stepmother ep21-30

ตอนที่ 21: พักที่โรงเตี๊ยม


ปึง! เสียงทึบๆดังขึ้น ฉินเหยาลากหมีดำจากเปลมาวางไว้บนใบตองที่ปูเตรียมไว้หลังครัวที่โรงเตี๊ยม


พ่อครัวใหญ่ผู้รับผิดชอบทำอาหาร พร้อมด้วยเสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารและผู้ดูแลร้านต่างพากันล้อมวงมองหมีดำตัวใหญ่ยักษ์ด้วยความประหลาดใจ


แขกในโรงเตี๊ยมหลายคนก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามามุงดู พวกเขายืนอยู่หน้าประตูครัวหวังจะได้เห็นเจ้าหมีตัวนี้สักครั้ง


คนเหล่านี้หลายคนทั้งชีวิตเคยเห็นหมีตัวใหญ่แบบนี้เพียงครั้งเดียวก็สามารถนำไปเล่าอวดลูกหลานได้ทั้งชีวิตแล้ว


ขณะที่ฉินเหยาเคลื่อนย้ายตัวหมี มือของนางก็เปื้อนไปด้วยเลือด เถ้าแก่ฟ่านจึงรีบสั่งเสี่ยวเอ้อร์ให้ตักน้ำร้อนมาอ่างหนึ่งให้นางล้างมือ


รอจนฉินเหยาจัดการทางนี้เสร็จ พ่อครัวใหญ่ก็พาศิษย์สองคนมาปรึกษากันว่าจะไปหาคนฆ่าสัตว์จากทางตะวันออกของเมืองมาช่วยชำแหละหมี


ปกติพวกเขาจะทำเพียงเนื้อที่ผ่านการแล่มาแล้ว แต่สัตว์ตัวใหญ่ที่ยังสมบูรณ์แบบนี้กลับไม่กล้าลงมือ


หนึ่งเพราะกลัวจะทำลายหนังของหมีตัวนี้ สองเพราะต้องเก็บส่วนสำคัญของหมีไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อจะได้ทำอาหารดีๆขายในราคาสูง


การชำแหละหมูยังต้องใช้ทักษะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการชำแหละหมีเลย


การจ้างคนฆ่าสัตว์มายังต้องเสียค่าจ้างอีกจำนวนหนึ่ง


ฉินเหยากำลังจะไปคิดบัญชีที่ห้องโถงใหญ่ แต่เมื่อได้ยินเสียงจากในครัว นางจึงชะโงกหน้าเข้าไปถามว่า


“ข้าชำแหละหมีเป็น ถลกหนัง เลาะเส้นเอ็นทำได้หมด ข้าไม่เอาค่าจ้าง ขอแค่มื้อดึกหนึ่งมื้อกับที่พักหนึ่งคืนก็พอแล้ว”


ฟ้าใกล้มืดแล้ว แทนที่จะออกไปหาที่พักข้างนอก มิสู้พักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ดีกว่า


ประหยัดทั้งเงินและเวลาด้วย


พ่อครัวใหญ่เริ่มสนใจจึงรีบให้ลูกศิษย์ไปถามเถ้าแก่ฟ่านว่าทำได้หรือไม่


ลูกศิษย์วิ่งไปถามอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลับมา เถ้าแก่ฟ่านที่กำลังเขียนป้ายรายการอาหารเนื้อหมีอยู่ในห้องโถงเองก็ตามมาด้วย เขาเอ่ยกับฉินเหยาว่า


“แม่นาง เอาเช่นนี้แล้วกัน เหยื่อที่ล่ามาได้เหล่านี้โรงเตี๊ยมข้ารับซื้อไว้ทั้งหมด รอให้ข้าจัดการเสร็จค่อยคิดเงินทีเดียว ส่วนเรื่องชำแหละหมีนั้นก็ดูตามสมควรได้เลย เจ้าชำแหละได้เลย โรงเตี๊ยมมีห้องว่างอยู่หลายห้อง ข้าจะเก็บห้องไว้ให้เจ้าหนึ่งห้อง คืนนี้เจ้าก็พักที่นี่เถิด”


ตอนนี้เถ้าแก่ฟ่านมั่นใจแล้วว่าฉินเหยาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เดิมเขาก็ชื่นชมเหล่ายอดฝีมือผู้เร้นกายในโลกเป็นอย่างมาก เมื่อได้พบเจอก็ต้องสานสัมพันธ์ไว้สักหน่อย ที่พักก็ให้อยู่เปล่า ไม่คิดเงิน


ฉินเหยาขอบคุณอย่างใจกว้าง ก่อนจะขอผ้ากันเปื้อนจากลูกศิษย์แล้วเข้าไปในครัวเพื่อเลือกเครื่องมือ


พ่อครัวใหญ่มีมีดแถวหนึ่ง หลากหลายรูปแบบ ฉินเหยาเลือกมีดเล่มเล็กคมกริบเล่มหนึ่งมาแล้วเริ่มลงมือ


นางเคลื่อนไหวคล่องแคล่วมาก รู้ว่าจะต้องเริ่มถลกหนังตรงไหน ตำแหน่งใดถลกยาก ตรงไหนมีกระดูก ดวงตาราวกับมองทะลุได้อย่างนั้น ลงมือไม่พลาดเลยสักครั้ง


พ่อครัวใหญ่และศิษย์ทั้งสองคนยืนล้อมดูอยู่ด้านข้าง เดิมคิดจะช่วยเหลืออะไรบ้าง แต่กลับพบว่าไม่มีช่องให้พวกเขาเข้าไปช่วยเลย


ช่วงเพียงเวลาสองก้านธูป ฉินเหยาก็ถลกหนังหมีออกมาได้อย่างสมบูรณ์


ศิษย์สองคนมองนางด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส หากมิใช่ว่ามีอาจารย์ของตนยืนอยู่ด้วย คงอยากคุกเข่าขอฝากตัวเป็นศิษย์ใหม่แล้ว


หนังหมีถูกนำไปตากไว้ที่ราวในลานด้านหลัง จากนั้นผู้ดูแลจะหาคนมาจัดการต่อเอง


ฉินเหยาเปลี่ยนไปใช้มีดปลายแหลมแล้วย้ายหมีที่ถลกหนังออกไปยังลานบ้าน ผ่าท้องแยกกระดูก ตีนหมี ถุงน้ำดีและส่วนที่มีค่าอื่นๆ


ในโถงด้านหน้า เถ้าแก่ฟ่านออกไปป่าวประกาศรอบหนึ่งแล้วทำให้มีคนอยากลิ้มลองอุ้งตีนหมีร้อนๆ ฉินเหยาแล่เนื้อไป พ่อครัวใหญ่ก็จุดเตาปรุงอาหารไป โรงเตี๊ยมทั้งหลังสว่างไสวและวุ่นวายด้วยความเร่งรีบ


ความวุ่นวายนี้ยืดเยื้อจนถึงดึกดื่น รอจนโรงเตี๊ยมปิดร้านถึงจะจบสิ้น


พ่อครัวใหญ่ใส่ของที่เหลือทุกอย่างลงเคี่ยวในหม้อใหญ่ แต่ละคนได้บะหมี่หนึ่งชามและหมั่นโถวลูกใหญ่หนึ่งลูกไว้ทานคู่กับน้ำแกง อร่อยเพียงใดนั้นไม่ต้องพูดถึง


เถ้าแก่ฟ่านรู้ว่าฉินเหยากินจุจึงกำชับพ่อครัวใหญ่ให้เพิ่มหมั่นโถวอีกสองลูกให้นาง


ปริมาณอาหารของนางคนเดียวมากกับเท่ากับผู้ใหญ่ถึงห้าคน บรรดาคนงานในโรงเตี๊ยมล้วนมองดูด้วยความตกตะลึง พากันสงสัยว่าร่างเล็กๆของนางเหตุใดถึงใส่อาหารลงไปได้มากมายถึงเพียงนี้ กระเพาะจะไม่แตกเอาหรือไร


แต่หลังจากผ่านค่ำคืนนี้ไป คำชื่นชมที่เถ้าแก่ฟ่านมีต่อฉินเหยานั้นก็มากเสียจนไม่รู้จะมากอย่างไรแล้ว เรียกฉินเหนียงจื่อทุกคำราวกับเป็นสหายรู้ใจกันไปแล้ว


หลังจากยุ่งวุ่นวายมาทั้งคืน เถ้าแก่ฟ่านก็ดื่มเหล้าเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลาย นั่นทำให้ฉินเหยารู้ว่า เขาเป็นแฟนนิยายกำลังภายใน หากมิใช่พ่อครัวใหญ่ในครัวคอยมองอยู่ เขาคงคุกเข่าขอฝากตัวเป็นศิษย์ของฉินเหยาไปแล้ว


ฉินเหยาทั้งขำทั้งอึ้ง คิดว่าลุงวัยกลางคนผู้นี้ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ


เสียงระฆังยามสองจากบนหอเมืองดังขึ้น ทุกคนจึงช่วยกันเก็บกวาดและแยกย้ายกันไปพัก


ฉินเหยาได้ห้องพักเดี่ยวธรรมดาหนึ่งห้อง ในครัวยังเหลือน้ำร้อนอยู่บ้าง เมื่อรู้ว่านางอยากอาบน้ำ ศิษย์ทั้งสองก็ช่วยกันยกน้ำร้อนมาให้ ฉินเหยายืนอยู่ข้างถังน้ำ ส่องดูเงาในน้ำก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะภาพ ‘ผีสาว’ หัวกระเซิงสกปรกในนั้น


อยู่ในป่านางไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ร่างกายทั้งสกปรกและเหม็น ฉินเหยาคิดถึงภาพที่ตนเพิ่งนั่งกินข้าวร่วมกับคนอื่นพลันรู้สึกว่าทุกคนช่างเป็นคนดียิ่งนักที่สามารถทนนางได้


นางรีบลงกลอนประตูให้แน่นหนาแล้วอาบน้ำสระผมทันที


นางมีเพียงเสื้อผ้าสกปรกชุดเดียวและไม่มีอะไรมาเปลี่ยน อีกทั้งไม่ใส่ก็ไม่ได้ ฉินเหยาจึงทำได้เพียงชุบน้ำมาเช็ดถูเฉพาะบางจุดก่อนสวมกลับไปอีกครั้ง


ดึกมากแล้ว นางเทน้ำทิ้งก่อนกลับไปที่ห้อง พอหัวถึงหมอนก็หลับไปใยทันที


การหลับครั้งนี้ เป็นการนอนหลับที่สบายที่สุดของฉินเหยานับตั้งแต่ทะลุมิติมา


ห้องพักของโรงเตี๊ยมทั้งกว้างขวางและสะอาด ผ้าห่มนุ่มนิ่มอบอุ่น เตียงเองก็มั่นคงมาก ไม่โยกไหวไปมาเวลานอนเปลี่ยนท่าและไม่มีเสียงลมพัดหลังคาดังรบกวนในยามดึกด้วย


เมื่อแสงของยามเช้าส่องสว่าง ฉินเหยาก็ตื่นขึ้นเอง นางล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ แล้วหยิบคันธนูพร้อมมีดสั้นลงมาที่ห้องโถงใหญ่


เถ้าแก่ฟ่านตื่นแล้ว เมื่อเห็นนางออกมาก็รีบจัดการจ่ายเงินให้


ค่าชำแหละหมีห้าสิบเหวิน ส่วนไก่ป่าสี่ตัว คิดราคาตามน้ำหนักที่จินละยี่สิบเหวิน รวมเป็นสี่ร้อยเหวิน


ตัวเพียงพอนหนึ่งตัว ขนของมันมีค่าเพราะนำไปทำพู่กันได้ คิดราคาแปดร้อยเหวิน


กระรอกสองตัว เนื่องจากอ้วนพีและขนสวย ตัวละแปดสิบเหวิน รวมหนึ่งร้อยหกสิบเหวิน


เนื้อกวางหนักเจ็ดสิบห้าจิน ราคาจินละสี่สิบเหวิน รวมเป็นสามตำลึงเงินพอดี


หนังกระต่ายสีเทาเจ็ดผืน ผู้ดูแลให้ราคาเก้าร้อยเหวิน


รวมกับเงินจากหมีดำแปดสิบตำลึงเงิน เป็นแปดสิบห้าตำลึงกับอีกสามร้อยสิบเหวิน


เถ้าแก่ฟ่านมอบเงินให้ฉินเหยาเป็นเงินแท่งสี่แท่ง แท่งละยี่สิบตำลึง พร้อมเศษเงินห้าตำลึงและเหรียญทองแดงอีกสามร้อยสิบเหรียญ รวมกันใส่ในถุงผ้าส่งให้


เมื่อถือถุงเงินไว้ในมือก็รู้สึกหนักอึ้ง เป็นถุงใบใหญ่มาก


ตอนนี้ฉินเหยาเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าพวงเหรียญเต็มรอบเอวแล้ว ในยุคที่ไม่มีธนบัตร การพกเงินออกจากบ้านช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย ไม่แปลกใจที่คนรวยต้องเดินทางด้วยรถม้า เพราะหากต้องถือหีบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเหรียญทองแดงหนักอึ้ง คงไม่มีทางเดินซื้อของอย่างมีความสุขได้


แต่อย่างไรก็ตาม ครอบครัวธรรมดามักพกเศษเงินไม่กี่ตำลึงเมื่อออกจากบ้านซึ่งไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว


หากเดินทางข้ามแคว้น ยังมีร้านเงินที่ออกตั๋วเงินให้ได้ สามารถนำตั๋วไปแลกเป็นเงินสดที่ร้านเงินในพื้นที่ปลายทางเพื่อลดความยุ่งยากในการพกเงินระหว่างทาง


เมื่อได้เงินมาแล้ว ฉินเหยาก็กล่าวขอบคุณเถ้าแก่ฟ่านสำหรับการต้อนรับเมื่อวาน จากนั้นนางก็ออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อเริ่มต้นการซื้อของครั้งใหญ่


ตอนที่ 22: ได้มาเต็มกระบุง


ของที่บ้านขาดมีมากมาย ตั้งแต่เข็มด้าย หม้อชาม ตะเกียงน้ำมันไปจนถึงโต๊ะ เก้าอี้ เตียง รวมถึงเสื้อผ้า ผ้านวม ข้าวสารและแป้ง ไม่มีเลยสักอย่าง ทุกอย่างล้วนต้องซื้อ


ฉินเหยาเดินทั่วทั้งอำเภอไคหยางรอบหนึ่ง ซื้อของที่ขาดไปจนครบถ้วน


ข้าวขาวสี่ร้อยจิน แป้งละเอียดหนึ่งร้อยจิน ถั่วเหลืองห้าสิบจินและข้าวฟ่างห้าสิบจิน รวมเป็นเสบียงทั้งหมดหกร้อยจิน เพียงพอสำหรับนางและเด็กอีกสี่คนกินได้สี่เดือนอย่างสบายในฤดูหนาวนี้


ข้าวขาว แป้งละเอียด และข้าวฟ่างเหล่านี้มีราคาสูงกว่าข้าวกล้องและแป้งหยาบถึงสองเท่า รวมแล้วหมดเงินไปสี่ตำลึงแปดเฉียน


แน่นอน สาเหตุหลักคือฉินเหยากินมากกว่าคนทั่วไปถึงห้าเท่า หากเป็นครอบครัวอื่น หกร้อยจินนี้สามารถต้มเป็นข้าวต้มกินได้เกินครึ่งปี


อย่าถามว่าเหตุใดนางไม่ประหยัดซื้อข้าวกล้องหรือแป้งหยาบแทน


เพราะของพวกนั้นนางกลืนไม่ลง


สิ่งที่เรียกว่าข้าวกล้อง น่าจะเรียกว่ารำข้าวจะเหมาะกว่าเพราะมีข้าวเพียงสี่ส่วน อีกหกส่วนเป็นรำข้าว


แป้งหยาบก็ไม่ต่างกัน เกือบครึ่งหนึ่งคือเปลือกข้าวสาลี เมื่อนำมาเติมน้ำแล้วนึ่งทำเป็นอาหารก็ทำให้ติดคอ


แม้ในวันสิ้นโลกจะขาดแคลนทรัพยากรอย่างรุนแรง แต่โครงสร้างการกินต่างจากสมัยโบราณ คนที่ยากจนจนไม่มีข้าวจะกินก็หมายความว่าไม่มีข้าวจะกินจริงๆ


หากมีอาหารก็จะเป็นของที่เก็บได้นาน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือคุกกี้ มิฉะนั้นก็เป็นธัญพืชที่ได้จากฐานเกษตรกรรม


รำข้าวสิ่งนี้ได้หายไปจากรายการอาหารของมนุษย์นานแล้ว


ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงข้าวกล้องหรือแป้งหยาบ แม้กระทั่งธัญพืชที่นิยมสำหรับลดน้ำหนัก ในยุคปัจจุบันกินไปไม่กี่คำก็รู้สึกเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้งแล้ว


ในเมื่อมีความสามารถ ฉินเหยาจึงไม่คิดจะทรมานกระเพาะของตัวเอง การไม่ได้กินข้าวดีๆ นั้นช่างทรมานยิ่งกว่าถูกซอมบี้กลายพันธุ์ไล่ล่าเสียอีก


เมื่อซื้อเสบียงเสร็จ ฉินเหยาก็ไปที่ร้านผ้าซื้อผ้านวมหนักสิบจินสามผืน ผ้าห่มบางสามผืน และเสื่อที่ทำจากเปลือกต้นจงอีกสามผืน


นอกจากนี้ยังซื้อสำลีอีกห้าจิน ผ้าฝ้ายสีขาวราคาถูกที่สุดหนึ่งพับ ผ้าฝ้ายสีครามหนึ่งพับและผ้าหยาบสีแดงอีกหนึ่งพับ


สีแดงนั้นเก็บไว้ทำชุดใหม่สำหรับปีใหม่ เด็กๆในบ้านล้วนเหมือนบิดาพวกเขา เครื่องหน้าล้วนงดงาม หากแต่งตัวให้ดีหน่อยคงเจริญตาเป็นอย่างยิ่ง


ผ้าหนึ่งพับยาวสิบห้าเมตร กว้างประมาณหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตร ผ้าจำนวนนี้เพียงพอสำหรับทำเสื้อผ้าสองชุดทั้งชุดด้านในและชุดด้านนอกสำหรับคนในครอบครัวทั้งห้าคนแล้วยังเหลืออีก


ฉินเหยาเย็บเสื้อผ้าไม่เป็นเลยสักนิด เมื่อซื้อเข็มด้ายมาเรียบร้อยแล้ว นางจึงตั้งใจจะกลับบ้านไปหาคนมาช่วยทำ


ในร้านมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขาย เป็นของมือสอง คาดว่าน่าจะเป็นของที่นำออกมาจากโรงรับจำนำ


ฉินเหยาเห็นว่าราคาคุ้มค่า เมื่อมองดูชุดผ้าหยาบเก่าๆของตัวเองที่สกปรกจนดูไม่ได้ นางจึงตัดสินใจเลือกชุดหนึ่งที่ตัวเองใส่ได้และซื้อเพิ่มอีกสี่ชุดให้เด็กทั้งสี่คนคนละชุด


รองเท้าก็ซื้อให้คนละคู่ ฉินเหยาเลือกรองเท้าหนังหุ้มข้อสำหรับตนเอง ส่วนของเด็กทั้งสี่เป็นรองเท้าผ้าหยาบ ล้วนเป็นมือสองทั้งหมด


รองเท้าของนางพอดีเท้า แต่รองเท้าของชาวบ้านทั่วไปมักจะนิยมความเรียบง่าย ขนาดก็ใหญ่กว่าปกติ รองเท้าสี่คู่ของเด็กๆจึงไม่พอดีกับขนาดเท้าเท่าใดนัก


แต่เด็กๆนั้นโตเร็ว สวมถุงเท้าและเสริมพื้นรองเท้าให้หนาอีกหน่อยก็น่าจะใส่ได้พอดี


ถุงเท้า แผ่นรองรองเท้า ผ้าโพกศีรษะและผ้าผูกผม ฉินเหยาก็ซื้อมาเล็กน้อย


ทั้งหมดนี้ใช้เงินไปสิบตำลึง


ตอนจ่ายเงิน ฉินเหยาถึงกับสูดหายใจเย็นเยียบ คิดว่าผ้าพวกนี้ช่างแพงจริง ไม่แปลกที่ทุกคนจะนิยมซื้อวัสดุกลับไปทำเองที่บ้าน


หลังจากออกจากร้านผ้า ฉินเหยาก็ไปร้านขายของชำเพื่อซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างพวกน้ำมัน เกลือ น้ำปรุงรส น้ำส้มสายชู หม้อ ชาม กระบวย อ่าง


แต่นางไม่พบร้านขายเครื่องเรือนสำเร็จรูป มีเพียงช่างไม้ที่รับทำเครื่องเรือนเท่านั้น เรื่องเครื่องเรือนจึงต้องพักไว้ก่อนกลับไปค่อยไปหาช่างไม้ใกล้หมู่บ้านมาช่วยทำ


เมื่อซื้อของครบแล้ว ฉินเหยาก็เช่ารถเทียมวัวริมประตูเมืองเหนือในราคาสามสิบเหวินพร้อมจ้างสารถีไปขนเสบียงที่ซื้อไว้ทั้งหมดขึ้นรถแล้วเดินทางกลับหมู่บ้านตระกูลหลิวพร้อมของเต็มคันรถ


รถเทียมวัวบรรทุกของจนเต็ม ไม่มีที่ให้นั่งได้ ฉินเหยาจึงเดินเท้าพร้อมสารถี


จากอำเภอไคหยางถึงเมืองจินสือล้วนเป็นถนนหลวง วันนี้อากาศแจ่มใส ถนนจึงนับว่าเดินได้สบาย


ฉินเหยาเดินพลางนับเงินที่เหลืออยู่ในมือ


ของทั้งหมดนี้ใช้เงินไปสิบแปดตำลึง ตอนนี้นางยังเหลือเงินอีกหกสิบเจ็ดตำลึงสามเฉียน


ฉินเหยาตั้งใจเก็บเงินห้าสิบตำลึงไว้เป็นเงินฉุกเฉิน ส่วนอีกสิบเจ็ดตำลึงกว่า นางวางแผนใช้ทำเครื่องเรือนดีๆสักสองสามชิ้น ซ่อมแซมบ้านผุพังให้แข็งแรง เสริมความแข็งแรงให้กำแพง เพิ่มห้องอีกสองห้อง สร้างห้องอาบน้ำกับห้องครัวและสร้างรั้วรอบบ้าน


เรื่องกำแพงล้อมนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะหากไม่มีกำแพงกั้นก็จะไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ของที่เก็บไว้ในบ้านก็ไม่อาจวางใจเพราะจะต้องคอยกังวลว่าจะมีคนมาขโมยไป


กำแพงบ้านยังช่วยป้องกันสัตว์ป่าที่ลงมาหาอาหารในฤดูหนาว ทำให้นอนหลับอย่างสบายใจได้มากขึ้น


รองลงมาคือการซ่อมแซมโครงสร้างหลักของบ้าน หลังคามุงจากหญ้าคาที่ลมพัดมาแรงทีก็ปลิวไปได้ตลอด จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นกระเบื้องที่แข็งแรงและกันน้ำได้


ฉินเหยาคิดถึงค่าใช้จ่าย พลางจินตนาการว่าฤดูหนาวนี้นางจะได้นอนในบ้านที่แข็งแรง บนเตียงที่กว้างขวางและอบอุ่น มุมปากของนางยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เดินไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า


สารถีเดินตามไม่ทันจึงตะโกนเรียก นางถึงได้สติและชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย


เมื่อคืนวานนางทั้งกินอิ่มหลับสบาย วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านสวมรองเท้าหนังหุ้มข้อที่ทนทานใส่สบาย ทั้งร่างมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าสลายหายไปจนหมด สะพายคันธนูและถือมีด ดูแล้วคล้ายจอมยุทธ์หญิงในยุทธภพอยู่หลายส่วน


สารถีเป็นคนพูดน้อย แต่ฉินเหยาอยากรู้จักพื้นที่นี้ให้มากขึ้นจึงชวนเขาคุยไปเรื่อยเปื่อย


จนกระทั่งได้รู้จากปากเขาว่า อำเภอไคหยางนี้ยังมีพวกกบฏจากราชวงศ์ก่อนที่กลายเป็นโจรภูเขา มักลงมาปล้นชาวบ้านอยู่บ่อยครั้ง


ทางการในพื้นที่ไร้ความสามารถ พ่อค้าผู้มั่งคั่งและชนชั้นสูงล้วนลำบากเกินพรรณนา


เมื่อฉินเหยาได้ยินดังนั้น จู่ๆ ก็เริ่มเป็นกังวลกับสินค้าบนรถเทียมวัวของตนเองขึ้นมา


สารถีสังเกตเห็นความกังวลของนางจึงพูดขึ้นว่า “แม่นางน้อยอย่าได้ตกใจไป พื้นที่ทุรกันดารห่างไกลอย่างพวกเรา พวกเขาไม่ชอบมาหรอก”


สารถีพูดต่อ “พวกโจรเหล่านี้ชอบไปที่เมืองข้างเคียง ที่นั่นถนนหลวงเชื่อมต่อกับเมืองหลวง มีพ่อค้าเดินทางมากมาย พวกเขาอยากได้เงินทองก็ต้องไปที่นั่น”


“แต่ว่าแม่นางน้อย เวลาออกเดินทางคนเดียว ควรระวังตัวไว้มากๆจะดีกว่า”


เขาได้ยินมาว่าหญิงสาวตระกูลดีไม่น้อยถูกลักพาตัวขึ้นไปบนภูเขา ถูกโจรเหล่านี้ทรมานและขืนใจสารพัดจนถึงแก่ความตายจึงเอ่ยเตือนฉินเหยาด้วยความหวังดี


“ขอบคุณที่เตือน ข้ารู้แล้ว” ฉินเหยาพยักหน้าขอบคุณสารถี นางจะระวังตัวให้มากขึ้น


ดูเหมือนความปลอดภัยในยุคโบราณจะไม่ได้ดีไปกว่าวันสิ้นโลกเท่าไหร่นัก


การเดินทางของทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น ยกเว้นล้อรถที่ติดหล่มอยู่หลายครั้ง แต่เพราะมีฉินเหยาอยู่จึงดันออกได้ทุกครั้ง เมื่อถึงช่วงเย็น ทั้งสองก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างปลอดภัย


ฉินเหยาคิดถึงเด็กน้อยสี่คนที่บ้านจึงรีบกลับบ้านไปอย่างว่องไว


แต่ไม่คาดคิดว่า พอเข้าหมู่บ้าน นางกลับรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกประหลาดบางอย่าง


ตอนที่ 23: ไม่กล้าขยับ


ความรู้สึกไม่ดีนี้เริ่มต้นตั้งแต่ฉินเหยาเข้าหมู่บ้านและพบกับชาวบ้านกลุ่มแรก


พวกเขามองสินค้าบนรถที่เต็มแน่นของนางด้วยความตกตะลึงก่อน แต่เพราะไม่ได้สนิทกันจึงไม่ได้พูดคุย


แต่ท่าทางเหมือนอยากพูดแล้วเงียบไปของพวกเขาทำให้ฉินเหยาสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าใดนัก


ต่อมา เมื่อรถเคลื่อนผ่านบ่อน้ำในหมู่บ้านซึ่งโดยปกติจะมีคนมาพักผ่อนก่อนมื้ออาหาร แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครเลย


พี่สะใภ้โจวเดินมาจากทุ่งทางเหนือพร้อมตะกร้าผักที่เพิ่งเก็บมา พอเห็นฉินเหยาเข้านางก็สะดุ้งตกใจ ก่อนจะร้องเรียกว่า


“น้องสะใภ้ หลายวันนี้เจ้าไปไหนมา แล้วเสบียงเต็มรถนี่มาจากไหนกัน ช่างเถอะ เจ้ารีบกลับบ้านไปดูก่อนเถอะ เจ้าหลิวสามกลับมาแล้ว!”


เจ้าหลิวสามกลับมาแล้วหรือ


กลับมาในสภาพยังมีชีวิตหรือกลับมาแบบเป็นศพเล่า


คำพูดนี้กำลังจะเอ่ยออกไป แต่คิดว่าพูดออกไปคงไม่เหมาะ นางจึงพยักหน้าให้พี่สะใภ้โจว ก่อนหันไปเร่งสารถีให้เร็วขึ้นแล้วสาวก้าวเท้ายาวๆเดินไปยังบ้าน


ยังไม่ทันถึงบ้าน เพิ่งมาถึงริมแม่น้ำกำลังจะข้ามสะพานก็เห็นฝูงชนล้อมรอบบ้านบนเนินเขาอยู่


ในกลุ่มนั้นยังมีคนจากเรือนเก่าตระกูลหลิว หลิวเหล่าฮั่นและหลิวไป่น้องชายทั้งสามคนกำลังพูดคุยกับใครบางคน โดยในคำพูดที่ลอยมาคือ “ขอท่านโปรดผ่อนผันอีกสักสองสามวัน” และ “พวกเราจะหาวิธีชดใช้ให้ท่านแน่นอน”


ใจของฉินเหยาสะดุดไปวูบหนึ่ง มีความรู้สึกอยากหันหลังกลับในทันที


แต่ไม่ทันการแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่นางเหอเห็นนางเข้าจึงร้องเสียงดังออกมาด้วยความดีใจ


“น้องสะใภ้ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว!”


คนที่ล้อมวงอยู่หน้าประตูบ้านหันมามองทางสะพานพร้อมกัน


ฝูงชนแหวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคุ้นเคยของหลินเอ้อร์เป่าอีกครั้ง


ฉินเหยากำมีดในมือแน่นขึ้น ก่อนบอกสารถีว่าไม่ต้องกลัวและรออยู่ตรงนั้น จากนั้นก็เดินเข้าไปคนเดียวพลางถามด้วยความไม่พอใจว่า


“เหตุใดเจ้าถึงมาอีกแล้วเล่า”


ไอสังหารพวยพุ่งราวกับไม่พอใจที่หลินเอ้อร์เป่าส่งหลิวจี้ที่ยังมีชีวิตอยู่กลับมา


ใช่แล้ว หลิวจี้ยังมีชีวิตอยู่


แต่เป็นสภาพปางตาย ทั้งร่างถูกห่อด้วยผ้าป่านเก่าๆ มีแต่รอยช้ำเขียวม่วงเต็มไปหมด กำลังนอนสลบอยู่บนพื้น


โดยเฉพาะใบหน้านั้นที่เขาเคยภาคภูมิใจนักหนา ตอนนี้ดูน่าสมเพชจนไม่กล้ามอง


ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่ล้อมอยู่ข้างกายหลิวจี้ เรียกให้เขาฟื้น เมื่อเห็นฉินเหยาปรากฏตัว ดวงตาทั้งสี่คู่พลันสว่างวาบพร้อมกัน แทบไม่ต้องคิด พวกเขาก็ทิ้งหลิวจี้และวิ่งตรงมาทางฉินเหยาทันที


“ท่านแม่!”


“ท่านน้า!”


พี่น้องทั้งสี่คนเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังนาง มองดูเสื้อผ้าชุดใหม่ของฉินเหยาและมองรถเทียมวัวที่เต็มแน่นไปด้วยสิ่งของ พวกเขาก็รู้ทันทีว่านางจะต้องล่าสัตว์ได้จึงดีใจกันยกใหญ่


เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กทั้งสี่ ฉินเหยาก็ผ่อนคลายสีหน้าและลูบหัวพวกเขาทีละคนพลางพูดด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง พาน้องๆเข้าบ้านไปก่อน”


พี่น้องทั้งสี่มองไปยังชายที่นอนอยู่บนพื้นอย่างลังเล ฉินเหยาจึงพูดซ้ำอีกครั้งว่า “เข้าไปเถอะ ที่นี่ข้าจัดการเอง”


ต้าหลางจ้องมองฉินเหยาอย่างลึกซึ้ง คล้ายต้องการยืนยันว่านางสนใจชายที่อยู่บนพื้นจริงๆ นิ่งไปครู่หนึ่งเขาก็พาพี่น้องเข้าบ้านไปอย่างเชื่อฟัง


ทันทีที่พี่น้องทั้งสี่ปิดประตูบ้าน ฉินเหยาก็ยกมีดในมือขึ้นอย่างรวดเร็วราวสายลม พุ่งไปจ่อที่คอของหลินเอ้อร์เป่าทันที


“เฮือก!”


ชาวบ้านที่มามุงดูและคนในตระกูลหลิวต่างตกใจจนพากันสูดลมหายใจลึก


ลูกน้องที่หลินเอ้อร์เป่านำมาด้วยรีบยกอาวุธในมือขึ้นทันที พวกเขาล้อมฉินเหยาไว้ เตรียมลงมือ


“ใครกล้าขยับ ข้าจะฆ่าเขาเสีย!” ฉินเหยาคำราม


คมมีดที่จ่อลำคอแผ่ซ่านความเย็นเยียบ กลิ่นคาวเลือดบนด้ามมีดแทรกซึมเข้าที่ปลายจมูก หลินเอ้อร์เป่าขนลุกไปทั้งตัวรีบตะโกนสั่งทันทีว่า


“หยุดให้หมด! ห้ามขยับ!”


จากนั้นเขาก็มองฉินเหยาด้วยสายตาเย็นชา “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าหมายความว่าอย่างไร”


ฉินเหยามองชายที่นอนอยู่บนพื้นในสภาพปางตายก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าต่างหากที่อยากถามเจ้าว่าหมายความว่าอย่างไร”


ก็ตกลงกันไว้ดิบดีแล้วว่าอย่าส่งกลับมาแบบมีชีวิตแล้วตอนนี้มันอะไรกัน


หลินเอ้อร์เป่าเองก็เริ่มโกรธขึ้นมาแล้วเช่นกัน “เจ้าหลิวสามพูดไว้ไม่ผิด เจ้ามันสตรีอำมหิต ข้าอุตส่าห์หวังดีส่งคนกลับมาให้เจ้าแบบมีชีวิต เจ้ากลับไม่ขอบคุณยังจะคิดฆ่าข้าอีก!”


“หึ~” ฉินเหยาหัวเราะ “เจ้าส่งคนกลับมา แล้วหนี้เล่า หรือว่าหายกันแล้ว?”


“ไม่มีทาง!” หลินเอ้อร์เป่าตอบเสียงเข้มทันที


ฉินเหยาหรี่ตาลงด้วยท่าทางอันตราย ยามนี้ ไอสังหารเข้มข้น เหมือนอยากจะเอาชีวิตหลินเอ้อร์เป่าและพรรคพวกแล้วจริงๆ


หลินเอ้อร์เป่าถูกสายตาของนางจับจ้องในใจสะท้านเยือก ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าบ้านของเจ้าหลิวสามจะมีหญิงดุร้ายเช่นนี้


ครั้งก่อนที่เขาพบฉินเหยา เขายังคิดว่านางเป็นเพียงหญิงปากจัดที่มีเรี่ยวแรงเยอะ แต่วันนี้ถึงได้รู้ว่านางไม่มีทางใช่สตรีธรรมดา เป็นวรยุทธ์ทั้งยังมีฝีมือสูงส่งอีกด้วย


หากรู้ล่วงหน้า เขาคงไม่มาที่นี่ด้วยตัวเองในวันนี้


แต่ในขณะที่เขากำลังคิดจะเอ่ยโน้มน้าวฉินเหยา นางกลับลดมีดลงเองแล้วยื่นมือออกมา


หลินเอ้อร์เป่าถึงกับงุนงง ยกมือขึ้นคลำลำคอโดยไม่รู้ตัว พบว่ายังคงอยู่ดีไม่มีเลือดไหลจึงถอนหายใจยาวแล้วถามด้วยความงุนงงว่า “ทำอะไร”


“ใบหนี้”


หลินเอ้อร์เป่ารีบโบกมือให้พรรคพวกที่คิดจะฉวยโอกาสเข้ามาลงมือกับฉินเหยาให้ถอยออกไป ไม่ดูเสียบ้างว่าวรยุทธ์แมวสามขาอย่างพวกเขาเพียงพอที่จะจัดการสตรีโหดเหี้ยมนางนี้หรือไม่


เขาแอบเหลือบมองฉินเหยาหลายครั้ง ก่อนจะค่อยๆล้วงใบหนี้ที่เพิ่งแสดงให้หลิวเหล่าฮั่นและคนอื่นดูออกมาอีกครั้ง


บนใบหนี้มีตัวหนังสือบูดๆเบี้ยวๆอยู่สองบรรทัดซึ่งนั่นเป็นลายมือของหลิวจี้


ตอนเด็ก หลิวเหล่าฮั่นคิดว่าอาจารย์ที่สำนักศึกษาจะสามารถอบรมบุตรชายทรพีให้ดีขึ้นได้ ทั้งครอบครัวจึงรัดเข็มขัด อดออมเงินค่าเล่าเรียนส่งเขาไปเรียนสองปี แต่เขากลับเรียนได้เพียงตัวอักษรเหมือนรอยเท้าสุนัขมา


ในนั้นเขียนไว้ว่า หลิวจี้ยืมเงินหลินเอ้อร์เป่าไปยี่สิบตำลึง ตกลงคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นยี่สิบสองตำลึงในอีกสองเดือน หากไม่คืนตรงเวลา จะคิดดอกเบี้ยเพิ่มวันละหนึ่งตำลึง


วันที่ลงนามไว้คือวันที่สามสิบเดือนเจ็ด


บัดนี้เป็นวันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบ เลยกำหนดมาแล้วยี่สิบแปดวัน รวมเงินต้นและดอกเบี้ยต้องจ่ายห้าสิบตำลึงเต็ม


เมื่อฉินเหยาเห็นตัวเลขนี้ก็ถึงกับอดสบถออกมาไม่ได้ “บ้าจริง!”


มันดันพอดีกับเงินออมฉุกเฉินห้าสิบตำลึงของนางพอดี จะเล่นกันเพียงนี้เลยรึ!


ครอบครัวหลิวเหล่าฮั่นทำงานหนักตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี อาศัยรายได้จากผลผลิตในไร่และการทอผ้าของสตรีในบ้าน เก็บเงินได้มากสุดก็แค่สองสามตำลึงเท่านั้น


หนี้จำนวนนี้ สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว เป็นจำนวนที่มากเสียเกินจินตนาการ


หากไม่ใช่เพราะตอนนี้หลิวจี้นอนตัวเขียวช้ำอยู่บนพื้น หลิวเหล่าฮั่นก็คิดอยากจะเตะบุตรชายไม่รักดีนี่ให้ตายด้วยตนเอง


ฉินเหยาเองก็ไม่ต่างกัน นางกำหมัดแน่นแล้วคลายออกซ้ำไปซ้ำมา ฟันกรามเสียดสีกันจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ฟังแล้วน่าขนลุก


หลินเอ้อร์เป่าสายตาว่องไวรีบแย่งใบหนี้กลับคืนไป ก่อนถอยหลังไปสองก้าวพร้อมพูดด้วยสีหน้าจนปัญญาว่า


“เงินของพวกข้าก็ไม่ได้หล่นมาจากฟ้า ข้ากับพรรคพวกด้านบนมีบิดามารดาที่แก่เฒ่า ด้านล่างมีลูกเมีย ครอบครัวพวกเราทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาเรา หากไม่ได้เงินก้อนนี้คืน พวกข้าเองก็ลำบากเหมือนกัน”


คำพูดนี้ฟังดูราวกับฉินเหยาเป็นฝ่ายรังแกเขาอย่างนั้น


นางเหอสะใภ้ใหญ่และนางชิวสะใภ้รองมองรถเทียมวัวที่บรรทุกสินค้าจนเต็มคันบนสะพาน อยากถามฉินเหยาว่าครั้งนี้เข้าป่าแล้วเก็บเกี่ยวได้เยอะใช่หรืไม่ บางทีจะเอามาใช้ชำระหนี้ได้


แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ถูกหลิวเหล่าฮั่นและนางจางถลึงตาใส่จนต้องเงียบไป


ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก แต่ก็ยังไม่อาจระงับอารมณ์ได้ นางยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ก้นของชายที่นอนอยู่บนพื้นอย่างแรง!


ร่างของชายคนนั้นสะดุ้งไปเล็กน้อย ดวงตายังคงปิดสนิท ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย!


ตอนที่ 24: หลินเอ้อร์เป่าอยากร้องไห้


ฉินเหยามองคนที่ยืนล้อมรอบอยู่ ก่อนจะหลับตาถอนหายใจยาวแล้วโบกมือเรียกหลินเอ้อร์เป่า หลิวเหล่าฮั่น และนางจาง “พวกเรามาคุยกันหน่อยเถอะ”


หลิวเหล่าฮั่นและนางจางสบตากันแล้วพยักหน้าตอบรับ สองผู้อาวุโสมองออกแล้วว่าสะใภ้คนนี้ของเจ้าสามนั้นร้ายกาจนัก กระทั่งหลินเอ้อร์เป่ายังไม่กลัว บางทีนางอาจจะมีวิธีก็เป็นได้


หลินเอ้อร์เป่าตกใจจะตายแล้ว แต่ต่อหน้าลูกน้องไม่อาจเสียมาดพี่ใหญ่จึงพยักเพยิดส่งสัญญาณให้ฉินเหยาและเดินตามนางไปคุยกันด้านข้าง


ทั้งสี่คนเดินมายังด้านหลังบ้าน ห่างจากสายตาสอดรู้ของชาวบ้าน ฉินเหยาเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน


“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าเรียกท่านทั้งสองมาเพื่ออยากให้พวกท่านเป็นพยานให้”


หลิวเหล่าฮั่นถามด้วยความสงสัย “เป็นพยานอะไรหรือ”


ฉินเหยามองเขาด้วยสายตาสื่อนัยว่า ‘อีกเดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง’ จากนั้นก็หันไปมองหลินเอ้อร์เป่า “เงินก้อนนี้ ข้าจะขายหนี้น้ำใจให้เจ้า เจ้าบอกตัวเลขมาว่าจะให้ข้าจ่ายเท่าไหร่”


“ส่วนห้าสิบตำลึงนั้น ข้าพูดชัดเจนเลยว่า ไม่มีทาง!”


ฉินเหยาหลุบตามองมีดในมือแวบหนึ่งทั้งยังมองจอบที่หลินเอ้อร์เป่าจับไว้แน่น


นางรู้ดีว่าหลินเอ้อร์เป่ายังมีบุคคลที่ใหญ่กว่าคอยคุมอยู่ เงินก้อนนี้ถึงจะยืมในนามหลินเอ้อร์เป่า แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ของเขา


หากเป็นเมื่อครู่ที่ผ่านมา ฉินเหยาพูดว่าจะขายน้ำใจให้เขา หลินเอ้อร์เป่าคงหัวเราะเยาะออกมาแล้ว


แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกว่าควรพิจารณาดูอีกที


คนเราเมื่อใช้ชีวิตในยุทธภพย่อมหลีกเลี่ยงการถูกแทงไม่ได้ ใครเล่าจะรู้ว่าวันใดวันหนึ่งเขาอาจจะต้องพึ่งพาหนี้น้ำใจนี้ของฉินเหยาก็เป็นได้


วรยุทธ์ล้ำลึกเช่นนี้อาจเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงในวันข้างหน้า


หลินเอ้อร์เป่ากำลังชั่งน้ำหนัก ฉินเหยาเองก็ไม่ได้เร่งรัด ปล่อยให้เขาคิดอย่างอดทน


หลิวเหล่าฮั่นและนางจางยืนพิงกำแพงอยู่ใกล้ๆ ใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาเพราะความตึงเครียด


เวลารอคอยมักทรมานเสมอ สองผู้อาวุโสรู้สึกเหมือนหนึ่งวินาทียาวนานราวกับหนึ่งปี แต่จริงๆแล้วผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาทีเท่านั้น


หลินเอ้อร์เป่าถอนหายใจยาว ก่อนมองฉินเหยาด้วยความจนใจแล้วถามว่า “ฉินเหนียงจื่อ หากวันหลังหาเจ้าไม่เจอ ข้าจะทำอย่างไร”


ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเสียงเย็นไม่ตอบคำ


หลินเอ้อร์เป่ารู้ทันทีว่าเขาไม่มีทางเลือก


มิฉะนั้น เขาคงไม่ได้คืนแม้แต่เหรียญเดียวและชีวิตนี้ก็อาจต้องจบลงที่นี่ด้วย


ความรู้สึกของหลินเอ้อร์เป่านั้นไม่ผิดเลย ฉินเหยาไม่สนใจหลิวจี้เลยแม้แต่น้อย จะเป็นหรือตาย นางก็ไม่แยแส


สิ่งเดียวที่นางใส่ใจคือการได้อยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวต่อไป มีฐานะเหมาะสม ไม่ต้องระหกระเหิน


ดังนั้นนางจึงยอมเสียเวลาพูดคุยกับเขามากมายถึงเพียงนี้


แน่นอนว่าเงินห้าสิบตำลึงยังไม่ถึงขั้นทำให้นางยอมละทิ้งฐานะและที่พักพิงในตอนนี้


หากพูดคุยตกลงกันได้ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด


หลินเอ้อร์เป่าสูดหายใจเข้าลึกหลายครั้ง คิดจนหัวแทบหมุนพร้อมคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็วในใจแล้วเอ่ยจำนวนออกมาว่า


“สามสิบแปดตำลึง นี่คือขั้นต่ำสุดแล้ว หากเท่านี้ยังคืนไม่ได้ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”


หลินเอ้อร์เป่าเองก็ฮึดขึ้นมาแล้วเช่นกัน ตัวเลขนี้คือขีดจำกัดต่ำสุดที่เขาสามารถให้ได้


ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่สามารถชี้แจงกับเบื้องบนได้และจบลงด้วยความตายเช่นกัน


พอคิดถึงตรงนี้ หลินเอ้อร์เป่าก็อยากจะร้องไห้ สายอาชีพของเขาไม่เคยเจอคนเคี้ยวยากอย่างฉินเหยามาก่อน นี่มันดวงซวยของแท้!


“ตกลง เอาใบหนี้มา กระดาษกับพู่กันมีไหม เขียนสัญญาใหม่ยืนยันว่าหลิวจี้ชำระเงินให้เจ้าหมดแล้ว”


หลินเอ้อร์เป่าถอนหายใจโล่งอกทันที กระดาษกับพู่กันนั้นเขามี แต่เขาเขียนหนังสือไม่เป็น


สายตาเหยียดหยันของฉินเหยาจ้องมองมาทันที หลินเอ้อร์เป่าอับอายจนพาลโกรธ เรียกพรรคพวกให้นำพู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก กระดาษ และชาดแดงมาแล้วโยนทุกอย่างใส่ฉินเหยา


พร้อมแสดงท่าทีท้าทายว่า ‘มีปัญญาเจ้าก็เขียนเองสิ’


ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉินเหยาจะเขียนได้จริงๆ


ตรงนั้นมีตอไม้สำหรับผ่าฟืนอยู่พอดี ฉินเหยาจึงใช้เป็นฐานรอง แม้ว่าลายมือจะไม่ได้สวยไปกว่าลายเท้าสุนัขของหลิวจี้มากนัก แต่ก็ยังอ่านออก


ฉินเหยาเขียนเอกสารยืนยันการชำระหนี้เสร็จอย่างรวดเร็วสองฉบับ โดยระบุชื่อผู้ลงนามเป็นหลินเอ้อร์เป่าและหลิวจี้ในท้ายเอกสาร เพราะนางและหลิวจี้เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย นางจึงมีสิทธิ์ลงนามแทนได้


แต่หลังจากลงนามชื่อหลินเอ้อร์เป่าเสร็จ ฉินเหยากลับยังไม่ลงนามของตัวเอง


เมื่อครู่ หลิวเหล่าฮั่นและนางจางยังดีใจและประทับใจในความมีน้ำใจและความใจกว้างของฉินเหยาแทบคลั่ง คิดว่าหลิวจี้รอดพ้นแล้ว


แต่ไม่คิดว่าในวินาทีถัดมา ฉินเหยากลับพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ มีเรื่องหนึ่งที่ท่านทั้งสองต้องให้คำมั่นกับข้าก่อน ข้าจึงจะลงนามชื่อและประทับตราในเอกสารนี้ได้”


หลิวเหล่าฮั่นพยักหน้ารับซ้ำๆ คิดว่าในตอนนี้ไม่ว่าฉินเหยาจะขออะไรก็ตาม ต่อให้มากเกินไปก็ไม่ผิดจึงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าพูดมาเถิด”


ฉินเหยาพูดว่า “เงินก้อนนี้ข้าช่วยหลิวจี้จ่ายคืนได้ แต่ต่อจากนี้ไป ชีวิตของเขาเป็นของข้า บ้านหลังนี้ของข้ากับหลิวจี้ ข้าต้องเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง พวกท่านทั้งสองต้องอยู่ข้างข้า ห้ามขัดขวางการตัดสินใจใดๆ ของข้า ไม่เช่นนั้น ข้าจะไม่ลงนามในเอกสารนี้ ให้เจ้าสารเลวหลิวจี้นี่ตายอยู่ข้างนอกนั่นเถอะ!”


สองผู้อาวุโสสีหน้าเปลี่ยนอย่างพร้อมเพรียง หากไม่ตกลงก็ไม่ได้สิ!


หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจยาว ก่อนพูดกับฉินเหยาด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า


“สะใภ้สาม ข้าเองก็รู้ว่าเจ้าสามมันไม่ได้เรื่อง การที่เจ้าแต่งกับเขานับว่าเจ้าเสียเปรียบมาก วันนี้เจ้าปล่อยวางความหลัง คิดช่วยเขาชำระหนี้ พ่อก็รู้ทันทีว่าเจ้าเป็นคนดี”


“คำขอของเจ้า พ่อกับแม่ย่อมตกลงแน่นอน ต่อไปบ้านหลังนี้เจ้าจะเป็นคนตัดสินใจ หากหลังจากนี้เจ้าสามยังทำเรื่องเหลวไหล ไม่ยอมสำนึกปรับปรุงตัว ถึงเจ้าจะตีเขาให้ตาย พ่อกับแม่ก็จะไม่โทษเจ้าเลย”


ฉินเหยาลอบสงสัยในใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าหลิวเหล่าฮั่นจะเปิดใจกว้างถึงเพียงนี้


“ตกลงเจ้าค่ะ หากมีคำมั่นจากท่านกับท่านแม่ ข้าก็สบายใจแล้ว”


เมื่อพูดจบ นางก็ลงนามชื่อในเอกสารแล้วหยิบเงินแท่งแท่งละยี่สิบตำลึงสองแท่งออกมาจากที่คาดเอว ส่งให้หลินเอ้อร์เป่าก่อนหนึ่งแท่ง อีกแท่งหนึ่งนางออกแรงเล็กน้อย บิที่ขอบเงินแท่งด้วยมือเปล่าแล้วส่งส่วนใหญ่ให้หลินเอ้อร์เป่า


“เจ้าลองกะดูว่าได้สิบแปดตำลึงหรือเปล่า” ฉินเหยาถือเศษเงินชิ้นเล็กในมือถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


หลินเอ้อร์เป่ามองเงินแท่งที่มุมหนึ่งหักไปในมือ ดวงตาแทบถลนออกมา ก่อนกลืนน้ำลายแรงๆ แล้วหยิบตาชั่งขนาดเล็กที่พกติดตัวมาชั่ง


“ยังขาดไปนิดหน่อย”


“ขาดเท่าไหร่?”


“สามเฉียน”


ฉินเหยาทำแบบเดิมอีกครั้ง บิเงินออกมาอีกชิ้นหนึ่ง


ยิ่งเงินชิ้นเล็กเท่าไรก็ยิ่งบิยาก เจอฉินเหยาทำแบบนี้เข้าไปทำให้หลินเอ้อร์เป่ายอมจำนนในที่สุด


“ฉินเหนียงจื่อ เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนเถอะ ข้ากับพวกพี่น้องขอไปก่อน วันหลังมีเวลาจะแวะมารบกวนอีก”


หลินเอ้อร์เป่าประสานมือให้ฉินเหยาเล็กน้อย เก็บเงินเรียบร้อย ก่อนเรียกลูกน้องที่กำลังยังมึนงงให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว


ชาวบ้านต่างพากันพูดคุยเสียงดัง หลินเอ้อร์เป่ายอมไปง่ายเช่นนี้เลยหรือ


หลิวไป่และหลิวจ้งหันไปมองบิดาและแม่เลี้ยง “หนี้จ่ายหมดแล้วหรือ”


สองผู้อาวุโสพยักหน้าแล้วมองฉินเหยาอีกครั้ง สองพี่น้องแทบไม่อยากเชื่อว่าฉินเหยาจะมีเงินมากพอสำหรับจ่ายหนี้


แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดเรื่องนี้ เพราะหลิวจี้ยังนอนอยู่บนพื้นอยู่เลย


เมื่อครู่ตอนหลินเอ้อร์เป่าและพรรคพวกยังอยู่ พวกเขาไม่ได้สนใจ ตอนนี้เจ้าหนี้ไปแล้ว ทั้งครอบครัวจึงรีบเข้ามาล้อมดูหลิวจี้


หลิวไป่ตบหน้าหลิวจี้เบาๆ พร้อมเรียก “เจ้าสาม ตื่นสิ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”


คนยังไม่ฟื้นแต่เพราะตบโดนแผลบนหน้าจึงส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด


ฉินเหยาเปิดประตูบ้าน พอหันกลับมาก็เห็นคนในตระกูลหลิวล้อมหลิวจี้ไว้ด้วยท่าทางตกใจ นางจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า


“แค่บาดแผลภายนอกเท่านั้น หามเข้าบ้านมาก่อนแล้วค่อยตามหมอมาดูทีหลัง”


จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมองชาวบ้านที่กำลังมุงดูอยู่พลางกล่าวไล่ด้วยน้ำเสียงสุภาพ


ในใจนางคิดว่า กำแพงบ้านต้องรีบสร้างให้เร็วที่สุด จะได้ไม่ปล่อยให้ทุกคนมามุงดูเรื่องวุ่นวายของบ้านทุกวันอีก


ตอนที่ 25: ห่างจากความตายไม่ไกลแล้ว


หลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง หลิวจ้ง หลิวไป่ และหลิวเฝยก็ช่วยกันหามหลิวจี้เข้าไปในบ้าน


ต่อหน้าผู้คนมากมาย ฉินเหยาเองก็ไม่สะดวกที่จะปล่อยให้หลิวจี้นอนบนพื้นจึงยอมฝืนใจให้เขานอนบนเตียงเดี่ยวของตนเอง


อย่างไรวันนี้นางมีเสื่อต้นจงและผ้านวมแล้ว นางไม่สนใจเตียงที่ปูด้วยฟางข้าวนั่นอยู่แล้ว


หลิวเหล่าฮั่นส่งหลานชายหลิวจินเป่าไปตามหมอเท้าเปล่าของหมู่บ้านให้มาดูอาการของหลิวจี้


พวกหลิวต้าหลางพี่น้องเห็นว่าเสียงที่หน้าบ้านเงียบไปแล้วจึงเปิดประตูออกมาดูแล้วมองฉินเหยาก่อน


“ไม่มีอะไรแล้ว หนี้จ่ายคืนไปหมดแล้ว พวกเจ้าไปดูพ่อของเจ้าเถอะ ข้าจะไปขนของ” หลังสั่งเสร็จ ฉินเหยาก็เดินไปทางรถเทียมวัวที่ยังจอดอยู่บนสะพาน


สารถีที่ได้ดูละครเรื่องการทวงหนี้และจ่ายหนี้แบบเปล่าๆ เมื่อมองฉินเหยาอีกครั้งก็อดรู้สึกหวั่นๆไม่ได้


แต่เพราะเขาเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เมื่อฉินเหยาบอกให้เขาขับรถเทียมวัวเข้ามา เขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย


ของเต็มคันรถชวนให้ผู้คนมองด้วยสายตาเป็นประกาย


นางเหอและนางชิวหันมามองบ่อยครั้ง นางจางจึงแค่นเสียงเย็นเอ่ยว่า “มองอะไรนักหนา ไม่เห็นหรือว่าฟ้ามืดแล้ว รีบกลับบ้านไปทำอาหารเสีย!”


“จริงด้วย ทำอาหารในส่วนของบ้านเจ้าสามด้วยล่ะ” นางจางเอ่ยเสริมขึ้น


นางชิวสะใภ้รองไม่ได้เอ่ยอะไรเพียงตอบรับเสียงเบา


นางเหอสะใภ้ใหญ่กลับถามขึ้นด้วยความแปลกใจว่า “บ้านเจ้าสามไม่ได้แยกบ้านไปแล้วหรือ ยังจะกินข้าวด้วยกันอีก? อาหารของพวกเราก็ไม่ได้ลอยมาตามลมเสียหน่อย…”


คำบ่นที่เหลือถูกสายตาดุดันของนางจางจ้องมองจนต้องกลืนกลับลงไป


นางชิวไม่ได้สนใจพี่สะใภ้ใหญ่ เพียงเดินกลับไปยังเรือนเก่า นางเหอเห็นดังนั้นจึงรีบเดินตามไป


ภายในบ้านใหญ่มีคนอยู่เต็มไปหมด ฉินเหยาจัดการเก็บกวาดห้องข้างที่พวกหลิวต้าหลางพี่น้องเคยนอนแล้วให้สารถีขนของไปวางในห้องนี้ก่อน


พวกธัญพืชถูกยกลงมาก่อน จากนั้นก็เป็นผ้านวมหนาสามผืน ผ้านวมบางสามผืน เสื่อต้นจงสามผืน ผ้าฝ้ายสองพับครึ่งและเสื้อผ้ามือสองกับรองเท้ามือสองอีกจำนวนหนึ่ง


ยังมีหม้อดินเผาใบใหญ่พร้อมฝาปิดอีกหลายใบ ด้านในใส่น้ำมัน เกลือ น้ำปรุงรส น้ำส้มสายชูไว้จนเต็ม รวมถึงถังไม้สองใบ อ่างไม้ใบใหญ่สองใบและของใช้จิปาถะ เช่น เข็มด้าย หม้อและชาม


ท้ายสุดคือเนื้อหมูหนักสิบจินสองชิ้นใหญ่


ทันทีที่เห็นเนื้อ ทุกสายตาก็มองอย่างไม่วางตา


ตอนที่ฉินเหยาจ่ายเงินให้สารถีแล้วหันกลับมาอีกทีก็ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังมาจากด้านหลัง


“ต้าหลาง!” ฉินเหยาตะโกนเรียกไปทางห้องหลัก


ต้าหลางที่กำลังนั่งมองหลิวจี้ด้วยความเป็นห่วงรีบวิ่งออกมาทันทีเมื่อได้ยิน “ท่านน้า?”


ฉินเหยาหยิบเนื้อหมูหนักสิบจินออกมาชิ้นหนึ่ง “เอาไปให้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า บอกว่านี่เป็นค่าฟางและค่าที่นางคอยดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกเจ้าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา”


ฝั่งเรือนเก่านั้นยังไม่ได้แยกบ้าน ไม่ว่าเนื้อหมูจะให้ใครก็ถือว่าเป็นของพวกหลิวไป่สามพี่น้องอยู่ดี


แต่การให้หน้าผู้เป็นพี่สะใภ้ใหญ่นี้น่าจะทำให้นางดีใจมากกว่า


ส่วนเนื้อหมูนี้จะถูกจัดการอย่างไรต่อ ฉินเหยาไม่ได้สนใจ


ต้าหลางกลืนน้ำลายลงคอครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าเนื้อหมูชิ้นนี้ใหญ่เกินไป แต่ก็เข้าใจว่าแม่เลี้ยงของเขาย่อมคิดคำนวณเอาไว้แล้วจึงถามด้วยความกังวลพร้อมมองไปทางห้องหลัก “แล้วพ่อของข้าล่ะ”


“ข้าบอกว่าเขาไม่เป็นอะไรก็ไม่เป็นอะไร ส่งเนื้อหมูไปก่อน ทางนี้มีหมอคอยดูแลอยู่แล้ว”


ขณะที่พูด หลิวจินเป่าก็รีบร้อนพาหมอมาถึงที่


เมื่อมาถึงเห็นเนื้อหมูที่ต้าหลางถืออยู่ ทั้งร่างก็พลันสั่นสะท้าน ดวงตาจับจ้องที่เนื้อจนแทบไม่อาจละสายตา เกือบสะดุดล้มลงกับพื้นแล้ว


โชคดีที่ฉินเหยาตาไวเลยคว้าตัวเขาไว้ได้ทันจึงไม่ล้มลง


“ไปเถอะ” ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลาง ต้าหลางเห็นว่าหมอมาถึงแล้วก็เบาใจลง ก่อนจะยกเนื้อหมูมุ่งหน้าไปยังเรือนเก่า


“ข้าก็จะไปด้วย!” หลิวจินเป่ายิ้มหน้าระรื่นให้ฉินเหยาเพื่อขอบคุณที่ช่วยพยุงเขา ก่อนจะรีบวิ่งตามต้าหลางไปพลางตะโกนว่า


“ต้าหลาง เจ้ารอข้าด้วย ข้าจะไปกับเจ้าด้วย!”


“เจ้าตามมาทำไม ข้าไม่ต้องให้เจ้ามาด้วยเสียหน่อย”


“อย่าเลย ข้าไปด้วยดีกว่า เนื้อนี่หนักมาก ข้าจะช่วยเจ้าถือเอง”


“ข้าไม่ต้องให้เจ้าช่วย!”


“งั้นก็ได้ หากหนักเมื่อไรเจ้าบอกข้าแล้วกัน”


ต้าหลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น


หลิวจินเป่าเองก็เพิ่มความเร็วตามไป


ฉินเหยายืนอยู่บนเนิน มองดูเหตุการณ์ด้วยความขบขัน


จากนั้นนางก็หันหลังเก็บสีหน้าแล้วเดินเข้าห้องหลักไป


บ้านหลังนี้เดิมทีก็ไม่ได้ใหญ่มาก เมื่อมีท่านหมอมาร่วมด้วยทำให้ในห้องมีคนถึงสิบคนแล้ว แค่ขยับตัวก็ยังรู้สึกลำบาก


หลิวเหล่าฮั่นไล่เอ้อร์หลางกับคู่แฝดออกไป บอกให้พวกเขาไปที่เรือนเก่า ที่นี่ไม่ต้องให้เด็กๆมาห่วง


เอ้อร์หลางจูงมือฝาแฝดออกไปทันที เขาเพิ่งเห็นพี่ใหญ่ถือเนื้อชิ้นใหญ่มากไป คิดว่าคืนนี้ต้องมีเนื้อกินแน่


สำหรับพ่อคนเลวที่นอนอยู่บนเตียงนั้น เอ้อร์หลางคิดว่าเขายังดีสู้หมูเนื้อแดงไม่ได้เลย


“ท่านหมอ เขาเป็นอย่างไรบ้าง”


ทันทีที่ฉินเหยาเข้ามาในห้อง คนอื่นๆก็หลีกทางให้นางทันที


ชายที่เดิมทีนอนนิ่งอยู่บนเตียง เมื่อสัมผัสได้ว่านางเข้ามาใกล้ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน


ฉินเหยารับรู้ได้จึงเหลือบมองแวบหนึ่งก่อนหัวเราะแฝงนัยเบาๆ หลิวจี้ที่นอนแกล้งตายอยู่บนเตียงไม่อาจควบคุมความกลัวในใจไว้ได้ ลืมตาขึ้นในที่สุด


ท่านหมอกำลังจะเปิดเปลือกตาของหลิวจี้ดู จู่ๆเขาก็ลืมตาขึ้นทำเอาท่านหมอสะดุ้งตกใจ


หลังตั้งสติได้ ท่านหมอก็ลูบอกถอนหายใจยาว “ฟื้นก็ดีแล้ว ดูแล้วเป็นเพียงบาดแผลภายนอก ไม่เป็นอะไรมาก ทายาลดบวมแล้วพักฟื้นสักสองสามวันก็หาย”


หลิวเหล่าฮั่นและคนอื่นๆ ถามหลิวจี้ด้วยความเป็นห่วงว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง มีตรงไหนไม่สบายหรือไม่


หลิวจี้สูดลมหายใจอย่างเจ็บปวด พูดไม่ได้ ใบหน้าของเขามีแต่บาดแผล เพียงขยับเล็กน้อยก็เจ็บปวดจนแทบขาดใจ รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว


ท่านหมอมองสภาพของเขาแล้วก็รู้สึกแปลกใจ ปกติเวลาตีคนไม่น่าจะตีแค่ที่หน้า เจ้าหลิวสามไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกคนเขาตีจนหน้าบวมเป็นหัวหมูแบบนี้


แต่ถึงจะสงสัยอย่างไร ท่านหมอก็รู้ดีว่าควรเงียบไว้ เพียงบอกให้ตระกูลหลิวส่งใครสักคนไปเอายากับตน


สมุนไพรลดการอักเสบและบรรเทาปวดที่บ้านของท่านหมอมีอยู่พอดี เป็นสมุนไพรที่เขาเก็บจากภูเขาเป็นประจำ ราคาถูกกว่าร้านขายยาในเมืองเสียอีก


หลิวเหล่าฮั่นส่งหลิวจ้งไปกับท่านหมอเพื่อเอายาแล้วบอกให้นางจางกับหลิวเฝยกลับบ้านไปก่อน จากนั้นก็ขออ่างล้างหน้าและน้ำจากฉินเหยา เพื่อให้หลิวไป่ช่วยเช็ดตัวหลิวจี้


ฉินเหยาถอยออกมานอกบ้านแล้วเงี่ยหูฟังการสนทนาของสามพ่อลูกในห้อง


หลิวจี้สูดลมหายใจด้วยความเจ็บปวด พลางเอ่ยด้วยความยากลำบากว่า “พี่ใหญ่ ใบหน้าหล่อๆนี้ของข้ายังจะหายดีหรือไม่”


หลิวเหล่าฮั่นกำลังบิดผ้าเช็ดหน้าให้แห้งเพื่อเช็ดตัวให้เขา พอได้ยินคำพูดนี้ก็เกือบอดไม่ไหวตบหน้าหลิวจี้ด้วยความโมโห


“นี่มันเวลาไหนแล้ว เจ้ายังจะมาห่วงใบหน้าของเจ้าอยู่อีก หน้านั่นกินได้หรือดื่มได้รึไร!”


หลิวจี้รู้ตัวว่าผิด ประกอบกับเมื่อพูดแล้วเจ็บหน้า เขาจึงไม่ได้โต้กลับ


แต่เขาก็ยังดื้อรั้น บอกให้หลิวไป่นำอ่างล้างหน้ามาให้เขาส่องดู


เมื่อเห็นใบหน้าตนเองในอ่างน้ำสะท้อนออกมาเป็นหัวหมู เขาก็อดกลั้นไม่ไหวจนร้องออกมาเสียงดังลั่น “อ๊าก!!”


ฉินเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลิวจี้ เจ้าเสียงดังจนข้าปวดหูแล้ว”


ในห้องเงียบกริบลงในทันที


เมื่อครู่หลิวจี้ไม่ได้สลบจริงๆ เขาใช้ชีวิตด้วยเล่ห์เหลี่ยมมาหลายปี การแกล้งสลบเป็นท่าไม้ตายของเขาในการหลีกเลี่ยงการโดนอัด


ดังนั้น ทุกการปะทะกันระหว่างฉินเหยาและหลินเอ้อร์เป่า รวมถึงคำพูดของฉินเหยากับหลิวเหล่าฮั่นและนางจางที่หลังบ้าน เขาล้วนได้ยินทั้งหมด


เมื่อรู้ว่าบิดาขายเขาให้กับฉินเหยาสตรีใจร้ายนางนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกเหมือนฟ้าจะถล่มลงมา เกือบจะสลบไปจริงๆ


พอนึกถึงคำพูดอำมหิตไม่สนความเป็นตายของเขาที่ฉินเหยาพูดกับหลินเอ้อร์เป่า หลิวจี้ก็คิดว่าตนเองต้องตายด้วยน้ำมือนางเข้าสักวัน


ดังนั้น ตอนที่หลิวเหล่าฮั่นกำลังจะเดินออกไป หลิวจี้จึงรวบรวมกำลังทั้งหมด คว้ามือบิดาของเขาไว้แน่น พร้อมพูดด้วยน้ำตาคลอคลองว่า


“ท่านพ่อ ข้าต้องการหย่ากับนาง”


หลิวเหล่าฮั่นหันกลับมาด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อเลยว่าหลิวจี้จะมีความคิดเนรคุณเช่นนี้ คนเขาเพิ่งช่วยเจ้าจ่ายหนี้ เจ้ากลับพูดถึงเรื่องหย่าได้หรือ


หลิวเหล่าฮั่นตาแดงก่ำ พูดเสียงกร้าวทีละคำว่า “หลิวจี้ หากข้าได้ยินเจ้าเอ่ยคำว่าหย่าอีกครั้ง ข้าจะตีเจ้าให้ตายด้วยมือข้าก่อน แล้วค่อยฆ่าตัวตายตาม บรรพบุรุษตระกูลหลิวของข้าจะได้ไม่มาตำหนิข้าที่สั่งสอนบุตรชายทรพีเช่นเจ้าออกมา!”


หลิวจี้ยืนอึ้ง เช็ดน้ำลายที่กระเด็นใส่หน้า รู้สึกเจ็บจนเหงื่อเย็นไหลพรั่งพรู


จบกัน ครั้งนี้เขาคงอยู่ไม่ไกลจากความตายแล้วจริงๆ


[1] หมอเท้าเปล่า หมายถึง หมอที่ไม่ได้ผ่านการเรียนแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่สามารถรักษาโรคเบื้องต้นได้


ตอนที่ 26: เมียจ๋าข้าผิดไปแล้ว


เมื่ออาหารเย็นเสร็จแล้ว หลิวจินเป่าก็วิ่งมาเรียกฉินเหยาและคนอื่นๆไปกินข้าวที่เรือนเก่า


“ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ผัดหมูสามชั้นผัดน้ำมันพริกกะละมังนึง วันนี้มีเนื้อกิน!” หลิวจินเป่าพูดด้วยความตื่นเต้น ดีใจยิ่งกว่าวันปีใหม่เสียอีก


เพราะเนื้อวันนี้ขนาดใหญ่กว่าเมื่อปีใหม่ปีที่แล้วเสียอีก


ท่านย่าบอกว่า วันนี้ได้พึ่งใบบุญของอาสะใภ้สาม อยากกินอะไรก็กินให้เต็มที่


ดังนั้น ท่านแม่จึงผัดหมูไปครึ่งหนึ่งจนเต็มกะละมังใบใหญ่ แค่คิดถึง หลิวจินเป่าก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้


เขากลัวว่าหากไปสาย เนื้อจะโดนพวกต้าหลางกับเอ้อร์หลางกินหมดเสียก่อนจึงเร่งท่านพ่อกับท่านปู่ให้รีบไป


“สะใภ้สาม พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ ให้เจ้าใหญ่อยู่เฝ้าเจ้าสาม เดี๋ยวเจ้ากินเสร็จค่อยกลับมาเปลี่ยนกับเขา” หลิวเหล่าฮั่นชวนฉินเหยา


ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ล่ะเจ้าค่ะ ข้าอยู่เฝ้าตรงนี้ดีกว่า พวกท่านพ่อกลับไปเถิด อีกเดี๋ยวให้พวกต้าหลางกินเสร็จแล้วรีบกลับมา เอามาเผื่อข้าส่วนหนึ่งก็พอ”


พูดจบ นางก็เดินกลับไปหยิบชามใบหนึ่งมายื่นให้หลิวจินเป่า บอกให้เขาเอาไปให้ต้าหลางเพื่อใส่กับข้าวนำกลับมา


หลิวเหล่าฮั่นยังคิดว่านางช่างเป็นคนมีน้ำใจนัก หารู้ไม่ว่าฉินเหยานั้นกินจุ หากนางไป กินก็กินไม่อิ่ม กินเยอะไปก็จะไม่พอแบ่งคนอื่นอีก นางจึงเลือกไม่ไปแล้วอยู่บ้านต้มข้าวกินเองสบายใจกว่าเยอะ


นางจางที่ดูแลบ้านมานานกว่าสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการวัดปริมาณข้าวเป็นพิเศษ นางกำหนดปริมาณข้าวและกับข้าวของแต่ละคนในแต่ละมื้อมาอย่างพอดี รับประกันได้ว่าทุกคนในบ้านจะกินอิ่มประมาณเจ็ดส่วน


หากเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว คนที่ลงไปทำงานในไร่ก็จะได้กินเพิ่มขึ้นหน่อย


ทักษะนี้ถูกส่งต่อมายังนางเหอ นางยิ่งชำนาญกว่านางจางเสียอีก แม้แต่ข้าวที่ติดก้นหม้อก็ยังไม่เหลือเกินพอดี


คืนแรกที่เหยาเหนียงมาที่นี่ นางเคยกินข้าวพร้อมกับหลิวจี้ที่เรือนเก่า ตอนนั้นนางรู้สึกได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก


หลิวเหล่าฮั่นเห็นว่าฉินเหยายืนกรานจึงไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเรียกบุตรชายสองคนมาช่วยจัดยาที่ได้มาจากหมอให้เรียบร้อยแล้วกำชับให้ฉินเหยาคอยเปลี่ยนยาให้หลิวจี้วันละสองครั้งก่อนจะกลับบ้านไป


บ้านที่วุ่นวายกลับมาเงียบสงบในที่สุด ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ พลางพับแขนเสื้อแล้วเริ่มทำงาน


นางหยิบตะเกียงน้ำมันที่ซื้อมาในวันนี้จุดไฟวางไว้บนเตาแล้วเริ่มก่อไฟเพื่อหุงข้าว


นางต้มข้าวต้มขาวหม้อใหญ่ กลิ่นหอมแรกเริ่มเพียงจางๆ แต่ยิ่งไฟแรงขึ้น กลิ่นข้าวหอมกรุ่นก็ลอยวนไปทั่วบ้านชวนให้ท้องร้อง


ฉินเหยาดึงฟืนออกมาเพื่อลดไฟให้เบาลงแล้วปล่อยให้ข้าวต้มค่อยๆสุก จากนั้นก็ไปยังห้องข้างขนถุงธัญพืชหกถุงไปไว้ในห้องหลักแล้วจัดการปูที่นอนของเด็กๆทั้งสี่ใหม่


นางโยนฟางที่ใช้รองนอนออกไปนอกประตู เก็บไว้ใช้เป็นเชื้อไฟแล้วนำผ้าห่มเก่าๆที่ทั้งแข็งและมีกลิ่นอับมาวางไว้บนกองฟางหน้าบ้าน


นางหยิบเสื่อต้นจงแผ่นใหม่ออกมาปูลงบนแผ่นไม้ ตามด้วยผ้าปูเตียงมือสองแล้วคลุมด้วยผ้านวมใหม่ผืนหนา ทั้งเตียงดูเหมือนใหม่ในทันที


ห้องข้างยังมีพื้นที่เหลืออยู่เล็กน้อย ฉินเหยาลังเลระหว่างการกลับไปนอนที่ห้องหลักกับการประกอบเตียงขึ้นใหม่ในห้องข้าง หลังจากคิดอยู่สักพักนางก็เลือกที่จะอยู่ในห้องข้าง


ห้องหลักถูกใช้เป็นทั้งห้องอาหาร ห้องนั่งเล่นและห้องเก็บของ ทำให้ขาดความเป็นส่วนตัว


ยิ่งตอนนี้ยังมีคนหนึ่งนอนอยู่ในนั้น ฉินเหยาจึงตัดสินใจปูที่นอนชั่วคราวในห้องข้าง


นางนำฟางที่เพิ่งเก็บไปกลับมาปูที่มุมห้องข้าง วางเสื่อต้นจงทับบนฟางแล้วปูผ้าปูเตียงตามด้วยผ้านวม ทำให้นอนได้สบายเช่นกัน


หลังจัดที่นอนเสร็จ นางกองผ้านวมที่เหลือซ้อนกันไว้บนเตียง รอให้เครื่องเรือนและบ้านสร้างเสร็จแล้วค่อยจัดใหม่


หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็หยิบผ้าห่มฝ้ายผืนบางเดินไปที่ห้องหลักแล้วโยนใส่ร่างหลิวจี้


หลิวจี้ที่หนาวจะตายอยู่แล้วรู้สึกดีใจมาก รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ทันที


เสื้อผ้าของเขาถูกหลินเอ้อร์เป่าและพวกเอาไปหมด ตอนที่มาถึงเขาสวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบขาดรุ่งริ่ง ตอนที่หลิวไป่เช็ดตัวให้เขาเสร็จก็ให้ใส่ชุดนั้นต่อ


ผ้าห่มที่ฉินเหยาเคยใช้นั้นเป็นของเก่าจากตระกูลหลิว ความอุ่นไม่ต้องพูดถึง แถมยังหนักอึ้งเสียจนหลิวจี้ที่กำลังบาดเจ็บแทบหายใจไม่ออก


หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงโวยวายเหมือนคุณชายใหญ่ไปแล้ว แต่ครั้งนี้เขากลับกลับเงียบเป็นเป่าสาก ทำเพียงนอนดมกลิ่นข้าวต้มขาวที่ลอยมาจากด้านนอก ท้องร้องโครกครากแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียง


เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะนึกถึงเขาขึ้นมาและอาศัยจังหวะที่ครอบครัวและพี่น้องไม่อยู่ฆ่าเขาทิ้งเสีย


ฉินเหยามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยสมุนไพรลดบวมของเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ระวังอย่าทำผ้าห่มผืนใหม่ของข้าเปื้อน!”


ผ้าห่มที่เขาคลุมไว้จนถึงคอค่อยๆถูกดึงลงมาเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยยา เหลือเพียงดวงตาสองข้างที่มองฉินเหยาด้วยความน่าสงสารปนหวาดระแวง


ก่อนที่นางจะก้าวออกไปจากประตู เขาก็รวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นทันทีว่า


“เมียจ๋า… ข้าผิดไปแล้ว”


ฉินเหยาหยุดเดิน หันกลับมา หรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องมองชายที่ตัวสั่นระริกอยู่บนเตียงด้วยสายตาอันตราย


ภายใต้สายตาบีบคั้น หลิวจี้ต้องบีบแผลที่ขาของตนเองเพื่อใช้ความเจ็บปวดมากระตุ้นถึงฝืนให้ไม่ก้มหน้าลงได้


เขาเบิกดวงตาเรียวที่ยังเหลือสมบูรณ์เพียงคู่เดียว มองนางด้วยความจริงใจแล้วเอ่ยว่า


“เมียจ๋า คราวนี้ข้ารู้ตัวว่าผิดแล้วจริงๆ ข้าสัญญา จากนี้ไปจะไม่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอีก รอให้แผลหายแล้ว ข้าจะหางานทำอย่างจริงจัง หาเงินเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงเจ้ากับลูกๆให้มีชีวิตที่ดี…”


ฉินเหยาหัวเราะเยาะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วถามว่า “เจ้าแน่ใจหรือ”


หลิวจี้พยักหน้าอย่างรวดเร็วราวกลองป๋องแป๋ง “ข้าหลิวจี้ขอสาบานต่อฟ้า ต่อไปนี้หากเมียจ๋าสั่งให้ข้าไปทางตะวันตก ข้าจะไม่มีทางไปตะวันออก หากสั่งให้ไปทางตะวันออก ข้าจะไม่มีทางไปตะวันตก หากข้าผิดคำ ขอให้ฟ้าผ่าตายอย่างน่าอนาถ!”


เมื่อเห็นสายตาของฉินเหยาดูน่ากลัวน้อยลง เขาจึงรีบเสริมทันทีว่า “เมียจ๋า ข้ารู้ว่าเจ้าเสี่ยงชีวิตเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อหาเงินมาไถ่ตัวข้า…”


ฉินเหยาพูดว่า “เจ้าคิดมากไปแล้ว”


ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อว่า “ก่อนหน้านี้ข้ามันเลวจริงๆ ข้าไม่รู้ดีชั่ว ข้าผิดต่อเจ้า จากนี้ไป ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าให้ดี งานหนักงานสกปรกในบ้านข้าจะทำเอง เจ้าแค่พักผ่อนก็พอ…” เขาหยุดไปกะทันหันพร้อมส่งเสียง “ซี้ด” ขึ้น


เพราะยิ่งพูดยิ่งคล่องปากทำให้แผลบนใบหน้าปริออกอีกครั้ง เจ็บจนหลิวจี้สูดลมหายใจเย็นเยียบ น้ำตาแทบร่วงลงมา


ฉินเหยาจุปาก “เจ้าจำคำพูดของเจ้าไว้ให้ดีล่ะ”


“แต่ข้าจำได้ว่าหลินเอ้อร์เป่าเพิ่งบอกว่าเจ้าเรียกข้าว่าสตรีอำมหิตรึ”


น้ำตาแห่งความเจ็บปวดและหวาดกลัวของหลิวจี้ไหลพรั่งพรูออกมาทันที


“เมียจ๋า ข้าถูกใส่ร้าย! ข้ามีแต่ความจริงใจต่อเจ้า ฟ้าดินเป็นพยาน ข้าจะว่าร้ายเจ้าได้อย่างไร ต้องเป็นหลินเอ้อร์เป่าที่ใส่ร้ายข้าแน่ๆ!”


หลิวจี้พูดเสียงดังจนแผลปริออกมามากกว่าเดิม น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาผสมกับยาที่ทาเต็มใบหน้า ช่าง…น่าเกลียดเกินทน!


ฉินเหยายกมือขึ้นให้เขาเลิกร้องโหยหวนด้วยความรังเกียจ ดวงตาคู่นั้นราวกับมองทะลุความคิดของเขาได้ “พูดมาเถอะ เจ้าคิดจะทำอะไร”


หลิวจี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ศีรษะของเขาหันไปทางครัวโดยไม่รู้ตัว


ฉินเหยาเดินออกไปพลางพูดว่า “ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป อาหารทุกคำที่เจ้ากิน ข้าวของทุกชิ้นที่เจ้าใช้ รวมถึงหนี้สามสิบแปดตำลึงที่จ่ายให้หลินเอ้อร์เป่าในวันนี้ ข้าจะจดไว้ในบัญชีทุกอย่าง…”


“รอแผลเจ้าหายดีแล้วก็จงไปหางานทำอย่างว่าง่าย ชดใช้หนี้ก้อนนี้ให้ข้าซะ”


ฉินเหยาเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแล้วย้ำคำพูดของหลิวจี้ให้เขาฟังอีกครั้ง


นางหยิบชามมาใบหนึ่ง ตักข้าวต้มขาวหนึ่งชาม โรยด้วยน้ำตาลเล็กน้อยแล้วนำไปให้หลิวจี้ในห้อง


เมื่อเห็นข้าวต้มขาวหอมกรุ่น ใครเล่าจะยังมีสติคิดเรื่องอื่นได้ หลิวจี้ไม่สนใจบาดแผลบนตัวและใบหน้า รีบลุกขึ้นมา หยิบชามข้าวต้มมากินทันที


เขาพูดไปกินไปว่า “ข้าจะเชื่อฟังเมียจ๋าทุกอย่าง ต่อไปเมียจ๋าพูดอะไรก็ทำตามนั้น”


เขาซดข้าวต้มเข้าไปสองคำใหญ่ แม้ว่าจะร้อนจนแสบลิ้น แต่พอรู้ว่ามีการเติมน้ำตาลลงไป เขายิ่งไม่อยากคายออกมา ได้แต่สูดลมระบายความร้อนพลางกลืนลงท้องทั้งอย่างนั้น


อย่างไรเสียเมื่อกินอิ่ม หลับตาลงแล้วพอฟื้นมาอีกทีเขาก็จะทำทีเป็นลืมทุกอย่าง จำไม่ได้ว่าเคยสัญญาอะไรไว้กับนาง


แต่เขาไม่รู้เลยว่า ความคิดเจ้าเล่ห์นั้นของเขาถูกฉินเหยามองออกนานแล้ว


หากเขาลืมขึ้นมาจริงๆ นางก็มีวิธีช่วยเขาฟื้นฟูความจำแน่นอน!


ตอนที่ 27: บุตรยอดกตัญญู


หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ หลิวจ้งก็พาต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่กลับมาพร้อมทั้งแวะมาดูอาการของหลิวจี้


พอเห็นว่าหลิวจี้ได้นอนห่มผ้าห่มใหม่เอี่ยม ทั้งยังได้กินข้าวต้มขาวเข้มข้น หลิวจ้งก็รู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาห่วงไปเปล่าๆ


เจ้าสามคนนี้ชาติที่แล้วคงไปช่วยชีวิตเทพเซียนไว้แน่ๆ ถึงได้มีคนคอยดูแลให้กินดีอยู่ดีขนาดนี้ทั้งที่ตัวเขาไม่ได้เรื่อง


พอเห็นหลิวจี้ยังทำท่าเจ็บออดๆแอดๆ หลิวจ้งก็ถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้


นี่แหละนะ เปรียบเทียบกับคนอื่นทีไรก็โมโหทุกที!


ออกมานอกบ้าน หลิวจ้งก็พูดกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า หากต้องการความช่วยเหลือให้ไปหาพวกเขาที่เรือนเก่าแล้วจึงกลับบ้านไป


ต้าหลางกับพี่น้องทั้งสี่ถือชามข้าวที่เต็มเปี่ยมกลับมา ซึ่งครึ่งชามในนั้นเป็นเนื้อ


ต้าหลางวางข้าวลงแล้วเข้าไปดูพ่อในบ้าน เมื่อเห็นว่ายังหายใจอยู่จึงเดินออกมา


หัวไชเท้าทั้งสี่นั่งยองๆล้อมอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ถามนางว่าเข้าไปล่าสัตว์อะไรในป่า ไปที่ไหนมาและเนื้ออร่อยไหม


เมื่อเห็นว่ามีข้าวติดอยู่ที่มุมปากของฉินเหยา ซื่อเหนียงก็รีบยื่นมือน้อยๆนุ่มนิ่มมาหยิบออกให้ ดวงตาเป็นประกายสว่างไสว เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อท่านแม่


หลิวจี้ที่อยู่ในห้องรอแล้วรออีก แต่ก็ไม่เห็นเอ้อร์หลาง ซานหลาง หรือซื่อเหนียงเข้ามาดูเขาเลยสักคน


เมื่อได้ยินพี่น้องทั้งสี่กำลังพูดคุยหยอกล้อกับฉินเหยาอย่างสนิทสนมจากข้างนอก หลิวจี้ถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความไม่อยากเชื่อ เวลาเพียงไม่กี่วัน จิตใจของทุกคนกลับเอนเอียงไปอยู่ข้างฉินเหยาหมดแล้ว


อาจเพราะบาดเจ็บหรือไม่ก็เพราะโกรธ เขาจึงรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกและเวียนหัวจนเผลอหลับไป


พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้าก็สว่างแล้วและกระเพาะปัสสาวะของเขาก็แทบระเบิด!


หลิวจี้ร้องเรียกด้วยเสียงอ่อนแรงว่า “ต้าหลาง ต้าหลาง…”


ประตูห้องถูกผลักออกจากด้านนอกเสียงดังเอี๊ยด เผยให้เห็นร่างเล็กๆทั้งสี่เดินเรียงกันเข้ามาเหมือนผลไม้เคลือบน้ำตาลอย่างนั้น


แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาในบ้าน เพิ่มความสว่างให้ห้องที่มืดสลัว


เมื่อเห็นเด็กทั้งสี่ในชุดใหม่เอี่ยม หลิวจี้ก็จำพวกเขาแทบไม่ได้


เมื่อคืนฉินเหยาต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่หลายหม้อเพื่อล้างตัวเด็กๆตั้งแต่หัวจรดเท้าจนสะอาดแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้ามือสองที่นางซื้อมาก่อนหน้านี้


แม้เสื้อผ้าและรองเท้าจะเป็นของเก่า แต่ก่อนนำออกขายมันถูกซักจนสะอาดหมดจดและยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของจ้าวเจี่ยว


ฉินเหยาให้ผ้าคาดผมคนละเส้นสำหรับมัดผมเด็กทั้งสี่ นางยังถักเปียเล็กๆสองเส้นให้ซื่อเหนียง ดูแล้วน่ารักและขี้เล่น


หลิวจี้มองออกว่าเสื้อผ้าและรองเท้าของเด็กทั้งสี่ใหญ่กว่าขนาดตัวเล็กน้อย แต่ล้วนเป็นผ้าฝ้ายหนาคุณภาพดี ซึ่งดีกว่าเสื้อเนื้อหยาบขาดรุ่งริ่งที่พวกเขาเคยสวมมากมายนัก


ต้าหลางเดินเข้ามา หยิบกระโถนจากใต้เตียงขึ้นมาแล้วถามว่า “ท่านพ่อ ท่านอยากฉี่หรือไม่”


หลิวจี้กดความรู้สึกอิจฉาในใจเอาไว้แล้วพยักหน้า


ต้าหลางจึงบอกให้ซื่อเหนียงออกไปก่อนแล้วช่วยประคองหลิวจี้ลุกจากเตียงเพื่อปัสสาวะ


เมื่อหลิวจี้รู้สึกสบายขึ้นก็กลับไปนอนบนเตียงตามเดิม


ต้าหลางถือกระโถนไปเทที่เนินหลังบ้าน จากนั้นก็ตักน้ำล้างมือและหม้อจนสะอาด ก่อนนำกลับมาเก็บใต้เตียงอย่างเรียบร้อย


หลิวจี้ไม่เคยเห็นเด็กๆในบ้านใส่ใจความสะอาดถึงเพียงนี้มาก่อนเลย


เมื่อก่อนน้ำมูกไหลย้อยจนถึงปากก้มเลียก็จบแล้ว แต่ตอนนี้แค่ช่วยพ่อเทกระโถนยังต้องล้างมือด้วย?


“แม่เลี้ยงของพวกเจ้าเล่า” หลิวจี้ถามหยั่งเชิง ตั้งแต่เขาตื่นมายังไม่ได้ยินเสียงหญิงใจร้ายคนนั้นเลย ไม่รู้ว่านางไปไหน


ต้าหลางเปิดประตูจนสุด ให้แสงอาทิตย์และอากาศสดชื่นเข้ามาในบ้านแล้วตอบว่า “ไปหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้ว”


“ไปทำอะไร? ไปนานแค่ไหนแล้ว?”


“ไม่รู้” ต้าหลางส่ายหัว ตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “ออกไปแต่เช้า คงจะสักชั่วยามได้แล้ว”


หลิวจี้มองไปรอบๆห้องที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา


เมื่อคืนมืดเกินกว่าจะสังเกต แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเห็นว่าบ้านเปลี่ยนไปมาก


มุมกำแพงตรงหัวเตียงมีถุงธัญพืชหกถุงวางกองอยู่ ที่ปลายเตียงมีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีชามซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ แม้จะยังเป็นบ้านมุงหญ้าคาเก่าๆหลังนั้น แต่ทุกอย่างสะอาดเอี่ยม ไม่มีกลิ่นแปลกๆกลับมีกลิ่นหอมของข้าวโชยออกมาแทน


หลิวจี้ลูบท้องของตนเอง ต้าหลางรีบถามทันทีว่า “ท่านพ่อ ท่านหิวหรือไม่”


หลิวจี้พยักหน้ารัว นึกถึงข้าวต้มขาวที่ได้กินเมื่อคืนก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้


ต้าหลางบอกให้เขารอก่อนแล้วเดินออกไปตักข้าวต้มเนื้อที่อุ่นอยู่บนเตา จากนั้นยกมาให้หลิวจี้


ข้าวต้มขาวเมื่อคืนใส่น้ำตาล หลิวจี้ก็คิดว่าสิ้นเปลืองมากแล้ว ไม่นึกเลยว่าข้าวต้มวันนี้จะมีเนื้อสับอยู่ด้วย!


“สวรรค์! หลายวันนี้พวกเจ้ากินอยู่กันอย่างไรเนี่ย เหยาเหนียงสตรีล้างผลาญนี่ มีเงินหน่อยก็ใช้สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประหยัดเลย”


หลิวจี้บ่นไปพลางหยัดกายพิงกำแพงขึ้นนั่ง ยื่นมือออกไปจะรับชามมาด้วยความดีใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่กำลังยืนล้อมเตียงมองเขาอยู่ด้วยสายตานิ่งขรึม


ซื่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ “ข้าจะฟ้องท่านแม่ว่าท่านพูดถึงนางไม่ดี!”


ซานหลางที่เป็นลูกคู่ของซื่อเหนียงก็เอ่ยตามทันทีว่า “ฟ้องท่านน้า!”


ภาพโหดร้ายที่ฉินเหยาถือมีดจ่อคอหลินเอ้อร์เป่าลอยขึ้นมาในหัวของหลิวจี้ ทำเอาเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว รีบพูดว่า


“อย่าๆๆ! พ่อแค่พูดเล่นน่ะ ซานหลาง ซื่อเหนียง เป็นเด็กดีนะ อย่าไปฟ้องแม่เลี้ยงของพวกเจ้า ไม่อย่างนั้นพ่อได้ตายแน่!”


ซานหลางและซื่อเหนียงกลัวว่าหากพูดออกไปแล้วบิดาจะตายจึงพยักหน้าตอบรับเสียงเบา


เอ้อร์หลางเหลือบมองบิดาแวบหนึ่ง รู้ว่าเขากำลังหลอกเด็ก แล้วนึกถึงข้าวต้มเนื้อที่แม่เลี้ยงแบ่งให้เมื่อเช้า เขาเลียปากเพราะยังอยากกินอีก ก่อนจะดึงชายเสื้อพี่ใหญ่


ต้าหลางเห็นน้องๆ มองชามข้าวต้มด้วยความตะกละก็ใจอ่อนขึ้นมาบอกพวกเขาว่า “อีกคนละคำเท่านั้นนะ ท่านน้าบอกว่ากินมากไปแล้วท้องจะอืด ห้ามโลภเด็ดขาด”


และแล้วหลิวจี้ก็ต้องนั่งตะลึงตาค้าง มองพวกเอ้อร์หลางบุตรยอดกตัญญูล้อมวงกันเข้ามากินข้าวต้มเนื้อคนละคำ จากเต็มชามเหลือเพียงครึ่งชามถึงค่อยส่งให้เขา


ต้าหลางยังพูดด้วยสีหน้าเรียบร้อยว่า “ท่านพ่อ ดื่มช้าๆนะ”


หลิวจี้โกรธจนริมฝีปากสั่น พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ


แต่เพียงพริบตา เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาทันที


เขารับชามข้าวต้มมา กินอย่างตะกละตะกลามจนหมดเกลี้ยงก่อนโยนชามเปล่าให้ต้าหลางแล้วโบกมือเรียกพี่น้องทั้งสี่คนให้ล้อมวงเข้ามาหา ทำสีหน้าเหมือนปวดใจพลางถามด้วยความห่วงใยว่า


“ช่วงที่พ่อไม่อยู่บ้าน พวกเจ้าลำบากกันมากใช่ไหม มีอะไรอัดอั้นก็บอกพ่อได้ เดี๋ยวพอพ่อหายดีแล้วจะจัดการให้พวกเจ้าเอง”


เอ้อร์หลางส่ายหน้า เขาไม่รู้จักการพูดอ้อมค้อมจึงตอบตรงๆว่า “ไม่มี”


ซานหลางจับมือน้องสาวไว้แน่น พี่น้องทั้งสองเอ่ยอย่างจริงจังด้วยเสียงอันดังว่า “อยู่กับแม่เลี้ยงมีเนื้อกิน”


ต้าหลางเหลือบมองบิดาที่สีหน้าแข็งค้างไปเรียบร้อยแล้วก็หันหน้าไปอีกทาง ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนรีบเก็บสีหน้า หันกลับมาด้วยท่าทีจริงจัง โบกมือไล่น้องๆออกไป


“ท่านพ่อ ท่านต้องเปลี่ยนยานะ” ต้าหลางเอ่ยเตือน


หลิวจี้กุมหัวใจที่บอบช้ำ มองต้าหลางที่กำลังผสมยาสมุนไพรให้เขาอย่างซาบซึ้ง เอ่ยด้วยความประทับใจว่า


“ลูกพ่อ พ่อรู้อยู่แล้วว่าเจ้ากตัญญูที่สุด”


ต้าหลางไม่ตอบอะไร เขาผสมผงยากับน้ำจนกลายเป็นเนื้อข้นแล้วปีนขึ้นเตียงเพื่อช่วยบิดาเปลี่ยนยาบนใบหน้า


เมื่อเสร็จแล้ว เขาก็หยิบเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งที่หน้าประตูบ้าน มองดูน้องๆเล่นก้อนหินกัน


หลิวจี้อดสงสัยไม่ได้จึงถามว่า “ต้าหลาง ไปนั่งหน้าประตูทำไมเล่า เข้ามาคุยเป็นเพื่อนพ่อหน่อยสิ”


“ไม่ล่ะขอรับ ท่านน้าสั่งให้พวกเราดูแลบ้านให้ดี”


ดูแลบ้าน?


หลิวจี้หลุดหัวเราะออกมาพลางคิดว่า บ้านเก่าๆหลังนี้มีอะไรให้ดูแลกัน


ไม่สิ สตรีใจร้ายนั่นขนธัญพืชและของมีค่ากลับมามากมาย ต้องดูแลให้ดีจริงๆ หาไม่แล้วอาจถูกคนขโมยไปได้


ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน ของพวกนั้นก็ต้องมีส่วนของเขาด้วยเช่นกัน


“ใช่ ต้องดูแลให้ดีหน่อย” หลิวจี้เห็นด้วย


ต้าหลางมองบิดาของตนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขายังสงบเสงี่ยมดีอยู่จึงหันไปมองถนนใหญ่ริมแม่น้ำ คอยเฝ้าบ้านอย่างไม่ละสายตา รอคอยแม่เลี้ยงกลับมา


[1] จ้าวเจี่ยว เป็นพืชตระกูลถั่ว ฝักที่สุกแห้งแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย สามารถนำมาซักผ้าสระผมและยังมีสรรพคุณทางยาหลายอย่างอีกด้วย


ตอนที่ 28: อาวุธสั่งทำ


ฉินเหยากลับมาถึงบ้านในช่วงเที่ยง


นางไปที่หมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อนำธนูและลูกธนูไปคืนตระกูลหยาง


คันธนูยังอยู่ในสภาพดี แต่ลูกศรเสียหายไปสิบดอก ฉินเหยาจึงให้เงินค่ายืมแปดตำลึงห้าเฉียนตามที่ตกลงกันไว้ คิดเป็นหนึ่งในสิบของรายได้


พี่น้องหยางต้าตกตะลึงไป คิดไม่ถึงว่านางจะให้เงินตนแปดตำลึงกว่าในคราวเดียว


พวกเขาถามด้วยความสงสัยทันทีว่า “แม่นางฉิน เจ้าล่าได้สัตว์ใหญ่มาใช่ไหม”


ฉินเหยาไม่ปิดบัง ตอบตรงๆว่า “ใช่ ข้าล่าหมีดำมาได้ตัวหนึ่ง”


“เจ้าคนเดียวน่ะรึ” พี่น้องทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน


ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่”


หยางต้าและหยางเอ้อร์ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าสถานการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร


ปีนั้นตอนที่พวกเขาสองคนล่าเสือได้ตัวหนึ่ง นั่นเกิดจากโชคช่วยล้วนๆ ตอนนั้นพวกเขาบังเอิญเจอเสือและเสือดาวกำลังสู้กัน ตอนที่เสือดาวโดนเสือตัวนั้นไล่จนหนีไป ถือโอกาสตอนที่เสือตัวนั้นยังอ่อนแรงอยู่ พวกเขาต้องสู้สุดชีวิตถึงจะฆ่าเสือตัวนั้นได้


หลังจากนั้น พวกเขาก็ไม่เคยโชคดีแบบนั้นอีกเลย


หยางเอ้อร์ยังมีปมฝังใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก ตอนนี้หากพวกเขาสองคนต้องเข้าป่าคนเดียวก็มักจะหลีกเลี่ยงสัตว์ใหญ่เพื่อรักษาชีวิตไว้


ฉินเหยาถามพวกเขาว่าสามารถช่วยทำคันธนูให้ตนได้หรือไม่


หยางต้าเก็บความตกตะลึงไว้แล้วตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าฉินเหยาแรงเยอะจึงถามนางว่าอยากได้ธนูแบบไหน


ฉินเหยาไม่ได้เรียกร้องมากนัก “ขอเพียงใช้ดีเหมือนธนูของท่านก็พอ แต่เพิ่มแรงดึงเป็นสองเท่า น่าจะได้ใช่ไหม”


แรงดึงของธนูนั้นขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำคันธนู หากอ่อนเกินไปก็ไร้พลังทำลายล้าง หากแข็งเกินไปก็อาจหักได้ แม้ว่าคำขอของฉินเหยาจะดูไม่มาก แต่จริงๆแล้วก็ถือว่าเงื่อนไขค่อนข้างสูงเลยทีเดียว


หยางต้าคิดถึงวัสดุที่สามารถหาได้ในบริเวณนี้ แต่ก็ยังไม่กล้ารับประกันเต็มปาก “ข้าจะลองดูนะ”


ฉินเหยาพยักหน้า นางไม่ได้เร่งรัดเพราะเข้าใจว่าศักยภาพการผลิตในที่นี้นั้นมีจำกัด การจะได้คันธนูที่ทรงพลังมาคงไม่ใช่เรื่องง่าย


นางให้เหรียญทองแดงสามร้อยเหรียญแก่หยางต้าเพื่อเป็นเงินมัดจำ ให้เขาลองทำไปก่อน หากทำเสร็จแล้วให้ฝากคนมาบอกที่หมู่บ้านตระกูลหลิวแล้วนางจะมารับ


หลังจากออกจากบ้านตระกูลหยาง ฉินเหยาก็ไปยังบ้านของช่างตีเหล็กเพื่อลับมีดสั้นและสั่งทำดาบยาวหนึ่งเล่มกับกริชสั้นอีกหนึ่งเล่ม


โลหะผสมนั้นหายาก ประกอบกับทักษะของนายช่างนั้นไม่สอนให้แก่คนนอก ช่างตีเหล็กในหมู่บ้านเซี่ยเหอบอกว่าเขาคิดค้นเหล็กกล้าได้เองและสามารถทำมีดเหล็กกล้าให้ฉินเหยาได้ แต่ฉินเหยาเองก็ไม่กล้าคาดหวังในตัวนายช่างที่ปกติตีแต่มีดทำครัวมากนัก


อย่างไรก็ตาม นางต้องมีอาวุธไว้ใช้ เพราะหากไม่มี นางก็คงนอนไม่หลับ


แม้ที่นี่จะไม่มีซอมบี้หรือพืชสัตว์กลายพันธุ์ ทั้งยังไม่มีคนที่คิดจะกินเนื้อคนด้วยกันก็ตาม


แต่ที่นี่มีโจรภูเขาและพวกทหารทางการก็ไม่สนใจแถบชนบท หากเกิดเรื่องขึ้น ชาวบ้านก็ต้องปกป้องตนเอง


ก่อนจะจากไป ฉินเหยาก็นึกถึงของชิ้นเล็กๆอย่างหนึ่งขึ้นได้… หนังสติ๊ก


หนังสติ๊กเหมาะสำหรับการพกพา ไม่เป็นที่สังเกต เมื่อใช้ร่วมกับเรี่ยวแรงของนาง บางครั้งอานุภาพการทำลายล้างก็ไม่แพ้กระสุนปืนเลย


ในแคว้นเซิ่งไม่มีหนังสติ๊ก เพราะไม่มีวัสดุอย่างยางธรรมชาติไว้สำหรับทำยางดีด


ฉินเหยาวาดแบบโครงของหนังสติ๊กให้ช่างตีเหล็กทำและให้เขาช่วยทำลูกเหล็กขนาดเท่าลูกแก้วมาอีกห้าสิบลูก


สำหรับหนังยางนั้น นางต้องหาวัสดุมาทดแทนเอง


ก่อนกลับหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยายังแวะไปดูเตาเผากระเบื้องแห่งหนึ่ง ถามราคาอย่างละเอียดก่อนค่อยกลับบ้าน


หลังจากวิ่งวุ่นทั้งเช้า เหลือเงินในกระเป๋าเพียงยี่สิบห้าตำลึงเท่านั้น


เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้าน ล้อมรั้ว และทำเครื่องเรือนแล้วก็แทบจะเรียกได้ว่ากลับไปเริ่มต้นใหม่หมดเลย


เมื่อฉินเหยากลับถึงบ้าน เด็กทั้งสี่คนก็รีบวางก้อนหินและก้อนดินที่เล่นอยู่ ล้อมวงเข้ามาหานางทันที


“เปลี่ยนยาแล้วหรือยัง” ฉินเหยาถามพลางเดินเข้าไปในห้องหลัก


หลิวจี้ที่กำลังนอนปวดใจกับใบหน้าของตัวเอง พอเห็นฉินเหยา ทั้งร่างก็แข็งทื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัว


ต้าหลางตอบว่า “เปลี่ยนยาเรียบร้อยแล้ว”


ฉินเหยาพยักหน้า ถามหลิวจี้เหมือนเป็นเรื่องปกติว่า “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง วันนี้ถ่ายหนักถ่ายเบาหรือยัง กินอะไรไปบ้าง ดื่มน้ำมากแค่ไหน”


หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่คือความห่วงใยใช่ไหม ใช่กระมัง


ต้าหลางเห็นบิดาอ้ำอึ้งอยู่จึงตอบแทนว่า “ดื่มน้ำไปหนึ่งชาม กิยข้าวต้มครึ่งชามแล้วก็ฉี่ไป”


หลิวจี้หน้าแดงเรื่อ รีบเอ่ยตะกุกตะกักขึ้นว่า “ดีขึ้นมากแล้ว”


ฉินเหยายื่นมือออกไปลอกแผ่นยาสมุนไพรออก ปรากฏว่าอาการบวมช้ำลดลงไปมากแล้ว ดูเหมือนยาที่หมอในหมู่บ้านให้มาจะใช้ได้ผลทีเดียว


หากอิงตามนี้ อีกสามสี่วันเขาก็น่าจะลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว


หลังตรวจดูอาการของหลิวจี้เสร็จ ฉินเหยาก็เดินเข้าครัวไปทำอาหารกลางวัน


เดิมนางก็ทำอาหารไม่เก่งและขี้เกียจทำอะไรยุ่งยากจึงทำแค่หุงข้าวหม้อหนึ่ง ปั้นเป็นข้าวปั้นหกลูก เด็กกินลูกเล็ก ผู้ใหญ่กินลูกใหญ่และตัวนางเองกินลูกยักษ์


หลิวจี้มองข้าวปั้นข้าวขาวที่ต้าหลางนำเข้ามาก็รู้สึกตกใจกับความมั่งคั่งของบ้านอีกครั้ง


มีอาหารกลางวันด้วยหรือ


“พวกเจ้ากินกันวันละกี่มื้อหรือ” หลิวจี้ถามด้วยความสงสัย


ต้าหลางกัดข้าวปั้นหอมกรุ่นขนาดใหญ่เท่ากำปั้นในมือตน พลางชูนิ้วสามนิ้วขึ้นมา


หลิวจี้ทั้งตกใจทั้งดีใจ คิดในใจว่าหากทุกวันมีอาหารแบบนี้ให้กิน จะให้เขาเอาใจสตรีใจร้ายผู้นั้นบ้างก็พอไหว


เขากัดข้าวปั้นในมือคำหนึ่ง คิดในใจว่า อืม ข้าวนิ่มๆแบบนี้ช่างอร่อยเสียจริง!


หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ ฉินเหยาก็ออกไปข้างนอกอีกครั้ง


นางนำเข็มด้าย ผ้าฝ้าย และผ้าสามพับที่ซื้อมาไปยังเรือนเก่าตระกูลหลิว


แม้ว่าข้าวสาลีจะปลูกไปแล้ว แต่ยังมีแปลงผักว่างอยู่อีกสองสามหมู่ ช่วงต้นเดือนสิบเอ็ดเป็นช่วงเหมาะในการปลูกถั่วลันเตาและถั่วปากอ้า นางจางกำลังคัดเมล็ดพันธุ์อยู่ในห้องโถงเพื่อเตรียมปลูกในอีกสองสามวัน


จากในบ้านได้ยินเสียงกี่ทอผ้าดังแว่วมา นางเหอและนางชิวกำลังเร่งทอผ้า


พื้นที่ทำการเกษตรที่ทางการแบ่งให้มีมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าวครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งปลูกหม่อน ใบหม่อนและไหมล้วนผลิตเอง ด้วยความเร็วของสะใภ้ทั้งสอง อาศัยช่วงว่างทอผ้าไหมได้ปีละสองพับ โดยขายพับละสองตำลึง


เงินสี่ตำลึงนี้ มากกว่าผลผลิตจากการทำงานในนาเป็นปีของบุรุษเสียอีก


ดังนั้น ในครอบครัวแบบดั้งเดิมที่บุรุษไถนาและสตรีทอผ้า ฐานะของสตรีจึงไม่ต่ำต้อยเลย


ในมุมของลานบ้านเลี้ยงแม่ไก่ไว้ห้าตัว นางจางเลี้ยงพวกมันมากว่าสองปีแล้ว ตราบใดที่พวกมันยังไข่ นางก็ตัดใจฆ่าไม่ลง


วันนี้อากาศดีจึงเปิดกรงให้แม่ไก่ออกมาเดินไปมาในลานบ้าน บนพื้นเต็มไปด้วยมูลไก่


ฝ่ายบุรุษก็ไม่ได้นั่งว่าง พ่อลูกสี่คนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กำลังตักมูลจากส้วมหลังบ้าน เพื่อนำไปใส่ปุ๋ยในแปลงข้าวสาลี


ทุกคนคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบนี้มานานแล้วจึงทำงานกันต่อไปอย่างปกติ


ส่วนฉินเหยาที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามากลับไม่คุ้นชินกับกลิ่นมูลไก่และมูลสัตว์ที่อบอวล


จินฮวาที่นั่งยองๆ เล่นก้อนหินอยู่หน้าประตูเป็นคนแรกที่เห็นฉินเหยา นางเงยหน้าขึ้นมาเรียก “อาสะใภ้สาม”


ฉินเหยาถือของเต็มมือจึงไม่สามารถลูบหัวนางได้ เพียงยิ้มถามว่า “ป้าใหญ่กับแม่ของเจ้าอยู่บ้านหรือไม่?”


จินฮวาพยักหน้า ไม่รู้ว่ากำลังแกะอะไรอยู่ มือเล็กมอมแมมชี้ไปที่ห้องฝั่งตะวันตก “ท่านแม่กับป้าใหญ่กำลังทอผ้าอยู่เจ้าค่ะ”


นางจางที่อยู่ในห้องโถงได้ยินเสียงคนจากหน้าประตูจึงวางงานในมือแล้วลุกขึ้น เมื่อเห็นฉินเหยาถือฝ้ายและผ้ามาด้วยจึงถามด้วยความสงสัยว่า


“สะใภ้สาม นี่คืออะไรหรือ”


นางจางไม่ได้มั่นใจในตนเองถึงขั้นคิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายนำมานี้คือของที่นำมาแสดงความกตัญญูต่อตน และเพราะเหตุนี้จึงรู้สึกแปลกใจ


ฉินเหยาเอ่ยเรียกนาง ก่อนจะหันไปมองทางห้องฝั่งตะวันตกแล้วกล่าวว่า “ข้ามาขอให้พี่สะใภ้ทั้งสองช่วยทำชุดสักสองสามชุดเจ้าค่ะ ท่านพ่ออยู่ไหนหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าจะใช้ช่วงเวลาที่ว่างจากการทำนา ซ่อมแซมบ้านเสียหน่อย”


ตอนที่ 29: เป็นอีกวันที่อยากอัดบุรุษ


นางจางยังไม่ทันได้ตกใจที่ฉินเหยาในฐานะสตรีกลับเย็บเสื้อผ้าไม่เป็นก็ต้องแปลกใจที่นางบอกว่าจะซ่อมบ้านใหม่


ในใจคิดคำนวณรอบหนึ่ง เมื่อวานเพิ่งซื้อของมาตั้งมากมายเพียงนั้น ยังคืนหนี้แทนเจ้าสามไปแล้วนี่ยังมีเงินเหลือมาซ่อมบ้านอีก ต้องใช้เงินมากมายขนาดไหนกัน


หกวันที่ขึ้นเขาไป เกรงว่าคงล่าสัตว์ใหญ่ที่พวกตนไม่กล้าจินตนาการมาได้แน่ๆ


นางจางถึงกับตกใจจนไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ตะโกนไปทางหลังบ้านว่า


“พ่อเอ๊ย รีบมาหน่อย สะใภ้สามมาหา!”


นางเหอและนางชิวที่อยู่ในห้องฝั่งตะวันตกได้ยินเสียงจึงหยุดงานในมือแล้วเดินออกมา


ฉินเหยารีบอุ้มฝ้ายและผ้าที่ถืออยู่ไปหาพวกนาง “พี่สะใภ้ทั้งสอง ช่วยข้าทำเสื้อผ้าสักสองสามชุดได้หรือไม่”


“ข้ามีผ้าสามพับ ตัดเป็นชุดกันหนาวสำหรับข้าและพวกต้าหลางอีกสี่คนคนละชุดแล้วก็ตัดชุดตัวในอีกคนละชุด สำหรับผ้าสีแดงพับนี้ เอาไว้ตัดเสื้อใส่ฉลองปีใหม่ให้เด็กทั้งสี่คน จะได้ดูเป็นมงคล”


ฉินเหยาพูดเร็วมากจนนางเหอและนางชิวไม่ทันได้เอ่ยปาก นางก็บอกเงื่อนไขที่ต้องการจนครบ


การมอบหมายงานตรงๆแบบนี้ ต่อให้เมื่อวานเพิ่งได้กินเนื้อที่นางซื้อมาให้ แต่ใครๆก็คงรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง


ยิ่งตอนนี้พวกนางกำลังยุ่งกับการทอผ้า หากต้องช่วยฉินเหยาตัดเสื้อผ้าก็จะเสียเวลาไปมาก


แต่ไม่นาน ฉินเหยาก็เอ่ยขึ้นว่า “ตอนข้าซื้อผ้าเจ้าของร้านบอกว่าผ้าสามพับนี้กับฝ้าย พอตัดชุดที่ข้าบอกแล้วน่าจะเหลืออีกไม่น้อย หากพี่สะใภ้ทั้งสองไม่รังเกียจก็ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนก็ได้”


พอสองสะใภ้ได้ยินเช่นนั้นก็เพิ่งนึกได้ว่าควรดูว่าผ้าที่ฉินเหยานำมานั้นเป็นแบบไหน


ล้วนเป็นผ้าฝ้าย ฝ้ายที่ซื้อมายังเป็นแบบดีที่สุด ปุยใหญ่ฟู ดูแล้วอบอุ่นมากทีเดียว


ที่พิเศษที่สุดคือผ้าสีแดง ผ้าย้อมสีนั้นมีราคาแพงอยู่แล้ว หากทำตามที่ฉินเหยาบอก คือตัดเสื้อให้ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่คน ด้วยฝีมือการตัดเย็บของพวกนาง น่าจะเหลือพอสำหรับตัดชุดผู้ใหญ่ได้อีกชุดหนึ่ง


จินเป่าและจินฮวาที่บ้านก็พอจะทำชุดให้พวกเขาคนละชุดด้วย


ส่วนผ้าอีกสองพับก็ยังน่าจะเหลือไม่น้อย พอสำหรับตัดเสื้อตัวสั้นให้พ่อแม่สามีและสามีของตนได้คนละตัว


สองสะใภ้สบตากัน ยิ้มร่าแล้วเอ่ยว่าฉินเหยาเกรงใจเกินไปพร้อมกับยื่นมือมารับของไป


นางเหอรีบหยิบถุงฝ้ายใบใหญ่และเข็มด้ายที่ฉินเหยานำมาเข้าไปในบ้านพร้อมเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “น้องสะใภ้ เจ้าช่างเกรงใจเกินไปแล้ว ถึงกับเตรียมเข็มด้ายมาด้วย”


ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยเพียงว่า “ขอบคุณพี่สะใภ้ทั้งสอง ต้องลำบากพวกท่านแล้ว”


“น้องสะใภ้ เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย เราเป็นคนในครอบครัว พูดแบบนี้จะดูห่างเหินเกินไป อีกสองสามวันข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ก็ทำเสร็จแล้ว เสร็จแล้วจะเอาไปส่งให้เจ้า” นางชิวยิ้มอย่างอ่อนโยน นางเป็นคนใจเย็น พูดจาเนิบช้า น้ำเสียงไพเราะน่าฟัง


ต่างกับนางเหอพี่สะใภ้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง นางพูดจารวดเร็วและกระตือรือร้น


หลิวเหล่าฮั่นเดินเข้ามา แขนเสื้อของเขาดูเหมือนจะเปื้อนคราบสกปรก แถมยังมีกลิ่นโชยมาด้วย


นางจางถอยออกไปอีกด้านหนึ่งเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ผักต่อ แต่หูของนางกลับตั้งขึ้นเพื่อฟังบทสนทนา


หลิวเหล่าฮั่นนั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมในห้องโถง รินน้ำดื่มหมดในอึกเดียว วางชามลงแล้วถามอย่างสงสัยว่า “สะใภ้สาม มีธุระอะไรหรือ”


ฉินเหยานั่งลงบนม้านั่งยาวฝั่งตรงข้ามกับเขาแล้วเล่าความตั้งใจที่จะก่อรั้วและซ่อมแซมบ้านพร้อมถามหลิวเหล่าฮั่นว่ามีวิธีประหยัดเงินอะไรที่พอจะแนะนำได้บ้าง


หลิวเหล่าฮั่นคิดว่านี่เป็นเรื่องดี แต่ต้องถามก่อนว่าฉินเหยามีงบประมาณเท่าไหร่


“ถ้าอยากล้อมรั้ว พวกเราสามารถไปเก็บหินจากริมแม่น้ำมาซ้อนเป็นฐาน แล้วไปขุดดินจากฝั่งใต้ของภูเขามาก่อเป็นรั้วได้ ไม่ต้องใช้เงินมาก เพียงแต่ต้องเหนื่อยหน่อย”


“แต่หากเจ้าอยากจะซ่อมแซมบ้านทั้งหลังแล้วยังจะมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง นั่นคงประหยัดเงินไม่ได้”


ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ารู้ดีเจ้าค่ะ ไม่ปิดบังท่าน ครั้งนี้ข้าเข้าป่าเก็บเกี่ยวมาได้ไม่เลวเลย หลังจากคืนหนี้ไปแล้ว ตอนนี้ข้ายังเหลือเงินอีกเจ็ดแปดตำลึง คิดว่าควรเอามาใช้ซ่อมบ้าน จะได้ไม่ต้องตระหนกตอนฤดูหนาวมาถึง”


ความจริงแล้วนางเหลือเงินอีกยี่สิบห้าตำลึง แต่นางจงใจเอ่ยให้ขาดไว้


นางจางชะงักมือที่กำลังเลือกเมล็ดพันธุ์ไปชั่วครู่ ขณะที่นางเหอและนางชิวที่กำลังร้อยด้ายในห้องฝั่งตะวันตกเองก็หยุดมือลงเช่นกัน


ในใจพวกนางล้วนคำนวณว่า ฉินเหยาได้เงินจากการเข้าป่าครั้งนี้มากแค่ไหนกัน


เพียงแค่ผ้าสามพับกับฝ้ายและเข็มด้ายที่นำมานี้ก็ตกราวสิบตำลึงแล้ว ส่วนข้าวสารและของใช้อื่นๆที่ซื้อมาเมื่อวาน อย่างน้อยต้องใช้ห้าตำลึง


เมื่อรวมกับเงินเจ็ดแปดตำลึงที่บอกตอนนี้และเงินสามสิบแปดตำลึงที่คืนหนี้แทนเจ้าสามไปเมื่อวาน รวมแล้วก็หกสิบตำลึง!


“เฮือก” สะใภ้สองคนสบตากัน ก่อนจะสูดหายใจลึกด้วยความตกใจ


หลิวเหล่าฮั่นเองก็ตกใจไม่น้อย อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัยว่า “สะใภ้สาม ครั้งนี้เจ้าล่าสัตว์อะไรมาได้กันแน่?”


ฉินเหยาตอบอย่างเรียบนิ่งว่า “หมีดำตัวหนึ่งเจ้าค่ะ”


ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้ถาม นางจึงไม่คิดจะเดินไปบอกว่านางล่าหมีดำตัวใหญ่ได้


แต่หากมีคนถาม นางก็พร้อมตอบ


ชั่วขณะนั้น ทุกคนในเรือนเก่าพลันหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ มีเพียงแม่ไก่ที่ยังเดินส่งเสียงอยู่ในลานบ้าน


จนกระทั่งฉินเหยากระแอมเบาๆ ทุกคนจึงได้สติแล้วล้อมวงเข้ามาด้วยความตื่นเต้น ถามว่านางทำได้อย่างไร


ฉินเหยาตอบสั้นๆ “ก็แค่ทำอย่างนี้แล้วก็อย่างนั้น แค่นี้แหละเจ้าค่ะ”


คนที่เรือนเก่า “…” เจ้าช่างเป็นคนที่พูดจาไร้สาระจริงๆ


แต่ก็รู้ว่าฉินเหยาไม่ได้ตั้งใจจะอธิบายละเอียด พวกเขาจึงไม่ได้ถามต่อ แต่ในใจก็จินตนาการไปต่างๆนานา ทำให้สายตาที่มองนางเปลี่ยนเป็นความเคารพยำเกรงขึ้น


ฉินเหยาไม่ได้สนใจปฏิกิริยานั้น แต่หันมาหารือกับหลิวเหล่าฮั่นเกี่ยวกับรายละเอียดในการซ่อมบ้าน เช่นจะจ้างใคร งานจะแบ่งอย่างไร วัสดุจะหาที่ไหนและต้องใช้เวลานานเท่าไร


หลิวเหล่าฮั่นอารมณ์ดี คิดว่าการที่ฉินเหยามาถามตนแบบนี้ แสดงว่านางเห็นเขาซึ่งเป็นพ่อสามีผู้นี้ในสายตา และให้ความสำคัญกับเขา


เรื่องอย่างการสร้างบ้านนี้ หากมีเงินในมือความจริงแล้วก็เป็นเรื่องง่าย


สองเดือนนี้เป็นช่วงว่างจากการทำนา แต่ละบ้านก็แค่ทำงานเล็กๆ เช่นเติมปุ๋ยให้แปลงผักใกล้ๆในหมู่บ้านล้วนเต็มไปด้วยผู้คน


ในหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้น สืบย้อนขึ้นไปสี่รุ่นก็ยังมีบรรพบุรุษร่วมกัน เป็นตระกูลที่สามัคคีกัน หลิวเหล่าฮั่นเป็นผู้มีอาวุโสสูง เพียงแค่เรียกครั้งเดียวก็สามารถรวบรวมแรงงานชายหนุ่มได้มากมาย


ในสายตาของชาวบ้าน การสร้างบ้านไม่ใช่งานที่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย ถึงแม้จะทำไม่เป็นก็ยังเคยเห็นคนอื่นสร้างบ้านมาก่อน


ดังนั้นจึงมีเงื่อนไขที่พร้อมสำหรับแรงงานก่อสร้าง


สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมคือหัวหน้าควบคุมงาน หลิวเหล่าฮั่นแนะนำลุงเก้าที่อยู่ตรงปากหมู่บ้าน เขามีประสบการณ์สูง เป็นที่นับหน้าถือตา และพวกหนุ่มๆก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเขา หากเขาควบคุมดูแลก็จะไม่เกิดปัญหาจำพวกผนังแต่ละด้านก่อไม่เหมือนกันเกิดขึ้น


เมื่อได้ยินว่าฉินเหยาต้องการสร้างห้องเพิ่มอีกสองห้อง รวมถึงครัวและห้องอาบน้ำ แม้ว่าหลิวเหล่าฮั่นจะไม่รู้ว่าห้องอาบน้ำคืออะไร แต่เขาก็คิดว่านับเป็นอีกหนึ่งห้อง


หากทำด้วยอิฐและกระเบื้องทั้งหมด งบประมาณก็จะสูงมาก เขาจึงแนะนำให้ใช้ผนังดินอัด เพิ่มคานไม้ และใช้กระเบื้องมุงแทน


จริงๆแล้วหากไปยังทางใต้ของอำเภอไคหยางยังมีบ้านที่สร้างจากไม้ทั้งหมด บ้านไม้แบบนี้อบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน อยู่สบายกว่าบ้านดินมาก


“กระเบื้องซื้อที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ส่วนดินที่เนินเขาทางใต้มีเต็มไปหมด เดี๋ยวข้าจะไปบอกผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลให้เอง หมู่บ้านเราเวลาสร้างบ้านก็ตักดินจากตรงนั้นกันทั้งนั้น”


หลิวเหล่าฮั่นดื่มน้ำอีกชาม ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ “ตอนนี้ยังขาดไม้ เจ้าสามแยกบ้านไปแล้ว ป่าบนที่ผืนนั้นของเขาถูกขายไปหมดแล้ว เจ้าคงต้องซื้อจากคนในหมู่บ้านเอา”


กระเบื้องมีน้ำหนักมาก ต้องมีคานไม้มารองรับและคานไม้ดีๆนั้นก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ


ฉินเหยาถาม “แล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือเจ้าคะ”


หลิวเหล่าฮั่นตอบ “ประมาณสี่ตำลึง”


ฉินเหยา เป็นอีกวันที่อยากอัดเจ้าหลิวสาม!


ตอนที่ 30: ท่านพ่อ ท่านจะฉี่หรือไม่


เมื่อตัดสินใจทำก็ลุยเลย ฉินเหยาไม่รอช้า พูดคุยกับหลิวเหล่าฮั่นเสร็จ ตอนบ่ายก็ตัดเนื้อที่เหลืออยู่ออกมาสองชิ้น ชิ้นละหนึ่งจินเพื่อนำไปให้ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลตอนไปแจ้งข่าว


พื้นที่รกร้างในหมู่บ้านถูกถือว่าเป็นของส่วนรวม ดินก็เช่นกัน การใช้งานเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไม่เป็นไร แต่หากต้องใช้จำนวนมาก เช่นสำหรับสร้างบ้าน ทางที่ดีควรแจ้งให้ทางหมู่บ้านทราบก่อน


ในสถานการณ์เช่นนี้ การมีทะเบียนบ้านที่ชัดเจนก็แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ หากเป็นคนนอกหมู่บ้าน การใช้ทรัพยากรป่าไม้และดินน้ำของหมู่บ้านย่อมไม่ได้รับอนุญาต


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจริงๆแล้วก็เป็นญาติในระดับลุงและปู่ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฉินเหยาซึ่งเป็นคนรุ่นหลังลำบากใจ เพียงแค่แปลกใจเล็กน้อยที่บ้านเจ้าหลิวสามจะก่อสร้างเพิ่มเติม แต่ก็ตอบรับอย่างยินดี


ฉินเหยายังสังเกตเห็นว่าชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวมีความสามัคคีกันดี แม้จะเกลียดหลิวจี้ที่เป็นตัวปัญหา แต่เมื่อมีคนจากหมู่บ้านอื่นมาหาเรื่องหลิวจี้ พวกเขาก็ยังยืนหยัดปกป้องเขาเพราะเป็นคนในตระกูลเดียวกัน


สองครั้งก่อนที่หลินเอ้อร์เป่ามาที่หมู่บ้าน หากไม่ใช่เพราะชาวบ้านมารวมตัวกัน หลิวจี้คงถูกตีจนตายไปแล้ว


เนื่องจากคนทั้งตระกูลล้วนอยู่ที่นี่ แม้พวกเขาจะมาชมเรื่องสนุก แต่หลินเอ้อร์เป่าและพวกก็ยังเกรงใจอยู่บ้าง หากเกิดเหตุร้ายแรงถึงชีวิต คนในตระกูลหลิวคงไม่ปล่อยพวกเขาไป


แคว้นเซิ่งเป็นสังคมแบบตระกูลภายใต้ระบบศักดินา หมู่บ้านเล็กใหญ่เหล่านี้จริงๆแล้วก็คือการรวมตัวกันของคนในตระกูล


ในหมู่บ้านตระกูลหลิว ร้อยละเก้าสิบล้วนแซ่หลิว เมื่อฉินเหยาเดินสำรวจรอบหมู่บ้านกับหลิวเหล่าฮั่น นางก็พบว่าตำแหน่งของตนในลำดับญาติก็ค่อนข้างสูง


ส่วนใหญ่เรียกนางว่า ‘ป้าสะใภ้’ บางคนเรียก ‘พี่สะใภ้’ และน้อยคนเรียก ‘สะใภ้สาม’


เมื่อออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล ฉินเหยาจึงตามหลิวเหล่าฮั่นไปที่บ้านของท่านอาและท่านลุงของหลิวเหล่าฮั่น เพื่อบอกเรื่องการสร้างบ้านและขอให้พวกเขามาช่วย


หลิวเหล่าฮั่นบอกว่า คนที่มาช่วยงานจะได้มื้อกลางวันหนึ่งมื้อและจ่ายค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ คนละสองเหวินต่อวัน


ฉินเหยาไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์นี้นัก ยังคิดอยู่ว่าค่าจ้างจะน้อยเกินไปหรือเปล่า


ไม่นึกเลยว่า ทั้งท่านอาและท่านลุงจะตอบรับอย่างยินดี พรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะนำเครื่องมือพร้อมแรงงานในบ้านมาช่วยงานที่บ้านของนาง


สำหรับชาวบ้านที่ดิ้นรนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความอิ่มท้องกับอดอยาก มื้อกลางวันหนึ่งมื้อเปรียบเสมือนการประหยัดข้าวสารไปได้หนึ่งมื้อ


ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด มื้ออาหารนี้สามารถต้มเป็นข้าวต้มเหลวเลี้ยงคนทั้งครอบครัวให้มีชีวิตรอดไปได้อีกวัน


ก่อนหน้านี้ฉินเหยาคิดว่าบ้านของหลิวจี้คือบ้านที่จนที่สุดในหมู่บ้านแล้ว แต่พอมาเห็นสตรีและเด็กที่ผ่ายผอมในบ้านของท่านอาก็เพิ่งเข้าใจว่านี่คือสภาพที่เกิดขึ้นทั่วไป


เพราะขาดแคลนเครื่องมือการเกษตรจึงไม่สามารถทำการเพาะปลูกอย่างละเอียดได้ ทำให้ได้ผลผลิตต่ำ บ้านที่มีคนในครอบครัวมาก แค่เลี้ยงดูไม่ให้ตายอดตายก็ลำบากมากแล้ว อย่าว่าแต่จะกินอิ่มเลย


ยิ่งไปกว่านั้น ที่ดินก็ไม่ได้มีมาตลอด พึ่งจะมีในปีนี้หลังจากราชวงศ์ใหม่ขึ้นครองอำนาจและทำการจัดสรรที่ดินใหม่ให้


หลิวเหล่าฮั่นมองฉินเหยาที่ดูเหมือนไม่รู้อะไรเลยแล้วเดาว่าครอบครัวของนางน่าจะมีฐานะไม่เลวในอดีต ก่อนจะถอนหายใจและกล่าวว่า


“ก็เพิ่งปีนี้นี่แหละ ที่ฝ่าบาทจัดสรรที่ดินใหม่ให้ทุกคน ชาวบ้านถึงได้ไม่ต้องกังวลว่าจะผ่านฤดูหนาวไปไม่ได้ หากเป็นปีก่อนๆ เวลานี้คงไม่มีอะไรกินแล้ว”


ฉินเหยาประหลาดใจ “เพิ่งจะเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงมาไม่นานเอง ยังจะไม่มีอะไรกินอีกหรือ”


หลิวเหล่าฮั่นทำท่าทางราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติ เขาส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อว่า “หลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงเสร็จ ก็จะมีการเก็บภาษี โดยมีหลี่เจิ้งนำคนมาที่หมู่บ้านเพื่อเก็บภาษีเป็นผลผลิตซึ่งต้องจ่ายเป็นธัญพืชเท่านั้น ห้ามใช้เงินหรือผ้าผ่อนแทน เดิมที่ดินก็มีอยู่ไม่กี่หมู่ ผลผลิตก็ได้เท่านั้นแล้วยังต้องเสียภาษีหนึ่งในแปดของผลผลิต เจ้าว่าจะเหลือเท่าไรเล่า”


ไม่ต้องคำนวณแล้ว เหลือรอดมาได้ก็นับว่าวิเศษมากแล้ว


ทั้งสองไปเยี่ยมบ้านใกล้เรือนเคียงหลายหลัง ทุกคนล้วนเต็มใจมาช่วยงาน ไม่ใช่เพราะค่าจ้างสองเหวิน แต่เพราะมื้อกลางวัน


แบบนี้จำนวนคนงานก็เพียงพอแล้ว หลิวเหล่าฮั่นไปบอกลุงเก้า ส่วนฉินเหยาที่เห็นว่าเย็นมากแล้วก็กลับบ้านไปเตรียมตัวก่อน


เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสาง หลิวจี้ที่กำลังนอนฝันหวานอยู่บนเตียงได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากนอกบ้าน จนสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นจากความฝัน


“ต้าหลาง! ต้าหลาง!” หลิวจี้ตะโกนเรียกไปทางประตูด้วยน้ำเสียงลนลาน


อย่าบอกนะว่าสัตว์ป่าลงจากภูเขามาหาอาหาร


แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคิดมากเกินไป ประตูที่ปิดสนิทถูกผลักเปิด ต้าหลางเดินเข้ามาด้วยท่าทางงุนงง เขาแต่งตัวเรียบร้อย ดูเหมือนจะตื่นมานานแล้ว


“ท่านพ่อ ท่านจะฉี่หรือ” ต้าหลางเดินไปที่เตียงแล้วก้มลงหยิบกระโถน


หลิวจี้มองบุตรชายด้วยความอับจนปัญญา ทุกวันพอเห็นหน้าก็ถามว่าอยากฉี่ไหม เขาจะมีฉี่เยอะแค่ไหนกันเชียว “ไม่ฉี่!”


“ข้างนอกเสียงอะไร? พวกเจ้าทำอะไรกันเสียงดังลั่นเพียงนี้”


ต้าหลางวางกระโถนลงแล้วตอบว่า “ที่บ้านกำลังต่อเติมห้อง ท่านน้ากับคนอื่นๆกำลังขุดดินใช้หินรองเป็นฐานอยู่”


หลิวจี้งงเล็กน้อย “บ้านเราจะต่อเติมห้องหรือ?”


ต้าหลางพยักหน้าแล้วเดินออกไปเมื่อเห็นว่าเขาไม่ฉี่ “ท่านพ่อ ถ้าท่านไม่ฉี่ ข้าจะไปแล้วนะ งานเยอะมากเลย”


พูดจบ ต้าหลางก็มองบิดาด้วยสายตาประหลาด ดูแล้วเขาเองก็ไม่จำเป็นต้องนอนอยู่บนเตียงแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมไม่ลงมาช่วยงานบ้าน


คิดได้ดังนั้น ต้าหลางก็วิ่งออกไปหาฉินเหยาแล้วบอกว่า


“ท่านน้า ข้าว่าท่านพ่อของข้าใกล้หายดีแล้วล่ะ”


ฉินเหยาวางตะกร้าหินหนักอึ้งที่แบกอยู่บนไหล่ลงที่ลานบ้าน ประเดี๋ยวจะมีคนจัดการนำหินเหล่านี้ไปวางเป็นฐานเอง


ฉินเหยาแบกหินกลับมาคนเดียวได้มากกว่าชายฉกรรจ์สามคนรวมกันเสียอีก แม้แต่หลิวเฝยกับเด็กหนุ่มอีกสองสามคนที่เก็บหินอยู่ริมน้ำยังตามนางไม่ทัน


ฉินเหยาคิดว่าพวกเขายังต้องเก็บหินที่ริมน้ำอีกสักพักจึงส่งสัญญาณให้ต้าหลางตามมา นางเดินไปที่โอ่งน้ำข้างเตา ตักน้ำเย็นๆขึ้นมาดื่มหมดรวดเดียว ก่อนจะถามว่า “หายแล้วหรือ”


ต้าหลางพยักหน้า “เขาลุกมาเดินเองได้แล้ว เมื่อวานตอนเย็นข้าเห็นเขาอาศัยจังหวะที่ท่านน้าไม่อยู่ คุ้ยของในบ้านเสียจนกระจุยกระจาย”


เขาเดาว่า น่าจะกำลังหาเงิน แต่ก็หาไม่เจอ


เพราะท่านน้าเอาถุงเงินคาดเอวไว้ตลอด ท่านพ่อหาเจอก็คงแปลกแล้ว


ฉินเหยาลูบศีรษะหนุ่มน้อย “ได้ ข้ารู้แล้ว เจ้าไปพักผ่อนกับเอ้อร์หลางในบ้านเถอะ ที่นี่มีคนทำงานเยอะอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าตัวเล็กอย่างเจ้าหรอก”


ต้าหลางพยักหน้ารับอย่างเขินๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน


ในบ้านมีของมากมายและไม่มีที่ใช้เก็บซ่อน เขาจึงคอยช่วยเฝ้าระวังไม่ให้ใครแอบขโมยของไป


ฉินเหยามองต้าหลางเดินเข้าไปในห้องข้างแล้วผลักประตูห้องหลักเข้าไป


หลิวจี้กลับไปนอนหลับอีกรอบ แม้ว่าข้างนอกจะเสียงดังแค่ไหนก็ไม่สามารถปลุกเขาได้


แต่ไม่รู้เหตุใดถึงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง ราวกับถูกงูตัวใหญ่จ้องมองอยู่อย่างนั้น


หลิวจี้สะดุ้งตื่นทันที พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาเย็นชาของฉินเหยา


“เมียจ๋า? เจ้าทำข้าตกใจนะ!” หลิวจี้ตบอกตัวเอง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองฉินเหยาด้วยสายตาตำหนิ


ฉินเหยาเห็นเขาท่าทางแข็งแรงดีแล้วก็เอื้อมมือไปดึงยาแผ่นทาลดบวมออกจากใบหน้า แผลของเขาไม่บวมแล้ว มีเพียงรอยฟกช้ำจางๆเท่านั้น


ดูเหมือนต้าหลางจะพูดถูก เขาสามารถลงไปทำงานได้แล้ว


แม้จะทำงานหนักไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังสามารถก่อไฟ หุงข้าว หรือผัดอาหารพวกนี้ได้


“ลุกขึ้น!”


ฉินเหยาดึงผ้าห่มบนร่างเขาออก


หลิวจี้ตกใจจนหน้าถอดสี หรือสตรีผู้นี้เห็นว่าเขาหล่อเหลาสง่างามจนอดใจไม่ไหว คิดจะทำอะไรเขาใช่หรือไม่?



จบตอน

Comments