stepmother ep181-190

ตอนที่ 181: แขกมาเยือนโดยไม่คาดคิด


ฟ้ายังไม่สว่างดี ทว่าลานเรือนเก่ากลับเต็มไปด้วยผู้คน


นางจางหาได้ใจกว้างเช่นนี้บ่อยนัก พวกเขานำเทียนออกมาจุด โคมไฟถูกจุดขึ้นเพื่อให้แสงสว่างแก่เหล่าผู้คนที่ยุ่งวุ่นวายอยู่ในลานเรือน


เมื่อฉินเหยาสองสามีภรรยามาถึง พึ่งจะวางของลงก็ถูกคว้าตัวไปช่วยงานทันที


พี่สะใภ้โจวตะโกนเรียกให้ฉินเหยาหยิบมีดทำครัวไปหั่นผัก ขณะที่หลิวจี้ก็ถูกหลิวเหล่าฮั่นลากตัวไป หยิบสมุดบันทึกของขวัญที่ทำจากกระดาษแดงออกมา และมอบหมายให้เขากับหลิวเฝยรับผิดชอบการจดบันทึกของขวัญ


หลิวจี้รับหน้าที่จดบันทึก ส่วนหลิวเฝยเป็นผู้รับของขวัญ สองคนมองหน้ากันด้วยความไม่สบอารมณ์นัก ทว่าก็ถือว่าต่างฝ่ายต่างคอยตรวจสอบกันไปในตัว


ฉินเหยาเห็นแล้วอดอุทานไม่ได้ ยอดเยี่ยม!


“ข้าจะหั่นเนื้อเอง” ฉินเหยาหยิบมีดของตน หมุนมันบนฝ่ามือหนึ่งรอบ ก่อนจะดึงหมูชิ้นหนึ่งมาวางบนเขียงแล้วฟาดมีดลงไป ตึงๆๆ


“หั่นเป็นชิ้นหรือแล่เป็นแผ่น?” ฉินเหยาถามไปพลาง มือก็ยังคงลงมีดอย่างคล่องแคล่ว


พี่สะใภ้โจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงสั่น “เอ่อ… สับเป็นเนื้อบดเถอะ อีกเดี๋ยวจะทำลูกชิ้น”


เนื้อแล่บางย่อมไม่พอสำหรับผู้คนมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องบดเนื้อผสมกับผักปั้นเป็นลูกชิ้น แล้วนำไปตุ๋นเป็นน้ำแกง หนึ่งโต๊ะจะมีหม้อหนึ่งใบ


ผู้คนที่นี่ตลอดปีแทบไม่ได้แตะเนื้อสัตว์สักเท่าใด แค่มีน้ำแกงเนื้อหม้อเดียวก็ถือว่าเป็นลาภปากแล้ว


ฉินเหยาพยักหน้า เห็นทีลูกชิ้นเนื้อนี้จะเป็นจานหลัก


ใช้มีดเล่มเดียวช้าเกินไป ฉินเหยาจึงหยิบอีกเล่มขึ้นมา มือทั้งสองข้างขยับขึ้นลง เสียงมีดกระทบเขียงดังสนั่นทั่วพื้นที่เตรียมอาหาร


เสียงสับเนื้อถี่ยิบจนผู้คนรอบข้างถึงกับรู้สึกเสียวฟัน


เพียงแค่เวลาสองเค่อ เนื้อที่คนอื่นต้องใช้เวลาสับหนึ่งถึงสองชั่วยาม ฉินเหยากลับจัดการได้หมดสิ้นในเวลาอันสั้น อีกทั้งยังสับได้ละเอียดและเนียนดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเนื้อบดชั้นยอด


พี่สะใภ้โจวและคนอื่นๆ พากันล้อมเข้ามาแล้วยกนิ้วโป้งให้ฉินเหยาเป็นเชิงชื่นชม


ฉินเหยามั่นใจเต็มเปี่ยม สะบัดมีดทำครัวพลางเอ่ยว่า “งานหั่นผักให้ข้าจัดการเอง พวกท่านจัดการล้างให้เรียบร้อยแล้วส่งมาให้ข้า ข้าจะเป็นคนหั่นเอง!”


ทุกคนต่างหัวเราะขบขัน พากันตอบรับ


ภายในโถงเรือน หลิวจี้เฝ้าดูแลสมุดบันทึกของขวัญ ทว่าตอนนี้ไม่มีผู้ใดมามอบของ เขาจึงว่างนั่งแทะถั่วลิสง พอเห็นความคึกคักที่หน้าห้องครัวก็จุปากลอบเอ่ยว่าที่แท้เจ้าก็เป็นพวกชอบอวดเหมือนกัน


ฟ้าสว่างแล้ว วันนี้เป็นวันดีตามคาด แสงตะวันซึ่งหาได้ยากก็ทอขึ้นมา


น้ำชามงคลถูกต้มเสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านที่ทำงานบ้านเสร็จแล้วก็เริ่มทยอยกันมา ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือเด็ก มากันทีละกลุ่ม


หลิวเฝยรับของขวัญจากผู้มาเยือนทุกคนและประกาศเสียงดังทุกครั้ง จนกระทั่งใกล้เที่ยง แขกที่ควรมาก็มากันครบ เขาจึงได้พักเสียงเสียที


ส่วนหลิวจี้นั้นสบายกว่ามาก เพียงแค่จดบันทึกก็พอ


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลต่างนั่งล้อมอยู่หน้าโต๊ะบันทึกของขวัญ มองหลิวจี้จดบันทึกตัวอักษรทีละขีดทีละเส้นด้วยความสนใจ ราวกับกำลังมองเด็กที่เพิ่งหัดเขียนตำรา แววตาเต็มไปด้วยความเมตตา


นานๆ ทีจะได้เห็นเขาจริงจังเช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจึงเอ่ยคำชมเป็นระยะระยะ บอกว่าลายมือเขางดงามนัก เขียนได้ดีมาก


เมื่อได้รับคำชมไม่ขาด หลิวจี้ก็เริ่มหลงระเริง


ยิ่งเขียนก็ยิ่งฮึกเหิม ในที่สุดก็นำกระดาษแดงที่เหลืออยู่มาปูบนโต๊ะแล้วตวัดพู่กันอย่าง ‘องอาจ’ ก่อนเขียนอักษรตัวโตว่าโชคดี


ฉินเหยาถือกะละมังอาหารเดินผ่าน เหลือบตามองดู แวบเดียวก็เห็นว่าลายมือเขาเหมือนรอยขุดของสุนัข คล้ายจะเป็นการทดสอบความอดทนของผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลที่ยังต้องฝืนใจเอ่ยคำชม


นางจางและหลิวจ้งใช้เวลาทั้งเช้าต้อนรับแขก ครั้นเห็นว่าเวลาได้ที่แล้ว นางจางจึงสั่งให้ครัวเริ่มปรุงอาหารพร้อมแจ้งแขกเหรื่อให้นั่งประจำที่ เตรียมเปิดงานเลี้ยง


นางเหอรับหน้าที่เป็นแม่ครัวหลัก ขณะที่นางชิวอยู่ในเรือนคอยดูแลลูกน้อยและต้อนรับญาติฝ่ายมารดา ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ แล้วพบว่า สุดท้ายแล้วนางที่เป็นเจ้าภาพเพียงครึ่งเดียวกลับต้องมาคอยจัดการให้ผู้อื่น ลุกไปเรียกคนมาช่วยกันตั้งโต๊ะและจัดเรียงถ้วยชามเอง


โชคดีที่ตำแหน่งเถ้าแก่โรงโม่น้ำของนางไม่ได้มาเปล่าๆ หญิงสาวกว่าครึ่งหมู่บ้านยินดีฟังคำสั่งของนาง


ฉินเหยาเรียกบรรดาสตรีที่ว่างอยู่สองสามคน จัดแจงให้พวกนางช่วยกันตั้งโต๊ะและเรียงถ้วยชาม เมื่อจัดการเสร็จ ระหว่างรออาหาร นางจึงได้มีโอกาสไปพบตัวเอกของงานวันนี้


ต้าเหมาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ กินอิ่มแล้วก็นอนหลับสนิท เมื่อตื่นขึ้นมาก็ลืมตากลมแป๋ว มองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น ราวกับรู้ว่าผู้คนมากมายต่างมาที่นี่เพื่อพบเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถมองเห็นอะไรได้หรือไม่


จินฮวาเป็นคนที่ดีใจที่สุดในวันนี้ ท่านยายของนางพร้อมทั้งน้าชาย น้าสะใภ้ รวมถึงพี่ชายพี่สาวฝั่งมารดาล้วนมากันครบ แถมยังมีอาหารและขนมมากมายจนไม่รู้ว่าหยิบมาได้เท่าใดแล้ว


พี่ชายพี่สาวฝั่งมารดายังเต็มใจเล่นการละเล่นใหม่กับนาง ต่างจากจินเป่าและเอ้อร์หลาง ที่มักจะรำคาญพวกเด็กเล็กและไม่ยอมให้ตามติด


ซื่อเหนียงไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไร แต่นางเอาแต่เดินตามพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง กินดื่มอย่างเพลิดเพลิน


เมื่อเห็นฉินเหยาเข้ามาดูทารก นางก็ตื่นเต้นรีบพุ่งเข้ามาหาแล้วยื่นถุงผ้าให้ดู “ท่านแม่! ข้าเอาขนมกรอบมาให้ท่าน”


ฉินเหยาก้มมอง ถุงใบเล็กของนางแน่นไปด้วยขนมกรอบทอดและถั่วลิสง ดูแล้วเก็บมาไม่น้อยเลย


ฉินเหยาหยิบขนมกรอบมาเม็ดหนึ่ง โยนเข้าปากไปแต่ยังไม่ได้ลิ้มรส ซื่อเหนียงก็ถามขึ้นมาด้วยความคาดหวังว่า


“อร่อยไหม? อร่อยล่ะสิ พี่สาวลูกพี่ลูกน้องบอกว่าขนมนี้มีขายแค่ในตลาดในตัวอำเภอของพวกนางเท่านั้น”


ฉินเหยาเพียงพยักหน้าสองที ตอบส่งๆไปว่า “อร่อย”


เด็กหญิงหัวเราะแหะๆ ได้ยินเสียงพี่จินฮวาเรียกอยู่ด้านนอกก็รีบวิ่งพรวดออกไปทันที


ฉินเหยาเอ่ยเตือนอย่างจนใจ “อย่าวิ่งไปไกลนัก อีกเดี๋ยวจะเริ่มงานเลี้ยงแล้ว!”


“รู้แล้ว ข้าอยู่ตรงประตู พี่ใหญ่พวกเขาก็อยู่” ซื่อเหนียงหันมาตอบอย่างว่าง่าย


เห็นฉินเหยายกมือโบก นางจึงค่อยรีบวิ่งออกไปพร้อมกับพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของจินฮวา


ฉินเหยาเดินมาถึงข้างเตียง หยอกล้อต้าเหมาที่ยังไม่รู้จักโต้ตอบ พลางถือโอกาสทำความรู้จักกับบ้านฝั่งมารดาของนางชิว


คนทั้งกลุ่มพากันล้อมเข้ามาสอบถามเรื่องราวของนางต่างๆนานา ฉินเหยาเริ่มหวาดหวั่น รีบหาข้ออ้าง ก่อนจะฉวยโอกาสหลบหนีออกมาอย่างรวดเร็ว


อาหารใกล้จะสุกแล้ว นางเหอจึงเอ่ยเรียกทุกคนให้ไปช่วยยกสำรับ


ฉินเหยากำลังจะลุกไป ทันใดนั้นหน้าประตูกลับมีเกวียนวัวหยุดลงอย่างคาดไม่ถึง หญิงชราผู้หนึ่งที่ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงพร้อมคู่สามีภรรยาวัยยี่สิบเจ็ดแปดปีก้าวลงจากเกวียน ส่งเสียงเรียกเด็กๆที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยความลังเล “ต้าหลาง? เอ้อร์หลาง?”


นางจางคิดว่าเป็นแขกเดินทางมาไกลจึงรีบเรียกให้หลิวจ้งออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็ว


แต่แล้ว สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน


หลิวจ้งหันหน้าไปทางเรือนหลักก่อนตะโกนเสียงดังลั่น “เจ้าสาม รีบมาเดี๋ยวนี้!”


เขาพยายามสะกดความตื่นตระหนกและวุ่นวายในใจ หันไปมองนางจางกับหลิวจ้ง


ทั้งสองเองก็มองเขาเช่นกัน แววตาของทั้งสามเต็มไปด้วยความตกตะลึง ใครเป็นคนเชิญพวกเขามา?


ยังดีที่นางจางเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน สีหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยินดี แม้ว่ามันจะฝืนใจไม่น้อยก็ตาม “บ้านสะใภ้มาหรือ เชิญเข้ามาเร็วเข้า!”


เพียงแต่ว่ารอยยิ้มนั้นช่างฝืนเกินไป อีกฝ่ายมองเพียงแวบเดียวก็เห็นความกระอักกระอ่วนและความตกใจในดวงตาของนางได้


หลิวจี้ได้สติกลับมา รีบคารวะหญิงชราผู้นั้นด้วยความเคารพ “ท่านแม่ยาย” จากนั้นก็หันไปหาคู่สามีภรรยาที่มาด้วยกันกับนาง ก่อนจะเอ่ยอย่างสุภาพว่า


“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ หลายปีแล้วที่ไม่ได้พบกัน พวกท่านสบายดีหรือไม่ หลานๆคงโตกันหมดแล้วสินะ มาถูกจังหวะพอดีเลย กำลังจะเริ่มงานเลี้ยงกันพอดี รีบเข้ามาสิ”


พี่ใหญ่ม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อพยักหน้า พยุงมารดาเดินเข้ามาในลานบ้าน


หลิวจี้เองก็ยื่นมือจะเข้าช่วยพยุง แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับแค่นเสียงเย็นชาใส่เขา “เจ้าหลิวสาม มีเมียใหม่แล้วก็ลืมคนเก่า ตอนนี้เจ้าคงรุ่งเรืองมากสินะ”


ว่าเขาเสร็จก็หันไปมองเด็กๆที่อยู่หน้าลานบ้าน สีหน้าท่าทีอ่อนโยนขึ้นไม่น้อย


“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง พาน้องๆของเจ้ามานี่สิ ให้พวกเขามารู้จักท่านลุงและภรรยาท่านลุงของพวกเจ้า”


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพาฝาแฝดชายหญิงที่ยังสับสนเดินมาหยุดตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ท่านยาย ท่านลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่”


ฉินเหยาที่ยืนอยู่ใต้ชายคากะพริบตาปริบๆ ไม่คิดเลยว่าผู้ที่มาเยือนจะเป็นมารดา พี่ใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ตระกูลม่ออดีตภรรยาของหลิวจี้


ตอนที่ 182: ปริมาณอาหารเพียงพอแน่นอน


มีแขกพิเศษจากตระกูลม่อกันสามคน ทุกคนต่างมีปฏิกิริยาประหลาดไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเริ่มมื้ออาหาร


หลิวจี้เรียกต้าหลางกับเด็กอีกสี่คน รวมถึงหลิวไป่มานั่งร่วมโต๊ะกับคนของตระกูลม่อ


ฉินเหยากับเหล่าผู้ช่วยทำอาหารนำอาหารทั้งหมดขึ้นโต๊ะก่อน จากนั้นพวกนางจึงไปนั่งรวมกันที่โต๊ะมุมห้อง


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลตั้งใจจะเรียกนางให้ไปนั่งที่โต๊ะหลัก แต่เมื่อมองไปยังตระกูลม่อสามคนนั้นแล้วก็ลังเล คิดจะพูดแล้วก็หยุด หยุดแล้วก็คิดจะพูดอีก สุดท้ายก็ปล่อยตามใจนาง


ฮูหยินผู่เฒ่าม่อมองดูหลานทั้งสี่ด้วยสายตาเวทนา โดยเฉพาะคู่แฝดชายหญิงที่ยังเล็กนักและไม่เคยพบมารดามาก่อน เมื่อนางเห็นว่าเนื้อและผักถูกนำมาขึ้นโต๊ะนางก็ตักน้ำแกงลูกชิ้นเนื้อให้ซานหลางและซื่อเหนียงคนละชามด้วยความว่องไว


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเหลือบมองท่านพ่อ สามพ่อลูกสบตากันคล้ายมีเข็มทิ่มแทงอยู่ใต้ก้น นั่งอย่างกระสับกระส่าย


ตั้งแต่คนตระกูลม่อเข้ามา หลิวจี้ก็ไม่กล้าสบตากับฉินเหยาแม้แต่น้อย นั่งก้มหน้าไม่รู้ว่าใจลอยไปถึงที่ใด ไม่ว่าฮูหยินผู่เฒ่าม่อจะเหน็บแนมเช่นไร เขากลับทำเป็นหูทวนลม


ฮูหยินผู่เฒ่าม่อเห็นท่าทางไม่สะทกสะท้านของเขาก็ยิ่งขัดหูขัดตา ในใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง


พี่ใหญ่ม่อกับสะใภ้ใหญ่ม่อกลับใส่ใจต้าหลางกับเอ้อร์หลางเป็นพิเศษ เอ่ยถามเรื่องชีวิตประจำวันของพี่น้องทั้งสองมากมาย


เช่น บ้านนี้กินอะไรกัน นอนอย่างไร ถูกแม่เลี้ยงตีบ้างหรือไม่


ตอนแรกพวกเขายังตอบได้ปกติ แต่พอได้ยินคำถามสุดท้าย สองพี่น้องก็สะดุ้งโหยง รีบเหลือบมองไปยังโต๊ะมุมห้องทันที เห็นฉินเหยากำลังก้มหน้ากินข้าวไม่ทันได้ฟัง พวกเขาจึงลอบถอนหายใจโล่ง.อกแล้วพร้อมใจกันส่ายหน้าบอกว่าพวกตนไม่เคยถูกแม่เลี้ยงตี


แต่พี่ใหญ่ม่อและสะใภ้ใหญ่ม่อกลับไม่เชื่อ เพราะเมื่อครู่สองพี่น้องเพิ่งสะดุ้งตกใจ แถมยังมองไปที่ฉินเหยาโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้ยิ่งทำให้ทั้งสองเข้าใจผิด คิดว่าพวกเขาไม่กล้าพูดความจริงเพราะกลัวแม่เลี้ยงและยิ่งรู้สึกสงสารพวกเขามากขึ้น


สะใภ้ใหญ่ม่อลูบไหล่ทั้งสองเบาๆ “ช่างน่าสงสารนัก เหตุใดถึงได้ผอมเช่นนี้ หรือว่าปกติไม่ได้กินอิ่ม”


เอ้อร์หลางอุทาน “หา” แล้วโพล่งถามกลับไปว่า “ที่บ้านของท่านป้าสะใภ้ได้กินอิ่มทุกมื้อเลยหรือ”


ในหมู่บ้านชนบทเช่นนี้ มีบ้านไหนกันที่สามารถกินอิ่มได้ทุกมื้อ


แต่ว่าบ้านพวกเขานั้น ทุกมื้อสามารถกินอิ่มได้จริงๆ


สะใภ้ใหญ่ม่อกระตุกมุมปากอย่างกระอักกระอ่วน ไม่ตอบคำ เพราะบ้านของนางเองก็มีเพียงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเท่านั้นที่สามารถกินเต็มอิ่มได้


ซานหลางยืดอก ชูสามนิ้วขึ้นมาอย่างซื่อสัตย์ “พวกเรากินวันละสามมื้อเลยล่ะ!” ภาคภูมิใจสุดๆ


พี่ใหญ่ม่อหันไปมองหลิวจี้พลางถามหยั่งเชิง “ได้ยินมาว่าบ้านเจ้าเปิดโรงงานเล็กๆหาเงินได้ดี แล้วเจ้ายังกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภออีก เดิมทีข้ายังไม่ค่อยเชื่อ แต่ดูท่าแล้วเป็นเรื่องจริงสินะ”


หลิวจี้พยักหน้าอย่างยากลำบาก กลัวว่าคนตระกูลม่อจะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายทันที


“โรงงานนั่นเป็นเรื่องจริง ข้ากลับไปเรียนที่สำนักศึกษาก็เป็นเรื่องจริง แต่โรงงานนั้นเหยาเหนียงเป็นคนสร้างขึ้น ส่วนสำนักศึกษาก็เป็นนางที่ส่งข้าไป”


กลัวว่าทั้งสามจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หลิวจี้จึงยกสองมือขึ้นประกบกัน ทำท่าทางเหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก “ข้า ข้าก็แค่คนที่ต้องพึ่งพาสตรีให้เลี้ยงดูเท่านั้น”


ดังนั้นอย่าได้คิดมาหมายตาเงินของบ้านเขาเด็ดขาด หากจะขอเงินจากเขา เขาไม่มีให้แม้แต่เหวินเดียว!


ว่ากันว่าไม่มีเรื่องก็คงไม่มาหา หลิวจี้ไม่เชื่อว่าคนตระกูลม่อมาเพราะคิดถึงหลานจริงๆ หากจะมาคงมานานแล้ว


น่าเสียดาย ผ่านมาหลายปีไม่เคยเห็นพวกเขาโผล่หน้ามาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไม่เคยได้กินแม้แต่ข้าวชามเดียวจากบ้านท่านลุงของพวกเขา


หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตอนที่มารดาของเด็กๆยังมีชีวิตอยู่ เวลาที่บ้านมารดาของนางมาเยือน ทุกครั้งนางม่อล้วนต้องเป็นฝ่ายส่งข้าวของกลับไปให้


แม้ว่าหลิวจี้ในอดีตจะทำผิดต่อตระกูลม่อ แต่เมื่อเทียบกับคนตระกูลม่อแล้ว เขาก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น


หลิวจี้มองสามคนนั้นด้วยสายตาแฝงความระแวง ทำให้พี่ใหญ่ม่อถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ใครบอกให้เจ้าพูดเรื่องพวกนี้กัน พวกข้าไม่ได้มาที่นี่เพราะต้องการเงินของเจ้า ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นคนไร้ค่า ไร้ความสามารถ น่าสงสารก็แต่น้องสาวข้า นางจากไปเร็ว วันเวลาดีๆเช่นนี้นางกลับไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อใช้มัน!”


สะใภ้ใหญ่ม่อก้มหน้าลงก่อนเอ่ยถามต้าหลาง “เจ้าแบ่งข้าวให้แม่ของเจ้าหรือยัง อย่ามัวแต่กินเพียงลำพัง แม่ของเจ้ายังไม่ได้กินเลยนะ ข้าว่าพวกเจ้ามีทั้งพ่อทั้งแม่แล้ว เหตุใดไม่มีใครสอนเรื่องมารยาทให้พวกเจ้าบ้าง”


ต้าหลางชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น การที่ต้องวางอาหารไว้ให้ผู้อาวุโสผู้ล่วงลับก่อนจะเริ่มรับประทาน เขาย่อมรู้กฎข้อนี้ดีอยู่แล้ว


แต่ทว่า นี่เป็นงานเลี้ยงของผู้อื่นมิใช่หรือ


เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าม่อจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ทว่าความโศกเศร้าในแววตากลับยิ่งเข้มข้นกว่าเดิม นางทอดถอนใจกล่าวว่า “ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า หลานที่น่าสงสารของข้า หลายปีมานี้ ไม่รู้ว่าต้องทนทุกข์เพียงใด…”


หลิวจี้รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที เกรงว่าทุกคนจะพากันหันมามอง รีบเอ่ยขึ้นว่า “กินเถิด กินเถิด หากไม่รีบกิน เดี๋ยวจะเย็นเสียหมด”


คนตระกูลม่อทั้งสามจึงเลิกย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต


เอ้อร์หลางกับต้าหลางต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ในที่สุดก็ได้กินลูกชิ้นเนื้อเสียที


ซื่อเหนียงถือถ้วยข้าวไว้ในมือ แต่ไม่อยากกินตรงนี้ นางอยากไปหาท่านแม่


ร่างน้อยกระโดดลงจากม้านั่งยาวในพริบตา จากนั้นรีบวิ่งไปยังโต๊ะมุมห้องด้วยฝีเท้าแผ่วเบา


“ท่านแม่ ข้าอยากกินกับท่าน” เด็กหญิงเงยหน้ามองด้วยดวงตากลมโตเปี่ยมความคาดหวัง


ฉินเหยาเคี้ยวเนื้ออยู่เต็มปาก นางพยักหน้ารับ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งอุ้มร่างเล็กขึ้นมานั่งที่ว่างข้างตน


ซื่อเหนียงยิ้มแย้มแจ่มใสในทันที นางชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะที่คีบเองไม่ได้แล้วออดอ้อนว่า “ท่านแม่ ข้าอยากกินอันนี้ ข้าอยากกินอันนั้นแล้วก็ไชเท้าอันข้างๆนั่นด้วย…”


ฉินเหยากินไปพลาง คีบอาหารให้บุตรสาวไปพลาง ไม่ให้เสียเวลาแม้แต่น้อย


เด็กหญิงก้มหน้าก้มตากินอย่างพอใจ ถ้วยข้าวเต็มไปด้วยอาหารที่นางต้องการ นางนั่งอย่างเรียบร้อย ใช้ตะเกียบคีบอาหารคำโตเข้าปากโดยไม่ส่งเสียงใดๆ ร่างเล็กๆที่ตั้งอกตั้งใจกินเช่นนี้ ทำให้บรรดาสตรีที่นั่งร่วมโต๊ะ โดยเฉพาะพี่สะใภ้โจวพากันหลงรักนางจนหมดใจ


พอหันไปมองก็เห็นเด็กซุกซนของบ้านตนยืนเกาะขอบโต๊ะ ไม่ยอมเชื่อฟังให้นั่งดีๆ เอาแต่เล่นไปกินไป โมโหจนคันฟันยุบยิบ


พี่สะใภ้โจวมองซื่อเหนียงด้วยความเอ็นดูก่อนเอ่ยด้วยความชื่นชมว่า “ซื่อเหนียงนี่ช่างมีระเบียบจริงๆ”


ฉินเหยาพยักหน้ารับหงึกๆ ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวต่อ


แต่ระเบียบวินัยที่ดีเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้เอง หากปราศจากการอบรมสั่งสอนและความอดทนของพ่อแม่แล้ว เด็กที่กำลังอยู่ในวัยซุกซนนั้น จะสามารถนั่งนิ่งได้อย่างไร


พี่สะใภ้โจวมองดูเด็กทั้งสี่ของตระกูลหลิวที่นับวันยิ่งดูน่ารักขึ้นเรื่อยๆ นางรู้ถึงความลำบากของฉินเหยาในการอบรมเด็กเหล่านี้ เมื่อหันไปมองทางตระกูลม่อ ก็กลัวฉินเหยาจะคิดมากจึงยกมือขึ้นตบแขนอีกฝ่ายเบาๆเพื่อปลอบใจ แสดงให้เห็นว่านางอยู่ข้างเดียวกับฉินเหยา


ไหนเลยจะเป็นอย่างที่คนทั้งสามจากตระกูลม่อกล่าว?


แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดใครๆล้วนพูดกันว่าการเป็นแม่เลี้ยงนั้นยากนัก หากเข้มงวดเกินไป คนอื่นก็จะหาว่าทารุณเด็ก


หากไม่เข้มงวดก็จะหาว่าไร้หัวใจ ไม่อยากเห็นลูกเลี้ยงได้ดี


ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ต้องถูกติเตียนอยู่ดี สำหรับแม่เลี้ยงแล้ว ทุกสิ่งที่กระทำล้วนเป็นความผิด


ฉินเหยารู้สึกถึงสัมผัสบนแขนจึงเงยหน้าจากถ้วยข้าว สบตากับพี่สะใภ้โจว แววตาฉายแววสงสัยว่ามีเรื่องอันใดหรือไม่


เมื่อเห็นดวงตาดำขลับใสกระจ่างคู่นั้น พี่สะใภ้โจวกลับกลืนคำปลอบโยนลงคอไป


“ช่างเถอะ เจ้ากินเยอะๆหน่อย อาหารพวกนี้เจ้าลงมือหั่นเอง วันนี้เจ้าทำงานหนักที่สุด ควรกินให้มาก”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พวกท่านก็กินเถิด อาหารมีมากเพียงพอ”


จะไม่พอได้อย่างไร


เพราะรู้ถึงปริมาณอาหารที่นางสามารถกินได้ นางเหอจึงจงใจตักอาหารบนโต๊ะนี้ให้มากเป็นสองเท่าของโต๊ะอื่น


ตอนที่ 183: ตระกูลเจ้าล้วนต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์


เมื่อเสร็จสิ้นมื้อหลัก เหล่าชาวบ้านที่อิ่มหนำสำราญต่างพากันกลับบ้านไปพักผ่อน รอให้ถึงช่วงบ่ายจึงค่อยกลับมากินอีกครั้ง


ฉินเหยาก็กินอย่างอิ่มเอมใจยิ่งนัก เมื่ออิ่มหนำแล้วก็จูงซื่อเหนียงออกไปเดินเล่นย่อยอาหารอย่างเปิดเผยโดยไม่คิดจะแตะต้องภาระเก็บล้างจานชามแต่อย่างใด


แน่นอน เว้นเสียแต่นางสมัครใจเอง หาไม่แล้วแม้แต่คนในหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ไม่มีผู้ใดกล้าสั่งให้นางทำงาน


ฮูหยินผู้เฒ่าม่อกับสะใภ้ใหญ่ม่อได้แต่มองตามหญิงสาวที่เป็นภรรยาใหม่ไปอย่างตกตะลึง นางจากไปอย่างสบายอกสบายใจ เดิมหมายจะหาโอกาสพูดคุยกับนางสักสองสามคำ แต่กลับไม่มีโอกาสเลย


กลับเป็นหลิวจี้เสียอีก เมื่อเห็นฉินเหยาออกไป เขากลับถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก


ตอนนี้ฉินเหยาไปแล้ว เขาก็สามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่!


ในห้องของนางชิวได้เชิญท่านยายหวังมาทำพิธีอาบน้ำในวันที่สามให้เด็กน้อย เนื่องจากอากาศหนาวเย็น ทุกคนจึงปิดประตูแล้วมารวมตัวกันอยู่ในห้องที่ก่อไฟถ่านอุ่นๆคอยชมพิธี


หลิวจี้มองไปยังโถงบ้านที่ว่างลง จากนั้นจึงพาคนตระกูลม่อทั้งสามไปนั่งที่มุมหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า


“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านคิดจะกลับเมื่อใด ทางมันไกลอยู่นะ รีบกลับจะได้ไม่ต้องเดินกลับตอนดึกดื่น”


ฮูหยินผู้เฒ่าม่อขมวดคิ้วทันที “เจ้าหลิวสาม เจ้ารีบร้อนจะไล่ข้าไปแล้วรึ ข้ามาเยี่ยมหลาน เจ้าเกรงกลัวสิ่งใด หรือกลัวว่าพวกข้าจะไปหาเรื่องเมียน้อยของเจ้ากัน”


หลิวจี้เบิกตากว้าง มองนางพลางยกนิ้วโป้งขึ้น “ท่านช่างเก่งกล้ายิ่งนัก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนเรียกฉินเหยาว่าเมียน้อย หากนางโมโหขึ้นมาเกรงว่าพวกท่านทั้งหมดจะต้านไม่ไหวเสียด้วยซ้ำ!”


“ทำไม” สะใภ้ใหญ่ม่อเดือดพล่าน ตั้งแต่นางก้าวเท้าเข้ามาในบ้านตระกูลหลิว นางก็อัดอั้นมาตลอด บัดนี้เมื่อสบโอกาส นางจึงตะโกนขึ้นทันที


“ก็แค่เมียน้อยที่เพิ่งแต่งเข้ามา มีสิทธิ์อะไรมาทำตัวร้ายกาจเพียงนี้? หลานๆข้าล้วนถูกนางรังแกจนกลายสภาพเป็นอะไรแล้ว วันนี้พวกข้ามาก็เพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่น้องสาว นางเพิ่งตายไปไม่นาน กระดูกยังไม่ทันเย็น พวกเจ้ากลับสมคบคิดกันรังแกลูกๆของนางแล้วหรือ”


เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งลานบ้านก็ตกตะลึง


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางต่างเบิกตากว้าง มองป้าสะใภ้ของตนอย่างงุนงง พวกเขาไม่เข้าใจว่าตนพูดสิ่งใดผิดไป ถึงทำให้นางเข้าใจท่านแม่ผิดถึงเพียงนี้ ภายในใจรู้สึกผิดอยู่บ้าง


โชคดีที่ฉินเหยาออกไปข้างนอกแล้ว หมู่บ้านเล็กๆในเดือนแรกของปี แม้จะเงียบเหงาแต่ก็งดงามในแบบของมัน


ส่วนความวุ่นวายภายในเรือนเก่าจะเกี่ยวอะไรกับนางเล่า


คนที่ควรจะขอโทษต่อตระกูลม่อไม่ใช่นาง แต่เป็นหลิวจี้ เขาสมควรโดนแล้ว!


ภายในเรือนเก่ายังคงโหวกเหวกโวยวายต่อไป ขณะที่ฉินเหยาจูงซื่อเหนียงออกไปเล่นสนุกกลางทุ่งนาอย่างสบายใจตลอดบ่าย


ทว่าเมื่อกลับมาถึงเรือนเก่าแล้วพบว่าสามคนจากตระกูลม่อยังอยู่ นางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วใส่หลิวจี้


ให้เวลาทั้งบ่ายแล้วยังจัดการไม่เสร็จอีกหรือ


หลิวจี้จัดการแล้ว แต่ยังไม่เรียบร้อยดี


เขาขู่พวกตระกูลม่อจนหวาดกลัวไปไม่น้อย ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าม่อยังคงยืนกรานว่าจะต้องพบฉินเหยาให้ได้ก่อนถึงจะจากไป


ฉินเหยาส่งสายตาให้ซื่อเหนียงไปเล่นกับจินฮวา ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามายังห้องโถง


ก็ไม่รู้ว่าหลิวจี้ขู่พวกนั้นอย่างไร แต่พอเห็นนางเดินเข้ามา คนตระกูลม่อทั้งสามคนก็ยืดตัวตรงอย่างพร้อมเพรียงแววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและเป็นปฏิปักษ์


ฉินเหยาหยุดยืนตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าม่อ ก่อนหลุบตามองนางพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ “มีเรื่องอันใด”


ฮูหยินผู้เฒ่าถูกนัยน์ตาดำสนิททั้งสองข้างของนางจ้องมองจนรู้สึกขนลุกไปหมด นางกลืนน้ำลายอึกหนึ่งเงียบๆ แล้วฝืนยืดอกแสดงอำนาจความเป็นผู้อาวุโสออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า


“บุตรสาวข้าตายจากไปเร็ว ตอนนี้เหลือเพียงต้าหลางสี่พี่น้องที่น่าสงสาร ข้าได้หารือกับพวกท่านลุงของพวกเขาแล้ว ตั้งใจจะพาพวกเด็กๆกลับไปอยู่บ้านสักสองสามวัน เพื่อให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับครอบครัวฝั่งมารดาบ้าง”


“ไม่ได้” ฉินเหยาปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด และไม่จำเป็นต้องขอความคิดเห็นจากผู้ใดในตระกูลหลิวทั้งสิ้น


ท่าทีเช่นนี้ทำให้คนทั้งสามจากตระกูลม่อตกตะลึงไปชั่วขณะ ช่างเผด็จการเสียจริง!


ดูท่าว่าเจ้าหลิวสามมิได้หลอกลวงพวกเขา เมียน้อยคนใหม่ที่เขาเพิ่งแต่งเข้ามา เป็นนางมารที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาจริงๆ!


แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้พวกเขาไม่วางใจที่จะปล่อยเด็กสี่คนไว้ในมือของนาง


พวกเขาได้ยินมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวว่า ต้าหลางกับเอ้อร์หลางจะไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงในเดือนสอง เด็กสองคนนี้ต่อไปต้องมีอนาคตที่สดใส!


เช่นนี้ เมื่อเด็กทั้งสองเติบโตมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ พวกเขาจะได้ไม่ลืมที่จะช่วยเหลือวงศ์ตระกูลฝั่งมารดา


แผนการของคนตระกูลม่อทั้งสามนั้นชัดเจนเสียจนฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออก ทั้งจริงแท้และอัปลักษณ์เสียเหลือเกิน


เห็นว่าพวกเขายังคิดจะรบเร้าไม่หยุด ฉินเหยาจึงหันกลับไปมองต้าหลางสามพี่น้องที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วถามขึ้นว่า “พวกเจ้าอยากไปบ้านมารดาหรือไม่”


ขณะที่นางเอ่ยถามเด็กๆนั้น น้ำเสียงอ่อนโยนกว่าปกติอยู่มาก ทว่านั่นมิใช่ความอ่อนหวาน หากเป็นท่าทีของผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กๆ


ซานหลางหันไปมองพี่ชายทั้งสอง ต้าหลางและเอ้อร์หลางกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า “พวกเราอยากอยู่บ้านของตนเอง”


เมื่อเป็นเช่นนั้น ซานหลางจึงกล้าพูดความจริง เขารีบวิ่งไปกอดฉินเหยาแน่น ซุกใบหน้าเข้ากับร่างของนาง แสดงท่าทีออดอ้อนเต็มที่ “ซานหลางไม่ไปบ้านพวกเขา ซานหลางอยากอยู่บ้านของพวกเรา”


ฉินเหยาแบมือไปทางคนตระกูลม่อแล้วกล่าวว่า “เด็กๆไม่อยากไปกับพวกเจ้า เช่นนั้นก็ช่างเถอะ กินมื้อนี้ให้เสร็จก่อน ข้าจะให้หลิวจี้ไปส่งพวกเจ้ากลับ”


หลิวเหล่าฮั่นกับนางจางเองก็เดินเข้ามากล่าวอย่างสุภาพว่าในเมื่อเด็กๆไม่ต้องการก็อย่าบังคับเลย อีกทั้งยังมีพวกเขาในฐานะท่านปู่ท่านย่าคอยดูแลอยู่


เมื่อเห็นว่าไม่สามารถรีดไถเงินจากหลิวจี้ได้สักเหวินและยังพาเด็กๆไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว ฮูหยินผู้เฒ่าม่อก็โกรธฮึดฮัด ลุกพรวดขึ้นแล้วเดินกระทืบเท้าออกไป “ไม่กินแล้ว พวกข้าไม่อยากกินข้าวตระกูลหลิวของพวกเจ้า!”


พี่ใหญ่ม่อและสะใภ้ใหญ่ม่อรีบตามไป ก่อนออกประตูไปยังไม่วายหันมากล่าวประชด


“คนจากไปแล้ว ตระกูลหลิวของพวกเจ้ากลับไม่มีเยื่อใยเลยสักนิด ช่างไร้หัวใจนัก ระวังสวรรค์จะลงทัณฑ์!”


หลิวจี้ฟังแล้วไม่สบอารมณ์ ก้าวพรวดสองก้าวตามไปด่ากลับ “พวกเจ้าต่างหากที่สวรรค์จะลงทัณฑ์! ลงทัณฑ์ทั้งตระกูลของเจ้า! ข้าว่าเจ้ามันพวกไม่มีเรื่องไม่มาเยือน แกล้งมาทำดีด้วย แต่แฝงไปด้วยเจตนาร้าย!”


“เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เด็กๆต้องลำบากตรากตรำพวกเจ้าไยไม่มารับไป? ตอนนี้เห็นว่าตระกูลข้าอยู่ดีมีสุข มีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยว ถึงรีบร้อนมาหา ข้าไม่สนญาติอย่างพวกเจ้าหรอก รีบไปเสียเถิด อย่ามาทำให้ฮวงจุ้ยบ้านข้าเสื่อมเสีย!”


คำพูดรัวเร็วเหล่านั้นทำให้พี่ใหญ่ม่อและสะใภ้ใหญ่ม่อโกรธจนแทบหายใจไม่ทัน แต่หลิวจี้ก็ยังไม่ยอมเลิกรา เอ่ยเสริมว่า


“วันมงคลของหลานข้า ถูกพวกเจ้าทำเสียเละตุ้มเป๊ะ… อัปมงคลนัก!”


แต่ความน่าเกรงขามพังทลายไปแล้ว ต่อให้ทำเช่นไรก็ทำได้เพียงทิ้งคำขู่ที่ไม่หนักไม่เบาไว้ว่า “หลิวจี้เจ้าจงระวังให้ดีเถอะ คืนนี้น้องสาวข้าจะมาหาเจ้า!”


ตอนแรกหลิวจี้มิได้ใส่ใจคำพูดนั้น ตลอดช่วงเย็นเขายังคงลิงโลดอยู่กับชัยชนะที่จัดการพวกตระกูลม่อได้เพียงลำพัง


จนกระทั่งยามดึก ขณะที่เขากำลังอยู่ในความฝัน ทันใดนั้นก็สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายจนร้องลั่นออกมา “เมียจ๋าช่วยด้วย!!!”


ทั้งบ้านถูกเสียงตะโกนของเขาทำให้สะดุ้งตื่น


ฉินเหยาฉวยดาบพุ่งพรวดออกจากห้องดั่งสายลม ปรากฏกายขึ้นที่หน้าเตียงของเขา “เกิดอะไรขึ้น เจ้าร้องให้ช่วยทำไม คนที่จะฆ่าเจ้าอยู่ที่ใด”


เมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยและให้ความรู้สึกปลอดภัย หลิวจี้ที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายก็คิดเพียงอยากพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่นของนางเพื่อขอการปลอบโยน


น่าเสียดายที่ยังไม่ทันเข้าใกล้ตัวนางก็ถูกเตะปลิวไปเสียก่อน!


“อ๊าก!”


หลิวจี้กุมหน้าอก ร่างกระแทกที่นอนดังโครม แต่ความเจ็บปวดที่คุ้นเคยเช่นนี้กลับทำให้เขาตื่นเต็มตา สำนึกได้ว่านั่นเป็นเพียงฝันเท่านั้น ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก


ต้าหลางที่ตามมาทีหลังจุดเทียนขึ้น แสงสว่างภายในห้องเผยให้เห็นใบหน้าของหลิวจี้ที่เต็มไปด้วยเหงื่อ แวววาวเป็นประกาย ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาวของเขาดูจะสะท้อนแสงเป็นพิเศษ


ตอนที่ 184: เยี่ยมหลุมศพ


“ข้าฝันถึงแม่ของลูก”


หลิวจี้ห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม ร่างสั่นสะท้าน เอ่ยกับฉินเหยาด้วยท่าทางน่าสงสารไร้ที่พึ่ง


ฉินเหยาได้ยินเช่นนั้นพลันนึกว่าเขากำลังด่าแม่ผู้อื่นอยู่


แต่เมื่อนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่าเป็นผลจากการสาปแช่งของคนตระกูลม่อ หลิวจี้ถูกความรู้สึกในใจกัดกินจึงฝันถึงนางม่อที่ล่วงลับไปแล้ว


ผู้คนมักกล่าวว่า หากมิได้ทำเรื่องผิด ยามค่ำคืนก็ไม่ต้องหวาดกลัวผีมาเคาะประตู แต่ดูจากท่าทีของหลิวจี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาคงทำเรื่องไม่ดีมาเยอะถึงได้หวาดกลัวเช่นนี้


สายลมหนาวจากภายนอกพัดเข้ามาผ่านบานประตู ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางไปปิดประตู พร้อมบอกพวกเด็กๆว่าไม่มีเรื่องอะไร


ต้าหลางรับคำแล้วทำตาม ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมมาสวม จากนั้นไปปิดประตูให้สนิท แล้วกลับมากระโดดขึ้นเตียงเข้าไปเบียดในผ้าห่มผืนเดียวกับท่านพ่อเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น


อาจเป็นเพราะความหวาดกลัวในใจ หลิวจี้จึงคว้าตัวต้าหลางมากอดแนบ.อกแน่น


ต้าหลางชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกประหม่า


ฉินเหยานั่งอยู่ตรงข้ามสองพ่อลูก สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามว่า “ในฝันเป็นเช่นไร”


หลิวจี้อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง พูดอ้อมไปอ้อมมา ไม่สามารถอธิบายเนื้อหาฝันได้ชัดเจน เพียงบอกว่ามันช่างน่าสะพรึงกลัว วิญญาณของนางบีบคอเขา สาปแช่งให้เขาไม่ตายดี และจะมาทวงชีวิตของเขา


ก่อนหน้านี้ หลิวจี้ไม่เคยฝันถึงนางม่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เขาตกใจจนขวัญเสีย


ฉินเหยาฟังคำบรรยายอันสับสนของเขาจนจบ ก่อนจะอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย “ข้ายังนึกว่าจะตื่นเต้นมากกว่านี้เสียอีก ที่แท้ก็แค่นี้เองหรือ”


“ต้าหลาง กลับเรือนนอนได้แล้ว” ฉินเหยาลุกขึ้น ยกมือเรียกต้าหลางเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป


“อา!” หลิวจี้ตกใจ เขาขวางฉินเหยาไม่ได้จึงกอดต้าหลางไว้แน่น “ลูกคนดีของพ่อ คืนนี้มานอนกับพ่อดีหรือไม่ พวกเราจะได้ใกล้ชิดกันบ้าง”


แต่เมื่อได้ยินท่านพ่อเอ่ยถึงมารดาผู้ล่วงลับ หัวใจของหนุ่มน้อยก็ยากจะสงบลงได้ ในที่สุดเขาก็พยักหน้าไปตามน้ำ สองพ่อลูกจึงวานให้ฉินเหยาช่วยปิดประตูให้ ก่อนจะเอนกายลงบนเตียงด้วยกัน


ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ก่อนจะปิดประตูให้พวกเขาด้วยท่าทีเอือมระอา


เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วยามก่อนฟ้าสาง ฉินเหยากลับห้องแล้วงีบไปครู่หนึ่ง พอถึงยามเช้าก็ลุกขึ้นมาฝึกวรยุทธ์ตามปกติ


จนกระทั่งนางฝึกเสร็จ ค่อยได้ยินเสียงกรนเบาๆมาจากเรือนของหลิวจี้ ซึ่งปกติเขาเป็นผู้ตื่นเช้าที่สุด


ดูท่าเขาจะนอนหลับสบายอยู่ไม่น้อย


โรงงานไม่มีงานให้ทำแล้ว คนงานเดิมในโรงงานถูกปล่อยกลับบ้าน ฉินเหยาเดินสำรวจรอบหนึ่ง ก็พบเพียงช่างไม้หลิวกับบุตรชายของเขากำลังทาสีอยู่


งานที่ต้องส่งหลังปีใหม่ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือแค่นำส่งให้ลูกค้าหลังวันที่สิบห้า


พอเห็นฉินเหยาเดินเข้ามา ช่างไม้หลิวก็ถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “พวกเราคงไม่ถึงขั้นต้องปิดกิจการหรอกใช่ไหม”


“ดูถูกคำสั่งซื้อเล็กๆหรือ” ฉินเหยาถามกลับด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่


ช่างไม้หลิวรีบส่ายหน้า “ข้าจะกล้าดูถูกได้อย่างไร จากแรกเริ่มพวกเราก็เริ่มจากงานเล็กๆเช่นนี้อยู่แล้ว”


“ก็แค่ก่อนหน้านี้ยุ่งมากแล้วจู่ๆก็ว่างลงทันที รู้สึกไม่ค่อยชินน่ะ”


ฉินเหยาตรวจสอบหินโม่ที่จะนำไปเปลี่ยน ตรวจไปพลางยิ้มอย่างสงบนิ่งกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก จะได้พักผ่อนบ้าง อีกอย่างเมื่อพ้นวันสิบห้าไปแล้ว คาดว่าคงมีคนอีกมากมายมาขอให้พวกเราช่วยซ่อมแซม ถึงตอนนั้นคงยุ่งไม่น้อย”


กังหันน้ำที่ทำจากไม้มักเกิดปัญหาได้ง่าย กังหันน้ำเล็กของบ้านนางนั้น นางต้องตรวจสอบอย่างละเอียดทุกครึ่งเดือน


ปัญหาหลักเกิดจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมของกระแสน้ำ ไม่มีปูนสำหรับสร้างทางนำเข้าน้ำที่เรียบลื่นและไม่มีตาข่ายเหล็กสำหรับกรองสิ่งเจือปนในน้ำ ทำให้กังหันน้ำมักจะดึงเอาสิ่งสกปรกเข้าไปจนติดขัดได้


แต่ฉินเหยาก็ให้ช่างไม้หลิวศึกษาเกี่ยวกับการใช้ไม้ไผ่สานเป็นตะแกรงกรองน้ำ ฝีมือของเขาที่เคยช่วยนางสานกรอบไม้ไผ่สำหรับใส่ถ่านมาก่อนก็นับว่าไม่เลวทีเดียว


เพียงแต่วัสดุเหล่านี้ต้นทุนต่ำเกินไปจึงขายได้ราคาไม่สูง


ยิ่งไปกว่านั้น ชาวบ้านที่ฉลาดหน่อยก็ทำตะแกรงกรองน้ำจากไม้ไผ่ใช้กันเองตั้งนานแล้ว


ไป๋ซั่นนำกังหันน้ำห้าสิบชุดลงใต้ หากได้รับผลตอบรับที่ดี กิจการของพวกเขาก็จะรุ่งเรืองขึ้นมิใช่หรือ


แต่หากผลตอบรับไม่ดี นั่นก็แสดงว่าความต้องการของตลาดไม่ได้สูงนัก หยุดทันเวลาก็สามารถลดความเสียหายได้


ช่างไม้หลิวเองก็รู้ว่าร้อนใจไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรจึงเลิกคิดให้ปวดหัวแล้วมุ่งทำงานตรงหน้าต่อไป เขายังต้องซ่อมบ้าน อีกไม่นานก็คงยุ่งเหมือนกัน


ตอนที่ฉินเหยากลับถึงบ้าน หลิวจี้ก็เตรียมสำรับอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังผัดหมูสามชั้นมันเยิ้มเพิ่มมาอีกสองชิ้น แยกใส่ชามกระเบื้องสีเขียววางไว้ในตะกร้าไม้ไผ่


ภายในตะกร้ายังมีธูป เทียนและกระดาษเงินกระดาษทองอยู่ด้วย


“น้าเหยา พวกเราอยากไปเยี่ยมท่านแม่สักหน่อย” ต้าหลางเอ่ยขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อย


ฉินเหยามองหลิวจี้ด้วยความประหลาดใจ นี่เขาเกิดจิตสำนึกขึ้นมางั้นหรือ


แต่ว่าตั้งแต่เมื่อใดกันที่คนผู้นี้เกิดมีจิตสำนึกขึ้นมา?


ฉินเหยาหันไปกำชับต้าหลาง “นำเคียวไปด้วย ไปช่วยตัดหญ้าบนหลุมศพให้เรียบร้อย”


คิดไปคิดมา นางเองก็ไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน อีกทั้งยังอยากรู้ว่าคนอย่างหลิวจี้คิดจะทำอะไร นางจึงหันไปถามเด็กทั้งสี่คนว่า “ข้าขอไปกับพวกเจ้าด้วยได้หรือไม่”


ต้าหลางถามอย่างยินดี “จริงหรือ”


เขานึกว่าฉินเหยาจะถือสาเสียอีก คิดไม่ถึงว่านางไม่เพียงยินยอม ซ้ำยังอยากไปกับพวกเขาด้วย


ฉินเหยาพยักหน้า จากนั้นก็ถามซ้ำอีกครั้งว่าสรุปพวกเขาตกลงหรือไม่


แน่นอนว่าต้องตกลงอยู่แล้ว! ต้าหลางและเอ้อร์หลางพยักหน้าแรงเสียจนศีรษะแทบจะหลุดออกจากบ่า ท่าทางดีใจมาก


ดังนั้นหลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าที่ล่วงเลยเวลาไปจนกลายเป็นมื้อสายเสร็จเรียบร้อย ทั้งครอบครัวหกชีวิตจึงเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ รวมทั้งเคียวและจอบ ก่อนมุ่งหน้าไปยังเชิงเขาด้านทิศใต้


ที่นั่นคือสุสานบรรพชนของตระกูลหลิว บรรจุร่างของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของตระกูลหลิว


ทว่าเพราะหลิวจี้ขายที่ดินบรรพชนในส่วนของตนให้กับหลิวต้าฝูไปเมื่อปีนั้นทำให้หลุมศพของ นางม่อจึงทำได้เพียงตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆฝั่งตรงข้ามที่ดินบรรพชนอย่างโดดเดี่ยว


ยิ่งเข้าใกล้หลุมศพมากเท่าใด สีหน้าของหลิวจี้ก็ยิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นเท่านั้น


ราวกับเขาไม่เคยมาที่นี่มาก่อน เขายืนแข็งทื่อจ้องมองหลุมฝังศพที่พังทลายจนเหลือเพียงกองดินเล็กๆ พร้อมด้วยวัชพืชที่ขึ้นรกรุงรังทั่วหลุมอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง


“เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้” เขาพึมพำกับตนเองเสียงแผ่วเบา


ฉินเหยาเองก็รู้สึกตกใจเช่นกัน หลุมศพนี้ช่างทรุดโทรมเสียจริง


นางปรายตามองหลิวจี้ก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าควรฝันร้ายให้มากกว่านี้จริงๆ”


เมื่อมาถึงหน้าหลุมฝังศพ เนื่องจากในตอนนั้นไม่มีเงินจึงทำได้เพียงฝังศพอย่างลวกๆ หลิวเหล่าฮั่นเองก็รู้สึกผิดในใจจึงไปขอให้ช่างไม้หลิวช่วยทำป้ายไม้ให้


บัดนี้ หลังจากผ่านลมฝนมานาน ตัวอักษรบนป้ายไม้ก็เลือนรางไปหมดแล้ว เนื้อไม้ถูกกัดกร่อนแทบไม่เหลือ ฉินเหยารู้สึกว่าหากนางออกแรงบีบเบาๆ ไม้นี้ก็คงแตกเป็นผุยผงปลิวหายไปตามสายลม


ต้าหลางเคยแอบมาที่นี่เพื่อเซ่นไหว้อยู่บ้าง ร่องรอยของกระดาษเงินกระดาษทองที่เผายังคงเหลืออยู่ตามกอหญ้า


ซานหลางและซื่อเหนียงมองกองดินที่เต็มไปด้วยวัชพืชตรงหน้าแล้วหันไปมองผู้ใหญ่ในครอบครัว ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน


พวกนางไม่รู้ว่าผู้ใหญ่มาทำอะไรกันที่นี่ พี่ใหญ่กับพี่รองบอกว่ามารดาแท้ๆของพวกเขาอยู่ที่นี่ แต่พวกนางกลับไม่เห็นผู้ใดเลย


เอ้อร์หลางเห็นแววตางุนงงของน้องทั้งสองจึงทำได้เพียงลูบศีรษะของพวกเขาอย่างจนใจ ก่อนกำชับให้ยืนอยู่ข้างๆ อย่าวิ่งซุกซน


ต้าหลางยัดเคียวใส่มือหลิวจี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในมือ หลิวจี้จึงได้สติกลับมา แล้วพ่อลูกก็เริ่มกำจัดวัชพืชเงียบๆ โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ


เอ้อร์หลางหยิบของเซ่นไหว้ออกจากตะกร้าแล้วจัดเรียงให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเดินไปยกป้ายไม้ของนางม่อขึ้นมาตั้งใหม่พร้อมทั้งปัดเช็ดคราบดินโคลนออกจนสะอาด


ตอนที่ 185: เจ้าอยากโกงหรือ


ตอนที่บรรยากาศเงียบงัน ฉินเหยามองไปยังแนวเขาตรงหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม “สถานที่นี้ทิวทัศน์ช่างกว้างไกลยิ่งนัก”


ท่าทางราวกับกำลังคาดหวังว่าหากตนตายไปคงดีไม่น้อยหากได้ถูกฝัง ณ ที่แห่งนี้


สามพ่อลูกที่กำลังเศร้าสลดถึงกับชะงักพร้อมกัน นี่มัน…สมแล้วที่เป็นตัวทำลายบรรยากาศ!


วัชพืชถูกกำจัดออกไป กองดินที่พังทลายถูกถมใหม่ด้วยจอบ ป้ายไม้ถูกเช็ดจนสะอาด สุดท้ายหลุมฝังศพนี้ก็มีสภาพดูสมเป็นที่ฝังศพ


หลิวจี้ที่ปกติไม่เอาการเอางานนัก ครั้งนี้กลับดูมีสีหน้ารู้สึกผิดอยู่บ้าง เขาพาลูกๆทั้งสี่มากราบไหว้อย่างจริงจัง


ฉินเหยายืนรออยู่ข้างๆอย่าง.อดทน ระหว่างนั้นก็ก้มลงเด็ดหน่อผักป่าที่เพิ่งโผล่พ้นดิน ตั้งใจจะนำกลับไปต้มน้ำแกงกินที่บ้าน


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางยืนอยู่หน้าหลุมศพของมารดาผู้ให้กำเนิด พูดคุยหลายสิ่งราวกับนางยังอยู่ตรงหน้า


พวกเขาบอกว่ายามนี้ตนเองมีชีวิตที่ดีมากแล้ว ได้เรียนรู้ทักษะหลายอย่างจากแม่เลี้ยง ขอให้มารดาไปสบายและไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขา


หลิวจี้เองก็รีบเสริมขึ้นมา “เจ้าไปเกิดใหม่ให้สบายเถอะ อย่าได้กังวลในตัวข้าอีกเลย ชาติหน้าก็ไปเกิดในตระกูลดีๆ แล้วแต่งกับบุรุษที่สูงศักดิ์เถอะนะ”


ซื่อเหนียงทนฟังท่านพ่อของตนพูดจาเข้าข้างตนเองไม่ไหวจึงขมวดคิ้วเล็กๆ แล้วเอียงคอเดินไปหาหลิวจี้ “ท่านพ่อ ท่านช่างไร้ยางอายจริง”


หลิวจี้โบกมือไล่ “ไปๆ ไปรออยู่ข้างๆนู่น”


เด็กตัวเล็กๆจะไปรู้อะไรกัน คนฝันร้ายก็ไม่ใช่นางเสียหน่อย


หลังจากพ่อลูกคารวะอีกครั้ง พวกเขาก็เก็บข้าวของแล้วเรียกฉินเหยากลับบ้าน


ตลอดทาง หลิวจี้รู้สึกได้ว่าฉินเหยากำลังจับจ้องมาที่ตนเองจนรู้สึกขนลุกไปหมด สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม “เจ้าจ้องข้าตลอดทางทำไมกัน”


“หลิวจี้ ข้าพบว่าเจ้าก็มีความเป็นคนอยู่เหมือนกัน” ฉินเหยาพูดอย่างเรียบเฉย


หลิวจี้ชะงัก “หา” เจ้าแน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่คำด่าข้า?


ฉินเหยายกยิ้ม แต่ไม่ได้คิดจะอธิบายอะไรต่อ เพียงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ก้าวเข้าประตูบ้านไปก่อน


หลิวจี้ที่ยังงุนงงเดินตามเข้ามา วางของให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็พาบุตรทั้งสี่ไปล้างมือจนสะอาด แล้วจึงเดินเข้ามาในห้องโถง ยืนกระบิดกระบวนอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ใช้สายตามองนางอย่างลังเล


“เอ่อ ข้ามีเรื่องอยากพูด เจ้าอย่าเพิ่งโกรธได้หรือไม่” เขาถามเสียงอ่อน


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่นางนั่งอยู่ ส่วนเขายืนอยู่ แต่แค่ถูกนางมอง หลิวจี้ก็รู้สึกราวกับตนเองเตี้ยลงไปอีกหนึ่งศีรษะ


รู้ว่านางเป็นคนไม่มีความอดทนเขาจึงรีบพูดออกไปทันที “ข้าอยากซ่อมแซมหลุมฝังศพของนางม่อใหม่ เมียจ๋า เจ้าให้ข้ายืมเงินสักหน่อยได้หรือไม่ ข้ารับรองว่าพอข้าหาเงินได้ จะรีบคืนให้ทันที!”


พูดจบ ฉินเหยายังคงมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยเช่นเดิม ทำเอาหลิวจี้ใจคอไม่ดี คิดว่านางคงไม่ยอมตกลง


แต่คิดไม่ถึงว่าฉินเหยากลับลุกขึ้น เดินกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบเงินออกมาโยนใส่อกเขา เป็นเงินหนักสองตำลึงซีกหนึ่ง


หลิวจี้ตกตะลึง รีบรับเงินชิ้นเล็กนั้นไว้แล้วหันไปมองฉินเหยาอย่างไม่อยากเชื่อ “เมียจ๋า นี่เจ้า…”


“รีบทำให้เสร็จ อีกไม่กี่วันก็ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว” ฉินเหยาตัดบทคำพูดไร้สาระของเขา สั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา


หลิวจี้รีบพยักหน้ารับคำพลางกล่าว “ขอบคุณ” แล้วรีบออกไปหาคนช่วยงานทันที


เดินไปได้ครึ่งทาง เขาก็นึกถึงผู้คนและเรื่องราวรอบตัวในตอนนี้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มเย้ยหยันตนเอง ดูเหมือนว่าใครๆก็มีจิตใจดีมากกว่าเขา มีแต่เขาที่เป็นคนเลวที่สุด!


ฉินเหยาอ้าปากหาว เพราะรู้สึกง่วงจึงเดินออกจากห้องโถง ตั้งใจจะกลับไปนอนพักผ่อนยามบ่าย


ตึงตึงตึงตึง เสียงหนักแน่นสี่ครั้งดังขึ้น ต้าหลางนำน้องชายและน้องสาวทั้งสามคน มาคุกเข่าลงตรงหน้านางแล้วโขกศีรษะลงบนพื้นเสียงดังสามครั้ง


เมื่อเงยหน้าขึ้น ต้าหลางกับเอ้อร์หลางดวงตาแดงก่ำ ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงที่ถูกพี่ชายกดศีรษะให้โขกลงกับพื้นก็สูดลมหายใจเย็นเยียบ ที่โขกศีรษะลงไปเมื่อครู่เจ็บจริงๆ


ฉินเหยาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนกระโดดกลับเข้าไปในห้องโถง “พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ”


ต้าหลางจูงมือน้องชายและน้องสาวลุกขึ้น ยืนตัวตรงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “น้าเหยา ขอบคุณท่านที่ซ่อมแซมหลุมศพให้มารดาของข้า”


คำพูดที่ว่าจะตอบแทนในอนาคตพวกนั้น เขาพูดไม่ออกและไม่อยากพูดเรื่องไร้ประโยชน์เหล่านั้นด้วย


สรุปคือตั้งแต่นี้ไปเขาหลิวจื่อวั่งและพี่น้องทั้งสี่คนจะยอมรับมารดาเพียงสองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือมารดาให้กำเนิดผู้ล่วงลับ อีกคนก็คือนาง


ฉินเหยากล่าว “ไม่ต้องเกรงใจ ข้าจะกลับห้องไปพักผ่อนแล้ว”


นางเดินผ่านพี่น้องทั้งสี่ไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่เมื่อกลับเข้าห้อง ปิดประตูแล้ว มุมปากกลับเผยรอยยิ้มจางๆอย่างคาดไม่ถึง


นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางม่อเป็นสตรีแบบใดกันแน่ ถึงทำให้เด็กทั้งสี่คนนี้ยังคงมีจิตใจงดงาม แม้จะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้


…...


หลังจากหลิวจี้ซ่อมหลุมศพของภรรยาผู้ล่วงลับเสร็จ เขาก็เดินทางกลับเข้าเมือง เพื่อเตรียมตัวสอบคัดเลือกในเดือนสองที่สำนักศึกษา


ก่อนออกเดินทาง เขาไปหาผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล เพื่อขอเอกสารรับรองตัวตนที่ต้องใช้สำหรับการสอบไว้ล่วงหน้า เพราะไม่อยากเสียเวลาเดินทางกลับมาบ้านอีก


ส่วนเรื่องเวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้ เขาจะสามารถผ่านการสอบรอบแรกได้หรือไม่นั้น ฉินเหยารู้สึกว่ายังไม่แน่นอน


แต่ก่อนจากไป หลิวจี้กลับแสดงท่าทีลึกลับ บอกกับนางว่า “เมียจ๋า เจ้าวางใจเถอะ ข้าสอบถามมาล่วงหน้าแล้ว การสอบคัดเลือกนี้ผ่านง่ายมาก ขอแค่พวกเรามีคนหนุนหลัง…”


พูดจบ หลิวจี้ก็ใช้นิ้วถูกันไปมาแล้วขยิบตาให้ฉินเหยา


ฉินเหยาเลิกคิ้วเอ่ยถาม “เจ้าอยากโกง?”


“แม่เจ้า…ชู่ชู่ชู่!” หลิวจี้แทบตกใจตาย นี่พวกเรากำลังวางแผนลับกันอยู่ เจ้าแหกปากเสียงดังเช่นนี้ทำไมกัน!


เขารีบเดินไปที่ประตู แอบชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอก ดีมาก เด็กๆออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว ตอนนี้ในบ้านมีเพียงพวกเขาสองคน


คราวนี้หลิวจี้ระมัดระวังขึ้นกว่าเดิม ปิดประตูและเปิดหน้าต่างไว้เล็กน้อย จากนั้นจึงจับตาดูทางเข้าบ้านที่อาจจะมีคนผ่านมาแล้วค่อยเริ่มพูดต่อ


ฉินเหยาพูดไม่ผิด เขาตั้งใจจะโกงจริงๆ และเนื่องจากสถานที่สอบคัดเลือกอยู่ในเขตอำเภอนี้ จึงไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่คิดแบบนี้ ใครที่มีเงื่อนไขเอื้ออำนวย ก็มักจะหาทางเตรียมการล่วงหน้าไว้เพื่อความปลอดภัยทั้งนั้น


ยิ่งไปกว่านั้น การสอบคัดเลือกจัดให้ผู้เข้าสอบทั้งหมดสอบในห้องเดียวกัน หากเขาสามารถหาที่นั่งติดกับคนฉลาดหน่อย การผ่านสอบคัดเลือกก็จะมีโอกาสสูงขึ้นมาก


หากโชคดีอีกหน่อย ทายคำตอบถูกบ้าง แบบนี้ยิ่งสอบผ่านอย่างแน่นอน


ตราบใดที่ผ่านสอบคัดเลือกไปได้ การสอบรอบต่อไปก็จะง่ายขึ้น เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็สามารถสู้ได้อย่างเต็มที่


แต่สำหรับการสอบเซี่ยนซื่อในเดือนห้า ทั้งความเข้มงวดของกรรมการคุมสอบและระดับความยากของข้อสอบจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะสามารถหาที่นั่งติดกับคนเก่งเพื่อโกงได้ แต่ก็ยังยากที่จะสอบผ่าน


ดังนั้น การสอบในเดือนห้าครั้งนี้ เขาก็แค่ไปสอบเป็นพิธี เหมือนที่ฉินเหยาว่าไว้ สั่งสมประสบการณ์เท่านั้น


เมื่อฉินเหยาได้ฟังการวิเคราะห์ที่มีเหตุมีผลของเขาก็รู้ได้ทันทีว่า หลิวจี้ต้องคิดเรื่องนี้มาอย่างรอบคอบแล้วแน่นอน


“หลิวจี้ เจ้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆนะ ถึงขนาดรู้จักวางแผนลับหาทางผ่านด่านแบบนี้” ฉินเหยาเดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ เอ่ยชมพร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะ


หาได้ยากที่จะถูกชมสักครั้ง แม้ว่าความฉลาดแกมโกงเช่นนี้จะไม่ใช่วิธีที่น่ายกย่องนัก แต่หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอน เจ็บแล้วต้องรู้จักจำ สำหรับคนยากจนเช่นพวกเราที่ไม่มีอะไรเลย หากต้องการลืมตาอ้าปาก ก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมบ้างเป็นธรรมดา”


“ความเสี่ยงเป็นอย่างไร” ฉินเหยาถาม


หลิวจี้ตอบด้วยความตื่นเต้น “แทบไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะไม่มีใครยอมรับว่าตนเองได้รับผลประโยชน์ และที่สำคัญ การสอบคัดเลือกก็ไม่เข้มงวดตั้งแต่แรกแล้ว เมียจ๋า เจ้ารู้หรือไม่ว่า ตอนที่ฝานซิ่วไฉสอบผ่านคัดเลือกนั้น เขาทำได้อย่างไร”


ฉินเหยาลองคาดเดา “เปลี่ยนที่นั่งเหมือนกันหรือ”


หลิวจี้พยักหน้าหนักแน่น ไม่เช่นนั้นเขาจะรู้วิธีการนี้ได้อย่างไร


ดังนั้น ตอนที่หลิวจี้กลับไปยังสำนักศึกษา ในกระเป๋าของเขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นมาอีกสิบตำลึง


ตอนที่ 186: หีบลาก


เมื่อถึงอำเภอแล้ว เรื่องรายละเอียดต่างๆ หลิวจี้จะจัดการเอง


การที่ฉินเหยาสามารถมอบเงินให้เขานำไปสร้างเส้นสายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ หลิวจี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


เพราะเขาพบว่า ตนเองเริ่มเข้าใจนางมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว


นางผู้นี้ มีมาตรฐานทางศีลธรรมที่ไม่แน่นอน มิได้ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ทางสังคมมากนัก ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ตราบใดที่ยังคงยึดหลัก ‘ผลประโยชน์ส่วนตัว’ เป็นสำคัญ ก็สามารถมองข้ามรายละเอียดยิบย่อยที่ไม่สำคัญไปได้


หลิวจี้คาดเดาว่า อาจเป็นเพราะประสบการณ์ของนางในการลี้ภัย ไม่เช่นนั้นหากเป็นคนธรรมดาทั่วไป เมื่อได้ยินว่าเขาคิดโกงคงตกใจแทบตายแล้ว นับประสาอะไรกับการสนับสนุนอย่างใจเย็นและช่วยวิเคราะห์ให้


เมื่อคิดถึงเงินในมือ หลิวจี้ก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจ ความยุติธรรมคือสิ่งใดกัน


ความยุติธรรมก็คือ เมื่อผู้อื่นสร้างเส้นสาย เจ้าก็ต้องสร้างเส้นสายด้วย หากไม่ทำ เช่นนั้นถือว่าไม่ยุติธรรม


เมื่อหลิวจี้จากไป โรงงานกังหันน้ำก็กลับมาเปิดทำงานอีกครั้ง


ทว่าคนงานมีเพียงฉินเหยาและช่างไม้หลิวสองคนเท่านั้น พวกเขาผลัดกันเข้าเวรที่โรงงานคนละสามวัน เพื่อมิให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าโรงงานปิดตัวไปแล้ว


กระนั้นก็ตาม ในหนึ่งวันแทบไม่พบเห็นผู้ใด ทั้งสองโดยมากเพียงเปิดประตูโรงงานไว้ แล้วกลับไปทำงานที่บ้านของตนเอง


สำนักศึกษาตระกูลติงกำลังจะเปิดเรียนในเร็ววัน ฉินเหยาจึงเริ่มเตรียมการให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางเข้าเรียน


นางพาทั้งสองไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อตามหาสารถี ตกลงราคาค่าจ้างแบบเหมารายปี เด็กสองคนรวมกันเป็นเงินหนึ่งตำลึงห้าเฉียนจ่ายเป็นรายครึ่งปีจึงมอบค่ารถล่วงหน้าสำหรับหกเดือน จำนวนเจ็ดร้อยห้าสิบเหวินไว้ก่อน


เมื่อมี ‘รถโรงเรียนรับส่ง’ แล้ว ขั้นตอนถัดไปก็คือเตรียมเครื่องเขียนสำหรับเข้าเรียน


ที่นี่ไม่มีใครใช้ถุงตำรากัน ทุกคนล้วนใช้หีบตำราซึ่งกันแดดกันฝนได้ดี มีเพียงข้อเสียเดียวคือ หนักเกินไป


ฉินเหยาไปยังบ้านหลิวต้าฝูเพื่อชมหีบตำราเก่าของหลิวลี่ ขนาดไม่ใหญ่นัก สูงครึ่งเมตร หนาสามสิบเซนติเมตรและยาวสี่สิบเซนติเมตร


หีบเล็กๆ ใบนั้นถูกแบ่งเป็นลิ้นชักหลายช่อง ช่องเล็กใช้วางแท่นฝนหมึก พู่กัน และแท่งหมึก ส่วนช่องใหญ่ใช้ใส่ตำราและกระดาษ


ยังมีลิ้นชักตั้งแนวตั้งอีกช่อง ที่น่าประหลาดใจคือ สามารถใส่เตาอุ่นมือขนาดเล็กได้อีกด้วย ช่างประณีตยิ่งนัก


เมื่อดูรอบหนึ่ง ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะยกย่องภูมิปัญญาของคนโบราณ


แต่นางคิดว่าหีบนี้แม้จะเล็ก แต่สำหรับต้าหลางและเอ้อร์หลางแล้ว ขนาดก็เกือบครึ่งหนึ่งของตัวพวกเขาเลยทีเดียว


เด็กกำลังโต หากต้องแบกหีบไม้หนักเช่นนี้ทุกวัน หากส่งผลต่อการเจริญเติบโตจะทำอย่างไร


แต่ถุงผ้าก็กันน้ำไม่ได้ อุปกรณ์พู่กัน หมึก และกระดาษเหล่านี้โดนน้ำไม่ได้เลยเพราะล้วนเป็นของเปราะบาง


ต้าหลางและเอ้อร์หลางกลับมิได้ใส่ใจ ตรงกันข้าม ทั้งคู่กลับดีใจมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเรียน ทุกสิ่งเกี่ยวกับการเรียนล้วนทำให้พวกเขาตื่นเต้น


เห็นฉินเหยาหมกมุ่นกับเรื่องนี้ สองพี่น้องทั้งซาบซึ้งใจและไม่เข้าใจ พวกเขารู้สึกว่าหีบนี้ดีมากอยู่แล้ว แต่เหตุใดแม่เลี้ยงจึงดูเหมือนยังไม่พอใจ


หรือว่ายังมีหีบที่ดียิ่งกว่าหีบตำราอันแสนประณีตนี้อีก?


“ได้แล้ว!” ฉินเหยาตบต้นขาตนเอง “กระเป๋าเดินทางมิใช่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความหนักได้หรอกหรือ”


อย่าว่าแต่ล้อเลย แม้แต่คันชักดึง ช่างไม้หลิวก็ทำได้แน่นอน


เพราะนางเคยเห็นเขาทำม้านั่งแบบดึงออกได้ ปกติพกไปนั่งสนทนาที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน เมื่อล้าหลังก็ดึงคันออกมาใช้เป็นพนักพิง


คิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็อยากเห็นแทบทนไม่ไหว


นางหันไปบอกต้าหลางและเอ้อร์หลางที่ยังงุนงงว่า “รอข้าก่อนเถอะ ข้าจะทำของดีให้พวกเจ้า!”


กล่าวจบ ร่างของนางก็พุ่งออกไปดุจสายลม มุ่งตรงไปยังโรงงานอย่างไม่ลังเล


นางวิ่งรวดเร็วเสียจนเส้นผมพลิ้วไหวกระจายไปตามแรงลมราวกับคนเสียสติที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งอยู่บนถนน


“ไม่ใช่สิ…” ต้าหลางและเอ้อร์หลางรีบส่ายหน้า ขับไล่ความคิดอกตัญญูเช่นนั้นออกไปจากหัว


“ท่านแม่ไม่เป็นไรแน่หรือ” เอ้อร์หลางมองแผ่นหลังของสตรีผู้ว่องไวราวสายลมด้วยความกังวล


ต้าหลางสูดปากอย่างลังเล ไม่วางใจนัก “ข้าไปดูเอง”


เอ้อร์หลางพยักหน้ารัวๆ เร่งให้พี่ชายตามไปโดยเร็ว


ต้าหลางก้าวออกจากประตู ไล่ตามนางไปจนถึงโรงโม่น้ำ ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป เขาก็เห็นฉินเหยากำลังดึงตัวช่างไม้หลิวที่กำลังขูดไม้มาไว้ข้างตัว นางถือไม้แผ่นหนึ่งอยู่ในมือ ขณะเดียวกันทั้งสองก็นั่งยองๆลงบนพื้น ใช้ไม้วาดลวดลายบางอย่างพร้อมทั้งพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น


ช่างไม้หลิวยกมือขึ้น “ให้ข้าตั้งสติก่อน ให้ข้าตั้งสติสักประเดี๋ยว”


เขาวางเครื่องมือในมือลง สูดลมหายใจลึก ระงับหัวใจที่แตกตื่นจากการถูกฉินเหยาฉุดกระชาก ก่อนจะย่อตัวลงพินิจพิจารณาภาพวาดทรงสี่เหลี่ยมตรงหน้า


แม้ลายมือของฉินเหยาจะธรรมดา แต่ภาพวาดของนางกลับแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง แถมยังมีมิติ ทำให้ช่างไม้หลิวเข้าใจแนวคิดของนางได้โดยง่าย


ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อมองเห็นรูปทรงของหีบเดินทางบนพื้น เขาถึงกับตบเข่าตนเองด้วยความตื่นเต้น “เหตุใดข้าจึงไม่เคยนึกถึงการนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบด้วยกันมาก่อนเลย”


เขาทำล้อได้ ทำหีบตำราแบบเข้าเดือยได้และทำคันลากแบบยืดหดได้เช่นกัน


แต่เขากลับไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันเพื่อสร้างสรรค์เป็นหีบที่สามารถลากได้!


ช่างไม้หลิวตื่นเต้นจนตบต้นขาตนเอง ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ต้นขาของเขาแทบจะถูกตบจนชาแล้ว เขาโยนงานในมือทิ้งไปและรีบลงมือทำทันที


ฉินเหยาตะโกนเรียกเขาหลายครั้ง แต่เขาไม่ได้ยินราวกับจมอยู่ในภวังค์


รู้ดีว่าหากเขายังไม่ทำหีบเดินทางนี้ออกมา เขาคงไม่ยอมหยุดแน่ ฉินเหยาจึงยิ้มเจ้าเล่ห์ จากนั้นก็หมุนตัวกลับ มุ่งหน้าไปยังบ้านของหลิวต้าฝูเพื่อยืมหีบตำราเก่ามาช่วยลดภาระงานให้ช่างไม้หลิว จะได้ทำคันลากและล้อออกมาทดลองก่อน


“น้าเหยา!” ต้าหลางสะดุ้งเมื่อเห็นฉินเหยาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง


ฉินเหยามองเขาด้วยความแปลกใจ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”


ต้าหลางเดินตามนางเข้าไปในหมู่บ้าน “ข้ามาดูท่าน”


“ดูข้าเรื่องอะไร?” ฉินเหยาหัวเราะ มองเขาอย่างรู้ทันแล้วกล่าวออกมาตรงๆ “เจ้ากับเอ้อร์หลาง คงคิดว่าข้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วใช่หรือไม่”


“ไม่ ไม่มีทางหรอก!” ต้าหลางตอบเสียงหนักแน่นด้วยสีหน้าจริงจัง


ฉินเหยาหัวเราะเสียงดัง พลางโบกมือไล่ให้เขากลับไป “ข้าสบายดี ไม่ต้องกลัวไป”


กล่าวจบ นางก็เลี้ยวเข้าสู่ทางแยกที่จะไปบ้านของหลิวต้าฝู


ต้าหลางได้ยินคำว่า ‘ข้าสบายดี’ ของนางก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะกลับบ้านไป


ครั้นถึงยามโพล้เพล้ ฉินเหยาวิ่งกลับมาบ้าน รีบตักข้าวเข้าปากเพียงไม่กี่คำ แล้วก็คว้าชามข้าวพร้อมกับข้าวที่เต็มแน่นในมือ ก่อนจะกลับไปที่โรงโม่น้ำ


“ช่างไม้หลิว ท่านทำเสร็จหรือยัง” นางยังไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงเร่งเร้าก็ดังก้องเข้าไปก่อนแล้ว


ช่างไม้หลิวเก็บคันลากในมือ หันมามองนางพร้อมกับยิ้มกว้าง “ตามที่เจ้าต้องการ เสร็จแล้ว!”


ฉินเหยาส่งอาหารที่นางห่อมาให้เขา จากนั้นก็เดินเข้าไปข้างหน้าเพื่อดูผลงานอย่างคาดหวัง


หีบตำราเก่าถูกดัดแปลง ที่ด้านล่างมีการเพิ่มร่องครึ่งวงกลมสี่ช่องสำหรับใส่ล้อไม้ ล้อไม้ขนาดเท่าฝ่ามือสี่ล้อพอดีติดเข้ากับร่องเหล่านั้น โดยมีแท่งไม้กลมหนาใช้เป็นแกนหมุนตรงกลาง


ฉินเหยายกนิ้วขึ้นสะกิดเบาๆ ล้อก็หมุนไปอย่างราบรื่นเกินคาด


จากนั้นนางมองไปที่ด้านหลังของหีบไม้ ตรงกลางค่อนไปทางล่างมีการเพิ่มแผ่นไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าหนาเจ็ดถึงแปดเซนติเมตร และที่สำคัญแกนลากสองอันที่เป็นหัวใจหลัก ถูกซ่อนอยู่ครึ่งหนึ่งภายในแผ่นไม้นั้น


“เจ้าลองดึงดู” ช่างไม้หลิวเอ่ยเร่งด้วยน้ำเสียงมั่นใจพลางกินข้าวไปด้วย


ฉินเหยาดึงคันลากออกมา เดิมทีดูเหมือนเป็นเพียงแผ่นไม้สี่เหลี่ยมธรรมดา แต่กลับซ่อนกลไกอันซับซ้อนไว้ภายใน


เมื่อดึงออกมา คาดไม่ถึงว่าคันลากจะสามารถตรึงอยู่ที่ตำแหน่งสูงสุดได้อย่างมั่นคง ไม่ต่างจากคันลากของยุคปัจจุบันที่ใช้กลไกล็อกไว้เลยแม้แต่น้อย


ตอนที่ 187: เหตุใดข้าจึงมิอาจ


แต่บนไม้สองท่อนนี้กลับไม่มีร่องรอยของขอเกี่ยวใดๆ เป็นเพียงแท่งไม้ที่สมบูรณ์


เช่นนั้นจุดสำคัญย่อมต้องอยู่ที่แผ่นไม้หนาทรงสี่เหลี่ยมแผ่นนั้น ภายในนั้นต้องมีกลไกที่แยบยลซ่อนอยู่เป็นแน่


“จะเก็บกลับเข้าไปอย่างไรหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความสนใจ


ช่างไม้หลิวชี้ไปยังด้านล่างของแผ่นไม้หนา “เจ้ากดแท่งไม้เล็กๆที่นูนออกมาตรงนี้กลับเข้าไปก็จะสามารถเก็บลงไปได้”


ฉินเหยาทำตาม เมื่อสัมผัสใต้แผ่นไม้หนาก็พบว่ามีชิ้นไม้สี่เหลี่ยมขนาดเท่าหัวแม่มือนูนออกมาอยู่ นางออกแรงเล็กน้อยแล้วกดมันลงไป ไม้คานที่ตั้งอยู่พลันส่งเสียง คลิก แล้วหดกลับเข้าไปในพริบตากลายเป็นที่จับที่สูงกว่าหีบหนังสือเพียงห้าเซนติเมตร


“ยอดเยี่ยมนัก!” ฉินเหยากล่าวชมด้วยความทึ่ง


ช่างไม้หลิวยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “นี่เป็นเคล็ดวิชาเฉพาะที่ท่านอาจารย์ของข้าถ่ายทอดมาให้ ข้าจึงมิอาจบอกกลไกภายในแก่เจ้าได้”


กลไกที่สืบทอดกันมาเช่นนี้ ก่อนที่จะเรียนรู้ล้วนต้องสาบานต่อหน้าท่านอาจารย์ หากมิใช่ศิษย์ปิดสำนักแล้วไซร้ก็จะไม่มีวันถ่ายทอดให้


ในปีนั้น ท่านอาจารย์ของเขาเลือกเขาจากบรรดาศิษย์ที่มีพรสวรรค์ให้เป็นศิษย์ปิดสำนัก หลังจากถ่ายทอดศาสตร์เหล่านี้ให้แก่เขาจนหมดสิ้นก็ลาจากโลกนี้ไป


เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ นัยน์ตาของช่างไม้หลิวก็เต็มไปด้วยความอาลัย “ปีนั้นท่านอาจารย์ถ่ายทอดวิชาลับให้ข้าแล้วจากไป ทำให้ข้ารู้เพียงกลไกไม่กี่ชนิด แต่กลับไม่รู้ว่ามันสามารถนำไปใช้ที่ใด ข้าหมกมุ่นศึกษามาหลายปี ก็สร้างได้เพียงแค่เก้าอี้ที่มีพนักพิงตัวหนึ่งเท่านั้น”


“หากท่านอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ หีบหนังสือลากจูงนี้คงสร้างขึ้นมานานแล้ว”


ฉินเหยาลูบไล้หีบเดินทางขนาดเล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมันลงด้วยความเสียดาย จากนั้นหันไปกล่าวกับช่างไม้หลิวที่กำลังหม่นหมองว่า


“บางทีอาจเป็นเพราะเมืองนี้ของเราค่อนข้างเล็กจึงไม่เคยพบเห็นมาก่อนก็เท่านั้น”


ของสิ่งนี้ไม่ได้ถูกพวกเขาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเอง พวกเราจึงควรถ่อมตนบ้าง


เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ ความเศร้าของช่างไม้หลิวก็พลันมลายหายไป เขาบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าช่างทำลายบรรยากาศเสียจริง!”


ฉินเหยายักไหล่ ก่อนจะลูบหีบหนังสือเล็กนั้นอีกครั้งด้วยความหลงใหล “วันนี้พักก่อนเถอะ พรุ่งนี้รีบทำให้ข้าสักสองใบ ต้าหลางกับเอ้อร์หลางของข้าต้องใช้มันเพื่อไปเรียนหนังสือ”


“โอ้ จริงสิ คืนนี้ข้าจะกลับไปโต้รุ่ง จัดแบ่งพื้นที่ภายในใหม่ให้เหมาะสม พรุ่งนี้ท่านทำตามแบบที่ข้าวาดให้ก็แล้วกัน”


ในเมื่อมันกลายเป็นหีบเดินทางแล้ว ของที่สามารถใส่ลงไปย่อมต้องมีมากกว่านี้


เช่นอาวุธขนาดเล็กสำหรับป้องกันตัว สมควรมีช่องพิเศษสำหรับเก็บมันไม่ใช่หรือ


ยังมีร่มอีก สมควรเพิ่มช่องสำหรับมันด้วยหรือไม่


โชคดีที่ช่างไม้หลิวไม่รู้ว่าฉินเหยาคิดอะไรอยู่ มิเช่นนั้นคืนนี้เขาคงนอนไม่หลับเป็นแน่


เพียงแค่คิดว่าจะวางร่มอย่างไรดี เขาก็คงขบคิดมันตลอดทั้งคืนแล้ว


“เดี๋ยวก่อน เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะตั้งชื่อหีบนี้ว่าอะไร”


เห็นฉินเหยาเตรียมจะลากหีบไม้ใบเล็กกลับบ้าน ช่างไม้หลิวจึงรีบเอ่ยถาม


ฉินเหยาร้อง “ซี๊ด” ออกมาคำหนึ่ง ให้คนที่ตั้งชื่อไม่ได้เรื่องมาคิดชื่อ เป็นการยากสำหรับนางเกินไปหน่อยหรือไม่


หีบเดินทางชื่อนี้ดูจะไม่เหมาะสักเท่าไรนัก เพราะแท้จริงแล้วนี่คือหีบหนังสือ ใช้สำหรับบรรทุกตำรา มิใช่หีบสำหรับเก็บสัมภาระ


ถ้าเช่นนั้นเรียกมันว่า…คิดไม่ออก!


ฉินเหยาถนัดนักในการโยนปัญหาให้ผู้อื่น นางยิ้มพลางหันไปกล่าวกับช่างไม้หลิวว่า “นี่เป็นผลงานของท่าน เช่นนั้นชื่อของมันก็สมควรเป็นท่านที่ตั้ง”


นางจ้องมองเขาด้วยดวงตาใสซื่อจริงใจ ช่างไม้หลิวรู้สึกปลื้มปริ่มอยู่ลึกๆ แต่ก็ยังคงแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจต่อสิทธิ์ในการตั้งชื่อ เขาโบกมืออย่างถ่อมตัวก่อนกล่าวว่า


“หีบหนังสือนี้ทั้งช่วยผ่อนแรงและจุของได้มาก เช่นนั้นเรียกมันว่า…หีบหนังสือพลังเซียน?”


ขมับของฉินเหยากระตุกอย่างแรง แม้เบื้องหน้าจะกล่าวว่าดีออกไป แต่ภายในใจกลับบ่นอย่างจนปัญญาว่า ช่างไม้หลิว ทักษะการตั้งชื่อของท่านนี่มันช่างน่าผิดหวังจริงๆ


……


“หีบหนังสือพลังเซียน?”


เด็กทั้งสี่ในบ้านล้อมวงอยู่รอบหีบหนังสือที่ท่านแม่ของพวกเขานำกลับมา จิ้มบ้าง แตะบ้าง ในใจก็คิดสงสัยว่าหรือจะมีพลังเซียนแฝงอยู่ข้างบนนั้น?


ฉินเหยารินน้ำร้อนใส่ถ้วยให้ตัวเอง ดื่มหมดรวดเดียวแล้วสั่งให้ซานหลางไปเดินปิดประตู นางเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะขนถ้วยชามดินเผาและเครื่องเคลือบต่างๆที่อยู่บนตู้ลงมา เปิดลิ้นชักของหีบหนังสือแล้วนำถ้วยชามหนักๆเหล่านี้ใส่เข้าไป


ฉินเหยาลองยกดู มันหนักพอสมควร เมื่อรวมกับน้ำหนักของตัวหีบหนังสือที่หนักราวสิบกว่าจินแล้ว สำหรับเด็กที่ไม่เคยฝึกฝนพละกำลังมาก่อนอย่างเอ้อร์หลาง นี่ก็เพียงพอที่จะทำให้แผ่นหลังของเขาทรุดลงแล้ว


ฉินเหยาพยักเพยิดไปทางเอ้อร์หลาง “ลองดูสิ ว่ายกขึ้นไหวหรือไม่”


เอ้อร์หลางรีบพุ่งขึ้นไปลองยกหีบหนังสือ ทว่า…ยกไม่ขึ้น ยกไม่ขึ้นจริงๆ!


แต่กลับเผลอไปกระแทกล้อเข้า ทำให้หีบหนังสือหมุนคว้างอยู่กับที่


ของที่ช่างไม้หลิวทำออกมา นับว่าเรียบลื่นไร้ที่ติ!


เมื่อต้าหลางเห็นเอ้อร์หลางเผลอไปดันล้อเช่นนั้นก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา เขาดึงเอ้อร์หลางที่ยังคงพยายามยกหีบหนังสือขึ้นออกมาแล้วเข้าไปจัดการด้วยตัวเอง ใช้มือจับหูหิ้วซึ่งยื่นออกมาเล็กน้อย


ออกแรงดึงเบาๆเท่านั้น หูหิ้วก็ยืดยาวออกมาจนถึงระดับเอวของเขาพอดี


ตำแหน่งนี้ เพียงเอื้อมมือก็สามารถจับดึงได้โดยง่าย


อย่างไรก็ตาม ต้าหลางยังไม่ได้นึกถึงการทำให้หีบหนังสือเอียงลงแล้วลากไป เขาเพียงแค่คิดถึงการผลักหีบหนังสือไปบนพื้นเท่านั้น


แม้หีบหนังสือจะบรรจุถ้วยชามหนักอึ้งไว้ แต่กลับสามารถผลักไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดายราวกับไร้น้ำหนัก


ซานหลางอ้าปากค้างแล้วกล่าวด้วยแววตาหนักแน่นว่า “มีพลังเซียนจริงๆด้วย!”


ฉินเหยาถูกเจ้าเด็กโง่นี่ทำให้ขำเข้าแล้ว นางจึงเดินไปรับหีบหนังสือจากมือต้าหลางมา แล้วสาธิตวิธีใช้งานที่ถูกต้องให้ดู ทั้งผลักบนพื้นเรียบ ลากขึ้นทางลาด หรือแม้แต่หมุนเปลี่ยนทิศ ล้วนทำได้โดยไม่เปลืองแรงแม้แต่น้อย


จากนั้น นางก็ให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางลองทำอีกครั้ง ทั้งสองคนลากหีบหนังสือออกไปถึงลานบ้าน แล้วเริ่มออกแรงวิ่งลากมันไป


ทั่วทั้งลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงล้อไม้ที่หมุนกลิ้งไปมาอย่างรวดเร็ว


“ว้าว สนุกจังเลย!” ซื่อเหนียงตาเป็นประกาย ยื่นมือออกไปให้พี่ใหญ่อุ้มขึ้นนั่งบนหีบหนังสือ


ต้าหลางรีบหันไปมองฉินเหยา “ให้คนนั่งได้หรือไม่ขอรับ”


“ก็ใช่ว่าจะไม่ได้” ฉินเหยาพึมพำ นางนึกถึงกระเป๋าเดินทางในยุคปัจจุบันที่ผู้คนนั่งอยู่บนนั้นเป็นประจำ


ซื่อเหนียงสมดังใจ นางนั่งลงบนหีบหนังสือ ภายใต้แรงผลักและดึงของพี่ใหญ่กับพี่รอง นางก็ ‘เหินบิน’ อย่างสนุกสนาน


เพราะพวกเขารู้ดีว่า หีบหนังสือพลังเซียนนี้ ฉินเหยาทำขึ้นมาเพื่อพี่ชายทั้งสองคนเป็นพิเศษ


มีเพียงผู้ที่จะไปสำนักศึกษาเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้


ซานหลางไม่ได้อิจฉานัก เพราะเขารู้ว่าอีกไม่นานก็จะถึงตาของตนเอง


ท่านแม่เคยบอกไว้ว่า รอให้เขาโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะส่งเขาไปสำนักศึกษาเช่นกัน


ดังนั้นเขาจึงตามติดพี่ใหญ่และพี่รอง ขอให้พวกเขาเก็บของเก่าที่ใช้แล้วไว้ให้ตนเองในภายหลัง


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเองก็ตื่นเต้นกับการได้นำหีบหนังสือพลังเซียนไปสำนักศึกษา สามพี่น้องมัวแต่มีความสุขกับเรื่องนี้จึงไม่มีใครสังเกตเห็นอารมณ์หดหู่ของซื่อเหนียง


เด็กหญิงนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าหีบหนังสือพลังเซียน มือเล็กๆดึงลิ้นชักออกแล้วปิดกลับ ทำซ้ำไปซ้ำมา


ในวัยเพียงเท่านี้ นางกลับมีความทุกข์ใจเสียแล้ว


ฉินเหยาล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เงยหน้ามองไปยังห้องโถง สามพี่น้องยังคงพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ โดยไม่รู้เลยว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว ควรอาบน้ำแล้วเข้านอนได้แล้ว


“เอ๋?”


“ซื่อเหนียงเป็นอะไรไป”


“ซื่อเหนียง ง่วงแล้วหรือ” ฉินเหยายิ้มพลางเดินเข้ามาในห้อง ยื่นมือออกมาอุ้มเจ้าก้อนกลมที่ซุกตัวอยู่หน้าหีบหนังสือขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ


ซื่อเหนียงเอียงศีรษะซบลงบนไหล่ของท่านแม่ในทันที มือเล็กๆโอบรอบคอนาง พลางบ่นพึมพำอย่างน้อยใจว่า “พี่ชายล้วนได้ไปสำนักศึกษา เหตุใดข้าจึงไปไม่ได้เล่า”


ตอนที่ 188: ดูเหมือนจะได้แล้ว


เรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ซื่อเหนียงเคยถามมาไม่น้อยกว่ายี่สิบครั้งแล้ว


แต่เมื่อวันไปสำนักศึกษาของต้าหลางและเอ้อร์หลางใกล้เข้ามาทุกที นางก็เอ่ยถามบ่อยขึ้นเรื่อยๆ


ฉินเหยาใช้เหตุผลต่างๆหลอกล่อไปเรื่อย แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนจะใช้วิธีนั้นไม่ได้อีกแล้ว


ซื่อเหนียงเพียงแค่อายุยังน้อย แต่นางไม่ได้โง่


เหตุผลที่เคยใช้กล่อมนางมาก่อน ที่จริงแล้วล้วนไม่มีน้ำหนักเลย


พี่สามก็อายุยังน้อยเช่นกัน อายุเท่ากันกับนาง แต่อีกสองปี พี่สามก็สามารถไปสำนักศึกษาได้ ทว่ากลับไม่มีใครบอกว่าอีกสองปีนางก็จะโตพอไปได้เช่นกัน


พี่รองเองก็ใช่ว่าจะแข็งแรงนัก เขาเองก็เดินทางไกลไม่ไหว แต่กลับสามารถนั่งเกวียนวัวไปสำนักศึกษาได้


ยังมีอีกตั้งหลายเหตุผล ที่ท่านแม่พูดมาล้วนไม่ถูกต้อง!


ไม่สิ ดูเหมือนจะมีเหตุผลหนึ่งที่ถูกต้อง


“เป็นเพราะข้าเป็นเด็กหญิงหรือ” ซื่อเหนียงพึมพำด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมเด็กหญิงถึงทำไม่ได้ แต่เด็กชายกลับทำได้เล่า”


ก่อนอายุสี่ขวบ นางไม่มีมารดาอยู่เคียงข้างจึงไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างสถานะของชายหญิง


หลังจากอายุสี่ขวบ ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นางได้ใกล้ชิดก็คือฉินเหยา ในสายตานาง ยิ่งไม่มีความแตกต่างระหว่างชายหญิงขึ้นไปอีก


ในใจของเด็กหญิงตัวน้อย ท่านแม่เก่งกว่าท่านพ่อ เก่งกว่าพี่ชายทั้งหลาย เก่งกว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้!


จะให้นางเข้าใจว่าเหตุใดเด็กหญิงถึงไปสำนักศึกษาไม่ได้ นับว่าเป็นเรื่องยากทีเดียว


ก่อนหน้านี้ หลิวจี้เองก็เคยตอบแบบนี้ไปแล้ว แต่พอถูกถามกลับมาว่า เหตุใดเด็กหญิงถึงทำไม่ได้?


เขาเองก็ไม่อาจอธิบายได้แน่ชัดจึงทำได้เพียงกล่าวว่า ‘แต่โบราณมาก็เป็นเช่นนี้’


ซื่อเหนียง เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ตอนที่ฉลาดก็ฉลาดยิ่งนัก แต่เพราะฉลาดเกินไป บางครั้งจึงมักจะคิดจนสุดปลายทาง หากไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง นางย่อมไม่ยอมละวาง


นิสัยดื้อรั้นถึงเพียงนี้ จู่ๆฉินเหยาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาจึงเอ่ยถามว่า “ซื่อเหนียง เจ้าเกิดปีฉลูใช่หรือไม่”


“พี่ใหญ่ ข้าเกิดปีอะไรหรือ” นางรีบหันไปถามพี่ใหญ่ผู้มากสามารถของตน ความสนใจก็ถูกเบี่ยงเบนไปในพริบตา


ต้าหลางคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “เจ้าเกิดปีเถาะ”


ซื่อเหนียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยถามต่ออย่างสงสัย “แล้วพี่สามเล่า”


ต้าหลางตอบว่า “ย่อมเป็นปีเถาะเช่นกัน”


ซื่อเหนียง “แล้วพี่รองเล่าเจ้าคะ”


ถามพี่รองเสร็จก็ถามพี่ใหญ่ ถามพี่ใหญ่เสร็จจึงถามท่านพ่อต่อ…


ฉินเหยาลอบถอนหายใจโล่ง.อก รีบเร่งให้พี่น้องทั้งสี่คนไปล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วกลับห้องนอนเสีย!


ส่วนคำถามของซื่อเหนียงนั้น นางขอคิดหาคำตอบที่เหมาะสมก่อนแล้วค่อยตอบนางภายหลัง


คืนนั้น ฉินเหยานอนดึกกว่าปกติ


หนึ่งเพราะต้องวาดแบบแปลนหีบหนังสือที่แบ่งเป็นช่องๆ


สองคือมัวแต่ครุ่นคิดหาคำตอบให้กับคำถามของซื่อเหนียง


ทว่าความจริงของสังคมนั้นโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กหญิงตัวน้อย หากเป็นไปได้ ฉินเหยาก็หวังให้นางเติบโตขึ้นอย่างโง่เขลาเหมือนกับจินฮวาหรือเด็กหญิงคนอื่นๆในหมู่บ้าน อย่าได้ตั้งคำถามมากมายเช่นนี้เลย


ความคาดหวังและความหวังทั้งหมดของเด็กหญิงตัวน้อยถูกบดขยี้จนหมดสิ้นตั้งแต่แรกเริ่ม เรื่องไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ ปล่อยให้หลิวจี้เป็นผู้ทำเถอะ


พริบตาเดียว วันที่ยี่สิบแปดเดือนหนึ่งก็มาถึง เหลือเวลาอีกเพียงสี่วันก่อนการเปิดภาคเรียนในเดือนสอง


ช่างไม้หลิวเร่งมือทำอย่างสุดกำลัง ในที่สุดก็ทำหีบหนังสือพลังเซียนของต้าหลางและเอ้อร์หลางเสร็จเรียบร้อย


ใช้ไม้เนื้อแข็งที่แข็งแรงทนทาน ภายนอกยังแกะสลักลวดลายเล็กน้อย ทาด้วยสีดำขลับ ดูเรียบง่ายแต่สง่างาม


ภายในหีบถูกแบ่งชั้นและช่องต่างๆตามความต้องการของแต่ละคนเป็นพิเศษโดยฉินเหยา หีบของต้าหลางมีช่องสำหรับใส่หนังยางดีดและกริชโดยเฉพาะ


ส่วนของเอ้อร์หลางนั้นเป็นช่องกว้างที่สามารถจัดเก็บสิ่งของได้อย่างอิสระ ตามแต่เจ้าตัวจะต้องการ


มิใช่เพื่อขาย แต่เพื่อแสดงฝีมืออันประณีตของตน กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติชิ้นเอกของร้าน


ฉินเหยาหิ้วหีบหนังสือพลังเซียนทั้งสองกลับบ้าน ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็รีบหอบกลับเข้าห้องของตน แล้วเริ่มจัดเก็บข้าวของลงไป


ซานหลางซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเดินตามพี่ชายทั้งสองไปติดๆ เฝ้ามองพวกเขาจัดเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกสำหรับเข้าเรียน


วันก่อน ฉินเหยาพาสองพี่น้องไปพบฮูหยินผู้เฒ่าติงที่จวนตระกูลติง แม้ว่าหลิวจี้จะไม่ได้ไปด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าติงดูจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เรื่องการเข้าเรียนของสองพี่น้องก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว


ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อม เหลือเพียงรอให้ถึงวันเปิดภาคเรียน


ทว่าในช่วงหลายวันนี้ซื่อเหนียงกลับมีท่าทีซึมเศร้า เพราะพี่ชายทั้งสามคนมักจะเล่นด้วยกันตลอด ส่วนจินฮวาก็ถูกมารดาขังไว้ที่บ้านเพื่อเรียนรู้ศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรี เด็กหญิงตัวน้อยมักจะนั่งอยู่บนธรณีประตูเพียงลำพัง จ้องมองไปยังที่ใดที่หนึ่งนิ่งๆได้เป็นชั่วยามโดยไม่ขยับตัวเลย


ฉินเหยากล่าวว่าจะสอนนางฝึกวรยุทธ์ แต่นางกลับไม่มีความสนใจ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเห็นพี่ใหญ่ฝึกวรยุทธ์แล้วร้องอยากเรียนตลอดเวลา แต่พอฉินเหยาตอบตกลง นางกลับไม่อยากเรียนเสียแล้ว


ต้าหลางและเอ้อร์หลางแรกเริ่มก็ไม่ได้ใส่ใจน้องสาวนัก บัดนี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ทั้งสองจึงพักความสนใจจากเรื่องเข้าศึกษาแล้วพบว่าน้องสาวดูไม่มีความสุข


ทั้งสองพยายามปลอบนาง โดยบอกว่ารอพวกเขาไปศึกษาที่สำนักศึกษาของตระกูลติงแล้ว กลับมาก็จะมาสอนนางกับซานหลาง


ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยยังคงไม่มีชีวิตชีวา บางครั้งเมื่อได้ยินพวกพี่ชายพูดอยู่ข้างหูจนรำคาญ นางก็จะไม่สนใจพวกเขาอีก ดำดิ่งเข้าสู่โลกเล็กๆของตนเอง


ขณะที่ทุกคนในบ้านกำลังกลัดกลุ้มกับเรื่องนี้ เสียงตีฆ้องก็ดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ


“มีเรื่องมงคลอะไรรึ?” เอ้อร์หลางลุกพรวดขึ้น รีบวิ่งไปที่เนินลาด มองไปทางหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น


ไม่นานนัก ร่างสูงใหญ่ของหลิวฉีก็ปรากฏขึ้นที่ริมน้ำ เขาตีฆ้องไปพลางร้องประกาศไปพลาง


“ผู้ใหญ่บ้านมีข่าวดีจะประกาศ ทุกคนไปที่ศาลบรรพชน!”


ราวกับต้องการยืนยันว่าเหล่าแม่ลูกที่อยู่บนเขาได้ยินหรือไม่ หลิวฉีจึงโบกมือไปมา เอ้อร์หลางเองก็โบกมือตอบกลับ


เมื่อรู้ว่าพวกเขาได้ยินแล้ว หลิวฉีจึงยิ้มอย่างพึงพอใจ ประหยัดแรงเดินไปได้หน่อย ก่อนจะหันกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ตีฆ้องแจ้งข่าวตามบ้านอื่นต่อ


ฉินเหยาได้ยินตั้งแต่แรกแล้ว มองไปที่ซื่อเหนียงซึ่งยังซึมเซาอยู่แล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอย่างสงสาร พร้อมกับส่งสัญญาณให้ต้าหลางกับคนอื่นๆลงกลอนประตูแล้วตามไป จากนั้นจึงก้าวนำไปยังศาลบรรพชนในหมู่บ้าน


ระหว่างทางพบชาวบ้านไม่น้อย ทุกคนล้วนตื่นเต้นและสงสัย ผู้ใหญ่บ้านตีฆ้องเช่นนี้ จะมีเรื่องดีอันใดกันหนอ?


หรือว่าปีนี้ภาษีจะได้รับการลดหย่อน?


ด้วยความสงสัย ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านที่มิได้ลงนาล้วนพากันตรงไปยังศาลบรรพชน


ศาลบรรพชนเล็กแคบ แต่ละบ้านจึงส่งตัวแทนเข้าไปเพียงหนึ่งคน ที่เหลือล้วนยืนล้อมอยู่นอกประตู บ้างก็เป็นชายหนุ่มกำยำแข็งแรง ปีนขึ้นต้นไม้ไปมองลอดกำแพงเข้าไปด้านใน


เมื่อเห็นว่าคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็ยิ้มแย้มพลางหยิบเอกสารที่เพิ่งได้รับมาใหม่ๆ ซึ่งยังอุ่นอยู่ในมือขึ้นมาแล้วอ่านประกาศให้ฟัง


ถ้อยคำในนั้นวิจิตรนัก ชาวบ้านไร้การศึกษา ฟังไปก็คล้ายตกอยู่ในม่านหมอก


แต่ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า “ละเว้นค่าเล่าเรียนสองปี” ท่อนนี้ กลับฟังได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง หัวใจเต้นรัวเร็วยิ่งนัก


เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับการลดหย่อนหรือการยกเว้น ชาวบ้านไหนเลยจะมีความอดทนรอให้เจ้าอ่านจบ ผู้ที่อาวุโสหน่อยจึงเอ่ยปากขัดผู้ใหญ่บ้านโดยตรง บอกให้อธิบายให้ชัดแจ้งเสียที อย่ามัวแต่อ่านเอกสารที่ฟังไม่รู้เรื่องนั่นอีก


หลิวเหล่าฮั่นที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวเสริมว่า “นั่นสิ นั่นสิ พวกเราไม่อยากฟังเอกสารอันใด พวกเราเพียงอยากฟังผู้ใหญ่บ้านกล่าว ท่านว่าเช่นใด พวกเราก็เชื่อเช่นนั้น!”


หากผู้ใหญ่บ้านไว้หนวดเคราล่ะก็ คงถูกเจ้าพวก ‘ชาวบ้านจอมวุ่น’ กลุ่มนี้ทำให้เคราชี้ชันขึ้นด้วยความโมโหแล้วเป็นแน่


ตอนที่ 189: ดำเนินการละเว้นค่าเล่าเรียนสองปีเต็ม


ศาลบรรพชนที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นตลาดสดที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ว่า


“พวกเจ้าจะเอะอะอะไรกันนัก! คนพวกนี้ช่างไร้ความอดทนสิ้นดี แบบนี้แล้วคิดจะคว้าโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ได้งั้นรึ”


เมื่อได้ยินดังนั้น ฝูงชนจึงเงียบลงเล็กน้อย พึมพำกันเบาๆ “เช่นนั้นท่านก็รีบพูดเถิด ว่าโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ว่าคืออะไรกันแน่? เหตุใดจึงสามารถยกเว้นค่าเล่าเรียนได้? แล้วเป็นค่าเล่าเรียนอะไรกัน?”


ผู้ใหญ่บ้านตบเอกสารลงบนโต๊ะ เยี่ยม เอกสารเมื่อครู่ที่อ่านไปเสียแรงเปล่าเสียแล้ว


อืม ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ฟังประโยคสำคัญที่สุดแล้ว


ผู้ใหญ่บ้านเลิกคาดหวังกับชาวบ้านพวกนี้แล้วจึงยกมือขึ้นปรามให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนกล่าวขึ้นมาใหม่ว่า


“ราชสำนักได้ประกาศข่าวดีอย่างใหญ่หลวง ต่อไปพวกเราชาวบ้านต้อยต่ำ สามารถส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือได้แล้ว!”


ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกไปจากปาก ศาลบรรพชนที่เงียบสงบลงได้เพียงครู่เดียวก็กลับฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง!


ฉินเหยารอคอยให้ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยคำสำคัญออกมาโดยตลอด ทว่าข้างหูกลับดังจอแจอีกครั้ง คิ้วงามของนางจึงขมวดมุ่นจนแทบหนีบยุงตายได้หนึ่งตัว


เมื่อนางเงยหน้ามองไปทางผู้ใหญ่บ้านก็พบว่าคิ้วของท่านผู้เฒ่าขมวดลึกยิ่งกว่านางเสียอีก ความรู้สึกอัดอั้นอยากกล่าวแต่กลับเอ่ยไม่ออกเช่นนี้ ช่างน่าโมโหนัก!


ฉินเหยาจึงตัดสินใจช่วยผู้ใหญ่บ้านชราสักหน่อย นางสูดลมหายใจลึกจนถึงตันเถียน จากนั้นก็แผดเสียงตะโกนลั่น


“หุบปากให้หมด! ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะพูดจบ หากผู้ใดกล้าขัดคออีก ข้าจะจับมันโยนออกไปเสีย! ใครไม่เชื่อก็ลองดู!”


เสียงตะโกนนี้ของนางราวกับเสียงแตรใหญ่ที่เร่งเสียงจนถึงขีดสุด ส่งตรงถึงข้างหูของทุกคน พวกชาวบ้านที่กำลังส่งเสียงโวยวายพลันรู้สึกเหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่างแทบปลิวหายไปในพริบตา


ชั่วพริบตานั้นเอง ภายในศาลบรรพชนจึงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ


ผู้ใหญ่บ้านผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พลางพยักหน้าเบาๆให้ฉินเหยาอย่างขอบคุณ ครานี้เขารู้สึกปลอดโปร่งไปทั่วทั้งร่าง คำพูดที่ค้างอยู่ในใจในที่สุดก็ถูกกล่าวออกมาจนหมดสิ้น


ราชสำนักมีพระราชโองการฉบับใหม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แคว้นเซิ่งจะเริ่มดำเนินให้การศึกษาโดยไม่คิดค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสองปี


เด็กทุกคนที่อายุครบหกปี แต่ไม่เกินสิบสองปี ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูงหรือสามัญชน ขอเพียงผ่านการสอบคัดเลือกก็สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาที่ใกล้ที่สุดได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสองปีเต็ม


ค่าเล่าเรียนราชสำนักจะเป็นฝ่ายจัดสรรให้โดยตรง นักเรียนเพียงแต่ต้องเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาเอง รวมถึงชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับตำรา


เมื่อราชโองการนี้ถูกประกาศออกมา ผู้คนทั่วแผ่นดินล้วนแตกตื่น ปั่นป่วนไปทั้งเมืองหลวงแล้ว


แม้ยามนี้เมื่อข่าวแพร่สะพัดไปยังทุกอำเภอทุกหมู่บ้าน การสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อนี้ก็ยังมิได้ลดลงแต่อย่างใด


หมู่บ้านตระกูลหลิวครานี้เรียกได้ว่าคล้ายกับหม้อต้มน้ำเดือดจริงๆ ครอบครัวที่มีเด็กชายต่างก็ทั้งยินดีทั้งวิตกกังวล


ที่ยินดีก็คือบุตรของตนนั้นในที่สุดก็สามารถเข้าเรียนได้ ที่วิตกกังวลก็คือราชสำนักลดเพียงแค่ค่าเล่าเรียนเท่านั้น ค่าใช้จ่ายอื่นๆยังต้องจ่ายเอง


เงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวส่วนใหญ่แล้วนับว่าเป็นภาระใหญ่หลวงนัก


อีกทั้งเรื่องการสอบเข้าเรียนนั่น สอบอย่างไรกันแน่? รับคนกี่คนกัน?


พวกเขาเหล่านี้รุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ไม่เคยได้เรียนหนังสือ ไม่รู้ตัวอักษรสักตัว เด็กๆในบ้านก็โตมากับการคลุกดินคลุกโคลน แบบนี้จะผ่านการสอบได้จริงหรือ


หลังจากผ่านพ้นความยินดีมาได้สักพัก ชาวบ้านที่สงบสติลงส่วนใหญ่กลับเริ่มคิดถอยเสียแล้ว


“เพียงแค่สองปี แล้วสองปีหลังจากนั้นเล่า”


“สองปีจะเรียนรู้อันใดได้ สุดท้ายยังมิใช่ต้องกลับมาทำไร่ทำนาหรือ เช่นนั้นเรียนสองปีนี้ไปจะมีประโยชน์อันใดกัน”


“ใช่แล้ว! เรียนสองปีแล้วออกมาก็มิต่างจากเดิม กินมิได้ ดื่มก็มิได้ เด็กชายวัยกึ่งโตเก็บไว้ที่บ้านยังพอช่วยงานได้บ้าง”


“ช่างเถิด ช่างเถิด ค่าตำราก็มิใช่สิ่งที่บ้านเราจะจ่ายไหว ดูอย่างไรก็มิใช่ราชโองการที่ออกมาเพื่อคนเช่นพวกเรา”


“…”


ชาวบ้านทยอยกันแยกย้าย ไม่นานนัก ผู้คนในศาลบรรพชนก็กลับไปเกือบหมด


เหลือเพียงฉินเหยาและตัวแทนจากสองสามครัวเรือนที่ยังมิไป พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปถามผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับรายละเอียดอีกครั้ง


“หมู่บ้านเราต้องไปสถานศึกษาแห่งใดหรือ”


“แต่ละครัวเรือนมีการจำกัดจำนวนหรือไม่”


ราชโองการดีๆเช่นนี้ได้รับความสนใจที่ควรได้รับ ผู้ใหญ่บ้านจึงปลื้มปีติยิ่งนัก อดทนอธิบายโดยละเอียดว่า


“พูดไปก็นับว่าโชคดี สำนักศึกษาตระกูลติงในเมืองจินสือเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ หมู่บ้านเราอยู่ใกล้ที่สุด เด็กๆทั้งหลายจึงล้วนต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงแห่งนั้น”


“แต่ละครัวเรือนไม่มีการจำกัดจำนวน ขอเพียงอายุเข้าเกณฑ์ที่กำหนดก็พอแล้ว”


“ส่วนเรื่องการสอบคัดเลือก ข้าเองก็มิรู้ว่าต้องสอบอันใด ราชโองการเพิ่งมาถึงอำเภอไคหยาง ข้าก็เพิ่งได้รับข่าวนี้เช่นกัน ทว่าอีกสองวันสำนักศึกษาตระกูลติงก็จะเปิดเรียนแล้ว พวกเจ้าต้องรีบหน่อยแล้วล่ะ!”


เกรงว่าพวกเขาจะไม่ใส่ใจ ผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวย้ำหลายคราหลายหนว่าจะสอบผ่านหรือไม่ค่อยว่ากัน พาเด็กไปก่อนเถิด เผื่อว่าโชคดีได้รับคัดเลือกขึ้นมาเล่า


อย่าได้ดูแคลนการเรียนเพียงสองปีนี้ สองปีนั้น สามารถบรรลุการศึกษาเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วนแล้ว


เด็กในบ้านจะมีพรสวรรค์ในการร่ำเรียนหรือไม่นั้น สองปีให้หลังก็ย่อมเห็นชัดเจน


หากเป็นหน่อเนื้อที่ร่ำเรียนได้จริง แม้ต้องกัดฟันทุ่มเทส่งเสียต่อไป ผลดีก็มีแต่เพิ่มมิมีลด


แต่หากมิได้มีพรสวรรค์ในทางการศึกษา อย่างน้อยสองปีนี้ก็ยังเป็นพื้นฐานให้อ่านออกเขียนได้ ไปทำงานเป็นเสมียนดูแลบัญชีในตัวอำเภอหรือในเมือง ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ดีกว่าต้องขุดดินทำไร่ พึ่งพาฟ้าฝนเพื่อเลี้ยงชีพอยู่หลายเท่า!


ตอนที่ได้รับราชโองการฉบับนี้จากทางอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกทันทีว่าต้องเป็นเพราะบรรพบุรุษตระกูลหลิวของตนดลบันดาลแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะมีโชคได้เจอกับนโยบายดีๆเช่นนี้ได้อย่างไร


สรุปรวมได้ประโยคเดียวว่า “เจ้าจะคิดมากไปทำไม รีบพาเด็กชายในบ้านไปลองที่สำนักศึกษาตระกูลติงก่อนเถอะ!”


“อย่างไรเราก็เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่มีเสียเปรียบแน่!”


เห็นคนที่เหลืออยู่ยังลังเลใจ ผู้ใหญ่บ้านก็อดร้อนรนแทนมิได้


จู่ๆฉินเหยาก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ผู้ใหญ่บ้าน พรุ่งนี้ข้าจะพาเด็กๆไปเจ้าค่ะ!”


พูดจบก็สาวเท้าออกจากศาลบรรพชนภายใต้สายตาประหลาดใจของคนทั้งหลาย พลางก้มหน้ากล่าวเสียงดังกับซื่อเหนียงผู้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ว่า


“หลิวผิงหลิงน้อย ยินดีกับเจ้าด้วย เจ้าจะได้เข้าเรียนแล้ว!”


ชาวบ้านล้วนคิดอายุตามปีปฏิทิน พอผ่านปีใหม่ก็ถือว่าโตขึ้นอีกหนึ่งปี คู่ฝาแฝดชายหญิงก็เข้าข่ายข้อกำหนดอายุหกปีขึ้นไป แต่ยังไม่ครบสิบสองปีพอดี


“กลับบ้านไปเตรียมตัวกันเถิด พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้ากับซานหลางไปในเมือง!”


ฉินเหยาโบกมือ เรียกให้พี่น้องทั้งหลายตามมา


ซื่อเหนียงถูกความยินดีเข้าครอบบงำ เด็กหญิงตัวน้อยที่เศร้าหมองมาหลายวัน ในที่สุดก็ยิ้มออกมาได้


ตลอดทาง ทุกครั้งที่พบชาวบ้าน ซื่อเหนียงจะตั้งอกตั้งใจบอกกับพวกเขาว่า “ข้าสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”


นางเหมือนดั่งวิหคเพรียกร้องที่หลุดจากกรง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด มีชีวิตชีวาเหลือล้น


“ท่านอาสะใภ้โจว ข้าสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”


“ท่านยายหวัง ข้าจะได้ไปสำนักศึกษาแล้วนะ!”


“ข้าสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”


ฟังเสียงแจ่มใสของเด็กหญิง ชาวบ้านต่างก็เอ่ยคำแสดงความยินดีด้วยความเอ็นดู “ยินดีด้วย ยินดีด้วย”


แต่เพียงกล่าวจบพลันชะงักค้างไป จู่ๆชาวบ้านก็ตระหนักได้ว่า พวกเขามองข้ามเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่ง นั่นคือ เด็กหญิงดูเหมือนสามารถไปสำนักศึกษาได้เช่นกัน


เมื่อผ่านเรือนเก่า ซื่อเหนียงสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านใน ร้องตะโกนด้วยความร่าเริง


“พี่จินฮวา พวกเราสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”


ทว่าเสียงแสดงความยินดีที่คิดไว้กลับไม่ดังขึ้น


รอยยิ้มสดใสของซื่อเหนียงค่อยๆจางหาย นางหันกลับไปมองท่านแม่ที่อยู่ด้านหลัง


ฉินเหยาก้าวขึ้นไปข้างหน้า ลูบมวยผมเล็กๆของนางเพื่อปลอบโยน ก่อนจะพบว่าบรรยากาศภายในเรือนเก่าไม่ปกตินัก


จินฮวายืนอยู่เพียงลำพังกลางลานบ้าน ท่าทางเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม


เบื้องหน้านาง คือคนตระกูลหลิวที่บ้างนั่งบ้างยืนอยู่เต็มห้องโถงใหญ่


ยังมีสามีภรรยาหลิวจ้งที่อุ้มบุตรชายซึ่งกำลังหลับสนิทไว้ในอ้อมแขน สายตาของทั้งคู่มองบุตรสาวด้วยความไม่เข้าใจและจนปัญญา


ตอนที่ 190: จินฮวาโวยวาย


“นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย


การปรากฏตัวของห้าแม่ลูกทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในลานบ้านคลายลงเล็กน้อย


นางชิวเห็นฉินเหยาก็มองเด็กสาวที่ยืนดื้อดึงอยู่กลางลานด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเรียกให้ฉินเหยาเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม


นางเหอรีบเดินเข้ามา คว้าตัวฉินเหยาแล้วพาไปยืนตรงหน้าจินฮวาที่ยืนนิ่งราวกับหลักไม้


“จินฮวานับถืออาสะใภ้สามของนางที่สุด เด็กคนนี้วันนี้จู่ๆก็ดื้อขึ้นมา อาสะใภ้สามเจ้าลองพูดกับนางหน่อยสิ ดูว่ามีเด็กสาวบ้านไหนบ้างที่ไม่อยู่บ้านเรียนศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีบ้าง”


เมื่อจินฮวาได้ยินดังนั้นก็มองป้าใหญ่ของนางด้วยสายตาแข็งกร้าว กำหมัดแน่นราวกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดต่อต้านบางสิ่ง น้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่


ยังไม่ทันให้ฉินเหยาที่มึนงงเอ่ยถาม


จินฮวาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนด้วยเสียงไม่ดังมาก แต่ชัดเจน


“ข้าจะไปเข้าสอบ ข้าจะไปสำนักศึกษา ข้าจะไป! ข้าต้องไปให้ได้!”


นางชิวไม่คาดคิดว่าเกลี้ยกล่อมนางมาตั้งนาน แต่จินฮวาก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ เด็กที่ปกติอ่อนโยน ในยามนี้กลับเผยสีหน้าโกรธเคือง ก่อนจะกล่าวตำหนิไป


“หลิวจินฮวาอย่าทำตัวเอาแต่ใจ สำนักศึกษานั่นน่ะเราไม่มีปัญญาส่งเจ้าไปเข้าเรียนหรอก”


“ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน!” จินฮวาเถียงกลับ


อย่าเห็นว่าเด็กอย่างนางไม่รู้เรื่อง เมื่อครู่ที่หน้าศาลบรรพชน ผู้ใหญ่บ้านบอกชัดเจนว่าราชสำนักจะเป็นผู้ช่วยออกค่าเล่าเรียนให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย!


นางชิวกล่าวอย่างหงุดหงิด “แล้วค่าใช้จ่ายอื่นๆเล่า เจ้าฟังไม่เข้าหูเลยรึ ถ้าจะไปตัวเมือง เจ้าไม่ต้องนั่งรถไปรึ แล้วพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก พวกนั้นไม่ต้องใช้เงินซื้อหรือ”


“แล้วทำไมพี่ชายถึงไปได้เล่า พี่ไปไม่ต้องเสียเงินหรือ” จินฮวาชี้ไปที่หลิวจินเป่าพลางถามกลับ


แท้จริงแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยจะรู้อะไร นางก็แค่รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมก็เท่านั้น!


นางเหอไม่กล้าเข้าข้างจินฮวาในเวลานี้ นางรีบกลับเข้าไปในห้องโถง คว้าตัวจินเป่าบุตรชายมากอดไว้ ก่อนจะเหลือบมองบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจพลางกล่าวว่า


“พี่เจ้าเป็นบุรุษ จะเหมือนเจ้าที่เป็นสตรีได้อย่างไร พี่เจ้าเรียนหนังสือ หากสามารถสร้างชื่อเสียงได้ เจ้าก็ย่อมได้รับผลดีไปด้วย วันหน้าเมื่อเจ้าต้องแต่งออกไป พี่ของเจ้าก็ยังสามารถค้ำจุนเจ้าได้”


จินฮวาร้องไห้พลางโต้กลับ “หากข้าได้เรียนหนังสือและสร้างชื่อเสียงขึ้นมา ข้าก็สามารถค้ำจุนพี่ชายได้เช่นกัน!”


“โอ๊ย โอ๊ย~” นางเหอกลั้นหัวเราะไม่อยู่เพราะถูกความไร้เดียงสาของเด็กหญิงทำให้ขบขัน “จินฮวา เจ้าก็เป็นแค่สตรี เรียนหนังสือไปแล้วจะมีอนาคตอะไร? สำนักศึกษาเขายังไม่อยากรับสตรีเลย แล้วจะไปเรียนทำไม อยู่บ้านเรียนงานเย็บปักกับแม่เจ้าไม่ดีกว่าหรือ”


จินฮวาชะงักไปชั่วขณะ ไม่รู้จะโต้กลับอย่างไรดี


นางชิวอุ้มบุตรชายเดินเข้ามาอีกครั้ง พูดปลอบเสียงอ่อนโยนว่า “อย่าดื้อเลย เข้าไปในห้องเล่นกับน้องชายแทนดีหรือไม่ เจ้าอยากได้กระโปรงแดงมิใช่รึ ท่านย่าของเจ้ารับปากแล้วว่าจะซื้อผ้ามาให้ พวกเราตัดกระโปรงแดงกันดีหรือไม่”


จินฮวาเกือบใจอ่อนแล้ว แต่สุดท้ายนางก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า การได้เรียนหนังสือต้องเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่ากระโปรงแดงแน่ มือเล็กจึงปาดน้ำตา ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วฮึดฮัดกล่าว


“ข้าไม่ต้องการกระโปรงแดง ข้าต้องการสิ่งเดียวกับพี่ชาย!”


นางเหอหัวเราะแล้วกล่าว “ครั้งไหนกันที่มีของดีให้กินให้ใช้แล้วบ้านเราไม่ได้ให้เจ้ากับจินเป่าก่อน? พี่ชายของเจ้าได้ไปสำนักศึกษา เจ้าก็ได้ใส่กระโปรงแดง มันไม่เหมือนกันตรงไหนเล่า”


“ไม่เหมือนกัน!” จินฮวาสะอื้น แต่คำพูดยังคงชัดเจน “พวกท่านพูดมากมายขนาดนี้ก็เพียงเพราะไม่อยากให้ข้าไปร่วมการสอบคัดเลือกใช่หรือไม่ พวกท่านยังบอกว่าข้าสอบไม่ผ่านแน่นอน ต่อให้เป็นแค่การลองดูก็เถอะ! แต่หากข้ายังไม่เคยลอง แล้วจะรู้ได้อย่างไร”


เมื่อเห็นว่านางชิวกำลังจะเอ่ยปากพูดเรื่องไม่มีเงิน จินฮวากลับชิงพูดก่อนว่า “ท่านแม่ อย่าพูดว่าที่บ้านเราไม่มีเงินส่งข้าเลย เมื่อปีที่แล้ว อาสะใภ้สามให้ค่าแรงพวกท่านตั้งมากมาย ข้ารู้หมดแล้ว อย่าหวังว่าจะหลอกข้าได้!”


ฉินเหยาซึ่งเป็นผู้ชมอยู่ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวนัก


มีสมองดีถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่ได้ไปเรียนที่สำนักศึกษา ช่างน่าเสียดายจริงๆ


ฉินเหยารู้สึกว่าตนควรจะพูดอะไรสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสจะเอ่ยคำใดออกมา


นางชิวคงไม่เคยเห็นบุตรสาวดื้อรั้นเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าเอาอกเอาใจเพียงใดก็ไม่เป็นผล ครั้นเห็นว่านางไม่ฟังคำใดๆ จริงๆก็โกรธจนสุดจะอดกลั้น สุดท้ายเอ่ยเสียงเข้มด้วยความหนักแน่นว่า


จินฮวาถูกน้ำเสียงกดดันของมารดาทำให้สะดุ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามอย่างสับสนว่า “เหตุใดข้าจึงต้องสอบเคอจวี่ แค่ข้าได้รู้จักตัวอักษรเพิ่มขึ้นไม่ได้หรือ”


“รู้จักตัวอักษรอย่างเดียวแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเป็นสตรี จะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ศึกษาศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีให้ดี หาตระกูลสามีที่เหมาะสมแล้วแต่งงานไปนั่นแหละคือเรื่องที่ควรทำ”


นางชิวกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าเก่งกาจปานนี้ ดูเถิดภายหน้าจะมีบ้านใดกล้ารับเจ้าเป็นสะใภ้!”


“จะรับหรือไม่รับก็ช่าง ข้าจะไปสำนักศึกษา!”


วกไปวนมา สุดท้ายก็เวียนกลับมาที่เดิม จินฮวาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง ทำให้นางชิวโมโหแทบกระอักเลือด เห็นนางใกล้จะร่ำไห้ ฉินเหยาจึงสบโอกาสแทรกขึ้นมาว่า


“ข้าว่าจินฮวาพูดถูกนะ” เพียงนางเอ่ยคำนี้ คนทั้งเรือนเก่าก็พากันสั่นสะท้าน


ให้เจ้ามาเกลี้ยกล่อม มิใช่ให้เจ้ามาก่อความวุ่นวายเพิ่มนะ


ซื่อเหนียงที่ยืนข้างท่านแม่ กล่าวเสียงเบาว่า “มิกลัวมีน้อย แต่กลัวไม่เท่าเทียม จะไปก็ไปด้วยกันทั้งหมด หากไม่ไปก็อย่าได้ไปแม้สักคนเดียว พี่น้องสามัคคีจึงจะไม่เกิดรอยร้าว ลูกหลานในตระกูลช่วยเหลือกัน จึงจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ”


เมื่อฉินเหยาได้ฟังเช่นนั้นก็หันมามองบุตรสาวแสนดีของตนด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะยักไหล่อย่างจนปัญญากับคนในเรือนเก่า “พวกท่านดูสิ เหตุผลง่ายดายเช่นนี้ แม้แต่ซื่อเหนียงก็ยังรู้”


หลิวเหล่าฮั่นกับคนอื่นพากันตกใจ มองซื่อเหนียงด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่านางจะกล่าวหลักการยิ่งใหญ่เช่นนี้ออกมาได้


ประโยคที่ว่ามิกลัวมีน้อยแต่กลัวไม่เท่าเทียมนี้ ผู้ไม่เคยร่ำเรียนย่อมกล่าวมิได้


เดิมทีจินฮวากำลังสิ้นหวัง พอเห็นมีผู้ยืนอยู่ฝั่งตน ทันใดนั้นปากน้อยๆก็เบะลงด้วยความน้อยใจ ส่งเสียงสะอื้น “อาสะใภ้สาม ค่าพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไม่ต้องใช้เงินมากนักใช่หรือไม่”


“ท่านพ่อให้เงินท่านแม่สองตำลึงเงิน สองตำลึงซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกได้มากอยู่กระมัง”


พอเด็กหญิงตัวน้อยร้อนใจจึงเผลอพูดความลับในบ้านออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ


รู้ตัวอีกทีจินฮวาก็สะดุ้งเฮือก รีบยกมือปิดปาก ก่อนจะวิ่งปรู๊ดไปซ่อนอยู่ด้านหลังพวกฉินเหยา ด้วยกลัวว่าท่านพ่อท่านแม่จะถอดรองเท้าออกมาตีนาง


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองหลิวจ้งกับนางชิว เห็นท่าทางร้อนรนที่อยากจะปกปิดแต่กลับไร้วาจาแก้ตัวเช่นนั้น ก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา


สองสามีภรรยานางเหอกับหลิวไป่มองสำรวจคู่สามีภรรยาบ้านรองด้วยสายตาแปลกใจยิ่ง พลางเอ่ยว่า “นี่หรือคือที่พวกเจ้าสองคนเคยบอกว่า ‘ในมือไม่มีเงินส่วนตัวเลย อยากซื้อเข็มด้ายสักนิดก็ยังต้องขอจากท่านพ่อท่านแม่’ น่ะ?”


หลิวจ้งเห็นว่าต่อให้กล่าวแก้ตัวไปก็ไร้ประโยชน์จึงจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้พลางกล่าวว่า “หากจะพูดถึงเงินส่วนตัว พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านสองคนทำงานหาเงินด้วยกัน เกรงว่าคงจะมีสักสี่ห้าตำลึงแล้วกระมัง!”


นางจางยกมือนวดขมับเบาๆ “พอเถิด อย่าได้โต้เถียงกันอีกเลย ข้าฟังจนปวดหัวไปหมดแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องไปสำนักศึกษาหรอกหรือ อยากไปก็ไปเถิด แต่ละบ้านก็ออกเงินเอาเองแล้วกัน!”


ประโยคสุดท้ายนี้ต่างหากที่เป็นสาระสำคัญ


แต่เดิมนั้น ค่าเล่าเรียนของจินเป่าจะต้องเบิกจ่ายจากเงินส่วนกลางของบ้าน แต่ยามนี้ในบ้านเงินทองขาดแคลน นางกับหลิวเหล่าฮั่นจึงตัดสินใจจะออกเงินเพียงก้อนเดียว เพื่อส่งจินเป่าที่เป็นเด็กชายไปเรียนหนังสือ


มีคำกล่าวประโยคหนึ่งของนางชิว ที่ผู้อาวุโสทั้งสองต่างก็เห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือมีเพียงเด็กชายเท่านั้นที่สามารถเข้าสอบเคอจวี่ได้ ดังนั้นการที่เขาได้ไปเรียนหนังสือ จึงสามารถนำประโยชน์ที่แท้จริงกลับมาสู่ครอบครัวได้



จบตอน

Comments