ตอนที่ 191: ล้วนเป็นสุนัข
ส่วนจินฮวา แต่ก่อนก็ไม่เคยมีเด็กหญิงไปสำนักศึกษามาก่อน ทั้งครอบครัวจึงเห็นว่าการจัดการเช่นนี้ก็ไม่ได้ผิดแปลกอันใด
นางชิวยังจะตัดกระโปรงแดงให้บุตรสาวอีกด้วย นางเองก็เห็นว่ายุติธรรมดี
แต่ตอนนี้นางจางเปลี่ยนความคิดแล้ว ในเมื่อทุกบ้านล้วนมีเงินกันทั้งนั้น เช่นนั้นก็ไม่ต้องโวยวายแล้ว บุตรหลานของบ้านใคร บ้านนั้นก็รับผิดชอบกันเอาเอง
นางจางกุมศีรษะ ให้หลิวเฝยบุตรชายพยุงตนเข้าไปนอนพักในห้อง แท้จริงแล้วก็เป็นการหลบเลี่ยงเสียมากกว่า
เห็นบุตรชายทั้งสองมองมา หลิวเหล่าฮั่นจึงพยักหน้าให้ทั้งคู่ เป็นเชิงเตือนให้รู้กาลเทศะ เงินเก็บส่วนตัวมีมากมายถึงเพียงนี้ ยังกล้ามาขอจากบิดาอีกหรือ
“ข้าจะไปเดินดูที่นา” หลิวเหล่าฮั่นคว้าจอบขึ้นแล้วเตรียมตัวออกไป
ขณะเดินผ่านฉินเหยา เขาก้มมองซื่อเหนียงกับซานหลางแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะส่งเด็กสองคนนี้ไปด้วยหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “มีนโยบายดีเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องไป เมื่อเทียบกับโอกาสแล้ว ค่าพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกนับว่าไม่สำคัญอะไรเลย”
จากนั้นนางก็หันไปมองนางชิว “พี่สะใภ้รอง เมื่อครู่ท่านบอกว่าเด็กหญิงเรียนไปก็สอบเคอจวี่ไม่ได้ ดังนั้นการเรียนหนังสือจึงไม่มีประโยชน์ แต่ข้าอยากบอกว่า การเรียนนั้นมีประโยชน์จริงๆ”
กล่าวจบ นางก็ดันตัวซื่อเหนียงออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ดูสิ ซื่อเหนียงของข้า ฉลาดเฉลียวและน่ารักยิ่งนัก”
“ตอนนี้ให้เวลาสองปี แต่อนาคตใครจะบอกได้กัน เมื่อทางการอนุญาตให้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงเข้าสำนักศึกษา เช่นนั้นการที่เด็กหญิงจะได้สอบเคอจวี่ก็มิใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้”
“แน่นอนว่า หลังจากสองปีนี้ จะยังมีนโยบายไม่เก็บค่าเล่าเรียนอีกหรือไม่ไม่มีใครรู้ หากสุดท้ายไม่มีอีกแล้วครั้งนี้พวกเรากลับไม่ไป นั่นมิใช่พลาดโอกาสหรอกหรือ”
ได้ยินฉินเหยากล่าวเช่นนี้ นางชิวที่เดิมทีก็สงสารบุตรสาวจนแทบทนไม่ไหว พอเห็นซื่อเหนียงที่อายุยังน้อยกว่าจินฮวา แต่กลับสามารถกล่าวถ้อยคำที่มีเหตุผลออกมาได้ ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มหวั่นไหว
ฉินเหยากล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ที่ไปสำนักศึกษาไม่ได้ เป็นเพราะจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหวหรือ”
ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองจึงทำให้ผู้คนล้มเลิกความตั้งใจ
ฉินเหยากล่าวว่า “ทุกคนต่างก็รู้ว่า ค่าเล่าเรียนไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ ทุกบ้านกัดฟันสักหน่อย ก็ยังพอส่งบุตรหลานไปเรียนได้ แต่อุปสรรคที่แท้จริงก็คือการผูกขาดความรู้”
“แน่นอนว่าตอนนี้ข้าบอกพวกท่านไป พวกท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ เช่นนั้นเรามาลองคิดอีกแบบกัน เหตุใดผู้ที่ได้รับการศึกษา หรือผู้ที่มีเงื่อนไขในการสอนจึงไม่เต็มใจที่จะรับศิษย์เพิ่ม”
“ก่อนหน้านี้ข้าต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดกว่าที่จะส่งต้าหลางและเอ้อร์หลางไปยังสำนักศึกษาตระกูลติง เรื่องนี้พวกท่านต่างก็รู้ดี เหตุที่ยุ่งยากถึงเพียงนั้นก็เพราะทรัพยากรมีจำกัด เดิมทีมีเพียงไม่กี่ตระกูลที่ได้ครอบครองความรู้เหล่านี้ หากกลายเป็นของสาธารณะ ย่อมเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างร้ายแรง”
ซื่อเหนียงรีบเสริมขึ้นทันทีว่า “ท่านแม่หมายถึงคำว่า สอนศิษย์จนอาจารย์อดตายใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เหล่าคนตระกูลหลิวถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที เมื่อกล่าวเช่นนี้ก็เข้าใจได้ง่ายมาก!
ฉินเหยาเตือนอย่างจริงจังอีกครั้งว่า “โอกาสเช่นนี้ อาจมีเพียงครั้งเดียว”
กล่าวจบ นางก็ดึงจินฮวาที่หลบอยู่ข้างหลังตนออกมา ปล่อยให้นางพูดกับบิดามารดาของตนเอง จากนั้นจึงหันหลังพาซื่อเหนียงและสี่พี่น้องกลับบ้าน
อย่างไรเสียนางก็กล่าวทุกสิ่งที่ควรกล่าวแล้ว หากคนในเรือนเก่าไร้ซึ่งสำนึกเช่นนี้ก็มิอาจช่วยอันใดได้อีก
ที่บ้านของนางยังมีอีกสองคน จำต้องเตรียมตัวให้ดี
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรู้หน้าที่ของตนจึงรีบไปจัดเตรียมอาหารเย็น ส่วนฉินเหยาหยิบหนังสือคัดลอกที่สี่พี่น้องใช้เป็นประจำออกมา นั่งอ่านทบทวนกับซานหลางและซื่อเหนียง
แม้มิอาจรู้ได้ว่าการสอบคัดเลือกจะเป็นเช่นไร แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับการศึกษาก็คงไม่พ้นเรื่อง ‘อ่าน เขียน คัด วาด’ เป็นแน่
ซานหลางและซื่อเหนียงต่างรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก โดยเฉพาะซื่อเหนียง แม้ยามใกล้หลับนางยังคงท่องบทแนะนำตัวที่ฉินเหยาช่วยเรียบเรียงให้
ซานหลางแม้จะขี้ขลาด แต่จิตใจกลับกว้างขวาง หากกล่าวให้ตรงไปตรงมาก็คือสมองทึบอยู่บ้าง นอนหลับปุ๋ยทันทีที่ศีรษะถึงหมอน มิได้มีความกังวลใดๆ
เพราะเขารู้ว่า ต่อให้ครั้งนี้สอบไม่ผ่าน เขาก็ยังมีโอกาสในภายหน้า
ฉินเหยาฟังทุกถ้อยคำอย่างแจ่มชัด เสียงเด็กหญิงจากห้องข้างๆ ค่อยๆเงียบลงในยามดึก
รุ่งเช้าไก่เพิ่งขัน ฉินเหยาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
นกที่ตื่นเช้าย่อมได้หนอนเป็นอาหาร ยิ่งมิต้องกล่าวถึงเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ รีบไปก่อนย่อมไม่ผิด
หลังจากหาอะไรใส่ท้องลวกๆ ฉินเหยาก็จัดเตรียมรถม้า พาสี่พี่น้องมุ่งหน้าสู่เมืองจินสือ
เดินไปได้ครึ่งทาง โอ้โห ที่แท้เบื้องหน้าคือแถวคบเพลิงที่ทอดยาวดุจมังกรเพลิง
เมื่อวานยังร้องโวยวายว่าช่างมันเถอะช่างมันเถอะกันอยู่เลย แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับไม่มีใครสักคนที่ขาดหายไป พอถึงยามดึกก็พากันอุ้มลูกชายในบ้าน จุดคบไฟแล้วออกเดินทางทันที
ฉินเหยาคิดในใจ ไม่แปลกใจเลยว่าตอนออกจากหมู่บ้านทำไมถึงเงียบเชียบ ที่แท้แต่ละคนต่างรีบออกเดินทางก่อน ขี้โกงนัก!
พี่น้องหลิวจ้งและหลิวไป่ที่ออกเดินทางเกือบพร้อมชาวบ้านเช่นกัน พอเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เห็นแสงไฟฉายสว่างไสวไปทั่ว ต่างก็ตกตะลึงไม่น้อย
ตอนแรกตกลงกันว่าไม่ไป ที่ไหนได้เบื้องหลังแต่ละคนวิ่งเร็วยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก!
พวกเขาเดินทางมาได้หนึ่งชั่วยาม อยู่ๆก็ได้ยินเสียงล้อเกวียนหมุนดังมาจากด้านหลัง สองพี่น้องสบตากันก่อนจะหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นรถม้าที่คุ้นตาของน้องสะใภ้สามนั่นเอง
หลิวจ้งตบไหล่บุตรสาวของตน จินฮวาก็ตะโกนลั่น “อาสะใภ้สาม!”
สำเร็จแล้ว พวกเขาได้ขึ้นรถม้า!
ทว่าในตัวรถม้านั้น ที่ว่างก็เพียงพอให้เด็กนั่งได้แค่หกคนเท่านั้น ฉินเหยาเบียดตัวเข้าไป อุ้มซื่อเหนียงขึ้นมานั่งบนตักแล้วขยับไปนั่งแทนที่ของนาง ปล่อยให้พี่น้องหลิวไป่หลิวจ้งช่วยกันบังคับม้า
“พวกท่านขับได้แน่นะ” ฉินเหยามองพวกเขาด้วยแววตาไม่ไว้ใจนัก “นี่เป็นเหล่าหวงนะ ไม่ใช่เหล่าชิง ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อยเลย”
หลิวไป่รับแส้มากุมไว้อย่างมั่นใจ “ไม่มีปัญหา! น้องสะใภ้วางใจเถอะ”
หลิวจ้งเองก็ยิ้มยินดี “โชคดีที่พวกเจ้าขับรถม้ามาด้วย ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องรั้งท้ายแน่”
ฉินเหยาผลักบานหน้าต่างออก เหลือบมองขบวนยาวเหยียดที่ยืดยาวออกไปด้านหลัง คิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม “คนเยอะเกินไปแล้ว”
ไปตลาดก็ยังไม่เห็นคนมากมายเพียงนี้เลย
“นั่นสิ!” หลิวไป่บ่นพึมพำ “เช้านี้พวกเราก็ออกเดินทางกันแต่เช้าแล้ว ไม่นึกเลยว่าพอถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ ถึงพบว่ามีคนบางส่วนกินข้าวเย็นเสร็จก็รีบเดินทางเข้าตัวเมืองกันตั้งแต่เมื่อคืน”
หัวใจของหลิวจ้งกระตุก เร่งเร้าพี่ใหญ่ “เช่นนั้นพวกเราต้องรีบแล้ว หากตระกูลติงรับคนเต็มจำนวนแล้วก็คงสายไปแล้ว”
หลิวไป่ได้ยินดังนั้นจึงสะบัดบังเหียนเร่งม้า
แต่ว่าต่อให้รถม้าวิ่งเร็วเพียงใดก็มิอาจเหาะเหินขึ้นฟ้าได้ พวกผู้ใหญ่อย่างฉินเหยาทั้งสามทำได้เพียงโล่งใจเล็กน้อย เพราะผู้ร่วมทางล้วนพาเด็กมาด้วย ทำให้เดินช้าอยู่บ้าง รถม้าจึงยังได้เปรียบอยู่เล็กน้อย
แต่เมื่อพวกเขาเร่งฝีเท้าแซงหน้ากองคาราวานใหญ่มาจนถึงเมืองจินสือ ขบวนคนที่เรียงแถวออกมาจากจวนตระกูลติงก็ยาวไปจนถึงถนนหลวงแล้ว
นั่นตั้งสามลี้เชียวนะ!
จากสถานการณ์นี้เห็นได้ชัดเลยว่าทรัพยากรด้านการศึกษาของเมืองจินสือนั้นขาดแคลนเพียงใด เพราะในรัศมีหลายสิบลี้กลับมีเพียงสำนักศึกษาตระกูลติงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
หลิวจ้งกระโดดลงจากรถม้า วิ่งไปสำรวจด้านหน้า ก่อนจะกลับมาแล้วส่ายหัว “รถม้าผ่านเข้าไปไม่ได้ ข้างหน้ามีรถม้าของตระกูลคหบดีหลายคันขวางทางอยู่”
“เช่นนี้ไม่ได้การ!” หลิวไป่เกาศีรษะ “พวกเราต้องเดินเท้าไป” ต้องแทรกเข้าไปในแถวให้ได้
ตอนนี้ไม่อาจสนใจเรื่องอื่นได้ อนาคตของเด็กสำคัญกว่า
ฉินเหยาคลานออกจากรถม้า ทั้งสามคนสบตากันอย่างรวดเร็ว ในดวงตาของหลิวไป่มีแต่ความมุ่งมั่น ส่วนหลิวจ้งกลับลังเลอยู่บ้าง
ตอนที่ 192: ไม่พอใจก็ลงมือ
“เจ้ารอง เจ้าอยู่เฝ้ารถม้า!” หลิวไป่ตัดสินใจเด็ดขาด
หลิวจ้งไม่ได้คิดอะไรมาก พยักหน้าตอบรับทันที พร้อมทั้งกำชับจินฮวาให้ตามหลังท่านลุงใหญ่และอาสะใภ้สามไปดีๆ
ซื่อเหนียงจูงมือพี่จินฮวาไว้ ทั้งสองต่างเตรียมพร้อมแล้ว
ฉินเหยาทิ้งต้าหลางและเอ้อร์หลางเอาไว้ จากนั้นออกคำสั่งสั้นๆ แล้วผู้ใหญ่สองคนกับเด็กอีกสี่คนก็วิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ผู้คนที่อยู่บนถนนเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วพร้อมกัน ต่างหันมามองด้วยความสงสัยว่าพวกเขากำลังจะทำอะไรกันแน่
กลุ่มคนวิ่งไปจนถึงแนวหน้าของขบวน โชคดีที่ยังมีที่ว่างอยู่ด้านหลังรถม้าของพวกผู้สูงศักดิ์ ฉินเหยาและพวกจึงตรงเข้าไปยืนในจุดนั้น
ซื่อเหนียงกับซานหลางตัวเล็ก วิ่งได้รวดเร็วและคล่องแคล่ว ตรงกันข้ามกับจินเป่าและจินฮวาที่ตัวโตกว่า ทั้งคู่หอบหนักจนเกือบทรุดลงไปนั่งกับพื้น
แต่ก็ถูกซื่อเหนียงกระชากตัวขึ้นมา ก่อนจะกล่าวสั่งสอนด้วยท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ “เพิ่งออกกำลังหนักๆมา ห้ามนั่งลงทันที เดี๋ยวจะหน้ามืดเอาได้!”
จินเป่ายกมือขึ้นโบกไปมา แสดงออกว่าในตอนนี้เขาเวียนศีรษะแล้ว
หลิวไป่รีบอุ้มเขาขึ้นแล้วกำชับให้ค่อยๆหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ มิเช่นนั้นหากเป็นลมไปจริงๆคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
ซื่อเหนียงสอนจินฮวาถึงวิธีหายใจให้เป็นจังหวะ เมื่อทั้งคู่เริ่มหายใจเข้าที่แล้ว นางจึงเปิดขวดน้ำเต้าเล็กๆที่ห้อยอยู่กับตัว ส่งให้ทั้งสองผลัดกันจิบเพื่อบรรเทาอาการ
ในตอนนี้เอง เหล่าผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังซึ่งจงใจหลีกเลี่ยงพวกผู้สูงศักดิ์ ก็เริ่มแสดงความไม่พอใจและส่งเสียงถามพวกเขาด้วยความไม่สบอารมณ์
หลิวไป่พยายามระงับความร้อนผ่าวบนใบหน้า ไม่เอ่ยคำใด
รถม้าข้างหน้ามีคนสองสามคนเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ เมื่อเห็นว่าไม่ส่งผลกระทบต่อพวกตน พวกเขาจึงถอยกลับไป
ผู้คนข้างหลังเมื่อเห็นดังนั้นก็ยิ่งไม่พอใจขึ้นไปอีก พวกเขาตะโกนลั่นให้ฉินเหยากับพวกหลีกทางไปอยู่ข้างหลัง
ฉินเหยาไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย นางยังสั่งให้เด็กทั้งสี่ปิดหู ไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง
เพราะกลัวว่าเด็กๆจะรู้สึกกดดัน ฉินเหยาจึงพูดจาจริงจังแต่ไร้สาระว่า “ที่ตรงนี้เดิมทีก็ไม่มีใครอยู่ พวกเขาไม่กล้ายืนตรงนี้เอง แต่กลับไม่ยอมให้คนอื่นอยู่แทน แบบนี้มันไม่มีเหตุผลเลย”
ซื่อเหนียงเอ่ยถามว่า “พวกเรากล้ายืนตรงนี้ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่พวกเราควรได้ ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยายกมือขึ้นลูบมวยผมกลมที่นางตั้งใจมัดให้เด็กหญิงตัวน้อยในวันนี้พลางยิ้มอย่างพึงพอใจ “ถูกต้อง เป็นเช่นนั้นแหละ”
ที่สำคัญพวกที่อยู่ข้างหลังเพิ่งจะโวยวายขึ้นมาก็ตอนที่เห็นว่าคนข้างหน้าไม่ได้สนใจสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้ทำด้วยซ้ำ
พวกเขาปล่อยให้พวกตนมาลองหยั่งเชิงแทนก่อน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตรายถึงค่อยเข้ามาแย่ง แบบนี้ไม่ไร้สาระเกินไปหน่อยหรือ
ถนนกว้างถึงเพียงนี้ รถม้าข้างหน้าจงใจจอดขวางทางไว้ เช่นนั้นพื้นที่ที่คนทั่วไปยืนอยู่และใกล้กับสำนักศึกษาที่สุดก็คือพื้นที่ตรงนี้ที่พวกฉินเหยายืนนั่นเอง
นี่ไม่ใช่สังคมอารยะในยุคปัจจุบัน ทรัพยากรมีจำกัด หากฉินเหยาปล่อยที่ตรงนี้ไปก็มีแต่จะเสียเปรียบ
ไม่ว่าผู้คนข้างหลังจะเอะอะโวยวายเพียงใด นางก็เมินเฉยโดยสิ้นเชิง
หลิวไป่แทบจะต้านทานไม่ไหวแล้ว แต่เพราะมีฉินเหยาอยู่ข้างกาย เขารู้ถึงความสามารถของนาง จึงยังพอมีที่ให้พึ่งพิง
จินเป่ากำลังทะเลาะกับเด็กอีกสองสามคน เด็กพวกนั้นเถียงสู้เขาไม่ได้ก็เกือบจะร้องไห้ออกมา ต้องดึงแขนผู้ใหญ่ของตนเอาไว้แน่น
บรรดาผู้ใหญ่เมื่อเห็นลูกหลานของตนเป็นเช่นนี้ต่างก็เดือดดาลนัก พวกเขาไม่เคยพบเห็นคนหน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน!
จินฮวารู้สึกได้ถึงความโกรธเกรี้ยวจากด้านหลังที่ใกล้จะปะทุถึงขีดสุด นางรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยจึงรีบมุดเข้าไปอยู่ระหว่างซื่อเหนียงและฉินเหยา
ซื่อเหนียงตบมือพี่สาวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ไม่ต้องกลัว พวกเราคือฝ่ายที่มีเหตุผล”
จินฮวาพยักหน้าหนักแน่น “พวกเราคือฝ่ายที่มีเหตุผล~”
หลิวไป่ได้ยินเข้าก็หัวใจกระตุกวูบ สองพี่น้องคู่นี้คนหนึ่งกล้าพูด อีกคนก็กล้าเชื่อจริงๆ
ไม่นาน อารมณ์โกรธของผู้คนก็พุ่งถึงขีดสุด พวกเขาสะบัดศีรษะสะบัดแขน แล้วพุ่งเข้าหาหลิวไป่ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์เพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงนั้น
ใบหน้าของหลิวไป่ซีดเผือด รีบร้องเสียงดัง “น้องสะใภ้สาม!”
ทุกคนได้ยินเข้าก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพรืดออกมา บุรุษอกสามศอกกลับกลัวเสียจนต้องร้องเรียกน้องสะใภ้สาม เป็นภาพที่น่าขบขันยิ่ง…
แต่ยังไม่ทันได้หัวเราะจบ คำว่า “นัก” ยังไม่ทันเอ่ยออกมาเต็มปาก เสียงหัวเราะก็พลันขาดห้วง
เห็นเพียงเงาสีครามสายหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ฝ่ามือลมทรงพลังฟาดออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับพายุ เพียงพริบตาเดียว ผู้คนที่ล้อมรอบตัวหลิวไป่ก็ถูกพลังโจมตีซัดกระเด็นถอยออกไปไกลถึงสามสี่เมตร พื้นที่รอบตัวหลิวไป่กลายเป็นวงกลมที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ราวกับเป็นเขตสุญญากาศ
ฉินเหยาก้าวมายืนขวางหน้าหลิวไป่อย่างมั่นคง จากนั้นเท้าเอวแล้วตวาดเสียงดังลั่นด้วยโทสะ “ไม่พอใจก็เข้ามา! ถ้าไม่อยากสู้ก็อยู่เฉยๆ เข้าแถวของพวกเจ้าไป อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น!”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ทั่วทั้งลานพลันก็เงียบกริบไปสองวินาที ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องอุทานเป็นระลอก
ฉินเหยาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ฝูงชนก็พากันถอยกรูดไปพร้อมกันถึงสามสี่เมตร ผลักดันให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังซึ่งยังไม่รู้เรื่องราวถูกเบียดจนแสดงความไม่พอใจออกมา
ฉินเหยาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วหมุนตัวกลับไป จัดให้เด็กๆเข้าแถวประจำที่
ผู้คนส่วนใหญ่เข้าแถวกันห่างจากพวกนางถึงสามเมตร ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย แม้แต่คนที่เผลอถูกดันออกมาด้านหน้าก็ตกใจและหวาดกลัวจนได้แต่สบถด่าคนข้างหลังไปพลาง ขณะเดียวกันก็รีบลากลูกหลานของตัวเองให้ถอยออกไป ไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้สตรีผู้นั้นอีก
ฉินเหยาเป็นที่รู้จักอยู่บ้างในตัวเมือง ไม่นานก็มีคนจำได้ว่านางคือเถ้าแก่เนี้ยของโรงโม่น้ำหมู่บ้านตระกูลหลิว และแน่นอนว่าพวกเขาต่างรู้ถึงพลังอันมหาศาลของนางจึงพากันจ้องมองด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่
เมื่อเห็นว่ายังมีบางคนที่แอบไม่ยอมรับ คนข้างๆจึงรีบกระตุกแขนเขาเบาๆให้หยุดพูดไปเสีย พร้อมกระซิบบอกว่า ฉินเหนียงจื่อผู้นั้นไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยได้ง่ายๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังถือโอกาสเล่า ‘ข่าวลือ’ เกี่ยวกับฉินเหยาให้คนอื่นๆฟังอีกครั้ง ตั้งแต่นางใช้มือเพียงข้างเดียวฟาดภูเขาให้แยกออก หรือใช้สองนิ้วแบกรับของหนักกว่าพันจิน
เมื่อฉินเหยาหันกลับไปอีกครั้ง นางก็พบว่าระยะห่างจากผู้คนที่อยู่ข้างหลัง จากเดิมที่ว่างอยู่สามเมตร ได้ขยายเป็นห้าเมตรตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
ในที่สุด ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว ประตูของสำนักศึกตระกูลติงถูกเปิดออกอย่างช้าๆโดยบ่าวรับใช้ของตระกูล
ผู้ดูแลคนหนึ่งของตระกูลติงก้าวออกมาข้างหน้า ด้านหลังเขาสามารถมองเห็นโต๊ะเรียนที่จัดเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย บนโต๊ะมีพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกวางอยู่
ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือหน้าโต๊ะเรียนก็คือบัณฑิตสามคนที่แต่งกายอย่างอาจารย์ผู้สอน อายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปี
บ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันของตระกูลติงถูกระดมมาไม่น้อย พวกเขายืนเป็นสองแถวอยู่ด้านนอกสำนักศึกษาเพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย
ส่วนคนในตระกูลติงกลับไม่มีใครปรากฏตัว อาจเป็นเพราะไม่สะดวกมา เผื่อพบกับคนรู้จักแล้วจะได้ไม่กระอักกระอ่วน
สำนักศึกษาตระกูลติงไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าไปเรียนได้ง่ายๆ นอกจากเด็กในตระกูลตนเองแล้ว ศิษย์นอกตระกูลต้องให้พ่อแม่สร้างสัมพันธ์กับตระกูลติงก่อนจึงจะส่งบุตรหลานมาเรียนได้
แต่สำหรับผู้ที่มีอำนาจมากกว่านั้นก็มักจะไม่นำบุตรหลานของตนมาเข้าเรียนที่นี่ เพราะสามารถเชิญอาจารย์มาสอนที่บ้านได้
ครอบครัวที่เข้าแถวอยู่ด้านหน้าฉินเหยาในวันนี้ล้วนแต่เป็นตระกูลเล็กๆในละแวกเมืองที่มีฐานะอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบชั้นกับตระกูลใหญ่ได้
แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป คนเหล่านี้ก็ถือเป็นผู้สูงศักดิ์ที่พวกเขาไม่อาจล่วงเกินได้แล้ว
ผู้ดูแลประกาศกฎเกณฑ์ เนื่องจากครั้งนี้ราชโองการมาถึงอย่างกะทันหัน สำนักศึกษาที่ทางตระกูลเตรียมไว้เดิมทีไม่เพียงพอรองรับเด็กจำนวนมากได้ ดังนั้นปีนี้ สำนักศึกษาตระกูลติงจึงสามารถรับเพิ่มได้อีกเพียงสามสิบคนเท่านั้น
เวลารับสมัครวันนี้จะสิ้นสุดในช่วงเที่ยง เด็กที่ลงชื่อก่อนเที่ยง จะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบคัดเลือกในช่วงบ่าย และผู้ที่ได้คะแนนติดอันดับสามสิบอันดับแรกถึงจะถูกรับเข้าเรียน
เมื่อได้ยินกฎเกณฑ์นี้ หลิวไป่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น โชคดีที่พวกเขามาตั้งแต่วันนี้ ถ้าหากมาพรุ่งนี้ล่ะก็ ทุกอย่างคงสายไปเสียแล้ว
จินฮวาและจินเป่ารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อมองเข้าไปเห็นพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบภายในสำนักศึกษาก็อดรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้
ซานหลางที่ขี้ขลาด เมื่อเห็นคนมากมายรอบตัวก็หดตัวเข้าไปในอ้อมอกของท่านแม่ ราวกับกระรอกตัวน้อย ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องสำรวจผู้คนและสิ่งรอบตัวด้วยความวิตกกังวล
แต่ซื่อเหนียงไม่เป็นเช่นนั้น นางกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายราวกับอดใจรอไม่ไหว
ตอนที่ 193: เร่งขยันเอาตอนใกล้สอบ
เวลาสมัครสอบปิดลงทันทีเมื่อตะวันคล้อยผ่านยามอู่ไปแล้ว ฉินเหยาพร้อมพวกที่สมัครเสร็จแล้ว กำลังรออยู่ เมื่อหันไปมองข้างหลังก็เห็นว่ายังคงมีผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียด
เมื่อรู้ว่าการสมัครสอบปิดลงแล้ว บรรดาผู้คนที่เหลือต่างก็พากันทอดถอนใจด้วยความเสียดาย โทษที่ตัวเองไม่มาให้เร็วกว่านี้
ผู้ดูแลแจ้งเวลาสอบช่วงบ่าย เวลาสอบนั้นแบ่งออกเป็นหลายช่วงเวลา ซานหลาง ซื่อเหนียง จินเป่า และจินฮวา ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่ติดกันพอดี
จินฮวากับจินเป่าสอบก่อน ส่วนคู่ฝาแฝดชายหญิงสอบทีหลัง
ฉินเหยามองดูท้องฟ้า เห็นว่าเวลายังเหลืออีกมากจึงคิดจะพาเด็กๆเข้าไปกินมื้อเที่ยงที่ตัวเมืองก่อนค่อยกลับมา นางดูสงบเป็นอย่างยิ่ง
ต่างจากบรรดาผู้ปกครองที่อยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆกัน ซึ่งต่างก็ร้อนรนกำชับลูกหลานของตนเอง
หลิวไป่กระวนกระวายไม่น้อย เพราะเด็กในบ้านของเขาไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แม้แต่จับพู่กันยังไม่เป็น เช่นนี้แล้วจะสอบผ่านได้อย่างไร
แต่เด็กๆต่างพากันหิวจนท้องร้องจ๊อกจ๊อก ฉินเหยาจึงกล่าวว่า “หากท้องไม่อิ่มแล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสอบ กินให้อิ่มก่อนค่อยว่ากัน”
ที่จริงแล้ว ตัวนางเองนั้นหิวจนแทบบ้าแล้ว ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางก็ดั้นด้นมาถึงที่นี่ แล้วยังต้องรอรายชื่อสอบตลอดทั้งช่วงเช้า อาหารที่กินไปตั้งแต่เช้าถูกเผาผลาญไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
หลิวจ้งกับต้าหลางที่รออยู่บนถนนหลวงก็พากันชะเง้อชะแง้ดูอยู่ตลอด การรอคอยช่างเป็นความทรมานเสียจริง
ส่วนเอ้อร์หลางกลับวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในฝูงชนอยู่สักพัก ก่อนจะกลับมาพร้อมกับสีหน้าผิดหวังและกล่าวว่า
“หากรู้เช่นนี้แต่แรก ข้าต้มน้ำต้มน้ำตาลมาขายด้วยก็คงดี คนเยอะเช่นนี้ ขายได้คนละชามก็ได้เงินไม่น้อยเลย”
ต้าหลางมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าห่วงแค่เรื่องเงินหรือไร พวกท่านน้าเหยายังไม่กลับมาเลย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลเป็นอย่างไรบ้าง!”
พวกเขายืนอยู่ไกลนัก ได้แต่ฟังคนอื่นบอกว่าหลังยามอู่ก็จะปิดรับสมัครแล้ว มองไม่เห็นว่าฉินเหยาและพวกอยู่แถวหน้าหรือแถวหลัง เห็นเพียงชาวบ้านคนอื่นๆผิดหวังกลับบ้านไป ก็.อดกังวลมิได้
รอแล้วรอเล่า รอจนท้องแนบติดไปกับแผ่นหลัง ในที่สุดก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยไม่กี่สายปรากฏมาแต่ไกล
หลิวจ้งรีบวิ่งขึ้นไปข้างหน้า จูงมือบุตรสาวแล้วถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง พวกเจ้าได้ลงชื่อแล้วหรือยัง”
ใบหน้าของจินฮวาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลิวจ้งคิดว่านางสมัครไม่สำเร็จ กำลังจะถอนหายใจ ก็ได้ยินจินฮวาส่งเสียงตอบรับออกมาเบาๆ
“ยัยเด็กนี่จริงๆเลย ลงชื่อได้แล้วเหตุใดยังทำหน้าบูดบึ้งอีก ทำเอาข้าตกอกตกใจแทบแย่!” หลิวจ้งพูดอย่างอารมณ์เสีย
จินฮวาเดิมทีก็กังวลเกี่ยวกับการทดสอบช่วงบ่ายอยู่แล้ว เมื่อถูกบิดาพูดเช่นนี้ก็ยิ่งวิตกกังวลหนัก ก่อนหน้านี้ไม่มีคนสนิทอยู่ข้างๆจึงฝืนทนไว้ได้ ครานี้มีบิดาอยู่ตรงหน้า ปากก็พลันเบ้ กล่าวด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นว่า
“ช่วงบ่ายยังต้องสอบอีกนะเจ้าคะ ท่านพ่อ หากข้าสอบไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไรดี”
หลิวจ้งยังนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด รีบตอบทันที “สอบไม่ผ่านก็สอบไม่ผ่านสิ เดิมทีก็ไม่ได้คาดหวังว่าเจ้าจะสอบผ่านอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเจ้าเอาแต่ร้องจะมา พวกเราก็คงไม่ต้องเสียแรงวิ่งมาในรอบนี้หรอก”
พูดจบ หลิวไป่ก็รีบตบแขนผู้เป็นน้องชาย “หุบปากของเจ้าไปเสีย เดิมทีเด็กก็ร้อนใจอยู่แล้ว เจ้าไม่ช่วยก็ช่าง ยังมาพูดวาจาไม่เป็นมงคลอีก”
หลิวจ้งเพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบปลอบบุตรสาวในทันทีว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่างน้อยพวกเราก็ได้ลองแล้ว มาเถิด พ่อจะพาเจ้าไปกินของอร่อยในตัวเมือง!”
จินฮวาจึงค่อยๆรู้สึกมีความสุขขึ้นเล็กน้อย
ทุกคนขึ้นรถม้าแล้วมาถึงร้านบะหมี่ในตัวเมือง แต่วันนี้คนเยอะมาก จนในร้านไม่มีที่นั่งเลย ทุกคนจึงต้องถือชามบะหมี่แล้วนั่งยองๆอยู่หน้าประตูร้าน
ฉินเหยาและพวกผู้ใหญ่หลายคนยืนกินกัน ส่วนพวกเด็กๆวางชามบะหมี่ไว้บนคานรถแล้วก้มหน้าก้มตากิน ความสูงพอดีเหมาะเจาะนัก
ฉินเหยาหยิบตะเกียบขึ้นมาหลังจากรับประทานบะหมี่ไปสี่ชามรวด นางพึงพอใจจนต้องเรอออกมาเบาๆ ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วหันไปวิเคราะห์ให้สองพี่น้องฟังว่า
“เมื่อครู่ข้าได้ดูรายชื่อแล้ว คู่แข่งของเด็กๆของเรามีทั้งหมดเจ็ดสิบหกคน ในจำนวนนั้นมีเด็กจากตระกูลใหญ่สิบสองคน พวกเขาดูเหมือนจะมีพื้นฐานมาก่อน ดังนั้นสิบสองอันดับแรกย่อมมีพวกเขาอยู่แน่นอน”
“ยังเหลืออีกสิบแปดที่นั่งให้เด็กๆของพวกเราชิงชัย ข้าดูแล้ว เด็กอีกห้าสิบสองคนที่เหลือมาจากหมู่บ้านต่างๆ ดูไม่เหมือนคนที่เคยศึกษามาก่อน ซานหลางกับซื่อเหนียง ข้าไม่กังวลเลยสักนิด”
“ส่วนจินฮวากับจินเป่า แม้จะมาเร่งอ่านตำราเอาตอนนี้อาจจะดูช้าไปหน่อย แต่ให้ท่องจำสองบทก็คงไม่ยากเกินไป โอกาสก็ยังพอมี”
เมื่อหลิวไป่กับหลิวจ้งได้ยินเช่นนั้นก็รีบคว้าตัวเด็กๆขึ้นมาแล้วเร่งว่า “ยังจะกินอะไรอีก! รีบไปท่องตำรากับอาสะใภ้สามเร็วเข้า!”
ฉินเหยามองสองพี่น้องหลิวไป่ด้วยความจนใจ “รีบร้อนอะไร ปล่อยให้เด็กๆกินให้อิ่มก่อน”
นางเองก็กำลังคิดว่า ควรจะสอนอะไรพวกเขาถึงจะมีโอกาสชนะมากที่สุด
การเดาข้อสอบ เป็นหนึ่งในเทคนิคที่เหล่านักศึกษาในยุคปัจจุบันถนัดที่สุด
ตำราเริ่มต้นที่ใช้สอนในที่นี้คือบทกวีพันอักษรกับร้อยแซ่จีน นักเรียนทุกคนที่เข้าสู่สำนักศึกษาเป็นครั้งแรก อาจารย์มักจะใช้ร้อยแซ่จีนเป็นตำราเริ่มต้น
หนึ่งเพราะเนื้อหาสั้นและสนุก สองเพราะเป็นตำราที่ราคาถูกที่สุด
ส่วนบทกวีพันอักษรเป็นตำราระดับสูงขึ้นมาหน่อย มีไว้สอนหลักการพื้นฐานแก่เด็กๆ
อาจารย์ของตระกูลติงก็คงเข้าใจว่า เด็กจากชนบทเหล่านี้ไม่มีพื้นฐานความรู้เลย ดังนั้นข้อสอบไม่น่าจะยากเกินไป อาจจะเน้นไปที่คุณธรรม ปัญญา และร่างกาย ดูว่ามีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร มีความฉลาดพอจะเรียนรู้หรือไม่ เพื่อความสะดวกในการสั่งสอนต่อไป
ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่บทกวีพันอักษรจะถูกนำมาใช้ในการสอบนั้นมีไม่มากนัก
เช่นนั้นก็ให้จินเป่าและจินฮวาท่องร้อยแซ่จีนเถิด เวลาอันสั้น หากใช้วิธีจดจำอย่างรวดเร็ว การท่องได้สี่ถึงห้าสิบแซ่ก็ยังพอเป็นไปได้ หากอาจารย์ถามว่าพวกเขาเคยอ่านตำราใด ก็จะสามารถนำมาใช้ตอบได้ ซึ่งย่อมดีกว่าผู้ที่ตอบตรงๆว่าไม่เคยอ่านมาเลย
ในด้านคุณลักษณะสำคัญ ควรให้ความสำคัญกับมารยาท สิ่งนี้สามารถเรียนรู้ได้ง่าย เพียงสอนสักหน่อยก็ทำได้แล้ว หากต้องรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมไม่มีปัญหา
ดังนั้น หลังจากจินฮวาและจินเป่าทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเขาก็ขับรถม้าไปยังสนามหญ้าลับตาใกล้จวนตระกูลติงและเริ่มต้นการฝึกอบรมแบบเร่งด่วน
เพราะเกรงว่าซานหลางและซื่อเหนียงจะลืมสิ่งที่ได้เตรียมตัวไว้เมื่อวาน ฉินเหยาจึงให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางพาพวกเขาไปทบทวนอีกสองสามรอบ
หลิวไป่และหลิวจ้งเห็นฉินเหยาไม่เร่งรีบ พูดจาชัดเจนมีเหตุผลจึงอดชื่นชมไม่ได้
แบบนี้มันดีกว่าพวกเขาสองคนที่เอาแต่ร้อนรนวิ่งวุ่นเหมือนแมลงวันไร้หัวตั้งเยอะ
เมื่อหันไปมองรอบๆคู่แข่งก็มิได้เกินคาด เช่นเดียวกับที่น้องสะใภ้สามคาดการณ์ไว้ เด็กๆของตระกูลขุนนางบางตระกูลที่มีพื้นฐานการศึกษาอยู่บ้างนั้นมีเพียงไม่กี่คน ส่วนคนอื่นๆล้วนไม่เคยอ่านตำรามาก่อน แม้แต่มารยาทพื้นฐานก็ยังไม่เข้าใจ สิ่งที่พวกเขาสอนเด็กๆมีเพียงการคุกเข่ากราบไหว้ หรือการพูดจาหวานหูเพื่อเอาใจอาจารย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์เลย
เมื่อหันกลับไปมองจินฮวาและจินเป่า ด้วยมีวิชาท่องจำแบบเร่งรัดของฉินเหยาจึงสามารถท่องแซ่ต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นจ้าว เฉียน ซุน หลี่ โจว อู๋ เจิ้ง หวัง
พวกเขายังรู้จักการยืนให้ถูกต้องและสามารถทำความเคารพได้อย่างเป็นแบบแผน
สองพี่น้องจึงเกิดความมั่นใจในตัวลูกๆของตนขึ้นมาในทันที
ในไม่ช้าเสียงระฆังก็ดังขึ้นมาจากทางสำนักศึกษา เหล่าผู้ที่รอคอยการทดสอบพลันรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว รีบรุดมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา
จินเป่ากับจินฮวาอยู่ในกลุ่มแรก หลิวไป่กับหลิวจ้งให้กำลังใจเด็กๆ “อย่ากลัวไป ทำตามที่อาสะใภ้สามสอน พยายามแสดงความสามารถที่เจ้ามีให้เต็มที่ พ่อจะรอพวกเจ้าอยู่ข้างนอก”
จินเป่ากับจินฮวาพยักหน้ารับ หายใจเข้าลึกๆแล้วเตรียมตัวเข้าสนามสอบ
ฉินเหยาขยับเข้ามาใกล้ทั้งสองอีกครั้ง กำชับให้พวกเขาใส่ใจกฎเกณฑ์ของการทดสอบ “ถ้าด่านหนึ่งไม่ผ่าน ยังมีด่านอื่นอีก อย่าท้อแท้เพียงเพราะเจ้าล้มเหลวตั้งแต่แรก มันจะกระทบจิตใจในภายหลัง”
“อย่าคิดว่านี่เป็นเพียงการทดสอบ ให้ถือว่าเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตา เจ้าไม่เคยสงสัยหรือว่าสำนักศึกษากับอาจารย์เป็นเช่นไร วันนี้ดีเลยจะได้เข้าไปดูให้เห็นกับตา ได้ยินอาสามของเจ้าบอกว่าสำนักศึกษาของตระกูลติงสร้างได้ดีกว่าสถานศึกษาในตัวอำเภอเสียอีก”
“ดีกว่าในตัวอำเภออีกอย่างนั้นหรือ” จินเป่าอุทานเสียงเบาด้วยความประหลาดใจ
ฉินเหยาพยักหน้ารับ สองพี่น้องจึงเริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้ ความสนใจของพวกเขาค่อยๆเบี่ยงเบนออกจากความกังวลเรื่องการทดสอบ ทำให้อารมณ์ที่เครียดเคร่งก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
หลิวไป่กับหลิวจ้งหันไปยิ้มให้ฉินเหยาด้วยความซาบซึ้งอีกครั้ง จริงๆแล้ว หากไม่มีนาง วันนี้พวกเขาอาจจะไม่ได้แม้แต่ลงชื่อเข้าสอบเสียด้วยซ้ำ
ตอนที่ 194: ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ
“หลิวจินเป่า หลิวจินฮวา ลวี่เหลียง ลวี่ต้าหนิว…”
เมื่อได้ยินพ่อบ้านประกาศชื่อของตนเอง จินเป่าและจินฮวารีบรุดไปข้างหน้า แล้วติดตามกลุ่มใหญ่เข้าสู่สถานศึกษา
มีคนอยู่ทั้งหมดยี่สิบคน ถูกจัดแถวตามเพศและส่วนสูง
จินฮวาตกตะลึงเมื่อพบว่า ฝั่งเด็กหญิงมีเพียงนางเพียงคนเดียว
ยังไม่ทันที่นางจะได้ตั้งสติ อาจารย์ทั้งสามก็เรียกชื่อของนางเป็นคนแรก บอกให้ก้าวออกไปข้างหน้า
จินฮวาสะดุ้งเล็กน้อย โชคดีที่ยังจำสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ได้ นางจึงรีบทำความเคารพตามธรรมเนียม จากนั้นจึงกล่าวแนะนำตัวอย่างเรียบง่าย
“คารวะท่านอาจารย์ทั้งสาม ข้ามีนามว่าหลิวจินฮวา เป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว อายุเจ็ดขวบเจ้าค่ะ”
อาจารย์ที่กำลังจะเอ่ยถามอายุและชื่อของนางมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับมามีสีหน้าขรึมเคร่งอีกครั้ง
เขาถามว่า “เคยอ่านตำรามาก่อนหรือไม่”
จินฮวาตอบว่า “เคยอ่านร้อยแซ่จีนเจ้าค่ะ” แท้จริงนางอยากจะบอกว่าเคยอ่านเพียงเล็กน้อย แต่อาสะใภ้สามสอนว่ายิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดพลาดมาก หากอาจารย์มิได้ถามละเอียด ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ
อาจารย์ทั้งสามพากันมองนางด้วยความสนใจ ก่อนจะให้แสดงให้ดู
ดังนั้นจินฮวาจึงท่องแซ่สกุลที่เพิ่งจำได้อย่างคล่องแคล่ว ออกมาเป็นห้าสิบห้าแซ่ มากกว่าตอนที่ฝึกซ้อมไปถึงห้าแซ่!
จินฮวารู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่นางคาดหวังไว้ว่าจะได้รับคำชมกลับไม่เกิดขึ้น อาจารย์ที่ถามนางก่อนหน้านี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่านางหยุดลงแล้ว กล่าวว่า “ยังมีอีกหรือไม่”
จินฮวากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะตอบเสียงแผ่วว่า “มะ…ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วเขียนได้หรือไม่”
จินฮวาส่ายหน้า
“เจ้าวาดภาพเป็นหรือเปล่า”
จินฮวายังคงส่ายศีรษะ
โต๊ะเขียนหนังสือสูงมาก จินฮวาเขย่งปลายเท้าเพื่อดูว่าอาจารย์เขียนอะไร แต่ก็เห็นเพียงจุดสีแดงของผงสีชาดเท่านั้น ทว่าทันทีที่อาจารย์ปรายตามองมา นางก็สะดุ้งตกใจจนรีบวิ่งออกไปทันที
“เร็วปานนี้เชียว?” หลิวจ้งกระตุกวูบในใจ
เพิ่งเข้าไปได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็สอบเสร็จแล้วหรือ
หลิวจ้งรีบถามว่าสถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง อาจารย์ได้พูดอะไรหรือไม่
จินฮวามีความรู้สึกราวกับรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด สมองของนางว่างเปล่า พูดอะไรไม่ออก
“ไม่เป็นไร” ฉินเหยาก้มหน้าลง ยิ้มบางๆให้คู่แฝดชายหญิงที่จู่ๆก็เริ่มตื่นเต้น “อย่ากังวลไป เชื่อมั่นในตัวเองเถอะ”
คู่แฝดพยักหน้าหงึกหงัก สายตาจดจ่อไปยังประตูของสถานศึกษา
ไม่นาน เด็กๆก็ทยอยเดินออกมาทีละคนด้วยท่าทางห่อเหี่ยว เพราะคำถามของอาจารย์ไม่มีใครตอบได้เลย พวกเขายังไม่สู้หลิวจินฮวา อย่างน้อยนางก็ยังพูดคุยกับอาจารย์ได้บ้าง
ไม่นาน จินเป่าก็เดินออกมาเช่นกัน อาจเป็นเพราะเขาอยู่ในลำดับท้ายๆจึงไม่ได้รู้สึกกดดันเท่าไรนัก เขารีบบอกกระบวนการสอบของอาจารย์ที่อยู่ด้านในอย่างรวดเร็วเพื่อให้คู่แฝดใช้เป็นแนวทาง
ก่อนหน้านี้ฉินเหยาคาดเดาว่าพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกในสถานศึกษาใช้สำหรับการทดสอบ ทว่าแท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ทั้งหมด
สิ่งเหล่านั้นจัดเตรียมไว้สำหรับเด็กที่สามารถเขียนและวาดภาพได้เพื่อแสดงความสามารถ แท้จริงแล้วการทดสอบง่ายกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก
แต่จินเป่าซึ่งแสดงความสามารถได้ไม่ดีเท่าจินฮวากลับกล่าวว่า เขาเห็นว่าท่านอาจารย์ขีดเครื่องหมายถูกไว้ใต้ชื่อของเขา
ฉินเหยารู้สึกสะดุดใจในทันที
นางกวาดตา.มองไปรอบๆแล้วลองนับดู เมื่อรวมจินฮวาและซื่อเหนียงเข้าไปด้วย เด็กหญิงมีเพียงสามคนเท่านั้น
คงไม่ใช่กระมัง?
ฉินเหยารู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี…หรือว่าอาจารย์จะไม่อยากรับศิษย์สตรี?
แต่ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะหาทางรับมือ การคัดเลือกรอบที่สองก็มาถึง และในนั้นก็มีเด็กหญิงอีกคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย
ซื่อเหนียงกำหมัดแน่นให้กำลังใจตัวเอง “กล้าหาญเข้าไว้ซื่อเหนียง! ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หวาดหวั่น!”
ทั้งสองหันกลับไปมองครอบครัวของตน ก่อนจะก้าวเดินตามกลุ่มเข้าไปอย่างมั่นใจ
เด็กหญิงอีกคนเป็นคนแรกที่เดินออกมา
พอเด็กหญิงตัวเล็กออกมาแล้วเห็นบิดามารดาก็ร้องไห้โฮ นางบอกว่าอาจารย์ดุมาก นางกลัวจนตอบอะไรไม่ได้เลย
บิดามารดาของนางถอนหายใจอย่างเสียดาย จูงมือนางถอยไปยืนรอด้านข้าง พวกเขายังไม่คิดจะจากไปก่อนที่ผลสุดท้ายจะออกมา แม้จะรู้ว่าความหวังของบุตรสาวริบหรี่ก็ตาม
ฉินเหยาพอจะจับจุดได้แล้ว เพราะเด็กหญิงมีจำนวนน้อยจึงอาจเริ่มต้นการคัดเลือกจากเด็กหญิงก่อน
เช่นนั้นคนที่สองก็คงเป็นซื่อเหนียงของบ้านนางแล้ว
“หลิวผิงหลิงจากหมู่บ้านตระกูลหลิว ขอคารวะอาจารย์ทั้งสามเจ้าค่ะ!”
ซื่อเหนียงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้ว่าร่างจะเล็ก แต่ท่วงท่าการคำนับกลับถูกต้องไร้ที่ติ วาจาก็ชัดถ้อยชัดคำ ดูไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย
กล่าวจบ นางก็เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคู่โตเป็นประกาย แฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาและความตื่นเต้น
เด็กหญิงตัวน้อยมีรูปโฉม.งดงาม สวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย มิได้เกล้ามวยคู่เช่นเด็กหญิงทั่วไป แต่กลับเกล้ามวยเดี่ยวกลมกลางศีรษะ ใช้ผ้าสี่เหลี่ยมห่อไว้ตรงกลางศีรษะ หน้าผากยังปล่อยไรผมหน้าม้าบางเบา เมื่อมองดูแล้ว นางช่างคล้ายกับนักพรตน้อยในภาพวาด
ผ้าคลุมศีรษะของนางเป็นสีชมพูอ่อน มีผ้ารัดผมสีชมพูสองเส้นผูกอยู่ด้านหลัง ทำให้ผู้คนไม่เข้าใจผิดคิดว่านางเป็นเด็กชาย
เด็กหญิงตัวเล็กที่งดงามราวหยกสลักเช่นนี้ จ้องมองมาด้วยดวงตากลมโตเป็นประกาย ทำให้หัวใจของอาจารย์ทั้งสามอ่อนลงชั่วขณะ
อาจารย์เฉิงกระแอมเบาๆ ก่อนจะถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เป็นคำถามที่ตนเองถามไปแล้วนับสิบๆรอบ
“เคยอ่านตำราหรือไม่”
“เขียนอักษรได้หรือไม่”
“วาดภาพเป็นหรือไม่”
ซื่อเหนียงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าท่านอาจารย์ถามจบแล้ว จากนั้นจึงไขว้มือไว้ด้านหลัง แล้วตอบด้วยท่าทางจริงจัง
“ขอเรียนท่านอาจารย์ ศิษย์เคยอ่าน ‘ซือจิง’ และ ‘หลุนอวี่’ เขียนอักษรได้ แต่ลายมือยังไม่เรียบร้อย วาดภาพก็ได้ แต่บิดามารดาบอกว่ามือของศิษย์ยังอ่อนแรง จับพู่กันได้ไม่มั่น จึงยังไม่สามารถวาดภาพได้เต็มที่จึงได้เรียนมาเพียงแค่หางอึ่ง เกรงว่าจะทำให้ท่านอาจารย์หัวเราะเยาะแล้ว”
สองอาจารย์ที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ฟังถึงกับหันมามองด้วยความสนใจ มีเด็กที่เข้าทดสอบมาหลายคนแล้ว แต่นี่เป็นคนแรกที่พูดจาน่าสนใจเช่นนี้ ชวนให้คนรู้สึกตื่นตา
เมื่อมองอีกครั้ง รอยยิ้มนางเหมือนแมวน้อย มีกลิ่นอายแห่งความฉลาดเฉลียวและเจ้าเล่ห์ ชวนให้ผู้คนรอบข้างละสายตาออกไปไม่ได้
อาจารย์เฉิงซึ่งมีอายุมากที่สุดนั่งอยู่ทางซ้าย ขณะที่อาจารย์ติงซึ่งเพิ่งทำให้เด็กหญิงตัวน้อยร้องไห้เมื่อครู่ เกิดความคิดอยากจะทดสอบนางขึ้นมาจึงเอ่ยถามว่า
“เจ้าตัวเล็ก เจ้ารู้หรือไม่ว่าประโยคถัดไปของ ‘เรียนโดยไม่คิด ไร้ซึ่งความเข้าใจ’ คืออะไร?”
ซื่อเหนียงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “คิดโดยไม่เรียน ย่อมเป็นอันตราย”
ทั้งสามคนพลันยิ้มออกมาพร้อมกันราวกับพบต้นกล้าที่มีอนาคตสดใสเข้าแล้ว
อาจารย์อีกท่านหนึ่งก็เข้ามาร่วมวงถามด้วยว่า “เช่นนั้น เจ้าสามารถท่องบทกวีจากซือจิงได้หรือไม่”
ซื่อเหนียงตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าขอท่องบท <มู่กวา> ให้ท่านฟังนะเจ้าคะ บทนี้เป็นบทที่ข้าชื่นชอบที่สุด”
“หากเจ้ามอบผลมู่กวาให้ข้า ข้าตอบแทนด้วยหยกงาม มิใช่เพราะเป็นการตอบแทน แต่เพื่อรักษามิตรภาพให้ยั่งยืนตลอดไป”
“หากเจ้ามอบลูกท้อให้ข้า ข้าตอบแทนด้วยหยกงาม มิใช่เพราะเป็นการตอบแทน แต่เพื่อรักษามิตรภาพให้ยั่งยืนตลอดไป…”
เสียงอันสดใสราวกับนกขมิ้นของเด็กน้อยพร้อมด้วยจังหวะอันไพเราะ ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกสบาย
อาจารย์ท่านนั้นหรี่ตาลง พลางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามอีกว่า “เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าความหมายของมันคืออะไร”
ซื่อเหนียงพยักหน้ากล่าว “หากสหายมอบผลมู่กวาหรือลูกท้อให้ข้า ข้าตอบแทนกลับด้วยหยกงาม มิใช่เพราะข้าได้รับของขวัญจึงต้องตอบแทน แต่เป็นเพราะข้าถนอมรักษามิตรภาพระหว่างข้ากับสหาย”
“ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงในนี้ อาจเป็นมิตรภาพ หรืออาจเป็นความรักใคร่ระหว่างชายหญิงที่มีใจให้แก่กันก็ได้”
“จากบทกวีนี้ เราจะเห็นได้ว่า ของตอบแทนมีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งที่ได้รับซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างอ้อมๆว่า การให้คุณค่ากับความรู้สึกและความเข้าใจในผู้อื่น คือรูปแบบของความรู้สึกที่สูงส่งที่สุด”
เมื่อกล่าวจบ ซื่อเหนียงก็ประสานมือคำนับอีกครั้ง “ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ”
เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นอาจารย์ทั้งสามคนหันหน้าไปสบตากัน สีหน้าฉายแววประหลาดใจ ราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินการตีความเช่นนี้
ตอนที่ 195: เกือบไปแล้ว
อาจารย์ติงเหลือบมองรายชื่อ ก่อนจะยืนยันอีกครั้ง “หลิวผิงหลิงใช่หรือไม่ เด็กผู้หญิง?”
ซื่อเหนียงพยักหน้ารับ “ใช่เจ้าค่ะ ข้าชื่อหลิวผิงหลิง เป็นเด็กผู้หญิง”
พูดจบ ซื่อเหนียงก็ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างลังเล “เด็กผู้หญิงอย่างนั้นหรือ…”
ซื่อเหนียงเอียงศีรษะอย่างงุนงง เด็กผู้หญิงแล้วจะอย่างไรหรือ
อาจารย์เฉิงโบกมือ “เจ้าไม่ใช่บอกว่าเขียนหนังสือได้รึ ตรงนั้นมีพู่กันกับกระดาษ เขียนมาสักหนึ่งบท”
“ได้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
ซื่อเหนียงรับคำ จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่เตรียมไว้ล่วงหน้า คุกเข่านั่งลง ร่างน้อยๆของนางแทบจะสูงไม่พ้นโต๊ะเขียนหนังสือ นางเติมน้ำลงในจานฝนหมึก ฝนแท่งหมึกแล้วหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มหมึกลงบนกระดาษแล้วเริ่มเขียนโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่ว่าตัวอักษรของนางค่อนข้างใหญ่ ลายมือจัดว่าเรียบร้อยพอใช้ ยังสามารถมองออกว่าสิ่งที่นางเขียนเป็นหนึ่งในบทจากหลุนอวี่
มีตัวอักษรตัวหนึ่งที่ยากเกินไป นางเขียนเป็นวงกลมแทน
เมื่อเขียนเสร็จ ซื่อเหนียงก็วางพู่กันลง อดกลั้นความต้องการที่จะนวดข้อมืออย่างยากลำบาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ ถอยออกไปยืนข้างโต๊ะเขียนหนังสือ “ขอเชิญท่านอาจารย์ตรวจสอบเจ้าค่ะ”
อาจารย์ทั้งสามเดินเข้ามาพร้อมกัน ซื่อเหนียงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตนเองก็รู้ว่าลายมือของตนนั้นไม่ได้ดีนัก
ทว่าท่านพ่อท่านแม่ของนางก็ไม่ได้มีลายมือที่สวยงาม สอนนางได้แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้ยังอายุน้อย อาจารย์ทั้งสามจึงมีความเมตตาให้นางไม่น้อย สามคนพยักหน้า เก็บกระดาษแผ่นนั้นไปแล้วแจ้งว่านางสอบเสร็จแล้ว ให้ไปคอยฟังผลด้านนอก
ซื่อเหนียงนึกถึงสิ่งที่จินเป่าและจินฮวาเคยบอกเรื่องการให้เครื่องหมายถูกหรือผิด นางเองก็อยากรู้ว่าอาจารย์จะให้เครื่องหมายอะไรกับตน
น่าเสียดายที่เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ต้องออกมาเสียก่อน ไม่มีโอกาสเดินเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง
ซื่อเหนียงทำได้เพียงส่งสายตาให้กำลังใจแก่พี่ชาย ก่อนจะถอยออกไป
นางออกมาห่างจากเด็กหญิงคนก่อนหน้านี้นานถึงหนึ่งเค่อ สามารถคาดเดาได้ว่า อาจารย์คงถามอะไรไปมากมายและนางก็คงตอบไปไม่น้อย
“เป็นอย่างไรบ้าง กลัวหรือไม่” ฉินเหยารับตัวเด็กหญิงมากอดไว้ ปฏิกิริยาแรกของนางไม่ใช่การถามถึงผลสอบ แต่เป็นความห่วงใยต่ออารมณ์ของเด็กหญิง
หากจิตใจไม่มั่นคง ย่อมส่งผลให้ทำได้ไม่ดี
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็กรูกันเข้ามาห้อมล้อม กล่าวปลอบประโลมว่ารอสักครู่จะพานางไปซื้อขนมกิน
ซื่อเหนียงส่ายหัว นางไม่ได้กลัว เพียงแต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรถึงเสียงถอนหายใจอย่างลำบากใจของอาจารย์ติงอย่างไร
“ท่านแม่ ข้ารู้สึกว่าอาจารย์ไม่ชอบข้า” ซื่อเหนียงกล่าวเสียงเบา
หัวใจของฉินเหยาสะดุดไปครู่หนึ่ง แต่บนใบหน้ายังคงมีสีหน้าผ่อนคลาย นางช่วยจัดผ้าคลุมศีรษะของเด็กหญิงก่อนจะกล่าวว่า “บางครั้งความรู้สึกของคนเราอาจไม่ถูกต้องเสมอไป เรารอดูผลกันก่อนเถิด”
ซื่อเหนียงพยักหน้า “อื้ม!”
ซานหลางเป็นคนรองสุดท้ายที่ออกมา เขาถูกบ่าวชายพาออกมา ดวงตาของเขาแดงก่ำ และยังคงพึมพำบทกวีที่ท่องจำจากที่บ้าน บ่าวชายทำสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะเงยหน้าตะโกนเสียงดัง
“พ่อแม่ของหลิวจื่อหมิง รีบมารับลูกของพวกท่านไปได้แล้ว!”
ฉินเหยากับคนอื่นๆ รีบปรี่ขึ้นไปหา “เกิดอะไรขึ้น”
บ่าวชายกล่าวว่า “เมื่อครู่ตอนพบอาจารย์เขาเผลอสะดุดล้มไปทีหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจจะกระแทกอะไรเข้าจนเจ็บ รีบพาเด็กไปให้หมอตรวจเถอะ อย่าให้เกิดเรื่องใหญ่!”
พอส่งเด็กให้คนในบ้านของเขาแล้ว บ่าวชายก็รีบหันหลังเดินหนีไปทันที ราวกับกลัวจะถูกกล่าวหาหรือโยนความผิดให้
ฉินเหยาได้ยินดังนั้นก็รีบอุ้มซานหลางขึ้นไปวางบนรถม้าแล้วถามเขาว่าล้มกระแทกตรงไหน
ซานหลางลืมตาแดงก่ำราวกับกระต่าย ชี้นิ้วเล็กๆไปที่หัวเข่าพร้อมกับส่งเสียงครวญครางเบาๆ
ฉินเหยาดึงขากางเกงขึ้นดูก็พบว่าหัวเข่าแค่ถลอกเล็กน้อย มีรอยแดงจางๆเป็นแค่บาดแผลเล็กน้อยที่แทบไม่นับว่าเป็นแผล นางจึงโล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง
“ตกใจแทบแย่ ข้านึกว่าเป็นอะไรร้ายแรง” หลิวจ้งลูบหน้าอกของตนก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เจ้าล้มได้อย่างไร ตอบคำถามท่านอาจารย์เสร็จแล้วค่อยล้มหรือว่ายังไม่ได้พบอาจารย์ก็ล้มเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างก็โล่ง.อกไปตามๆกัน ตราบใดที่การทดสอบผ่านพ้นไปแล้วก็ไม่มีปัญหา
แต่ว่าดันสะดุดล้มก่อนออกมา พวกอาจารย์จะไม่เข้าใจผิดคิดว่าเขามีข้อบกพร่องโดยกำเนิดใช่หรือไม่
ฉินเหยาหันไปมองพี่น้องตระกูลหลิว สองพี่น้องก็มองกลับมาที่นาง เอาเถอะ รอผลก่อนดีกว่า
ความจริงแล้ว ซานหลางก็แสดงออกได้ไม่เลว แม้ว่าจะขี้กลัวไปบ้าง แต่ก็สามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้ทั้งหมด
และทันทีที่อาจารย์เห็นเขาก็สังเกตเห็นได้ทันทีว่าเขากับซื่อเหนียงเป็นฝาแฝดกัน ใบหน้าเล็กๆนั้นเหมือนกันราวกับแกะ แต่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว ทำให้อาจารย์ทั้งสามรู้สึกเพลิดเพลินไม่น้อย
เพียงแต่ว่าเจ้าตัวเล็กนี่ดูขี้ขลาดเกินไป ไม่ช่างพูดเหมือนกับน้องสาวของเขา
ซานหลางยังจำได้ว่า ก่อนที่อาจารย์จะให้เขาออกมาได้กล่าวไว้ประโยคหนึ่ง “เป็นชายชาตรี จะมาขี้ขลาดได้อย่างไร เชิดหน้าผายอกแล้วก้าวออกไป”
จากนั้น พอเขาเชิดหน้าขึ้นก็ดันสะดุดบันไดหินล้มหน้าคะมำไป
หลังจากฟังเจ้าตัวเล็กเล่าจบ ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ท่านอาจารย์ทั้งสามคนนี้จะมายุ่งอะไรกับนิสัยของคนอื่นเขา ช่างว่างเสียจริง!
ซานหลางยังคงเศร้าอยู่ เขาจับชายเสื้อของฉินเหยาแน่นแล้วกระซิบเบาๆว่า “ท่านแม่ ข้าไม่ใช่ชายชาตรีหรือ”
ฉินเหยาตอบกลับอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา “เจ้าใช่สิ! เพียงแค่เป็นชายชาตรีที่พิเศษกว่าคนอื่น ชายชาตรีก็มีอยู่หลายประเภท มิใช่ว่าจะมีเพียงแบบเดียว”
บรรดาบุรุษที่อยู่รอบข้างหันขวับมามองพร้อมกันด้วยความสนใจ ก่อนจะถามต่ออย่างใคร่รู้ “น้องสะใภ้สาม เช่นนั้นชายชาตรียังแบ่งเป็นประเภทใดได้อีกหรือ”
ฉินเหยาถลึงตาใส่ “ถามอีกข้าจะตีคนนั้น”
ทันใดนั้นทุกคนก็เงียบกริบ พวกเขาเดินไปเดินมาอยู่ข้างรถม้า รอให้การสอบของอีกสองกลุ่มที่เหลือเสร็จสิ้นและรอผลประกาศ
การรอครั้งนี้ยาวนานไปจนถึงช่วงโพล้เพล้ การสอบจึงสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์
หลังจากการสอบจบลง พวกเขายังต้องรออีกประมาณหนึ่งเค่อ ก่อนที่อาจารย์ทั้งสามจะเดินออกจากประตูมาเพื่อประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียน
ซานหลางดีใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะตั้งตารอคอยชื่อของน้องสาวด้วยความกังวลพร้อมกับท่านแม่และคนอื่น
แต่เมื่ออาจารย์ประกาศมาถึงชื่อที่ยี่สิบแปดแล้วก็ยังไม่มีชื่อของหลิวผิงหลิง สีหน้าของพวกแม่ลูกก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้น
“ลวี่เหลียง!”
“ข้าอยู่นี่ อยู่ตรงนี้!” ผู้ปกครองของเด็กที่ถูกเรียกชื่ออีกคนรีบขานตอบด้วยความยินดี
ตอนนี้เหลือเพียงชื่อสุดท้ายแล้ว
อาจารย์ติงพลันเงยหน้าขึ้น กวาดมองไปรอบๆราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในกลุ่มฝูงชน
ซื่อเหนียงราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง นางก้าวไปข้างหน้าสองก้าวอย่างตื่นเต้น สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เมื่อสายตาทั้งสองสบประสาน อาจารย์ติงก็หรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะประกาศชื่อสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือก
“หลิวผิงหลิง”
“ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงยกมือขึ้นในทันทีราวกับว่านางเฝ้ารอช่วงเวลานี้มาโดยตลอด รอยยิ้มเจิดจรัสและภาคภูมิใจบนใบหน้าของนาง เปรียบได้กับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงแสนร้อนแรง
อาจารย์ติงลอบถอนหายใจในใจ โชคดีที่เลือกนาง มิเช่นนั้นสายตาร้อนแรงเช่นนี้คงไม่ได้เห็นแล้ว
“ท่านแม่! ซื่อเหนียงได้รับเลือกแล้ว!” เอ้อร์หลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น
กลัวว่านางจะไม่รู้ ซานหลางจึงเสริมอีกประโยคว่า “ท่านแม่! ซื่อเหนียงได้รับเลือกแล้วนะขอรับ พวกเราสามารถไปสำนักศึกษาด้วยกันได้แล้ว!”
ฉินเหยามองดูรอยยิ้มแห่งความยินดีของเด็กๆ นาง.ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตน ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
“แง!” เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังขึ้นจากทางด้านหลัง หลิวจ้งรีบหันกลับไปอย่างเจ็บปวดใจ แล้วดึงบุตรสาวที่ไม่ได้รับเลือกเข้ามาหา ลูบใบหน้าเล็กๆของเด็กหญิงพลางปลอบโยน “ไม่เป็นไรไม่เป็นไร ปีหน้ายังมี ปีหน้าค่อยมาใหม่นะ”
ต้าหลางและฉินเหยาสบตากัน ต่างลอบคิดในใจว่าเกือบไปแล้ว!
ตอนที่ 196: พี่น้องต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน
เห็นได้ชัดว่าเหล่าอาจารย์ไม่ได้ตั้งใจจะรับเด็กหญิงเข้าเรียนตั้งแต่แรก มิเช่นนั้นจินฮวากับเด็กหญิงอีกคนที่ทำได้ดียิ่งกว่าจินเป่าก็คงไม่ถูกคัดออก
ส่วนเหตุผลที่ซื่อเหนียงสามารถผ่านการคัดเลือกได้นั้น อาจเป็นเพราะนางแสดงออกได้ดีเยี่ยมจนท่านอาจารย์เสียดายพรสวรรค์ หรือไม่ก็ต้องการให้มีแฝดชายหญิงคู่หนึ่งในสถานศึกษาเพื่อให้ดูครบถ้วนสมบูรณ์
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ต้าหลางกลับรู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลข้อหลัง…ก็เหมือนกับที่ท่านแม่เคยกล่าวไว้ เรื่องของความถูกต้องทางการปกครอง
เอาเถอะ! จะเพราะเหตุใดก็ช่าง ขอแค่ได้รับโอกาสนี้ก็พอ เหตุผลไม่สำคัญอีกแล้ว
หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ในที่สุดก็มีเด็กหญิงได้เข้าเรียนในสำนักศึกษา นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี
สามพี่น้องที่เด็กกว่าไม่ได้คิดมากเหมือนกับต้าหลาง แค่รู้สึกดีใจและยังปลอบใจจินฮวาที่ไม่ได้รับเลือก บอกว่าเดี๋ยวพวกเขาจะช่วยสอนให้แล้วปีหน้ามาอีกทีต้องสอบติดอย่างแน่นอน
ภายใต้การปลอบโยนของทุกคน อารมณ์ของจินฮวาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นหลิวจ้งก็พานางไปเดินเล่นในตลาด ซื้อถั่วลิสงมาให้กินเป็นของว่างหนึ่งห่อก่อนที่ร้านจะปิด ทำให้นางลืมความผิดหวังไปในเวลาไม่นาน
เหล่าอาจารย์ของตระกูลติงแจ้งว่า วันเปิดเรียนคือวันที่หนึ่งเดือนสองยามเฉิน ขอให้นักเรียนมาถึงสถานศึกษาให้ตรงเวลาพร้อมเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาเอง ส่วนตำราเรียนทางสถานศึกษาจะเป็นผู้จัดเตรียมให้ และให้ผู้ปกครองเตรียมค่าตำราให้บุตรหลานนำมาชำระในวันเปิดเรียนด้วย
ระหว่างทางกลับบ้าน หลิวไป่ก็คำนวณค่าใช้จ่ายไปพลาง ค่าตำราเรียนอยู่ที่แปดร้อยเหวิน ส่วนชุดพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกที่ถูกที่สุดก็ต้องใช้เงินสามเฉียน
โชคดีที่แท่นฝนหมึกและแท่งหมึกสามารถใช้ได้นาน ปีหน้าจึงไม่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้อีก
เมื่อคิดโดยรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อปีจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งตำลึง สองปีก็ตกเป็นสองตำลึง
ปีที่แล้วเขากับนางเหอได้รับค่าจ้างมาพอสมควร ตอนนี้ยังมีเงินเหลืออยู่กว่าสี่ตำลึง พอส่งเสียค่าเล่าเรียนได้โดยไม่ลำบาก
อย่างไรก็ตาม ยังมีค่าโดยสารรถม้าอยู่ จะให้ละทิ้งงานในไร่นาเพื่อไปรับส่งเด็กๆไปสำนักศึกษาโดยเฉพาะก็คงไม่ได้ เช่นนั้นทั้งครอบครัวคงต้องกินลมประทังชีวิตแล้ว
ฉินเหยารู้ว่าเขาจะพูดอะไรจึงชิงกล่าวก่อนว่า “พี่น้องกันก็ยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน เดิมทีข้าก็ต้องส่งลูกๆข้าไปสำนักศึกษาอยู่แล้ว การเพิ่มจินเป่าเข้าไปอีกคนก็มิใช่ปัญหา ข้าจะคิดราคาถูกหน่อย เดือนละยี่สิบแปดเหวินก็พอแล้ว”
เมื่อเทียบกับค่าจ้างสารถีที่คิดราคาคนละเจ็ดร้อยห้าสิบเหวินต่อปี นางคิดแค่สามร้อยกว่าเหวินต่อปีนี้ ถือว่าถูกสุดๆแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ระยะทางจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปหมู่บ้านเซี่ยเหอนั้น ไกลกว่าระยะทางจากหมู่บ้านเซี่ยเหอไปเมืองจินสือเสียอีก
คำพูดของหลิวไป่ที่กำลังจะเอ่ยจึงถูกฉินเหยาขัดไปทั้งเช่นนี้
แต่เดิมเขาก็ตั้งใจจะจ่ายค่าโดยสารให้แก่นางอยู่แล้ว บัดนี้ฉินเหยาเป็นฝ่ายตั้งราคาชัดเจน เขากลับรู้สึกโล่งอกเสียด้วยซ้ำ
ไม่ต้องติดหนี้น้ำใจใครย่อมดียิ่งกว่า เดิมเขายังกังวลว่าฉินเหยาอาจจะไม่คิดเงิน และเสนอตัวช่วยไปรับไปส่งให้โดยไม่คิดค่าจ้าง
“ตกลง เช่นนั้นก็รบกวนน้องสะใภ้แล้ว” หลิวไป่กล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
ฉินเหยาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องเล็กน้อย”
คนที่ดีใจที่สุดก็คือจินเป่า เขาสวมกอดพวกเอ้อร์หลางด้วยความตื่นเต้น พวกเขาจะได้ไปสำนักศึกษาด้วยกันแล้ว!
แต่พวกเขาก็ไม่กล้าแสดงความดีใจมากเกินไป รีบหันไปปลอบใจจินฮวาทันที บอกว่าเดี๋ยวพอเรียนหนังสือแล้วจะกลับมาสอนนาง
จินฮวาได้ยินผู้ใหญ่ปรึกษากันว่า การไปสำนักศึกษาจะต้องออกเดินทางตั้งแต่ยามเหม่า (ราวตีห้า) ครานี้นางไม่รู้สึกอิจฉาพี่น้องที่ได้ไปสำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน นางกลับรู้สึกเห็นใจซานหลางและซื่อเหนียงเสียมากกว่า
“พอพวกเจ้าเรียนเสร็จแล้วกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดแล้ว นอนหลับไปตื่นมาก็ต้องไปสำนักศึกษาอีก ไม่มีเวลาขึ้นเขาไปเล่นเลย แบบนี้จะไม่เหนื่อยหรือ” จินฮวาถามซื่อเหนียง
ซื่อเหนียงส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลย ท่านแม่เคยพูดไว้ว่า ‘ยามหนุ่มสาวไม่ขยัน แก่ชราไปก็จะรู้สึกเสียใจ’ ตอนนี้เป็นเวลาที่พวกเราต้องมุมานะเล่าเรียน จะมัวคิดแต่เรื่องเล่นสนุกได้อย่างไรกัน”
ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาแถวนี้นางเล่นจนเบื่อหน่ายแล้ว อยากออกไปดูโลกข้างนอกที่ต่างออกไปบ้าง
แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นและน่าสนุกแล้ว
หลิวจ้งนั่งอยู่บนรถม้า ถอนหายใจเงียบๆในใจ ยัยหนูบ้านเจ้าสามคนนี้ ในอนาคตต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
เมื่อกลุ่มของฉินเหยากลับมาถึงหมู่บ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ชาวบ้านที่ออกเดินทางไปพร้อมกันในตอนเช้า ส่วนใหญ่กลับมาก่อนค่ำแล้ว แต่กลุ่มของฉินเหยากลับมาดึกเช่นนี้ หลิวเหล่าฮั่นจึงอาจหาญคาดเดาว่า บางทีพวกเขาอาจจะได้รับคัดเลือก
พอทุกคนเข้ามาถึงเรือนเก่า เขาก็ถามขึ้นทันทีว่า “เป็นอย่างไรบ้าง เด็กๆได้รับเลือกหรือไม่”
หลิวจ้งทำทีเป็นอมพะนำไว้ จนกระทั่งเห็นหลิวเหล่าฮั่นยกมือขึ้นเตรียมจะฟาด เขาจึงรีบบอกความจริงออกมา “จินเป่า ซานหลางและซื่อเหนียง ได้รับเลือกทั้งหมด”
นางจาง นางเหอ และนางชิวที่เดินออกมาจากในบ้านพอดีได้ยินเข้าเต็มสองหู บ้างก็ดีใจ บ้างก็ผิดหวัง
เสียงหัวเราะของนางเหอดังทะลุทะลวงจนบ้านใกล้เรือนเคียงได้ยินกันถ้วนหน้า เห็นได้ชัดว่านางดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
ฉินเหยาห้าแม่ลูกแวะพักที่เรือนเก่าเพียงชั่วครู่ หลังจากเล่าเรื่องราวคร่าวๆ แล้วจึงแยกย้ายกลับบ้าน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางช่วยกันก่อไฟ ต้มน้ำและเตรียมอาหาร ส่วนฉินเหยาก็จัดการถอดตัวรถม้าออก เก็บม้าเข้าที่เรียบร้อยแล้วไปจูงวัวที่ผูกไว้ตรงลานหญ้าหลังบ้านกลับมาไว้ในคอก
คอกม้าเล็กๆแห่งนี้ต้องรองรับทั้งม้าและวัวจึงดูคับแคบไปนิด ฉินเหยาคิดว่าพอฤดูไถหว่านพืชผ่านพ้นไปเมื่อไหร่ จะรีบต่อเติมคอกเพิ่มทันที
หลังจากดูแลวัวและม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็จุดคบไฟ แล้วเดินไปเคาะประตูบ้านช่างไม้หลิวในยามค่ำคืน
ช่างไม้หลิวกำลังจะล้มตัวลงนอน อีกเพียงนาทีเดียวก็คงจะได้ไปพบโจวกงแล้ว อยู่ดีๆ กลับถูกปลุกขึ้นมากลางดึก ย่อมมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ้าง
ทว่าเมื่อได้ยินฉินเหยากล่าวว่าคู่แฝดได้รับเลือกให้เข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว อารมณ์โกรธพลันก็มลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับเป็นบุตรของตนที่ได้รับคัดเลือกเสียเอง
ฉินเหยาฝากให้เขารีบทำหีบหนังสือพลังเซียนเพิ่มอีกสองใบ ขนาดเล็กกว่าของต้าหลางและเอ้อร์หลางหนึ่งขนาด เพื่อให้คู่แฝดทั้งสองใช้ได้อย่างสะดวก
ช่างไม้หลิวตบหน้าอกตัวเองแล้วกล่าวว่า “วางใจเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะตื่นแต่เช้าแล้วลงมือทำให้พวกเด็กๆ รับรองว่าไม่มีทางส่งผลกระทบต่อการไปสำนักศึกษาของพวกเขาในวันมะรืนแน่นอน”
ได้ยินดังนั้น ฉินเหยาจึงกลับบ้านไปอย่างสบายใจ
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ห้าแม่ลูกก็ล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน
เนื่องจากมีรายการสั่งซื้อเพียงไม่กี่ชิ้น หินที่ต้องใช้จึงสามารถขนย้ายได้ด้วยตัวคนเดียว
เมื่อขนหินกลับมาและเริ่มลงมือทำแผ่นหินสำหรับโม่ได้ครึ่งหนึ่ง หีบหนังสือพลังเซียนของคู่แฝดก็เสร็จเรียบร้อยพอดี
ซานหลางกับซื่อเหนียงต่างรีบร้อนใส่ข้าวของของตนเองลงไป เสียงล้อเลื่อนกลิ้งไปมาในลานบ้านดังไม่ขาดสาย
จนกระทั่งพลบค่ำ หลิวไป่กับจินเป่าก็พากันมาเพื่อคืนเกวียนวัว
สองพ่อลูกมายืมเกวียนวัวของบ้านนางตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางไปยังตลาดในเมืองเพื่อซื้อพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึก แต่ก็ไม่กล้าสิ้นเปลืองเงินซื้อหีบหนังสือ
หลิวไป่จัดการสานตะกร้าไม้ไผ่ให้บุตรชายโดยใช้เถาวัลย์ทำเป็นสายสะพาย นางเหอก็ช่วยพันมันด้วยเศษผ้าอีกชั้นหนึ่ง แม้ไม่แน่นหนานัก แต่ก็สามารถบรรจุของใช้ได้ทั้งหมด
ทว่าหากไม่เปรียบเทียบก็คงไม่รู้สึกน้อยใจ เมื่อเห็นหีบหนังสือพลังเซียนที่ถูกซานหลางและซื่อเหนียงลากไปทั่วลานบ้าน จินเป่าก็อิจฉาจนแทบจะร้องไห้
ระหว่างทางกลับหลังจากคืนเกวียนวัวเสร็จแล้ว จินเป่าพยายามอ้อนวอนหลิวไป่ตลอดทาง ขอให้บิดาจัดหาหีบหนังสือแบบเดียวกันให้ตนบ้าง
หลิวไป่รับปากอย่างรวดเร็ว ดูท่าแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องยากนัก พอกลับถึงบ้าน สองพ่อลูกก็ลงมือทำด้วยตนเองทันที
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า เพียงแค่ประกอบล้อไม้เข้าไปก็ทำให้หลิวไป่จนปัญญาเสียแล้ว
อย่าว่าแต่คันชักที่สามารถเลื่อนเข้าออกได้เลย กลไกเช่นนี้มิใช่สิ่งที่ชาวไร่ชาวนาธรรมดาอย่างเขาจะสามารถทำขึ้นมาได้
แต่จะซื้อใหม่ก็คงไม่ทันเสียแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเปิดเรียนแล้ว
ช่วยไม่ได้ จินเป่าจึงทำได้เพียงสะพายตะกร้าไม้ไผ่ของตน จ่ายค่ารถให้อาสะใภ้สามเป็นจำนวนยี่สิบแปดเหวินด้วยใจที่เต็มไปด้วยความกังวล จากนั้นจึงออกเดินทางไปสำนักศึกษาพร้อมกับต้าหลางสี่พี่น้อง
ตอนที่ 197: เจ้าเด็กหลิวเอ้อร์หลางคนนี้
ต้นฤดูใบไม้ผลิบนภูเขายังคงหนาวเย็นนัก ฉินเหยาจึงจัดแจงเตรียมรถม้า
ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเผยแสงขาวจางๆ นางก็พาเด็กทั้งสี่คนในบ้านพร้อมกับหลิวจินเป่าออกเดินทาง
เพราะไม่มีเวลาทำอาหารเช้า พวกเขาจึงกินข้าวปั้นที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ด้านในปนด้วยเศษมันหมู ทว่ากลับหอมยิ่งนัก ยิ่งเย็นก็ยิ่งเคี้ยวเพลิน
สำนักศึกษาไม่มีอาหารกลางวันให้จะต้องเตรียมไปเอง ซึ่งก็เป็นข้าวปั้นเช่นกัน
อย่างน้อยตอนนี้ก็ทำได้เพียงเท่านี้ เพราะนี่คืออาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวที่ฉินเหยาสามารถทำได้
ต่อไปนางอาจหัดทำแป้งทอดหรืออาหารอย่างอื่นบ้าง เช่นนี้ก็คงมีความหลากหลายขึ้น
แต่สำหรับพวกต้าหลางสี่พี่น้องแล้ว พวกเขาไม่คาดหวังสิ่งใดนัก ต้าหลางถึงกับเอ่ยว่าหลังจากนี้พวกเขาจะเตรียมอาหารเช้าและอาหารกลางวันกันเอง
ฉินเหยาไม่มีข้อโต้แย้ง เงินค่าขนมก็ยังให้ตามเดิม หากวันใดกินไม่อิ่ม ก็สามารถแวะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อหากินเพิ่มได้
เมื่อรถม้าเดินทางถึงทางแยกของหมู่บ้านอื่น นางก็รับเด็กจากหมู่บ้านอื่นมาด้วยสองคน โดยเก็บค่าโดยสารคนละหนึ่งเหวิน นับเป็นการหาเงินค่าเดินทางเล็กๆน้อยๆ
เดินทางไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดหมู่บ้านเซี่ยเหอก็อยู่ตรงหน้า
สารถีรออยู่ที่ปากทางถนนหลวง พอเห็นฉินเหยาพาเด็กๆลงมาจากรถถึงเจ็ดคน ก็ดูประหลาดใจไม่น้อย
“พี่ใหญ่สารถี ท่านคงต้องขยายที่นั่งแล้วกระมัง ต่อไปเด็กๆพวกนี้ต้องไปสำนักศึกษาที่ตัวเมืองกันหมด คงต้องใช้รถของท่านทุกวัน” ฉินเหยากล่าวล้อเลียน
นางเรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องมาข้างตัวแล้วกล่าวกำชับด้วยท่าทีจริงจังว่า “จำไว้ หากพวกเจ้าไปต่อยตีเด็กคนอื่น ข้าจะจัดการพวกเจ้าแน่!”
“และหากพวกเจ้าโดนเด็กคนอื่นรังแก กลับมาบ้านมาก็เตรียมคุกเข่าบนกระดานซักผ้าได้เลย!”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องชะงักไปชั่วขณะ รู้สึกตกตะลึงกับคำกำชับนี้ คาดไม่ถึงเลยว่าแม่เลี้ยงของพวกเขาจะเป็นเช่นนี้
แต่สี่พี่น้องก็ยังคงให้คำมั่นอย่างจริงจังว่าจะไม่รังแกผู้อื่น และจะไม่ยอมให้ผู้อื่นรังแกจนต้องกลับมาคุกเข่าลงบนกระดานซักผ้า
“ท่านแม่ แล้วพบกันเจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงโบกมืออย่างตื่นเต้น แล้วปีนขึ้นไปบนเกวียนวัวของสารถีด้วยความคาดหวัง
ฉินเหยามองส่งพวกเขาจากไปจนลับตา ก่อนจะหันกลับขึ้นรถม้าเดินทางกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้าน นางเดินเข้าไปในลานเรือนที่เงียบสงบ ฉินเหยารู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย สุดท้ายจึงปิดประตูแล้วเดินไปที่โรงงานกังหันน้ำเพื่อทำงาน
นี่เป็นวันแรกที่เด็กๆออกจากบ้านไปเรียนหนังสือ นางรู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
เดี๋ยวก็เป็นห่วงว่าพวกเขาจะถูกอาจารย์จัดให้นั่งแถวหลังสุดจนฟังบทเรียนไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวก็กลัวว่ามื้อกลางวันที่พวกเขานำไปจากบ้านจะถูกเด็กคนอื่นหัวเราะเยาะจนเกิดการทะเลาะวิวาท
ช่างไม้หลิวสังเกตเห็นท่าทางกระวนกระวายของฉินเหยา กลัวว่านางจะพลาดท่าทุบแผ่นหินจนแตกเสียก่อนจึงรีบไล่ให้นางไปพักพร้อมกับเอ่ยเย้าอย่างขบขันว่า “ไม่คิดเลยว่าคนที่ปกติเยือกเย็นอย่างเจ้าจะมีช่วงเวลาที่ร้อนรนเช่นนี้ด้วย”
มื้อเที่ยงเป็นภรรยาของช่างไม้หลิวที่เป็นคนนำมาส่งให้ เมื่อรู้ว่าฉินเหยาอยู่ด้วย นางจึงเตรียมมาให้สองที่ แต่ก็เป็นปริมาณที่คนธรรมดากินกัน ฉินเหยากินแล้วก็เหมือนไม่ได้กิน
แต่วันนี้นางไม่หิวเลยจริงๆ ตักข้าวเข้าปากไปหลายครั้งก็ยังกินไม่หมดเสียที
พอได้ยินคำหยอกล้อของช่างไม้หลิว ฉินเหยาก็ถอนหายใจยาว “เฮ้อ~ หรือข้าจะเป็นโรควิตกกังวลจากการแยกจาก?”
แต่นั่นก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของนางเสียหน่อย ลูกเลี้ยงก็สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวลจากการแยกจากได้ด้วยหรือ
ช่างไม้หลิวเห็นฉินเหยาไม่ตอบก็รู้สึกหมดสนุก หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ เขาก็หยิบแผ่นไม้ที่ใช้บันทึกของตนออกมาแล้วร่างแบบหีบหนังสือพลังเซียนลงไป เมื่อออกแบบเสร็จ เขาก็จะใช้ไม้หวงฮัวลี่ที่เก็บไว้มาทำมันขึ้นมา
ฉินเหยาวางชามเปล่าลงก่อนจะลุกขึ้นยืน จากนั้นเดินเข้าไปใกล้พร้อมชะโงกดูแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ นางตบไหล่ของช่างไม้หลิวเบาๆ
“ท่านว่าพวกเราควรเตรียมไม้เพิ่มอีกหน่อยดีหรือไม่”
ช่างไม้หลิวมองไปยังโรงงานที่เงียบเหงา “ต้องใช้ด้วยหรือ ที่นี่ก็แทบไม่มีงานเข้ามาเลยนะ”
ฉินเหยาใช้ปลายสะอาดของตะเกียบเคาะลงบนแผ่นไม้ตรงหน้า “ทำเจ้านี่อย่างไรเล่า ข้าพึ่งนึกขึ้นได้ เดี๋ยวนี้เด็กที่ไปสำนักศึกษามีมากขึ้น พวกเราอาจมีตลาดสำหรับสิ่งนี้ก็ได้”
ร่วมงานกับฉินเหยามานาน ช่างไม้หลิวรู้ดีว่าหากคิดจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเพื่อช่วงชิงโอกาส
ว่าแล้วเขาก็เก็บแผ่นไม้กลับมา หยิบชามเปล่าของตนเองแล้วทั้งสองก็ลงกลอนประตูโรงงาน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน ขณะผ่านบ้านของตนช่างไม้หลิวก็แวะเอาชามเปล่าเข้าไปเก็บ
หลังวันปีใหม่ บ้านเรือนแต่ละหลังต่างก็ตัดไม้เก็บไว้เพื่อผึ่งให้แห้ง เปลือกไม้และกิ่งไม้ที่เหลือก็นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับก่อไฟ
ทั้งสองเดินกันมาเกือบครึ่งวัน ได้ไม้มาสิบกว่าท่อน ราคาถูกกว่าที่ขายข้างนอกประมาณหนึ่งถึงสองส่วน ต่อให้ไม่ได้ใช้ทำหีบหนังสือพลังเซียน แค่เก็บตุนไว้ก็คุ้มแล้ว
ไม้ที่ซื้อมา ฉินเหยารับหน้าที่แบกกลับ ส่วนช่างไม้หลิวเป็นคนต่อรองราคา ทั้งสองประสานงานกันได้อย่างลงตัว
พอเห็นว่าใกล้ถึงช่วงเวลาเลิกเรียนของเด็กๆ ฉินเหยาจึงบอกให้ช่างไม้หลิวเดินต่อไปอีกสักหน่อย ลองถามหาดูว่ามีไม้เพิ่มหรือไม่ ถ้าซื้อเสร็จแล้วให้รอนางกลับมาขนเอง จากนั้นจึงรีบแยกตัวออกมา
กลับถึงบ้าน นางล้างมืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะจูงเกวียนวัวออกมาแล้วขับเกวียนไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อรับเด็กๆกลับจากสำนักศึกษา
นางมาถึงก่อนเวลา ต้องรออยู่หนึ่งเค่อเต็มๆ กว่าจะเห็นสารถีบังคับเกวียนที่บรรทุกเหล่าเด็กๆเต็มคันกลับมา
เพราะเด็กแต่ละคนล้วนถือหีบหรือตะกร้าไม้ไผ่ใส่ตำราติดตัวมาด้วย ทำให้เกวียนวัวบรรทุกเกินขีดจำกัดจึงเดินทางได้เชื่องช้าลง
โชคดีที่หีบหนังสือของพวกต้าหลางสี่พี่น้องสามารถวางซ้อนกันได้ ซื่อเหนียงจึงนั่งอยู่บนหีบหนังสือ โดยมีพี่ชายทั้งสามโอบล้อมคุ้มกัน ชวนให้ผู้คนรอบข้างอิจฉา
ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ ฉินเหยาก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างตื่นเต้นของคู่แฝดดังขึ้นก่อนแล้ว “ท่านแม่!”
ฉินเหยาจูงเกวียนวัวเดินเข้าไปอีกสองสามก้าว แล้วจึงพาเด็กทั้งสี่ของบ้านตนรวมถึงจินเป่าขึ้นเกวียนของตัวเอง ทว่าตอนกำลังขนหีบหนังสือกลับพบว่าหายไปหนึ่งหีบ
เอ้อร์หลางยิ้มให้นางพร้อมทำท่าทางประจบสอพลอ
ฉินเหยาขมวดคิ้ว “หีบหนังสือของเจ้าไปไหน”
เจ้าเด็กหลิวเอ้อร์หลางคนนี้ อย่าทำตัวชวนดุด่าไปมากกว่านี้ได้หรือไม่ ใครบ้างไปสำนักศึกษาวันแรกแล้วทำหีบหนังสือของตัวเองหายกัน
เอ้อร์หลางรีบอธิบายทันที “ข้าขายมันไปแล้ว!” พร้อมกับชี้ไปที่หีบหนังสือของต้าหลาง บอกว่าตำราของตนอยู่กับพี่ใหญ่ มิได้หายไปไหน
ยังไม่ทันให้ฉินเหยาได้ระเบิดอารมณ์ เอ้อร์หลางก็รีบล้วงเงินจากอกเสื้อแล้วยัดใส่มือของนางอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนเกวียนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ท่านแม่ ข้ามีข่าวดีสุดยอดจะมาบอก ท่านต้องดีใจแน่ๆ แต่เราไปคุยกันที่บ้านเถอะ”
ฉินเหยาหนักใจกับเงินห้าเฉียนในมือของตน นางจำต้องระงับความสงสัยไว้ก่อนแล้วยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของเอ้อร์หลาง “กลับบ้านแล้วข้าจะจัดการเจ้า”
เอ้อร์หลางกลับมิได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือยังคงลูบที่.อกเสื้อเบาๆ ข้างในซุกซ่อนกระดาษปึกหนาเอาไว้ นี่ก็คือความมั่นใจของเขา
เพราะอยากรีบทำความเข้าใจกับสถานการณ์ให้เร็วขึ้น ฉินเหยาจึงเร่งต้อนเกวียนวัวให้แล่นไปอย่างรวดเร็ว จินเป่าไม่ทันตั้งตัว จึงโอนเอนไปมาบนพื้นรถ พอถึงหน้าบ้านก็เกือบอาเจียนออกมา
ฉินเหยาเห็นใบหน้าของหลานชายซีดขาว ถึงเพิ่งตระหนักขึ้นได้ นางรู้สึกผิดเล็กน้อยจึงกล่าวว่า “เจ้าเด็กคนนี้ รู้สึกไม่สบายตัวทำไมไม่บอกข้าสักคำเล่า”
จินเป่าหน้าซีดแล้วกล่าวด้วยความน้อยใจว่า “ข้าก็อยากจะพูดอยู่หรอก แต่พออ้าปากก็เต็มไปด้วยฝุ่นทราย ข้าเลยรีบหุบปากเสีย”
ฉินเหยาตบไหล่เขาด้วยความสงสาร “ขอโทษด้วยนะ พรุ่งนี้อาสะใภ้สามจะขับช้ากว่านี้ ดึกแล้ว เจ้ารีบเข้าบ้านเถอะ”
จินเป่าฝืนยิ้มให้กับอาสะใภ้สามราวกับไม่ใส่ใจ ก่อนจะหยิบตะกร้าสานไม้ไผ่ของตนแล้วหันหลังเดินเข้าบ้านไป
ฉินเหยากล่าวขอโทษอีกครั้ง ก่อนจะพาลูกๆของตนกลับบ้าน
พอเก็บเกวียนวัวเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยายังไม่ทันล้างมือก็รีบเดินเข้าไปในห้องโถง นั่งลง แล้วโยนเงินห้าเฉียนลงบนโต๊ะเสียงดัง “ปึก!” ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หลิวเอ้อร์หลาง เจ้าสารภาพมาเสียดีๆ!”
ตอนที่ 198: แป้งทอด
เอ้อร์หลางมิได้เร่งร้อนหรือกระวนกระวายแต่อย่างใด เขารินน้ำใส่ชามใบใหญ่ให้ตนเอง ดื่มดับกระหายเสียก่อน จากนั้นจึงนำกระดาษปึกหนาที่แนบอยู่ในอ้อมอกออกมาวางบนโต๊ะ ท่ามกลางสายตาเร่งเร้าของต้าหลาง
จากนั้นเขาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง หยิบเอาเงินเหรียญที่กระจัดกระจายออกมากองลงบนโต๊ะ เสียงเหรียญกระทบกันดังกังวาน
ฉินเหยาตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ความคิดแรกที่แล่นเข้าสมองก็คือ พี่น้องไม่กี่คนนี้เหมือนจะร่วมกันรีดไถเงินคุ้มครองจากผู้อื่นเสียแล้ว
นางรีบหยิบกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาตรวจดู มีทั้งหมดสิบห้าแผ่น บนกระดาษเหล่านั้นเป็นลายมือของเอ้อร์หลางที่เรียบร้อยเป็นระเบียบ จดบันทึกไว้ว่ารับเงินมัดจำจากใครบ้าง แต่ละคนจ่ายมาเท่าไร อีกทั้งยังระบุวันส่งมอบสินค้าก่อนเดือนสาม และที่มุมกระดาษแต่ละใบยังมีรอยนิ้วมือที่จุ่มหมึกประทับเอาไว้
ที่แท้ ทั้งหมดนี้ก็คือใบสั่งซื้อที่เขียนด้วยลายมือ! และสินค้าที่ถูกสั่งซื้อนั้นก็คือหีบหนังสือพลังเซียน
ฉินเหยามองเงินเหรียญที่ถูกกองอยู่บนโต๊ะ แล้วหันไปมองเอ้อร์หลางที่ยืนยิ้มแฉ่งอย่างภาคภูมิใจ นางหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “ใช้ได้นี่ หลิวเอ้อร์หลาง! ส่วนแบ่งจากยอดขาย ข้าจะให้เจ้าไม่ขาดไปแม้แต่เหวินเดียว!”
เอ้อร์หลางก็รอคอยคำนี้อยู่นั่นแหละ เขาหัวเราะจนปากแทบฉีก เผยให้เห็นช่องฟันหน้าที่หายไปจนกลายเป็นโพรง แต่ซานหลางกับซื่อเหนียงกลับชี้ให้เขาดู เขาจึงรีบยกมือขึ้นปิดปาก
กระนั้น ดวงตาที่เขามองไปยังพี่ใหญ่และเหล่าพี่น้องก็ยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เห็นหรือไม่เล่า? เขากล่าวแล้วมิใช่หรือว่า ท่านแม่ไม่มีทางตำหนิที่เขานำหีบหนังสือไปขาย
ทว่าความคิดนั้นเพิ่งจะผุดขึ้นในใจ สายตาเย็นเยียบของฉินเหยาก็มองมา นางเอ่ยเตือนว่า “พรุ่งนี้ฝนจะตก”
ทันทีที่ได้ยิน เอ้อร์หลางก็หัวเราะไม่ออกทันที หมึกและกระดาษเป็นของล้ำค่า จะให้เปียกชื้นไม่ได้โดยเด็ดขาด
แต่น่าเสียดายที่เขาขายหีบหนังสือไปแล้ว จึงทำได้เพียงหันไปขอร้องต้าหลางให้ช่วยเก็บตำราให้ตนอีกสักหลายวัน
พี่น้องร่วมสายเลือดก็ยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน ต้าหลางจึงคำนวณค่าเช่าอย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าวว่า “ค่าเช่าวันละสองเหวิน”
เอ้อร์หลางจับจ้องเขาด้วยความคับแค้น ก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วกล่าวว่า “ตกลง!”
ฉินเหยาโบกมือไล่พวกเขาให้ออกจากห้องโถงไปเตรียมอาหารเย็น ด้านในจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง นางรวบรวมเงินเหรียญบนโต๊ะมานับดู ได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน
มีคำสั่งซื้อสิบห้ารายการ แต่ละรายการเก็บเงินมัดจำไว้สิบเหวิน
บนรายการสั่งซื้อยังไม่ได้ระบุราคาสุทธิของหีบหนังสือพลังเซียน แต่หีบหนังสือหีบแรกที่เอ้อร์หลางขายไปนั้นได้ราคาห้าเฉียน คิดว่าคงตั้งราคาขายไว้ที่ห้าเฉียน หรืออาจจะแพงกว่านั้นสักหน่อย บรรดาคุณชายผู้มั่งคั่งเหล่านี้ก็คงยอมจ่ายได้
ช่างไม้หลิวรู้เรื่องต้นทุนของไม้และเวลาในการทำงานดีกว่า ฉินเหยาจึงตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าหลังจากส่งเด็กๆ ไปสำนักศึกษาแล้ว นางจะไปพบเขาเพื่อกำหนดราคาขายให้แน่นอน
นอกจากนี้ หีบหนังสือพลังเซียนรอบนี้ บางทีพวกนางอาจลองเป็นฝ่ายเสนอขายเองดูบ้างก็ได้
สิ่งนี้ขายง่ายกว่ากังหันน้ำมาก เพียงแค่ส่งมอบก็จบ ไม่มีปัญหาต้องตามดูแลภายหลัง ไม่ต้องติดตั้ง แถมค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็ต่ำมาก
แม้ว่าหีบหนังสือแต่ละใบจะทำกำไรได้เพียงสองถึงสามเฉียน แต่ตลาดกว้างกว่า อัตรากำไรก็สูงกว่า
เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าไป๋ซั่นที่เดินทางลงใต้กลับมาแล้วหรือยัง หากสามารถร่วมมือกันได้อีกครั้ง อุตสาหกรรมหลักของหมู่บ้านตระกูลหลิวก็คงจะมั่นคงขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำหีบหนังสือไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการขุดหิน การตัดไม้ปลอดภัยกว่าการขุดหินมาก อีกทั้งนางก็ไม่ต้องนำกลุ่มคนไปเปิดหน้าผาหินด้วยตนเองทุกครั้งอีกด้วย
เช่นนี้นางก็จะสามารถประหยัดเวลาไว้สำหรับทำงานในสวนผักและนาที่ยังค้างอยู่ได้
ตอนนี้เป็นเดือนสองแล้ว อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นทุกวัน ข้าวสาลีที่ปลูกในฤดูหนาวในนาเริ่มถึงเวลาที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ทุกครอบครัวในหมู่บ้านต่างก็ยุ่งอยู่ในทุ่งนา ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยภาพของสตรีที่ขะมักเขม้นทอผ้า สำหรับชาวนาแล้ว เวลาที่จะได้พักตลอดทั้งปีนั้นช่างน้อยจริงๆ
หากโรงงานเล็กๆของนางและช่างไม้หลิวไม่สามารถรับคำสั่งซื้อได้อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านก็จะไม่มาทำงานในโรงงานช่วงฤดูเพาะปลูกที่ยุ่งวุ่นวายเช่นนี้
แม้ว่าค่าจ้างจะสูงกว่าการเพาะปลูก แต่ธัญพืชยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เนื่องจากอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเกษตรขนาดย่อม ผู้คนต่างเพาะปลูกธัญพืชเลี้ยงชีพกันเอง จึงไม่มีอาหารส่วนเกินออกมาจำหน่ายในตลาดมากพอที่จะเลี้ยงดูผู้คนจำนวนมากที่ไม่ทำการเพาะปลูก
เมื่อจำนวนผู้เพาะปลูกลดลง ราคาธัญพืชก็จะปรับตัวสูงขึ้น ถึงตอนนั้น เงินค่าจ้างที่มีอยู่ก็อาจไม่พอซื้ออาหารประทังความหิวได้
ผู้คนในหมู่บ้านล้วนคุ้นชินกับวิถีชีวิตเช่นนี้ แม้จะลำบาก แต่ก็มั่นคง
แต่คนที่ทุกข์ยากที่สุดก็คือฉินเหยา นางพยายามอย่างหนักที่จะปรับตัว แต่ก็ยังไม่อาจเข้ากับพวกเขาได้
ใครเล่าจะชอบทำนาจริงๆ?
สิ่งที่นางชอบก็คือชีวิตชนบทแบบบ้านพักตากอากาศที่มีอินเทอร์เน็ต มีไฟฟ้า มีห้องน้ำ ฝักบัว ชักโครก และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่สะอาดและสะดวกสบาย
ส่วนเงื่อนไขข้อแรกๆนั้นทั้งชีวิตนี้อาจไม่มีวันเป็นจริงได้ อย่างน้อยก็ขอให้ได้แค่ข้อสุดท้ายก็ยังดี
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดทุกคนล้วนอยากเรียนหนังสือและเข้าสอบเคอจวี่
แรงงานเกณฑ์และภาษีของแคว้นเซิ่ง แม้จะดีกว่ายุคราชวงศ์ก่อนมาก แต่สำหรับราษฎรธรรมดาแล้ว แรงกดดันก็ยังหนักหนาอยู่ดี
โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับชาวนาในยุคปัจจุบันซึ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
อย่างน้อยในยุคปัจจุบัน หากไม่สามารถจ่ายภาษีข้าวได้ก็ไม่ถึงกับต้องถูกประหารล้างชั่วโคตร
จริงสิ ยุคปัจจุบันน่ะ ไม่ต้องส่งภาษีข้าวกันแล้วด้วยซ้ำ
“ท่านแม่! ได้เวลากินข้าวแล้ว!”
คู่แฝดวิ่งเข้ามาในบ้านพร้อมชามและตะเกียบ บรรยากาศสดใสร่าเริงของเด็กๆ ดึงฉินเหยาออกจากความหม่นหมองในใจ
นางรวบรวมเงินเหรียญทั้งหมดเข้าด้วยกัน จัดเก็บให้เรียบร้อยแล้วเก็บกวาดโต๊ะให้ว่าง จุดตะเกียงน้ำมัน เตรียมตัวกินข้าว
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางต้มโจ๊กหนึ่งหม้อแล้วผัดผักเขียวอีกหนึ่งจาน กับหมูเค็มหั่นบางอีกหนึ่งจานเป็นกับข้าว ความเค็มหอมของหมูและความสดชื่นของผักเขียว เมื่อนำมาผสมกับโจ๊กขาวร้อนๆ ยิ่งช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ทว่ายังพักไม่ได้ ต้องเตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้าและมื้อกลางวันของวันพรุ่งนี้ เพื่อสะดวกในการนำไปสำนักศึกษา
ต้าหลางคิดจะทำแป้งทอด เขาเลยหมักแป้งไว้ตั้งแต่ตอนทำข้าวเย็น พอกินข้าวเสร็จแล้วพักสักหน่อย เวลาก็พอดี แป้งที่หมักไว้ก็นุ่มฟูสวยงาม
เอ้อร์หลางหั่นหมูเค็มออกมาชิ้นหนึ่ง ล้างให้สะอาดแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นหยิบหน่อไม้ที่ต้มแล้วตากแห้งไว้ใต้ชายคาซึ่งเก็บมาจากภูเขาเมื่อสองวันก่อน เอามาแช่น้ำสักพัก จากนั้นจึงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆผสมเข้ากับหมูเค็ม
สุดท้ายก็นำไส้ที่หอมฉุยนี้ไปห่อในแป้งที่ต้าหลางนวดเสร็จเรียบร้อย แล้วนำลงทอดในกระทะเหล็ก
หากนางเหอมาเห็นวิธีทำเช่นนี้ เกรงว่าคงร้องโวยวายว่าเป็นการสิ้นเปลืองแน่
แต่ฉินเหยาไม่เคยประหยัดเรื่องอาหารการกิน ต้าหลางและสี่พี่น้องจึงค่อยๆคุ้นชินกับรสชาติน้ำมันและเกลือเข้มข้น พวกเขาสนใจเพียงว่าทำอย่างไรให้อาหารอร่อย เรื่องเปลืองน้ำมันอะไรพวกนี้ ตอนนี้แทบไม่ได้ใส่ใจแล้ว
ยามค่ำคืน กลิ่นหอมลอยออกมาจากห้องครัวเป็นระลอก ฉินเหยานอนอยู่บนเตียง ครุ่นคิดเรื่องไร่ข้าวสาลีสิบหมู่ของตนว่าจะเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ดี คิดไปคิดมา กำลังจะผล็อยหลับ ทว่ากลิ่นหอมเย้ายวนก็ทำให้นางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
นางลุกขึ้นเดินมายังหน้าห้องครัว เห็นคนเป็นพี่ทั้งสองคนกำลังลงมือทำอาหาร ส่วนคนน้องสองคนนั้นก็ยืนแนบชิดอยู่ด้านหลัง ชะเง้อคอมองด้วยความสนใจ
ซานหลางน้ำลายแทบจะไหลออกจากปาก เขาสูดซี๊ดกลับเข้าไปแล้วกลืนน้ำลายลงคอ “พี่ใหญ่ พี่รอง หอมมากเลย~”
เอ้อร์หลางคีบแป้งทอดชุดแรกที่ทอดเสร็จแล้วใส่จาน ซานหลางก็ยื่นมือออกไปหมายจะหยิบ แต่กลับถูกพี่ชายตบออกอย่างไร้ปรานี
“เจ้าโง่ เดี๋ยวก็ลวกปากหรอก!” เอ้อร์หลางเอ็ดเสียงเข้ม
ซานหลางทำหน้าเศร้าอย่างน่าสงสาร
สุดท้ายเอ้อร์หลางก็ใจอ่อน ตักแป้งทอดร้อนๆใส่ชามใบเล็กแยกออกมา วางไว้บนเขียง แล้วส่งตะเกียบให้คู่แฝดคนละคู่ พลางกำชับว่า “เป่าให้เย็นก่อนแล้วค่อยกิน เข้าใจหรือไม่”
“อื้มๆ!” เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าหนักแน่นแล้วก็พากันเป่าลมใส่ชาม “ฟู่วๆ~”
พอเป่าให้เย็นลงหน่อยแล้ว ซื่อเหนียงก็แบ่งแป้งทอดออกเป็นชิ้นเล็กๆ ลองชิมกับพี่เล็กก่อน จากนั้นจึงคีบขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วยื่นให้พี่ใหญ่ชิมบ้าง
ต้าหลางกำลังยุ่งอยู่กับงานในมือ พอเห็นก็อ้าปากงับแป้งทอดไส้แน่นเข้าปากทันที แป้งด้านนอกกรอบ ไส้ด้านในเค็มหอม หน่อไม้ซอยสุกกำลังดี กรอบๆกรุบๆ แถมยังมีรสหวานติดปลายลิ้นนิดๆ อร่อยมาก
ทว่าน้ำมันดูจะเยอะไปสักหน่อย ชุดถัดไปคงต้องให้เอ้อร์หลางช่วยสะเด็ดน้ำมันให้ดี ไม่เช่นนั้นพอถึงพรุ่งนี้เมื่อน้ำมันเย็นลง แป้งทอดจะเลี่ยนเกินไปกินไม่อร่อย
ตอนที่ 199: เด็กน้อยมีแววพอจะสั่งสอนได้
สี่พี่น้องยุ่งอยู่ในมุมเล็กๆของห้องครัวอย่างมีความสุข โดยไม่ได้สังเกตเห็นฉินเหยาที่กำลังยืนอยู่นอกเรือนด้วยรอยยิ้มที่ระบายอยู่เต็มใบหน้าเลย
นางเฝ้ามองพวกเขาอย่างเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง อดกลั้นความอยากกินของว่างยามดึก เพราะไม่ต้องการทำลายช่วงเวลาอบอุ่นนี้ ก่อนจะหมุนกายกลับเข้าห้องไป
ยามค่ำคืนล่วงเลยไปจนถึงดึกสงัด ห้องครัวจึงกลับสู่ความเงียบสงบ
ต้าหลางตักแป้งทอดที่ทอดเสร็จแล้วแบ่งใส่กล่องข้าวไม้ของน้องชายและน้องสาวแต่ละคน เปิดฝาไว้ให้เย็นลงก่อนจะใช้ฝาครอบปิด จากนั้นดับไฟในเตา ตรวจสอบประตูหน้าต่างอีกครั้งให้แน่ใจว่าปลอดภัยดีแล้วจึงพาน้องๆไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเข้านอนพร้อมกัน
ไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้านขันตรงเวลา ทำให้ลานบ้านที่เงียบสงบกลับมาคึกคักอีกครั้ง
วันนี้ฝนตกตามคาด เพียงแต่ไม่หนัก เป็นเพียงละอองฝนเล็กละเอียดราวกับเส้นผมที่โปรยปรายลงมา เพียงพกร่มน้ำมันสักคันก็เพียงพอแล้ว
ฉินเหยาขับรถม้าส่งเด็กๆไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ มองดูสารถีมารับพวกเขาไป ถึงค่อยกลับหมู่บ้าน
เมื่อฉินเหยาวางรายการสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนสิบห้าใบที่เอ้อร์หลางนำกลับมาไว้ตรงหน้าช่างไม้หลิว ร่างที่กำลังนั่งยองๆอยู่ของเขาก็ถึงกับกระโดดลุกขึ้น
“สวรรค์! เอ้อร์หลางของบ้านเจ้ากลายเป็นเซียนไปแล้วหรือ” ช่างไม้หลิวเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง อย่าพูดจาเหลวไหล หลิวเอ้อร์หลางผู้นั้นเพียงแค่มีหัวการค้าสูงกว่าผู้อื่นก็เท่านั้น
แต่การที่ถึงขนาดนำหีบหนังสือของตนเองออกไปขายเพื่อหาเงิน นางมิอาจเห็นด้วยกับพฤติกรรมเช่นนี้จริงๆ
ช่างไม้หลิวคำนวณต้นทุนและเวลาที่ใช้ เขาคนเดียวสามารถทำหีบหนังสือได้วันละสองใบ แต่ทั้งหมดนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าไม้ถูกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ที่จริงต้นทุนของไม้ไม่ได้สูงนัก หีบหนังสือพวกนี้ไม่ได้ใช้ไม้ชั้นดีอะไร เป็นเพียงไม้สนที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองจินสือแห่งนี้
มีเพียงคานไม้และล้อไม้อันเล็กเท่านั้นที่ใช้ไม้เนื้อแข็งกว่าจึงมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย
เมื่อคำนวณดูแล้ว ต้นทุนก็ราวๆหนึ่งร้อยแปดสิบถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบเหวินเท่านั้น
พูดมาถึงตรงนี้ ช่างไม้หลิวก็อดทอดถอนใจอีกครั้งไม่ได้ “เอ้อร์หลางบ้านเจ้าช่างสืบทอดความสามารถหลอกล่อผู้คนของพ่อเขามาจริงๆ”
ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ข้าจะถือว่าท่านกำลังชมพ่อลูกคู่นี้ก็แล้วกัน”
ช่างไม้หลิวกล่าวว่า “ห้าเฉียนยังมีคนซื้อ ถ้าอย่างนั้นพวกเรากำหนดราคานี้เลยดีหรือไม่”
ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าว่าน่าจะเพิ่มอีกสักหน่อย สักห้าร้อยแปดสิบแปดเหวินเป็นอย่างไร”
ช่างไม้หลิวคิดในใจว่าเจ้าช่างหัวใสจริงๆ แต่พอนึกถึงมโนธรรมแล้วก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง “แพงไปสักหน่อย ลดลงหน่อยเถอะ เอาสักห้าร้อยหกสิบแปดเหวินดีไหม”
ฉินเหยาพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้!”
ทั้งสองบรรลุข้อตกลงทันทีแล้วเริ่มลงมือทำงาน
แม้ฉินเหยาไม่ถนัดงานไม้ละเอียดมากนัก แต่การเลื่อยไม้ให้เป็นแผ่นนั้นนางยังทำได้ เมื่อช่างไม้หลิวคอยแนะนำ ทั้งสองจึงแบ่งหน้าที่กัน โดยคนหนึ่งเตรียมวัตถุดิบ ส่วนอีกคนสร้างกลไก คานดึงและล้อไม้ สุดท้ายก็ลงสีแล้วประกอบเข้าด้วยกัน
เหลือแค่ขั้นตอนการลงสี ฉินเหยาจึงไปเรียกอวิ๋นเหนียงมา
ตอนแรกอวิ๋นเหนียงไม่อยากมา เพราะที่บ้านต้องเก็บเกี่ยวข้าวสาลี นางต้องทอผ้า ทำอาหาร เลี้ยงลูกและดูแลแปลงผักจึงไม่มีเวลาว่างเลย
ฉินเหยาจึงอ้อนวอนให้นางมาช่วยงานก่อนสักสี่ถึงห้าวัน บอกว่างานนี้ไม่ทำให้เสียเวลามากนัก อีกทั้งจะคิดค่าจ้างตามจำนวนงาน ชิ้นละสิบห้าเหวิน
สิบห้ารายการสั่งซื้อนี้ รวมกันแล้วก็เป็นเงินสองร้อยยี่สิบห้าเหวิน ซึ่งก็คือสองเฉียนกว่า
เงินนั้นสามารถทำให้ผีโม่แป้งได้จริงๆ อวิ๋นเหนียงลังเลอยู่ครึ่งเค่อ สุดท้ายก็อุ้มลูกขึ้นสะพายหลังแล้วไปยังโรงงาน
ตอนนี้ในโรงงานมีคนน้อย ปล่อยให้เด็กเล่นท่อนไม้หรืออะไรไปตามลำพังในลานก็ไม่ต้องกลัวจะชนหรือได้รับบาดเจ็บ
อวิ๋นเหนียงเริ่มทำงานอย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง แม้ในโรงงานจะมีเพียงสามคน แต่บรรยากาศกลับราวมีคนทำงานกันเป็นกลุ่มใหญ่
เวลาส่งของตามรายการสั่งซื้อยังเหลืออีกมาก แต่ฉินเหยาต้องการทำหีบหนังสือพลังเซียนเพิ่มอีกสิบกว่าหีบ เพื่อนำไปทดลองขายในตัวเมือง
อีกทั้งช่วงนี้ในเมืองก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการสอบเคอจวี่แล้ว อีกสองวันก็จะเริ่มการสอบจริงๆ
เดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะทำแค่สี่ถึงห้าวัน แต่พออวิ๋นเหนียงเห็นแผ่นไม้ที่ฉินเหยาตัดออกมากองสูงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจก็กระตุกไปวูบหนึ่ง รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
เป็นไปตามคาด ทำไปจนถึงวันที่ห้า งานยังเหลืออีกครึ่งที่ยังทำไม่เสร็จ เพื่อเงินแล้ว อวิ๋นเหนียงกัดฟันหยิบเงินห้าสิบเหวินออกมา แล้วไปจ้างชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านที่มีที่ดินเพาะปลูกน้อย ให้มาทำงานระยะสั้นแทนห้าวัน จากนั้นจึงกลับไปทำงานต่อ
ในวันที่สิบเดือนสอง อวิ๋นเหนียงที่เหนื่อยจนแขนล้า ในที่สุดก็ทาสีไม้ทั้งหมดที่กองอยู่เสร็จสิ้น
ฉินเหยานับจำนวนดูแล้ว พบว่าทำออกมาได้มากกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย รวมแล้วเป็นวัสดุไม้สำหรับทำหีบหนังสือสี่สิบหีบ
อวิ๋นเหนียงนวดข้อมือที่ปวดเมื่อย นึกหวาดกลัวว่าฉินเหยาจะยังมีงานอื่นให้ลงสีอีกจึงรีบพูดขึ้นว่า
“ข้าต้องกลับบ้านแล้ว หลายวันมานี้ไม่ได้นำอาหารไปส่งให้พ่อสามีเลย แม่สามีแทบจะด่าข้าตายแล้ว”
แม่สามียังบ่นอีกว่า ตอนที่ทำกังหันน้ำครั้งก่อนยังไม่ได้ยุ่งเพียงนี้ ไม่รู้ว่ากำลังยุ่งอะไรอยู่กันแน่ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นแทบไม่เห็นแม้แต่เงา อย่าได้ไปทำเรื่องเหลวไหลอะไรเข้าล่ะ
ครั้งก่อนนั้นตรงกับช่วงว่างหลังฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ที่บ้านไม่มีงานมาก นางยังสามารถกลับบ้านตรงเวลาและนำค่าแรงไปให้ที่บ้านได้อีก งานบ้านก็ไม่ได้หนักนัก แม่สามียังพอทำเองได้ นางย่อมไม่พูดอะไรเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน งานบ้านเล็กๆน้อยๆ ทั้งหมดกองอยู่ที่แม่สามีเพียงคนเดียว นางจะบ่นบ้างก็ไม่แปลก
ฉินเหยาได้ยินอวิ๋นเหนียงพูดเช่นนี้ก็รีบหยิบค่าแรงออกมาให้ เป็นเงินห้าเฉียนก้อนหนึ่ง พร้อมกับพวงเงินเหรียญอีกหนึ่งพวง
หีบไม้สี่สิบใบ ใบละสิบห้าเหวินก็เป็นเงินหกร้อยเหวินพอดี
นี่เพิ่งแปดวันเท่านั้น แต่นางกลับได้เงินเทียบเท่ากับค่าแรงของสองเดือนก่อน ความกังวลบนใบหน้าของอวิ๋นเหนียงจึงสลายไปทันที นางยิ้มออกมา
“ฉินเหนียงจื่อ คราวหน้าหากมีงานเช่นนี้อีกเจ้าต้องเรียกข้าด้วยนะ!” ก่อนจากไป อวิ๋นเหนียงที่แบกลูกชายไว้บนหลังเอ่ยกำชับอย่างยิ้มแย้ม ราวกับว่าความปวดเมื่อยที่ข้อมือของนางหายไปหมดแล้ว
ช่างไม้หลิวหัวเราะออกมา “เห็นเงินก็ตาเป็นประกายจริงๆ”
ฉินเหยายักไหล่เบาๆ ก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ เสน่ห์ของเงินทอง ใครบ้างจะต้านทานได้
หลังจากตากวัสดุไว้สองวัน งานของฉินเหยาก็เสร็จสิ้น นางช่วยช่างไม้หลิวประกอบหีบไม้ทั้งหมด
หีบหนังสือสี่สิบใบที่ลงสีดำและวาดลวดลายสีชมพูขาวถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบบนชั้นในโกดัง ดูแล้วชวนให้ตะลึงไม่น้อย
วันที่สิบสอง ฉินเหยารับเด็กๆกลับบ้าน หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ นางก็ให้เอ้อร์หลางแจ้งเพื่อนร่วมชั้นในวันพรุ่งนี้ว่าให้เตรียมเงินส่วนที่เหลือไว้ล่วงหน้า มะรืนนี้นางจะนำหีบหนังสือไปส่งที่หน้าสำนักศึกษา จ่ายเงินแล้วรับของกันตรงนั้น
“เอ้อร์หลาง เจ้าไปบอกพวกเขาว่า ท่านแม่เห็นแก่ที่พวกเขาเป็นสหายร่วมชั้นเรียนกับเจ้า จึงลดราคาให้ หีบหนังสือพลังเซียนปกติต้องจ่ายหกร้อยหกสิบแปดเหวิน ตอนนี้ลดเหลือเพียงห้าร้อยหกสิบแปดเหวินเท่านั้น”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จำได้หรือไม่”
เอ้อร์หลางหัวเราะฮี่ๆ แล้วรีบพยักหน้าติดกันหลายครั้ง “ท่านแม่วางใจ ข้าจะบอกพวกเขาตามที่ท่านว่ามาทุกคำเลย ให้พวกเขาจดจำหนี้น้ำใจเล็กๆน้อยๆของเราไว้”
ฉินเหยาตบไหล่เล็กๆของเขาอย่างพอใจ “มีแววสั่งสอนได้”
“แต่น้ำใจเล็กน้อยเช่นนี้ไม่มีประโยชน์อันใดนัก ในยามปกติควรทำอย่างไรก็ทำไปตามปกติ หากพยายามเข้าหาโดยที่สถานะมิเท่าเทียมกัน สุดท้ายจะดูเป็นการประจบประแจงไปเสียเปล่าๆ”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเก็บรอยยิ้มและตั้งใจฟังคำสอนของนางอย่างจริงจัง เรียนรู้หลักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
ส่วนซานหลางและซื่อเหนียงยังคงมึนงง ด้วยพวกเขาไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกับต้าหลางและเอ้อร์หลาง แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังเป็นคนละคน
ตอนที่ 199: เด็กน้อยมีแววพอจะสั่งสอนได้
สี่พี่น้องยุ่งอยู่ในมุมเล็กๆของห้องครัวอย่างมีความสุข โดยไม่ได้สังเกตเห็นฉินเหยาที่กำลังยืนอยู่นอกเรือนด้วยรอยยิ้มที่ระบายอยู่เต็มใบหน้าเลย
นางเฝ้ามองพวกเขาอย่างเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง อดกลั้นความอยากกินของว่างยามดึก เพราะไม่ต้องการทำลายช่วงเวลาอบอุ่นนี้ ก่อนจะหมุนกายกลับเข้าห้องไป
ยามค่ำคืนล่วงเลยไปจนถึงดึกสงัด ห้องครัวจึงกลับสู่ความเงียบสงบ
ต้าหลางตักแป้งทอดที่ทอดเสร็จแล้วแบ่งใส่กล่องข้าวไม้ของน้องชายและน้องสาวแต่ละคน เปิดฝาไว้ให้เย็นลงก่อนจะใช้ฝาครอบปิด จากนั้นดับไฟในเตา ตรวจสอบประตูหน้าต่างอีกครั้งให้แน่ใจว่าปลอดภัยดีแล้วจึงพาน้องๆไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเข้านอนพร้อมกัน
ไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้านขันตรงเวลา ทำให้ลานบ้านที่เงียบสงบกลับมาคึกคักอีกครั้ง
วันนี้ฝนตกตามคาด เพียงแต่ไม่หนัก เป็นเพียงละอองฝนเล็กละเอียดราวกับเส้นผมที่โปรยปรายลงมา เพียงพกร่มน้ำมันสักคันก็เพียงพอแล้ว
ฉินเหยาขับรถม้าส่งเด็กๆไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ มองดูสารถีมารับพวกเขาไป ถึงค่อยกลับหมู่บ้าน
เมื่อฉินเหยาวางรายการสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนสิบห้าใบที่เอ้อร์หลางนำกลับมาไว้ตรงหน้าช่างไม้หลิว ร่างที่กำลังนั่งยองๆอยู่ของเขาก็ถึงกับกระโดดลุกขึ้น
“สวรรค์! เอ้อร์หลางของบ้านเจ้ากลายเป็นเซียนไปแล้วหรือ” ช่างไม้หลิวเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง อย่าพูดจาเหลวไหล หลิวเอ้อร์หลางผู้นั้นเพียงแค่มีหัวการค้าสูงกว่าผู้อื่นก็เท่านั้น
แต่การที่ถึงขนาดนำหีบหนังสือของตนเองออกไปขายเพื่อหาเงิน นางมิอาจเห็นด้วยกับพฤติกรรมเช่นนี้จริงๆ
ช่างไม้หลิวคำนวณต้นทุนและเวลาที่ใช้ เขาคนเดียวสามารถทำหีบหนังสือได้วันละสองใบ แต่ทั้งหมดนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าไม้ถูกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ที่จริงต้นทุนของไม้ไม่ได้สูงนัก หีบหนังสือพวกนี้ไม่ได้ใช้ไม้ชั้นดีอะไร เป็นเพียงไม้สนที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองจินสือแห่งนี้
มีเพียงคานไม้และล้อไม้อันเล็กเท่านั้นที่ใช้ไม้เนื้อแข็งกว่าจึงมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย
เมื่อคำนวณดูแล้ว ต้นทุนก็ราวๆหนึ่งร้อยแปดสิบถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบเหวินเท่านั้น
พูดมาถึงตรงนี้ ช่างไม้หลิวก็อดทอดถอนใจอีกครั้งไม่ได้ “เอ้อร์หลางบ้านเจ้าช่างสืบทอดความสามารถหลอกล่อผู้คนของพ่อเขามาจริงๆ”
ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ข้าจะถือว่าท่านกำลังชมพ่อลูกคู่นี้ก็แล้วกัน”
ช่างไม้หลิวกล่าวว่า “ห้าเฉียนยังมีคนซื้อ ถ้าอย่างนั้นพวกเรากำหนดราคานี้เลยดีหรือไม่”
ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าว่าน่าจะเพิ่มอีกสักหน่อย สักห้าร้อยแปดสิบแปดเหวินเป็นอย่างไร”
ช่างไม้หลิวคิดในใจว่าเจ้าช่างหัวใสจริงๆ แต่พอนึกถึงมโนธรรมแล้วก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง “แพงไปสักหน่อย ลดลงหน่อยเถอะ เอาสักห้าร้อยหกสิบแปดเหวินดีไหม”
ฉินเหยาพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้!”
ทั้งสองบรรลุข้อตกลงทันทีแล้วเริ่มลงมือทำงาน
แม้ฉินเหยาไม่ถนัดงานไม้ละเอียดมากนัก แต่การเลื่อยไม้ให้เป็นแผ่นนั้นนางยังทำได้ เมื่อช่างไม้หลิวคอยแนะนำ ทั้งสองจึงแบ่งหน้าที่กัน โดยคนหนึ่งเตรียมวัตถุดิบ ส่วนอีกคนสร้างกลไก คานดึงและล้อไม้ สุดท้ายก็ลงสีแล้วประกอบเข้าด้วยกัน
เหลือแค่ขั้นตอนการลงสี ฉินเหยาจึงไปเรียกอวิ๋นเหนียงมา
ตอนแรกอวิ๋นเหนียงไม่อยากมา เพราะที่บ้านต้องเก็บเกี่ยวข้าวสาลี นางต้องทอผ้า ทำอาหาร เลี้ยงลูกและดูแลแปลงผักจึงไม่มีเวลาว่างเลย
ฉินเหยาจึงอ้อนวอนให้นางมาช่วยงานก่อนสักสี่ถึงห้าวัน บอกว่างานนี้ไม่ทำให้เสียเวลามากนัก อีกทั้งจะคิดค่าจ้างตามจำนวนงาน ชิ้นละสิบห้าเหวิน
สิบห้ารายการสั่งซื้อนี้ รวมกันแล้วก็เป็นเงินสองร้อยยี่สิบห้าเหวิน ซึ่งก็คือสองเฉียนกว่า
เงินนั้นสามารถทำให้ผีโม่แป้งได้จริงๆ อวิ๋นเหนียงลังเลอยู่ครึ่งเค่อ สุดท้ายก็อุ้มลูกขึ้นสะพายหลังแล้วไปยังโรงงาน
ตอนนี้ในโรงงานมีคนน้อย ปล่อยให้เด็กเล่นท่อนไม้หรืออะไรไปตามลำพังในลานก็ไม่ต้องกลัวจะชนหรือได้รับบาดเจ็บ
อวิ๋นเหนียงเริ่มทำงานอย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง แม้ในโรงงานจะมีเพียงสามคน แต่บรรยากาศกลับราวมีคนทำงานกันเป็นกลุ่มใหญ่
เวลาส่งของตามรายการสั่งซื้อยังเหลืออีกมาก แต่ฉินเหยาต้องการทำหีบหนังสือพลังเซียนเพิ่มอีกสิบกว่าหีบ เพื่อนำไปทดลองขายในตัวเมือง
อีกทั้งช่วงนี้ในเมืองก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการสอบเคอจวี่แล้ว อีกสองวันก็จะเริ่มการสอบจริงๆ
เดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะทำแค่สี่ถึงห้าวัน แต่พออวิ๋นเหนียงเห็นแผ่นไม้ที่ฉินเหยาตัดออกมากองสูงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจก็กระตุกไปวูบหนึ่ง รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
เป็นไปตามคาด ทำไปจนถึงวันที่ห้า งานยังเหลืออีกครึ่งที่ยังทำไม่เสร็จ เพื่อเงินแล้ว อวิ๋นเหนียงกัดฟันหยิบเงินห้าสิบเหวินออกมา แล้วไปจ้างชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านที่มีที่ดินเพาะปลูกน้อย ให้มาทำงานระยะสั้นแทนห้าวัน จากนั้นจึงกลับไปทำงานต่อ
ในวันที่สิบเดือนสอง อวิ๋นเหนียงที่เหนื่อยจนแขนล้า ในที่สุดก็ทาสีไม้ทั้งหมดที่กองอยู่เสร็จสิ้น
ฉินเหยานับจำนวนดูแล้ว พบว่าทำออกมาได้มากกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย รวมแล้วเป็นวัสดุไม้สำหรับทำหีบหนังสือสี่สิบหีบ
อวิ๋นเหนียงนวดข้อมือที่ปวดเมื่อย นึกหวาดกลัวว่าฉินเหยาจะยังมีงานอื่นให้ลงสีอีกจึงรีบพูดขึ้นว่า
“ข้าต้องกลับบ้านแล้ว หลายวันมานี้ไม่ได้นำอาหารไปส่งให้พ่อสามีเลย แม่สามีแทบจะด่าข้าตายแล้ว”
แม่สามียังบ่นอีกว่า ตอนที่ทำกังหันน้ำครั้งก่อนยังไม่ได้ยุ่งเพียงนี้ ไม่รู้ว่ากำลังยุ่งอะไรอยู่กันแน่ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นแทบไม่เห็นแม้แต่เงา อย่าได้ไปทำเรื่องเหลวไหลอะไรเข้าล่ะ
ครั้งก่อนนั้นตรงกับช่วงว่างหลังฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ที่บ้านไม่มีงานมาก นางยังสามารถกลับบ้านตรงเวลาและนำค่าแรงไปให้ที่บ้านได้อีก งานบ้านก็ไม่ได้หนักนัก แม่สามียังพอทำเองได้ นางย่อมไม่พูดอะไรเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน งานบ้านเล็กๆน้อยๆ ทั้งหมดกองอยู่ที่แม่สามีเพียงคนเดียว นางจะบ่นบ้างก็ไม่แปลก
ฉินเหยาได้ยินอวิ๋นเหนียงพูดเช่นนี้ก็รีบหยิบค่าแรงออกมาให้ เป็นเงินห้าเฉียนก้อนหนึ่ง พร้อมกับพวงเงินเหรียญอีกหนึ่งพวง
หีบไม้สี่สิบใบ ใบละสิบห้าเหวินก็เป็นเงินหกร้อยเหวินพอดี
นี่เพิ่งแปดวันเท่านั้น แต่นางกลับได้เงินเทียบเท่ากับค่าแรงของสองเดือนก่อน ความกังวลบนใบหน้าของอวิ๋นเหนียงจึงสลายไปทันที นางยิ้มออกมา
“ฉินเหนียงจื่อ คราวหน้าหากมีงานเช่นนี้อีกเจ้าต้องเรียกข้าด้วยนะ!” ก่อนจากไป อวิ๋นเหนียงที่แบกลูกชายไว้บนหลังเอ่ยกำชับอย่างยิ้มแย้ม ราวกับว่าความปวดเมื่อยที่ข้อมือของนางหายไปหมดแล้ว
ช่างไม้หลิวหัวเราะออกมา “เห็นเงินก็ตาเป็นประกายจริงๆ”
ฉินเหยายักไหล่เบาๆ ก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ เสน่ห์ของเงินทอง ใครบ้างจะต้านทานได้
หลังจากตากวัสดุไว้สองวัน งานของฉินเหยาก็เสร็จสิ้น นางช่วยช่างไม้หลิวประกอบหีบไม้ทั้งหมด
หีบหนังสือสี่สิบใบที่ลงสีดำและวาดลวดลายสีชมพูขาวถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบบนชั้นในโกดัง ดูแล้วชวนให้ตะลึงไม่น้อย
วันที่สิบสอง ฉินเหยารับเด็กๆกลับบ้าน หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ นางก็ให้เอ้อร์หลางแจ้งเพื่อนร่วมชั้นในวันพรุ่งนี้ว่าให้เตรียมเงินส่วนที่เหลือไว้ล่วงหน้า มะรืนนี้นางจะนำหีบหนังสือไปส่งที่หน้าสำนักศึกษา จ่ายเงินแล้วรับของกันตรงนั้น
“เอ้อร์หลาง เจ้าไปบอกพวกเขาว่า ท่านแม่เห็นแก่ที่พวกเขาเป็นสหายร่วมชั้นเรียนกับเจ้า จึงลดราคาให้ หีบหนังสือพลังเซียนปกติต้องจ่ายหกร้อยหกสิบแปดเหวิน ตอนนี้ลดเหลือเพียงห้าร้อยหกสิบแปดเหวินเท่านั้น”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จำได้หรือไม่”
เอ้อร์หลางหัวเราะฮี่ๆ แล้วรีบพยักหน้าติดกันหลายครั้ง “ท่านแม่วางใจ ข้าจะบอกพวกเขาตามที่ท่านว่ามาทุกคำเลย ให้พวกเขาจดจำหนี้น้ำใจเล็กๆน้อยๆของเราไว้”
ฉินเหยาตบไหล่เล็กๆของเขาอย่างพอใจ “มีแววสั่งสอนได้”
“แต่น้ำใจเล็กน้อยเช่นนี้ไม่มีประโยชน์อันใดนัก ในยามปกติควรทำอย่างไรก็ทำไปตามปกติ หากพยายามเข้าหาโดยที่สถานะมิเท่าเทียมกัน สุดท้ายจะดูเป็นการประจบประแจงไปเสียเปล่าๆ”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเก็บรอยยิ้มและตั้งใจฟังคำสอนของนางอย่างจริงจัง เรียนรู้หลักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
ส่วนซานหลางและซื่อเหนียงยังคงมึนงง ด้วยพวกเขาไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกับต้าหลางและเอ้อร์หลาง แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังเป็นคนละคน
ตอนที่ 200: ส่งมอบของ
เด็กๆในตระกูลติงจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากเหล่าผู้อาวุโสและญาติผู้ใหญ่ในตระกูลติงโดยเฉพาะ
ส่วนเด็กสามสิบคนที่ได้รับสิทธิ์เข้าเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายนั้น จะได้รับการสั่งสอนเบื้องต้นจากอาจารย์เฉิงในห้องเรียนที่อยู่ด้านข้างของสำนักศึกษา
อาจารย์ติงที่เคยพบกันมาก่อนนั้น จะมาปรากฏตัวบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ดังนั้น สถานการณ์ของสี่พี่น้องจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซานหลางและซื่อเหนียงเน้นการเรียนรู้พื้นฐานเป็นหลัก บรรยากาศการเรียนจึงค่อนข้างผ่อนคลาย
ส่วนบรรยากาศฝั่งต้าหลางและเอ้อร์หลางนั้นกลับเข้มงวดยิ่งนัก เพราะเหล่าเด็กๆตระกูลติงที่เข้าเรียนพร้อมกันนั้นล้วนมีพื้นฐานมาก่อนแล้ว ทำให้บทเรียนที่อาจารย์สอนมีความลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น
ยิ่งไปกว่านั้น จุดประสงค์ของการเรียนคือเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบเคอจวี่ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความจริงจังเคร่งเครียด
โชคดีที่สองพี่น้องเองก็พากเพียรอย่างยิ่ง หลังกลับถึงบ้านก็จุดตะเกียงอ่านหนังสือล่วงหน้า ทบทวนบทเรียนของวันพรุ่งนี้พร้อมกับเสริมความรู้ในส่วนที่ตนเองยังไม่เคยได้เรียนมาก่อน เพื่อเร่งตามให้ทันสหายร่วมชั้น
ในตอนนี้พวกเขาเพิ่งเข้าเรียนจึงยังไม่เห็นความแตกต่างของระดับความรู้มากนัก ขอเพียงเร่งศึกษาชดเชยให้ทันก็พอ
ต้าหลางเป็นคนสุขุมเยือกเย็น ส่วนเอ้อร์หลางก็รู้จักปกปิดความสามารถของตนเอง ทำให้เหล่าลูกหลานตระกูลติงยังไม่ทราบถึงระดับของพวกเขา เวลาที่อยู่ร่วมกันจึงยังถือว่าเป็นไปอย่างราบรื่น
เมื่อพูดคุยกันจบและล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว ห้าแม่ลูกก็กลับเข้าห้องเด็ก ฉินเหยาหยิบตำราเรียนของพวกเขาขึ้นมา ช่วยสอนเสริมให้สี่พี่น้อง
ในช่วงกลางวัน สิ่งใดที่ท่านอาจารย์สอนในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เด็กๆฟังไม่เข้าใจ หรือส่วนที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ตลอดจนเรื่องใดที่สามารถศึกษาล่วงหน้า ฉินเหยาก็ล้วนจัดแจงแบ่งหมวดให้พวกเขาอย่างชัดเจน ชี้แนะให้เรียนรู้ด้วยตนเอง และพยายามแปลความตัวอักษรอันน่าเบื่อเหล่านั้นให้มีชีวิตชีวาขึ้น เพื่อปลุกความสนใจของเด็กๆขึ้นมา
หากปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ดีได้ ต่อไปนางก็ไม่ต้องปวดหัวกับการสอนการบ้านให้เด็กทั้งสี่อีกแล้ว!
นับตั้งแต่เด็กทั้งสี่ไปเรียนหนังสือ ฉินเหยาก็รู้สึกได้ชัดว่าเรี่ยวแรงของตนเริ่มถดถอย
นอนก็ดึก ตื่นก็เช้า ทุกวันยังต้องไปส่งและรับลูกๆ พอกลับถึงบ้านยังต้องเร่งทำหีบหนังสือเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวอีก
วันก่อนออกเดินทางไปส่งหีบหนังสือที่สำนักศึกษาตระกูลติง ฉินเหยาแวะเข้าหมู่บ้านก่อนเพื่อไปขอแรงญาติในตระกูลหลิวสองคนซึ่งที่บ้านเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จให้มาช่วยเกี่ยวข้าวให้
หมู่ละยี่สิบห้าเหวิน ไม่รวมค่าอาหารล้วนมอบหมายให้ทั้งสองทำทั้งหมด
เมื่อเกี่ยวเสร็จ พวกเขาก็ช่วยขนมากองไว้ที่ลานหน้าบ้าน จากนั้นนางจะค่อยๆขนเข้าบ้านเอง
เพื่อป้องกันฝนตก ฉินเหยาได้ให้คนมาช่วยสานเสื่อผึ่งแดดไว้ล่วงหน้าถึงสามผืน ข้าวสาลีที่สองคนนั้นเกี่ยวไว้ก็ใช้เสื่อเหล่านี้คลุมไว้ให้เรียบร้อยก็พอ
โชคดีนักที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุด และในช่วงเก็บเกี่ยวก็หยุดติดต่อกันถึงสามวัน เด็กทั้งสี่จะได้กลับมาช่วยนางฟาดข้าวสาลี
หลังจากจัดการเรื่องในไร่เสร็จ นางก็กินอาหารง่ายๆที่ต้าหลางทำไว้ตั้งแต่เมื่อคืน จากนั้นเร่งบังคับเกวียนวัว ขนหีบหนังสือยี่สิบใบมุ่งหน้าสู่เมืองจินสือ
หีบหนังสือสิบห้าใบนั้นเป็นของที่ลูกค้าสั่งไว้ ส่วนอีกห้าใบ นางตั้งใจจะลองนำไปขายในตัวเมืองดู
เมื่อฉินเหยามาถึงก็เป็นช่วงเที่ยงที่นักเรียนในสำนักศึกษากำลังพักกลางวันพอดี
เอ้อร์หลางกับต้าหลางคาดว่านางน่าจะมาถึงในช่วงเวลานี้ จึงเรียกเหล่าสหายที่สั่งหีบหนังสือไว้ให้ออกมารออยู่หน้าสำนักศึกษาด้วยกัน
ไม่นานนักก็เห็นเกวียนวัวคันหนึ่งค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างมั่นคง สองพี่น้องสบตากันด้วยความยินดี ต้าหลางก้าวไปต้อนรับ ส่วนเอ้อร์หลางก็บอกกับสหายร่วมชั้นว่าหีบหนังสือพลังเซียนของพวกเขามาถึงแล้ว
ฉินเหยาขับเกวียนวัวเข้ามาใกล้ เดิมทีคิดว่าสหายร่วมชั้นเหล่านี้คงเป็นเพียงเด็กอายุประมาณสิบปี คาดไม่ถึงว่าคนที่อายุมากที่สุดกลับดูเหมือนจะอายุสิบแปดสิบเก้าปีแล้ว
เด็กแปดขวบอย่างเอ้อร์หลางกลับเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มนี้
มิน่าเล่า กำลังซื้อจึงมีไม่น้อยเลย ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียนเพียงยี่สิบกว่าคน แต่กลับมีถึงสิบห้าคนที่ซื้อหีบหนังสือพลังเซียน
ฉินเหยาจอดเกวียนวัวไว้ข้างทาง ต้าหลางเดินเข้ามาช่วย นางยิ้มพลางถามว่า “กินข้าวเที่ยงแล้วหรือยัง”
ต้าหลางพยักหน้า “กินแล้วขอรับ พอกินเสร็จก็คาดว่าท่านน่าจะใกล้มาถึงแล้ว เราจึงออกมารอ”
“แล้วซานหลางกับซื่อเหนียงเล่า” ฉินเหยาถามต่อ พลางผูกเชือกวัวไว้กับต้นไม้ข้างทางเพื่อป้องกันอันตราย
ต้าหลางอธิบายว่า “พวกเขากำลังคัดอักษรอยู่ ตอนบ่ายต้องส่งให้ท่านอาจารย์ตรวจ ข้ากับเอ้อร์หลางจึงไม่ได้เรียกพวกเขามา”
อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นปีแรกที่มีราชโองการให้ศึกษาเล่าเรียนได้ ถือว่าเป็นเรื่องดีมากแล้ว การที่ตระกูลติงจะเป็นห่วงว่าคนนอกจะส่งผลกระทบต่อลูกหลานของตนก็สามารถเข้าใจได้
เอ้อร์หลางนำกลุ่มเด็กหนุ่มเดินเข้ามา ฉินเหยาไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงยิ้มให้พวกเขา แล้วหยิบรายการสั่งซื้อออกมา จากนั้นก็ส่งมอบหีบหนังสือพลังเซียนให้แต่ละคนตรวจสอบว่ามีตำหนิหรือไม่
เหล่าเด็กหนุ่มเฝ้ารอมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้รับหีบหนังสือพลังเซียนที่ตนสั่งซื้อ ต่างก็พากันยินดีตื่นเต้น ทันทีที่ได้รับของก็นำไปทดลองใช้ภายใต้คำแนะนำของต้าหลางและเอ้อร์หลาง
ช่างไม้หลิวขัดเงาล้อไม้และที่จับแบบดึงออกจนเรียบลื่นเป็นอย่างยิ่ง การดึงออกและการหมุนจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
หากเป็นถนนที่เรียบดีก็สามารถเข็นไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่บนถนนที่มีหลุมบ่อบ้าง การลากไปก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
แต่แล้วนักเรียนคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “หากมันสามารถสะพายขึ้นบ่าได้เหมือนหีบหนังสือแบบเดิมก็คงจะดี”
ฉินเหยาได้ยินดังนั้นก็นึกขึ้นได้ ใช่แล้ว! เกือบลืมไปเลยว่า สำหรับนักเรียนที่มีอายุมากขึ้น สายสะพายนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
หีบหนังสือพลังเซียน หากเพิ่มสายสะพายที่สามารถถอดเข้าออกได้ ก็คงจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว!
ทว่า หีบหนังสือชุดนี้กำลังจะส่งมอบจึงไม่มีเวลาเพิ่มสายสะพายแล้ว ฉินเหยาคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเสนอความคิดให้กับนักเรียนคนนั้น
“สหายผู้นี้ ความคิดของเจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก เอาเช่นนี้ เจ้าลองกลับไปให้คนในบ้านช่วยทำเชือกตาข่ายขึ้นมาสักผืน มันสามารถใช้คล้องเข้ากับหีบหนังสือได้อย่างง่ายดายมากแล้วผูกสายสะพายให้พอเหมาะ ก็จะสามารถถอดเข้าออกได้ตลอดเวลา หากต้องเดินทางในวันที่ฝนตกหรือทางเฉอะแฉะ ก็สามารถสะพายขึ้นหลังได้”
พูดจบ ฉินเหยาก็หยิบหีบหนังสือจากมือของนักเรียนคนอื่นมาถือไว้ ก่อนจะชี้ไปยังหลุมกลมลึกที่อยู่ด้านบนของหีบหนังสือ
“พวกเจ้าดูตรงนี้ ที่ตรงนี้เอาไว้เสียบด้ามร่ม เวลาฝนตกก็เสียบร่มไว้ตรงนี้ ทั้งคนทั้งหีบหนังสือก็จะไม่เปียกฝน”
เนื่องจากหีบหนังสือนี้ถูกดัดแปลงมาจากแบบดั้งเดิม ช่างไม้หลิวจึงตั้งใจเผื่อที่ไว้สำหรับเสียบร่มตั้งแต่เริ่มออกแบบแล้ว
เมื่อเหล่านักเรียนได้ยินว่านอกจากจะเสียบร่มได้ ยังสามารถออกแบบสายสะพายให้กับหีบหนังสือได้เอง ก็เกิดความรู้สึกตื่นเต้นราวกับได้ครอบครองของพิเศษเฉพาะตนเอง
เมื่อยืนยันว่าหีบหนังสือไม่มีปัญหาใดๆแล้ว นักเรียนแต่ละคนก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อชำระเงินส่วนที่เหลือ
เงินห้าร้อยกว่าเหวินนั้น เพียงพอให้ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งมีห้าชีวิตซื้อเนื้อหมูได้ถึงยี่สิบห้าจิน แต่นักเรียนเหล่านี้กลับจ่ายมันออกมาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ใช้จ่ายกันราวกับซื้อของเล่นสิบเหวินเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่ใช้เงินเหรียญ ส่วนใหญ่ล้วนจ่ายกันด้วยเงินหกเฉียน โชคดีที่ฉินเหยาเตรียมเงินเหรียญไว้เพียงพอสำหรับทอน มิเช่นนั้นคงไม่มีเงินทอนให้แน่
หีบหนังสือพลังเซียนสิบห้าใบถูกส่งออกไป คิดเป็นเงินแปดตำลึงสามเฉียนกับเจ็ดสิบเหวิน
เวลาพักเที่ยงนั้นสั้นนัก พอรับหีบหนังสือเสร็จ นักเรียนแต่ละคนก็หอบหีบหนังสือพลังเซียนกลับเข้าไปด้านในอย่างยินดีทันที
ฉินเหยากำชับต้าหลางและเอ้อร์หลางให้รอตนเองมารับในช่วงบ่าย นางยังต้องไปตั้งแผงที่ตลาดในเมืองอีก
สองพี่น้องตื่นเต้นยินดี รีบรับคำโดยไม่รอช้า
ฉินเหยามองส่งทั้งสองเข้าสำนักศึกษาไปแล้ว จึงควบเกวียนวัวบรรทุกหีบหนังสือที่เหลืออีกห้าใบ มุ่งหน้าไปยังถนนในเมือง
ครั้นผ่านหน้าจวนตระกูลติง นางก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลี้ยวไปยังประตูหลัง เคาะห่วงทองเหลืองบนบานประตู
จางปาผู้คุ้มกันประจำจวนเปิดประตูออกมา พอเห็นว่าเป็นฉินเหยาก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ “ฉินเหนียงจื่อ ท่านมาแล้วหรือ!”
จากนั้นก็รีบเปิดประตูหลังจนสุด ไม่ต้องวิ่งเข้าไปแจ้งผู้ใดก็เชื้อเชิญฉินเหยาให้เข้าไปโดยตรง
จบตอน
Comments
Post a Comment