stepmother ep201-210

ตอนที่ 201: แฟชั่นคือการหมุนเวียนไม่รู้จบ


ฉินเหยาโบกมือ นางขี้เกียจเข้าไปทักทายให้มากความ


“รบกวนเจ้าช่วยนำหีบหนังสือสองใบนี้ไปส่งให้คุณหนูติงด้วย หนึ่งใบสำหรับนาง ส่วนอีกใบสำหรับคุณชายติง เป็นการขอบคุณที่พวกเขาคอยดูแลบุตรทั้งสี่ของข้า”


ฉินเหยาวางหีบหนังสือลง บอกจางปาถึงวิธีเพิ่มสายสะพายของมัน จางปาพยักหน้าบอกว่าจดจำได้แล้ว นางจึงสะบัดแส้หนึ่งครั้ง เกวียนวัวก็จากไปอย่างรวดเร็ว


จางปามองหีบหนังสือสองใบที่อยู่ตรงข้างเท้าด้วยความประหลาดใจ พลางคิดในใจว่า ฉินเหนียงจื่อผู้นี้ช่างสามารถคิดค้นของแปลกใหม่แต่ใช้งานได้ดีออกมาได้เสมอ


ครั้งก่อนนางส่งสบู่ที่สามารถถูให้เกิดฟองขาวได้ มาครั้งนี้ถึงกับให้หีบหนังสือที่สามารถวางลงบนพื้นแล้วผลักหรือลากได้


ด้วยกลัวว่าจะทำให้หีบหนังสือพลังเซียนที่แปลกประหลาดใบนี้เสียหาย จางปาจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ ใช้มือยกมันขึ้นมาใบละข้างแล้วนำไปส่งยังเรือนของคุณหนูติง


เฉียวกูกู โต้วเอ๋อร์และเฉ่าเอ๋อร์ต่างพากันล้อมเข้ามาดูพลางกระซิบกระซาบว่า “หีบหนังสือนี่เหตุใดจึงมีรูปร่างแปลกเช่นนี้? ติดล้อไว้ทั้งสี่มุมอีก แล้วมันใช้ทำอะไรรึ หรือจะหาแพะมาตัวหนึ่งเพื่อให้มันลากเหมือนรถม้า?”


ติงเซียงมองเฉียวกูกูผู้เสนอแนวคิดอัน ‘แยบยล’ นี้ด้วยความเลื่อมใส ความคิดนี้กระทั่งฉินเหยาเองก็มิแน่ว่าจะเคยคาดคิดมาก่อน คนทั่วไปก็ยากที่จะนึกออกเช่นกัน


แต่บนหีบหนังสือนั้นมีที่จับซึ่งชัดเจนว่ามิได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้สัตว์ลากจูง


ติงเซียงจึงถามจางปาว่าฉินเหยาทิ้งวิธีใช้ไว้หรือไม่ จางปาพยักหน้า แต่เขาไม่กล้าแตะต้องของของเจ้านายจึงทำเพียงบอกวิธีให้ ติงเซียงก็ลงมือทำเอง โดยดึงที่จับซึ่งซ่อนไว้ออกมา


โต้วเอ๋อร์ร้อง “อ๊า” ด้วยความตื่นเต้น “คุณหนูเจ้าคะ! หีบหนังสือนี่มีกลไกซ่อนอยู่ด้วย!”


ติงเซียงดวงตาเปล่งประกาย รีบทำตามที่จางปากล่าว ผลักหีบหนังสือพลังเซียนนี้ไปข้างหน้า ล้อไม้ลื่นไหลดียิ่งนัก ผลักได้ง่ายดายแทบไม่ต้องออกแรงเลย


เมื่อลองลากหีบในแนวเฉียงดูก็พบว่าไม่เปลืองแรงแม้แต่น้อย ที่สำคัญเมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วน จะเห็นว่าไม่มีรอยต่อใดๆปรากฏบนตัวหีบ ราวกับเป็นชิ้นเดียวกันโดยธรรมชาติ ฝีมือของช่างที่สร้างมันขึ้นมาช่างประณีตยิ่งนัก


ติงเซียงเล่นอยู่ในลานเรือนเป็นเวลานาน กว่าจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอาหีบหนังสือไปส่งให้พี่ชาย นางจึงรีบหยุดเล่น แล้วสั่งให้เฉียวกูกูช่วยยกหีบของตนไปเก็บไว้ในห้องหนังสืออย่างระมัดระวัง


จากนั้นก็ลากหีบหนังสืออีกใบที่เตรียมไว้ให้ติงซื่อ เดินผ่านทั้งเรือนใหญ่ของตระกูลติง ไปยังห้องหนังสือที่เรือนหน้า


เสียงล้อไม้กลิ้งไปตามพื้นดึงดูดความสนใจของติงซื่อ เขาเหลือบมองออกไปนอกประตูด้วยความสงสัย ก็พบว่าน้องสาวของตนกำลังลากหีบไม้เข้ามาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข


ติงซื่อขมวดคิ้ว นั่นมันอะไรกัน?


ขณะที่ก้าวข้ามธรณีประตู ติงเซียงออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถยกหีบหนังสือที่ค่อนข้างหนักเข้ามาวางในห้องหนังสือได้สำเร็จ จากนั้นก็นั่งลงบนหีบอย่างสบายใจ ก่อนจะใช้ขาสองข้างไถตัวเองเลื่อนลื่นไปตามพื้นด้วยความสนุกสนานพลางหัวเราะร่า


ในห้องหนังสือไม่มีคนนอก นางจึงปล่อยตัวเต็มที่ หมุนตัวอยู่บนหีบหนังสือพลังเซียนหลายรอบ จนกระทั่งมาหยุดตรงหน้าติงซื่อที่มองดูอยู่เงียบๆ


เด็กสาวตบหีบหนังสือใต้ร่างตัวเองเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความลึกลับ “พี่ชาย ท่านว่าหีบนี้คืออะไร?”


ติงซื่อเอ่ยขึ้น “หีบใส่สัมภาระ? หรือว่าฉินเหนียงจื่อเป็นคนให้มาอีกแล้ว?”


ติงเซียงเผยสีหน้าจนใจ “เฮ้อ ปิดบังท่านไม่ได้เลยจริงๆ ท่านเดาถูกแล้ว ฉินเหนียงจื่อเพิ่งส่งมาเมื่อครู่นี้ ให้มาสองใบ พอดีเลยแบ่งกันคนละใบ แต่มิใช่หีบใส่สัมภาระหรอกนะ”


ติงซื่อเริ่มสนใจ ดึงตัวติงเซียงลงจากหีบหนังสือแล้วย่อตัวลงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “นี่คือหีบหนังสือรึ”


ติงเซียงพยักหน้า ในที่สุดก็ตอบถูก นางจึงบอกวิธีเพิ่มสายสะพายที่จางปาเพิ่งบอกกับตนแก่พี่ชาย


เดิมทีติงซื่อรู้สึกว่ามันใช้งานไม่ได้เพราะสะพายไม่ได้ ออกจะดูไร้ประโยชน์อยู่บ้าง แต่พอได้ฟังคำอธิบายของติงเซียงก็พลันรู้สึกถูกอกถูกใจขึ้นมา


ปกติแล้วที่สำนักศึกษาและในตัวเมืองล้วนปูพื้นด้วยศิลาเขียว การลากหรือเข็นจึงสะดวก แต่หากออกนอกเมือง พบเจอเส้นทางขรุขระ การสะพายย่อมสบายมากกว่า


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอย่างไรหีบแบบนี้ก็สะดวกและดูดีกว่าหีบแบบใช้ถือมือหรือหีบรุ่นเก่าๆ ที่เคยใช้มาอย่างเห็นได้ชัด


ติงซื่อทดลองดึงคันจับเข้าออกไปมาพบว่าสามารถหดเข้าออกได้อย่างราบรื่นไม่มีติดขัด ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงนั่งยองๆ สำรวจหีบหนังสืออยู่พักใหญ่


“จริงสิเจ้าคะ พี่ใหญ่” เมื่อหายตื่นเต้น ติงเซียงถึงนึกเรื่องสำคัญได้ นางจึงลองถามว่า “รายชื่อผู้สอบรอบแรกของในเมือง ประกาศออกมาแล้วหรือยังเจ้าคะ”


ติงซื่อพยักหน้า จากนั้นสั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายตนนำหีบหนังสือพลังเซียนไปให้ช่างปักที่บ้าน เพื่อช่วยทำสายสะพายสวยๆที่เข้ากันให้


มองส่งเด็กรับใช้ข้างกายไปจนลับสายตาแล้วจึงหันกลับมามองติงเซียง “เจ้าคงอยากถามผลสอบของหลิวจี้แทนฉินเหนียงจื่อกระมัง”


ติงเซียงหัวเราะแห้งๆ เอ่ยป้อยอว่า “ไม่มีสิ่งใดปิดบังพี่ใหญ่ได้เลยจริงๆ”


ติงซื่อมองไปยังแปลงดอกไม้ที่ต้นอ่อนเพิ่งแทงยอดพ้นดิน พลางจุ๊ปาก ทำเอาติงเซียงใจหายวาบ รีบถามอย่างร้อนรนว่า “หรือว่าหลิวจี้จะสอบไม่ติด?”


“ก็ไม่ใช่เช่นนั้น” ติงซื่อไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ได้แต่พูดตามตัวอักษรว่า “ติดแล้ว แต่ก็ยังไม่ถือว่าติดเต็มตัว”


ติงเซียงฟังแล้วมึนงง นี่ตกลงว่าติดหรือไม่ติดกันแน่เล่า


ติงซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าว “พูดได้เพียงว่าเขาโชคไม่ดีเท่าไหร่นัก”


ติงเซียง หา?


……


ฉินเหยาลากหีบหนังสือพลังเซียนที่เหลืออีกสามใบมาที่ถนนของตลาดในเมืองเล็กแห่งนี้


วันนี้เป็นวันที่มีตลาดนัดขนาดเล็ก ตามปกติผู้คนมักจะหลั่งไหลมามาก แต่ตอนนี้ดันตรงกับช่วงสำคัญของการเกี่ยวข้าวสาลี ผู้คนส่วนมากจึงมัวแต่ยุ่งกับงานในทุ่งนา คนที่มาจับจ่ายจึงมีน้อยกว่าปกติมาก


ฉินเหยาจอดเกวียนไว้หน้าร้านบะหมี่ ร้านนี้รสชาติเป็นเลิศ แต่ปกติจะไม่เปิดทุกวัน มีเพียงวันที่ตลาดนัดเปิดเท่านั้นถึงจะตั้งร้าน หากอยากกินก็ต้องรีบมาในจังหวะที่ดีจริงๆ


นางสั่งบะหมี่สามชามแล้วขนหีบหนังสือจากเกวียนมาวางไว้ข้างประตูร้าน ขณะที่ผู้คนเข้าออกอย่างอย่างต่อเนื่อง ฉินเหยาก็กินไปพร้อมกับตะโกนขายไปด้วย ทำให้มีคนไม่น้อยที่เดินเข้ามาสอบถามราคา


แต่พอได้ยินว่าราคาสูงถึงห้าร้อยแปดสิบแปดเหวิน ทุกคนก็พร้อมใจกันสูดลมหายใจเย็นเยียบ ก่อนจะโบกมือปฏิเสธแล้วจากไป


ในเมืองจินสือก็มีบ้านของบัณฑิตอยู่หลายหลัง ฉินเหยาเห็นว่าขายที่ร้านบะหมี่ไม่ออก หลังจากกินเสร็จจึงหอบหีบหนังสือไปเร่ขายแถวหน้าบ้านของบัณฑิตเหล่านั้นแทน


หีบหนังสือพลังเซียนเป็นของที่พวกคนยากจนมองว่าแพงและไร้ประโยชน์ แต่สำหรับคนมีเงินแล้ว นับว่าเป็นของน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกลไกเลื่อนเข้าออกที่ทำให้ใครเห็นก็เป็นต้องตื่นตา


ในที่สุด ฉินเหยาก็ขายหีบหนังสือพลังเซียนทั้งสามใบออกไปได้สำเร็จ แม้จะต้องลดราคาเหลือห้าร้อยหกสิบแปดเหวินก็ตาม


หลังจากได้รับการตอบรับจากตลาดในรอบนี้ ฉินเหยาจึงตัดสินใจกลับไปหาช่างไม้หลิวเพื่อปรับปรุงหีบหนังสือพลังเซียนให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม


สายสะพายไหล่เป็นที่ต้องการอย่างมาก เดิมทีนางเพียงคิดถึงความสะดวกสบายของเด็กๆจนเกือบมองข้ามไปว่ากลุ่มบัณฑิตที่มีจำนวนมากที่สุดนั้น แท้จริงแล้วเป็นบุรุษวัยผู้ใหญ่เสียส่วนใหญ่


พวกเขามีเรี่ยวแรงมากกว่าเด็ก การแบกหีบหนังสือหนึ่งใบย่อมไม่ใช่ปัญหา อีกทั้งหลายคนยังมีเด็กรับใช้ข้างกายด้วย เรื่องประหยัดแรงจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือความพิเศษและเอกลักษณ์


เมื่อได้รับข้อมูลสำคัญนี้ ฉินเหยารู้สึกว่า การออกแบบหีบหนังสือยังสามารถพัฒนาไปในแนวทางของการปรับแต่งให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลได้


เช่นการเพิ่มเครื่องประดับตกแต่งให้กับหีบหนังสือ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มช่องสำหรับติดตั้งตัวคล้อง เพื่อให้สะดวกต่อการติดตั้งสายสะพายและแขวนเครื่องประดับต่างๆ


คิดมาถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ แท้จริงแล้วแฟชั่นก็คือการหมุนเวียนไปไม่รู้จบ


เครื่องประดับมากมายเหล่านี้ แท้จริงไม่ต่างจากของประดับจุกจิกบนกระเป๋านักเรียนในยุคปัจจุบันแม้แต่น้อย!


ตอนที่ 202: ภัยจากแมลงศัตรูพืช


ในมือพกเงินสิบตำลึงสองเฉียนที่ได้จากการขายของในวันนี้ ฉินเหยาก็ขับเกวียนวัวพาเด็กๆทั้งห้าคนที่เพิ่งเลิกเรียนกลับสู่หมู่บ้านตระกูลหลิว


เกวียนวัวของนางเร็วกว่าเกวียนที่สารถีขับอยู่มาก เมื่อนางมาถึงหมู่บ้าน พระอาทิตย์ยามเย็นยังคงแขวนอยู่บนขอบฟ้า ทุ่งนาเต็มไปด้วยร่างของชาวบ้านที่กำลังวุ่นวายกับงาน


ฉินเหยาหยุดเกวียนวัวที่หน้าประตูโรงงาน ปล่อยให้เด็กทั้งห้ากลับบ้านไปก่อน ส่วนนางจะตามไปทีหลัง


นางต้องการไปสะสางบัญชีที่ได้รับในวันนี้กับช่างไม้หลิว พร้อมกันนั้นจะพูดคุยถึงรายละเอียดการปรับปรุงหีบหนังสือให้ดีขึ้นด้วย


ต้าหลางกับพวกตอบรับอย่างว่าง่าย ต่างคนต่างลากหีบหนังสือของตนกลับบ้านไปก่อน


จินเป่าแบกตะกร้าใส่หนังสือของตนเดินอยู่ด้านหลังสุดข้างๆคือเอ้อร์หลางซึ่งเดินมือเปล่า เขามองดูคนสามคนด้านหน้าซึ่งลากหีบหนังสือของตน ในดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา


เอ้อร์หลางนั้นเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเอง แต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานฉินเหยาคงจะให้ส่วนแบ่งยอดขายกับเขา อารมณ์ของเขาจึงถือว่ายังดีอยู่


แต่จินเป่านั้นไม่เหมือนกัน เขาอิจฉาจริงๆ แต่ก็รู้ดีว่าหีบหนังสือพลังเซียนของอาสะใภ้สามใบหนึ่งนั้นราคาตั้งห้าร้อยกว่าเหวิน ท่านพ่อท่านแม่ของเขาคงไม่ยอมซื้อให้แน่จึงได้แต่คิดในใจเท่านั้น


หรือบางที จะลองไปขอให้อาสะใภ้สามขายให้ในราคาทุนดี?


คิดได้ดังนั้น จินเป่าก็อดใจไม่อยู่ รีบบอกเอ้อร์หลางว่า “ข้ากลับบ้านก่อนนะ!”


พูดจบก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ท่าทางร้อนใจเสียจนเอ้อร์หลางมองตามด้วยความสงสัย “เขาจะรีบไปไหนกัน”


ต้าหลางที่มองออกตั้งแต่ต้นกล่าวว่า “คงไปหาท่านป้าใหญ่กับท่านลุงใหญ่ให้ซื้อหีบหนังสือพลังเซียนให้กระมัง”


เอ้อร์หลางขานรับเสียงหนึ่ง แต่ก็แอบเสียดายเล็กน้อย “เขาน่าจะมาซื้อกับข้ามากกว่า”


ต้าหลางด่าเขาว่าคิดแต่จะหาเงินจนเสียสติไปแล้ว เงินใครก็จะเอาทั้งหมด ก่อนเตือนน้องชายให้เพลาๆ ลงบ้าง


“น้ำปุ๋ยดีๆ ไม่ควรปล่อยให้ไหลลงสู่ไร่นาผู้อื่นนี่” เอ้อร์หลางตอบเสียงอ้อมแอ้ม ไม่ได้คิดว่าความคิดเช่นนี้ของตนนั้นมันผิดตรงไหน


แต่กระนั้น ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ความสัมพันธ์ในครอบครัวย่อมต้องคำนึงถึงบ้าง เอ้อร์หลางจึงปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรอีก


ต้าหลางถลึงตาใส่เขา ก่อนจะเร่งซานหลางและซื่อเหนียงที่มัวแต่เล่นอยู่ริมทางให้เดินเร็วยิ่งขึ้น งานบ้านหลายวันยังค้างคาอยู่ ต้องรีบทำให้เสร็จในช่วงวันหยุดนี้


เสื้อผ้า ถุงเท้าที่สกปรกต้องซักให้หมด ลานบ้านกับในบ้านก็ต้องกวาดเช็ดให้สะอาดสะอ้าน ถ้าพอมีเวลาเหลือยังต้องจูงหล่าหวงไปปล่อยที่ริมแม่น้ำ ให้มันได้อาบน้ำแล้วกินหญ้าอ่อนๆ


อ้อ แล้วก็ยังมีคอกไก่ที่ต้องทำความสะอาดอีก หากปล่อยให้น้าเหยาทำคนเดียว เกรงว่าคงเหนื่อยจนตายแน่


ต้าหลางคิดเรื่องงานอยู่เต็มหัว ทว่าน้องสามคนกลับมิได้คิดไกลถึงเพียงนั้น แม้พี่ใหญ่จะเร่งเร้า แต่ระหว่างทางก็ยังอดไม่ได้ที่จะถูกสิ่งต่างๆดึงดูดสายตา กว่าจะถึงเรือนก็เชื่องช้าเสียเหลือเกิน


ฝ่ายฉินเหยา เมื่อผูกเกวียนวัวให้เรียบร้อยแล้วก็เรียกช่างไม้หลิวออกมา จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันคำนวณบัญชี


ครั้งนี้ นางนำเงินกลับมาสิบตำลึงกับอีกสองร้อยยี่สิบสี่เหวิน เมื่อหักต้นทุนแล้ว กำไรสุทธิอยู่ที่หกตำลึงกับอีกห้าร้อยสิบหกเหวิน


ส่วนค่าตอบแทนของเอ้อร์หลาง ฉินเหยาเองก็มิได้ลืม คิดให้หีบละหกเหวิน สิบห้าหีบก็เป็นเงินเก้าสิบเหวินพอดี


เมื่อหักเก้าสิบเหวินออกไป ทั้งสองก็แบ่งเงินกันคนละครึ่ง ตกเป็นเงินสามตำลึงกับอีกสองร้อยสิบสามเหวินต่อคน


นอกจากนี้ ยังมีหีบหนังสือสองใบที่ฉินเหยาให้ตระกูลติงไปเพื่อเป็นน้ำใจ ดังนั้นนางจึงรับเงินมาเพียงสามตำลึงถ้วน


ในตอนแรกช่างไม้หลิวไม่อยากรับเงินส่วนนี้ แต่เมื่อเห็นฉินเหยายืนกรานอย่างหนักแน่น สุดท้ายก็ได้แต่รับไว้ตามนั้น


คำนวณบัญชีกันอย่างชัดเจน จะเป็นผลดีต่อความร่วมมือในระยะยาว


เมื่อได้รับเงิน ทั้งสองต่างก็ยินดี พวกเขาพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับปรุงหีบหนังสือต่อไป


เมื่อพูดคุยตกลงกันเรียบร้อย ฉินเหยากับช่างไม้หลิวกำลังจะกลับบ้านก็เห็นจินเป่าจูงมือนางเหอวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง “อาสะใภ้สาม ข้าจะซื้อหีบหนังสือขอรับ!”


นางเหอเดินตามมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด “เจ้าตัวแสบนี่ ตาร้อนอยากได้หีบหนังสือพลังเซียนของต้าหลางบ้านเจ้า นอนกลิ้งอาละวาดอยู่ในบ้านค่อนวัน ข้าจะโมโหตายอยู่แล้ว!”


เมื่อเห็นคู่แม่ลูกปรากฏตัว ฉินเหยาก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย จึงบอกให้ช่างไม้หลิวกลับไปก่อน ส่วนตนเองพาสองแม่ลูกเดินเข้าไปยังคลังเก็บของ ให้จินเป่าเลือกหีบหนังสือด้วยตัวเอง


มองดูลูกชายร้องลั่นวิ่งเข้าไปเลือกหีบอย่างตื่นเต้น นางเหอก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆอย่างปลดปลง จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาด้วยความรู้สึกลังเลแกมวิตกกังวล


ยังไม่ทันที่นางจะพูด ฉินเหยาก็กล่าวขึ้นก่อนว่า “ข้าคิดสองร้อยเหวินก็พอ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นของที่ข้ากับช่างไม้หลิวทำร่วมกัน ต้องเก็บทุนคืนไว้นิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงอธิบายได้ยาก”


นางเหออุทานออกมาด้วยความยินดี คิดไม่ถึงว่าฉินเหยาจะลดราคาให้มากถึงเพียงนี้ นางถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ในใจก็รู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย


“ชะ…เช่นนั้น ข้าขอขอบคุณอาสะใภ้สามแทนจินเป่าด้วยนะ” นางเหอหยิบเงินสองพวงออกมาจากถุงเงินแล้วยื่นให้ฉินเหยา ได้ส่วนลดไปตั้งสามร้อยกว่าเหวิน นางรู้สึกเกรงใจไม่น้อย


ฉินเหยารับเงินไว้แล้วยิ้มบางๆ พลางส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไร พวกเราครอบครัวเดียวกัน”


“ใช่ๆๆ ครอบครัวเดียวกันช่างดีจริงๆ” นางเหอกล่าวสนับสนุน


แม้ว่าหีบหนังสือแต่ละใบจะหน้าตาคล้ายกันหมด แต่จินเป่าก็ยังคงตั้งใจเลือกอย่างพิถีพิถัน สุดท้ายเลือกเอาใบที่เขาคิดว่าพิเศษที่สุดออกมา เพราะหักใจลากไม่ได้จึงกอดเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเลยตลอดทาง


สามคนยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนเก่าเตรียมจะแยกจากกัน นางเหอชวนฉินเหยาให้เข้าไปทานข้าวในบ้านอย่างกระตือรือร้น แต่ฉินเหยาปฏิเสธ เพราะยังต้องกลับไปดูข้าวสาลีที่เกี่ยวไว้ว่าเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้างแล้ว


เมื่อพูดถึงข้าวสาลี รอยยิ้มของนางเหอก็จางลง คิ้วขมวดเบาๆ ก่อนจะส่ายหัวแล้วกล่าวว่า


“ปีนี้ข้าวสาลีหลายแปลงโดนแมลงลง เจริญงอกงามได้ไม่ดีนัก ได้ยินว่าแถวเชิงเขานั่น แทบไม่เหลืออะไรเลย เสียหายหมด ไม่มีผลผลิตสักนิดเดียว”


แต่กลัวฉินเหยาจะเป็นห่วงมากไป นางเหอจึงรีบเสริมว่า “แต่ที่ดินของหลิวต้าฝูที่อยู่ติดแม่น้ำไม่เป็นอะไร ที่นาสิบหมู่ของเจ้าก็น่าจะปลอดภัยเช่นกัน”


หัวใจของฉินเหยากระตุกวูบ “แมลงระบาดหนักขนาดนั้นเลยหรือ”


นางเหอถอนหายใจ “ดูแล้วไม่น่าจะดีนัก แต่ทุกๆหลายปีก็ต้องเจอแบบนี้สักครั้ง ยังดีที่ครอบครัวเรามีข้าวที่เก็บไว้จากปีที่แล้วอยู่จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่”


ทว่าสำหรับพวกญาติในตระกูล ที่ขายข้าวส่วนเกินไปหมดตั้งแต่ปีก่อนเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าแรงงานเกณฑ์ ปีนี้จะรอดไปถึงฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงหรือไม่ก็ยังพูดยาก


ช่วงหลายวันมานี้ฉินเหยามัวแต่วุ่นอยู่กับการทำหีบหนังสือที่โรงงานจึงไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้


ขณะเดินกลับบ้านผ่านเส้นทางริมแม่น้ำ นางมองเห็นฟางข้าวที่ตั้งเรียงกันเป็นกองๆตามขอบนา มันมีสีดำคล้ำและเต็มไปด้วยรอยแมลงกัดกินจึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่นางเหอพูดนั้นยังถือว่าเบานัก


ไร่ข้าวสาลีของหมู่บ้านที่อยู่ติดเชิงเขาส่วนใหญ่ต่างก็โดนแมลงศัตรูพืชกินเสียจนหมด เจ้าพวกนี้เพียงแค่เกาะลงจุดหนึ่งก็ลุกลามทั้งผืนนา ที่ดินของใครที่กระจายเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยยังพอรักษาไว้ได้บ้าง แต่ไร่ที่เชื่อมติดกันเป็นผืนใหญ่กลับเสียหายอย่างหนักหนาสาหัส


ฉินเหยาหยิบรวงข้าวขึ้นมากำหนึ่ง เมื่อบีบก็พบว่าเป็นเปลือกกลวงไม่มีเนื้อ เมล็ดข้าวด้านในถูกแมลงกัดกินจนเกลี้ยง เหลือเพียงฝุ่นสีเทาร่วงลงเต็มมือ


ในท้องนา มีชาวนาบางคนเริ่มกวาดฟางข้าวที่เสียแล้วมากองรวมกันแล้วจุดไฟเผาทิ้ง หวังว่าไฟร้อนแรงจะช่วยฆ่าแมลงให้หมด เพื่อไม่ให้กระทบถึงฤดูเพาะปลูกถัดไป


เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เหล่าชาวนาก็ได้แต่ตั้งใจดูแลพืชผลรุ่นถัดไปให้ดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีปัญหา


ในใจก็คิดว่า เพียงกัดฟันอดทนไว้ ขอแค่ผ่านพ้นไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็พอ


ฉินเหยากลับถึงบ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ลานหน้าบ้านเต็มไปด้วยฟ่อนข้าวที่คนงานรับจ้างสองคนช่วยเกี่ยวกลับมา


สองคนนี้เกี่ยวข้าวมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลืออีกหน่อยพรุ่งนี้ใช้เวลาครึ่งวันก็จะเกี่ยวเสร็จ


อาศัยแสงสุดท้ายของอาทิตย์ยามอัสดง ฉินเหยาตรวจดูข้าวสาลีของบ้านตน พบว่ามีจุดดำไม่น้อย หัวรวงข้าวดูเหมือนจะอวบอิ่ม แต่พอจับดูกลับกลวงไปเกินครึ่ง ใจของนางพลันหนักอึ้งทันที


ซื่อเหนียงตะโกนเรียกมาจากในลานบ้าน “ท่านแม่ กินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ!”


ฉินเหยาปัดเศษเปลือกข้าวออกจากมือ ลุกขึ้นแล้วขานรับ “มาแล้ว มาแล้ว


นางเก็บความวิตกทั้งหมดไว้ในใจ ยิ้มน้อยๆแล้วเดินเข้าบ้านไป ล้างมือเตรียมกินข้าว


หลังมื้อเย็นสิ้นสุดลง ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นนอกลานบ้าน ใบหูของฉินเหยาขยับเล็กน้อยแล้วหันไปมองที่ประตูใหญ่


หลิวจี้ซึ่งควรจะอยู่ที่ตัวอำเภอเพื่อรอผลสอบ กลับสะพายห่อสัมภาระเดินทางกลับมาในสภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่น


ตอนที่ 203: การสอบรอบสอง


เมื่อเห็นผู้มาหอบหายใจเดินเข้ามาในลานบ้าน คู่แฝดก็ร้องเรียกเสียงดังอย่างดีใจว่า “ท่านพ่อ!”


ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากัน แอบตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าท่านพ่อสอบผ่านรอบแรกหรือยัง


สองพี่น้อง คนหนึ่งก้าวไปรับห่อสัมภาระจากหลิวจี้ อีกคนรีบไปที่ห้องครัวนำชามและตะเกียบเข้ามาในห้องโถง


กับข้าวยังมีเหลืออยู่บ้าง ส่วนข้าวนั้นเพราะวันนี้ฉินเหยากินน้อยจึงเหลืออีกหนึ่งชาม เพียงพอให้หลิวจี้กินอิ่ม


หลิวจี้รีบร้อนเดินทางกลับบ้าน หิวจนแทบคลั่งแล้ว เขาเพียงฝืนยิ้มให้ฉินเหยาคราหนึ่ง แล้วรีบล้างมือลวกๆ ก่อนจะรับอาหารที่ต้าหลางยื่นให้ นั่งลงที่โต๊ะแล้วกินอย่างหิวโหย


ฉินเหยารอจนเขากินเสร็จ ถึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า “ผลสอบรอบแรกออกแล้วหรือยัง”


หลิวจี้รับผ้าเช็ดหน้าที่ซื่อเหนียงบุตรสาวยื่นให้ เช็ดปากคราหนึ่งแล้วสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นเรอเสียงดัง “เอิ๊ก” ออกมาหนึ่งทีจึงค่อยพยักหน้าตอบ


ห้าแม่ลูกจึงเข้ามาล้อมรอบตัวเขาไว้ กลั้นหายใจรอฟังผลที่เขาจะบอก


หลิวจี้จึงถามฉินเหยาว่า “มีข่าวดีหนึ่งเรื่อง ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง พวกเจ้าอยากฟังข่าวไหนก่อนเล่า”


ฉินเหยาได้ยินดังนี้ก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี รีบตอบว่า “ข่าวดีก่อน”


หลิวจี้หัวเราะฮี่ๆ “ข้าสอบผ่านรอบแรกแล้ว”


ห้าแม่ลูกดวงตาพลันเปล่งประกาย ทั้งยินดีทั้งตกใจ คาดไม่ถึงว่าเขาจะสอบผ่านจริงๆ


ฉินเหยายังไม่ลืมว่ามีข่าวร้ายอีกข่าวจึงข่มความดีใจลง ถามอย่างหยั่งเชิงไปว่า “แล้วข่าวร้ายเล่า”


หลิวจี้ถอนหายใจอย่างโศกเศร้า “ยังต้องสอบรอบสองอีก”


ตอนนี้เขาได้แต่เสียใจที่ก่อนเข้าห้องสอบไม่ได้ซื้อยันต์เหลืองพกติดตัวไว้ มิฉะนั้นคงไม่ซวยถึงเพียงนี้!


ห้าแม่ลูกต่างพากันสงสัย รีบถามพร้อมกันว่า “การสอบรอบสองหรือ”


หลิวจี้พยักหน้าด้วยสีหน้าหนักอึ้ง เรื่องนี้หากเล่าคงยาวนัก เขาจึงเล่าอย่างสั้นๆ


การสอบรอบแรกเขาอาศัยเส้นสายจัดการได้ ทั้งที่นั่งและสหายข้างเคียงจึงล้วนถูกจัดให้อย่างดี อีกทั้งการคุมสอบรอบแรกก็ไม่ได้เคร่งครัดนัก เขาจึงพอจะลากสังขารผ่านพ้นไปได้ หลิวจี้มิได้รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย


แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า รายชื่อสอบผ่านเพิ่งประกาศออกมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กลับมีผู้ไปร้องเรียนว่าการสอบรอบแรกมีผู้ทุจริต ไม่พอใจผลสอบ ทางการจึงประกาศยกเลิกผลสอบที่ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ และกำหนดให้มีการสอบรอบสองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง


เหล่าบัณฑิตที่มีรายชื่อสอบผ่านล้วนต้องเข้ารับการทดสอบอีกครั้ง ผลสุดท้ายจะอิงตามผลการสอบรอบสองนี้เท่านั้น


เมื่อฉินเหยาได้ฟังเหตุการณ์ทั้งหมดจนกระจ่างแจ้ง กลับไม่รู้ควรแสดงสีหน้าอย่างไรต่อหน้าหลิวจี้ เจ้าคนดวงตกผู้นี้ดี


สุดท้ายนางก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรม เอ่ยถามเขาว่า “การสอบรอบสองจัดขึ้นวันใด”


หลิวจี้มีสีหน้าขมขื่นเอ่ยตอบ “มะเรื่องนี้”


เวลาน้อยถึงเพียงนี้ อย่าว่าแต่เตรียมตัวเลย เกรงว่าแทบจะเป็นการไล่เป็ดขึ้นคอนแล้ว


ฉินเหยาถอนหายใจคราหนึ่งแล้วลุกขึ้นกล่าวว่า “ดีมาก เช่นนั้นครอบครัวเรามาช่วยกันฟาดข้าวสาลีให้เสร็จก่อนเถิด!”


หลิวจี้ “!!!”


เด็กทั้งสี่เห็นแม่เลี้ยงมีท่าทางนิ่งสงบเช่นนี้ จิตใจที่เดิมปั่นป่วนกลับค่อยๆสงบลงโดยไม่ทราบสาเหตุ จากนั้นครอบครัวหกชีวิตจึงเริ่มลงมือช่วยกันฟาดข้าวสาลีอย่างยากลำบาก


ฉินเหยาขนหินโม่ขนาดใหญ่มา กลิ้งทับไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า


คู่แฝดรับหน้าที่คอยเก็บฟางที่ถูกทับจนเรียบร้อยแล้วออกไป


ต้าหลางและเอ้อร์หลางคอยกวาดเมล็ดข้าวสาลีที่ร่วงหล่นลงใส่ตะกร้า


สุดท้ายหลิวจี้ก็ใช้ตะแกรงร่อนแยกเมล็ดข้าวออกจากเศษฟางอย่างละเอียด แล้วนำไปเทลงบนเสื่อไม้ไผ่เพื่อผึ่งแดดให้แห้งสนิท


เพียงสองวันข้าวสาลีก็ถูกคนงานชั่วคราวสองคนเก็บเกี่ยวจนหมด ฉินเหยาจ่ายค่าจ้างให้พวกเขา พื้นที่หนึ่งหมู่คิดเงินยี่สิบห้าเหวิน รวมทั้งหมดจึงเท่ากับสองร้อยห้าสิบเหวิน


เงินสองเฉียนกว่าเชียวนะ หลิวจี้มองแล้วก็อดรู้สึกปวดใจมิได้ แต่พอนึกถึงแรงกายที่ประหยัดลงไปได้ หลังจากคนงานทั้งสองจากไปแล้ว เขาก็รีบยกนิ้วโป้งกล่าวประจบฉินเหยาทันทีว่า เมียจ๋าทำได้เยี่ยมมาก!


หลิวจี้กลับมาอย่างกะทันหัน ชาวบ้านก็ต่างพากันมาถามอย่างอยากรู้อยากเห็นว่าเขาสอบผ่านหรือไม่ คนมาทีละกลุ่มทีละกลุ่ม จึงล้วนถูกฉินเหยาจับมาเกณฑ์แรงงานจนหมด


อยากรู้ผลสอบหรือ


ย่อมได้ รีบนำเมล็ดข้าวที่ฟาดออกมาไปร่อนให้สะอาดแล้วข้าจะรีบบอกเจ้าเดี๋ยวนี้


หลิวจี้เห็นท่าทางเจ้าเล่ห์ของฉินเหยา แม้นางไม่ต้องเตือน เขาก็เข้าสู่สถานะลึกลับ ยิ้มเงียบไม่พูดจา ใครถามสิ่งใดเขาก็เอาแต่ยิ้มจนกระทั่งคนผู้นั้นช่วยงานเสร็จ เขาจึงค่อยตอบคำถามอย่างคลุมเครือไปสองสามคำ


ด้วยเหตุนี้เอง หลิวจี้กลับมาบ้านแล้วถึงสองวัน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเขาสอบผ่านหรือสอบตกกันแน่


แม้แต่คนเรือนเก่าของตระกูลหลิวฝั่งนั้นก็ยังคงสับสนงุนงง


แต่หลิวเหล่าฮั่นกลับเข้าใจนิสัยของบุตรชายตนเองเป็นอย่างดี มีโอกาสสูงมากที่เขาจะสอบไม่ผ่าน หาไม่แล้วด้วยนิสัยของเจ้าสาม คงได้ประกาศให้รู้กันทั่วทั้งตำบลไปแล้ว


คราวนี้กลับสงบเสงี่ยมเช่นนี้ มิใช่นิสัยของเขาโดยแท้


แต่ในขณะที่หลิวเหล่าฮั่นมั่นใจในการคาดเดาของตนยิ่งนัก ฉินเหยาและหลิวจี้สองสามีภรรยา กลับขับรถม้าออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอในยามบ่ายของวันที่สองหลังจากหลิวจี้กลับมาถึงบ้าน


ก่อนออกเดินทาง ยังพาต้าหลางและเอ้อร์หลางมาที่เรือนเก่า เอ่ยว่าที่บ้านยังตากข้าวสาลีอยู่ สองสามีภรรยาต้องเข้าเมืองหลายวัน หากเกิดฝนตก ขอให้เรือนเก่าช่วยดูแลสักหน่อย


พวกต้าหลางสี่พี่น้อง พรุ่งนี้ยังมีวันหยุดอีกหนึ่งวัน สามารถช่วยตากข้าวได้ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องดูแลเพียงอีกครึ่งหนึ่งเท่านั้น


พร้อมกันยังส่งมอบกุญแจประตูบ้านเพื่อให้สะดวกในการนำเกวียนวัวออกมา และมอบหมายให้ช่วยรับส่งเด็กๆไปสำนักศึกษา


ก่อนจากไป ฉินเหยาได้ยื่นเงินครึ่งตำลึงให้กับนางเหอ เป็นค่าเหนื่อยและค่าอาหารสำหรับพวกต้าหลางสี่พี่น้อง


จนกระทั่งสองสามีภรรยาขับรถม้าออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิว บรรทุกหีบหนังสือพลังเซียนสิบเก้าหีบที่ผ่านการปรับปรุงแล้วออกไป คนในเรือนเก่าตระกูลหลิวถึงเพิ่งได้สติกลับคืนมา


หลิวเหล่าฮั่นคว้าตัวต้าหลางและเอ้อร์หลางที่กำลังจะวิ่งกลับบ้านไว้พลางถามด้วยความสงสัยว่า “พ่อแม่เจ้าเข้าเมืองไปทำอะไรรึ?”


ต้าหลางนั้นไม่มีความมั่นใจในผลการสอบรอบสองของท่านพ่อ อีกทั้งตอนนี้ผลสอบก็ยังไม่ออก จึงไม่กล้าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า เพียงตอบว่า “ท่านแม่เข้าเมืองไปขายหีบหนังสือพลังเซียนขอรับ”


หลิวเหล่าฮั่นเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ “แค่ขายหีบหนังสือ ไยต้องไปหลายวันขนาดนั้น”


“พวกเจ้าสองคนพูดความจริงกับข้าเถิด พ่อของเจ้าสอบรอบแรกไม่ผ่านใช่หรือไม่”


แต่ต้าหลางเป็นคนปากหนัก ไม่ว่าเรือนเก่าจะสอบถามอย่างไรก็ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องที่หลิวจี้ต้องสอบรอบสอง เพียงกล่าวอย่างกำกวมว่า “รอให้น้าเหยากลับมาแล้วก็จะรู้เอง”


เอ้อร์หลางก็เสริมว่า “รอท่านแม่กลับมาก่อนแล้วจะรู้เองขอรับ ไม่ต้องรีบร้อน”


ไม่ต้องรีบร้อนหรือ


เช่นนี้จะไม่ให้รีบร้อนได้อย่างไรเล่า!


หลิวเหล่าฮั่นขยับมือนวดหว่างคิ้ว การสอบเคอจวี่เป็นเรื่องสำคัญเพียงนี้ เหตุใดบ้านเจ้าสามจึงยังสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ เขาคิดไม่ตกเลย


ผู้เฒ่าโบกมือ เพียงให้หลานชายทั้งสองกลับบ้านไปก่อน


“เดี๋ยวก่อน!” คิดไปคิดมา เขาก็ยังคงเรียกหลิวไป่ให้ติดตามหลานทั้งสองไปที่บ้านของพวกเขา เพื่อดูข้าวสาลี


ที่ดินสิบหมู่ของบ้านฉินเหยา เก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้หนึ่งพันเก้าร้อยกว่าจิน


หักค่าเช่าไปสี่ส่วน ในมือยังก็เหลืออยู่อีกหนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบจิน


นี่เป็นผืนดินชั้นดี แต่เมื่อถูกรุกรานจากศัตรูพืช ผลผลิตก็ลดลงไปถึงสามส่วน


ทว่าหากเปรียบเทียบกับผลผลิตต่อหมู่ของคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่แล้ว นี่ก็ยังเป็นตัวเลขที่น่าอิจฉาอยู่ดี


หลิวเหล่าฮั่นและบุตรชายใช้เวลาอยู่ที่บ้านฉินเหยาเกือบครึ่งชั่วยาม ช่วยสี่พี่น้องขนข้าวสาลีทั้งหมดไปไว้ในลานบ้านแล้วใช้เสื่อคลุมไว้ ก่อนกลับไป


เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้าน หลิวเหล่าฮั่นยืนอยู่บนแผ่นศิลาเบื้องหน้าประตู จ้องมองท้องนาที่เต็มไปด้วยข้าวสาลีหม่นมัวทั่วหมู่บ้าน หวังเพียงว่าสองสามีภรรยาฉินเหยาที่เข้าเมืองไป จะนำข่าวดีมาเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศอันอึมครึมของหมู่บ้านนี้ได้บ้าง


ก่อนที่ประตูเมืองจะปิด ฉินเหยาและหลิวจี้ก็ขับรถม้ามาถึงอำเภอไคหยางโดยสวัสดิภาพ


หลังจากชำระค่าธรรมเนียมการดูแลสุขอนามัยเรียบร้อยแล้ว รถม้าก็แล่นตรงเข้าสู่เมือง มาหยุดลงที่หน้าโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่าน


ตอนที่ 204: แค่ตัวประกอบเท่านั้น


เพราะบังเอิญตรงกับช่วงการสอบรอบสอง อำเภอไคหยางจึงเต็มไปด้วยบัณฑิตมากมาย โรงเตี๊ยมจึงแน่นขนัด ห้องพักเต็มจนไม่มีที่ว่าง


หลิวจี้ยังสามารถกลับไปที่หอพักของสำนักศึกษาได้ แต่ฉินเหยาทำได้เพียงยกหีบหนังสือลงวางไว้ที่มุมหนึ่งของลานด้านหลังโรงเตี๊ยม แล้วพักค้างคืนในรถม้า


ตอนอยู่บนภูเขานางนอนที่ใดก็ได้ ที่นี่อย่างน้อยก็มีหลังคาบังฝน ฉินเหยาจึงไม่มีคำบ่นแม้แต่น้อย


ในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมมีผู้คนแน่นขนัด นางกับหลิวจี้ต้องรออยู่นานกว่าจะได้กินอาหารร้อนๆสักมื้อ


พ่อครัวใหญ่ของโรงเตี๊ยมรู้ดีว่าฉินเหยากินจุเพียงใดจึงนำอาหารมาให้ทีเดียวถึงห้าชุด


แน่นอนว่า ตอนคิดเงิน นางก็ต้องจ่ายแพงกว่าผู้อื่นหลายเท่า


หลิวจี้มองฉินเหยาหยิบเงินออกมาจ่ายโดยไม่กะพริบตา แล้วก้มลงมองถุงเงินที่ว่างเปล่าของตนเองด้วยความอิจฉาแทบจะร้องไห้


เมื่อฉินเหยาจ่ายเงินเสร็จ หันกลับมาก็เห็นสีหน้าหม่นหมองของเขา นางจึงกล่าวเตือนเสียงเย็นชา


“พรุ่งนี้เป็นวันสอบรอบที่สอง เจ้ายังไม่รีบกลับไปทบทวนตำราอีกหรือ”


เงินสิบตำลึงที่นางให้เขาไปก่อนหน้านี้ เพราะการสอบรอบสองทำให้สูญเปล่าทั้งหมด ตอนนี้นางจึงอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก!


หลิวจี้เป็นคนรู้สถานการณ์ดี ย่อมไม่กล้ายั่วโทสะนางในเวลานี้


ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขา หากตายไปก็คงไม่มีใครเก็บศพให้


“เมียจ๋า เช่นนั้นข้าขอกลับไปที่สำนักศึกษาก่อน เจ้าเองก็รีบพักผ่อนเถิด” หลิวจี้แสดงความห่วงใย


ฉินเหยาเอ่ยอย่างรำคาญ “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปรับเจ้า”


“อืม ได้” หลิวจี้ยิ้มพลางเดินออกจากโรงเตี๊ยม พอหันหลังกลับไป รอยยิ้มของเขาก็หายวับไปทันที เหลือเพียงความกระวนกระวายในดวงตา


เขาคิดว่าคืนนี้ตนคงไม่มีทางข่มตาหลับได้แน่แล้ว


แต่กลับไม่คิดว่าเพิ่งล้มตัวลงนอนบนเตียงในหอพักก็หลับสนิทไปในทันที


รอจนหลิวจี้สะดุ้งตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็เริ่มมีแสงอรุณส่องรำไรแล้ว


เมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉินเหยาบอกว่าจะมารับตนไปยังสนามสอบจึงรีบลุกขึ้น จัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นที่ต้องใช้สำหรับเข้าสอบ แล้วหิ้วหีบหนังสือที่หนักอึ้งก้าวออกจากประตูสำนักศึกษา


ยังมีสหายร่วมทางอีกหลายคน เดิมทีทุกคนล้วนสอบผ่านแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ยินดีครบหนึ่งชั่วยามกลับได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการสอบรอบสอง ต่างคนต่างเต็มไปด้วยความกังวล นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ดูไร้ชีวิตชีวากันถ้วนหน้า


ในตำรากล่าวไว้ว่า แรกกระตุ้นย่อมฮึกเหิม ครั้งที่สองย่อมอ่อนแรง ครั้งสามย่อมหมดสิ้นปรารถนา สถานการณ์ของบรรดาศิษย์สำนักศึกษาในยามนี้ช่างตรงกับคำกล่าวนั้นยิ่งนัก


เมื่อเทียบกันแล้ว หลิวจี้กลับฝันดีตลอดทั้งคืน ตื่นมาจิตใจปลอดโปร่ง ทำให้สหายร่วมชั้นเหลือบมองเป็นระยะระยะ ต่างลอบอิจฉาในความสงบนิ่งของเขา


ก็แน่อยู่แล้วสิ เขาผ่านการฝึกฝนมาจากชายแดนแล้ว จิตใจย่อมหนักแน่นมั่นคง


เมื่อฉินเหยาขับรถม้ามาถึงหน้าประตูสำนักศึกษา หลิวจี้ก็ออกมาพอดี ทั้งสองสบตากันเพียงครู่เดียวก็เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย


หลิวจี้ขึ้นไปนั่งบนอีกฟากของรถม้าที่ว่างอยู่ ท่ามกลางสายตาริษยาและอาฆาตของเหล่าสหาย เขาก็ร่วมทางไปยังสนามสอบกับเมียจ๋า


ฉินเหยายังเตรียมอาหารเช้าให้เขาด้วย อาหารจากโรงเตี๊ยมอร่อยกว่าร้านข้างทางเป็นร้อยเท่า


แต่ระหว่างที่กินไป หลิวจี้ก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง หรือว่านี่จะเป็นมื้อสุดท้ายของเขากัน


ช่างเถอะ! ถ้ามื้อสุดท้ายก็ให้มันเป็นไป กินก่อนค่อยว่ากัน ของอร่อยเช่นนี้ จะให้เสียเปล่าไม่ได้!


ก่อนเข้าสนามสอบ ฉินเหยายิ้มอ่อนโยนให้หลิวจี้อย่างหาได้ยากแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “ทำใจให้สบายเถิด สอบให้ดี”


ในใจคิดว่า จะปล่อยให้การลงทุนของข้าสูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด!


หลิวจี้กล่าวว่า “ถ้าเกิดสอบไม่ติดเล่า” หรือว่าข้าจะต้องตายไร้ที่กลบฝัง?


ฉินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไร ปีหน้าค่อยลองใหม่ ถ้าปีหน้าไม่ได้ก็ปีถัดไป พยายามไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเจ้าจะสอบติดเอง”


คำตอบนี้เกินความคาดหมาย เขานึกว่านางจะพูดอะไรทำนองที่ว่าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียอีก


หลิวจี้รู้สึกซาบซึ้งจนยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงพลางจับมือฉินเหยาแน่น “เมียจ๋า เจ้าวางใจเถอะ! สามีผู้นี้จะทุ่มสุดกำลัง!”


พูดจบ เขาก็รีบปล่อยมือก่อนที่นางจะเปลี่ยนสีหน้า คว้าหีบหนังสือขึ้นมา แล้วก้าวเข้าสู่ประตูสนามสอบอย่างมุ่งมั่น


ฉินเหยามองส่งเขาจนหายเข้าประตูไป ก่อนจะหันกลับไปหยิบหีบหนังสือที่อยู่ในรถม้าออกมาวางเรียงกันที่ฝั่งตรงข้ามสนามสอบแล้วเริ่มขาย!


ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังสอบรอบที่สอง ในใจเต็มไปด้วยความกังวล เหงื่อเม็ดโตหยดลงมาด้วยความตึงเครียด


แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าแปลกมาก หลิวจี้พบว่าที่นั่งของเขาไม่เพียงแต่ยังอยู่ที่เดิม แม้แต่บัณฑิตที่นั่งอยู่รอบตัวทั้งหน้า หลัง ซ้าย และขวา ก็ยังคงเป็นกลุ่มเดียวกับการรอบสอบแรกไม่ผิดเพี้ยน


พวกเขามองหน้ากันและกันแล้วเห็นแววตาสงสัยเช่นเดียวกันในสายตาของอีกฝ่าย


จากนั้น ผู้คุมสอบก็เดินเข้ามามากกว่ารอบแรกถึงสองเท่า พวกเขาประจำตำแหน่งที่มุมทั้งสี่ของห้องสอบ ทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยว จับจ้องทุกคนในห้องอย่างไม่คลาดสายตา


มีบางคนที่อายุยังน้อยประหม่าจนมือสั่นระริกไปหมด


หลิวจี้กลับไม่รู้สึกอะไร เพราะเทียบกับสายตาแห่งความตายของฉินเหยาแล้ว นี่ไม่นับว่าเท่าไหร่


หลังจากที่หัวหน้าผู้คุมสอบอ่านกฎระเบียบจบ กระดาษข้อสอบจึงถูกแจกจ่ายออกไป


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึก พลางภาวนาให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้หัวข้อการสอบบนกระดาษนั้นง่ายลงสักหน่อยเถิด


หัวหน้าผู้คุมสอบประกาศชื่อ ‘หลิวจี้’ เมื่อได้ยินชื่อของตน หลิวจี้ก็ลุกขึ้นก้าวไปข้างหน้า รับข้อสอบและกระดาษคำตอบของตน


เมื่อกลับมานั่งที่เดิม หลิวจี้คลี่กระดาษข้อสอบออกดู แต่ทันทีที่เห็นเนื้อหา ทั้งร่างของเขาก็พลันแข็งค้าง


ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น คนที่นั่งอยู่ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้ายและด้านขวาล้วนมีสีหน้าเช่นเดียวกัน


เพราะข้อสอบตรงหน้านี้เหมือนกับข้อสอบรอบแรกทุกประการ!


หลิวจี้เงยหน้าขึ้นทันที บังเอิญสบตากับบัณฑิตที่นั่งอยู่ทางซ้าย ทั้งสองประสานสายตากันเพียงชั่วครู่ก็เข้าใจได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรอบแรกหรือรอบสอง การสอบครั้งนี้เป็นเพียงกลอุบายที่วางไว้เพื่อใครคนหนึ่งเท่านั้น


พวกเขาทั้งหมด เป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกนำมาเพื่อสร้างสีสันก็เท่านั้นเอง


แต่สำหรับบทบาทตัวประกอบนี้ หลิวจี้กลับยินดีที่จะเป็นอย่างยิ่ง!


ทุกคนต่างเข้าใจกันดีโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด พวกเขาหยิบพู่กันขึ้นมา และเริ่มตอบคำถามเงียบๆ เพราะเนื้อหาเหมือนกันกับรอบแรก หลังจากสอบเสร็จพวกเขาก็ได้แลกเปลี่ยนคำตอบกันไปแล้ว ทำให้หลิวจี้ทำข้อสอบได้อย่างไร้กังวล เรียกได้ว่าผ่อนคลายเสียด้วยซ้ำ


ไม่นาน เขาก็ตอบจนเต็มกระดาษคำตอบ แต่เวลายังเหลืออีกมาก ไม่มีใครกล้าส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลา


จนกระทั่งมีคนแรกที่ลุกขึ้น ส่งผลให้มีคนทยอยออกจากห้องสอบตามมา


หีบหนังสือทั้งสิบเก้าหีบที่ฉินเหยานำมาล้วนขายหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว แถมยังเกิดการแย่งชิงกันวุ่นวายอีกด้วย บรรดาเด็กรับใช้ข้างกายของแต่ละตระกูลต่างกลัวว่าจะซื้อไม่ทันจนเกือบจะทะเลาะกันเสียแล้ว


สำหรับคนที่ซื้อไม่ทันต่างพากันสอบถามที่ตั้งของร้านค้า หวังว่าจะไปซื้อที่ร้านของฉินเหยาในภายหลัง


แต่น่าเสียดาย ฉินเหยาไม่มีร้านค้าเป็นของตนเองจึงทำได้เพียงเอ่ยขอโทษพวกเขา


“แต่ครั้งหน้าหากมีตลาดนัด ข้าจะมาอีก”


เหล่าผู้คนกำชับนางว่าครั้งหน้าจงนำหีบหนังสือมาให้มากขึ้นแล้วแยกย้ายกันไป เพราะเหล่าผู้เข้าสอบต่างทยอยออกจากสนามสอบแล้ว


ฉินเหยานับเงินเสร็จก็ส่งให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลตลาดเป็นค่าภาษีส่วนแบ่ง สุดท้ายเงินสุทธิที่ได้อยู่ที่สิบตำลึงพอดี


ขณะที่หลิวจี้ออกจากสนามสอบ ฉินเหยาก็กำลังนั่งอยู่หน้าร้านขนมแป้งทอดฝั่งตรงข้ามสนามสอบ ดื่มน้ำแกงไปพลาง เคี้ยวแป้งทอดที่สอดไส้เนื้อกับเห็ดหอมไปพลาง เปลือกนอกกรอบข้างในนุ่ม รสชาติเข้มข้นหอมกรุ่น


เมื่อเห็นร่างของหลิวจี้ปรากฏขึ้น ฉินเหยาก็รีบยกมือโบกเรียกทันที


หลิวจี้กดความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ในอก เดินเข้ามาก่อนจะหยิบชามน้ำแกงครึ่งชามที่เหลืออยู่ตรงหน้านางขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเพื่อระงับความตื่นเต้นของตนเอง


“เจ้าอยาก…” คำว่า ‘ตายรึ’ ยังไม่ทันจะหลุดออกจากปาก หลิวจี้ก็นั่งลงตรงข้ามนาง พร้อมสั่งกับเจ้าของร้านอย่างมั่นใจว่า “เอาแบบเดียวกันที่นางสั่งมาอีกหนึ่งชุด!”


เจ้าของร้านยิ้มรับคำ จากนั้นนำขนมแป้งทอดไส้เห็ดหอมกับเนื้อสามชิ้นพร้อมด้วยน้ำแกงกระดูกหนึ่งชามมาวางตรงหน้าหลิวจี้


เมื่อเห็นหีบหนังสือวางอยู่ข้างตัวเขา อีกทั้งเขายังเพิ่งออกมาจากสนามสอบ เจ้าของร้านจึงกล่าวแสดงความยินดี


หลิวจี้ยิ้มรับอย่างถ่อมตน “ขอบคุณ ขอบคุณ!”


พอเจ้าของร้านเดินจากไป เขาก็หยิบขนมแป้งทอดขึ้นมากัดอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบกับฉินเหยาเสียงเบาว่า “เมียจ๋า คราวนี้ข้าผ่านแน่!”


ถ้าหากครั้งนี้เขายังไม่มีชื่อในรายชื่อผู้สอบผ่านอีก เขาก็จะไปฟ้องร้องให้ถึงที่สุด อย่างมากก็แค่ให้ทุกคนสอบใหม่พร้อมกันอีกครั้ง!


ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย เดิมทีฝ่ามือของนางเตรียมจะฟาดใส่หลิวจี้อย่างแรงแล้ว แต่พอได้ยินคำว่า “ผ่านแน่” นางก็รีบชะลอแรงลงจนมือเกือบจะเพียงแค่ ‘แตะ’ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเท่านั้น


สัมผัสเย็นๆที่ปัดผ่านใบหน้า ทำให้หลิวจี้ยิ้มหวานอย่างเพลิดเพลิน แต่กลับขนลุกชันไปทั้งร่าง


อันตรายจริงๆ เกือบจะโดนนางตบเข้าให้แล้ว!


เจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับรู้สึกใจกระตุก นี่ไม่มีใครคิดจะใส่ใจชีวิตของพ่อหนุ่มคนนี้บ้างเลยรึ?!


ตอนที่ 205: วิสัยทัศน์และมุมมองที่กว้างไกล


สองสามีภรรยากินแป้งทอดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จ่ายเงินแล้วจูงม้ามุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม


เมื่อถึงโรงเตี๊ยมและจัดแจงรถม้าเสร็จสิ้น หลิวจี้เห็นว่ารอบข้างไม่มีคนอยู่แล้ว จึงบอกฉินเหยาถึงสิ่งที่ตนพบในสนามสอบ


“เช่นนั้น ครั้งนี้เจ้าจะต้องมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้สอบผ่านแน่นอนใช่หรือไม่” ฉินเหยารู้สึกแปลกใจไม่น้อย นี่เป็นฝีมือของผู้ใดกันถึงได้ทุ่มทุนมากมายถึงเพียงนี้


แต่เรื่องนี้หาใช่สิ่งที่สามัญชนตัวเล็กๆอย่างนางจะล่วงรู้ได้ ตอนนี้สิ่งสำคัญกว่าคือการสอบซ้ำของหลิวจี้จะสามารถติดเข้าไปในชื่อผู้สอบผ่านได้หรือไม่


แท้จริงแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร หากรายนามยังไม่ถูกประกาศออกมา หลิวจี้เองก็ไม่กล้ารับประกัน ต้องรอจนกว่ารายชื่อจะออกจึงจะรู้ได้แน่ชัด


“ประกาศผลวันใด” ฉินเหยาถาม


ไม่นานนักหรอก หลิวจี้ตอบว่า “สอบเสร็จวันนี้ อีกสองวันก็คงประกาศผลแล้ว”


ฉินเหยามองไปยังห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยความคึกคัก “เช่นนั้นก็รออีกสองวันเถอะ”


หลิวจี้เองก็คิดเช่นนั้นเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไปวิ่งมาด้วย


“เช่นนั้น เมียจ๋าจะพักอยู่ในนี้สองวันเลยหรือ” หลิวจี้ชี้ไปที่ตัวรถม้า ในใจอยากกล่อมให้นางไปเปิดห้องพักดีๆสักห้อง ตัวเขาเองก็จะพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย


น่าเสียดาย ฉินเหยาไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นเลย “ห้องโดยสารในตัวรถม้าก็ดีอยู่แล้ว”


หลิวจี้ทำได้เพียงเก็บแผนการเล็กๆของตนเอาไว้ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงหีบหนังสือพลังเซียนที่นางนำมาขาย “เมียจ๋า เจ้าคิดค้นของทำเงินขึ้นมาอีกแล้วหรือ”


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “บอกแล้วว่าเรื่องในบ้านเจ้าไม่จำเป็นต้องมายุ่ง อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีวันให้เจ้าต้องขาดของกินของใช้แน่”


หลิวจี้ยิ้มประจบ “ข้าก็แค่ห่วงใยเมียจ๋าเท่านั้น เจ้าวิ่งวุ่นไปมาเช่นนี้คงลำบากไม่น้อยเลย สองวันต่อจากนี้พวกเราออกไปนอกเมืองชมธรรมชาติ ผ่อนคลายกันสักหน่อยดีหรือไม่”


หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง นัดอะไร? แต่ด้วยสัญชาตญาณจึงเออออตามนางไป “ใช่ ข้านัดเจ้าไปตระเวนชมทิวทัศน์”


ฉินเหยาส่งเสียงเหยียดหยามออกมาเบาๆ “ไสหัวไป!”


“เช่นนั้นเจ้าจะไปที่ใด” หลิวจี้ไม่เพียงแต่ไม่ไสหัวไปตามที่นางบอกกลับยิ่งตามติด เห็นนางกำลังจะไปปลดสัมภาระท้ายรถม้าก็รีบเดินตามไม่ห่าง


ตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัว หากอยากกินของดีๆ ก็มีเพียงหนทางเดียว นั่นคือต้องกอดขาของนางไว้ให้แน่นๆ


ฉินเหยาหันไปกำชับศิษย์ในครัวให้ช่วยดูแลสัมภาระบนรถม้าให้ตน ก่อนจะจูงม้าออกจากประตูหลังของโรงเตี๊ยม “ข้าจะไปดูอะไรแถวชานเมืองสักหน่อย”


หลิวจี้ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “นี่มิใช่การตระเวนชมทิวทัศน์หรอกหรือ ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่สรรพสิ่งฟื้นคืนชีวิตพอดีเลย”


แต่ฉินเหยากลับหันมามองเขาอย่างเย็นชา “ปีนี้เจ้ารู้เรื่องแมลงระบาดบ้างหรือไม่”


หลิวจี้งุนงง “แมลงระบาดอะไรหรือ”


ฉินเหยาพยักเพยิดคาง หลิวจี้ก็รู้หน้าที่ รีบปีนขึ้นหลังม้าไปนั่งตรงด้านหน้า มือคว้าบังเหียนไว้แน่น ใจหนึ่งก็ตื่นเต้น อีกใจก็แอบประหม่าอยู่ไม่น้อย


หญิงสาวด้านหลังพลิกตัวขึ้นนั่งบนอานม้าอย่างคล่องแคล่ว นั่งอยู่ด้านหลังเขาอย่างมั่นคง


มือข้างหนึ่งสะกิดแผ่นหลังของเขาเบาๆ “หมอบลงไป!” เจ้าบังสายตาข้าอยู่


“อ้อ” หลิวจี้คุ้นชินกับคำสั่งของนางนานแล้วจึงก้มลงแล้วโอบคอม้าไว้อย่างว่าง่าย


ฉินเหยาหนีบขาทั้งสองกับท้องม้าครั้งหนึ่ง เหล่าหวงก็พาทั้งสองทะยานออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าสู่ที่ดินเขตชานเมืองทันที


นอกอำเภอไคหยาง ตลอดแนวถนนหลวงที่ทอดยาวออกไปคือผืนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์


ขณะนี้การเก็บเกี่ยวข้าวสาลีใกล้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อทอดสายตามองไปจะเห็นสีดำหม่นทั้งผืน ซึ่งก็คือร่องรอยของตอซังที่เหล่าชาวนาเผาทำลายทิ้ง


เมื่อม้าชะลอฝีเท้าลง หลิวจี้จึงค่อยกล้าเงยหน้าขึ้น


ตอนขามานั้นเขานั่งอยู่ในห้องโดยสารรถม้า แถมยังมัวแต่กังวลเรื่องสอบรอบสอง จึงไม่ทันได้สังเกตสภาพทุ่งนาในปีนี้ให้ดี


เมื่อมองดูตอนนี้ ถึงแม้หลิวจี้จะไม่ค่อยลงนา แต่ก็ดูออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “เหตุใดจึงเผาตอฟางข้าวสาลีไปมากมายถึงเพียงนี้”


ฉินเหยาพลิกตัวลงจากหลังม้า หลิวจี้ก็รีบตามลงมาเช่นกัน เขาเดินตามนางไปยังแปลงนาข้าวสาลีขนาดหนึ่งหมู่ที่อยู่ใกล้ที่สุด


ฉินเหยาคุกเข่าลง หยิบฟางข้าวสาลีที่ยังไหม้ไม่หมดขึ้นมาหนึ่งกำ ยังสามารถมองเห็นรวงข้าวได้อย่างชัดเจน


ในวิถีเกษตรดั้งเดิมที่ไร้ซึ่งยาฆ่าแมลงและสารเคมี ทางเดียวที่ชาวนาเหล่านั้นพอจะนึกออกได้ก็คือเผาพื้นที่ที่ถูกแมลงรบกวน เพื่อเผาฆ่าแมลงให้หมดสิ้น


ถึงขั้นเผารวงข้าวทิ้งทั้งหมดอย่างนี้ แสดงว่านาแปลงนี้แทบไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเลย แถมยังเจอแมลงระบาดอย่างหนักอีกด้วย


หลิวจี้รู้สึกสะท้านใจ รีบกวาดตามองไปทั่วผืนนา เถ้าดำลามไปทั่ว ผืนนาที่ถูกเผาทำให้เขาใจหาย นี่หมายความว่าข้าวสาลีเหล่านี้ไม่อาจเก็บเกี่ยวได้แม้แต่เมล็ดเดียวเลยหรือ


เนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้วได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์มาก ชาวนาหลายคนจึงคิดจะปล่อยให้ที่ดินได้พักฟื้น ไม่ได้เพาะปลูกข้าวสาลีเต็มพื้นที่ ครั้นมองจากไกลๆ สีดำกระจัดกระจายทั่วไร่นานั้นจึงดูไม่สะดุดตา แต่พอมาดูใกล้ๆ กลับทำให้ใจคนสั่นสะท้าน


หากฤดูกาลนี้ไร้ซึ่งผลผลิตจริงๆ เกรงว่าชาวนาทั้งหลายคงยากจะอยู่รอดจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวรอบหน้าแล้ว


ฉับพลันหลิวจี้ก็นึกถึงความวิตกกังวลของหลิวเหล่าฮั่นขึ้นมา รีบใช้ปลายนิ้วสะกิดแขนฉินเหยาเบาๆ “เมียจ๋า เจ้าว่าปีนี้จะเกิดภัยตั๊กแตนระบาดหรือไม่”


ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ที่นี่พวกเราจะไม่เจอภัยนั้น”


ชาวนาเขตอำเภอไคหยางแห่งนี้รับมือกับภัยแมลงได้ทันท่วงที วิธีการก็เด็ดขาด กล้าตัดใจเผาทำลายทั้งผืนจึงยังควบคุมสถานการณ์ได้


แม้ในช่วงเดือนห้าถึงหกอาจเกิดภาวะขาดแคลนอาหารเล็กน้อย แต่ดูจากเสบียงที่มีในคลังแล้ว อำเภอไคหยางยังพอมีเสบียงสำหรับเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ


รอจนถึงกลางหรือปลายเดือนเจ็ด เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเสร็จสิ้น วิกฤตข้าวปลาก็จะคลี่คลาย


แต่เรื่องเช่นนี้ ยากจะประเมินให้แม่นยำได้เสมอไป แม้อำเภอนี้จะไม่รุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่าอำเภอข้างเคียงจะไม่รุนแรงเช่นกัน


ฉินเหยาปัดเศษขี้เถ้าออกจากมือก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับหลิวจี้ว่า “จงขอบคุณท่านหญิงฮุ่ยหยางเถิด หากไม่มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ สงครามคงไม่จบลง และเสบียงที่เมืองจื่อจิ่งก็คงรักษาไว้ไม่ได้แน่”


หลิวจี้ตอบรับตามความเคยชินว่า “ใช่ๆๆ”


แต่หลังจากพูดจบก็นึกขึ้นได้แล้วพึมพำว่า “สหายร่วมชั้นเรียนของข้าล้วนพูดกันว่า มีแต่แคว้นที่อ่อนแอเท่านั้นถึงจะยอมก้มหัวทำเรื่องน่าอัปยศเช่นการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์”


หลิวจี้ไม่แน่ใจในจุดยืนของนางจึงรีบปฏิเสธความเกี่ยวข้องทันที “พวกเขาพูดกันเช่นนี้ ข้าไม่ได้พูดนะ”


หลังจากพูดจบ เขาก็เห็นใบหน้าของนางเผยรอยยิ้มซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการดูแคลนหรือเยาะเย้ยออกมา “ดูท่าว่าพวกเจ้ากลุ่มบัณฑิตคงอ่านจนตำราเข้าท้องสุนัขกันไปหมดแล้ว!”


หลิวจี้เอ่ยเสียงอ่อยว่า “เจ้าช่วยอย่าเหมารวมว่า ‘พวกเจ้า’ ได้หรือไม่ ข้ามิได้พูดเสียหน่อย…”


“หากเจ้าไม่เห็นด้วย เมื่อครู่เจ้าคงไม่พูดคำเหล่านั้นให้ข้าได้ยินหรอก” ฉินเหยาหัวเราะเย็นชา “พวกเจ้ากลุ่มบัณฑิต วิสัยทัศน์ช่างคับแคบเสียจนข้ารู้สึกตกตะลึงเลย”


คราวนี้หลิวจี้ทนไม่ได้แล้ว เขาประสานมือคำนับฉินเหยา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า “เมียจ๋า ช่วยชี้แนะด้วย!”


เขาอยากรู้ว่านางจะมีวิสัยทัศน์และมุมมองที่กว้างไกลเพียงใด


เดิมทีฉินเหยาไม่อยากเสียเวลาถกเถียงกับคนไร้ค่าเช่นเขา ทว่าพอคิดดูอีกที หากวันหน้าหลิวจี้ต้องเข้าสอบเคอจวี่และเดินบนเส้นทางขุนนางก็ควรบ่มเพาะให้เขามีความละเอียดอ่อนทางการเมืองเสียหน่อย นางสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นความขุ่นเคืองลงแล้วส่งสัญญาณให้เขาจูงม้า พลางเดินไปทางตัวอำเภอแล้วกล่าวว่า


“หากเจ้าเป็นท่านผู้นั้นซึ่งปกครองอยู่ในเมืองหลวง เพิ่งจะยุติสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายสิบปี สถาปนาแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นสำเร็จ เจ้าคิดว่าสิ่งที่ควรทำลำดับต่อไปคืออะไร”


หลิวจี้ไม่ตอบเพราะคำตอบในใจเขาคือรับสาวงามทั่วหล้าเข้าวังหลัง เสพสำราญ ลิ้มรสความสุขในโลกมนุษย์


แต่หากเขากล่าวเช่นนั้นออกไป วันนี้มิแคล้วคงสิ้นชีพเป็นแน่ จึงรีบทำหน้าเหมือนตั้งใจฟังอย่างจริงจังแทน


ดวงตาของเขากลอกไปมา ฉินเหยาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงมิได้คิดเรื่องดีแน่ นางเหลือบตามองเขาแวบหนึ่งแล้วกล่าวต่อ


“หากต้องการรู้ว่าก้าวต่อไปควรทำเช่นไรก็ต้องย้อนคิดเสียก่อนว่า เหตุใดจึงเกิดกลียุคขึ้นมา”


แนวคิดนี้ฟังดูแปลกใหม่ หลิวจี้จึงใช้สมองขบคิดอย่างหาได้ยาก ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง


แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ขุนนางผู้บันทึกประวัติศาสตร์ยังมิได้เขียนเอาไว้ อาจารย์ก็มิได้สอน เขาจึงไม่รู้จะเริ่มคิดจากตรงไหน


ตอนที่ 206: บ้า


ฉินเหยาถามเขาว่า “เจ้าคิดว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างชาติให้มั่นคงและแข็งแกร่งคือสิ่งใด”


คำถามนี้มิได้ยากเย็นอันใด หลิวจี้ตอบกลับโดยไม่ต้องครุ่นคิด “ผืนดินที่สมบูรณ์กว้างใหญ่ และราษฎรที่ขยันหมั่นเพียร”


ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ แล้วถามต่อว่า “แล้วสิ่งใดเล่าที่จะสั่นคลอนความกว้างใหญ่ของแผ่นดิน และความขยันของราษฎรได้”


คำถามนี้ก็ตอบได้ง่ายเช่นกันเพราะคำตอบก็อยู่ตรงหน้าแล้ว


หลิวจี้ชี้ไปยังไร่นาสองฟากของถนนหลวง ผืนดินเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติของเจ้าของที่ดิน บุคคลหล่านี้ล้วนมั่งคั่งหรือมีอำนาจ ไม่ก็ทั้งสองอย่าง แต่ไหนแต่ไรมา พวกเขาก็ใช้เส้นสายอำนาจในมือยึดที่ดินอุดมสมบูรณ์เอาไว้กับตนเอง


ส่วนชาวบ้านทั่วไป หากอยากมีที่ดินไว้ทำกินก็จำต้องเช่าที่จากพวกเขา กลายเป็นเพียงผู้เช่าทำไร่เท่านั้น


หากผืนดินทั้งหมดถูกครอบครองไปเช่นนี้ อีกทั้งยังเกิดภัยพิบัติเช่นฝูงแมลงกัดกินพืชผลเหมือนที่เป็นอยู่ในวันนี้ หรือสงครามเช่นปีที่แล้ว และพวกเจ้าของที่ดินกับขุนนางเหล่านี้กลับไม่เพียงแต่ไม่ลดค่าเช่า ซ้ำร้ายยังขึ้นค่าเช่าอีก เช่นนั้นแล้ว ความอยู่รอดของราษฎรย่อมจะยากลำบากยิ่งขึ้น


เมื่อใดที่ผู้คนถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด ย่อมต้องลุกฮือขึ้นต่อต้าน


หลิวจี้กล่าวอย่างหนักแน่น “เพราะภัยธรรมชาติและสงครามที่เกิดขึ้นซ้ำซากทำให้ประชาชนต้องพลัดถิ่น ขาดที่ดินเพาะปลูก เป็นเพราะราชวงศ์เก่าฉ้อฉล ฮ่องเต้ปล่อยปละละเลย ทำให้พวกเจ้าของที่ดินผู้มีอำนาจเข้ายึดครองแผ่นดิน เลี้ยงกองกำลังส่วนตัว นำไปสู่ความสั่นคลอนของรากฐานแผ่นดิน”


ฉินเหยาเหลือบมองเขาด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าเขาจะมิได้เป็นเพียงคนไร้ค่าไปเสียทั้งหมด


นางวกกลับไปยังคำถามแรกอีกครั้ง “เช่นนั้น หากเจ้าคือผู้ครองแผ่นดินที่เพิ่งผ่านกลียุคมาหลายสิบปีและเพิ่งรวมเป็นปึกแผ่นได้อย่างยากลำบากมาก ก้าวต่อไปควรทำสิ่งใด”


นางมิได้รอให้เขาตอบ แต่พูดต่อว่า “ควรให้ประชาชนได้พักฟื้นบ้าง ลดแรงงานเกณฑ์และภาษี หลีกเลี่ยงสงคราม เพื่อให้แผ่นดินที่เต็มไปด้วยบาดแผลนี้ได้มีเวลาฟื้นตัวสักหน่อย”


“ไม่ใช่ว่าพวกเรากลัวพวกคนเถื่อนทางตอนเหนือเหล่านั้นหรอก เพียงแต่ตอนนี้ยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าการไปสั่งสอนพวกเขามาก”


หากแคว้นเซิ่งหวาดกลัว ปีที่แล้วก็คงไม่ส่งทัพออกศึก คงเลือกยื่นข้อเสนอเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ตั้งแต่ต้นเพื่อแสดงความอ่อนข้อไปแล้ว


“หากสงครามทางตอนเหนือไม่สิ้นสุด ผู้ที่ต้องทนทุกข์ก็มีเพียงพวกเราชาวบ้านตาดำๆ เท่านั้น”


ฉินเหยามองไปทางหลิวจี้แล้วชี้นิ้วใส่เขา “ถ้ามิใช่เพราะท่านหญิงเสนอตัวแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อยุติสงคราม เจ้าคงยังอยู่ที่ชายแดนและกลายเป็นแรงงานขนเสบียง ภาษีปีนี้ก็คงหนักขึ้น และภัยแมลงศัตรูพืชที่กำลังระบาดย่อมร้ายแรงกว่าที่เห็นตอนนี้เป็นสิบๆเท่า”


“คาราวานการค้าทำการค้ากับต่างแคว้นไม่ได้ เศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก หีบหนังสือที่ข้าทำขึ้นใหม่ก็คงขายไม่ออกแน่ๆ”


“ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดจากสงครามหนึ่งครั้งนั้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะคาดคิด และเมื่อผลกระทบเหล่านี้ตกถึงแต่ละคน ย่อมสามารถทำลายครอบครัวเล็กๆที่เคยสงบสุขให้พังพินาศลงได้”


เมื่อใกล้ถึงประตูเมือง ฉินเหยารับสายบังเหียนจากมือของหลิวจี้ก่อนกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เห็นเพียงว่าการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ทำให้ข้าได้มีชีวิตที่สงบสุข”


“มิใช่ทุกคนจะสามารถเป็นเช่นท่านหญิงที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อคนอื่นได้”


อย่างไรเสีย นางก็ทำเช่นนั้นไม่ได้


นางเหลือบมองหลิวจี้ หลิวจี้ก็พลันรู้สึกผิด รีบกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง เขาเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน


ความรู้สึกผิดแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หลิวจี้เอ่ยเสียงแผ่ว “ข้าช่างสมควรตายเสียจริง!”


ฉินเหยาส่งเหรียญสองเหวินให้ทหารเฝ้าประตูเป็นค่าผ่านเข้าเมือง นางรู้สึกเสียดายเงินนัก


นางเพียงแค่คิดจะออกไปเดินดูรอบๆชานเมือง ตรวจดูสถานการณ์ภัยแมลงในอำเภอ แต่กลับลืมไปว่าการออกจากเมืองนั้นง่าย ทว่าการเข้ากลับมาต้องเสียค่าเข้าเมืองอีกรอบ


หากรู้ตั้งแต่แรกนางคงจะออกจากเมืองไปเพียงลำพัง จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนของหลิวจี้เพิ่ม ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย!


สองสามีภรรยาแยกจากกันที่ประตูหลังของโรงเตี๊ยม ก่อนจากกัน หลิวจี้ได้รับค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวันจำนวนห้าสิบเหวิน เขายิ้มหยีจนเห็นฟันขาว แทบไม่เห็นดวงตาแล้ว


ฉินเหยากลับมาที่โรงเตี๊ยม หลังจากรับประทานอาหารเย็น นางก็ช่วยงานเล็กๆน้อยๆในโรงเตี๊ยม เนื่องจากนางไม่ได้พักในห้องพัก เถ้าแก่ฟ่านจึงไม่คิดค่าที่พักจากนาง


ฉินเหยาตั้งใจจะจ่ายเงิน แต่เถ้าแก่ฟ่านกลับไม่พอใจ นางจึงทำได้เพียงช่วยงานบางอย่างเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายแทน


ทางด้านหลิวจี้ ทันทีที่ได้รับเงิน เขาก็ใช้ไปแปดเหวินเพื่อซื้อเกี๊ยวเนื้อชามหนึ่งกินอย่างฟุ่มเฟือย


ช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ เหล่าบัณฑิตที่ร่วมสอบซ่อมต่างพากันพูดคุยถึงเรื่องข้อสอบกันอย่างคึกคักราวกับกลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่าข้อสอบรอบสอบซ่อมกับรอบแรกนั้นเหมือนกันราวกับแกะ


หลิวจี้ที่เพิ่งกลับมาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหลบเลี่ยงพวกเขาไปไกล


แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าหอพัก เขากลับหวาดหวั่นว่าพวกโง่กลุ่มนี้จะพาเขาซวยไปด้วย จึงทำหน้าบึ้งวิ่งกลับมา ตะโกนด่าเหล่าศิษย์ในสำนักอย่างโกรธจัด ไล่พวกเขาออกไปจากบริเวณนั้น


ตั้งแต่กลับมาจากชายแดน แม้แต่ฝานซิ่วไฉหลิวจี้ก็ไม่เกรงกลัวอีกต่อไป


เห็นใครก็ระเบิดอารมณ์ด่าได้ไม่เลือกหน้าจนแม้แต่ฝานซิ่วไฉเองก็ยังต้องหลีกทางให้สามส่วน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบัณฑิตทั่วไปที่ไร้อำนาจเลย


หลังจากโดนหลิวจี้ด่าไปยกหนึ่ง สำนักศึกษาก็กลับสู่ความสงบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงข้อสอบอีก


เขาแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าหอพักไป


เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลิ่นเหม็นอับของเท้าอันคุ้นเคยก็พุ่งเข้ามาตีจมูก หลิวจี้สุดจะทนแล้ว เขารีบใช้คีมคีบถ่านหนีบรองเท้าและถุงเท้าที่กองอยู่ขึ้นมาแล้วโยนมันออกไปทั้งหมด!


เหล่าสหายร่วมห้องพักต่างตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่งพลางตะโกนอย่างไม่พอใจว่า


“หลิวจี้! เจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงโยนรองเท้าและถุงเท้าของพวกเราทิ้ง!”


หลิวจี้หยิบกะละมังและผ้าเช็ดหน้า เดินผ่านหน้าพวกเขาไปโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาเตือนพวกนั้นให้รักษาความสะอาดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ทว่าพวกเขากลับทำเป็นหูทวนลม มิหนำซ้ำยังเอาถุงเท้าเหม็นเน่ามากองไว้ที่มุมห้องอีก ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ยังไม่เห็นซักล้างเลยสักครั้ง


ตอนนี้ยังมีหน้ามาถามเขาว่ามีสิทธิ์อะไรอีกหรือ


เหล่าสหายร่วมห้องพักมองหลิวจี้เดินออกไปตักน้ำ ล้างหน้าล้างเท้าอย่างไม่แยแส พวกเขาก็โกรธจนหน้าขึ้นสี


พวกเขาพึ่งจะพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะสู้กับเขาสักยก ทว่าหลิวจี้กลับหันมาพลางชี้ไปทางโรงเตี๊ยมในเมือง


“ข้าขอบอกพวกเจ้าไว้ก่อนนะ เมียจ๋าของข้าตอนนี้พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่าน หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเล็บก็ลองดู!”


เหล่าสหายร่วมห้องพักต่างพากันถอยกรูดไปพร้อมกัน ใครบ้างไม่รู้ว่าภรรยาของหลิวจี้นั้น เพียงหมัดเดียวก็อัดพวกเขาจนแหลกเป็นเนื้อบดได้!


“หลิวจี้ เจ้า…เจ้า…” เหล่าสหายร่วมห้องพักอ้าปากพะงาบพะงาบอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังไม่อาจพูดคำใดออกมาได้


ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความคับข้องใจ อยู่ดีๆ ไยหลิวจี้ถึงได้บ้าคลั่งโยนรองเท้าและถุงเท้าของพวกเขาทิ้งกัน


หรือเพียงเพราะเหม็นจนทำให้เขาโกรธขึ้นมา?


ก่อนหน้านี้เหตุใดไม่เห็นเขาโกรธมากถึงเพียงนี้เลย!


หลิวจี้เช็ดหน้าจนสะอาด เทน้ำในกะละมังออกก่อนจะล้างเท้าต่อ เมื่อเห็นท่าทางขลาดเขลาของสหายร่วมห้องพัก ความรู้สึกผิดต่อท่านหญิงฮุ่ยหยางในใจของเขาก็พลันจางหายไปเล็กน้อย


เขาชี้ไปที่กลุ่มคนเหล่านั้นพลางกล่าวสั่งสอนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านหญิงเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ เสียสละตนเองเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม พวกเจ้าสายตาตื้นเขิน ไม่รู้จักคิด ไม่เข้าใจคุณค่าของความเสียสละเลยแม้เพียงนิดเดียว!”


กล่าวจบ เขาก็เสริมด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “วันหน้าหากข้าได้ยินพวกเจ้าพูดว่าการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เป็นความอัปยศของชาวแคว้นเซิ่งอีก ข้าจะให้เมียจ๋าของข้ามาตบพวกเจ้าให้ตาย!”


สหายร่วมห้องพักต่างมองหน้ากันไปมา ได้แต่คิดว่าหลิวจี้คงเกิดเพี้ยนขึ้นมาอีกแล้ว


หลิวจี้แขวนผ้าเช็ดหน้าไว้ มองเหล่าสหายร่วมห้องพักด้วยสายตารังเกียจ “ต่อไปใครไม่ล้างหน้าไม่ล้างเท้า อย่าคิดจะได้เข้าห้องมานอน ข้าเห็นคนหนึ่งก็จะซัดคนหนึ่ง!”


เพราะกลัวพวกเขาจะไม่เชื่อ หลิวจี้จึงทำท่านั่งม้าตามแบบที่ต้าหลางฝึกฝนในยามเช้า ยกกำปั้นขึ้นพร้อมร้องเฮ้ฮ่าสองครั้ง “ข้าน่ะฝึกมาจากเมียจ๋าของข้าแล้ว”


สหายร่วมห้องพักทั้งสามคนสะดุ้งเฮือก รีบคว้ารองเท้าและถุงเท้าของตนไปซักและล้างหน้าแปรงฟันทันที


ค่ำคืนนี้ กลิ่นเท้าเหม็นจางๆในอากาศพลันมลายหายไป ในที่สุดหลิวจี้ก็ได้สูดอากาศบริสุทธิ์และนอนหลับอย่างสบายเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึงสำนักศึกษา


ตอนที่ 207: มีชื่อติดอยู่ในอันดับรายชื่อ


พริบตาเดียวก็มาถึงวันประกาศรายชื่อ


ตั้งแต่เช้าตรู่ ประตูหน้าของจวนที่ว่าการอำเภอก็ถูกฝูงชนที่มารอชมความคึกคักล้อมไว้แน่นขนัดจนไม่มีช่องให้แทรกผ่าน


การสอบรอบแรกครั้งนี้พลิกไปพลิกมาถึงสองตลบ ประชาชนที่ชอบสอดรู้ต่างก็พากันคาดเดาว่า อาจจะมีการสอบรอบที่สามหรือไม่


มีเพียงบัณฑิตที่เข้าร่วมการสอบเท่านั้นที่จิตใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย


ถึงแม้หลิวจี้จะมั่นใจเกินแปดส่วนว่าตนเองต้องติดอันดับแน่ แต่ก่อนที่ผลสอบจะออกมาอย่างเป็นทางการ หัวใจก็ยังว้าวุ่นอยู่ดี


ส่วนฉินเหยากลับสงบนิ่งกว่ามาก นางยืนอยู่บริเวณรอบนอกสุดของฝูงชน มือถืออาหารเช้าที่กินไปได้เพียงครึ่ง กัดไปพลางมองบัณฑิตที่มาเข้าร่วมสอบรอบตัวไปพลาง


มีไม่น้อยที่สะพายหีบหนังสือพลังเซียนที่ร้านของนางขายออกไป เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าแม้รูปแบบลากจูงจะดูสะดวก ทว่าเมื่อใช้งานในชีวิตประจำวันจริงๆ กลับมิอาจสะดวกเท่าการสะพาย


แต่ถึงอย่างนั้น รูปแบบการลากจูงก็เป็นสิ่งที่ควรมีไว้ แม้จะไม้ได้ใช้ก็ตาม


ลองดูคุณชายพวกนั้นที่ให้เด็กรับใช้ข้างกายลากหีบหนังสือให้สิ ตัวหีบถูกแขวนด้วยพู่ห้อยหรือจี้หยกต่างๆ บางคนถึงกับเขียนบทกวีลงบนหีบ หรือไม่ก็วาดลวดลายดอกไม้ นก แมลง ปลา ดูโดดเด่นสะดุดตา


ส่วนคนที่ไม่ได้ซื้อหีบหนังสือไปก็ทำได้เพียงมองด้วยสายตาอิจฉา


หลิวจี้รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยจึงหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความกระวนกระวาย เขาจึงละทิ้งกลุ่มสหายแล้วเบียดออกจากฝูงชนมายืนประจันหน้ากับฉินเหยา พลางยิ้มเอาใจถามว่า


“เมียจ๋า หีบหนังสือพลังเซียนของเจ้า ยังมีเหลือให้ข้าสักใบหรือไม่”


“ไม่มี”


หลิวจี้ “…”


แม้ว่าคำตอบนี้จะเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่เมื่อได้ยินสองคำที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้อย่างกะทันหัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็กระตุกไปเล็กน้อยเช่นกัน


“ข้าเห็นสหายร่วมชั้นเรียนสองสามคนใช้มันเมื่อวาน โดยเฉพาะฝานซิ่วไฉ ท่าทางอวดดีของเขามันน่ารำคาญมากจริงๆ” หลิวจี้พึมพำเบาๆ


ฉินเหยามองผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่ตัดเย็บอย่างหยาบๆอย่างประหลาดใจ หลิวจี้กลัวว่านางจะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายทันทีว่า “ข้าทำเอง มิใช่ของที่หญิงอื่นที่ให้มาแน่นอน”


ฉินเหยาพยักหน้า “กลับบ้านแล้วพอว่างๆ ก็ฝึกฝนกับพี่สะใภ้รองให้มากขึ้นหน่อย แล้วทำให้ข้าด้วยหนึ่งผืน”


หลิวจี้กลัวว่าสหายร่วมชั้นจะได้ยินจึงรีบทำท่าจุ๊ปากเป็นเชิงบอกให้เงียบและตอบเสียงเบา “แน่นอนแน่นอน แต่เราคุยกันเสียงเบาหน่อยเถิด”


“เจ้าต้องการหีบหนังสือแบบไหนเล่า” ฉินเหยาทิ้งผ้าเช็ดหน้าคืนใส่อกเสื้อเขาแล้วยิ้มถาม


หลิวจี้ดีใจขึ้นมาทันที รีบชี้ไปที่หีบหนังสือที่อยู่ในมือของเด็กรับใช้ข้างกายของฝานซิ่วไฉ “แบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว หากมันมีลูกเล่นแปลกๆ เพิ่มขึ้นได้อีกนิดก็คงจะดีมาก”


ฉินเหยาตอบรับอย่างง่ายดาย “ได้ หากวันนี้เจ้าสอบติด ข้าจะให้ช่างไม้หลิวทำให้เจ้าหนึ่งใบ แถมโต๊ะเล็กที่ใช้เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ วาดภาพ และรับประทานอาหารได้ด้วย”


เดิมทีคิดว่าเมื่อพูดเช่นนี้ เขาจะต้องดีใจสุดขีด


แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เจ้าคนที่เพิ่งข่มความตื่นเต้นไว้ได้ กลับมีท่าทางตื่นตระหนกอีกครั้ง ดวงตาเขาล่อกแล่กพลางเดินวนไปมาอยู่ที่เดิม


“มิใช่ว่าเคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งหรือ” ฉินเหยาพูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ทั้งสุขและทุกข์ก็ล้วนได้ลิ้มรสมาแล้ว ครั้งนี้เพียงทำใจให้เป็นปกติก็พอ”


หลิวจี้ดูราวกับไม่อยากจะเชื่อ ถามหยั่งเชิงว่า “ข้ายังมีโอกาสครั้งต่อไปจริงหรือ”


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย ขณะที่หางตาเหลือบเห็นฝูงชนที่จู่ๆก็ตื่นเต้นขึ้นมา นางก็ฉวยมือหลิวจี้แล้วพุ่งตรงไปยังแถวหน้าสุด


ผลประกาศออกมาแล้ว!


เหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่พากันไล่ฝูงชนให้ถอยห่างจากป้ายประกาศ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็นำแผ่นรายชื่อและน้ำแป้งมาทาเพื่อติดรายชื่อขึ้นไป


“มีชื่อของเจ้า!” สายตาของฉินเหยาเฉียบคม พริบตาก็มองเห็นตัวอักษรชื่อหลิวจี้สองตัวนี้ทันที


นางยังคิดว่าตนเองจะยังคงสงบได้ ทว่ากลับไม่รู้ตัวเลยว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น


หลิวจี้เพ่งพินิจกว่าสามสี่รอบเพื่อให้แน่ใจว่าสองตัวอักษรสุดท้ายบนรายชื่อคือชื่อของตนเอง จากนั้นเขาก็ตบอกก่อนถอนหายใจยาวด้วยความโล่งใจ “ครานี้ข้าค่อยวางใจได้เสียที”


น้ำเสียงแสดงความยินดีนั้นแฝงไว้ด้วยความเย้าหยอกอยู่ไม่น้อย แต่หลิวจี้กลับรับไว้ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข เขายกมือขึ้นคำนับเบาๆ “ขอบคุณ ขอบคุณ


ฝานซิ่วไฉพลันแค่นเสียงเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับเด็กรับใช้ข้างกาย ในมือยังถือหีบหนังสือพลังเซียนแสนสะดุดตา


เหตุการณ์เช่นนี้หลิวจี้เคยผ่านมาครั้งหนึ่งแล้ว ครานี้หลังจากยืนยันเรื่องรายชื่อแล้วจึงสงบลง


กลับเป็นรอยยิ้มสว่างไสวของฉินเหยาที่ทำให้เขารู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย


เขาเหมือนจะไม่เคยเห็นนางยิ้มได้สดใสถึงเพียงนี้มาก่อน


หลิวจี้ยกมือเกาศีรษะ อยากจะมองหน้านางให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย แต่ก็รู้สึกประดักประเดิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หัวใจเต็มไปด้วยความปีติที่ได้รับการยอมรับ เป็นความรู้สึกที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่กลับทำให้แผ่นหลังของเขายืดตรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว


หลังจากที่ฉินเหยาปลาบปลื้มใจเสร็จก็หันกลับไปดูรายชื่ออื่นๆบนกระดาน และพบเข้ากับชื่อที่คุ้นเคย หลิวลี่


“เอ๋? เจ้ารองหลิวก็ติดอันดับเช่นกันรึ” หลิวจี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เพิ่งสังเกตเห็นชื่อของหลิวลี่ ที่อยู่ในลำดับเหนือกว่าตนไปมาก


หลิวลี่เป็นบุตรชายคนรองของบ้านหลิวต้าฝูและเป็นผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกับเขา


ฉินเหยารู้สึกแปลกใจจึงหันไปถามหลิวจี้ “เจ้าสองคนเรียนในสำนักศึกษาเดียวกัน แล้วยังสอบในสนามสอบเดียวกันอีก เจ้าไม่สังเกตเห็นเขาเลยรึ”


หลิวจี้ยักไหล่ “ข้าหมกมุ่นอยู่กับการทำข้อสอบรอบแรกให้ดีเพื่อให้เมียจ๋าของข้าชื่นใจ จะมีเวลาที่ไหนไปสนใจพวกคนไม่สำคัญเหล่านั้นเล่า”


แน่นอน เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ทั้งเขาและหลิวลี่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน หลิวจี้จึงไม่อยากให้คนอื่นนำตนเองไปเปรียบเทียบกับอีกฝ่าย ดังนั้นในชีวิตประจำวันจึงพยายามหลีกเลี่ยงอีกฝ่ายให้มากที่สุด


ทั้งที่ทั้งคู่คุ้นเคยกันดี แต่เมื่อมาอยู่ในเมืองกลับต้องทำเหมือนไม่สนิทกัน


หลิวลี่เองก็ไม่ได้ชอบหลิวจี้นัก พอใจที่จะอยู่ห่างๆเช่นกัน ที่จริงเขายังกลัวว่าหลิวจี้จะเข้ามาตีสนิทเสียอีก


แต่ในยามนี้ ดูเหมือนจะหลบเลี่ยงไม่ได้แล้ว


แม้ว่าหลิวลี่จะไม่ชอบหลิวจี้ แต่ก็ไม่ได้ขัดแย้งต่อความชื่นชมที่เขามีต่อฉินเหยา


“พี่สะใภ้ ท่านก็มาด้วยหรือ!” หลิวลี่ฝ่าฝูงชนเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ข้างกายเขามีภรรยาและหลิวกงผู้เป็นพี่ชาย


หลิวกงเองก็ยิ้มให้ฉินเหยาอย่างมีมารยาทพร้อมกล่าวแสดงความยินดี


ฉินเหยากล่าวแสดงความยินดีตอบ หลิวจี้ก็จำต้องกล่าวแสดงความยินดีกับหลิวลี่เช่นกัน


“ออกไปพูดคุยกันข้างนอกเถอะ ตรงนี้มีคนเยอะเกินไป” ฉินเหยาชี้ไปด้านนอก ก่อนจะนำทุกคนออกไปยังตรอกที่มีผู้คนบางตา และกล่าวทักทายกันอีกเล็กน้อย


หลิวลี่เอ่ยถาม “พี่สะใภ้ พวกท่านจะกลับวันนี้เลยหรือไม่ พี่ชายของข้าขับรถม้ามา เรากลับพร้อมกันก็ได้”


ฉินเหยาโบกมือ “พวกข้าคงกลับช้ากว่านั้นหน่อย ข้าเองก็นำรถม้ามาด้วย เอาไว้กลับถึงหมู่บ้านแล้วค่อยพบกันใหม่เถิด”


เมื่อหลิวลี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขายังอยากถามฉินเหยาเรื่องที่นางล่าหมีล่าเสืออยู่เลย


แต่ยังไงก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน โอกาสยังมีอีกเยอะ เขาจึงหันไปถามหลิวจี้ว่า อยากซื้อประทัดสักสองชุดกลับไปจุดฉลองหรือไม่


ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกาย นั่นช่างดูน่าเกรงขามนัก!


แต่ก่อนที่เขาจะตอบรับ ฉินเหยาก็ชิงปฏิเสธไปก่อนแล้ว นางกลัวว่าหลิวจี้จะเหลิงเกินไป คนเราอย่างไรก็ควรถ่อมตัวเข้าไว้


หลิวจี้จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ แสร้งทำเป็นถ่อมตัว “ไม่เอาไม่เอา รอให้ข้าสอบติดเป็นซิ่วไฉก่อนเถอะ ตอนนี้ข้าเป็นแค่ถงเซิงตัวเล็กๆในเขตนี้ยังมีอีกเป็นกอง จะไปจุดประทัดให้ใครเขาหัวเราะเยาะเล่นทำไม…โอ๊ย! เมียจ๋า เจ้าตีข้าทำไม!?”


ฉินเหยาใช้ข้อศอกกระแทกเขาไปหนึ่งที พูดไม่เป็นก็หุบปากไปเสีย!


หลิวลี่ที่ตั้งใจจะซื้อประทัดกลับหมู่บ้านเพื่อประกาศข่าวใหญ่ บัดนี้เกิดความสงสัยจริงๆ ว่าเจ้าหลิวสามนี่กำลังพูดแดกดันตัวเองอยู่ หากยังอยู่ต่อไปคงโดนทำให้โมโหตาย จึงขอลากลับไปก่อน


ก่อนจากไป หลิวกงถามฉินเหยาว่าปีนี้จะเริ่มปลูกพืชเมื่อใด ถึงตอนนั้นพาพวกเขาปลูกด้วยได้หรือไม่


“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เอาไว้กลับหมู่บ้านแล้วค่อยว่ากัน” ฉินเหยากล่าวพลางยิ้ม


หลิวกงได้ยินดังนั้นก็วางใจแล้วพาน้องชายไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อรับเอกสารรับรอง


ตอนที่ 208: บุรุษเมาสามส่วน


หลิวจี้ก็ต้องรับมันด้วยเช่นกัน เดิมทีสองตระกูลคิดที่จะแยกกันไป กลับก้าวเท้าเข้าสู่ที่ว่าการอำเภอแทบจะพร้อมกัน


ฉินเหยาและหลิวกงสบตากัน ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย


หลังจากได้รับเอกสารรับรองสถานะถงเซิงแล้ว และได้รับสิทธิ์ในการเข้าสอบเคอจวี่อย่างเป็นทางการ ทั้งสองตระกูลจึงแยกทางกันจริงๆ


หลิวจี้ไปขอลาหยุดจากอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาสามวัน ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจดีว่าเขาต้องกลับบ้านไปแจ้งข่าวดีจึงอนุญาตอย่างง่ายดาย


ไม่เพียงเท่านั้น ยังกล่าวแสดงความยินดีกับหลิวจี้เป็นพิเศษ พลางลูบเคราแล้วเดินไปส่งเขาถึงประตูสำนักศึกษา ท่าทางเต็มไปด้วยความชื่นชม


แต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยคาดหวังสิ่งใดจากเด็กหนุ่มผู้นี้เลย คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเข้าเรียนได้ไม่ถึงปีก็สามารถสอบผ่านถงเซิงได้ ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง


เมื่อมองดูหลิวจี้ที่มีรูปลักษณ์สง่างาม อาจารย์ใหญ่ก็คิดในใจว่า บางทีนี่อาจเป็นอัจฉริยะที่จรัสแสงช้ากว่าผู้อื่นก็เป็นได้


สายตาร้อนแรงของอาจารย์ใหญ่ทำให้หลิวจี้รู้สึกร้อนตัวไม่น้อย


โชคดีที่มีเพียงเขากับฉินเหยาที่รู้ว่าเขาสอบผ่านการสอบรอบแรกนี้มาได้อย่างไร ต่อหน้าชาวบ้านตระกูลหลิวที่ไม่รู้เรื่องซับซ้อนเหล่านี้ เขายังสามารถวางท่าได้อยู่


เมื่อขอลาหยุดเสร็จ ฉินเหยาก็ซื้อเนื้อหมูสดใหม่หลายชิ้น ตั้งใจจะกลับบ้านไปฉลองกับคนที่เรือนเก่าด้วยกัน สองสามีภรรยาตามหลังพี่น้องหลิวลี่ออกจากเมืองเพื่อกลับหมู่บ้าน


ห่างบ้านไปเพียงสี่วัน แต่เมื่อกลับมา ฐานะกลับแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงแล้ว


ด้วยกลัวว่าหลิวจี้จะลำพองใจจนเกินไป ฉินเหยาจึงคอยกำชับเขาตลอดทางให้วางตัวถ่อมตน พูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เผลอพูดอะไรผิดพลาดออกไป


หลิวจี้ตอบรับ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเฝ้ารอภาพใบหน้าตกตะลึงของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว


ใครเล่าจะคาดคิดว่าอันธพาลไม่เอาไหนที่พวกเขาด่าว่าประจำจะสามารถสอบผ่านการสอบรอบแรกได้และได้รับสิทธิ์เข้าร่วมสอบเคอจวี่?


เมื่อจินตนาการถึงภาพนั้น มุมปากของหลิวจี้ก็ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้


ฉินเหยาก็รู้สึกยินดีเช่นกัน เป้าหมายเล็กๆของนางเข้าใกล้ขึ้นไปอีกก้าวแล้ว หนึ่งปีครึ่งที่นางข้ามภพมาจนถึงวันนี้ นางได้เห็นความหวังที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าแล้ว


“หลิวจี้ ต่อไปชีวิตของครอบครัวเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ” ฉินเหยากล่าวด้วยความมั่นใจ


“พวกเราหรือ” หลิวจี้ตกใจที่ได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ เขาถือเป็นหนึ่งในครอบครัวนี้แล้วอย่างนั้นหรือ


หากอยากให้ม้าวิ่งต่อไปข้างหน้าก็ต้องมีน้ำตาลป้อนให้มันบ้าง


ฉินเหยาตบไหล่เขาด้วยท่าทางจริงจัง ย้ำคำเดิม “ใช่แล้ว พวกเรา”


“ตั้งใจเข้า ด่านต่อไปคือการสอบจริงที่กำลังรอพวกเราอยู่”


หลิวจี้พยักหน้าหนักแน่น “อื้มๆ!”


ตอนนี้เขารู้สึกเปี่ยมพลังไปทั้งตัว หากไม่ใช่เพราะรู้ระดับของตนเองดี เขาคงอยากจะกลืนตำราทั้งหมดลงท้องแล้วเร่งสอบให้ผ่านเสียในเดือนห้า คว้าตำแหน่งซิ่วไฉมาให้นางดู!


ฉินเหยายิ้มจางอย่างพึงพอใจ “แต่อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป สอบผ่านรอบแรกได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว รอบต่อไปให้ถือว่าเป็นการไปสัมผัสบรรยากาศของการสอบเคอจวี่ล่วงหน้า กลับมาจะได้รู้แนวทางและเน้นฝึกฝนให้ตรงจุด”


ตอนนี้หลิวจี้ได้ลิ้มรสประโยชน์ของตารางเรียนฉินเหยาแล้ว เขาพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “เมียจ๋า เจ้าว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ข้าเชื่อฟังเจ้าเท่านั้น”


เจ้าคนนี้ พอพูดจาฝืนใจเมื่อใดก็มักเผยพิรุธออกมาทุกที ฉินเหยาไม่อยากจะมอง แต่สุดท้ายก็ยังฝืนส่งยิ้มไปให้ อย่างไรเสียก็ต้องให้กำลังใจเขา ไม่อาจดับไฟแห่งความกระตือรือร้นของเขาได้


ยามโพล้เพล้ รถม้าคันหนึ่งแล่นเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเงียบสงบ


แต่สิ่งที่ทำให้สองสามีภรรยาคาดไม่ถึงก็คือ เพียงแค่ผ่านบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน เสียงประทัดก็ดังขึ้นกึกก้อง


เหล่าหวงสะดุ้งจนดีดตัวสูงถึงสามฉื่อ เกือบทำให้ฉินเหยาและหลิวจี้ที่นั่งอยู่บนรถม้าหลุดกระเด็นออกจากตัวรถ


ฉินเหยาพยายามควบคุมรถม้าให้มั่นคงอย่างสุดความสามารถ ทว่ารอบตัวกลับถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว


หลิวเหล่าฮั่นน้ำตาคลอเบ้ายืนอยู่ด้านหน้าสุด เมื่อเห็นหลิวจี้ก็รีบดึงตัวเขาลงจากรถม้าทันที ก่อนจะตบไหล่เขาหนักๆ แล้วเอ่ยคำระลึกถึงเหล่าบรรพชน บอกว่าบรรพชนคุ้มครองคนตระกูลหลิว บัดนี้ตระกูลหลิวของพวกเขามีถงเซิงแล้ว


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเองต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย ชาวบ้านก็พากันนำผัก ไข่ไก่ ข้าวสาร และน้ำมันมามอบให้ เพื่อแสดงความยินดีที่หลิวจี้สอบผ่านการสอบรอบแรก พร้อมกับขอร้องให้เขาช่วยเหลือพวกตนในภายภาคหน้า


หลิวต้าฝูเองก็ได้นำของขวัญมาแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน เขาตั้งใจเดินมาหาฉินเหยา แล้วกล่าวเป็นนัยเกี่ยวกับเรื่องที่อยากให้หลิวลี่เดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลพร้อมกับหลิวจี้ พร้อมฝากฝังให้ฉินเหยาช่วยดูแลสักหน่อย


แต่สถานการณ์ในที่นั้นวุ่นวายเกินไป ฉินเหยาไม่มีโอกาสตอบคำถามใดๆ ก็ถูกนางเหอและนางชิวลากเข้าไปกลางวงเพื่อรับคำอวยพร


ฉินเหยาอาศัยจังหวะแอบเงยหน้ากวาดตามองไปรอบๆ เห็นเด็กทั้งสี่ในบ้านของตนถูกชาวบ้านเบียดออกไปอยู่ข้างนอก พวกเขาอยากเข้ามาใกล้แต่ก็ถูกเหล่าผู้ใหญ่เบียดออกไปอีก


ต้าหลางเพียงยิ้มขมขื่น ก่อนจะรวบตัวน้องชายและน้องสาวแล้วพากันหลบออกไปให้ไกลกว่าเดิม


วันนี้ฉินเหยาได้สัมผัสถึงความกระตือรือร้นของชาวบ้านอย่างลึกซึ้ง


หลิวต้าฝูเป็นผู้นำ พาทุกคนไปร่วมกินข้าวที่บ้านของตน จะได้สร้างโอกาสให้ว่าที่นายท่านซิ่วไฉทั้งสองได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น


สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คล้ายกับภาพที่หลิวจี้จินตนาการไว้ก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เดิมทีเขาเพียงต้องการให้ชาวบ้านให้ความเคารพตน หาใช่ถูกมองเป็นลิงแสดงละครให้ใครดูไม่


คำว่าช่วยข้าด้วยยังไม่ทันได้เปล่งออกจากปาก หลิวจี้ก็ถูกชาวบ้านลากไปยังบ้านของหลิวต้าฝู พร้อมกับหลิวลี่ที่ถูก ‘ทารุณ’ จนหมดสภาพไปแล้ว ทั้งสองได้แต่นั่งจ้องตากันปริบๆ


ฉินเหยาเห็นว่าความสนใจหลักของชาวบ้านถูกหลิวจี้ดึงไปหมดแล้วจึงรีบตวัดแส้ บังคับรถม้า แล้วคว้าตัวเด็กน้อยผู้น่าสงสารทั้งสี่ขึ้นมา เฆี่ยนม้าหนีไปยังบ้านราวกับกำลังหนีตาย


แต่ไม่อาจต้านทานความกระตือรือร้นของเหล่าชาวบ้านได้ พวกนางเหอถึงกับตามมาถึงบ้านของนาง ช่วยกันจอดรถม้าให้เรียบร้อย แถมยังช่วยลงกลอนประตูบ้าน ก่อนจะพาฉินเหยาและเด็กทั้งสี่ไปยังบ้านของหลิวต้าฝูด้วยกัน


หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีเรื่องครึกครื้นเช่นนี้มานานแล้ว ทุกคนต่างเผยรอยยิ้มจริงใจ ดวงตาเป็นประกายจับจ้องมาที่เจ้าแล้วฉินเหยาจะปฏิเสธได้อย่างไร


หลิวต้าฝูเปิดไหสุราชั้นดี เมื่อหลิวจี้กระดกเข้าไปสองจอก อารมณ์ก็เริ่มฮึกเหิมขึ้นมา นิสัยเจ้าพ่อแห่งวงการเข้าสังคมที่ซ่อนอยู่ก็พลันถูกปลุกขึ้น เขาเดินไล่กอดท่านลุงท่านป้าทั่วหมู่บ้านรอบหนึ่ง


หลิวลี่เห็นแล้วถึงกับขนลุก รีบถอยห่างออกมาให้ไกล ทว่าบิดาของเขาหลิวต้าฝูกลับคอยดันเขาให้เข้าไปใกล้หลิวจี้ หวังให้ทั้งสองสนิทสนมกันไว้ วันหน้าจะได้พึ่งพากันได้


ฉินเหยากลัวว่าหลิวจี้จะเมาแล้วหลุดปากพูดอะไรที่ไม่ควร นางจึงรับเหล้าแทนเขาทุกจอก ดื่มลงไปไม่หยุด แต่ใบหน้ากลับไม่ขึ้นสีแดงแม้แต่น้อย


แม้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจะร่วมกันมอมเหล้าแต่นางก็ยังไม่ล้มลง ทำได้พวกเขานับถือจนหมดใจ


เมื่อความครึกครื้นสงบลง ครอบครัวทั้งหกคนก็กลับถึงบ้าน มองดูใบหน้าของอีกฝ่ายที่ถูกชาวบ้านละเลงสีจนแดงแจ๋ ทันใดนั้นก็พากันหัวเราะพรืดออกมา


หัวเราะจนพอใจแล้ว ฉินเหยาก็ซัดเท้าใส่ก้นของหลิวจี้เต็มแรง “ลุกขึ้นไปต้มน้ำเดี๋ยวนี้!”


หลิวจี้พลิกตัวไปมาอยู่บนพื้น พึมพำอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังคงไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย


ฉินเหยาขมวดคิ้ว “อย่าบังคับให้ข้าต้องลงมือปลุกเจ้าด้วยการตบหน้านะ”


เพิ่งให้สีไปเพียงเล็กน้อยก็คิดอยากเปิดโรงย้อมผ้าซะแล้วหรือ?!


หลิวจี้สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจึงรีบลืมตาขึ้นทันที ก่อนจะลุกพรวดพุ่งเข้าไปในครัว จุดไฟต้มน้ำอย่างว่องไว ไร้ซึ่งอาการมึนเมาอีก


ซานหลางและซื่อเหนียงกะพริบตาปริบๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “ที่แท้ ท่านพ่อไม่ได้เมาหรอกหรือ”


ฉินเหยาหยิกแก้มกลมๆของทั้งสองเบาๆ “พวกเจ้ายังเยาว์วัยนัก”


บุรุษเมาสามส่วน สามารถแสดงจนเจ้าร่ำไห้ได้


“เอาล่ะ ล้างหน้าแล้วเปลี่ยนชุดเสีย อีกเดี๋ยวรายงานให้ข้าฟังด้วยว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้าง”


คำพูดนี้นางพูดกับสี่พี่น้อง


แต่ทั้งสี่กลับไม่แสดงอาการร้อนรน พวกเขาต่างก็ตั้งใจฟังคำสอนของอาจารย์


ตลอดสี่วันที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่บ้าน ทุกคืนพวกเขาก็คอยดูแลกันและกัน ทบทวนตำราอย่างขยันขันแข็ง


ฉินเหยามองดูท่าทีสงบนิ่งของสี่พี่น้อง ก่อนจะเหลือบไปมองใครบางคนที่กำลังวุ่นวายในครัว หัวใจของนางราวกับได้รับการปลอบโยน


ตอนที่ 209: เตรียมสะสมเสบียง


ฉินเหยาใช้ฝ่ามือลูบสีแดงบนใบหน้าอย่างลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปตรวจสอบข้าวสาลีที่ตากแดดไว้ตลอดหลายวันมานี้


ในส่วนของค่าเช่า ทางบ้านหลิวต้าฝูได้ให้คนมาขนไปแล้ว เหลือข้าวสาลีอีกกว่าหนึ่งพันหนึ่งร้อยจินที่ยังไม่ได้สีเปลือก บางส่วนถูกเก็บไว้ในถังข้าวเปลือก อีกบางส่วนบรรจุอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่


ฟางข้าวที่เหลือถูกกองทิ้งไว้บนลานหน้าประตู ต้าหลางที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จเดินเข้ามาหาฉินเหยาแล้วกล่าวว่า


“ผู้ใหญ่บ้านบอกให้เอาฟางข้าวทั้งหมดของปีนี้ไปเผาที่ทุ่งนา ทุกบ้านห้ามเก็บเอาไว้ นี่เป็นคำสั่งของใต้เท้านายอำเภอ ท่านยังบอกให้ทุกคนอย่ากังวลเรื่องแมลงศัตรูพืช เพียงแค่ทำการไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิให้แล้วเสร็จ ทุกอย่างทางการจะเป็นผู้ดูแลเอง”


“ใต้เท้านายอำเภอหรือ” ฉินเหยารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย


ต้าหลางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ผู้ใหญ่บ้านออกเดินทางไปยังตัวอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่เมื่อวาน ข้าได้ยินมาว่า ใต้เท้านายอำเภอทราบเรื่องแมลงศัตรูพืชแล้วจึงเดินทางมาตรวจสอบความเป็นอยู่ของราษฎร หลังจากนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็กลับมาเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง”


การกระทำนี้ ทำให้ชาวบ้านใต้เขตปกครองของอำเภอไคหยางคลายความกังวลเรื่องแมลงศัตรูพืชไปได้มาก จนสามารถตั้งใจทำการหว่านไถรับฤดูใบไม้ผลิได้อย่างสงบใจ


หลิวจี้ต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วก็ตะโกนเรียกทุกคนให้ไปตักน้ำมาล้างหน้าและล้างเท้าที่ห้องครัว


ต้าหลางขานรับแล้วหันไปถามฉินเหยาที่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “น้าเหยาขอรับ คำพูดของใต้เท้านายอำเภอเป็นความจริงหรือไม่ พวกเราจะไม่ต้องกังวลแล้วใช่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้ารับเบาๆ พลางตบไหล่ของเด็กหนุ่ม “ไปล้างหน้าเถอะ พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปสำนักศึกษาอีกนะ”


ต้าหลางได้ยินคำตอบของนางก็รู้สึกเบาใจลงมาก จึงเรียกน้องชายและน้องสาวที่กำลังเล่นซนให้ไปล้างหน้าแล้วกลับเข้าห้องนอน


ก่อนนอนฉินเหยาและหลิวจี้นั่งตรวจการบ้านให้เด็กทั้งสี่คน โดยแบ่งหน้าที่กันคนละสองคน


เป็นครั้งแรกที่หลิวจี้ได้สัมผัสถึงความพังทลายจากการสอนการบ้านเด็กๆเพราะเขาพบว่า แม้แต่เด็กเพียงคนเดียวเขาก็ยังสู้ไม่ได้!


เอ้อร์หลางถามท่านพ่อเสร็จแล้วก็พูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ท่านพ่อ ข้ากับซื่อเหนียงถามปัญหาท่าน ท่านก็ตอบไม่ได้ แสดงว่าพวกเราฉลาดกว่าท่านใช่หรือไม่ เช่นนี้พวกเราก็น่าจะสอบผ่านการสอบรอบแรกได้เหมือนกันใช่หรือไม่”


หลิวจี้ถลึงตาใส่ “ฝันไปเถิด! เจ้าคิดว่าการสอบรอบแรกจะผ่านได้ง่ายๆเพียงนั้นหรือไร”


พูดจบก็เตรียมจะคลี่กระดาษออกเพื่อให้หลิวจี้คัดลอกหัวข้อการสอบออกมา เขาต้องการทำข้อสอบจำลองดูว่าแท้จริงแล้วมันยากเพียงใดกันแน่


“เจ้าไม่เหนื่อยหรือ” หลิวจี้ถามด้วยความตกตะลึง


เอ้อร์หลางส่ายหน้า แถมยังกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้นเล็กน้อยว่า “ไม่เหนื่อยเลยสักนิด!”


พูดพลางก็ฝนหมึกจนพร้อม หยิบพู่กันส่งให้หลิวจี้ด้วยสีหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยม รอให้เขาลงมือเขียนหัวข้อการสอบ


หลิวจี้อ้าปากค้าง กำลังคิดหาข้ออ้างเพื่อหลบหนี ฉินเหยาก็หันมามองด้วยความสงสัยพอดี


หลิวจี้กล่าวเสียงเบาว่า “วันนี้มันดึกเกินไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเขียนดีหรือไม่ การเขียนหนังสือกลางคืนไม่ดีต่อดวงตานะ…”


ยังไม่ทันสิ้นเสียง ซื่อเหนียงก็ประคองเชิงเทียนเดินเข้ามา วางลงบนโต๊ะหนังสืออย่างมั่นคง ยิ้มหวานให้หลิวจี้พลางกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าจะคอยถือโคมไฟให้ท่านเอง”


ฉินเหยากลั้นหัวเราะแล้วพยักเพยิดคางส่งสัญญาณให้หลิวจี้ “เขียนเถิด ข้าก็กำลังคิดจะให้เจ้าคัดลอกหัวข้อการสอบของรอบแรกออกมาให้พวกต้าหลางใช้ทำข้อสอบจำลองพอดี”


หลิวจี้เหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ดวงจันทร์ลอยอยู่กลางนภา หากยังไม่ได้นอน เกรงว่าเขาคงจะสิ้นชีพเสียก่อนน่ะสิ!


ทว่าเมื่อเผชิญกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของห้าแม่ลูก เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาเริ่มเขียนหัวข้อของการสอบรอบแรก


โชคดีที่หัวข้อไม่ได้ยาวเกินไป มีเพียงบทกวีหนึ่งบท บทความสองบท ใช้เวลาสองเค่อก็เขียนเสร็จ


พอเขียนเสร็จ หลิวจี้ก็โยนพู่กันทิ้งพลางหาวหนึ่งครั้งแล้วลุกขึ้น รีบหลบเข้าไปในห้องเล็กๆของตนราวกับลี้ภัย มุดหัวเข้าไปนอนทันที


ต้าหลางและฉินเหยามองสบตากัน แม่ลูกทั้งสองคนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ


เอ้อร์หลางยังอยากทำโจทย์ต่ออยู่เลย แต่พอถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ พี่น้องไม่กี่คนจึงต้องสะกดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ สงบจิตใจแล้วขึ้นเตียงเข้านอน


ฉินเหยาดับเทียน ปิดประตูห้องให้พวกเขาแล้วกลับมาที่ห้องของตน มองม่านที่สะท้อนแสงสีเขียวจางๆ ท่ามกลางความมืดก็รู้สึกนอนไม่หลับ


คนที่เคยประสบภัยพิบัติมาหลายครั้งย่อมมีนิสัยกักตุนเสบียงติดตัวไม่มากก็น้อย


แต่ครั้งนี้ แมลงระบาดดูเหมือนยังไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงมากนัก นายอำเภอที่มาตรวจนาด้วยตัวเองก็ช่วยให้เหล่าชาวนาเกิดความมั่นใจมากขึ้น แต่ด้วยประสบการณ์หลายปีของนาง อย่างไรก็ต้องกักตุนเสบียงไว้บ้าง


ไม่เพียงแต่ต้องกักตุน นางยังต้องกำชับคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวว่าปีนี้อย่าเพิ่งขายข้าวออกไป


หากทำได้ ควรให้หมู่บ้านเป็นฝ่ายจัดซื้อข้าวสารร่วมกัน เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงและกักตุนได้มากขึ้น


ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากแมลงระบาดหนักในหมู่บ้าน ตอนนี้ก็เริ่มไปขอยืมเสบียงจากบ้านที่มีเหลือแล้ว โดยตั้งใจว่าจะคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังฤดูเก็บเกี่ยว


ทุกคนล้วนเป็นคนในตระกูลเดียวกันจึงไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยแพง ดังนั้นจึงขอยืมกันมากกว่าซื้อขายด้วยเงิน


ฉินเหยาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวมานาน นางย่อมรู้ดีว่าฐานะทางเศรษฐกิจของหมู่บ้านนี้ แม้ไม่ร่ำรวยเท่าผู้อื่นแต่ก็ไม่ได้ยากจนที่สุด ยังมีหมู่บ้านที่ยากจนกว่านี้อีก


หากแต่ละบ้านต่างกักตุนเสบียงกันเอง เกรงว่าคงจะจัดการได้ยาก เพราะย่อมมีบ้านที่ไม่มีแม้แต่เหวินเดียวให้ใช้จ่าย


ทว่าหากให้ตระกูลเป็นผู้ออกหน้าและดำเนินการ ก็จะสามารถดูแลครอบครัวที่ไม่มีเงินแม้แต่เหวินเดียวได้


ฉินเหยาไม่ได้เกิดจิตเมตตาขึ้นมากะทันหันเพียงแต่นางมาจากวันสิ้นโลก จึงรู้ดีว่าความสามัคคีของชุมชนนั้นสำคัญเพียงใดต่อการป้องกันฐานที่มั่น


หลังจากฤดูไถหว่านผ่านไป ครอบครัวที่มีฐานะยากจนในหมู่บ้านก็จะกินเสบียงที่ยืมมาจนหมด


หากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับทุกหมู่บ้านในทุกพื้นที่ เกรงว่าปัญหาความอดอยากคงยากจะแก้ไข


หากทางการสามารถเปิดคลังแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ได้ทันท่วงที ปัญหาก็คงไม่ใหญ่โตนัก


แต่ฉินเหยาไม่กล้าวางใจต่อหน่วยงานของทางการเหล่านี้ นางเชื่อมั่นเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น


เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ทางการอาจไม่สามารถเปิดคลังแจกจ่ายเสบียงได้ทัน นางจำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยง


คิดได้ดังนั้น ฉินเหยาจึงยิ่งมั่นใจในแผนการกักตุนเสบียงของตนเองมากขึ้น


เช้าวันต่อมา หลังจากส่งเด็กๆไปสำนักศึกษาเสร็จ นางก็รีบไปเรียกหลิวจี้ที่กำลังเผาฟางข้าวสาลีในท้องนา


“จะไปไหนหรือ” หลิวจี้งุนงงเล็กน้อย


ฉินเหยากล่าวว่า “ไปหาผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูล”


หลิวจี้ใจสั่นวาบ รีบถามว่า “ไปหาพวกเขาทำไม” ฟังดูเหมือนมีเรื่องใหญ่อะไรสักอย่าง


ฉินเหยาจึงบอกถึงแผนการกักตุนเสบียงของตน รวมทั้งความไม่ไว้วางใจที่นางมีต่อทางการอย่างสั้นๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวจี้ก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที “ก่อนหน้านี้มิใช่เจ้าว่าบอกว่าไม่มีปัญหาหรอกหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า แต่ก็กล่าวเสริมว่า “เตรียมการไว้ล่วงหน้าย่อมดีกว่าต้องมารับมือภายหลัง”


“ตอนนี้ราคาข้าวยังพอซื้อไหว แต่หากช้ากว่านี้เกรงว่าแม้แต่จะซื้อก็ยังซื้อไม่ได้แล้ว”


เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมาก็ทำให้หลิวจี้ถึงกับหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย “ไม่หรอกกระมัง”


ฉินเหยากระตุ้นให้เขาเดินเร็วขึ้น อย่ามัวยืดยาดเชื่องช้า “ถือเสียว่าใช้เงินซื้อความสบายใจเถอะ ได้หรือไม่”


หลิวจี้พยักหน้า “แน่นอนว่าได้ แต่เรื่องนี้เจ้าจัดการเองก็พอแล้ว จะลากข้าไปด้วยให้เปลืองแรงทำไม ฟางข้าวในนาก็ยังเผาไม่หมดเลย”


ฉินเหยาคิดตามแล้วก็เห็นด้วย “เช่นนั้นเจ้ากลับไปเถอะ ข้าจะไปเอง”


หลิวจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจ “ช่างเถอะ ไปด้วยกัน ข้ายังช่วยเจ้าพูดได้สองสามประโยค ตาเฒ่าสองคนนั่นยังไม่แน่ว่าจะเต็มใจใส่ใจกับเรื่องนี้หรือไม่”


ฉินเหยาตกใจหันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง หลิวจี้รู้สึกไม่มั่นใจจึงอุทานขึ้น “อะไรเล่า?!”


“เจ้าหลิวสาม ตั้งแต่เมื่อใดกันถึงที่เจ้ารู้จักคิดอ่านได้ถึงเพียงนี้” ฉินเหยากวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะจุปากอย่างอัศจรรย์ใจ


หลิวจี้ฉีกยิ้มประจบแล้วเอ่ยถาม “เมียจ๋า เจ้ากำลังชมข้าหรือด่าข้ากันแน่”


ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบคำ


ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านทว่ากลับพบว่าไม่มีใครอยู่


ตอนที่ 210: มีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง


หลิวฉีกล่าวว่า ปู่ของเขาออกไปหาหัวหน้าตระกูลตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องปรึกษา “บางทีอาจเป็นเรื่องวางแผนไถหว่านพืชผลในฤดูใบไม้ผลิ”


เมื่อพูดจบ เขายังเหลือบมองฉินเหยาอย่างคาดหวัง ปีนี้ทุกคนต่างรอให้นางเป็นผู้นำชี้แนะวิธีเพาะปลูก หวังให้ได้ผลผลิตสูงถึงห้าร้อยจินต่อหมู่เช่นเดียวกับบ้านของนางเมื่อปีที่แล้ว


ฉินเหยาครุ่นคิดถึงเรื่องกักตุนเสบียง ไม่มีเวลามากล่าวอะไรกับหลิวฉีมาก นางคว้าหลิวจี้ที่กำลังคิดจะไปอาศัยบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อกินข้าวเช้า ก่อนรีบตรงไปยังบ้านหัวหน้าตระกูล


อย่างที่คิดชายชราสองคนอยู่ด้วยกันจริงๆ เพียงแต่ไม่ได้กำลังหารือเรื่องการเพาะปลูก


ฉินเหยาเดินเข้าประตูมา ยังมิได้ดื่มน้ำสักหยด ก็รีบกล่าวถึงความกังวลของนางเกี่ยวกับเสบียงสำรองที่แต่ละบ้านในหมู่บ้านมีอยู่น้อยเกินไป


“เจ้าคิดจะกักตุนเสบียงหรือ” ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเอ่ยขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของพวกเขาดูไม่เหมือนกับที่นางคิดไว้เลย มิใช่ความเหนื่อยหน่ายที่กลัวจะต้องยุ่งยาก ตรงกันข้าม ดวงตาของชายชราทั้งสองกลับเปล่งประกายขึ้นทันที


ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าวหยั่งเชิงว่า “หรือว่าท่านทั้งสองก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกัน?”


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลรีบพยักหน้ารัวๆ ช่างเป็นความบังเอิญอันน่ายินดีจริงๆ!


ทั้งสองรีบดึงฉินเหยาให้นั่งลง ก่อนจะบอกนางว่า พวกเขากำลังเตรียมจะนำเงินที่นางมอบให้กองกลางของหมู่บ้านเมื่อปีที่แล้วจากการขายหิน มาใช้ซื้อเสบียงเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้คนในหมู่บ้านที่กำลังลำบาก


ส่วนแผนการซ่อมถนนนั้น คงต้องเลื่อนออกไปก่อน


แต่พวกเขากลัวว่าตระกูลอื่นๆจะไม่เห็นด้วยที่นำเงินไปซื้อเสบียงแทนการซ่อมถนน จึงกำลังหาทางออกกันอยู่พอดี


เงินจำนวนนี้ถูกเก็บสะสมมาจนถึงตอนนี้ ได้ทั้งหมดหนึ่งตำลึงหกเฉียน หากคิดตามราคาข้าวหยาบในปัจจุบันที่อยู่ที่สามเหวินต่อหนึ่งจินก็สามารถซื้อข้าวหยาบได้ห้าร้อยสามสิบสามจิน


หากเป็นเมื่อก่อน แม้จะมีใจจะทำแต่ก็คงไร้ซึ่งกำลัง


แต่ปีนี้เงินในกองกลางมีอยู่พอดีจึงคิดจะใช้มันช่วยเหลือคนในตระกูลก่อน


ฉินเหยามองหลิวจี้แวบหนึ่ง ดูเถิด นี่แหละคือวิสัยทัศน์ของผู้นำ!


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลล้วนเป็นผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์ ย่อมคิดการณ์ไกลกว่าหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ทางการบอกว่าในเดือนห้าหรือหกเสบียงที่ขาดไปก็จะมีมาทดแทนได้พอดี แต่ใครจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่


สุดท้ายแล้ว ชีวิตของตนก็ต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก


เรื่องนี้กลับตรงกับความคิดของฉินเหยาโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสามปรึกษากัน หากจะกักตุนเสบียงก็ต้องตุนให้มาก ตุนกันทั้งหมู่บ้าน ยังจะกลัวว่าเสบียงไม่พออีกหรือ


เมื่อฉินเหยาเป็นผู้เสนอความคิดกักตุนเสบียงก่อน ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลก็ยิ่งมีความมั่นใจในชาวบ้านมากขึ้น ตอนเที่ยงจึงเรียกชาวบ้านที่ว่างเวียนมาเพื่อสอบถามความคิดเห็น


น่าเสียดาย สถานการณ์กลับแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง


บ้านที่มีเสบียงพอไม่อยากเสียเงินก้อนนี้


บ้านที่เสบียงขาดไปเล็กน้อยก็อยากไปขอยืมจากญาติพี่น้องแทน


ส่วนบ้านที่เสบียงไม่พอ ได้แต่ยิ้มขมขื่น บอกว่าพวกเขาอยากกักตุนเช่นกัน แต่ไม่มีเงิน


สุดท้ายทุกคนก็หันไปมองหัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้าน ท่านว่าควรทำอย่างไรดี?


ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางแบมือ “หมดหนทางแล้ว!”


อย่างไรเสีย สิ่งที่ควรเตือนพวกเขาก็ได้เตือนไปหมดแล้ว หากทุกคนไม่เต็มใจจะร่วมกันซื้อเสบียง ก็ทำได้แค่ให้แต่ละบ้านเตรียมการกันเอาเอง เคราะห์ดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเถิด


หัวหน้าตระกูลถอนหายใจยาว “เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่รู้จักเรียนรู้จากฉินเหนียงจื่อและหลิวจี้บ้างเล่า บ้านของพวกเขาก็หาได้ขาดแคลนเสบียงไม่ แต่ยังรู้จักกักตุนไว้บ้าง พวกเจ้าอย่าได้เสียดายเงินทองในมือแค่เล็กน้อย หากฤดูเก็บเกี่ยวในปีนี้ไม่ดีขึ้นมาเล่า”


ไร่นาถูกแมลงศัตรูพืชเล่นงาน เดิมทีก็ควรเตรียมใจรับมือกับผลผลิตที่ลดลงตั้งแต่เนิ่นๆ


บรรดาครอบครัวยากจนเหล่านั้นที่แต่เดิมก็เป็นผู้ที่อัตคัตที่สุดในหมู่บ้าน เมื่อได้ฟังก็ได้แต่แค่นยิ้มขมขื่น ด้วยสภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ ต่อให้ต้องการกู้เงิน ก็ไม่มีผู้ใดยอมให้ยืม


ทำได้เพียงรอให้ผ่านฤดูไถหว่านไปก่อนแล้วค่อยเข้าเมืองไปหางานรับจ้างชั่วคราว ดูว่าจะพอหาเลี้ยงชีพได้หรือไม่


“ทุกคนล้วนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน อีกทั้งบรรพบุรุษก็เป็นสายเลือดเดียวกัน ย่อมควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”


“แต่เดิม เงินจำนวนนี้ตั้งใจจะนำไปใช้ซ่อมแซมถนน ทว่าเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น การคิดเผื่อเอาไว้ล่วงหน้าย่อมดีกว่า ข้ากับผู้ใหญ่บ้านจึงอยากถามทุกคนว่า สามารถนำเงินก้อนนี้มาให้ครอบครัวเหล่านั้นยืมเพื่อซื้อเสบียงก่อนได้หรือไม่”


ครอบครัวเหล่านั้นหมายถึงครอบครัวใด ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนเข้าใจแจ่มแจ้ง จึงหันไปมองบรรดาญาติร่วมตระกูลที่แม้แต่เสื้อผ้าหยาบๆก็ยังสวมใส่ไม่ครบ


ภายใต้การส่งสัญญาณอย่างชัดเจนของฉินเหยา หลิวจี้เป็นคนแรกที่ยกมือเห็นด้วย


เหล่าญาติผู้ยากไร้พากันมองเขาด้วยความประหลาดใจ คล้ายคาดไม่ถึงว่าเจ้าหลิวสามที่พวกเขาเคยดูแคลนมากที่สุด จะมีน้ำใจงดงามเช่นนี้


หลิวจี้ยืดอกขึ้น เอ่ยในใจว่าบิดาคนนี้หาใช่หลิวจี้คนเดิมอีกต่อไปแล้ว!


ตอนนี้เขาคือ หลิว ถงเซิง จี้!


หลิวเหล่าฮั่นมองดูบุตรชายคนที่สามของตนด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยกมือขึ้นตามด้วยอีกคน “ครอบครัวของข้าก็เห็นด้วย”


หลิวต้าฝูเองก็เห็นด้วยเช่นกัน


เมื่อมีผู้เริ่มนำร่องก็มีอีกหลายครอบครัวยกมือขึ้นแสดงความเห็นชอบตามมา


สุดท้ายเสียงที่เห็นด้วยเป็นฝ่ายชนะ หัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้านจึงนำเงินออกมาวางตรงหน้าคนในตระกูลและชาวบ้านทั้งหลาย นำไปให้ครอบครัวที่ยากจนที่สุดยืมพร้อมทั้งลงลายมือชื่อและประทับตราเป็นหลักฐาน


แน่นอนว่าเงินก้อนนี้จะไม่ถูกมอบให้พวกเขาโดยตรง หมู่บ้านต้องจัดหาคนไปซื้อเสบียงมาก่อน แล้วจึงแบ่งให้ตามจำนวนเงินที่ยืมไป


แม้จะเรียกว่ายืมเงิน แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงการช่วยเหลือจากหมู่บ้านเท่านั้น


หากมีเงินใช้คืนได้ก็เป็นการดี แต่หากคืนไม่ได้ก็อย่าหวังมากนัก


ชาวบ้านหลายคนที่ลงคะแนนคัดค้านต่างไม่พอใจ เมื่อออกจากศาลบรรพชนแล้วก็ยังถกเถียงกันอยู่นานกว่าจะสงบลง


อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่ถูกเตือนสติจึงตัดสินใจทำตามคำของผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล เตรียมสะสมเสบียงไว้บ้าง


ครอบครัวของหลิวเหล่าฮั่นยังไม่แน่ใจนักจึงชวนฉินเหยาสองสามีภรรยากลับไปที่เรือนเก่าเพื่อปรึกษาหารือกัน


เมื่อรู้ว่าทั้งสองคนยังไม่ได้กินข้าวเช้า นางเหอจึงลงมือทำอาหารให้ ทั้งคู่ได้รับข้าวต้มผักคนละชาม


หลิวจี้ที่เคยชินกับอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของครอบครัว ตักข้าวต้มขึ้นมากินอย่างไร้รสชาติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกลืนลงไปจนหมดชาม


หลังจากกินเสร็จ หลิวเหล่าฮั่นก็กล่าวถึงสถานการณ์ของครอบครัว เสบียงของปีที่แล้วยังมีอยู่ หากไม่มีการเกณฑ์แรงงานก็พอกินไปถึงปีหน้าได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงยังไม่รู้ว่าควรสะสมเพิ่มอีกหรือไม่


ฉินเหยาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยิ่งนัก “กักตุน! กักตุนได้เท่าใดก็กักตุนให้มากที่สุด หากไม่มีเหตุอันใดก็เก็บไว้กินเอง แต่หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะสามารถช่วยชีวิตได้”


บางทีอาจจะมีกำไรเล็กน้อยด้วยซ้ำ แต่คำพูดนี้ฉินเหยาไม่ได้กล่าวออกไป


เหล่าผู้คนในเรือนเก่าไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนนัก พูดมากไปอาจยิ่งทำให้พวกเขากังวลโดยไม่จำเป็น


หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยถามฉินเหยาว่าคิดจะกักตุนเท่าใด


“ดูราคาธัญพืชในตอนนี้ก่อนเถอะ อย่างน้อยต้องกักตุนให้พอสำหรับหนึ่งปี”


ทุกคนคำนวณในใจ ปริมาณอาหารที่ครอบครัวของฉินเหยาต้องใช้ในหนึ่งปีนั้น ต้องมีถึงสามพันจิน


ปริมาณเท่านี้ยังสามารถซื้อหาได้ เพียงแต่หากคนอื่นต่างกักตุนด้วย ร้านข้าวในเมืองอาจจะขึ้นราคา


ไม่ถูกต้อง! ตอนนี้ราคาก็ขึ้นแล้ว ข้าวขาวหนึ่งจินต้องใช้เงินถึงสิบสองเหวิน


หลิวเหล่าฮั่นมองไปยังนางจาง นางจางกล่าวว่า “ครอบครัวของพวกเราสามารถนำเงินออกมาได้มากสุดสามตำลึง”


ความหมายก็คือพวกเขาต้องการกักตุนธัญพืชร่วมกับฉินเหยา


ฉินเหยาพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเข้าใจแล้วชี้ไปที่หลิวจี้โดยตรง “เจ้ารับหน้าที่จัดซื้อ”


หลิวจี้ที่กำลังเหม่อลอยมองฟ้า ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องดีเช่นนี้ แววตาปรากฏความยินดีวาบผ่าน ก่อนจะรีบตอบรับทันที


นี่เป็นโอกาสดีที่จะซุกซ่อนเงินส่วนตัว!


ฉินเหยาจะปล่อยให้เขาสมหวังได้อย่างไร


นางส่งสายตาให้หลิวเหล่าฮั่นเป็นนัย หลิวเหล่าฮั่นจึงผลักหลิวเฝยไปอยู่ตรงหน้าหลิวจี้


“เจ้าสาม เจ้าช่วยดูแลเจ้าสี่ให้ดี สั่งสอนเขาให้มากหน่อย พวกเจ้าสองคนไปดูที่ตัวอำเภอก่อน หากไม่มีค่อยไปที่อำเภอข้างเคียง”


หัวใจของหลิวจี้สะดุดไปครู่หนึ่ง แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออก เขายกแขนโอบไหล่หลิวเฝยพลางกล่าวด้วยท่าทางสนิทสนมว่า “วางใจเถอะ ข้าจะสั่งสอนเขาให้ดี”


ทั้งสองรีบดึงฉินเหยาให้นั่งลง ก่อนจะบอกนางว่า พวกเขากำลังเตรียมจะนำเงินที่นางมอบให้กองกลางของหมู่บ้านเมื่อปีที่แล้วจากการขายหิน มาใช้ซื้อเสบียงเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้คนในหมู่บ้านที่กำลังลำบาก


หากเป็นเมื่อก่อน แม้จะมีใจจะทำแต่ก็คงไร้ซึ่งกำลัง


ส่วนแผนการซ่อมถนนนั้น คงต้องเลื่อนออกไปก่อน


เงินจำนวนนี้ถูกเก็บสะสมมาจนถึงตอนนี้ ได้ทั้งหมดหนึ่งตำลึงหกเฉียน หากคิดตามราคาข้าวหยาบในปัจจุบันที่อยู่ที่สามเหวินต่อหนึ่งจินก็สามารถซื้อข้าวหยาบได้ห้าร้อยสามสิบสามจิน


แต่ปีนี้เงินในกองกลางมีอยู่พอดีจึงคิดจะใช้มันช่วยเหลือคนในตระกูลก่อน


ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องการให้ยืมเสบียงก็ต้องมีเสบียงเสียก่อนจึงจะให้ยืมได้ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล แต่ก็ไม่อาจบีบบังคับพวกร่ำรวยกว่าแบ่งเสบียงให้ชาวบ้านคนอื่นได้ ทำได้เพียงกล่าวให้กำลังใจเท่านั้น อย่างไรก็ยังต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคน


หลิวเฝยสะบัดมือเขาออกทันที “อย่าแตะต้องข้า!”


เขาถอยออกไปสี่ถึงห้าเมตรด้วยท่าทีรังเกียจ ห่างจากหลิวจี้ไปไกล


นางเหอและนางชิวมองดูท่าทีเหมือนน้ำกับไฟของทั้งสองคนแล้วขมวดคิ้ว


สองคนนี้ไปด้วยกัน จะไหวแน่หรือ


ฉินเหยาส่งยิ้มปลอบประโลมพวกนาง เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องกังวลหรอก



จบตอน

Comments