ตอนที่ 171: เมล็ดพันธุ์แห่งการขบถ
หลิวจี้ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วก้าวออกจากห้อง เมื่อเห็นกองสิ่งของสีดำกองเล็กๆ ก็ถึงกับตกตะลึงจนปากอ้าค้าง
ฉินเหยาอดหลับอดนอนมาทั้งคืน แต่กลับดูสดใสราวกับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย นางเชิดคางขึ้นส่งสัญญาณให้หลิวจี้
“มาเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าจงเตรียมรถม้าให้พร้อม ขนกระต่ายป่าและกวางขึ้นรถ ประเดี๋ยวเราจะไปเรือนเก่าของตระกูลติงด้วยกัน”
ติงเซียงเคยบอกว่า ท่านย่าของนางนับถือเพียงบัณฑิต ไม่ชอบเสวนากับหญิงชาวไร่ชาวนาเป็นที่สุด
แต่สำหรับบุรุษหนุ่มรูปงาม ผู้มีความมุ่งมั่นและขวนขวายเช่นหลิวจี้ เขาวาจาคมคายมีน้ำหนักให้รับฟัง
หลิวจี้หาวออกมาอย่างขี้เกียจพลางรับคำ แล้วมองดูฉินเหยาเดินเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างเอาใจ “อยากได้น้ำร้อนไว้อาบน้ำหรือไม่”
“อยาก” นางตอบเพียงสั้นๆ
หลิวจี้ร้องรับ “ได้เลย!”
เขาเข้าไปในห้องโถงก่อน เติมถ่านลงไปในเตาที่กลบไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วตั้งกาต้มน้ำ ก่อนจะออกมาจัดการกับเหยื่อที่ลานบ้าน
แพะป่าดูเหมือนจะตื่นแล้ว หลิวจี้คิดว่าปีใหม่ การได้กินเนื้อสดใหม่สักมื้อคงจะดี เขาจึงผูกมันไว้ข้างคอกม้าแล้วโยนหญ้าให้หนึ่งกำมือ หวังให้มันมีชีวิตอยู่ได้อีกวัน
แต่เหล่าหวงไม่พอใจผู้มาเยือนตัวใหม่นี้ มันย่ำกีบเท้าด้วยความหงุดหงิด หลิวจี้จึงรีบจูงมันออกไปแล้วลากรถม้าที่จอดไว้หลังบ้านออกมา
เพื่อไม่ให้รถม้าเปรอะเปื้อน เขาจึงปูฟางลงไปชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงยกซากสัตว์ที่จะนำไปให้ตระกูลติงขึ้นวางลงไป
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสียงน้ำจากห้องอาบน้ำก็เริ่มดังขึ้น หลิวจี้ไม่รอช้า รีบไปเตรียมทำอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่ว
เขาไม่มีเวลาหมักแป้งจึงนำกับข้าวที่กินเหลือจากเมื่อวานมาผสมกับข้าวสาร ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟอ่อนอบข้าวจนสุก
ฉินเหยาอาบน้ำเสร็จเดินออกจากห้องอาบน้ำ ขณะเดินผ่านครัว กลิ่นอาหารหอมฉุยก็ทำให้นางเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ!
เพราะไม่ได้กินอาหารดีๆมานาน การได้กินข้าวอบหม้อดินเช้านี้ทำให้ฉินเหยาไม่ได้รู้สึกว่าหลิวจี้ขัดหูขัดตาอีกแล้ว
หลิวจี้ ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ
แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น ภายในใจก็ยังแอบโล่ง.อก การใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง กับการได้ยืดอกใช้ชีวิตอย่างภาคภูมินั้น มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง
หลังจากรับประทานอาหารเช้าและจัดเก็บถ้วยชามเรียบร้อย ในที่สุดหลิวจี้ก็กล้ายืดหลังตรงเสียที
ฉินเหยาบอกพวกต้าหลางสี่พี่น้องว่าตนเองกับหลิวจี้จะออกไปข้างนอก เอ้อร์หลางกลอกตาเล็กน้อยก่อนถามหยั่งเชิงไปว่า
“จะไปในตัวเมืองหรือไม่”
ซานหลางเลียริมฝีปาก ทุกครั้งที่ท่านแม่เข้าเมืองหรือเข้าเขตอำเภอ กลับมาก็มักจะมีของอร่อยติดมือมาด้วยเสมอ
ฉินเหยาพยักหน้า แต่ไม่ได้บอกว่าตนเองจะไปบ้านตระกูลติง กลัวว่าหากตกลงกันไม่ได้ พวกเด็กๆจะผิดหวังจึงเพียงบอกเพียงว่าจะไปเยี่ยมสหาย
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางคาดเดาบางอย่างได้ในทันที ดวงตาพลันเปล่งประกาย
ซื่อเหนียงดึงชายเสื้อของท่านแม่พลางอ้อนว่า “ซื่อเหนียงก็อยากไปด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซานหลางผู้เป็นเสมือนเงาตามติดก็รีบเข้ามาเกาะติด ฉินเหยาหัวเราะพลางจิ้มหน้าผากของทั้งสองแล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ไม่ได้”
พูดจบ นางก็ไม่สนใจทั้งสองที่ทำปากยื่นด้วยความผิดหวัง ดันพวกเขาเข้าไปในห้องโถง แล้วปิดประตูลงทันที
ซื่อเหนียงได้แต่พึมพำ “ก็ได้~”
ซานหลางก็เอ่ยตาม “ก็ได้”
เมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฉินเหยาก้าวขึ้นรถม้าแล้วเข้าไปนั่งในตัวรถ หลิวจี้กระโดดขึ้นไปยังที่นั่งคนขับ สะบัดบังเหียน เหล่าหวงจึงเริ่มออกเดิน ลากทั้งสองคนออกเดินทาง
ถนนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำจากหิมะที่ละลาย ล้อรถหนักอึ้งเคลื่อนผ่าน ทิ้งร่องลึกไว้บนพื้นดิน
โชคดีที่ของที่บรรทุกมาไม่หนักมาก แม้เหล่าหวงจะเคลื่อนตัวช้าลงเล็กน้อย แต่โดยรวมก็เดินทางได้อย่างราบรื่น
เมื่อสองสามีภรรยามาถึงเมืองจินสือ ก็เป็นช่วงที่จวนตระกูลติงเพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จและกำลังพักผ่อนอยู่พอดี ตอนฉินเหยาเดินทางผ่านจวนของนายท่านติงก็ตรงเข้าไปเคาะประตูเพื่อขอพบกับคุณหนูติง
สบู่สี่ก้อนที่นางส่งมาเมื่อคราวก่อน ติงเซียงเก็บไว้เองสองก้อน ที่เหลืออีกสองก้อนส่งให้ท่านย่า พร้อมกับพูดถึงเรื่องที่เด็กๆบ้านฉินเหยาเตรียมตัวจะเข้าสำนักศึกษา
เรื่องที่ติงเซียงเรียนขี่ม้าและยิงธนูเป็นที่รู้กันไปทั่วตระกูลติงนานแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจอย่างมาก พอได้ยินว่าสตรีชาวบ้านที่พูดถึงคือฉินเหนียงจื่อ ใบหน้ายิ่งมืดครึ้มลงไปอีก
หากไม่ใช่เพราะติงเซียงพูดออกมาอย่างทันเวลาว่าบ้านฉินเหนียงจื่อมีบัณฑิตอยู่ ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ยอมผ่อนปรน ขอพิจารณาดูอีกทีเป็นแน่
เมื่อเห็นท่าทีของท่านย่า ติงเซียงก็ตัดสินใจเก็บถ้อยคำที่เตรียมมา เช่น ฉินเหยาเคยเป็นวีรสตรีปราบโจร อะไรทำนองนั้นเอาไว้เสียสิ้น ไม่กล้าเอ่ยถึงแม้เพียงครึ่งคำ
อย่างไรเสีย แค่สามารถเจรจาขอให้พบหน้าได้ นางก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว
ก็แค่สบู่สองก้อนเท่านั้น นางถือว่าตนมีน้ำใจมากพอแล้ว!
แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น พอเห็นฉินเหยามาเยือนถึงที่ นางก็อดยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไม่ได้
“เจ้าขึ้นเขาไปล่ากวางมาให้ท่านย่าข้าจริงๆหรือ” ติงเซียงทั้งดีใจที่ฉินเหยามาหาตนเอง และตกตะลึงที่นางจัดการเรื่องราวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
เรื่องที่ท่านย่าของนางขาดแคลนสนับเข่า เพิ่งจะฝากคนไปแจ้งฉินเหยาที่บ้านเถ้าแก่อู่เมื่อสองวันก่อนเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะเตรียมวัตถุดิบมาพร้อมแล้ว
ติงซื่อไม่ได้อยู่ที่จวน ตั้งแต่เช้าก็.ออกไปพร้อมกับพ่อบ้าน นำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้ตระกูลอื่นๆในเมือง
ติงเซียงที่บัดนี้ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว รีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อดูกวางที่ฉินเหยาล่ามา
เมื่อเห็นหลิวจี้นั่งอยู่บนที่นั่งสารถี นางก็สะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นมองสบตาฉินเหยา ราวกับจะถามว่า สามีของเจ้ามีชีวิตกลับมาด้วยหรือ?
ฉินเหยาเพียงพยักหน้าบางเบา เผยสีหน้าจนใจเล็กน้อย
ทั้งสองมีอายุห่างกันเพียงหกปี ติงเซียงจึงไม่ยอมเรียกฉินเหยาว่าอาจารย์ และไม่ยอมเรียกนางว่าฉินเหนียงจื่อตามลำดับอาวุโสของหลิวจี้
นางจัดให้ฉินเหยาไปอยู่ในสถานะพี่สาวคนหนึ่ง และถามสถานการณ์ของหลิวจี้ในสำนักศึกษาจนได้ความชัดเจนแล้ว
ติงซื่อบอกว่าฝานซิ่วไฉไม่ใช่คนดีสักเท่าไร เคยทำให้ติงเซียงโกรธหลิวจี้แทนฉินเหยาอยู่นานนม
เวลานี้ เมื่อเห็นหลิวจี้ยิ้มพลางประสานมือคารวะตนเอง นางก็ฝืนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ ก่อนจะหันไปบอกให้ฉินเหยาเปิดม่านรถม้าเพื่อให้ดูกวางป่า
ดังนั้นจึงล่าได้แต่สัตว์ตัวเล็กๆ กวางป่าตัวใหญ่เช่นนี้ไม่เคยพบเจอมาก่อน ย่อมรู้สึกตื่นเต้นและหลงใหลไม่น้อย
เมื่อเห็นกวางป่ามีโพรงเลือดสีดำลึกตรงดวงตา ติงเซียงก็หันไปมองฉินเหยาด้วยความตกตะลึง พลางนึกชื่นชมจนสุดหัวใจ
เพราะเป็นการยิงทะลุผ่านดวงตาทั้งสองข้างจึงไม่ทำให้หนังเสียหายแม้แต่น้อย แถมยังไม่มีรอยเลือดเปรอะเปื้อน รักษาสภาพมาเป็นอย่างดี
“หากครั้งหน้าเจ้าพาข้าขึ้นเขาไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย” ติงเซียงกล่าวพลางทอดถอนใจอย่างอาวรณ์ ขณะปล่อยม่านรถลง
ฉินเหยามองดวงตาของติงเซียงที่ยิ่งทอประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น ในดวงตาคู่นี้เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีอิสระ ราวกับว่าวิญญาณของนางอยากจะหลุดพ้นจากร่างกาย โบยบินสู่ขุนเขาอันเวิ้งว้างเพื่อออกสำรวจและผจญภัย
น่าเสียดาย ที่นอกเหนือจากร่างกายยังมีเชือกที่เรียกว่า ‘ขนบธรรมเนียม’ มัดรั้งนางไว้ และดึงจิตวิญญาณกลับคืนมา
แต่เมล็ดพันธุ์แห่งการขบถได้ถูกหว่านลงไปแล้ว ติงเซียงเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทายพลางพูดกับฉินเหยาว่า
“หากท่านย่าไม่ยอมให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางของเจ้าเข้าเรียนในสำนักศึกษาของตระกูล ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านพ่อ รับรองว่าต้องทำให้พวกเขาได้เข้าเรียนแน่!”
ส่วนเวลาที่จะต้องเสียไปกับการส่งจดหมายไปกลับนั้น นางเลือกที่จะมองข้ามไปก่อน แค่โกหกว่าท่านพ่อรับปากแล้วไปก่อน ค่อยใช้แผน ‘ตัดสินก่อนแล้วค่อยรับโทษทีหลัง’
ฉินเหยาได้ฟังคำพูดนี้ก็รู้สึกอบอุ่นในใจ แต่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านช่วยข้ามามากพอแล้ว ที่เหลือข้าจัดการเอง หากท่านย่าของท่านจับได้คงได้เดือดร้อนแน่”
มารดาของติงเซียงล่วงลับไปแล้ว ในช่วงที่ภรรยาใหม่ของท่านพ่อยังไม่ได้เข้าจวน ตามหลักแล้ว นางควรได้รับการอบรมจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นสตรีในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นท่านย่าหรืออาสะใภ้
ที่ติงเซียงยังสามารถอยู่ในจวนของตนเองได้ก็เพราะท่านพ่อและพี่ชายรักและให้ท้าย
แต่ตอนนี้นายท่านติงอยู่ในเมืองหลวง หากติงเซียงก่อเรื่องใหญ่ ฉินเหยาจะคิดว่าติงซื่อคงไม่อาจปกป้องนางจากท่านย่าได้แน่
เพราะสุดท้ายแล้ว ติงซื่อก็เป็นเพียงหลานชายในสายตาท่านย่า ต้องเคารพเชื่อฟังโดยไม่มีข้อแม้
ฉินเหยาอธิบายข้อดีข้อเสียให้ติงเซียงฟัง เด็กสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วพูดว่า “เช่นนั้นก็ขอให้เจ้าโชคดีเถิด”
ฉินเหยายิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบแมลงปอไม้ไผ่ตัวหนึ่งออกมา ยื่นให้ติงเซียงราวกับเล่นกล “ข้างนอกหนาวนัก รีบเข้าไปเถิด พวกเราจะไปแล้ว”
ติงเซียงยังคงเป็นเด็กจริงๆ เมื่อได้รับของเล่น ใบหน้าก็เปี่ยมไปด้วยความสุข นางพยักหน้าหนักแน่น “อืม!”
ตอนที่ 172: ความมั่งคั่งชวนให้หลงใหล
การที่ตระกูลใหญ่ต้อนรับแขกและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนั้น มักจะทำให้สามัญชนหาข้อผิดพลาดมิได้เสมอมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตระกูลติงที่ยกย่องตนเองว่าเป็นตระกูลที่ยึดมั่นในหลักการเพาะปลูกและการศึกษา แม้จะมิได้ชื่นชอบผู้มาเยือนเพียงใดก็ยังคงต้องต้อนรับขับสู้อย่างมีมารยาท เชิญให้เข้าประตูมานั่งพักสักครา
หลังจากได้พบเห็นความดูแคลนของตระกูลมั่งคั่งที่มีต่อชาวบ้านยากจนมามากในเรือนของฝานซิ่วไฉ หลิวจี้จึงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติ
เมื่อคิดถึงคำบอกเล่าของฉินเหยาและติงเซียงที่กล่าวว่า ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลติงนั้นเป็นคนที่รับมือได้ยากก็ให้รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าพวกนางคาดเดาผิดไปแล้ว
ดูเถิด ฮูหยินผู้เฒ่าช่างอารีนัก ต่อให้เป็นเพียงชาวบ้านจากชนบทอย่างพวกเขา ยังให้คนดูแลออกมาต้อนรับด้วยมารยาทอันดี เชิญให้เข้าไปนั่งพักที่เรือนรับรอง บอกว่า ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังพักผ่อนอยู่ เมื่อท่านตื่นแล้วจะมาเรียกให้เข้าพบ
ภายในห้องมีการเติมถ่านร้อนและตั้งเตาเครื่องหอม กลิ่นจันทน์หอมอ่อนๆลอยอบอวลไปทั่วห้อง ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ยังมีขนมและน้ำชามาให้ บอกให้พวกเขากินตามสบาย
มีสาวใช้นางหนึ่งกับบ่าวเฒ่าอีกนางหนึ่งยืนอยู่ที่มุมห้องพร้อมรับคำสั่งตลอดเวลา ส่งยิ้มให้เป็นครั้งคราว ชำเลืองมองดูว่ามีใครต้องการสิ่งใดหรือไม่
หลิวจี้ประสานมือขึ้นคารวะทั้งสองนางอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้กลมที่ปูด้วยผ้าปักลวดลายอย่างเรียบร้อย
หาได้สังเกตไม่ว่า สาวใช้กับบ่าวเฒ่าต่างเผยแววประหลาดใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก แอบหัวเราะเบาๆ
ไหนว่าเป็นผู้มีการศึกษา เหตุใดจึงคารวะพวกเขาที่เป็นบ่าวไพร่เยี่ยงนี้
ตอนนี้ดูแล้วคงมิแคล้วเป็นเพียงชาวบ้านจากชนบทที่เลียนแบบผู้มีการศึกษาแต่กลับเผยพิรุธออกมามากกว่า เสื้อคลุมผ้าฝ้ายที่สวมใส่ยังมีรอยเปื้อนโคลนอยู่ จะมิให้เป็นที่ขบขันได้อย่างไรเล่า
แต่ถึงจะหัวเราะอยู่ในใจ บุรุษผู้นี้กลับรูปงามนัก สาวใช้และบ่าวเฒ่าอดมิได้ที่จะลอบมองอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อนางทั้งสองแอบมองนานเข้าจนอีกฝ่ายรู้สึกตัวก็รีบโค้งคำนับแสดงความเคารพ พร้อมเอ่ยถามว่ามีสิ่งใดให้รับใช้หรือไม่
นางทั้งสองต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดี มิให้ฝ่ายตรงข้ามจับพิรุธได้หรือรู้สึกกระอักกระอ่วน
เขาหันไปมองฉินเหยาหลายครั้งก็พบว่านางจิบชาอย่างสงบเยือกเย็นดั่งขุนเขา ราวกับมิได้ใส่ใจสายตาของผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย
ท่าทีของนางเช่นนี้กลับทำให้เขาดูใจแคบลงไปถนัดตา หลิวจี้รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำใจยอมรับ เอาเถอะ มีอะไรควรกินก็กิน มีอะไรควรดื่มก็ดื่ม
สุดท้ายน้ำชาถูกดื่มไปหนึ่งกา ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังไม่ตื่น แต่เขากลับเริ่มอึดอัดเพราะปวดปัสสาวะเสียแล้ว
“ขอถามว่าห้องสุขาอยู่ที่ใดหรือ” หลิวจี้เอ่ยถามหญิงรับใช้ทั้งสองด้วยท่าทีขวยเขิน
สาวใช้กับบ่าวเฒ่าสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่บ่าวเฒ่าจะก้าวออกมาและทำท่าผายมือเชื้อเชิญ “คุณชาย เชิญทางนี้”
หลิวจี้กล่าวกับฉินเหยาเพียงคำหนึ่ง ก่อนจะเดินตามบ่าวเฒ่าออกจากเรือนรับรองไปอย่างช้าๆ
ตลอดทางที่เดินผ่าน เขาจึงได้มีโอกาสเห็นว่าตระกูลมั่งคั่งนั้นเป็นเช่นไร
ลานเรือนขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็นสามส่วน เพียงแค่สวนดอกไม้เล็กๆ ก็ยังใหญ่กว่าเรือนของเขาทั้งหลัง พื้นปูด้วยหินสีมรกต อีกทั้งยังใช้ก้อนกรวดแม่น้ำเรียงเป็นลวดลาย
เรือนไม้ทั้งหลังถูกทาด้วยสีเข้ม หน้าต่างปิดทับด้วยกระดาษบาง เมื่อแสงลอดผ่าน ทำให้ภายในห้องสว่างไสว
ไม่เหมือนบ้านของเขา ที่ไม่อาจซื้อกระดาษมาปิดหน้าต่างได้ เพราะหน้าต่างมีสองชั้น ชั้นในเป็นบานไม้ระแนง ส่วนชั้นนอกเป็นแผ่นไม้ทึบทั้งแผ่น เมื่อต้องกันลมหรือฝนจึงต้องปิดแผ่นไม้นั้น ทำให้แสงส่องเข้ามามิได้เลย ในวันที่ฝนตกหรือหิมะโปรย บ้านของเขามักจะมืดครึ้มเสมอ
ที่สำคัญที่สุดคือ ภายในเรือนของตระกูลนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมชนิดต่างๆ ไม่มีแม้แต่กลิ่นมูลไก่หรือมูลม้าให้ได้กลิ่นเลยสักนิด
บ่าวเฒ่าหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่มีประตูทรงขวดน้ำเต้า หลิวจี้ขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย “นี่เป็นห้องของคุณชายท่านใดในเรือนนี้หรือ”
ห้องนี้กว้างขวางนัก ใหญ่กว่าห้องเล็กๆของเขาถึงสี่ห้าเท่า
แต่ทันทีที่คำพูดจบลงก็เห็นบ่าวเฒ่ามองเขาด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะกล่าวตอบอย่างกระอักกระอ่วน
“นี่เป็นห้องสุขาของเหล่าบ่าวไพร่ในเรือนนี้ คุณชายเชิญเถิด ข้าจะยืนรอท่านอยู่ข้างนอก”
หลิวจี้รู้สึกว่ามีเพลิงร้อนพวยพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าทันที รีบยกชายเสื้อเดินเข้าไปในห้องสุขาที่ใหญ่กว่าห้องของเขาถึงสี่ห้าเท่าอย่างไม่รีรอ
จนกระทั่งภายในห้องได้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของห้องสุขา เขาถึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
หลังจากล้างมือเรียบร้อย ระหว่างเดินกลับไปกับบ่าวเฒ่า หลิวจี้มิกล้าเอ่ยสิ่งใดโดยง่าย เพียงกวาดตามองรอบด้านอีกครั้ง ในใจรู้สึกทึ่งกับความมั่งคั่งของตระกูลติงอยู่หลายครา
แท้จริงแล้วก็เพียงต้องการให้มีผู้ร่วมแสดงท่าทีตกตะลึงเช่นเดียวกันกับเขา
คาดไม่ถึงว่า ฉินเหยากลับมิได้เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย เพียงส่งเสียงตอบรับเบาๆว่าอ้อเท่านั้น
เพียงแค่อ้อเท่านั้น! หลิวจี้อ้าปากค้าง มันไม่ทำให้เจ้าในฐานะหญิงบ้านนอกตกตะลึงบ้างเลยหรือ
ฉินเหยาเห็นสีหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจจึงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ พลันหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “ข้าดื่มน้ำชาจนพอแล้ว เจ้าเล่า?”
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่หมายความว่าอย่างไร
แต่ยังคงเอ่ยขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาเสียงเบาๆอย่างแปลกใจ “ฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้ช่างหลับเก่งยิ่งนัก ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ เขาที่เชี่ยวชาญในการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้คนก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันทีว่า ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลติงนั้นอาจมิใช่คนที่มีเมตตาและสุภาพอย่างที่ตนคิด
ก่อนหน้านี้เพียงเพราะถูกความมั่งคั่งของตระกูลติงบดบังสายตาจนรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ บัดนี้สมควรต้องตื่นขึ้นมาได้แล้ว
หลิวจี้ยื่นมือไปทางฉินเหยา “เจ้าส่งตำรับนั้นให้ข้าที”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าทำได้แน่หรือ”
“เมียจ๋าไม่ชอบข้องเกี่ยวกับเรื่องสกปรก เช่นนั้นให้ข้าจัดการเองเถิด” หลิวจี้ยิ้มแห้ง เขารู้สถานะของตนเองดี หญิงอำมหิตเช่นนางไหนเลยจะพาเขามาด้วยโดยไร้เหตุผล? แน่นอนว่านางต้องการใช้ประโยชน์จากเขา
น้อยครั้งนักที่ฉินเหยาจะเผยรอยยิ้มพึงพอใจให้เขา ก่อนจะหยิบแผ่นตำรับสบู่ที่จดลอกไว้จากอกเสื้อส่งให้หลิวจี้
หลิวจี้ขอเงินอีกยี่สิบเหรียญจากนาง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังประตูห้องโถง
สาวใช้เห็นเช่นนั้นก็รีบก้าวเข้ามาถามไถ่ว่าเขาต้องการสิ่งใด หากบอกพวกนาง พวกนางสามารถไปทำแทนได้
หลิวจี้ปฏิเสธอย่างสุภาพในตอนแรก บอกว่าตนมีของดีจะมอบให้ฮูหยินผู้เฒ่า หากมอบให้ด้วยตนเองถึงจะเป็นการแสดงความจริงใจ
สาวใช้ถึงกับร้อนรนขึ้นมา บ่าวเฒ่าเห็นว่านางควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงรีบก้าวขึ้นมาช่วยอธิบายต่างๆนานา ไม่ว่าพูดไปมาอย่างไร จุดประสงค์ก็คือไม่ให้หลิวจี้ไปพบกับฮูหยินผู้เฒ่าโดยตรง
เมื่อถึงจุดนี้ หลิวจี้ก็แสดงท่าทีว่าอย่างไรก็ต้องพบให้ได้ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน ทำราวกับว่าหากพวกนางไม่ช่วย เขาจะพุ่งไปหาฮูหยินผู้เฒ่าด้วยตนเองให้รู้แล้วรู้รอด เขาอาศัยจังหวะนั้น แอบยัดเงินสิบเหรียญลงในฝ่ามือของบ่าวเฒ่าพร้อมกับยื่นตำรับสบู่ให้
บ่าวเฒ่าท่องตำราไม่ออก รู้เพียงว่ามันเป็นแผ่นกระดาษ และมีเนื้อหาสำคัญอยู่บนนั้น ด้วยกลัวว่าหลิวจี้จะก่อเรื่องขึ้นมาจริงๆ นางจึงกัดฟันข่มอารมณ์ไว้ ยอมถือของเดินออกจากห้องรับรองเพื่อไปส่งของแทนเขา
แต่เหรียญที่ได้รับมา นางไม่คืนแม้แต่เหรียญเดียว ซ้ำยังแอบยิ้มอย่างพอใจ ก่อนเก็บเข้าถุงเงินของตน
สาวใช้ยืนมองหลิวจี้ด้วยดวงตากลมโตแจ่มใส พอหลิวจี้รู้ตัวและหันไปมองกลับ แสงจากภายนอกก็สาดกระทบใบหน้าของเขาพอดี ใบหน้าที่หล่อเหลาเกินไปทำให้สาวใช้เผลอตกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัวจึงรีบก้มหน้าหลบตาทันที
หลิวจี้จับมือนางขึ้นมา วางเหรียญเงินทีละเหรียญทีละเหรียญ.ลงบนฝ่ามือนางจนครบห้าเหรียญ จากนั้นจึงค่อยๆประกบมือนางให้กำเหรียญไว้ ก่อนจะปล่อยมือและยิ้มบางๆ “ต้องขอรบกวนพี่สาวแล้ว”
จากนั้นจึงหันหลังกลับ ยืนอยู่ด้านหลังเมียจ๋าของตนอย่างสำรวม มือไพล่หลังรอคอย
ฉินเหยามองเขาเก็บเงินห้าเหวินไปเช่นนั้น
สาวใช้ที่ก่อนหน้านี้เอาแต่มองดูพวกเขาอย่างสนุกสนาน ในตอนนี้กลับมีท่าทีรู้ความขึ้น นางก้าวเข้ามารินน้ำชาให้ทั้งสองพร้อมบอกว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นในช่วงเวลานี้ทุกวัน อีกไม่นานก็จะได้พบแล้วเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 173: คุณค่าทางอารมณ์อันสูงส่ง
เป็นไปตามคาด ไม่นานนัก บ่าวเฒ่าก็กลับมาพร้อมรอยยิ้ม
ด้านหลังของนางยังมีสตรีวัยกลางคนที่แต่งกายหรูหรายิ่งกว่า ดูท่าคล้ายจะเป็นหัวหน้าผู้ดูแลของจวน
บ่าวเฒ่าเรียกนางว่าแม่นมเว่ย เป็นบ่าวคนสนิทที่คอยปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่าติง วันนี้นางมาตามคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่า เชิญให้สามีภรรยาทั้งสองเข้าพบ
“ต้องขออภัย ทำให้พวกท่านทั้งสองรอนานแล้ว!”
ใบหน้าของแม่นมเว่ยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดูแล้วเป็นคนกระตือรือร้น นางกล่าวขออภัยแก่ทั้งสอง ก่อนอธิบายเหตุผลที่วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่านอนหลับยาวเป็นพิเศษ
ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากัน ก่อนส่ายหน้าบอกเป็นนัยว่าไม่เป็นไร แล้วจึงเดินตามแม่นมเว่ยออกจากห้องโถงข้าง เดินลึกเข้าไปในจวนตระกูลติง กระทั่งมาถึงลานเรือนชั้นในที่สุดและได้พบกับฮูหยินผู้เฒ่าติงในที่สุด
ฮูหยินผู้เฒ่าดูอ่อนวัยกว่าที่ฉินเหยาคาดไว้ เส้นผมยังคงดำสนิท รูปร่างผอมบาง บนหน้าผากสวมที่คาดศีรษะสีน้ำเงินเข้มปักเงิน นั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยกว้างที่ปูด้วยหมอนอิงนุ่มเต็มไปหมด ในมือถือของว่างพลางให้สาวใช้ช่วยหวีผม
ดูไปแล้วคล้ายเพิ่งตื่นจริงๆ
เมื่อเห็นฉินเหยาและหลิวจี้ก้าวเข้ามา นางก็ยิ้มให้พวกเขาก่อนเอ่ยว่า “รอนานเลยกระมัง”
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาครู่หนึ่ง เดิมทีเขายังรู้สึกตื่นเต้นกับการได้รับการต้อนรับเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นสายตาเรียบนิ่งของฉินเหยา จู่ๆเขาก็กลับมาเยือกเย็นลงในทันที นึกประชดในใจว่า ก็เพราะได้ตำรับไปแล้วถึงได้มีสีหน้าเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ยังปล่อยให้พวกเขารออยู่ตั้งครึ่งชั่วยามแท้ๆ
หนทางกลับบ้านยังอีกไกล หากไม่ได้เป็นเพราะพวกเขานำตำรับมามอบให้ เกรงว่าการรอคอยครั้งนี้ไม่รู้จะลากยาวไปถึงเมื่อใดกว่าจะได้กลับ
กระนั้น อีกฝ่ายเมื่อพบกันก็ยิ้มให้ก่อน แน่นอนว่าเขาก็ไม่อาจทำหน้าเย็นชาได้
หลิวจี้ทำความเคารพอย่างสุภาพ ส่วนฉินเหยาก้าวถอยหลังออกมายืนห่างจากเขาสองก้าว แล้วโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโส
หากต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ย่อมต้องมีท่าทีที่เหมาะสม หลิวจี้มองดูแล้วรู้สึกประหลาดใจที่ฉินเหยาสามารถวางศักดิ์ศรีลงได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ไม่ถึงขั้นประจบสอพลอซึ่งเป็นสิ่งที่นางทำได้ยากยิ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเพียงแค่ปรายตามองนางแวบหนึ่ง มุมปากแบะลงเล็กน้อย เผยให้เห็นสีหน้ารังเกียจเพียงแผ่วเบาซึ่งโดยทั่วไปคงไม่มีใครสังเกตเห็น
หลิวจี้เห็นเช่นนั้น หัวใจก็เต้นผิดจังหวะไปหลายครั้ง กลัวว่าสตรีดุดันข้างหลังตนจะทนไม่ไหว พุ่งเข้ามาฟาดฝ่ามือใส่ฮูหยินผู้เฒ่าเสียหนึ่งที
โชคดีที่นางไม่ได้ทำ
หลิวจี้ถามไถ่ว่าฮูหยินผู้เฒ่านอนหลับเป็นอย่างไรบ้าง อากาศหนาวทำให้ปวดเข่าหรือไม่ จากนั้นจึงกล่าวอย่างแนบเนียนถึงกวางป่ากับกระต่ายสีเทาตัวใหญ่ที่นำมาด้วย ซึ่งสามารถใช้ทำสนับเข่าได้
ฮูหยินผู้เฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นโกรธแล้วหันไปถามแม่นมเว่ยว่า “เหตุใดจึงเพิ่งปลุกข้า? ตระกูลหลิวยังนำกวางป่ากับกระต่ายมาด้วยหรือ”
แม่นมเว่ยรีบโค้งกายลงกล่าวว่าตนผิดเองพร้อมขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าใจเย็น
ฮูหยินผู้เฒ่าตำหนินางสองประโยค หลิวจี้รู้สึกปวดหัวจึงรีบช่วยพูดไกล่เกลี่ย บรรยากาศจึงค่อยสงบลง
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “ช่วงเวลานี้ของปี ยังมีกวางป่าออกหากินอยู่บนภูเขาอีกหรือ”
หลิวจี้ชี้ไปที่ฉินเหยาแล้วกล่าวยกย่องว่านางมีฝีมือการล่าสัตว์เป็นเลิศ
จากนั้น รอยยิ้มของฮูหยินผู้เฒ่าก็ค่อยๆจางลง ราวกับนึกถึงหลานสาวของตระกูลที่เรียนขี่ม้ายิงธนูผู้นั้น สีหน้าไม่พอใจเริ่มปรากฏชัดเจนราวกับใบมีดแหลมที่คมกริบจนเหมือนจะแทงเข้ามายังร่างฉินเหยา
ฉินเหยากระแอมเสียงต่ำเบาๆสองครั้งพลางเอียงหน้าหลบสายตาไปทางอื่น คิดในใจว่าวันนี้นางควรให้หลิวจี้มาผู้เดียวเพื่อรับเคราะห์แทนน่าจะดีกว่า
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มอึมครึม หลิวจี้จึงรีบปรับบรรยากาศใหม่ กล่าวชมว่าฮูหยินผู้เฒ่าว่ายังคงดูอ่อนวัยและสุขภาพแข็งแรง แถมยังสอดแทรกสุภาษิตสองสามประโยค ดูเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงอารมณ์ดีขึ้น กล่าวชมว่าหลิวจี้เป็นคนพูดจามีวาทศิลป์ แถมยังหน้าตาดีอีกด้วย แล้วถามถึงเด็กๆในบ้านว่าได้เรียนหนังสือแล้วหรือยัง และได้วางแผนการเรียนแล้วหรือไม่
ในที่สุดก็มาถึงเรื่องสำคัญเสียที หลิวจี้แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย ก่อนกล่าวถึงสถานการณ์ของเด็กๆในบ้านอย่างคร่าวๆ
เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย ต้าหลางแม้ยังเยาว์วัยแต่กลับสุขุมมั่นคงและมีความอดทน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊
เอ้อร์หลางเฉลียวฉลาด รักการท่องตำรา อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านคำนวณเป็นเลิศ
ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับหลิวจี้ว่า ครั้งหน้าเมื่อพาเด็กๆไปที่เรือนพักตากอากาศ ต้องพาพวกเขามาพบตนให้ได้ นางชื่นชอบให้เด็กๆมาเล่นซุกซนอยู่ใกล้ตัว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ฉินเหยาถอยไปยืนอยู่ข้างเสาประตู นางอาศัยผ้าม่านบดบัง ก่อนจะกลอกตา
ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานอยู่ครู่ใหญ่ เสียงหัวเราะของฮูหยินผู้เฒ่าดังก้องเป็นระลอก ฉินเหยาคำนวณเวลาในใจ นับได้ว่านานถึงสองชั่วโมงเต็มๆ หลิวจี้มอบคุณค่าทางอารมณ์แก่ฮูหยินผู้เฒ่าถึงสองชั่วโมงเต็มๆเชียว
ฤดูหนาวฟ้ามืดเร็ว ช่วงบ่ายแก่ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว
เสียงเรียกแผ่วเบาของหลิวจี้ดังออกมาจากในห้อง ฉินเหยาจึงเดินเข้าไป สามีภรรยาทั้งสองกล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าด้วยกัน
“สำนักศึกษานั้นสร้างเสร็จแล้ว อยู่ตรงทิศตะวันออกของเรือน เมื่อพวกเจ้าผ่านทางนั้นก็ลองแวะไปดูได้ สร้างไว้กว้างขวางและแข็งแรงยิ่งนัก หลังปีใหม่ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิพาเด็กๆมาที่นี่ ข้าจะให้อาจารย์บันทึกชื่อของพวกเขาไว้”
ก่อนจากไป ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มกล่าว
เรื่องสำเร็จลุล่วงแล้ว สามีภรรยาฉินเหยาถึงกับถอนหายใจโล่ง.อก ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เมื่อขึ้นรถม้าออกจากจวน ฉินเหยากล่าวอย่างทอดถอนใจ “สำนักศึกษาในตัวเมืองดีกว่ามาก”
แม้จะไกลไปสักหน่อย แต่สำนักศึกษาของทางการย่อมเข้าเรียนได้ง่ายกว่าสำนักศึกษาส่วนตัว
ดูครั้งนี้สิทำเอาแทบหมดแรงเลยทีเดียว
คิดได้ดังนั้น ฉินเหยาจึงเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับหลิวจี้ที่กำลังขับรถม้าว่า “เข้าไปในเมืองแล้ว เจ้าอยากกินอะไรก็ซื้อกลับบ้านไปด้วย วันนี้พวกเราต้องฉลองกันหน่อย”
หลิวจี้ถึงกับตกตะลึงไป รีบยิ้มตอบรับทันที “ได้เลย!”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงการปฏิบัติที่ได้รับจากฉินเหยาในยามปกติ ก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยเสียงระแวดระวังว่า “ซื้อเนื้อพะโล้ได้หรือไม่”
เขาหมายถึงเนื้อวัวพะโล้ เมื่อวานตอนเข้าไปซื้อผักในหมู่บ้าน ได้ยินมาว่าในเมืองมีคนชำแหละวัวแก่สองตัว หนึ่งในนั้นถูกนำมาทำเป็นเนื้อวัวพะโล้ หากได้มากินแกล้มสุรา คงจะเป็นความสุขที่ยอดเยี่ยมไม่น้อย
ฉินเหยาพยักหน้ารับคำ
หลิวจี้ลองถามต่อด้วยเสียงอ่อน “เช่นนั้น…ข้าซื้อสุรากลั่นของพวกลาหัวโล้นมาสักสามเหลี่ยงได้หรือไม่”
“เติมให้ครบสองจินเลย ช่วงปีใหม่จะได้มีไว้ดื่มด้วย” นางกำชับ
หลิวจี้ดีใจจนยิ้มไม่หุบ รีบตอบรับด้วยความยินดี ก่อนกระตุกสายบังเหียนเร่งเหล่าหวงให้วิ่งเร็วขึ้น หากไปช้ากลัวว่าจะไม่มีเนื้อวัวพะโล้เหลือให้ซื้อแล้ว
เมื่อรถม้าวิ่งมาถึงทางแยกของจวนตระกูลติง สองสามีภรรยาก็มองเห็นอาคารทรงคฤหาสน์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างทาง ตัวเรือนยังคงเป็นไม้สีธรรมชาติ ไร้ซึ่งการทาสี
หลิวจี้จุปากเอ่ยอย่างชื่นชม “สำนักศึกษาที่ตระกูลติงสร้างนี้ ช่างใจกว้างในการใช้วัสดุจริงๆ ดูแข็งแรงนัก อีกทั้งยังสวยงาม”
ดูดีกว่าสำนักศึกษาของอำเภอเสียอีก หน้าต่างยังแกะสลักลายดอกไม้สี่วิญญูชนอย่างเหมย หลาน จู๋ จวี๋ อีกด้วย
“พวกต้าหลางนับว่าโชคดีจริงๆ”
ฉินเหยาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย “ความโชคดีก็เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเช่นกัน”
หลิวจี้มีประสบการณ์โดยตรงกับเรื่องนี้ เขาหัวเราะอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้าคงโชคดีไม่น้อยที่ได้พบเมียจ๋าผู้เฉลียวฉลาดและมีความสามารถเช่นเจ้า ใครเห็นเป็นต้องอิจฉา!”
มุมปากของฉินเหยากระตุกอย่างแรง การประจบประแจงเช่นนี้ช่างเกินไปจริงๆ
แต่วันนี้เขาทำตัวดี ไม่อัดเขาสักครั้งก็แล้วกัน
วันนี้โชคดีจริงๆ ร้านขายเนื้อวัวพะโล้ยังไม่ปิดและยังมีเนื้อเหลืออยู่
ฉินเหยาซื้อเนื้อวัวมาห้าจิน ก่อนจะไปยังโรงต้มเหล้าของพวกพระ ตักสุรามาอีกสองจิน สามีภรรยาสองคนดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของสุราและเนื้อ พากันกลับถึงเรือนก่อนฟ้ามืด
ฉินเหยาบอกข่าวดีเรื่องที่เด็กๆจะได้ไปเรียนในสำนักศึกษาตระกูลติง ลานเรือนเล็กๆของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องดีใจของพี่น้องทั้งสี่
ทำให้ปีใหม่นี้ดูคึกคักกว่าปีก่อนๆมากทีเดียว
[1] ลาหัวโล้น เป็นคำเรียกดูถูกพระภิกษุ
[2] เหมย หลาน จู๋ จวี๋ หรือ สี่วิญญูชน ได้แก่ ดอกเหมย กล้วยไม้ ต้นไผ่ ดอกเบญจมาศ เป็นตัวแทนของความสูงส่งสี่ประการอย่าง ภาคภูมิ สุขุม ยืนหยัด เรียบง่าย
ตอนที่ 174: อาหารค่ำวันส่งท้ายปีที่อุดมสมบูรณ์
วันส่งท้ายปีมาถึงแล้ว
ปีนี้ไม่มีโจรภูเขามาก่อกวน พวกแรงงานเกณฑ์ก็กลับมากันหมด อีกทั้งฤดูเก็บเกี่ยวก็ยังได้ผลผลิตดีเป็นพิเศษ ในหมู่บ้านมีโรงโม่น้ำเพิ่มขึ้นอีกแห่ง ทำให้หลายคนมีรายได้จากการทำงาน
เมื่อตอนเดือนสิบสอง ทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันซื้อหมูมาเชือดแล้วเก็บไว้จนถึงวันส่งท้ายปี ในที่สุดก็ไม่ต้องอดทนรออีกต่อไป ทุกบ้านต่างนำเนื้อดีและอาหารอร่อยออกมาปรุง กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วหมู่บ้าน เด็กๆถึงกับกลืนน้ำลายไม่หยุด
จินเป่าและจินฮวานำเต้าหู้มาให้ที่บ้านฉินเหยาแต่เช้าตรู่ เป็นเต้าหู้ที่ทำโดยนางเหอและนางจาง ใช้ถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนี้ กลิ่นหอมของถั่วเหลืองช่างเข้มข้นยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้หลิวจี้ให้ต้าหลางไปซื้อเต้าหู้มา แต่รสชาติเทียบไม่ได้กับที่เรือนเก่าทำเองเลย
เช้ามืดวันนี้ แม่สามีอย่างนางจางและลูกสะใภ้ทั้งสองลุกขึ้นมาทำเต้าหู้แล้วให้จินเป่าใช้ชามครอบเอาไว้ ห่อด้วยผ้าขาวบางก่อนอุ้มมาส่ง หลิวจี้เปิดชามออก ควันร้อนๆยังลอยขึ้นมาอยู่เลย
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ไปกินเต้าฮวยกับข้ากันเถอะ!” จินเป่าตะโกนเรียกเสียงดังลั่นอยู่ในลานบ้าน
จินฮวาเหลือบมองเขาแวบหนึ่งด้วยความรังเกียจ รู้สึกว่าเขาเสียงดังเหมือนที่ท่านย่าพูดไว้ไม่มีผิด หนวกหูเสียเหลือเกิน!
เด็กสาวรีบมุดเข้าไปในห้องโถง ฉินเหยาเพิ่งตื่นได้ไม่นาน กำลังล้างหน้าอยู่ บนโต๊ะมีชามเกี๊ยวน้ำไส้เนื้อที่หลิวจี้ยกมาให้ นางยื่นหน้าเข้าไปดม กลิ่นหอมทำให้ดวงตาของนางเป็นประกาย
“ท่านอาสะใภ้สาม พวกท่านกินเกี๊ยวน้ำเป็นอาหารเช้าหรือ” เด็กสาวเดินมาอยู่ข้างหลังฉินเหยาถามด้วยความใคร่รู้ แสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ชามเกี๊ยวบนโต๊ะแบบไม่ละสายตา
ฉินเหยาจะไม่รู้ทันนางได้อย่างไร
นางวางผ้าซับหน้าลงแล้วหมุนตัวไปจิ้มหน้าผากเด็กสาวเบาๆ “อยากกินก็กินเถอะ”
จินฮวายิ้มกว้างทันที “ขอบคุณอาสะใภ้สาม แต่ข้ากินอาหารเช้ามาแล้ว ข้าแค่จะชิม ขอชิมแค่ชิ้นเดียว”
นางยื่นนิ้วชี้ออกมาแสดงให้เห็นว่าตัวเองแค่จะชิมจริงๆ
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า นางจึงนั่งลงที่โต๊ะด้วยความยินดี ใช้ช้อนตักเกี๊ยวขึ้นมาหนึ่งชิ้น เป่าให้เย็นสักหน่อย ก่อนจะอ้าปากกลืนเข้าไป ดวงตาพริ้มลงด้วยความสุข “อร่อยเกินไปแล้ว!”
นางพูดว่ากินแค่ชิ้นเดียวก็แค่ชิ้นเดียวจริงๆ จากนั้นก็วางช้อนลง ลุกขึ้นหลีกทางให้ฉินเหยา แล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปเรียกซื่อเหนียงมากินเต้าฮวยที่บ้าน อาสะใภ้สามท่านอยากกินด้วยหรือไม่”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ต้อง พวกเจ้ากินเถิด ข้าไม่ชอบกิน”
“ข้าชอบกิน!” หลิวจี้กล่าวขึ้นขณะรีดแป้งแผ่น อีกมือหนึ่งก็กำลังห่อไส้เกี๊ยวอยู่ ไส้เกี๊ยวนี้มีเนื้อวัวตุ๋นสับละเอียด เมื่อเอาไปต้มในหม้อ กลิ่นหอมนั้นช่างยั่วน้ำลายยิ่งนัก
แม่ลูกในบ้านได้กินกันหมดแล้ว เหลือเพียงเขาที่เป็นคนทำอาหารเท่านั้นที่ยังไม่ได้กิน
แต่การได้กินทีหลังก็มีข้อดีอยู่ นั่นก็คือเขาสามารถเอาไส้เนื้อทั้งหมดที่เหลือมาห่อให้ตัวเองได้เต็มที่ และยังสามารถใส่ผักเพิ่มได้อีกด้วย
ฉินเหยาเองก็ได้รับชามพิเศษเช่นกัน หลังจากกินชิ้นแรกไป นางก็ตักชิ้นที่สองเข้าปากต่อทันที อร่อยจนหยุดไม่อยู่
“จินฮวา อาของเจ้าชอบกินเต้าฮวยแบบหวาน ต้าหลาง เจ้าไปตักมาให้พ่อหนึ่งชาม!” กล่าวจบก็ชี้ไปที่ตู้ ให้ต้าหลางไปหยิบชามมาใส่
ใบหน้าของจินเป่าที่เต็มไปด้วยความสุขกลับกลายเป็นแข็งทื่อ เพราะท่านย่าเหลือเต้าฮวยไว้ให้พวกเขาเพียงกะละมังเล็กๆเท่านั้น บอกว่าให้เด็กๆกินกัน อาสามกลับจะเอาชามใหญ่ๆแบบนี้ไปตัก พวกเขาก็ไม่เหลือกินกันพอดี!
ดังนั้นระหว่างทางไปเรือนเก่า จินเป่าจึงกำชับเอ้อร์หลางตลอดทาง “ของพวกเราเองก็กินไม่พอ อย่าไปตักให้อาสาม บอกไปว่าไม่มีเหลือแล้ว หมดแล้ว”
เอ้อร์หลางหัวเราะคิกคัก “ได้เลย!”
“พวกเราจะได้กินกันเยอะๆ” ซานหลางกล่าวเสริม พอนึกถึงเต้าฮวยที่เนื้อนุ่มละมุน ก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก
จินเป่าเห็นท่าทางหิวกระหายของเขาก็อดบ่นไม่ได้ “พวกเจ้ากินเกี๊ยวน้ำตอนเช้า เหตุใดไม่มาเรียกข้าด้วย”
ซานหลางเบิกตากว้างใสซื่อ เอ่ยอย่างไร้เดียงสา “พี่จินเป่า ข้าลืมไป”
จินเป่าโกรธจนอยากจะเคาะศีรษะเขาสักที แต่กลับถูกต้าหลางยกมือขึ้นกันไว้เสียก่อน ทำให้ตีไม่โดน
“เจ้าเข้าข้างเขา!” จินเป่าจ้องต้าหลางเขม็งด้วยความโมโห แต่เพราะสู้ไม่ไหวจึงได้แต่หันไปหาเอ้อร์หลางแทน
ต้าหลางกำชับพวกเขาให้ดูทางด้วย อย่าหกล้มจนทำให้เสื้อผ้าใหม่เปรอะเปื้อน
ทุกคนขานรับ ซื่อเหนียงกับจินฮวาย่างก้าวอย่างระมัดระวัง พลางมองลายปักบนรองเท้าที่เหมือนกันเปี๊ยบแล้วก็หัวเราะคิกคักอย่างโง่เขลา
“เต้าฮวยล่ะ เต้าฮวยหวานของข้าเล่า” หลิวจี้ถามด้วยความตกตะลึง
ต้าหลางยัดถั่วเหลืองใส่มือเขา เอ้อร์หลางปาดเต้าฮวยที่ติดมุมปากออกพลางพูดจาไร้สาระด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่พอขอรับ ท่านย่าก็เลยให้ถั่วเหลืองมาครึ่งชามและบอกว่าหากท่านอยากกินก็ทำเอง”
“อ้อ จริงสิ ใส่ลงไปในน้ำแกงกระดูกเป็นฐานน้ำแกงก็ดีนะ ตอนเย็นพวกเราก็จะกินหม้อไฟกันอยู่แล้วนี่ ท่านพ่อใส่ไปในน้ำแกงเลยสิ อร่อยแน่นอน” เอ้อร์หลางกล่าวเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้มองถั่วเหลืองในชามแล้วก็เหลือบมองพวก ‘ลูกกตัญญู’ สี่คนตรงหน้า แทบอยากจะฟาดก้นต้าหลางกับเอ้อร์หลางคนละที
แต่เพราะฉินเหยาเอนกายย่อยอาหารอยู่ด้านหลัง เขาจึงไม่อาจโวยวายได้ ได้แต่คว้าตัวเด็กโตสองคนไปที่ห้องครัว ให้พวกเขาช่วยงานเตรียมอาหารมื้อค่ำสำหรับคืนส่งท้ายปี
พวกลูกชิ้นเนื้อทอดเสร็จตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เต้าหู้ก็มีอยู่แล้ว แต่ต้องหั่นเป็นชิ้นแล้วทอดน้ำมันเสียก่อน จะได้ไม่เละง่ายตอนต้มและจะทำให้รสชาติดีขึ้น
หลิวจี้ลากแพะป่าที่ผูกอยู่ข้างคอกม้าเข้ามาพร้อมกับถือมีดไว้ในมือ แต่กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ได้แต่มองไปรอบๆอย่างลำบากใจ
แพะตัวนั้นเองก็มองกลับมาด้วยสายตาขอความช่วยเหลือชวนเวทนา ฉินเหยาสงสารจึงลุกขึ้นเดินเข้ามาแล้วโบกมือสั่ง “ไปเอากะละมังมา ต้มน้ำให้เดือดแล้วถอนขนซะ”
จากนั้นก็หันไปกำชับพี่น้องฝาแฝดที่กำลังเกาะประตูมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เข้าไปข้างในเสีย ปิดประตูให้ดี เด็กเล็กไม่ควรดูภาพนองเลือดแบบนี้ เดี๋ยวจะฝันร้ายเอา”
ซานหลางกับซื่อเหนียงรับคำอย่างว่าง่ายแล้วรีบหลบเข้าห้องไป
เมื่อคราวก่อนตอนหมู่บ้านเชือดหมู เด็กๆพากันวิ่งไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ฉินเหยาเผลอไปนิดเดียว พอกลับมาก็พบว่ามีเด็กสามในสี่คนฝันร้ายกันถ้วนหน้า
นางจางรู้เรื่องนี้เข้าก็ดึงตัวฉินเหยาไปโดยไม่พูดอะไรแล้วพาไปยังหมู่บ้านข้างๆ หาหญิงตาบอดคนหนึ่งแล้วซื้อไข่สามฟองกลับมา บอกว่าให้เด็กกินแล้วจะไม่ฝันร้ายอีก
ตอนแรกฉินเหยายังไม่เชื่อ แต่พอเด็กๆกินไข่เข้าไป วันรุ่งขึ้นเอ้อร์หลางกับฝาแฝดก็นอนหลับสนิท ไม่มีใครฝันร้ายอีกเลย
นางจางพอใจมาก “เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าหญิงตาบอดผู้นั้นศักดิ์สิทธิ์สุดๆ แต่เจ้าดันไม่เชื่อมาเถียงข้า”
ฉินเหยาได้แต่พูดไม่ออก เรื่องแบบนี้ต้องพึ่งศาสตร์เร้นลับสินะ โบราณว่าไว้ไม่ผิดจริงๆ!
ต้าหลางกับหลิวจี้ยังคงอยู่ในลานบ้าน มองดูฉินเหยาลงมีด สังหารแพะด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
น้ำร้อนพร้อมแล้ว พ่อกับลูกชายรับหน้าที่ถอนขน พอทำความสะอาดเสร็จ ฉินเหยาก็รับหน้าที่ผ่าท้องควักเครื่องใน
นางฉุกคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน อยากกินเนื้อแพะแล่บางๆ แต่สวรรค์ไม่เป็นใจ ไม่มีหิมะตก จึงไม่มีตู้เย็นตามธรรมชาติให้แช่แข็ง เนื้อสดนิ่มๆจะแล่ให้บางเป็นแผ่นกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความอยากอาหาร ฉินเหยาก็ยังคงชักกริชเหล็กกล้าของนางออกมา แล่เนื้ออย่างช้าๆบนเขียงไม้
แม้จะแล่ได้ไม่บางเท่ากระดาษในยุคปัจจุบัน แต่ให้บางเท่ากระดาษเหลืองที่ใช้กันทั่วไปที่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหา
ภายในครัวเล็กๆที่มีเพียงแสงจากเชิงเทียน เงาสะท้อนของคมมีดวูบวาบไปมาแทบจะทำให้หลิวจี้กับต้าหลางตาพร่า
ช่วงที่นองเลือดที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงได้รับอนุญาตให้เข้าครัว
พวกเขามองดูหม้อน้ำแกงกระดูกแพะที่ท่านพ่อกำลังเคี่ยวอยู่ ประเดี๋ยวก็หันไปดูถาดเนื้อแพะแล่บางเฉียบที่ท่านแม่หั่นเสร็จอีกทีหนึ่ง กลืนน้ำลายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว
ในที่สุด ฉินเหยาก็จุดประทัดหนึ่งพวงแล้วโยนลวกๆลงไปในลานบ้าน ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่นจนไก่กระเจิงม้าตื่นนั้น อาหารมื้อค่ำส่งท้ายปีก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ
หกชีวิตในครอบครัว ได้ลิ้มรสมื้อค่ำวันส่งท้ายปีที่สมบูรณ์แบบและอุดมสมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่เคยมีมา
ตอนที่ 175: ต่างฝ่ายต่างไม่ถูกชะตา
เนื้อแพะทั้งตัว ด้วยเพราะมีฉินเหยาผู้เป็นจอมตะกละอยู่ด้วย ครอบครัวทั้งหกคนจึงกินกันจนเกลี้ยง
หลังจากกินมื้อค่ำส่งท้ายปีเสร็จ โคมแดงก็ถูกแขวนขึ้น ทุกคนกินอิ่มจนพุงกาง นั่งเอนกายย่อยอาหารอยู่บนเก้าอี้ อยู่โต้รุ่งต้อนรับปีใหม่
ช่วงหัวค่ำยังมีของว่างเล็กๆน้อยๆเป็นอาหารมื้อดึก ทำให้ผ่านพ้นไปได้ไม่ลำบากนัก
แต่พอเข้าสู่ช่วงดึก ซานหลางกับซื่อเหนียงก็ทนไม่ไหวกลับเข้าห้องไปนอนก่อน
ต้าหลางฝึกฝนกระบวนท่าที่ฉินเหยาเพิ่งสอนในห้อง เอ้อร์หลางกับหลิวจี้ก็พากันกอดตำราเล่มหนึ่งไว้อ่าน ทั้งคู่ล้วนดูขยันขันแข็ง
ฉินเหยามองจานถั่วเหลืองในมือ ตนเองก็นั่งกินถั่วเหลืองผัดไปพลาง ปล่อยความคิดล่องลอยไปพลาง แล้วก็ใช้เวลาคิดอย่างจริงจังอยู่สามวินาที ข้าควรจะเข้าร่วมกับพวกเขาด้วยหรือไม่
สามวินาทีให้หลัง ช่างมันเถอะ วุ่นวายมาตลอทั้งปี กว่าจะมีเวลาว่างสักหน่อย ต้องปล่อยตัวตามสบายบ้าง!
ราวๆตีสาม เอ้อร์หลางก็ทนไม่ไหว ล่าถอยไปนอนก่อน
เหลือเพียงต้าหลาง ฉินเหยา และหลิวจี้ สามคนนั่งประจันหน้ากันหน้าโต๊ะ
หลิวจี้ท่องตำราจนตาล้าแล้วจึงหยุดอ่านและหาวออกมา
แต่เพราะปีก่อนเขาโต้รุ่งไม่สำเร็จ ปีนี้เขาจึงต้องทำให้สำเร็จจงได้ หาไม่แล้วคงโชคไม่ดีเหมือนปีก่อน ซึ่งแทบจะเป็นปีที่เต็มไปด้วยเคราะห์ภัย
หลิวจี้ที่ปกติไม่เชื่อเรื่องโชคลางยอมทำตัวงมงายสักครั้ง พอง่วงก็หยิกตัวเองให้ตื่น สุดท้ายก็ทนได้จนกระทั่งแสงอรุณแรกเริ่มส่องขอบฟ้า เขาถึงกับลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ปีนี้ต้องโชคดีแน่นอน!”
ให้กำลังใจตัวเองเสร็จก็หาวอีกทีแล้วหันไปมองด้านหลัง คิดว่าฉินเหยากับต้าหลางคงมีสภาพไม่ต่างจากตนเองนัก
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า เด็กน้อยอย่างต้าหลางทั้งที่ไม่ได้นอนทั้งคืนกลับยังดูมีชีวิตชีวา บอกว่าจะไปฝึกยามเช้าที่สวนหลังบ้าน
ฉินเหยาตะโกนห้ามแล้วผลักให้เข้าไปในห้อง ในที่สุดหนุ่มน้อยจึงยอมกลับไปนอนอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าจะไปงีบสักหน่อย” ฉินเหยาโบกมือ ก่อนจะเดินเข้าห้องของตนเองแล้วล้มตัวลงนอน
หลิวจี้เองก็ทนไม่ไหวแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นจึงไม่พูดให้มากความ ปิดประตูหน้าต่าง กลบถ่านที่ยังติดไฟไว้ใต้ขี้เถ้า ตรวจดูหมูรมควันที่แขวนไว้ใต้ชายคาอีกรอบ พอทำทุกอย่างเสร็จ ก็พุ่งตัวเข้าห้องนอนทันที
ทั้งครอบครัวหลับยาวไปจนถึงเที่ยงวัน เมื่อตื่นขึ้นมา หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็เงียบสงัดเป็นอย่างมากหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี ดูเหมือนว่านี่เป็นช่วงเวลาเดียวที่ทุกคนจะมีโอกาสได้นอนตื่นสาย ทุกบ้านต่างปิดประตูขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน
หลังจากพ้นวันขึ้นปีใหม่ บรรยากาศในหมู่บ้านก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
เพราะบ้านฉินเหยาไม่มีญาติพี่น้องให้ต้องไปเยี่ยมเยียนจึงเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในบ้าน กินๆดื่มๆ ใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยจนข้ามปีไป
เมื่อพ้นช่วงปีใหม่ คนทั้งหกในครอบครัวต่างอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรฤดูหนาวก็เป็นช่วงสะสมไขมัน กินแล้วไม่ขยับเขยื้อน จะไม่อ้วนก็คงเป็นเรื่องแปลก
จนกระทั่งวันที่แปด ตลาดนัดก็เวียนมาถึง ผู้คนในหมู่บ้านหลายคนพากันนัดหมายเข้าเมือง
นางชิวเองก็พ้นช่วงอยู่ไฟแล้ว หลิวจ้งจึงรีบมาหาฉินเหยาแต่เช้าตรู่ ถามว่าพวกเขาจะเข้าเมืองไปเดินตลาดหรือไม่ หากไปก็อยากขอติดรถไปด้วย
เพราะรู้ว่าหลิวจี้ตัดสินใจอะไรไม่ได้ หลิวจ้งจึงถามฉินเหยาโดยตรง
ฉินเหยาถามกลับว่า “ไปกันกี่คนหรือ”
“ข้า พี่สะใภ้ใหญ่ จินเป่า จินฮวา แล้วก็ท่านพ่อ ผู้ใหญ่สาม เด็กเล็กสอง”
เด็กทารกครบเดือนแล้ว นางจางกับหลิวเหล่าฮั่นปรึกษากันว่าหลายปีมานี้บ้านพวกเขาไม่ค่อยมีเรื่องมงคลเลยจึงคิดจะจัดงานฉลองครบเดือนให้สักครั้ง หลิวจ้งกับนางเหอจึงจะเข้าเมืองไปซื้อของ
หลิวเหล่าฮั่นเองก็ต้องการเปลี่ยนเครื่องมือทำเกษตรในบ้านเสียใหม่ ในตัวอำเภอมีให้เลือกเยอะกว่า และราคาก็ถูกกว่าด้วย
ส่วนเด็กสองคนนั้นก็เพราะซนจนวุ่นวายมากเกินไปจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพาไปด้วย
หากฉินเหยาไม่ไป พวกหลิวจ้งก็ไม่คิดจะพาเด็กสองคนไปด้วย
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง “ข้าเองก็คิดจะหาซื้อม้าแคระเพิ่มอีกสักตัวพอดี เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ”
หลิวจ้งยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบกลับไปเตรียมตัวทันที
เมื่อฉินเหยาและหลิวจี้ส่งหลิวจ้งกลับไปแล้ว พอหันหลังกลับมาก็เห็นต้าหลางกับน้องๆทั้งสี่คน ยืนจ้องพวกเขาตาแป๋วอยู่ตรงประตูเรือน
สองสามีภรรยาสบตากันแวบหนึ่ง พาไปทั้งหมดเลยดีหรือไม่
อย่างไรเสีย รถม้าก็จุคนได้ไม่มากอยู่แล้ว หากพาเด็กสี่คนไปด้วยก็ให้พวกเด็กๆนั่งบนรถม้า ส่วนผู้ใหญ่เดินเท้าเอา ออกเดินทางแต่เช้าหน่อย จะได้กลับมาก่อนค่ำ
พวกต้าหลางทั้งสี่เห็นปฏิกิริยาของท่านพ่อท่านแม่ก็แทบจะร้องเฮออกมาด้วยความดีใจ
เมื่อถึงวันที่แปด ฟ้ายังไม่ทันสว่าง สองครอบครัวก็รีบตื่นขึ้นมาเตรียมตัวกันแต่เช้าตรู่
หลังจากทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ ฉินเหยากับหลิวจี้ก็จุดคบไฟ จูงรถม้าไปรับคนที่เรือนเก่า
ต้าหลางกับน้องๆนั่งเป็นคู่ๆ โผล่ศีรษะออกมาจากหน้าต่างรถม้า จินฮวากับจินเป่าเห็นเข้าก็รีบปีนขึ้นไปบนรถอย่างไม่รอช้า เด็กหกคนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนฉินเหยาอดคิดไม่ได้ว่าหากมีที่อุดหูคงดีไม่น้อย
เคราะห์ดีที่คนขับรถม้าคือหลิวเหล่าฮั่นไม่ใช่นาง หาไม่แล้วการต้องฟังเสียงดังเซ็งแซ่อยู่ใกล้ๆเช่นนี้ สมองของนางคงระเบิดเป็นแน่
ตรงกันข้ามกับฉินเหยา หลิวเหล่าฮั่นอายุมากแล้วกลับชอบบรรยากาศครึกครื้นเช่นนี้ เขาขับรถม้าได้ไม่คล่องนัก หัวเราะพลางถามฉินเหยากับหลิวจี้ว่า
“เมื่อวานตอนค่ำ เจ้ารองกลับมาบอกว่าพวกเจ้าจะเข้าเมืองไปดูม้าอีกตัวหรือ ที่บ้านก็มีเจ้าเหล่าหวงตัวหนึ่งอยู่แล้วมิใช่รึ จะซื้อมาเพิ่มไปทำอะไรอีกกัน ซื้อวัวสักตัวไม่ดีกว่าหรือ ทั้งลากเกวียนได้ ทั้งไถนาได้”
หลิวจี้อธิบายว่า “ท่านพ่อ ต้าหลางกับเอ้อร์หลางอีกสองเดือนก็จะต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงแล้ว เส้นทางก็ไกลนัก เมียจ๋าก็เลยคิดจะซื้อม้าแคระสักตัวให้พวกเขาใช้ขี่ไปเรียนจะได้สะดวกขึ้น”
“อะไรนะ” ผู้ใหญ่ทั้งสามคนในเรือนเก่าพากันตกตะลึง
คำพูดสั้นๆของหลิวจี้กลับแฝงความหมายมากมาย
ทั้งเรื่องได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติง ทั้งเรื่องจะให้เด็กขี่ม้า ฟังแล้วทำให้หลิวเหล่าฮั่นถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ แต่พอฟื้นจากอาการตกใจ จึงรีบถามด้วยความตื่นเต้นว่า
“สำนักศึกษาตระกูลติงรับต้าหลางกับเอ้อร์หลางเข้าเรียนหรือ”
หลิวจี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกคนในเรือนเก่าเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลติงเลยจึงพยักหน้าตอบว่า
“ใช่แล้ว ข้ากับเมียจ๋าต้องออกแรงไปไม่น้อย กว่าจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลติงยอมตกลงนั้นไม่ง่ายเลย”
นางเหอถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อยว่า “พวกเจ้าทำอะไรไปบ้างรึ บอกให้พี่สะใภ้ใหญ่ฟังบ้างเถิด จินเป่าเองก็โตไม่น้อยแล้วนะ เจ้าสาม เจ้าเองก็เป็นอาของเขาจะลืมหลานแท้ๆ ของตัวเองไม่ได้นะ!”
หลิวจี้ยื่นมือออกไปทันที กางห้านิ้วเต็มที่ “พี่สะใภ้ใหญ่ หากท่านให้ข้าได้ตามจำนวนนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจที่จะใช้หน้าหนาๆของข้านี้ ช่วยหาทางให้หลานชายของข้าได้ที่เรียนเช่นกัน!”
นางเหอลองเดาอย่างตื่นเต้น “ห้าร้อยเหวินรึ”
ยังไม่ทันที่หลิวจี้จะเอ่ยจำนวนเงินออกไป ฉินเหยาก็เอ่ยขึ้นมาก่อนด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ห้าสิบตำลึงต่อคน”
หลิวจี้เบิกตากว้างจนดวงตาไหววูบ โอ้โห นางกล้าพูดจริงๆด้วย!
นางเหอกับคนอื่นๆพากันสูดลมหายใจเย็นเฉียบ “ห้าสิบตำลึงต่อคนรึ” นางชี้ไปทางรถม้า “ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรวมกัน นั่นมิใช่ว่าต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยตำลึงเลยหรือ”
ได้ยินตัวเลขมหาศาลถึงหนึ่งร้อยตำลึง หลิวเหล่าฮั่นและหลิวจ้งสองพ่อลูกถึงกับไม่กล้าหายใจแรง
ฉินเหยาสองสามีภรรยาต่างพยักหน้าพร้อมกัน “ถูกต้อง!”
พวกเขาไม่ได้พูดโกหก กวางป่ากับกระต่ายป่าก็มีค่าไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ไหนจะยังมีตำรับสบู่อีก
ตำรับถูกตระกูลติงเก็บไป แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะนำไปผลิตจริงๆ
ตระกูลใหญ่ทั้งหลายมักชอบเก็บตำรับเช่นนี้ไว้ในมือ เพื่อแสดงถึงความล้ำค่าของมัน
หากพวกเขาผลิตขึ้นมาเองแล้วนำไปใช้ผูกมิตรกับผู้อื่น ผลประโยชน์ที่ได้รับย่อมเกินกว่ามูลค่าของเงินทอง
เมื่อหลิวจี้คิดได้ดังนี้ก็รู้สึกทันทีว่าหนึ่งร้อยตำลึงที่ฉินเหยาพูดไปยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ
แต่หากพูดมากไป นางเหอและคนอื่นๆก็คงยากจะจินตนาการได้ ขนาดหนึ่งร้อยตำลึงก็ทำให้นางเหอตกใจจนไม่กล้าเอ่ยปากขอให้ฉินเหยาและหลิวจี้ช่วยเหลืออีกแล้ว
อันที่จริง หากนายท่านติงอยู่บ้าน ฉินเหยาก็คงไม่ถึงขั้นต้องขู่พี่สะใภ้ใหญ่เช่นนี้
แต่เพราะฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลติงกับนางล้วนไม่ชอบหน้ากัน นางจึงไม่อยากเข้าไปหาเรื่องให้ตัวเองต้องลำบากใจ
ตอนที่ 176: งานเลี้ยงฉลองครบเดือน
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนนั้นสูงลิ่วและนางเองก็ยังต้องแบกรับภาระครอบครัว ซึ่งสองสิ่งนี้ก็หนักหนาไม่ใช่น้อย
เงินที่นางเหอและหลิวไป่มีอยู่ในมือ นางในฐานะผู้จ่ายค่าจ้างให้พวกเขาย่อมรู้ดีที่สุด แต่กระนั้นยังห่างไกลเกินกว่าที่จะส่งจินเป่าเข้าเรียนนัก
ทุกคนไม่ได้พูดเรื่องสำนักศึกษาตระกูลติงอีก หลิวเหล่าฮั่นกลับไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ฉินเหยาคิดจะซื้อม้า
ฉินเหยายินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อาวุโส นางให้หลิวเหล่าฮั่นพูดออกมาตรงๆ แล้วตั้งใจฟัง
หลิวเหล่าฮั่นกล่าวว่า “ข้าลองคำนวณคร่าวๆแล้ว ม้าตัวนี้หากเจ้าซื้อไป มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”
“ประการแรก ต้าหลางปีนี้ก็เพิ่งสิบขวบ เอ้อร์หลางก็เพียงแปดขวบ ทั้งคู่ยังเป็นเพียงเด็ก ให้พวกเขาขี่ม้าไปกลับสำนักศึกษาเอง หากถูกผู้ไม่หวังดีจับตามองแล้วขโมยม้าไปจะทำเช่นไร”
“กระนั้นยังถือว่าโชคดี หากเด็กๆได้รับบาดเจ็บขึ้นมาจะทำเช่นไร”
ฉินเหยาขมวดคิ้วกล่าวว่า “พวกโจรขโมยม้านั้นถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว อีกทั้งข้ามีคนรู้จักทั้งในหมู่บ้านเซี่ยเหอและในเมืองจินสือ ไม่น่ามีปัญหาหรอกกระมัง”
แม้นางจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
เด็กๆที่กำลังเล่นซุกซนกันอยู่ในรถม้า เมื่อได้ยินการสนทนาของผู้ใหญ่ด้านนอก ต่างก็หยุดเล่นแล้วเงี่ยหูฟังเงียบๆ
หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “อีกประการหนึ่ง ม้าแคระตัวหนึ่งก็มีราคากว่ายี่สิบตำลึง เงินจำนวนนี้สามารถซื้อวัวไถนาชั้นเยี่ยมได้ตัวหนึ่ง แถมยังเหลือเงินอีกสี่ห้าตำลึง”
“เช่นนั้นเจ้าสู้ไปรับส่งพวกเขาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอทุกวัน หรือว่าจ้างสารถีให้ส่งพวกเขาเข้าเมืองไปดีกว่า อย่างไรเสียสารถีก็ต้องเดินทางทุกวันอยู่แล้ว หากเจ้าจ่ายให้เขาเดือนละหนึ่งถึงสองร้อยเหวิน มันคุ้มค่ากว่าให้พวกเขาขี่ม้าไปเองมิใช่หรือ”
“รอให้เด็กทั้งสองโตกว่านี้ค่อยซื้อม้าจะเหมาะสมกว่า”
หลิวเหล่าฮั่นยังพะวงเรื่องที่ฉินเหยาบอกว่าจะซื้อที่ดิน เขาเป็นห่วงว่านางจะใช้เงินหมดก่อนจนไม่เหลือเงินซื้อที่ดิน
เหล่าคนในเรือนเก่าพอจะคำนวณตัวเลขเล็กๆน้อยๆได้ แต่หากเป็นจำนวนมาก เช่น รายได้เมื่อปีที่แล้วของโรงโม่น้ำฉินเหยาพวกเขากลับคำนวณไม่ได้ ได้แต่คาดเดาคร่าวๆ เช่น ห้าหกสิบตำลึงหรือเจ็ดแปดสิบตำลึงเป็นต้น
ทว่าครอบครัวของนางกลับไม่มีกิจการใดๆเลย ที่นาสักผืนก็ยังไม่มี หลิวเหล่าฮั่นคิดถึงเรื่องนี้จึงอดเป็นกังวลไม่ได้
“ที่นาสำคัญที่สุด!” หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยเตือนอีกครั้ง
ฉินเหยาพยักหน้า นางคิดว่าหลิวเหล่าฮั่นกล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก
เช่น หากให้นางเป็นคนส่งเด็กๆไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้วส่งต้าหลางกับเอ้อร์หลางให้สารถีพาพวกเขาไปยังเมืองจินสือเพื่อเข้าเรียน การเดินทางเช่นนี้ช่วยรับประกันความปลอดภัยของเด็กสองคนได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดเงินไปไม่น้อย
เดือนหนึ่งใช้เพียงสองเฉียน หนึ่งตำลึงสามารถใช้ได้ถึงห้าเดือน หากนำเงินค่าซื้อม้ามาคิดเป็นค่ารถ น่าจะสามารถนั่งรถม้าได้จนกระทั่งสารถีเลิกกิจการกันเลยทีเดียว!
ที่สำคัญยังไม่แน่ว่าต้องใช้ถึงสองเฉียน หากเหมาจ่ายรายเดือนหรือรายปี ราคาย่อมแตกต่างกัน นางยังสามารถต่อรองราคาได้อีก
แม้ว่าเดินทางไปกลับจะยุ่งยากอยู่มาก แต่เงินที่ประหยัดได้นั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ลมพายุฝนตกก็ยังสามารถนั่งเกวียนวัวไปได้โดยไม่ต้องกลัว
ทว่าไม่ว่าคำนวณอย่างไรก็ยังสู้การไปอาศัยอยู่ในตัวเมืองไม่ได้อยู่ดี
ฉินเหยาพึมพำกับตนเองว่า “หรือจะไปซื้อที่ดินในเมืองดี”
หลิวจี้ที่ได้ยินเต็มสองหูถึงกับตกตะลึง รีบเอ่ยเตือนเสียงเบา
“หากพวกเราไปอยู่ในเมือง ไม่มีที่พึ่งพิง ข้าเองก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอดเวลา เจ้ากับลูกๆคงถูกคนรังแกจนตายได้ อย่าไปเลย อยู่ในหมู่บ้านไม่ดีหรือ ล้วนเป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น ทุกคนต่างเกรงใจกันดี”
ฉินเหยาหัวเราะเยาะ “ข้าจะถูกคนรังแกจนตายอย่างนั้นรึ”
“อา… ข้าปากพล่อยเอง เมียจ๋า คนเช่นเจ้าไหนเลยจะถูกรังแกได้เล่า ข้าแค่เป็นห่วงว่าเจ้าคิดไม่รอบคอบแล้วไปซื้อที่ดินในเมือง ถึงจะเป็นความคิดที่ดี แต่คราวหน้าพวกเราก็อย่าไปคิดมันอีกเลยนะ” หลิวจี้เอ่ยอ้อนวอนอย่างไม่อาย
ฉินเหยารู้ว่าการย้ายบ้านนั้นมิใช่เรื่องง่าย แต่เห็นหลิวจี้มีท่าทางตื่นตระหนกเช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะยั่วเย้าเขาอีกสักหน่อยจึงแกล้งถามว่า
“ในเมื่อเป็นความคิดที่ดี เหตุใดคราวหน้าจึงคิดไม่ได้เล่า”
หลิวจี้ยกมือกุมหน้าผาก “พวกเราไม่เหมาะจะไปอยู่ในเมืองจริงๆ หากเจ้าคิดจะย้ายจริงๆ เช่นนั้นก็รอให้ข้าสอบได้ตำแหน่งก่อนค่อยว่ากัน”
คนตระกูลเดียวกันยังมีเหตุผลที่ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่พวกเขาเป็นคนนอก จะมีเหตุผลอันใดให้คนในเมืองยอมให้เข้าไปแย่งที่ดินและแย่งผลประโยชน์ของพวกเขา
เห็นฉินเหยาท่าทางกระตือรือร้น หลิวจี้ก็ไม่ขวางนางอีก คิดในใจว่าหากเจ้าลองไปดูเองแล้วจะรู้ว่าไม่มีทางซื้อที่ดินได้
แค่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวยังหาซื้อยาก แล้วในเมืองจินสือเล่า ยิ่งยาก!
ถึงอย่างไร คนที่สามารถขายที่ดินได้ทั้งเมืองก็มีอยู่ไม่กี่คน!
ฉินเหยามองเขาแวบหนึ่ง เจ้าดูภูมิใจมากนี่?
หลิวจี้รู้สึกถึงอันตราย รีบเร่งฝีเท้าเข้าไปเดินเคียงคู่กับหลิวจ้ง ถามเขาถึงการจัดงานเลี้ยงครบเดือนของเด็กน้อย ดูว่ายังพอมีเวลาให้เขาได้ร่วมกินเลี้ยงด้วยหรือไม่
สำนักศึกษาจะเปิดเรียนหลังจากวันที่สิบห้าและเดือนสองก็ต้องสอบคัดเลือกแล้ว เวลาช่างกระชั้นชิดนัก แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้น
โชคดีที่หลิวจ้งบอกว่างานเลี้ยงฉลองครบเดือนจะจัดในวันที่สิบสอง อย่างนั้นเขาก็ยังอยู่ร่วมงานได้
กินเลี้ยงงั้นรึ หลิวจี้กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ร่วมโต๊ะกินเลี้ยงอย่างเป็นทางการคือเมื่อใด
การย้ายบ้านครั้งนั้นไม่นับ มีเพียงโต๊ะเล็กๆสองสามโต๊ะกับอาหารธรรมดา.ธรรมดาแค่พออิ่ม จะนับเป็นงานเลี้ยงได้อย่างไรเล่า
งานเลี้ยงที่แท้จริง ต้องกินต่อเนื่องกันสองวัน วันแรกเป็นวันเตรียมงานเลี้ยง ดังนั้นในช่วงเย็นจึงจัดหนึ่งโต๊ะให้กับผู้ที่มาช่วยงานได้กินกัน
วันที่สองเป็นวันเลี้ยงหลัก เริ่มกินกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
มื้อเช้ากินโจ๊กมงคล เป็นข้าวต้มที่ต้มจากข้าวที่นำไปคั่ว ใส่ส่วนผสมหลายอย่าง ทั้งถั่วเหลือง ผัก เนื้อบด ทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน กลิ่นหอมน่ากินยิ่งนัก
มื้อเที่ยง เป็นมื้อใหญ่ตามธรรมเนียม บ้านที่มีฐานะปานกลางก็จะมีอาหารแปดอย่าง หากฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็จะมีสิบสองถึงสิบหกอย่าง มีทั้งเนื้อสัตว์ ผัก เหล้า ขนม และลูกกวาด อยากกินอะไรก็เลือกได้ตามใจ
มื้อเย็น เป็นมื้อสุดท้าย คล้ายกับมื้อเที่ยง แต่จำนวนอาหารจะน้อยกว่าสักเล็กน้อย ที่สำคัญคือต้องกินให้หมดเกลี้ยง
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปอาหารจะไม่เหลือ เพราะชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนกินเก่ง บางคนแม้แต่ก้นถ้วยยังเลียจนสะอาดเกลี้ยง
นางเหอเรียกฉินเหยาให้มาช่วยงาน แน่นอนว่าหน้าที่ปรุงอาหารนั้นไม่จำเป็นต้องทำ พวกนางก็ไม่ได้คาดหวังว่าฉินเหยาจะลงมือทำอาหารเองจริงๆ
เพียงแต่ให้มาช่วยล้างจาน เช็ดโต๊ะ ยกอาหารขึ้นโต๊ะก็เท่านั้น
“จริงสิ โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง รวมถึงถ้วยชามของบ้านเจ้าก็เอามาด้วยนะ ล้างเสร็จแล้วจะส่งคืนให้เจ้าเอง”
“วางใจเถอะ ข้าไม่ทำของเจ้าพังหรือหายแน่นอน” นางเหอรับรองด้วยรอยยิ้ม
ฉินเหยาไม่เคยร่วมงานเลี้ยงของบ้านอื่นมาก่อน นางรู้สึกสนใจไม่น้อยจึงตอบตกลง
ทุกคนพูดคุยหยอกล้อกันไประหว่างทางทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นประตูอำเภออยู่ข้างหน้าแล้ว ทุกคนจึงเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
หลิวเหล่าฮั่นและนางเหอไม่ค่อยได้มาตัวอำเภอ ครั้งสุดท้ายที่พวกเขามาจำได้ว่าผ่านมาแล้วหกถึงเจ็ดปี
หลิวจี้ได้รับคำสั่งจากฉินเหยา เขาจึงนำทางครอบครัวเดินหน้าไปรับการตรวจสอบจากทหาร ส่งค่าธรรมเนียมเข้าเมืองและค่าจอดรถม้าแล้วพาทุกคนเข้าสู่เมืองอย่างราบรื่น
หลิวจ้งไม่เคยเห็นน้องสามในลักษณะเช่นนี้มาก่อน ตลอดทางเห็นเขาเจรจากับทหารอย่างสุขุม ทักทายคนรู้จัก ใบหน้าของหลิวจ้งเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนปากอ้าค้างไม่หุบเลยทีเดียว
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง นางเหอที่พูดมากมาตลอดทางกลับเงียบลง ดูเคร่งขรึมและเก้ๆกังๆเล็กน้อย
ฉินเหยาดึงแขนของนางไว้พร้อมกับชี้บอกสถานที่ต่างๆว่าตรงนี้เป็นอะไร ร้านค้านี้ขายสิ่งใด หากต้องการซื้อวัวม้าต้องไปที่ไหนและหากต้องการซื้อผักหรือเนื้อสัตว์ต้องไปตรงไหน
หลังจากเริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศขึ้นเล็กน้อย นางเหอก็ค่อยๆผ่อนคลายลง และถูกดึงดูดด้วยความคึกคักของตลาดในเมือง
ตอนที่ 177: ไม่ซื้อ
เมื่อเข้ามาในตัวเมืองแล้ว คนที่ดีใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเหล่าเด็กๆ
แต่ละคนเดินตามท่านพ่อท่านแม่ของตนเอง มองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้นยินดี
ซื่อเหนียงแอบกระซิบข้างหูพี่สาวจินฮวา “ท่านพ่อของข้าเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาในอำเภอล่ะ”
จินฮวาแสร้งร้องว้าวอย่างให้ความร่วมมือ อีกทั้งยังกล่าวว่า อาสามของนางช่างเก่งกาจนัก ทำเอาหลิวจี้ที่แอบฟังอยู่ยิ้มหน้าบาน
วันนี้ที่หน้าประตูเมือง เขาได้เชิดหน้าชูตาเต็มที่
เขาอยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อกลับถึงหมู่บ้านแล้ว คนในเรือนเก่าพวกนั้นจะยังด่าว่าเขาเป็นตัวสร้างปัญหาอยู่อีกหรือไม่
หลิวจ้งและนางเหอต้องการซื้อผัก หลิวจี้จึงนำทางไป พาจินฮวากับจินเป่า ไปด้วยซื้อของได้ไม่สะดวกนักจึงต้องให้อยู่กับหลิวเหล่าฮั่น
ฉินเหยาอยู่กับพวกต้าหลางทั้งสี่คน คอยติดตามหลิวเหล่าฮั่นไปดูเครื่องมือเกษตร
เหล่าเด็กๆเดินตามหลังกันมาอย่างคึกคักจอแจ
โชคดีที่ต้าหลาง เอ้อร์หลางและจินเป่า ทั้งสามล้วนเป็นพี่ชายที่มีความรับผิดชอบ ต่างจับมือน้องเล็กแต่ละคนไว้ เดินตามผู้ใหญ่อย่างว่าง่าย
ทว่าพอเห็นพ่อค้าที่ถือแท่นปัก บนนั้นเสียบไปด้วยถังหูลู่สีแดงฉ่ำ เด็กๆเดินไม่ถึงไหนก็หยุดเดินเสียแล้ว
หลิวเหล่าฮั่นยกมือขึ้นทำท่าจะตี จินฮวารีบกล่าวว่า “ท่านพ่อให้เงินเหรียญมาแล้วเจ้าค่ะ พวกเราจะซื้อเอง!”
“มีเงินสักกี่เหรียญกัน ถึงได้กล้าพูดเช่นนี้” หลิวเหล่าฮั่นถามเสียงขุ่น แต่สุดท้ายมือที่ยกขึ้นก็ไม่ได้ฟาดลงไป เพียงลดมือลงครึ่งทางเท่านั้น
จินฮวารีบร้อนล้วงเหรียญออกจากกระเป๋าเสื้อที่ท่านแม่เย็บให้ มีตั้งสองเหรียญ!
จินเป่าตกตะลึงยิ่งนัก “ท่านพ่อของข้าเหตุใดไม่ให้ข้าบ้าง”
เป็นลูกหลานบ้านเดียวกันแท้ๆ เหตุใดท่านอารองถึงให้เงินจินฮวา แต่ท่านพ่อของเขากลับไม่ให้เขาเลย
“ท่านปู่ไม่ยุติธรรมเลย ข้าเองก็อยากได้!” จินเป่าพองแก้ม กล่าวพลางยื่นมือออกไปหาท่านปู่ แต่ถูกหลิวเหล่าฮั่นฟาดฝ่ามือเสียงดังเพียะ
“อยากได้เงินก็ไปขอท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าเอง ข้าไม่เกี่ยวด้วยหรอก”
เมื่อเห็นจินเป่าถูกทำให้อับอาย เอ้อร์หลางก็หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ฮ่าฮ่าฮ่า มีแต่เจ้าที่ไม่มีเงินใช้ พวกเราน่ะมีหมดทุกคน!”
ท่านแม่ให้เงินค่าขนมพวกเขาทั้งสี่คน คนละห้าสิบเหวินทุกเดือน แต่เงินก่อนหน้านี้ถูกบิดาไร้ประโยชน์หลอกเอาไปจนหมด เอ้อร์หลางกับพวกพี่น้องเสียใจแทบตาย รู้แบบนี้ควรรีบใช้ไปให้หมดตั้งแต่แรก
หลังจากนั้น ทุกเดือนที่ฉินเหยาให้เงินค่าขนมแก่พวกเขา สี่พี่น้องจะรีบใช้จ่ายทันที ไม่ว่าจะฝากให้ฉินเหยาซื้อกระดาษให้ก็ดีหรือฝากคนในหมู่บ้านที่เข้าเมืองซื้อเนื้อมาให้ก็ล้วนแต่ต้องรีบใช้
เพราะหากไม่ใช้จ่ายให้หมด ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีบิดาไร้ประโยชน์จะมาหลอกเอาไปอีกเสียดายแย่
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อของจินเป่า เอ้อร์หลางก็หยิบเงินค่าขนมของพี่น้องออกมา สี่พี่น้องได้ถังหูลู่กันไปคนละหนึ่งไม้
ต้าหลางไม่อยากกินจึงบอกว่าจะให้ท่านปู่ หลิวเหล่าฮั่นไม่คาดคิดมาก่อน พอมองดูถังหูลู่ที่ถูกยื่นมาให้ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ต้าหลางเด็กดี เจ้าเก็บไว้กินเถอะ ปู่ไม่ชอบกินสิ่งนี้หรอก” หลิวเหล่าฮั่นกล่าวปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม พลางยื่นมือไปลูบไหล่ต้าหลาง รู้สึกว่าเด็กคนนี้เติบใหญ่ขึ้นมาก อีกทั้งยังยิ่งโตยิ่งหล่อเหลา
ต้าหลางส่ายหน้า ก่อนจะยัดถังหูลู่ใส่มือของหลิวเหล่าฮั่นโดยตรง “ท่านกินเถอะ มันหวานมากเลยนะขอรับ”
ฉินเหยากล่าวเสริมว่า “ท่านลองชิมสักหน่อยเถอะ”
หลิวเหล่าฮั่นจึงยืนยันให้แน่ใจอีกครั้งว่าต้าหลางไม่ต้องการกินจริงๆ แล้วจึงรับไว้ด้วยความยินดี
“เช่นนั้นข้าก็จะลองชิมดูเสียหน่อย ปกติเห็นแต่พวกเด็กๆร้องอยากกิน ข้าขอลองสักคำว่ามันรสชาติเป็นเช่นไร ถึงทำให้พวกเขาอยากกินกันนัก”
จินเป่าพุ่งเข้ามาหาท่านปู่ทันที “ท่านปู่ คราวหน้าข้าจะไปช่วยท่านเกี่ยวข้าว ข้าโตแล้ว สามารถช่วยทำงานบ้านได้มากขึ้น ท่านว่าใช่หรือไม่”
หลิวเหล่าฮั่นร้อง “โอ้” ออกมา พลางมองจินเป่าผู้ที่ปกติชอบบ่นว่าลำบากอย่างแปลกใจ “เจ้าจะไปเกี่ยวข้าวในนาด้วยรึ กลัวว่าเพิ่งถึงหัวนาก็ร้องกลับบ้านไปเข้าห้องส้วมเสียก่อนแล้ว”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!” จินเป่าคล้องแขนท่านปู่ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ถังหูลู่ ปากก็เอ่ยคำพูดหวานหูที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เชื่อ เช่น ท่านปู่พักเถิด ปล่อยให้หลานชายเช่นเขาเป็นคนทำแทน
หลิวเหล่าฮั่นเห็นท่าทางตะกละของเขาแล้วก็หัวเราะออกมา ในที่สุดก็ใจอ่อน ไม่ได้กินถังหูลู่สักคำ ก่อนยกให้เขาไป
จินเป่าดีใจยิ่งนัก รีบทำหน้าล้อเลียนใส่เอ้อร์หลางทันที เห็นหรือไม่ ข้าก็มีถังหูลู่นะ!
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางด่าทั้งคู่ว่าโง่จริง แต่สุดท้ายก็ช่วยหักปลายไม้แหลมส่วนบนออกให้
เด็กๆกินกันรวดเร็ว พอเดินมาถึงร้านขายเครื่องมือเกษตร ถังหูลู่ก็เหลือเพียงแค่ไม้เปล่า
หลิวเหล่าฮั่นซื้อจอบเหล็กสองเล่ม เป็นแบบไม่มีด้าม เดี๋ยวกลับไปค่อยเหลาไม้ติดเข้าไปเอง
เมื่อเห็นว่ามีคันไถเหล็กขายก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดใจซื้อมาอีกหนึ่งชุด
เครื่องมือพวกนี้ราคาไม่ถูกเลย เพียงแค่สามชิ้นนี้ก็ทำให้หลิวเหล่าฮั่นเสียเงินไปถึงสามตำลึง
แบกคันไถเหล็กหนึ่งชุดพร้อมจอบสองเล่ม หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกปวดใจที่ต้องเสียเงินไปมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ยินดีอย่างยิ่ง
ตอนนี้ที่บ้านมีไถเหล็กสองชุด จอบเหล็กเพิ่มมาอีกสองเล่ม การไถนาในฤดูใบไม้ผลิจะง่ายขึ้นมาก
เพียงแต่เงินที่ใช้ไปนั้น ทำให้เงินจากการขายข้าวเมื่อปีที่แล้วแทบไม่เหลือ
ทางฝั่งหลิวจ้งเองก็ต้องจัดงานเลี้ยง แม้ว่าจะมีเงินขวัญถุงเพิ่มมา แต่ก็เพียงพอแค่ทำให้รายรับรายจ่ายสมดุลเท่านั้นและยังต้องเสียค่ามิตรภาพไปไม่น้อย
ฉินเหยาต้องการไปดูตลาดวัวและม้า แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่คิดจะซื้อม้า แต่หากมีวัวไถนาราคาสมเหตุสมผลก็คงต้องพิจารณาดูบ้าง
การไถนานั้น ไม่ใช่แค่หลิวจี้ที่หวาดกลัว นางเองก็หวาดกลัว!
ถึงต้าหลางกับเอ้อร์หลางจะสามารถลงไปช่วยทำงานในนาได้บ้าง แต่ก็มีขีดจำกัด
หลิวเหล่าฮั่นคิดว่าพวกเราซื้อไม่ไหว แต่ไปดูหน่อยไม่ได้เชียวหรือ พวกเขาจึงเดินตามไปด้วยความยินดี
ระหว่างทาง จู่ๆฉินเหยาก็นึกถึงเรื่องแต่งงานของหลิวเฝยขึ้นมาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านพ่อ น้องเล็กดูตัวไปถึงไหนแล้วหรือ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของหลิวเหล่าฮั่นก็บึ้งตึงลงทันที “ไม่ค่อยดีเท่าไร เจ้านั่นไม่พอใจใครสักคน เจ้าบอกข้าสิว่ามันน่าหงุดหงิดหรือไม่ ตัวเองเป็นคนแบบไหนยังไม่รู้แล้วยังจะเลือกมาก แถมกล้าพูดอีกว่าจะหาสตรีที่นิสัยดีขยันทำงานและต้องหน้าตาสะสวย”
“หญิงสาวดีๆเช่นนั้น ไม่คิดบ้างว่าพวกนางจะมองคนอย่างพวกเราหรือ หรือต่อให้มี เงินค่าสินสอดพวกเราก็จ่ายไม่ไหวหรอก”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ รู้สึกเสียใจที่ถามขึ้นมา
พอเห็นว่าหลิวเหล่าฮั่นเริ่มบ่นไม่หยุด ฉินเหยาก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “ท่านพ่อ ท่านดูทางนั้นสิ มีคนขายทั้งวัวทั้งเกวียนพร้อมกัน เราไปดูกันเถอะ!”
“ที่ไหน” หลิวเหล่าฮั่นถูกดึงดูดความสนใจไปทันที รีบบอกให้จินเป่าจูงน้องสาวตามมา จากนั้นเหล่าผู้เฒ่าผู้เยาว์ก็เบียดเข้าไปท่ามกลางฝูงชน
ที่แท้เป็นเกวียนวัวมือสอง เพิ่งซื้อมาได้ไม่ถึงปี แต่เจ้าของต้องการใช้เงินด่วนจึงเร่งรีบขายในราคาถูก ทั้งเกวียนและวัวรวมกันเสนอขายที่สิบหกตำลึง
คนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ กำลังต่อรองราคากันอย่างดุเดือด
เจ้าของวัวลูบตัววัว ดวงตาคลอน้ำตา แต่ก็ยืนกรานราคาสิบหกตำลึง ไม่ยอมลดแม้แต่น้อย
หลิวเหล่าฮั่นแบกคันไถเหล็กเข้าไปดูโดยไม่กลัวเปื้อน เขาแง้มปากวัวขึ้นดูฟัน นั่งยองๆลงเอามือลูบขาและท้องวัว จากนั้นจับกีบวัวขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด ท่าทางชำนาญยิ่งนัก
หลังจากดูเสร็จ เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เจ้าของวัวดีใจนัก นึกว่าเขาจะซื้อ ที่ไหนได้หลิวเหล่าฮั่นกลับหันไปพูดกับลูกสะใภ้ว่า
“วัวตัวนี้ไม่เลวจริงๆ น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีปัญญาซื้อ ไปกันเถอะ”
ที่บ้านฉินเหยาเช่าที่ดินไว้สิบหมู่ หลิวเหล่าฮั่นไม่เคยคิดเลยว่าแค่ที่ดินเพียงเท่านี้จะต้องใช้วัวไถนา
ดังนั้น เมื่อฉินเหยาล้วงเงินออกมาเพื่อจะจ่าย หลิวเหล่าฮั่นถึงกับตกใจแทบสิ้นสติ รีบยื่นมือออกไปขวางทันที “เจ้าทำอะไรน่ะ! รีบเก็บเงินไปเดี๋ยวนี้ พวกเราไม่ซื้อ! ไม่ซื้อ!”
ประโยคสุดท้ายที่ว่าไม่ซื้อนั้น คือพูดใส่คนขาย
เจ้าของวัวที่เดิมทีที่รู้สึกอึดอัดเพราะถูกต่อราคามานาน พอเห็นแสงแห่งความหวังส่องมาแล้ว จู่ๆกลับต้องน้ำตาแทบไหลออกมาในบัดดล…
ตอนที่ 178: กำลังจะโดนซ้อมแล้ว
ฉินเหยาถามว่า “ท่านพ่อ ท่านว่าวัวตัวนี้ดีหรือไม่”
หลิวเหล่าฮั่นพยักหน้า วัวตัวนี้เป็นวัวดี เรื่องนี้ไม่อาจโกหกได้
แต่ไม่ได้ใช้น่ะสิ!
“ไปๆๆ พวกเจ้าสามคงซื้อของเสร็จแล้ว กลับบ้านเถอะ” หลิวเหล่าฮั่นรีบดึงพวกจินเป่ากลับมา เด็กพวกนี้อยากรู้อยากเห็นไปหมด “กลับบ้าน”
จินเป่าจูงมือจินฮวาทำท่าทีไม่อยากกลับ “อ้อ…”
แต่ฉินเหยากลับไม่ขยับ นางกล่าวอย่างหนักแน่น “ท่านพ่อ ข้าจะซื้อ ข้าไม่อยากไถนา”
“แค่สิบหมู่ เจ้าก็ไม่ยอมไถรึ” หลิวเหล่าฮั่นไม่เข้าใจ แถมยังตกตะลึงอย่างหนัก
ฉินเหยาพยักหน้า นางจะซื้อมัน!
นางส่งสัญญาณให้หลิวเหล่าฮั่นหลบทาง ก่อนเดินไปหาพ่อค้าและเตรียมจ่ายเงิน
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าคนที่ต่อราคาก่อนหน้านี้ พอเห็นนางจะซื้อ จู่ๆก็เลิกกดราคา แถมยังรีบพูดว่าตนเองก็ต้องการซื้อเช่นกัน
พ่อค้าเกิดความลำบากใจขึ้นมาทันที มองฉินเหยาแล้วหันไปมองพวกที่โวยวาย ไม่รู้ว่าควรขายให้ใครดี
แต่ฉินเหยาไม่สนใจคนพวกนั้น นางยัดเงินใส่มือพ่อค้าโดยตรง “ทุกสิ่งย่อมมีลำดับก่อนหลัง ข้าเป็นคนพูดก่อนว่าจะซื้อ สมควรขายให้ข้า!”
คนพวกนั้นไม่ยอม รีบขวางพ่อค้าไว้ ไม่ให้เขารับเงินจากฉินเหยา “สตรีที่ไหนกัน ไม่รู้จักกฎระเบียบหรือไร ทุกคนต่างเห็นกันอยู่ทนโท่ว่าเป็นพวกเราที่มาก่อน เรากำลังตกลงราคากันอยู่!”
หลิวเหล่าฮั่นเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่สนเรื่องห้ามฉินเหยาแล้ว รีบตะโกนลั่น “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร กลางวันแสกๆยังคิดจะรังแกคนอื่นหรือ”
กล่าวจบก็วางคันไถเหล็กลงบนพื้น แสดงท่าทีปกป้องเต็มที่
พวกนั้นเห็นดังนั้น สีหน้าก็ดูไม่สู้ดีนัก แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงชายชราใกล้ลงหลุมกับสตรีตัวเล็กๆ ก็หาได้ใส่ใจไม่ ยังคงข่มขู่พ่อค้าไม่ให้ขายต่อไป
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเห็นว่าน้องๆ มีท่าทีหวาดกลัวจึงนำเด็กๆทั้งหมดไปยืนอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม มองดูอยู่ห่างๆ
ซานหลางกับซื่อเหนียงดูดนิ้วพลางพูดกับจินเป่าและจินฮวาด้วยความกังวล “กำลังจะถูกซ้อมแล้ว”
จินฮวาตกใจ “อะไรนะ ท่านปู่กับอาสะใภ้สามจะถูกซ้อมหรือ”
ซื่อเหนียงขี้เกียจอธิบาย นางเพียงเบิกตากว้างจ้องมองสถานการณ์ฝั่งตรงข้าม
พ่อค้าถูกพวกนั้นคุมตัวไว้ ในอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้กลับเหงื่อแตกพลั่กด้วยความร้อนรน
ฝูงชนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มุงดูเหตุการณ์ตรงหน้า บ้างก็กล่าวว่าพวกนั้นรังแกคนแก่และสตรี บ้างก็เร่งให้พ่อค้าให้คำตอบเสียที
“จะขายให้ใคร เจ้าก็รีบบอกมาเสียเถอะ!” มีคนในฝูงชนตะโกนขึ้น
ฉินเหยาเองก็เบื่อที่ต้องมาเสียเวลา นางเอ่ยถามพ่อค้าตรงๆ “สรุปเจ้าจะขายให้ใครกันแน่”
เงินสิบหกตำลึงวางอยู่ตรงหน้า พ่อค้าหมายจะขายให้ฉินเหยาอยู่แล้ว แต่ก็กลัวจะทำให้พวกนั้นไม่พอใจ จึงลังเลไม่แน่ใจ
ฉินเหยาเห็นเขามัวแต่รีรอจึงเรียกหลิวเหล่าฮั่น ก่อนหันหลังเดินจากไปทันที
“แม่นางน้อย อย่าเพิ่งไป! ข้าขายให้เจ้า!” พ่อค้าร้องเรียกหยุดนางเอาไว้ หากปล่อยให้ผู้ซื้อคนนี้ไปแล้ว เหลือแต่พวกนั้นคงต้องถูกกดราคาอีกแน่
หากเป็นเช่นนี้จริง ล่วงเกินคนก็ต้องล่วงเกินแล้ว เงินสำคัญกว่า!
ฉินเหยาหยุดฝีเท้า หันกลับมาอีกครั้ง เอ่ยย้ำถาม “ขายให้ข้า?”
พ่อค้าพยักหน้าหงึกๆไม่หยุด
ฉินเหยากระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้หลิวเหล่าฮั่นรออยู่ก่อน จากนั้นก้าวไปข้างหน้า ยื่นเงินให้พ่อค้า
แต่ไม่คาดคิดว่าคนพวกนั้นจะโกรธจัด รีบยื่นมือออกมาหมายจะปัดเงินลงพื้น
ฉินเหยาดวงตาเย็นเยียบ รีบกำเงินตำลึงในมือแน่นอย่างรวดเร็ว อีกมือหนึ่งโจมตีออกไปราวสายฟ้า เพียะๆๆ ตบสี่ทีติดกัน มือทั้งสี่ข้างที่ยื่นออกมาถูกปัดจนกระเด็นไปหมด
เสียง “ตุบตุบ” ดังขึ้น สี่คนนั้นกระเด็นจนล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
คนพวกนั้นทั้งตกใจและโกรธ รีบลุกขึ้นแล้วกำหมัดหมายจะชกเข้าใส่ฉินเหยา
พ่อค้าถึงกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์ตรงหน้า ทำได้เพียงบอกให้ฉินเหยารีบหนีไปก่อน
“หนี? ข้ายังไม่ได้พาวัวของข้าไปเลย จะหนีทำไมกัน!”
ในจังหวะที่พวกนั้นกำลังจะดึงหมัดกลับไป ฉินเหยาก็พลันยืดกายขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ศอกกวาดหมัดของทั้งสี่คนรวบเข้าใต้รักแร้ จากนั้นบิดตัวกดลงอย่างแรง ทั้งสี่คนถูกแรงกดมหาศาลทับลงบนพื้น!
ได้ยินเพียงเสียงกร๊อบดังขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเสียงกระดูกส่วนไหนผิดรูป ตามมาด้วยเสียงครวญครางของคนทั้งสี่ที่กุมแขนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น
“ซี๊ด~”
ฝูงชนรอบข้างต่างพากันสูดหายใจเย็นยะเยือก สตรีผู้นี้ช่างเก่งกาจยิ่งนัก!
ฉินเหยามองพวกที่กลิ้งอยู่กับพื้นพลันหัวเราะเย็นชา นางเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างยิ่ง จึงกระทืบซ้ำเรียงตัวไปอีกคนละที
เท้าของนางเตะเข้ากลางหลังพอดี ทั้งสี่คนถึงกับแน่นิ่งลงไป หายใจติดขัดจนร้องไม่ออก
“วัวเป็นของใคร?” นางนั่งยองๆตรงหน้าคนทั้งสี่ เอ่ยถามด้วยท่าทีจริงจัง
ทั้งสี่คนตกใจอยากถอยหนีให้ห่างจากนาง สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร้องขอความเมตตา
พวกเขาพยายามกลั้นหายใจแล้วพูดอย่างตะกุกตะกักออกมา “ของเจ้า ของเจ้า ล้วนเป็นของเจ้าทั้งหมด…”
ฉินเหยาจึงยื่นมือออกไป ท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของพวกนั้น นางจัดแขนที่เคลื่อนผิดตำแหน่งให้เข้าที่ทั้งหมด
นางลงมือจัดกระดูกโดยไม่ให้เวลาตั้งตัวสักนิด คนพวกนั้นเจ็บจนดิ้นกลิ้งไปมากับพื้นอีกครั้ง ร้องโหยหวนกันระงม
เมื่อจัดเสร็จ ฉินเหยาก็ปัดมือ ลุกขึ้นยืน เดินไปหาพ่อค้า
พอเห็นนางเข้าใกล้ พ่อค้าก็ถอยหลังไปก้าวใหญ่ทันที!
ฉินเหยาขมวดคิ้ว แกว่งเงินในมือไปมา “เงิน เจ้าจะเอาหรือไม่”
“เอา เอาสิ” พ่อค้าหยุดฝีเท้า โน้มร่างไปด้านหน้าเกือบครึ่งแล้วค่อยๆยื่นมือออกไป ใช้นิ้วคีบเงินตำลึงจากมือฉินเหยามาทีละก้อน
พอได้เงินแล้วก็หันหลังวิ่งหนีไปทันที
ฉินเหยา “…”
นางยักไหล่ จากนั้นก็เดินไปจูงเกวียนวัวที่ผูกอยู่กับเสาออกมา
อาจเป็นเพราะพลังอันแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากร่างนาง วัวแก่ที่ดื้อรั้นกลับเชื่องอย่างไม่น่าเชื่อ บอกให้เดินไปทางตะวันออกก็ไป บอกให้ไปทางตะวันตกก็ไป
“…ได้ ได้!” หลิวเหล่าฮั่นลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกตัว รีบตอบรับอย่างรวดเร็ว แล้วนำคันไถและจอบที่เพิ่งซื้อขึ้นไปวางบนเกวียน
ฉินเหยากวักมือเรียกต้าหลางและพวกเด็กๆที่อยู่ฝั่งตรงข้ามให้กลับมา แล้วกำชับให้พวกเขาเดินตามรถเกวียน พร้อมกับอุ้มเด็กเล็กสามคนขึ้นไปบนรถแล้วจูงไปด้วยกัน
จินฮวาตอนนี้ถึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้ซานหลางกับซื่อเหนียงพูดว่าจะถูกซ้อม ไม่ได้หมายถึงท่านปู่กับอาสะใภ้สาม แต่เป็นพวกคนเลวทั้งสี่ที่นอนอยู่กับพื้นต่างหาก
และคนเลวทั้งสี่ในสายตาของจินฮวานั้น หลังจากมองส่งฉินเหยาและพวกเดินจากไปแล้วก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งตรงไปทางที่ว่าการ
ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากฉินเหยารับพวกหลิวจี้ที่ซื้อของเสร็จแล้วซื้อของเล็กๆน้อยๆเพิ่มอีกหน่อยเพื่อเตรียมกลับบ้าน ตอนที่พวกนางกำลังจะเดินพ้นประตูเมืองนั้น ก็มีเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากทางด้านหลัง!
“พวกเจ้าข้างหน้านั่น หยุดเดี๋ยวนี้!”
จากนั้นยังมีเสียงเบาๆดังขึ้นมาอีก “ใช่ๆ ท่านทหาร นางนั่นแหละ หญิงชาวบ้านที่ขับเกวียนวัวผู้นั้น…”
ทหารเฝ้าประตูเมืองได้ยินคำสั่งเช่นนี้ก็รีบยื่นง้าวยาวออกมาขวางฉินเหยาและพวกทันที
นางเหอสะดุ้งเฮือก หลิวจ้งเองก็ตกใจจนลนลาน ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
หลิวเหล่าฮั่นขมวดคิ้วแน่น หันกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นพวกสี่คนที่ถูกฉินเหยาซ้อมเมื่อครู่ พวกนั้นคงโกรธจนทนไม่ได้ วิ่งไปแจ้งความที่ที่ว่าการ
เวลานี้พวกเขาพาเจ้าหน้าที่ทางการมาสี่คน ต้องการจะจับตัวฉินเหยา
ข้อหาก็คือนางเมินเฉยต่อกฎหมาย ทำร้ายคนกลางถนนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส!
“อะไรกัน” หลิวจี้ชี้ไปยังคนทั้งสี่ที่กำลังกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยท่าทีไม่อยากเชื่อ “พวกเขาบาดเจ็บสาหัสตรงไหนกัน”
ตอนที่ 179: กังวลเรื่องศัตรูพืช
เมื่อได้หลิวจี้เอ่ยเตือนเช่นนั้น เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการก็หันกลับไปมองสี่คนที่มาแจ้งความ “พวกเจ้า ผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือพิการ”
ทั้งสี่คนพร้อมใจกันยื่นมือออกมา แต่เดิมคิดจะกล่าวว่ามือของพวกเขาถูกนางตีจนบวมไปหมดแล้ว
ใครจะคิดว่า มือที่ยื่นออกมากลับขาวสะอาด แม้แต่รอยฟกช้ำเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี
หลิวจี้รีบร้องลั่นทันที “ไหนล่ะที่ว่าบาดเจ็บหรือพิการ? พวกไพร่กล้าบังอาจมาล้อเล่นกับทางการ แถมยังใส่ร้ายผู้อื่น เช่นนี้ข้าว่าคนที่สมควรถูกจับกุมคือพวกเจ้ามากกว่า!”
การกลับคำกล่าวหาเช่นนี้ เขาช่ำชองนัก
สีหน้าของเจ้าหน้าที่ทางการแปรเปลี่ยน สายตาทรงอำนาจกดดันมองไปยังสี่คนที่มาแจ้งความ พวกเขาแทบจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ได้แต่ชี้นิ้วไปที่ฉินเหยาอย่างเดือดดาลพลางกล่าวว่านางนั่นแหละที่เป็นคนลงมือทำร้ายพวกเขา
แต่เพราะเหตุใดถึงไม่มีแม้แต่รอยแผลเลยสักนิด พวกเขากลับไม่สามารถให้คำอธิบายที่ชัดเจนได้
ขณะนั้นเอง ฉินเหยาถึงได้ก้าวลงจากเกวียนวัว เดินตรงไปยังเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการ ประสานหมัดคำนับพลางเอ่ยว่า
“ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ข้ามีนามว่าฉินเหยา เป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว เพิ่งไปซื้อวัวที่ตลาดวัวม้า และมีปากเสียงกับพวกเขาเล็กน้อย เกรงว่าพวกเขาจะโกรธเคือง คิดแก้แค้นข้าจึงจงใจใส่ร้าย”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสี่ที่เมื่อครู่คิดว่านางดูคุ้นตาอยู่บ้างก็เผยสีหน้าชื่นชมออกมาทันที
พวกเขาร้องเสียงต่ำขึ้นพร้อมกัน “ที่แท้ก็คือวีรสตรีปราบโจร ฉินเหนียงจื่อนี่เอง!”
“ขออภัย ขออภัย!” ทั้งสี่คนคำนับคืนให้ฉินเหยา เล่นเอาผู้แจ้งความทั้งสี่ถึงกับตะลึงงัน
วีรสตรีจะละเมิดกฎหมายอย่างอุกอาจได้อย่างไร
ต้องไม่ใช่ความผิดของนางเป็นแน่!
ด้วยภาพลักษณ์อันดีงามที่ฉินเหยาสร้างไว้ตอนปราบโจร ประกอบกับคำอธิบายที่สุขุมเยือกเย็นของนาง เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการจึงเบนความโกรธไปยังสี่คนนั้นแทน
“รบกวนแล้ว ตอนนี้ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ท่านรีบออกจากเมืองเถิด ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่ทันเวลา เจ้าสี่คนนี้ให้พวกเราจัดการเอง พวกเราจะคืนความบริสุทธิ์ให้ท่านอย่างแน่นอน!” หัวหน้าเจ้าหน้าที่เอ่ยพลางยิ้มให้ฉินเหยา
เมื่อพวกเขาเดินจากไป ด้านหลังก็มีเสียงอธิบายอย่างร้อนรนและเสียงร้องทุกข์ของสี่คนนั้นดังขึ้น
แต่ไม่เกินความคาดหมาย ท่ามกลางเสียงตะคอกดุดันของเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการ พวกเขาก็ต้องปิดปากเงียบเสียงไป
สำหรับฉินเหยาแล้ว สี่คนนี้จะมีจุดจบเช่นไร นางไม่สน เพียงแต่เมื่อต้องเผชิญกับสีหน้าหงุดหงิดของหลิวจี้ นางก็จำต้องอธิบายสักหน่อย
“คือว่าพวกเราจะซื้อวัว แต่พวกเขากดราคาจนพ่อค้าขายให้ไม่ได้ ทว่าสุดท้ายแล้ว พ่อค้าก็ตัดสินใจขายให้ข้า นั่นทำให้เกิดปากเสียงกันเล็กน้อย ใช่หรือไม่ท่านพ่อ”
ฉินเหยาหันไปมองหลิวเหล่าฮั่นยิ้มๆ
หลิวเหล่าฮั่นคิ้วกระตุก ก่อนจะฝืนยิ้มสบายๆออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ใช่แล้ว เป็นเช่นนั้น เหยาเหนียงไม่ได้ลงมือหักมือของพวกเขาเลย”
ซื่อเหนียงรีบแก้ไขทันที “ท่านปู่ นั่นไม่เรียกหัก เรียกว่าผิดตำแหน่งต่างหาก ถ้าหักจริง ท่านแม่ไม่มีทางจัดกระดูกกลับเข้าที่ได้หรอก”
เมื่อกล่าวจบ เด็กสาวก็เงยหน้ามองพี่ใหญ่ด้วยแววตารอคอย “พี่ใหญ่ ข้าพูดถูกใช่ไหม”
นางจำได้ว่าท่านแม่อธิบายเรื่องนี้ให้พี่ใหญ่กับพี่รองฟังเช่นนี้
ต้าหลางเหลือบมองใบหน้าดำคล้ำของท่านพ่อแวบหนึ่ง ยังมีท่านแม่ที่แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าอย่างไร้คำพูด เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกดศีรษะเล็กๆของน้องสาวลงไป “เจ้าเงียบปากไปเถอะ”
ซื่อเหนียง เมี๊ยวๆๆ???
“เจ้าช่างเก่งกาจยิ่งนักเมียจ๋า!” หลิวจี้กัดฟันพูดกระซิบที่ข้างหูฉินเหยา
เกือบทำให้พวกเขาถูกจับเสียแล้ว
ฉินเหยากวาดสายตาคมกริบมองไป “ข้าทำสิ่งใดไม่เคยพลาด เจ้าเห็นพวกเขามีหลักฐานหรือไม่เล่า”
“อ่านั่น…” หลิวจี้ได้แต่ยอมรับโดยดุษณี แอบชูนิ้วโป้งให้เงียบๆ
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงผ่อนคลาย หันไปพูดกับนางเหอและหลิวจ้งว่า “ไม่มีอะไรแล้ว แค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น”
นางเหอส่ายหน้า “ไม่ๆๆ มีสิ”
หัวใจของสองสามีภรรยารัดแน่น
ฉินเหยาหัวเราะอย่างถ่อมตัว “ไม่เท่าไหร่หรอก ข้าเคยพบขุนนางในที่ว่าการอำเภอมาบ้าง”
รอยยิ้มของนางเหอพลันแข็งค้าง น้องสะใภ้ช่างถ่อมตัวเสียจริง
ฉินเหยาหันไปมองสิ่งของที่กองเต็มท้ายเกวียนแล้วเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ซื้ออะไรกันมานักหนา เยอะขนาดนี้เลยหรือ”
ตอนนี้พวกเขามีเกวียนสองเล่ม ทุกคนจึงนั่งได้บนเกวียน
หลิวเหล่าฮั่นและหลิวจ้งเบียดกับเด็กทั้งหกในเกวียนม้า ส่วนเกวียนวัวใช้บรรทุกสิ่งของ และยังมีหลิวจี้เป็นสารถี ที่ท้ายเกวียนยังพอมีที่ให้ฉินเหยาและนางเหอนั่งได้
วัวน้ำตัวใหญ่สีเทาเข้ม รูปร่างกำยำเป็นพิเศษ ลากเกวียนได้มั่นคง แถมยังเชื่อฟัง ใช้ดียิ่งกว่าม้าเสียอีก
ที่สำคัญมันยังใช้ไถนาได้อีกด้วย ชั่วพริบตาเดียว พวกเขาก็รู้สึกว่าเงินสิบหกตำลึงที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง!
นางเหอชี้ไปที่ของบนเกวียน “นี่คือถั่วลิสง นั่นคือถั่วแขก และยังมีของแห้งจากทางใต้ เอาไว้ต้มน้ำแกง…”
พืชผักไว้ไปซื้อในหมู่บ้าน รวมถึงไข่ไก่ด้วย ตอนกลับต้องไปหาท่านยายหวังสักหน่อย ขอให้นางช่วยเก็บไข่ไก่ไว้ให้ อย่าเพิ่งขายออกไป
ฉินเหยารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “อาหารเยอะเช่นนี้ คิดจะทำกับข้าวกี่อย่างหรือ”
“ท่านแม่บอกว่างานมงคลมีไม่บ่อยนัก จะเตรียมสิบอย่าง”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางเหอนึกขึ้นได้ว่ายังต้องไปแจ้งข่าวกับญาติพี่น้องและสหาย จึงถามฉินเหยาอย่างคาดหวัง “เกวียนวัวของเจ้า พวกข้ายืมใช้สักหน่อยได้หรือไม่”
ฉินเหยาโบกมืออย่างใจกว้าง “ใช้ได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่อย่าลืมป้อนอาหารมันให้อิ่มก่อนนำมาคืนข้าด้วย”
นางเหอดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบรับปากทันทีว่าจะดูแลวัวของนางให้เป็นอย่างดี ในหัวเริ่มจินตนาการถึงสีหน้าตกตะลึงของพ่อแม่และพี่สะใภ้เมื่อนางขับเกวียนวัวกลับไปแจ้งข่าวที่บ้าน
แค่คิดก็อดมีความสุขไม่ได้แล้ว
ฉินเหยามองนางที่หัวเราะคนเดียวอย่างมีความสุขก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ ก่อนจะเงยหน้ามองทิวทัศน์สองข้างทาง
“เฮ้อ~”
เสียงถอนหายใจดังมาจากบนรถม้า หลิวเหล่าฮั่นพูดอย่างกลัดกลุ้ม “ดูเหมือนว่าฟ้าจะใสขึ้นทุกวัน หิมะฤดูหนาวคงจะไม่ตกแล้วล่ะ”
จินเป่าถามอย่างสงสัย “ท่านปู่ หิมะไม่ตกไม่ดีหรือ หิมะตกทีไรหนาวจะตาย ท่านยังจะอยากให้มันตกอีกหรือ”
หลิวเหล่าฮั่นหันไปมองหลานชายคนโตแสนโง่เขลาอย่างขุ่นเคือง “อยู่มาจนโตป่านนี้ เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ ยังเป็นลูกชาวนาตระกูลเราอยู่ไหม”
“ข้าก็ไม่อยากเป็นชาวนาตั้งแต่แรกแล้วนี่” จินเป่าลอบมองต้าหลางกับเอ้อร์หลาง เขาเองก็อยากไปสำนักศึกษาเหมือนกัน ใครกันจะอยากทำงานในทุ่งนา
หลิวเหล่าฮั่นลูบศีรษะเล็กๆของเขา เด็กคนนี้ดูทึ่มทื่อเหมือนพ่อไปเสียหมด ไม่ได้ฉลาดเฉลียวเหมือนแม่เลยสักนิด
เมื่อเห็นว่าเด็กๆอีกหลายคนต่างจ้องมองมาด้วยความอยากรู้ เขาจึงอธิบายอย่างอดทนว่า “ชาวนาเช่นพวกเราต้องพึ่งพาฟ้าดิน หากฤดูกาลผิดเพี้ยน ผลผลิตในปีหน้าก็จะได้รับผลกระทบ”
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดผู้คนจึงกล่าวว่าหิมะมงคลบ่งบอกถึงปีอุดมสมบูรณ์”
เด็กๆพากันส่ายหน้า ก่อนจะถามอย่างกระตือรือร้น “ทำไมหรือ”
“เพราะหิมะสามารถทำให้ไข่แมลงศัตรูพืชที่ฝังอยู่ใต้ดินถูกแช่แข็งจนตายได้ ดังนั้นปีหน้าพืชผลก็จะเติบโตได้ดีขึ้น แต่หากไม่มีหิมะมาทำลายไข่แมลงเหล่านี้ เมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น พวกมันก็จะฟักออกมาเป็นตัวและทำลายพืชผลของเรา”
พูดถึงตรงนี้ หลิวเหล่าฮั่นก็นึกถึงภัยพิบัติตั๊กแตนครั้งใหญ่เมื่อยี่สิบปีก่อน อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
ต้าหลางถามด้วยความกังวล “ท่านปู่ แต่เมื่อเดือนสิบสองก็ยังมีหิมะตกอยู่บ้างไม่ใช่หรือ อย่างน้อยก็คงช่วยกำจัดไข่แมลงไปได้บ้างแล้วกระมัง”
หลิวเหล่าฮั่นพยักหน้าเบาๆ แต่ความกังวลในใจกลับไม่ลดน้อยลง
หากผลผลิตลดลงเพียงเล็กน้อยก็จะใช้ชีวิตลำบากขึ้น แน่นอนว่าพวกเขาย่อมหวังให้ฟ้าฝนเป็นใจไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ตอนที่ 180: ฟ้าถล่มก็แค่ปล่อยวาง
ซานหลางเป็นคนอ่อนไหวมาแต่ไหนแต่ไร พอได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับตกใจจนน้ำตาคลอ รีบมุดออกมาจากตัวรถม้าพลางตะโกนเรียกฉินเหยาที่อยู่บนเกวียนวัวข้างหน้า
“ท่านแม่!”
ฉินเหยาได้ยินคำพูดของหลิวเหล่าฮั่น นางเคยผ่านพ้นมหันตภัยและฝูงซอมบี้กลายพันธุ์ในวันสิ้นโลกมาแล้ว เรื่องเช่นนี้หาได้สะทกสะท้าน นางยังคงมั่นคงเฉกเช่นสุนัขเฒ่าผู้เยือกเย็น
นางยิ้มพลางกล่าวกับซานหลางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อย่ากลัวไปเลย ศัตรูมาก็รับมือด้วยทหาร น้ำท่วมก็กั้นด้วยคันดิน หากฟ้าจะถล่มจริงก็เพียงเอนกายพักเสียเถิด”
ซานหลางได้ฟังดังนั้นก็เบาใจ ดวงใจดิ่งกลับสู่ท้องกลมกลิ้งของตน
หลิวเหล่าฮั่นถึงกับชะงัก หัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความกังวลพลันเปิดกว้างขึ้น
กังวลไปจะมีประโยชน์อันใด
สิ่งที่ควรมาย่อมต้องมา เตรียมตัวรับมือไว้ก็พอ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป!
เมื่อความคิดกระจ่าง ใบหน้าก็เผยรอยยิ้ม
มองไปยังฉินเหยาที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวอย่างสำราญใจชมทิวทัศน์ หลิวเหล่าฮั่นพลันเกิดความสงสัยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ว่าสตรีผู้นี้ผ่านเรื่องราวใดมาถึงได้มีทัศนคติปล่อยวางได้ถึงเพียงนี้
จนกระทั่งพลบค่ำ ขบวนเดินทางก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อตอนออกเดินทางยังมีเพียงรถม้า แต่ขากลับกลับมีเกวียนวัวเพิ่มมาอีกเล่ม ทำให้นางจางและคนอื่นๆที่อยู่รออยู่ที่บ้านต่างพากันงุนงง
แต่ไม่ต้องคิดดูก็รู้ว่า คงเป็นของครอบครัวฉินเหยาซื้อมาแน่นอน
นางเหอกระโดดลงมาจากเกวียน พอเห็นนางชิวอุ้มลูกออกมาต้อนรับก็เอ่ยด้วยความยินดีว่า
“น้องสะใภ้สามซื้อเกวียนวัวเพิ่มมาอีกเล่ม แถมยังตกลงจะให้พวกเรายืมใช้ วันหลังพวกเราจะได้นั่งเกวียนไปแจ้งข่าวดีที่บ้านแม่กัน!”
นางชิวได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน พี่สะใภ้ใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับหน้าตาเหมือนเคย
แต่น้องสะใภ้สามซื้อเกวียนวัวเพิ่มอีกเล่มไปเพื่ออะไรกัน
หลิวจ้งแบกของเดินเข้าลานบ้าน เมื่อเห็นภรรยาและลูกยืนตากลมหนาวอยู่ข้างนอก จึงรีบตะโกนให้นางกลับเข้าไปในบ้าน
เขาวางของไว้ใต้ชายคาหน้าห้องโถง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้นางชิวพร้อมกับกระซิบด้วยเสียงที่ตนคิดเองว่าเบาแล้ว “เหยาเหนียงซื้อวัวมาไถนาล่ะ”
หลิวจี้ที่หิ้วของตามเข้ามาได้ยินเข้าพอดีจึงหัวเราะเอ่ยว่า “ทำไมกัน พี่รองอิจฉาหรือ”
หลิวจ้งหรือจะอิจฉา เขาเอ่ยเสียดสีกลับไปว่า “แค่สิบหมู่ เจ้าก็ไถไม่ไหวแล้ว ยังจะกล้าพูดอีกนะ”
“เรื่องนี้มีอะไรให้ต้องอาย เมียจ๋าของข้ามีปัญญาซื้อวัวมาไถนา สุดยอดเพียงใดกัน!” หลิวจี้ตบอกตนเองด้วยความภาคภูมิใจ
หลิวจ้งขี้เกียจจะพูดกับเขาจึงเรียกหลิวเฝยให้ออกมาช่วยยกของ พร้อมกับโบกมือไล่หลิวจี้อย่างรำคาญ “ไปๆๆ รีบกลับบ้านเจ้าไปเถอะ!”
นางจางเดินออกมา “จะไปไหนกันล่ะ อยู่กินข้าวที่นี่ก่อนแล้วค่อยไป ดึกป่านนี้กลับไปทำอาหารเองก็ลำบาก”
แม้ว่าคำพูดนี้จะดูเหมือนพูดกับหลิวจี้ แต่ความจริงแล้วกลับหมายถึงฉินเหยาและลูกๆทั้งห้าคนต่างหาก
ฉินเหยาตอบกลับมาจากนอกประตู “พวกเรากลับไปกินที่บ้านดีกว่า ยังต้องจัดการกับวัวและม้าอีก พวกท่านกินตามสบายเถอะ”
นางจางพยายามรั้งไว้ แต่ฉินเหยารู้สึกว่ายุ่งยากจึงปฏิเสธ นางต้องพาวัวและม้ากลับบ้านก่อน ขี้เกียจจะต้องวิ่งกลับมาอีก
อย่างไรเสียตอนนี้ที่บ้านก็มีคนทำอาหารอยู่แล้ว
รอยยิ้มของหลิวจี้ที่เพิ่งปรากฏขึ้นกลับเหี่ยวเฉาลงในทันที เขาเดินเข้าไปในห้องโถงแล้วมองดูต้าเหมา ลูกชายของหลิวจ้ง ทารกน้อยตัวนุ่มนิ่ม สวมหมวกหัวเสือ ถูกแม่ของเขาห่อตัวไว้จนแน่นหนา โผล่มาเพียงใบหน้าขาวนวลเล็กๆ
ตอนนี้เจ้าตัวน้อยกำลังหลับอยู่ พอได้ยินเสียงรอบข้างก็กระสับกระส่ายเล็กน้อย ริมฝีปากเล็กๆสีชมพูอ่อนขยับเบาๆ เห็นแล้วหัวใจแทบละลาย
ท่ามกลางสายตาที่ตึงเครียดของสามีภรรยาหลิวจ้ง หลิวจี้ก็ยื่นมือออกไปจิ้มแก้มต้าเหมาเบาๆอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินจากไปอย่างพึงพอใจ
พอเขาไป หลิวจ้งก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการบุตรชายทันที นางชิวเห็นท่าทางนั้นก็อดขำไม่ได้ พูดอย่างขบขันว่า
“ใครจะมากินลูกเจ้าหรือ จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น น้องสามแค่แตะเบาๆเอง ลูกเราไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
หลิวจ้งมองดูบุตรชายหลับสนิทดีแล้วจึงค่อยโล่งใจ หันไปมองยังประตู เห็นหลิวจี้หันกลับมายิ้มเยาะเย้ย ทำเอาหลิวจ้งโกรธจนอยากจะอัดเขาขึ้นมา
นางเหอยืนอยู่ที่หน้าประตู ตะโกนเสียงดังว่า “น้องสะใภ้สาม พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับวัวนะ!”
“เข้าใจแล้ว!” ฉินเหยาตะโกนตอบ
นางก้มมองวัวตัวใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะกระซิบกำชับมันว่า “จากนี้ไปที่ดินของบ้านเราต้องฝากเจ้าแล้วนะ เจ้าต้องพยายามให้ดีล่ะ เจ้าวัวน้อย!”
ซื่อเหนียงโผล่ศีรษะออกมาจากเกวียน ตะโกนเรียกฉินเหยา “ท่านแม่ พวกเราตั้งชื่อมันว่าเหล่าชิงเถอะ!”
ฉินเหยาหัวเราะอย่างจนปัญญา ติดใจเรื่องตั้งชื่อเสียแล้ว “ก็ได้ เรียกมันว่าเหล่าชิงก็แล้วกัน”
เมื่อได้รับการยอมรับจากท่านแม่ เด็กหญิงก็ดีใจจนหัวเราะเสียงใส
เสียงหัวเราะนั้นก้องสะท้อนไปในยามพลบค่ำ เอ้อร์หลางและซานหลางอดไม่ได้ที่จะลูบแขนตัวเอง ฟังดูแล้วชวนขนลุกอย่างไรชอบกล
ครอบครัวหกคนเดินทางกลับถึงบ้าน เก็บข้าวของให้เรียบร้อย จัดการดูแลวัวม้าเสร็จแล้ว กว่าจะกินมื้อเย็นเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปจนดึกดื่น ต่างคนต่างล้างหน้าล้างตาเล็กน้อย แล้วแยกย้ายกันเข้านอน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น นางเหอและหลิวไป่พาเจินเป่ามาจูงเกวียนวัว
ฉินเหยายังไม่ตื่น มีเพียงหลิวจี้ที่ถูกบังคับให้ร่ำเรียนอย่างตรากตรำที่ตื่นนานแล้วและกำลังนั่งท่องตำราอยู่ในห้อง
บนหน้าผากคาดแถบผ้าเส้นหนึ่งที่เขียนว่า ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครองข้า’ เดินออกมาเปิดประตูให้กับครอบครัวหลิวไป่ มือซ้ายถือสมุดคัดลอกตำราหนาเป็นพิเศษ ปากก็พึมพำท่องตำราไม่หยุด หลังเปิดประตูแล้ว เขาก็ใช้มือที่ว่างชี้ไปทางสวนหลังบ้าน เป็นเชิงบอกให้พวกเขาไปเอาเกวียนกันเอง จากนั้นก็เปิดประตูหลังให้พวกเขาเข้าไปจูงวัว
ตลอดทั้งกระบวนการ เขาเพียงแค่ปรายตามองครอบครัวหลิวไป่เพียงแวบเดียวเพื่อยืนยันว่าเป็นพวกเขาจริงๆ จากนั้นก็กลับไปจดจ่ออยู่กับตำรา คล้ายวิญญาณเร่ร่อน ลอยกลับเข้าไปในห้องของตนเอง
หลิวไป่พร้อมภรรยาและบุตรชายต่างตื่นตะลึง มองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พวกเขาเพิ่งก้าวเข้าประตูบ้านของฉินเหยาไปได้ไม่นาน หลิวจี้ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาอย่างกะทันหัน เขายกมือขึ้นแตะริมฝีปาก พร้อมทำสัญลักษณ์ “ชู่ว์” เป็นเชิงให้เงียบเสียง
หลิวไป่และครอบครัวพยักหน้ารับรู้ พวกเขามองไปยังห้องนอนใหญ่ที่ยังปิดประตูสนิท ก่อนจะรีบใช้มือปิดปาก โน้มตัวต่ำราวกับโจรแล้วพากันไปยังสวนหลังบ้านนำเกวียนวัวออกมา
เมื่อพวกเขาจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย หลิวจี้ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ครานี้เขายืนอยู่ด้านในประตูใหญ่แล้วโบกมือให้พวกเขา ก่อนจะปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว
“จินเป่า!” หลิวไป่ร้องเรียกบุตรชาย
จินเป่าผู้ที่แนบหูฟังอยู่ที่ประตูบ้าน ตั้งใจเงี่ยหูฟังอีกสองสามวินาที ก่อนจะรีบวิ่งไปขึ้นเกวียนวัว
ทันทีที่นั่งลง เด็กน้อยก็ทำมือไม้อธิบายอย่างตื่นเต้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอาสามของข้าโดนภูตผีเข้าสิงหรือไม่ แค่ตื่นมาท่องตำราก็ว่าแปลกแล้ว คาดไม่ถึงว่าเขายังเข้าครัวทำอาหารเช้าด้วย!”
นี่เป็นเรื่องที่เกินกว่าที่เด็กชายจะเข้าใจเกี่ยวกับอาของตน ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แสดงถึงความตกใจสุดขีด
อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่หลิวไป่และภรรยาก็ยังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พึมพำกับตัวเองว่า “ดูท่า เจ้าสามจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ…”
เข้าสู่วันที่สิบสองของเดือนอ้าย
วันนี้เป็นวันที่เรือนเก่าจัดงานเลี้ยงครบเดือนให้กับต้าเหมา
ฉินเหยาหาได้ตื่นเช้าเช่นนี้บ่อยนัก แต่ที่วันนี้ต้องตื่นก็เพราะเหตุผลหนึ่ง นั่นคือนางเหอวิ่งมาร้องเรียกเสียงดังราวกับจะปลุกวิญญาณตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
“ม้านั่ง โต๊ะ แล้วก็ชามตะเกียบ จริงสิ! เอามีดหั่นผักมาด้วย มีดของบ้านเจ้าคมกริบนักเชียว!”
สั่งการรวดเร็วเสร็จสรรพ นางเหอก็รีบเร่งไปยังบ้านถัดไปอย่างกระตือรือร้น
ฉินเหยาหาวออกมาพร้อมกับเดินไปยังประตูห้องของหลิวจี้ ก่อนจะคว้าตัวเขาออกมา “ม้านั่ง โต๊ะ ชาม ตะเกียบแล้วก็มีดหั่นผัก เอาทั้งหมดไปที่เรือนเก่า เร็วหน่อย!”
แม้จะถูกรบกวนเวลาเรียน แต่หลิวจี้กลับไม่กล้าแม้แต่จะบ่นสักคำ ได้แต่รับคำอืมๆ แล้ววางตำราในมือลง ก่อนเดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตู เขายังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปกวาดตามองข้อความที่เพิ่งท่องจำอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง
ฉินเหยาเดินไปยังห้องเด็กๆ กระซิบกำชับพวกเขาว่าเมื่อตื่นขึ้นแล้วให้ไปหาข้าวกินที่เรือนเก่า ก่อนจะออกเดินทางพร้อมหลิวจี้ ทั้งสองหอบเอาโต๊ะเก้าอี้ หม้อชามและเครื่องใช้ต่างๆไปด้วย
จบตอน
Comments
Post a Comment