษตรในไร่ล้วนต้องให้นางลงมือเอง
ทว่า หากต้องการทำให้ความคิดเหล่านี้เป็นจริงก็ต้องมีเงินอยู่ในมือเสียก่อน
ฉินเหยาถอนหายใจลึกๆ เมื่อคนที่ทำให้ขวางหูขวางตาออกไปหมดแล้ว ในที่สุดก็ได้ความสงบคืนมา นางก้มหน้าลง ตั้งใจทำบัญชีต่อ
คราวนี้ เมื่อบัญชีคำสั่งซื้อของเถ้าแก่อู่เรียบร้อยแล้ว ได้เงินมาห้าสิบตำลึง หักต้นทุนออกไป เหลือกำไรยี่สิบตำลึง นางแบ่งครึ่งกับช่างไม้หลิวคนละสิบตำลึง
เงินสิบตำลึงนี้ รวมกับเงินเดิมของบ้านที่มีอยู่แล้วสองร้อยหกตำลึงแปดเฉียน รวมเป็นสองร้อยสิบหกตำลึงแปดเฉียน
ช่วงปลายปี บ้านได้ซื้อของใช้สำหรับปีใหม่มาไม่น้อย รวมถึงหมูครึ่งซีกนั้นด้วย คงเหลือเงินอีกสองร้อยสิบสี่ตำลึงพอดี
ส่วนเงินจากโรงโม่น้ำนั้น แทบจะใช้หมดทุกเดือนจึงไม่นับรวมเข้าไป
เรื่องการซื้อที่ดิน ฉินเหยาวิ่งเต้นตั้งแต่เดือนสิบจนถึงปลายปีก็ยังซื้อไม่ได้ เพราะบางแห่งก็อยู่กระจัดกระจาย บางแห่งก็ไม่ใช่ที่ดินดี แต่เป็นเพียงที่ดินระดับกลาง
ผลผลิตจากที่ดินระดับกลาง ยังไม่สู้นางเช่าปลูกในที่ดินดีของหลิวต้าฝูต่อไปเลย
แต่ว่าที่ดินที่นางเล็งไว้ หลิวต้าฝูกลับไม่ยอมปล่อยขาย นางก็จนปัญญา คงต้องรอดูต่อไป เรื่องใหญ่อย่างเช่นการซื้อที่ดินนี้ไม่อาจเร่งรีบได้
หลิวเหล่าฮั่นก็คิดเช่นนี้ เขาช่วยฉินเหยาสอบถามจากหลายๆบ้านก็ยังไม่เจอที่ดินที่เหมาะสมอื่นจึงบอกให้นางรอต่อไป เพราะการเร่งซื้ออาจทำให้ขาดทุนได้
อีกทั้งปีหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ ปีนี้หิมะตกน้อยนัก บนพื้นมีเพียงชั้นบางๆของเกล็ดหิมะที่คล้ายเม็ดเกลือ ไม่นานก็ละลายหายไป หลิวเหล่าฮั่นเพิ่งกินข้าวเสร็จ เดินออกไปดูหิมะโปรยปรายเบาบางนอกเรือน ใบหน้าฉายแววกังวล
หิมะที่ตกหนักจึงจะเป็นลางบอกเหตุถึงปีอันอุดมสมบูรณ์ แต่หากหิมะตกน้อยเกินไป แมลงศัตรูพืชในไร่นาจะไม่หนาวจนตาย ปีหน้าผลผลิตย่อมได้รับผลกระทบ
หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจถึงขั้นเกิดภัยตั๊กแตนระบาด
หลิวไป่และคนอื่นๆ คิดว่าท่านพ่อกังวลเร็วเกินไป นี่เป็นเพียงหิมะแรกของปี อีกสองวันข้างหน้าอาจตกหนักกว่านี้ก็เป็นได้
นับไปสามรอบแล้วยิ่งนับยิ่งติดใจ ถ้าไม่ใช่ว่าง่วงจนตาจะปิด ฉินเหยาคงจะนับต่ออีกหลายรอบ
เมื่อวางแผนทรัพย์สินใหม่ แบ่งเงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงไว้สำหรับซื้อที่ดินไม่ให้แตะต้อง ส่วนที่เหลืออีกสามสิบสี่ตำลึง ใช้ซื้อม้าอีกตัว ส่วนเงินที่เหลือจัดสรรไว้เป็นค่าเล่าเรียน และใช้ซ่อมแซมต่อเติมบ้าน
ปีหน้าไม่รู้ว่าโรงโม่น้ำจะสามารถรับคำสั่งซื้อได้เท่าไร แต่แค่รับงานเล็กๆน้อยๆบ้าง ประกอบกับขายชิ้นส่วนโม่น้ำเป็นครั้งคราว นางกับช่างไม้หลิวก็ยังพอมีรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน
อาจเป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานด้านอาหารและที่อยู่ได้รับการปรับแก้ให้ดีขึ้นแล้ว บวกกับนิสัย ‘มีความสุขกับปัจจุบัน’ ที่ติดตัวมาจากในวันสิ้นโลก ฉินเหยาจึงไม่ค่อยกังวลเรื่องอนาคตเท่าใดนัก
นางนำสมุดบัญชีเก็บเข้าที่ มองดูเงินอันน่ารักเหล่านั้นอีกครั้ง แล้วกลับห้องดับไฟนอนหลับไปอย่างเป็นสุข
นานทีปีหนจะได้หยุดพักในช่วงปีใหม่ ไม่ต้องตื่นเช้ามาทำงาน แถมงานในไร่ก็เสร็จหมดแล้ว นางจะนอนขี้เกียจให้เต็มที่ ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเรียกก็ไม่ตื่น!
ฉินเหยาเข้านอนอย่างสบายใจ แต่ทางด้านหลิวจี้กลับนอนไม่หลับเลย
เมื่อครู่เขา ‘บังเอิญ’ ได้ยินเสียงพึมพำในห้องโถงว่า ‘สองร้อยสิบสี่ตำลึง’ หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นสองจังหวะทันที!
หลิวจี้รู้ว่าฉินเหยามีเงินอยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่เคยรู้จำนวนที่แน่ชัด
การคาดเดาเอาเองกับการได้ยินจากปากของฉินเหยาโดยตรง ความรู้สึกที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บ้านนี้มีเงินกว่าสองร้อยตำลึง!
สองร้อยตำลึงเชียวนะ! เมื่อก่อนต่อให้นำตัวเขามาชั่งและขายก็ยังไม่อาจได้เงินมากขนาดนี้
กวาดตามองไปทั่วทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงบ้านของหลิวต้าฝูเท่านั้นที่มีเงินมากเพียงนี้
พอคิดถึงตัวเลขสองหนึ่งสี่นี้ หลิวจี้ก็ตื่นเต้นจนข่มตาไม่ลง ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ต่อให้ฉินเหยาจะทุบตีเขาจนตาย เขาก็จะไม่มีวันออกจากบ้านหลังนี้เป็นอันขาด!
นอนอยู่ในผ้านวมหนานุ่ม หลิวจี้แทบอยากตบหน้าตัวเองสักฉาด
ให้ตายเถอะ! ตอนนั้นเจ้าคิดอะไรอยู่ถึงไปหาเรื่องนางกัน!? หากตอนนั้นปฏิเสธฝานซิ่วไฉเสียตั้งแต่แรก ตั้งใจเรียนตามตารางที่นางให้มาอย่างเคร่งครัด ป่านนี้ก็คงได้อยู่สุขสบายไปนานแล้ว!
แม้ว่ารอบดวงตายังมีรอยคล้ำจากการอดนอน ดวงตาขาวยังมีเส้นเลือดแดงกระจายอยู่บ้าง แต่ประกายในตากลับสดใสเป็นพิเศษ
เขาลุกจากเตียง ใส่เสื้อผ้า จุดเชิงเทียนแล้วหยิบตำราออกมากางบนโต๊ะเล็ก ขณะนั้นเองเขาถึงได้สติ ตื่นเต็มตา
หลิวจี้ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ความขยันบัดซบของเขานี่?
แต่ไหนๆก็อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นก็ท่องตำราต่อเถอะ
ภายนอกหน้าต่างมืดสนิท หิมะเมื่อคืนหยุดตกไปตั้งแต่กลางดึก หิมะตกบางเบา พอลงถึงพื้นก็ละลายกลายเป็นน้ำหมดแล้ว แสงเทียนสะท้อนออกไปกระทบหยดน้ำเป็นแสงระยิบระยับเล็กๆท่ามกลางความมืด
ความหนาวเย็นพัดเข้ามา หลิวจี้พ่นลมหายใจออกมาเป็นไอขาว หนาวแทบขาดใจ
ถ่านที่ใส่ไว้เมื่อคืนยังเหลืออยู่นิดหน่อย เขารีบไปที่ห้องโถง หยิบถ่านมาเติมลงไป ใช้พัดกระดาษพัดให้ไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็จุดเตาถ่านในห้องโถง เติมน้ำเต็มกามาตั้งไฟไว้
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ หลิวจี้ก็กลับเข้าห้อง นั่งข้างเตาถ่านพลางท่องตำราเบาๆ
ท่องไปได้สองประโยคก็รู้สึกว่ามันไม่เข้าถึงจิตใจจึงหยิบผ้าคาดผมจากห่อของออกมาผูกไว้ ได้รับพลังจาก ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครองข้า’ บันดาลพรให้รู้แจ้งขึ้นมาทันที
จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มมีแสงแรกของวัน เขาจึงวางตำราลง เดินเข้าครัว จุดไฟในเตา เตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคนในบ้าน
ระหว่างที่ของในหม้อยังไม่เดือด เขาก็คว้าถังน้ำออกไป ตักน้ำกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งโอ่งน้ำเต็ม
ต้าหลางตื่นขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้า พอเห็นแสงไฟในครัวและห้องโถงก็รู้สึกแปลกใจ จึงเดินเข้าไปดู ภายในห้องโถง เตาถ่านเผาไฟจนอบอุ่น บนโต๊ะมีน้ำร้อนที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆวางอยู่
“ต้าหลาง ล้างหน้าบ้วนปากใช้น้ำอุ่นบนโต๊ะ ฟันจะได้ไม่เย็นเกินไป” หลิวจี้ที่อยู่ในครัวกำชับเสียงเบา
เอ้อร์หลางกระโดดออกมาจากห้อง แต่หลิวจี้รีบทำเสียงชู่วทันทีแล้วชี้ไปทางห้องนอนใหญ่ “อย่าส่งเสียงดัง รบกวนการนอนของแม่เลี้ยงเจ้า”
พี่น้องทั้งสองเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน วันนี้พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นจากทิศตะวันตกแน่หรือ?
ตอนที่ 170: ชอบท่านพ่อที่ดี
ฉินเหยาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่โชยมาเป็นระลอก
เมื่อลุกขึ้นมาดูก็พบว่า โอ้โห! บนโต๊ะอาหารในห้องโถงมีอาหารสามอย่างและน้ำแกงหนึ่งถ้วย แถมในครัวยังมีเสียงผัดอาหารดังออกมาอีก นี่จะฉลองปีใหม่ล่วงหน้าหรือไร
“เมียจ๋า เจ้าตื่นแล้วหรือ” หลิวจี้เอ่ยทักอย่างกระตือรือร้น พลางเตือนให้นางล้างหน้าแปรงฟันด้วยน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ให้แล้ว “ข้าวสุกพร้อมแล้ว ถ้าหิวพวกเราก็กินกันเลย ข้าขอทอดลูกชิ้นเนื้อให้เสร็จก่อน พวกเจ้ากินกันก่อนได้เลย”
ฉินเหยาหาวหวอดหนึ่งทีแล้วเผลอถามออกไปตามสัญชาตญาณ “ทอดลูกชิ้นเนื้อไปทำอะไรหรือ”
“จะถึงปีใหม่แล้วนี่ ข้าเตรียมไว้ล่วงหน้า เจ้าไม่ชอบกินหม้อไฟหรือ ข้าให้ต้าหลางไปซื้อเต้าหู้จากพี่สะใภ้โจวมาแล้ว รอให้ข้าทำน้ำแกงกระดูกเข้มข้น แล้วตุ๋นกับเต้าหู้ รับรองว่าหอมอร่อยแน่”
ฉินเหยายื่นนิ้วไปจิ้มเอ้อร์หลางที่กำลังก้มหน้าฝึกเขียนอักษรอยู่ตรงที่ว่างข้างโต๊ะอาหาร “พ่อเจ้าถูกคนทำของใส่หรือเปล่า”
จู่ๆถึงได้ขยันขันแข็งขึ้นมาแบบนี้?
ก่อนหน้านี้ หลิวจี้ก็ช่วยทำงานบ้านบ้าง แต่ต้องคอยกระตุ้นถึงจะยอมขยับตัวไปทำสักที ไม่ต่างจากคางคกขี้เกียจที่ต้องจิ้มให้กระโดด
แต่ตอนนี้กลับขยันเป็นพิเศษ แถมรู้จักลงมือทำเองโดยไม่ต้องรอให้ใครบอกอีกด้วย!
เอ้อร์หลางยิ้มเหยเก พยายามฝืนยิ้มแบบ ‘ข้าเองก็ไม่เข้าใจ’ พลางตอบ “ข้าตื่นตั้งแต่หัวรุ่งก็เป็นแบบแล้ว บางทีอาจจะถูกผีเข้าจริงๆก็ได้”
ว่าแล้วก็ชี้ไปที่ขาตั้งกะละมังล้างหน้าซึ่งมีน้ำเตรียมไว้พร้อม รวมถึงแปรงสีฟันที่ใส่ผงขัดฟันไว้เรียบร้อย “พอได้ยินเสียงท่านขยับตัวในห้อง ก็รีบมาจัดเตรียมไว้ให้ ดูเอาเถอะ ขยันผิดปกติ”
ฉินเหยาเดินไปแตะน้ำดู อุณหภูมิกำลังพอดี อุ่นแต่ไม่ร้อนเกินไป การได้ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแบบนี้ในหน้าหนาว มันช่างสบายจริงๆ
เมื่อนางล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ หลิวจี้ก็พุ่งเข้ามา แย่งกะละมังล้างหน้าไปจากมือของนาง แล้วนำออกไปเทน้ำทิ้งในร่องน้ำ ก่อนจะนำกลับมาวางที่เดิมแล้วหัวเราะ “ข้าจะไปตักข้าว เอ้อร์หลาง เจ้าช่วยไปปลุกซานหลางกับซื่อเหนียงเถอะ หากนอนต่ออีกหน่อย คงกลายเป็นหมูขี้เซาแน่ๆ”
เด็กเล็กมักจะขี้เซา ยิ่งในฤดูหนาวแล้ว หากไม่มีใครปลุกก็ลุกไม่ขึ้น
เอ้อร์หลางรับคำก่อนจะเก็บพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกให้เรียบร้อย จากนั้นก็ถือของกลับห้องไป วางของให้เข้าที่ และปลุกพี่น้องฝาแฝดไปด้วย
ต้าหลางซื้อเต้าหู้กลับมาแล้ว ถ้วยชามก็ถูกจัดวางเรียบร้อย ครอบครัวหกคนจึงนั่งล้อมโต๊ะและเริ่มกินข้าว
อาหารอร่อยจนแม่ลูกทั้งห้าคนพากันตาลอยไปหมด ต่างพากันยกนิ้วโป้งให้หลิวจี้
หลิวจี้ยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน “อร่อยก็ต้องกินให้เยอะๆ พวกเจ้ากินกันก่อน ข้าขอไปดูไฟในครัวสักหน่อย”
พูดจบ เขาก็ยกถ้วยข้าวแล้วเดินเข้าครัว
หากต้องการทอดลูกชิ้นเนื้อให้อร่อยจำเป็นต้องควบคุมไฟให้ดี ทอดนานเกินไปก็จะแข็งกระด้าง ทอดน้อยเกินไปเนื้อข้างในอาจไม่สุก กินแล้วจะท้องเสียได้
ต้องทอดให้เปลือกนอกกรอบ แต่เนื้อด้านในนุ่มฉ่ำ ถึงจะเป็นลูกชิ้นที่สมบูรณ์แบบ
ซานหลางและซื่อเหนียงที่ตื่นสาย มองส่งท่านพ่อของตนเดินเข้าครัวราวกับเห็นผี ซานหลางขยี้ตาแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าฝันว่าท่านพ่อกลายเป็นคนดีแล้ว”
ซื่อเหนียงยกมือเคาะหัวพี่ชายเบาๆ “คนโง่ นี่ไม่ใช่ความฝัน!”
แต่ว่าท่านพ่อดูเปลี่ยนไปจริงๆ
“ท่านแม่ ท่านพ่อกลายเป็นคนดีแล้ว เช่นนั้นท่านอย่าตีเขาอีกเลยได้หรือไม่?” ซื่อเหนียงกะพริบตาปริบๆ พลางขอร้องอย่างจริงจัง
ฉินเหยากัดซี่โครงหมูเคลือบน้ำปรุงรสหอมฉุย ก่อนจะคีบข้าวสวยคำโตเข้าปาก ความเหนียวนุ่มของข้าวผสมกับความหอมของน้ำปรุงเนื้อ ทำให้นางรู้สึกอยากร้องไห้ออกมาเพราะความอร่อย
กินอิ่มหนำแล้ว ทำให้เด็กน้อยมีความสุขสักหน่อยจะเป็นไรไป ฉินเหยาจึงพยักหน้ารับพลางตอบว่า
“ซื่อเหนียงวางใจเถอะ ที่พ่อเจ้าถูกตีทุกครั้งล้วนเป็นเพราะตัวเขาหาเรื่องเอง”
ความหมายโดยนัยก็คือ นางมิได้ชอบใช้กำลัง แต่บางคนต่างหากที่หาเรื่องให้ถูกตีเอง
ซื่อเหนียงเหมือนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง นางร้องอ้อเบาๆ ก่อนจะหันไปมองลอดประตูห้องโถงเข้าไปในครัวอีกครั้ง มุมปากน้อยๆยกขึ้น พลางใช้มือป้อมๆค้ำแก้มกลมของตน “ซื่อเหนียงชอบท่านพ่อที่เป็นคนดี~”
ภายในครัว ท่านพ่อที่กำลังหันหลังให้พวกเขาชะงักมือไปชั่วขณะ หัวใจสั่นไหว
น้ำมันในกระทะกระเด็นขึ้นมาโดนหลังมือจนร้อนจี๊ด เขาจึงได้สติกลับมา แล้วลงมือช้อนลูกชิ้นเนื้อต่อ
เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ ลูกชิ้นเนื้อของหลิวจี้ก็ทอดเสร็จพอดี เขาตักแบ่งใส่ถ้วยให้เด็กๆได้ลองกินก่อน ส่วนที่เหลือใช้ผ้าขาวบางคลุมไว้แล้วเก็บเข้าตู้ เพื่อจะได้หยิบกินสะดวกเมื่อต้องการ
ในบ้านแทบไม่มีผักเหลืออยู่แล้ว ที่ดินไม่กี่ส่วนที่ฉินเหยาเพาะปลูกไว้ก็ไม่เพียงพอกับการบริโภคของครอบครัว ตอนนี้ในลานบ้านเหลือเพียงตะกร้าสองใบที่เต็มไปด้วยหัวไชเท้าขาวซึ่งเพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากไร่
และไชเท้าเหล่านี้ก็เป็นของที่แม่สามีอย่างนางจางช่วยปลูกให้ นางเพียงแค่เสียเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ไม่กี่สิบเหวินเท่านั้น
สิ่งที่มีมากที่สุดในบ้านตอนนี้คือเนื้อ หมูสามชั้นสด กระดูกขาหมู รวมถึงซี่โครงเล็ก ถูกวางเรียงเต็มเขียงยาวราวกับโต๊ะใหญ่
หลิวจี้คิดอยู่พักหนึ่ง เห็นว่าคงไม่ดีนักหากจะกินแต่เนื้อในช่วงปีใหม่ จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อต้องมาขอเงินจากเอ้อร์หลางเพื่อไปซื้อผัก
เอ้อร์หลางกลับไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจแต่อย่างใด เปิดกุญแจ หยิบเงินจากไห แล้วยื่นให้เขาห้าสิบเหวิน
แต่เขามีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง คือหลังจากซื้อผักมาแล้ว ต้องบอกให้ชัดเจนว่าแต่ละอย่างราคาเท่าไร หนึ่งจินกี่เหวิน
หลิวจี้ยกมือขึ้นทำท่าจะเคาะหัวเขาไปหนึ่งที เอ้อร์หลางถึงได้หุบปากลง
“บังอาจเกินไปแล้ว เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร” หลิวจี้กระซิบขู่ที่ข้างหูเอ้อร์หลาง
เอ้อร์หลางรีบก้าวไปยืนข้างฉินเหยาในทันที อาศัยอำนาจบารมีของนางข่มท่านพ่อตนจนต้องถอยออกไป
“เดี๋ยวก่อน”
หลิวจี้เพิ่งก้าวออกจากประตูบ้าน ฉินเหยาก็เรียกเขาเอาไว้ ในใจเขาเต้นโครมครามทันที เพราะเขามัวแต่คิดหาวิธีจะเก็บเงินซื้อผักไว้เป็นของส่วนตัวอยู่พอดี เกือบคิดไปว่านางจับพิรุธของเขาได้เสียแล้ว
เขาฝืนทำตัวให้สงบแล้วหันกลับมา มองไปจึงพบว่า แท้จริงแล้วนางเองก็จะออกไปข้างนอกเช่นกัน
“เมียจ๋า เจ้าจะไปไหนหรือ” หลิวจี้มองเชือกและคันธนูในมือของฉินเหยา พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ฉินเหยามองไปยังภูเขาที่อยู่ไกลออกไป “เข้าป่า หาเสบียงปีใหม่”
นางต้องเดินผ่านหมู่บ้านพอดี ถือโอกาสดูเสียเลยว่า หลิวจี้จะซื้อผักจากบ้านไหนบ้าง
หลิวจี้นึกถึงเรื่องที่นางพูดเมื่อคืนว่าตำรับสบู่ที่เก็บไว้อาจมีประโยชน์ และวันนี้ทั้งที่ยังไม่ใช่ช่วงเทศกาลกลับจะเข้าป่าไปหาเสบียงปีใหม่ เขาจึงลองหยั่งเชิงถามว่า
“เสบียงปีใหม่เหล่านี้จะนำไปให้ใครกันหรือ”
ฉินเหยามองเขาด้วยสายตาเบื่อหน่าย ท่าทางเหมือนจะไม่ตอบ แต่พอหลิวจี้คิดว่านางจะไม่พูดแล้ว นางก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลติง พอถึงหน้าหนาว หัวเข่าของนางมักจะปวด ต้องการสนับปิดเข่าดีๆ สักคู่”
หลิวจี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า สำนักศึกษาตระกูลติงใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว
“เป็นเพราะเรื่องที่ต้าหลางกับเอ้อร์หลางจะเข้าเรียนหรือ แล้วฮูหยินผู้เฒ่าคนนั้นสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้หรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่านางทำได้”
มิฉะนั้นแล้ว นางจะไปเอาใจฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อสิ่งใด
หลิวจี้ถูมือไปมา เป่าลมหายใจออกเป็นไอขาวลอยขึ้น “อากาศหนาวถึงเพียงนี้ ในป่ายังจะมีหนังสัตว์ที่เจ้าต้องการอีกหรือ”
ฉินเหยาไม่ตอบ นางย่อมมีวิธีของตนเอง
“ข้าอาจจะกลับมาช้ามาก เจ้าคอยกำชับให้สี่พี่น้องเข้านอนเร็วๆด้วย การเรียนตอนกลางคืนไม่ดีต่อสายตา” สั่งเสร็จ นางก็เห็นหลิวจี้ซื้อผักกาดสองกำมือจากท่านยายหวังและหลานของนาง ฉินเหยาจึงโบกมือ แล้วมุ่งหน้าเข้าป่าไป
หลิวจี้คิดว่า ที่นางบอกว่าจะกลับมาช้ามาก อย่างมากก็คงถึงแค่ช่วงดึกดื่นเท่านั้น
ไม่คาดคิดเลยว่า นางจะกลับมาเอาตอนรุ่งเช้าของวันถัดไป
ฟ้ายังไม่ทันสาง เช่นนั้นก็ยังถือเป็นเวลากลางคืน…กระมัง?
ฉินเหยาสะบัดของที่แบกมาบนไหล่ลงพื้นลานบ้านดังตุบ
กวางป่าตัวหนึ่งที่ตายสนิทแล้ว กระต่ายป่าสีเทาสองตัวที่ยังหายใจรวยรินและแพะป่าผอมโซตัวหนึ่งที่ถูกมัดเสียแน่น
แพะป่าตัวนี้ นับเป็นโชคดีที่ได้มาโดยบังเอิญ ขณะเดินลงเขา นางผ่านพุ่มไม้หนาทึบ แล้วเจ้าตัวโง่นี่ก็ดันเอาหัวมุดเข้าไปติดในพุ่มไม้ ดิ้นเท่าไรก็ไม่สามารถหลุดออกมาได้
เจอเรื่องดีเช่นนี้ ฉินเหยาจะปล่อยไปได้อย่างไร
นางพุ่งเข้าไปทันที มัดตัวมันแน่นแล้วแบกกลับบ้าน อาหารจานหลักของปีใหม่ ได้มาแล้ว!
จบตอน
Comments
Post a Comment