stepmother ep221-230

ตอนที่ 221: เป็นไปมิได้ที่จะหลงทาง


“เจ้ามีป้าแท้ๆหรือไม่?”


บนถนนหลวงจากเมืองจินสือไปยังอำเภอไคหยาง หลิวลี่นั่งอยู่บนรถม้าตนเอง ถามหลิวจี้ที่กำลังบังคับรถม้าคันหน้าด้วยความสงสัย


สองครอบครัวออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เดินทางบนถนนเล็กในชนบทมานานกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดตอนนี้ก็มาถึงถนนหลวงที่กว้างขวางและราบเรียบ


ตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา


เดี๋ยวก็โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า มองไปทางนั้นทีทางนี้ที เดี๋ยวก็ปีนมาที่ประตูรถม้า ถามโน่นถามนี่ ความสุขแทบจะล้นทะลักออกมา


แต่พอถึงเมืองจินสือ กลัวอาจารย์จะรู้ว่าพวกตนไม่ได้ไปงานศพจึงหดคอหลบอยู่ในตัวรถม้า ปิดปากไม่กล้าส่งเสียง


หลิวลี่และต้าจ้วงซึ่งเป็นคนงานระยะยาวที่ทำหน้าที่ขับรถม้าของบ้านเขาติดตามรถม้าของบ้านฉินเหยาไปตลอดทาง ตลอดเส้นทางมองเห็นพวกต้าหลางสี่พี่น้องกระทำตนประหลาดเช่นนี้ ครั้นมาถึงจุดนี้ก็อดใจไม่ไหวก็เอ่ยถามความข้องใจออกไป


คนในหมู่บ้านที่สนิทสนมกับเรือนเก่าของตระกูลหลิวส่วนใหญ่รู้แล้วว่าการสอบระดับมณฑลครั้งนี้สองสามีภรรยาฉินเหยาตั้งใจพาบุตรชายหญิงทั้งสี่คนไปด้วย แถมยังช่วยลาหยุดให้พวกเขา ทำให้เด็กๆในหมู่บ้านต่างอิจฉาจนร้องไห้


และเหตุผลในการลาหยุดนี้ก็ทำเอาทุกผู้ถึงกับตาค้าง


กล่าวว่าท่านป้าเสียชีวิตแล้ว ไม่รู้ว่าหากท่านป้าของตระกูลหลิวรู้เข้า จะโกรธลูกหลานอกตัญญูเหล่านี้จนตายหรือไม่


หลิวจี้ขับรถม้า ลมพัดโชย เมียจ๋าที่รักนั่งอยู่ข้างๆกำลังเช็ดดาบ บรรยากาศดีทีเดียว


เขาฮัมเพลงทำนองแปลกประหลาดที่ไม่รู้ว่าเป็นเพลงของหมู่บ้านไหน พอได้ยินคำถามของหลิวลี่ที่อยู่ข้างหลังจึงหันกลับไปตอบด้วยท่าทีทะเล้นสองคำว่า


“เจ้าทายดูสิ!”


หลิวลี่แค่นเสียงเชอะ เขาไม่ทายหรอก


วันนี้อากาศดีมากตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ตลอดทางมีแสงแดดจ้า สองข้างทางมีป่าไม้บดบัง อุณหภูมิไม่ร้อนจนเกินไป เป็นวันที่เหมาะแก่การเดินทาง


ตั้งแต่นี้ไปก็ออกจากเขตอำเภอไคหยางโดยสิ้นเชิง


การเดินทางครั้งนี้ไกลกว่าสามร้อยลี้ ก่อนออกเดินทาง ฉินเหยาก็วางแผนไว้แล้วว่าจะเดินทางวันละหกสิบลี้


ระยะทางนี้ไม่ถือว่าลำบาก สามารถนอนตื่นสายหน่อยแล้วค่อยออกเดินทาง โดยทั่วไปจะถึงสถานีพักม้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน หลีกเลี่ยงการเดินทางในเวลากลางคืน


อีกทั้งระหว่างทางพวกนางยังพาเด็กสี่คนไปด้วย หากเดินทางบนถนนใหญ่ได้ ก็จะไม่เดินทางบนถนนเล็กอย่างเด็ดขาด


เวลาที่เผื่อไว้สำหรับการเดินทางครั้งนี้มีมากพอ


พวกนางออกเดินทางในวันที่สามสิบเดือนสี่ ตามทฤษฎีแล้วจะสามารถเดินทางถึงเมืองหลวงของมณฑลก่อนวันที่ห้าเดือนห้า วันที่สิบถึงจะสอบ ยังมีเวลาอีกห้าวันให้เตรียมตัว


หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างมากก็คงล่าช้าไปแค่วันสองวัน ยังคงทันเวลา


แต่ก็มีคนโชคร้ายในปีก่อนๆที่หลงทางระหว่างเดินทาง กว่าจะถึงสนามสอบก็สอบเสร็จไปแล้ว ทำได้เพียงรอสอบครั้งต่อไปด้วยความเสียดาย


แน่นอนว่าหากมีฉินเหยาอยู่ การหลงทางย่อมเป็นไปไม่ได้


ก่อนออกเดินทาง นางไปหาเถ้าแก่อู่ สอบถามเส้นทางให้ชัดเจน ยืนยันรายละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่เส้นทางไหนที่มีน้ำพุบนภูเขาให้ตักดื่มได้ก็ยังทำเครื่องหมายไว้ ไม่มีทางหลงทางได้


แผนที่นำทางที่ซื้อมาจากร้านหนังสือก่อนหน้านี้ และแผนที่การเดินทางฉบับคัดลอกด้วยมือของเจ้าของร้าน หลังจากฉินเหยากลับถึงบ้าน นางได้นำแผนที่ทั้งสองมาวาดใหม่ให้ละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้นทำเป็นสองฉบับ


นางถือไว้ฉบับหนึ่ง หลิวลี่ถือไว้อีกฉบับหนึ่ง ทั้งสองคนสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกัน แม้จะเจอทางแยกที่คล้ายคลึงกันก็จะไม่หลงทาง


เดิมทีเมื่อรู้ว่าบ้านของเหยาทั้งหมดจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑล หลิวลี่ก็คัดค้านอย่างมากในใจ


แต่ด้วยความที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวนั้นค่อนข้างดี เขาจึงไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น


แต่ก่อนออกเดินทาง หลังจากที่ฉินเหยาส่งแผนที่แผ่นนี้ให้เขา ความกระวนกระวายในใจของหลิวลี่ก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างมาก


ยิ่งเห็นว่าตลอดทาง เด็กทั้งสี่คนนอกจากเวลาลงจากรถม้าเพื่อไปห้องสุขาแล้ว เวลาอื่นก็เชื่อฟังอยู่ในรถม้า ไม่ร้องไห้งอแงจึงวางใจได้สนิท


สำหรับพวกต้าหลางสี่พี่น้องแล้ว การเริ่มต้นของการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยความสุขและความสวยงาม


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากออกจากอำเภอไคหยาง สิ่งแปลกใหม่ก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภูมิประเทศที่แตกต่างกัน สำเนียงภาษาที่ต่างออกไป ผู้คนที่สัญจรไปมา ทำให้ที่พี่น้องตื่นตาตื่นใจและมีกำลังใจมาก


ซื่อเหนียงเหมือนมีคำถามเป็นแสนคำ ตลอดทางเอาแต่ถามว่า


“ท่านแม่ นั่นคือสิ่งใด”


“ท่านแม่ ท่านดูทางนั้น!”


“ท่านแม่ เหตุใดในที่นาทางนี้จึงมีแต่ต้นหญ้าสูงๆ?”


เสียงเรียกท่านแม่ดังอยู่ข้างหูตลอดเวลาจนหลิวจี้ที่ขับรถม้าแทบจะทนไม่ไหวแล้ว


แต่พอเขาหันไปมองคนข้างกาย สตรีร้ายกาจที่ปกติมักจะอารมณ์เสียใส่เขา ตอนนี้กลับโอบซื่อเหนียงไว้ในอ้อมแขน ข้างหลังยังมีต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางเกาะซ้อนกันอยู่เหมือนเล่นต่อตัว ไม่มีท่าทีรำคาญแม้แต่น้อย ถามอะไรก็ตอบ


“ในนานั่นไม่ใช่หญ้า เป็นต้นป่านที่ชาวบ้านแถวนี้ปลูกกัน ส่วนลานตรงนั้นเป็นลานตากป่าน พวกเจ้าเห็นสิ่งนั้นที่แขวนอยู่บนไม้ไผ่ เป็นแผ่นสีขาวๆเหมือนเถาวัลย์หรือไม่ นั่นแหละคือป่านที่ใช้ทำเสื้อผ้าป่าน”


ซื่อเหนียงถามด้วยความประหลาดใจ “เช่นนี้จะทำเป็นเสื้อผ้าได้อย่างไร”


ฉินเหยาจึงอธิบายให้ซื่อเหนียงฟังอย่างละเอียดว่าต้นป่านถูกนำมาทำเป็นเส้นใยได้อย่างไร แล้วใช้เส้นใยเหล่านั้นทำเป็นเส้นด้ายป่านทีละเส้นได้อย่างไร สุดท้ายก็ใช้เครื่องทอผ้าทอเส้นด้ายป่านเหล่านั้นให้กลายเป็นผืนผ้า แล้วนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าให้ประชาชนสวมใส่ได้อย่างไร


เมื่อก่อนเด็กๆเคยเห็นเพียงท่านย่าและท่านป้าสะใภ้ของเรือนเก่าใช้เส้นไหมทอเป็นผ้าไหมไปขาย ส่วนเสื้อผ้าป่านนั้นซื้อมาทั้งนั้น ครั้งนี้พอได้ฟังคำอธิบายของฉินเหยา พวกเขาก็เพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วการทำเสื้อผ้าป่านสักผืนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน


เอ้อร์หลางรำพึง “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดผ้าป่านถึงขายแพงเช่นนี้”


ต้าหลางก็ชื่นชมด้วยว่า “เส้นด้ายป่านต้องผ่านกระบวนการมากมายกว่าจะปั่นออกมาได้ ไม่รู้ว่าคนสมัยก่อนคิดได้อย่างไร พวกเขาช่างฉลาดจริงๆ”


ซานหลางและซื่อเหนียงเอียงศีรษะถามฉินเหยาว่า “ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงรู้มากเช่นนี้หรือ” พวกเขาไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย


ฉินเหยายังไม่ทันตอบ หลิวจี้ก็รีบหยิบหนังสือของพวกเขาออกมา “นี่ไง อยู่ในหนังสือทั้งนั้น อ่านหนังสือเยอะๆ อ่านมากๆก็จะเข้าใจเอง”


“รีบทำการบ้านวันนี้ให้เสร็จ พวกเรากำลังจะถึงสถานีพักม้าแล้ว อีกเดี๋ยวจะไม่มีเวลาทำการบ้านแล้วนะ” หลิวจี้กำชับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย


ซื่อเหนียงมองท่านพ่อด้วยสายตา.งอนๆไม่อยากขยับตัว ออกแรงถูไถร่างอยู่ในอ้อมกอดของฉินเหยาพร้อมกับทำเสียง “โฮ่งๆ” เลียนแบบลูกสุนัขของพี่สะใภ้โจวในหมู่บ้านสองครั้ง ทำให้ฉินเหยาขำ


นางก้มลงถามซื่อเหนียงที่บิดตัวไปมาอยู่ในอ้อมแขน “ก่อนออกจากบ้านพวกเราตกลงกันไว้ว่าอย่างไร”


เด็กหญิงตัวน้อยตอบอย่างชัดเจนและคล่องแคล่วว่า “ทุกเช้าอ่านหนังสือแต่เช้าหนึ่งชั่วยาม ทุกเที่ยงนอนพักผ่อนครึ่งชั่วยามแล้วตื่นขึ้นมาอ่านบทความต่ออีกสองบทความ พร้อมทั้งบอกความรู้สึกหลังอ่าน”


ฉินเหยาพยักหน้า “แล้วพวกเจ้ายังเหลืออีกเท่าไหร่”


“อ่านสองบทความแล้วก็บอกความรู้สึกหลังอ่าน…” เสียงของเด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆเบาลง


ฉินเหยาดึงนางออกจากอ้อมกอดแล้วยัดเข้าไปในตัวรถม้าพร้อมกับพี่น้องต้าหลางทั้งสาม


จากนั้นส่งสายตาให้หลิวจี้ “เจ้าก็เข้าไปด้วย ข้าจะขับรถม้าเอง”


หลิวจี้ที่เพิ่งจะยินดีในความทุกข์ผู้อื่นเมื่อครู่ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าสร้อย จำใจเข้าไปในตัวรถม้า นั่งรวมกับเด็กน้อยทั้งสี่คนที่กำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่เพื่อ…อ่านหนังสือ (กัดฟันพูด)!


ตอนที่ 222: สถานีพักม้าเล็ก


หลิวลี่ฟังเสียงท่องหนังสือที่ดังมาจากรถม้าคันหน้า ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ


ไม่ใช่กระมัง ไม่ใช่กระมัง จะไม่ให้คนพักบ้างเลยรึ


หลิวจี้เจ้าบ้านั่นที่สำนักศึกษาก็ขยันขนาดนั้นแล้ว ตอนนี้กำลังเดินทางอยู่แท้ๆ ยังจะอ่านหนังสืออีกหรือ


ต้าจ้วงฟังเสียงพ่อลูกห้าคนที่อ่านหนังสือกันไปคนละทิศละทางก็รู้สึกเพียงในหูอื้ออึง ในใจเกิดความรำคาญขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ


เขาจึงลองเสนอแนะอย่างระมัดระวังว่า “คุณชายรอง ไม่สู้ท่านถือโอกาสที่แดดกำลังดีๆ อ่านหนังสือบ้างดีหรือไม่ขอรับ”


หลิวลี่มุมปากกระตุกเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ไม่อ่าน!”


ที่จริงแล้วสภาพจิตใจของเขาก็มั่นคงดีอยู่แล้ว เพราะอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ก็สิบปีแล้ว หากไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนที่เขาถูกโจรภูเขาทำร้ายจนขาหัก การสอบรอบแรกและการสอบฝู่ซื่อเมื่อปีที่แล้วก็ย่อมต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน


ตอนนี้หายดีแล้วและสอบรอบแรกก็ผ่านไปอย่างราบรื่น ตัวเขาเองไม่รู้สึกแปลกใจสักนิด


ส่วนการสอบฝู่ซื่อนั้น หลิวลี่ก็มั่นใจเต็มเปี่ยม


อาจารย์ต่างบอกให้เขารักษาสภาพจิตใจให้ดี ทำตามปกติก็พอ


อีกทั้งอ่านหนังสือมาตั้งหลายปี ตอนนี้กว่าจะได้พักหายใจหายคอ หลิวลี่เพียงต้องการพักผ่อนให้เต็มที่ตลอดทาง ชื่นชมทิวทัศน์ที่สวยงามแตกต่างกันของที่อื่นๆ เพื่อเตรียมตัวสอบฝู่ซื่อด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย


ทว่าภายใต้เสียงอ่านหนังสือที่ดังสลับกันไปมาจากรถม้าคันหน้า หลิวลี่ก็ค่อยๆหวั่นไหว ทนได้ไม่ถึงสองเค่อ ในที่สุดก็หยิบหนังสือขึ้นมาด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน ท่ามกลางเสียงถอนหายใจอย่างจนใจของต้าจ้วง


แต่ก็อย่างว่า พอได้อ่านหนังสือ ใจกลับสงบลงเสียอย่างนั้น แม้แต่หนทางที่โยกไหว ก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด


ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน รถม้าของทั้งสองครอบครัวก็มาจอดเทียบสถานีพักม้าได้สำเร็จ


สถานีพักม้าแห่งนี้สร้างขึ้นสำหรับขุนนาง มีเพียงคนในราชสำนักเท่านั้นที่สามารถเข้าไปพัก เปลี่ยนม้าและทำกิจอื่นๆได้โดยไม่เสียเงิน


แต่หากเป็นพวกพ่อค้าที่เดินทางผ่านไปมา หากจ่ายเงินบ้างก็สามารถขอพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยม หรือจะสั่งอาหารในห้องโถง ขอน้ำร้อนมาล้างหน้าล้างตาได้


ทว่ามีเงื่อนไขว่าโรงเตี๊ยมยังมีที่ว่างพอรับรอง หรือคืนนี้ไม่มีขุนนางสำคัญของราชสำนักเข้าพัก


หากเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก โรงเตี๊ยมข้างๆก็ยังมีโรงเตี๊ยมส่วนตัวที่เปิดให้บริการ ให้ชาวบ้านธรรมดาได้พักค้างคืน


แต่โอกาสที่จะเจอแบบนี้มีน้อยมาก จะมีก็แต่ถนนใหญ่ที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเท่านั้น


ฉินเหยาจอดรถม้าเรียบร้อยแล้วก็เรียกสี่พี่น้องลงมาจากรถม้าเพื่อเดินเล่น


นั่งอยู่ในรถม้ามาทั้งวันแล้ว หากไม่ขยับแข้งขยับขาบ้างคงชาไปหมด


สี่พี่น้องที่ตอนออกเดินทางยังกระปรี้กระเปร่า ตอนนี้เรี่ยวแรงถูกความเหนื่อยล้าจากการเดินทางบั่นทอนไปจนหมด พี่คนโตจูงน้องคนเล็ก กระโดดลงจากรถม้า มองสำรวจสถานที่แปลกหน้าแห่งนี้


เพราะความไม่คุ้นเคย พวกเขาจึงหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว เกาะติดอยู่ข้างกายบิดามารดา ไม่พูดไม่จา


ที่นี่คือสถานีพักม้าเล็กๆแห่งหนึ่ง รอบด้านเป็นป่าไผ่หนาทึบ บดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นที่เหลือน้อยอยู่แล้ว ทำให้มืดมิดยิ่งขึ้น


ถนนหลวงที่รถม้าหนึ่งคันวิ่งผ่านได้ ทอดตัวผ่านระหว่างป่าไผ่ สถานีพักม้าสร้างอยู่ริมถนนหลวง มีเพียงกระท่อมไม้เรียบๆสองหลัง


หลังที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยคือห้องโถงของโรงเตี๊ยม ภายในมีส่วนที่เป็นห้องโถงและโต๊ะคิดเงินประมาณหนึ่งในสาม วางชุดโต๊ะเก้าอี้เก่าๆไว้ชุดหนึ่ง


ส่วนที่เหลืออีกสองในสามมีฉากกั้นที่ทำจากเสื่อไม้ไผ่กั้นอยู่ ข้างในน่าจะเป็นที่พักรวม


ข้างในไม่มีแม้แต่เงาคน แต่ประตูเปิดกว้าง อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ประจำสถานีม้าที่ดูแลสถานีพักม้ามีธุระต้องไปชั่วคราว


ส่วนอีกหลังที่เล็กกว่าเป็นคอกม้ากึ่งเปิดโล่ง ภายในมีม้าแก่สีน้ำตาลตัวหนึ่ง มันถูกล่ามไว้ในคอก ดวงตาขุ่นมัวจ้องมองผู้คนที่อยู่ริมถนน


ซานหลางขี้กลัวหลบไปอยู่ข้างหลังท่านพ่อ จับชายเสื้อของเขาไว้แน่น


หลิวจี้ขำ เอื้อมมือไปขยี้ศีรษะบุตรชาย “อย่ากลัวเลย มันถูกล่ามไว้ ไม่กัดเจ้าหรอก”


ซานหลางหน้าตาตื่น ร้องไห้ด้วยความกลัวยิ่งกว่าเดิม ม้าตัวนั้นจะกัดคน!


ต้าจ้วงเฝ้ารถม้า หลิวลี่เดินมาสมทบกับครอบครัวของฉินเหยา มองไปยังกระท่อมสองหลังในป่าไผ่มืดมิดข้างหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนในโรงเตี๊ยมไม่ได้จุดตะเกียงทำให้มืดมิด หรือเป็นเพราะจิตใจของเขาเองที่คิดไปเอง ทว่ารู้สึกวังเวงชอบกล


พวกเขาไม่ใช่ขุนนางในราชสำนัก เดิมทีก็ไม่มีสิทธิ์เข้าพักในโรงเตี๊ยม แต่หากต้องการพักค้างคืนใกล้ๆกัน อย่างน้อยก็ควรจะแจ้งให้ทราบ


แต่ตอนนี้ หลิวลี่ไม่กล้าเข้าไปใกล้ เขาพึมพำเบาๆว่า “รู้อย่างนี้เมื่อกี้ตอนผ่านเมืองเล็กๆนั่น เข้าไปพักในโรงเตี๊ยมในเมืองก็ดี”


ออกมานอกบ้าน ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ จะตัดสินใจผิดพลาดไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ


แต่ตอนนี้พอจอดรถม้าอยู่ริมถนน มองไปยังสถานีพักม้าที่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คน ก็ให้รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง


หลิวจี้มองดูผู้คนที่ยืนอยู่ริมถนน ลองถามอย่างระมัดระวังว่า “พวกเราลองเข้าไปดูก่อนดีหรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า เห็นด้วยว่าควรเข้าไปดู จะได้ไม่ต้องคิดมากไปเอง


ฉินเหยาจัดการให้หลิวจี้และต้าจ้วงพาเด็กทั้งสี่คนไปรออยู่ที่เดิม นางสะพายธนูและคันศรที่ไม่สะดุดตา ส่งสายตาให้หลิวลี่ จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปยังโรงเตี๊ยมที่เงียบเหงาและมืดมิดนั้นด้วยกัน


ก่อนจะไป ฉินเหยาบอกเป็นนัยให้ต้าหลางระมัดระวังเอาไว้


ความเข้าใจกันที่บ่มเพาะมาในป่าลึกบนเขาทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจทันที เขาไล่น้องชายน้องสาวขึ้นรถม้าแล้วลอบกำกริชที่ซ่อนไว้ตรงเอวแน่น ยืนอยู่ข้างรถม้า คอยสังเกตถนนหลวงและทางเดินเล็กในป่าไผ่ที่สามารถสัญจรไปมาได้


ท่าทีที่สุขุมเยือกเย็นเช่นนี้คล้ายกับฉินเหยาอยู่หลายส่วน ทำให้ต้าจ้วงนึกประหลาดใจ หากว่าคนในหมู่บ้านมาเห็นเข้าก็คงคิดว่าเป็นแม่ลูกแท้ๆกัน


ราตรีค่อยๆคืบคลานเข้ามา ในป่ามีเสียงนกร้องแปลกๆดังขึ้นเป็นครั้งคราว หลิวจี้เลิกคิ้วข้างหนึ่ง ด้วยอิทธิพลของบรรยากาศประหลาดนี้ เขาจึงเผลอขยับเข้าไปใกล้ต้าจ้วง มองฉินเหยาและหลิวลี่ที่เดินไปถึงหน้าสถานีพักม้าแล้วด้วยสายตาจดจ่อ


“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” หลิวลี่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วถาม


ข้างในไม่มีเสียงตอบรับ เขามองฉินเหยาแวบหนึ่งแล้วเพิ่มระดับเสียงถามไปอีกที “มีผู้ใดอยู่หรือไม่?!”


สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงสายลมที่พัดพาฝุ่นละอองจากหลังบ้านผ่านหน้าต่างมาถึงประตูใหญ่ หลิวลี่ย่นจมูกอย่างไม่สบายตัว ฝุ่นผงทำเอาเขาแสบจมูกไม่น้อย


เขาอดไม่ได้ที่จะจามออกมา


แววตาของฉินเหยาเปลี่ยนไปในทันที นางใช้ปลายจมูกสูดดมก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆจริงๆ


เห็นหลิวลี่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไป นางก็ยื่นแขนออกไปขวางเขาไว้ “ข้าจะเข้าไปเอง เจ้ารอข้าอยู่ข้างนอก”


“อะ-อะไรหรือ” หลิวจี้เพิ่งสังเกตเห็นว่าสีหน้าของฉินเหยาไม่ปกติ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวที่กำลังล่าเหยื่อบนท้องฟ้า มองแล้วให้รู้สึกขนลุก


ฉินเหยาไม่ได้อธิบาย เพราะนางเองก็ยังสงสัยอยู่ นางปล่อยให้หลิวลี่รออยู่ข้างนอกแล้วก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมเล็กๆที่มืดมิดและทรุดโทรมแห่งนี้เพียงลำพัง


ทันทีที่เข้าไป ฉินเหยาก็เห็นร่องรอยคล้ายคราบเลือดอยู่บนโต๊ะที่ว่างเปล่า


เป็นร่องรอยที่เหมือนมีคนพยายามเช็ดออกด้วยอะไรบางอย่างเพื่อปกปิด แต่เพราะความตื่นตระหนกและรีบร้อนจึงเช็ดไม่หมด ยังคงมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่


มองดูเครื่องเรือนและสิ่งของต่างๆที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบในโรงเตี๊ยม รวมถึงโต๊ะคิดเงินที่สะอาดสะอ้าน ก็ตัดสินได้ไม่ยากว่าคราบเลือดนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้


ฉินเหยาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งก็แน่ใจได้ว่าในบ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่


นางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวก็พบรอยเลือดที่หยดทิ้งไว้อีกสองสามหยด


เดินตามรอยเลือดมาจนถึงประตูหลัง ฉินเหยายกก็มือขึ้นหมายจะเปิดประตูหลังเพื่อตรวจสอบต่อ แต่ทันใดนั้นม้าในคอกข้างๆก็ร้องฮี้ขึ้น


ตอนที่ 223: โจรร้าย


สีหน้าของฉินเหยาพลันแข็งกร้าว รีบดึงมือที่เตรียมเปิดประตูคืน หันกายพุ่งออกจากสถานีพักม้า ตรงไปยังคอกม้าข้างเคียง


หลิวลี่ที่อยู่หน้าประตูเพียงรู้สึกราวมีลมวูบผ่านหน้าไป ครั้นเมื่อได้สติก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ฉินเหนียงจื่อ เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ”


ส่วนฉินเหยาที่มาถึงหน้าคอกม้าแล้ว เห็นชัดเจนว่ามีร่างเงาหนึ่งวิ่งตื่นตระหนกเข้าไปในป่าไผ่ด้านหลังคอกม้า


ดูเหมือนมิคาดคิดว่านางจะสามารถสังเกตเห็นเขาได้ ทั้งยังตามมาถึงเร็วเพียงนี้ เขาจึงหันกลับมามองนางด้วยความประหลาดใจปนดุดัน


เมื่อหลิวลี่ตามมาถึงก็บังเอิญสบเข้ากับสายตาที่ดุดันนั้น กระดูกสันหลังพลันรู้สึกเย็นเยียบ


เขาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “ฉินเหนียงจื่อ คนผู้นั้นเป็นใครน่ะ”


ฉินเหยาส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ แต่คงมิใช่คนดีเป็นแน่ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคงประสบเคราะห์ร้ายแล้ว”


กล่าวจบ มิได้ใส่ใจปลอบประโลมจิตใจที่ตกตะลึงของหลิวลี่ หันศีรษะไปยังคอกม้าด้านข้าง


หลิวลี่ก็มองตามไปด้วยความสงสัย เห็นว่าใต้เท้าของม้าแก่นั้นมีกองฟางส่วนหนึ่งยุบลงไป


ดังนั้น บุรุษที่เพิ่งวิ่งหนีไปผู้นั้นกลับซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตลอด คอยจับตาดูทุกการกระทำของพวกเขาอย่างนั้นหรือ


ฉินเหยาราวกับรับรู้ถึงความสงสัยในใจของเขาจึงให้คำตอบยืนยัน “คนผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ตรงนี้มาตลอด”


เพราะเสียงของม้ากลบเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย นางจึงมิได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของคนผู้นี้ในทันที


หลิวลี่มองกองฟางที่ยุบลงไปนั้นแล้วมองไปยังป่าไผ่ที่ดูวังเวง ขนแขนของเขาพลันลุกชันขึ้นทันที!


“เมียจ๋า เกิดสิ่งใดขึ้น!” หลิวจี้ตะโกนถามมาจากด้านหลัง


เดิมทีคิดจะไปตรวจสอบประตูหลังต่อ เกรงว่าที่นั่นอาจมีร่างไร้วิญญาณของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้า เมื่อฉินเหยาได้ยินเสียงร้องนั้นจึงตัดสินใจหยุดเท้า ละทิ้งความสงสัยนั้น


นางส่งสัญญาณให้หลิวลี่ที่ตกใจมากตามมา ทั้งสองรีบกลับไปยังข้างรถม้า


“ผู้ที่เพิ่งวิ่งเข้าไปในป่าไผ่คือใครหรือ” หลิวจี้ถามด้วยความสงสัย


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าจ้วงและหลิวลี่ขึ้นรถม้า พลางตอบว่า “ฆาตกร”


“อะไรนะ” หลิวจี้ร่างสั่นสะท้าน ความรู้สึกหวาดผวาแล่นเข้าครอบงำ ทั่วทั้งร่างพลันเกิดขนลุกชัน


หลิวลี่รีบถามตาม “ฉินเหนียงจื่อ พวกเราจะไปทางใดหรือ”


ฉินเหยารีบตอบ “ย้อนกลับไปทางเดิม กลับไปยังเมืองที่เพิ่งผ่านมา”


นางมิรู้ว่าเบื้องหน้าคือที่ใด ในเวลาเช่นนี้มิควรเสี่ยงโชค เลือกไปยังสถานที่ที่ตนเองคุ้นเคย แม้จะไกลกว่า แต่ก็ปลอดภัยที่สุด


หลิวลี่พยักหน้า สั่งต้าจ้วงหันรถม้ากลับ


ต้าจ้วงยังคงงุนงงอยู่บ้าง มิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของฉินเหยาและคุณชายรอง ทั้งยังเห็นเงาร่างที่วิ่งออกไปเมื่อครู่ จึงตัดสินใจเชื่อมั่นในการตัดสินใจของฉินเหยา


เดิมทีรถม้าของพวกเขาอยู่ด้านหลัง ครั้นหันหัวกลับจึงกลายเป็นนำอยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นว่าทั้งฉินเหยาและสามีขึ้นรถม้าแล้ว ต้าจ้วงจึงสะบัดแส้ ม้าก็ควบทะยานออกไปข้างหน้า


ล้อรถม้าหมุนอย่างรวดเร็ว ต้าหลางที่อยู่ในรถม้าปลอบประโลมน้องชายและน้องสาวด้วยความสงบ สั่งให้พวกเขายึดราวที่ยื่นออกมาบนรถให้มั่นคง จากนั้นก็มุดออกจากประตูรถมาอยู่ด้านหลังบิดามารดา


หลิวจี้ขับรถม้า ฉินเหยาคุกเข่าอยู่บนที่นั่งหน้าห้องโดยสารครึ่งตัว จับขอบตัวรถม้าไว้ข้างหนึ่ง ร่างกายส่วนใหญ่ยื่นออกไปนอกรถ สอดส่ายสายตามองไปยังป่าไผ่โดยรอบ


เมื่อเห็นต้าหลางออกมา ฉินเหยาก็ตวาดเสียงต่ำ “เจ้าออกมาทำไม? เข้าไป!”


“ข้าอยากช่วยด้วย” ในดวงตาของต้าหลางเต็มไปด้วยความกังวล


หลิวจี้แค่นเสียงเยาะเย้ยทันที “เจ้าจะช่วยสิ่งใดได้ แค่ไม่สร้างความวุ่นวายเพิ่มก็ดีถมไปแล้ว รีบเข้าไป!”


ด้วยน้ำเสียงที่อาจจะหนักหน่วงเกินไป ต้าหลางจึงเศร้าใจและก้มหน้าลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด คิดว่าตนเองไร้ประโยชน์


ในขณะนั้นเอง ฝ่ามืออุ่นร้อนข้างหนึ่งก็วางลงบนบ่าของเขา ฉินเหยาน้ำเสียงมิได้อ่อนโยนนัก ทว่ากลับมองเขาด้วยสายตาของคนในระดับเดียวกัน “ข้ามอบซื่อเหนียงและน้องๆให้เจ้าแล้ว เจ้าดูแลพวกเขาได้หรือไม่”


ในดวงตาที่หม่นแสงลงของต้าหลางพลันมีประกายขึ้นมา เขากำหมัดแน่น พยักหน้าหนักๆ “ข้าทำได้!”


ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง “ดีมาก เช่นนั้นเรื่องในรถม้าข้ามอบให้เจ้า ข้าจะมุ่งมั่นจัดการกับภัยอันตรายข้างนอกเอง”


“อื้มๆ!” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างหนักแน่น รวบรวมความมั่นใจแล้วกลับเข้าไปในตัวรถม้าทันที


ภายในตัวรถม้าที่ปิดสนิท ยังคงได้ยินเสียงแว่วมาว่าเขากำลังปลอบประโลมน้องชายและน้องสาวมิให้ต้องกังวล


ต้าจ้วงและหลิวลี่ขับรถม้าอยู่ด้านหน้า ช่วงเวลาเพียงครึ่งก้านธูป พวกเขารู้สึกราวกับวิ่งมานานถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งที่แท้จริงแล้วขณะนี้อยู่ห่างจากโรงเตี๊ยมป่าไผ่เพียงพันกว่าเมตรเท่านั้น


ทันใดนั้นเอง เงาคนหลายสายพลันพุ่งออกมาจากรอบด้านของป่าไผ่ ดาบสีเงินสะท้อนแสงเย็นเยียบ ส่องสะท้อนเข้าที่ดวงตาของม้า


ต้าจ้วงและหลิวลี่ร้องอุทานเสียงลั่น “ฉินเหนียงจื่อ!”


“ข้าอยู่นี่ อย่าตระหนกไป”


หญิงสาวตอบเสียงต่ำ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ชวนให้ผู้คนจิตใจสงบ


ในเวลานั้นเอง หลิวจี้ก็สังเกตเห็นว่ามีเงาร่างพุ่งออกมาจากป่าไผ่ทั้งสองด้าน เหลือบเห็นดาบที่ส่องประกายเย็นเยียบราวกับยังมีคราบโลหิตติดอยู่ ก็อดมิได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก


เห็นได้ชัดว่าบุรุษที่เพิ่งจากไปผู้นั้นได้แจ้งข่าวแก่พรรคพวกแล้ว คนเหล่านี้มิคิดจะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ


ประการแรก เกรงว่าพวกเขาจะไปแจ้งความ ประการที่สองคือต้องการที่จะกอบโกยเงินทองอีกสักก้อน


ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ผู้ใดจะกอบโกยจากผู้ใด ยังมิอาจกล่าวได้แน่ชัด!


“อย่าหยุดรถม้า พุ่งตรงไปเลย!” ฉินเหยากล่าวเสียงดัง


ต้าจ้วงได้ยินดังนั้นจึงกัดฟัน พุ่งชนไปยังเงาร่างที่ชูดาบส่องแสงวาววับตรงเข้ามา


หลิวจี้ก็มิกล้าเฉื่อยชา จับสายบังเหียนไว้แน่น


ฉินเหยาใช้มือข้างเดียวปีนขึ้นไปบนหลังคารถม้า กวาดสายตามองโดยรอบ พบว่ามีคนทั้งหมดเก้าคนจากทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวา


นางดึงลูกศรขึ้นเหนี่ยวสายธนู ลูกศรแหลมพุ่งออกจากคันธนู ตรงไปยังบุรุษที่อยู่ด้านหน้าใกล้กับต้าจ้วงที่สุด เสียงหวีดแหลมแหวกอากาศดังขึ้น


ลูกศรดอกแรกยังไม่ทันถึงเป้า ลูกศรดอกที่สองและสามก็ติดตามมาติดๆ ด้วยความเร็วเช่นนี้ อีกฝ่ายจึงมิทันตั้งตัว คนสามคนล้มลงโดยไม่มีแม้แต่สัญญาณเตือน


ด้วยแรงเฉื่อยที่พุ่งไปข้างหน้า สองคนในนั้นจึงชนเข้ากับล้อรถม้าของหลิวลี่ที่พุ่งขึ้นไป แล้วกระเด็นออกไปอีกครั้ง


หลิวลี่อุทานเสียงต่ำ “เกือบไปแล้ว!”


ผลปรากฏว่าเห็นหลิวจี้กำลังขับรถม้า ส่วนฉินเหยาถือคันธนูยืนอยู่บนหลังคารถม้า ยิงธนูออกไปอีกหกดอกติดต่อกัน ทุกดอกล้วนเข้าเป้า บุรุษที่เหลืออีกหกคนล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นทั้งหมด


มีผู้เคราะห์ร้ายถูกคมดาบในมือตนเองบาดจนเลือดไหลอาบต้นขา


เพียงชั่วพริบตา นางก็ลงมือเก็บกวาดโจรร้ายถือดาบทั้งเก้าคนในคราวเดียว มันช่างดูง่ายดายเสียจนทำให้นายบ่าวหลิวลี่อึ้งจนแทบลืมหายใจ


แข็งแกร่ง ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!


“หยุดรถ!” ฉินเหยาสั่งจากบนหลังคารถม้า กล่าวจบก็กระโดดลงมา พุ่งตรงไปยังบุรุษทั้งเก้าที่ล้มอยู่


นางมิได้ยิงถูกจุดสำคัญของพวกเขา ยังคงไว้ชีวิต เพราะเด็กๆยังอยู่ด้วย มิอาจโหดเหี้ยมเกินไป


เมื่อมาหยุดอยู่ต่อหน้าบุรุษทั้งเก้า ภายใต้สายตาตกตะลึงไม่อยากเชื่อของอีกฝ่าย นางก็ซัดหมัดใส่ไปคนละที บุรุษทั้งเก้าก็พลันสลบเหมือดไปด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่เต็มใจ


หลิวจี้จอดรถม้าเรียบร้อยก็รีบตามมา เรื่องเช่นนี้เขาคุ้นเคยดี ฉินเหยาทำให้ผู้ใดสลบ เขาก็จะเข้าไปค้นตัวผู้นั้น ไม่ว่าสิ่งใดก็จะคว้ายัดใส่ในอกเสื้อทั้งหมด


อ๊ะ กริชเล่มนี้ดูดีทีเดียว


ว้าว ถึงกับมีเงินด้วย!


จุ๊ๆๆ คนผู้นี้หน้าตาอัปลักษณ์ไปหน่อย ทว่ารองเท้าหุ้มข้อกลับทำจากหนัง เก็บไว้ๆ…


ตอนที่ 224: เงียบไว้ อย่าได้เอ็ดไป


ฉินเหยาจัดการทั้งเก้าคนเสร็จแล้วก็หันกลับไปมอง เห็นหลิวจี้แม้แต่รองเท้าเหม็นๆของอีกฝ่ายก็ยังไม่ปล่อยผ่านจึงคิ้วขมวดมุ่น


หลิวจี้ไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย หยิบดาบเหล็กกล้าเล่มหนึ่งยื่นให้ฉินเหยาประหนึ่งถวายของล้ำค่า “เมียจ๋าเจ้าดู ดาบเล่มนี้ไม่เลวเลย เหมาะสมกับเจ้ายิ่งนัก!”


“เหมาะสมกับหัวเจ้าสิ!” ฉินเหยาตวาดด้วยความรังเกียจ “วางลง อย่าได้แตะต้องสิ่งเหล่านี้โดยพลการ”


ทว่านางก็ส่งสายตาเป็นนัยให้ พวกเงินทองนั้นสามารถเก็บไว้ได้ ทว่าต้องทำอย่างเงียบเชียบ อย่าเสียงดังไป


หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว


ทว่าเมื่อทิ้งสิ่งของเหล่านั้นลงหยิบไปแค่เงินแล้ว เขาก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง


ท้องฟ้ามืดมิดลงแล้ว ต้าหลางจุดโคมไฟสำรองสองดวง แขวนไว้บนรถม้าดวงหนึ่ง อีกดวงหนึ่งถือมาให้ท่านพ่อท่านแม่ใช้ส่องแสง


มีโจรร้ายผู้น่าสงสารถูกดาบของตนเองบาดเข้าที่ต้นขา ภาพนั้นดูน่าหวาดเสียวเล็กน้อย ทำให้ต้าหลางสะดุ้งตกใจ


แต่เขาก็กัดฟันบังคับตนเองให้มองอีกสองสามครั้ง เมื่อไม่รู้สึกอะไรแล้วจึงส่งโคมไฟให้ท่านพ่อ แล้วตนเองก็ถอยกลับเข้าไปในรถม้า


เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงอยากจะยื่นหน้าออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เขากลับใช้มือทั้งสองข้างกดศีรษะของพวกเขาแล้วผลักกลับเข้าไป


“เด็กๆ อย่าได้อยากรู้อยากเห็นมากเกินไป” ต้าหลางอบรมน้องๆด้วยท่าทางจริงจัง


ซื่อเหนียงใช้ศีรษะดันมือของพี่ใหญ่ แต่ไม่สำเร็จ นางจึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วยอมแพ้


พอหันหลังกลับไป ซานหลางก็เบิกตากลมโตถามด้วยความไร้เดียงสาว่า “พี่ใหญ่ ท่านแม่อัดพวกคนเลวหนีไปแล้วหรือ”


ต้าหลางนึกถึงภาพที่เพิ่งเห็น นั่นมิใช่แค่อัดจนหนีไปแล้ว เกือบจะฆ่าคนตายเสียด้วยซ้ำ


ทว่าจิตใจอันบริสุทธิ์ของน้องชายยังคงต้องทะนุถนอมไว้ เขาจึงยิ้มแล้วพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว คนเลวถูกท่านแม่ไล่ไปหมดแล้ว”


“แล้วทำไมท่านแม่ยังไม่กลับมา” ซานหลางมองแสงสว่างที่ลอดออกมาจากรอยแยกของประตูรถ ท้องฟ้ามืดมิดเกินไป เขากลัว


ต้าหลางตอบอย่างขอไปทีว่า “กำลังจัดการอยู่ พวกเรากินแป้งทอดรองท้องกันก่อนเถิด”


เขารู้สึกหิวแล้ว


ดังนั้น ต้าหลางจึงหยิบแป้งทอดออกมาอันหนึ่ง บิออกเป็นสี่ส่วน พี่น้องสี่คนแบ่งกันคนละชิ้น กินไปพลางรอไปพลาง


นอกรถม้า เหล่าผู้ใหญ่หลายคนมองโจรร้ายที่นอนเกลื่อนพื้น กลับรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก


หลิวลี่เสนอให้ไปแจ้งทางการ


หลิวจี้เสนอให้โยนคนเหล่านั้นเข้าไปในป่าไผ่ให้หมาป่ากินเสีย แล้วพวกเขาก็สะบัดก้นกลับไปยังเมืองเพื่อหาโรงเตี๊ยมพักค้างคืนต่อ


ต้าจ้วงมิได้แสดงความคิดเห็น เพียงแต่มองฉินเหยาด้วยความชื่นชม ประหนึ่งว่านางสั่งสิ่งใด เขาก็จะพร้อมทำตาม


ในเวลานี้ ความชื่นชมที่เขามีต่อฉินเหยานั้นเปรียบเสมือนแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว ไม่มีวันเหือดแห้ง


ฉินเหยาถึงกับสงสัยว่า หากนางสั่งให้เขาไปกินอุจจาระ เขาก็คงจะไป


แน่นอนว่านางมิได้ใจร้ายถึงเพียงนั้น


ฉินเหยากล่าวว่า “ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากสถานีพักม้า ข้าเสนอว่าพวกเราควรกลับไปยังสถานีพักม้าเพื่อพักผ่อน”


“ส่วนเก้าคนนี้มัดไว้ก่อน เดี๋ยวข้าจะสอบถามพวกเขาถึงเรื่องราวความเป็นมา แล้วจดบันทึกทุกอย่างลงบนกระดาษ ทิ้งจดหมายอธิบายไว้ เมื่อถึงเมืองต่อไป ค่อยหาคนไปแจ้งทางการ”


เมื่อเห็นหลิวลี่ยังลังเลเล็กน้อย ฉินเหยาก็กล่าวเสริมว่า “หากแจ้งทางการตอนนี้ ทางการสืบสวน พวกเราก็ต้องให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพวกเรา”


“อีกทั้งการกลับไปยังเมืองตอนนี้ก็ไม่มีความหมายนัก พักผ่อนที่สถานีพักม้าสะดวกกว่า ทุกคนก็เหนื่อยและหิวแล้ว เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว ต้องรีบพักผ่อน มิอาจเสียเวลาในการเดินทางพรุ่งนี้ได้”


เดิมทีนางมิได้คิดที่จะข้องแวะกับโจรร้ายเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าตายเป็นเรื่องที่ทางการต้องจัดการ พวกเขาเพียงแค่หลีกเลี่ยงอย่างมีไหวพริบก็พอ


น่าเสียดายที่เก้าคนนี้กลับมาหาที่ตายด้วยตนเองก็อย่าได้โทษว่านางไม่เกรงใจ!


หลิวจี้ยกมือขึ้น “ข้าฟังเมียจ๋าทุกอย่าง”


ต้าจ้วงก็ยกมือขึ้นเช่นกัน “ข้าฟังฉินเหนียงจื่อ”


หลิวลี่มิได้ดึงดันที่จะไปแจ้งทางการอีกต่อไป เขาพยักหน้า ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ต่างกลับไปยังรถม้าเพื่อหาสิ่งของมามัดคน


หลิวลี่และบ่าวของเขาพลิกหาทั่วหีบห่อสัมภาระก็พบเพียงเชือกบังเหียนสำรองเส้นเดียว เมื่อเห็นฉินเหยานำเชือกป่านมัดใหญ่ออกจากใต้ท้องรถม้า ดวงตาทั้งสองข้างก็แทบจะถลนออกนอกเบ้า


ฉินเหยาเลิกคิ้วให้เขา “อย่างไรเสียข้าก็เป็นมืออาชีพ”


รู้ว่านางกำลังตำหนิเรื่องที่เขามิไว้วางใจนางก่อนออกเดินทาง หลิวลี่จึงประสานมือคำนับฉินเหยาด้วยความละอาย แสดงออกว่าบัดนี้เขายอมรับและเชื่อมั่นในความสามารถของนางอย่างยิ่ง


หลิวจี้รู้ดีว่าตนเองมิใช่มืออาชีพจึงถือโคมไฟส่องแสงให้ฉินเหยา มองนางใช้ทักษะที่ชำนาญยิ่งนัก มัดคนทั้งเก้าคนอย่างแน่นหนาในพริบตา


เพียงแต่ท่าทางนั้นดูแปลกประหลาด โจรร้ายถูกมัดให้หันหน้าลงกับพื้น ร่างแอ่นโค้งราวกับกุ้ง มือเท้าถูกผูกเข้าไว้ด้วยกันแล้วโยงไปด้านหลัง


เมื่อมัดคนเสร็จ ฉินเหยาจึงส่งสัญญาณให้หลิวจี้และหลิวลี่รีบขับรถม้าพาเด็กๆ กลับไปยังสถานีพักม้าก่อน ส่วนเก้าคนนี้นางจะเป็นผู้จัดการขนส่งไปเอง


หลิวจี้ครุ่นคิดอยู่ในใจ คาดว่าภาพต่อไปคงเต็มไปด้วยความรุนแรง มิใช่สิ่งที่เด็กเล็กควรจะเห็น จึงรีบผงกศีรษะรับคำอย่างรู้ความทันที


ทว่าก่อนไป นึกถึงสถานีพักม้าที่ดูวังเวงในป่าไผ่รกชัฏ เขาก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย


“เมียจ๋า ไม่สู้เจ้าขนพวกเขาไปยังสถานีพักม้าก่อนแล้วพวกเราค่อยตามไปทีหลังดีไหม” หลิวจี้พยายามต่อรอง “เผื่อในสถานีพักม้ายังมีโจรร้ายอีกเล่า”


“เป็นไปไม่ได้!” ฉินเหยาตอบอย่างหนักแน่น


ต่อให้มี ตอนนี้พวกมันคงจะตกใจเสียงดังของพวกนางจนหนีไปหมดแล้ว


หลิวจี้เห็นว่าไม่มีทางต่อรองได้อีกจึงกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบๆ ลืมจนหมดสิ้นว่าเมื่อครู่ยังดุด่าลูกอยู่ เขาเรียกต้าหลางออกมาอยู่เป็นเพื่อนอย่างไม่อาย แล้วจึงขับรถม้าไปยังสถานีพักม้า


ครั้นรถม้าสองคันแล่นไปไกลแล้ว ฉินเหยาจึงกระตุกเชือกป่านในมือ ‘กุ้ง’ ทั้งเก้าตัวที่ถูกร้อยเรียงกันไว้ก็ร้องครวญครางตื่นขึ้นมา


นางเพียงคนเดียว จับเชือกเส้นเดียว ก้าวเดินไปข้างหน้า ก็สามารถลากคนร่างใหญ่กว่าตนเองถึงเก้าคนได้


ราวกับกำลังลากซากสัตว์ร้ายเก้าตัว ฉินเหยามิได้หลีกเลี่ยงหินแหลมคมและหลุมบ่อ ปล่อยให้โจรร้ายทั้งเก้าที่มิรู้จักผิดชอบชั่วดีส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส


เสียงร้องโหยหวนเหล่านั้น แม้แต่สัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าไผ่ได้ยิน ก็ยังต้องหลีกหนีให้สามส่วน


จากนั้น เสียงร้องโหยหวนก็เงียบลง เสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิตดังขึ้น


ฉินเหยาเยาะเย้ย “ข้าเหลือทางรอดให้พวกเจ้าแล้ว พวกเจ้ากลับไม่ไป กลับเลือกที่จะเดินเข้าสู่ทางตันนี้ ทำให้ข้าเสียเวลาไปมาก ยังกล้ามาขอความเมตตาอีกหรือ”


“ข้าถามพวกเจ้า เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าหายไปไหน?!”


นางกระชากเชือกป่านอย่างแรงในทันที เก้าคนรู้สึกราวกับว่าเอวของตนเองถูกแรงรัดที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันรัดจนจะขาดแล้ว


พวกเขาล้วนเป็นพวกเดนตาย มิใช่ผู้กล้าหรือวีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์ ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัส ฉินเหยาเพียงแค่ใช้วิธีเล็กน้อย พวกเขาก็สารภาพออกมาทั้งหมด


“เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าถูกพวกเราฆ่า ศพถูกฝังอยู่ด้านนอกประตูหลังสถานีพักม้า”


จากนั้น พวกเขาก็กล่าวอีกว่า พวกเขาถูกบีบบังคับให้ต้องกลายเป็นโจรผู้ร้าย ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อยมาก หิวโหยจนทนไม่ไหวจึงคิดที่จะปล้นสถานีพักม้าของทางการ ขอให้ฉินเหยาเมตตาพวกเขา ปล่อยพวกเขาไป


ฉินเหยาฟังคำพูดเหล่านั้น ดวงตาที่เย็นชาของนางมิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย นางยังคงสอบถามพวกเขาต่อไปว่ายังมีพรรคพวกคนอื่นๆอยู่อีกหรือไม่


ทั้งเก้าคนกล่าวว่าไม่มีแล้ว พวกเขาทั้งเก้ามาจากหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ไว้ใจให้คนอื่นมาร่วมด้วย จึงมีกันอยู่เพียงเก้าคนนี้เสมอมา


ในช่วงเวลาเพียงเดือนกว่าๆ พวกเขาฆ่าคนไปแล้วสิบแปดคน เป็นสตรีและเด็กเก้าคน บุรุษห้าคน สุดท้ายเห็นว่าชาวบ้านธรรมดาไม่มีทรัพย์สินมีค่าจึงหันไปหมายตาคนของทางการ


สี่ชีวิตที่เหลือ เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าและคนส่งสารของทางการ


พวกเขายังคงอ้อนวอนขอความเมตตา ฉินเหยาถามในสิ่งที่นางต้องการทราบหมดแล้ว ไม่อยากฟังเสียงแก้ตัวที่น่ารำคาญของพวกเขาอีกต่อไป นางจึงต่อยไปที่พวกเขาคนละหมัดจนสลบเหมือดไปทั้งหมด!


ตอนที่ 225: กำลังซุ่มซ่อนพัฒนาตน


ครั้นนางลากคนทั้งเก้ามาถึงหน้าประตูสถานีพักม้า โคมไฟของที่นี่ก็ได้ถูกหลิวจี้จุดขึ้นแล้ว เด็กๆนั่งอยู่ในห้องโถงที่สว่างไสว


รถม้าถูกปลดออกแล้ว สัมภาระกองไว้ในห้องพักรวมหลังฉากกั้นของสถานีพักม้า


ม้าถูกนำไปขังในคอกม้าและได้กินหญ้าเรียบร้อยแล้ว


ฉินเหยาทิ้งโจรร้ายทั้งเก้าและเครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุไว้หน้าประตู หลิวจี้ที่ยืนรออยู่ตรงประตูมองคนทั้งเก้าแวบหนึ่งแล้วส่งเสียง “ซี๊ด” ออกมา สภาพของคนทั้งเก้าในเวลานี้ เขาทำได้เพียงใช้คำว่าน่าเวทนายิ่งนักมาบรรยาย


เมื่อมองฉินเหยาเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง หลิวจี้ก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว


ฉินเหยาเงยหน้ามองเขา ที่เจ้าถอยหลังไปนั้นจริงจังหรือไม่


หลิวจี้ยิ้มประจบแล้วถามว่า “เมียจ๋า ดูเหมือนว่าจะมีเตาไฟอยู่ที่ลานหลังบ้าน พวกเราก็มีเตรียมแป้งสาลีมาเอง ไม่สู้คืนนี้ไม่กินบะหมี่ดีไหม”


ฉินเหยาลูบท้องที่หิวเสียจนแทบจะแนบติดแผ่นหลังแล้วถามเขาว่าบะหมี่ต้องทำนานแค่ไหน


“ประมาณสองเค่อ” หลิวจี้คาดคะเน


ฉินเหยาส่ายหน้า “นานเกินไป พวกเจ้าลองหาดูว่าในโรงเตี๊ยมมีอาหารอื่นอยู่หรือไม่”


คนทั้งเก้าฆ่าคนก็เพื่ออาหารในสถานีพักม้า ที่นี่น่าจะมีของกินอยู่


หลิวจี้พยักหน้าแล้วเรียกหลิวลี่ที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่ในห้องโถง ตั้งใจว่าจะไปดูที่ห้องครัวที่ด้านนอกประตูหลังด้วยกัน


หลิวลี่ไม่เต็มใจที่จะไปพร้อมกันกับเขาจึงเรียกต้าจ้วงมาด้วย


ฉินเหยากำลังจะนั่งพักผ่อนสักครู่ มองดูทั้งสามคนกำลังจะเปิดประตูหลัง ก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบร้องขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน ข้าทำเอง!”


ทั้งสามคนมองนางด้วยความสงสัย


ฉินเหยารับน้ำเต้าจากต้าหลางมาดื่มน้ำดับกระหายไปอึกใหญ่ ลุกขึ้นเดินไปยังประตูหลัง มิได้บอกอะไรพวกเขา นางเปิดประตูด้วยตนเองแล้วส่งสัญญาณให้ทั้งสามคนรอสักครู่ จากนั้นเดินออกไปข้างนอกคนเดียวเพื่อตรวจสอบ


ด้านนอกประตูหลัง เป็นกระท่อมมุงหญ้าโทรมๆหลังหนึ่ง ข้างในมีตู้ที่ลงกลอนไว้และเตาไฟสองเตา บนเตามีเขียง บนเขียงมีมีดทำครัวเล่มหนึ่งและผักสดตะกร้าเล็กๆ


ทว่าฉินเหยากลับเห็นรอยเลือดบนเตาไฟและผักกับเขียงที่มีรอยเลือดติดอยู่


หากฟ้ามืดจนมองเห็นไม่ชัด แล้วนำพวกมันมาทำอาหารเลยล่ะก็…ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว สะบัดความคิดที่น่าขยะแขยงในหัวออกไป


นางเดินเข้าไปในครัวแล้วโยนสิ่งสกปรกเหล่านั้นทั้งหมดไปที่ป่าไผ่ จากนั้นก็ทุบกุญแจตู้ให้แตก เมื่อเปิดดู ชั้นบนเป็นชามตะเกียบและเนื้อรมควันที่แข็งเล็กน้อย ชั้นล่างมีไหดินเผาเล็กๆสองใบ ในไหมีข้าวสารและข้าวฟ่าง


“คืนนี้ต้มโจ๊กเถิด” ฉินเหยาสั่งหลิวจี้ที่ยืนอยู่ข้างประตูหลังอย่างเป็นธรรมชาติ


หลิวจี้ส่งเสียงตอบรับแล้วถามด้วยความกระวนกระวายเล็กน้อยว่า “พวกเราออกไปได้หรือยัง”


“รออีกสักครู่” นางต้องไปตามหาศพของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าก่อน


ที่จริงหาได้ง่ายมาก อยู่ด้านนอกป่าไผ่ ร่องรอยดินถูกขุดสามารถมองเห็นได้ชัดเจน


ฉินเหยามาถึงจุดฝังศพ ใช้เท้าเขี่ยดินออกเล็กน้อย ศพถูกฝังอย่างลวกๆ เพียงแค่เขี่ยเบาๆ เสื้อผ้าของผู้ตายก็โผล่ออกมา เป็นชุดเครื่องแบบสีแดงเข้มของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้า น่าจะเป็นศพของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าที่หายไป


ฉินเหยายืนอยู่กับที่ ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่สามวินาทีว่าจะขุดศพขึ้นมาดีหรือไม่


แต่เมื่อหันกลับไปมองหลิวจี้ที่ทำท่าขี้ขลาดตาขาวอยู่หลังประตู นางก็กลัวว่าเขาจะทำอาหารไม่เสร็จจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป


ฉินเหยาเดินกลับมาจากป่าไผ่อย่างใจเย็นแล้วกล่าวด้วยท่าทางจริงจังว่า “ข้าตรวจสอบแล้ว บริเวณนี้ไม่น่าจะมีโจรร้ายแล้ว พวกเจ้าทำอาหารเถิด ข้าจะกลับไปดูเด็กๆที่ห้องโถง”


กล่าวจบ นางก็ล้างมือในถังน้ำข้างครัว เดินผ่านทั้งสามคนกลับไปยังห้องโถง


หลิวจี้มองต้าจ้วงแล้วมองหลิวลี่ “ทำอาหารเป็นหรือไม่”


ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน ที่บ้านล้วนเป็นสตรีที่ทำอาหาร พวกเขาแทบจะไม่เคยเข้าไปในครัวเลย


หลิวจี้จึงเหลือบมองทั้งสองคนอย่างจนใจ “ถ้าเช่นนั้นก็มาช่วยงาน”


ต้าจ้วงพยักหน้าไม่มีความเห็น หลิวลี่กลับไม่ยอม “ตำราว่าไว้ วิญญูชนควรอยู่ห่างจากห้องครัว…”


ยังไม่ทันขาดคำก็ถูกหลิวจี้โบกมือขัดอย่างหงุดหงิด “วิญญูชนอะไรกัน พูดมากนัก! มานี่มาก่อไฟ!”


มิรอช้า เขาก็พับแขนเสื้อขึ้นแล้วพุ่งเข้าไปในครัวเพื่อก่อไฟทันที


คุณชายรองบ้านตนเองฝีมือระดับใด ต้าจ้วงรู้ดี มองหลิวลี่ที่ยัดฟืนเข้าไปในช่องเตาโดยตรงแล้ว ก็ลังเลที่จะพูด กล่าวแล้วก็หยุด หยุดแล้วก็กล่าว สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าเขาทำเองดีกว่า


ต้าจ้วงเชิญหลิวลี่ขยับถอยไปด้านข้าง นำฟืนทั้งหมดออกมาจากช่องเตาแล้วใส่เศษไม้บางๆ สำหรับจุดไฟ ใช้หินเหล็กไฟจุดไฟจนติดแล้วจึงเติมฟืนเข้าไป


หลิวจี้เทข้าวสารออกจากโอ่งข้าว ซาวข้าวแล้วต้มโจ๊ก ท้องฟ้ามืดแล้ว ขณะตักน้ำรู้สึกว่าด้ามทัพพีไม้เหนียวเหนอะหนะ เขาจึงยกมือขึ้นมาดูใกล้ๆด้วยความสงสัย ได้กลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก เห็นว่ามีคราบสีน้ำตาลติดอยู่ที่นิ้ว


“อะไรเนี่ย?” หลิวจี้พึมพำ ตักน้ำล้างมืออีกครั้งแล้วจึงซาวข้าวทำอาหารต่อ


เนื้อรมควันในตู้ถูกสับละเอียดแล้วใส่ลงในโจ๊ก กลื่นหอมฟุ้งกระจาย


น่าเสียดายที่ผักสดสองสามกำเมื่อครู่ถูกสตรีดุร้ายบ้านเขาทิ้งไปเสียแล้ว มิฉะนั้นใส่ผักลงไปอีกหน่อย คงจะอร่อยยิ่งขึ้น


โจ๊กหม้อนี้ต้มออกมา ที่จริงยังไม่พอสำหรับสองครอบครัวกิน ทุกคนจึงหยิบอาหารแห้งของตนเองออกมาเพื่อกินกับโจ๊ก


หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ หลิวจี้ก็เดินวนเวียนไปทั่วห้องโถง คว้าจับสิ่งนั้นที มองสิ่งนี้ครู่หนึ่ง ตามหลักแล้วในโรงเตี๊ยมน่าจะมีสุราและสิ่งอื่นๆ ทว่ากลับหาไม่พบ


ภายหลังจึงคิดได้ว่าน่าจะถูกโจรร้ายเก้าคนที่สลบอยู่หน้าประตูนั้นขนไปหมดแล้ว


ในความมืดมิดเช่นนี้ ยากที่จะไปหาของที่พวกมันซ่อนไว้ หลิวจี้จึงทำได้เพียงยอมแพ้ด้วยความขุ่นเคือง


เมื่ออิ่มท้องแล้ว ทุกคนจึงมีเวลาถามฉินเหยาว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงเตี๊ยมแห่งนี้


หลิวลี่หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมา ต้าจ้วงช่วยฝนหมึก เรื่องราวทั้งหมดถูกบันทึกไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานเมื่อไปแจ้งทางการ


ลมที่พัดมาจากภูเขานั้นเย็นเล็กน้อย ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวจี้ไปปิดประตูใหญ่ สองครอบครัวจึงมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะ ฟังฉินเหยาเล่าเรื่องราวทั้งหมด


หลิวลี่บันทึกอย่างมีระเบียบแบบแผน เขามีความรู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี และเคยอ่านคำให้การของนักโทษในคุก ข้อมูลที่ฉินเหยากล่าว เขาจะนำมาสรุปและจัดเรียงใหม่แล้วจึงลงมือเขียน


ชื่อและฉายาของคนทั้งเก้า ฉินเหยาได้สอบถามจนหมดสิ้นแล้ว ใครพูดคำใด หลิวลี่จะมีหมายเหตุพิเศษกำกับไว้ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างยิ่ง


ลักษณะรูปร่างหน้าตาของผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกคนทั้งเก้าทำร้าย สถานที่เกิดเหตุ และวิธีการฆาตกรรมล้วนถูกบันทึกไว้โดยละเอียด


เมื่อเขียนเสร็จหนึ่งชุด เขาก็นำไปให้ฉินเหยาตรวจดูก่อน


ฉินเหยามองบันทึกการกระทำผิดของอาชญากรในมือ และเอกสารอธิบายสถานการณ์ของโรงเตี๊ยมที่พวกเขาสองครอบครัวพบเจออย่างถี่ถ้วน ในใจก็รู้สึกประจักษ์ถึงความสามารถทางวรรณกรรมอันสูงส่งของบัณฑิตในยุคนี้เป็นครั้งแรก


ไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีความเจ็บปวด หันหน้ากลับไปมองหลิวจี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังเล่นตบแปะกับซานหลางและซื่อเหนียง ฉินเหยาก็อยากจะจับเขายัดท้องมารดากลับไปเกิดใหม่เสียจริง


“หลิวจี้ เจ้ามานี่” ฉินเหยาเชิดคางเรียกเขา “เจ้าดูบันทึกที่หลิวลี่เขียนนี่สิ ตัวอักษรสวยงามเป็นระเบียบ มีเหตุมีผลชัดเจน เจ้าหัดไว้!”


ต่อหน้าฉินเหยา หลิวจี้ได้แต่ตอบรับอย่างนอบน้อม


หางตาเหลือบไปเห็นท่าทาง ‘แสร้งถ่อมตัว’ ของหลิวลี่ เขาก็ส่งเสียง ‘ชิ’ แสดงความรังเกียจใส่ฝ่ายตรงข้ามทันที


ก็แค่เขียนหนังสือได้สองสามตัว มีอะไรน่าภูมิใจนัก!


ในใจไม่อยากยอมรับ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ยิ่งนัก เขาลอบจดจำรูปแบบของบันทึกนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ กำลังซุ่มซ่อนพัฒนาตนเอง


ตอนที่ 226: แก่นแท้ที่มั่นคง


หลังจากเขียนคำอธิบายและบันทึกอาชญากรรมทั้งหมดเสร็จสิ้น ค่ำคืนก็ล่วงเลยไปมากแล้ว สองครอบครัวใช้ฉากกั้นแบ่งห้องพักรวมออกเป็นสองส่วนแล้วขึ้นเตียงนอนพักผ่อน


ต้าหลางและน้องๆทั้งสี่คนใช้เวลานานกว่าจะหลับได้ วันแรกของการเดินทางก็เจอเรื่องตื่นเต้นเช่นนี้ พวกเขาตื่นเต้นมาก


เดิมฉินเหยาคิดว่าเด็กๆจะกลัว ใครจะคิดว่าพวกเขากล้าหาญถึงเพียงนี้ ยังกล้าวิ่งออกไปดูโจรร้ายเก้าคนที่ถูกมัดอยู่ข้างนอกประตู วิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของพวกเขาพลางชี้ไม้ชี้มือไม่หยุด


ภายหลังเมื่อนางเล่าคำให้การของคนทั้งเก้าให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็ตั้งใจฟังกันมาก จนคนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่ากำลังฟังนิทานพิสดาร


ทว่าเมื่อคิดอีกที นี่มิใช่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านิทานพิสดารเสียอีกหรือ?


กว่าเด็กๆจะหลับก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว


หลิวจี้ยังไม่หลับ ต้าจ้วงที่อยู่ข้างๆ นอนกรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขาหลับไม่ลงเลยสักนิด


“พึ่บ พึ่บ!”


ในความมืดมิด ไม่ไกลนักมีเสียงประหลาดดังมาจากคนบางคน


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังคิดจะเมินเฉย เงาดำก็ย่องเข้ามาอย่างลับๆล่อๆ


ฉินเหยาลุกขึ้นนั่งพลางคว้าคอผู้มาเยือนไว้อย่างแม่นยำทันที ในความมืดมีเสียง “อึก” ดังขึ้น ตามด้วยเสียงแหบพร่าว่า “เมียจ๋า…ข้าเอง…”


แรงที่คอคลายลง หลิวจี้รีบสูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆดึงมือของนางออก นอนลงบนที่ว่างข้างกายนางแล้วหัวเราะเบาๆ


ฉินเหยากำลังจะด่าว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไรก็รู้สึกว่ามีมืออีกข้างทาบทับลงบนกลางฝ่ามือของนางพร้อมของแข็งๆ หล่นออกมาสองสามชิ้น


เป็นเงินตำลึง!


ดวงตาของฉินเหยาเปล่งประกายวูบวาบในความมืด ชั่งน้ำหนักดูมีประมาณสี่ถึงห้าตำลึง


“อยู่ตรงนี้หมดแล้วหรือ” ฉินเหยาถามเสียงเบา


หลิวจี้ตอบด้วยน้ำเสียงซื่อตรงยิ่งนัก “ใช่แล้ว ควานหาออกมาได้ทั้งหมดแค่นี้ อยู่ตรงนี้หมดแล้ว ข้ามิได้ซ่อนไว้แม้แต่เหวินเดียว”


กล่าวจบก็รู้สึกได้ถึงความยินดีของนาง เขาจึงเอามือหนุนศีรษะ พลิกตัวหันหน้ามาทางนาง แล้วถามหยั่งเชิงว่า “ดีใจหรือไม่”


“เฉยๆนะ”


เป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมาย


หลิวจี้ใจเต้นตึกตัก ฉวยโอกาสก่อนที่อีกฝ่ายจะลงมือรีบควานเข้าไปในอกพลางทำท่าทางตกตะลึง “อ๊ะ ลืมไปเลย ตรงนี้ก็ยังมีอีกก้อนหนึ่งแน่ะ”


เป็นเงินก้อนเล็กๆ หนักสองตำลึงกว่าอีกก้อนหนึ่ง รวมเข้าด้วยกันก็เจ็ดตำลึงพอดี


ฉินเหยาจึงหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า “นับว่าเจ้ารู้ความ”


หลิวจี้มองเพดานที่มืดมิด ในใจมีคนตัวเล็กกำลังร้องไห้ ไม่รู้ความก็ไม่ได้นี่นา มองโจรร้ายเก้าคนที่ยังสลบอยู่หน้าประตู เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าฉินเหยาทำอะไรกับพวกเขาบ้าง


“นอนเถิด” ฉินเหยาเก็บเงินแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ทั้งสองคนนอนห่างกันไม่ถึงครึ่งแขน นางยังได้ยินเสียงพลิกตัวของเขา


คืนนี้เห็นได้ชัดว่าหลิวจี้ไม่คิดจะย้ายไปไหน ตั้งใจจะนอนอยู่ตรงนี้แล้ว


เพราะ…เขากลัวนี่นา!


ตอนทำอาหาร ฉินเหยามิได้กล่าวสิ่งใด ทว่าหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ นางกลับบอกตำแหน่งที่ฝังศพของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าออกมา


เพียงแค่หลิวจี้นึกว่าคนที่เพิ่งตายไปถูกฝังอยู่ในป่าไผ่บริเวณประตูหลัง และตนเองเพิ่งทำอาหารอยู่ในครัวโดยมีศพของคนผู้นั้นอยู่ใกล้ๆ ก็.อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ขึ้นมา


ในป่าลึกเช่นนี้ แม้แต่เงาของกิ่งไม้ที่สะท้อนบนหน้าต่างก็ทำให้เขาตกใจแทบตายแล้ว


ดังนั้น การนอนอยู่ระหว่างแผ่นไม้กับฉินเหยาจึงทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากกว่า


ฉินเหยาเห็นแก่เงินที่เพิ่งรับมาจึงปล่อยเลยตามเลย ขอเพียงอย่ามาแตะต้องตัวนางก็พอ


ทว่าดูเหมือนว่าคนบางคนนอนจะไม่ค่อยสงบนัก มักจะกลิ้งมาทางนางอยู่เสมอ


ดังนั้น เช้าวันถัดมา เมื่อต้าหลางและน้องๆทั้งสี่ตื่นขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือท่านแม่เอาเท้าข้างหนึ่งยันหลังท่านพ่อเอาไว้ ทำเอาทั้งร่างของท่านพ่อแนบติดไปกับแผ่นไม้ ส่วนท่านพ่อยังคงนอนหลับปุ๋ยโดยที่ใบหน้าแนบกับผนังอย่างนั้น เป็นภาพที่ดูแปลกประหลาดสิ้นดี


ครั้นสองผู้ใหญ่ตื่นขึ้น ซานหลางก็ตามท่านพ่อไปยังห้องครัว มองเขาจุดไฟต้มน้ำร้อนพลาง มองเอวของเขาด้วยความสงสัยแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า


“ท่านพ่อ ท่านปวดเอวหรือไม่”


หลิวจี้ยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวอย่างปากแข็งว่า “ยังไหวอยู่”


ซานหลางส่งเสียงอ้อแล้ววิ่งไปยังคอกม้าตามหลังท่านแม่ที่กำลังเทียมรถม้า ถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ท่านแม่ ท่านปวดขาหรือไม่”


ฉินเหยาหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ไม่ปวดนี่” พอดีได้ยืดเส้นยืดสาย


ซานหลางส่งเสียงอ้ออีกครั้ง เกาศีรษะแล้วเดินกลับไปที่ห้องโถง เห็นพี่ใหญ่และพี่รองกำลังวุ่นวายเก็บสัมภาระก็ถามด้วยความสงสัยว่า


“พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านพ่อท่านแม่นอนด้วยกันเมื่อวาน ทำไมถึงไม่ปวดเอวไม่ปวดขาเลยล่ะ”


ต้าหลางส่ายหน้า “ไม่รู้สิ” เขาไม่สนใจคำถามนี้


เอ้อร์หลางยักไหล่ “บางทีท่านพ่อท่านแม่อาจจะแข็งแรงก็ได้”


กล่าวจบก็รำคาญที่ซานหลางยืนเกะกะอยู่ข้างๆ จึงบอกให้เขาออกไปเล่นกับซื่อเหนียง อย่าได้ขัดขวางพวกเขาเก็บสัมภาระ


ซานหลางที่ถูกพี่ชายทั้งสองรังเกียจจึงทำปากยื่นอย่างน้อยใจแล้วหันหลังกลับวิ่งเหยาะๆ ไปหาพี่สาวที่หน้าประตู


ผลก็คือพบว่าซื่อเหนียงยืนถือหนังสือ กำลังอ่านหนังสือของช่วงเช้าเสียงดังอยู่ในป่าไผ่


โจรร้ายทั้งเก้าคนตื่นแล้ว แต่ถูกอุดปากไว้อย่างแน่นหนา ร่างพิงอยู่กับประตูหน้าโรงเตี๊ยม ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในชีวิต


ซานหลางจึงนึกขึ้นได้ว่ายังต้องทบทวนบทเรียน เขาจึงเข้าร่วมกลุ่มอ่านหนังสือตอนเช้าของซื่อเหนียงอย่างมีความสุข


ต้าจ้วงอุ้มสัมภาระเดินออกมาจากห้องโถง เห็นหลิวลี่ที่กำลังจัดหีบหนังสืออยู่ข้างรถม้า ก็กระซิบข้างหูเขาอย่างมีเลศนัยว่า


“เมื่อคืนฉินเหนียงจื่อกับหลิวจี้นอนด้วยกัน ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะดีถึงเพียงนี้ จริงด้วย ร่างกายก็แข็งแรงดีด้วยนะ เอวไม่ปวด ขาก็ไม่เมื่อย…”


ดวงตาของหลิวลี่เบิกกว้าง นี่มันถ้อยคำหยาบคายอะไรกัน!


ต้าจ้วงส่งสายตาให้หลิวลี่ว่า ‘อย่าบอกใครเล่าว่าข้าเป็นคนพูด’ แล้วเปิดประตูหลังรถม้า ขนสัมภาระเข้าไปทั้งหมด หันกลับไปวุ่นวายอยู่ที่สถานีพักม้าอีกครั้ง


ฉินเหยามอบหมายงานให้เขาไปปักป้ายเตือนไว้ริมทาง เพื่อไม่ให้คนที่ไม่รู้เรื่องหลงเข้าไปในสถานีพักม้า


เรื่องนี้จัดการง่าย หาแผ่นไม้มาแผ่นหนึ่ง ให้คุณชายรองบ้านเขาเขียนข้อความเตือน แล้วปักไว้ริมถนนหลวงก็พอ


ชาวบ้านธรรมดาคงไม่มาที่นี่ ขุนนางและผู้เข้าสอบล้วนอ่านหนังสือออก เมื่อเห็นก็จะรู้ว่าเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นที่นี่ ต้องหลีกเลี่ยง


เครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุทั้งหมดถูกเก็บไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะคิดเงินของสถานีพักม้า เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายเก็บไปใช้ก่อเหตุร้ายอีก


เอกสารอธิบายถูกวางไว้บนโต๊ะโดยมีเชิงเทียนทับไว้ โจรร้ายทั้งเก้าคนถูกปิดปากมัดไว้ในสถานีพักม้า เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ฉินเหยาจึงตรวจสอบอีกครั้ง ปิดประตูใหญ่ของสถานีพักม้า แล้วให้อาหารม้าของทางการในคอกอีกกำมือหนึ่ง จากนั้นจึงออกเดินทาง


เดินทางไปข้างหน้าสามสิบลี้ ผ่านเมืองประจำอำเภอ หลิวจี้เสียเงินสิบเหวินจ้างคนช่วยส่งจดหมายร้องเรียนไปยังทางการ


เมื่อทางการทราบเรื่อง พวกเขาก็เดินทางไปถึงเมืองถัดไปแล้ว


อาหารแห้งหมดแล้ว พวกเขาจึงหยุดพักที่นี่เล็กน้อย หาโรงเตี๊ยมเล็กๆกินอาหารกลางวัน แล้วซื้อแป้งทอดที่เก็บไว้ได้นานอีกมากเป็นเสบียงเดินทางต่อ


ตอนเช้าแสงแดดเจิดจ้า ตอนเที่ยงท้องฟ้าก็เป็นสีฟ้าสดใส ไม่คิดว่าเพิ่งออกจากเมืองได้ไม่นาน เมฆดำก็บดบังดวงอาทิตย์และฝนเริ่มตก


ฝนตกหนักและกะทันหันมาก โชคดีที่นอกเมืองมีศาลาพักริมทางให้หลบฝนได้บ้าง ผู้คนจึงไม่เปียกปอน


หลิวจี้ผูกม้าเสร็จก็รีบวิ่งเข้าไปในศาลา ชี้ไปที่ท้องฟ้าที่มืดครึ้มแล้วด่าทอ


ขณะนั้นเอง ฟ้าก็ผ่าลงมา ทำให้หลิวลี่และต้าจ้วงตกใจจนกล่าวว่าหลิวจี้ไม่เคารพฟ้าดินจึงถูกลงโทษ


ทั้งสองคนไม่ถูกกันอยู่แล้วจึงทะเลาะกันอีก หลิวจี้ไม่เชื่อเรื่องฟ้าลงโทษอะไรนั่นหรอก หากจะลงโทษก็ควรลงโทษโจรร้ายที่ก่อกรรมทำชั่วเหล่านั้น ทำไมพวกมันถึงยังอยู่ดีกันเล่า


ทะเลาะกันเสร็จ ทะเลาะจนชนะ ทะเลาะจนหลิวลี่พูดไม่ออก เขาก็หันกลับไปมองห้าแม่ลูกข้างหลังอย่างภาคภูมิใจ


ทว่าไม่คิดเลยว่า ในสภาพอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้ ฉินเหยายืนอยู่ในศาลา มองหมู่บ้านและทุ่งนาที่พร่ามัวนอกม่านฝนแล้วหัวเราะออกมา


เพราะท่าทีของนาง ต้าหลางและน้องๆ จึงมิได้กระวนกระวายเพราะฝนตกหนัก ทั้งสี่คนพูดคุยกันเจื้อยแจ้วว่าจะใช้บทกวีใดมาบรรยายภาพเหตุการณ์นี้ได้ดีที่สุด


แก่นแท้อันมั่นคงเช่นนี้ ทำให้หลิวจี้ที่กำลังโกรธจัดถึงกับชะงักไป…เขาดูเป็นคนทึ่มไปเลย!


ตอนที่ 227: เข็นรถ


ฝนค่อยๆซาลง ฝนตกหนักมาเร็วไปเร็ว พริบตาเดียวท้องฟ้าก็สดใส


เพียงแต่มองถนนที่เฉอะแฉะนอกศาลา หลิวจี้ก็รู้สึกหนักใจ


ความทรงจำที่ตายไปในสมองเริ่มฟื้นคืนมา เขานึกถึงวันที่ตนเองขนส่งเสบียงไปยังชายแดนแล้วเจอฝนตกหนักถนนเฉอะแฉะอีกครั้ง


ความเจ็บปวดในนั้น เขาเพียงเสียใจที่ความรู้อันน้อยนิดไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้


“ฉินเหนียงจื่อ พวกเราจะรออีกหน่อยดีหรือไม่” หลิวลี่ขมวดคิ้วถาม เขายืนอยู่บนขั้นบันไดหินของศาลา ยกขาขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่กล้าก้าวออกไป


รองเท้าที่สวมอยู่เป็นรองเท้าใหม่ที่ภรรยาเพิ่งทำให้ก่อนออกจากบ้าน หากก้าวลงไปเพียงก้าวเดียว รับรองว่าคงสกปรกจนดูไม่ได้


ที่นี่ไม่มีรองเท้ากันฝน แม้ฉินเหยาจะไม่อยากให้รองเท้าสกปรกก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้


ทว่าทำให้รองเท้าสกปรกน้อยลงสักสองสามคู่ก็ยังดี


ฉินเหยามองดูท้องฟ้า บ่ายนี้คงไม่มีฝนแล้ว “ออกเดินทางต่อเถิด เดินทางอีกยี่สิบลี้ก็จะถึงเมืองถัดไป ไม่ไกลแล้ว”


กล่าวจบ เมื่อเห็นว่าหลิวลี่ไม่มีความเห็น ฉินเหยาจึงสั่งหลิวจี้ว่า “เจ้าไปเลื่อนรถม้ามาใกล้ๆหน่อย ข้าจะอุ้มเด็กๆขึ้นรถไปก่อน”


หลิวจี้จะว่าอะไรได้ ทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก้าวเท้าลงบนพื้นดินที่ถูกน้ำฝนชะล้าง เสียงพรืดดังขึ้น ความรู้สึกเหมือนเหยียบอึช่างยอดเยี่ยมเสียจริง


ต้าจ้วงส่งสัญญาณให้หลิวลี่รออยู่ในศาลาแล้วเดินตามหลิวจี้ไป เขาเหยียบย่ำผ่านโคลนเพื่อไปเลื่อนรถม้ามา หลิวลี่ยืนห่างออกไปกว่าครึ่งเมตร อาศัยต้าจ้วงช่วยพยุงตัวขึ้นรถม้า


เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อกแล้วมองหลิวจี้ด้วยท่าทางภาคภูมิใจเล็กน้อย


“ชิ~” หลิวจี้เบ้ปาก เสแสร้ง! เขาไม่ริษยาหรอก!


ฉินเหยาหนีบพวกต้าหลางสี่พี่น้องไว้ใต้รักแร้แล้วส่งขึ้นรถม้าทีละคน กำชับให้พวกเขานั่งดีๆ ส่วนตนเองก็กระโดดขึ้นไปนั่งอีกฝั่งของรถม้ากับหลิวจี้ สองครอบครัวออกเดินทางต่อ


ทว่าถนนเฉอะแฉะ บรรทุกของมาก็มาก เหล่าหวงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนอีก


“เฮ้ เจ้าม้าดื้อนี่มัน ตอนเช้าข้าเพิ่งให้ถั่วดีๆ เจ้าไปกระบวยหนึ่ง เจ้ากลับหมดแรงเสียแล้วหรือ” หลิวจี้เร่งม้าหลายครั้งแต่มันก็ไม่ยอมขยับจึงอดไม่ได้ที่จะด่าทอ


หลิวลี่และบ่าวที่ตามหลังมาก็ถูกรถม้าข้างหน้าขวางทางไว้จึงไปต่อไม่ได้


ทว่ารถม้าของพวกเขามีคนนั่งเพียงสองคน สถานการณ์ก็หาได้ดีไปกว่าบ้านของฉินเหยาเท่าใดนัก


เหล่าหวงเป็นม้าพันธุ์สูงใหญ่ มีพละกำลังมหาศาล


ส่วนม้าของบ้านหลิวลี่เป็นม้าเตี้ยพันธุ์ทั่วไป รูปร่างเล็กกว่า แถมรถม้าของพวกเขาก็เป็นล้อไม้ล้วนๆ ที่ไม่ได้หุ้มโลหะ ม้าจึงลากอย่างยากลำบากมาก


ฟังเสียงตะโกนจากข้างหน้าและข้างหลัง ฉินเหยาก็แหงนหน้ามองขึ้นฟ้า ถอนหายใจหนักๆ แล้วผลักหลิวจี้ให้โดดลงจากรถม้าพลางเหยียบลงบนโคลนอย่างมั่นคงตามไป


เดิมทีหลิวจี้รู้สึกโกรธเล็กน้อยที่ถูกผลักลงจากรถอย่างกะทันหัน แต่ยังไม่ทันได้อาละวาด ก็เห็นฉินเหยากระโดดลงมาด้วย


ดีมาก คราวนี้ไม่มีใครรอดพ้นจากการกลิ้งเกลือกกับโคลนไปได้ ยุติธรรมดี


“ฉินเหนียงจื่อ?” ต้าจ้วงที่อยู่ข้างหลังถามด้วยความสงสัย “ท่านจะทำอะไรหรือ”


ฉินเหยาตอบว่า “ลดน้ำหนัก เข็นรถ”


นางตะโกนเรียกหลิวลี่ที่อยู่ในห้องโดยสารรถม้า “ลงมาเดินเถิด ข้างหน้าก็ถึงเมืองแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยหาที่ล้างตัวให้สะอาดก็พอ”


เทียบกับการติดอยู่บนถนนจนเสียเวลาเดินทางแล้ว ความสกปรกจะนับเป็นอะไรได้


เดิมทีก็เสียเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยามเพราะหลบฝน หากเสียเวลาไปมากกว่านี้ กว่าจะถึงเมืองถัดไปฟ้าก็มืดเสียแล้ว


ต้าจ้วงกระโดดลงมาก่อน ให้หลิวลี่นั่งรถต่อไป เขาจะเข็นรถเอง


หลิวลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่บนรถม้าต่อไปตามคำแนะนำของต้าจ้วง ลองดูก่อนว่าแบบนี้จะไหวหรือไม่ หากไม่ไหวจริงๆ เขาค่อยลงจากรถ


เรื่องของสองนายบ่าว ฉินเหยาไม่สะดวกที่จะพูดอะไร ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง


นางกำชับต้าหลางและซื่อเหนียงที่เกาะหน้าต่างรถ “อยู่ในรถดีๆ อย่าเข้าใกล้หน้าต่างมากนัก ระวังเสื้อผ้าจะเปื้อนโคลน”


ต้าหลางส่ายหน้า “ให้ข้าลงไปด้วยเถิด”


หลิวจี้เกิดสำนึกอันดีขึ้นมาอย่างหาได้ยาก รีบเอ่ยห้ามว่า “เจ้าอย่าลงมาเลย ฟังคำแม่เจ้า อยู่เฉยๆเถิด”


หลิวจี้จูงม้าอยู่ข้างหน้า ฉินเหยาเข็นรถอยู่ข้างๆ เหล่าหวงรู้สึกว่าแรงกดดันลดลงมาก จึงยอมขยับเท้า เดินไปข้างหน้าช้าๆ


ต้าจ้วงดึงม้า ม้าก็ยอมเดิน ทว่าความเร็วก็ยังสู้ทางฉินเหยาไม่ได้ ระยะห่างของทั้งสองฝั่งยิ่งเดินยิ่งห่างกันมากขึ้น เมื่อเห็นว่าฉินเหยาต้องหยุดรออีกครั้ง หลิวจี้ก็อดไม่ได้ตะโกนใส่รถม้าเสียงดังว่า


“เจ้าหลิวรอง เจ้าลงจากรถมาเดินไม่ได้หรือไง?! ชักช้าอยู่ได้ ยังต้องให้ข้ามารอเจ้าอีก หากรอต่อไปฟ้าคงจะมืดแล้ว!”


ฉินเหยามิได้ห้าม เพียงแต่หัวเราะขบขันกับสภาพที่เปรอะเปื้อนโคลนของหลิวจี้ ท่ากระโดดโลดเต้นของเขาเหมือนลิงคลุกโคลนไม่มีผิด


เมื่อหลิวจี้หันกลับมาก็สบเข้ากับรอยยิ้มหยอกเย้าของนาง เขาอับอายจนพาลโกรธ ชี้หน้านางแล้วพูดว่า “เจ้าหัวเราะอะไร พวกเราก็สภาพเดียวกันนั่นแหละ!”


ฉินเหยาขมวดคิ้ว “เจ้าหาเรื่องตายหรือ”


นางกลับไม่รู้ว่าบนใบหน้าของตนก็มีโคลนติดอยู่หยดหนึ่งซึ่งตรงกับคางพอดี เหมือนแม่สื่อในงิ้วไม่มีผิด ปกติหลิวจี้จะไม่กล้าหัวเราะเยาะนาง เว้นเสียแต่จะตลกจริงๆ


“พรืด~” เขากลั้นไม่ไหว ปล่อยลมออกมาทางปาก


ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงที่เกาะประตูรถอยู่ก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย “ฮ่าฮ่าฮ่า”


“ท่านแม่ ท่านเหมือนแม่สื่อเลย!” เอ้อร์หลางหัวเราะพลางชี้ไปที่คางของฉินเหยากล่าว


ฉินเหยาชะงัก ยกมือลูบคาง สีหน้าเย็นชาของนางก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่อีก หัวเราะออกมาเสียงดังเช่นกัน


เสียงหัวเราะของคนทั้งหกคนดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า แผ่กระจายไปไกลแสนไกล


หลังจากหัวเราะจนหายใจแทบไม่ทัน ทั้งครอบครัวจึงหยุดลง ต่างคนต่างน้ำตาคลอเบ้า


ทว่าเมื่อหัวเราะเช่นนี้แล้ว ก็ไม่รู้สึกว่าถนนที่เฉอะแฉะนั้นแย่อีกต่อไป


ซื่อเหนียงนั้นสมกับเป็นเสื้อนวมตัวน้อยของท่านแม่ นางหาผ้าเช็ดหน้าออกมา พยายามยื่นมือเล็กๆส่งให้ฉินเหยา “ท่านแม่ เช็ดหน้าเถิด”


ฉินเหยาแตะจมูกเล็กๆของนาง เด็กหญิงตัวน้อยกลัวจั๊กจี้จึงหดคอแล้วส่งยิ้มให้


ฉินเหยาเช็ดหน้าให้สะอาด เก็บผ้าเช็ดหน้าที่สกปรกไว้บนที่นั่งคนขับก่อน แล้วอดไม่ได้ที่จะเอามือประคองใบหน้าเล็กๆที่น่ารักของซื่อเหนียงแล้วหอมแก้มเสียงดังฟอดใหญ่ “น่ารักจริงๆ!”


ซื่อเหนียงถูกหอมจนเขินอาย เบิกตากลมโตใสซื่อมองนางอย่างรักใคร่ เกาะอยู่ข้างประตูรถ รู้สึกว่าในเวลานี้ ตนเองเป็นเด็กหญิงที่มีความสุขที่สุดในแคว้นเซิ่ง!


ต้าจ้วงจูงรถม้าตามมาทันในที่สุด


ถนนข้างหน้าเริ่มแห้งแล้ว สองครอบครัวจึงเร่งความเร็วขึ้น


ก่อนฟ้ามืดก็เดินทางถึงเมืองเล็กๆที่ตั้งใจจะแวะพักได้อย่างราบรื่น


เมืองนี้มีเพียงโรงเตี๊ยมเล็กๆโทรมๆแห่งเดียว ผู้เข้าสอบที่เดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลล้วนต้องผ่านที่นี่ โรงเตี๊ยมมีคนมาพักก่อนแล้วสามกลุ่ม เหลือเพียงสองห้องจึงพักกันห้องละครอบครัว


ห้องพักเล็กมาก หลิวจี้จึงหลอกล่อต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซานหลาง ทั้งสี่พ่อลูกวิ่งมาแจ้งฉินเหยาว่าพวกผู้ชายจะปูเสื่อนอนด้วยกันในตอนกลางคืน


หลิวจี้กลัวฉินเหยาจะไล่เขาไปนอนในรถม้า วันนี้อากาศไม่หนาวแล้ว แต่กลางคืนยุงเยอะ นอนข้างนอกจึงแทบจะไม่ต่างจากการโดนทรมานเลย


โชคดีที่ห้องพักแม้จะเล็กแต่ก็มีสิ่งที่จำเป็นครบถ้วน เสี่ยวเอ้อร์ได้รมควันห้องด้วยหญ้าอ้ายล่วงหน้าแล้ว พื้นก็ปูด้วยไม้กระดาน สามารถตอบสนองความต้องการในการปูเสื่อนอนได้


ตอนที่ 228: ปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าทั้งหมด


บนร่างของฉินเหยาและหลิวจี้เต็มไปด้วยโคลนที่แห้งกรัง สกปรกจนดูไม่ได้


ม้าและรถม้าก็สภาพไม่ต่างกัน แม้จะล้างที่ริมธารก่อนเข้าเมืองแล้วไม่ค่อยจะเลอะเทอะเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เมื่อได้พักผ่อนก็ยังต้องเช็ดล้างม้าและรถม้าให้สะอาดอีกครั้ง


มีเงินทองย่อมทำอะไรได้ง่ายขึ้น ครานี้เพียงจ่ายเพิ่มให้เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมหนึ่งร้อยเหวิน ก็มีเสี่ยวเอ้อร์มาช่วยล้างรถม้าและม้าให้


นี่ยังรวมถึงน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำของครอบครัวฉินเหยาด้วย


สิ่งของสัตว์เลี้ยงล้วนเหมือนเจ้าของ เหล่าหวงบัดนี้ก็เป็นม้าที่รักความสะอาดตัวหนึ่ง ปกติเวลาคนนอกเข้าใกล้มันจะค่อนข้างดุร้าย แต่ตอนนี้รู้ว่าจะได้อาบน้ำ มันจึงยอมให้เสี่ยวเอ้อร์ผูกไว้กับเสาด้านนอกประตูหลังแต่โดยดี แล้วให้คนปรนนิบัติขัดสีฉวีวรรณ


ขณะที่เหล่าหวงกำลังสำราญ ฉินเหยาและสามีก็ผลัดกันพาลูกๆไปอาบน้ำสระผม


เดินทางมาหลายวันเช่นนี้ เหงื่อไคลได้หมักหมมจนเริ่มส่งกลิ่นเหม็นแล้ว


ต้าจ้วงมองดูครอบครัวฉินเหยาที่กำลังวุ่นวายกับการล้างหน้าล้างตา ก็รู้สึกเหมือนกำลังดูเรื่องประหลาด


บนร่างของเขาก็มีโคลนเช่นกัน แต่เพียงแค่ใช้น้ำเย็นล้างหลังเท้าก็เสร็จเรื่องแล้ว


ส่วนโคลนบนเสื้อผ้า เพียงแค่ขยี้ๆ แล้วปัดๆหน่อยก็สวมใส่ต่อไปได้


มิใช่ว่าไม่ใส่ใจ เพียงแต่ไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยน และกลัวว่าเสื้อผ้าป่านที่เปราะบางและปะชุนเต็มตัวจะเสียหายจากการซัก


ฉินเหยาและซื่อเหนียง สองแม่ลูกอาบน้ำก่อนเป็นรอบแรก เมื่ออาบเสร็จก็ออกมาให้หลิวจี้และบุตรชายทั้งสามเข้าไปอาบต่อ


สองแม่ลูกนั่งอยู่บนม้านั่งหินในลานหลังโรงเตี๊ยม มองเสี่ยวเอ้อร์เช็ดล้างรถม้าไปพลาง นั่งเฝ้าเสื้อผ้าสกปรกรอให้หลิวจี้ออกมาซัก


ต้าจ้วงก็กำลังล้างรถม้าเช่นกัน เขาเสียดายเงินในการจ้างเสี่ยวเอ้อร์จึงตักน้ำมาล้างด้วยตัวเอง


ดวงตากลมโตอยากรู้อยากเห็นของซื่อเหนียงมองไปรอบๆ เด็กหญิงตัวน้อยพักในโรงเตี๊ยมเป็นครั้งแรก ประสบการณ์ที่นี่ทำให้นางรู้สึกแปลกใหม่มาก


ดวงตากลมโตมองไปยังห้องข้างๆที่แง้มเปิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวลี่จุดโคมไฟ กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเล็ก


ครู่ต่อมาก็มองไปยังเสี่ยวเอ้อร์และลุงต้าจ้วงที่กำลังล้างรถม้า ใบหน้าเล็กๆปรากฏความสงสัย


ลุงต้าจ้วงจะไม่รู้สึกเหนื่อยหรือ เหตุใดเขาจึงไม่ขอให้ท่านลุงลี่ช่วยทำงานเล่า


ลุงต้าจ้วงกับลุงลี่ก็มิใช่พี่น้องกัน มิใช่ญาติ ดังนั้นเมื่อลุงต้าจ้วงล้างเกวียนแล้ว ลุงลี่จะให้ค่าตอบแทนพิเศษแก่เขาหรือไม่


ในใจของซื่อเหนียงมีข้อสงสัยมากมาย แต่รู้ว่าตอนนี้ถามออกไปคงไม่ดี


ดังนั้น เด็กหญิงตัวน้อยจึงข่มความสงสัยเอาไว้จนกระทั่งหลิวจี้และบุตรชายทั้งสี่อาบน้ำเสร็จออกมา ฉินเหยาจูงนางกลับไปพักผ่อนในห้อง เมื่อเหลือเพียงสองแม่ลูก จึงค่อยถามข้อสงสัยของตนออกมา


ฉินเหยาไม่คิดว่าซื่อเหนียงจะสังเกตรายละเอียดเหล่านี้ได้ นางนึกว่าเด็กหกขวบทุกคนคงเหมือนซานหลาง ที่คิดแต่เรื่องกิน นอน และตื่นมาเล่น


“เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นหรือท่านแม่” ซื่อเหนียงเท้าคางถาม


ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เพราะฐานะของพวกเขาไม่เท่าเทียมกัน”


สีหน้าของซื่อเหนียงยิ่งสงสัยมากขึ้น “ทำไมหรือ เป็นเพราะลุงลี่มีเงิน แต่ลุงต้าจ้วงไม่มีเงินหรือ”


“นั่นก็ไม่เชิงหรอก นอกจากความไม่เท่าเทียมกันทางการเงินแล้ว พวกเขายังมีความไม่เท่าเทียมกันในด้านอำนาจด้วย”


เมื่อกล่าวมาตรงเพียงนี้ ฉินเหยารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถพูดได้ การรู้ถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นเร็วหน่อยก็มิใช่เรื่องเสียหาย


ปรับตัวล่วงหน้าและใช้กฎเกณฑ์ให้เป็นประโยชน์จึงจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดียิ่งขึ้น


ทว่าความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนในสายเลือดของฉินเหยาจะไม่มีวันถูกลบล้าง!


ขณะที่บอกซื่อเหนียงถึงความแตกต่างด้านอำนาจอันยิ่งใหญ่ระหว่างขุนนาง ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ว่าอำนาจของฮ่องเต้อยู่เหนือสิ่งอื่นใด นางก็เตือนนางด้วยว่า ไม่ว่าต่อไปในภายภาคหน้า นางจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม จงอย่าลืมความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนโดยพื้นฐาน


และในแคว้นเซิ่งยังมีสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือภายใต้ขุนนาง ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และทาส ยังมีสตรีที่อ่อนแอยิ่งกว่า


เห็นเด็กหญิงตัวน้อยตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก ฉินเหยาจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัยว่า “สิ่งที่ข้าพูดเหล่านี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”


ซื่อเหนียงส่งเสียง “อืมๆ” พยักหน้าหนักแน่น กำหมัดเล็กๆแน่นโดยไม่รู้ตัว นางกล่าวว่า


“ท่านแม่ ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ เมื่อข้าเติบโตขึ้น ข้าจะเก่งกาจเหมือนท่าน ไปปกป้องพี่สาวน้องสาวที่อ่อนแอกว่าพวกเรา!”


“ไม่ถูก!” ซื่อเหนียงรู้สึกว่ายังไม่พอจึงกล่าวเสริมอย่างจริงจังว่า “ปกป้องทุกคนที่อ่อนแอกว่า!”


ถูกชมเชยเสียแล้ว!


ซื่อเหนียงรีบเชิดคางขึ้น นางจะเป็นบุตรีที่ท่านแม่ภูมิใจที่สุด!


หากมิใช่เพราะท้องร้อง เด็กหญิงตัวน้อยคงจะต้องท่องบทเรียนอีกสองบทออกมาให้ได้


“เมียจ๋า! เมียจ๋า!”


เสียงโวยวายของหลิวจี้ดังมาจากนอกประตู


ฉินเหยาถอนหายใจ เขาช่างเป็นบุรุษที่ไม่เคยทำให้ผู้อื่นวางใจเลยจริงๆ


เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังใกล้เข้ามาทีละน้อย สี่พ่อลูกที่ไปสั่งอาหารที่ห้องโถงด้านหน้าหลังจากซักผ้าเสร็จแล้ว พุ่งเข้ามาด้วยความโกรธเคืองเหมือนๆกัน


ทันทีที่เข้ามาในประตู หลิวจี้ก็ตบโต๊ะเล็กในห้องเสียงดัง “ปัง” แล้วฟ้องฉินเหยาอย่างโกรธเคืองว่า “ร้านค้าขี้โกง! นี่มันร้านค้าขี้โกงชัดๆ!”


เอ้อร์หลางเองก็มีสีหน้าโกรธเคืองเช่นกันกล่าวว่า “ท่านแม่ บะหมี่น้ำใสชามเดียว ท่านทายสิว่าเถ้าแก่ที่นี่เขาคิดเงินเท่าไหร่”


“เท่าไหร่หรือ” ฉินเหยาโอบซื่อเหนียงที่ตกใจจากเสียงตบโต๊ะของบิดาแล้วเตือนหลิวจี้ที่โกรธจนแทบจะระเบิดว่า “เจ้าใจเย็นๆหน่อย นี่พวกเรายังพักอยู่ในห้องพักของเขานะ พูดเสียงดังขนาดนี้ว่าร้านเขาเป็นร้านค้าขี้โกง กลัวคนอื่นไม่ได้ยินหรืออย่างไร ไม่กลัวว่าเขาจะไล่พวกเราออกไปหรือ”


“ก็…ก็ไม่ใช่หรอก” หลิวจี้มองท้องฟ้าที่มืดมิดนอกหน้าต่าง ใครอยากจะนอนข้างถนนกันเล่า


แต่ร้านนี้มันขี้โกงเกินไปจริงๆ!


หลิวจี้ส่งสายตาให้เอ้อร์หลาง เอ้อร์หลางก็ยกมือขึ้นข้างหนึ่งอย่างเกินควร ชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว แล้วกล่าวต่อว่า “บะหมี่น้ำใสชามเดียวคิดเงินสามสิบเหวิน!”


เขาย้ำว่า “บะหมี่น้ำใส!”


ซานหลางพูดเสริม “บะหมี่น้ำใส ไม่มีเนื้อด้วยนะ”


หลิวจี้ก็กล่าวด้วยว่า “บะหมี่น้ำใสชามเดียวที่พวกเรากินเมื่อกลางวันในอีกเมือง หนึ่งชามก็แค่สิบห้าเหวินเท่านั้น”


เขารู้ว่าตอนนี้ราคาธัญพืชพุ่งสูงขึ้น บะหมี่น้ำใสชามละสิบห้าเหวินก็เป็นราคาที่แพงกว่าปกติถึงสามเท่าแล้ว แม้จะรับได้ยาก แต่ถ้าไม่กินก็จะหิวโหยจึงต้องกัดฟันอดทนเอา


อย่างไรเสียที่บ้านก็เพิ่งมีเงินเพิ่มเข้ามาเจ็ดตำลึง จ่ายได้


แต่เพิ่งเดินทางมาได้ยี่สิบกว่าลี้ บะหมี่น้ำใสชามเดียวกลับขึ้นราคาเป็นสามสิบเหวิน นี่ไม่ใช่ร้านค้าขี้โกงแล้วจะเป็นอะไรได้


เมื่อฉินเหยาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างเงียบๆ ราคานี้แพงเกินไปจริงๆ


แต่เมื่อส่งหลิวจี้ออกไปถาม ผู้คนที่มาพักต่างก็กินบะหมี่ในราคานี้กันทั้งนั้น หลิวลี่ก็แสดงออกว่าจนใจ เขายังให้ต้าจ้วงไปหาร้านอื่นในตลาดอีกด้วย แต่ทุกร้านก็ปิดหมดแล้ว ในเมืองนี้มีเพียงร้านนี้ร้านเดียวเท่านั้น ถึงแพงก็ต้องกิน


และมิใช่ว่าเถ้าแก่ร้านนี้ใจดำ แต่เป็นเพราะราคาธัญพืชที่นี่แพงกว่าที่อำเภอไคหยางของพวกเขาถึงสามเท่า


เมื่อคิดถึงโจรร้ายเก้าคนที่กล้าหาญถึงเพียงนั้น กล้าแม้แต่จะปล้นฆ่าขุนนางในสถานีพักม้าของทางการ ก็รู้ได้ว่าปัญหาการขาดแคลนอาหารที่นี่รุนแรงมาก


หลิวจี้เงียบไป


ต้าหลางลองถามว่า “อาหารแห้งก็ยังมี กินแป้งทอดดีหรือไม่ขอรับ ต้มน้ำร้อนดื่มไปด้วยก็หอมอร่อยดีนะ”


ภายใต้การชักชวนอย่างแข็งขันของต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงต่างก็บอกว่าพวกตนตั้งตารอที่จะกินอาหารแห้งมาก


ฉินเหยาโบกมือ “สิ่งที่ควรประหยัดก็ประหยัด สิ่งที่ควรจ่ายก็ต้องจ่าย บะหมี่ชามละสามสิบเหวินก็มิใช่ว่าจะกินไม่ได้”


ถือเสียว่ากำลังรับประทานอาหารอยู่ในโรงแรมห้าดาวสุดหรูก็แล้วกัน


ตอนที่ 229: ช่องว่างกว้าง


ฉินเหยายื่นเงินสามเฉียนให้หลิวจี้ “ไปสั่งบะหมี่มาแปดชาม ให้เสี่ยวเอ้อร์ใส่ผักเยอะๆ แล้วเพิ่มไข่ทอดหกฟองด้วย”


ปกติราคาของไข่ทอดเต็มที่ก็อยู่ที่ฟองละสองเหวิน ตอนนี้คงขึ้นราคาไปสี่ถึงห้าเท่าแล้ว เงินสามเฉียนนี้อาจจะไม่พอด้วยซ้ำ


เดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว วันนี้ทั้งเหนื่อยทั้งหิว กินให้อิ่มหน่อยจะได้มีอารมณ์เดินทางต่อในวันพรุ่งนี้


เมื่อก่อนถ้าไม่ใช่เงินของตัวเอง หลิวจี้ไม่เคยเสียดายเลยสักนิด


แต่ตอนนี้ฉินเหยายื่นเงินมาให้ เขาเจ็บใจจนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เรียกต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซานหลาง ไปสั่งอาหารที่ห้องโถงด้านหน้าด้วยกัน


บะหมี่ตั้งแปดชาม คนแค่สองมือจะถือกลับมาได้อย่างไร แน่นอนว่าต้องเรียกคนไปเพิ่มอีกสามคน


หลิวจี้ใช้เงินสามเฉียนหมดเกลี้ยง ซื้อบะหมี่น้ำใสกลับมาแปดชามกับไข่ทอดอีกหกฟอง


ผักที่สั่งให้ใส่เพิ่มก็ไม่ได้เพิ่มมาสักเท่าไหร่ การขาดแคลนอาหารไม่ได้มีแค่ข้าวสารและแป้งสาลี ตราบใดที่กินได้ นอกจากข้าวที่ยังไม่สุกในนาแล้ว แม้แต่ผักป่าก็ไม่เว้น


ไข่นี่ขึ้นราคาแรงจริงๆ สิบเหวินต่อฟองยังเป็นราคาที่หลิวจี้ต่อแล้วลงมือทอดเองในครัว


ปกติอยู่ที่บ้านเคยชินกับการเทน้ำมันเยอะหน่อย เผลอใส่น้ำมันมากไปแค่นิดเดียว แค่นิดเดียวจริงๆ! ก็เกือบจะโดนท่านป้าในครัวด่าตาย


อย่างไรก็ตาม อาหารเย็นมื้อนี้ทั้งหกคนในครอบครัวกินกันอย่างเอร็ดอร่อยมาก ฉินเหยาผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวแสดงความพึงพอใจอย่างจริงใจด้วยการกินจนหมดชาม ถือว่าคุ้มค่าแล้ว


ยามค่ำคืน ทั้งครอบครัวเบียดเสียดกันอยู่ในห้องพักเล็กๆ เพราะวันนี้เดินทางมาเหนื่อยมาก หลิวจี้จึงนอนกรนเสียงดังสนั่น


กลางดึกโดนฉินเหยาเตะด้วยฝ่าเท้าไร้เงาไปทีหนึ่ง ถึงได้พลิกตัวแล้วหยุดกรน


แต่โดยรวมแล้ว คืนนี้ฉินเหยานอนหลับได้ไม่เลว


แต่เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อมาถึงห้องโถงของโรงเตี๊ยมเพื่อซื้ออาหารสำหรับพกติดตัวไปกินระหว่างทาง กลับพบว่ารายการอาหารของร้านขึ้นราคาไปอีกห้าเหวิน


มือที่หลิวจี้ยื่นออกไป รีบหดกลับมาด้วยความตกใจ กำเงินไว้แน่น


ถึงกับรู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่เมื่อคืนฉินเหยาใจกว้างสั่งบะหมี่และไข่ทอดให้พวกเขากิน ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่ได้กินบะหมี่และไข่ในราคานั้นแล้ว


“เอาบะหมี่สดสิบจิน” ฉินเหยายังคงซื้ออยู่ บะหมี่สดหนึ่งจินราคาสามสิบเหวิน สิบจินรวมสามร้อยเหวิน


บะหมี่สดสิบจินบวกกับเสบียงแห้งที่ซื้อเมื่อวานพอให้พวกนางกินได้สองวัน เกือบจะถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว ตอนนั้นใช้เตาเล็กๆต้มบะหมี่ด้วยน้ำร้อน ทั้งครอบครัวก็จะได้ชดน้ำแกงร้อนๆด้วย


หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ซื้อจริงหรือ”


พวกเขามีบะหมี่อีกห้าสิบจินอยู่ในรถไม่ใช่หรือ อย่างมากก็เอาออกมากินสิ


ฉินเหยาส่ายหน้า ไม่อนุญาตให้เขาคิดถึงบะหมี่ห้าสิบจินนั้นตอนนี้ นางตั้งใจเก็บไว้สำหรับขากลับ เผื่อขากลับเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง นี่จะเป็นเสบียงช่วยชีวิต


ถ้าเอาออกมากิน ตอนนั้นจะกินลมกลับไปหรืออย่างไร


จะซื้อใหม่ก็พอทำได้อยู่หรอก เพียงแต่ราคาอาหารในตอนนี้ยังพุ่งขึ้นเช่นนี้ หากถึงครานั้น ราคาคงแพงเสียจนแม้แต่นางเองยังไม่กล้าจ่ายแน่แท้


ทางการกล่าวว่าเสบียงส่วนเกินยังคงมีพอเพียง แต่ก็ไม่รู้เหตุใดถึงยังไม่เปิดคลังแจกจ่ายเพื่อบรรเทาสถานการณ์เสียที


หากยังเพิกเฉย อีกไม่นานหลังการสอบฝู่ซื่อสอบเสร็จสิ้น จะต้องเกิดความวุ่นวายเป็นแน่


น่าเสียดายที่เรื่องแบบนี้ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาไม่มีสิทธิ์รับรู้ ได้แต่หวังให้สวรรค์เมตตาเท่านั้น


บางทีทางการอาจจะมีเหตุผลของพวกเขา แต่ฉินเหยาไม่สนใจมากขนาดนั้น สิ่งที่นางทำได้คือทำอย่างไรจึงจะไปถึงเมืองหลวงของมณฑล และทำอย่างไรจึงจะกลับไปถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว


“ซื้อ!” น้ำเสียงของฉินเหยาหนักแน่นไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง สั่งให้หลิวจี้จ่ายเงิน แล้วจัดการคิดบัญชีให้เรียบร้อย


ซื้อบะหมี่เสร็จแล้ว อาหารเช้าทั้งสี่คนในครอบครัวจึงกินแป้งทอดที่ซื้อมาเมื่อวานตอนเที่ยงวัน กินกับน้ำแกงไข่ที่สั่งมาจากในครัว เด็กและผู้ใหญ่ต่างก็กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ


หลิวลี่เลียนแบบฉินเหยา เห็นฉินเหยาซื้อบะหมี่ก็อดทนต่อราคาที่สูงลิ่ว สั่งให้ต้าจ้วงไปซื้อเสบียงสำหรับสองวัน ตั้งใจว่าจะทำอาหารกินเองในช่วงสองวันนี้


พวกเขากินวันละสองมื้อ ตอนเที่ยงหิวก็กินอะไรรองท้องไปก่อน ไม่เหมือนกับครอบครัวของฉินเหยาที่กินวันละสามมื้อจริงจัง การสิ้นเปลืองอาหารจึงน้อยกว่า ซื้อแค่สามจินก็พอแล้ว


ต้าหลางและเอ้อร์หลางนำเสื้อผ้าที่ซักเมื่อคืนแต่ยังไม่แห้งสนิทออกมาตากบนราวไม้ไผ่สำหรับแขวนโคมไฟที่ประตูรถม้า


หลิวลี่ที่เดินนำหน้าในวันนี้ เมื่อหันกลับไปเห็นก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียดเช่นนี้ ครอบครัวนี้กลับยังดูเหมือนมาเที่ยวเล่น เขาอดไม่ได้ที่จะอิจฉาความเข้มแข็งทางจิตใจของพวกนางจริงๆ


ไม่พูดถึงหลิวจี้ อีกฝ่ายเป็นพวกที่ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังนอนอยู่บนพื้นได้ สิ่งที่ทำให้หลิวลี่รู้สึกอิจฉาจริงๆ ก็คือพวกต้าหลางทั้งสี่พี่น้อง


อายุยังน้อยเพียงนี้ แต่ก็มีประสบการณ์เดินทางไกลที่น่าประทับใจเช่นนี้แล้ว คราวหน้าเมื่อนึกย้อนกลับมา คงรู้สึกว่างดงามไม่น้อยกระมัง


ส่วนเขา ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เพิ่งจะเคยออกจากเขตอำเภอไคหยางเป็นครั้งแรก


รถม้าบนถนนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน มองก็รู้ว่าเป็นบัณฑิตที่จะไปสอบที่เมืองหลวงของมณฑล


พวกเขามีอายุมากบ้างน้อยบ้าง มีคนหนึ่งดูเหมือนจะอายุประมาณสิบขวบ หลิวลี่และหลิวจี้เห็นแล้วก็ตกใจมาก


“นี่มันเด็กอัจฉริยะชัดๆ!” หลิวจี้พึมพำด้วยความตกใจ


รถม้าของอีกฝ่ายหรูหรามาก มีผู้คุ้มกันและคนรับใช้มากมาย พวกเขาจึงต้องหลีกทางให้อีกฝ่ายไปก่อน


คำพึมพำด้วยความตกใจของหลิวจี้ถูกอีกฝ่ายได้ยินเข้าเต็มๆ


เด็กคนนั้นกับผู้คุ้มกันขี่ม้ามาด้วยกัน เด็กคนนั้นหันหน้ามามองเขาแวบหนึ่ง เสื้อแพรไหมสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายหลากสี เกือบจะทำให้ตาของหลิวจี้พร่ามัว


น่าเสียดายที่อีกฝ่ายหันกลับไปเร็วเกินไป กว่าเขาจะตั้งสติได้และอยากจะมองให้เห็นรูปร่างหน้าตาของเด็กอัจฉริยะจากตระกูลผู้มีอำนาจ เด็กคนนั้นก็ขี่ม้าไปไกลแล้ว


แต่เพียงแค่แวบเดียวนั้นก็แผดเผาใจเขา ทำให้หลิวจี้รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูกอยู่นาน


เด็กคนนั้นเปรียบเสมือนการตบหน้าหลิวจี้รอบด้าน แม้แต่หลิวลี่ก็ยังเริ่มเสียศูนย์ นั่งอยู่ในรถก็อ่านหนังสือไม่เข้าหัว


มีคู่แข่งแบบนี้ พวกเขายังจะมีโอกาสอีกหรือ


เมื่อก่อนตอนอยู่ในสำนักศึกษาเล็กๆในอำเภอไคหยาง พอถูกอาจารย์ชมสองคำก็คิดว่าตัวเองเป็นมังกรในหมู่คน


ตอนนี้เมื่อออกมาดูข้างนอก เมื่อเทียบกับอัจฉริยะที่แท้จริงแล้ว พวกเขานับเป็นตัวอะไร?


ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น!


ตอนเที่ยงพักกินอาหารกลางวันที่ศาลาริมทาง หลิวจี้และหลิวลี่สบตากันแล้วถอนหายใจออกมาพร้อมกัน “เฮ้อ~”


น่าเสียดายที่ความเป็นจริงไม่ได้ให้เวลาพวกเขาปรับตัวมากนัก หลิวจี้มองต้าจ้วงที่งีบหลับพิงประตูรถม้าด้วยความอิจฉาแล้วรับฟืนที่ฉินเหยาและลูกๆอีกห้าคนแบกมา ก่อไฟต้มน้ำทำบะหมี่กิน


เพราะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตอนใส่บะหมี่จึงเกือบจะเอาทั้งมือและบะหมี่จุ่มลงไปในน้ำเดือด ถ้าฉินเหยาไม่เห็นทันแล้วจับมือเขาไว้ ปีนี้ก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องการสอบแล้ว


“เจ้าเป็นอะไรไป? ใจลอยอยู่ได้?” ฉินเหยาถามด้วยความไม่พอใจ


หลิวจี้เพิ่งรู้สึกตัว หันไปมองบะหมี่ที่ถูกต้มจนสุกในน้ำเดือดก็รู้สึกหวาดเสียวเล็กน้อย


แต่ในใจกลับมีความรู้สึกที่อยากระบายออกมา เขาถอนหายใจแล้วพึมพำว่า “พวกผู้เข้าสอบที่กำลังเดินทางไปสอบนั่นมีทั้งรถม้าหรูหรา มีผู้คุ้มกันและคนรับใช้ติดตาม…อย่างไรข้าก็สอบไม่ผ่านอยู่ดี หรือว่าพวกเรายอมแพ้เลยดีหรือไม่ แถวนี้ราคาอาหารก็ยังสูงขนาดนี้ มิสู้กลับบ้าน…”


ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลง มองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หลิวจี้รู้สึกว่าตัวเองเล็กยิ่งกว่าฝุ่นละอองเสียอีก


ตอนที่ 230: ไม่ยอมรับชะตา


ฉินเหยายังคิดว่าเขาเป็นลมแดดระหว่างขับรถเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเพราะเสียหน้านี่เอง


นางโบกมือ สั่งให้เขาไปอยู่ข้างๆให้ห่างจากไฟเสียหน่อย ส่วนตนนั่งลงหน้าเตา มองบะหมี่ในหม้อพลางกล่าวว่า


“เจ้าดูแผนที่ พวกเราใกล้จะถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว เมืองหลวงของแคว้น ย่อมใหญ่โตและรุ่งเรืองกว่าอำเภอไคหยางเล็กๆมากนัก ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น ขุนนางและพ่อค้าคหบดีมีมากมายนับไม่ถ้วน”


“เหนือจวนเจ้าเมืองขึ้นไป ยังมีซุ่นเทียนฝู่ทางเหนือ อิงเทียนฝู่ทางใต้ และแคว้นเซิ่งทั้งสองเมืองหลวง ขุนนางชั้นสูงล้วนอยู่ที่นั่น เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งใต้อำเภอไคหยางพอถูกโยนเข้าไปแล้ว เกรงว่าจะต่ำต้อยยิ่งกว่าขอทานข้างถนนเสียอีก เพราะอย่างไรเสียพวกขอทานก็เติบโตขึ้นที่นั่น ได้เห็นความหรูหราของขุนนางชั้นสูงมานับไม่ถ้วน”


เมื่อบะหมี่สุกแล้ว ฉินเหยาจึงส่งสัญญาณให้ต้าหลางและคนอื่นๆนำชามออกมา ตักบะหมี่ให้พวกเขาตามปริมาณที่กิน โรยเกลือเล็กน้อย หยดน้ำปรุงรสสองหยดก็มีรสชาติแล้ว


“ท่านพ่อ ชามของท่าน” ซื่อเหนียงยื่นชามให้หลิวจี้ เขาฝืนยิ้มรับ ไม่กล้ารบกวนฉินเหยา ลงมือตักบะหมี่เอง


ตักเสร็จก็ถือชามบะหมี่ไว้แต่ไม่กิน


บะหมี่ที่เหลือในหม้อเป็นของฉินเหยาทั้งหมด นางยกหม้อขึ้นซดกินพลางกล่าวว่า “ถิ่นกำเนิดของคนเราสำคัญมาก แต่สิ่งนี้เราเลือกไม่ได้ เกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ทรัพยากรขาดแคลน ไม่มีอะไรสักอย่าง”


“เกิดในเมืองหลวง แม้จะเป็นขอทานก็อาจได้กินของอร่อยเลิศรสที่พวกขุนนางทิ้งขว้างบ้าง”


“แต่คนที่เกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ก็ยังสามารถเลือกเส้นทางที่จะเดินในอนาคตได้”


“เขาอาจจะใช้ชีวิตไปวันๆ สืบทอดที่ดินหนึ่งหมู่สามเฟินของบรรพบุรุษและเป็นชาวนาซื่อๆ หรืออาจจะมุ่งมั่นตั้งใจเล่าเรียนสอบเคอจวี่ ออกจากหมู่บ้าน ออกจากอำเภอ ออกจากเมืองหลวงของมณฑล ไปยังเมืองหลวง”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวจี้ก็ยิ้มอย่างขมขื่น “แต่ข้าผู้ซึ่งเกิดมาโดยไม่มีอะไรเลย ต้องไปแข่งขันกับพวกเขาในห้องสอบเดียวกัน จะสู้ได้อย่างไร”


เขาถอนหายใจ “บางที นี่อาจจะเป็นโชคชะตา…”


“อืม เจ้าจะยอมรับชะตาก็ได้” ฉินเหยาซดบะหมี่คำสุดท้ายเสียงดัง วางชามลง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน กางนิ้วคำนวณอย่างจริงจัง


“เมื่อครั้งไถ่ตัวเจ้า ข้าให้เงินหลินเอ้อร์เป่าไปสามสิบแปดตำลึง ค่าเล่าเรียนในสำนักศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกห้าตำลึง กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เจ้ากินของข้า ใช้ของของข้า ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าล้วนเป็นเงินของข้าทั้งนั้น ข้าคิดเหมาให้เจ้าสิบตำลึงก็แล้วกัน รวมกับดอกเบี้ยที่ผ่านมาทั้งหมด รวมกันเป็น…”


หลิวจี้ตัวสั่นเทิ้ม “ข้าไม่ยอมรับชะตา! ข้าไม่มีวันยอมรับชะตาเด็ดขาด!”


ฉินเหยาส่งสายตาสื่อว่าสายไปแล้วให้เขา “รวมทั้งหมดห้าสิบห้าตำลึง โอ้ ยังมีหีบหนังสือและหนังสือของเจ้าอีก ตีราคาเพิ่มอีกห้าตำลึง รวมเป็นหกสิบตำลึงถ้วน เจ้าเอาเงินมาให้ข้า เจ้าก็กลับไปได้ แผ่นดินกว้างใหญ่ สุดแล้วแต่เจ้าจะท่องเที่ยวไป”


แน่นอน หากไม่มีเงินจ่ายก็ต้องขออภัย คงต้องให้เขาไปตายเสีย


พวกต้าหลางสี่พี่น้องซึ่งกำลังกินบะหมี่อยู่ถึงกับหยุดชะงัก มองไปยังหลิวจี้ที่อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตาด้วยความตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อจึงไม่เห็นคุณค่าของชีวิตเช่นนี้


ไม่ใช่ เขาหวงแหนชีวิตมากต่างหาก อุตส่าห์คลานกลับมาจากชายแดน ทั้งยังดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา


หลิวจี้ก่อนหน้านี้ยังคิดได้ไม่ทะลุปรุโปร่งเหมือนเด็กๆที่ยังคงคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม


แต่ตอนนี้เมื่อถูกฉินเหยากระตุ้นเช่นนี้ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่า ตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยยอมรับชะตาเลย!


“เมียจ๋า เจ้าอย่าโกรธ ข้าคิดผิดไป มาๆ เจ้ามานั่งพักสักครู่ ข้าจะไปล้างชามที่ริมน้ำแล้วพวกเราจะออกเดินทางกันทันที”


หลิวจี้ซดบะหมี่ในชามจนหมดเกลี้ยง คว้าชามและตะเกียบของฉินเหยาและพวกต้าหลางทั้งสี่คนเดินไปยังริมแม่น้ำ


“ท่านพ่อ!” ซื่อเหนียงวิ่งตามไปอย่างโกรธเคือง “ข้ายังกินไม่หมดเลย!”


ซานหลางวิ่งตามหลังน้องสาวไปติดๆ เขากินช้า ยังเหลือบะหมี่คำเล็กๆในชาม “ฮือๆๆ ซื่อเหนียงเจ้ารอข้าด้วย…”


ฉินเหยายืนอยู่ใต้เพิงหญ้าที่ร่มรื่น เฝ้ามองดูสามพ่อลูกเดินไปยังริมแม่น้ำ นางเลิกคิ้วขึ้น หลิวจี้ผู้นี้กลับกลอกไปมาอยู่บ่อยครั้ง พาให้นางขบขันอยู่ไม่น้อย


กลับไม่รู้เลยว่าหลิวลี่ที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้างๆ ก็แอบคิดในใจว่า ได้เรียนรู้แล้ว!


พวกเขาเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกเส้นทางที่จะเดินได้


“เฮ้อ~” หลิวลี่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ด้วยสติปัญญาและวรยุทธ์ของฉินเหนียงจื่อ หากเป็นชาย คงสร้างคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ได้แน่แท้


ฉินเหยารับรู้ถึงสายตาที่ร้อนแรงจากด้านหลังมานานแล้ว นางหันกลับไปยิ้มให้หลิวลี่ที่มองมาด้วยความเสียดาย “เตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ”


“ได้!” หลิวลี่ตอบรับเสียงดัง ปลุกต้าจ้วงที่นอนหลับอยู่ข้างๆ “จะไปแล้วหรือ”


“เอ๊ะ? คุณชายรองท่านดูร่าเริงขึ้นแล้วนี่” ต้าจ้วงถามด้วยความสงสัย เมื่อกี้นี้ยังถอนหายใจอยู่เลย


หลิวลี่พยักหน้า ไม่เพียงแต่หายดีแล้ว เขายังเต็มไปด้วยความมั่นใจอีกด้วย


ขึ้นรถ เปิดหีบหนังสือ อ่านหนังสือต่อไป


ต้าจ้วงเกาหัว ทั้งที่ตอนแรกยังบอกว่าจะไม่อ่านหนังสือตลอดทางแท้ๆ?


รอจนกระทั่งหลิวจี้และลูกๆทั้งสามคนกลับมา จัดเตรียมสัมภาระเล็กน้อย สองครอบครัวก็ออกเดินทางต่อ


การเดินทางในวันต่อมา เมื่อเทียบกับวันแรกที่ลดความตื่นเต้นหวาดเสียวลงไป ความตื่นเต้นที่จะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางกลับมีมากขึ้น


ตลอดทางที่ผ่านมา พบเจอผู้เข้าสอบมากขึ้นเรื่อยๆ หลิวจี้สังเกตว่า ผู้เข้าสอบที่เดินทางด้วยรถม้าหรูหราพร้อมกับผู้คุ้มกันนั้นมีเพียงหนึ่งถึงสองในสิบส่วน ที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้แตกต่างจากพวกเขามากนัก


เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขามัวแต่สนใจมองผู้คนที่ดูดีมีสง่าจนละเลยคนธรรมดาส่วนใหญ่ไป


ในขณะที่จำนวนผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้น จำนวนชาวบ้านที่เดินทางบนท้องถนนก็เพิ่มขึ้นด้วย


แต่เมื่อเข้าใกล้เมืองหลวงของมณฑล จำนวนผู้คนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด


ราคาธัญพืชที่เคยพุ่งสูงอย่างไร้เหตุผลก็ค่อยๆคงที่อยู่ในระดับสูง พอใกล้ถึงเมืองหลวงของมณฑล ราคาธัญพืชก็แทบไม่ต่างกันนัก สภาพแวดล้อมก็มั่นคงกว่ามาก


เมื่อเห็นประตูเมืองหลวงของมณฑลที่มีป้อมขนาดเล็ก เด็กๆก็ร้องอุทานออกมาพร้อมกันว่า “ว้าว!”


ต้าหลางอุทาน “ที่แท้กำแพงเมืองสูงถึงสามจั้งจริงๆด้วย!”


ซื่อเหนียงและซานหลางก็กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ที่นี่ใหญ่กว่าอำเภอมากนัก มากจริงๆ”


เอ้อร์หลางเกาะขอบหน้าต่างรถ มองดูผู้คนที่เดินเข้าออกที่ล้วนแต่งกายสวยงาม แตกต่างจากผู้คนนอกอำเภอไคหยางที่แต่งกายมอมแมมและดูซีดเซียวอย่างสิ้นเชิง


เมื่อมองกลับมาที่พวกเขา เสื้อผ้าป่านสีขาวทำให้พวกเขาดูยากจนยิ่งขึ้น


ถนนในเมืองหลวงของมณฑลเป็นระเบียบและกว้างขวาง สามารถให้รถม้าสองคันวิ่งคู่กันได้ และยังมีพื้นที่ให้ชาวบ้านตั้งแผงขายของริมสองข้างทางได้


บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นอิฐและกระเบื้อง อาคารสองชั้นเล็กๆ ตั้งแต่เข้าเมืองมา ก็เห็นติดต่อกันแปดถึงเก้าหลัง ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย


สำเนียงของผู้คนที่นี่ก็แตกต่างจากอำเภอไคหยาง หลิวจี้ลงจากรถมาถามทาง ถามอยู่นานกว่าจะรู้ว่าสำนักข้าหลวงกรมศึกษาอยู่ที่ไหน


เขาและหลิวลี่ต้องไปรายงานตัวที่สำนักข้าหลวงกรมศึกษาก่อน เพื่อยื่นเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอน


คนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยกับท้องถิ่นโดยทั่วไปจะหาตัวแทน


อุตสาหกรรมตัวแทนจึงได้ก่อตัวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง มีคนรับจัดการขั้นตอนที่ยุ่งยาก ช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน บัณฑิตจะได้มีสมาธิกับการเตรียมตัวสอบเคอจวี่มากขึ้น


แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกหลอกลวง ต้องพิจารณาด้วยตนเอง


ไม่หาตัวแทนก็ได้ ไปจัดการเองก็แค่เสียเวลามากขึ้น


เมื่อถึงในเมือง หลังจากหาโรงเตี๊ยมที่ยังมีห้องว่างและคุ้มค่าได้แล้ว ฉินเหยาและเด็กๆ ก็อยู่เก็บสัมภาระ ส่วนหลิวจี้และหลิวลี่รีบนำเอกสารที่จำเป็นออกไปสอบถาม


พวกเขาสองคนแค่สื่อสารกับคนท้องถิ่นก็ยังไม่คล่องแคล่ว นับประสาอะไรกับการติดต่อกับขุนนางในราชสำนัก


ดังนั้นจึงเตรียมที่จะหาตัวแทนท้องถิ่นมาช่วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนแมลงวันหัวขาด



จบตอน

Comments