stepmother ep231-240

ตอนที่ 231: ปล่อยว่าว


ตราบใดที่ไม่คิดโลภในผลประโยชน์เล็กน้อย โดยทั่วไปก็จะไม่ถูกหลอกลวง


ก่อนออกจากประตู ฉินเหยาดึงหูหลิวจี้ เตือนเขาว่าอย่าซ่อนเงินเก็บส่วนตัว มิเช่นนั้นหากภายหน้าทำเสียเรื่อง นางจะบีบคอเขาให้ตาย


หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างตกใจ นางรู้ได้อย่างไรว่าเขามีเงินซ่อนไว้ เป็นไปไม่ได้!


ทว่าความจริงคือทุกการกระทำของเขามิอาจรอดพ้นสายตาของฉินเหยาไปได้ ความแตกต่างมีเพียงนางอยากจะใส่ใจหรือไม่ใส่ใจ ปล่อยผ่านไปบ้างก็เท่านั้น


เมื่อถูกทำให้ตกใจเช่นนี้ หลิวจี้ไหนเลยจะกล้าทำตามอำเภอใจอีกต่อไป เขาจึงไปหาตัวแทนที่น่าเชื่อถืออย่างซื่อตรง และนัดหมายกันว่าจะนำพวกเขาทั้งหมดไปดำเนินการตามขั้นตอนในเช้าวันรุ่งขึ้น


“ผู้คนในเมืองหลวงของมณฑลนี้ดีจริงๆ” ทันทีที่กลับถึงโรงเตี๊ยม หลิวจี้ก็ยิ้มแย้มพูดกับแม่ลูกทั้งห้าว่า


“ตัวแทนผู้นั้นพาพวกเราไปดูสถานที่ก่อนด้วยตนเอง จากนั้นถึงวางใจมอบหมายให้พวกเขาดำเนินการ หลักฐานการเข้าร่วมสอบเมื่อพวกเขาจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำมาส่งให้พวกเราที่โรงเตี๊ยมด้วยตนเอง โดยที่ข้าไม่ต้องกังวลใจแม้แต่น้อย”


สุดท้ายยังกล่าวอย่างภาคภูมิใจอีกประโยคหนึ่งว่า “เงินช่างใช้ได้ดีจริงๆ”


“ก็ใช่น่ะสิ” ฉินเหยาเหยียดยิ้ม “เงินที่ข้าหามาได้ จะใช้ได้ไม่ดีได้อย่างไร”


หลิวจี้รีบตอบ “ใช่ ใช่ ใช่” จากนั้นหันไปชกอากาศสองครั้งราวกับระบายอารมณ์


“คืนนี้กินอะไร” ฉินเหยาถาม


โรงเตี๊ยมแห่งนี้มิได้กว้างขวางนัก ครอบครัวหกคนยังคงต้องพักในห้องเดียว โชคดีที่เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นคนใจกว้าง อนุญาตให้พวกนางปูที่นอนกับพื้นในห้องพักได้ แถมยังให้เด็กรับใช้ยกผ้าห่มบางๆมาให้อีกผืน


แน่นอนว่าค่าห้องพักต่อวันก็แพงขึ้นยี่สิบเหวิน


ทว่าฉินเหยาวางแผนที่จะพักระยะยาว พวกนางต้องรอจนกว่าผลสอบฝู่ซื่อจะออกจึงจะจากไป อย่างน้อยต้องพักถึงสิ้นเดือน ดังนั้นจึงต่อรองราคากับเจ้าของโรงเตี๊ยม เหมาจ่ายถึงสิ้นเดือนไปเลย ค่าห้องพักทั้งหมดจ่ายไปสามตำลึง


ทันทีที่จ่ายค่าห้องพัก ฉินเหยาเองก็รู้สึกเสียดายเงินขึ้นมา


เดิมทีนางตั้งใจจะมาหาบ้านเช่าระยะสั้นที่นี่ แต่เมื่อสอบถามดูก็ทราบว่าหาบ้านเช่าได้ยาก


ส่วนที่เหลือนั้นฉินเหยาขี้เกียจแม้แต่จะมอง สู้พักที่โรงเตี๊ยมยังดีเสียกว่า อย่างน้อยที่นี่ความปลอดภัยยังพอรับประกันได้


บริเวณรอบโรงเตี๊ยมเป็นบ้านเรือนของผู้มีฐานะดีในเมือง หากออกไปข้างนอกบ้าง เด็กๆอยู่ในโรงเตี๊ยมก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลไม่พึงประสงค์บุกรุกเข้ามา


แพงก็แพงหน่อย แต่เงินส่วนนี้ประหยัดไม่ได้


เงินเจ็ดตำลึงที่ยึดมาจากพวกโจร ตอนนี้เหลือเพียงสามตำลึง ครอบครัวหกคน แถมฉินเหยาเองก็กินจุ หากจะใช้จนถึงสิ้นเดือนคงกระเบียดกระเสียร เว้นเสียแต่จะทำอาหารกินเอง


ดังนั้นจึงเช่าเตาขนาดเล็กในครัวของโรงเตี๊ยมอีกครั้ง ตั้งใจจะซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารกินเอง


ด้านนอกฟ้ามืดสนิทแล้ว เนื่องจากถนนสายนี้ส่วนใหญ่เป็นโรงเตี๊ยม แสงไฟจึงสว่างไสว คึกคักเป็นอย่างยิ่ง


หลิวจี้แอบมองออกไปข้างนอกหลายครั้ง เห็นผู้คนสามคนห้าคนจับกลุ่มดื่มสุรา แต่งบทกวี สนทนาเรื่องศิลป์และความงาม ในใจก็รู้สึกคันยุบยิบ


น่าเสียดาย เมื่อถูกฉินเหยาถามเช่นนี้ เพียงแค่เรื่องความเป็นจริงในชีวิตประจำวันก็ทำเอาความฝันหอมหวานเหล่านั้นพังครืนไม่เหลือซาก


“เฮ้อ~” หลิวจี้ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ข้าไปดูในครัวก่อนว่ามีอะไรบ้าง วันนี้มันดึกแล้ว กินอะไรก็ได้พอประทังหิวไปก่อน สักพักข้าจะไปสอบถามว่าตลาดสดอยู่ที่ไหน พรุ่งนี้เช้าซื้อผักแล้วพวกเราค่อยกินอะไรดีๆกัน”


กล่าวจบก็ยื่นมือไปขอเงินจากฉินเหยาอย่างเป็นธรรมชาติ


ฉินเหยามอบเงินให้เขาหนึ่งตำลึง


หนึ่งตำลึง! หลิวจี้รู้สึกประหลาดใจและดีใจจนแทบไม่เชื่อ แต่เมื่อมือแตะต้องเงิน เขาก็รีบคว้ามันแล้วยัดใส่ในอกเสื้อทันที สุดท้ายก็ยิ้มประจบประแจงให้นางเล็กน้อย แล้วเดินไปยังห้องครัวด้วยฝีเท้าแผ่วเบา


เอ้อร์หลางถามด้วยความสงสัย “ท่านแม่ ท่านให้เงินท่านพ่อมากมายเช่นนี้ทำไมหรือ”


“นี่เรียกว่าปล่อยว่าว” ฉินเหยานั่งลงรินน้ำชาให้ตนเอง โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีน้ำชาบริการโดยไม่คิดเงินตลอดวัน แม้จะไม่ใช่น้ำชาชั้นเลิศ แต่ในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ การได้ดื่มน้ำชาเย็นๆสักจิบก็ชื่นใจไม่น้อย


เอ้อร์หลางเกาหัวด้วยความงุนงง “ปล่อยว่าวคืออะไรหรือ”


ฉินเหยาตบที่เก้าอี้ข้างๆ เรียกเอ้อร์หลางให้นั่งลงแล้วอธิบายว่า “ท่านพ่อของเจ้าก็เหมือนว่าว หากลมแรงแล้วใช้กำลังดึงรั้ง อาจจะทำให้สายป่านขาดและหลุดจากการควบคุม การผ่อนสายป่านให้เหมาะสม ทุกสิ่งก็จะยังอยู่ในการควบคุม”


ตอนนี้ในเมืองมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมาย หลิวจี้มิใช่คนที่มีจิตใจมั่นคง หากควบคุมเขาเข้มงวดเกินไป เกรงว่าจะได้ผลตรงกันข้ามกลับกลายเป็นสร้างเรื่อง ‘น่าตกใจ’ ให้นางเสียเปล่าๆ


แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สู้ปล่อยให้เขามีอิสระในขอบเขตที่กำหนด ให้เขาได้โลดแล่นอยู่ในกรอบนั้นก็พอ


หลังจากฟังคำอธิบายของฉินเหยา เอ้อร์หลางก็พยักหน้าอย่างจริงจัง แสดงออกว่าได้เรียนรู้อีกสิ่งหนึ่งแล้ว


หลิวจี้นั้นมือเท้าคล่องแคล่วอยู่แล้ว ไม่นานก็ยกเกี๊ยวน้ำหกชามและหมั่นโถวหยาบหนึ่งตะกร้ากลับมา


น้ำแกงเคี่ยวจากกระดูกหมู มีต้นหอมซอยสีเขียวสดลอยอยู่บนผิวน้ำแกง ส่งกลิ่นหอมสดชื่นเย้ายวน


แม้หมั่นโถวจะทำขึ้นจากธัญพืชหยาบ แต่ก็บดละเอียดทั้งยังยังอบใหม่ๆหอมนุ่มฟู


“ไม่เลวเลย” ฉินเหยากล่าวชม


นางรีบเรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังเขียนบันทึกหลังอ่านบทความที่ยังไม่เสร็จให้มาทานอาหารก่อน ทานให้อิ่มแล้วค่อยทำต่อ


หลิวจี้เห็นฉินเหยากินอย่างเอร็ดอร่อย แถมยังชมตนเอง เมื่อคิดถึงความคึกคักที่ห้องโถงด้านหน้าจึงลองถามอย่างระมัดระวังว่า


“เมียจ๋า กินอาหารเย็นเสร็จแล้วข้าขอออกไปข้างนอกสักครู่ได้หรือไม่”


ฉินเหยา “ตามสบาย”


หลิวจี้รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที รีบบอกว่าเขาจะเก็บกวาดชามและตะเกียบให้เรียบร้อยก่อนไป


ทว่าเมื่อเด็กทั้งสี่คนมองมาด้วยสายตาคาดหวัง หลิวจี้ก็รู้สึกกดดันอย่างมาก


สุดท้ายเขาก็ใช้ข้ออ้างว่าพวกเขายังทำการบ้านไม่เสร็จแล้วแอบหนีไปคนเดียว


ซื่อเหนียงโกรธจนกระทืบเท้า “ท่านแม่! ท่านไม่ควบคุมท่านพ่อหน่อยหรือ!”


ฉินเหยาหัวเราะแล้วสัญญาว่าจะพาพวกนางไปเดินเล่นในเมืองวันพรุ่งนี้ เด็กหญิงตัวน้อยจึงกลับมายิ้มได้อีกครั้งและไปเขียนบันทึกหลังการอ่านอย่างมีความสุข


ฉินเหยากำชับสี่พี่น้องให้อยู่ในห้องดีๆ แล้วตนเองก็ไปขอเด็กรับใช้ให้เอาน้ำร้อนสองถังเข้ามามา


เดินทางมาอย่างเหนื่อยล้า ตอนนี้ในที่สุดก็ลงหลักปักฐานได้เสียที ได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดสะอ้าน คืนนี้จะได้นอนหลับสบาย


ขณะที่ห้าแม่ลูกกำลังชำระล้างร่างกายอยู่นั้น หลิวจี้ก็กลับมาอย่างกระตือรือร้น


ปฏิกิริยาแรกของซื่อเหนียงคือถามด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านพ่อ ท่านเล่นจนพอแล้วหรือ”


หลิวจี้ลูบแก้มลูกสาวที่กำลังทำปากยื่น “อย่าพูดจาประชดประชันบิดาของเจ้าเลย ข้าจะเล่าเรื่องสนุกให้ฟัง”


เขาเดินวนในห้องเพื่อหาเก้าอี้ ในห้องพักมีเก้าอี้ทั้งหมดสี่ตัว สี่พี่น้องนั่งล้อมวงแช่เท้าอยู่หน้าอ่างล้างเท้า ฉินเหยานั่งอยู่ข้างเตียงกำลังปรับลูกธนู


หลิวจี้ลังเลอยู่สองวินาทีก็ตัดสินใจอุ้มซานหลางออกจากอ่างล้างเท้าไปวางบนเตียง แล้วดึงเก้าอี้มานั่งลงระหว่างเตียงกับอ่างล้างเท้าอย่างตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า


“พรุ่งนี้มิใช่วันเทศกาลตวนอู่หรือ ในเมืองมีการแข่งเรือมังกร พวกเราไปกันเถอะ ฟังพวกเขาเล่าว่าสนุกมาก พอถึงกลางคืนยังมีการทายปริศนาโคมไฟ ใครทายถูกก็จะมีรางวัลให้ด้วย”


ซานหลางถูกโยนลงบนเตียง ล้มกลิ้งในผ้าห่มเป็นก้อนกลม กว่าจะคลานออกมาได้ กำลังจะไปฟ้องท่านแม่ด้วยความน้อยใจว่าท่านพ่อรังแกเขา ทว่าก็ได้ยินคำพูดของหลิวจี้เสียก่อน ความสนใจจึงถูกดึงดูดไปในทันที เขาเบิกตากว้างถามด้วยความสงสัยว่า


“แข่งเรือมังกรคืออะไรหรือ”


หลิวจี้อธิบายอย่างตะกุกตะกัก “ก็คือการแข่งขันพายเรือ ดูว่าใครพายได้เร็วกว่ากัน”


“แล้วมีรางวัลหรือไม่” เอ้อร์หลางถามอย่างตื่นเต้น


หลิวจี้พยักหน้าอย่างตื่นเต้น “แน่นอนสิ รางวัลที่หนึ่งไม่เพียงแต่มีเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงเท่านั้น ยังสามารถขึ้นไปกินเลี้ยงบนชั้นสูงสุดของโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ได้อีกด้วย โรงเตี๊ยมนั้นชื่อหอเติงอวิ๋น ส่วนงานเลี้ยงนั้นเรียกว่าอะไรนะ อ้อ ใช่ๆ เรียกว่าโต๊ะเลี้ยงมังกร!”


ตอนที่ 232: ฮึกเหิม


“ท่านพ่อ โต๊ะเลี้ยงมังกรอร่อยหรือไม่เจ้าคะ” ซื่อเหนียงอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก


หลิวจี้คิดถึงท่าทีปรารถนาของเหล่าบัณฑิตที่ห้องโถงก่อนหน้านี้ก็กล่าวอย่างไม่แน่ใจนักว่า “ต้องอร่อยแน่นอนสิ หากไม่อร่อยจะเรียกว่าโต๊ะเลี้ยงมังกรได้อย่างไร”


ซื่อเหนียงยกมือเล็กขึ้นทันที “ข้าจะเข้าร่วม!”


เด็กหญิงตัวน้อยยังคงคิดว่าใครๆก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้


หลิวจี้กล่าวว่าเหล่าตระกูลใหญ่ในเมืองนั้นต่างจับจองกลุ่มแข่งกันหมดแล้ว ฝึกซ้อมกันมาตั้งแต่เดือนก่อน คนธรรมดาอย่างพวกเราได้แค่ดูเท่านั้น


ซื่อเหนียงถอนหายใจ “ก็ได้”


แต่หากได้ไปร่วมสนุกด้วยก็คงจะดีมากทีเดียว!


“ท่านแม่ พวกเราไปกันเถอะนะ” ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง มองฉินเหยาด้วยความคาดหวัง


ฉินเหยาจะปฏิเสธได้อย่างไร


“การแข่งขันเริ่มยามใด” ฉินเหยาถามหลิวจี้


หลิวจี้ตอบ “เริ่มการแข่งขันตอนเที่ยงวัน แต่พวกเราควรไปกันแต่เช้าหน่อย ไปช้ากว่านี้เกรงว่าจะหาที่นั่งดีๆไม่ได้!”


“อืม ถ้าเช่นนั้นก็รอตื่นนอน ทำการบ้านอ่านหนังสือช่วงเช้าให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไป”


ทันทีที่ฉินเหยากล่าวจบ ภายในห้องก็เกิดเสียงโห่ร้องยินดี ฉินเหยารีบทำท่าทางให้เงียบ เหล่าเด็กทั้งสี่ก็หัวเราะคิกคัก รีบเอามือปิดปากตัวเอง


“เงียบหน่อย อย่าส่งเสียงดังรบกวนแขกคนอื่นๆ” ฉินเหยาเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


สี่พี่น้องพยักหน้า แต่ความสุขในแววตากลับไม่อาจซ่อนเร้น


นานๆครั้งจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ พอรุ่งเช้าวันถัดมา สี่พี่น้องก็พากันตื่นเช้ากว่าปกติ เพียงเพื่อจะได้รีบอ่านหนังสือยามเช้าให้เสร็จแล้วไปหาทำเลดีๆ ดูการแข่งเรือมังกร


แต่คนที่ตื่นเช้ากว่าพวกเขาก็คือหลิวจี้ ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในสำนักศึกษาอำเภอไคหยางว่าเป็นจอมขยันอย่างแท้จริง!


เขาทำการบ้านล่วงหน้า อาศัยใบหน้าที่คุ้นเคยไปขอยืมตะกร้าผักจากท่านป้าโจวผู้ดูแลห้องครัว แล้วออกไปซื้อผักกลับมา


นำผักที่ซื้อมาทำอาหารเช้า ส่วนที่เหลือเก็บไว้ในห้อง


เนื่องจากฉินเหยายังคงนอนหลับอยู่ เขาจึงเข้าออกห้องอย่างแผ่วเบาราวกับขโมย ทำให้ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง ที่นั่งอ่านหนังสือยามเช้าอยู่หน้าประตูอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง


โชคดีที่เมื่อวานฉินเหยาเลือกห้องพักชั้นล่างที่หันหน้าเข้าสู่ลานด้านใน มีบันไดหินให้นั่ง


มิเช่นนั้นหากมีแขกคนอื่นๆเดินเข้าออกห้องพัก คงต้องเดินข้ามตัวสี่พี่น้องไป


มีผู้คนมากมายตื่นเช้ามาอ่านหนังสือ เก้าในสิบส่วนของแขกในโรงเตี๊ยมคือเหล่าบัณฑิตที่มาเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล ทันทีที่ฟ้าสางไม่นานนัก ลานตรงนี้ก็ถูกผู้คนพบเข้าและมีบัณฑิตทยอยกันมามากมาย


เสียงอ่านหนังสือดังก้องกังวานราวเสียงระฆังและกลอง


นี่เป็นบรรยากาศการอ่านหนังสือแต่เช้าที่ต้าหลางและน้องๆไม่เคยสัมผัสมาก่อน ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาก็จมดิ่งลงสู่บรรยากาศนั้นจนลืมไปว่าตนเองอยู่ที่ใด


เสียงเล็กๆของเด็กดังขึ้น เหล่าบัณฑิตต่างก็มองมาด้วยความประหลาดใจ เห็นเพียงเด็กน้อยสี่คน ถือหนังสืออยู่ในมือ นั่งเรียงกันเป็นระเบียบอยู่บนบันไดหิน กำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจเช่นกัน


เมื่อทั้งสองฝ่ายสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างก็.อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย


มีบัณฑิตผู้หนึ่งที่มีนิสัยเปิดเผยและร่าเริง เดินเข้ามาอ่านหนังสือบทเดียวกันกับพวกเขา


จากนั้นจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เสียงอ่านหนังสือดังกระหึ่มไปทั่วลาน


แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง เมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง ส่องประกายระยิบระยับ


ผู้คนเดินผ่านหน้าประตูโรงเตี๊ยม เมื่อได้ยินเสียงอ่านหนังสือที่ดังและเป็นระเบียบนี้ ต่างก็.อดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้า


พวกเขาคือพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่ตื่นเช้ามาค้าขาย หญิงชาวบ้านที่ออกมาซื้อผัก คนงานขยันขันแข็งที่กำลังจะไปทำงานและเจ้าหน้าที่ที่เพิ่งออกจากกะ


บางทีพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านั้น แต่กลับถูกดึงดูดอย่างประหลาด


เพราะสิ่งที่พวกเขาได้ยินคือความฮึกเหิมของบัณฑิต สิ่งที่พวกเขาได้เห็นคืออนาคตอันรุ่งเรืองของแคว้นเซิ่ง


“เสียงอ่านหนังสือไพเพราะจริงๆ” แม่ค้าขายผักกล่าวชื่นชม


……


“ท่านแม่ วันนี้ตอนเช้ามีพี่ชายหลายคนมาอ่านหนังสือกับพวกเราด้วย”


ขณะที่ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงทานอาหารเช้า คู่แฝดก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ให้ฉินเหยาฟังด้วยความตื่นเต้นเป็นพิเศษ


มีเก้าอี้เพียงสี่ตัว หลิวจี้จึงยืนทานอาหารอย่างรู้ตัว ต้าหลางสละที่นั่งให้ฉินเหยาแล้วนั่งยองๆทานอาหารบนพื้น


อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่มีคนนอก ไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันมากนัก


ฉินเหยาไม่ได้เล่นบทหลีกทางให้กัน นางทานอาหารอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่คำก็ทานเสร็จ จากนั้นลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วผายมือให้ต้าหลางนั่งทานช้าๆ ยิ้มพลางฟังพวกเขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเช้า


ความจริงแล้วในใจของนางกำลังตะโกนอย่างบ้าคลั่งว่า ขอบคุณพวกเจ้ามาก ข้างีบหลับตอนเช้าไม่ได้เลย!


แต่ประสบการณ์ที่หายากเช่นนี้จะไม่เขียนบันทึกประจำวันได้อย่างไร


“เย็นนี้พอกลับมา ข้าจะสอนพวกเจ้าเขียนบันทึกประจำวัน พวกเราจะบันทึกเรื่องราวพิเศษของวันนี้ไว้” ฉินเหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม


สีหน้าของคู่แฝดที่กำลังเล่าเรื่องอย่างตื่นเต้นเปลี่ยนไปพร้อมกัน


ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็เกือบสำลักอาหารที่ยังไม่ได้กลืนลงคอ


ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย “ไม่ดีใจหรือ”


สี่พี่น้องส่ายหน้าอย่างแข็งทื่อ พยายามฝืนยิ้มออกมาแล้วกล่าวอย่างเหม่อลอยว่า “ดีใจ”


“เอาล่ะ เตรียมตัวกันเถอะ พวกเราจะออกเดินทางไปชมการแข่งเรือมังกรกัน”


สี่พี่น้อง “ได้!!!”


ดูเหมือนว่าครั้งนี้พวกเขาจะดีใจจริงๆ


หลิวจี้ถามว่าจะชวนหลิวลี่ไปด้วยหรือไม่ ฉินเหยาพยักหน้าให้เขาไปถามดู


หลิวลี่ตอบรับด้วยความยินดี ยังชวนต้าจ้วงไปด้วย ทั้งสองครอบครัวออกจากโรงเตี๊ยมด้วยความเบิกบาน มุ่งหน้าไปยังจุดแข่งทางทิศใต้ของเมือง


นึกว่าตัวเองมาเช้าพอแล้ว ที่ไหนได้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ต่างคนต่างคิดว่าจะคาดเดาการคาดการณ์ของคนอื่นได้ สุดท้ายก็ไปกันเร็วกว่าเดิมอีก


แม้แต่สองฝั่งแม่น้ำก็เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย


ฉินเหยาครุ่นคิดในใจอย่างเงียบๆ รู้สึกเหมือนมีซอมบี้บุกเมืองเลย


ต้าหลางตาไว สังเกตเห็นแท่นว่างอยู่ข้างสะพานหิน กำลังจะเรียกบิดามารดาให้ไปตรงนั้น หลิวจี้ที่ดูออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ก็กล่าวว่า


“ตรงนั้นสงวนไว้สำหรับท่านใต้เท้าผู้ว่าการและเหล่าคุณชายคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในเมืองเท่านั้น”


หลิวลี่ถามต่อ “เจ้ารู้ได้อย่างไร”


“ข้าสืบมาแล้ว ย่อมรู้สิ!” หลิวจี้กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “แต่ข้าก็ยังรู้ตำแหน่งที่ดีเยี่ยมอีกแห่งหนึ่ง พวกเจ้าตามข้ามา”


ภายใต้สายตาสงสัยของฉินเหยา หลิวจี้ได้พิสูจน์ด้วยการกระทำว่าเขาได้เตรียมตัวสำหรับการแข่งเรือมังกรในวันนี้อย่างจริงจัง


ภายใต้การนำของเขา ทุกคนเบียดเสียดผู้คนริมฝั่งแม่น้ำ มาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ทางทิศตะวันออกของสะพานหิน


ใต้ต้นไม้ก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนเช่นกัน ต้าหลางมองบิดาด้วยความไม่ไว้วางใจ “ตรงนี้ก็มองไม่เห็นนี่”


ด้วยข้อจำกัดด้านความสูง เมื่อเขามองออกไปก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกขามนุษย์ท่วมทับ น่ากลัวเหลือเกิน!


ฉินเหยาอุ้มซานหลางไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง อุ้มซื่อเหนียงไว้ในแขนอีกข้าง แล้วมองต้นไม้ใหญ่แข็งแรงตรงหน้าพลันนึกถึงนิสัยไม่น่าเชื่อถือของหลิวจี้จึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าคงไม่ได้คิดจะให้พวกเราปีนต้นไม้หรอกใช่ไหม”


ทันทีที่นางถามจบ หลิวจี้ก็เผยสีหน้าดีใจสุดขีดราวกับว่า ‘เจ้ารู้ใจข้า’ พลางตอบรับทันที


“เจ้านี่ช่างอัจฉริยะจริงๆ!”


ฉินเหยามองขึ้นไปยังกิ่งไม้เหนือศีรษะ กิ่งที่ใกล้ที่สุดอยู่สูงจากพื้นดินกว่าสี่เมตร คนทั่วไปคงปีนขึ้นไปไม่ได้


แต่สำหรับนางแล้วสามารถทำได้สบายมาก


“กลัวความสูงหรือไม่” ฉินเหยาถามคู่แฝดที่เด็กที่สุดในอ้อมแขน


สองพี่น้องกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ไม่กลัว!”


“เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นก็ขึ้นไปกันเถอะ!” ทันทีที่ฉินเหยากล่าวจบ นางก็เหวี่ยงมือขึ้นไปทั้งสองข้าง ในขณะที่หลิวลี่และต้าจ้วงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ซานหลางและซื่อเหนียงก็ตกลงไปนั่งอยู่ตรงกลางง่ามไม้อย่างมั่นคง


ตอนที่ 233: เฮ่อจางหัวและฉีเซียนกวน


ต้าหลางและเอ้อร์หลางยิ่งไม่ต้องเรียกหา พวกเขาถนัดการปีนต้นไม้ที่สุด


หลิวลี่ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจน สองพี่น้องก็ขึ้นไปยืนอยู่บนง่ามไม้เสียแล้ว


เพราะกลัวว่าที่สำหรับผู้ใหญ่จะไม่เพียงพอ ต้าหลางและเอ้อร์หลางจึงปีนขึ้นไปอีกชั้น ตรงขึ้นไปนั่งอยู่บนยอดไม้


ลมจากแม่น้ำพัดมา กิ่งไม้ไหวเอนไปมา หลิวลี่ยกมือขึ้นกุมหน้าอก รู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาเสียให้ได้


ทว่าในวินาทีถัดมา เสียงของฉินเหยาก็ดังขึ้น “ไป!” เขารู้สึกเพียงว่าบ่าหนักอึ้ง เท้าทั้งสองก็ลอยขึ้นจากพื้น


หลิวลี่ที่ถูกโยนขึ้นไปบนต้นไม้กอดต้าจ้วงที่ถูกโยนขึ้นมาเช่นกันไว้แน่น สองนายบ่าวร่างกายสั่นเทา ไม่กล้าส่งเสียง


หลิวจี้หัวเราะเยาะเขาแล้วหันไปยื่นมือทั้งสองข้างให้ฉินเหยาบนต้นไม้อย่างมั่นใจ “เมียจ๋า เมียจ๋า ดึงข้าขึ้นไปที!”


ระยะทางสูงเกินไป ฉินเหยาบอกให้เขากระโดดขึ้นมาอีกหน่อย


หลิวจี้ร้องอุทานออกมา ใช้แรงทั้งหมดที่มีกระโดดขึ้นไป ฉินเหยาคว้ามือของเขาไว้แล้วเหวี่ยงตัวเขาขึ้นมา


เมื่อขึ้นมาถึงบนกิ่งไม้แคบๆ หลิวจี้ก็ก้มลงมอง ตอนที่ยืนอยู่บนพื้นเขาไม่รู้สึกว่าสูงเท่าไหร่นัก แต่พอมองลงมาจากข้างบนแล้วกลับทำให้เขาวิงเวียนศีรษะไปหมด


ลมพัดมาวูบใหญ่ หลิวจี้ที่มือทั้งสองข้างไม่มีอะไรให้ยึดเกาะเอนไหวไปมาแล้วรีบหาที่ยึดเหนี่ยวตามสัญชาตญาณ


ฉินเหยาเพิ่งลุกขึ้นยืน ด้านหน้าก็มีเงาดำร่างหนึ่งโถมเข้ามา โอบกอดนางไว้แน่น


เมื่อมีที่ยึดเหนี่ยว หลิวจี้ก็พรูลมหายใจออกยาว แต่เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าที่กำลังแสยะยิ้มของฉินเหยาอยู่ตรงหน้า


ประกายเย็นเยียบในดวงตาสีดำคู่นั้นทำให้เขาสันหลังเย็นวาบ รีบปล่อยมือออกทันที


แต่พอปล่อยมือ ความรู้สึกวิงเวียนก็กลับมาอีก สัญชาตญาณจึงสั่งให้เขากอดคนที่อยู่ข้างหน้าไว้อีกครั้ง


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าแรงๆ จึงระงับความพลุ่งพล่านที่อยากจะเตะเขาทิ้งลงแม่น้ำไปได้


“มีกิ่งไม้อยู่ทางขวาบน” นางกัดฟันเอ่ยเตือน


หลิวจี้ร้องอ้อๆ พลางเอื้อมมือไปจับกิ่งไม้ คลำหาอยู่นานก็ไม่เจอ ฉินเหยาจึงต้องช่วยเขา คว้ามือที่โบกสะเปะสะปะไปวางไว้บนกิ่งไม้


“ไสหัวไป!”


หลิวจี้คิดในใจว่าสตรีผู้นี้ช่างไร้หัวใจนัก เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อยจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ค่อยๆปล่อยมือนางแล้วถอยหลังไปเล็กน้อย ย่อตัวลงนั่งบนต้นไม้อย่างมั่นคง


เมื่อฉินเหยาเห็นดังนั้นก็.อดสงสัยไม่ได้ว่าเมื่อครู่เขาจงใจ นางจึงจ้องเขาด้วยความไม่พอใจอยู่นาน


หลิวจี้ไม่กล้าหันกลับไปมอง ทั้งกลัวว่านางจะจับพิรุธได้ และกลัวว่าใบหน้าที่แดงก่ำของเขาจะถูกมองเห็น


“ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงหน้าแดงเช่นนี้เล่า” ต้าหลางห้อยหัวลงมาจากปลายกิ่งไม้อีกชั้น ใบหน้าอยากรู้อยากเห็นปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิวจี้ ทำเอาบิดาของเขาตกใจแทบแย่


“เฮ้ย!” หลิวจี้ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ รีบเอนตัวไปข้างหลัง ฉินเหยายืนอยู่ข้างหลังเขาพอดี นางกอดอกพิงง่ามไม้ งอเข่าดันเขากลับไป


หลิวจี้รีบคว้าปลายกิ่งไม้ไว้แน่น จึงไม่หงายหลังตกลงไปในแม่น้ำเพราะความตกใจสองชั้นจากแม่ลูก


“เจ้าเด็กนี่อยากตายหรือไง!” หลิวจี้ไม่กล้าดุด่าคนที่อยู่ข้างหลัง จึงได้แต่ตะคอกใส่ต้นเหตุอย่างไม่พอใจ


ต้าหลางไม่กลัวเลย แถมยังชี้หน้าเขาแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านหน้าแดงกว่าเดิมเสียอีก เหมือนตูดลิงเลย”


หลิวจี้ยกมือที่ว่างขึ้นปิดหน้าโดยไม่รู้ตัว “แดงหรือ เจ้าเด็กนี่พูดจาเหลวไหลอะไร รีบกลับไปนั่ง”


ต้าหลางยังอยากซักไซร้ต่อ ฉินเหยาก็เอ่ยเตือนเขาว่า “ระวังด้วย” เด็กหนุ่มจึงมองบิดาของตนด้วยความสงสัยแล้วยืดตัวตรงกลับไปนั่งเช่นเดิม


ฉินเหยาเก็บตำแหน่งที่ดีที่สุดในการยืนบนกิ่งไม้นี้ไว้ให้หลิวลี่และต้าจ้วง นางปีนขึ้นไปอีกชั้น เอาหลังพิงกิ่งไม้ที่เล็กกว่าข้างๆ และวางเท้าลงบนกิ่งไม้ที่แข็งแรงและหนา จับซานหลางและซื่อเหนียงมาวางไว้ระหว่างขาเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองคนพลัดตกลงไป


ต้าหลางเอ้อร์หลางก็เข้ามาใกล้ นั่งขัดสมาธิบนกิ่งไม้ข้างๆนาง มองไปยังฝั่งตะวันตกของแม่น้ำด้วยความสงสัย


แม่น้ำสายนี้กว้างประมาณสี่เมตร สามารถรองรับเรือมังกรได้สี่ลำเรียงกัน โดยไหลวนรอบถนนการค้าใจกลางเมืองหลวงของมณฑล ก่อให้เกิดเป็นแม่น้ำคูเมืองชั้นในรูปวงแหวน


โดยมีสะพานหินเป็นเส้นแบ่ง ฝั่งตะวันตกเป็นจุดเริ่มต้น ฝั่งตะวันออกเป็นจุดสิ้นสุด ตำแหน่งต้นไม้ใหญ่ที่ครอบครัวฉินเหยาอยู่คือข้างสะพานหิน ซึ่งสามารถมองเห็นทั้งการออกตัวของกลุ่มแรกและการเข้าเส้นชัยที่น่าตื่นเต้นที่สุด


เวลาค่อยๆใกล้เที่ยงวัน แสงแดดร้อนระอุ แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่ก็ไม่อาจขัดขวางความกระตือรือร้นของผู้คนในการชมการแข่งขันได้


ทุกคนอดทนกับแดดร้อนจัดมารวมตัวกันที่ราวกันตกริมฝั่งแม่น้ำ การแข่งขันยังไม่เริ่ม เพียงเห็นกลุ่มแข่งทั้งแปดแบกเรือมังกรลงน้ำเพื่อเตรียมตัว เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นเรื่อยๆ


ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผู้คนในเมืองแทบทั้งหมดก็มาถึงแล้ว ท่ามกลางเสียงซุบซิบด้วยความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน ท่านผู้ว่าการเฮ่อก็ปรากฏตัวพร้อมครอบครัว


อัฒจันทร์ที่จองไว้ก่อนหน้านี้ค่อยๆถูกเติมเต็ม


หลิวจี้บรรยายสดๆ “ท่านที่สวมชุดขุนนางสีแดงชาดตรงกลางนั้น ข้าคงไม่ต้องกล่าวอะไรมาก นั่นคือท่านผู้ว่าการเฮ่อแห่งจังหวัดจื่อจิงของเรา ท่านที่อยู่ทางซ้ายมือคือฮูหยินฉีและคุณหนูเฮ่อจางหัว โอ้โห คุณหนูท่านนี้ช่างงดงามราวเทพธิดา ผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะ ว่ากันว่าเป็นกวีหญิงอีกด้วย สามขวบก็แต่งกลอนได้ ห้าขวบก็สามารถ……”


ฉินเหยา “ข้ามไป!”


อธิบายสั้นๆก็พอแล้ว พล่ามเสียยืดยาว


“เห็นเด็กชายคนนั้นไหม? อัจฉริยะที่สร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจระหว่างเส้นทางขามาให้กับพวกเจ้าอย่างมากนั่นน่ะ เขาเป็นใคร ทำไมถึงนั่งอยู่กับฮูหยินผู้ว่าการและคุณหนู”


ฉินเหยาชี้ไปยังเด็กชายบนอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้าม แล้วมองหลิวลี่และหลิวจี้ที่อยู่ข้างล่างด้วยท่าทีล้อเลียน


หลิวลี่มัวแต่สนใจมองเหล่าขุนนางที่อยู่ข้างท่านผู้ว่าการ พอฉินเหยาเตือนเช่นนั้นจึงหันไปมองทางขบวนขุนนางก็พบว่าอัจฉริยะคนนั้นก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย


“เอ๊ะ?” หลิวลี่ประหลาดใจเล็กน้อย


หลิวจี้ก็ทำท่าประหลาดใจเกินจริง แต่ความจริงแล้วเมื่อคืนตอนที่เขาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในห้องโถงของโรงเตี๊ยม เขาก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้เป็นใคร


ท้ายที่สุดแล้ว อัจฉริยะเช่นนี้ไม่ว่าจะปรากฏตัวที่ไหนก็จะกลายเป็นจุดสนใจ


ประการแรก เขาเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง


คุณหนูผู้ว่าการปีนี้อายุเก้าขวบ สามารถแต่งกลอนได้ตั้งแต่อายุสามขวบ


ส่วนอัจฉริยะคนนี้ปีนี้อายุสิบขวบ สามารถเขียนบทความที่ยอดเยี่ยมความยาวแปดร้อยตัวอักษรได้ตั้งแต่อายุสามขวบ


“บทความนั้น ว่ากันว่าตอนนี้ยังถูกท่านเสนาบดีฉีแห่งตระกูลฉี ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่งเก็บไว้ในศาลบรรพชนของตระกูลอยู่เลย”


“และอัจฉริยะคนนี้มีชื่อว่าฉีเซียนกวน ใช่! ไม่ผิด เขาคือขุนนางเซียนบนสวรรค์ที่เจ้าคิดถึงนั่นแหละ”


หลิวจี้กล่าวด้วยความตื่นเต้น “ฮูหยินผู้ว่าการเป็นหลานสาวของท่านเสนาบดี และยังเป็นป้าแท้ๆของฉีเซียนกวนอีกด้วย”


เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ลดเสียงลง “ตระกูลฉีมีหน้ามีตามากกว่าตระกูลเฮ่อมาก ดังนั้นทุกคนจึงพูดว่าฮูหยินฉีผู้นี้แต่งงานลดฐานะตัวเองลงมา เมื่อมีตระกูลฉีเป็นที่พึ่ง ผู้ว่าการเฮ่อคงจะถูกย้ายไปเมืองหลวงในไม่ช้า”


พูดจบก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำด้วยความอิจฉา “เป็นชายเหมือนกัน ทำไมบางคนถึงมีวาสนาดีเช่นนี้ เป็นที่ต้องตาต้องใจของคุณหนูตระกูลใหญ่ แถมยังก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็วมาก”


ฉินเหยาทำทีเป็นหูหนวกไม่ได้ยิน แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ตระกูลฉีร้ายกาจถึงเพียงนี้ เหตุใดฉีเซียนกวนถึงต้องมาเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อที่จังหวัดจื่อจิงของเราด้วยเล่า”


“เรื่องนี้เจ้าไม่รู้กระมัง!” หลิวจี้ขยิบตาให้นางอย่างลำพองใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะอาละวาดในเสี้ยววินาทีถัดมา เขาก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า


“บรรพบุรุษของเขาอยู่ที่นี่ ได้ยินว่าท่านเสนาบดีกลัวว่าอัจฉริยะน้อยผู้นี้จะถูกอบายมุขในเมืองหลวงชักจูงไปในทางที่ผิด ดังนั้นจึงไม่ฟังคำคัดค้านของหลานสะใภ้ใหญ่ ส่งคนนำอัจฉริยะน้อยผู้นี้กลับมายังบ้านเกิด และยังเชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิติดตามมาสอนอีกด้วย”


ฉินเหยากล่าวเบาๆ “ท่านเสนาบดีฉีมีวิธีการสอนที่พิเศษจริงๆ”


ตราบใดที่หลิวจี้ได้ยินฉินเหยากล่าวชมบุรุษอื่น เขาก็จะรู้สึกราวกับได้รับเกียรติ ราวกับว่าคนที่ถูกชมคือตัวเขาเอง เขาจึงสะบัดผมหน้าม้าที่ตกลงมาปรกหน้าผากอย่างภูมิใจ แล้วตอบว่า


“แน่นอนสิ! ท่านเสนาบดีผู้นั้นเมื่อก่อนเคยเป็นขุนนางผู้มีคุณูปการในการบุกเบิกร่วมสร้างแผ่นดินพร้อมกับฮ่องเต้และฮองเฮา สายตาของท่านจะเหมือนคนทั่วไปได้อย่างไรกัน?!”


ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้อย่างเอือมระอา ผิวคันอีกแล้วหรือไร?


เอ้อร์หลางตะโกนจากยอดไม้ “ท่านพ่อท่านแม่ การแข่งขันเริ่มแล้ว!”


ผู้ใหญ่ทั้งสองหยุดการสนทนาทันที สองครอบครัวหันไปมองที่ผืนน้ำในแม่น้ำ


ตอนที่ 234: แข่งเรือมังกร


ผู้ส่งสัญญาณที่ริมฝั่งเคาะค้อนลงบนฆ้องทองเหลือง!


“ตึง!” เสียงฆ้องดังขึ้น ผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดกลุ่มที่เกร็งประสาทรออยู่แล้วต่างก็วางพายลงทันที เรือมังกรทั้งแปดลำพุ่งออกไปจากใต้สะพานหินราวกับลูกศรที่ออกจากแล่ง!


ความเร็วของพวกมันนั้นรวดเร็วเสียจนผู้ชมริมฝั่งตาลาย ร้องตะโกนเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ


เรือมังกรทั้งแปดลำนั้นราวกับติดปีกเร่งความเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจก็แล่นผ่านหน้าผู้คนไป


ต้าหลางและน้องๆทั้งสี่ที่เห็นการแข่งเรือมังกรเป็นครั้งแรกเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจจนหุบไม่ลง


“เร็วจริงๆ เร็วมากๆเลย!” ซานหลางเงยหน้าพูดกับท่านแม่ด้วยความตกตะลึง


สายตาของฉินเหยาเองก็ถูกดึงดูดไปที่เรือมังกรพลางพยักหน้าเห็นด้วย “โชคดีที่เรายืนอยู่สูง ตำแหน่งนี้ดี หากไม่เช่นนั้นคงเห็นเรือมังกรแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น”


เรือมังกรทั้งแปดลำปักธงสีต่างกัน โดยเฉพาะลำที่ปักธงสีขาวนั้นนำหน้ามาตั้งแต่เริ่มออกตัว หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะคว้าที่หนึ่งไปได้


เรือมังกรอีกเจ็ดลำที่ตามหลังมาก็ไม่ยอมแพ้ พายเรือเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะกลองที่เร่งเร้าของคนตีกลองที่หัวเรือ คนพายต่างก็พายจนแทบจะเห็นเป็นเงาเลือนรางจนสามารถไล่ตามเรือธงขาวมาได้


สถานการณ์การแข่งขันที่ดุเดือดเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านชมดูด้วยความตื่นเต้น ฝูงชนต่างก็วิ่งตามเรือมังกรโดยไม่รู้ตัวจึงได้ยินเสียงคนตกลงไปในน้ำดังตูมตามติดๆกัน


โชคดีที่ผู้จัดงานคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ทันทีที่ปล่อยไม้ไผ่ลงไป เรือเล็กก็จะเข้ามารับผู้ที่ตกน้ำขึ้นมา


ขณะนั้น เรือมังกรแล่นมาถึงช่วงกลางแม่น้ำ เสียงโห่ร้องที่ดังมาจากข้างหลังก็ไม่น้อยไปกว่าเสียงโห่ร้องจากช่วงต้นเลย


“มาแล้ว มาแล้ว!” หลิวจี้ชี้ไปทางทิศตะวันออกด้วยความตื่นเต้น สีหน้าเปลี่ยนไป “ธงเหลืองนำเป็นที่หนึ่ง ธงขาวตกไปเป็นที่สามแล้ว!”


มีคนในฝูงชนกางผ้าสำหรับเล่นพนันที่เตรียมมาล่วงหน้าทันที ตะโกนเสียงดังเรียกลูกค้าว่า


“มาเร็วๆ มาเร็วๆ พวกเรามาเดิมพันกันสักหน่อย ข้าก่อน ข้าพนันว่าธงขาวจะแซงกลับมาเป็นที่หนึ่งได้!”


เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้คนรอบข้างก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น มีเงินก็โยนเงิน ไม่มีเงินก็โยนเครื่องประดับผม อย่างไรเสียก็ต้องร่วมสนุกกับงานนี้ให้ได้


มีคนแทงว่าธงเหลืองจะได้ที่หนึ่ง มีคนแทงว่าธงเหลืองกับธงขาวจะเสมอกัน และยังมีคนแทงธงแดงที่อยู่ท้ายสุด สารพัดสารพัน


เนื่องจากแม่น้ำแคบ เรือมังกรจึงสามารถแล่นคู่กันได้เพียงสี่ลำ หากต้องการแซงอีกฝ่าย เรือจึงต้องปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่อถึงทางเลี้ยว เรือหัวมังกรห้าลำเบียดเสียดกันเข้าไปแล้วติดค้างกันอยู่ตรงนั้น


เรือสามลำที่ตามหลังมาจึงแซงขึ้นมาได้ ทำให้เรือมังกรห้าลำที่เบียดกันอยู่เร่งพายกันใหญ่ ต่างก็ผลักหัวมังกรของอีกฝ่าย ดันหางมังกรของอีกคน


ครอบครัวหกคนของฉินเหยาบนต้นไม้ก็ร่วมสนุกไปกับผู้คนที่เดิมพันอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอย่างเต็มที่


เอ้อร์หลางตะโกนเสียงดัง “ธงขาวเจ้ารีบหนีไป! ไม่ต้องสนใจพวกเขา!”


ซานหลางและซื่อเหนียงชอบเรือธงเหลืองที่มาทีหลังแต่สามารถแซงลำก่อนหน้าไปได้ แม้จะไม่ได้ตะโกนออกมา แต่ก็โบกมือเล็กๆ พร้อมกับเปล่งเสียงเบาๆว่า “สู้ๆ สู้ๆ!”


หากไม่ถูกฉินเหยาหนีบไว้ที่ขา เกรงว่าคงกลายเป็นเช่นเดียวกับเหล่าผู้คนที่วิ่งตามเรือมังกร แล้วพลาดตกลงน้ำ กลายเป็นลูกเจี๊ยบเปียกโชกไปแล้ว


หลิวจี้เชียร์เรือธงเหลือง ส่วนหลิวลี่เชียร์ธงขาว ทั้งสองต่างก็ตะโกนให้กำลังใจกลุ่มที่ตัวเองชอบ พร้อมกับเบ้ปากแยกเขี้ยวใส่กันเพื่อแสดงความไม่พอใจ


ภายใต้อิทธิพลของบรรยากาศเช่นนี้ ฉินเหยาก็ผ่อนคลายลง อารมณ์ของนางขึ้นลงตามสถานการณ์การแข่งขันเรือมังกร


ต้าหลางมองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย


บางทีแม่เลี้ยงเองก็อาจจะไม่รู้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะผ่อนคลายเช่นนี้


ปกติแล้ว แม้แต่ตอนที่พูดคุยหัวเราะกับคนในหมู่บ้าน มือของนางก็จะกำเป็นหมัดโดยไม่รู้ตัว รักษาความระแวดระวังเอาไว้เสมอ


ก่อนฝึกวรยุทธ์ ต้าหลางไม่สังเกตเห็นท่าทางเล็กๆเช่นนี้


แต่หลังจากฝึกวรยุทธ์แล้ว เขาก็สามารถสังเกตเห็นว่า แม้สภาพแวดล้อมจะปลอดภัยมาก ไม่มีภัยคุกคามใดๆ จู่ๆแม่เลี้ยงก็มักจะเหลือบไปมองข้างหลังอยู่เสมอ


หลังจากพบว่าไม่มีอะไรแล้ว นางถึงจะลอบถอนหายใจยาวๆออกมาอย่างเงียบๆ แล้วแสดงสีหน้าโล่ง.อกออกมา


ราวกับเป็นนายพรานที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายและสัตว์ร้ายตลอดเวลา จนเกิดเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายตามสัญชาตญาณ


สัญชาตญาณทางร่างกายเช่นนี้ ทำให้นางที่แม้จะลงมาถึงเชิงเขาที่ปลอดภัยแล้ว ก็ยังคงตื่นตัวพร้อมต่อสู้กับทุกการเคลื่อนไหว


ต้าหลางคาดเดาว่า บางทีนางอาจจะค่อยๆคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่สงบสุขด้านล่างภูเขานี้แล้วกระมัง


เด็กหนุ่มคิดในใจอย่างมีความสุขว่า แบบนี้ก็ดีแล้ว เพราะเขาหวังว่าแม่เลี้ยงจะมีความสุขจริงๆ


เรือมังกรห้าลำที่เบียดกันอยู่ ในที่สุดก็ฝ่าทางเลี้ยวออกมาได้ โดยมีเรือสองลำพลิกคว่ำ


เหลือระยะทางอีกเพียงหนึ่งร้อยเมตรก็จะถึงเส้นชัย ในแม่น้ำเหลือเรือมังกรหกลำ แข่งขันกันอย่างดุเดือด


เส้นเลือดที่แขนของฝีพายปูดนูดไปหมด พวกเขากัดฟันแน่น ต่างก็ใช้แรงทั้งหมดที่มี พุ่งไปข้างหน้าด้วยใบหน้าแดงก่ำ ทำให้ผู้คนที่ชมดูรู้สึกฮึกเหิม


เหลืออีกห้าสิบเมตร ธงขาวสมกับเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด เรือธงขาวสามารถแซงกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง ทิ้งห่างธงแดงซึ่งเป็นที่สองประมาณสามสี่เมตร กลายเป็นที่หนึ่ง


เหลืออีกยี่สิบเมตร ธงขาวนำหน้าอย่างขาดลอย


เหลืออีกห้าเมตร ธงเหลืองกลับแซงเรือสามสี่ลำมารวดเดียวด้วยความเร็วสูง กลายเป็นที่สอง


เหลืออีกหนึ่งเมตร ธงเหลืองกับธงขาวแล่นคู่กัน จนไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าว่าใครนำใครตาม


“ตึง!” เสียงฆ้องดังขึ้น เรือมังกรทั้งสองลำก็แล่นผ่านใต้สะพานหินพร้อมกัน ตามมาด้วยเรือธ.สีแดง สีน้ำเงิน และเรือลำอื่นๆ


หลิวจี้ตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ธงขาวที่หนึ่ง!”


หลิวลี่ก็ตะโกนออกมาพร้อมกันว่า “ธงเหลืองที่หนึ่ง!”


“จะเป็นธงเหลืองไปได้อย่างไร ข้าเห็นชัดเจนว่าหนวดมังกรของธงขาวผ่านสะพานไปก่อน!” หลิวจี้โต้ตอบหลิวลี่อย่างไม่พอใจ


หลิวลี่รู้สึกว่าคำพูดของเขาช่างไร้สาระสิ้นดี “เห็นชัดๆว่าแถบสายรุ้งของธงเหลืองผ่านสะพานหินไปก่อน!”


ชาวบ้านที่เปิดโต๊ะพนันอยู่บนพื้นก็ทะเลาะกัน เจ้ามือที่รับแทงธงขาวก็ย่อมหวังให้ธงขาวได้ที่หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันอย่างรุนแรง สุดท้ายก็หาข้อสรุปไม่ได้จึงได้แต่หันไปมองท่านผู้ว่าการที่อยู่บนอัฒจันทร์พร้อมกัน


เหล่าขุนนางบนอัฒจันทร์ก็วุ่นวายกันพักหนึ่ง เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นคือเรือทั้งสองลำออกจากใต้สะพานพร้อมกัน


แต่ที่หนึ่งมีได้เพียงหนึ่งเดียว


หลังจากปรึกษากันพักหนึ่ง ท่านผู้ว่าการก็ประกาศว่าธงขาวได้ที่หนึ่ง เพราะคนตีกลองของธงขาวแตะซุ้มประตูสะพานก่อน


“แบบนี้ไม่ได้นะ!”


เด็กหญิงยกชายกระโปรงที่เกะกะขึ้น เผยให้เห็นกางเกงผ้าโปร่งบางลายโคมไฟที่อยู่ข้างใต้ นางก้าวสองสามก้าวขึ้นไปบนม้านั่งแล้วตะโกนใส่กลุ่มขุนนางที่กำลังปรึกษาผลการแข่งขันว่า


“ไม่มีใครบอกว่าการข้ามสะพานต้องจับซุ้มประตูถึงจะนับ ข้าไม่ยอม! เรือของธงเหลืองผ่านสะพานหินไปก่อน ธงเหลืองถึงจะเป็นที่หนึ่ง!”


เมื่อได้ยินเสียงตะโกนนี้ เหล่าขุนนางต่างก็มองไปยังผู้ว่าการเฮ่ออย่างจนปัญญา


“เฮ่อจางหัว เจ้าทำอะไร” ผู้ว่าการเฮ่อตะคอกเสียงดัง “เจ้าลงมา ใครอนุญาตให้เจ้าขึ้นไปบนม้านั่ง!”


ผู้ชมริมฝั่งแม่น้ำกระจ่างทันที ที่แท้ก็เป็นคุณหนูจากจวนผู้ว่าการนี่เอง


“ดูเหมือนว่าคุณหนูเฮ่อจะแทงธงเหลือง” ฉินเหยากล่าวกับหลิวลี่


หลิวจี้โกรธแทบตาย “เมียจ๋า ทำไมเจ้าถึงเข้าข้างคนอื่นเช่นนี้ เจ้าสายตาดีขนาดนี้ ต้องเห็นชัดเจนแล้วว่าใครผ่านสะพานไปก่อน ธงขาวใช่ไหม”


ฉินเหยาไม่ตอบ ย้อนถามเขาว่า “เจ้าก็ไม่ได้แทงพนันนี่ จะร้อนใจไปทำไม ดูสนุกๆก็พอแล้ว”


หลิวจี้เงยหน้ามองนางอย่างอ่อนแรง ริมฝีปากสั่นระริก อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก เงินเก็บส่วนตัวทั้งหมดของเขา! เมื่อคืนเขาแทงธงขาวไปหมดแล้ว!


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นนัยน์ตาก็หรี่ลงอย่างอันตราย…


ตอนที่ 235: แข่งใหม่


ฉินเหยาจ้องหลิวจี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ


นางคิดอยู่แล้วว่าเหตุใดเมื่อคืนคนผู้นี้ถึงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าจะไปดูการแข่งเรือมังกร ที่แท้ก็รอเรื่องนี้อยู่นี่เอง!


เพียงแค่สิบกว่าวินาที สถานการณ์บนอัฒจันทร์ก็เปลี่ยนแปลงไป


ท่านผู้ว่าการประกาศให้ธงขาวเป็นที่หนึ่ง คนที่แทงธงเหลืองไม่ยอมรับ คนที่แทงทั้งสองธงและได้ที่หนึ่งก็ไม่ยอมรับ


แต่ถ้าบอกว่าธงเหลืองเป็นที่หนึ่ง คนที่แทงธงขาวและคนที่แทงทั้งสองธงก็ไม่ยอมรับเช่นกัน


ท่านผู้ว่าการคิดในใจว่า ดี ในเมื่อไม่เห็นด้วยกันหมด ก็แข่งกันใหม่อีกรอบก็แล้วกัน


คราวนี้คงจะพอใจกันหมดแล้วกระมัง?


ไม่!


ผู้เข้าแข่งขันต่างก็พร้อมใจกันบอกว่า พวกเขาเหนื่อยล้าเกินไป วันนี้ไม่สามารถแข่งอีกรอบได้


“แล้วจะทำอย่างไร จะให้มาแข่งกันพรุ่งนี้ก็ไม่ได้นี่! โต๊ะเลี้ยงมังกรของหอเติงอวิ๋นเปิดวันนี้แล้วนะ!” ชาวบ้านฝั่งตรงข้ามตะโกนด้วยความไม่พอใจ


“ถ้าเช่นนั้นก็คงคำตัดสินเดิมไว้ดีกว่า!” ผู้คนที่แทงธงขาวตะโกนด้วยความตื่นเต้น


“ไม่ได้!” คุณหนูเฮ่อตะโกนเสียงดัง กลบเสียงชาวบ้านฝั่งตรงข้ามไปหมด


เอาเถอะ ดูเหมือนว่าคงต้องเริ่มกันใหม่แล้ว


สำหรับเรื่องนี้ ผู้ชมก็ยังพอรับได้ อย่างน้อยผลลัพธ์ก็ชัดเจน ไม่ว่าใครจะได้ที่หนึ่ง คนที่แพ้ก็ยอมรับแต่โดยดี


เมื่อเทียบกับผู้ชมที่ตื่นเต้นแล้ว เหล่าฝีพายของเรือธงเหลืองและธงขาวกลับไม่ได้ยึดติดมากนัก เพราะท้ายที่สุดแล้วหากแข่งกันอีกรอบ ร่างกายของพวกเขาก็รับไม่ไหวอยู่ดี


ที่หนึ่งหรือไม่ใช่ที่หนึ่งก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของตนเอง


ในเวลานั้นเอง เสียงทุ้มต่ำที่ยังคงเจือด้วยความอ่อนเยาว์ของเด็กก็ดังขึ้น


เห็นเพียงอัจฉริยะฉีเซียนกวนที่นั่งสงบนิ่งอยู่ข้างฮูหยินผู้ว่าการลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเสียงดังว่า


“ทุกคนอย่าทะเลาะกันเลย! ในเมื่อไม่ว่าตัดสินอย่างไรก็ไม่มีใครพอใจ และนักกีฬาของทั้งสองกลุ่มก็ไม่ต้องการแข่งใหม่ ถ้าเช่นนั้นก็หาคนใหม่มาแทนทั้งสองกลุ่มเพื่อแข่งใหม่จะไม่ดีกว่าหรือ”


ทันทีที่กล่าวจบ ผู้คนที่กำลังทะเลาะกันไม่หยุดก็เงียบลง ใช่แล้ว หาคนมาแข่งใหม่จะไม่ดีกว่าหรือ


คนตีกลองและหัวหน้าของทั้งสองกลุ่มก็พยักหน้าสื่อว่าสามารถช่วยนำเรือและคุมหัวเรือต่อไปได้


ผู้ว่าการเฮ่อมองฉีเซียนกวนที่เสนอทางแก้ปัญหาด้วยความชื่นชมแล้วมองบุตรสาวที่กำลังโวยวายด้วยความจนใจ คิดในใจว่าช่างน่าอิจฉาเสียจริง


“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดไม่ให้คุณชายฉีและคุณหนูเฮ่อจัดตั้งกลุ่มกันคนละกลุ่มแล้วแข่งกันอีกรอบเพื่อตัดสินผลแพ้ชนะเล่า” ขุนนางที่อยู่ข้างๆ พลันเสนอขึ้น


เมื่อชาวบ้านได้ยินก็ยิ่งรู้สึกพอใจ นี่สิถึงจะสนุก ล้วนพากันแสดงความเห็นด้วย


ผู้ว่าการเฮ่อ “…”


คุณหนูเฮ่อรีบลุกขึ้นยืน ไม่ทันรอให้บิดาพูดอะไรนางก็โบกมือให้สาวใช้ที่อยู่ข้างหลัง สาวใช้จึงประกาศเสียงดังว่า


“ฝีพายคนใดที่ยินดีเข้าร่วมกลุ่มธงเหลืองเพื่อช่วยให้กลุ่มธงเหลืองของคุณหนูข้าชนะได้ที่หนึ่ง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ทุกคนจะได้รับเงินรางวัลหนึ่งตำลึง!”


“หากกลุ่มธงเหลืองของข้าได้ที่หนึ่ง คุณหนูของข้าจะให้เงินรางวัลเพิ่มอีกคนละหนึ่งตำลึง!”


“มีเงินรางวัลด้วย?” ฉินเหยาที่เพิ่งย้ายจากต้นไม้มาอยู่บนสะพานหินเลิกคิ้วขึ้น งานนี้นางน่าจะทำได้!


เมื่อครู่ทุกคนต่างก็โต้เถียงกันว่ากลุ่มธงเหลืองหรือธงขาวใครจะได้ที่หนึ่ง สะพานหินที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนจึงว่างเปล่าลง


เด็กอยู่บนยอดไม้สูงเช่นนั้นอันตรายเกินไป ฉินเหยาจึงรีบย้ายครอบครัวพร้อมหลิวลี่และต้าจ้วงมาอยู่บนสะพานหินแทน


ตอนนี้เมื่อทุกคนรู้ว่ามีการแข่งใหม่ เมื่อคิดได้และต้องการกลับไปยังทำเลที่ดีบนสะพานหินก็สายเกินไปแล้ว


เนื่องจากจับจองที่ได้เร็ว ตอนนี้ครอบครัวของฉินเหยาทั้งสองจึงยึดตำแหน่งกลางสะพานหินเอาไว้ได้


ฉินเหยาดันซานหลางซื่อเหนียงไปตรงหน้าหลิวจี้แล้วรีบยกมือพลางกระโดดลงจากสะพานหิน “ข้าเอง!”


คุณหนูเฮ่อเห็นหญิงสาวกระโดดจากสะพานลงไปบนเรือมังกรของกลุ่มธงเหลือง ก็หันไปสบตากับสาวใช้อย่างยินดียิ่ง “เป็นสตรีที่เป็นวรยุทธ์!”


สาวใช้ก็พยักหน้าด้วยความตื่นเต้นแล้วเรียกคนต่อไป


นี่คือลายมือของอัจฉริยะฉีเซียนกวนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเชียวนะ ผู้คนมากมายยินดีจ่ายในราคาสูงเพื่อซื้อเก็บไว้เชียว


ทันใดนั้นเอง กระทั่งคนที่ไม่เคยพายเรือมาก่อนยังพากันแย่งขึ้นเรือมังกรเพื่อให้ได้อักษรของฉีเซียนกวน


องครักษ์รีบพาหัวหน้ากลุ่มธงขาวมาคัดเลือกคน โดยเหลือไว้แต่คนที่ตัวสูงใหญ่และมีกำลังวังชา


หลิวจี้ยืนมองฉินเหยาขึ้นเรือกลุ่มธงเหลืองได้สำเร็จอยู่บนสะพานหิน แย่แล้วแย่แล้ว เขาร้อนใจแล้ว!


หากกลุ่มธงเหลืองชนะ เงินเก็บส่วนตัวที่เขาแทงไว้ก็คงจะไม่ได้คืนอีกแล้ว


ดังนั้น เขาจึงกัดฟันดันต้าหลางและน้องๆทั้งสี่ไปตรงหน้าหลิวลี่ที่กำลังกระตือรือร้น “น้องหลิวลี่ ข้าฝากด้วย!”


“เอ๊ะ!” หลิวลี่งงงัน อยากจะเรียก แต่หลิวจี้ก็รีบกระโดดขึ้นเรือมังกรของกลุ่มธงขาวไปแล้ว


หลิวลี่โกรธจนพูดไม่ออก เขาก็อยากได้อักษรของฉีเซียนกวนเหมือนกันนะ!


“ข้าๆๆ ข้าพายเรือเป็น แถมยังเคยได้ที่หนึ่งของอำเภอเราด้วย!” หลิวจี้โกหกหน้าตาย


เพื่อรักษาเงินเก็บส่วนตัว เขายอมตาย!


องครักษ์ของตระกูลฉีชี้ไปที่หลิวจี้ “เจ้าคนที่เคยได้ที่หนึ่ง ขึ้นมา!”


เหล่าฝีพายต่างก็หันขวับมามองหลิวจี้ คิดว่าคนที่ได้ที่หนึ่งของอำเภออย่างน้อยก็ต้องเป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ ใครจะคิดว่ากลับมีใบหน้าที่สวยกว่าสตรีเสียอีก พวกเขาพากันชะงักงันไปชั่วขณะ


หลิวจี้ไม่สนใจพวกเขา ขอแค่ขึ้นเรือได้ก็พอ ขึ้นเรือได้เงินเก็บส่วนตัวของเขาก็ยังพอมีหวัง


ฉินเหยาสตรีโหดผู้นี้มีแค่แรงมากเท่านั้น แต่การแข่งเรือมังกรไม่ใช่แค่มีแรงเพียงคนเดียวก็สามารถชนะได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งกลุ่ม ข้อได้เปรียบส่วนตัวมีแต่จะถูกทั้งกลุ่มลดทอนลงไปก็เท่านั้น


ดังนั้นหลิวจี้จึงคิดว่ากลุ่มของตนเองมีโอกาสชนะสูงมาก


ใช่ พวกเขาต้องชนะแน่นอน! หลิวจี้สะกดจิตตัวเองเงียบๆ ความมั่นใจเต็มเปี่ยม


ฉินเหยามองหลิวจี้ขึ้นเรือมังกรแต่ไกล ปฏิกิริยาแรกของนางคือมองหาว่าใครกำลังดูเด็กๆอยู่ เมื่อเห็นว่ามีผู้ใหญ่สองคนคือหลิวลี่และต้าจ้วงอยู่ข้างๆ นางจึงค่อยคลายใจ


ทว่าสายตาที่นางมองหลิวจี้อีกครั้งกลับเต็มไปด้วยไอสังหารพวยพุ่ง


หลิวจี้มาถึงตำแหน่งสำคัญที่ท้ายเรือในฐานะฝีพายอันดับหนึ่งของอำเภอไคหยาง เพิ่งนั่งลงก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ


เขาหันไปมองด้านหลังโดยไม่รู้ตัวก็เห็นฉินเหยายืนอยู่บนเรือมังกรของธงเหลือง ชี้มือมาที่เขา แล้วยกมือขึ้นทำท่าปาดลำคออย่างเลือดเย็น


หลิวจี้ใจหายวาบ รีบหันหน้ากลับมา หัวใจเต้นรัวดั่งกลองศึก


หัวหน้ากลุ่มยื่นพายมาให้ เขาก็รีบคว้าไว้แน่น ในใจคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องตาย สู้ชนะนางสักครั้งแล้วค่อยตายก็แล้วกัน


ฝีพายของทั้งสองกลุ่มเข้าประจำที่หมดแล้ว เรือมังกรแล่นมาอยู่ใต้สะพานหิน รอคอยสัญญาณ


หัวหน้ากลุ่มธงขาวเห็นว่าเรือมังกรของกลุ่มธงเหลืองมีฝีพายเป็นสตรีถึงเจ็ดแปดคนก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย คิดว่าคราวนี้ชนะแน่นอน


สตรีแรงแขนสู้บุรุษไม่ได้ และสิ่งที่ฝีพายต้องการมากที่สุดก็คือแรงแขน ดังนั้นจึงต้องมีชายฉกรรจ์จำนวนมาก


บัดนี้กลุ่มธงเหลืองกลับมีฝีพายที่เป็นสตรีถึงเจ็ดแปดคน กำลังจึงต่างกันมาก ความเร็วคงสู้พวกเขาไม่ได้


บนอัฒจันทร์ ฉีเซียนกวนก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองลูกพี่ลูกน้องที่มั่นใจเต็มเปี่ยม คิดว่าเดี๋ยวแพ้นางต้องร้องไห้แน่จึงเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า


“น้องจางหัว ตอนนี้ยังเปลี่ยนคนยังทันนะ พวกเราจะรอจนน้องเปลี่ยนคนให้เรียบร้อยก่อนค่อยเริ่ม”


เฮ่อจางหัวส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก สมาชิกของกลุ่มธงเหลืองของข้าเก่งมาก”


“แรงของสตรีอย่างไรก็สู้บุรุษไม่ได้” ฉีเซียนกวนคิดว่านางไม่เข้าใจคำเตือนของตน จึงพูดออกมาตรงๆ


แต่เฮ่อจางหัวจะไม่ได้รู้ข้อนี้ได้อย่างไร ฝีพายทุกคนบนเรือเป็นคนที่นางคัดเลือกมาเอง นางเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง


ตอนที่ 236: ภาพเหมารวม


เด็กหญิงตัวน้อยโบกมืออย่างมั่นใจ “ข้าเชื่อมั่นในพวกนาง ฉีเซียนกวน เริ่มเลยเถอะ”


เหล่าฝีพายหญิงบนเรือได้ยินดังนั้นก็จ้องไปยังเหล่าฝีพายชายกลุ่มธงขาวข้างๆ ที่กำลังหัวเราะด้วยความไม่พอใจ “ใครบอกว่าพวกเราสตรีสู้บุรุษไม่ได้ วันนี้พวกเราจะให้พวกเจ้าได้เห็นฝีมือของพวกเราฝีพายสตรี!”


ฉินเหยายิ้มอย่างมั่นใจ สั่งการเหล่าฝีพายสตรีที่หัวเรือและกลางเรือ “พวกเจ้าแค่ควบคุมทิศทางให้ดี ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง!”


สมาชิกกลุ่มธงเหลืองทุกคนตอบพร้อมกัน “ได้เลย!”


เมื่อได้ยินนางพูด หลิวจี้ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี


เมื่อครู่เขากล่าวว่าความร่วมมือของกลุ่มจะลดทอนข้อได้เปรียบส่วนตัว แต่เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่ฉินเหยาไม่เข้าใจนั้น สหายร่วมกลุ่มของนางย่อมรู้แน่นอน!


ไม่มีเวลาให้หลิวจี้คิดมากนัก ทันทีที่เสียงฆ้องทองเหลืองดังขึ้น เรือมังกรใต้ร่างเขาก็เหินออกไปอย่างรวดเร็ว


ไม่ถูกต้อง!


เรือมังกรข้างๆต่างหากที่เหินออกไป!


ความรู้สึกที่ผิดพลาดทำให้คิดว่าเรือมังกรของตนเองเหินออกไป แต่ความจริงแล้วเรือของพวกเขายังไม่ขยับเลย


“เกิดอะไรขึ้น!” หัวหน้ากลุ่มธงขาวร้องอย่างร้อนใจ “พายสิ!”


อย่างไรนี่ก็เป็นการรวมกลุ่มเฉพาะกิจ หลายคนยังไม่ใช่มืออาชีพ อย่างเช่นหลิวจี้ที่เอาแต่ลูบคลำน้ำจึงมีปฏิกิริยาช้าไปครึ่งจังหวะ


แต่เมื่อมีหัวหน้ากลุ่มคอยนำ ในไม่ช้าก็เริ่มเคลื่อนไหว


ทว่าเสียเปรียบไปก่อนแล้ว แม้จะพยายามไล่ตามอย่างสุดกำลังก็ยังตามหลังกลุ่มธงเหลืองอยู่ครึ่งลำ


หัวหน้ากลุ่มธงเหลืองเห็นดังนั้นก็รีบรัวกลองให้ถี่ขึ้น สมาชิกทุกคนในเรือต่างก็เร่งความเร็วพร้อมกัน ทิ้งห่างเรือธงขาว


เรือธงขาวนั้นเป็นชายล้วน เมื่อออกแรงเต็มที่ก็รวดเร็วมาก ในขณะที่หัวเรือทั้งสองกำลังจะเทียบกันได้นั้น ฉินเหยาที่ท้ายเรือก็ลงมือ


ภายใต้สายตาตกตะลึงของผู้ชมริมฝั่ง แม่น้ำด้านหลังเรือมังกรของกลุ่มธงเหลืองก็ระเบิดฟองน้ำสีขาวขึ้น เรือทั้งลำราวกับติดเครื่องยนต์เพียงวูบเดียวก็พุ่งไปข้างหน้าไกลนับสิบเมตร


และไม่ใช่เพียงเท่านั้น แรงขับอันมหาศาลนั้นยังคงระเบิดต่อเนื่อง ละอองน้ำสีขาวสาดกระเซ็นจนคนของกลุ่มธงขาวพากันตกตะลึงพรึงเพริด


เนื่องจากอยู่ใกล้ พวกเขาจึงมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเห็นมือคู่หนึ่งพายสลับซ้ายชวาไปมาอย่างรวดเร็ว อาศัยเพียงกำลังของตนเองก็ดันเรือมังกรทั้งลำออกไป


ทุกครั้งที่นางพาย น้ำในแม่น้ำทั้งสายก็สั่นไหว เกิดเป็นคลื่นน้ำซัดขึ้นมาเป็นชั้นๆ


กลุ่มธงขาวที่อยู่ข้างหลังธงเหลืองรู้สึกได้ถึงแรงต้านทานมหาศาลทันที ไม่ว่าพวกเขาจะจ้วงไม้พายเร็วแค่ไหนก็ตาม ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมเพราะคลื่นน้ำที่ซัดมา


สมาชิกกลุ่มธงขาวรู้สึกว่าพวกเขาควรจะพุ่งออกไปได้สิบกว่าเมตรแล้ว แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง กลับพบว่าตัวเองกำลังหมุนอยู่กับที่!


ในฐานะที่เป็นสามีภรรยากัน หลิวจี้เข้าใจในความแข็งแกร่งของฉินเหยาอย่างลึกซึ้ง เขาพยายามหาช่องโหว่ของพลังแล้วพบว่าแรงคลื่นน้ำที่ริมฝั่งทั้งสองข้างอ่อนแอกว่า จึงรีบตะโกนว่า


“ทุกคนชิดฝั่งซ้ายของแม่น้ำไป ทางนี้คลื่นน้ำน้อย ทุกคนเร่งฝีพายหน่อย ไปแซงพวกนางตรงโค้งข้างหน้า!”


เมื่อถึงทางโค้ง ฉินเหยาจะต้องหยุดพายแน่ มิฉะนั้นเรือจะไม่สามารถเลี้ยวโค้งได้


หากนางกล้าใช้พลังเซียนเช่นนี้ตรงทางโค้ง เรือมังกรคงจะชนกระแทกกับตลิ่งหินตรงทางโค้งจนแตกกระจุยกระจาย


ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าหลิวจี้คิดถูก กลุ่มธงขาวพยายามไล่ตามอย่างสุดกำลัง ในที่สุดก็เห็นเรือมังกรของธงเหลืองขวางอยู่ตรงทางโค้ง


ทุกคนเป็นมือใหม่ กำลังชะลอความเร็วเพื่อเลี้ยวโค้ง


นี่เป็นโอกาสเดียวที่กลุ่มธงขาวจะแซงกลุ่มธงเหลืองได้


แต่น่าเสียดายที่ฉินเหยานั่งอยู่ท้ายเรือราวกับขุนพลผู้รักษาด่าน ไม้พายในมือของนางยื่นออกไป ทำให้หัวเรือของกลุ่มธงขาวทำอย่างไรก็ไม่สามารถผ่านไปได้


หัวหน้าทีมที่นำทัพยังตกใจ ทำไมถึงมีคนที่มีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้ สามารถขวางเรือทั้งลำได้


ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ผู้ชมริมฝั่งก็ตกตะลึงตาค้างไปนานแล้ว


ชาวบ้านที่แทงธงเหลืองไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นว่าเรือธงเหลืองมีฝีพายเป็นสตรีมากมาย ก็คิดว่าเงินเดิมพันของตนเองคงจะไม่ได้คืนแล้ว


ไม่คาดคิดเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผัน เรือธงเหลืองที่ไม่เข้าตากลับพุ่งนำหน้ามาตั้งแต่ต้น


เหล่าฝีพายสตรีร่วมมือกันอย่างรู้ใจ กระตุ้นให้เหล่าฝีพายบุรุษที่ไม่คุ้นเคยกันบนเรือทั้งลำร่วมมือกัน


ทว่าสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือฝีพายสตรีที่อยู่ท้ายเรือ พลังเซียนไร้ขีดจำกัดของนาง ทำให้ผู้คนร้องตะโกนด้วยความสะใจ


บนทางโค้ง เรือธงเหลืองยังคงแล่นผ่านไปก่อน จากนั้นก็รักษาความเร็วสูงไว้ได้ตลอดเวลา ร่วมมือกันอย่างลงตัว พุ่งเข้าสู่เส้นชัยอย่างราบรื่น!


“ท่านแม่ชนะแล้ว!”


บนสะพานหิน ต้าหลางและน้องๆทั้งสี่กระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี รู้สึกภูมิใจแทน


กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าสตรีบนเรือคือท่านแม่ของตน ซื่อเหนียงจึงตบไหล่ลุงป้าที่อยู่ข้างๆ พลางพูดอยู่ตลอดว่า


“นั่นท่านแม่ของข้า ท่านแม่ของข้า! ท่านแม่ของข้าเก่งที่สุดในใต้หล้า!”


ท่านลุงท่านป้าก็พยักหน้าเห็นด้วย เอ่ยชมจากใจจริงว่าเก่งจริงๆ


“นั่นท่านแม่ของข้า!” เด็กชายคนหนึ่งที่ริมฝั่งชี้ไปที่ฝีพายสตรีบนเรือด้วยความภาคภูมิใจเป็นพิเศษพลางกล่าวว่า “เวลาท่านแม่ตีข้าแรงมากเลย”


เมื่อกล่าวจบ ผู้คนรอบข้างก็หัวเราะ


ทว่าผลงานของกลุ่มธงเหลืองในครั้งนี้ก็ทำให้ผู้คนเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่าฝีพายสตรีแรงน้อยและไม่มีทางเอาชนะได้


แรงของสตรีนั้นไม่เท่าผู้ชายก็จริง แต่การแข่งเรือมังกรก็ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกันของสมาชิกในกลุ่ม พวกนางมีอารมณ์ที่มั่นคงกว่า มองโลกในแง่ดีและอ่อนโยน เมื่อแสดงพลังขึ้นมาจึงไม่ควรมองข้าม


ทว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรือธงเหลืองชนะในครั้งนี้ก็คือนักรบสตรีที่ท้ายเรือ


หากไม่มีนาง กลุ่มธงเหลืองคงไม่ชนะอย่างสวยงามเช่นนี้


กลุ่มธงขาวตามหลังธงเหลืองถึงครึ่งนาทีจึงจะมาถึงเส้นชัย ผลแพ้ชนะชัดเจน ไม่มีใครโต้แย้งอีกต่อไป


เฮ่อจางหัวหัวเราะเสียงดัง มองไปยังลูกพี่ลูกน้องที่ตกตะลึงด้วยความภาคภูมิใจ “เห็นไหมเล่า ข้าบอกแล้วว่าพวกนางชนะได้!”


ฉีเซียนกวนมองฉินเหยาที่ลงมาจากเรือ พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกลางราวกับคนนอก “ที่เจ้าชนะได้ก็เพราะนางแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป”


รอยยิ้มของเฮ่อจางหัวหุบลง นางไม่ชอบน้ำเสียง ‘เป็นกลาง’ ของเขาเลย!


นางชนะก็คือชนะ จู่ๆเขาก็พูดเช่นนี้ออกมา ทำให้เหมือนกับว่าเขาไม่ถือสาพวกนางเอาชนะได้อย่างนั้น


ความจริงแล้ว ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้


เฮ่อจางหัวเคยได้ยินบิดามารดาพูดถึงลูกพี่ลูกน้องอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้นี้มานานแล้ว ดังนั้นเมื่อพบกันครั้งแรกนางจึงตั้งตารอที่จะได้เรียนรู้จากเขา


ทว่าพอได้ประลองกันจริงๆจึงรู้ว่า เขานั้นดูแคลนตนอยู่ทุกด้าน


การดูถูกนั้นไม่ใช่เพราะความรู้ของนางด้อยกว่าเขา แต่เป็นเพราะนางเป็นญาติผู้น้องสตรี เขาจึงจงใจยอมให้นางเสมอ


ความรู้สึกเช่นนี้เฮ่อจางหัวไม่สามารถอธิบายออกมาได้ในทันที ราวกับว่าชกลงไปบนนุ่นอย่างนั้น


เห็นชัดๆว่านางควรจะรู้สึกถึงความห่วงใยของญาติผู้พี่แต่การ ‘ยอม’ ทุกอย่างของเขากลับทำให้นางโกรธ ราวกับว่านางแพ้ไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งอย่างนั้น


ยิ่งบิดามารดากล่าวว่านางไม่รู้จักแยะแยะผิดถูกก็ยิ่งทำให้นางอึดอัด


คิดว่าเมื่อการสอบฝู่ซื่อสิ้นสุดลงเขาก็จะไปแล้ว นางอดทนไปอีกเดือนหนึ่ง ไม่พูดคุยกับเขาก็พอแล้ว


แต่ตอนนี้เขากลับพูดเช่นนี้ออกมา นางจะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง!


เฮ่อจางหัวกล่าวว่า “ฉีเซียนกวน ท่านเป็นคนแคว้นฉี ส่วนข้าเป็นคนแคว้นเฮ่อ วันนี้เป็นการแข่งขันเรือมังกรระหว่างสองแคว้น แคว้นเฮ่อของข้ามีผู้มีกำลังแข็งแกร่ง แคว้นฉีของท่านก็มีนักรบที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี”


“ผลคือแคว้นเฮ่อของข้าชนะ ท่านกลับมาบอกแคว้นเฮ่อของข้าว่า ‘ที่เจ้าชนะได้ก็เพราะเจ้ามีทหารที่พิเศษกว่าผู้อื่น’ เช่นนี้มีแต่จะทำให้แคว้นเฮ่อของข้ารู้สึกว่าแคว้นฉีของท่านแพ้ไม่เป็น”


“แคว้นเฮ่อของข้ามีผู้มีกำลังเหนือธรรมดาเป็นโชคดีของแคว้นเฮ่อข้า แคว้นฉีของท่านไม่มีกลับมาอิจฉาข้า หากแคว้นเฮ่อของข้าแพ้ ข้าจะไม่เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน!”


เมื่อเฮ่อจางหัวกล่าวจบก็มองสีหน้าที่บึ้งตึงลงของฉีเซียนกวน ความอึดอัดในอกคลายลงจนหมดสิ้น สะใจยิ่งนัก!


นางกำชับสาวใช้ให้เตรียมเงินรางวัล เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปยังริมแม่น้ำด้วยท่าทางรื่นเริง เพื่อมอบรางวัลให้กับเหล่าฝีพายที่ร่วมแข่งขัน


ตอนที่ 237: จำได้แต่กิน จำไม่ได้ว่าโดนตี


เมื่อการแข่งเรือมังกรจบลง ผู้คนริมฝั่งแม่น้ำก็ค่อยๆแยกย้ายกันไป


ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ตามท้องถนนมีการตั้งโครงไม้ไผ่ ร้านค้าและโรงเตี๊ยมที่จัดกิจกรรมทายปริศนาโคมไฟ ต่างก็สั่งให้เหล่าเด็กรับใช้นำโคมไฟที่เตรียมไว้มาแขวน


รอเพียงให้ฟ้ามืดสนิทก็จะจุดไฟให้สว่าง


ในตรอกซอยแคบๆ มีเสียงร้องโอดโอยของบุรุษดังขึ้นเป็นครั้งคราว


ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างก็มองด้วยความสงสัย แต่ก็ถูกเด็กสี่คนที่ยืนขวางอยู่ที่ปากตรอกบดบังสายตาไว้


ในจำนวนนั้นมีเด็กสองคนที่ตัวเล็กที่สุด หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ใบหน้ากลมแป้น น่ารักเหมือนตุ๊กตาในภาพปีใหม่


อีกสองคนที่ตัวโตกว่าเล็กน้อย คนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ปากตรอกราวกับภูเขา อีกคนหนึ่งหันกลับไปมองในตรอกที่มีเสียงร้องโอดโอยดังมาเป็นครั้งคราว พร้อมกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความสะใจ


เมื่อเห็นคนเดินผ่านไปมาหยุดมองด้วยความสงสัย เด็กหญิงตัวน้อยที่หน้าตาเหมือนเด็กในภาพปีใหม่ก็เท้าเอว เอียงศีรษะ มองด้วยดวงตากลมโตแล้วถามว่า “พวกท่านมองอะไรกัน? ไม่ต้องกลับไปกินอาหารเย็นที่บ้านหรือ”


เฮ้ ช่างเป็นเด็กที่ร้ายกาจเสียจริง


ชาวบ้านอยากจะมองเด็กหญิงตัวเล็กๆให้มากขึ้น แต่เด็กชายที่ตัวโตที่สุดกลับรีบเดินเข้ามาขวางไว้พลางจ้องมองพวกเขาอย่างระมัดระวัง


เด็กชายดูอายุประมาณสิบปี ดวงตาสีดำขลับทว่าดุร้ายกว่าหมาป่าในป่าเสียอีก


เมื่อถูกเขาจ้องมองมาเช่นนั้น ชาวบ้านก็ตกใจ รีบแยกย้ายกันไปทันที


ผ่านไปอีกประมาณครึ่งก้านธูป เสียงร้องโอดโอยข้างในก็เงียบลงในที่สุด


ฉินเหยาสะบัดข้อมือ บิดไหล่ เดินออกมาจากตรอกแคบๆ ที่มืดมิดด้วยท่าทางสดชื่น


ข้างหลังนางมีร่างที่เซถลาตามมา เดินไปก็ร้อง “ซี๊ด” ไป นั่นคือหลิวจี้ที่เพิ่งโดนซ้อมมาอย่างหนัก


“ท่านแม่!”


ซานหลางและซื่อเหนียงเห็นท่านแม่เดินออกมาก็รีบเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังพลางถามนางด้วยความเป็นห่วงว่าหิวหรือไม่ แม้แต่สายตาก็ไม่ยอมแบ่งให้บิดาแท้ๆที่เดินตามหลังมาเลยสักนิด


ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆของคู่แฝด มือหนึ่งตบที่หน้าอกซึ่งเก็บเงินอุ่นๆจากคุณหนูเฮ่อไว้ พลันสะบัดมืออย่างองอาจ “ไปเถิด พวกเราไปกินของอร่อยกัน!”


“ต้าหลางเอ้อร์หลาง พยุงเขาหน่อย” ฉินเหยาใช้คางพยักเพยิดไปข้างหลัง เมื่อต้าหลางเอ้อร์หลางขานรับ นางก็จูงมือคู่แฝดเดินนำหน้าไป


สองพี่น้องมองส่งแม่เลี้ยงพาน้องน้อยเดินออกไปก่อน จากนั้นจึงหันกลับไปมองหลิวจี้ที่พิงกำแพง มองฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอย


“ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรหรือไม่”


ต้าหลางเดินเข้าไป พบว่าใบหน้าของท่านพ่อยังคงหล่อเหลาเหมือนเดิม แถมยังดูมีเสน่ห์มากขึ้นด้วยซ้ำเพราะเพิ่งออกกำลังกายอย่างหนักมาจนหางตาแดงเรื่อ


ใบหน้าไม่โดนซ้อม ดูเหมือนว่าน้าเหยาจะลงมือเบาพอสมควร


ทว่าทันทีที่เขายื่นมือไปจับแขนหลิวจี้ หลิวจี้ก็ร้อง “โอ๊ย!” ออกมา


ต้าหลางตกใจ รีบรั้งแขนเสื้อของท่านพ่อขึ้นดู พบว่าไม่มีรอยฟกช้ำดำเขียวแม้แต่น้อย จึงถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านพ่อ ท่านร้องอะไรน่ะ” ก็ไม่เห็นมีบาดแผลเลยนี่


หลิวจี้สูดลมหายใจเย็นๆ มองลูกชายทั้งสองด้วยหางตา “อย่ามายุ่งกับข้า!”


เมื่อเห็นว่าฉินเหยาและลูกๆทั้งสามกำลังจะลับสายตาไปแล้ว เขาก็เซถลาลุกขึ้น “ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ ช้ากว่านี้อาหารเย็นคงไม่มีส่วนของพวกเรา!”


ต้าหลางเอ้อร์หลางมองหน้ากัน อยากจะถามว่าให้ช่วยพยุงหรือไม่ แต่เห็นเขาเดินคล่องแคล่วดีจึงกลืนคำพูดลงคอ ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัว


หลิวจี้ทั้งร่างดูเหมือนจะสมบูรณ์ดี เอ้อร์หลางเดินตามหลังมองท่านพ่อพลางเกาศีรษะ “พี่ใหญ่ ท่านพ่อโดนซ้อมจริงหรือเปล่าน่ะ”


เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงร้องโอดโอยอย่างชัดเจน ฟังดูน่ากลัวมากจนเขาต้องเอามืออุดหู และแอบดีใจที่ท่านแม่ไม่เคยตีเด็ก มิเช่นนั้นเขาคงซวยไปแล้ว


ต้าหลางลูบคางวิเคราะห์ “น่าจะเป็นบาดเจ็บภายใน มองจากภายนอกไม่ออก แต่พอแตะโดนกระดูกก็จะรู้สึกเจ็บ แบบนี้เป็นฝีมือระดับปรมาจารย์ คนทั่วไปทำไม่ได้ แต่สำหรับน้าเหยาแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”


“หา” เอ้อร์หลางส่ายหน้าจิ๊จ๊ะ มองแผ่นหลังของท่านพ่อ “แล้วการสอบเคอจวี่อีกไม่กี่วันข้างหน้าเล่าจะทำเช่นไร”


ต้าหลางยิ้มบางๆให้ผู้เป็นน้อง “เรื่องนี้เจ้าไม่เข้าใจหรอก รอถึงเวลาสอบก็หายดีแล้ว ไม่ทำให้เสียการแน่ น้าเหยารู้หนักเบาดี…”


“กระซิบกระซาบอะไรกัน!”


ขณะที่สองพี่น้องกำลังคุยกันอยู่ก็มีคนโมโหเพราะอับอายตะคอกเสียงดังมา เร่งให้พวกเขารีบมาพยุงตนเองหน่อย


เอ้อร์หลาง “ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านบอกว่าไม่ให้พวกเราแตะท่านไม่ใช่หรือ”


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จึงไม่ถูกลูกอกตัญญูพวกนี้ทำให้โกรธจนเป็นลมไป เขากัดฟันกล่าวว่า


“ผู้ใหญ่สั่งให้ทำอะไรก็ทำไป เด็กๆนี่ทำไมพูดมากนัก มานี่!”


ต้าหลางและเอ้อร์หลางยักไหล่ จับแขนเขาเบาๆข้างละคน พยุงท่านพ่อที่ดูเหมือนไม่เป็นอะไรแต่ความจริงน่าจะบาดเจ็บสาหัสตามแม่เลี้ยงและน้องๆไป


เมื่อการแข่งเรือมังกรจบลง หลิวลี่และต้าจ้วงก็กลับโรงเตี๊ยมไปก่อน กิจกรรมทายปริศนาโคมไฟตอนกลางคืนพวกเขาไม่เข้าร่วม


ไม่ใช่ว่าไม่อยากรู้อยากเห็น เพียงแต่ดูการแข่งเรือมังกรทั้งวันจนหมดแรงแล้ว จึงฝืนไม่ไหวอีกต่อไป


ฉินเหยายิ้มแสดงความเข้าใจ ทั้งสองครอบครัวจึงแยกกัน


พอแยกกัน รอยยิ้มก็หุบลงทันที นางกระชากแขนหลิวจี้ที่กำลังจะวิ่งหนีเข้าไปในตรอกแคบๆที่มืดมิดแล้วซ้อมอย่างหนัก


ถือโอกาสบังคับถามว่าเขาแทงเงินไปเท่าไหร่กับเรือธงขาว


หลิวจี้จะกล้าปกปิดได้อย่างไร เขาบอกทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากค่าอาหารเย็นเมื่อคืนและค่าผักเช้าวันนี้แล้ว เงินที่เหลืออีกสี่เฉียนกับเงินส่วนตัวอีกหกร้อยเหวิน รวมเป็นหนึ่งตำลึงเต็ม เขาแทงไปหมดแล้ว


เมื่อฉินเหยาได้ยินก็รู้สึกเจ็บหน้าขึ้นมาทันที เมื่อวานนางยังบอกเอ้อร์หลางว่าจะปล่อยว่าว วันนี้หลิวจี้ก็สร้าง ‘เซอร์ไพรส์’ ใหญ่ให้นางแล้ว นางจึงเตะเขาไปอีกป้าบ


จากนั้นสมองก็หมุนแล่นอย่างรวดเร็ว วันนี้นางได้กำไรมาสองตำลึง หักออกหนึ่งตำลึงก็ยังเหลือกำไรอีกหนึ่งตำลึง


แถมหลิวจี้ยังได้อักษรของฉีเซียนกวนมาหนึ่งชุด ขายให้คหบดีมั่งคั่งคนหนึ่งก็จะได้เงินห้าตำลึง รวมเป็นเงินเข้ากระเป๋าทั้งหมดหกตำลึง นางจึงไม่ได้ฆ่าเขาตายเสียตรงนั้น


“คราวหน้าถ้ายังแอบยักยอกเงินส่วนกลางอีก ข้าจะตัดมือเจ้า!” ฉินเหยาเตือน


หลิวจี้กอดหัวนั่งยองๆอยู่บนพื้น สาบานทั้งน้ำตาว่าไม่กล้าทำอีกแล้ว


ทว่านางไม่ได้ห้ามไม่ให้ซ่อนเงินส่วนตัว ดังนั้น น่าจะยังแอบซ่อนได้บ้างกระมัง?


ครอบครัวหกคนมาถึงร้านบะหมี่เป็ดย่างร้านหนึ่งเพื่อทานอาหาร


หลิวจี้ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว ช่วยยกบะหมี่ เติมเครื่องปรุงอย่างเงียบๆ ท่าทางระมัดระวังของเขาทำให้ฉินเหยาขมวดคิ้ว


“เจ้ากินของเจ้าไป ข้าไม่ต้องให้ใครมาปรนนิบัติ” ฉินเหยากล่าวอย่างรังเกียจ


“ได้” หลิวจี้พยายามฝืนยิ้ม ยกบะหมี่ไปนั่งกินที่มุมห้อง หัวใจที่เคยลอยขึ้นสูงในช่วงสองสามวันนี้กลับตกลงไปที่ก้นบึ้งอีกครั้ง ไม่กล้าทำตัวเหลวไหลอีกแล้ว


แต่ฉินเหยาจะไม่รู้จักเขาได้อย่างไร?


คนผู้นี้จำได้แต่เรื่องกิน จำไม่ได้ว่าเคยโดนตี


ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเขาจะรู้ความขึ้น นางจึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก


หลังจากทานบะหมี่เป็ดย่างหอมกรุ่นเสร็จ บรรยากาศระหว่างสามีภรรยาก็ดีขึ้นเล็กน้อย


โคมไฟถูกจุดสว่างไสวไปทั่ว ร้านค้าที่อยู่ริมแม่น้ำแขวนโคมไฟหลากสีสันเต็มไปหมด โคมไฟเหล่านั้นมีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆแขวนอยู่ ข้างในกระบอกไม้ไผ่บรรจุคำทายปริศนา


ที่หน้าประตูร้านค้า มีการวางของขวัญต่างๆ ทั้งเครื่องประทินผิว เครื่องประดับ ของเล่น ละลานตาไปหมด


โคมไฟไม่ได้ให้โดยไม่คิดเงิน โคมไฟเล็กราคาสิบเหวิน โคมไฟใหญ่ราคายี่สิบถึงห้าสิบเหวิน


ยังมีโคมไฟหรูหราราคาถึงสิบตำลึง ทายปริศนาสิบข้อ หากตอบถูกหกข้อขึ้นไปก็สามารถเลือกของรางวัลได้


ทางฝั่งของรางวัลนั้นน่าสนใจมาก มีทั้งเครื่องประดับหยก แจกันเครื่องเคลือบ โคมไฟแก้ว และยังมีปิ่นทองเครื่องเงิน ล้วนประณีตงดงามจับตา


ตอนที่ 238: ทายปริศนาโคมไฟ


เหล่าสตรีบนท้องถนนต่างก็ถูกดึงดูดความสนใจไปในทันที อยากจะดูว่าจะมีใครซื้อโคมไฟหรูหราราคาสูงนี้หรือไม่และจะสามารถทายปริศนาได้หรือไม่


หากทายไม่ถูก เพียงแค่ได้โคมไฟบ๊ะจ่างเรือมังกรขนาดใหญ่ยักษ์นั้นไป ก็ไม่ถือว่าขาดทุนมากนัก


โคมไฟสีสันสดใสระยิบระยับ พวกต้าหลางและน้องๆที่อาศัยอยู่ในชนบทไม่เคยเห็นมาก่อน


เพิ่งทานอาหารอิ่ม เรี่ยวแรงก็กลับมาเต็มเปี่ยม พวกเขามองฉินเหยาตาละห้อย “ท่านแม่ พวกเราไปดูกันบ้างเถอะนะ?!”


ฉินเหยาพยักหน้า สี่พี่น้องจึงส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี เตรียมจะวิ่งออกไป


ทว่าพี่ชายทั้งสองกลับไม่ลืมที่จะจูงมือน้องเล็กคนละคน


ผู้ใหญ่ก็เดินตามหลังไม่ห่างจึงไม่ต้องกังวลว่าจะพลัดหลง


เมื่อครู่คนยังไม่มากนัก ตอนนี้พอครอบครัวทั้งหกคนมุงเข้าไปก็มีผู้คนแห่มามุงดูเพิ่มขึ้นอีกมาก


แต่ด้วยความที่ตัวเล็ก มองไม่เห็นอะไรเลย ซานหลางกับซื่อเหนียงจึงร้อนรนวิ่งวุ่นไปทั่ว หวังจะหาเสาไม้หรือแท่นหินให้ปีนขึ้นไป


สุดท้ายฉินเหยาจึงต้องอุ้มขึ้นข้างละคน คู่แฝดจึงได้เห็นโคมไฟบ๊ะจ่างเรือมังกรสุดหรูหราที่อยู่ข้างหน้า


ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็อยากให้อุ้มบ้าง แต่เมื่อหันไปมองท่านพ่อที่หน้าตาอับจนสิ้นหวังก็ส่ายหน้า เลือกที่จะเบียดเสียดเข้าไปข้างหน้าสุดของฝูงชนด้วยตัวเอง


ฉินเหยาช่วยเหลือเล็กน้อย ครอบครัวหกคนจึงมาถึงแถวหน้าสุดได้สำเร็จ มองเห็นโคมไฟบ๊ะจ่างเรือมังกรทั้งหมด


โคมไฟทำเป็นรูปเรือมังกร ขนาดเกือบเท่าของจริง บนเรือยังวางซ้อนกันด้วยบ๊ะจ่างหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบสี่เหลี่ยม แบบหมอน แบบสามเหลี่ยม และแบบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน…แทบจะทุกรูปแบบของบ๊ะจ่างที่เคยเห็น มารวมอยู่ในนี้หมดแล้ว


รูปทรงและสีสันของโคมไฟต่างๆนั้นก็หลากหลายและแตกต่างกันออกไป ท่ามกลางนั้นยังมีโคมกุ้ยฮวา โคมบัว และโคมตำหนักหญิงงาม ล้วนวิจิตรบรรจง เมื่อโคมทั้งหมดถูกจุดขึ้นพร้อมกันก็งดงามตระการตายิ่งนัก


“ใหญ่มากเลย!” ซานหลางเงยหน้ามองโคมไฟบ๊ะจ่างเรือมังกรที่สูงกว่าสามเมตรด้วยความตกใจ รู้สึกว่าตนเองสามารถนั่งบนนั้นได้เลย


ซื่อเหนียงกะพริบตากลมโต มองจนตะลึง


หลิวจี้และลูกชายทั้งสองก็ลืมเรื่องไม่พอใจที่เกิดขึ้นในตรอกมืดเมื่อครู่ไปชั่วขณะ จมดิ่งอยู่ในบรรยากาศเชื่อมหวานแบบโบราณอันเป็นเอกลักษณ์นี้


โคมไฟหรูหราขนาดใหญ่นั้นดูเอาสนุกก็พอ แต่โคมไฟเล็กๆนั้นสามารถเล่นได้


เมื่อเห็นสีหน้าปรารถนาของสี่พี่น้อง หลิวจี้ก็กระแอมไอเบาๆสองครั้ง ดึงดูดความสนใจของเมียจ๋าได้สำเร็จ เขายื่นมือออกไปอย่างไม่กลัวตาย “เอ่อ เด็กๆนานๆจะได้มาเที่ยวที ให้ทายปริศนาคนละอันคงไม่มากเกินไปใช่หรือไม่”


ฉินเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ทำเอาหลิวจี้เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก รีบอธิบายทันทีว่า “ก็ข้าไม่มีเงินนี่ ถ้ามีข้าจะออกเงินให้เด็กๆเล่นแน่นอน”


พูดไปพลางยิ้มให้สี่พี่น้อง ทำท่าทางราวกับว่าถ้าพ่อมีเงิน พ่อใจกว้างกว่าแม่แน่นอน


ฉินเหยามองเขาแล้วยิ้มไม่พูดอะไร


หลิวจี้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หมายความว่าอย่างไร? แม้แต่โคมไฟสี่อันก็ไม่ยอมซื้อให้รึ?


“ท่านพ่อ!” เอ้อร์หลางดึงแขนเสื้อของท่านพ่อ แต่เพราะเผลอออกแรงมากไปหน่อย หลิวจี้จึงรู้สึกเจ็บแปลบที่แขน เขาสูดลมหายใจเย็นๆเข้าปอด กัดฟันแล้วถามว่า “ทำ! อะไร!”


ปรากฏว่าเอ้อร์หลางตบหน้าอกตัวเองเบาๆ แล้วพูดเสียงเบาว่า “ท่านแม่ให้เงินพวกเรามาแล้ว”


ทุกเดือนพวกเขาจะมีเงินค่าขนมคนละห้าสิบเหวิน ทุกเดือนก็มีเงินเหลือ ตอนนี้แต่ละคนเก็บเงินได้เกือบหนึ่งร้อยเหวินแล้ว


ดังนั้น ภายใต้สายตาอิจฉาริษยาของหลิวจี้ สี่พี่น้องจึงจูงมือกัน พาฉินเหยาไปยังร้านค้าที่มีคนน้อยกว่าข้างๆ ซื้อโคมไฟคนละอันเพื่อเตรียมทายปริศนาโคมไฟ


ซื่อเหนียงกล่าวอย่างใจกว้างเป็นพิเศษ “พี่รอง ท่านใช้เงินของข้าซื้อให้ท่านแม่ด้วย เอาอันที่เป็นดอกเหมย ท่านแม่ถือคงสวยมากแน่ๆ”


หลิวจี้ค่อยๆเข้ามาใกล้ “ซื่อเหนียงเอ๋ย เจ้าซื้อให้พ่อด้วยได้หรือไม่ เอาอันที่เป็นลายเยว่จี้นั่นนะ”


ซื่อเหนียงตอบตกลงทันที “ได้สิเจ้าคะ”


หลิวจี้ ฮือๆๆ เสื้อบุนวมตัวน้อยช่างเอาใจใส่จริงๆ


ซื่อเหนียงถามเจ้าของร้านว่าโคมไฟเยว่จี้ราคาเท่าไหร่ เจ้าของร้านตอบว่า “สามสิบเหวิน”


ซื่อเหนียงตกใจรีบโบกมือทันที “ไม่ๆๆ ไม่เอาแล้ว เอาอันที่สิบเหวินก็พอ”


เด็กหญิงตัวน้อยมองหลิวจี้ที่กำลังรอคอยด้วยแววตาเจ็บปวดใจ “ท่านพ่อ ท่าน ท่านเลือกใหม่เถอะ”


เจ้าของร้านยิ้มแล้วเตรียมจะหยิบ เอ้อร์หลางก็รีบถามขึ้นว่า “ลายดอกเหมยโคมละเท่าไหร่หรือขอรับ”


“ยี่สิบเหวิน” เจ้าของร้านยิ้มแล้วกล่าว “ไม่แพงหรอก ถ้าทายปริศนาถูกยังสามารถเลือกเครื่องประทินผิวหรือปิ่นปักผมได้อีกด้วยนะ”


ซื่อเหนียงรีบร้อนกล่าวว่า “ท่านลุงเจ้าของร้าน ท่านหยิบอันที่ถูกที่สุดให้ท่านพ่อของข้าเถอะเจ้าค่ะ เอาดอกเหมยแค่โคมเดียว”


นางยังต้องเก็บเงินอีกมากเพื่อซื้อเครื่องประทินผิวและเครื่องประดับให้ท่านแม่ ท่านพ่อคนเดียวใช้เงินสิบเหวินก็มากแล้ว!


เจ้าของร้านเห็นนางน่ารักเช่นนี้ก็ไม่ได้ถือสาที่เด็กหญิงตัวน้อยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยิ้มร่าเริงเลือกโคมไฟสองอันส่งให้นาง


อันหนึ่งเป็นดอกเหมย งานฝีมือค่อนข้างประณีต


ส่วนอีกอันเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว จะว่าหยาบก็ไม่ได้ จะว่าตั้งใจทำแบบขอไปทีก็คงไม่ผิด


ซื่อเหนียงดีใจแล้วให้พี่รองช่วยหักเงินห้าสิบเหวินของนางออกไป


นางกับท่านแม่ได้โคมไฟดอกเหมยเหมือนกัน แล้วยื่นโคมไฟรูปพระจันทร์เสี้ยวให้ท่านพ่อที่ยิ้มไม่ออก


“ท่านพ่อทายก่อนนะ” ซื่อเหนียงกล่าวด้วยความคาดหวัง


หลิวจี้ลูบศีรษะเล็กๆของลูกสาวอย่างจนใจ “ได้ พ่อทายก่อน”


เสื้อบุนวมตัวน้อยของตน แม้จะร้อนจนเหงื่อออกก็ต้องใส่!


แม่ลูกห้าคนมองมา หลิวจี้ก็นำปริศนาในกระบอกไม้ไผ่ออกมา


“บนหัวมีขนสองเส้น สวมเสื้อคลุมหลากสีสัน เริงระบำในหมู่บุปผา สุขสำราญเสรี……” หลิวจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปยังเจ้าของร้านด้วยความไม่แน่ใจนัก “ผึ้งหรือ”


ซื่อเหนียงเห็นเจ้าของร้านส่ายหน้าก็รีบร้อนกล่าวว่า “ท่านพ่อโง่จัง เป็นผีเสื้อต่างหาก!”


“พรืด~” ฉินเหยาหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ


หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างไม่ยอมแพ้ “เมียจ๋า เจ้าอย่ามัวแต่หัวเราะข้า ดูปริศนาของเจ้าบ้างสิว่าเป็นอะไร”


ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของพ่อลูกห้าคน ฉินเหยาดึงปริศนาออกมา คิดในใจว่าแย่แล้ว “ทายตัวอักษร”


【ไม่ใช่ทั้งฟืน ข้าวสาร น้ำมัน หรือเกลือ】


เมื่อเห็นปริศนานี้ ทั้งหกคนในครอบครัวต่างก็งงงัน


ฉินเหยาเดาสุ่มไปคำหนึ่ง เจ้าของร้านก็ส่ายหน้า บอกนางว่าคำตอบที่ถูกต้องคือคำว่า ‘ความผิด’


“ฮ่าฮ่าฮ่า คนโง่ ทายแค่นี้ก็ทายไม่ได้!” หลิวจี้หัวเราะเสียงดัง…เอิ้ก! อันตราย อันตราย หยุดไว้ก่อนดีกว่า


ฉินเหยาเก็บสายตาคมกริบกลับมา มองต้าหลางและน้องๆทั้งสี่อย่างอ่อนโยน “พวกเจ้ามา”


โคมไฟยิ่งแพง ของรางวัลก็ยิ่งแพง ปริศนาก็ยิ่งยาก


ตรงกันข้าม ปริศนาของโคมไฟราคาสิบเหวินค่อนข้างง่าย ส่วนใหญ่เป็นการทายสิ่งของ


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเลือกโคมไฟราคาสิบเหวิน พวกเขาทายถูกติดต่อกัน ซานหลางเลือกโคมไฟราคายี่สิบเหวิน ดวงไม่ดีเจอทายตัวอักษรเลยทายไม่ถูก


ซื่อเหนียงรีบร้อนคลี่ปริศนาของตนเองออกมา ทันใดนั้นก็ถอนหายใจ “เฮ้อ” อีกแล้ว ปริศนาตัวอักษรอีกแล้ว


【จำได้ครึ่งหนึ่ง ลืมไปครึ่งหนึ่ง】


หลิวจี้ตื่นเต้น เขารู้คำตอบ นั่นคือคำว่า ‘ห้าม’


น่าเสียดายที่พ่อลูกไม่มีโทรจิต พ่อแก่ๆตาแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว ซื่อเหนียงน้อยเกาศีรษะ แล้วก็พูดออกมาว่า “ไก่หรือ?”


เจ้าของร้านหัวเราะเสียงดัง “ผิดแล้ว คือคำว่า ‘ห้าม’ ต่างหาก”


ซื่อเหนียงและท่านพ่อมองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียง


ทว่าต้าหลางและเอ้อร์หลางกลับทายถูกกันทั้งคู่ ต่างก็สามารถเลือกของรางวัลได้คนละหนึ่งชิ้น อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับพ่ายแพ้หมดสิ้นกันทั้งคณะ


ตอนที่ 239: การปฏิบัติทางสังคม


ฟ้ามืดสนิทแล้ว สี่พี่น้องหาวหวอดๆ ฉินเหยาโบกมือเรียก ครอบครัวหกคนจึงถือโคมไฟเดินทางกลับที่พัก อาบน้ำและเข้านอน


ก่อนนอน ซานหลางและซื่อเหนียงนำโคมไฟของบิดามารดาและพี่ชายมาวางร่วมกับของตนเอง


โคมไฟหกอันเรียงตามขนาด วางไว้บนม้านั่งยาวข้างหัวเตียง นอนก็ยังต้องมองพวกมันก่อน จึงค่อยหนุนหลังมือเล็กๆของตัวเองแล้วหลับไปอย่างมีความสุข


คืนนั้นฝันดีตลอดคืน ฉินเหยาตื่นแต่เช้ามาเพื่อฝึกฝนร่างกาย จิตใจแจ่มใสเต็มเปี่ยมด้วยพลัง


ส่วนหลิวจี้ที่นอนอยู่บนฟูกที่พื้นกลับรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งตัว ขยับเขยื้อนไม่ไหว จำต้องสั่งให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางนำผักไปยังห้องครัว บอกท่านป้าชิวผู้เป็นแม่ครัว ให้แบ่งเตาให้พวกเขาทำมื้อเช้าด้วย


มองดูลูกชายทั้งสองคนถือตะกร้าผักและข้าวสารไปอย่างเชื่อฟัง เขาก็ล้มตัวลงนอน เปลี่ยนท่าทางให้นอนสบายขึ้นเล็กน้อยแล้วหลับต่อ


เมื่อคืนต้าหลางเอ้อร์หลางได้ปิ่นปักผมไม้คนละอันเป็นรางวัล หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เห็นฉินเหยากำลังหวีผม สองพี่น้องก็อึกอักอึกอักกุมมือไว้ เดินมาข้างหน้านาง พอเห็นนางเผลอก็รีบยัดปิ่นปักผมไม้ใส่มือนางแล้ววิ่งไปราวกับกำลังหนีอะไรสักอย่าง


ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก้มลงมองปิ่นไม้เรียบๆสองอันที่เหลาจากไม้ประดู่ปลายด้ามประดับด้วยด้ายสีพันรอบไม้ ไล่สีจากส้มไปชมพูเข้ม ราวกับแสงของรุ้งบนท้องฟ้า


แม้จะเป็นเพียงปิ่นไม้ แต่ก็ทำออกมาได้อย่างมีศิลปะ


“ให้ข้าหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามไปทางลานบ้าน


เด็กชายสองคนที่ซ่อนอยู่หลังโขดหินในสวนจำลองส่งเสียงอืมออกมา


ฉินเหยามองปิ่นไม้สองอันในมือ ยิ้มบางๆ “ขอบคุณนะ สวยมากจริงๆ”


ซานหลางและซื่อเหนียงวิ่งเข้ามา ซื่อเหนียงดันมือของฉินเหยา “ท่านแม่ลองเสียบผมดูสิ ข้าจะดูว่าสวยหรือไม่สวย”


ซานหลางก็เงยหน้ามองมวยผมที่ฉินเหยาเพิ่งเกล้าเสร็จ ยังไม่ได้ใช้ผ้าโพกศีรษะคลุม ก็ยกมือทั้งสองข้างกุมแก้มเล็กๆของตน มองด้วยคาดหวังว่าจะได้เห็นนางปักปิ่นไม้


ตอนนี้กำลังนิยมปักปิ่นสองอันไว้ข้างเดียวกัน เพราะไม่มีกระจกตรงหน้า ฉินเหยาจึงบอกให้ลูกสาวเบิกตากว้างๆ แล้วใช้ดวงตาโตคู่นั้นเป็นกระจก ส่องแล้วปักปิ่นไม้สองอันเหลื่อมกันไว้ทางด้านซ้ายของมวยผม


ฉินเหยาหัวเราะออกมา แม้จะรู้ว่าคำพูดนั้นมีส่วนเกินจริง แต่ใครเล่าจะไม่ดีใจเมื่อได้รับคำชมเชย


“สวยจริงๆหรือ” ฉินเหยามองซานหลางที่ยกมือประคองแก้ม ทำท่าทางราวกับถูกมนต์สะกด เจ้าตัวเล็กพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง กลัวว่าฉินเหยาจะถอดปิ่นออกจึงขอให้นางใส่ไว้ตลอด บอกว่าแบบนี้สวยมากๆ


ซานหลางซื่อสัตย์ที่สุด เขาพูดความจริง ท่านแม่แต่งตัวแบบนี้สวยมากจริงๆ!


ปกติฉินเหยาแต่งตัวเรียบง่ายเกินไป พอมีสีสันเพิ่มขึ้นบนศีรษะเล็กน้อยก็ทำให้ผิวพรรณดูผ่องใสขึ้น แถมเหยาเหนียงก็มีใบหน้าที่งดงามอยู่แล้ว เพียงแค่แต่งแต้มเล็กน้อยก็ชวนให้มองซ้ำอีกหลายหน


ฉินเหยาหัวเราะเสียงดัง พอช้อนตามองไปก็เห็นต้าหลางและเอ้อร์หลางในลานบ้านพยักหน้าไม่หยุด


ฉินเหยาเอื้อมมือไปลูบศีรษะ เก็บผ้าโพกศีรษะสีเทาอมฟ้าที่ไม่เข้าชุดกันเอาไว้ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกๆนางจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ได้ ต่อไปนี้จะใส่แต่แบบนี้แหละ”


ต้าหลางเอ้อร์หลางมองหน้ากัน ตื่นเต้นจนหน้าแดงเล็กน้อย เพราะปิ่นที่แม่เลี้ยงใช้นั้น เป็นรางวัลที่พวกเขาสองคนชนะได้มา!


หลิวจี้กอดหนังสือนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ มองห้าแม่ลูกที่กำลังมีความสุขด้วยสายตาขุ่นเคือง คิดในใจว่า ความรู้สึกของมนุษย์นั้นไม่เหมือนกัน เขาแค่รู้สึกว่าพวกนางเสียงดังหนวกหู!


ทว่าฉินเหยาสตรีโหดผู้นี้แม้จะใจร้าย แต่วันนี้กลับงดงามจริงๆ หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะมองนางหลายครั้งแล้วบังคับตัวเองให้หลับตาลง


เขายังเจ็บระบมไปทั้งตัว ห้ามให้อภัยนางง่ายๆเช่นนี้เด็ดขาด!


หลับตา ลืมตา หลับตา… ลืมตาอีกครั้ง ประตูห้องพักกลับเงียบสงัด ร่างของห้าแม่ลูกหายไปหมดแล้ว


“ช่างน่าชังนัก!” หลิวจี้ทุบโต๊ะด้วยกำปั้น “ออกไปเดินเล่นก็ไม่เรียกข้า!”


ด่าจบ ใบหน้าก็บิดเบี้ยวเพราะความเจ็บที่มือ


หลิวจี้: ชีวิตนี้เยี่ยงนี้ ข้าทนต่อไปไม่ไหวแม้สักวันแล้ว!


…......


ห้าแม่ลูกพกหีบหนังสือออกไปด้วย


ฉินเหยาเดินนำหน้า ต้าหลางและน้องๆทั้งสี่คนลากหีบหนังสือของตนเองเดินตามอยู่ข้างหลัง


ทันทีที่ออกจากประตูโรงเตี๊ยม หีบหนังสือในมือของสี่พี่น้องก็ดึงดูดสายตาของผู้คนบนถนน


หีบของต้าหลางนั้นเน้นประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด มีลิ้นชักลับสำหรับเก็บอาวุธ มีช่องสำหรับร่ม และยังมีเตาผิงมือ รูปลักษณ์โดยรวมค่อนข้างเรียบง่าย


หีบของซานหลางและซื่อเหนียงเล็กกว่าหน่อย เหมาะกับรูปร่างของพวกเขา พื้นสีดำสนิทถูกวาดด้วยลวดลายเด็กๆน่ารัก แต่งด้วยหินสีที่เก็บมาจากริมแม่น้ำ หลากสีสัน สวยงามแปลกตา แต่น่ารักมาก


หีบหนังสือของเอ้อร์หลางนั้นทำเพิ่มมาภายหลัง มีสายสะพายและถุงผ้าเล็กๆสำหรับใส่สายสะพายโดยเฉพาะ แขวนอยู่ด้านข้างหีบไม้ เป็นเครื่องประดับอีกอย่างหนึ่ง


แถมหีบหนังสือของเขายังเพิ่มโต๊ะพับได้ เผื่อทำโจทย์ที่อาจารย์สั่งเมื่อวานไม่เสร็จ ก็สามารถรีบไปที่หน้าสำนักศึกษาก่อนสำนักศึกษาจะเปิดแล้วกางโต๊ะออกมาทำโจทย์ให้เสร็จ


แน่นอนว่า หากมีสหายร่วมชั้นเรียนใจดีให้ลอกการบ้านก็ย่อมได้


ล้อไม้หมุน “ครืดๆ” ไปบนพืนหินสีเขียวอย่างลื่นไหล เดินจนเหนื่อย ซานหลางและซื่อเหนียงยังหยุดนั่งพักบนหีบหนังสือครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินตามท่านแม่ต่อไป จนมาถึงบริเวณร้านหนังสือในเมืองหลวงของมณฑล


ฉินเหยาเช่าแผงลอยในราคาสิบเหวิน เรียกสี่พี่น้องมา “วันนี้พวกเราจะมาเรียนวิชาปฏิบัติทางสังคมกัน ส่วนบันทึกหลังการอ่านตอนเย็นก็ไม่ต้องเขียนแล้ว”


เมื่อได้ยินว่าไม่ต้องเขียนบันทึกหลังการอ่านตอนเย็น สี่พี่น้องก็ตอบพร้อมกันว่า “ขอรับ/เจ้าค่ะ!”


ฉินเหยาพยักหน้าด้วยความพอใจแล้วเริ่มจัดแจง


หัวข้อของวันนี้คือการรับจ้างเขียนจดหมาย


เรื่องนี้ง่ายมาก ต้าหลางรีบวางหีบหนังสือของคู่แฝดลงกับพื้นใช้แทนเก้าอี้ แล้วให้เอ้อร์หลางกางโต๊ะที่ติดอยู่กับหีบหนังสือของเขาออกมา เปิดหีบที่ใส่พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก นำสิ่งของข้างในออกมาวางเรียงกัน


สุดท้ายก็นำหีบหนังสือของตนเองวางไว้ด้านหลังโต๊ะ เมื่อนั่งลงก็สามารถเริ่มกิจการได้


ฉินเหยายืนมองพวกเขาจัดแผงลอย เห็นต้าหลางกำลังเลือกพู่กันหลายด้าม เนื่องจากโต๊ะไม่กว้างพอที่จะวางพู่กันทั้งหมดพร้อมกันได้จึงต้องวางเพียงด้ามเดียวก่อน


“เอ้อร์หลาง” ฉินเหยาเรียก เอ้อร์หลางรีบวิ่งมาหานาง


เจ้าตัวเล็กที่ฉลาดเฉลียวผู้นี้มองออกถึงเจตนาของนางแล้วจึงพูดขึ้นก่อนว่า


“ท่านแม่ เดี๋ยวข้าให้พี่ใหญ่เปิดหีบหนังสือพวกนั้นสักรอบหนึ่ง จะได้เห็นแต่ละช่องที่แตกต่างกันออกไป”


ฉินเหยาชูนิ้วโป้งให้เอ้อร์หลาง เจ้าเด็กนี่ มีสหายร่วมกลุ่มแบบนี้ สองแม่ลูกไม่รวยแล้วใครจะรวยเล่า?


ฉินเหยาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเอ้อร์หลาง “ไปเอาชุดเครื่องเขียนในหีบหนังสือของซื่อเหนียงมาให้พี่ใหญ่เจ้าใส่พู่กัน”


เอ้อร์หลางหัวเราะ “รับทราบ!”


ดูท่าว่าท่านแม่ต้องการจะแนะนำสินค้าตัวใหม่ด้วย เขาย่อมเข้าใจดี


ก่อนออกเดินทางมายังเมืองหลวงของมณฑล ฉินเหยาทิ้งแบบใหม่ไว้ให้ช่างไม้หลิว เป็นแบบที่พัฒนามาจากกล่องเครื่องเขียนในยุคปัจจุบัน แตกต่างจากกล่องใส่พู่กันแบบลิ้นชักที่เห็นได้ทั่วไปที่นี่


กล่องเครื่องเขียนของนางเป็นแบบเปิดปิด


ที่นี่ไม่มีบานพับ สิ่งของที่เป็นโลหะหายาก ต้นทุนก็สูง ดังนั้นบานพับของนางจึงใช้บานพับประตูแทน


ตอนที่ 240: กลยุทธ์ทางการตลาด


เป็นเพียงบานพับประตูขนาดเล็กลง ซึ่งเป็นของที่ทุกครัวเรือนล้วนมีใช้กันอยู่แล้ว


ปกติแล้วบานพับประตูมีขนาดใหญ่ มีร่องเว้าสองร่องบนล่าง ตรงกลางเป็นไม้กลม ตัวไม้กลมนั้นรองรับบานประตู เมื่อนำไปใส่ในร่องก็สามารถเปิดปิดได้อย่างราบรื่น


แต่เพราะไม่ลื่นไหลนัก แรงเสียดทานจึงมาก เวลาเปิดปิดประตูจึงมักจะเกิดเสียง “เอี๊ยดๆ” รบกวนหู


การออกแบบเช่นนี้ เมื่อย่อขนาดลงก็สามารถนำไปใช้กับกล่องเครื่องเขียนได้ เสียงดังก็น้อยลงมาก


ช่างไม้หลิวที่เห็นแบบแปลนรู้สึกตื่นตะลึงอีกครา


เขาทำประตูให้ชาวบ้านมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า บานพับประตูเมื่อนำมาย่อขนาดแล้ว ยังสามารถนำมาใช้งานเช่นนี้ได้


แน่นอนว่าในเรื่องนี้ก็มีข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมอยู่ด้วย ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน กล่องใส่พู่กันที่เหล่าบัณฑิตใช้ก็เป็นกล่องแบบลิ้นชัก ซึ่งใช้งานได้สะดวกมาก จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก


แต่กล่องเครื่องเขียนแบบเปิดปิดนั้น จริงๆแล้วจุของได้มากกว่า สามารถใส่ของได้ทั้งด้านบนและด้านล่าง เพียงแค่มีช่องสำหรับใส่ของที่เหมาะสม


เอ้อร์หลางทำตามคำสั่งของฉินเหยา นำกล่องเครื่องเขียนจากหีบหนังสือของซื่อเหนียงออกมา


กล่องนั้นใหม่เอี่ยม ฉินเหยานำติดตัวมาตั้งแต่ตอนออกเดินทาง แต่สี่พี่น้องยังไม่มีใครเคยใช้


ตอนมา ฉินเหยาได้ว่าจ้างคนงานใหม่กับช่างไม้หลิว โรงงานกังหันน้ำเปลี่ยนเป็นโรงงานเครื่องเขียนชั่วคราว นอกจากหีบหนังสือพลังเซียนที่เดิมทีจะขยายการผลิตแล้ว ยังเพิ่มรายการกล่องเครื่องเขียนเข้ามาอีกรายการหนึ่ง


ยังไม่มีคำสั่งซื้อเลยก็ผลิตก่อน ช่างไม้หลิวรู้สึกว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก


แต่ฉินเหยาคิดว่า การมาเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้ต้องไม่เสียเที่ยว ตลาดที่กว้างใหญ่เช่นนี้ หากนางกลับไปมือเปล่าไม่เท่ากับเสียโอกาสหรอกหรือ


ดังนั้นตอนมา ฉินเหยาจึงให้ช่างไม้หลิวสั่งให้คนงานเร่งผลิตหีบหนังสือพลังเซียนและกล่องเครื่องเขียนอย่างเต็มกำลัง นางจะต้องนำคำสั่งซื้อกลับไปให้ได้


จะให้มีผู้คนมาขอซื้อของแล้วนางตอบว่ายังมิได้ผลิต ท่านโปรดรอสักครู่เช่นนั้นหรือ ย่อมมิได้


ดังนั้นฉินเหยาจึงรู้สึกว่า การเดินทางมาเมืองหลวงของมณฑลในครั้งนี้ นางจะต้องสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านตระกูลหลิวได้อย่างแน่นอน


ดูสิ แผงลอยของต้าหลางและน้องๆทั้งสี่คนเพิ่งตั้งเสร็จ ฝูงชนที่มามุงดูก็แน่นขนัดหลายชั้นแล้ว


ไม่มีใครมาจ้างเขียนจดหมายเลย กลับมีคนหลายกลุ่มมาสอบถามเกี่ยวกับหีบหนังสือพลังเซียนและกล่องเครื่องเขียน


การคมนาคมไม่สะดวก ทำให้ข้อมูลถูกปิดกั้น หีบหนังสือพลังเซียนที่อำเภอไคหยางโด่งดังไปนานแล้ว แต่คนที่เมืองหลวงของมณฑลกลับยังไม่เคยเห็น


เอ้อร์หลางเจ้าเด็กหัวใส เมื่อมีคนมาถาม เขาก็ตอบในทันทีว่าสินค้าผลิตจากหมู่บ้านตระกูลหลิวในอำเภอไคหยาง พร้อมกับเปิดให้ชมโครงสร้างภายในของหีบหนังสือ พื้นผิวที่ลงสีอย่างประณีต รวมถึงจี้ห้อยและลวดลายที่ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์


ตอนนี้เป็นช่วงที่ผู้เข้าสอบเคอจวี่กำลังเดินทางมา มีบัณฑิตมากมาย เมื่อเห็นหีบหนังสือที่ประณีตและมีเอกลักษณ์เช่นนี้ ต่างก็เข้ามาสอบถามราคา


เอ้อร์หลางมองฉินเหยาก่อน เมื่อได้รับการบอกใบ้แล้วจึงตอบว่า “ที่บ้านพวกเราขายห้าร้อยหกสิบแปดเหวินขอรับ”


คำพูดนี้เปิดโอกาสให้พ่อค้าท้องถิ่นตั้งราคาได้หลากหลาย เพราะเมื่อรวมค่าขนส่งและต้นทุนอื่นๆแล้ว ราคาสินค้าในแต่ละท้องที่ก็แตกต่างกัน


คนที่พอมีเงินร่ำเรียนได้ เงินห้าร้อยกว่าเหวินนั้นไม่แพงจริงๆ คนที่มีฐานะดีกลับคิดว่าถูกเกินไปด้วยซ้ำ ถามด้วยความสงสัยว่า


“ข้าดูแล้ววัสดุนี้ยังไม่ค่อยดี มีไม้ที่ดีกว่านี้ไหม? อย่างเช่นไม้จันทน์แดง ไม้ประดู่ลาย อะไรพวกนั้น?”


เอ้อร์หลางพยักหน้า “สั่งทำได้ขอรับ”


บัณฑิตผู้นั้นก็ตบมือด้วยความตื่นเต้น รีบร้อนถามว่า “แล้วร้านขายหีบหนังสืออยู่ที่ไหน? น้องชายรีบบอกข้ามาเร็ว!”


ซื่อเหนียงหยิบกล่องเครื่องเขียนส่งให้ ชี้ไปที่ตัวอักษรที่สลักไว้ด้านล่าง “ตรงนี้ โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิว อำเภอไคหยาง”


บัณฑิตรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “เมืองหลวงของมณฑลไม่มีเลยหรือ”


ฉินเหยาเดินเข้ามาตอบว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเราก็ไม่คิดว่าเมืองหลวงของมณฑลจะไม่มีเหมือนกัน แต่ถ้าท่านมีญาติพี่น้องอยู่ที่อำเภอไคหยาง สามารถให้สหายช่วยซื้อแล้วฝากคนส่งมาให้ท่านได้ น่าจะเสียค่าเดินทางเพิ่มอีกเล็กน้อยเท่านั้น”


บัณฑิตยังคงถอนหายใจ ย่อตัวลงลูบคลำหีบหนังสือพลังเซียนของซานหลางซ้ำไปซ้ำมาอย่างเสียดาย ชอบจนไม่อยากวางมือ อยากจะซื้อกลับไปใช้


ส่วนเอ้อร์หลางกลับกระสับกระส่ายอยากจะขายหีบหนังสือของตนเองอีกแล้ว


ทว่าถูกต้าหลางจ้องเขม็งอย่างดุดัน เอ้อร์หลางจึงจำต้องเลิกล้มความคิดนั้น


บัณฑิตเห็นดังนั้นก็ไม่อยากแย่งของรักของผู้อื่นจึงปล่อยมือ


ฉินเหยาจึงกล่าวว่า “หากคุณชายต้องการจริงๆ แต่ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่อำเภอไคหยาง ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง”


บัณฑิตมองฉินเหยาด้วยความยินดี เร่งเร้าให้นางรีบพูด


ฉินเหยากล่าวว่า “หีบหนังสือเพียงหีบเดียว โรงงานอาจจะไม่เต็มใจเสียแรงส่งไปถึงหน้าประตูบ้านท่าน แต่ถ้าท่านสั่งซื้อสักห้าสิบชิ้นขึ้นไป ก็ง่ายแล้ว”


“อะไรนะ? ห้าสิบชิ้น? ข้าคนเดียวจะใช้หมดได้อย่างไร!” บัณฑิตตกใจมาก


ฉินเหยากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง กล่าวต่อว่า “คนเดียวใช้ไม่หมด แต่ท่านสามารถเปิดกลุ่มซื้อได้นี่ ท่านสามารถชักชวนสหายร่วมอำเภอมาสั่งซื้อด้วยกัน แบบนี้ไม่เพียงแต่จะได้รับการส่งถึงบ้าน ยังได้รับส่วนลดพิเศษอีกด้วย”


“กล่องเครื่องเขียนนี้ก็ใช้งานได้ดี ใส่พู่กันได้สิบด้าม สะดวกกว่ากล่องใส่พู่กันปกติมาก จะรับไปสักอันด้วยหรือไม่”


เมื่อได้ยินดังนั้น บัณฑิตและชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็เข้าใจในทันที


นี่ไม่ใช่การรับจ้างเขียนจดหมาย หากแต่เป็นมาขายหีบหนังสือต่างหาก!


บัณฑิตถามฉินเหยาด้วยรอยยิ้มขื่นๆ “แม่นาง เจ้าเป็นเจ้าของร้านใช่หรือไม่”


ฉินเหยาหัวเราะอย่างสดใส ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ถูกท่านจับได้เสียแล้ว ข้าเป็นเจ้าของร้านจริงๆ ดังนั้นท่านจะพิจารณารวมกลุ่มแล้วซื้อหรือไม่”


บัณฑิตรู้สึกสนใจจริงๆ แต่ตอนนี้การสอบเคอจวี่สำคัญกว่า เขาคงไม่มีเวลาไปรวบรวมคนมากมายเพื่อเปิดกลุ่มซื้ออะไรนั่น


ฉินเหยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไร สอบก่อนก็ได้ สอบเสร็จแล้วค่อยมาใหม่ ข้าจะอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลอีกสักพัก ถ้าท่านตัดสินใจได้แล้ว ก็สามารถมาหาข้าที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลได้ทุกเมื่อ ข้ามีนามว่าฉินเหยา”


คนที่มีไหวพริบในฝูงชนก็จดจำชื่อ ที่อยู่ และเวลาที่นางจะพักอยู่ที่นี่ไว้ทันที


ต้าหลางและคู่แฝดเพิ่งจะเข้าใจจริงๆ ว่าท่านแม่กำลังทำการตลาดอยู่


ทว่ากลยุทธ์นี้ช่างยอดเยี่ยม หากบอกชาวบ้านที่มุงดูตั้งแต่แรกว่าพวกเขามาขายหีบหนังสือ ทุกคนคงไม่สงสัยมากนักและผลลัพธ์ก็คงไม่ดีเท่าตอนนี้


ซื่อเหนียงคิดว่าตนเองและพี่ชายแสดงได้ดีขนาดนี้จึงกระซิบกับฉินเหยาว่า “ท่านแม่ กลับไปท่านต้องซื้อของอร่อยๆให้พวกเราด้วยนะ”


ฉินเหยาทำมือโอเคแล้วตบไหล่เด็กหญิงเบาๆ “ทำต่อไป คนเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว”


ซื่อเหนียงหัวเราะคิกคัก มองดูผู้คนที่เข้ามามุงดูรอบใหม่แล้วทำตามขั้นตอน แสดงหีบหนังสือกับพี่ชายเหมือนเดิม


ห้าแม่ลูกร่วมมือกันอย่างลงตัว ตลอดทั้งบ่าย เขียนจดหมายไม่ได้สักฉบับ แต่ชาวเมืองทั้งเมืองต่างก็รู้แล้วว่า ฉินเหยา ฉินเหนียงจื่อแห่งโรงเตี๊ยมเยว่ไหลสามารถช่วยซื้อหีบหนังสือพลังเซียนแสนแปลกใหม่นี้ได้


ฉินเหยาและเด็กๆ ตั้งแผงลอยขายของจนเย็นจึงค่อยเก็บของกลับบ้าน


ทันทีที่เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ฉินเหยาก็รู้สึกได้ถึงสายตาสำรวจตรวจตราหลายคู่


เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนที่สวมผ้าไหมบางเนื้อดี แต่รูปแบบเรียบง่าย พวกเขามีดวงตาที่เฉลียวฉลาด แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ของพ่อค้า


เมื่อเห็นฉินเหยามองมา พวกเขาก็ตกใจเล็กน้อยกับความเฉียบไวของนาง แต่ก็ยังคงสุภาพ พยักหน้าให้เล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย


ฉินเหยาพยักหน้าและยิ้มตอบ นำเด็กๆกลับห้องพัก


อีกฝ่ายยังคงสังเกตการณ์อยู่ ส่วนเด็กๆทางนี้ก็หิวแล้ว วันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เวลาที่ดีที่จะพูดคุยเรื่องการค้าขาย



จบตอน

Comments