stepmother ep251-260

ตอนที่ 251: ขบวนรถของตนเอง


พอการสอบระดับฝู่ซื่อสิ้นสุดลง บรรยากาศในเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด


ในโรงเตี๊ยมโรงน้ำชาสามารถพบเห็นผู้เข้าสอบที่รวมตัวกันอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง พอเทียบคำตอบ ก็มีทั้งคนที่ยินดีและคนที่เศร้าใจ


หลิวลี่คิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็อดมาหาหลิวจี้ไม่ได้ อยากจะชวนเขาให้ไปหาผู้เข้าสอบคนอื่นเพื่อประเมินผลคะแนนของตนเอง


น่าเสียดาย ที่เขามาหาคนผิดเสียแล้ว


ฉินเหยาออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อป่าไร้เสือ ลิงก็ย่อมเป็นใหญ่


หลิวจี้หลับยาวจนตื่นขึ้นมาเอง เป็นพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อ่านหนังสือในช่วงเช้าเสร็จแล้วค่อยมาเรียกเขาให้ไปกินอาหารเช้า เขาถึงลุกขึ้นมาได้


ตอนนี้เขาผมเผ้ายุ่งเหยิง ลุกมาเปิดประตูให้หลิวลี่ แต่ยังไม่ทันที่หลิวลี่จะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็คว้าตัวเขาเข้ามาแล้วสั่งการว่า


“เจ้าไม่เคยไปศาลเจ้ามังกรใช่หรือไม่ ประเดี๋ยวพวกเราไปด้วยกัน เจ้าเรียกต้าจ้วงไปด้วย”


พูดพลางกวักมือเรียกซานหลางและซื่อเหนียง ผลักหลิวลี่ไปอยู่ตรงหน้าสองพี่น้อง “ประเดี๋ยวพวกเจ้าตามท่านลุงลี่กับท่านลุงต้าจ้วงไปนะ ในศาลเจ้าคนเยอะ อย่าได้พลัดหลงกันเล่า”


กำชับทางนี้เสร็จ ก็ไปเรียกต้าหลางกับเอ้อร์หลางให้เตรียมน้ำเต้าที่จะนำติดตัวไปด้วยในการเดินทาง แล้วจัดแจงทุกอย่างให้เสร็จสรรพ


หลิวลี่อ้าปากจะพูดอยู่หลายครั้ง แต่ก็หาโอกาสไม่ได้เลย


“ท่านลุงลี่ ท่านลุงลี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าราชามังกรคือใคร ท่านเคยเห็นราชามังกรหรือไม่” ซานหลางเข้ามาใกล้ ปากเล็กๆพูดเจื้อยแจ้วราวกับมีคำถามเป็นหมื่นๆคำถาม


ซื่อเหนียงก็ตามมาติดๆ ถามเขาไม่หยุดว่าเหตุใดศาลเจ้ามังกรจึงเรียกว่าศาลเจ้ามังกร ในศาลเจ้ามังกรมีราชามังกรตัวจริงหรือไม่ เสียงเจี๊ยวจ๊าวข้างหูไม่เคยหยุดลงเลย


หลิวลี่เรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาในตัวอำเภอมาโดยตลอด น้อยครั้งที่จะกลับไปพักที่หมู่บ้าน เขาจึงไม่เคยเลี้ยงเด็กในบ้านมาก่อน เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ที่ไหนกัน ชั่วขณะหนึ่งจึงถึงกับยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น


หลิวจี้ยิ้มขมขื่นให้เขาอย่างคุ้นชิน พอเห็นต้าหลางกับเอ้อร์หลางเก็บของเสร็จแล้ว ก็โบกมือให้พวกเขาออกไปก่อน ประเดี๋ยวไปหาของอร่อยกินเป็นมื้อเช้าที่ศาลเจ้ามังกรเลยทีเดียว


ก่อนไป หลิวจี้มุดเข้าไปในห้องพักอีกครั้ง ค้นหาที่ข้างเตียงอยู่ครู่ใหญ่ แปลกจริง เห็นชัดๆว่าฉินเหยาวางหีบเงินไว้บนเตียง เหตุใดจึงหาไม่เจอเล่า?


เขาหาไม่เจอก็เป็นเรื่องธรรมดามาก โรงเตี๊ยมไม่ปลอดภัย ฉินเหยาจะวางหีบเงินไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเช่นนี้ได้อย่างไร


แต่หากหลิวจี้เงยหน้ามองเพดานดีๆ ก็น่าจะมองเห็นขอบของหีบเงินอยู่เล็กน้อย


ทว่าความสูงของคานห้องนั้นเขามองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง ต่อให้เห็นก็หยิบไม่ได้


สุดท้ายหลิวจี้หาอะไรไม่เจอเลยจึงทำได้เพียงลงกลอนประตูห้องอย่างเสียดาย หนีบหลิวลี่และต้าจ้วงสองหนุ่มผู้กำยำให้รับหน้าที่ดูแลเด็กๆทั้งคณะออกเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงของมณฑลทั้งวันอย่างเอิกเกริก


ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งฉินเหยา ตลอดช่วงเช้าได้พบปะกับพ่อค้าไม้ไปแล้วสองราย


เพราะเห็นแก่หน้าเจี่ยงเหวิน ทุกคนล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างเกรงใจ แต่พอพูดถึงเรื่องเงิน ทุกคนก็อยากจะขูดรีดนางราวกับเห็นนางเป็นลูกพลับนิ่มๆ


ฉินเหยามองดูแล้วก็หมดอารมณ์จะต่อราคา ไปหารายใหม่ต่อทันที


นี่เป็นรายสุดท้ายของวันนี้แล้ว


เมืองหลวงของมณฑลมีร้านค้าไม้เพียงสามแห่งนี้เท่านั้น จากประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจกับสองรายแรก ฉินเหยาจึงไม่ได้คาดหวังกับรายที่สามนี้มากนัก


โชคดีที่รายนี้ไม่ได้คิดจะขูดรีดนาง การเจรจาเรื่องราคาเป็นไปได้ด้วยดี แถมยังรับประกันว่าจะขนส่งไม้ที่นางต้องการไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวภายในหนึ่งเดือนอีกด้วย


ทว่าเงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอให้จ่ายเงินล่วงหน้าเต็มจำนวนนั้น ทำให้ฉินเหยาปวดหัวอย่างแท้จริง


“เถ้าแก่ฟาง ทำการค้าที่ไหนยังไม่ทันส่งของก็เก็บเงินไปทั้งหมดก่อนแล้ว” ฉินเหยามองตาอีกฝ่าย ถามกลับอย่างไม่พอใจ


เถ้าแก่ฟางรู้ว่านางจะโกรธ แต่เขาก็มีความลำบากของเขา


“ตอนนี้จังหวัดจื่อจิงมีแต่ชาวบ้านที่อดอยากออกมาขอทาน มณฑลข้างเคียงทางเหนือเพิ่งประสบภัยตั๊กแตนไปอีกครั้ง ปีนี้เส้นทางเดินทางลำบากยิ่งนัก หากข้าไม่จ่ายเงินให้ลูกน้องมากหน่อย ใครจะกล้าเสี่ยงออกไปเล่า”


“มณฑลข้างเคียงประสบภัยตั๊กแตนอย่างนั้นหรือ” ฉินเหยาตกใจ “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เหตุใดในเมืองจึงไม่ได้ยินข่าวเลย”


เถ้าแก่ฟางแสดงสีหน้าจนใจราวกับจะบอกนางว่านางยังอ่อนประสบการณ์นัก “เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน ลูกน้องข้าเพิ่งกลับมาเมื่อวานแล้วบอกข้า ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลคงต้องรออีกวันสองวันถึงจะรู้”


เหล่าใต้เท้าเบื้องบนตอนนี้ก็คงกำลังปวดหัวอยู่เช่นกัน เดิมทีการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในฤดูใบไม้ผลิทางนี้ก็ไม่ดีอยู่แล้ว สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด


บัดนี้มณฑลข้างเคียงเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น สองมณฑลอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบมิได้


แม้แต่จวนที่ว่าการมณฑลยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับเขาที่เป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆ?


เส้นทางไม่ปลอดภัย ต้นทุนการขนส่งก็ย่อมเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสูง หากเขาไม่เก็บเงินเต็มจำนวน ก็ไม่สามารถจัดการเรื่องต่างๆได้


ฉินเหยาเชื่อว่าเขาลำบาก แต่จะลำบากถึงเพียงนั้นจริงหรือ


“จากเมืองหลวงของมณฑลถึงอำเภอไคหยางห่างกันเพียงแค่สามร้อยกว่าลี้ เหตุใดจึงทำให้เถ้าแก่ลำบากถึงเพียงนี้”


ฉินเหยามองเถ้าแก่ฟางอย่างจนใจ “ท่านอย่าพูดเกินจริงไปเลย จังหวัดจื่อจิงของเรามีเสบียงอาหารที่เพียงพอ แม้ตอนนี้ราคาข้าวจะสูง แต่ก็ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าทางการได้ดำเนินการปล่อยเสบียงออกมาแล้ว”


“อีกทั้งนอกกำแพงเมืองตอนนี้ ต้นข้าวเขียวชอุ่มก็เติบโตขึ้นแล้ว การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงย่อมไม่ล่าช้า ขาดแคลนอาหารเพียงเดือนเดียวเท่านั้น อีกไม่นานก็จะผ่านพ้นไป พอถึงเดือนเจ็ดก็ไม่มีปัญหาแล้ว”


“ส่วนเรื่องของมณฑลข้างเคียง ราชสำนักย่อมเข้ามาดูแล แคว้นเซิ่งมีตั้งหลายมณฑล ไม่ใช่ว่าทุกมณฑลจะประสบภัยตั๊กแตนเสียหน่อย ปีที่แล้วได้ยินว่าทางใต้เก็บเกี่ยวข้าวมาได้สามครั้ง ช่วงนี้ก็ไม่มีสงคราม เสบียงสำรองย่อมมีเพียงพอ ภัยพิบัตินี้จะผ่านพ้นไปในไม่ช้า”


ในสายตาของฉินเหยา ตราบใดที่พืชผลบนดินยังสามารถเติบโตได้ตามปกติก็ไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น


เมื่อเถ้าแก่ฟางได้ยินการวิเคราะห์ของฉินเหยาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


เขาค้าขายมาหลายปีแล้ว ย่อมเคยผ่านยุคสมัยที่วุ่นวายมา แต่พอได้ยินว่ามณฑลข้างเคียงเกิดภัยตั๊กแตน ก็ยังคงรู้สึกตื่นตระหนกและไม่สบายใจโดยสัญชาตญาณ


ทว่ากลับลืมไปว่า แคว้นเซิ่งในปัจจุบันเป็นแคว้นที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่สถานการณ์ที่แบ่งแยกเป็นสี่ห้าส่วน ปกครองโดยขุนศึกท้องถิ่นเหมือนในอดีต


“เฮ้อ~” เถ้าแก่ฟางถอนหายใจ “พอฟังฉินเหนียงจื่อพูดเช่นนี้ ใจข้าที่แขวนอยู่ก็วางลงได้เสียที”


“เอาอย่างนี้ เจ็ดส่วนเป็นอย่างไร” เถ้าแก่ฟางเสนอที่จะลดเงินมัดจำลงส่วนหนึ่ง


ฉินเหยาส่ายหน้า “ห้าส่วน!”


เดิมทีนางต้องการจ่ายล่วงหน้าเพียงสามส่วน แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ภายนอกที่ไม่สงบนักในตอนนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิต จึงเพิ่มเป็นห้าส่วน


“ห้าส่วนไม่ได้” รอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่ฟางหายไป “ในเมื่อฉินเหนียงจื่อไม่ไว้วางใจพวกเราถึงเพียงนี้ เช่นนั้นท่านก็หาคนมาขนไม้เองเถิด ถึงตอนนั้นพวกเราก็จ่ายเงินรับของกันไปเลย ง่ายดี!”


นี่เป็นคำพูดประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเห็นฉินเหยาหยุดนิ่งและครุ่นคิดจริงๆ เถ้าแก่ฟางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที


“ท่านคงไม่ได้คิดจะขนไม้กลับไปเองจริงๆหรอกนะ” เถ้าแก่ฟางเตือนด้วยความหวังดี “ไม้นี่มันหนักนะ”


“สิ่งที่ข้าไม่กลัวที่สุดก็คือของหนักนี่แหละ” ฉินเหยาหัวเราะลั่น “เถ้าแก่ฟาง ท่านพูดถูก วิธีนี้ดีมาก สามารถประหยัดค่าขนส่งไปได้ไม่น้อย”


เถ้าแก่ฟาง “หา?”


ฉินเหยาพูดต่อ “เอาอย่างนี้ ไม้ชุดแรกให้พวกท่านขนส่ง เงินมัดจำจ่ายสามส่วนตามธรรมเนียมก่อน ส่วนที่เหลือ ข้าจะกลับหมู่บ้านไปรวบรวมคนมาขนเอง”


รถม้าและเกวียนวัวในหมู่บ้านรวมกันก็มีห้าคันแล้ว จ้างเพิ่มจากหมู่บ้านเซี่ยเหออีกห้าคัน ถึงตอนนั้นก็จัดตั้งขบวนรถขนส่งของตนเองมารับผิดชอบเรื่องการขนส่งได้ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว


ตอนที่ 252: ประกาศผลสอบแล้ว


หนึ่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่มีรถม้า


สอง ต่อไปหีบหนังสือพลังเซียนยังต้องให้โรงงานของพวกนางส่งไปที่ท่าเรือเพื่อมอบให้ห้างการค้าฟู่หลงเอง


ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การฝึกฝนขบวนรถขนส่งนี้ไว้ล่วงหน้า ย่อมทำให้ต้นทุนและความปลอดภัยในภายหลังมีหลักประกันมากขึ้น


นอกจากนี้ ยังมีความสะดวกสบายอีกมากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าดี


ฉินเหยาตบโต๊ะ “ตกลงตามนี้!”


เถ้าแก่ฟางงงไปเลย ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ


หลังจากยืนยันกับฉินเหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางต้องการจัดตั้งขบวนรถขนส่งรับผิดชอบเรื่องการขนส่งเอง เถ้าแก่ฟางก็ตกลงตามข้อเสนอของฉินเหยาด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย


เพราะสำหรับร้านค้าไม้ของเขาแล้ว นี่ก็ช่วยลดความยุ่งยากไปได้เช่นกัน


เพียงแต่ในใจมักจะรู้สึกไม่ถูกต้องอยู่ตลอด รู้สึกเหมือนว่าผลประโยชน์ทั้งหมดถูกฉินเหยาฉกเอาไปหมดแล้ว แปลกๆชอบกล


เมื่อตกลงเรื่องต่างๆกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่าย ฉินเหยาก็ตามเถ้าแก่ฟางไปยังโกดังของพวกเขานอกเมืองเพื่อตรวจสอบคุณภาพไม้ หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าไม่มีปัญหาก็ลงนามในสัญญา ไปทำเอกสารรับรองที่ทางการ ทำตามขั้นตอนที่ควรจะทำจนครบถ้วน


สุดท้ายก็คือการจ่ายเงินมัดจำและจัดหาคนรอรับของ


ผ่านไปอีกสองวัน ฉินเหยาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งส่งมาโดยคนของสำนักคุ้มภัย


ในจดหมายเป็นลายมือของผู้ใหญ่บ้าน เนื้อความบอกเล่าโดยช่างไม้หลิว ช่วงต้นส่วนใหญ่เป็นการแสดงความตื่นเต้นของเขาต่อการค้าที่ขนาดใหญ่นี้


จากนั้นก็แจ้งให้ฉินเหยาทราบว่าทางเขาได้รับเงินที่นางส่งมาแล้ว ในขณะที่นางได้รับจดหมายฉบับนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวก็กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการขยายโรงงาน


ในจดหมายที่ฉินเหยาส่งไปมีแบบร่างแผนการก่อสร้างโรงงานแนบไปด้วย ช่างไม้หลิวกล่าวว่าเขาและแกนนำโรงงานอย่างอวิ๋นเหนียง หลิวฉี ซุ่นจื่อ หลิวไป่ และคนอื่นๆจะร่วมกันวิเคราะห์ตามสภาพพื้นที่จริงในหมู่บ้าน เพื่อนำแบบแปลนของนางไปปฏิบัติ


และกำชับให้ฉินเหยาซึ่งอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลวางใจได้ เขาจะทำหน้าที่รับมอบไม้และจัดซื้อเครื่องมือการผลิตอย่างเต็มที่


สุดท้ายเป็นข้อความที่ผู้ใหญ่บ้านเขียน ขอบคุณฉินเหยาที่นำโอกาสเช่นนี้มาสู่หมู่บ้านตระกูลหลิว เขาจะกำกับดูแลให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ทุกคนจะร่วมกันสร้างความมั่งคั่ง ก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น


บอกฉินเหยาไม่ต้องกังวล ถึงตอนนั้นเขาจะไปที่ทางการเพื่อดำเนินเรื่องขอเปิดโรงงานเป็นเพื่อนนาง ทุกอย่างรอเพียงนางกลับถึงหมู่บ้าน


ในช่วงสุดท้าย มีตัวอักษรโย้เย้บิดเบี้ยวอยู่บรรทัดหนึ่ง


‘ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง เอาของอร่อยมาฝากข้ากับจินฮวาและต้าเหมาด้วยนะ ทางฝั่งของท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้พูดอะไรไปเลยสักคำ’


ลงชื่อด้วยตัวอักษรใหญ่สามตัว ‘หลิวจินเป่า’


มุมปากของฉินเหยากระตุกยิก “หลิวจินเป่า เจ้าเด็กคนนี้นี่ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ”


จากนั้นก็ยื่นจดหมายให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องดู


เอ้อร์หลางแค่นเสียงหึทันที “ข่มขู่ นี่มันข่มขู่พวกเราอย่างโจ่งแจ้งเลย!”


ซื่อเหนียงค้นถุงผ้าเล็กๆที่พกติดตัว “แต่ข้าซื้อของเล่นเล็กๆน้อยๆที่จะให้พี่จินฮวากับต้าเหมาแล้วนี่นา”


ต้าหลางลูบหัวเล็กๆของน้องสาว “ไม่เป็นไร ให้เอ้อร์หลางซื้อขนมเพิ่มอีกหน่อยก็พอ มีทั้งของกินของเล่น จะไม่ดีใจได้อย่างไร”


ซานหลางหัวเราะแหะๆ “พี่รอง ข้าก็อยากได้ของอร่อยด้วย!”


เอ้อร์หลางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “หลายวันนี้กินดื่มไปทั่ว เจ้าเป็นหมูหรือยังไงยังกินไม่พออีกหรือ”


“ไม่…” ซานหลางเอาปลายนิ้วมาจิ้มกัน มองเอ้อร์หลางตาแป๋วแล้วพูดอ้อมแอ้มว่า “ข้าเป็นหมู”


เอ้อร์หลางเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้ว เขาแหงนหน้ามองฟ้ากลั้นไว้อยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า “ได้ เอาเงินค่าขนมของเจ้าไปใช้ให้หมด ถึงตอนนั้นเจ้าอย่ามาร้องไห้ถามข้าว่าทำไมซื้อของอร่อยให้คนอื่นไม่ซื้อให้เจ้าแล้วเล่า”


ซานหลางได้ยินแค่ประโยคแรกก็ยิ้มหน้าบานพุ่งเข้ามากอดพี่รองทันทีเพื่อแสดงความดีใจของตน


เอ้อร์หลางหลบออกอย่างรังเกียจ พอเห็นซานหลางยังจะพุ่งเข้ามาอีกก็รีบวิ่งหนีไป


ซานหลางคิดว่าพี่ชายกำลังเล่นกับตนอยู่ก็วิ่งไล่ตามไปอย่างมีความสุข ต้าหลางกับซื่อเหนียงยืนเป็นเสาให้ทั้งสองวิ่งวนรอบ


ในห้องพลันกลายเป็นฉากที่กลุ่มคนวิ่งไล่กันไปมา เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น คึกคักเป็นอย่างยิ่ง


หลิวลี่บังเอิญเดินผ่านหน้าประตู พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ทักทายสักคำก็รีบเผ่นหนีไป วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก


หลิวจี้เย็บถุงผ้าสำหรับใส่เสบียงแห้งอย่างคล่องแคล่วไปพลาง ตอบอย่างสมน้ำหน้าไปพลางว่า “บางทีอาจจะกลัวการเลี้ยงเด็กไปแล้วกระมัง”


เพราะหลายวันนี้ที่ออกไปข้างนอก เขาก็พาหลิวลี่กับต้าจ้วงไปด้วยตลอด เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสกับ ‘ความสุข’ ของการมีลูกสี่คน


ฉินเหยาเลิกคิ้ว น่าสนใจนิดหน่อยแฮะ


นางก้มหน้าลง เขียนแผนการสร้างโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวต่อไป ความเคยชินกลายเป็นนิสัยไปแล้ว สมองประมวลผลเสียงดังจอแจด้านหลังให้กลายเป็นเสียงประกอบฉากที่ไม่เข้าหูไปโดยอัตโนมัติ


……


ในวันที่อากาศร้อนที่สุดของเมืองหลวงของมณฑล ผลสอบก็ถูกประกาศออกมา


หลิวจี้ตื่นเต้นเสียจนคืนก่อนหน้านี้แทบไม่ได้นอน พอถึงวันประกาศผลสอบ ก็แบกขอบตาดำคล้ำวิ่งตรงไปยังปากทางเข้าที่ว่าการอำเภอ


พวกต้าหลางสี่พี่น้องวิ่งตามหลังท่านพ่อของพวกเขาไปตลอดทางจนถึงจวนที่ว่าการมณฑลอย่างบ้าคลั่ง


มีเพียงฉินเหยาที่อยู่ด้านหลังเพียงลำพัง กินซาลาเปาเนื้อ.อบร้อนๆที่เพิ่งออกจากเตา เดินทอดน่องไปอย่างสบายอารมณ์


เพราะหลิวจี้ไม่มีทางสอบผ่านได้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าผู้ตรวจข้อสอบจะตาบอด


หลิวลี่และต้าจ้วงมาถึงเร็วกว่านั้น พวกเขาเบียดเสียดจนไปอยู่แถวหน้าสุดได้สำเร็จ รอเพียงทางการประกาศผล เงยหน้าขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรายชื่อได้ทันที


เมื่อเห็นครอบครัวของฉินเหยาทั้งหกคน ต้าจ้วงก็โบกมือให้พวกนางอย่างตื่นเต้น “ทางนี้ ทางนี้!”


พวกเขาช่วยจองที่ไว้ให้แล้ว


หลิวจี้พาเด็กๆเบียดเสียดเข้าไป ยิ้มเจิดจ้าให้กับต้าจ้วง “ออกมาหรือยัง”


ต้าจ้วงส่ายหน้า “ยังเลย แต่ก็น่าจะใกล้แล้วล่ะ”


หลิวลี่ชะเง้อมองไปทางประตูที่ว่าการอำเภอ เห็นเจ้าหน้าที่ถือป้ายรายชื่อ ถือถังกาวเดินเข้ามา ก็ตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น


“มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว!”


ฉินเหยาปัดเศษแป้งในมือ เช็ดมือด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างใจเย็น ราวกับต้นไม้ที่หยั่งรากลึกในดิน ไม่ว่าคนรอบข้างจะผลักดันเบียดเสียดเพียงใดก็ยังคงนิ่งสงบดุจภูผา คุ้มครองให้เด็กทั้งสี่คนสามารถยืนรออยู่ใต้ป้ายประกาศนั้นได้อย่างปลอดภัย


หลิวจี้ก็ไม่ว่างเช่นกัน พอเห็นใครเบียดเข้ามาก็เอ็ดคนเหล่านั้นทันที บอกว่ามีเด็กอยู่ ถ้าเบียดจนเกิดเรื่องขึ้นมาต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย


ในเวลาอันสั้น ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็รู้ว่ามีครอบครัวหนึ่งที่ไม่น่ายั่วยุอย่างยิ่ง จึงต่างจงใจหลีกเลี่ยง


เจ้าหน้าที่ของทางการล้อมฝั่งที่จะติดประกาศผลสอบเอาไว้แล้ว รอจนสหายร่วมงานติดประกาศผลสอบเสร็จเรียบร้อย ถึงถอยออกไป


พอพวกเขาออกไป ฝูงชนก็กรูกันเข้ามาดูรายชื่อ


เพื่อไม่ให้สับสน ข้อมูลของผู้ที่สอบผ่านบนประกาศผลสอบนั้นจึงถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนมาก มีทั้งภูมิลำเนา จำนวนคนในครอบครัว บิดามารดาคือใคร ภรรยาคือใคร เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความเข้าใจผิดเนื่องจากชื่อและแซ่ซ้ำกัน


ซื่อเหนียงถูกหลิวจี้อุ้มขึ้นขี่คอ มือเล็กๆชี้ไปที่ชื่อบนป้ายทีละแถว ตอนแรกนางส่งเสียงร้องอย่างดีใจ จากนั้นก็ก้มหน้าถอนหายใจใส่ท่านพ่อเฮือกหนึ่ง


“เป็นท่านลุงลี่!” ต้าหลางก็เห็นชื่อในประกาศที่ขึ้นต้นด้วยอำเภอไคหยาง เมืองจินสือ หมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว


โดยสัญชาตญาณก็เหมือนกับซื่อเหนียง คิดว่าเป็นท่านพ่อของตนเอง แต่จริงๆแล้วกลับเป็นชื่อของหลิวลี่


หลิวลี่ยังไม่ทันเห็น แต่พอได้ยินก็ดีใจมาก ทว่าไม่กล้าแน่ใจ จึงรีบตามต้าจ้วงให้มาดูประกาศเพื่อยืนยันอีกเสียง


“นายน้อย เป็นท่านจริงๆ!” ต้าจ้วงตะโกนอย่างดีใจ


เสียงเช่นนี้ดังขึ้นรอบๆติดๆกัน ผู้ที่สอบผ่านต่างก็ดีใจกันยกใหญ่


ฉินเหยานับอันดับ อันดับหนึ่งของขั้นหนึ่งเขียนชื่อฉีเซียนกวน จากนั้นก็เป็นคนอื่นๆที่ไม่รู้จัก ส่วนขั้นสองอันดับที่สามเห็นชื่อของติงซื่อ แต่คนในที่นั้นเยอะเกินไป จึงไม่อาจหาตัวเจ้าของนามเพื่อเอ่ยคำแสดงความยินดีได้


ตอนที่ 253: กินไม่ไหว


“หลิวลี่ ขั้นสองอันดับที่สิบสาม เป็นผลสอบที่ดีมาก ยินดีด้วย!” ฉินเหยายิ้มกล่าวกับหลิวลี่


หลิวลี่ตื่นเต้นจนยิ้มให้ฉินเหยา เขาไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดีจึงมองชื่อบนป้ายประกาศ เพื่อยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า


พวกซื่อเหนียงสี่พี่น้องไม่เชื่อว่าท่านพ่อจะไม่สามารถติดอันดับรายชื่อได้ จึงดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบสองรอบ สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง


การสอบจริงไม่ใช่แค่โชคดีก็จะสอบผ่านได้ ต้องอาศัยความรู้ความสามารถที่แท้จริงด้วย


ส่วนท่านพ่อแท้ๆของพวกเขา ในท้องกลับมีน้ำหมึกอยู่เพียงแค่ไม่กี่หยด


“เฮ้อ~” แฝดชายหญิงถอนหายใจ


ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากัน ทำได้เพียงมองหลิวลี่ด้วยความอิจฉา “ยินดีกับท่านลุงลี่ที่ติดอันดับรายชื่อด้วยขอรับ”


“ขอบคุณ ขอบคุณ!” หลิวลี่กล่าวขอบคุณอย่างยินดี


เขาไม่คิดว่าตนเองจะสอบผ่านได้ในครั้งเดียว รู้สึกว่าทุกอย่างช่างไม่เหมือนจริง ยังดีที่ต้าจ้วงดึงไว้ มิฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าจะถูกฝูงชนพัดพาไปที่ใดแล้ว


ฉินเหยามองหลิวจี้แวบหนึ่ง “เจ้าไม่กล่าวคำแสดงความยินดีกับคนอื่นหน่อยหรือ”


เมื่อครู่หลิวลี่ยังปลอบใจเขาว่าครั้งหน้าค่อยพยายามใหม่อยู่เลย พวกเราก็ไม่อาจไม่อวยพรผู้อื่นเพียงเพราะตนเองไม่ติดอันดับรายชื่อกระมัง


หลิวจี้ปฏิเสธที่จะพูด!


หลายวันมานี้เขาฝันอยู่เสมอ ฝันเห็นใต้เท้าผู้คุมสอบที่ยืนจ้องตนเองอยู่หน้าโต๊ะสอบ ชี้หน้าเขาแล้วพูดว่า ข้าผู้นี้ดูเจ้าแล้วเห็นว่ามีหวังยิ่งนัก จะต้องทำให้เจ้าติดอันดับรายชื่อให้ได้!


ผลคือ แค่นี้?


แม้จะรู้ว่าตนเองเพียงแค่มาลองสนาม สัมผัสถึงความรู้สึกของการสอบจริง แต่พอมันเป็นแค่การลองสนามจริงๆ ความรู้สึกผิดหวังนั้นก็ยังคงรับได้ยากยิ่งนัก


ฉินเหยาเห็นหลิวจี้ไม่ยอมพูดเสียทีก็ขี้เกียจจะพูดกับเขาอีก


ระหว่างทางกลับ ฉินเหยาหันกลับไปมอง ห้าพ่อลูกทำสีหน้าเหมือนกัน นั่นคือถอนหายใจ “เฮ้อ~” ออกมา


เด็กน้อยดีๆกลับมาทำท่าทางแก่ก่อนวัย ราวกับคนแก่ตัวเล็กๆเสียอย่างนั้น


เดิมทีฉินเหยาอยากจะปล่อยผ่านพวกเขาไป แต่ทนบรรยากาศหดหู่นี้ไม่ไหวจริงๆ พอเดินมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมนางก็หยุดแล้วหันหลังกลับ


“หลิวจี้ การยอมรับข้อบกพร่องของตนเองมันยากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” นางขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย


หลิวจี้ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ครู่ใหญ่จึงเงยหน้าขึ้น พยักหน้า จากนั้นก็ยกมือชี้ไปที่ป้ายน้ำแข็งไสที่แขวนอยู่ในห้องโถงใหญ่ “กินน้ำแข็งไสสักถ้วย ประเดี๋ยวก็ดีขึ้น”


เด็กสี่คนที่อยู่ข้างๆ แสดงสีหน้าดูถูกทันที รีบกลับไปยืนข้างท่านแม่ มองพ่อแท้ๆของตนด้วยสายตาที่ยากจะบรรยาย


พวกเขาไม่เคยเห็นคนหน้าหนาไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน!


ฉินเหยาเห็นเขายังสามารถเสนอคำขอที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ได้ก็รู้ว่าคนผู้นี้ไม่เป็นอะไรแน่นอนจึงแค่นเสียงอย่างเย็นชาพูดว่า “ข้าว่าเจ้าไปกินตดเสียเถอะ!”


หลิวจี้เอ่ย “เมียจ๋า อย่าพูดคำหยาบสิ”


ดวงตาของฉินเหยาหรี่ลงอย่างอันตราย กล่าวเสียงเข้มว่า “ผลสอบประกาศออกมาแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม มะรืนนี้ตอนเช้าตรู่เราจะออกจากเมือง กลับบ้านกัน!”


หลิวจี้เห็นนางกำลังจะโกรธก็รีบถอยเมื่อเห็นท่าไม่ดี รีบตอบรับพลางเดินตามแม่ลูกห้าคนกลับห้องพักไปอย่างว่าง่าย


แต่ตอนเดินผ่านโถงใหญ่ สายตาก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองน้ำแข็งไสตรงหน้าแขกคนอื่น


แต่พอมองราคาบนป้าย ก่อนหน้านี้ยังถ้วยละแปดสิบเหวินอยู่เลย ตอนนี้กลับขึ้นราคาเป็นถ้วยละหนึ่งร้อยแปดสิบเหวินแล้ว


หลิวจี้จุ๊ปากแล้วส่ายหน้าช้าๆ “กินไม่ไหว กินไม่ไหว…”


วันนี้ราคาข้าวในเมืองก็พุ่งขึ้นอีกแล้ว ชาวเมืองหลวงของมณฑลนั้นมีเงิน ไม่เพียงแต่กินข้าวราคาสูงไหว ยังกินเนื้อกินน้ำแข็งไสไหวอีกด้วย


แต่สภาพนอกเมืองเป็นเช่นไรก็ไม่กล้าคิดแล้ว


ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนอันแสนยิ่งใหญ่นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดเจนในเมืองหลวงของมณฑล อาหารมื้อธรรมดาของชาวเมืองมื้อเดียว เทียบเท่ากับอาหารหลายมื้อของคนในชนบท


ข้าว แป้ง น้ำมัน ธัญพืช ผลไม้ ผักสดเหล่านี้ ทุกวันล้วนมีผู้คุ้มกันและบ่าวชายขนมาจากไร่นานอกเมือง ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายเสียนี่กระไร


หลิวจี้มองแล้วทั้งอิจฉาทั้งริษยา แค้นที่ตนเองไม่มีวาสนาเช่นนี้


แต่ตอนนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ภรรยาใจร้ายจะออกเดินทางมะรืนนี้แล้ว เขายังมีเรื่องให้ยุ่งอีกเยอะ


อาหารการกินของครอบครัวหกคนระหว่างเดินทาง ต้องเตรียมให้ดีๆ


แป้งห้าสิบจินที่นำมาในตอนแรก ในที่สุดก็ต้องนำออกมาใช้แล้ว ราคาข้าวในเมืองตอนนี้ ต่อให้หลิวจี้สมองมีปัญหาก็ไม่ซื้อแน่นอน


ข้าวสารอย่างดีหนึ่งจินราคาปาเข้าไปเก้าสิบเหวินแล้ว


ทุกวันที่ไปซื้อของที่ตลาดสด เขาต้องตกใจกับราคาข้าวนี้ทุกครั้ง


แต่พอกลับมาบอกภรรยาใจร้ายที่บ้าน นางกลับไม่ร้อนรนเลยแม้แต่น้อย ยังยิ้มแล้วพูดว่า


“ยังพอมีข้าวราคาสูงให้ซื้อก็แสดงว่าปัญหายังไม่ใหญ่หลวงเกินจะแก้”


รอจนร้านข้าวสารปิดหมดแล้ว นั่นแหละถึงจะน่ากลัว ตอนนี้มันเพิ่งจะถึงขั้นไหนกันเชียว


ฉินเหยากำชับหลิวจี้ให้เตรียมเสบียงแห้งสำหรับเดินทางให้พร้อม แล้วให้เด็กสี่คนรีบทำการบ้านของวันนี้ให้เสร็จ จากนั้นตนเองก็เก็บสัมภาระของตนล่วงหน้า


จัดการเรื่องพ่อลูกหลายคนเสร็จ ฉินเหยาก็ออกไปข้างนอกอีกครั้ง


ไปที่ร้านค้าไม้ก่อนเพื่อหาเถ้าแก่ฟาง ยืนยันสถานะการขนส่งไม้ชุดแรก พอทราบว่าไม้เริ่มถูกส่งเข้าไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิวแล้วก็วางใจไปไม่น้อย


ทั้งสองคนยืนยันปริมาณไม้และกำหนดส่งมอบในครั้งต่อไปอีกครั้ง หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาจึงจากไป


จากนั้นก็ไปที่ห้างการค้าฟู่หลง ไม่ได้พบกับรองผู้ดูแลเจี่ยงเหวินจึงทำได้เพียงฝากเด็กช่วยงานให้ช่วยแจ้งข่าวว่านางจะกลับหมู่บ้านแล้ว


ออกจากห้างการค้าก็รีบไปที่สำนักคุ้มภัยก่อนที่จะปิด ใช้เงินหลายสิบเหวินสอบถามสถานการณ์ภายนอกในตอนนี้ ฉินเหยาจึงกลับมายังโรงเตี๊ยม


หลิวจี้นำผู้ช่วยตัวน้อยสองคนซึ่งก็คือต้าหลางและเอ้อร์หลางทำเสบียงแห้งอยู่ในครัว


เพียงแต่มันแห้งเกินไป พอเย็นแล้วก็แข็งโป๊กเหมือนหมวกเกราะ


แต่เดินทางแค่สี่ถึงห้าวัน ทนๆหน่อยก็ผ่านไปแล้ว


หลิวจี้ยังอุตส่าห์ไปเรียนรู้วิธีจากท่านป้าโจวในครัวมาสองอย่าง กินแผ่นแป้งย่างกับน้ำหวาน หรือไม่ก็บิดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในน้ำแกงเนื้อให้เป็นเนื้อเละๆ แล้วโรยต้นหอมหนึ่งหยิบมือ รสชาติก็ไม่เลวทีเดียว


ฉินเหยามาหาพ่อลูกสามคนที่ห้องครัว พอได้ยินหลิวจี้พูดเช่นนี้ก็หัวเราะแห้งๆสองครั้ง


“เจ้าคิดสวยหรูเสียจริง รู้หรือไม่ว่าข้างนอกตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร อย่าว่าแต่น้ำแกงเนื้อโรยต้นหอมเลย แค่ทำกลิ่นหอมออกมาจนถูกหมายตา กลางคืนก็จะถูกคนล้อมฆ่า จับเจ้าไปต้มกินก็ยังเป็นไปได้”


หลิวจี้ตกใจจนเกือบจะโยนก้อนแป้งในมือทิ้งลงไปในเตาไฟ พอตั้งสติได้ ก็รู้สึกว่าฉินเหยาจงใจขู่ตนเอง เขาบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจว่า


“เมียจ๋า ฟ้ายังไม่มืดสนิทเลย เจ้าเล่าเรื่องผีอะไร…”


“ไม่ใช่เรื่องผี” สีหน้าของฉินเหยาจริงจัง “มีผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาจากมณฑลข้างเคียงเป็นจำนวนมาก เมืองหลวงของมณฑลอยู่ทางทิศใต้ ดังนั้นทางนี้จึงยังไม่ค่อยเห็นคน”


“แต่เมื่อพวกเราเดินทางกลับ เส้นทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ตลอดทางจะต้องเจออย่างแน่นอน”


“หา” หลิวจี้ตกใจอย่างมาก เขารีบถามต่อ “เมียจ๋า เจ้าไปสืบข่าวมาจากไหน เหตุใดข้าจึงไม่รู้”


ฉินเหยาตบไหล่เอ้อร์หลาง เด็กน้อยก็รีบเลือกแผ่นแป้งย่างที่ทั้งกรอบทั้งหอมแถมยังที่ใหญ่ที่สุดยื่นส่งไปให้นาง


ฉินเหยากินแผ่นแป้งย่างไปพลางแค่นเสียงใส่หลิวจี้ไปพลาง “เจ้าก็เอาแต่ฝันกลางวันเรื่องสอบผ่าน จะมีแก่ใจไปสนใจความทุกข์ยากของผู้คนได้อย่างไร”


หลิวจี้ “…”


“ข้าไปสอบถามข่าวล่าสุดมาจากสำนักคุ้มภัย การเดินทางกลับครั้งนี้ ทางที่ดีควรหาคนร่วมเดินทางไปด้วยหลายๆคน ข้าเตรียมจะไปหานายน้อยติงเพื่อเดินทางกลับด้วยกันพรุ่งนี้”


ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลางอีกครั้ง แผ่นแป้งแห้งเกินไป กินแล้วติดคอ


หนุ่มน้อยเข้าใจความหมาย รีบหยิบชามออกมา ตักน้ำแกงกระดูกหมูให้นางครึ่งชาม ยังโรยต้นหอมสีเขียวสดใสอีกหนึ่งหยิบมือ เมื่อกินกับแผ่นแป้งย่าง อร่อยเลิศรสยิ่ง


ฉินเหยาพยักหน้าให้หลิวจี้ “ระหว่างทางกินเจ้านี่ก็ไม่เลวจริงๆ”


หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออก บางคนลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครู่นางเพิ่งบอกว่ากินเจ้านี่ระหว่างทางจะถูกคนหมายตาและล้อมฆ่าน่ะ?


ฉินเหยากินแผ่นแป้งย่างกับน้ำแกงจนหมดชามในรวดเดียว นางวางชามเปล่าลง ตบไหล่หลิวจี้หนักๆอย่างพึงพอใจ “ทำเยอะๆหน่อย อร่อย”


หากมีใครตาไม่ถึงกล้ามาหมายตาแผ่นแป้งย่างและน้ำแกงกระดูกหมูของนางล่ะก็ ก็อย่าโทษว่านางอำมหิตโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!


ตอนที่ 254: ร่วมทางกลับ


ฉินเหยาคิดจะไปหาติงซื่อเพื่อร่วมเดินทางกลับไปด้วยกัน ฝ่ายติงซื่อเองก็กำลังจะมาหานางเช่นกัน


ทั้งสองฝ่ายพอพบหน้ากัน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ก็บรรลุข้อตกลงร่วมกันทันทีว่าจะเดินทางกลับไปด้วยกัน


“นายน้อยติงนำผู้คุ้มกันมากี่คนหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถาม


ติงซื่อตอบว่า “ผู้คุ้มกันสองนาย บวกกับสารถีและตัวข้า รวมเป็นสี่คน รถม้าหนึ่งคัน กับม้าอีกสองตัว”


ฉินเหยาเองก็เล่าสถานการณ์ของฝ่ายตนเองให้ฟังบ้าง “พวกเรามีสองครอบครัว หลิวลี่ท่านคงรู้จักกระมัง ก็ศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาในอำเภอไคหยางนี่แหละ”


พอฉินเหยากล่าวถึงหลิวลี่ ติงซื่อก็หัวเราะขึ้นมา “รู้จักสิ เขาผ่านการสอบคัดเลือกด้วย แถมยังได้ขั้นสองอันดับที่สิบสาม ข้าจำไม่ผิดใช่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า จำไม่ผิด


แม้ว่าติงซื่อจะมีชื่ออยู่ในสำนักศึกษาของอำเภอไคหยางแต่ก็เป็นเพียงในนาม เขาแทบไม่เคยอยู่ที่สำนักศึกษานานๆ แต่ทุกคนก็เป็นคนของสำนักศึกษาเดียวกัน ย่อมเคยพบหน้ากันบ้าง เพียงแต่ไม่สนิทสนมกันเท่านั้น


หลังจากนัดหมายเวลารวมพลกับติงซื่อที่ประตูเมืองในวันพรุ่งนี้แล้ว ฉินเหยาก็กลับไปที่โรงเตี๊ยม เรียกหลิวลี่และหลิวจี้มารวมกันแล้วประกาศข่าวนี้


หลิวลี่ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ตรงกันข้าม เขากลับตั้งตารอคอยเสียด้วยซ้ำ


แม้ว่าติงซื่อจะอายุน้อยกว่าพวกเขา แต่ชื่อเสียงในสำนักศึกษากลับโด่งดังเป็นอย่างมาก


หนึ่งเป็นเพราะเขามีบิดาที่เคยเข้าสอบเคอจวี่อย่างนายท่านติง


สองเป็นเพราะเขามีชื่อเสียงด้านความรู้ความสามารถเกินคนมาตั้งแต่เด็กๆ ประกอบกับอิทธิพลของตระกูลติงในอำเภอไคหยาง ทำให้มีผู้คนให้ความสนใจเขามากมาย


แต่ตระกูลติงมีทรัพยากรเป็นของตนเอง สองปีมานี้ติงซื่อจึงไม่ค่อยมาที่สำนักศึกษาเท่าใดนัก เพียงนานๆครั้งเมื่ออาจารย์เจ้าสำนักมีเรื่องสำคัญต้องกำชับ เขาถึงจะมาปรากฏตัวบ้าง


ครั้งนี้คนทั้งสองในฐานะชาวอำเภอไคหยาง ต่างก็มีชื่อติดอันดับ หลิวลี่ย่อมอยากถือโอกาสนี้ผูกสัมพันธ์สักหน่อย เผื่อในภายภาคหน้าจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้บ้าง


แน่นอนว่าคุณชายตระกูลใหญ่เช่นนั้นอาจไม่เต็มใจคบหากับเขาก็เป็นได้ แต่หลิวลี่คิดว่า แค่ได้ทำความคุ้นเคยกันระหว่างเดินทางก็ยังดี


หลิวจี้ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น


ฉินเหยาเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นตกลงตามนี้ พรุ่งนี้ยามเฉินไปรวมตัวกันที่ประตูเมือง”


ทางฝั่งหลิวจี้เตรียมของที่ต้องเตรียมเกือบจะพร้อมแล้ว หลิวลี่จึงเอาอย่างบ้าง ให้ต้าจ้วงไปหาแม่ครัวให้ช่วยทำแผ่นแป้งย่างไว้ไม่น้อย ทั้งยังซื้อกระดูกชิ้นใหญ่สองท่อนติดตัวไว้ต้มน้ำแกงดื่มระหว่างทาง


เขายังคิดอยากจะนำเนื้อรมควันไปด้วย แต่เสียดายที่หาทั่วเมืองแล้วก็ยังหาไม่พบ ทำได้เพียงเตรียมทุกอย่างแบบเรียบง่าย เพื่อที่จะได้เดินทางอย่างคล่องตัว


ทว่าแม้จะพยายามทำให้คล่องตัวเพียงใด แต่เพราะพักอยู่หลายวันและได้ซื้อหาของฝากของที่ระลึกจิปาถะต่างๆนานาเอาไว้มากมาย ทำให้ของยังคงอัดแน่นจนเต็มตัวรถม้าอยู่ดี


พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางกันแล้ว กลางคืนหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ครอบครัวฉินเหยาทั้งหกคนจึงเข้านอนแต่หัวค่ำ


พอฟ้าสาง หลิวจี้ก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้น เขาหาวหวอดแล้วเดินไปยังห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้า


พอทำอาหารเสร็จ ทางฝั่งฉินเหยาก็นำเด็กสี่คนเก็บสัมภาระเสร็จพอดี ทั้งยังกำชับให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมช่วยจูงม้าไปรอที่ประตูหลังโรงเตี๊ยมด้วย


หลังจากทานอาหารเช้าง่ายๆ ขนสัมภาระขึ้นรถและจัดการเรื่องคืนห้องพักเรียบร้อย ในที่สุดก็ได้เวลาออกเดินทางกลับบ้าน


พวกต้าหลางสี่พี่น้องยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง พวกเขาหันกลับไปมองโรงเตี๊ยมนานทีเดียว ครู่ใหญ่จึงค่อยหันกลับมา ทยอยขึ้นไปบนรถม้า


ทางฝั่งต้าจ้วงเองก็เตรียมตัวเกือบเสร็จแล้ว พอหลิวลี่ขึ้นรถ สองครอบครัวก็มุ่งหน้าไปยังประตูเมือง


ทั้งสองฝ่ายไปถึงหน้าประตูเมืองเกือบจะพร้อมกัน ผู้คุ้มกันของตระกูลติงล้วนแต่เป็นใบหน้าที่คุ้นเคย พวกเขายิ้มพลางพยักหน้าทักทายฉินเหยา


ฉินเหยายิ้มตอบ “คนมาครบแล้ว”


“ไปกันเถอะ” ติงซื่อนั่งยองๆอยู่บริเวณที่นั่งสารถี เมื่อยืนยันว่าคนครบแล้ว ก็พยักหน้าให้ฉินเหยาครั้งหนึ่ง ก่อนจะมุดตัวเข้าไปนั่งในตัวรถม้า


ล้อรถม้าหมุนดังครืดคราดไปข้างหน้า เวลานี้ยังเช้าอยู่ หน้าประตูเมืองจึงมีคนเพียงไม่กี่คน เสียงรถม้าเคลื่อนที่ดังสะท้อนอยู่ในอุโมงค์ประตูเมืองตลอดเวลา


พวกต้าหลางสี่พี่น้องมุดศีรษะออกมาจากหน้าต่างรถอีกครั้ง เหลียวมองกำแพงเมืองสูงใหญ่ของเมืองหลวงของมณฑล รู้สึกเพียงว่าช่วงเวลากว่าครึ่งเดือนนี้ ช่างราวกับความฝัน งดงามและมีความสุขจนดูไม่เหมือนจริง


แต่พอนึกถึงเรือนเล็กๆบนเนินทางเหนือของหมู่บ้านตระกูลหลิว เมืองหลวงของมณฑลที่อยู่เบื้องหน้าก็ไม่นับเป็นอะไรอีกต่อไป นั่นต่างหากจึงจะเป็นรากเหง้า เป็นบ้านของพวกเขา


“ท่านแม่ ข้าซื้อโคมดอกไม้ให้พี่จินฮวาและต้าเหมาด้วย ท่านว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่เจ้าคะ”


ซื่อเหนียงปีนออกมาจากประตูรถม้าครึ่งตัว ออดอ้อนซบอยู่บนแผ่นหลังกว้างของท่านพ่อ พลางหันหน้าไปถามฉินเหยาซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง


“ชอบสิ นี่เป็นของขวัญที่ซื่อเหนียงตั้งใจเลือกมาเชียวนะ” ฉินเหยายิ้มตอบ


เด็กหญิงตัวน้อยหัวเราะคิกคักขึ้นมาทันที ร่างเล็กสั่นน้อยๆ หลิวจี้ไหวไหล่ “ร้อน ซื่อเหนียง เจ้าเข้าไปในตัวรถม้าเถอะ”


ช่วงเช้าของปลายเดือนห้า พอตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ไอความร้อนก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที ร่างของลูกสาวนั้นร้อนผ่าว ฤดูหนาวนางตัวอุ่นสบายก็จริง แต่ฤดูร้อนเช่นนี้อย่าเลยจะดีกว่า


ซื่อเหนียงแค่นเสียงขึ้นจมูกเสียงหนึ่ง เอานิ้วเล็กๆ จิ้มแผ่นหลังท่านพ่อเป็นการระบายอารมณ์ ก่อนจะปีนกลับเข้าไปในตัวรถม้า


ประตูหลังรถม้าสามารถเปิดออกได้ เมื่อเปิดประตูทั้งสองบานออกพร้อมกันแล้วนั่งอยู่ในตัวรถม้าก็จะมีลมโกรกผ่าน เย็นสบายยิ่งนัก


โต๊ะเล็กในตัวรถม้าถูกเก็บไปแล้วปูทับด้วยผ้านวมและเสื่อเย็น เด็กทั้งสี่คนก็จะสามารถนอนเกลือกกลิ้งไปมาได้อย่างกว้างขวาง


หลิวจี้หันกลับไปมองแวบหนึ่ง นอกจากอิจฉาแล้วก็ยังคงอิจฉา


น่าเสียดาย สตรีข้างกายยังไม่เข้าไปนอน เขามนุษย์ผู้น่าสงสารคนหนึ่งจะมีสิทธิ์อันใดเล่า


ตั้งแต่ออกจากเมืองจนกระทั่งขึ้นสู่ถนนหลวง ตลอดทางล้วนเป็นผู้คนจากหมู่บ้านเกษตรกรรมใกล้เคียงที่มาจ่ายตลาดเช้า สองข้างทางของถนนหลวงเป็นทุ่งนาเขียวขจี คาดการณ์ได้ว่าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะต้องเก็บเกี่ยวได้อุดมสมบูรณ์เป็นแน่


ผู้คนและทิวทัศน์ที่กลมกลืนเช่นนี้ ทำให้หลิวจี้มองอย่างงุนงง “มิใช่ว่าข้างนอกวุ่นวายมากหรอกหรือ”


เหตุใดจึงไม่เหมือนกับที่ฉินเหยาเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้เลยเล่า


ฉินเหยาเตือนเขาว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุป นี่เพิ่งออกมาได้ห้าร้อยเมตร ยังไม่ถึงหนึ่งลี้ด้วยซ้ำ


การจะออกจากเขตเมืองหลวงของมณฑลจริงๆ ต้องไปถึงเนินเขาที่อยู่ห่างออกไปสองลี้ก่อน


ที่นั่นมีเพียงถนนใหญ่เส้นเดียวที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑล หากประสบสถานการณ์คับขัน จะมีทหารของทางการมาตั้งด่าน ณ ที่แห่งนั้น


คณะเดินทางมุ่งหน้าต่อไป เนื่องจากมีรถม้า ความเร็วจึงไม่นับว่าเร็วมากนัก


เดินทางไปอีกครึ่งเค่อ ในที่สุดก็เห็นเนินเขาที่ตั้งด่าน สถานที่ซึ่งตอนมาไม่มีด่าน ตอนนี้กลับมีรั้วสูงกว่าสองเมตรถูกตั้งขึ้น


มีเจ้าหน้าที่ของทางการราวสิบกว่าคนเฝ้าอยู่ที่นั่น อนุญาตให้ออกเท่านั้น ห้ามเข้า หากมีผู้ใดต้องการเข้า จะต้องแสดงใบผ่านทาง


ยังไม่ถึงด่านตรวจ คณะของฉินเหยาก็ได้ยินเสียงผู้คนมากมายดังมาจากที่แห่งหนึ่ง ฟังไม่ชัดว่าพูดอะไรกัน แต่สัมผัสได้ว่าที่นั่นมีคนเป็นจำนวนมาก


รถม้าของตระกูลติงวิ่งอยู่ด้านหน้าสุด ผู้คุ้มกันนายหนึ่งขี่ม้าล่วงหน้าไปเพื่อดูสถานการณ์ก่อน แล้วรีบกลับมารายงาน


“นายน้อย ที่ด่านด้านหน้ามีคนราวหนึ่งถึงสองร้อยคนที่ต้องการเข้าเมืองหลวงของมณฑลล้อมอยู่ เกือบทั้งหมดเป็นผู้ที่อพยพหนีภัยมาจากมณฑลข้างเคียง ดูจากการแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น”


ไม่ว่ายามใด ผู้มีเงินและอำนาจย่อมได้รับข้อมูลข่าวสารเร็วกว่าคนธรรมดาเสมอ และสามารถหลบหนีภัยพิบัติได้ล่วงหน้า


หลังจากรายงานนายน้อยเสร็จ ผู้คุ้มกันก็ทำตามคำสั่งของติงซื่อ คือมายังท้ายขบวน แล้วบอกเล่าสถานการณ์ด้านหน้าให้ฉินเหยาฟัง


“ไม่มีอันตราย พวกเราเดินทางไปตามทางของเราต่อ แต่พวกท่านที่วิ่งอยู่ข้างหน้า ต้องระวังให้มากขึ้น หากระหว่างทางพบเจอผู้อพยพหรือขอทาน อย่าหยุดรถ เดินทางไปตามทางของเราต่อ อย่าไปยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง”


มีเพียงฉินเหยาเท่านั้นที่กล้าสั่งการเช่นนี้ หลิวจี้ยังกังวลว่านางพูดเช่นนี้แล้ว นายน้อยตระกูลติงฟังแล้วจะไม่พอใจ


เมื่อผู้คุ้มกันได้รับคำสั่ง เขาก็กลับไปถ่ายทอดให้ติงซื่อฟัง


ติงซื่อรู้สึกว่าเรื่องผู้อพยพและขอทานนั้นต้องดูไปตามสถานการณ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ก็ยังจดจำคำกำชับของฉินเหยาไว้และให้สารถีทำตามที่ฉินเหยากล่าว


ตอนที่ 255: ความชั่วร้ายของมนุษย์


การจะออกไปนั้นง่ายดายมาก พวกเจ้าหน้าที่ของทางการแทบไม่ได้ซักถามอะไรก็เปิดช่องให้รถม้าผ่านไปได้


พอมีคนเห็นช่องก็คิดจะมุดเข้ามา พวกเจ้าหน้าที่ของทางการจึงชักดาบออกมา แล้วตะคอกห้ามเสียงดัง รอจนคณะของฉินเหยาผ่านไปแล้วถึงรีบกั้นรั้ว จึงควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้


ด้านหลังมีเสียงการเผชิญหน้ากันดังแว่วมา มีทั้งเสียงด่าทอ เสียงข่มขู่ วุ่นวายไปหมด


แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกฉินเหยาอีกต่อไปแล้ว


พอออกมาจากด่าน ทิวทัศน์บนถนนก็แตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด มองเห็นเพียงสีเขียวในผืนดิน ส่วนผักป่าผลไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ริมทาง ล้วนเหลือแต่กิ่งก้านโล้นๆ


ทุกๆสามสิบสี่เมตร จะเห็นคนกลุ่มเล็กๆบ้างนั่งบ้างนอนอยู่ริมถนน พวกเขามีทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาววัยฉกรรจ์ที่พาลูกเล็กเด็กแดงมาด้วย บนตัวสะพายตะกร้าสานหรือห่อผ้าขนาดใหญ่ เสื้อผ้ามอมแมมสกปรก ใบหน้าเหลืองซีด รูปร่างผ่ายผอมยิ่งนัก


ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยคราบฝุ่น มีเพียงดวงตาทั้งสองข้างที่พอเห็นคนก็พลันเป็นประกายขึ้นมา นัยน์ตาวาววับไปด้วยแสงสีเขียวจางๆที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง


ซานหลางกับซื่อเหนียงยังคงนอนหมอบอยู่ในตัวรถม้า มองทิวทัศน์ด้านนอกผ่านประตูหลังที่เปิดอยู่ ทันใดนั้นก็สบเข้ากับดวงตาเช่นนี้ สองพี่น้องพลันสูดลมเย็นเข้าปอดเสียงดังเฮือก


ต้าหลางเห็นเข้าจึงรีบปิดประตูหลังให้แน่นหนาในทันที


เอ้อร์หลางปีนมาทางประตูหน้าแล้วกระซิบรายงานกับฉินเหยา “ท่านแม่ สายตาของคนที่อยู่ริมถนนพวกนั้นน่ากลัวมาก เมื่อครู่ซานหลางกับซื่อเหนียงตกใจแทบแย่ แต่พี่ใหญ่ปิดประตูหลังแล้วขอรับ”


“ปิดแล้วก็ดี อย่ามองสุ่มสี่สุ่มห้า” ฉินเหยากำชับ


เอ้อร์หลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหน้านี้ตอนที่เจอชาวบ้านที่มาขอทานในเมือง ท่านแม่ก็เคยกำชับพวกเขาแล้ว


มีใจเมตตาได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของตนเอง


คนริมถนนพวกนี้สายตาน่ากลัวถึงเพียงนี้ ไม่กล้าให้พวกเขาเข้ามาใกล้อย่างเด็ดขาด!


ทว่าบทสนทนาของสองแม่ลูกเพิ่งจะจบลง รถม้าคันหน้าพลันก็หยุดลงอย่างกะทันหัน


ต้าจ้วงโผล่หน้าออกมาจากที่นั่งด้านหน้ารถม้าแล้วชี้ไปข้างหน้าพลางบอกว่า “มีคนคุกเข่าอยู่บนถนน รถม้าของนายน้อยติงหยุดลงแล้ว!”


ดังนั้นเขาจึงผ่านไปไม่ได้


ถนนหลวงนั้นรถม้าสองคันสามารถวิ่งขนาบข้างกันไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่พวกเขามากันเป็นกลุ่มคณะ ย่อมไม่ควรแซงรถม้าตระกูลติงไป


“เกิดอะไรขึ้น!” ฉินเหยาปีนขึ้นไปดูบนหลังคาตัวรถม้า ที่แท้ก็มีคนหลายคนคุกเข่าอยู่หน้ารถม้าของตระกูลติง โขกศีรษะขออาหารไม่หยุด


สารถีใจอ่อนยวบ ลืมคำกำชับของฉินเหยาเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้นจึงหยุดรถม้าลง


ฉินเหยาเม้มปาก พูดไม่ออก


หลิวจี้หันกลับไปมอง คนที่นอนอยู่ริมทางพลันพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง เคลื่อนเข้ามาล้อมพวกเขาไว้อย่างหยั่งเชิง จากนั้นโดยไม่ทันให้ตั้งตัว มือสกปรกข้างแล้วข้างเล่าก็ยื่นเข้ามา เกือบจะจิ้มถูกหน้าอกเขา


“นายท่านใหญ่ผู้นี้ โปรดเมตตา ให้ทานอาหารเราสักคำเถิด พวกเราหนีภัยมาตลอดทาง พอมาถึงเขตนี้ เสบียงในมือก็หมดไปนานแล้ว เด็กๆหิวจนร้องไห้จ้า โปรดสงสารพวกเราด้วยเถิด…”


“ของที่ท่านไม่ต้องการแล้วก็ได้ ของเหลือก็ยังดี ที่สำคัญคือเด็กๆทนหิวไม่ไหวแล้ว หากไม่มีอะไรกินอีก เด็กน้อยจะต้องตายแน่ๆ โปรดสงสารพวกเราด้วยเถิด นายท่านใหญ่!”


หลิวจี้ตกใจจนรีบปัดมือที่ยื่นเข้ามาเหล่านั้นออกไปพลางตวาดว่า “ไปไปไป! ไปให้พ้น! ข้าเองก็ยังไม่มีจะกินเลย!”


“ท่านแม่!” เสียงกรีดร้องของซื่อเหนียงดังมาจากในตัวรถม้า “พวกเขาขโมยหีบหนังสือของพวกเราไป!”


“ฟิ้ว!” ลูกธนูดอกหนึ่งยิงลงมาจากบนหลังคารถ เจาะทะลุมือข้างหนึ่งที่กำลังเอื้อมไปด้านหลังตัวรถม้า


“อ๊า!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ชายหลายคนที่กำลังยื่นมือไปหยิบหีบเดินทางด้านหลังตัวรถม้าพลันเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนกแล้วสบเข้ากับแววตาเย็นชาของฉินเหยา พวกเขาพลันรีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างลนลานทันที


คนที่เหลือเห็นฉินเหยาถึงกับนำอาวุธแหลมคมออกมาก็รีบถอยหลังไปหลายก้าว


ฉินเหยาตะโกนไปด้านหน้าอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ติงซื่อ!”


เมื่อเห็นรถม้าที่หยุดอยู่ข้างหน้าเริ่มเคลื่อนที่ พวกผู้คุ้มกันก็เข้าไปขับไล่คนที่มาขวางทาง นางจึงกระโดดลงจากรถตัวม้า แล้วเก็บหีบเดินทางที่ถูกดึงตกลงมาขึ้นมาผูกไว้ที่ท้ายตัวรถม้าตามเดิม ตบประตูตัวรถม้า เร่งให้หลิวจี้ขับออกไป


หลิวลี่ที่รถม้าวิ่งอยู่ตรงกลางเองก็ตกใจเช่นกัน ไม่คิดว่าแค่หยุดรถเพียงชั่วครู่ ผู้อพยพที่ดูบางตาริมทางจะมารวมตัวกันได้มากถึงเพียงนี้


ส่วนติงซื่อที่อยู่หัวขบวน เวลานี้กำลังนั่งยองๆอยู่ข้างประตูรถ ด่าสารถีอย่างสาดเสียเทเสีย


สารถีรู้ตัวว่าทำผิดไปจึงก้มหน้าลงขับรถม้า พุ่งผ่านวงล้อมกลุ่มคนที่มาคุกเข่าเหล่านั้นไป


ที่แท้ก็กลัวตายเช่นกัน พอเห็นรถม้าพุ่งเข้ามาก็รีบหลบเปิดทางให้อย่างเร็วรี่


ประกอบกับมีผู้คุ้มกันคอยขับไล่อยู่สองข้างทาง ผู้อพยพริมทางเหล่านั้นเห็นว่าพวกเขาไม่ใช่คนพวกที่ตนจะหาเรื่องได้ง่ายๆ จึงสบถด่าออกมา ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายที่สุดเท่าที่จะนึกออก


ไม่ว่าจะเป็นคำว่าไร้มนุษยธรรม ไร้คุณธรรมไร้หัวใจ พวกคนรวยชาติสุนัขดีแต่รังแกชาวบ้านตาดำๆ แสดงความเกลียดชังต่อคนรวยอย่างรุนแรงออกมาจนหมด


ติงซื่อฟังจนเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว คนที่เมื่อครู่ยังอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาอย่างน่าสงสาร เพียงพริบตากลับกลายเป็นใบหน้าที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มที่เพิ่งเคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงตกตะลึงอย่างยิ่ง


เวลานี้เอง เขาถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อครู่ฉินเหยาจึงกำชับเช่นนั้น


เพราะความชั่วร้ายของมนุษย์นั้น เจ้ามิอาจจินตนาการได้เลยจริงๆ


เมื่อเห็นว่าพวกเขามีทั้งผู้คุ้มกันและยังมีฉินเหยาผู้ลงมือเด็ดขาด คนเหล่านั้นจึงไม่ไล่ตามมาอีก


คณะของฉินเหยาเดินทางออกไปได้สิบกว่าลี้ ความเร็วจึงค่อยๆช้าลง


แต่ยิ่งห่างจากเมืองหลวงของมณฑลออกไป ผู้อพยพที่ปรากฏบนท้องถนนก็ยิ่งมีมากขึ้น


ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะหยุดพักอยู่ใกล้หมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วขออาหารจากชาวบ้านในท้องถิ่น


พอผู้อพยพเหล่านี้มาถึง ผักที่ปลูกในนา ผลไม้ที่ปลูกบนเขา ก็แทบจะถูกขโมยถูกเก็บไปจนเกลี้ยง


เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอาหารของตนแต่ละหมู่บ้านจึงได้รวมกำลังคนจำนวนมากไปเฝ้าอยู่ตามเส้นทางจำเป็นที่จะเข้าหมู่บ้าน คอยระแวดระวังผู้อพยพเหล่านี้


แต่เมื่อถึงช่วงที่อารมณ์เดือดพล่าน ทั้งสองฝ่ายก็จะลงไม้ลงมือกัน ผู้อพยพที่ดูน่าสงสารเหล่านี้ พอลงมือโหดเหี้ยมขึ้นมาก็ไม่ต่างไปจากโจรภูเขาเท่าใดนัก น่ากลัวมาก


โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายฉกรรจ์ที่เดินทางตามลำพัง จะกล้าได้กล้าเสียยิ่งกว่าพวกที่พาเด็กและคนชรามาด้วย หากเห็นขบวนผู้อพยพที่มีแต่ผู้ชายล้วนก็ยิ่งต้องระวังให้มาก


รถม้าที่เดินทางอยู่บนถนน มักจะถูกสกัดกั้นได้ง่ายแล้วถูกบังคับรีดไถเอาเงินทอง


เนื่องจากทางฝั่งจังหวัดจื่อจิงยังคงมีเสบียงอาหารขายอยู่ เงินทองจึงกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของคนเหล่านี้


ทางการเองก็ไม่ได้มีกำลังคนมากพอที่จะออกมาจัดการกับผู้อพยพจากต่างมณฑลที่ทะลักเข้ามาในเขตแดนอย่างกะทันหันจึงทำได้เพียงปล่อยปละละเลย ให้ท้องถิ่นจัดการตามสถานการณ์กันเอง


ท่าทีเช่นนี้ของทางการ ทำให้จิตใจของผู้คนยิ่งโหดเหี้ยมขึ้น บางครั้งภายในกลุ่มผู้อพยพกันเองก็จะมีการแย่งชิงทรัพยากรอาหารกัน จนมีคนตายไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


หลิวจี้ดูมาตลอดทาง ไม่กล้าสงสัยความจริงของข่าวที่ฉินเหยาไปสืบมาอีกต่อไป กลับเป็นกังวลถึงสถานการณ์ในหมู่บ้านขึ้นมา


“หมู่บ้านของเราคงไม่ถูกผู้อพยพล้อมเช่นนี้หรอกนะ” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างกังวล


ในยุ้งฉางที่บ้านมีข้าวสาลีเก็บไว้ถึงหนึ่งหมื่นจินเชียวนะ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีคนดูแล หากข้าวสาลีที่เขาอุตส่าห์ลำบากขนกลับมาถูกขโมยไป เขาต้องใจสลายแน่!


ฉินเหยากล่าวอย่างสงบ “หมู่บ้านเราไม่น่าจะมีปัญหา ต่อให้มี ข้าก็เชื่อว่าคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านของเราจะรับมือได้”


“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พวกเขาก็อยู่บ้าน ต้องช่วยดูแลเสบียงของเราอย่างแน่นอน”


ตอนที่ 256: ข้าเรียกเจ้า เจ้ากล้าขานรับหรือไม่


อีกอย่าง เมื่อสองวันก่อนฉินเหยาเพิ่งสอบถามสถานการณ์การรับของในหมู่บ้านจากพ่อค้าไม้อย่างเถ้าแก่ฟางไป


ในเมื่อพวกช่างไม้หลิวยังคงรับไม้ได้ตามปกติ นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างในหมู่บ้านยังเป็นปกติดี


อีกอย่าง โจรภูเขาบุกมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขาก็มีแต่จะถูกตีจนหนีไปเท่านั้น ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองจินสือมีผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าคนหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกนั้นเขาหัวแข็งที่สุด หมัดหนักที่สุด?


หลิวจี้ตบอกอย่างโล่งใจทันที “มีเหตุผล จะบีบลูกพลับก็ต้องเลือกลูกนิ่มๆ อย่างไรก็คงไม่ถึงตาหมู่บ้านเรา”


มองรถม้าของตระกูลติงที่วิ่งลิ่วอยู่ข้างหน้า หลิวจี้ก็เอ่ยล้อเลียนว่า “คราวนี้คงไม่มีใครโง่พอที่จะใจบุญสุนทานกับพวกผู้อพยพใจคดเหล่านี้แล้วกระมัง”


ทว่าในวินาทีถัดมา พวกเขาก็ได้เจอกับ ‘คนโง่’ ที่ว่าเข้าจนได้


รถม้าของตระกูลติงหยุดลงอย่างกะทันหัน ผู้คุ้มกันรีบควบม้ากลับมา “ฉินเหนียงจื่อ ข้างหน้ามีผู้อพยพจำนวนมาก นายน้อยถามว่าต้องหันหัวรถกลับไปหลบก่อนหรือไม่ขอรับ?!”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ส่งสัญญาณให้หลิวจี้หยุดรถม้าแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “มีผู้อพยพมากเท่าใด”


ด้านหน้าเป็นทางโค้งพอดี มีเนินเขาบังสายตาอยู่ ครอบครัวของฉินเหยาวิ่งรั้งท้ายสุด จึงมองไม่เห็นสถานการณ์ข้างหน้า


เวลานี้ ตะวันคล้อยใกล้จะตกดิน ท้องฟ้ากำลังจะมืดลง พวกนางกำลังคิดหาที่ตั้งค่ายพักแรม


วันนี้ตลอดเส้นทางล้วนถูกผู้อพยพทำให้ล่าช้า เสียโอกาสที่จะเข้าเมืองไปแล้ว


แต่ฉินเหยาจำศาลเจ้าและศาลาพักริมทางทั้งหมดระหว่างทางตอนขามาได้ มันอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก เดินทางไปอีกสี่ลี้ก็จะเจอศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ที่นั้นมีกำแพงล้อมรอบย่อมดีกว่านอนกลางแจ้ง


ผู้คุ้มกันรีบร้อนตอบ “ไม่ทราบขอรับ มองไปเห็นแต่คนดำทะมึนไปหมด ยังไม่ทันได้นับ กลัวว่าพวกเขาจะสังเกตเห็นพวกเราเข้า ข้าจึงรีบควบม้ากลับมา!”


ผู้คุ้มกันมีสีหน้าตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าจำนวนคนมากถึงขั้นที่ลำพังผู้คุ้มกันสองคนกับบวกกับสารถีอีกหนึ่งคนนั้นไม่เพียงพอที่จะรับมือได้


ต้าจ้วงและหลิวลี่ต่างก็มองมา บนรถม้าของฉินเหยายังมีเด็กอยู่ด้วย ย่อมไม่เสี่ยงภัยแน่


“รอเดี๋ยว ข้าจะขึ้นเนินไปดู พวกเจ้าอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว” ฉินเหยากำชับพลางเรียกให้ผู้คุ้มกันคนนั้นลงจากหลังม้า ทั้งสองคนรีบปีนขึ้นเนินไปด้วยกัน


ผู้คุ้มกันกลับไปแจ้งติงซื่อก่อนแล้วจึงรีบลงจากหลังม้า ตามฉินเหยาไปอย่างเร่งรีบ


ทั้งสองคนปีนขึ้นไปถึงยอดเนิน เบื้องหน้าคือทุ่งนาอันกว้างใหญ่ รอบๆยังมีหมู่บ้านที่ไม่เล็กนักแห่งหนึ่ง พื้นที่กว้างขวางอย่างมาก


ถนนหลวงทอดไปกลางทุ่งนา รอบด้านไม่มีสิ่งใดบดบัง ดังนั้นจึงมองเห็นสถานการณ์ด้านล่างได้อย่างชัดเจน


ผู้คุ้มกันตระกูลติงไม่ได้พูดเกินจริง ที่นั่นเต็มไปด้วยคนดำทะมึนจริงๆ มีคนราวสองสามร้อยคนกำลังรวมตัวกันอยู่บนถนนหลวง พวกเขาเบียดเสียดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย กรูไปยังรถม้าหรูหราที่จอดอยู่ตรงกลาง


คนแต่งกายคล้ายผู้คุ้มกันสิบกว่าคน ขี่ม้าอารักขารถม้าสองคันไว้ตรงกลาง บนพื้นมีถุงเสบียงตกกระจายอยู่ แถมยังมีกล่องอาหารที่สวยงามอีกด้วย


น่าเสียดาย ฝากล่องอาหารหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ อาหารเลิศรสในกล่องก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


ส่วนผู้อพยพเหล่านั้น พอเห็นถุงเสบียงบนพื้นต่างก็กรูกันเข้าไปแย่งชิง


ผู้คุ้มกันชักอาวุธออกมาขัดขวาง ทว่าก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง พวกเขาเหมือนคนไม่กลัวตาย ในสายตามีเพียงถุงเสบียงเท่านั้น


โดยเฉพาะเมื่อมุมถุงเสบียงเปิดออกเผยให้เห็นข้าวสารสีขาวข้างใน ผู้อพยพที่อดอยากมานานย่อมคิดอะไรได้ไม่มาก ในใจมีแต่เรื่องกินเท่านั้น!


คนที่อยู่รอบนอกไม่รู้สถานการณ์ข้างในเลยคิดว่ามีเสบียงอาหารมากมาย จึงไม่สนใจเสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงห้ามปรามของคนที่ถูกเหยียบย่ำอยู่ข้างใน เอาแต่พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว


ผู้คุ้มกันและรถม้าถูกขังอยู่กลางวงล้อมของผู้อพยพ แม้ในมือจะถือดาบ แต่จะฆ่าก็ไม่ได้ ไม่ฆ่าก็ไม่ได้จึงตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก


แต่ถึงแม้พวกเขาจะอดทนอดกลั้นถึงเพียงนี้ก็ยังหาทางฝ่าออกไปไม่ได้


นอกจากจะยอมทิ้งรถม้าและสัมภาระทรัพย์สินทั้งหมด จึงจะพอมีหวังฝ่าวงล้อมอันน่าสะพรึงกลัวนี้ออกไปได้


“จิ๊~” ฉินเหยาส่ายหน้า รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในวันสิ้นโลกอีกครั้ง


เพราะภาพเหตุการณ์เบื้องล่างนั้น แทบจะเหมือนกับฉากซอมบี้ล้อมโจมตีมนุษย์ไม่มีผิด


โชคดีที่เหล่าผู้อพยพนั้นถูกรถม้าหรูหราดึงดูดความสนใจไป จึงไม่สังเกตเห็นพวกนางที่อยู่ข้างหลัง


ฉินเหยามองลงไปยังหมู่บ้านและทุ่งนาเบื้องล่าง พบว่าด้านขวามีทางเล็กๆอีกเส้นหนึ่ง สามารถเลี่ยงผู้อพยพบนถนนหลวงเหล่านี้แล้วเข้าไปในหมู่บ้านได้


ก่อนหน้านี้ผู้คุ้มกันได้เห็นความร้ายกาจของผู้อพยพเหล่านี้แล้ว พวกเขาไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้ว่าทั้งผอมแห้งและสิ้นหวัง แต่ละคนล้วนเป็นหมาป่าที่กำลังหิวโซ!


พอได้ฟังความคิดของฉินเหยาครานี้จึงรีบตอบรับทันที


ส่วนกลุ่มคนที่ถูกล้อมอยู่นั้นก็ขอให้โชคดีแล้วกัน


ทั้งสองคนรีบลงมาจากเนินเขา แจ้งสถานการณ์ให้พวกพ้องทราบ ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน พวกเขาเคลื่อนขบวนอย่างเชื่องช้า แต่มุ่งหน้าไปสู่ทางเล็กด้านขวาอย่างเงียบเชียบ


ทางเส้นนี้น่าจะเป็นทางที่ชาวนาทำขึ้นเพื่อใช้เข็นรถโดยเฉพาะ รถม้าขนาดเล็กสามารถผ่านไปได้อย่างพอดี


โดยทั่วไปสถานการณ์เช่นนี้ต้องดูที่ฝีมือของสารถีแล้ว


หากพลั้งพลาดไปแล้วล้อรถตกลงไปข้างทาง คงไม่ดีแน่


หลิวจี้อาศัยว่าม้าของตนเชื่องและแสนรู้จึงมองล้อรถม้าของบ้านหลิวลี่ที่ส่ายไปมาอยู่บนขอบทางด้านหน้าแทบจะตกแหล่มิตกแหล่อย่างลำพองใจแล้วเผลอหัวเราะออกมา


ผลคือหัวเราะได้ไม่นานก็เกิดเรื่อง ม้าแก่ก็มีพลาดท่าได้ รถม้าบ้านคนอื่นไม่ตก แต่รถม้าบ้านเขาดันส่งเสียง “เอี๊ยด” ทีหนึ่ง จากนั้นก็เสียหลักลงไป


พูดไปแล้วเหมือนช้าแต่เหตุการณ์เกิดรวดเร็วนัก ฉินเหยาเหยียดมือออกไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ยกใต้ท้องรถม้าขึ้น รถม้าพลันกลับมาอยู่บนเส้นทางดังเดิม


เหล่าหวงเองก็ยังร้องออกมาอย่างขวัญเสีย หลิวจี้ที่อยู่บนรถหน้าซีดเผือด คำว่า “เมียจ๋าช่วยด้วย” สี่คำนี้เกือบจะหลุดปากออกมาแล้ว


ผลคือยังไม่ทันได้อ้าปาก วิกฤตก็ผ่านพ้นไปแล้ว เขารีบส่งยิ้มแหยๆให้ฉินเหยาอย่างรู้สึกผิด ไม่กล้าเสียสมาธิอีก


ฉินเหยาถลึงตาใส่เขา นางรู้ดีว่านิสัยของเจ้าบ้านี่ต้องก่อเรื่องอะไรให้เดือดร้อนอีกแน่ ดังนั้นพอเข้าสู่เส้นทางเล็ก นางจึงเดินอยู่ข้างรถม้าตลอดเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน


ผลคือก็ยังป้องกันได้ไม่หมดจริงๆ!


สารถีทางฝั่งตระกูลติงเป็นมือเก๋ามากประสบการณ์จึงสามารถผ่านเส้นทางเล็กๆในทุ่งนาไปได้อย่างมั่นคง


ต้าจ้วงและหลิวลี่เองก็เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ แต่ทว่าก็ผ่านไปได้อย่างปลอดภัย


สุดท้ายคือครอบครัวฉินเหยาที่มาถึงอย่างราบรื่น ทั้งสามครอบครัวไม่หยุดฝีเท้าแม้แต่น้อย รีบผ่านหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว คิดเพียงต้องการออกจากสถานที่เจ้าปัญหานี้ไปโดยเร็วที่สุด


ใครจะคาดคิด บนถนนหลวงพลันมีเสียงเด็กดังขึ้นอย่างตื่นเต้นและกระจ่างชัดว่า “หลิวจี้! หลิวจี้แห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว อำเภอไคหยาง!”


เสียงตะโกนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ระบุชื่อแซ่ชัดเจน ทำเอาขวัญของหลิวจี้แทบจะแตกกระเจิง


“ใครน่ะ” เขามองฉินเหยาแวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว จากนั้นสองสามีภรรยาก็มองไปยังต้นเสียงอย่างงุนงง พบว่าบริเวณที่นั่งด้านหน้าของรถม้าซึ่งถูกล้อมไว้ ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งที่ดูไม่ค่อยจะคุ้นตานัก


ฉีเซียนกวนตะโกนเรียกพวกเขาไม่หยุด “หลิวจี้! หลิวจี้!”


หลิวจี้คิดในใจ อะไรกัน เรียกชื่อข้าแล้วจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ได้รึ


“ฉีเซียนกวน?” ฉินเหยาแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เหลือบมองหลิวจี้แวบหนึ่ง “เจ้าสองคนสนิทกันมากรึ”


หลิวจี้ส่ายหน้าพรืด ไม่สนิทกันเลยสักนิด!


ดังนั้น…


“พวกเรารีบไปกันเถอะ อย่าไปสนใจเลย พวกเขามีผู้คุ้มกันตั้งเยอะแยะ ขอเพียงยอมทิ้งรถม้า ก็หนีออกมาได้แน่นอน”


ฉินเหยาพยักหน้า ในช่วงเวลาสำคัญ สองสามีภรรยายังคงรู้ใจกันเป็นอย่างดี


แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น บนรถม้าอีกคัน ดูเหมือนจะมีบางตัวตนที่ทำให้ฉีเซียนกวนต้องเกรงใจอยู่ ทำให้เขาลังเลมิอาจออกคำสั่งให้เหล่าผู้คุ้มกันพาตนเองทิ้งรถแล้วหนีไปได้


ตอนที่ 257: มหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว


ในขณะเดียวกัน รถม้าของติงซื่อก็หยุดลง


เด็กหนุ่มก้าวเท้ายาวๆมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ประสานหมัดคารวะอย่างหนักแน่น


“ฉินเหนียงจื่อ ก่อนหน้านี้คาดไม่ถึงว่าเป็นรถม้าของฉีเซียนกวน บัดนี้จำเขาได้แล้ว หลิวจี้ก็ถูกเรียกชื่อแล้ว พวกเราจะนิ่งดูดายไม่ได้นะขอรับ!”


สองสามีภรรยาฉินเหยาถามขึ้นพร้อมกันว่า “เพราะเหตุใด?”


ในรถม้า พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็มีความสงสัยเช่นเดียวกัน คิดในใจว่า หรือฉีเซียนกวนจะเป็นราชาเขาทองคำในนิทานของท่านแม่ ที่ถือน้ำเต้าทองคำม่วงเรียกชื่อ ใครถูกเรียกผู้นั้นก็ต้องตาย?


ติงซื่อกล่าวด้วยแววตาแน่วแน่ “หากข้าเดาไม่ผิด บนรถม้าด้านหลังฉีเซียนกวนจะต้องมีคนอยู่อีกผู้หนึ่งเป็นแน่”


“ใครรึ” หลิวจี้ทำหน้าดูแคลน “นอกจากข้าแล้ว ยังมีใครคู่ควรให้เมียจ๋าของข้าลงมืออีก?”


ติงซื่อเหลือบมองเขาอย่างพูดไม่ออก ก่อนจะตอบฉินเหยา “น่าจะเป็นมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว!”


หลิวจี้แคะหู “มหาบัณฑิตอะไร กงเหลียงอะไร เหลียวอะไรนะ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย…เดี๋ยว! ชักคุ้นๆ หู…”


ไม่ใช่กระมัง คงไม่ใช่หรอกกระมัง?


“คงไม่ใช่ศิษย์สายตรงรุ่นที่ห้าสิบสามของเมิ่งจื่อ ราชครูแห่งราชวงศ์ฮั่นยุคก่อน จูกัดเหลียงกลับชาติมาเกิด ผู้วางแผนดุจดั่งเทพหยั่งรู้ ผู้ใช้กลอุบายทำลายทัพสิบหมื่นและช่วยฮองเฮากอบกู้แผ่นดิน บัณฑิตประหลาดผู้บ้าคลั่งกงเหลียงเหลียวที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนนั้นหรอกนะ!”


หลิวจี้ตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว!


ไม่รอให้ฉินเหยาถามว่ากงเหลียงเหลียวเป็นบัณฑิตประหลาดแบบไหนกันแน่ เขาก็คว้ามือของนางไว้แน่น “เมียจ๋า รีบช่วยเขาเร็ว! ถ้าช่วยเขาได้ พวกเราต้องได้รับประโยชน์มากมายแน่!”


……


“หลิวจี้…”


ฉีเซียนกวนมองเห็นรถม้าสามคันนั้นมุ่งหน้าออกนอกหมู่บ้านไปแต่ไกล ใจก็เย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง


พอคิดอีกที คนเหล่านั้นกับเขาก็ไม่ได้สนิทสนมกัน ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายช่วยเหลือตนเองจริงๆ


เพียงแต่อายุยังน้อย ประสบการณ์ยังไม่ลึกซึ้ง ความเจ็บใจและความขุ่นเคืองจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า


หันไปมองเหล่าผู้อพยพรอบๆที่แย่งถุงเสบียงบนรถม้าไปแล้ว แต่ยังไม่ยอมหยุด ต้องการจะปล้นแม้กระทั่งเครื่องประดับบนตัวเขา ฉีเซียนกวนก็รู้สึกผิดหวังกับธาตุแท้ของมนุษย์เป็นครั้งแรก


เขาอุตส่าห์ใจดีมอบอาหารให้พวกเขา สุดท้ายกลับต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นนี้


ความยินดีที่จินตนาการไว้ว่าจะได้รับเมื่ออีกฝ่ายสำนึกบุญคุณ บัดนี้ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไปเอง


“นายน้อย!” พวกผู้คุ้มกันตะโกนเรียกเขาเสียงดัง หวังให้เขาตัดสินใจเร็วขึ้น


พวกเขาแบกรับความกดดันว่าห้ามทำร้ายคน แม้มีอาวุธในมือก็ไม่กล้าฟาดฟัน กลับถูกพวกผู้อพยพที่กรูกันเข้ามาคุมเชิงไว้ ช่างน่าอัดอั้นตันใจยิ่งนัก


ฉีเซียนกวนมองพวกผู้คุ้มกันที่ทำอะไรไม่สะดวกจนเกือบจะถูกพวกผู้อพยพฝ่าเข้ามาได้ แล้วหันกลับไปมองรถม้าคันข้างหลังอีกครั้ง


เขาเอ่ยเรียก “ท่านอาจารย์” เสียงเบา ทว่าท่ามกลางผู้คนที่จอแจ คนในตัวรถม้าด้านหลังกลับไม่ได้ยินเสียงพึมพำอย่างเสียใจของเด็กหนุ่มเลย


สถานการณ์ไม่เปิดโอกาสให้ฉีเซียนกวนคิดนาน เขาอ้าปากกำลังจะออกคำสั่งให้ผู้คุ้มกันทิ้งรถม้าพาตนเองและท่านอาจารย์จากไป


ในขณะนั้นเองก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังขึ้นกะทันหัน


พวกผู้คุ้มกันเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียงอย่างประหลาดใจ เห็นเพียงสตรีในชุดสีเขียวผู้ถือลำไผ่ยาวนางหนึ่งกำลังควบม้าพุ่งตรงมาทางพวกเขา


ไม้ไผ่ยาวกวาดออกไปคราหนึ่ง พวกผู้อพยพที่รวมตัวกันอยู่ก็เหมือนต้นข้าวสาลีในนา ถูกไม้ไผ่กวาดจนล้มลงไปเป็นแถบๆ


ลำไผ่ยาวในมือนางราวกับหญ้าที่ไร้น้ำหนัก ไม่เห็นว่านางออกแรงอย่างไร เพียงกวาดซ้ายปัดขวา ผู้อพยพที่อออยู่หน้ารถม้าก็ถูกกวาดออกไปทั้งหมดราวกับใบไม้ร่วง เผยให้เห็นทางที่รถม้าพอจะผ่านไปได้


มองเหล่าผู้อพยพที่ล้มระเนระนาดร้องโอดโอยอยู่ข้างทาง ฉีเซียนกวนก็ถึงกับตะลึงงัน…เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การหนีออกจากวงล้อมจะง่ายดายถึงเพียงนี้!


“ไปสิ! มัวยืนนิ่งทำอะไรอยู่!”


ฉินเหยากวาดคนออกไป เห็นคนเหล่านี้ยังคงอ้าปากค้างมองนางนิ่งไม่ขยับ ก็อดไม่ได้ที่จะตวาดออกไปเสียงหนึ่ง


เสียงตวาดนี้เรียกสติที่หลุดลอยไปของฉีเซียนกวนกลับมาได้ในที่สุด เขาไม่สนใจความตกตะลึง รีบจับประตูตัวรถม้าไว้แน่น รถม้าควบฝ่าออกมาภายใต้การคุ้มครองของพวกผู้คุ้มกันได้ในที่สุด


“ตามข้ามา!” ฉินเหยาพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างประตูรถ ตวัดลำไผ่ยาวในมือไปทางด้านหลัง ฟาดกลุ่มผู้อพยพที่คิดจะไล่ตามมาจนล้มลงไป


จากนั้นก็ควบม้าไปอยู่หน้าขบวน นำคณะของฉีเซียนกวนมุ่งหน้าต่อไป


พวกผู้อพยพในบริเวณนี้คงถูกความวุ่นวายเมื่อครู่ดึงดูดมาหมดแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาจึงไม่เจอผู้อพยพขวางทางอีก


โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงสุดท้ายของวันหายลับไปในพงไพร หนทางข้างหน้ามืดสนิท ได้ยินเพียงเสียงกีบม้าห้อตะบึงดังกุบกับเป็นเครื่องนำทาง


เงาไม้สองข้างทางไหวเอนตามลม ทอดเงาลงไปบนพื้นดิน เกิดเป็นภาพน่าสะพรึงกลัว


แสงจันทร์อ่อนจาง เมื่อหันกลับไปมอง ผู้อพยพที่ไล่ตามมาข้างหลังหายลับไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าถูกทิ้งห่างไปตั้งแต่เมื่อใด


ลมหายใจที่ฉีเซียนกวนกลั้นเอาไว้แน่น ในที่สุดก็กล้าผ่อนออกมาทั้งหมด


“นายน้อย ข้างหน้าเป็นศาลเจ้าขอรับ” ผู้คุ้มกันรายงาน


ม้าที่ควบมาหยุดลงหน้าศาลเจ้า มีคนถือโคมไฟรออยู่ตรงนั้น


พอฉินเหยาลงจากหลังม้า พวกเด็กๆก็กรูกันเข้ามาหา ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่านางบาดเจ็บหรือไม่


ฉินเหยาโบกมือสื่อว่าตนไม่เป็นไรแล้วมองเข้าไปในศาลเจ้าแวบหนึ่ง รถม้าของหลายๆครอบครัวถูกนำมาจอดไว้ในลานแล้ว


ศาลเจ้าแห่งนี้ขาดการเซ่นไหว้มานาน ข้างในจึงเต็มไปด้วยหญ้ารกที่สูงท่วมหัวคน


ภายในศาลเจ้ามีห้องสำหรับบูชาอยู่ แต่ถูกใส่กุญแจไว้ เพราะข้อห้ามบางประการและไม่ควรไปรบกวนเทพเจ้า ต้าจ้วงและผู้คุ้มกันสองนายของตระกูลติงจึงกำลังจัดการกับหญ้าในลาน เตรียมจะกางกระโจมพักแรมในลานคืนนี้


บริเวณกลางลานที่ถูกถางเรียบร้อยแล้ว มีการจุดกองไฟสองกองเพื่อให้แสงสว่าง แสงไฟในยามค่ำคืนทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสบายใจ


“พวกเจ้าเข้าไปก่อน” ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลาง ให้ไปจองที่สำหรับกางกระโจม


คืนนี้มีคนพักแรมมากมาย แต่ลานกลับมีขนาดเล็กเพียงนิดเดียว หากไปช้าคงไม่มีที่ดีๆเหลือแล้ว


ต้าหลางและเอ้อร์หลางยิ้มพลางพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว จากนั้นก็จูงฝาแฝดชายหญิงเข้าไปในลานก่อน


แต่หลังจากเข้าประตูไปแล้วก็ยังหันกลับมามองคณะของฉีเซียนกวนที่หยุดอยู่ที่หน้าศาลเจ้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น


พี่น้องทั้งสี่คนต่างรู้สึกเหลือเชื่อ เด็กอัจฉริยะที่เมื่อก่อนต้องมองข้ามแม่น้ำไปไกลๆถึงจะเห็น บัดนี้กลับอยู่ตรงหน้าใกล้แค่เอื้อม


และคืนนี้ ก็เป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่พวกเขาจะต้องนอนด้วยกันในศาลเจ้าร้างแห่งนี้


เมื่อรถม้าตระกูลฉีหยุดลงตรงหน้าทุกคน ติงซื่อ หลิวจี้ และหลิวลี่ทั้งสามคนก็รีบเดินเข้าไปหา แนะนำตนเองและถามไถ่ด้วยความห่วงใย


ฉีเซียนกวนเพิ่งจะรู้ตัวว่า คณะของหลิวจี้ที่เขาคิดว่าหนีไปแล้วกลับไม่ได้หนีไปไหน แถมยังย้อนกลับมาช่วยเขาอีกต่างหาก


ทว่าผู้ที่ช่วยชีวิตกลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนทั้งสามนี้ แต่เป็นสตรีชุดเขียวที่ยืนอยู่ใต้โคมไฟสีส้มหน้าประตูศาลเจ้าผู้นั้นต่างหาก


แตกต่างจากท่าทีปกติของพวกหลิวจี้ที่อยากจะเอาอกเอาใจผูกมิตรกับตนเองอย่างเห็นได้ชัด สตรีผู้นั้นยืนอยู่หน้าประตูศาลเจ้า มองสำรวจคณะของพวกเขาขึ้นๆลงๆอย่างไม่เกรงใจ


สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รถม้าคันที่สอง ซึ่งเงียบสงบมาโดยตลอด


ฉีเซียนกวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเรียกผู้คุ้มกันส่วนตัวที่ชื่อสือโถวให้เดินผ่านพวกหลิวจี้และติงซื่อ มาทางประตูศาลเจ้าด้วยกัน


พอมาถึงเบื้องหน้าฉินเหยาก็ประสานหมัดคารวะอย่างซาบซึ้ง “จิ่งเซวียน ขอบพระคุณฮูหยินที่ยื่นมือช่วยเหลือในวันนี้ หากมิใช่เพราะฮูหยิน ข้ากับท่านอาจารย์คงยังไม่อาจหลุดพ้นจากวงล้อมของผู้อพยพมาได้”


พอพูดถึงตรงนี้ ฉีเซียนกวนก็เงยหน้ามองฉินเหยา พบว่าที่มุมปากของนางมีรอยยิ้มจางๆประดับ ไม่ได้กล่าวว่าไม่ต้องเกรงใจและไม่มีคำเยินยอใดๆ นางรับคำขอบคุณนี้ไว้อย่างเปิดเผย


ตอนที่ 258: เฝ้ายาม


พอเจอพวกที่ต้องการผูกมิตรประจบสอพลออย่างหลิวจี้มามาก แล้วมาเจอฉินเหยาที่ปฏิบัติต่อตนเองอย่างปกติธรรมดาเข้าโดยไม่คาดคิด ฉีเซียนกวนก็รู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง


นิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กน้อยนั้นกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเกินวัยว่า


“ฮูหยิน พวกเราเคยพบกันมาสามครั้ง แต่ยังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของฮูหยินเลย พอจะบอกได้หรือไม่ ครั้งนี้พวกข้าได้รับความช่วยเหลือจากฮูหยินจึงรอดพ้นมาได้ รอหลังจากกลับถึงจวนและพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว จิ่งเซวียนจะนำของขวัญชิ้นงามไปมอบให้ถึงที่บ้านเพื่อแสดงความขอบคุณตามธรรมเนียม”


“ข้าชื่อฉินเหยา” นางยิ้มให้เขา “จิ่งเซวียนเป็นชื่อเล่นของเจ้ารึ”


ฉีเซียนกวนส่ายหน้า อธิบายว่า “เป็นนามรองที่ท่านอาจารย์ตั้งให้ข้าขอรับ”


ท่าทีที่ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณที่แท้จริงกับผู้มีพระคุณแค่ในนามอย่างติงซื่อและหลิวจี้ ของฉีเซียนกวนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาตอบคำถามของฉินเหยาอย่างสุภาพกว่ามาก


ฉินเหยามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่รูปร่างไล่เลี่ยกับต้าหลางของบ้านนาง เสื้อผ้าอาภรณ์ของเขายุ่งเหยิง มวยผมกระเซิง บนใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบสกปรกสีเทาขาวที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ทั่วทั้งร่างมีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ยังคงดูกระจ่างสุกใส


“ลานศาลเจ้าแห่งนี้ไม่นับว่ากว้างขวางนัก แต่มีกำแพงล้อมรอบ ยามค่ำคืนมิต้องกังวลว่าจะมีสัตว์ร้ายบุกรุกเข้ามา นับเป็นสถานที่ที่ดีหาได้ยากแห่งหนึ่ง หากพวกเจ้าไม่รังเกียจ คืนนี้ก็พักผ่อนที่นี่ก่อน รอพรุ่งนี้ฟ้าสางแล้วค่อยออกเดินทาง”


ฉินเหยากล่าวพลางเหลือบมองไปยังรถม้าคันนั้นที่ประตูรถไม่เคยเปิดออกเลย “แถวนี้มีตาน้ำพุ สามารถใช้ต้มน้ำร้อนเพื่อชำระล้างร่างกายได้”


กล่าวจบ นางก็กวักมือเรียกหลิวจี้และหลิวลี่ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ “เข้ามาทำอาหาร!”


ที่เรียกหลิวลี่ด้วยนั้น เป็นเพราะนางได้รับการไหว้วานจากหลิวต้าฝู


ส่วนติงซื่อ เขาอยากจะทำสิ่งใด นางมิอาจเข้าไปก้าวก่าย อย่างไรเสียนางก็จะไม่ยอมยกตำแหน่งดีๆ ที่บ้านนางจับจองไว้แล้วให้ใครแน่


หลิวจี้ยังอยากพบหน้ามหาบัณฑิตท่านนั้นอยู่ ใครจะคิดว่าประตูรถม้าไม่เคยเปิดออกเลย ฉินเหยาที่อยู่ด้านหน้าก็ตะโกนเรียกเขาอีก เขามองซ้ายมองขวา ได้แต่คารวะไปยังตัวรถม้าที่ประตูปิดสนิทแล้วล่าถอยไปก่อนอย่างจนใจ


หลิวลี่เองก็เดินหนึ่งก้าวหันกลับไปมองหนึ่งครั้ง อยากจะเห็นท่าทางอันงามสง่าของมหาบัณฑิตสักครั้ง


ฉีเซียนกวนมองไปยังครอบครัวฉินเหยาและหลิวลี่ที่กางกระโจมไว้ตรงมุมกำแพงสองด้านทางทิศตะวันออกของลานแล้ว บริเวณนั้นเป็นกำแพงสองด้านที่สมบูรณ์เพียงแห่งเดียวในศาลเจ้า ส่วนที่เหลือล้วนพังทลายไปบ้างแล้ว


ติงซื่อชี้ไปยังพื้นที่ที่ผู้คุ้มกันและสารถีของตนจับจองไว้อย่างใจกว้าง แสดงเจตนาว่ายกให้ฉีเซียนกวนและอาจารย์ของเขา


เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ที่อยู่บนรถม้า ฉีเซียนกวนจึงเอ่ยขอบคุณแล้วหันไปกำชับสือโถวให้บอกผู้คุ้มกันกางกระโจมให้เรียบร้อยก่อน ถึงค่อยไปเชิญท่านอาจารย์ลงจากรถม้า


ติงซื่ออาสาจะช่วย ฉีเซียนกวนเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า รับน้ำใจของเขาไว้


อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็ดูน่ามองกว่าหลิวจี้มากนัก ไม่ได้แสดงท่าทีหวังผลประโยชน์เหมือนอีกฝ่ายที่พอมาถึงก็เสนอความต้องการอย่างไร้เหตุผลว่าจะขอพบท่านอาจารย์ในทันที


ตระกูลฉีเสียหายไม่มากนัก เพียงแค่เสียอาหารไปเท่านั้น ส่วนตำราสำคัญและทรัพย์สินที่เหลืออยู่ยังไม่สูญหาย


แต่สถานการณ์ในตอนนี้ การไม่มีอาหารต่างหากคือเรื่องคอขาดบาดตาย


โชคดีที่ได้รับข้าวสารครึ่งกระสอบมาจากติงซื่อ สือโถวยังได้จัดให้ผู้คุ้มกันเข้าป่าล่าสัตว์มาได้เล็กน้อย อาหารเย็นมื้อนี้จึงพอมีกิน


แต่ฉีเซียนกวนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ พรุ่งนี้ฟ้าสาง เขาก็สามารถให้ผู้คุ้มกันนำเงินไปซื้อเสบียงที่หมู่บ้านใกล้เคียงได้


ต่อให้ราคาแพงก็ช่างเถิด เงินเพียงเท่านี้พวกเขาหาได้ใส่ใจไม่


รอจนกระทั่งครอบครัวของฉินเหยาและหลิวลี่ทานอาหารเย็นเสร็จ เตรียมจะเข้าไปพักผ่อนในกระโจม ติงซื่อจึงค่อยนำคณะของฉีเซียนกวนเข้ามาในศาลเจ้า


ผู้ที่เข้ามากลุ่มแรกคือผู้คุ้มกันสี่นาย ตามมาด้วยฉีเซียนกวน


ผู้คุ้มกันสี่คนหามเกี้ยวอยู่หลังหนึ่ง บนเกี้ยวมีพนักพิงทรงโค้ง ชายชราผมขาวร่างเล็กในชุดบัณฑิตสีขาวผู้หนึ่งกำลังนั่งเอนกายอยู่บนนั้น


พอเข้ามาในลาน ชายชราก็เงยหน้ามองมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นคมกริบและสุกใส ไม่เหมือนดวงตาขุ่นมัวของคนชราวัยเดียวกันคนอื่นเลย


ฉินเหยาหันหลังให้ประตู กำลังจัดที่นอนให้เด็กทั้งสี่คนในกระโจมก็เห็นหลิวจี้ที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นพลางอุทานออกมาเสียงเบาว่า “คือท่านกงเหลียงเหลียว!”


ฉินเหยาหันกลับไปมองด้วยความสงสัย สายตาของชายชราก็ถูกถอนกลับไปแล้ว กำลังถูกพวกผู้คุ้มกันหามไปยังกระโจมที่เพิ่งกางเสร็จ


รอจนกระทั่งเกี้ยวถูกวางลง ผู้คุ้มกันก็เข้าไปแบกชายชราขึ้นหลัง พวกฉินเหยาจึงเพิ่งเข้าใจอย่างกระจ่างว่าเหตุใดตอนนั้นฉีเซียนกวนจึงลังเลไม่ยอมออกคำสั่งให้พวกผู้คุ้มกันทิ้งรถม้าแล้วฝ่าวงล้อมออกไป


เพราะท่านกงเหลียงเหลียวไม่มีขานั่นเอง


ใต้ชุดบัณฑิตนั้นว่างเปล่า ตั้งแต่ช่วงต้นขาลงไปหายไปจนหมดสิ้น


หลิวจี้และหลิวลี่เห็นแล้วถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ หลิวจี้ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านั่นเป็นความเจ็บปวดเช่นไร


หลิวลี่นึกถึงวันที่ตนเองถูกโจรภูเขาตีขาจนหักทำได้เพียงนอนติดเตียงและเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าด้วยรถเข็นไม้ ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเพิ่งแต่งงานใหม่และยังมีภรรยาเป็นเครื่องผูกพัน เขาคงรู้สึกว่าตายไปเสียยังจะดีกว่า


แต่เมื่อครู่พอมองท่านกงเหลียงเหลียว แววตาของเขาคมกริบ แผ่นหลังตั้งตรง ทั้งยังไม่ลืมกำชับศิษย์อย่างฉีเซียนกวนให้เข้าไปตรวจบทเรียนในกระโจมของตนเองก่อนนอน


“เขาอายุเท่าใดแล้วหรือ” ฉินเหยากระซิบถาม


หลิวจี้งอนิ้วนับแล้วตอบอย่างไม่แน่ใจ “ห้าหกสิบกระมัง?”


หลิวลี่พึ่งพาได้กว่าเขามาก “น่าจะหกสิบสาม”


ฉินเหยามองไปยังกระโจมฝั่งตรงข้ามอย่างประหลาดใจ กวาดสายตามองไปทั่วแคว้นเซิ่ง อายุขัยเฉลี่ยของคนยังไม่ถึงสี่สิบปีด้วยซ้ำ นี่นับว่ามีอายุยืนมากแล้ว


แต่ฟ้ามืดแล้ว อย่างไรก็ควรชำระร่างกายแล้วเข้านอนเสียก่อน


กลางคืนในฤดูร้อนไม่หนาว แต่ยุงชุมและมีแมลงมาก โชคดีที่หลิวจี้ซื้อหญ้าอ้ายติดมาจากโรงเตี๊ยมล่วงหน้าหลายก้าน เมื่อจุดไฟวางไว้บนก้อนหินข้างกระโจมเพื่อไล่ยุงก็สามารถลดจำนวนยุงและแมลงลงไปได้มาก


เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดในตอนกลางคืนแล้วรับมือไม่ทัน ฉินเหยาจึงให้หลิวจี้เฝ้ายามในกะแรก ส่วนตนเองเฝ้ากะหลัง


หลิวจี้ไม่กล้าคัดค้าน ก่อไฟให้ลุกโชนแล้วคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้ามอย่างลับๆ


ทว่ากองไฟใหญ่เกินไป ทำให้เขาร้อนจนเหงื่อออก เขาจึงขยับไปนั่งด้านหน้าอีกเล็กน้อย แล้วเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้าม


น่าเสียดายที่กงเหลียงเหลียวเข้าไปในกระโจมแล้วก็ไม่กลับออกมาอีกเลย เฝ้ามองอยู่สองเค่อ ฝั่งตรงข้ามก็เงียบสนิท พวกผู้คุ้มกันแบ่งเวรยามออกเป็นสามกลุ่ม ที่ประตูใหญ่ ในลาน และริมกำแพงล้วนมีผู้คุ้มกันเฝ้าอยู่ รับรองว่าจะไม่มีผู้อพยพที่คิดร้ายแม้แต่คนเดียวที่เล็ดลอดเข้ามาได้


หลิวจี้รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าการที่ฉินเหยาจัดให้ตนเฝ้ายามนั้นเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็น


ติงซื่อเองก็กลับไปพักผ่อนในห้องเล็กๆ ใต้ระเบียงที่สารถีใช้ผ้าแบ่งกั้นไว้ชั่วคราวแล้ว


เพราะในลานไม่กว้างนัก หลังจากยกตำแหน่งนั้นให้คณะของฉีเซียนกวนไป พวกเขาก็ทำได้เพียงขดตัวอยู่ใต้ระเบียงหน้าประตูศาลเจ้านี้


โชคดีที่อากาศร้อนอบอ้าวจึงไม่ต้องกลัวว่าจะหนาวจนเป็นไข้หวัด


ในศาลเจ้าค่อยๆเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆของพวกผู้คุ้มกันตระกูลฉีที่เดินไปมา และเสียงกองไฟที่กำลังลุกไหม้


หลิวจี้เขี่ยกองไฟเล่นอย่างเบื่อหน่าย…ร่างกายเอนไปพิงตัวรถม้าข้างๆแล้วหลับไป


ขณะกำลังฝันหวานถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่ตนเองได้ตำแหน่งขุนนางสูงสุด พลันมีฝ่ามือตบลงบนหน้าดัง “เพี๊ยะ” ทีหนึ่ง ความฝันอันสวยงามแตกสลายลงทันที เขาตกใจตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวด


“ข้าให้เจ้าเฝ้ายาม แต่เจ้ากลับมานอนหลับงั้นรึ” ฉินเหยาถามเสียงต่ำ


หลิวจี้ยังอยากว่าใครมารบกวนความฝันอันแสนสุขของตน พอลืมตาก็พบกับใบหน้าแสนดุดันแต่คุ้นเคย ใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมา อ้าปากคิดจะอธิบาย “เมียจ๋า ข้า…ข้า…”


ฉินเหยาสะบัดหน้าอย่างรังเกียจ “ไสหัวเข้าไป!”


หลิวจี้มองพระจันทร์เหนือศีรษะ ที่แท้ก็เข้าสู่ช่วงครึ่งคืนหลังแล้ว เขารีบตะกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ้มแหยๆให้ฉินเหยาสองที ก่อนจะมุดเข้าไปในกระโจม


ไม่นานนักก็มีเสียงกรนเบาๆอย่างเป็นสุขดังออกมาจากข้างใน


ฉินเหยาขมวดคิ้วนั่งลง กดความคิดที่อยากจะบีบคอเขาให้ตายเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยหนึ่งลงแล้วเฝ้ายามในกะต่อไป


ตอนที่ 259: กล้าคิดกล้าทำ


ตลอดคืนไม่มีเหตุการณ์ใด พอฟ้าสาง พวกผู้คุ้มกันตระกูลฉีก็เริ่มทำงานกันอย่างเงียบเชียบ


บ้างก็ขี่ม้าไปซื้อเสบียงที่หมู่บ้านใกล้เคียง ถือโอกาสสำรวจเส้นทางไปด้วย


บ้างก็ไปตักน้ำกลับมา ต้มน้ำร้อนรอให้พวกเจ้านายตื่นขึ้นมาแล้วใช้ล้างหน้าล้างตา


บ้างก็ตั้งหม้อ รับข้าว แป้ง เนื้อ และไข่ที่พวกพ้องซื้อกลับมาจากหมู่บ้านใกล้เคียงในราคาสูง เตรียมทำอาหารเช้ามื้อใหญ่


พอฟ้าสาง ฉินเหยาก็เรียกหลิวจี้ออกมาทำงาน ส่วนตนเองกลับไปนอนต่อเพื่อเอาแรง


หลิวจี้ถือหม้อของตนเอง มองดูกลุ่มคนที่กำลังทำงานอย่างเป็นระเบียบฝั่งตรงข้าม ก็รู้สึกเจ็บใจที่ตนตื่นสายไป มิฉะนั้นคงได้ถือโอกาสช่วยตักน้ำแล้วไปปรากฏตัวต่อหน้าท่านมหาบัณฑิตแล้ว


แต่ตอนนี้ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไร แม้ไร้ซึ่งข้ออ้างในการช่วยตักน้ำ แต่ก็ยังมีข้ออ้างอื่นๆอีกมากมาย


ดังนั้น พอติงซื่อและหลิวลี่ตื่นจากความฝันก็พบว่าหลิวจี้ไปตั้งหม้อข้างๆเตาของตระกูลฉีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้


เขาทำอาหารเช้าสำหรับครอบครัวของตนเองไปพลาง พูดคุยกับผู้คุ้มกันตระกูลฉีที่รับผิดชอบทำอาหารไปพลางอย่างออกรสออกชาติ


ในที่สุด เขาก็หาโอกาสเจอจนได้


ได้ยินเพียงเสียงเรียกอย่างร้อนรนของท่านกงเหลียงเหลียวดังมาจากในกระโจมว่า “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง!”


พวกผู้คุ้มกันบ้างก็อยู่บนตัวรถม้า บ้างก็ทำอาหาร ให้อาหารม้า ตักน้ำ ผู้คุ้มกันที่ทำอาหารอยู่ใกล้ที่สุด เมื่อได้ยินเสียงเรียกสองครั้งดังมาจากข้างใน แต่ไม่มีใครขานรับจึงรีบลุกขึ้นเตรียมจะเข้าไป


หลิวจี้พรวดพราดลุกขึ้นไปกดตัวเขาไว้แล้วยัดทัพพีไม้คืนใส่มือเขา พูดอย่างจริงจังว่า


“สหายสือโถว การต้มโจ๊กเนื้อสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมไฟ ห้ามหยุดคนเด็ดขาด มิฉะนั้นรสสัมผัสจะไม่ดี”


“เจ้ามิใช่บอกว่าท่านอาจารย์พิถีพิถันเรื่องอาหารการกินที่สุดรึ หากโจ๊กชามแรกในยามเช้ากินไม่อร่อย ทำให้ท่านอาจารย์เสียอารมณ์คงไม่ดีกระมัง!”


สือโถวพยายามจะดึงมือตนเองออก แต่กลับดึงไม่ออกในคราเดียวจึงร้อนใจกล่าวว่า “ท่านจี้ ท่านอาจารย์เรียกหาคน ข้าก็ต้องเข้าไปปรนนิบัติ…”


ไม่ทันให้สือโถวกล่าวจบ หลิวจี้ก็ยกมือขึ้น “ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ ข้าไปเองก็แล้วกัน เจ้ารอสักครู่ ข้าปรนนิบัติคนเก่งที่สุดแล้ว!”


สิ้นเสียงพูด คนก็วิ่งไปถึงหน้าประตูกระโจมแล้ว สือโถวห้ามปรามไม่ทัน คนก็มุดเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว


สือโถวนึกถึงนิสัยของท่านอาจารย์ ใจก็พลันหล่นวูบ กลัวว่าท่านอาจารย์จะโกรธ จึงรีบดึงลูกน้องคนหนึ่งมาให้เขามาต้มโจ๊กต่อแล้วรีบวิ่งตามไป


แต่ไม่คิดว่าพอเปิดม่านเข้าไปกลับไม่เห็นความเกรี้ยวกราดอย่างที่คาดไว้ เห็นเพียงหลิวจี้ถือเสื้อคลุมตัวหนึ่งบังอยู่ที่มุมกระโจม


ท่านอาจารย์ผู้ขาไม่สะดวกกำลังนั่งทำธุระส่วนตัวอยู่หลังเสื้อคลุมบนเก้าอี้ที่สั่งทำมาพิเศษสำหรับเขา


ในห้องมีกลิ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ สือโถวรู้สึกทนไม่ไหวเล็กน้อยจึงกลั้นหายใจเอาไว้


แต่พอมองหลิวจี้ เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังขยิบตาให้เขาเป็นเชิงถามว่า ข้าก็ปรนนิบัติได้ดีมิใช่รึ? เจ้าออกไปทำงานของเจ้าเถอะ เรื่องปลดทุกข์เช่นนี้ไม่ต้องใช้คนถึงสองคนหรอก


ปกติแล้วผู้คุ้มกันชายที่คอยรับใช้จะเตรียมพุทราแดงให้ท่านอาจารย์อุดจมูกไว้ล่วงหน้า ในกระโถนก็จะโรยเครื่องหอมกลบกลิ่นไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความน่าอาย


สือโถวคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าหลิวจี้จะแบกท่านอาจารย์ไปนั่งบนกระโถนทั้งเช่นนั้นเลย


แต่สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ท่านอาจารย์กลับไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ


กลิ่นนั้นช่างรุนแรงจนทนแทบไม่ไหวจริงๆ สือโถวส่งสายตาเตือนหลิวจี้ให้ปรนนิบัติอย่างรอบคอบแล้วค่อยๆถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ


บ่าวคนก่อนที่รับใช้ท่านอาจารย์เพิ่งถูกไล่ออกไป หลังจากนั้นเปลี่ยนบ่าวรับใช้มาหลายคนก็ยังไม่เป็นที่พอใจ หลิวจี้ผลีผลามเช่นนี้ แต่กลับไม่ถูกดุด่างั้นรึ


สือโถวคิดไม่ตกจึงไปรายงานฉีเซียนกวนซึ่งเป็นเจ้านายของตน


ฉีเซียนกวนเพิ่งตื่นนอน สือโถวปรนนิบัติเขาแต่งตัวล้างหน้าไปพลาง คอยสังเกตความเคลื่อนไหวในกระโจมข้างๆไปพลาง


หลิวจี้ถือกระโถนออกมาด้วยสีหน้าปกติ ยิ้มให้พวกเขาก่อนครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปเทกระโถนทิ้ง ล้างจนสะอาดแล้วนำกลับมา ส่งคืนเข้าไปในกระโจม


ฉีเซียนกวนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง


การล้างกระโถนขับถ่ายเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากหรืออย่างไร


มองกระโจมของท่านอาจารย์อย่างสงสัย ฉีเซียนกวนกระซิบถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่โกรธเลยรึ”


“หลิวจี้ผู้นี้คงไม่ได้มีอะไรพิเศษจริงๆหรอกนะ” สือโถวพึมพำอย่างงุนงง


อันที่จริงจะมีอันใดพิเศษเล่า?


ก็แค่คำว่า ‘ทันเวลา’ สองคำนี้เท่านั้น


คนเรายามมีเรื่องเร่งด่วนต้องปลดทุกข์ อั้นแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ใครจะมีอารมณ์มารอพุทราแดงและเครื่องหอมของเจ้ากัน


แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ต้องรักษาหน้าตา เรื่องส่วนตัวเช่นนี้ ย่อมพูดออกมาตรงๆได้ไม่ง่ายนัก


“ท่านอาจารย์ กระโถนวางไว้ที่ใดขอรับ” หลิวจี้ถือกระโถนที่ล้างสะอาดแล้วเข้ามาในกระโจม ถามด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง


ชายชราที่ได้รับการปรนนิบัติแต่งตัวเรียบร้อยจากผู้คุ้มกันคนอื่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก็มีผู้คุ้มกันอีกคนมารับกระโถนในมือหลิวจี้ไปวางให้เรียบร้อย


“เจ้าคือหลิวจี้รึ” แม้กงเหลียงเหลียวจะถาม ทว่าน้ำเสียงกลับเป็นการยืนยัน


เมื่อคืนเขาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากฉีเซียนกวนแล้ว รู้ว่าเป็นหลิวจี้ที่ขอร้องให้ภรรยาผู้มีวรยุทธ์สูงส่งของเขาลงมือช่วยคลี่คลายสถานการณ์คับขันให้กับพวกเขา


หลิวจี้ไม่คิดว่ามหาบัณฑิตจะรู้จักชื่อตนเองด้วย ใจก็ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย รีบก้าวไปข้างหน้าสองก้าว มาหยุดอยู่ตรงหน้าท่านกงเหลียงเหลียวแล้วยิ้มตอบ


“ขอรับ ผู้น้อยหลิวจี้ คารวะท่านอาจารย์!”


ฉีเซียนกวนเปิดม่านเดินเข้ามาในกระโจม พอได้ยินคำว่า “ท่านอาจารย์” จากหลิวจี้เข้าโดยไม่ทันตั้งตัวก็มองหลิวจี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ เตือนด้วยความไม่พอใจว่า


“หลิวจี้ ท่านอาจารย์มิใช่คนที่เจ้าจะเรียกส่งเดชได้นะ”


“ไม่! ไม่ได้เรียกส่งเดช” หลิวจี้สติแจ่มใสดีมาก เขามองชายชราที่นั่งตัวตรงดื่มโจ๊กอยู่เบื้องหน้าแล้วถามอย่างขัดเขินว่า “ท่านอาจารย์ ท่านยังรับศิษย์อยู่หรือไม่ขอรับ ท่านเห็นว่าข้าเป็นอย่างไรบ้าง”


นอกกระโจม ติงซื่อและหลิวลี่ที่กำลังเตรียมตัวเข้าไปคารวะมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว พอได้ยินเสียงของหลิวจี้เข้าก็ตกใจจนซวนเซไปพร้อมกัน!


ทั้งสองคนมองสบตากันอย่างรวดเร็ว หลิวจี้เขากล้าดีอย่างไร พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิดว่าการได้เป็นศิษย์มหาบัณฑิตนั้นจะรู้สึกเช่นไรด้วยซ้ำ!


ฉีเซียนกวนมองหลิวจี้อย่างโกรธขึ้ง เจ้ากล้าคิดได้อย่างไร


หลิวจี้คิดในใจ บิดากล้าคิดสิ ไม่เพียงแต่กล้าคิด บิดายังกล้าทำอีกด้วย!


ชีวิตคนเราจะมีโอกาสให้พลิกผันได้สักกี่ครั้งกัน


สวรรค์ส่งมหาบัณฑิตมาให้เขาถึงที่ โอกาสเช่นนี้น้อยยิ่งกว่าโอกาสที่ฉินเหยาจะกลายเป็นกุลสตรีผู้อ่อนโยนและไม่ทุบตีเขาเสียอีก


ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นค่า เขาก็ต้องลองพยายามเพื่อตนเองดูสักครั้ง เช่นนี้แล้วจึงจะไม่เสียแรงที่สวรรค์อุตส่าห์จัดแจงมาให้เป็นอย่างดี!


เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวเอาแต่ดื่มโจ๊กไม่ตอบรับ หลิวจี้ก็หน้าด้านก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว จับชายแขนเสื้อของอีกฝ่ายแล้วเรียกเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์?”


ฉีเซียนกวนรู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วตวาดเสียงดังลั่ง “หลิวจี้ เจ้าช่างบังอาจ! หากกล้าล่วงเกินอาจารย์ของข้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่บุญคุณที่ช่วยไว้เมื่อวานแล้วสั่งให้คนตีเจ้าออกไป!”


ตีรึ?


หลิวจี้ไม่กลัวเรื่องนี้ที่สุดแล้ว


เมื่อเห็นสือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ทำท่าเหมือนจะลงมือ เขาก็เชิดคางไปฝั่งตรงกันข้าม “วรยุทธ์ของเมียจ๋าบ้านข้า พวกเจ้าไม่ใช่ไม่รู้ ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่าอย่าคิดท้าทายนาง คนก่อนหน้านี้ที่ทำแบบนั้น ตอนนี้ไปเกิดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”


คำพูดของเขาข่มขู่สือโถวและคนอื่นๆได้จริงๆ คนนอกวงการมองไม่ออก แต่คนในวงการเช่นพวกเขาจะไม่ชัดเจนได้อย่างไร


วรยุทธ์ของฉินเหนียงจื่อผู้นั้น เกรงว่าต่อให้พวกเขาทั้งหมดบุกเข้าไปพร้อมกัน ก็ยังไม่พอให้นางยัดซอกฟันด้วยซ้ำ


ตอนที่ 260: ดื่มสุรา เล่นไพ่ ทั้งยังด่าแม่


เมื่อเห็นพวกผู้คุ้มกันลังเล ฉีเซียนกวนก็โกรธจนพูดไม่ออก


แต่ฉินเหยามีบุญคุณช่วยแก้สถานการณ์ให้พวกเขาและหลิวจี้ก็เป็นสามีของนาง อย่างไรก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง


เขาจึงฝืนทนระงับความโกรธ เตือนหลิวจี้ว่าของขวัญขอบคุณที่สมควรให้ เขาจะไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย แต่ขอให้เขาอย่าได้เอ่ยถึงความต้องการไร้เหตุผลอย่างการกราบเป็นศิษย์ของอาจารย์ตนอีก


หลิวจี้หาได้สนใจเขาไม่ เด็กกะโปโลผู้นี้พูดแล้วไม่นับ


ทำเพียงจ้องไปที่กงเหลียงเหลียวผู้ซึ่งมิได้เอ่ยวาจาตั้งแต่ต้นจนจบตาแป๋ว เขาปล่อยให้ศิษย์ของตนโมโหจนแทบเสียสติ ส่วนตนเองก็เอาแต่ดื่มโจ๊กดูงิ้วนิ่งๆ


ฉีเซียนกวนมั่นใจยิ่งนักว่าท่านอาจารย์ไม่มีทางชอบคนบ้านป่าไร้ยางอายเช่นหลิวจี้ผู้นี้ จึงยืดอกขึ้นอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม


กงเหลียงเหลียวซดโจ๊กจนหมดชามอย่างเนิบนาบ เมื่อวางชามโจ๊กลงแล้วจึงช้อนสายตาขึ้นมองหนึ่งร่างใหญ่และอีกหนึ่งร่างเล็ก ปกปิดแววล้อเลียนในดวงตาเอาไว้แล้วเอ่ยปากว่า “พวกเจ้า…”


“หลิวจี้!”


นอกกระโจมพลันมีเสียงเย็นเยียบถามขึ้น “อาหารเช้าที่ข้าให้เจ้าทำเล่า?!”


ทุกคนในกระโจมหันขวับไปมองหลิวจี้ที่ยังคงกำชายแขนเสื้อกงเหลียงเหลียวไว้ไม่ยอมปล่อย เห็นเพียงคนที่เมื่อครู่ยังหน้าด้านหน้าทนอยู่ ปล่อยมืออย่างรวดเร็วราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ เขายกชายเสื้อบัณฑิตที่เกะกะขึ้นแล้วพุ่งพรวดออกไปนอกกระโจม


ความเร็วนี้รวดเร็วเป็นอย่างมาก เห็นเพียงเงาร่างที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงรางๆ เกรงว่าหากช้าไปเพียงครึ่งก้าวจะต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่หลวง


กงเหลียงเหลียวรู้สึกเพียงมีลมกระโชกผ่านหน้าไป พอลืมตาอีกขึ้นครั้ง คนก็หายไปแล้ว เรื่องสนุกก็หมดลงไปด้วย


นอกกระโจมมีเสียงของหลิวจี้ที่ฟังดูขันแข็งทั้งยังเอาอกเอาใจดังแว่วมา “เมียจ๋า อาหารเช้าอยู่นี่แล้ว อยู่นี่! ข้ายกหม้อมาทางสหายสือโถวเพื่อเรียนทำอาหารกับเขา กระดูกชิ้นใหญ่ก็กำลังต้มอยู่ เด็กๆตื่นแล้วหรือยัง”


“อ้อๆ ตื่นแล้วรึ ข้าจะตักอาหารเช้ามาเดี๋ยวนี้ เมียจ๋ากินเยอะๆหน่อยนะ พอกินอิ่มแล้วพวกเราค่อยออกเดินทางกันต่อ”


“แต่ว่าเมียจ๋า ตอนเจ้าโกรธนี่ดูดีที่สุดเลย…”


เดิมทีเขาคิดว่าหลิวจี้ประจบสอพลออาจารย์จนน่ารำคาญ แต่ไม่คิดว่าพออยู่ต่อหน้าภรรยา เขาจะ…นอบน้อมถึงเพียงนี้


ช่างสะใจและน่าขันจริงๆ!


อาจารย์เกลียดบุรุษที่ไร้ความทะนงตนเป็นที่สุด พอคิดถึงตรงนี้ ฉีเซียนกวนก็รีบมองดูสีหน้าของอาจารย์อย่างรวดเร็ว


เดิมที่คิดว่าท่านอาจารย์จะแสดงสีหน้ารังเกียจออกมา


คาดไม่ถึงเลยว่า มุมปากของอาจารย์กลับยกขึ้นเล็กน้อยราวกับพบเจอเรื่องอะไรสนุกๆเข้า?


เป็นไปไม่ได้!


เขาต้องตาฝาดไปแน่!


ฉีเซียนกวนส่ายหัวแรงๆ มองไปยังใบหน้าของอาจารย์อีกครั้ง อืม เย็นชา เฉยเมย ดูแคลนทุกสิ่ง นี่สิถึงจะเป็นอาจารย์ที่เขารู้จัก เมื่อครู่นี้คงตาฝาดไปจริงๆ


ตบ.อกเบาๆ เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


ณ มุมกำแพงลานศาลเจ้า


ครอบครัวฉินเหยาทั้งหกคนนั่งล้อมวงกินอาหารเช้าอยู่หน้าประตูกระโจม กินแผ่นแป้งย่างคำหนึ่ง ซดน้ำแกงกระดูกไปคำหนึ่ง รสชาติอร่อยกลมกล่อมอย่างยิ่ง


ซานหลางชอบกินของนิ่มๆ จึงฉีกแผ่นแป้งย่างเป็นชิ้นๆ แล้วใส่ลงไปในน้ำแกง ใช้ช้อนไม้ตักเข้าปากคำใหญ่ๆ กินจนเหงื่อท่วมศีรษะ แค่มองดูก็ชวนให้รู้สึกว่าหอมอร่อยแล้ว


“เจ้าไปทำอะไรทางนั้น” ฉินเหยากระซิบถาม


หลิวจี้กัดแผ่นแป้งย่าง แต่ตากลับจ้องไปยังกระโจมฝั่งตรงข้ามตาไม่กะพริบ


เมื่อครู่หลิวลี่และติงซื่ออยากจะเข้าไปคารวะท่านกงเหลียงเหลียว แต่ไม่อาจเข้าไปได้ ทำให้รู้สึกว่าความหวังที่ตนจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์มหาบัณฑิตนั้นมีสูงมาก


“พวกเราช่วยพวกเขาไว้ จะช่วยเปล่าๆได้อย่างไร ข้าย่อมต้องไปหาผลประโยชน์อะไรบ้างสิ” หลิวจี้พึมพำเสียงเบา


ฉินเหยาถลึงตาใส่เขาครั้งหนึ่ง กำลังคิดจะต่อว่าเขาว่าเป็นมนุษย์อย่าโลภมากเกินไป ฉีเซียนกวนบอกแล้วว่าจะให้ของขวัญขอบคุณ แค่พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว


ฉินเหยาค่อยๆนำแผ่นแป้งย่างชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เอียงศีรษะ มองหลิวจี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ เป็นนางที่มองการณ์ใกล้เกินไป!


นางนึกว่าหลิวจี้แค่อยากได้เงินทองของมีค่าเล็กๆน้อยๆ ไม่คิดว่าเขาจะมีความคิดเช่นนี้ด้วย!


“เจ้าไป ไปช่วยท่านผู้เฒ่าเก็บของหน่อยสิ เจ้าคนตาไม่มีแวว” ฉินเหยาผลักหลิวจี้ที่ทำท่ายุกยิกอยากจะไปเต็มแก่ออกไปอย่างเด็ดขาด


หลิวจี้ตกใจที่ได้รับความโปรดปราน ชามน้ำแกงในมือสั่นจนแทบร่วงลงพื้น เขารีบวางมันไว้ แล้วชี้ไปยังกระโจม ตัวรถม้า หม้อชามรามไหที่ยังไม่ได้เก็บของบ้านตนเอง “เมียจ๋า บ้านเรายังไม่ได้เก็บของเลยนะ ข้าทิ้งเจ้าไว้คนเดียวคงไม่ดีกระมัง?”


ปากถามเช่นนั้น แต่เท้าซ้ายก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้ว เตรียมพร้อมจะหันหลังไปยังฝั่งตรงข้ามได้ทุกเมื่อ


พอเห็นฉินเหยาตบอกรับปากว่าทางนี้ให้นางจัดการเอง เขาก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวหัวเราะ “ฮ่าฮ่า” พลางเดินไปยังฝั่งตรงข้าม ฉวยโอกาสแย่งงานที่สามารถเข้าใกล้กงเหลียงเหลียวได้มาทำ


หลิวลี่ที่อยู่ข้างๆครอบครัวทั้งหกคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขามองหลิวจี้ทีหนึ่ง แล้วหันไปมองฉินเหยาที่ยิ้มลุกขึ้นเก็บหม้อชามรามไหอย่างแข็งขัน สนับสนุนหลิวจี้อย่างเต็มที่ ก็ลอบกำหมัดแน่น นึกเกลียดที่ตนเองหน้าบางเกินไป


ทว่างานที่ฉินเหยาต้องทำก็มีไม่มากนัก พวกต้าหลางสี่พี่น้องกินอาหารเช้าเสร็จ ก็เอาหม้อชามไปล้างที่ริมน้ำพุจนสะอาด


อีกทั้งสัมภาระต่างๆ ก็เก็บกันเรียบร้อยตั้งแต่ตื่นนอนแล้ว ยามนี้ยัดใส่เข้าไปในตัวรถม้า เก็บกระโจมอีกครั้ง จูงม้าออกมาเทียมรถม้าก็เป็นอันเสร็จสิ้น


ตะวันค่อยๆลอยสูงขึ้น เมื่อเห็นฉินเหยาเก็บของเสร็จแล้ว นายบ่าวตระกูลติงและหลิวลี่ก็เร่งมือขึ้นเช่นกัน


ทางด้านตระกูลฉีนั้นมีคนมาก รถม้าก็เตรียมเสร็จนานแล้ว กระโจมก็เก็บเรียบร้อย รอเพียงเจ้านายทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกเดินทางได้


รอจนกระทั่งแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเต็มที่ ทุกครอบครัวก็เตรียมตัวพร้อมสรรพ ออกเดินทางพร้อมกัน


ตระกูลฉีวิ่งนำหน้าไปก่อน ตามด้วยตระกูลติง จากนั้นจึงเป็นครอบครัวของฉินเหยาและหลิวลี่


ขบวนเดินทางของพวกเขา มีรถม้าทั้งหมดห้าคัน คนสามสิบกว่าคน ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่พวกที่จะหาเรื่องได้ง่ายๆ ผู้อพยพที่เจอระหว่างทางจึงไม่มีใครกล้ากรูเข้ามารุมแย่งอาหารอีก อย่างมากก็มีเพียงบางคนที่อุ้มลูกจูงหลานหรือพยุงคนชรา เข้ามาขอทานบ้าง


หลิวจี้นั้น ตั้งแต่ถูกฉินเหยาส่งตัวออกไปก็ไม่ได้กลับมาที่รถม้าของบ้านตนอีกเลย ตั้งแต่ออกเดินทางเขาก็เบียดตัวเข้าไปอยู่ในรถม้าของกงเหลียงเหลียว


เหตุผลที่เขาหามาอ้างก็ช่างไร้ที่ติ


ตอนที่หลิวจี้กล่าวคำนี้ มีสีหน้าท่าทางภาคภูมิใจราวกับว่าการได้ปรนนิบัติท่านอาจารย์ทำธุระส่วนตัวนั้นทำให้ชีวิตของตนสมบูรณ์แล้ว แม้แต่ฉีเซียนกวนยังรู้สึกว่าหากปฏิเสธเขาไป สำหรับคนป่าที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างคนนี้ คงจะโหดร้ายเกินไปหน่อย


อย่างไรเสีย เขาก็แค่ต้องการปรนนิบัติท่านอาจารย์ทำธุระส่วนตัวเท่านั้น เขาจะมีเจตนาร้ายอะไรได้เล่า!


ดังนั้น หลิวจี้จึงได้นั่งอยู่ในรถม้าของกงเหลียงเหลียว


ตลอดเส้นทางนี้ เสียงหัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า” อย่างร่าเริงของหลิวจี้ก็ดังออกมาจากในรถม้าเป็นครั้งคราว นานๆครั้งยังได้ยินเสียงไอเหมือนกลั้นหัวเราะของกงเหลียงเหลียวแว่วออกมาหลายครั้ง ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองด้วยความสงสัยว่าเขาคุยอะไรกับท่านอาจารย์กันแน่


รอจนถึงเวลาพักกลางวัน หลิวจี้จึงลงมาจากตัวรถม้าครู่หนึ่ง เตรียมอาหารกลางวันสำหรับครอบครัวตนเองเสร็จแล้ว ก็กลับขึ้นไปบนตัวรถม้าปรนนิบัติกงเหลียงเหลียวต่อ


ก่อนไป หลิวจี้โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูฉินเหยา แบ่งปันเรื่องราวลับๆกับนาง “เมียจ๋า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงมีฉายาว่าบัณฑิตประหลาดผู้บ้าคลั่ง?”


อาจเป็นเพราะหลิวจี้เพิ่งล้างกระโถนเสร็จ ฉินเหยาจึงรู้สึกว่าพอเขาเข้ามาใกล้ก็มีกลิ่นแปลกๆลอยโชยมา นาง.อดกลั้นสัญชาตญาณที่จะหลบหลีก กลั้นหายใจแล้วถาม “เหตุใดรึ?”


หลิวจี้ถูกฉินเหยารังเกียจไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้วจึงไม่ได้คิดมาก เขาหัวเราะหึๆอย่างน่าหมั่นไส้สองทีแล้วตอบว่า “ท่านกงเหลียงเหลียวน่ะเขาชอบดื่มสุรา เล่นไพ่ ทั้งยังด่าแม่อีกด้วย!”



จบตอน

Comments