stepmother ep211-220

ตอนที่ 211: การซื้อครั้งใหญ่


ข้อเท็จจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า หลิวจี้ที่กลับมาจากชายแดนนั้น นับว่าเป็นผู้ที่พอฝากความหวังไว้ได้


รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังไม่ทันสว่าง หลิวจี้ก็จัดแจงนำเงินสามสิบตำลึงที่ฉินเหยามอบให้สำหรับซื้อเสบียง สองตำลึงสำหรับค่าเดินทางและอีกสามตำลึงจากเรือนเก่า รวมกันทั้งสิ้นสามสิบห้าตำลึง ออกเดินทางพร้อมกับหลิวเฝย โดยแต่ละคนขับรถกันคนละคัน


แม้หลิวเฝยจะไม่พอใจที่ต้องร่วมเดินทางกับหลิวจี้ แต่เพราะเขาขาดประสบการณ์ในการเดินทางออกนอกเมืองจินสือ เมื่อออกจากตัวเมืองมาได้ไม่นานจึงจำต้องยอมเชื่อฟังหลิวจี้ไปโดยปริยาย


เพราะทันทีที่ออกจากตัวเมือง หลิวเฝยก็พบว่าตนเองไม่สามารถแยกแยะทิศทางได้เลย


ทว่าหลิวจี้ผู้ที่สามารถเอาตัวรอดจากทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างได้ กลับมีความสามารถในการดูทิศทางเป็นอย่างดี


ทั้งสองเดินทางมาถึงอำเภอไคหยางก่อนเป็นที่แรก หลิวจี้จอดรถม้าไว้ที่นอกเมือง และให้หลิวเฝยดูแลอยู่ข้างนอก เช่นนี้เขาจึงสามารถประหยัดค่าผ่านเข้าเมืองไปได้หนึ่งเหวิน ต้องจ่ายเพียงค่าเข้าเมืองของตนเองเท่านั้น ส่วนค่าเข้าเมืองของหลิวเฝยและค่าจอดรถม้า ก็ถูกเก็บเข้ากระเป๋าของหลิวจี้ไปอย่าง ‘สมเหตุสมผล’


ในตัวอำเภอมีร้านขายข้าวอยู่สามร้าน หลิวจี้เดินสำรวจครบทุกแห่ง แล้วต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าราคาข้าวที่ปกติไม่ได้แพงนักกลับพุ่งสูงขึ้นมาก


ข้าวหยาบที่เคยราคาเพียงสามเหวินต่อหนึ่งจิน ตอนนี้ขึ้นไปเป็นสี่เหวิน ส่วนข้าวขาวคุณภาพดี กลับพุ่งไปถึงสิบสามเหวินต่อหนึ่งจิน


กระนั้น แม้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้น ผู้คนที่มาเข้าแถวซื้อข้าวก็ยังคงมีอยู่มาก


ถ้าเป็นคนที่ไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน อาจไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ เพราะราคาข้าวไม่ได้พุ่งขึ้นในทันทีทันใด หากแต่ค่อยๆขยับขึ้นทีละน้อยในแต่ละวัน


หน้าที่ซื้อเสบียงของแต่ละบ้านส่วนใหญ่เป็นของเหล่าสตรี พวกนางต่างต่อแถวซื้อข้าวพลางบ่นพึมพำกันไม่ขาดปาก


แต่เมื่อเทียบกับข้าวแล้ว ราคาของแป้งกลับพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ถึงกับเพิ่มเป็นสองเท่า


หลิวจี้เดินสำรวจทั้งสามร้าน และพบว่าราคาของทั้งสามร้านกลับเหมือนกันอย่างน่าประหลาดราวกับมีการตกลงกันไว้แล้ว ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง


ตอนนี้สินค้าที่ขาดแคลนยังเป็นเพียงข้าวและแป้งสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ร้านขายข้าวทั้งสามแห่งจึงยังสามารถรับมือกับความต้องการของผู้คนได้อย่างไม่ลำบากนัก


หลิวจี้ลองสอบถามดูว่าร้านขายข้าวมีสินค้ากักตุนมากน้อยเพียงใด แต่เจ้าของร้านกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการค้าขายครั้งใหญ่


ก็ใช่สิ ราคาข้าวขึ้นทุกวัน วันนี้ขายให้เขาในราคานี้ก็เท่ากับขาดทุนน่ะสิ


แต่ท่าทีมั่นใจของเจ้าของร้าน บ่งบอกว่าพวกเขามีแหล่งจัดซื้อราคาต่ำที่สามารถส่งข้าวมาให้พวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง


หลิวจี้รออยู่ในเมืองตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง ก่อนจะออกจากเมืองไป


ก่อนจากไป เขาแวะไปยังสำนักศึกษาอีกครั้งเพื่อขอลาหยุดเพิ่มอีกหลายวัน


เขาตัดสินใจจะเดินทางไปยังตอนใต้ของจังหวัดจื่อจิง เพราะพื้นที่ทางใต้นั้นผลิตข้าวได้มากกว่าทางเหนือ อีกทั้งสองพื้นที่ยังอยู่ห่างกันมาก อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากแมลงศัตรูพืช


การตัดสินใจครั้งนี้เสี่ยงไม่น้อย ประการแรกทุกอย่างยังไม่แน่นอน แม้แต่เส้นทางไปยังที่นั่นเขาก็ต้องคอยถามไถ่ระหว่างเดินทาง


ประการที่สอง หากสามารถซื้อข้าวได้ในราคาปกติ แต่เขากับหลิวเฝยมีรถเพียงสองคันย่อมไม่เพียงพอ แถมต้องเดินทางไปกลับซึ่งไกลมาก และยังต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก


แต่หลิวจี้มีวิธีของเขาเอง อย่างไรตาม เขาไม่มีทางยอมจ่ายเพิ่มแม้แต่เหวินเดียว


เขายื่นหมั่นโถวธัญพืชหยาบสองก้อนให้หลิวเฝยก่อนกระโดดขึ้นรถม้า “ไปกัน ไปดูที่อำเภอข้างเคียงสักหน่อย”


“อะไรนะ?” หลิวเฝยตกตะลึง ทว่ากลิ่นหอมของหมั่นโถวในมือกลับทำให้เขาต้องรีบกัดไปสองคำเพื่อดับความหิว ก่อนจะเร่งขับเกวียนวัวตามไปพร้อมกับถามด้วยความสงสัย


“ในอำเภอเราหาซื้อไม่ได้แล้วหรือ”


หลิวจี้เพียงตอบว่า “แพงเกินไป ซื้อไม่ไหว”


หลิวเฝยร้องอ้อ ไม่ได้ซักไซ้อีกต่อไป พลางเคี้ยวหมั่นโถวหอมกรุ่นในปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าภายนอกจะเป็นเช่นไร


ยามโพล้เพล้ คนทั้งสองก็เดินทางมาถึงเขตเมืองใกล้เคียง ทว่าหลิวจี้กลับไม่ยอมเข้าเมือง พวกเขาใช้เงินห้าเหวินเพื่อจ่ายค่าน้ำร้อนที่โรงเตี๊ยมซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองราวห้าลี้ ล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเติมน้ำร้อนอีกสองกา ก่อนจะกินหมั่นโถวผสมธัญพืชที่หลิวจี้ซื้อติดมือมาเมื่อช่วงกลางวัน แล้วผ่านค่ำคืนไปอย่างเรียบง่าย


ยามค่ำคืน พวกเขานอนในรถม้า น้องพี่มองหน้ากัน ตาเบิกกว้างไม่กะพริบอยู่เนิ่นนาน กว่าทั้งสองจะผลอยหลับไป


เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองลุกขึ้นจากที่นอนแล้วลงไปรับประทานอาหารในห้องโถงของโรงเตี๊ยม


หลิวเฝยค่อยๆลิ้มรสบะหมี่ราดน้ำปรุงเนื้ออย่างระมัดระวัง กินจนไม่เหลือแม้แต่หยดน้ำแกง


ได้ยินหลิวจี้คุยโวโอ้อวดกับพ่อค้าคนอื่นๆเสียจนแทบจะลอยขึ้นฟ้า หลิวเฝยก็แค่นเสียงในลำคอพลางคิดในใจสุนัขอย่างไรก็เลิกกินขี้ไม่ได้จริงๆ


ทว่าไม่นานหลังจากนั้น คำพูดของเขากลับตบหน้าตัวเขาเองฉาดใหญ่


หลังจากออกจากโรงเตี๊ยม หลิวจี้ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วกล่าวว่า “มีช่องทางแล้ว หากเดินทางลงใต้ไปอีกสองร้อยลี้ จะพบไร่ขนาดใหญ่สองแห่งที่ไม่ถูกแมลงกินเจ้าของเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จ กำลังจะขายพอดี”


หลิวเฝยมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ นี่เจ้าไปสืบรู้มาได้แล้วหรือ!?


ไม่เพียงแต่รู้ข่าว พวกเขายังสามารถซื้อข้าวสาลีได้ในราคาปกติอีกด้วย


เพราะเป็นการซื้อจำนวนมากจึงได้ราคาสามเหวินต่อหนึ่งจินสำหรับข้าวสาลีที่ยังมีเปลือกติดอยู่


หลิวจี้ลังเลอยู่ชั่วครู่ คิดถึงคนที่บ้านซึ่งชอบกินข้าวขาวขัดสีผู้นั้น


ทว่าเมื่อคิดอีกที โอกาสเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยนักจึงตัดสินใจซื้อทันที การเดินทางออกมาข้างนอกนั้นลำบากไม่น้อย เขาอยากกลับบ้านไปกินเนื้อแล้วนอนหลับให้เต็มอิ่มเสียที


ใช้เงินไปสามสิบสามตำลึงก็ได้ข้าวสาลีมาถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันจิน


ระยะทางขากลับสองร้อยแปดสิบลี้ รถของพวกเขาสองคนสามารถบรรทุกได้มากที่สุดเพียงสองพันจินเท่านั้น ที่เหลือยังต้องหาเกวียนอีกสิบเล่มมาช่วยขนส่ง


แต่แม้จะรวมค่าขนส่งไปด้วยแล้ว ราคาก็ยังถูกกว่าข้าวในร้านขายข้าวของอำเภอไคหยางกว่าครึ่ง


จริงสิ ยังต้องซื้อกระสอบข้าวมาใช้บรรจุ นี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายอีกก้อนหนึ่ง


หลิวจี้เหลือบมองถุงเงินของตนเอง ด้านในเหลือเศษเงินแทบไม่ถึงหนึ่งตำลึง


หากนำเงินนี้ไปเช่าเกวียน ‘ค่าแรง’ นี้ก็คงตกมาไม่ถึงมือของเขา


ดังนั้น หลิวจี้จึงใช้ห้าสิบเหวินเพื่อซื้อขนมสองห่อจากตัวเมืองที่ใกล้ที่สุด แล้วนำไปขายให้กับเจ้าของที่ดินที่พวกเขาขายข้าวให้ ในที่สุดปัญหานี้ก็ถูกแก้ไขอย่างรวดเร็ว


“นายท่านอวี๋ยังยินดีช่วยพวกเราหาเกวียนวัวมาขนข้าวที่เหลือด้วยหรือ” หลิวเฝยตกตะลึงอีกครั้ง


“เหตุใดไม่ส่งตรงไปถึงหมู่บ้านของพวกเราเลยล่ะ” หลิวเฝยถามอย่างไม่เข้าใจ


หลิวจี้ยกมือเคาะศีรษะของเขา “เจ้าบื้อหรือไร? หากเพิ่มเส้นทางเดินรถอีกช่วงหนึ่ง ค่าขนส่งก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกไม่ใช่หรือ”


จากตัวเมืองนี้ไปถึงอำเภอไคหยาง ตลอดเส้นทางเป็นถนนหลวงกว้างขวาง อีกทั้งพื้นที่นี้ยังได้รับผลกระทบจากแมลงศัตรูพืชไม่มาก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องโจรปล้นระหว่างทาง ค่าขนส่งย่อมคุ้มค่า


แต่หากเลยจากอำเภอไคหยางไปแล้ว ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น?


ให้หญิงดุร้ายที่บ้านคนนั้นถือดาบมารับของเสียยังจะดีกว่า อย่างไรเสียองครักษ์คุ้มกันที่ไม่ต้องเสียเงินแบบนี้ ไม่ใช้ก็น่าเสียดาย


หลิวเฝยลูบท้ายทอยของตนเอง ไม่โวยวายใส่หลิวจี้อย่างหาได้ยาก เพียงแค่ถามอย่างร้อนตัวเล็กน้อยว่า “พี่สะใภ้สามจะไม่โกรธใช่หรือไม่”


“โกรธอะไร? ตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เหวินเดียว สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว”


หลิวจี้โบกมืออย่างรังเกียจ “เจ้าหลีกไป ข้าจะเขียนจดหมายฝากคนให้เอากลับไปก่อน”


หลิวเฝยเหลือบมองของในอกเขาด้วยความสงสัย ก่อนจะขยับตัวหลีกทางให้เขาเขียนจดหมาย


เพราะจินเป่าที่บ้านไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา บางครั้งซื่อเหนียงก็มาสอนจินฮวาเขียนตัวอักษร หลิวเฝยซึ่งคอยตามพวกเด็กๆกลุ่มนี้ต้อยๆ จึงพอรู้จักตัวอักษรง่ายๆอยู่บ้าง


แต่สิ่งที่เขารู้ พอเอามาเทียบกับลายมือของหลิวจี้ที่เขียนได้อย่างลื่นไหลก็แทบไม่ควรค่าให้กล่าวถึงเลย


หัวจดหมายเริ่มต้นด้วยตัวอักษรสองตัวซึ่งเขาไม่รู้จัก เขาเดาว่าน่าจะเป็นชื่อของพี่สะใภ้สาม จึงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า “พี่สาม นี่เป็นชื่อของพี่สะใภ้สามหรือ”


หลิวจี้ทำราวกับไม่ได้ยินคำเรียก “พี่สาม” ซึ่งเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือบางทีเขาอาจได้ยินแล้วแต่ไม่ใส่ใจ เดิมทีเจ้าหนูนี่ก็ควรจะเรียกเขาเช่นนี้อยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องที่สมควร


เขาวางพู่กันลง ก่อนจะพยักหน้า “ฉินเหยา ฉินจากฉินกวน เหยาจากตัวอักษรเหยาซึ่งมีข้างเป็นตัวหวัง จำได้หรือไม่”


หลิวเฝยเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน จ้องมองตัวอักษรสองสามครั้ง บางที…อาจจะ…จำได้กระมัง


ตอนที่ 212: ขอทาน


“หัดเรียนตัวอักษรจากจินเป่าให้มากหน่อย เจ้าอายุป่านนี้แล้ว แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังเขียนไม่ได้ พูดออกไปเกรงจะเป็นเรื่องขบขัน” หลิวจี้กล่าวพลางเป่าหมึกบนจดหมายให้แห้งแล้วถือโอกาสสั่งสอน


เห็นหลิวเฝยยืนงงๆ ทำหน้าเหม่อเพราะโดนข่มเข้าให้ ในใจของหลิวจี้ก็ขำกลิ้งอย่างสะใจ แต่สีหน้ายังคงทำท่าทางจริงจังเต็มที่แล้วพูดต่อว่า


“พี่สามของเจ้าน่ะ ตอนนี้ผ่านการสอบรอบแรกแล้ว ถึงแม้สองบ้านเราจะแยกบ้านกันไปแล้ว แต่ในหมู่บ้านใครกันที่ไม่ถือว่าเรายังเป็นครอบครัวเดียวกัน? อีกหน่อยอย่างไรบ้านเราก็นับได้ว่าเป็นตระกูลบัณฑิต เขียนตัวอักษรไม่เป็นเลยจะได้อย่างไร”


หลิวเฝยรู้สึกต่ำต้อยอยู่เล็กน้อยจึงได้แต่ตอบรับเสียงอ่อย แต่ในใจก็ยังรู้สึกว่าคำพูดของพี่สามเขานี้มันแปลกๆอย่างไรชอบกล


ตระกูลบัณฑิตอย่างนั้นหรือ พวกเขาเนี่ยนะ…?


พวกเขาคู่ควรกับคำเรียกเช่นนั้นด้วยหรือ


ช่างเถอะ เรื่องของบัณฑิตไม่ต้องไปถามให้มาก ประเดี๋ยวจะเผลอแสดงท่าทีเป็นพวกบ้านนอกไม่รู้ความออกไป


สายฝนฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายลงมาเป็นเส้นๆ ปกคลุมหมู่บ้านตระกูลหลิวไว้ด้วยม่านหมอกบางเบาชั้นหนึ่ง


ในท้องนาและตามไร่ล้วนเต็มไปด้วยชาวนาสวมงอบ ก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง


ฉินเหยาที่กำลังปรึกษาหารือกับช่างไม้หลิวเกี่ยวกับเรื่องกำลังการผลิตของหีบหนังสือพลังเซียน จู่ๆก็ได้ยินเสียงจากด้านนอกดังขึ้นว่า “อาสะใภ้สาม! มีจดหมายของท่าน!”


จดหมายหรือ


นี่ถือว่าเป็นของหายากในหมู่บ้านตระกูลหลิวเลยทีเดียวเชียว


ภายในหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่คนที่รู้หนังสือ ฉินเหยาครุ่นคิดเพียงครู่ก็สามารถเดาได้ทันทีว่าผู้ส่งจดหมายมาให้นั้นคงเป็นพนักงานจัดซื้ออย่างหลิวจี้ส่งมาแน่นอน


นางวางงานในมือลงแล้วเดินออกไปข้างนอก หลิวฉีที่เพิ่งซื้อข้าวหยาบกลับมาจากข้างนอกกว่าห้าร้อยจินก็กำลังจูงเกวียนวัวของบ้านตัวเอง ยืนอยู่ใต้ซุ้มประตู


พอเห็นฉินเหยา เขาก็รีบส่งจดหมายในมือให้พลางกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าเจอสารถีจากหมู่บ้านเซี่ยเหอระหว่างทาง เขาบอกว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของท่านอาสามที่ฝากคนจากอำเภอทางใต้ส่งมาให้ พอดีเจอข้าก็เลยให้ข้านำกลับหมู่บ้านมาให้”


ฉินเหยาขอบคุณแล้วรับซองจดหมายมา


หลิวฉียุ่งอยู่กับการนำเสบียงที่ซื้อกลับมาไปแจกจ่ายให้ครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านเหล่านั้น เขาจึงยิ้มแล้วขอตัวจากไปก่อน


ฉินเหยาเปิดซองจดหมายออกดู กวาดตาอ่านตัวอักษรเพียงไม่กี่บรรทัดก็เผยสีหน้าจนคำพูด


จดหมายนี้เป็นของหลิวจี้ส่งมาจริง ในนั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำคร่ำครวญ ว่าเขาต้องลำบากมากเพียงใดตลอดทาง แต่สุดท้ายก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถซื้อข้าวสาลีราคาถูกได้กว่าหมื่นจิน


แต่ตอนนี้เงินของเขาหมดเกลี้ยงแล้ว ได้อ้อนวอนขอให้คนอื่นช่วย และอีกฝ่ายก็ช่วยเพียงแค่ส่งเขากับเสบียงไปยังโรงเตี๊ยมที่อยู่ห่างจากอำเภอไคหยางไปห้าสิบลี้ ขอให้นางช่วยไปรับเขาหน่อย


ตอนท้ายของจดหมาย เขายังบ่นว่านางไม่อยู่ข้างกาย ทำให้เขาหวาดกลัวว่าตนจะถูกปล้นทรัพย์หรือแม้แต่ถูกฉุดคร่าไปทำไม่ดีมิร้าย ทำเอาฉินเหยาขมวดคิ้วแน่น พูดไม่ออก


ช่างไม้หลิวไม่ได้ยินเสียงอะไรจากหน้าประตูอยู่นานจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ฉินเหนียงจื่อ เกิดอะไรขึ้นรึ”


“ไม่มีอะไร ข้าขอกลับบ้านก่อนสักครู่” ฉินเหยาตอบพลางส่งสัญญาณให้เขาวางใจ จากนั้นถือจดหมายเดินกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อหาลูกมือ


ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มไถหว่านกันแล้ว


ปีนี้ทุกคนในหมู่บ้านได้หารือกันว่าจะกันที่นาแปลงที่ดีที่สุดไว้ เพื่อเพาะปลูกพันธุ์พืชร่วมกับฉินเหยาอย่างจริงจัง ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงเร่งไถนาและหว่านเมล็ดในพื้นที่ที่อยู่ไกลและแห้งแล้งก่อน


ฉินเหยาคิดจะขอยืมรถใช้อยู่เหมือนกัน แต่ทุกคนต่างก็ต้องใช้รถกันทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่านางคงยืมไม่ได้


สุดท้ายนางจึงทำได้เพียงไปที่เรือนเก่าแล้วเรียกหลิวไป่และหลิวจ้งให้ไปด้วยกัน ตรงไปยังตลาดเพื่อเช่ารถม้าแล้วขับออกไปยังโรงเตี๊ยมนอกชานเมืองเพื่อรอรับคน


ฉินเหยามาถึงก่อนเวลานัดหมายหนึ่งเค่อ จากนั้นอีกหนึ่งเค่อ หลิวจี้ก็ปรากฏตัวตามเวลาที่ระบุไว้ในจดหมาย ทำให้อารมณ์โกรธที่อยากจะซัดเขาสักหมัดของฉินเหยามลายหายไปไม่น้อย


ทำอะไรก็ต้องเหลือทางรอดไว้บ้าง หลิวจี้เองก็รู้สึกไม่มั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังทำท่าทีหนักแน่นไม่ไหวหวั่น รอบตัวมีผู้คนอยู่มากมาย ตราบเท่าที่เขาไม่ทำพลาดร้ายแรง ฉินเหยาก็คงไม่ลงมือแน่


ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางครั้งนี้ของเขา แม้ไม่มีผลงานใหญ่แต่ก็ลำบากไม่น้อย อย่างไรนางก็ควรจะปฏิบัติต่อเขาอย่างมีน้ำใจสักหน่อย


ค่ารถไปกลับทั้งสองเที่ยว รวมกันเป็นเงินหนึ่งตำลึงสองเฉียน


“กลับถึงบ้านแล้วเราค่อยมาคิดบัญชีกัน!” นางชี้นิ้วไปที่จมูกของหลิวจี้ ทิ้งคำพูดนี้ไว้ก่อนจะเรียกสารถีให้ช่วยขนย้ายเสบียงไปยังรถที่ตนเองนำมา


หลิวจี้รีบปรี่เข้ามาใกล้ เอ่ยว่า “เมียจ๋า เจ้าสบายใจเถิด ข้าจดบัญชีทั้งหมดเอาไว้แล้ว เจ้าสี่ก็ช่วยดูอยู่ด้วย ไม่มีทางผิดพลาดแน่”


หลิวเฝยที่โดนหลิวจี้ปั่นหัวจนมึนมาตลอดทาง ยังพูดกับฉินเหยาอย่างจริงจังว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านวางใจเถอะ ข้าจับตาดูพี่สามอยู่ตลอด เขาอย่าคิดจะอมเงินไปได้แม้แต่เหวินเดียว!”


ฉินเหยามองเด็กหนุ่มใสซื่อตรงหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเดินไปขนเสบียงต่อ


หลิวจี้ยืนมองอยู่ด้านข้าง เห็นฉินเหยาสามารถแบกถุงเสบียงขึ้นมาทีเดียวห้าหกถุง ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “เมียจ๋า โชคดีจริงๆที่มีเจ้าอยู่ ถ้าไม่มีเจ้า เส้นทางขากลับข้าคงไม่กล้ากลับมาด้วยซ้ำ!”


“ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้าสู่เขตอำเภอไคหยาง ผู้คนที่ผ่านไปมาเมื่อเห็นเสบียงของพวกเราล้วนจ้องมองมาด้วยสายตาละโมบราวกับเสือเชียว”


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไม่ได้เอ่ยแขวะการใช้สำนวนแปลกๆของเขา แต่กลับถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าไม่ได้พูดเกินจริงใช่หรือไม่”


หลิวจี้ยกมือขึ้นทำท่าสาบาน “ข้าไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่นิดเดียว ข้าสาบานได้!”


จากนั้นเขาก็ชี้ไปทางหลิวเฝย “หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองถามเขาดู”


คราวนี้หลิวเฝยไม่ได้ขัดแย้งกับหลิวจี้ เพราะเขาเองก็รู้สึกถึงสายตาร้อนแรงของผู้คนที่มองเสบียงเหล่านั้นเช่นกัน


แต่เดิมชาวนาส่วนมาก็ล้วนกินไม่อิ่มท้องกันอยู่แล้ว ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความหิวโหย


ในช่วงฤดูไถหว่านของทุกปี หลังจากฝ่าฟันฤดูหนาวมาได้ ชาวบ้านจำนวนมากก็มักออกมาหางานรับจ้างชั่วคราวเพื่อหาอาหารประทังชีวิต และผู้ที่ออกมาขอทานก็มีไม่น้อย


ฉินเหยาเคยเห็นคนมาขอทานในหมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่หลายครั้ง ส่วนมากจะเป็นช่วงหลังฤดูไถหว่านจนถึงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว หากบ้านใดพอมีเสบียงเหลือ ก็อาจแบ่งข้าวหยาบให้ครึ่งชามหรืออย่างน้อยก็แบ่งน้ำให้ดื่มสองสามอึก


ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลหลิวล้วนมีความระแวดระวังต่อคนนอกอยู่เสมอ


เพราะเคยมีคนปลอมตัวเป็นขอทานเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อสอดแนมพวกเด็กและสตรี หากเผลอไผลเพียงนิด คนก็อาจจะถูกลักพาตัวไป


พวกเขาต่างรวมกลุ่มกันเป็นครอบครัว สามถึงห้าคนเดินทางไปด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ


บางกลุ่มมีจำนวนมากถึงยี่สิบคน เกือบทั้งหมดมาจากหมู่บ้านเดียวกัน


เมื่อมองเห็นรถบรรทุกเสบียง แววตาที่เคยหม่นหมองก็พลันสว่างวาบขึ้น ต่างอยากก้าวเข้ามาขอทาน


ฉินเหยากวาดตามองอย่างเย็นชา มือจับด้ามดาบไว้แน่น กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้ผู้ที่คิดจะมาขอทานใจสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน


เท้าที่ตั้งใจจะก้าวออกมากลับหดกลับไปตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด ทำได้เพียงถอยไปยืนอยู่ริมทาง จ้องมองถุงเสบียงพวกนั้นนิ่ง แต่ไม่กล้าเข้าใกล้


หลังจากเดินทางมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ กลุ่มคนที่พาครอบครัวออกมาขอทานก็พลันหายไปแล้ว


หลิวจี้แกว่งต้นหญ้าที่เด็ดมาจากข้างทาง ยิ้มอย่างย่ามใจให้ฉินเหยา เห็นหรือไม่ ว่าข้ามองการณ์ไกลเพียงใด มิฉะนั้นหากต้องรับมือกับฝูงชนเหล่านี้ ข้าคงไม่อาจจัดการได้แน่


ฉินเหยามองเขาแวบหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย นับว่าเจ้ายังพอมีสมองอยู่บ้าง


เสบียงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันจิน บรรทุกเต็มเกวียนสิบเล่มได้เคลื่อนเข้าสู่หมู่บ้านตระกูลหลิว ก่อให้เกิดความฮือฮาเล็กน้อย


คิดไม่ถึงเลยว่าฉินเหยาจะกักตุนเสบียงไว้มากถึงเพียงนี้


แต่เมื่อนึกถึงปริมาณอาหารที่นางบริโภคก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมา


กระนั้น เมื่อได้เห็นเสบียงจำนวนมากถึงเพียงนี้ เหล่าชาวบ้านตระกูลหลิวก็ยังรู้สึกตื่นตะลึงอยู่ดี


ชาวบ้านที่ตั้งใจจะกักตุนเสบียงแต่ยังลังเล ไม่ได้ลงมือเสียที บัดนี้เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้รับแรงกระตุ้น ต่างพากันเริ่มกักตุนเสบียงตาม


ฉินเหยาเห็นภาพนี้ก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย


การที่พวกเขาคล้อยตามถือเป็นเรื่องที่ดี เมื่อทุกบ้านมีเสบียงสำรอง ทุกคนก็จะปลอดภัย


ตอนที่ 213: ความฉลาดกลับกลายเป็นภัยแก่ตนเอง


ตระกูลหลิวฝั่งเรือนเก่าได้รับส่วนแบ่งหนึ่งพันจิน ค่าขนส่งเหล่านี้ฉินเหยาไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว


หลิวเหล่าฮั่นและนางจางต่างรู้สึกซาบซึ้ง มิได้เร่งรีบที่จะคิดคำนวณค่าใช้จ่ายให้แน่ชัด ภายหน้าพวกเขาเองก็ช่วยเหลืออีกฝ่ายมากๆก็พอแล้ว เรื่องน้ำใจไมตรีเหล่านี้แต่ไรมาล้วนมิอาจคำนวณให้ชัดเจนได้


ในเมือง ข้าวสาลีติดเปลือกขายในราคาสิบสองเหวินต่อหนึ่งจิน เงินสามตำลึงสามารถซื้อข้าวได้หนึ่งพันจิน คนในเรือนเก่าล้วนพากันปลาบปลื้มยินดี


นางเหอและนางชิวรีบจัดแจงห้องครึ่งหนึ่งในบ้านเพื่อเก็บข้าวเหล่านี้


แต่ข้าวสารหนึ่งหมื่นจินของฉินเหยานั้นกลับไม่มีที่ใดให้เก็บได้


ตอนนี้จึงต้องพยายามยัดเข้าไปในห้องนอนของพวกนางเองก่อน เมื่อถึงคราวไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิแล้วค่อยสร้างยุ้งฉางเพิ่มอีกหลัง


เรื่องนี้หลิวไป่และหลิวจ้งตบอกให้คำมั่นกับฉินเหยา รับประกันว่าพวกเขาจะจัดการให้เองทั้งหมด


พวกเขากำชับเป็นพิเศษว่าไม่ต้องให้ฉินเหยาจัดเตรียมอาหารให้ เพียงแค่ให้เนื้อพวกเขาสักหน่อยก็พอ ที่เหลือพวกเขาจะนำกลับไปทำกินเอง


ฉินเหยารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยในใจ พลางคิดว่า พวกเจ้ารังเกียจข้าเสียชัดเจนเชียว


ครั้นถึงยามเย็น ทั้งสองครอบครัวร่วมกันกินอาหารเย็นแสนอุดมสมบูรณ์ที่หลิวจี้ทำไว้ที่บ้านฉินเหยา จากนั้นจึงหัวเราะร่าแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านตน


ฉินเหยาส่งคนจากเรือนเก่าออกประตูไป มองส่งพวกเขาเข้าไปในหมู่บ้าน ก่อนจะลงกลอนประตูใหญ่แล้วเดินวนดูห้องต่างๆในบ้านของตน


เมื่อมองเห็นถุงกระสอบข้าวที่กองสุมกันอยู่ในห้อง ฉินเหยาก็ถอนหายใจเบาๆ ลูบ.อกด้วยความสบายใจและโล่ง.อกยิ่งนัก


“เมียจ๋า?”


หลิวจี้ยืนอยู่นอกประตูเอ่ยเรียกนางด้วยเสียงแผ่วต่ำ


ฉินเหยาถอยออกจากห้องแล้วทำมือให้เขาเดินตามมา ทั้งสองมาถึงห้องโถง


พอได้นั่งลง หลิวจี้ก็ยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายมาให้ เขานำบัญชีออกมากางบนโต๊ะแล้วอธิบายให้นางฟังทีละรายการ


สองตำลึงสำหรับค่าเดินทาง ออกจากบ้านหกคืน ใช้จ่ายค่าที่พักไปหกร้อยเหวิน จ่ายค่าอาหารสี่ร้อยเหวิน ค่าขนมสองห่อหนึ่งร้อยยี่สิบเหวิน ค่าติดสินบนเพื่อสืบข่าวแปดร้อยห้าสิบเหวิน คงเหลือสามสิบเหวิน


หลังจากอธิบายจบ หลิวจี้ก็หยิบถุงเงินออกมาวางไว้ตรงหน้าฉินเหยา เทออกมานับ ได้เหรียญสามสิบเหรียญพอดิบพอดี


ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะไปสอบถามหลิวเฝยก็ยากที่จะหาข้อผิดพลาดได้


ฉินเหยาหยิบสามสิบเหวินที่เหลือขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ มองหลิวจี้ด้วยท่าทีคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มจนเขารู้สึกเย็นสันหลังวาบ เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นที่หน้าผาก นางจึงกล่าวว่า


“เงินค่ากินอยู่ของเดือนสามและเดือนสี่เจ้าจัดการเอาเองนะ อย่าถามว่าทำไม เพราะเจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ”


ค่าที่พักตั้งหกร้อยเหวิน?


ระหว่างทางมีโรงเตี๊ยมระดับสูงกี่แห่งกันที่จะให้เขาใช้จ่ายได้เพียงนี้


ขนมเพียงสองห่อ ต้องเสียตั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเหวิน?


นางดูแล้วอย่างไรก็ไม่เกินสี่สิบเหวิน!


ส่วนค่าติดสินบนเพื่อสืบข่าวยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดจนนางไม่อยากจะเปิดโปง


ตอนที่เงินถูกจ่ายออกไปนั้น ฉินเหยาก็ได้รวมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ในงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเมื่อได้เห็นบัญชีเล่มนี้ นางจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด


นางหากเดาไม่ผิด เงินที่หลิวจี้แอบเก็บเอาไว้คงมีอยู่แปดเก้าร้อยเหวิน


ค่าใช้จ่ายรายเดือนของเขาในสำนักศึกษา รวมค่ากระดาษด้วยแล้วประมาณสามร้อยเหวิน นางคิดให้แค่สองเดือน ส่วนที่เหลือก็ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยของเขา


ค่าเหนื่อยถึงสามร้อยเหวินเต็มๆ ไม่มีใครใจกว้างไปกว่านางอีกแล้ว


“นอนได้แล้ว” ฉินเหยาลุกขึ้น ยื่นบัญชีให้เขา ก่อนจะหยิบสามสิบเหวินที่เหลือออกไป พลางหาวแล้วเดินกลับห้องไปนอน


ทิ้งให้หลิวจี้นั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งเล็กในโถงบ้าน ในใจครุ่นคิดสับสน เขากำหมัดแน่น ความฉลาดกลับกลายเป็นภัยต่อตนเอง เกือบจะทำให้ตนเองโมโหจนเป็นลมไป


รู้แต่แรกไม่น่าคืนสามสิบเหวินนั้นไปเลย!


อาศัยอะไรกัน!!!


ดูเหมือนแม้แต่ไก่ในลานบ้านยังสัมผัสได้ถึงไอความแค้นสีดำทะมึนที่ปกคลุมห้องโถง เสียงร้องกุ๊กกุ๊กของมันแผ่วลงราวกับกลัวว่าหากส่งเสียงดังเกินไป จะซวยถูกจับไปฆ่ากินในวันพรุ่งนี้


ต้าหลางจูงน้องชายและน้องสาวออกมาจากห้องอาบน้ำ เมื่อเดินผ่านห้องโถงก็ย่องเบาๆ พากันเข้าไปในห้องทีละคนแล้วค่อยๆปิดประตูลง สกัดกั้นไอแค้นที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า แล้วจึงถอนหายใจออกมาพร้อมเพรียงกัน


หลิวจี้แค่นเสียงแล้วลุกขึ้นยืน เป่าไฟในตะเกียงน้ำมันจนดับ ก่อนจะกระแทกประตูโถงบ้านปิดเสียงดังปัง!


แต่เสียงนั้นกลับดังเกินไปจนทำให้คนในห้องนอนหลักรู้สึกตัว เงาคนพลันขยับไหวเล็กน้อย หลิวจี้จึงรีบวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว ปิดประตูที่เพิ่งกระแทกกันจนเปิดออกลงอย่างเบามือ


ฉินเหยาได้ยินเสียงดังโครมครามอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน กว่าจะเงียบลงก็ปาเข้าไปครึ่งเค่อ นางยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะ ก่อนจะยกมือโบกลมดับตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะ ห่มผ้าผืนบาง แล้วหลับใหลอย่างมีความสุข


สายฝนในเดือนสามโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย บางครั้งตกติดต่อกันหลายวันจนท้องฟ้ามืดครึ้มตลอดเวลา


แต่ตอนนี้เมื่อมีเสบียงกักตุนไว้แล้ว ฉินเหยาจึงวางใจเตรียมการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิได้


หลิวจี้กลับไปยังสำนักศึกษาแล้ว เพราะการสอบฝู่ซื่อในเดือนห้าต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ต้องเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ เวลาที่เหลือยังต้องศึกษาเล่าเรียน ตารางเวลาจึงแน่นขนัด


แม้จะรู้ว่าไปเพียงเพื่อหาประสบการณ์ แต่อย่างไรก็เป็นการสอบคัดเลือกอย่างเป็นทางการ หลิวจี้มีความมั่นใจในตัวเองไม่น้อย หากโชคเข้าข้างสอบได้อีกเล่า


ความคิดของเขาช่างงดงามนัก ทว่าด้วยความมั่นใจอย่างประหลาดนี้เอง กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จนกลายเป็นนักเรียนที่ขยันที่สุดในสถานศึกษาอีกครั้ง ทำเอาฝานซิ่วไฉและคนอื่นๆแทบกัดฟันด้วยความหมั่นไส้


ยิ่งเห็นหลิวจี้มุมานะถึงเพียงนี้ คนอื่นๆก็เริ่มรู้สึกไปเองว่าบางทีเขาอาจจะสอบผ่านจริงๆก็ได้


เด็กๆในบ้านต่างก็ไปศึกษาเล่าเรียนกันหมด ภาระไถหว่านในปีนี้จึงตกอยู่กับฉินเหยาเพียงผู้เดียว


โชคดีที่นางซื้อวัวไว้ อีกทั้งที่ดินก็ไม่มากนัก ใช้เวลาเพียงสองวันครึ่งก็ไถนาเสร็จเรียบร้อย


ครั้งนี้ฉินเหยาขังน้ำไว้ในแปลงนาเพียงแปดหมู่ ส่วนอีกสองหมู่ปล่อยให้แห้ง


สองวันก่อนขณะที่นางคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ก็พลิกเจอน้ำเต้าลูกหนึ่ง เมื่อเปิดดูด้านในเต็มไปด้วยเมล็ดแตงโม นางจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อปีก่อนระหว่างทางเคยช่วยเหลือขบวนคุ้มกันสินค้าขบวนหนึ่งเอาไว้ หัวหน้าขบวนจึงมอบเมล็ดนี้เอาไว้ให้


หากกินเองไม่หมด ส่วนที่เหลืออาจจะนำไปขายทำเงินได้


อย่างไรเสียของหายากก็ย่อมมีค่า ทั่วทั้งอำเภอไคหยางก็ยังไม่เคยมีใครขายแตงโมมาก่อน


เพียงแต่ไม่รู้ว่าพันธุ์แตงโมในเวลานี้จะดีหรือไม่ ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง


พอฉินเหยาไถนาเสร็จ วัวก็ถูกหลิวไป่ยืมไปทันที


คนรอบข้างมองดูแล้วก็ทั้งอิจฉาและริษยา ต่างคิดในใจว่าเหตุใดตนเองจึงไม่มีพี่น้องที่เก่งกาจเช่นนี้บ้าง


ดูคู่สามีภรรยาบ้านเจ้าหลิวสามผู้นั้นสิ คนหนึ่งกลับตัวกลับใจหันมาศึกษาเล่าเรียน ส่วนอีกคนหาเงินเก่ง ปราบโจรผู้ร้ายก็ไร้เทียมทาน


เรือนเก่าของตระกูลหลิวที่อยู่ติดกับสองสามีภรรยานั้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ยังมีวัวให้ใช้งานอีกด้วย


การใช้วัวของพี่น้องในตระกูลตนเอง กับการใช้วัวของผู้ใหญ่บ้านนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


เพราะฝั่งของฉินเหยาไถนาเสร็จก่อนจึงไม่ต้องรีบนำวัวไปคืน และไม่ต้องทำงานเร่งรีบตั้งแต่เช้ายันค่ำ


เช่นนี้วัวจึงสามารถรักษาเรี่ยวแรงไว้ได้บ้าง ส่วนคนก็ได้พักผ่อนเช่นกัน


ฟ้าค่อยๆมืดลงแล้ว เมื่อต้าหลาง จินเป่ากับคนอื่นๆกลับมาจากโรงเรียน หากฟ้ายังไม่มืดนัก พวกเขาก็จะหยิบเคียว จูงวัวแก่แล้วพามันขึ้นเขาไปกินหญ้า


ระหว่างนั้นก็เกี่ยวหญ้ากลับมากหน่อยเพื่อกักตุนไว้แล้วค่อยๆเติมให้วัวกินทีละนิด ไม่อยากให้มันเหนื่อยเกินไปนัก


ซื่อเหนียงกับซานหลางกอดตำราและสมุดแบบฝึกหัดเปล่าที่ทำขึ้นเอง คอยจับจินฮวามาสอนนางอ่านหนังสือ


จินฮวานั้นคุ้นชินกับการเที่ยวเล่นสนุก อีกทั้งไม่ได้ไปสำนักศึกษา กลางวันนางจึงใช้เวลาครึ่งหนึ่งเรียนการทอผ้าและเรียนศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีจากผู้เป็นแม่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ช่วยทำงานบ้าน จากนั้นจึงออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆในหมู่บ้าน ทำให้ยากที่จะอดทนอยู่เฉยๆได้


ตอนที่ 214: การเพาะพันธุ์รวม


อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถสอบผ่านและได้เข้าสู่สำนักศึกษาตระกูลติงในปีหน้า นางจึงกัดฟันอดทน


นานวันเข้า สถานะของสองพี่น้องก็กลับตาลปัตร


เมื่อก่อนเป็นจินฮวาที่นำน้องสาวอย่างซื่อเหนียงเที่ยวเล่นไปทั่วทุกแห่ง บัดนี้กลับกลายเป็นซื่อเหนียงที่วิ่งไล่ตามพี่สาวกลับบ้าน เรียกให้มาเรียนหนังสือทั้งวัน


เมื่อตามจนเหนื่อย ซื่อเหนียงก็ใช้สมองน้อยๆ คิดแผนดีๆออกมาได้ นั่นคือให้พี่สาวจินฮวาสอนงานเย็บปักถักร้อยให้ตนเองแล้วทั้งสองก็ผลัดกันเป็นอาจารย์


จินฮวาพลันเกิดความสนใจขึ้นมาตามคาด ในยามเย็นนางจึงไม่อยากไปเที่ยวเล่นซุกซนบนเขากับเด็กในหมู่บ้านอีก ตั้งใจเรียนรู้ลวดลายใหม่ๆจากมารดา รอคอยให้ซื่อเหนียงกลับมาจะได้สอนนางบ้าง


เช่นนี้แล้ว ซื่อเหนียงจึงเรียนรู้การร้อยด้ายและเย็บผ้าเล็กๆน้อย ส่วนจินฮวาก็เริ่มสนใจการเรียนรู้ตัวอักษร


บางครั้งเมื่อเห็นลวดลายงดงามที่มีตัวอักษรปรากฏอยู่ก็จะรีบมาหาซื่อเหนียงแล้วถามว่า “ตัวนี้คืออักษรอะไรหรือ”


ซื่อเหนียงรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้างจึงต้องนำลวดลายนั้นไปถามพี่ชายอีกที


หากพวกพี่ชายก็ไม่รู้เช่นกัน นางก็จะวิ่งไปยังลานว่างข้างศาลบรรพชนเพื่อหาฉินเหยา


“ท่านแม่ ท่านดูให้หน่อยสิว่านี่คือตัวอักษรอะไร”


ฉินเหยากำลังสอนนักเพาะพันธุ์กล้าที่คัดเลือกมาจากในหมู่บ้านถึงวิธีการปูดิน มือของนางจึงเปื้อนดินโคลนจึงบอกให้ซื่อเหนียงยกแบบลายให้สูงขึ้น “ข้าดูหน่อย…น่าจะเป็นตัวอักษร ‘ฝู’ ที่แปลว่าโชคลาภนะ”


ลวดลายนั้น มีความเป็นศิลปะอยู่บ้างจึงยากที่จะมองออกได้ในทันที


จินฮวาร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ “ที่แท้ นี่ก็เป็นตัวอักษรด้วย!”


ซื่อเหนียงก็เกิดความสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว นางยกลวดลายขึ้นดูตัวอักษร ‘ฝู’ ที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงแล้วร้องว้าวออกมา “ที่แท้ตัวอักษรก็เขียนให้สวยงามได้ถึงเพียงนี้ งามประหนึ่งดอกไม้เลยทีเดียว!”


ฉินเหยาอธิบายว่า “การเขียนตัวอักษรมีหลายแบบ ที่พวกเจ้าเรียนอยู่ตอนนี้เป็นแบบอักษรมาตรฐานที่ง่ายที่สุด นอกจากนี้ยังมีอักษรเฉ่าซู สิงซู จ้วนซู ลี่ซูและอื่นๆที่ร้ายกาจกว่านั้นก็คืออักษรบุปผาที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง เช่นเดียวกับตัวฝูที่พวกเจ้าเห็นอยู่นี้ น่าจะเป็นแบบที่สร้างขึ้นเอง”


ฉินเหยาโบกมือไปมา “ไปเล่นทางโน้นเถิด แถวนี้มีแต่โคลน ระวังเสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อน”


“อื้มๆ!” สองพี่น้องพยักหน้าอย่างว่าง่าย เมื่อได้คำตอบก็กลับบ้านไปอย่างรื่นเริง เล่นบทบาทสมมติเป็นอาจารย์กันต่อ


มองส่งเจ้าตัวเล็กทั้งสองคนเดินจากไป ฉินเหยาก็กระแอมขึ้นเบาๆ เตือนให้คนรอบข้างตั้งใจฟัง แล้วสอนต่อไป


ด้วยว่าทุกครัวเรือนในหมู่บ้านขาดแคลนแรงงานในการไถนาพรวนดิน อีกทั้งทุกคนยังเรียนรู้การเพาะพันธุ์เป็นครั้งแรก เกรงว่าผลผลิตจะไม่สม่ำเสมอและส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยว หลังจากทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงตัดสินใจส่งคนฉลาดเฉลียวสองสามคนมาเรียนรู้จากฉินเหยา จากนั้นคนทั้งหมู่บ้านค่อยร่วมเพาะพันธุ์ด้วยกัน


เช่นนี้เพียงแค่มีโรงเพาะพันธุ์ขนาดใหญ่ขึ้นอีกหน่อย ก็จะสามารถตอบสนองความต้องการของคนทั้งหมู่บ้านได้ ทั้งยังแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานอีกด้วย


สิ่งสำคัญที่สุดคือสะดวกต่อการจัดการ ผู้ที่รับผิดชอบการเพาะพันธุ์สามารถผลัดเปลี่ยนเวรกันดูแลได้


ดังนั้น ทุกครัวเรือนจึงส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตามความต้องการของตน โดยมีฉินเหยา หลิวฉี หลิวกง นางชิว อวิ๋นเหนียง และหนุ่มสาวคนอื่นๆในหมู่บ้านร่วมกันรับผิดชอบ


ปริมาณของแต่ละบ้านถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าและทำเครื่องหมายไว้ เมื่อถึงเวลาก็จะสามารถมารับไปได้เลย


อวิ๋นเหนียงมีฝีมือด้านงานไม้ นางจึงเป็นผู้รับผิดชอบถาดเพาะกล้าทั้งหมด


นางชิวเป็นคนละเอียดรอบคอบและอดทน ฉินเหยาจึงมอบหมายให้นางแช่เมล็ดพันธุ์


หลิวฉีมีพละกำลังมากจึงไปขนดิน


ฉินเหยาจึงนำหลิวกงไปแบ่งถ่านที่แต่ละบ้านนำมาใส่ในกระถางถ่าน จุดไฟให้ดี แล้วนำไปวางไว้ตามมุมต่างๆของโรงเพาะพันธุ์


ด้วยว่าทุกคนต่างใช้โรงโม่น้ำของบ้านฉินเหยา โรงโม่มือแบบเดิมที่เคยใช้จึงถูกทิ้งร้างมานาน บัดนี้จึงนำมาใช้เป็นโรงเพาะพันธุ์ ช่วยประหยัดแรงงานของหน่วยเพาะพันธุ์ไปได้มาก


อุณหภูมิต้องควบคุมให้ดี จะร้อนเกินไปไม่ได้ หนาวเกินไปก็ไม่ได้ ยังต้องวางถังน้ำไว้ด้วย ไอน้ำที่ระเหยจะช่วยคงความชื้นภายใน


ในเมื่อไร้เครื่องวัดอุณหภูมิสมัยใหม่มาช่วย ทุกสิ่งจึงอาศัยเพียงประสบการณ์ในการตัดสินใจ


ฉินเหยาจะวางกระดาษเหลืองหยาบๆไว้ข้างในเพื่อทดสอบความชื้น


อุณหภูมิค่อนข้างสัมผัสได้ง่าย เมื่อได้ลองสัมผัสหลายครั้งเข้า สมาชิกในหน่วยเพาะพันธุ์ก็พอจะประเมินได้คร่าวๆ


การเรียนรู้วิธีเพาะพันธุ์ชุดนี้ ทำให้หลิวกงและคนอื่นๆได้รับประโยชน์อย่างมาก ไม่เพียงแต่ได้เรียนรู้วิธีการเพาะพันธุ์เท่านั้น หากแต่ยังได้เรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติโดยบังเอิญอีกด้วย


อาทิเช่น การควบแน่นของไอน้ำ รวมถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถานะต่างๆของน้ำ ล้วนทำให้พวกเขาร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ


พวกเขานึกว่านี่คือความลับที่มิอาจแพร่งพรายได้ แต่ฉินเหยากลับกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตำราทั้งสิ้น”


เพียงแค่คำบรรยายในยุคปัจจุบันกับคำบรรยายในสมัยโบราณนั้นแตกต่างกันไปบ้าง ทว่าโดยเนื้อแท้แล้วล้วนกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน


เดิมทีนางชิวรู้สึกว่าการส่งจินฮวาบุตรสาวของตนไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษานั้นไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด แต่เมื่อฉินเหยากล่าวว่าดี เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางไปเถิด


ภายหลังเมื่อสอบไม่ผ่าน จินฮวาก็มิได้มีความยึดมั่นแรงกล้าที่จะให้ส่งนางไปสำนักศึกษาอีก


แต่หลังจากการเรียนรู้เรื่องการเพาะพันธุ์ในครั้งนี้ นางชิวก็พลันตระหนักได้ว่า การเล่าเรียนและการสอบเคอจวี่นั้น หาใช่สิ่งที่ต้องเกี่ยวพันกันเสมอไปไม่


สิ่งต่างๆในตำรา ขอเพียงแค่ได้ศึกษาเล่าเรียนก็สามารถทำประโยชน์ไปได้ตลอดชั่วชีวิต


ครั้นเพาะเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดเสร็จแล้ว เมื่อนางชิวกลับถึงเรือนก็ กลับกลายเป็นว่าเริ่มใส่ใจการเรียนของจินฮวาอย่างจริงจัง


“ปีหน้าเจ้าต้องสอบเข้าสำนักศึกษาให้ได้ เข้าใจหรือไม่ เลิกออกไปเล่นกับพวกเด็กซนพวกนั้นทั้งวันเสีย อยู่บ้านตั้งใจฝึกเขียนอักษร ซื่อเหนียงและซานหลางสอนเจ้าไปตั้งมากแล้วมิใช่รึ มานี่ นั่งลง เขียนให้แม่ดูหน่อย”


นางชิวนำกระบะทรายที่หลิวจ้งทำมาวางลงบนโต๊ะ แล้ววางตะเกียบกับพู่กันที่ทำจากขนหมูลงบนกระบะทราย รอคอยให้บุตรสาวเขียนตัวอักษรให้ตนดู


จินฮวาถือ ‘ซาลาเปา’ กับ ‘เกี๊ยว’ ที่ทำจากดินโคลนอยู่ในมือ เบิกตากว้างมองมารดา เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ท่านโดนผีเข้าแล้วหรือ”


นางชิวสูดลมหายใจเข้าลึก แม้นางจะอ่อนโยนเพียงใด แต่ก็เกือบจะอดใจไม่ไหวยกมือขึ้นตบก้นเด็กหญิงตรงหน้าสักป้าบ


“พูดจาเพ้อเจ้ออันใด รีบเอาดินโคลนในมือนั่นทิ้งไปเดี๋ยวนี้!”


นางชิวอุ้มบุตรชายที่ส่งเสียงอ้อแอ้ในเปลไม้ขึ้นมา ขณะเปิดชายเสื้อให้นมลูกน้อย สายตากลับจับจ้องไปยังบุตรสาวคนโต เพื่ออนาคตของลูกๆแล้ว พ่อแม่นั้นย่อมเหนื่อยใจไม่มีวันสิ้นสุด


จินฮวาปกป้อง ‘อาหาร’ ในมือของนางอย่างอาลัยอาวรณ์ “นี่มิใช่ดินโคลนเสียหน่อย นี่คือซาลาเปาที่ข้าทำให้ซื่อเหนียง ซานหลางบอกว่าเขาอยากกินเกี๊ยว ข้าจึงทำเพิ่มให้เขาอีกสองสามชิ้น รอพวกเขาเลิกเรียนกลับมา ข้าจะทำอาหารให้พวกเขากิน”


คำกล่าวนี้ ฟังแล้วชวนให้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


นางจางเดินผ่านหน้าประตูแล้วยื่นกระด้งให้แก่นาง “วางไว้ก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะตั้งหม้อต้มให้เจ้าทีหลัง”


จินฮวารับคำเสียงใส “อื้ม!”


นางวางของรักของนางลงในกระด้งด้วยความยินดี ให้ท่านย่าช่วยเก็บรักษาอย่างดี แล้วจึงนั่งลงเขียนหนังสือให้มารดาดูอย่างเรียบร้อย


จนเมื่อยามค่ำ ฉินเหยายืนอยู่หน้าประตูบ้านตะโกนเสียงดังว่า “หลิวต้าหลาง! กลับบ้านกินข้าวได้แล้ว!”


เสียงของนางทรงพลังยิ่งนัก ดังไปไกลแสนไกล


พวกต้าหลางสี่พี่น้องได้ยินเสียงเรียกก็รีบทิ้งจินเป่าและจินฮวาวิ่งกลับบ้านทันที


ซานหลางและซื่อเหนียงวิ่งตรงมาหาฉินเหยาด้วยความยินดียิ่ง ชวนให้นางลิ้มลองซาลาเปาและเกี๊ยวที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ


ฉินเหยาโน้มตัวลงมอง เห็นใบไม้อยู่ในมือเล็กๆนั้น บนใบไม้มีดินเหนียวสีเทาอ่อนนุ่มเหลวอยู่สองสามก้อน


จะว่าอย่างไรดีเล่า…มันช่างดูคล้ายอุจจาระนัก


ตอนที่ 215: คนตรงย่อมไม่พูดอ้อมค้อม


ฉินเหยาต้มน้ำอุ่นหนึ่งกะละมัง จับมือเล็กๆของคู่แฝดจุ่มลงไปล้างให้สะอาด แล้วทั้งครอบครัวจึงเริ่มกินอาหาร


ซานหลางยังดูเสียดายอยู่มากนัก ระหว่างกินข้าวจึงหันกลับไปดูอ่างน้ำโคลนที่ประตูห้องครัวอยู่เนืองๆ คิดในใจว่าควรฉวยโอกาสตอนท่านแม่ไม่ทันสังเกต ปั้นเกี๊ยวและซาลาเปาโคลนขึ้นมาใหม่ดีหรือไม่


ทว่าเพียงความคิดอันตรายนั้นผุดขึ้นมา ฉินเหยาก็ส่งสายตาคมดั่งมีดเฉือนมาให้ทันที ซานหลางรีบเบือนหน้ากลับมาตั้งใจเคี้ยวข้าวอย่างเต็มคำ


ระยะนี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต่างลดอาหารลงมาก ข้าวธัญพืชหยาบวันละสองมื้อถูกเปลี่ยนเป็นโจ๊กธัญพืชหยาบ ผักป่าที่ขึ้นตามคันนาเพิ่งจะงอกก็ถูกตัดทิ้ง ต้องพึ่งพาผักล้วนๆ เพื่อ.ทดแทนการขาดแคลนเสบียงอาหาร


เมื่อก่อนก็เคยผ่านช่วงเวลาเช่นนี้มาแล้วจึงมิได้รู้สึกว่าลำบากเกินไปนัก อย่างไรเสีย ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ลำบากยากเข็ญกว่าชาวหมู่บ้านตระกูลหลิว


ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความประหยัดมัธยัสถ์เช่นนี้ ครอบครัวของฉินเหยากลับยังคงรักษานิสัยเดิมคือมีเนื้อสัตว์ทุกสามถึงห้าวัน มื้ออาหารทั้งสามในแต่ละวันก็ยังคงเป็นข้าวขาวหุงสุกหรือไม่ก็โจ๊กข้าวฟ่าง


หรือไม่ก็ใช้แป้งสาลีที่บดละเอียดทำแป้งทอด เกี๊ยว และหมั่นโถวอันโอชะ


แม้ว่าฉินเหยาจะมีฝีมือทำครัวไม่เลิศล้ำ แต่เมื่อทำบ่อยเข้า อาหารธรรมดาทั่วไปเหล่านี้ก็ยังพอรับประทานได้


ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุดิบที่ใช้นั้นล้วนเป็นของดีเลิศ พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงกินข้าวคนละชามโต อิ่มอร่อยจนหอมติดปากไปหมด


เมื่อมื้อเย็นสิ้นสุดลงก็ถึงเวรของต้าหลางและซื่อเหนียง สองคนผลัดเปลี่ยนกันทำงานบ้าน รีบลุกขึ้นเก็บจานชามและตะเกียบโดยไม่ต้องให้ใครสั่ง


ฉินเหยาลูบท้องที่ป่องออกมา กำลังจะเอนหลังพิงเก้าอี้เพื่อพักผ่อนก็มีคนมาเยือน


“ท่านปู่ฝู!”


ต้าหลางและซื่อเหนียงที่กำลังล้างชามอยู่ในลานบ้าน จำผู้มาเยือนได้ก่อนใครจึงเอ่ยทักทาย


หลิวต้าฝูรับคำเสียงเบา พลางยิ้มให้สองพี่น้อง ก่อนจะมองไปยังเรือนใหญ่ “ฉินเหนียงจื่อ เพิ่งกินข้าวเสร็จรึ”


ฉินเหยาลุกขึ้นมาต้อนรับ ถามเขาว่ากินข้าวมาแล้วหรือยัง


“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าไม่ต้องเกรงใจ ข้ามิได้กระหายน้ำ เจ้ารีบนั่งลงก่อนเถิด ข้ามีเรื่องจะกล่าวกับเจ้า”


ฉินเหยายังคงรินน้ำให้เรียบร้อยแล้วนั่งลงตรงข้ามกับหลิวต้าฝู ส่งสัญญาณให้เขาพูด


หลิวต้าฝูจิบน้ำเพียงเล็กน้อยเป็นพิธีแล้วถามอย่างลองเชิงว่า “เจ้ายังต้องการซื้อที่ดินอยู่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า แต่ในใจกลับคลางแคลงเล็กน้อย “มีอะไรหรือ ท่านคิดจะขายแล้วหรือ”


หลิวต้าฝูถอนหายใจ “เฮ้อ” มิได้ตอบคำถามของฉินเหยาโดยตรง แต่ใบหน้าดูกังวล เขากล่าวเนิบช้าว่า


“อยู่ดีๆก็เกิดภัยจากแมลง ทำให้ชีวิตของทุกคนยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ มองดูภายนอกค่อยๆโกลาหลขึ้น หากถึงเดือนห้าก็ตรงกับการสอบฝู่ซื่อแล้ว มิใช่ว่าชนกันพอดีเลยรึ”


“การสอบเข้ารับราชการนั้นสำคัญยิ่งนัก เกี่ยวพันกับทั้งชีวิต หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆจนทำให้การสอบล่าช้า เช่นนั้นทั้งชีวิตนี้ก็จบสิ้นแล้ว”


พูดถึงตรงนี้ หลิวต้าฝูก็ถอนใจอีกครั้ง สีหน้ากังวลอย่างยิ่ง


มุมปากของฉินเหยายกขึ้นเล็กน้อยแต่แล้วก็กดมันลงไป ที่แท้เขาก็มาหาผู้คุ้มกันให้กับบุตรชายนี่เอง


แต่หากเป็นการแลกเปลี่ยนกับที่ดิน ข้อเสนอนี้ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่


คิดดูแล้วหลิวต้าฝูก็คงรู้ดี ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังมิได้ดีถึงขั้นที่จะสามารถเกลี้ยกล่อมให้นางช่วยเหลือได้เพียงปากเปล่า


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปลายปีที่แล้วตอนที่นางอยากซื้อที่ดิน เขาก็มิได้เห็นแก่หน้านางแม้แต่น้อย ไม่ยอมขายให้เลย


ฉินเหยาจำได้ดีว่า ตอนนั้นนางถึงกับไปขอให้หัวหน้าตระกูลช่วยเป็นคนกลางให้ด้วยซ้ำ


แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เจรจาซื้อขายกัน


สายตาของฉินเหยาสบประสานกับหลิวต้าฝูเพียงสองวินาที ก่อนจะเมินความคาดหวังในดวงตาของเขา หันไปมองต้าหลางและซื่อเหนียงที่กำลังล้างชามอยู่ในลานบ้าน ถามอย่างไม่แน่ใจว่า “ข้างนอกวุ่นวายแล้วหรือ”


หลิวต้าฝูพยักหน้ารัว “วุ่นวายแล้ว การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิยังไม่ทันเสร็จสิ้น ก็มีคนขอทานอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งหมู่บ้านพากันออกมาก็มี”


ครอบครัวของเขามิได้ทำการค้าอันใด อาศัยเพียงผลผลิตจากไร่นาดำรงชีพ บางครั้งจึงมีเข้าเมืองไปส่งผักผลไม้ตามฤดูกาลให้กับโรงเตี๊ยมต่างๆ


สุดท้ายจำต้องสละขนมหนึ่งห่อที่เตรียมจะนำกลับบ้านไปให้ลูกๆกิน ถึงสามารถหลุดพ้นมาได้


เมื่อกลับถึงบ้านและเล่าเรื่องให้ครอบครัวฟัง หลิวต้าฝูก็พลันนึกถึงบุตรชายคนรองหลิวลี่ ที่เดือนห้าจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลเพื่อเข้าสอบใหญ่ขึ้นมา


หากระหว่างเดินทางไปสอบเกิดเรื่องอันใดขึ้น เขาเป็นเพียงบัณฑิตคงไม่อาจรับมือกับการตามตื๊อเช่นนี้ได้ มิเป็นการนำพาเคราะห์ร้ายมาสู่ตัวหรอกหรือ


บัดนี้ขอทานเหล่านี้ยังถือว่าเกรงใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหน่อยก็คงไม่ไว้หน้าใครอีกต่อไป


พวกโจรมาจากไหนกันน่ะหรือ


หลิวต้าฝูมีชีวิตอยู่มาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว จะไม่รู้ได้อย่างไรเล่า


ในทันทีนั้นเอง เขาก็นึกถึงการหาผู้คุ้มกันให้หลิวลี่สักคน


พอดีกับที่หลิวจี้ก็ต้องเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงของมณฑลเช่นกัน เช่นนี้ไม่ใช่พอดีหรอกหรือ


หลิวต้าฝูมั่นใจนักว่าฉินเหยาจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลพร้อมกับหลิวจี้ ครานี้พอมีเวลาว่าง เขาจึงรีบมาหาฉินเหยาเพื่อขอให้นางพาหลิวลี่บุตรชายของเขาไปด้วยอีกคน


อย่างไรเสีย การส่งคนหนึ่งคนกับการส่งสองคนก็มิได้แตกต่างกันมากนัก


ด้วยวรยุทธ์ของนางแล้ว ย่อมต้องปลอดภัยแน่นอน!


ฉินเหยาคิดในใจว่า ท่านก็เข้าใจสถานการณ์ดีนี่


คนตรงย่อมไม่พูดอ้อมค้อม ฉินเหยาถามตรงๆว่า “ราคาเท่าไหร่”


หลิวต้าฝูตอบว่า “ราคามิตรภาพ”


ฉินเหยาหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย “ตกลงว่าเท่าไรกันแน่”


หลิวต้าฝูเอื้อมมือเข้าไปคลำในอกเสื้อแล้วหยิบโฉนดที่ดินฉบับสมบูรณ์วางลงบนโต๊ะเบาๆ “สิบหมู่ เก้าสิบตำลึง”


ฉินเหยาลิงโลดในใจ รีบยื่นมือออกไปหมายจะหยิบ แต่หลิวต้าฝูกลับกดสัญญาไว้แน่น พลันกล่าวเสริมอย่างเร่งรีบว่า


“เจ้าต้องรับปากก่อนว่าหลิวลี่ของบ้านข้าจะเข้าสู่สนามสอบได้อย่างไม่บุบสลาย และกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย”


ฉินเหยาค่อยๆยกมือเขาออกจากโฉนดที่ดิน ยกแผ่นกระดาษเล็กๆนี้ขึ้นดูแล้วดูอีก เมื่อยืนยันว่าเป็นของจริงมิได้ปลอมแปลงจึงยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “เรื่องที่ข้าทำ ท่านมั่นใจได้ ไม่มีปัญหาแน่นอน”


ว่าพลาง นางก็คืนโฉนดที่ดินให้แก่เขา “พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งลูกๆที่สำนักศึกษา พวกเราแวะเข้าไปในอำเภอเพื่อเปลี่ยนชื่อเจ้าของในโฉนดที่ดินเสียเลย”


การซื้อขายที่ดินเดิมทีก็ต้องไปขึ้นทะเบียนที่ทางการอยู่แล้ว หลิวต้าฝูจึงตอบตกลงอย่างฉับไว


ทั้งสองมองหน้าแล้วยิ้มให้กันต่างพึงพอใจยิ่งนัก


หลังจากส่งหลิวต้าฝูออกไปแล้ว ฉินเหยาก็ปิดประตูใหญ่ หันกลับมาก็เห็นต้าหลางสี่พี่น้องยืนเรียงตามลำดับความสูงอยู่ตรงหน้านาง


ต้าหลางเอ่ยถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า “น้าเหยา ท่านปู่ฝูยอมขายที่ดินให้พวกเราแล้วหรือ”


เอ้อร์หลางยังครุ่นคิดถึงราคาที่เพิ่งได้ยิน “เก้าสิบตำลึงสิบหมู่? หมู่ละแค่เก้าตำลึงเท่านั้นเองหรือ”


ซานหลางและซื่อเหนียงสนใจเพียงเรื่องเดียว พวกเขาขมวดคิ้วเล็กๆที่เหมือนกันแล้วถามว่า “ท่านแม่ ท่านจะจากพวกข้าไปนานอีกแล้วหรือ”


ฉินเหยาตอบคำถามสองข้อแรกอย่างละเอียดแล้วยิ้มพลางยักไหล่เบาๆ “ใช่แล้ว ข้าต้องเดินทางไกลแล้ว”


“ท่านพ่อของพวกเจ้าจะต้องไปเข้าสอบใหญ่ที่เมืองหลวงของมณฑล เส้นทางไกลนัก อาจมีภัยอันตราย ข้าจึงต้องไปส่งเขา”


หลิวต้าฝูคาดการณ์ไว้ไม่ผิด นางตั้งใจจะคุ้มกันหลิวจี้ไปยังเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเองจริงๆ


หลิวจี้เปรียบเสมือนหุ้นที่นางลงทุนไปด้วยต้นทุนทั้งหมด ก่อนจะได้ทุนคืนก็ต้องดูแลให้ดี


คู่แฝดรีบเข้ามากอดแขนฉินเหยาคนละข้าง เอ่ยเสียงอ่อยว่าไม่อยากให้นางจากไปนาน


แต่ก็รู้ว่าธุระของท่านพ่อสำคัญยิ่งนัก พอได้รับจูบใหญ่ๆจากฉินเหยาคนละฟอด พวกเขาก็หายงอแง


ฉินเหยาอุ้มซื่อเหนียงด้วยมือข้างหนึ่ง จูงซานหลางด้วยมืออีกข้างแล้วพาเข้าไปในห้องเด็ก กล่อมให้พวกเขาหลับ


เจ้าตัวน้อยทั้งสองคนต่างซบไหล่ท่านแม่คนละข้าง ฟังนางเล่านิทานเรื่องเสือกลายพันธุ์ต่อสู้กับดอกไม้ยักษ์กินคนในยามค่ำคืนอย่างเพลิดเพลิน


จนกระทั่งเล่าถึงตอนที่น่ากลัวและนองเลือด ต้าหลางและเอ้อร์หลางที่แอบฟังอยู่ใกล้ๆก็ตัวแข็งทื่อ เบิกตากว้าง


นอนไม่หลับ นอนไม่หลับเลยจริงๆ!


ตอนที่ 216: ทางด่วนในยุคโบราณ


หลิวต้าฝูเองก็เป็นคนใจร้อน แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่ฉินเหยาตอบตกลงแล้วนางย่อมไม่กลับคำ แต่เช้าวันถัดมาก็ยังมารออยู่ที่ปากเข้าหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่


เมื่อเห็นฉินเหยาขับรถม้าพาต้าหลาง จินเป่า และเด็กทั้งห้าคนออกมา เขาก็ตะโกนขึ้นคำหนึ่งทันทีแล้วเร่งรถม้าของตนตามหลังไป


เขายังนำผลไม้สดใหม่ไปส่งให้โรงเตี๊ยมหลายแห่งในตัวอำเภอ ทำงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นมีฉินเหยาเดินทางไปด้วยกัน บนท้องถนนย่อมปลอดภัยมากขึ้น


ก่อนหน้านี้ฉินเหยาเพียงแค่ส่งเด็กๆไปที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ไม่เคยพบเจอกับชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่มาขอทานตามทาง


วันนี้เมื่อนางมาส่งเด็กๆถึงเมืองจินสือด้วยตนเองก็เห็นคนขอทานสองสามกลุ่มระหว่างทาง


เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่คล้ายชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงนี้ แต่ทุกคนล้วนมีถุงผ้าที่ปะแล้วปะอีกสะพายติดตัว เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับการขอทานโดยแท้ คนมีประสบการณ์แค่มองก็รู้ทันทีว่ามาทำสิ่งใด


เมื่อพบรถม้าที่มีคนโดยสาร พวกเขามักจะหลีกทางให้ ต้าหลางบอกว่า ตอนที่สารถีพาพวกเขาไปสำนักศึกษา คนเหล่านี้ไม่เคยขวางรถเลย อาจเป็นเพราะเห็นว่าพวกเขาเป็นเด็กและไม่มีอะไรให้กระมัง


ฉินเหยาส่งเด็กๆถึงหน้าสำนักศึกษาตระกูลติง มองดูพวกเขาเดินเข้าสำนักศึกษา จึงค่อยหันรถกลับมายังถนนหลวงไปรวมตัวกับหลิวต้าฝู ทั้งสองมุ่งสู่อำเภอไคหยางด้วยกัน


ยิ่งเข้าใกล้อำเภอไคหยางมากเท่าไหร่ จำนวนคนเร่ร่อนขอทานบนถนนก็ยิ่งมีมากขึ้น ตอนแรกยังพอเข้าใจถ้อยคำที่พวกเขาพูด พอเดาได้ว่าเป็นสำเนียงจากหมู่บ้านหรือเมืองใกล้เคียง


ทว่าเมื่อเดินทางถึงอำเภอไคหยางก็พบผู้คนที่พูดด้วยสำเนียงแปลกถิ่น มีคำกล่าวว่า สิบลี้สำเนียงเปลี่ยน ร้อยลี้ประเพณีต่าง ฉินเหยาจึงฟังคนเหล่านั้นพูดแทบไม่เข้าใจ


ภายใต้สถานการณ์ของแคว้นเซิ่งเช่นนี้ การเกิดประชากรเคลื่อนย้ายจำนวนมากไม่ใช่เรื่องดี


ตามปกติแล้ว ตลอดชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยออกจากหมู่บ้านเล็กๆของตนเลยแม้แต่ครั้งเดียว


“พวกเขามาจากที่ใดกัน” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย


หลิวต้าฝูซึ่งมีประสบการณ์โชกโชน คาดเดาว่า “ฟังจากสำเนียงแล้ว น่าจะมาจากทางเหนือที่ไกลกว่านี้”


นางรู้เพียงว่าบ้านเกิดของเจ้าของร่างเดิมอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อก่อนมีญาติพี่น้องอยู่บ้างและญาติพี่น้องชื่ออะไรบ้าง


สิ่งที่เหลือเลือนรางไปตามกาลเวลาจนจำไม่ได้อีกต่อไป


ส่วนตัวนางเอง เส้นทางที่ไกลที่สุดที่เคยเดินทางก็คือจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปยังอำเภอไคหยาง


นางรับปากหลิวต้าฝูว่าจะช่วยคุ้มกันหลิวลี่ไปยังเมืองหลวงของจังหวัดจื่อจิง ดังนั้นเมื่อถึงตัวอำเภอแล้ว นางจะต้องไปซื้อแผนที่ที่ร้านหนังสือเสียก่อน


จริงสิ เถ้าแก่อู่เคยไปเมืองหลวงของมณฑล หากครานั้นระหว่างทางกลับหมู่บ้านผ่านโรงโม่ที่เมืองจินสือค่อยไปหาเขาเพื่อขอคำปรึกษาจะได้มั่นใจมากขึ้น


ไม่มีระบบนำทางอัจฉริยะอย่างจีพีเอส ฉินเหยาจึงทำได้เพียงแยกแยะทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศใต้เอาเอง


หลิวต้าฝูเห็นว่านางไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอก เขาจึงเล่าให้นางฟังว่าทางเหนือของอำเภอไคหยางมีที่ใดบ้าง พร้อมกับลองหยั่งเชิงว่านางสามารถแยกแยะทิศทางได้จริงหรือไม่


อย่าให้ถึงตอนนั้นแล้วพาหลิวลี่ของบ้านเขาไปลำบากลำบนเข้าเล่า


เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาสงสัยของหลิวต้าฝู ฉินเหยาก็เงยหน้ามองฟ้าอย่างอับจนถ้อยคำ แม้จะไม่มีแผนที่แคว้นเซิ่ง แต่นางก็เป็นคนที่สามารถเดินทางในป่าดงดิบได้อย่างอิสระ เขาช่างวิตกจนเกินเหตุจริงๆ


ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงหยั่งเชิงกันไปมาเพราะความไม่วางใจไปตลอดทาง ในที่สุดก็เข้าสู่ตัวอำเภอไคหยาง


หลิวต้าฝูนั้นจะไปส่งผักยังโรงเตี๊ยมหลายแห่ง ส่วนฉินเหยาจะไปที่ร้านหนังสือเพื่อซื้อแผนที่ระหว่างรอ ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปพบกันที่หน้าที่ว่าการยามบ่าย


ฉินเหยาเหยียบย่างเข้าสู่ประตูใหญ่ของร้านหนังสือเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้นางเคยซื้อเครื่องเขียนจากแผงลอยหน้าร้านหนังสือเท่านั้น


ทันทีที่นางก้าวเข้าไปก็พบว่ามีบัณฑิตอยู่ในร้านประปราย พวกเขาหันขวับมามองนางด้วยความตกตะลึง ราวกับว่าการมีสตรีก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อยิ่งนัก


ฉินเหยาไม่เกรงกลัวสายตาเช่นนี้แต่ไหนแต่ไร ตรงกันข้ามนางกลับจ้องกลับไปตรงๆ ภายใต้สายตาที่มั่นใจและแข็งแกร่งของนาง บัณฑิตหลายคนก็รีบก้มหน้าลงด้วยความลนลาน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองนางด้วยความสงสัย ใคร่รู้นักว่านางจะทำสิ่งใด


มุมปากของฉินเหยายกยิ้มบาง นางมิได้เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วร้าน หากแต่ตรงไปที่โต๊ะคิดเงินแล้วเอ่ยถามว่า “มีแผนที่เส้นทางของแคว้นเซิ่งหรือไม่”


เมื่อได้ยินฉินเหยากล่าวว่าจะไปยังเมืองหลวงของมณฑลอย่างจังหวัดจื่อจิง เขาก็ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วบอกให้นางรอสักครู่


จากนั้นภายใต้สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยของฉินเหยา เขาก็หยิบกระดาษกับพู่กันออกมา ฝนหมึกแล้วจรดพู่กันวาดเส้นทางบนกระดาษให้นาง


ฉินเหยามอง ‘แผนที่’ ที่เจ้าของร้านส่งมาให้ซึ่งมีขนาดเพียงสองฝ่ามือ บนนั้นมีเส้นคดเคี้ยวคล้ายงู ตรงกลางเส้นวาดสัญลักษณ์ต้นไม้ จากนั้นก็ใช้วงกลมแทนสถานีพักม้าหลวง วาดไว้ริมสองฝั่งถนน


พูดตามตรง แค่แรกเห็น ฉินเหยาก็รู้สึกได้ถึงความไม่จริงจังแล้ว


แต่เจ้าของร้านกลับชี้ไปที่แผนที่อย่างมั่นใจแล้วบอกนางว่า “หากจะไปยังเมืองหลวงของมณฑลอย่างจังหวัดจื่อจิง จากอำเภอไคหยางให้เดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามถนนหลวง ทุกสามสิบลี้จะมีสถานีพักม้า ระหว่างทางจะผ่านสถานีพักม้าสิบสองแห่ง…”


เขาชี้ไปที่วงกลมบนแผนที่ “หากผ่านสถานีพักม้าได้ก็แสดงว่าไม่ได้เดินทางผิด”


“ต้นไม้ตรงนี้คือทางแยกใหญ่ ตรงกลางถนนมีป้ายไม้ชี้ทาง เจ้าเพียงเลือกเส้นทางจินหยางก็ใช้ได้แล้ว…”


เขายังบอกฉินเหยาด้วยว่า สามารถสังเกตเนินดินรูปสี่เหลี่ยมคางหมูริมถนนได้ เนินดินเหล่านี้เรียกว่าโหว แต่ละเนินดินห่างกันห้าลี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินว่าเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว เหลือระยะทางอีกเท่าไหร่ถึงจะถึงสถานีพักม้าแห่งถัดไปเป็นต้น


ฉินเหยาคิดในใจว่า นางได้เรียนรู้อีกแล้ว


สิ่งที่เรียกว่าถนนหลวงก็เทียบเท่ากับทางด่วนในยุคปัจจุบัน สถานีพักม้าหลวงก็เทียบเท่ากับจุดพักรถบนทางด่วน


และระหว่างทางก็จะมีการติดตั้งป้ายบอกทางมากมาย ถนนที่คนและม้าสัญจรบ่อยๆ จะเรียกว่าทางอะไรสักอย่าง หรือถนนอะไรสักอย่าง ส่วนถนนที่ค่อนข้างกว้างจะเรียกว่าคังและจวง ทางแยกเยอะๆจะเรียกว่าขุย ส่วนทางเล็กๆจะเรียกว่า จิ้ง ซี หรือ ชง


แม้เจ้าของร้านจะไม่อาจวาดแผนที่ที่มีมาตราส่วนแม่นยำให้ฉินเหยาได้ แต่ตราบใดที่ฉินเหยาเดินทางตามแผนที่ที่เขาวาด นางก็จะสามารถไปถึงจุดหมายได้อย่างแน่นอน


“มีแผนที่บอกทางที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่” ฉินเหยาถามด้วยความแปลกใจ


เจ้าของร้านพยักหน้า แน่นอนว่ามี “แต่ราคาสูงมากนะ”


เขาสงสัยว่าฉินเหยาจะซื้อแผนที่ให้สามีที่กำลังจะไปสอบที่เมืองหลวงของมณฑล อีกทั้งเสื้อผ้าของนางนั้นดูแล้วเรียบง่ายมาก เพราะกลัวว่านางจะต้องจ่ายเงินแพงเกินไปจึงเสนอแผนที่ที่เขาวาดให้แทน


แผนที่วาดด้วยมือนั้นราคาย่อมเยา เพียงจ่ายค่ากระดาษกับพู่กันแค่สิบเหวินเท่านั้นก็พอ


อีกทั้งผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะถามทางจากคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว น้อยคนนักที่จะตั้งใจมาซื้อแผนที่จากร้านหนังสือ


แต่สิ่งที่ฉินเหยาคิดคือ นางสามารถนำกลับบ้านไปให้เด็กๆใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับแคว้นของตนเอง นางรับรู้ถึงความหวังดีของเจ้าของร้าน จึงไม่รังเกียจหากเขาจะได้กำไรมากขึ้นสักหน่อย


“ข้าอยากดูหน่อยได้หรือไม่” ฉินเหยาถามอย่างสุภาพ


เจ้าของร้านถามด้วยความสงสัย “ฮูหยินอ่านออกด้วยหรือ”


ฉินเหยายิ้มบางเบาแล้วพยักหน้าเล็กน้อย


เจ้าของร้านมองนางด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นยิ่งขึ้นแล้วให้นางรอสักครู่ ตนจะไปหาแผนที่มาให้


ขณะค้นหาแผนที่ เจ้าของร้านก็หันกลับมามองฉินเหยาหลายครั้ง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าดูประหลาดใจแต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก


แผนที่นำทางนั้นเป็นสมุดเล่มหนา เนื่องจากกระดาษแผ่นใหญ่นั้นมีราคาสูงมาก การตัดเป็นแผ่นเล็กๆจึงคุ้มค่ายิ่งกว่า


อย่างไรก็ตาม แผนที่เล็กๆก็วาดสิ่งที่ควรวาดไว้ครบถ้วน ไม่กระทบต่อการดู


ขณะที่ฉินเหยากำลังพลิกดูสมุดแผนที่อย่างระมัดระวัง เจ้าของร้านก็ถามขึ้นมาว่า “ฮูหยินใช่วีรสตรีปราบโจรหรือไม่”


ฉินเหยาช้อนตามองเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ เอ่ยว่า “ข้าแซ่ฉิน ท่านเรียกข้าว่าฉินเหนียงจื่อก็พอแล้ว”


การเรียกนางว่าวีรสตรีนั้นทำให้นางรู้สึกเก้อกระดากอยู่บ้าง


ตอนที่ 217: ชายหญิงมิควรแตะเนื้อต้องตัวกัน


เจ้าของร้านไม่คาดคิดว่าจะทายถูกจริงๆ


เมื่อปีกลายเขาเห็นนางเพียงแวบเดียวจากระยะไกลผ่านฝูงชน มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่ภาพลักษณ์อันสง่างามบนหลังม้านั้นกลับฝังลึกลงไปในใจ


เมื่อครู่ที่ฉินเหยาเดินเข้าร้านมา เขาก็รู้สึกเหมือนเบื้องหน้าสว่างเจิดจ้าไปวูบหนึ่ง


เมื่อมองดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนมาก


เมื่อถามออกไปอย่างกล้าหาญก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง!


ก็จริงอยู่ สตรีที่สามารถเดินเข้ามาในร้านหนังสือได้อย่างสง่าผ่าเผย และประสานสายตากับเหล่าบัณฑิตได้อย่างใจเย็น จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร


อาจจะเป็นเพราะตื่นเต้นเกินไป หรืออาจเพราะเก้อเขิน เว้นเสียแต่ฉินเหยาจะเอ่ยถาม เจ้าของร้านจึงมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก


บางทีเขาอาจจะคิดว่า นางผู้สามารถตัดศีรษะหัวหน้าโจรได้ ย่อมต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่างกระมัง


ฉินเหยาสัมผัสได้ถึงสายตาที่เจ้าของร้านมองมาที่นางราวกับว่านางมีฟิลเตอร์ครอบจักรวาลที่สามารถทำได้ทุกอย่างอย่างนั้น ทว่าความจริงแล้ว นางยังมีอีกมากที่ไม่รู้


ระหว่างการรักษาท่าทีลึกลับกับเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ฉินเหยาลังเลไม่ถึงสองวินาทีก็ตัดสินใจเลือกอย่างหลัง


การโอ้อวดไม่สามารถนำมาเลี้ยงชีพได้ แต่ปัญหาเรื่องการหลงทางนั้นใหญ่หลวงนัก


“ท่านช่วยอธิบายความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆบนแผนที่นี้ให้ข้าฟังได้หรือไม่” ฉินเหยาถาม


การกระทำนี้ดึงดูดความสนใจของเหล่าบัณฑิตที่มองนางอยู่เมื่อครู่ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเขาหลายคนก็ขยับเข้ามาใกล้ ไม่รอให้เจ้าของร้านตอบ พวกเขาก็อาสาอธิบายให้ฉินเหยาฟังทันที


หลังจากฉินเหยาจ่ายเงินหนึ่งตำลึงซื้อหนังสือ “แผนที่บอกทางแคว้นเซิ่ง” แล้วออกจากร้านหนังสือ เหล่าบัณฑิตที่ช่วยนางอธิบายก็รีบวิ่งกลับสำนักศึกษา


“พี่หลิวจี้! พวกเราเจอภรรยาของท่านด้วย!”


เหล่าบัณฑิตหลายคนเป็นสหายหอพักข้างๆของหลิวจี้ พวกเขาตะโกนด้วยความตื่นเต้นตลอดทาง เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นรูปลักษณ์ของวีรสตรีในระยะใกล้ นี่เป็นครั้งแรก


หลิวจี้ที่ไม่ได้นอนกลางวันและกำลังซักถุงเท้าอยู่ พอได้ยินเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นของคนเหล่านั้นก็ชะงักมือ “ใคร? เมียจ๋าข้ามาหรือ”


อยู่ดีๆ นางมาได้อย่างไร


หลิวจี้เผลอนึกย้อนไปถึงสิ่งที่ตนเองทำในช่วงนี้ ตรวจสอบว่ามีสิ่งใดที่ตนทำไม่ดีแล้วข่าวแพร่ไปถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวฉินเหยาจึงเข้าเมืองมาเพื่อจัดการเขาหรือไม่


ผลปรากฏว่าไม่มี


ตลอดทั้งเดือนนี้ เขาตั้งใจอยู่ในสำนักศึกษาเพื่อเตรียมสอบ อ่านหนังสือ ท่องหนังสือ คัดลอกหนังสือและทำข้อสอบจำลองทั้งวันทั้งคืน ไม่อาจขยันไปกว่านี้ได้อีกแล้ว!


สหายร่วมชั้นเรียนหลายคนเดินเข้ามาหาเขา ต่างก็พูดกันเซ็งแซ่ว่าพวกเขาเห็นสตรีผู้หนึ่งในร้านหนังสือซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก


แต่เมื่อพวกเขาตั้งใจฟังก็พบว่าเป็นภรรยาของหลิวจี้ชวนให้ประหลาดใจเข้าไปอีก


แต่สิ่งนี้ยังไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นถึงเพียงนี้


เหตุผลที่พวกเขาตื่นเต้นมากเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาได้สอนวีรสตรีปราบโจรดูแผนที่บอกทางด้วยตนเอง ในระยะที่ใกล้เช่นนั้น พวกเขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่ซ่อนอยู่ในแววตาอ่อนโยนของนาง ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!


หลิวจี้ฟังไปฟังมาก็ขมวดคิ้วแน่น อะไรคือระยะใกล้? อะไรคือการสอนเมียจ๋าของเขาดูแผนที่ด้วยตนเอง?


ไม่รู้หรือว่าชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันน่ะ


หลิวจี้โยนถุงเท้าในมือลงในอ่างเสียงดัง “ปัง” แล้วรีบวิ่งออกจากสำนักศึกษาด้วยความโกรธเกรี้ยว ฉินเหยา หญิงอำมหิตไร้ยางอายผู้นี้ เจ้าคอยข้าก่อนเถอะ!


ทว่าเมื่อเขาพุ่งไปถึงประตูจวนที่ว่าการอำเภอด้วยท่าทีฮึกเหิมเช่นนั้น และได้เห็นสตรีที่กำลังพูดคุยหัวเราะกับหลิวต้าฝูเดินออกมา เท้าที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าก็หยุดลงกะทันหัน


เขาหันหลัง เงยหน้ามองฟ้า ถอยกลับทันที


ทุกการกระทำต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว ลื่นไหลเป็นอย่างยิ่ง


“หลิวจี้!”


ฉินเหยาตะโกนขึ้นเสียงหนึ่ง หลิวจี้ก็สะดุ้งไปแล้วสามครั้ง


“มาทำสัญญาซื้อขายที่ดิน” นางตอบ


เมื่อซื้อที่ดินที่ใฝ่ฝันมานานได้สำเร็จ ฉินเหยาจึงลูบสัญญาซื้อขายที่ดินที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านในอก อารมณ์ดีอย่างยิ่ง


หลิวจี้รู้ว่าฉินเหยาหมายตาที่ดินของหลิวต้าฝูมานานแล้ว ประกอบกับเมื่อครู่ทั้งสองเดินออกมาจากประตูข้างของจวนที่ว่าการอำเภอด้วยกัน เมื่อคิดดูแล้วก็เข้าใจว่าฉินเหยาซื้อที่ดินของหลิวต้าฝูได้แล้ว


“บ้านเราซื้อที่ดินของหลิวต้าฝูกี่หมู่หรือ” เขารีบถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย


นั่นเป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์ชั้นดี เป็นรากฐานของการดำรงชีพของชาวบ้าน เมื่อมีที่ดินอยู่ในมือ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีข้าวกินในมื้อถัดไป


เดิมทีฉินเหยาไม่อยากบอกเขา แต่เมื่อบังเอิญมาพบกันแล้วจึงต้องตอบไปว่า “ก็ที่ดินสิบหมู่ที่ปลูกพืชอยู่ตอนนี้นั่นแหละ”


ส่วนซื้อมาด้วยเงินเท่าไหร่ นางไม่เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว


ทว่าประโยคถัดมานางก็กล่าวว่า “ข้าจะบอกข่าวดีให้เจ้ารู้ ในการสอบฝู่ซื่อหลิวลี่จะเดินทางไปพร้อมกับเจ้า ข้าจะคุ้มกันพวกเจ้าทั้งสองไปเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเอง แผนที่ก็ซื้อมาแล้ว”


กล่าวจบ นางก็ยก “แผนที่บอกทางแคว้นเซิ่ง” ที่หุ้มด้วยกระดาษน้ำมันอย่างดีขึ้นมาโบกต่อหน้าเขา


รอยยิ้มของหลิวจี้แข็งค้าง ที่แท้พวกเจ้าทำข้อตกลงกันเช่นนี้นี่เอง!


เขามุมปากกระตุก “ข้าก็ว่าอยู่ หลิวต้าฝูผีขี้เหนียวจะยอมขายที่ดินดีถึงเพียงนี้ให้บ้านเราได้อย่างไร”


แต่เมื่อได้ยินนางบอกว่าจะคุ้มกันเขาไปเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเอง เขาก็แสดงความคาดหวังออกมาหลายส่วนแล้วกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า


“เมียจ๋า ข้าได้ยินมาว่าเมืองหลวงของมณฑลใหญ่กว่าอำเภอไคหยางของเรามาก มีร้านสุราและโรงเตี๊ยมอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็ดย่างในหอเติงอวิ๋นก็เป็นเลิศ มิสู้พวกเรา……”


“ค่อยว่ากันเถอะ” ฉินเหยายกมือขึ้นขัดจังหวะ ตบหน้าอกเขาแล้วกำชับว่า “ช่วงกลางเดือนสี่ลาหยุดกลับมาช่วยปักกล้ารอบสองด้วย ข้าไปแล้ว เจ้าตั้งใจอ่านหนังสือเถิด”


หลิวจี้ชะงักงัน เขาอุตส่าห์รีบร้อนมาพบนาง แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยกันสักกี่คำ นางก็จะไปเสียแล้วหรือ


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “ยังมีปัญหาอะไรอีกหรือไม่”


รอยยิ้มของหลิวจี้ไม่อาจฝืนรักษาไว้ได้อีกต่อไป มันค่อยๆเหี่ยวเฉาลง ดวงตาทั้งสองข้างเลื่อนลอยแล้วส่ายหน้า


เพราะอย่างไรการมาพบเขาไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางเข้าเมืองครั้งนี้ของนางอยู่แล้ว


ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่บ้านรอให้นางไปจัดการอยู่


ต้นกล้าโตพอที่จะลงนาได้แล้ว ชาวบ้านทั้งหมู่กำลังบ้านรอให้นางไปสอนวิธีการปักกล้ารอบแรก


ยังมีโรงเรือนเลี้ยงสัตว์และยุ้งฉางที่จะสร้างเพิ่มเติม การบำรุงรักษาโรงโม่น้ำเป็นประจำ ฟางที่วัวและม้าจะต้องกิน หญ้าในสวนผักก็ต้องถาง…


ตอนนี้ยังมีแผนการไปเมืองหลวงของมณฑลเพิ่มเข้ามาอีก เวลาน้อยลงทุกที


ฉินเหยาตบศีรษะเบาๆ ไม่คิดแล้ว ยิ่งคิดนางก็จะยิ่งอยากปล่อยวางไม่ทำอะไรเลย!


หลิวจี้ยืนอยู่ที่ประตูสำนักศึกษา มองส่งนางจนลับสายตาไปแล้วจึงได้สติอุทานว่า “อ้อ” ออกมา


จากนั้นก็ถอนหายใจยาวเข้าไปในสำนักศึกษาด้วยความหดหู่ใจ


สายฝนในฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายไม่หยุดหย่อน แต่ฝีเท้าอันเร่งรีบของชาวนากลับไม่หยุดลงเพราะเหตุนี้


ต้นกล้าในเรือนเพาะชำโตพอที่จะลงนาได้แล้ว เช้าวันที่เริ่มปักกล้า ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดมาล้อมอยู่ที่คันนาของบ้านฉินเหยา เพื่อชมวิธีการปักกล้าของนางในระยะใกล้


ต้นกล้าต้องไม่ปักถี่เกินไปและไม่ห่างเกินไป ปริมาณน้ำในนาต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่ท่วมรากต้นกล้าพอดี


ทุกคนปลูกข้าวกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว งานในนาเหล่านี้ฉินเหยาเพียงแค่ชี้แนะเล็กน้อย ทุกคนก็เข้าใจ


เมื่อถึงช่วงบ่าย แต่ละบ้านก็ไปรับต้นกล้าที่โรงเพาะชำแล้วเริ่มลงมือในนาของตนเอง


ฉินเหยาก็มีความรับผิดชอบสูง หมุนเวียนไปตรวจตราและให้คำแนะนำในนาของแต่ละบ้าน


เมื่อปักกล้ารอบนี้เสร็จสิ้น ชาวนาที่ทำงานหนักมาเป็นเวลานานก็สามารถหยุดพักหายใจได้เสียที


ฉินเหยาจึงมีเวลาว่าง ไปซื้อเนื้อดีๆชิ้นใหญ่ๆสามชิ้นที่ตลาดในเมือง ซื้อไม้จากโรงงานของตนเองมานิดหน่อยและซื้อกระเบื้องสีเขียวหลายร้อยแผ่นจากเตาเผาอิฐในหมู่บ้านเซี่ยเหอ เชิญลุงเก้าและพี่น้องหลิวไป่ หลิวจ้งมาช่วยสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์และยุ้งฉางที่บ้าน


ตอนที่ 218: แตงฆ่าคน


คาดการณ์ว่าในอนาคตอาจจะมีปศุสัตว์เพิ่มขึ้นอีก โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ที่สร้างใหม่ในครั้งนี้จึงสร้างบนเนินลาดใกล้กับส้วม ซึ่งห่างจากตัวบ้านหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่จะรบกวนชีวิตประจำวัน


โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดทำขึ้นจากไม้ สร้างเป็นหนึ่งชั้นครึ่ง


ชั้นแรกเป็นพื้นที่เต็ม ส่วนชั้นที่สองเป็นพื้นที่ใต้หลังคาครึ่งหนึ่ง สามารถใช้เก็บฟางได้


หลังคาคลุมด้วยหญ้าคา ใช้รั้วไม้ไผ่ที่ถอดจากคอกม้าเก่ามากดทับให้แน่น ยามปกติที่มีลมแรงจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลมพัดปลิวไป


ไม้ไผ่ที่ถอดมาจากคอกม้าเก่า ส่วนที่ไม่สามารถใช้งานได้ก็จะนำไปทำฟืน ไม่มีการสูญเปล่าแม้แต่น้อย


ภายในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์มีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ ทั้งยังกั้นด้วยกำแพงเตี้ยๆที่ก่อด้วยหิน เพื่อให้วัวและม้ามีพื้นที่ส่วนตัว


พร้อมกันนั้น ตามความต้องการของฉินเหยา ลุงเก้าใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่เป็นเนินลาด สร้างส่วนที่ยื่นออกมาใต้โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ให้สูงประมาณหนึ่งเมตร ด้านล่างก่อกำแพงด้วยหิน มูลสัตว์ของวัวและม้าสามารถตกลงไปได้เลย จะได้ไม่อยู่รวมกับสัตว์ ยังสะดวกในการนำปุ๋ยคอกไปใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย


โรงเรือนเลี้ยงสัตว์เช่นนี้ในหมู่บ้านตระกูลหลิว สามารถกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่หรูหรา


ชาวบ้านที่มาเยี่ยมชม เมื่อเห็นที่อยู่ของวัวและม้าก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “อยู่ดีกว่าคนเสียอีก”


“นั่นน่ะสิ” หลิวต้าฝูที่อยู่ข้างๆเห็นด้วย


แต่หลังจากชาวบ้านทุกคนกลับไปแล้ว เขาก็เดินไปข้างๆฉินเหยาอย่างเงียบๆ แล้วถามนางว่าการสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ที่ต้องลงแรงมากมายเช่นนี้มีข้อดีอะไรบ้างหรือไม่


ฉินเหยาอธิบายว่า “แบบนี้จะสะอาดกว่า สามารถลดโอกาสที่วัวและม้าจะป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังสะดวกในการเก็บปุ๋ยหมักด้วย”


“จะไม่ป่วยเลยหรือ” หลิวต้าฝูไม่ค่อยเชื่อ


ฉินเหยาเน้นย้ำ “ข้าบอกว่าลดโอกาสป่วย ไม่ใช่ไม่ป่วยเลย”


“ท่านดูอึฉี่พวกนั้น ถ้าติดตัวจะดึงดูดยุงและแมลง ยุงและแมลงพวกนั้นก็มีโรคติดตัวมาด้วย อาจจะแพร่เชื้อให้วัวและม้าทางอ้อมได้”


“ตอนนี้เราปล่อยอึฉี่พวกนี้ลงไปในบ่อปุ๋ยข้างล่างโดยเฉพาะ ยุงและแมลงที่ตัววัวและม้าก็จะน้อยลง และการทำความสะอาดโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ตามปกติก็จะสะดวก เพียงแค่สาดน้ำสองสามถัง พื้นก็จะสะอาดแล้ว”


ฉินเหยาพูดทุกสิ่งที่สามารถพูดได้แล้ว นางกล่าวอย่างจริงจังกับหลิวต้าฝูที่เริ่มสนใจว่า


“ความลำบากมีแค่ตอนนี้ ความสะดวกสบายนั้นยาวนานกว่า บ้านท่านตรงตามเงื่อนไขนี้ ข้าค่อนข้างแนะนำให้ท่านสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์แบบนี้”


กล่าวจบ นางก็เดินเข้าไปในลานบ้านเพื่อทำงานต่อ


นางต้องช่วยขนของบ้าง ส่งกระเบื้องให้บ้าง


ครั้งนี้สร้างห้องเพียงห้องเดียว ดังนั้นจึงมีแค่นาง ลุงเก้าและพี่น้องหลิวไป่หลิวจ้ง รวมทั้งหมดสี่คนที่ทำงาน


คนน้อยก็มีข้อดีของคนน้อย ฉินเหยาไม่ต้องทำอาหาร นางเหอนำเนื้อที่นางซื้อกลับไปเรือนเก่าเลยทีเดียว ทำอาหารเสร็จก็ให้พวกเขาไปกินมื้อกลางวันที่นั่น จะได้ไม่ต้องให้ฝีมือการทำอาหารของฉินเหยาทำลายเนื้อดีๆ


น้ำจากเนื้อที่เหลือเล็กน้อย นำไปคลุกกับแป้งทอดก็ยังพอให้เด็กๆที่บ้านได้ลิ้มรสเนื้อบ้าง


บ้านฉินเหยานำหมูสามชั้นติดมันห้าจินไปให้ บอกพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต้องประหยัดมากนัก ให้ทำออกมาเยอะๆ หน่อยเพื่อให้เด็กๆได้กินกัน


น่าเสียดาย ที่พูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง นางเหอนำเนื้อติดมันไปเจียวเอาน้ำมัน ส่วนเนื้อที่ไม่ติดมันก็นำไปหมักเกลือ ค่อยๆเก็บไว้กินทีละน้อย


แต่ทุกคนในเรือนเก่าก็คิดว่านางเหอทำเช่นนั้นไม่ผิดอะไร แถมยังมีความสุขอีกด้วย เพราะพวกเขาจะได้กินเนื้อไปอีกนาน


โดยเฉพาะในช่วงฤดูทำนาที่ยุ่งเช่นนี้ การได้กินเนื้อเพื่อบำรุงร่างกายจะทำให้มีแรงทำงานมากขึ้น


แต่ละบ้านในหมู่บ้านยังประหยัดกว่าพวกเขาเสียอีก กลัวว่าปีนี้จะเกิดทุพภิกขภัย ตอนที่ไม่ได้ทำงาน วันหนึ่งก็จะกินเพียงมื้อเดียวเท่านั้น


ฉินเหยากินจุ เฉพาะมื้อกลางวันของวันแรกที่เริ่มงานเท่านั้นที่นางไปกินข้าวที่เรือนเก่า หลังจากนั้นนางก็กินที่บ้านของตนเองตลอด


เพราะนางไม่สามารถประหยัดเรื่องการกินได้แม้แต่น้อย!


ใช้เวลาสิบวัน ยุ้งฉางที่สร้างใหม่ก็เสร็จเรียบร้อย ตามที่ลุงเก้าบอก ทิ้งไว้ให้แห้งครึ่งเดือนก็สามารถขนของเข้าไปได้


ยุ้งฉางนี้สร้างไว้ที่มุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของลานหลังบ้าน เป็นห้องเดี่ยวๆ กว้างขวางมาก ใหญ่กว่าห้องนอนของฉินเหยาหนึ่งเท่าครึ่ง ประมาณสามสิบกว่าผิง


อย่าว่าแต่จะใช้เป็นยุ้งฉางเลย แม้แต่จะเพิ่มเกวียนวัวและรถม้าเข้าไปก็ยังมีพื้นที่เหลืออีกมาก


แถมยังทำเพดานสูง ชั้นสองยังมีห้องใต้หลังคาเล็กๆอีกห้อง สามารถเก็บเครื่องมือการเกษตรที่ไม่ค่อยได้ใช้ได้


ด้วยเหตุนี้ ห้องเก็บของหลังครัวเดิมจึงไม่ถูกของกองถมจนเต็มอีก สามารถเหลือที่ไว้เก็บผักและผลไม้ที่เก็บไว้กินได้นาน


น่าเสียดายที่ลุงเก้าไม่ถนัดงานใต้ดิน ห้องใต้ดินไม่ใช่ว่าจะขุดได้ง่ายๆ ต้องดูสภาพดินด้วย ไม่อย่างนั้นขุดไปแล้วถล่มลงมาก็เปล่าประโยชน์


ฉินเหยาจึงทำได้เพียงพักเรื่องห้องใต้ดินไว้ก่อนแล้วเก็บของในยุ้งฉางใหม่ด้วยความดีใจ


ยุ้งฉางที่ตากไว้ให้แห้งแล้วยังมีความชื้น ฉินเหยาเรียนรู้จากตำรับชาวบ้านที่นางจางให้มา นำแกลบมาโรยตามมุมห้องเพื่อดูดความชื้นแล้วใช้ก้อนหินปูพื้นให้สูงขึ้น จึงค่อยขนข้าวหมื่นจินเข้ามา


คราวนี้ห้องนอนของทุกคนในบ้านก็กลับมาสะอาดเรียบร้อยเหมือนเดิม ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็มีความสุข


เมื่อมองดูบ้านที่สะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกพึงพอใจก็เกิดขึ้นในใจของฉินเหยา


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รื้อคอกวัวเดิมที่อยู่หลังบ้านออกไป อากาศในลานบ้านทั้งหมดก็สดชื่นขึ้น ตื่นเช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยออกซิเจนก็รู้สึกผ่อนคลายมาก


เมื่อการก่อสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย พริบตาก็ถึงกลางเดือนสี่ เป็นช่วงเวลาของการปักกล้ารอบที่สอง


ครั้งที่แล้วที่เข้าเมือง ฉินเหยาได้กำชับไว้เป็นพิเศษ หลิวจี้จึงไม่กล้าขัดขืน รีบกลับบ้านในช่วงเวลาที่ต้องปักกล้า


แต่เขาเพิ่งออกจากบ้านไปได้เดือนกว่า เหตุใดถึงเปลี่ยนไปอีกแล้วเล่า


เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ


ประเด็นสำคัญคือ สร้างห้องใหม่เพิ่มแล้ว ทำไมไม่ขยายห้องเล็กๆของเขาด้วย!


หลิวจี้ทำหน้าบึ้ง เดินสำรวจบ้านทั้งหลังรอบหนึ่งแล้วกลับไปที่ห้องเล็กๆของตนเอง ห้องของเขาเล็กและมืดที่สุด


เศร้าใจ โกรธ และอยากจะบ้า!


ฉินเหยายื่นหีบหนังสือพลังเซียนให้ หลิวจี้ที่กำลังโกรธจัดก็คลายความโกรธลงอย่างรวดเร็ว จิตใจที่บอบช้ำได้รับการปลอบประโลมอย่างอย่างใหญ่หลวง


หีบหนังสือใหม่มอบความเป็นไปได้ในการแสดงออกอย่างไม่จำกัดให้แก่เขา แม้แต่สีก็ยังไม่ได้ทา ไม้เป็นไม้เนื้อแท้ เน้นความเป็นธรรมชาติและปราศจากมลพิษ


ฉินเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าไม่ได้อยากจะดูโดดเด่นกว่าฝานซิ่วไฉหรือ เจ้านี่จะทำให้เจ้าแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่”


นางไม่ได้พูดประชดประชัน แต่กล่าวอย่างจริงจังว่า “ถ้าต้องการสีสามารถไปหาช่างไม้หลิวที่โรงงานได้ ข้าบอกเขาไว้แล้ว ค่าสีจะลงบัญชีของข้า”


หลิวจี้สบตากลมโตที่จริงใจของนาง หัวใจก็สั่นไหวเล็กน้อย ทำไมถึงได้รู้สึกซาบซึ้งใจกันนะ


เมื่อปักกล้ารอบที่สอง หลิวจี้ทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงรู้สึกผิดต่อความหวังดีของเมียจ๋าจอมโหดที่บ้าน!


ฉินเหยาที่หันหลังกลับไปแล้วยกยิ้มเล็กน้อย ควบคุมทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์


ปีนี้มีข้าวที่จะปลูกเพียงแปดหมู่ ฉินเหยาและครอบครัวหกคนลงมือช่วยกัน ใช้เวลาเพียงสองวันครึ่งก็เสร็จ


ส่วนที่ดินสองหมู่ที่เหลือ ฉินเหยาจะปลูกแตงโม


กลัวว่าเด็กๆจะไม่รู้หนักเบาทำลายต้นกล้าแตงโมที่นางเพาะเลี้ยงมาอย่างยากลำบาก ฉินเหยาจึงเรียกแค่หลิวจี้ สองสามีภรรยาช่วยกันปลูกแตงโมบนที่นาแล้งอีกสองหมู่ที่เหลือ


เมื่อปลูกเสร็จเรียบร้อย หลิวจี้จึงนึกขึ้นได้ ถามไปว่า “เมียจ๋า เจ้าปลูกอะไรหรือ”


ฉินเหยา “แตงโม”


หลิวจี้เกาหัว “แตงโมคือแตงอะไร”


“แตงที่กินได้” ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์


หลิวจี้ถามต่อ “ฟักทอง ฟักเขียวก็เป็นแตงที่กินได้ แตงโมต่างกันอย่างไรเล่า”


ฉินเหยา “เนื้อของมันเป็นสีแดงสด”


หลิวจี้ตกใจมาก “สีแดง? นี่ไม่ใช่แตงฆ่าคนใช่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้าหนักๆ “ใช่ เป็นเนื้อทรายด้วย!”


หลิวจี้ตาเบิกโพลง นางล้อเล่นอยู่กระมัง


ใช่หรือไม่


ใช่หรือไม่เล่า!!!


ตอนที่ 219: เด็กๆให้ของขวัญ


การสอบฝู่ซื่อเริ่มระหว่างวันที่สิบถึงสิบห้าเดือนห้า จากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปยังเมืองหลวงของมณฑลมีระยะทางกว่าสามร้อยลี้ ตามความเร็วของรถม้า หากไม่ต้องการเดินทางรีบเร่งเกินไป จะต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าวัน


เมื่อรวมกับเวลาเตรียมตัวที่จำเป็นเมื่อไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว การออกเดินทางล่วงหน้าสิบวันจึงเหมาะสมที่สุด


ตอนนี้งานในไร่นาโดยพื้นฐานที่บ้านเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ฉินเหยาและหลิวจี้จึงเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑล


อย่างไรนี่ก็เป็นการเดินทางไกลครั้งแรก ฉินเหยาจึงยังคงมีความคาดหวังเล็กน้อย


รถม้าที่บ้านมีอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องพักค้างคืนกลางทาง จึงต้องเตรียมกระโจมไปด้วย


พ่อค้าที่ทำการค้าระหว่างเมืองต้องการสิ่งนี้มากที่สุด ในตัวอำเภอก็มีขาย แต่ราคาไม่ถูก กระโจมผ้าน้ำมันกันน้ำหลังหนึ่งราคาถึงแปดร้อยเหวิน


เงินแปดร้อยเหวินนี้ แลกมาได้เพียงกระโจมเล็กๆที่ยาวไม่ถึงสองเมตรห้าสิบเซนติเมตร และกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรห้าสิบเซนติเมตร


แต่สำหรับคนสองคนเบียดกันก็เพียงพอแล้ว หากสภาพอากาศดีก็ยังสามารถนอนในรถม้าได้


หลังจากซื้อกระโจมกลับมา หลิวจี้ก็มองดูอยู่หลายรอบแล้วก็หัวเราะออกมาเป็นระยะระยะ ไม่รู้ว่าในหัวเขาคิดสิ่งใดอยู่กันแน่


เมื่อมีพาหนะและที่พักชั่วคราวแล้วก็เหลือเพียงอาหารและน้ำดื่ม


เสบียงแห้งเหมาะที่สุดสำหรับการเดินทาง การทำอาหารระหว่างทางก็เสียเวลา ฉินเหยาจึงคิดว่า หากระหว่างทางมีร้านค้าก็จะกินที่ร้าน หากไม่มีร้านค้าก็จะกินเสบียงแห้งรองท้อง


เรื่องน้ำดื่มต้องระวังหน่อย ผู้คนแถวนี้ไม่มีนิสัยดื่มน้ำต้มสุก ฉินเหยาจึงเตรียมน้ำเต้าขนาดใหญ่สองลูกและเตาขนาดเล็กหนึ่งเตาไปด้วย


น้ำเต้าใช้ใส่น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ส่วนเตาใช้สำหรับต้มน้ำ โต๊ะกลมที่มีรูตรงกลางในรถม้าสามารถวางเตาได้พอดี หากต้องตั้งค่ายพักแรม ก็ยังสามารถกินอะไรร้อนๆได้


ส่วนที่เหลือ เช่น หินเหล็กไฟ ร่ม รองเท้าพื้นหนา ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทาง


การเดินทางครั้งนี้จะต้องรอจนกว่าจะประกาศผลสอบถึงจะกลับมา คำนวณเวลาแล้ว อย่างน้อยก็ยี่สิบกว่าวัน อย่างมากก็หนึ่งเดือน


เดือนห้าอุณหภูมิสูงขึ้น สวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อบางเบาสบายๆก็พอแล้ว เมื่อรวมกับเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ตอนออกเดินทาง มีเสื้อผ้าสำหรับซักเปลี่ยนสองชุดก็เพียงพอ


ดาบใหญ่ไม่ได้ใช้มานาน ต้องนำออกมาลับคม


ธนูและลูกศรก็ต้องนำออกมาตรวจสอบ เตรียมลูกศรเพิ่มอีกหลายดอกใส่ในกระบอกลูกศรให้เต็ม


กริชจะไม่นำไปด้วย จะเก็บไว้ให้ต้าหลางป้องกันตัว


เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมก็รอเพียงแค่ออกเดินทางเท่านั้น


มีเสียงเคาะประตูเบาๆสองครั้งดังมาจากหน้าห้อง ซานหลางเรียกเบาๆว่า “ท่านแม่ ท่านออกมาข้างนอกหน่อย”


ฉินเหยากำลังเช็ดดาบ ได้ยินดังนั้นจึงเก็บดาบเข้าฝัก หยิบปิ่นปักผมไม้จากโต๊ะมาเกล้าผมที่เพิ่งสระและปล่อยให้แห้งอย่างลวกๆ จากนั้นเปิดประตูเดินออกไป


เมื่อก้มลงมองก็เห็นซานหลางกำชายเสื้อที่มีกระเป๋าสองข้างของตนเองแน่น แหงนหน้าขึ้นพยายามยิ้มให้ดูสบายๆอย่างน้อยก็ในความคิดของเขา


“มีอะไรหรือ” ฉินเหยามองไปยังห้องโถง พี่น้องหลายคนที่เพิ่งเร่งให้กลับไปนอนในห้องเมื่อครู่ ตอนนี้มารวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงแล้ว


หลิวจี้ที่กำลังท่องหนังสืออยู่ก็ถูกเอ้อร์หลางดึงมาที่ห้องโถงด้วย ในมือยังมีหนังสืออยู่ บนหน้าผากยังมีผ้าคาดหน้าผากดาวเหวินฉวี่คุ้มครองแสนคุ้นเคย


เขาเงยหน้ามองมาทางฉินเหยา เหลือบเห็นฉินเหยาในชุดตัวกลางสีขาวหลวมๆ ผมเกล้าขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ดวงตาที่เดิมทีกำลังมองหนังสือก็พลันเบิกกว้างขึ้นในทันใด


ซานหลางยื่นมือเล็กๆออกมา จับนิ้วฉินเหยาหนึ่งนิ้วแล้วพานางเข้าไปในห้องโถง


เมื่อทำภารกิจเรียกคนเสร็จเขาก็รีบวิ่งไปรวมกลุ่มกับพี่ชายและน้องสาว สี่พี่น้องเรียงแถวหน้ากระดาน บังอะไรบางอย่างไว้ด้วยท่าทางลับๆล่อๆ


“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” ฉินเหยามองหลิวจี้ด้วยความสงสัย


หลิวจี้ส่ายหน้า เขาเองก็มึนงงอยู่เหมือนกัน


ซื่อเหนียงกระแอมหนักๆสองครั้ง เตือนท่านพ่อท่านแม่ให้สนใจพวกเขาสี่คน


ฉินเหยาและหลิวจี้ก็มองไปอย่างให้ความร่วมมือ พวกเขาค้อมตัวลงเล็กน้อย เพื่อดูว่าสี่พี่น้องจะทำอะไร


ต้าหลางกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านน้าเหยา แม้ว่าท่านจะจากไปหนึ่งเดือน แต่เรื่องราวที่บ้านท่านไม่ต้องกังวล พวกเราจะดูแลวัวให้มันกินอย่างอิ่มหนำ ดูแลไก่ให้ดี หากโรงโม่น้ำมีปัญหาพวกเราก็จะไปหาช่างไม้หลิว และข้า เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงก็จะดูแลตัวเองให้ดี…”


หลังจากเกริ่นนำมากมาย ต้าหลางก็เข้าเรื่องเสียที “คือว่า พวกเราทำของสิ่งหนึ่งให้ท่าน เป็นสิ่งที่ท่านจะได้ใช้ระหว่างทาง”


กล่าวจบ สายตาก็รีบหลบมองไปทางอื่น ใบหูแดงก่ำ ดูเขินอายอย่างมาก ไม่กล้าสบตากับฉินเหยาและหลิวจี้ที่มองมาด้วยความประหลาดใจ


เอ้อร์หลางตบมือที่ซื่อเหนียงซ่อนไว้ข้างหลัง ซื่อเหนียงเดินออกมาสองก้าว นำแผ่นรององเท้าสองคู่ที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมา


“ท่านแม่ นี่ของท่าน ท่านพ่อ นี่ของท่านเจ้าค่ะ”


ซื่อเหนียงรีบส่งแผ่นรองเท้าทั้งสองคู่ให้บิดามารดาแล้วรีบหลบไปอยู่ข้างหลังพี่ใหญ่และพี่รอง กล่าวด้วยความภาคภูมิใจและเขินอายว่า


“พี่สาวจินฮวาเป็นคนสอนข้าทำ แต่ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”


นางยังย้ำเตือนเป็นพิเศษว่า “ข้ายังปักชื่อท่านพ่อท่านแม่ไว้ข้างบนด้วย!”


ฉินเหยาและหลิวจี้ก้มลงมองแผ่นรองเท้าในมือที่หากซื่อเหนียงไม่บอกว่าเป็นแผ่นรองเท้าก็คงไม่มีใครรู้ว่าใช่ จริงดังคาด ตรงกลางแผ่นรองพบด้ายปักที่สีแตกต่างออกไป


ฝั่งของฉินเหยาพอจะดูออกว่าเป็นตัวอักษรเหยา


แต่ฝั่งของหลิวจี้นั้นกลับเป็นเพียงกลุ่มด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง


หากซื่อเหนียงไม่บอก พวกเขาคงไม่เห็น คิดว่าเป็นเพียงปมด้ายที่พันกัน


เมื่อมองดูแผ่นรองเท้าในมือแล้วมองดูสี่พี่น้องตรงหน้าที่นัยน์ตาเผยความอาลัยอาวรณ์ ทว่าก็รู้ประสาและไม่ได้เรียกร้องอะไร ฉินเหยาก็รู้สึกปวดหน่วงในอกอย่างประหลาด


นางกดความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจไว้แล้วถามด้วยความประหลาดใจว่า “พวกเจ้าเอาผ้าจากไหนมาทำแผ่นรองเท้านี่กัน”


ซานหลางชี้ไปที่เอ้อร์หลางแล้วกล่าวว่า “เงินค่าขนมที่พี่รองเก็บไว้ขอรับ”


ซื่อเหนียงเสริมว่า “พี่ใหญ่ช่วยข้าทำนิดหน่อยด้วย”


ไม่อย่างนั้นแค่ตัวนางเองคงทำแผ่นรองเท้าสองคู่ไม่ได้


ต้าหลางก็ชี้ไปที่ซานหลาง “น้องเล็กเป็นคนวาดแบบ ไม่รู้ว่าท่านจะชอบหรือไม่…”


“พ่อชอบมาก!”


หลิวจี้กดแผ่นรองเท้าที่ไม่เหมือนแผ่นรองเท้าคู่นั้นไว้แนบอกแน่น แสดงสีหน้าปลาบปลื้มยินดีจนเกินจะบรรยาย “ลูกข้าเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ!”


ฉินเหยาก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณสำหรับของขวัญของพวกเจ้า แม่เองก็ชอบมาก”


ซื่อเหนียงหัวเราะคิกคักด้วยความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ นางรู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อท่านแม่จะต้องชอบมากแน่ๆ !


ซานหลางไปหยิบรองเท้าของบิดามารดามาให้ พวกเขาใส่แผ่นรองเท้าลงไปแล้วให้สวมทันที


บรรยากาศอบอุ่นเช่นนี้ ฉินเหยาย่อมไม่มีทางทำลายมัน


หลิวจี้ที่ปากบอกว่าชอบ แต่ในใจกลับไม่คิดจะลองสวมแผ่นรองเท้านั้น ก็ถูกสี่พี่น้องช่วยกันยัดแผ่นรองเท้าเข้าไปในรองเท้าจนสำเร็จ


ฉินเหยาเลิกคิ้วให้หลิวจี้ หลิวจี้ฝืนยิ้มแบบบิดามีเมตตา สวมรองเท้าแล้วเดินไปมาสองรอบ


“ท่านพ่อ ใส่สบายใช่หรือไม่” ซื่อเหนียงถามด้วยความคาดหวัง


หลิวจี้ถามกลับว่า “ซื่อเหนียงเจ้าอยากฟังความจริงหรือคำลวงกันเล่า”


ซื่อเหนียงจ้องท่านพ่อเขม็ง “แน่นอนว่าต้องเป็นความจริง!”


หลิวจี้คิดในใจ ความจริงก็คือใส่ไม่สบายเลยสักนิด แถมยังรู้สึกเจ็บเท้าเล็กน้อยอีกด้วย


แต่ภายใต้สายตาอันแสนอ่อนโยนของฉินเหยาที่มองมา เขากลับเอ่ยตอบไปว่า “สบาย! ใส่ดีมาก!”


สี่พี่น้องมองมาที่ฉินเหยาอีกครั้งก็ได้รับคำชมเชยชุดใหญ่ พวกเขาพากันหัวเราะอย่างพอใจ


แต่เมื่อหัวเราะไปหัวเราะมา พอนึกว่าบิดามารดากำลังจะจากไปถึงหนึ่งเดือนเต็ม ศีรษะก็ห้อยตกลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ รู้สึกเศร้าเล็กน้อย


ฉินเหยาและหลิวจี้รู้สึกผิดอย่างรุนแรงในทันที


สองสามีภรรยาสบตากัน หรือว่า…จะไปด้วยกันทั้งหมดเลย?


ตอนที่ 220: ท่านย่าสิ้นแล้ว


“ไปกันหมด?!”


ด้วยความยินดีที่มากเกินไปและไม่อยากจะเชื่อ สี่พี่น้องจึงเปล่งเสียงสูงกว่าปกติถึงแปดระดับ เกือบจะแทงทะลุแก้วหูของหลิวจี้


เขารีบเอามืออุดหูไว้ ผ่อนคลายอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปยังฉินเหยาผู้เป็นคนตัดสินใจ


อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เงินของเขาและเมื่อเด็กๆที่บ้านไปกันหมด บางทีเขาอาจจะหยิบเงินค่าขนมจากกระเป๋าของลูกๆทั้งสี่คนมาใช้ได้บ้าง


“ไปกันหมด ตัดสินใจแบบนี้แหละ!” ฉินเหยากล่าว


เมื่อได้รับคำยืนยันเช่นนี้ คู่แฝดก็กระโดดเข้าสู่อ้อมอกท่านแม่ด้วยความดีใจ กอดแขนของนางแล้วถามซ้ำๆว่า “จริงหรือ จริงหรือ ท่านแม่ห้ามโกหกนะ!”


ฉินเหยากล่าวซ้ำสามครั้งว่าเป็นเรื่องจริง เจ้าตัวเล็กสองคนจึงเชื่อ ถูกความสุขเข้าโจมตี จึงวิ่งไปในห้องโถงอย่างบ้าคลั่งเพื่อระบายความตื่นเต้นที่เก็บไว้ไม่อยู่


เดิมทีดึกแล้วควรจะนอนได้แล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครนอนหลับ


ต้าหลางและเอ้อร์หลางถามด้วยความเป็นห่วงว่า “แล้วสำนักศึกษาเล่าขอรับ”


ฉินเหยากล่าวว่า “ก็แค่ไปลาหยุด”


เอ้อร์หลางและต้าหลางสบตากัน สามารถลาหยุดแบบนี้ได้ด้วยหรือ ท่านอาจารย์จะอนุญาตหรือไม่


ฉินเหยาตบหน้าอกรับประกันกับพวกเขาว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน ใครบ้างตอนเด็กๆที่ไม่เคยโกหกครูเพื่อขอไปเที่ยวกับพ่อแม่?


“แล้วจะไม่เสียเงินเยอะหรือขอรับ” เอ้อร์หลางถามด้วยความเป็นกังวลเล็กน้อย พวกเขาเดินทางไกลกันหลายคน ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าใช้จ่ายระหว่างทางก็ต้องใช้เงินทั้งสิ้น พอไปถึงเมืองหลวงของมณฑลยังต้องพักที่โรงเตี๊ยม ยิ่งต้องเสียเงินมากขึ้นไปอีก


ในเรื่องการใช้เงิน ฉินเหยามักจะใช้เมื่อควรใช้ ประหยัดเมื่อควรประหยัด นางจึงบอกให้พวกเขาไม่ต้องกังวล เตรียมสัมภาระของตนเองให้ดีแล้วไปได้เลย


นอกจากที่ดินและเสบียงอาหารที่เป็นต้นทุนของบ้านแล้ว นางยังมีเงินเก็บกว่าอีกหกสิบตำลึง การเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลเพียงครั้งเดียวใช้เงินไม่หมดแน่นอน!


โบราณว่าไว้ อ่านตำราหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้


โอกาสที่จะไปเมืองหลวงของมณฑลเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก เมื่อตัดสินใจแล้ว แม้จะเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เมื่อรับปากไปแล้ว ฉินเหยาก็จะไม่กลับคำ


หลังจากสองสามีภรรยาไล่เด็กๆที่ตื่นเต้นทั้งสี่คนกลับห้องไปแล้ว ฉินเหยาและหลิวจี้สองผู้ใหญ่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมพลางมองหน้ากันไปมา


เด็กๆดีใจแล้ว แต่ปัญหาที่ผู้ใหญ่ต้องแก้ไขกลับเพิ่มขึ้น


หลิวจี้ถามว่า “แล้ววัวที่บ้านใครจะเลี้ยง?”


ฉินเหยากล่าวอย่างจนปัญญาว่า “คงต้องรบกวนทางเรือนเก่าแล้วล่ะ”


ยังมีโรงโม่น้ำอีก คงต้องไปบอกนางจางและหลิวเหล่าฮั่นไว้ว่าอย่าลืมมาเก็บเงินด้วย


เงินที่ได้จากตรงนั้นทั้งหมดก็ยกให้เรือนเก่าไป หนึ่งเดือนก็ได้สองร้อยกว่าเหวิน ถือเป็นค่าช่วยดูแลวัวก็แล้วกัน


หลิวจี้กลับคิดอีกแบบ “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะแบ่งแยกอะไรเพียงนั้น พี่น้องช่วยเหลือกันไม่ต้องให้เงินหรอก”


ฉินเหยาเยาะเย้ยเขา “เจ้าไม่ละอาย แต่ข้ายังละอาย”


หลิวจี้หลุบเปลือกตาลง แอบเบ้ปากตอนนางไม่ทันสังเกตแล้วพึมพำว่า “อยู่ดีๆมาด่ากันทำไม…”


ฉินเหยาไม่สนใจเขา ชี้ไปที่ไก่หลายตัวในลานบ้านที่เลี้ยงมาปีกว่าแล้ว ตัวใหญ่มาก


หลิวจี้นึกถึงรสชาติของน้ำแกงไก่ก็เลียริมฝีปากแล้วถามลองเชิงไปว่า “หรือว่าจะฆ่ากินเลย? ปล่อยไว้ก็ต้องหาคนมาเลี้ยงมันอีก ยุ่งยากน่าดู”


ฉินเหยามองเขาแวบหนึ่งแล้วตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ได้!”


“แต่ไก่พวกนี้ซานหลางกับซื่อเหนียงหวงมาก ไปบอกพวกเขาก่อนดีหรือไม่” หลิวจี้ถามขึ้นมาอีกครั้ง


เขากลัวจริงๆ ว่าคู่แฝดจะร้องไห้โวยวายจนบ้านไม่สงบสุข


แน่นอน นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ


ประเด็นสำคัญคือเขาไม่อยากทำลายภาพลักษณ์บิดาใจดีที่เขาสร้างขึ้นอย่างยากลำบากในใจของลูกๆ


ฉินเหยาคิดว่ามีเหตุผล เพราะอย่างไรคู่แฝดก็เลี้ยงไก่เหล่านั้นเหมือนสัตว์เลี้ยง ถามดูก่อนก็ดี


นางส่งสายตาแสดงความชื่นชมว่า ‘เจ้าคิดได้รอบคอบดีนี่’ ให้หลิวจี้แล้วลุกขึ้นโบกมือ ต่างคนต่างกลับห้องไปนอน


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สองสามีภรรยาเรียกซานหลางและซื่อเหนียงมาถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการฆ่าไก่


ผลก็คือเมื่อทุกคนมารวมตัวกินไก่ในตอนเย็น เจ้าตัวเล็กก็ซดน้ำแกงไก่เข้มข้นไปสองชามรวด พร้อมกับร้องไห้ไปด้วย กล่าวว่า “ร้อนจัง แต่อร่อยมากเลย~”


ไก่ทั้งสี่ตัวถูกฆ่าทั้งหมด ทั้งครอบครัวกินไม่หมด ฉินเหยาจึงเรียกทุกคนในเรือนเก่ามากินด้วยกัน พร้อมกับบอกเรื่องที่พวกเขาหกคนจะเดินทางไกล


น้ำแกงไก่ที่หลิวเหล่าฮั่นเพิ่งนำเข้าปากเกือบจะถูกพ่นออกมา เขาฝืนทนร้อนกลืนมันลงคอด้วยความยากลำบากแล้วรีบถามทันทีว่า


“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ไปเมืองหลวงของมณฑลกันหมดเลยหรือ นี่ตกลงไปสอบหรือไปเที่ยวกันแน่”


ฉินเหยายิ้มแล้วบอกให้หลิวเหล่าฮั่นนั่งลงก่อน “ภารกิจหลักๆ แน่นอนว่าคือการสอบ ส่วนการท่องเที่ยวนั้นเป็นเพียงเรื่องรอง”


“ตัดสินใจแล้วหรือ” หลิวเหล่าฮั่นถาม


ทั้งหกคนในครอบครัวพยักหน้าพร้อมกัน


หลิวจี้กล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะไปสำนักศึกษาของตระกูลติง ช่วยพวกเขาสี่คนลาหยุดกับอาจารย์”


“ตั้งหนึ่งเดือนเลยนะ อาจารย์จะอนุญาตหรือ” หลิวไป่สงสัยมากว่าหลิวจี้จะใช้เหตุผลอะไร


หลิวจี้ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เรื่องนี้ข้ากับเมียจ๋าจัดการเอง”


เมื่อกินอาหารเย็นเสร็จ มองดูต้าหลางและน้องๆทั้งสี่คนที่กำลังดีใจ ทุกคนในเรือนเก่าก็ยังคงไม่เข้าใจว่าหลิวจี้และฉินเหยาสองสามีภรรยาคู่นี้คิดอะไรอยู่กันแน่


สองคนนี้ไม่เสียดายเงินบ้างเลยหรือ


ว่ากันว่าคนจนเดินทางไกลต้องใช้จ่ายมาก ไม่ว่าจะประหยัดแค่ไหนระหว่างทางก็ต้องเสียเงินหนึ่งถึงสองตำลึงใช่ไหม ยังไม่นับค่าห้องพักคืนละหนึ่งถึงสองร้อยเหวินที่เมืองหลวงของมณฑลอีก แค่นั้นก็หมดไปสามถึงสี่ตำลึงแล้ว


สุดท้ายเมื่อรวมค่ากินค่าอยู่ของทั้งหกคนแล้ว แปดตำลึงเป็นเงินที่ต้องใช้จ่ายอย่างแน่นอน


แปดตำลึง! นางเหอและนางชิวคิดแล้วก็ถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ


เดิมทีพวกนางคิดว่าฉินเหยาเป็นคนรู้จักแยกแยะ รู้จักประหยัด


แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกตนจะยังรู้จักนางน้อยเกินไป


หลิวจี้ทำหน้าเศร้าสร้อย ถอนหายใจแล้วส่งสายตาให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลาง สองพี่น้องเข้าใจในทันที รีบก้มหน้าลงทำท่าทางโศกเศร้า


หลิวจี้ปาดน้ำตาที่หางตา “ท่านย่าของเด็กๆสิ้นแล้ว ตั้งแต่ยังเล็กท่านก็ดีกับพวกเรามาก ดังนั้นครั้งนี้เมื่อย่าของพวกเขาเสียชีวิตและจัดงานศพ พวกเราจึงต้องไป ไม่เพียงแต่ต้องไปเท่านั้น แต่ยังต้องให้เด็กๆสองคนไว้ทุกข์ให้ย่าของพวกเขาจนครบเจ็ดวัน เพื่อแสดงความกตัญญู หวังว่าท่านอาจารย์จะอนุญาตให้ลา เพื่อให้เด็กๆได้ส่งย่าของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย…”


บัณฑิตให้ความสำคัญกับความกตัญญูเป็นที่สุด เมื่ออาจารย์ติงได้ยินดังนั้น ไม่เพียงแต่จะอนุญาตให้ลาเท่านั้น แต่ยังกำชับสองพี่น้องให้อยู่เฝ้าศพของย่าของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกสองสามวันด้วย


หลังจากพูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับคุณธรรมแห่งความกตัญญูอีกสองสามบท อาจารย์ติงก็ปล่อยตัวพวกเขาไปโดยง่าย


ทางด้านฉินเหยา อาจารย์เฉิงก็ถามคำถามเดียวกันว่า “เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่บ้านหรือ”


อาจารย์เฉิงค่อนข้างให้ความสำคัญกับซื่อเหนียงและซานหลางที่เป็นลูกศิษย์ทั้งสองคนนี้ หากไม่จำเป็น เขาย่อมไม่ต้องการให้พวกเขาลาหยุดจนเสียการเรียน


แต่ไม่คาดคิดว่าฉินเหยาจะยื่นจดหมายที่ส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลให้ด้วยมือทั้งสองข้าง เนื้อหาในจดหมายเหมือนกับที่หลิวจี้กล่าวต่อหน้าอาจารย์ติงทุกประการ


สีหน้าของอาจารย์เฉิงเปลี่ยนไป จากที่เดิมทีเขามีท่าทีตำหนิเล็กน้อย กลับกลายเป็นเห็นใจและสุภาพขึ้นมาหลายส่วน


เขาคืนจดหมายให้ฉินเหยาแล้วกล่าวกับคู่แฝดว่า “ไปเถิด แต่ถึงจะเศร้าก็อย่าลืมทบทวนบทเรียนเล่า”


คู่แฝดที่ท่านพ่อกำชับไว้ว่าห้ามหัวเราะเด็ดขาด ต้องทำหน้าเศร้าตลอดเวลา เมื่อได้ยินอาจารย์เฉิงกล่าวเช่นนั้นก็เกือบจะกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่


โชคดีที่ฉินเหยารีบก้าวไปข้างหน้าบังพวกเขาทั้งสองคนไว้ แล้วโค้งคำนับอาจารย์เฉิงอย่างหนักแน่น “รบกวนท่านอาจารย์แล้ว!”


มุมปากของคู่แฝดที่ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่นั้นจึงไม่ถูกเปิดเผยออกมา


จินเป่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เมื่อกลับถึงบ้านก็เล่าเรื่องที่อาสามและอาสะใภ้สามทำที่สำนักศึกษาให้ฟัง


ในคำพูดนั้นค่อนข้างอิจฉาซานหลางและซื่อเหนียงที่มีบิดามารดาที่เข้าอกเข้าใจถึงเพียงนี้


พอทุกคนในเรือนเก่าฟังเรื่องที่จินเป่าเล่าต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าแปลกประหลาด



จบตอน

Comments