stepmother ep241-250

ตอนที่ 241: การเอาใจใส่ที่น่าตาย


ห้าแม่ลูกกลับมาถึงโรงเตี๊ยมได้จังหวะพอดี หลิวจี้เพิ่งทำอาหารเสร็จ ยกสำรับกับข้าวขึ้นโต๊ะเรียบร้อย


ทางห้องครัวนั้นพอถึงตอนเย็นก็จะยุ่งมาก ไม่มีที่ว่างเลย ดังนั้นเขาจึงต้องไปเตรียมอาหารไว้ก่อน


ช่วงนี้ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารแพงเป็นพิเศษ แม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นราคาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อต้องจ่าย


ราคาข้าวขาวหนึ่งจินแพงกว่าเดิมถึงห้าเท่า ผักสดกำเล็กๆก็ขายด้วยราคาถึงยี่สิบสามสิบเหวิน แถมยังต้องแย่งกันซื้อ ต้องนั่งรอจนประตูเมืองเปิด เมื่อชาวนาจากหมู่บ้านรอบนอกขนผักเข้ามาก็ต้องรีบเข้าไปซื้อ


วันนี้หลิวจี้ไปไม่ทันจึงไม่มีผักสดสีเขียวบนโต๊ะอาหาร มีเพียงผักดองสองจานและข้าวต้มขาวหม้อใหญ่


เพิ่งโดนซ้อมมา ร่างกายยังปวดเมื่อยไม่หาย พอคิดถึงการสอบเคอจวี่ที่กำลังจะมาถึงแล้วยังต้องรอผลอีกครึ่งเดือน ยามนี้หลิวจี้ก็อยากจะกลับบ้านเป็นพิเศษ


ทว่าอารมณ์หดหู่นี้ก็หายวับไปทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของห้าแม่ลูกดังมาจากนอกประตูห้องพัก


“กลับมาแล้วหรือ วันนี้พวกเจ้าไปไหนกันมา ทำไมตอนกลางวันก็ไม่กลับมาเล่า ตอนกลางวันหิวหรือเปล่า กินอะไรมาหรือยัง”


ทันทีที่ฉินเหยาเดินเข้าประตูมา หลิวจี้ก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ถามคำถามมากมายติดต่อกัน


นางเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ”


“ไม่มีอะไร” หลิวจี้ส่ายหน้ายิ้มๆ พลางผลักหีบหนังสือของสี่พี่น้องไปวางไว้ที่มุมห้อง จากนั้นหันกลับมาชี้ไปที่สำรับกับข้าวที่ยังร้อนอยู่บนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ล้างมือแล้วมากินข้าวกันเถอะ ออกไปข้างนอกทั้งวันคงหิวกันแล้วใช่ไหม”


ห้าแม่ลูกส่งเสียงตอบรับพร้อมกัน เดินไปที่อ่างล้างหน้า ล้างมือด้วยน้ำที่เสี่ยวเอ้อร์ของร้านเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ


เก้าอี้ยังคงไม่พอ หลิวจี้และต้าหลางยืนกิน ส่วนฉินเหยาและเด็กเล็กอีกสามคนได้นั่งกิน


หลิวจี้ขยับไปมาระหว่างทุกคน เดี๋ยวก็เติมผักดองให้ฉินเหยา เดี๋ยวก็เช็ดน้ำข้าวที่หกเลอะเทอะให้คู่แฝด ทำเอาแม่ลูกทั้งหมดถึงกับมองเขาราวกับเห็นผี


หลิวจี้ลูบใบหน้าของตนเองเบาๆ พลางเอ่ยถามอย่างงุนงงว่า “เป็นอะไรกัน มองข้าแบบนี้ทำไม”


เอ้อร์หลางถามตรงๆว่า “ท่านพ่อ ท่านไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า”


“ไม่ได้ทำ!” หลิวจี้ตะโกนเสียงดัง รีบหันไปอธิบายให้ฉินเหยาฟัง “ข้าถูกใส่ร้าย ข้าอ่านหนังสืออยู่ในห้องพักทั้งวัน ตอนบ่ายก็ออกไปทำอาหารที่ครัวแค่ครึ่งชั่วยาม แล้วพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว ข้าจะเอาเวลาไหนไปก่อเรื่องได้เล่า แล้วจะไปทำเรื่องไม่ดีได้อย่างไรกัน!”


“แล้วเจ้าเอาใจใส่พวกเรามากขนาดนี้ทำไม” ฉินเหยามองเขาด้วยความสงสัย


เมื่อวานเพิ่งโดนซ้อม วันนี้กลับดีกับนางขนาดนี้ เป็นพวกชอบถูกทำร้ายหรือ


หลิวจี้เบิกตากว้าง “ข้าเอาใจใส่ไม่ดีหรือ นี่พวกเจ้าออกไปทั้งวันเพิ่งกลับมา ข้าคิดถึงพวกเจ้า อยากจะดีกับพวกเจ้าหน่อยไม่ได้หรือ”


ฉินเหยาขนลุกซู่ สะบัดไหล่แล้วมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อยืนยันว่าสีหน้าของเขาไม่มีพิรุธแม้แต่น้อยจึงค่อยพยักหน้าอย่างเรียบเฉย “รู้แล้ว กินข้าวต่อเถอะ”


หลิวจี้ฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็ใช้หัวตะเกียบเคาะศีรษะเอ้อร์หลางเบาๆสองครั้ง “เจ้าหนู กินข้าวดีๆ” อย่าพูดจาเหลวไหล!


เอ้อร์หลางแอบทำหน้าทะเล้น ล้อเลียนจนคู่แฝดอดหัวเราะไม่ได้


มื้อนั้นกินกันอย่างครึกครื้น ครั้นเสร็จสิ้น หลิวจี้ก็ลากตัวเอ้อร์หลางไป สองพ่อลูกช่วยกันยกจานชามไปเก็บในครัว


การพักในโรงเตี๊ยมก็มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ต้องล้างหม้อไห จานชามสกปรกโยนลงในอ่างล้างจานในครัวก็จะมีคนมาล้างให้


ออกไปตั้งแผงขายของทำการตลาดมาทั้งวัน ตอนนี้ทานอาหารเสร็จ เด็กทั้งสี่ก็ง่วงจนหาวหวอด เตรียมตัวล้างหน้าเข้านอน


เมื่อหลิวจี้กับเอ้อร์หลางกลับมาแล้วปิดประตูห้อง กางที่นอนบนพื้น ครอบครัวหกคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำ


ทว่าหลิวจี้นอนพลิกไปพลิกมาอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่อาจข่มตาหลับได้ จึงหันหน้าเข้าหาเตียงแล้วเอ่ยถามฉินเหยาเสียงเบาว่าตอนกลางวันไปทำอะไรมา


“ปฏิบัติการทางสังคม” ฉินเหยากล่าวอย่างขอไปที


หลิวจี้เพิ่งจะล้วงความจริงจากเอ้อร์หลางมาได้ เมื่อได้ยินคำตอบนี้ก็แอบกลอกตาในความมืดโดยไม่ให้ฉินเหยาเห็น


โชคดีที่ในห้องมืดสนิท มิเช่นนั้นคงถูกฉินเหยาสั่งสอนด้วยกำปั้นเป็นแน่แท้


“หมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่ห่างจากเมืองหลวงของมณฑลออกปานนี้ ใครกันจะดั้นด้นมาซื้อหีบหนังสือจากหมู่บ้านเราเล่า” หลิวจี้เอ่ยถามเสียงอ่อน


ฉินเหยาลูบใบหน้าอันนุ่มนิ่มของซื่อเหนียงที่แนบอยู่ในอ้อมอกแล้วตอบเสียงเบาว่า “ตราบใดที่ยังมีกำไร เส้นทางแค่นี้จะนับเป็นอะไร”


“ได้ยินมาว่าเจ้าคิดจะทำการจัดกลุ่มร่วมซื้อหรือ แถมยังจะส่งของให้ถึงบ้านด้วย”


ฉินเหยามองไปยังเงาดำที่พื้น “เจ้ารู้มากทีเดียวนะ”


ทว่าสิ่งที่หลิวจี้สนใจไม่ใช่การค้าของนาง หากแต่เป็นจำนวนเงินที่นางทำกำไรได้ และผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากตรงนั้นต่างหาก


ดังนั้น นางจะบอกเขาไปเพื่ออันใดเล่า


บุรุษน่ะ ควรตั้งใจอ่านหนังสือ เข้าสอบให้ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ หาใช่กังวลเรื่องเงินทองภายในเรือนไม่


“ข้าบอกเจ้าแล้ว หน้าที่ของเจ้าคือตั้งใจอ่านหนังสือแล้วสอบผ่านจนได้ตำแหน่งขุนนาง ส่วนเรื่องกินเรื่องใช้ ข้าย่อมไม่ให้เจ้าต้องขาดตกบกพร่อง เรื่องจุกจิกเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวล มีข้าดูแลอยู่” ฉินเหยากล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ น้ำเสียงเอาใจใส่ราวกับว่าเจ้ามีหน้าที่เพียงอ่านหนังสือกับมีความสุขก็พอแล้ว


หลิวจี้ลอบทุบผ้าห่มเบาๆ การเอาใจใส่ที่น่าตายนี่ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ


ทว่าก็รู้ว่าถ้าถามต่อไปคงโดนวางยาจนพูดไม่ได้ หลิวจี้จึงแสร้งถอนใจออกมา ก่อนกล่าวอย่างห่วงใยว่า


“เมียจ๋า เจ้าลำบากแล้ว เป็นแค่สตรีอ่อนแอคนหนึ่งยังต้องดูแลครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ สามีรู้สึกผิดจริงๆ ที่ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากของเจ้าได้”


ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าไม่รู้สึกเหนื่อย นอนเถอะ ข้าง่วงแล้ว”


“…ถ้าเช่นนั้นก็ฝันดี” หลิวจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเค้นคำพูดสามคำนี้ออกมาจากไรฟัน


นอนแต่หัวค่ำก็ตื่นแต่เช้าตรู่


ฉินเหยาอยู่เป็นเพื่อนเด็กๆอ่านหนังสือตอนเช้าและฝึกวรยุทธ์พื้นฐานของต้าหลางจนเสร็จ ทานอาหารเช้าง่ายๆที่หลิวจี้ทำให้ เสร็จแล้วห้าแม่ลูกก็พกหีบหนังสือและกล่องเครื่องเขียนออกไปตั้งแผงขายของอีกครั้ง


อีกไม่กี่วันก็จะสอบเคอจวี่ หลิวจี้จึงต้องอยู่ในห้องพักอ่านหนังสือ จะหาเหตุผลตามออกไปดูว่าฉินเหยาขายของอย่างไรก็หาไม่ได้จริงๆ


หลิวลี่ไม่ได้คิดจะออกไปไหน ก่อนสอบเขาต้องทำจิตใจให้สงบ แถมยังมีตัวแทนที่จะมาติดต่อเรื่องเอกสารต่างๆอีกจึงวุ่นวายไม่น้อย


อาจเป็นเพราะใกล้สอบเคอจวี่ วันนี้บัณฑิตบนท้องถนนจึงน้อยกว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่ผลของการประชาสัมพันธ์ก็ยังดี บรรดาผู้ปกครองของบัณฑิตหลายคนต่างก็สนใจหีบหนังสือพลังเซียนมาก และมีความต้องการที่จะซื้อด้วย


เพียงแต่ข้อเสนอการสั่งซื้อแบบกลุ่มตั้งแต่ห้าสิบชิ้นขึ้นไปของฉินเหยา คนทั่วไปรู้สึกว่ายุ่งยาก จึงได้แต่เก็บความกระตือรือร้นของตนเองไว้


ครอบครัวที่มีญาติอยู่ที่อำเภอไคหยางก็คิดจะเขียนจดหมายฝากให้ญาติช่วยซื้อ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีในการลดต้นทุน


วันนี้จำนวนลูกค้าเป้าหมายลดลง ห้าแม่ลูกจึงเก็บแผงลอยกลับโรงเตี๊ยมตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ


ในช่วงนั้น ต้าหลางรับจ้างเขียนจดหมายสองฉบับ เก็บค่าเขียนสองเหวินต่อสิบตัวอักษร ได้ค่าพู่กันและหมึกมาหกเหวิน


ชาวบ้านต้องการความคุ้มค่า ไม่ได้คาดหวังลายมือของต้าหลางมากนัก ลูกค้าที่ได้รับจดหมายไปก็พอใจกันทุกคน


เพราะหาเงินได้ สี่พี่น้องจึงปรึกษากันว่าจะมาอีกในภายหลัง


ฉินเหยาเห็นพวกเขาสนุกสนานก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “ค่าแผงวันละสามเหวินนะ”


แม้ว่าวันนี้จะเป็นนางที่จ่ายค่าแผง แต่ก็ไม่สามารถลืมต้นทุนนี้ได้


ซานหลางและซื่อเหนียงถอนหายใจทันที “หาเงินช่างยากเย็นยิ่งนัก”


ตอนที่ 242: ห้างการค้าฟู่หลง


ช่วงก่อนและหลังเทศกาลตวนอู่เป็นช่วงที่ร้อนที่สุด โรงเตี๊ยมจึงเตรียมเครื่องดื่มเย็นไว้


เมื่อวานฉินเหยารับปากซื่อเหนียงว่าจะซื้อของอร่อยๆให้พวกนางเป็นการตอบแทน แต่เก็บแผงช้า ร้านอื่นๆก็เก็บหมดแล้วจึงซื้อไม่สำเร็จ


ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายแก่ๆเท่านั้น เวลายังเหลืออีกมาก เครื่องดื่มเย็นของโรงเตี๊ยมเพิ่งจะแขวนป้าย พอเห็นต้าหลางและน้องๆหน้าแดงก่ำเพราะแดด ฉินเหยาจึงสั่งน้ำแข็งไสห้าถ้วย ห้าแม่ลูกนั่งลงที่โต๊ะว่างในห้องโถง


น้ำแข็งไสถั่วเขียวเย็นชื่นใจถ้วยละแปดสิบเหวิน ตอนที่เด็กรับใช้มาคิดเงิน สี่พี่น้องที่รู้เรื่องเงินทองดีอยู่แล้วดวงตาก็แทบจะถลนออกมา


นี่มันก็แค่น้ำถั่วเขียวเท่านั้น เพราะใส่น้ำแข็งเข้าไปก็ขายราคาแปดสิบเหวินเชียวหรือ


ฉินเหยาโบกมืออย่างใจเย็น “กินเถอะ”


จากนั้นก็หยิบเงินตำลึงหนึ่งก้อนส่งให้เด็กรับใช้ให้ไปหาเงินทอน


กินน้ำแข็งไสถั่วเขียวไปสองสามช้อน นึกถึงหลิวจี้ที่ยังอยู่ในห้อง ฉินเหยาลังเลอยู่สองสามวินาที ก่อนจะสั่งให้เด็กรับใช้ยกไปให้เขาถ้วยหนึ่งด้วย


หลิวจี้ที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องรู้สึกปลาบปลื้มจนพูดไม่ออก กินน้ำแข็งไสถั่วเขียวเย็นชื่นใจแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง เมียจ๋ายังมีเขาอยู่ในใจ!


สี่พี่น้องเห็นว่าทุกคนในครอบครัวได้กิน แถมแม่เลี้ยงก็กินอย่างเอร็ดอร่อย ก็วางใจและลิ้มรสน้ำแข็งไสถั่วเขียวเย็นชื่นใจอย่างมีความสุข


สี่พี่น้องกินน้ำแข็งไสเนื้อเนียนละเอียดเป็นครั้งแรก รู้สึกประหลาดใจที่รสชาติแตกต่างจากน้ำแข็งที่เก็บมาจากชายคาบ้านในฤดูหนาวอย่างสิ้นเชิง


น้ำแข็งไสนี้ละลายในปาก หวานเย็นชื่นใจ แถมยังมีกลิ่นหอมของชา


ซานหลางรีบซดเข้าไปคำใหญ่จนเย็นไปทั้งตัว ถึงกับต้องพ่นลมหายใจออกมา แต่เพราะน้ำแข็งไสถั่วเขียวอร่อยมากจริงๆ จึงฝืนกลืนลงไป


ทว่าน้ำแข็งก็ละลายอย่างรวดเร็ว ที่เหลือก็เป็นเพียงความหวานมันของถั่วเขียว


ในวันที่อากาศร้อนระอุเช่นนี้ การได้ลิ้มรสชาติเย็นชื่นใจนี้ทำให้เหงื่อที่ไหลโทรมกายหายไป เจ้าตัวเล็กหลับตาลงอย่างสบายใจ ขาเล็กๆสองข้างที่ห้อยลงมาจากเก้าอี้สูงแกว่งไปมาอย่างสนุกสนาน


“อร่อยไหม” ฉินเหยาถามด้วยรอยยิ้ม


“แค่แพงไปหน่อย…” เอ้อร์หลางยังคงเสียดายเงิน


ฉินเหยาลูบศีรษะเขาเบาๆ “ใช้ชีวิตให้มีความสุข อย่าคิดมาก”


เรื่องราวที่ไม่คาดฝันในอนาคตมีมากมายนัก ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้น้ำแข็งไสถ้วยนี้ราคาอาจจะพุ่งสูงขึ้นก็ได้?


ถ้าอย่างนั้นวันนี้พวกนางกินก็เท่ากับได้กำไร


เอ้อร์หลางพยายามยิ้มให้ท่านแม่ อยากจะปลอบใจตัวเองว่าไม่เสียดายเงิน แต่ก็เลียน้ำแข็งไสถั่วเขียวหยดสุดท้ายในถ้วยจนหมดเกลี้ยง


ยังไม่พอ เขายังขอเสี่ยวเอ้อร์ของร้านเอาน้ำเปล่าโดยไม่คิดเงินมาหนึ่งกา เทลงในถ้วย แล้วดื่มรสชาติสุดท้ายจนหมด ท้องป่องจนรู้สึกว่าเงินแปดสิบเหวินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่า


ฉินเหยาเพียงแค่มองอย่างอ่อนโยน ไม่ได้ห้ามปรามเพื่อรักษาหน้าตาหรือสนใจสายตาแปลกใจของผู้อื่น


ครั้งแรกก็เป็นเช่นนี้ ครั้งต่อไปก็จะชิน กินบ่อยๆก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไร


วันนี้สี่พี่น้องนำหีบหนังสือพลังเซียนออกไปเพียงสองใบ คือของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียง ใบหนึ่งเป็นรุ่นล่าสุด อีกใบหนึ่งเต็มไปด้วยภาพวาดเด็กๆน่ารัก ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์ก็เพียงพอแล้ว


หลังจากทานน้ำแข็งไสเสร็จ สังเกตเห็นสายตาที่กระวนกระวายอยู่รอบข้าง ฉินเหยาจึงสั่งให้ต้าหลางพาน้องๆกลับห้องไปทำการบ้านช่วงบ่ายก่อน ส่วนนางจะอยู่ในห้องโถงอีกสักครู่


ต้าหลางเข้าใจ พาน้องๆกลับห้องพักก่อน เหลือหีบหนังสือสองใบไว้ไม่ได้เอาไปด้วย


ตำราเรียนแสนสำคัญอยู่ในห้องพัก หีบหนังสือตรงนี้ใส่เพียงพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ทิ้งไว้ก็ไม่กระทบต่อการทำการบ้านของพวกเขา


เพราะถึงอย่างไรก็ปักป้ายรับจ้างเขียนจดหมาย จะให้ถึงเวลาคนอื่นอยากเขียนจดหมายแล้วกลับไม่มีกระดาษพู่กันให้ก็จะดูไม่สมจริงเกินไป


ทันทีที่ต้าหลางและน้องๆทั้งสี่คนเดินออกไปก็มีคนในห้องโถงลุกขึ้นเดินตรงมาหาฉินเหยา


ทั้งสองเผชิญหน้ากัน อีกฝ่ายมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแล้วจึงถามหยั่งเชิงว่า “สตรีออกหน้าทำการค้า ไม่กลัวเสียชื่อเสียงหรือ”


ฉินเหยาผายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่งแล้วตอบด้วยรอยยิ้มว่า “แคว้นเซิ่งไม่มีกฎหมายข้อไหนที่ห้ามสตรีทำการค้าไม่ใช่หรือ”


“ก็จริง” ผู้มาเยือนยิ้มแล้วนั่งลง หีบหนังสือพลังเซียนสองใบวางอยู่ข้างๆ เขามองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นนางไม่มีท่าทีจะห้ามจึงเอื้อมมือไปสัมผัส


ยังมีสายตาอีกหลายคู่ที่มองมาทันที แต่เพราะมีคนนั่งลงตรงหน้าฉินเหยาแล้ว ตามกฎเกณฑ์ของวงการที่มาก่อนได้ก่อนพวเขาจึงไม่ได้เคลื่อนไหว


ฉินเหยาเริ่มอธิบายโครงสร้าง วิธีการใช้หีบหนังสือพลังเซียนและส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ


ทั้งยังเสริมอีกว่า “หีบหนังสือแบบนี้เป็นรุ่นหลัก แต่โรงงานของเรายังผลิตหีบเดินทาง ซึ่งเป็นกระเป๋าที่มีล้อและสายสะพาย พกพาสะดวก แต่ใหญ่กว่าหีบหนังสือเล็กน้อย ภายในไม่มีช่องมากนัก สามารถใส่เสื้อผ้าและสิ่งของอื่นๆที่ใช้ในการเดินทางได้อย่างอิสระทั้งสองด้าน กันฝนกันแดด พกพาสะดวก”


พร้อมกันนั้น นางก็แนะนำกล่องเครื่องเขียนไปด้วย


พูดจบก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ของร้านยกน้ำชาและขนมมา ฉินเหยาจึงถามถึงชื่อแซ่และฐานะของอีกฝ่าย


“แซ่เจี่ยง ชื่ออักษรตัวเดียวว่าเหวิน เป็นรองผู้ดูแลห้างการค้าฟู่หลงสาขาตลาดตะวันออก” เจี่ยงเหวินตอบ


เขาอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างสูงผอม ท่าทางสุภาพเรียบร้อย หากไม่ใช่เพราะดวงตาอันเฉียบคมคู่นั้นเปิดเผยตัวตนเสียก่อน คนนอกมองคงคิดว่าเขาเป็นบัณฑิตที่กำลังศึกษาเล่าเรียน


ฉินเหยาถามด้วยความสงสัยว่า “ห้างการค้าฟู่หลงปกติทำการค้าอะไรบ้างหรือ”


เจี่ยงเหวินตอบว่า “ของป่าในชนบท ผ้าป่านไหมแพร สี่สมบัติประจำห้องหนังสือ ล้วนมีหมด”


ฟังดูหลากหลาย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีระบบขนส่งสินค้าที่แข็งแกร่งมาก จึงสามารถรวบรวมสินค้าจากทั่วทุกสารทิศมาได้


ฉินเหยารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าหีบหนังสือพลังเซียนจะสามารถดึงดูดห้างการค้าที่ใหญ่ขนาดนี้มาได้


แต่ก็เพราะอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลเท่านั้น ถึงมีโอกาสแบบนี้


ฉินเหยาเทน้ำชาให้ตัวเองและอีกฝ่ายคนละถ้วย เจี่ยงเหวินยกขึ้นจิบแล้ววางลง ยิ้มแล้วกล่าวว่า


“พูดตามตรง ตั้งแต่ฉินเหนียงจื่อนำหีบหนังสือนี้ออกมาเมื่อวาน ข้าก็รู้สึกว่าของสิ่งนี้จะต้องขึ้นไปอยู่บนชั้นวางสินค้าของห้างการค้าฟู่หลงของข้าอย่างแน่นอน”


หลังจากชมเชยตัวเองแล้วก็ไม่ลืมที่จะบอกฉินเหยาถึงฐานะของอีกหลายๆเจ้าที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของชำในเมือง ร้านหนังสือ กระทั่งร้านรถโดยสาร แต่เมื่อเทียบกับช่องทางการจัดจำหน่ายของห้างการค้าฟู่หลงของเขาแล้ว ล้วนเป็นน้องๆทั้งสิ้น


ฉินเหยาจับความหมายแฝงได้ รองผู้ดูแลผู้นี้ต้องการที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว


ฉินเหยาถามลองเชิงว่า “ห้างการค้าของท่านมีสาขาอื่นอีกหรือไม่”


“แน่นอน!” เจี่ยงเหวินยิ้มแล้วใช้นิ้วลากเส้นบนโต๊ะ “ตั้งแต่จังหวัดจื่อจิงไปจนถึงเจียงหนานฝู่ มีสาขาของห้างการค้าฟู่หลงของเราตลอดทาง”


“การขนส่งทางเรือภายในแคว้นก็เป็นสหายเก่าแก่ของเรา” เขายังเปิดเผยข้อมูลสำคัญอีกอย่างหนึ่ง


การมีเส้นทางการขนส่งทางเรือ ช่องทางการจัดจำหน่ายก็จะเปิดกว้างขึ้น เดิมทีทางใต้ก็มีบัณฑิตมากมาย นี่เทียบเท่ากับว่าห้างการค้าฟู่หลงครอบครองกลุ่มลูกค้าที่มากที่สุด


แต่ฉินเหยาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากนัก เจี่ยงเหวินเปิดเผยข้อมูลมากมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพวกเขาตั้งแต่แรก เป้าหมายหลักย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้


เป็นจริงดังคาด ประโยคถัดมาก็คือถามนางว่า “โรงงานของฉินเหนียงจื่อ เดือนหนึ่งสามารถผลิตหีบหนังสือได้เท่าใดหรือ”


“หากปริมาณผลิตไม่เพียงพอ อาจไม่ถึงเกณฑ์ที่จะใช้เรือขนส่งทางน้ำได้ หากเป็นการขนส่งทางบก แม้ว่าห้างการค้าของข้าจะมีขบวนคารวานที่เป็นพันธมิตรกันอยู่ แต่ต้นทุนก็จะสูงขึ้นมาก…”


พูดมาถึงตรงนี้ จุดประสงค์ก็เปิดเผยออกมาแล้ว “ดังนั้นราคานี่…” ย่อมต้องต่อให้ต่ำที่สุด


ตอนที่ 243: ผสมโรง


หากเป็นคนอื่นมาได้ยินถึงตรงนี้ เกรงว่าคงจะถูกแป้งทอดก้อนใหญ่ที่ถูกโยนออกมาตรงหน้าทำให้ตาลายไปแล้ว รีบร้อนเปิดเผยกำลังการผลิตสูงสุดของตนเองออกมา ทำให้เสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง


ที่อันตรายกว่านั้นคือ เพื่อที่จะได้กินแป้งทอดก้อนใหญ่นั้น อาจจะลงนามสัญญาซื้อขายที่ตนเองไม่สามารถจัดหาสินค้าให้ได้ ทำให้ต้องเสียค่าปรับผิดสัญญาเป็นจำนวนมาก


ฉินเหยาไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ก้มหน้ายกถ้วยชาขึ้นจิบไปครึ่งถ้วย อารมณ์สงบนิ่ง


เจี่ยงเหวินไม่คิดว่านางจะไร้ซึ่งความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ในอกพลันก็เกิดความลังเลอยู่ไม่น้อย


ไม่ใช่หญิงที่มาจากชนบทหรอกหรือ มีกำไรมหาศาลขนาดนี้มาล่ออยู่ตรงหน้า นางกลับไม่ใจเต้นเลยแม้แต่น้อย


ฉินเหยาจะไม่ใจเต้นได้อย่างไร!


นางเพียงแค่เคยชินกับการคิดทบทวนทุกสิ่งก่อนแล้วค่อยตอบเท่านั้น


เวลาจิบชาครึ่งถ้วยเพียงพอให้นางคำนวณข้อมูลต่างๆได้อย่างชัดเจนแล้ว จากนั้นจึงถามกลับภายใต้สายตาที่กำลังจับจ้องอยู่ว่า


“ข้ามีความมั่นใจในหีบหนังสือของข้ามาก นั่นเพราะข้ารู้จักมันดีพอ แต่ท่านรองผู้ดูแล ท่านรู้จักหีบหนังสือของข้ายังไม่ถึงสองวันเลย ท่านกล้าพูดได้อย่างไรว่ามันจะขายได้ทั่วแคว้นเซิ่ง?”


“ไม่สู้รองผู้ดูแลเอาสินค้าไปลองขายดูก่อนสักหน่อยดีไหม เผื่อขายไม่ดี จะได้ไม่ต้องเอาสินค้าไปมากเกินไปจนทำให้ท่านขาดทุน”


ฉินเหยาเบิกตากลมโตเป็นประกายใสแจ๋ว มิอาจมีผู้ใดมีคุณธรรมได้เท่านางอีกแล้ว


การประลองฝีปากระหว่างพ่อค้า แต่ไหนแต่ไรมาก็มักจะเป็นเหมือนเข็มแหลมเจอกับปลายหญ้าแข็ง ต่างฝ่ายต่างก็ลดคุณค่าสินค้าของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะกดราคา


หากต้องการขึ้นราคาสินค้าของตนเองก็ต้องสรรเสริญสินค้าให้เลิศเลอเหนือใครจนไม่มีอะไรเทียบได้


เจี่ยงเหวินไม่เคยเจอใครอย่างฉินเหยามาก่อน ที่ไม่เพียงแต่ไม่คุยโวโอ้อวด แต่ยังทำท่าทางเหมือนเป็นห่วงเป็นใยเขาจนเขาเกือบตั้งตัวไม่ทัน


อย่างไรเสียก็เป็นผู้ดูแลร้านมาหลายปี พริบตาเดียวก็ตั้งสติได้ เขายิ้มเล็กน้อย แล้วลองหยั่งเชิงถามไปว่า “ฉินเหนียงจื่อกังวลว่าจะผลิตสินค้าออกมามากมายขนาดนั้นไม่ได้กระมัง”


แต่บนใบหน้านางกลับมิแสดงออก เพียงกล่าวว่า “รองผู้ดูแลต้องการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ห้างการค้ามากขึ้นนั้นก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ที่บ้านยังมีสามีและลูกๆรอข้าทานอาหารเย็นอยู่ หรือท่านว่าเรานัดเวลามาพูดคุยกันอีกครั้งดีหรือไม่”


“ไม่รีบร้อน” เจี่ยงเหวินยกมือขึ้น เสี่ยวเอ้อร์ของร้านก็เดินเข้ามา เขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะทันที บอกให้ฉินเหยาเรียกสามีและลูกๆออกมากินด้วยกัน


การกระทำนั้นรวดเร็วมากจนฉินเหยาไม่มีโอกาสปฏิเสธ หากนางยังจะไปในเวลานี้ กลับจะดูเหมือนไม่ให้เกียรติกัน


เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉินเหยาก็ไม่อ้อมค้อมกับเขาอีก มองไปยังหลายคนที่นั่งอยู่ในมุมห้องเตรียมจะกลับแล้ว เผยรอยยิ้มอย่างจนใจ


“ท่านรองผู้ดูแลเลี้ยงอาหารมื้อนี้ เกรงว่าคนอื่นคงคิดว่าตัวเองหมดโอกาสแล้ว”


มิใช่หรือ ท่านทั้งสองกำลังจะกินเลี้ยงด้วยกันแล้วผู้อื่นจะมีบทบาทอันใด?


ห้างการค้าฟู่หลงมักจะชอบการผูกขาด การค้าที่พวกเขาครอบครองแล้ว คนอื่นอย่าหวังที่จะเข้ามาแทรกแซงได้ เป็นพวกที่ค่อนข้างเผด็จการทีเดียว


ฉินเหยาไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ทางฝั่งเมืองหลวงของมณฑลนี้ แต่จากการติดต่อกันสั้นๆในวันนี้ นางก็เข้าใจมากขึ้นเล็กน้อย ในใจเกิดความหงุดหงิดขึ้นมาหลายส่วน


กำลังไม่สบอารมณ์ หลิวจี้ก็พาพวกต้าหลางสี่พี่น้องปรากฏตัวขึ้น ฉินเหยาจึงได้แต่กวักมือเรียกพวกเขามาแล้วแนะนำเจี่ยงเหวินให้รู้จัก


เมื่อหลิวจี้เห็นสีหน้าของฉินเหยาที่ยิ้มแบบฝืนๆ ในใจก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมา ความตื่นเต้นที่จะได้กินเลี้ยงหายวับไปทันที เขานำลูกๆทั้งสี่คนไปคารวะเจี่ยงเหวินแล้วนั่งลง


อาหารมาเร็วมาก ฉินเหยาและหลิวจี้ตักอาหารให้ลูกๆ เมื่อศีรษะชนกัน หลิวจี้ก็กระซิบถามว่า


“เมียจ๋า สถานการณ์ไม่ค่อยดีใช่หรือไม่”


“ยังไหว” ฉินเหยาแสดงท่าทางว่ายังพอยันอยู่


หลิวจี้จึงค่อยคลายใจลง ดื่มสุรากับเจี่ยงเหวินไปหนึ่งจอก ด้วยนิสัยเดิมที่เก็บไว้ไม่อยู่ จึงเริ่มสนทนากับอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น เมื่อได้ยินว่าเจี่ยงเหวินเป็นผู้ดูแลห้างการค้าใหญ่ ก็ตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก


เมื่อได้ยินเจี่ยงเหวินกล่าวอีกว่าต้องการทำการค้าใหญ่โตมูลค่าหลายพันตำลึงกับฉินเหยา ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก มองฉินเหยาที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารด้วยความตกใจ การค้าใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียว!


นางไม่มีความคิดเรื่องเงินหลายพันตำลึงเลยหรือ สามารถซื้อที่ดินทั้งหมู่บ้านของพวกเขาได้ นางยังกินข้าวลงอีกหรือ


หลิวจี้พยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะคารวะสุราเจี่ยงเหวินสักหลายจอก ท่าทีสนิทสนมยิ่งนัก โอบไหล่อีกฝ่ายราวกับเป็นพี่น้อง


เจี่ยงเหวินตกใจ นึกว่าจะเป็นบัณฑิตบ้านนอกที่เห็นแก่เงินและไม่มีความรู้ความสามารถอันใด ใครจะคิดว่ากลับเป็นคนเปิดเผยเช่นนี้?


อันที่จริง ฉินเหยาก็เพิ่งได้ยินตัวเลขหลายพันตำลึงเช่นกัน หัวใจนางเต้นเร็วขึ้นสองจังหวะ


สมองหมุนวนอย่างรวดเร็ว ลูกคิดในหัวก็ดีดดังเปาะแปะ


ดูจากท่าทีของเจี่ยงเหวินแล้ว สินค้าที่เขาต้องการคงจะไม่ต่ำกว่าห้าพันชิ้น แค่คิดถึงต้นทุน นางก็มีเงินไม่เพียงพอแล้ว


หีบหนังสือห้าพันชิ้นมีต้นทุนการผลิตอย่างน้อยหนึ่งพันตำลึงเงินเชียว!


แม้ว่าเจี่ยงเหวินจะตกลงจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าสามส่วน มันก็ยังไม่เพียงพอ ยังขาดเงินอีกประมาณสี่ร้อยตำลึง นางจะไปหาจากที่ไหน?


นี่คือเหตุผลที่ฉินเหยาไม่กล้าพูดตรงๆ โอกาสอยู่ตรงหน้า ความเสี่ยงและผลตอบแทนก็สูงเช่นกัน


หลิวจี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย เมื่อได้ยินเงินหลายพันตำลึง วิญญาณก็แทบจะล่องลอยไปแล้ว


แต่ก็ไม่ได้ลืมหน้าที่ของตน ยังคงพยายามล้วงความลับจากเจี่ยงเหวินอยู่ตลอด


น่าเสียดาย ที่อีกฝ่ายเป็นคนเจนโลก ที่ยอมพูดตัวเลขหลายพันตำลึงออกมานั้น ก็เพียงเพราะเขาต้องการให้ข้อมูลนี้เท่านั้น


ดื่มสุราไปครึ่งกา หลิวจี้ก็หน้าแดงก่ำ ส่ายหน้าให้ฉินเหยา สื่อว่าตนเองไม่ไหวแล้ว


ฉินเหยาเอ่ยปากในเวลาที่เหมาะสม ดึงหลิวจี้กลับมา แล้วมองเจี่ยงเหวินที่มีใบหน้าแดงก่ำเช่นกัน แต่แววตากลับลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ แล้วถามเขาว่า


“ท่านรองผู้ดูแล ข้าสามารถจัดหาสินค้าที่ท่านต้องการได้ แต่ต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าห้าส่วน”


“ไม่ได้!” เจี่ยงเหวินปฏิเสธทันที เขาชี้ไปที่หีบหนังสือพลังเซียนบนพื้น แล้วใช้มือคำนวณต้นทุนให้ฉินเหยาฟัง “หีบหนังสือใบนี้ ต่อให้รวมสายสะพายแล้ว อย่างมากก็สองร้อยเหวิน มากกว่านี้ไม่ได้”


“ห้างการค้าของพวกเรานั้นทำการค้าด้วยความยุติธรรมเสมอมา ข้าเห็นว่าฉินเหนียงจื่อเป็นคนตรงไปตรงมา เช่นนั้นข้าก็จะพูดตรงๆกับเจ้า เงินมัดจำให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของวงการนั่นคือสามส่วน สิ่งที่ควรให้พวกเราจะไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่เหวินเดียว”


“แต่ในส่วนของราคา อยู่ที่สองร้อยห้าสิบเหวินต่อชิ้น เป็นอย่างไร”


มุมปากของฉินเหยากระตุก นางเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกดราคาต่ำถึงเพียงนี้ จนอดขำอย่างขุ่นเคืองใจไม่ได้


“ข้าเห็นว่าท่านรองผู้ดูแลดื่มสุรามากเกินไปแล้ว พูดจาเลอะเลือน สองร้อยห้าสิบเหวินจะเป็นไปได้อย่างไร ข้าขายยังขายที่ราคาห้าร้อยหกสิบแปดเหวินเลย”


“เช่นนั้นก็ให้เงินมัดจำสามส่วนไม่ได้ เงินของห้างการค้าก็มิได้มาจากลมฟ้าอากาศ” เจี่ยงเหวินหัวเราะเยาะ


“อันที่จริง พูดไปพูดมาก็เป็นเพราะส่งมอบสินค้าจำนวนมากเช่นนั้นไม่ได้ใช่หรือไม่ โรงงานเล็กๆแบบพวกเจ้า ข้าเห็นมามากแล้ว แต่เถ้าแก่เนี้ยเช่นเจ้า ฉินเหนียงจื่อ ข้าไม่เคยพบเจอมาก่อน ดังนั้นข้าจึงคิดว่า…พวกเรามาเป็นสหายกันดีหรือไม่”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ อารมณ์คงที่ มิได้แสดงอาการโกรธเคืองต่อคำดูถูกว่า ‘โรงงานเล็กๆ’ ของเขา


เจี่ยงเหวินมองนางด้วยความประหลาดใจ ในใจก็พอจะแน่ใจแล้วว่า การค้าครั้งนี้คงจะตกลงกันได้ยาก อีกฝ่ายไม่กินทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง กลอุบายเก่าๆที่เคยใช้มานั้นใช้ไม่ได้ผลกับนาง


ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองดูว่ายังสามารถเป็นสหายกันได้หรือไม่


เจี่ยงเหวินกล่าวว่า “เงินห้าร้อยตำลึง ซื้อแบบร่างหีบหนังสือพลังเซียนของเจ้า ฉินเหนียงจื่อคิดว่าสหายผู้นี้สามารถคบได้หรือไม่”


เงินห้าร้อยตำลึง!


หลิวจี้สร่างเมาในทันที อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อของฉินเหยา ตกลงสิ รีบตกลงเถิด!


ตอนที่ 244: ทำก็ทำให้ใหญ่


ฉินเหยายกมือขึ้น กดมือที่กำลังเขย่าแขนตนอย่างรุนแรงลงแล้วดึงออก!


นางถลึงตาเตือนหลิวจี้ไปคราหนึ่ง “เจ้ากินอิ่มแล้วก็จงพาเด็กๆกลับห้องไปก่อนเถิด”


พวกต้าหลางสี่พี่น้องรู้ว่าท่านแม่กำลังจะออกท่าไม้ตายแล้วจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกัน โค้งคำนับให้เจี่ยงเหวินกล่าวว่าขอบคุณที่เลี้ยง อาหารวันนี้อร่อยเป็นพิเศษ


จากนั้นก็จูงมือท่านพ่อ และ ‘ถูก’ ท่านพ่อ ‘พา’ ออกไป


ฉินเหยายิ้มมองห้าพ่อลูกเดินจากไป เมื่อเงาร่างหายลับไปยังหลังม่านในห้องโถงด้านหลัง เมื่อนางหันหน้ากลับมา บนใบหน้านั้นก็ไร้ซึ่งรอยยิ้ม


“ห้าร้อยตำลึงไม่มีทางเป็นไปได้” ฉินเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับเจี่ยงเหวิน


นางกางนิ้วขึ้นมา คิดคำนวณกับเจี่ยงเหวิน “ข้าคิดว่าท่านใช้เงินห้าร้อยหกสิบแปดเหวินซื้อหีบหนังสือใบนี้กลับไป จ้างช่างฝีมือดีมาศึกษา ไม่เกินครึ่งเดือนก็น่าจะออกแบบได้แล้ว”


“จากนั้นก็ระดมคน เลือกสถานที่ ไปจดทะเบียนโรงงานใหม่กับทางการ ซื้อวัสดุ แล้วเปิดโรงงานผลิตเอง จากนั้นอีกเดือนครึ่งก็จะสามารถนำหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นวางบนชั้นได้ และอีกครึ่งปีต่อมาก็น่าจะขายออกไปได้ทั่วทุกสารทิศ”


“แน่นอน นี่คือในกรณีที่ทุกอย่างราบรื่น” ฉินเหยาเผยรอยยิ้มบางๆ “แต่สิ่งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโรงงานเล็กๆของพวกเราในการผลิตและจำหน่ายต่อไปในช่วงเวลานี้”


นางเน้นคำว่าโรงงานเล็กๆเป็นพิเศษแล้วกล่าวต่อว่า “พวกร้านค้าใหญ่ๆ ร้านขายของชำต่างๆ เพียงแค่ข้าเขียนจดหมายตอบกลับไป อย่างช้าที่สุดห้าวันให้หลัง ก็จะสามารถนำหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นวางบนชั้นในเมืองหลวงของมณฑลได้”


เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็หยุดแล้วมองสีหน้าของเจี่ยงเหวิน


สมแล้วที่เป็นผู้ดูแลห้างการค้าใหญ่ แม้จะเกิดอารมณ์ดูถูกและโกรธเคือง แต่ก็ยังเก็บอาการเอาไว้ ไม่แสดงออกมา เพียงแต่รอให้นางกล่าวต่อไป


ฉินเหยากล่าวต่อว่า “โรงงานเล็กๆของพวกเรานี้ สามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง แม้ว่าห้างการค้าฟู่หลงจะใหญ่โต แต่ก็คงจะไม่ถึงกับกดขี่ไม่ให้ผู้อื่นทำการค้าของตนเองกระมัง”


“จริงสิ ข้าเองก็มิได้กลัวจะมีเรื่อง ท่านรองผู้ดูแลสามารถไปสอบถามที่อำเภอไคหยางดูได้ ว่าข้าฉินเหยาเคยเกรงกลัวผู้ใดบ้าง!”


แววตาของนางพลันเย็นเยียบลง ดวงตาดำขลับทั้งสองจ้องมองเขา ปลดปล่อยพลังอำนาจทั้งหมดออกมา อากาศโดยรอบราวกับถูกแช่แข็งในทันที เจี่ยงเหวินรู้สึกจุกที่ลำคอ หายใจแทบไม่ออก


ดวงตาคู่นั้นดำมืดราวกับบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นราวกับจะดูดผู้คนเข้าไป


เจี่ยงเหวินเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว รวบรวมกำลังใจทั้งหมดแล้วจึงเบี่ยงศีรษะอย่างรวดเร็ว ถึงหลุดพ้นจากดวงตาคู่นั้นได้


เขายันมือทั้งสองข้างกับขอบโต๊ะ หอบหายใจอย่างแรง ราวกับปลาที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ รีบหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด


เนื่องจากเคลื่อนไหวมากเกินไป สุราในจอกบนโต๊ะจึงกระเพื่อมเป็นระลอก


นานทีเดียว เจี่ยงเหวินจึงสงบลง เขามองฉินเหยาด้วยความตกใจกลัว ไม่กล้าสบกับดวงตาของนางอีก มองเพียงสันจมูก เพราะเกรงว่าตนเองจะตกอยู่ในสภาพอึดอัดที่ไม่อาจหลุดพ้นนั้นอีกครั้ง


ฉินเหยายิ้มบางๆให้เขา “ผู้ดูแลเจี่ยง ยังสามารถเป็นสหายกันได้หรือไม่ ข้ามีข้อเสนอหนึ่ง ท่านต้องการฟังหรือไม่”


เจี่ยงเหวินรีบประสานมือคารวะ “ฉินเหนียงจื่อโปรดกล่าว!”


ทั้งแววตาและท่าทีล้วนเต็มไปด้วยความเคารพ แตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง


เจี่ยงเหวินเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ผู้ที่โดดเด่นเป็นสง่าในการแข่งเรือมังกรวันเทศกาลตวนอู่นั้น ก็คือสตรีผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง


ฉินเหยาเทสุราในจอกของทั้งสองคนออกแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำชาเย็น ยกถ้วยชาขึ้นส่งสัญญาณให้เจี่ยงเหวินดื่มด้วยกัน เมื่อทั้งสองคนดื่มชาแล้ว นางจึงกล่าวว่า


“ข้อเสนอของข้าเรียบง่ายมาก ห้างการค้าออกเงิน ข้าออกแรง พวกเรามาร่วมมือกันขายหีบหนังสือพลังเซียนนี้ไปทั่วทุกสารทิศ”


พอพูดถึงเรื่องเงิน อาการของพ่อค้าก็กำเริบขึ้นทันที “เงินมัดจำกี่ส่วน? ราคาต่อชิ้นเท่าใดหรือ?”


ฉินเหยากล่าวว่า “เงินมัดจำยังคงเป็นห้าส่วน ราคาต่อชิ้นอยู่ที่สี่ร้อยเหวิน”


เห็นเจี่ยงเหวินกำลังจะพูด ฉินเหยาก็ยกมือห้าม “ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน ข้ายังพูดไม่จบ”


“ภายในจังหวัดจื่อจิง ข้าจะจัดส่งสินค้าให้ถึงประตูโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากห้างการค้าของท่านมีคลังสินค้าอยู่ที่ท่าเรือ ก็สามารถส่งตรงถึงท่าเรือใหญ่ในจังหวัดจื่อจิงให้ท่านได้เช่นกัน”


“นอกจากนี้ ข้าขอรับคำสั่งซื้อขั้นต่ำที่หนึ่งหมื่นชิ้น!”


“อย่าได้ดูแคลนโรงงานเล็กๆในหมู่บ้านของพวกเรานี้ ตราบใดที่เงินมาถึง กำลังการผลิตรายเดือนก็จะสามารถเพิ่มขึ้นเป็นสามพันชิ้นได้ทันที หนึ่งหมื่นชิ้น ข้าสามารถส่งมอบให้ได้ภายในสี่เดือน!”


สิ่งนี้เร็วกว่าที่เจี่ยงเหวินไปจัดตั้งโรงงานของตนเองเสียอีก


จัดส่งสินค้าให้ถึงประตูโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เงินที่ต้องจ้างผู้คุ้มกันก็จะประหยัดไปได้อีกมาก บวกกับการรับประกันกำลังการผลิต ราคาต่อชิ้นสี่ร้อยเหวินจึงเป็นราคาต่ำสุดที่ฉินเหยาสามารถให้ได้แล้ว


“สามพันชิ้น? เป็นไปได้จริงหรือ” เจี่ยงเหวินตกใจเป็นอย่างมาก โรงงานเล็กๆแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่โรงงานเล็กๆแบบที่เขาคิดไว้


ฉินเหยาพยักหน้า “เมื่อครู่ข้ามิได้กล่าว เพราะเกรงว่าท่านจะไม่เชื่อ” โกหกต่างหาก


เมื่อครู่ นางเพียงแค่ยังคิดไม่ตกว่าจะจัดการกับคำสั่งซื้อจำนวนมากนี้อย่างไร เพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์สูงสุดและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด


แน่นอนว่า การเจรจาการค้ามูลค่าหลายพันตำลึงเช่นนี้ ไม่สามารถจบลงได้ภายในมื้ออาหารเดียว ฉินเหยาดื่มน้ำแกงไก่เส้นใส่เห็ดคำสุดท้ายในถ้วยจนหมด วางชามแล้วลุกขึ้นยืน


“ผู้ดูแลเจี่ยง วันนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนเถิด ท่านกลับไปคิดทบทวนดูอีกรอบ เมื่อคิดดีแล้วค่อยมาว่ากันอีกที อย่างไรเสียข้าก็ยังต้องอยู่ที่นี่จนถึงสิ้นเดือน ไม่ต้องรีบร้อน”


“ใช่ ไม่รีบร้อน ไม่รีบร้อน”


เจี่ยงเหวินดูภายนอกเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจเริ่มร้อนรนแล้ว หีบหนังสือหนึ่งหมื่นชิ้น ราคาต่อชิ้นที่สี่ร้อยเหวิน รวมก็เป็นเงินสี่พันตำลึงเงิน เงินมัดจำห้าส่วนก็เท่ากับสองพันตำลึงเงิน


สินค้ายังไม่มี แม้แต่โรงงานก็ยังไม่ได้เริ่มการผลิต แต่ต้องจ่ายเงินสองพันตำลึงออกไปก่อน ใครเล่าจะไม่ร้อนรุ่มใจ?


เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับไปรายงานผู้ดูแลใหญ่ว่าอย่างไร


ตอนเขามา เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถจัดการการค้านี้ได้อย่างง่ายดาย แต่กลับเจรจาจนกลายเป็นเช่นนี้ เกรงว่าหากพูดออกไป ผู้ดูแลใหญ่คงจะโกรธจนไล่เขาออก!


เมื่อคิดได้ดังนั้น เจี่ยงเหวินจึงตัดสินใจที่จะพยายามอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกัน เขากล่าวอย่างจริงจังว่า


“ฉินเหนียงจื่อ ข้าสามารถตัดสินใจเพิ่มราคาแบบร่างได้ถึงแปดร้อยตำลึง ท่านคิดว่า…”


ฉินเหยารู้สึกหวั่นไหวไปชั่วขณะ แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น นางโบกมือ “ไม่พิจารณา”


นางรับปากผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไว้แล้วว่าจะนำพาคนทั้งหมู่บ้านไปสู่ความมั่งคั่ง ฉินเหยาเชิดหน้าอย่างหยิ่งยโส สะบัดแขนเสื้อให้เจี่ยงเหวิน กินอิ่มแล้วก็ลูบท้องเดินกลับห้องอย่างสง่างาม


เมื่อคนเราคิดได้แล้วก็จะปล่อยวาง หากจะทำก็ทำให้ใหญ่ไปเลย หากไม่ทำก็คือไม่ทำ


เงินหลายพันตำลึงอยู่ตรงหน้า แปดร้อยตำลึงจึงดูไม่มีค่า


ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตอันเรียบง่ายเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว นางยังขี้เกียจที่จะไปคิดเรื่องวุ่นวายพวกนั้น


การทำการค้าช่างน่าเบื่อหน่าย นางนำลูกน้องไปโจมตีรังซอมบี้ยังจะสนุกกว่าเสียอีก!


เจี่ยงเหวินมองส่งฉินเหยาจนลับสายตา ร่างกายที่เคยตึงเครียดพลันทรุดลง ถอนหายใจ “เฮ้อ~” แล้วหันหลังเดินจากไป


ทำงานมาสิบกว่าปี เขาไม่เคยรู้สึกหดหู่เช่นนี้มาก่อน


ทางด้านฉินเหยา นางแคะฟันพลางเอ้อระเหยสูดลมเย็นยามค่ำคืนแล้วกลับไปยังห้องพัก ห้าพ่อลูกที่ควรจะอาบน้ำนอนไปแล้ว กลับลุกพรวดพราดจากเตียงและฟูกบนพื้นอย่างกระตือรือร้นแล้วเข้ามาล้อมนาง


“เมียจ๋า คุยกันเป็นอย่างไรบ้าง”


หลิวจี้ดึงเก้าอี้ให้ฉินเหยานั่งแล้วถามนางว่ากระหายน้ำหรือไม่ เมื่อเห็นนางส่ายหน้า ก็วางกาน้ำชาที่เตรียมจะรินลงแล้วนั่งลงตรงข้าม มองนางด้วยแววตาเป็นประกาย


พวกต้าหลางสี่พี่น้องเองก็เกาะขอบโต๊ะ มองนางด้วยความคาดหวัง


หากห้าพ่อลูกมีหางอยู่ด้านหลัง ฉินเหยาเดาว่า ตอนนี้มันคงจะกระดิกไปมาอย่างร่าเริงแล้ว


ตอนที่ 245: เจรจาอีกครั้ง


“เจรจาไม่สำเร็จ เขาไปแล้ว” ฉินเหยาตอบตามความจริง


พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างถอนหายใจ “เฮ้อ” ออกมาพร้อมกันด้วยความเสียดาย แต่ก็มิได้ยึดติดอันใดมากนัก อย่างไรเสียคืนนี้ก็ได้กินอาหารมื้ออร่อยเป็นพิเศษ เนื้อถูกยกมาจานใหญ่ๆ พวกเขาล้วนกินกันจนแน่นท้อง


ปฏิกิริยาแรกของหลิวจี้คือ “เมียจ๋า เจ้าข่มเหงคนเกินไปหรือเปล่า”


พูดจบ เมื่อเห็นรอยยิ้มของฉินเหยาหายวับไปก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงรีบเอ่ยแก้สถานการณ์ “ความหมายของข้าคือ การค้าขายนั้น ควรยอมลดผลกำไรบ้าง หากต้องการไปเสียทุกอย่าง ฝ่ายนั้นก็คงไม่พอใจ”


ฉินเหยาแค่นเสียงหัวเราะคราหนึ่ง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางแล้วเอียงศีรษะถาม “เจ้ากำลังสอนข้าทำงานหรือ”


“ไม่ ไม่ ไม่!” หลิวจี้รีบโบกมือพัลวัน “เมียจ๋าก็คือเมียจ๋า เจ้าทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของเจ้า ข้าเป็นเพียงบัณฑิต ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ขอเป็นกังวลแล้ว เมียจ๋าราตรีสวัสดิ์ เมียจ๋าลาก่อน!”


หลิวจี้พลันเอนกาย ล้มตัวลงนอนบนฟูกซึ่งปูอยู่ทันที ห่มผ้าห่มแล้วหลับตาในทันที


ดวงตาของซานหลางและซื่อเหนียงเป็นประกาย รู้สึกว่าท่านพ่อที่ทำเช่นนี้น่าสนุกยิ่งนัก สองพี่น้องจึงส่งเสียงร้องออกมาทีหนึ่ง เลียนแบบตามเขาแล้วฟุบตัวลงไปบนพื้น ทับนิ้วเท้าของหลิวจี้ทำเอาเขาเจ็บจนต้องลุกขึ้นนั่ง คว้าตัวเจ้าตัวแสบทั้งสองไว้แล้วตีก้นไปคนละที


คู่แฝดไม่เพียงไม่ร้องไห้กลับหัวเราะฮ่าๆอย่างมีความสุข คิดว่าท่านพ่อกำลังเล่นกับพวกตนอยู่


ฉินเหยาได้แต่ยกมือกุมหน้าผากอย่างจนใจ โบกมือให้เด็กๆเป่าเชิงเทียนให้ดับ เข้านอน!


การสอบฝู่ซื่อใกล้เข้ามาแล้ว เพื่อให้เด็กทั้งสี่คนเข้าใจถึงกระบวนการเหล่านี้ การตั้งแผงขายของจึงหยุดลงชั่วคราว ฉินเหยาสองสามีภรรยาพาลูกๆตามตัวแทนไปจัดการเรื่องเอกสารขั้นสุดท้ายให้เรียบร้อย


เหล่าผู้เข้าสอบในโรงเตี๊ยมล้วนเก็บตัวไม่ออกมา เริ่มทบทวนตำราอย่างเต็มที่ในช่วงสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าจะสอบผ่าน


ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ฉินเหยาได้พบปะกับผู้ดูแลร้านขายของชำ ผู้ดูแลร้านค้าและผู้ดูแลร้านหนังสือที่มาหาที่โรงเตี๊ยมตามลำดับแล้วพูดคุยธุระกัน


หลังจากแยกย้ายกันหลังมื้ออาหารเย็นคืนนั้น วันรุ่งขึ้นเจี่ยงเหวินก็มิได้ปรากฏตัว ฉินเหยาคิดว่าอย่างน้อยก็คงต้องรออีกห้าหกวันเขาถึงจะกลับมา


เผอิญว่าฉินเหยากำลังส่งผู้ดูแลร้านค้าออกนอกประตูโรงเตี๊ยมด้วยรอยยิ้มพอดี ท่าทางทั้งสองฝ่ายเหมือนจะเจรจากันได้อย่างราบรื่นก็พบกับเจี่ยงเหวินที่เดินสวนเข้ามา


บรรยากาศค่อนข้างกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะหนึ่ง ผู้ดูแลร้านค้าถามอย่างประหลาดใจ “รองผู้ดูแลมาได้อย่างไรกัน”


สัญญาณเตือนภัยในใจดังขึ้นทันที!


พวกเขามาเพราะเห็นว่าฉินเหนียงจื่อเจรจากับห้างการค้าฟู่หลงไม่สำเร็จ เห็นอยู่กับตาว่าการค้านี้กำลังจะสำเร็จแล้ว ผู้ใดจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายกลับหวนกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัว เช่นนี้จะเล่นต่อไปได้อย่างไรกัน


เจี่ยงเหวินยิ้มให้ผู้ดูแลร้านค้าอย่างสงบพลางประสานมือคารวะ แต่กลับมิได้ตอบอันใด


ผู้ดูแลร้านค้าหันไปมองฉินเหยาอย่างกังวล “ฉินเหนียงจื่อ เรื่องของเราจะคุยกันอีกสักรอบไหม ข้าเพิ่งจะคิดออกเมื่อครู่ เงื่อนไขที่ท่านพูดมาเมื่อครู่นี้ พวกเราก็ใช่ว่าจะให้ไม่ได้……”


ยังไม่ทันสิ้นเสียง เจี่ยงเหวินก็ยกมือผลักเขาออกไป “เด็กรับใช้บ้านท่านกำลังตามหาท่านไปทั่ว ดูท่าเหมือนจะมีเรื่องด่วนแน่ะ”


“หา?” ผู้ดูแลร้านค้าร้อนใจขึ้นมาทันที คงต้องรีบไปดู แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะบอกฉินเหยาว่า “ฉินเหนียงจื่อ ท่านรอสักครู่นะ ข้าไปแล้วจะรีบกลับมา พวกเรามาเจรจากันใหม่!”


ฉินเหยายิ้มพลางมองส่งเขาจากไปไกล จากนั้นจึงยกมือผายมือเชิญเจี่ยงเหวิน “รองผู้ดูแล เชิญนั่งด้านใน”


เจี่ยงเหวินเดินตามนางเข้าไปด้านใน เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะ พบว่าบนนั้นมีถ้วยชาเปล่าหลายใบวางอยู่ก็หัวเราะอย่างจนใจ “การค้าของท่านช่างดีเสียจริง”


“ของดีไม่กลัวขายไม่ออก เป็นเรื่องธรรมดา” ฉินเหยามิได้ถ่อมตนเลยแม้แต่น้อย บอกให้เขานั่งลงแล้วเรียกเสี่ยวเอ้อร์ของร้านมาเก็บกวาดโต๊ะให้สะอาด


“รองผู้ดูแลทานมื้อกลางวันมาแล้วหรือยัง” ฉินเหยาถามอย่างสุภาพ


เจี่ยงเหวินส่ายหน้า ฉินเหยาก็กล่าวกับเสี่ยวเอ้อร์ของร้านว่า “อาหารชุดที่รองผู้ดูแลเลี้ยงเมื่อคราวก่อน ยกมาให้ข้าชุดหนึ่ง”


“คราวก่อนได้ทานอาหารรสเลิศของรองผู้ดูแล ครานี้เปลี่ยนเป็นข้าเลี้ยงท่านบ้าง” ฉินเหยายิ้มเอ่ยกับเจี่ยงเหวิน


เจี่ยงเหวินภายนอกกล่าวอย่างเกรงใจว่าสิ้นเปลืองแล้ว แต่ในใจกลับรู้สึกกังวลอีกครั้ง แอบถอนหายใจในใจว่า สตรีผู้นี้ช่างรับมือยากเสียจริง!


“รองผู้ดูแลมาหาข้าคราวนี้ ตัดสินใจได้แล้วใช่หรือไม่” ฉินเหยาเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน


เจี่ยงเหวินพยักหน้า “ตัดสินใจได้แล้ว ให้ข้ากล่าวให้ฉินเหนียงจื่อฟังดีหรือไม่”


ฉินเหยาผงกศีรษะ ยกถ้วยชาขึ้นจิบน้ำชาเย็น ส่งสัญญาณให้เขาพูด


“เรื่องความร่วมมือ ทางห้างการค้าของข้าเห็นว่าสามารถทำได้ ราคาต่อชิ้นนี้พวกเราไม่ต้องเจรจากันอีก ตามความต้องการของฉินเหนียงจื่อ สี่ร้อยเหวินต่อชิ้น ตกลง”


“แต่สิทธิ์ในการกำหนดราคา ฉินเหนียงจื่อมิอาจเข้ามายุ่งเกี่ยวได้และภายในห้าปี หีบหนังสือพลังเซียนห้ามขายให้แก่ห้างการค้าหรือร้านค้าอื่นใดนอกจากห้างการค้าฟู่หลงของข้า”


ฉินเหยามิได้แสดงความเห็น ถามต่อไปว่า “แล้วเงินมัดจำเล่า”


เจี่ยงเหวินพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “สามารถจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าห้าส่วนได้”


ฉินเหยายิ้มออกมา เพียงสามารถจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าห้าส่วนได้ เรื่องที่เหลือก็ล้วนเจรจาง่าย


“ยังมีอันใดอีกหรือไม่ ท่านกล่าวต่อเถิด” ฉินเหยารินน้ำชาเย็นให้เขาด้วยตนเองเพื่อแสดงไมตรีจิต


เจี่ยงเหวินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวต่อว่า “ยังมีข้อสุดท้ายอีกหนึ่งข้อ นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวห้ามขายสินค้าใดๆออกไปภายนอกอีก จนกว่าห้างการค้าของข้าจะได้รับสินค้าชุดแรกไปแล้วหนึ่งเดือน จึงจะสามารถขายสินค้าอื่นได้”


ฉินเหยายกมือส่งสัญญาณให้เขาหยุดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “สินค้าใดๆในที่นี้หมายถึงสิ่งใด”


“หีบหนังสือพลังเซียน หีบเดินทางพลังเซียน กล่องเครื่องเขียน สามสิ่งนี้ ก่อนส่งมอบสินค้าห้ามนำออกขาย ส่วนภายหลัง นอกจากหีบหนังสือพลังเซียนแล้ว สองสิ่งที่เหลือจะขายอย่างไรพวกเราไม่ยุ่งเกี่ยว” เจี่ยงเหวินรู้สึกว่าฉินเหยาคงไม่ปฏิเสธ ด้วยเรื่องนี้ส่งผลกระทบไม่ใหญ่นัก


ฉินเหยาพยักหน้า สามารถตกลงได้ ถือโอกาสถามขึ้นอีกประโยค “หีบเดินทาง ทางห้างการค้าไม่พิจารณาหรือ”


เจี่ยงเหวินหัวเราะเก้อๆหนึ่งครั้ง “หีบเดินทางนี้สำหรับชาวบ้านแล้วก็เหมือนซี่โครงไก่ กินไปไร้รสชาติ แต่จะทิ้งก็น่าเสียดาย จะมีหรือไม่มีก็ได้ สำหรับคนร่ำรวยแล้ว มันไม่มีประโยชน์อันใด เดินทางก็มีรถม้า มีบ่าวไพร่ ไม่จำเป็นต้องใช้”


หีบหนังสือกลับไม่เหมือนกัน เดิมทีก็เป็นของจำเป็นสำหรับบัณฑิต แม้แต่บัณฑิตที่มีฐานะยากจน เพื่อที่จะเข้ากลุ่มได้ก็ยังต้องกัดฟันซื้อสักใบ


ฉินเหยา “ได้เรียนรู้แล้ว สมกับที่เป็นผู้ดูแลใหญ่ของห้างการค้า รู้เยอะจริงๆ”


คำชมอย่างกะทันหันของนางนี้ ทำให้เจี่ยงเหวินไม่เพียงไม่ยินดีแต่กลับรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว โบกมือส่งสัญญาณให้ฉินเหยาหยุดชม เขากลัวแล้ว


ทั้งสองคนกล่าวถึงเรื่องสำคัญสุดท้ายต่อ นั่นคือ วันส่งมอบสินค้า


ฉินเหยากล่าวว่า “ในเมื่อก่อนที่ห้างการค้าจะได้รับสินค้า ไม่อนุญาตให้พวกเราขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องใดๆ เช่นนั้นกำหนดส่งมอบสินค้าช้าหน่อย ให้พวกเรามีเวลาเพียงพอที่จะยกระดับคุณภาพก็น่าจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่”


“ยังมีอีกข้อหนึ่ง ห้างการค้าของท่านแน่ใจหรือว่าจะซื้อขาดหีบหนังสือพลังเซียนทั้งหมดที่พวกเราผลิตได้ภายในห้าปี”


ข้อแรก เจี่ยงเหวินสามารถให้เวลาเพิ่มได้


แต่ข้อหลังนี้ ต้องกล่าวให้ชัดเจน


“ภายในห้าปี ยึดตามยอดสั่งซื้อของห้างการค้าข้าเป็นหลัก”


ความหมายก็คือ พวกเขาสั่งซื้อเท่าใด โรงงานก็ผลิตเท่านั้น ส่วนที่เกินมาไม่สามารถขายออกไปได้


คิ้วของฉินเหยาขมวดเข้าหากันแน่น “เช่นนี้ไม่ได้ เว้นแต่ห้างการค้าของท่านจะรับประกันกับพวกเราด้วยว่า ภายในห้าปีนี้จะไม่ไปรับสินค้าจากโรงงานอื่น และปริมาณการสั่งซื้อต้องเป็นไปตามยอดขายจริง หากยอดขายไม่ดี ควรแจ้งล่วงหน้าเพื่อลดกำลังการผลิตหรือยกเลิกสัญญา”


มิฉะนั้น นางเปิดโรงงานใหญ่โต แต่กลับส่งสินค้าได้เพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอแม้แต่จะเลี้ยงดูคนงานของตนเอง เช่นนั้นนางก็คงทำได้เพียงมองดูโรงงานพังพินาศไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย


ตอนที่ 246: เจ้าเก่งกาจยิ่งนัก


เจี่ยงเหวินหัวเราะ “นับถือ นับถือ ไม่คาดคิดว่าฉินเหนียงจื่อจะคิดได้รอบคอบถึงเพียงนี้”


“อย่าเอาแต่กล่าวคำนับถือเลย สิ่งที่ข้าพูดไป ห้างการค้าของท่านทำได้หรือไม่” ฉินเหยายิ้มถาม


เจี่ยงเหวินผงกศีรษะ ข้อนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่เขายังต้องการเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง


“หากถึงกำหนดเวลา พวกท่านส่งมอบสินค้าได้ไม่ครบตามจำนวน ไม่เพียงแต่สัญญาจะสิ้นสุดลง ยังต้องคืนเงินมัดจำทั้งหมดด้วย”


ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก นี่ต่างอันใดกับการพนันขันต่อ? เหมือนกันราวกับแกะ!


แต่หากลองเปลี่ยนมุมมอง ความเสี่ยงของห้างการค้าฟู่หลงที่ต้องจ่ายเงินมัดจำห้าส่วนในคราวเดียวก็มิใช่น้อยเช่นกัน


คิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินเหยาก็พยักหน้าด้วยสีหน้าขมขื่น “ได้ แต่รายการสั่งซื้อชุดนี้ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นชิ้น!”


ครานี้เปลี่ยนเป็นเจี่ยงเหวินที่สูดหายใจเข้าลึกบ้าง ล้วนเป็นคนอำมหิตกันทั้งสิ้น อำมหิตทั้งต่อผู้อื่น ยิ่งอำมหิตต่อตนเอง!


หนึ่งหมื่นชิ้น เขากับผู้ดูแลใหญ่ยังคงลังเล กลัวว่าโรงงานเล็กๆของนางจะผลิตไม่ทัน


ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่เผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเองแม้แต่น้อย เลือกจำนวนสูงสุดตรงๆ


“ได้! ฉินเหนียงจื่อช่างตรงไปตรงมา!” เจี่ยงเหวินก็ตัดสินใจจะเสี่ยงเช่นกัน ประสานมือถามอย่างเกรงใจ “เช่นนั้นพวกเรามาลงมือร่างสัญญาเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่”


ฉินเหยาผงกศีรษะ เจี่ยงเหวินออกไปเรียกคนทันที ฉินเหยาก็ลุกขึ้นกลับไปยังลานหลังบ้านเพื่อตามคนเช่นกัน


“หา? ให้ข้าไปเขียนสัญญาหรือ”


หลิวลี่ที่ถูกเรียกออกมาจากห้องพักตกใจอย่างยิ่ง


นี่มีทั้งหีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบ ทั้งเงินหลายพันตำลึง เขาทำความเข้าใจแทบไม่ทันแล้ว


หลิวจี้ได้ยินความเคลื่อนไหวก็รีบดันเด็กน้อยขี้สงสัยทั้งสี่กลับเข้าห้อง ตนเองวิ่งมา ถามอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า เจรจาสำเร็จแล้วหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้าส่งๆ แล้วกล่าวกับหลิวลี่ต่อ “เจ้ารู้กฎหมาย ดังนั้นจึงขอให้เจ้าช่วยดูทีว่าข้อตกลงมีช่องโหว่หรือมีส่วนใดไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ มีคนจากห้างการค้าฝ่ายนั้นเป็นผู้เขียน เจ้าไม่ต้องลงมือเขียนเอง”


เช่นนี้นี่เอง…หลิวลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เช่นนั้นก็ไม่ตื่นตระหนกแล้ว


“เมียจ๋า เมียจ๋า!” เพราะทนไม่ได้ที่ตนเองถูกมองข้าม หลิวจี้จึงรีบร้องเรียกสองครา เสนอตัวเอง “ข้าทำได้นะ เมียจ๋า ข้าก็ช่วยเจ้าได้ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่ เหตุใดต้องใช้คนนอกด้วย”


หลิวลี่กลับไม่โกรธที่เขากล่าวเช่นนั้น ถามเขากลับ “เจ้าหลิวสาม เจ้ารู้จักกฎหมายแคว้นเซิ่งหรือไม่”


ฉินเหยาก็กลอกตาใส่หลิวจี้คราหนึ่ง ในใจคิดว่าหากเจ้าพึ่งพาได้สักหน่อย ข้ายังต้องไปร้องขอผู้อื่นอีกหรือ


หลิวจี้ “…”


รู้จักกฎหมายแคว้นเซิ่งแล้วเจ้าวิเศษมากนักหรือ!


“ไปกันเถิด” ฉินเหยายิ้มบางๆให้หลิวลี่ เชิญเขาไปยังโถงใหญ่


สำรับอาหารถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว กินตอนยังร้อนๆย่อมอร่อยกว่า


หันไปทางหลิวจี้ที่ถูกพูดจนจุกอกก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “เจ้าก็ตามมาเรียนรู้ไว้บ้างเถิด”


อย่างไรเสียก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องเช่นนี้ภายหน้ายังมีอีกมาก ฝึกฝนไว้ให้ดี วันหน้าใช้งานก็จะได้สะดวก


หลิวจี้พลันยิ้มหน้าบาน ยังแค่นเสียงใส่หลิวลี่อย่างได้ใจ คนนอกอย่างไรก็คือคนนอก


หลิวลี่รู้สึกว่าเขาช่างไร้เดียงสานัก เดิมตัวเขาเองก็เป็นคนนอกอยู่แล้ว มีเรื่องอันใดให้เขาได้ใจกัน?


ขี้เกียจจะสนใจหลิวจี้ที่กำลังทำตัวบ้าๆบอๆ หลิวลี่สอบถามรายละเอียดการร่างสัญญาจากฉินเหยาอย่างละเอียด รวมถึงความต้องการของฉินเหยาว่าคือสิ่งใด เพื่อสะดวกแก่เขาในการตรวจสอบหาข้อบกพร่องและเติมเต็มส่วนที่ขาด


ทั้งสามคนกลับมานั่งที่โถงใหญ่ครู่หนึ่ง หลังจากปรึกษาหารือรายละเอียดกันจนชัดเจนแล้ว เจี่ยงเหวินก็นำคนของห้างการค้ามาถึงพอดี


เขาพาคนมาสองคน คนหนึ่งถือลูกคิดและหีบเงิน อีกคนถือพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์โชกโชน พอนั่งลง ยังไม่ทันได้กินข้าวก็เริ่มคำนวณแล้ว


เจี่ยงเหวินเอ่ยขึ้นคราหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายแนะนำตัวกันรอบหนึ่ง กินข้าวอิ่มแล้วจึงเริ่มร่างสัญญา


เจี่ยงเหวินเป็นผู้อ่าน ผู้เขียนก็เขียน เสมียนบัญชีก็คิดคำนวณอยู่ข้างๆ


ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ร่างสัญญาฉบับร่างเสร็จ ยื่นให้ทางฉินเหยาตรวจดู


ฉินเหยาดูหนึ่งรอบก่อน หลิวลี่ก็รับไปดูต่อ สุดท้ายจึงถึงมือหลิวจี้…อ่านแล้วตาลายพร่ามัวไปหมดจริงๆ


เดิมทีหลิวจี้คิดจะยอมแพ้ แต่พอหันกลับไปเห็นสายตาเคลือบแคลงของหลิวลี่ที่ราวกับจะถามว่า ‘เจ้าอ่านเข้าใจหรือไม่’ ก็ถูกกระตุ้นในทันที เขาตั้งสติแล้วอ่านสัญญาฉบับร่างนั้นอย่างเชื่องช้าแต่ละเอียดรอบคอบ


ฉินเหยามิได้รีบร้อน ปล่อยให้เขาดูไป ยิ่งดูช้ายิ่งดี เพื่อให้ทางห้างการค้าเข้าใจผิดคิดว่านางหาคนที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่งมาถึงสองคน จะได้ไม่กล้าหลอกลวงนาง


ทางด้านเจี่ยงเหวินและอีกสองคนรอจนร้อนใจ ถามแล้วถามอีกถึงสามครั้งว่าดูเสร็จแล้วหรือยัง หลิวจี้ก็ไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาอ่านของตนเองต่อ ไม่ยอมพลาดแม้แต่ตัวอักษรเดียว


แคว้นเซิ่งไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน ตัวอักษรล้วนเขียนติดกันแน่นขนัด ผู้ที่ใส่ใจจะเว้นวรรคเพื่อแบ่งประโยค ส่วนคนเกียจคร้านก็จะเขียนติดกันไปหมด เป็นการทดสอบความอดทนและระดับความรู้ของผู้คนอย่างยิ่ง


นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านธรรมดาสามัญจึงมักไม่กล้าทำการค้า การไม่รู้หนังสือก็ยากลำบากพอแล้ว หากเจอพ่อค้าเจ้าเล่ห์เข้าอีก ผู้ที่ถูกหลอกจนต้องขายบุตร สิ้นเนื้อประดาตัวก็มีอยู่ไม่น้อย


ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนที่ทุกคนไว้วางใจที่สุดจึงเป็นญาติร่วมสายเลือด เครือญาติในตระกูลก็จะรวมกลุ่มกัน ร่วมกันต่อต้านคนภายนอก


การที่หลิวลี่และหลิวจี้ไม่ลงรอยกันเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อเผชิญหน้ากับห้างการค้า พวกเขาก็คือญาติร่วมสายเลือดตระกูลเดียวกัน ความใกล้ชิดสนิทสนมเห็นได้ชัดเจนในทันที


“พี่สามอ่านหนังสือช้าไปบ้าง แต่เป็นคนละเอียดรอบคอบ ถือโอกาสช่วยห้างการค้าดูว่ามีข้อผิดพลาดตกหล่นหรือไม่ พวกเราทำการค้าร่วมกัน ต่อไปก็จะเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน ดูให้ละเอียดหน่อย ย่อมดีต่อทางห้างการค้าเช่นกัน”


เมื่อหลิวจี้ถูกเร่งรัด หลิวลี่ก็แก้ต่างให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าเขากับหลิวจี้สนิทสนมกันมาก


ฉินเหยาเหลือบมองเล็กน้อย มองดูท่าทางจริงจังของหลิวลี่ ในใจก็คิด ที่แท้เจ้าก็เป็นหลิวลี่แบบนี้นี่เอง


เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาล้อเลียนของฉินเหยา หลิวลี่ก็กะพริบตาถี่ๆอย่างรู้สึกกระอักกระอ่วน ชายหนุ่มไม่ได้มีความหน้าหนาเท่าหลิวจี้ เมื่อโป้ปดจึงรู้สึกอึดอัด


ในที่สุดหลิวจี้ก็อ่านสัญญาฉบับร่างจนจบ เขาวางมันลงอย่างเชื่องช้าเป็นระเบียบ จากนั้นพยักหน้าให้ฉินเหยา ไม่ได้เอ่ยคำใด วางท่าได้เก่งยิ่งนัก


หลิวลี่จึงเอ่ยปาก ชี้แจงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่มีปัญหาอยู่หนึ่งหรือสองแห่ง หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าถูกต้องไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว จึงลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการ จากนั้นฉินเหยาและเจี่ยงเหวินก็เดินทางไปยังที่ว่าการของเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเอง ใช้เงินไปห้าตำลึงเพื่อขึ้นทะเบียนสัญญานี้


การค้าทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนนี้ และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการสิ้นเปลืองเงินห้าตำลึงเป็นสินน้ำใจนี้ แต่ห้างการค้าก็คือห้างการค้า ต่อให้เป็นการค้าเล็กน้อยเพียงใดก็ต้องทำสิ่งที่ควรทำให้ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย


สัญญาและเอกสารรับรองถูกทำขึ้นสองฉบับ ซึ่งก็สะดวกแก่ฉินเหยาเมื่อถึงเวลาที่จะนำไปขึ้นทะเบียนที่ว่าการอำเภอไคหยาง ดำเนินการตามขั้นตอนทางการ


เมื่อจัดการขั้นตอนต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธที่จะนัดกินข้าว ต่างแยกย้ายกันไปเตรียมการของตนอย่างเร่งรีบ


มองส่งกลุ่มของเจี่ยงเหวินจากไปไกล ฉินเหยาก้มมองหีบไม้ใบเล็กในมือ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ตอนนี้พวกเราก็เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีการค้าแล้วนะ”


เมื่อหลิวลี่เสร็จธุระก็กลับเข้าห้องไปทบทวนตำราต่อ ขณะนี้มีเพียงหลิวจี้ที่ยังยืนอยู่ข้างหลังฉินเหยา พอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าบาน ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเกาะขาทองคำที่อยู่ตรงหน้านี้ไว้ให้แน่นไม่ยอมปล่อยมือ


เสี่ยวเอ้อร์ของร้านเดินมาเพื่อคิดบัญชี เขากล่าวแสดงความยินดีก่อนแล้วจึงยื่นใบค่าอาหารมาให้


อาหารมื้อกลางวันมื้อนั้น ใช้เงินไปถึงสิบสองตำลึง


“สิบสองตำลึง?” หลิวจี้กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าเสี่ยวเอ้อร์ของร้าน “อาหารอันใดกันต้องใช้เงินมากมายเพียงนี้? ปล้นกันหรือไร!”


เสี่ยวเอ้อร์ของร้านมองออกนานแล้วว่าครอบครัวนี้ แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นผู้ตัดสินใจ จึงไม่ถือสาเขา เพียงยิ้มมองไปทางฉินเหยา


ฉินเหยาบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ของร้านตามตนเองกลับไปเอาเงินที่ห้อง


ตอนที่ 247: เศรษฐีนีอุ้มชูข้าด้วย


เมื่อเห็นเงินสิบสองตำลึงถูกยื่นออกไปต่อหน้าต่อตา หลิวจี้ก็รู้สึกย่ำแย่ไปทั้งร่าง


“ดูนี่สิ พวกเราเดิมทีก็ไม่มีเงินอยู่แล้ว เจ้ายังจะดึงดันเลี้ยงข้าวคนอื่น แถมยังต้องเป็นสำรับระดับเดียวกับอีกฝ่ายอีก หน้าใหญ่ใจโตเช่นนี้มีประโยชน์อันใดกับพวกเรากัน…” เขาพิงกรอบประตู พร่ำบ่นไม่หยุดเหมือนกับหญิงแก่ขี้บ่น


ฉินเหยาทนไม่ไหวอีกต่อไป ตวาดว่า “ปิดประตู หุบปากซะ!”


หลิวจี้ “ได้จ้า!”


เขาปิดประตูห้องลงอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากตนเอง แต่หัวใจยังคงปวดหนึบๆสิบสองตำลึงเชียวนะ! นี่มันสำรับเทวดาอันใดกัน! เขาไม่คู่ควรที่จะได้กิน!


ฉินเหยาไล่ให้หลิวจี้ไปหามุมสงบๆอยู่ อย่ามารกหูรกตานาง


ซานหลางและซื่อเหนียงที่นั่งเล่นโคมไฟอยู่บนฟูกที่พื้น กวักมือเรียกท่านพ่ออย่างร่าเริงยิ่ง มาเล่นด้วยกันเถิด


หลิวจี้ไม่ยอม เหตุใดเขาต้องเล่นกับเด็กเท่านั้นด้วย? เขาไม่ยอมเด็ดขาด!


หลิวจี้หย่อนก้นนั่งลงตรงข้ามกับฉินเหยา จ้องมองหีบไม้ใบเล็กในมือนาง เขาอยากจะดูนักว่า ข้างในนี้มีเงินอยู่เท่าใดกันแน่


ฉินเหยาเห็นเขาคิดแข็งข้อก็ลุกขึ้นชักดาบเล่มใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงออกมา


ตอนเข้าเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก นางจึงพกเพียงหนังยางดีดและธนูให้เห็นเท่านั้นส่วนดาบซ่อนไว้ตลอด หลายวันแล้วที่ไม่ได้นำออกมาเช็ดถู ฝุ่นเกาะเสียแล้ว


ฉินเหยาเปิดฝักดาบแล้วเป่าลมลงไปบนคมดาบ แสงเทียนสาดส่องสะท้อนประกายเย็นเยียบ


พอช้อนตาขึ้นมองอีกครั้ง คนบางคนก็กลิ้งไปเล่นโคมไฟกับบุตรชายและบุตรสาวบนฟูกที่พื้นเรียบร้อยแล้ว


ฉินเหยาแค่นหัวเราะ เช็ดคมดาบอย่างละเอียดหนึ่งรอบแล้วถือเล่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักซ่อนไว้ใต้เตียง


นางลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะ เปิดหีบไม้ออก


ข้างในนอกจากสัญญาและเอกสารรับรองแล้ว ยังมีตั๋วเงินจากโรงแลกเงินสี่ใบ มูลค่าหน้าตั๋วใบละห้าร้อยตำลึง


โรงแลกเงินมีชื่อว่าฮุ่ยเฟิง ในหกเมืองเอกของมณฑลใหญ่ทางเหนือของแม่น้ำฉางเจียงมีสาขาอยู่หลายสิบแห่งและทุกอำเภอล้วนมีสาขา ผู้ถือตั๋วเงินสามารถนำไปขึ้นเงินตามจำนวนบนตั๋วที่สาขาในอำเภอท้องถิ่นได้ตลอดเวลา


ทว่าแตกต่างจากยุคหลัง ในโรงแลกเงินของแคว้นเซิ่งฝากเงินไม่มีดอกเบี้ยให้ กลับกันต้องจ่ายค่าประกันความเสี่ยงเป็นสัดส่วนที่แน่นอนทุกปี


ยิ่งจำนวนเงินมาก ค่าประกันก็ยิ่งสูง


สาเหตุคือการขนส่งไม่สะดวก ต้นทุนการหมุนเวียนสูง


แต่เพราะใช้งานได้สะดวกอย่างยิ่ง ห้างการค้าใหญ่ๆ เมื่อทำการค้าโดยพื้นฐานแล้วจึงล้วนใช้ตั๋วเงินพวกนี้


บางรายเพื่อความสะดวกก็ไปที่โรงแลกเงินโดยตรง ทำการเพิ่มลดบัญชีต่อหน้าสองฝ่ายซึ่งลดความยุ่งยากและความเสี่ยงในการขนส่งเงินลงอย่างมาก


สำหรับฉินเหยาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือตั๋วเงินก็ไม่ต่างกัน ขอเพียงพ่อค้าและชาวบ้านยอมรับในมูลค่าของมันก็พอ


ตั๋วเงินบางเบาสี่ใบ ถืออยู่ในมือกลับให้ความรู้สึกหนักอึ้งอย่างน่าประหลาด


ฉินเหยามองดูอยู่หลายรอบจึงวางลง


วันนี้อาหารมื้อเดียวใช้ไปสิบสองตำลึง นางก็เสียดายเงินอย่างมากเช่นกัน


แต่นี่คือการแสดงท่าทีของนาง นางกินอาหารของเจี่ยงเหวินได้ก็เลี้ยงเขาได้เช่นกัน ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือที่เท่าเทียมกัน นางมิใช่ลูกน้องของเขา


หักสิบสองตำลึงนี้ออกไป เงินเก็บที่มีอยู่แต่เดิมก็เหลือเพียงห้าสิบเจ็ดตำลึงแล้ว


เงินเจ็ดตำลึงที่ได้จากโจรร้ายและเจ็ดตำลึงที่ได้จากการแข่งเรือมังกร ใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกเจ็ดตำลึง


เงินหกสิบสี่ตำลึงนี้ บวกกับข้าวสาลีหนึ่งหมื่นจินที่บ้าน คือเงินเก็บทั้งหมดของนางในตอนนี้


นางก้มหน้าลง มองตั๋วเงินสองพันตำลึงในหีบอีกครั้ง นี่ยังมิใช่ของของนางอย่างแท้จริง


ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ระงับความตื่นเต้นแล้วเก็บสัญญาและเงินทองเหล่านี้ให้ดี จากนั้นจึงดึงหลิวจี้ที่แอบมองอยู่ตลอดเข้ามา


“ข้าจะอ่าน เจ้าเขียน”


นางต้องการเขียนจดหมายส่งกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว ให้ช่างไม้หลิวเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับโรงงานครั้งใหญ่ พร้อมทั้งปฏิบัติตามสัญญา หยุดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง


ไม้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องรีบส่งไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวโดยเร็ว ถึงจะสามารถรับประกันการผลิตในภายหลังได้


ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้แล้วว่าหีบสามพันใบแรก จะต้องส่งมอบภายในปลายเดือนเจ็ด ส่วนที่เหลืออีกหกพันใบจะทยอยส่งมอบเป็นงวดๆก่อนเดือนสิบ หรือก็คือภายในเดือนเก้า


ฉินเหยายังต้องอยู่ในเมืองหลวงของมณฑลจนถึงสิ้นเดือนห้า ถึงจะสามารถกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวมได้ เท่ากับว่าเดือนหกจึงจะสามารถเริ่มการผลิตได้อย่างเต็มที่


ในแง่ของเวลา ถือว่ากระชั้นชิดมาก


สิ่งที่นางต้องทำในตอนนี้คือ ให้ช่างไม้หลิวขยายโรงงาน รับสมัครคนงาน และดำเนินการฝึกอบรม


ส่วนตัวนางเอง ในช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองหลวงของมณฑลนี้ จะต้องซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการผลิตทั้งหมดแล้วส่งไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว


ฉินเหยารู้สึกว่าการที่นางอยู่ในเมืองหลวงของมณฑลในตอนนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ในเมืองหลวงของมณฑลมีห้างร้านมากมาย หากได้เจี่ยงเหวินช่วยประสานงาน ปัญหาเรื่องวัตถุดิบในการผลิตก็จะแก้ไขได้ง่ายกว่าอยู่ในอำเภอไคหยางมาก


ไม้จำนวนน้อยนิดในอดีต ในหมู่บ้านยังพอแก้ไขได้ หากมากขึ้นอีก ในเมืองจินสือก็ยังสามารถรับประกันได้


แต่ตอนนี้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น พ่อค้าไม้รายย่อยในอำเภอไคหยางไม่สามารถจัดหาให้ได้เพียงพอ


มีเพียงร้านค้าไม้ขนาดใหญ่ในเมืองหลวงของมณฑลเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้


เรื่องวัตถุดิบ นางจะเป็นผู้จัดการเอง ส่วนในหมู่บ้านมีช่างไม้หลิวเป็นผู้ดูแล หากได้หลิวฉี ซุ่นจื่อ และสามพี่น้องหลิวไป่มาช่วย ก็คงจะสามารถเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่นางจะกลับถึงหมู่บ้านได้


เมื่อถึงเดือนหกที่นางกลับบ้านก็จะสามารถเริ่มการผลิตได้อย่างเต็มกำลัง


“จริงสิ ต้องเขียนจดหมายถึงผู้ใหญ่บ้านอีกฉบับ” ฉินเหยาบอกให้หลิวจี้เขียนต่อไป


โรงงานเครื่องเขียนแห่งนี้เมื่อขยายใหญ่ขึ้นก็จะเกี่ยวข้องกับทั้งหมู่บ้าน จะขาดการสนับสนุนจากผู้ใหญ่บ้านและคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวไปได้อย่างไร


ดังนั้นประโยคแรกที่ฉินเหยาเขียนคือ ‘ท่านลุง ท่านยังจำภาพฝันอันสวยงามที่เราเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะหลุดพ้นจากความยากจนและมุ่งสู่ความมั่งคั่งได้หรือไม่’


หลิวจี้ขมวดคิ้ว ใบหน้ายับยู่ยี่ เขาไม่รู้จะประเมินคำเริ่มต้นนี้อย่างไรดี


แต่การที่สตรีอำมหิตหาเงินได้ก็เท่ากับหลิวจี้หาเงินได้ ผู้มีเงินคือเจ้านาย สั่งให้เขียนอะไรก็ต้องเขียน


เมื่อเขียนจดหมายสองฉบับเสร็จ หลิวจี้ก็วางกระดาษบนโต๊ะผึ่งให้หมึกแห้งแล้วสะอึก “เอิ้ก” ออกมา


แป้งทอดแผ่นใหญ่ที่ฉินเหยาวาดไว้ในจดหมายให้ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นทั้งใหญ่ทั้งหอมจนเขาอิ่มอกอิ่มใจ


หลิวจี้ยกนิ้วโป้งให้ฉินเหยา ลืมความเจ็บปวดใจที่ต้องกินข้าวราคาสิบสองตำลึงไปแล้ว กล่าวชมด้วยใจจริงว่า “เมียจ๋า กลวิธีของเจ้านั้น ช่างสูงส่งยิ่งนัก!”


“เลิกประจบประแจง พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าสอบแล้ว วันนี้พักผ่อนเร็วหน่อย ตั้งใจสอบให้ดี สอบอย่างจริงจัง พยายามทำให้ครอบครัวนี้เจริญรุ่งเรืองโดยเร็วแล้วข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม”


ตะบองใหญ่หนึ่งอันบวกด้วยพุทราหวานอีกลูก เช่นนี้ผู้ใดจะทนไหวกันเล่า


หลิวจี้ถึงกับยืดอกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ตบอกตนเองพลางให้คำมั่นว่า “เมียจ๋า คอยดูเถอะข้าจะคว้าตำแหน่งซิ่วไฉกลับมาให้เจ้า!”


ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว บ้านเขาจะกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของหมู่บ้านในไม่ช้า ไม่ใช่เพราะอะไร เพียงเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดินและทรัพย์สินของบ้านจากทางการ เขาจะต้องสอบเป็นบัณฑิตซิ่วไฉให้ได้


ฉินเหยาอมยิ้มเล็กน้อยแล้วยื่นแครอทล่อใจอีกครา “รอให้จัดการกับรายการสั่งซื้อจำนวนมากนี้เสร็จก่อน ข้าจะให้ท่านลุงเก้าสร้างห้องหนังสือใหม่ให้เจ้าโดยเฉพาะ เอาไว้ให้เจ้าอ่านหนังสืออย่างเป็นส่วนตัว ทั้งใหญ่ทั้งโปร่งสบาย ทากำแพงสีขาว ปูพื้นไม้ลื่นๆ แล้วสุดท้ายก็จะปลูกต้นเหมย ต้นกล้วยไม้ ต้นไผ่ และต้นเบญจมาศไว้หน้าประตู ให้เจ้าได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศ”


หลิวจี้คว้ามือฉินเหยามาบีบแน่น ในใจร้องตะโกนว่า เศรษฐีนี ช่วยอุ้มชูข้าด้วย!


ปากก็พูดว่า “เมียจ๋า เจ้าช่างมีน้ำใจนักหนา สามีผู้นี้จะไม่มีวันทรยศเจ้า!”


เด็กทั้งสี่คนที่แอบมองอยู่รีบเอามือปิดตาแล้วพึมพำ ไม่ควรมองสิ่งที่ไม่ควร ไม่ควรฟังสิ่งที่ไม่ควร…


ตอนที่ 248: นกยูงรำแพนหาง


ฉินเหยาตั้งใจตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ทันทีที่สำนักคุ้มภัยในเมืองเปิดทำการ นางก็เข้าไปทำสัญญาว่าจ้างให้สำนักคุ้มภัยช่วยส่งจดหมายและเงินกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว


ยังเช้าเกินไป โรงแลกเงินจึงยังไม่เปิด ฉินเหยาจึงมิได้ไปแลกตั๋วเงิน ดังนั้นนางจึงควักเงินสดในตัวออกมาห้าสิบตำลึง แล้วมอบให้สำนักคุ้มภัยนำไปส่งมอบให้ช่างไม้หลิวพร้อมกับจดหมาย เพื่อใช้ในการขยายโรงงาน ซื้อเครื่องมือและรวบรวมคนงาน


เงินห้าสิบตำลึงนี้อาจจะยังไม่เพียงพอ คงต้องให้ช่างไม้หลิวสำรองจ่ายไปก่อน เมื่อทั้งสองพบกันแล้วค่อยสะสางบัญชี


สำนักคุ้มภัยรับงานเล็กๆเช่นนี้คิดราคาต่อหน่วยแพงมาก คราวนี้ฉินเหยาจ่ายค่าว่าจ้างให้สำนักคุ้มภัยไปถึงสองตำลึง


โชคดีที่ประสิทธิภาพของสำนักคุ้มภัยสูงมาก สัญญาว่าจะนำเงินและจดหมายไปส่งมอบให้ช่างไม้หลิวด้วยตนเองภายในสองวัน


โดยทั่วไปสำนักคุ้มภัยจะร่วมมือกับทางการ โดยจ่ายค่าคุ้มครองให้ทางการเป็นประจำทุกปี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทางการก็จะส่งมือปราบมาช่วยติดตามทวงคืนสิ่งของที่สูญหายไป


เมื่อมีการซื้อขายสินค้าจำนวนมาก ทางการจะรับประกันให้ทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งส่งคนติดตามไปด้วย


ดังนั้นชาวบ้านจึงวางใจมอบสิ่งของให้สำนักคุ้มภัยขนส่ง


และเนื่องจากการคุ้มภัยต้องใช้รถม้าจำนวนมาก ดังนั้นสำนักคุ้มภัยขนาดใหญ่จึงเปิดกิจการรถม้าของตนเอง เพื่อประหยัดต้นทุนและขยายกิจการไปพร้อมกัน


เมื่อฉินเหยาได้ทราบเรื่องราวแล้ว นางก็รู้สึกว่าสำนักคุ้มภัยแทบจะไม่มีความแตกต่างจากไปรษณีย์ในยุคปัจจุบันเลย


เมื่อเทียบกับความสะดวกสบายในยุคปัจจุบัน ที่นี่ยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่สะดวก


แต่ในขณะเดียวกันก็มีห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตเต็มที่มากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้คน


เมื่อฉินเหยาจัดการธุระเสร็จสิ้นและกลับจากสำนักคุ้มภัยมาถึงโรงเตี๊ยม เหล่าผู้เข้าสอบก็ออกเดินทางไปกันหมดแล้ว


เพื่อไม่ให้เสียเวลาสอบ ดังนั้นผู้เข้าสอบจึงต้องไปต่อแถวรอหน้าประตูห้องสอบตั้งแต่เช้ามืด เพื่อรับการตรวจสอบก่อนเข้าห้องสอบ


เจ้าของโรงเตี๊ยมกล่าวว่า ตอนนี้คำนวณเวลาไว้ดีแล้ว ออกเดินทางในช่วงปลายยามอิ๋น (ตีสามถึงตีห้า) ก็ทัน


เมื่อก่อนยังมีเรื่องให้เข้าใจยากกว่านี้อีก คือเริ่มต่อแถวตั้งแต่เย็นวันก่อนสอบ และยังไม่ทันได้เข้าห้องสอบ ผู้เข้าสอบก็ทนไม่ไหวเป็นลมไปเสียแล้ว


ฉินเหยามองห้องพักที่ว่างเปล่า หยิบตั๋วเงินออกมาหนึ่งใบติดตัวไว้ ลงกลอนประตู แล้วรีบไปทางห้องสอบ


มองดูท้องฟ้า เหล่าผู้เข้าสอบน่าจะเข้าไปในห้องสอบกันหมดแล้ว


ฉินเหยาคิดว่าจะไปรับพวกเด็กๆ แล้วแวะไปแลกเงินที่โรงแลกเงิน มิได้คิดที่จะไปส่งหลิวจี้เข้าห้องสอบ หรือกล่าวคำให้กำลังใจใดๆ


แต่หลิวจี้ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาและหลิวลี่ไปสาย เข้าแถวอยู่ข้างหลังพลางหันหลังกลับมามองบ่อยๆ


เมื่อไม่เห็นร่างที่คุ้นเคยก็รู้สึกไม่สบายใจไปทั้งร่าง!


ต้าหลางมองออกว่าท่านพ่อคิดอะไรอยู่จึงบอกเขาว่า “ท่านน้าเหยาไปทำธุระ คงมาไม่ทัน ท่านพ่ออย่ามองเลย”


เอ้อร์หลางก็กล่าวว่า “ท่านรีบตรวจสอบหีบหนังสือดูเถิด ว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ อย่าให้เสียการสอบ”


ซานหลางและซื่อเหนียงก็มองเขาด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน


หลิวจี้ผู้ที่จะเข้าสอบกลับมีท่าทีสงบ แต่เด็กทั้งสี่คนกลับกระวนกระวายใจยิ่งกว่าเขาเสียอีก


หลิวลี่กลับถูกเตือนสติ รีบตรวจสอบหีบหนังสืออีกครั้ง ยืนยันว่านำสิ่งที่ควรนำมาครบถ้วนแล้ว และไม่มีสิ่งที่ไม่ควรนำมาตกหล่นอยู่ในหีบหนังสือจึงตบหน้าอกด้วยความโล่งใจ


หลิวจี้ถอนหายใจ “เฮ้อ” อย่างไม่พอใจ “ดูคนอื่นสิ คนที่มีพ่อแม่ก็มีพ่อแม่มาส่ง คนที่ไม่มีพ่อแม่ก็มีเมียมาส่ง…”


ซานหลางกะพริบตาโตอย่างใสซื่อ “ท่านพ่อ พวกเรามาส่งท่าน ท่านไม่ดีใจหรือ”


หลิวจี้กัดฟันยิ้มให้ซานเอ๋อร์อย่างฝืนๆ คำว่า “ดีใจ” พูดออกมาได้แห้งแล้งยิ่งนัก


ก้มหน้าตรวจสอบหีบหนังสือ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกว่านำมาครบถ้วนแล้ว ยังมีพู่กันสำรองอีกสองด้าม สิ่งที่ไม่ควรนำมาก็มิได้นำมา


เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้น ตำแหน่งข้างหน้าก็ว่างลง หลิวลี่ตะโกนว่า “ไปกันเถอะ!”


หลิวจี้ลูบศีรษะลูกทั้งสี่คนทีละคน “พ่อเข้าไปแล้ว พวกเจ้ากลับกันเองระวังตัวด้วย”


“อื้มๆ” ลูกทั้งสี่คนพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


หลิวจี้ก้าวเดินสามครั้งหันกลับไปมองหนึ่งครั้ง ค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังเจ้าหน้าที่ที่ตรวจตรา


เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัตรประจำตัวและใบรับรองเสียก่อน เมื่อแน่ใจแล้วจึงหันไปอีกด้านเพื่อตรวจสอบหีบหนังสือ จากนั้นก็ตรวจค้นร่างกาย


แม้แต่พื้นรองเท้าก็ไม่ละเว้น การตรวจสอบเข้มงวดมาก เมื่อเทียบกับการสอบรอบแรก การสอบฝู่ซื่อยังไม่ทันได้เข้าห้องสอบก็ให้ความรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากแล้ว


หน้าประตูมีผู้เข้าสอบจำนวนมาก แต่กลับเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทุกคน


“ผู้เข้าสอบอำเภอไคหยาง เมืองจินสือ หมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวจี้ ผ่านการตรวจสอบ เข้าห้องสอบได้!”


เจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตนของหลิวจี้ตามระเบียบเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ผายมือชี้ไปทางประตูห้องสอบ “เข้าไปแล้วเลี้ยวซ้าย ไปรับกระดาษคำตอบเปล่า”


กระดาษคำตอบนั้นถูกตัวแทนช่วยส่งมาที่สำนักข้าหลวงกรมศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว โดยมีขุนนางผู้รับผิดชอบเก็บรักษาไว้ เพื่อป้องกันการทุจริต


เมื่อเข้าห้องสอบแล้ว เพียงแค่แจ้งชื่อก็สามารถรับไปได้


หลิวจี้หันกลับไปมองอีกครั้งอย่างไม่คาดหวัง แต่ไม่คิดว่าจะมีเงาร่างคุ้นเคยเดินเข้ามาจากระยะไกล ท่วงท่าที่คล่องแคล่วนั้นค่อยๆใกล้เข้ามา และในไม่ช้าก็มาถึงลานหน้าประตูห้องสอบ


ราวกับรับรู้ถึงสายตาที่ร้อนแรงของเขา นางจึงเงยหน้าขึ้นมองมาทางเขา


“สู้ๆนะ!” ฉินเหยายกมือขึ้น กำหมัดให้กำลังใจ


หลิวจี้ดีใจจนยิ้มหน้าบาน ยกมือขึ้นโบกด้วยความตื่นเต้น จากนั้นจึงเก็บรอยยิ้มเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จ้องมองตนด้วยความไม่พอใจ ยกหีบหนังสือขึ้น แล้วก้าวเท้ากระโดดโลดเต้นเข้าไปในห้องสอบ


ผู้เข้าสอบคนอื่นๆที่ตามมาต่างก็มีสีหน้าตึงเครียด บางคนถึงกับหน้าซีด เหงื่อเย็นไหลซึมออกมา เมื่อเห็นผู้เข้าสอบที่สดใสและร่าเริงเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองตามอีกสองครั้ง


เมื่อมองดูแล้ว ก็ต้องตะลึงงัน…บนโลกนี้มีบุรุษรูปงามเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ!


หลิวจี้มองตอบ เขาสวมชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อน ผมยาวดำขลับถูกรวบขึ้นทั้งหมด เผยให้เห็นหน้าผากที่อิ่มเอิบ ใบหน้าที่มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน


เขายกมุมปากขึ้น เผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบแล้วผงกศีรษะทักทายอย่างเป็นมิตร


ผู้เข้าสอบรอบข้างรู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มของชายผู้นี้ช่างเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงแดดในเดือนห้าเสียอีก


“เมียจ๋าของข้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ข้า นางยังมาส่งข้าด้วย ฮิฮิ!” หลิวจี้พึมพำกับตัวเองเบาๆ สีหน้าดูเขินอายเล็กน้อย แต่การยกมือหมุนตัวก็เผยให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะอวดของเขา


หลิวลี่เดินนำอยู่ด้านหน้า เมื่อหันกลับไปมองก็ไม่เห็นคนที่ตามมาจึงวกกลับมาใหม่ แล้วก็พบว่าหลิวจี้กำลังหมุนตัวอยู่กับที่เหมือนนกยูงรำแพนหาง รอบกายเต็มไปด้วยฟองสีชมพู


เมื่อมองดูอีกครั้ง ผู้เข้าสอบรอบข้างต่างก็อ้าปากค้างมองมาที่เขา เขารีบดึงตัวอีกฝ่ายมาแล้วลดเสียงต่ำเอ่ยตำหนิว่า “เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง มาทำท่าอะไรอยู่ตรงนี้ ที่นี่คือสถานที่สำคัญของการสอบเคอจวี่อันศักดิ์สิทธิ์ จะกระทำการตามอำเภอใจเช่นนี้ได้อย่างไรกันหา!”


หลิวจี้ที่กำลังเคลิบเคลิ้มเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้สติ เขาสะดุ้งเฮือก กดมุมปากที่กำลังจะยกขึ้น แล้วก้มหน้าลง เหลือบมองไปรอบๆด้วยหางตา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีขุนนางจะเข้ามาจับตัว จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก


สนามสอบฝู่ซื่อนั้นยังคงจัดอยู่ในห้องโถงกว้างใหญ่ไม่กี่ห้อง หลิวลี่กับหลิวจี้แยกกันอยู่คนละสนามสอบ


เมื่อเข้าไปในห้องสอบ หลิวจี้ก็คุ้นเคยกับการจัดวางภายในเป็นอย่างดี แทบจะเหมือนกับการสอบรอบแรก


ขั้นแรกคือรับกระดาษคำตอบ จากนั้นก็หาที่นั่งของตนเอง


เมื่อถึงเวลาสอบ เจ้าหน้าที่ก็แจกข้อสอบ


ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกกระดาษของเจ้าหน้าที่ตรวจข้อสอบ บรรยากาศเงียบขรึมเคร่งเครียด


เมื่อเห็นคำถาม บางคนก็ถอนหายใจเบาๆ บางคนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วลงมือเขียนตอบ บางคนก็ไม่ยอมจรดพู่กันแล้วนั่งเหม่อลอย


หลิวจี้มองดูคำถามบนกระดาษข้อสอบ เกาหัว ลูบหน้า รู้สึกสงสัย


คำถามดูคุ้นๆ เหมือนเมียจ๋าเคยให้เขาทำข้อสอบจำลองที่คล้ายกันเลย


แต่ว่า!


ตอบไม่ได้แม้แต่คำเดียว


ตอนที่ 249: รสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์


ผู้อื่นเข้าสอบเคอจวี่ล้วนตั้งอกตั้งใจทำข้อสอบ


หลิวจี้เข้าสอบเคอจวี่ กลับเหม่อมองเพดาน ชำเลืองมองผู้คุมสอบ ก้มลงมองข้อสอบอีกครา พลางคิดว่าช่วงเวลายากลำบากนี้จะผ่านไปเมื่อใดกัน


ทว่าการสอบเคอจวี่เป็นเรื่องที่จริงจังอย่างยิ่ง ต้องรักษาความเคร่งขรึมสง่างาม ห้ามส่งเสียงดัง ยิ่งมิอาจฟุบหลับได้ ด้วยกิริยาวาจาจะถูกนำไปพิจารณาโดยหัวหน้าผู้คุมสอบด้วย


หลิวจี้พบว่า เด็กอัจฉริยะผู้นั้นอยู่ในสนามสอบเดียวกับตนด้วย หัวหน้าผู้คุมสอบยืนอยู่เบื้องหน้าเด็กอัจฉริยะผู้นี้มานานแล้ว สองตาจับจ้องการตอบคำถามของอีกฝ่าย


จึงกล่าวได้ว่า เด็กอัจฉริยะสมแล้วที่เป็นเด็กอัจฉริยะ หากเปลี่ยนเป็นเขาที่ถูกจับจ้องเช่นนี้ คงคลุ้มคลั่งไปนานแล้ว


ยามเที่ยงไม่มีเวลาพักผ่อน ผู้เข้าสอบในสนามสอบ บ้างก็ทำข้อสอบต่อ บ้างก็ยกน้ำที่เตรียมมาขึ้นดื่มสองอึก ขยี้ตาแล้วทำข้อสอบต่อไป


หลิวจี้ดื่มน้ำ รู้สึกราวกับมีเข็มทิ่มแทงอยู่ที่ก้น อยากจะลุกขึ้นเดินเสียจริง


คราสอบรอบแรก รอบกายล้วนเป็นคนคุ้นเคย แม้แต่ผู้คุมสอบก็เป็นผู้ที่เคยเห็นหน้ากันบ่อยครั้ง ยามพักเที่ยงลุกขึ้นยืนสักครู่ก็ไม่เป็นไรยิ่งไม่มีผู้ใดคอยจับจ้อง


แต่ในการสอบรอบจริงนั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง หลิวจี้ผู้คุ้นชินกับความเกียจคร้าน รู้สึกเพียงว่าทรมานราวกับติดคุก


การสอบระดับมณฑล, การสอบหน้าพระที่นั่ง


แต่นี่เป็นเพียงการสอบระดับฝู่ซื่อเล็กๆเท่านั้น ยังมีการสอบระดับย่วนซื่อ การสอบฮุ่ยซื่ออีก เมื่อถึงเวลานั้น ขุนนางผู้คุมสอบล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักระดับห้าขึ้นไป…จิ๊จิ๊จิ๊ เพียงคิดหลิวจี้ก็รู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว


ทว่าท่ามกลางความอึดอัดนี้ กลับปะปนไปด้วยความคาดหวังที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ หวังว่าสักวันหนึ่ง ตนเองจะได้ยืนอยู่ในสนามสอบแห่งนี้ กลายเป็นขุนนางสำคัญผู้คัดเลือกผู้มีความสามารถให้แก่ราชสำนัก


ตลอดช่วงเช้า หลิวจี้ใช้เวลาไปกับการคิดฟุ้งซ่าน ยามบ่ายเขาถึงจับพู่กันขึ้นทำข้อสอบ


ท่าทีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง หลิวจี้รู้ดีว่าเหล่าหัวหน้าผู้คุมสอบจากสำนักข้าหลวงกรมศึกษาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ที่สุด


เจ้าอาจตอบได้แย่ แต่ห้ามไม่ตอบ


ตัวอักษรต้องเขียนให้เรียบร้อย ลายมืออาจไม่สวยงาม แต่ต้องไม่แย่จนเกินควร ทำให้หัวหน้าผู้คุมสอบจดจำ ‘ลายมือห่วย’ ของเจ้าผู้นี้แล้วขึ้นบัญชีดำ


หลิวจี้หัวเราะหึๆในใจ วิถีแห่งความพอดี ที่แท้ก็ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้


หลิวจี้หาความสุขให้กับตนเองได้แล้ว หารู้ไม่ว่า กิริยาท่าทางต่างๆของเขาหลังจากเดินเข้าสนามสอบล้วนอยู่ในสายตาของผู้อื่น


ฉีเซียนกวน จากตอนแรกที่ไม่เข้าใจ งุนงง จนพูดไม่ออก กระทั่งบัดนี้เริ่มแย้มยิ้มออกมา


เดิมทีเขาคิดว่าการสอบครั้งนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ไม่นึกว่าจะได้พบเรื่องที่น่าขันโดยไม่คาดคิด


พอเขียนตัวอักษรสุดท้ายเสร็จ ฉีเซียนกวนก็วางพู่กันลง ไม่แม้แต่จะตรวจทาน ก็ลุกขึ้นยื่นส่งม้วนข้อสอบออกไปทันที


จากนั้นก็เก็บข้าวของ ยกหีบหนังสือหนักอึ้งขึ้น เป็นคนแรกที่เดินออกจากสนามสอบ


ก่อนจากไป สายตาพลันเหลือบไปเห็นหีบหนังสือสีสันสดใสใบหนึ่งที่มุมขวาสุดของแถวหน้าถัดจากที่นั่งของตน


เดิมทีมันน่าจะเป็นหีบหนังสือสีดำล้วน ด้านล่างมีล้อไม้เล็กๆสี่ล้อ บัดนี้ด้านบนกลับถูกวาดทับด้วยลายดอกไม้นานาชนิด


บนฝาหีบหนังสือเป็นสีดำสนิท ทว่ามีตัวอักษรศิลป์แถวหนึ่งที่เขียนว่า ‘ดาวเหวินฉวี่สถิตร่าง’


มุมปากของฉีเซียนกวนกระตุกเล็กน้อย ช่างเป็นรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์โดยแท้


บอกไม่ถูกว่าในใจตนนั้นอิจฉาหรือรู้สึกอย่างไรกันแน่ กล่าวโดยสรุปคือ เขารู้สึกว่าตนเองในภายภาคหน้าไม่มีทางที่จะข้องเกี่ยวกับคนเช่นนี้อีกเป็นอันขาด


“ท่านแม่ มีคนออกมาแล้วเจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงเขย่ามือผู้ใหญ่ข้างกายอย่างตื่นเต้น


ฉินเหยานั่งอยู่บนหีบหนังสือของเอ้อร์หลาง หลับตาพักผ่อนอยู่ เมื่อเช้าหลังจากส่งหลิวจี้เข้าสนามสอบแล้ว พวกนางก็กลับไปยังโรงเตี๊ยม


ทิ้งให้เด็กทั้งสี่คนทำการบ้านอยู่ในห้องพัก นางออกไปข้างนอกตามลำพังเพื่อตามหาเจี่ยงเหวิน สอบถามข่าวเกี่ยวกับพ่อค้าไม้


ยุ่งจนถึงตอนเที่ยง แดดข้างนอกช่างร้อนแรงยิ่งนักจึงคิดจะงีบหลับพักผ่อนสักครู่


แต่เด็กน้อยทั้งสี่กลับรีบร้อนจะไปรอท่านพ่อของพวกเขาออกมาที่หน้าประตูใหญ่ของสนามสอบจึงไม่ได้นอน


บัดนี้นั่งลงใต้ต้นไม้เล็กในลานหน้าประตูของสนามสอบ สมองว่างเปล่า ง่วงงุนอยากจะหลับ


ฉินเหยาเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ชำเลืองมองไปยังประตูสนามสอบ แล้วก็ตบเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังตื่นเต้นเบาๆ “นั่นไม่ใช่พ่อของเจ้า”


จากนั้นนางก็งีบต่ออีกสักครู่


“อ้อ” ฉินเหยาขานรับอย่างเกียจคร้าน ไม่ใส่ใจว่าเป็นผู้ใด อย่างไรเสียก็ไม่มีทางเป็นหลิวจี้เจ้าคนเรียนไม่เอาไหนคนนั้นอยู่แล้ว


อีกอย่าง อีกฝ่ายเป็นเด็กอัจฉริยะ การเดินออกจากสนามสอบเป็นคนแรกจึงเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาอย่างยิ่ง


สายตาของต้าหลางและเอ้อร์หลางจับจ้องตามฉีเซียนกวนไปตลอดทาง จนกระทั่งเขาขึ้นเกี้ยวที่ตระกูลเฮ่อส่งมารับจึงได้ละสายตากลับมา


“เขาช่างเก่งกาจยิ่งนัก!” ต้าหลางกล่าวอย่างชื่นชม


เอ้อร์หลางไว้หน้าพี่ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เขาตบบ่าพี่ชายแล้วกล่าวอย่างภูมิใจว่า “พี่ใหญ่ ท่านเองก็ไม่เลว”


ต้าหลางยิ้มอย่างเขินอาย รับความหวังดีของน้องชายนี้ไว้ในใจ


“เห็นนายน้อยตระกูลติงหรือไม่”


พลันได้ยินเสียงใสๆของฉินเหยาถามขึ้น ซื่อเหนียงจึงรีบหันกลับมา “ท่านแม่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”


ฉินเหยาหาววอดหนึ่ง ลุกขึ้นยืนจากหีบหนังสือ รู้สึกว่าหีบหนังสือของบ้านตนใช้งานได้ดีจริงๆ เขียนก็ได้ ลากก็ได้ แถมยังใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้อีกด้วย


“นายน้อยตระกูลติงก็น่าจะมาด้วยนะ”


ฉินเหยามองไปยังประตูใหญ่ของสนามสอบ ติงซื่อเคยมาเข้าสอบในการสอบระดับฝู่ซื่อเมื่อปีที่แล้ว ทั้งยังมาพร้อมกับคหบดีติงด้วย


แต่ปีที่แล้วเขาสอบซิ่วไฉไม่ผ่าน ปีนี้มาสอบอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร


ดังนั้น ขนาดตระกูลที่มีรากฐานมั่นคงเช่นติงซื่อ ลงสนามครั้งเดียวยังสอบไม่ผ่าน แล้วนับประสาอะไรกับหลิวจี้ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาสอบเช่นนี้


แต่ถึงกระนั้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ยังคงคาดหวังในตัวท่านพ่อ


อย่างไรเสีย ท่านพ่อก็ผ่านการสอบรอบแรกมาได้อย่างง่ายดายเชียวนะ!


ฉินเหยามองดูท่าทางของพวกเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี คงไม่สามารถบอกเด็กๆได้ว่า ตำแหน่งถงเซิงของพ่อเจ้านั้นได้มาเพราะใช้เส้นสายกระมัง?


เมื่อได้ยินฉินเหยาถามถึงนายน้อยตระกูลติง ต้าหลางก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “คนเยอะมากเลยขอรับ ตอนเช้าก็ไม่เห็น บางทีนายน้อยติงอาจจะมาถึงเร็ว และเข้าไปก่อนแล้ว”


ดังนั้น คนที่ออกมาเร็วอย่างฉีเซียนกวนจึงถือเป็นส่วนน้อยมาก


ฉินเหยามองไปยังเด็กทั้งสี่แล้วเสนอว่า “หรือว่าพวกเรากลับไปกินมื้อเย็นที่โรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยมาใหม่ดีหรือไม่”


แฝดชายหญิงส่ายหน้า นั่งยองๆลงไป อยากจะรอ


ต้าหลางนั้นอย่างไรก็ได้ แต่เอ้อร์หลางรู้สึกว่าการรอเฉยๆ นั้นมันช่างน่าเบื่อ จึงควักถุงเงินออกมาแล้วเดินไปยังร้านค้าข้างๆ ซื้อเมล็ดฟักทองครึ่งห่อมาอย่างใจกว้าง


จากนั้นห้าแม่ลูกก็นั่งแทะเมล็ดฟักทองไปพลาง รอไปพลาง รอจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด หลิวลี่ออกมาแล้ว หลิวจี้ก็ยังไม่ออกมา


“เกิดอะไรขึ้นนะ” ฉินเหยารู้สึกไม่ค่อยดี นี่ไม่น่าใช่ระดับความสามารถของเจ้าหลิวสามนี่นา เขาเขียนตัวอักษรได้มากมายขนาดนั้นเชียวหรือ


หลิวลี่ยังคิดว่าหลิวจี้ส่งม้วนข้อสอบแล้วออกมาตั้งแต่เนิ่นๆแล้วเสียอีก ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสนามสอบเดียวกัน ดังนั้นสถานการณ์ของหลิวจี้เขาจึงไม่รู้ บัดนี้เห็นคนยังไม่ออกมา เรื่องที่ผิดปกติเช่นนี้ พวกเขาทั้งหลายจึงอดกังวลมิได้


ขณะที่หลิวลี่อ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้ว่าควรบอกฉินเหยาเรื่องพฤติกรรมนกยูงรำแพนหางของหลิวจี้เมื่อเช้านี้ดีหรือไม่ หลิวจี้ก็ปรากฏตัวที่ประตูใหญ่ของสนามสอบในที่สุด


“ท่านพ่อ!” เอ้อร์หลางตะโกนเสียงดังลั่น พี่น้องอีกสามคนที่เหลือก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที


ฉินเหยากวักมือเรียกหลิวลี่ ทั้งสองคนตามไปติดๆ “เหตุใดจึงช้านัก? ไม่ได้เกิดเรื่องอันใดขึ้นใช่หรือไม่”


หลิวจี้โบกมือ สีหน้าตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก สายตากวาดมองไปทั่ว ไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร จากนั้นก็รีบร้อนตอบว่า


“เรื่องมันยาว กลับไปค่อยว่ากัน หาห้องสุขาให้ข้าก่อน ข้าจะอั้นไม่ไหวแล้ว!”


ฉินเหยา “…”


หลิวลี่และทุกคน “…”


ตอนที่ 250: จะบ้าแล้วจริงๆ


หลังจากหลิวจี้เข้าห้องสุขาเสร็จ คนทั้งกลุ่มก็กลับมายังโรงเตี๊ยม


ฉินเหยาสั่งอาหารหลายอย่าง เรียกหลิวลี่และต้าจ้วงให้มากินด้วยกัน ทั้งสองครอบครัวเตรียมจะไปกินอาหารที่ห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม


เวลานี้ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ออกมากันหมดแล้ว พวกเขารวมกลุ่มกันกลุ่มละสองถึงสามคน ดื่มชาไปพลางวิจารณ์ข้อสอบไปพลาง เทียบคำตอบ แล้วคาดคะเนคะแนนของตนเองคร่าวๆ


ทั้งห้องโถงใหญ่ส่งเสียงดังจอแจราวกับตลาดสด ฉินเหยาขมวดคิ้ว บอกให้เสี่ยวเอ้อร์หาที่นั่งเงียบๆให้ตนสักแห่ง


น่าเสียดายที่ในโถงใหญ่ไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว แต่เสี่ยวเอ้อร์ก็ยังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ช่วยย้ายอาหารไปยังโต๊ะหินในลานที่อยู่ด้านหลัง


ที่นี่ไม่มีคนเลยจึงค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็มียุงเยอะมากหน่อย


ทว่าไม่เป็นไร จุดสมุนไพรไล่ยุงในกระถาง พอฉินเหยาเอ่ยปากว่าลงมือกินข้าวได้ หลิวจี้ที่หิวจนทนไม่ไหวแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวทันที


เพื่อไม่ให้กระทบกับการสอบ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่จึงแทบไม่กินอะไรเลย หลีกเลี่ยงการเข้าห้องสุขาให้เสียเวลา อดทนมาทั้งวัน หลิวจี้รู้สึกว่าตอนนี้ตนสามารถกินวัวได้ครึ่งตัว


หลิวลี่ก็หิวเช่นกัน แต่ไม่หน้าหนาเท่าหลิวจี้ ทว่าท่าทางคีบอาหารกลับเร็วกว่าปกติหลายเท่า


ชั่วขณะหนึ่ง บนโต๊ะอาหารมีแต่เสียงเคี้ยวอาหาร ฉินเหยาเดิมทีไม่ค่อยหิว กลับอดไม่ได้ที่จะกินเพิ่มไปอีกสองชาม


พอกินข้าวใกล้จะอิ่ม หลิวจี้จึงเล่าสาเหตุที่เขาออกมาจากสนามสอบช้า


“โชคของข้าช่างไม่มีใครเหมือน เดิมทีข้าเขียนข้อสอบเสร็จนานแล้ว เห็นฉีเซียนกวนส่งข้อสอบ มีคนออกไปเป็นคนแรก ข้าก็คิดว่าจะตามเขาออกมา จะได้ไม่สะดุดตา…”


ไม่คาดคิดเลยว่า หีบหนังสือเจ้ากรรมดันทำพิษเข้า!


ผู้คุมสอบคนนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จู่ๆก็เกิดสนใจหีบหนังสือของเขาขึ้นมา


ฝั่งเขากำลังเตรียมเก็บพู่กันลุกขึ้นส่งข้อสอบ ผู้คุมสอบก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ทำเอาเขาตกใจสะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ นึกว่าตนเองทำอะไรผิดไปหรือไม่


ผลคืออีกฝ่ายเพียงแค่สงสัยเกี่ยวกับหีบหนังสือของเขาจึงเดินไปเดินมาสังเกตอยู่ตรงหน้าเขา


เมื่อผู้คุมสอบมายืนอยู่ตรงหน้า หลิวจี้ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะส่งข้อสอบจริงๆ


เขาจึงหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง แสร้งทำเป็นตอบคำถามต่อไป


เดิมทีคิดว่าทนอีกสักครู่รอให้ผู้คุมสอบจากไปแล้วก็คงไปได้ เรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็เกิดขึ้น


ก่อนหน้านี้เขายังนินทาในใจ บอกว่าฉีเซียนกวนสมแล้วที่เป็นเด็กอัจฉริยะ ถูกผู้คุมสอบจ้องก็ยังเขียนคำตอบต่อไปได้ หากเป็นเขา เกรงว่าจะต้องบ้าไปแล้ว


จากนั้น…เขาก็จะบ้าตายจริงๆ!


“ผู้คุมสอบท่านนั้น ดวงตาวัวสีดำขลับทั้งสองข้างจับจ้องมาที่ข้าอยู่ สวรรค์เอ๋ย ข้าหลิวจี้มีบุญวาสนาอันใด ถึงได้มีประสบการณ์เหมือนกับเด็กอัจฉริยะผู้นั้น ตอนนั้นข้าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเลยจริงๆ สมองหมุนวนจนแทบบ้า คิดถึงตำราที่ข้าเคยอ่านมาทั้งหมด แล้วเขียนทุกอย่างที่เขียนได้ลงไป”


ไม่กล้าหยุดพู่กันเลยแม้แต่น้อย!


“พอข้าหยุดพู่กัน ลมหายใจของเขาก็หนักขึ้น ฟังแล้วช่างบีบรัดหัวใจข้านัก…น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ นั่นคือการจ้องมองของใต้เท้าข้าหลวงกรมศึกษาเชียวนะ ข้าเป็นเพียงบัณฑิตสามัญชนธรรมดา จะทนรับได้อย่างไร!”


ตอนนี้พอคิดย้อนกลับไป หลิวจี้ก็ต้องตบอกตัวเอง รู้สึกใจหายไม่หาย


ต้าหลางรินน้ำชาให้ท่านพ่อหนึ่งถ้วย หลิวจี้ก็ยิ้มให้บุตรชายอย่างขอบคุณ ยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด อารมณ์ตื่นเต้นถึงค่อยๆสงบลงเล็กน้อย


เอ้อร์หลางยังฟังไม่พอ ถามต่อด้วยความสงสัยว่า “ท่านพ่อ แล้วท่านออกมาได้อย่างไรขอรับ ใต้เท้าผู้คุมสอบไปแล้วหรือ”


หลิวจี้โบกมือ “ไม่ๆๆ เพราะพ่อของเจ้าทนอั้นฉี่ต่อไม่ไหวจริงๆ เลยหลับหูหลับตาส่งข้อสอบออกไป”


พูดไปแล้วก็แปลก คำตอบที่เขาเค้นสมองเขียนออกมาเหมือนอาจมสุนัข ใต้เท้าผู้คุมสอบกลับอ่านมันอย่างเพลิดเพลิน มุมปากยกขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ไม่ทราบความหมายออกมาด้วย


ถ้าเป็นไปได้ หลิวจี้อยากจะถามจริงๆว่า สามารถร้องเรียนผู้คุมสอบที่จงใจหัวเราะรบกวนสมาธิผู้เข้าสอบได้หรือไม่


ฉินเหยากล่าวอย่างล้อเลียน “คาดว่าคงเห็นเจ้าเป็นตัวตลกแล้วกระมัง การคุมสอบน่าเบื่อ นานๆทีจะเจอเรื่องน่าสนใจ เลยแกล้งเจ้าเล่น”


มุมปากของหลิวจี้กระตุกอย่างแรง ทำท่าอวดดีขึ้นมา “สามารถเป็นตัวตลกให้แก่ใต้เท้าได้ เช่นนั้นก็แสดงว่าข้าเก่งกาจ ผู้อื่นยังไม่มีความสามารถนี้เลยนะ!”


เมื่อครู่เขาแค่ลองคิดว่าตนเป็นคนที่ถูกผู้คุมสอบจับจ้องก็เริ่มหายใจไม่ออกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหลิวจี้จะทนได้นานขนาดนี้ สภาพจิตใจเช่นนี้คนธรรมดายากจะเทียบได้จริงๆ


“ฟ้ามืดแล้ว วันนี้พวกท่านเข้าสอบเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ คงจะล้าแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถิด” ฉินเหยาลุกขึ้นกล่าวกับหลิวลี่ด้วยรอยยิ้ม


หลิวลี่กล่าวขอบคุณ ขอบคุณฉินเหยาสำหรับอาหารมื้อค่ำ แล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้องพักพร้อมกับต้าจ้วง


สอบเสร็จแล้ว ทั้งร่างรู้สึกเบาสบาย คืนนี้สามารถนอนหลับสบายได้อย่างไร้กังวล


หลิวจี้กลับมาที่ห้อง ยังคงเล่าเรื่องการประลองเชาว์ระหว่างเขาและใต้เท้าผู้คุมสอบในวันนี้ให้กับลูกๆฟัง มองดูสีหน้าประหลาดใจของเด็กๆ ก็รู้สึกว่าตนเองเก่งกาจอย่างมาก ลำพองใจอย่างยิ่ง


แต่กลับลืมท่าทางน่าสังเวชตอนออกจากสนามสอบที่รีบร้อนหาห้องสุขาไปเสียสนิท


ฉินเหยาเทน้ำสกปรกที่ใช้ล้างหน้าทิ้ง ปิดประตูห้อง วางอ่างไม้หนักอึ้งไว้บนชั้นตรงมุมห้อง เช็ดมือให้แห้งแล้วเดินมาที่ข้างเตียง


ซานหลางและซื่อเหนียงนอนเตียงเดียวกับนาง แต่ตอนนี้ทั้งสองกำลังนั่งล้อมหลิวจี้อยู่บนพื้น


หาได้ยากที่จะได้อยู่เงียบๆ สักพัก ฉินเหยาหยิบเงินห้าร้อยตำลึงที่แลกมาเมื่อเช้าออกมานับ


ก้อนละห้าสิบตำลึง รวมทั้งหมดสิบก้อนใหญ่ พอห่อเอาไว้ในผ้าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ก้อนใหญ่เท่าใดนัก


เจี่ยงเหวินให้ข้อมูลพ่อค้าไม้แก่นางหลายราย พรุ่งนี้เช้าจะพานางไปพบ หากเจรจาสำเร็จ เงินก้อนนี้ก็จะต้องใช้จ่ายออกไปทันที


ฉินเหยาหยิบก้อนเงินมาถือเล่นในมือ ก้อนเล็กๆวางอยู่บนฝ่ามือ ช่างน่ารักยิ่งนัก


“เมียจ๋า ให้ข้าจับหน่อยสิ”


ห้าพ่อลูกไม่รู้ว่ามานั่งยองๆอยู่ตรงหน้าเมื่อไหร่ มองก้อนเงินในมือของนางด้วยสายตาคาดหวัง


ฉินเหยาคิดว่าถือโอกาสให้เด็กๆเรียนรู้เรื่องเงินก็ดีเหมือนกันจึงส่งก้อนเงินไปให้อย่างง่ายดาย “อย่าเอะอะไปเชียว”


มีนางกำชับไว้ล่วงหน้า ห้าพ่อลูกที่ไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อนจึงรีบปิดปากเงียบ


ฉินเหยามองแล้วก็รู้สึกขบขัน หยิบตั๋วเงินออกมาอีกหนึ่งฉบับ กางลงบนพื้น แล้วสอนพวกต้าหลางสี่พี่น้องถึงวิธีแยกแยะตั๋วเงินและวิธีแลกเปลี่ยน


เมื่อเช้านางไปแลกเงินที่ร้านแลกเงินตามลำพัง ขั้นตอนต่างๆเคยทำไปแล้วครั้งหนึ่ง จึงอธิบายได้ละเอียดมาก


ไม่เพียงแต่เด็กสี่คนที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ หลิวจี้เองก็ไม่รู้เช่นกัน ห้าพ่อลูกจึงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ


“เอาล่ะ เอาเงินคืนมาให้ข้าแล้วไปนอนเสีย พรุ่งนี้เช้าข้ายังมีธุระอีก” ฉินเหยายื่นมือออกไป ส่งสัญญาณให้ทุกคนคืนตั๋วเงินและก้อนเงินกลับมา


ซานหลางกับซื่อเหนียงหาวหวอดติดๆกัน พวกเขาปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วนอนในที่ของตนด้านใน หลับตาไม่ถึงสามวินาทีก็หลับปุ๋ย


หลิวจี้คืนเงินให้ฉินเหยา ถามอย่างเอาใจว่า “เมียจ๋า การสอบอีกสองสามรอบที่เหลือเป็นการสอบรอบสอง ไม่ต้องไปแล้ว ให้ข้าออกไปเป็นเพื่อนเจ้า ช่วยเจ้าสักหน่อยดีหรือไม่”


ฉินเหยาปฏิเสธ “ไม่จำเป็น พรุ่งนี้เจ้าอยู่โรงเตี๊ยมสอนการบ้านเด็กๆ บทเรียนของสำนักศึกษาจะให้ขาดช่วงไม่ได้ หากตอนกลางวันว่าง เจ้าก็พาลูกๆไปเดินเล่นที่ศาลเจ้ามังกรหรือเนินสระสันติอะไรพวกนั้นในเมืองได้”


พูดไปพลางถึงนึกขึ้นได้ว่านอกเมืองตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรก็ไม่รู้จึงกำชับว่า “หากจะออกนอกเมือง ให้บอกข้าก่อน”


กล่าวจบก็ยกมือขึ้นตวัดฝ่ามืออันทรงพลังดับเปลวเทียน ในห้องพลันตกอยู่ในความมืดมิดทันที


“นอน!”


หลิวจี้สัมผัสได้ถึงลมปราณอันเฉียบคมที่หลงเหลืออยู่ข้างแก้มก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก รีบตอบว่า “น้อมรับบัญชา!”



จบตอน

Comments