ตอนที่ 261: หัวเราะโง่งม
“เจ้าคิดว่าเหตุใดในรถม้าถึงได้มีเสียงกลั้นหัวเราะของท่านอาจารย์ดังมาตลอดเล่า ก็มิใช่เพราะได้พบข้าผู้นี้ที่สามารถดื่มสุรา เล่นไพ่และยังสบถด่าแม่เป็นเพื่อนเขาได้หรอกรึ”
หลิวจี้กล่าวอย่างภาคภูมิใจยิ่งนัก รู้สึกว่าการดื่มสุรา เล่นไพ่และด่าแม่ดูราวกับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ฉินเหยาย่นจมูก บนตัวของหลิวจี้ดูเหมือนจะมีกลิ่นสุราจางๆอยู่จริง
กลิ่นนั้นไม่ฉุน เจือด้วยกลิ่นยาสายหนึ่งจนทำให้นางเข้าใจว่าเป็นกลิ่นคนแก่ที่ติดมาจากตัวของกงเหลียงเหลียวมาโดยตลอด
ประกอบกับเขาเพิ่งจะขัดล้างกระโถนเสร็จ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนึกโยงไปถึงเรื่องอุจจาระปัสสาวะผายลมเหล่านั้น ช่างยากจะเอ่ยคำใดออกมาได้จริงๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงความลังเลของฉินเหยา หลิวจี้ก็รีบอธิบาย “เมียจ๋า เจ้าวางใจเถิด ข้าเพียงต้องการทำให้ท่านอาจารย์มีความสุขจึงได้เล่นสิ่งเหล่านี้เป็นเพื่อนเขา แต่ตัวข้าหาใช่คนเช่นนั้นไม่ เจ้าต้องเชื่อมั่นในนิสัยใจคอของข้านะ”
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเยาะเย้ยออกมา “ดูท่าเจ้าจะเพลิดเพลินไปกับมันไม่น้อยเลยนะ”
“แต่ว่าครั้งนี้ก็ให้แล้วกันไป อย่าให้มีครั้งต่อไปเล่า ไปเถอะ พอช่วงพลบค่ำถึงสถานีพักม้า เราก็ต้องแยกกันแล้ว เวลาที่เหลือให้เจ้านั้นมีไม่มากแล้ว”
ปัจจุบันกงเหลียงเหลียวลาออกจากตำแหน่งแล้ว ทว่าถึงอย่างไรก็เคยเป็นขุนนางในราชสำนัก อีกทั้งยังมีศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าแก่มากมายที่ยังรับราชการอยู่ในราชสำนัก สถานะและตำแหน่งมิได้ตกต่ำลงตามการลาออกของเขา เขาย่อมสามารถเข้าพักในสถานีพักม้าได้
ทว่าพวกนางที่เป็นเพียงสามัญชนกลับมิมีสิทธิ์เช่นนั้น ดังนั้นเมื่อถึงสถานีพักม้า พวกนางจึงยังต้องเดินทางต่อไปยังเมืองถัดไปเพื่อหาโรงเตี๊ยมค้างแรม
บ้านเกิดของตระกูลฉีตั้งอยู่ที่อำเภอเวิ่นซึ่งอยู่ติดกับอำเภอไคหยาง แต่หนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนอีกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ ไม่ใช่เส้นทางเดียวกัน หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป หลังจากนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีโอกาสเช่นวันนี้อีก
ฉีเซียนกวนบอกอยู่หรอกว่าจะส่งคนมามอบของขวัญขอบคุณให้ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่หากว่าพวกเขาเพียงแค่พูดไปตามมารยาทเล่า
หรือไม่ เมื่อถึงเวลาก็ส่งบ่าวไพร่พ่อบ้านอะไรทำนองนั้นมามอบให้แทน โอกาสที่จะได้พบกงเหลียงเหลียวอีกในภายภาคหน้าก็เท่ากับศูนย์
ตระกูลผู้ดีเก่าแก่อย่างตระกูลฉี มหาบัณฑิตผู้มีสถานะเช่นกงเหลียงเหลียวย่อมไม่มีทางจะมีความสัมพันธ์ใดๆกับคนบ้านนอกไร้ชื่อเสียงอีกเป็นอันขาด
ครั้งนี้หากมิใช่เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ถูกเหล่าผู้อพยพล้อมไว้และติงซื่อให้ข้อมูลว่ากงเหลียงเหลียวอาจจะอยู่บนรถม้าของตระกูลฉี พวกนางก็คงจะคลาดกันไปแล้ว
สิ่งเหล่านี้ที่ฉินเหยาคิด ในใจของหลิวจี้ก็กระจ่างแจ้งเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่แยแสที่จะเปิดเผยเจตนาอันแรงกล้าของตนเอง
หน้าหนา ประจบสอพลอ เพ้อฝัน แล้วจะอย่างไรเล่า
ขอเพียงแค่บรรลุเป้าหมาย ทุกสิ่งก็จะกลายเป็นวาสนาอันงดงาม
ยามพลบค่ำ ตระกูลฉีหยุดรถลงที่หน้าสถานีพักม้า อีกสามครอบครัวที่เหลือเดินทางต่อไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อหาโรงเตี๊ยมค้างแรม
หลิวจี้ลงมาจากรถม้าของกงเหลียงเหลียวอย่างอาลัยอาวรณ์ ประสานหมัดคารวะอย่างนอบน้อม กลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเองด้วยสีหน้าที่ไม่นับว่ามีความสุขนัก รับแส้ม้าจากมือของฉินเหยาแล้วกลับไปยังตำแหน่งสารถีของตน
ก่อนจะแยกทางกัน ฉีเซียนกวนตั้งใจมากล่าวลาฉินเหยาโดยเฉพาะและแสดงความขอบคุณอีกครั้ง
เมื่อหันหลังกลับ สีหน้าพลันก็แสดงความยินดีอย่างเห็นได้ชัด ตามขบวนรถม้าของกงเหลียงเหลียวเข้าไปในสถานีพักม้า
ติงซื่อมาส่งพวกเขาด้วยตนเองถึงห้องโถงใหญ่ของสถานีพักม้า และเชิญชวนฉีเซียนกวนกับกงเหลียงเหลียวให้หาเวลาว่างไปเยี่ยมเยียนที่จวนของตนอย่างกระตือรือร้น จากนั้นจึงกลับขึ้นรถม้า คณะเดินทางมุ่งหน้าต่อไป
หลิวลี่หันกลับไปมองหลิวจี้หลายครั้ง เห็นเขาแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ คาดเดาว่าแปดส่วนเขาคงฝากตัวเป็นศิษย์ไม่สำเร็จ
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อค้างแรมที่โรงเตี๊ยมในยามค่ำคืน เหลือเพียงครอบครัวทั้งหกชีวิต หลิวจี้ก็ลุกขึ้นจากที่นอนบนพื้น ชะโงกศีรษะไปเกาะที่หัวเตียงของฉินเหยาแล้วร้องเรียกเบาๆอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า เมียจ๋า!”
ฉินเหยาลืมตาขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองไม่ถึงครึ่งเมตร นัยน์ตาเย็นชาคู่นั้นจับจ้องมาจนหัวใจของหลิวจี้หดวูบไปชั่วขณะ แต่เขาก็มิได้ถอยห่าง ความเคยชินกลายเป็นธรรมชาติ เพียงแต่กลืนน้ำลายระงับความตกใจเงียบๆ จากนั้นก็กล่าวต่อด้วยเสียงเบาอย่างตื่นเต้น
“มีข่าวดีข่าวหนึ่งและข่าวร้ายข่าวหนึ่ง เจ้าอยากฟังข่าวไหนก่อน?”
ฉินเหยาสุ่มเลือกเอาอันหนึ่ง “ข่าวร้ายเถอะ”
หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ท่านผู้เฒ่ากงเหลียงเหลียวผู้นี้ช่างปากแข็งนัก ข้าตื๊ออยู่ครึ่งค่อนบ่ายเขาก็ยังคงไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์”
โอกาสนี้มีน้อยอย่างยิ่งจริงๆ ฉินเหยาเองก็มิได้ประหลาดใจ อย่างไรเสียหลิวจี้ผู้นี้ก็ไม่มีจุดใดโดดเด่นเป็นพิเศษ ฉีเซียนกวนผู้นั้นอย่างน้อยก็ยังมีชื่อเสียงเป็นเด็กอัจฉริยะที่อ่านผ่านตาแล้วไม่ลืม
หลิวจี้เกาศีรษะ “เรื่องนั้นก็ไม่ แต่ไม่ได้ตอบตกลงก็คือปฏิเสธไม่ใช่รึ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ส่ายศีรษะเบาๆ นางรู้สึกว่าท่าทีที่ไม่ปฏิเสธนี้ยังคงต้องขบคิดให้ละเอียด
“ข่าวดีคืออะไร”
หลิวจี้ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะหึๆ พลางกล่าวด้วยเสียงอู้อี้ “ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าเห็นแก่ที่ข้าค่อนข้างถูกใจเขา เขาสามารถจัดการให้ข้าทำงานเป็นเด็กรับใช้ข้างกายได้ เบี้ยหวัดให้เดือนละสองตำลึงเชียวนะ…”
อีกนิดเดียวเขาก็เกือบจะอดใจไม่ไหวตอบตกลงไปแล้ว
“แต่ข้าก็กล่าวในทันทีว่า ไม่! ข้าหลิวจี้ไม่ยอมเป็นบ่าวรับใช้ผู้ใดเด็ดขาด! ข้าปรนนิบัติท่านอาจารย์เพราะเคารพนับถือท่านอาจารย์ หาใช่เพื่อเงินรายเดือนเพียงสองตำลึงนั่นไม่!”
พอพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ยกมือขึ้นปิดปาก ส่งเสียงสะอื้นฮือๆออกมา “เมียจ๋า สองตำลึงมันเยอะมากจริงๆนะ”
ฉินเหยาถูกหยอกจนหัวเราะแล้ว มุมปากของนางยกขึ้น ส่งสัญญาณให้เขาเลิกเสแสร้งแล้วพูดต่อ
หลิวจี้เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะอีกครั้ง กล่าวต่อว่า “พอเห็นข้าปฏิเสธ ผู้เฒ่าก็ดูผิดหวังอยู่บ้าง ข้าจึงฉวยโอกาสบอกเขาไปว่า ทิวทัศน์ของหมู่บ้านพวกเรางดงามเป็นพิเศษ ให้เขาหาเวลาว่างพาเจ้าเด็กฉีเซียนกวนนั่นมาที่หมู่บ้านของเราด้วยกันได้ มาเสพความสุนทรีย์ที่เรียกว่าฝากอารมณ์ไว้กับขุนเขาและสายนทีอะไรนั่น”
“ข้าก็แค่พูดไปเล่นๆเช่นนั้น ที่อยากจะพูดจริงๆคือต่อจากนี้ หากข้าอ่านหนังสือแล้วพบเจออุปสรรคจะสามารถไปหาเขาที่ตระกูลฉีในอำเภอเวิ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่ายังไม่ทันที่ข้าจะได้เอ่ยปาก เขาก็ตอบรับคำเชิญก่อนหน้าของข้าในคำเดียว ทำให้ข้าดีใจจนลืมเรื่องที่จะไปตระกูลฉีเสียสิ้น…”
หลิวจี้พูดเร็วมาก อารมณ์ก็ตื่นเต้น พูดไปพูดมาก็ควบคุมระดับเสียงไม่ได้ เด็กทั้งสี่คนจึงตื่นกันหมด
แสงจันทร์สลัวราง ส่องให้เห็นเค้าโครงของเครื่องเรือนในห้องพักได้อย่างเลือนราง ทว่าท่ามกลางความมืดสลัวนี้ ดวงตาสี่คู่กลับส่องประกายสีขาววาววับ ทำให้หลิวจี้ที่กำลังกล่าวอย่างตื่นเต้นตกใจจนร้องเสียงหลงว่า “แม่จ๋า!” ออกมาหนึ่งที
หลังจากที่รู้ตัวว่าเป็นเด็กทั้งสี่คน เขาจึงค่อยตบอกถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก
“ท่านพ่อ มหาบัณฑิตจะมาหมู่บ้านของพวกเราจริงๆหรือขอรับ” ต้าหลางถามต่ออย่างตื่นเต้น เขาลุกพรวดขึ้นจากที่นอนบนพื้นแล้วมองบิดาแท้ๆที่กำลังตบอกอย่างตกใจด้วยความคาดหวัง
เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงที่เหลือ ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจระคนไม่อยากจะเชื่อออกมาเช่นกัน
หลิวจี้เชิดคางขึ้นอย่างได้ใจ “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงสิ ไม่ดูเสียบ้างว่าเห็นแก่หน้าผู้ใด!”
“เจ้าช่างหน้าใหญ่เสียจริง” ฉินเหยาแค่นเสียง ‘ชิ’ ใส่เขาทีหนึ่ง ด้วยเกรงว่าหากตนไม่กดเขาไว้บ้าง หางของคนบางคนคงจะชี้ขึ้นไปถึงฟ้าแล้ว
แต่ว่าเจ้าคนไร้ค่าหลิวจี้ผู้นี้ ในที่สุดก็ทำเรื่องที่เป็นโล้เป็นพายได้เสียที
บุคคลเช่นกงเหลียงเหลียว หากสามารถมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวได้จริง ถึงตอนนั้นไม่ว่าหลิวจี้จะฝากตัวเป็นศิษย์สำเร็จหรือไม่ อาศัยเพียงชื่อเสียงของมหาบัณฑิต ก็จะสามารถดึงดูดเหล่าบัณฑิตที่เดินทางมาเพื่อเลียนแบบมหาบัณฑิตได้ไม่น้อย
ชนชั้นสูงเหล่านี้ เมื่อมาถึงหมู่บ้านย่อมต้องกินข้าวพักแรมเป็นแน่ ถึงตอนนั้นหากพวกนางเปิดร้านอาหาร เปิดโรงน้ำชาที่หน้าประตูบ้าน แล้วก็ทำบ้านพักสักสองสามหลังอะไรพวกนั้นก็จะสามารถหาเงินได้ที่บ้านแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หลิวจี้ประคองใบหน้ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ขอเพียงกงเหลียงเหลียวสามารถมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ การที่เขาจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม!
พวกต้าหลางสี่พี่น้องมองท่านพ่อท่านแม่ด้วยความงุนงง แม้จะไม่รู้ว่าพวกท่านกำลังดีใจเรื่องอันใดกันแน่ แต่คิดว่าคนครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตาจึงพลอยหัวเราะโง่งมตามไปด้วย
ตอนที่ 262: ใกล้จะถึงบ้านแล้ว
การเดินทางกลับผ่านมาครึ่งทางแล้ว ทุกคนใจร้อนอยากกลับบ้าน บนเส้นทางนอกจากการเข้าสุขาและกินมื้อกลางวันแล้ว เวลาที่เหลือล้วนใช้ไปกับการเดินทาง
ยิ่งใกล้อำเภอไคหยาง จำนวนผู้อพยพก็ยิ่งมากขึ้น
และในบรรดาผู้อพยพเหล่านี้ก็มีชาวบ้านในอำเภออยู่ราวสองถึงสามส่วนด้วยล้วนเป็นผู้ที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชในฤดูใบไม้ผลิได้
ยามนี้ราคาธัญพืชในอำเภอไคหยางสูงลิ่วถึงขนาดที่ข้าวหยาบราคาห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ข้าวทั่วไปหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน ข้าวอย่างดีสามร้อยเหวิน เป็นราคาที่สูงลิ่วเทียมฟ้า
ร้านแลกเงินและโรงรับจำนำเปิดให้บริการ ณ บริเวณที่ผู้อพยพรวมตัวกันนอกเมืองโดยตรง คนที่มาขอกู้เงินเพื่อซื้อธัญพืชต่อแถวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟูเสียจนรอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่ผู้ปล่อยเงินกู้ไม่เคยหุบลงเลย
ชาวบ้านผู้ลี้ภัยจากต่างถิ่นจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ในเขตอำเภอไคหยาง แต่ทางการกลับยังไม่มีเอกสารใดๆลงมาเพื่อแก้ไขปัญหา ยามนี้สามารถใช้ได้เพียงคำว่า ‘โกลาหล’ มาอธิบายสถานการณ์ภายในอำเภอไคหยางเท่านั้น
ตลอดเส้นทางของฉินเหยาทั้งสามครอบครัว พบเจอการขายบุตรชายบุตรสาวนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีชายหญิงวัยฉกรรจ์ปักหญ้าขายตนเองเป็นทาสอีกด้วย
กิจการค้ามนุษย์ดีถึงขนาดที่ตอนนี้ใช้เงินเพียงห้าตำลึงก็สามารถซื้อคนเป็นๆ ที่ยังหนุ่มแน่นแข็งแรงได้หนึ่งคนแล้ว
เด็กเล็กยังไม่มีราคา ต้องหน้าตาหมดจดงดงามจึงจะพอถูกพาเข้าเมืองไปได้บ้าง
วันที่คณะของฉินเหยาเดินทางมาถึงตัวอำเภอไคหยาง ประตูเมืองอำเภออยู่ในสถานะปิดตายมาสามวันแล้ว
ชาวบ้านในเมืองได้รับอนุญาตให้ออกแต่ไม่อนุญาตให้เข้า เว้นแต่จะมีเอกสารเข้าออกจากทางการ
หากต้องการเข้าเมืองเพื่อซื้อธัญพืช จำต้องมีใบผ่านทางจึงจะสามารถจ่ายค่าเข้าเมืองเพื่อเข้าเมืองได้
นึกถึงตอนนั้น ใต้เท้านายอำเภอเคยรับปากอย่างแข็งขันกับชาวบ้านว่าธัญพืชในยุ้งฉางมีเพียงพอ แต่นึกไม่ถึงว่าเมืองข้างเคียงจะมีผู้อพยพมามากมายเพียงนี้
ชั่วขณะหนึ่ง ยุ้งฉางจะเปิดหรือไม่เปิดก็ยังไม่มีข้อสรุป
ชาวบ้านในอำเภอทั้งเกลียดชังทั้งจนใจต่อคนนอกเหล่านั้น หากไม่มีผู้อพยพจากภายนอก ป่านนี้พวกเขาคงได้กินธัญพืชช่วยเหลือจากทางการไปนานแล้ว
แต่วันเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆก็ไม่ใช่เรื่องดี การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว หากตอนนี้มีคนตายมากเกินไป ถึงเวลานั้นผลงานการปกครองคงดูไม่ดี
ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางเสียงก่นด่าของผู้ประสบภัยในอำเภอ ในที่สุดทางการก็เปิดยุ้งฉาง
ทุกเช้าเย็น ชาวบ้านที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอไคหยางทุกคน สามารถใช้ทะเบียนบ้านมาขอรับธัญพืชบรรเทาทุกข์ได้
คำสั่งนี้ประกาศออกมา กิจการค้ามนุษย์นอกเมืองก็ยิ่งรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นไปอีก การกราบไหว้พ่อบุญธรรม การกราบไหว้แม่บุญธรรม การสมัครใจเป็นเขยแต่งเข้าบ้านหญิง หรือเป็นสะใภ้ เดินวนใต้ประตูเมืองรอบหนึ่งก็สามารถพบเห็นได้หลายสิบราย
เหล่าผู้อพยพจากต่างถิ่นต่างประณามนายอำเภอไคหยางว่าดูแลแต่ชาวบ้านในอำเภอตน ไม่สนใจความเป็นความตายของพวกเขา เสียงความไม่พอใจของประชาชนดังกึกก้องไปทั่ว
ตอนที่คณะของฉินเหยาเดินทางอย่างระมัดระวังมาถึงเมืองจินสือ เกวียนบรรทุกธัญพืชของทางการก็เกือบจะถูกปล้นไปแล้ว
โจวเจิ้ง หลานชายของผู้ใหญ่บ้านรับผิดชอบคุ้มกันเกวียนธัญพืช เมื่อเห็นว่าเกวียนธัญพืชกำลังจะถูกกลุ่มผู้อพยพต่างถิ่นที่วางแผนปล้นมาล่วงหน้าชิงไป ก็ทั้งร้อนใจทั้งโกรธแค้น ขณะที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีนั้น หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่ง
ทันใดนั้น ดวงตาก็พลันเปล่งประกาย เขาตะโกนเสียงดังลั่นทันที “ฉินเหนียงจื่อ! ช่วยด้วย ฉินเหนียงจื่อ!”
ช่วงไม่กี่วันของการเดินทางกลับมานี้ เพื่อรับมือกับผู้อพยพ ต้าจ้วงและผู้คุ้มกันสองคนของตระกูลติงได้บ่มเพาะความรู้ใจกับฉินเหยาเอาไว้นานแล้ว พอเห็นฉินเหยาชักดาบลงมือก็รีบคว้าอาวุธข้างกายตามขึ้นไปทันที
ฉินเหยาเปิดทาง สันดาบกวาดไปเพียงครั้งเดียวคนก็ล้มลงไปเป็นแถบ คนธรรมดาเมื่อพบนาง ย่อมไม่มีช่องทางให้ตอบโต้ได้เลย
ผู้คุ้มกันทั้งสองคนของตระกูลติงและต้าจ้วงจึงฉวยโอกาสเบียดเข้าไปถึงหน้าเกวียนธัญพืช เรียกโจวเจิ้งและเจ้าหน้าที่ของทางการคนอื่นๆ ให้เข็นเกวียนธัญพืชตามหลังพวกตนมา
รอเพียงฉินเหยากวาดล้างอุปสรรค เปิดทางออกได้สายหนึ่ง ก็รีบคุ้มกันเกวียนธัญพืชฝ่าวงล้อมออกไปทันที
เพราะอีกฝ่ายล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาจึงไม่กล้าลงมือสังหาร พอเห็นเป้าหมายฝ่าวงล้อมออกไปได้ รู้ว่าการไม่สำเร็จแล้ว ขวัญกำลังใจย่อมอ่อนลงเป็นธรรมดา
ตามปกติแล้ว โจวเจิ้งย่อมต้องหยิบโซ่ตรวนจับตัวหัวโจกสองสามคนเข้าคุกหลวงเป็นแน่ แต่ยามนี้ผู้ที่ประสบพบเจอล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างขุ่นเคือง สั่งการให้พวกพ้องชิงเกวียนธัญพืชกลับมาทั้งหมดแล้วจึงยกกระบองขึ้นข่มขู่ขับไล่พวกเขาไป
ท้ายที่สุดก็ยังคงเป็นฉินเหยาที่ชักดาบฟันแขนของหัวโจกจนได้เลือด เหล่าผู้อพยพต่างถิ่นเหล่านี้จึงล่าถอยออกไปด้วยใจไม่ยินยอม
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ” ฉินเหยาถือดาบเดินมาตรงหน้าพวกโจวเจิ้งแล้วเอ่ยถามสถานการณ์
พลางคิดจะคว้าหญ้าข้างทางกำหนึ่งมาเช็ดเลือดบนดาบ แต่หญ้าสักต้นก็คว้าไม่ได้ กลับคว้าได้แต่ฝุ่นดินแห้งผากเต็มมือ
นางเกือบลืมไปแล้วว่า นอกจากพืชผลที่ยังเติบโตอยู่ในนาแล้ว ทุกสิ่งริมทางซึ่งพอจะกินได้ ล้วนถูกเก็บไปจนหมดสิ้นแล้ว
เหล่าผู้อพยพต่างถิ่นล้วนรู้ดีว่า พืชผลคือชีวิตของชาวนา หากแตะต้องพืชผลในนา ชาวบ้านอำเภอไคหยางย่อมต้องสู้ตายกับพวกเขาเป็นแน่
ทำการสิ่งใดให้เหลือทางถอย เกรงว่าหากทำถึงที่สุดแล้วจะถูกตอบโต้กลับ จึงได้ละเว้นพืชผลในท้องนาไว้
เมื่อไม่ได้หญ้า ฉินเหยาจึงทำได้เพียงคว้าดินขึ้นมากำหนึ่ง ใช้ดินปัดๆเช็ดๆคมดาบ แล้วยื่นให้หลิวจี้บนรถ บอกให้เขาเก็บไปก่อน
โจวเจิ้งถอนหายใจเสียงหนึ่ง “ผู้อพยพต่างถิ่นเหล่านี้ไม่มีทะเบียนบ้านของอำเภอนี้ จึงรับธัญพืชช่วยเหลือของพวกเราไม่ได้ แต่ละคนล้วนร้อนใจจนตาแดงก่ำ ไม่กลัวตายบุกมาปล้นธัญพืชของทางการ”
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “ใต้เท้านายอำเภอไม่ได้ขอธัญพืชบรรเทาทุกข์จากเบื้องบนหรือ ผู้อพยพเหล่านี้ราชสำนักเตรียมจะจัดการอย่างไร”
โจวเจิ้งเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างตัวเล็กๆ รู้เรื่องราวไม่มากนัก แต่เรื่องที่นายอำเภอได้รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้นไปเบื้องบนแล้วนั้นเขาก็ได้ยินมาอยู่
“ท่านนายอำเภอรายงานสถานการณ์ขึ้นไปแล้ว แต่ผู้อพยพเหล่านี้เดิมทีไม่ใช่คนของพวกเรา ท่านผู้ว่าการยังต้องรายงานขึ้นไปยังราชสำนัก รอรับราชโองการจากราชสำนักลงมา จึงจะกล้าเปิดยุ้งฉาง ต่อให้เป็นม้าเร็วส่งสารแปดร้อยลี้ก็ยังต้องรอถึงสิบวันครึ่งเดือน”
ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีคำสั่งที่ชัดเจนจากราชสำนัก การที่นายอำเภอสามารถดูแลผู้ประสบภัยภายในอำเภอของตนได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
อีกทั้งเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น บ่อนพนันและโรงรับจำนำ สองแห่งนี้ล้วนเป็นพวกเดียวกัน เป็นดั่งอสรพิษกับหนู ภายในยังมีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซง ก่อนหน้านี้กักตุนธัญพืชราคาถูกไว้เป็นจำนวนมาก ยามนี้นำออกมาขายในราคาสูงลิ่ว หากภัยพิบัติคลี่คลายลงเร็วถึงเพียงนั้นแล้วพวกเขาจะหากำไรได้อย่างไร
คำพูดเหล่านี้ โจวเจิ้งไม่อาจกล่าวออกมาตรงๆได้ แต่ฉินเหยาเพียงครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจได้แล้ว คิ้วงามขมวดเล็กน้อย
มังกรถิ่นไกลไม่อาจกดขี่งูเจ้าถิ่นได้ ดูท่าว่าวันเวลาอันโกลาหลนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง
โจวเจิ้งยังมีภารกิจต้องทำ เมื่อหลุดพ้นจากปัญหาก็กล่าวขอบคุณแล้วขอตัวลาไปก่อน
ติงซื่อประสานหมัดคำนับเล็กน้อย พวกเขาแยกกันตรงนี้ รีบมุ่งหน้ากลับบ้าน
ฉินเหยามองดูนอกเมืองจินสือก็ไม่ได้มีผู้อพยพหยุดพักอยู่มากนัก อีกทั้งคนตระกูลติงก็มีมาก ติงเซียงไม่น่าจะเป็นอะไร
หลิวจี้ไหนเลยจะสนใจคุณหนูจากตระกูลใหญ่ฐานะมั่งคั่ง เขาเป็นห่วงเพียงข้าวสาลีหนึ่งหมื่นจินในยุ้งฉางของบ้านตนเองเท่านั้น ไม่ต้องรอให้ฉินเหยากระตุ้นก็เร่งความเร็วรถม้ามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว
ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอ บนถนนสายหลักที่มุ่งสู่หมู่บ้านเซี่ยเหอมีก้อนหินและรั้วไม้กั้นขวางอยู่ ทั้งยังมีชาวบ้านคอยลาดตระเวนที่ทางเข้าออก
พอเห็นคณะของฉินเหยาและหลิวลี่ พวกเขาก็เผยแววประหลาดใจ จากนั้นคนหน้าคุ้นคนหนึ่งก็เอ่ยปากทักทายพวกเขา
หลิวจี้รับคำพลางสอบถามสถานการณ์ของหมู่บ้านตระกูลหลิว
ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอหัวเราะกล่าว “หมู่บ้านพวกเจ้าไม่มีเรื่องอันใดเลย ไอ้หุบเขานั่นคนอื่นหาไม่เจอด้วยซ้ำ หากจะมาก็ต้องผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอของพวกเราก่อน”
ทั้งยังกล่าวอีกว่า “เมื่อวานเพิ่งเห็นช่างไม้หลิวกับพี่ใหญ่บ้านเจ้ามารับไม้จากขบวนพ่อค้า ได้ยินว่าหมู่บ้านพวกเจ้าจะสร้างโรงงานใหญ่เพื่อทำหีบไม้โดยเฉพาะ น้องชายข้าเองก็ไปสมัครด้วย น่าเสียดายที่คนเยอะเกินไปจึงไม่ได้รับเลือก”
ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียงล้วนรู้กันหมดว่าบ้านเจ้าหลิวสามนั้นฉินเหยาเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด จึงหันมายิ้มประจบฉินเหยา “ฉินเหนียงจื่อ คราวหน้ารับคน พวกเราไปได้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอน คราวหน้ารับสมัครคนงานจะบอกท่าน ฟ้ามืดแล้ว พวกข้าขอกลับบ้านก่อน!”
“ได้เลย ได้เลย เดินทางดีๆนะ” ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอโบกมือ
เมื่อรู้ว่าไม่มีผู้อพยพเข้ามาในหมู่บ้าน ฉินเหยาและหลิวจี้ต่างถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
หลิวจี้ร้อง “ย้ะ!” เสียงหนึ่ง เหล่าหวงเห็นทิวทัศน์ที่คุ้นเคย รู้ว่าใกล้จะถึงบ้านแล้ว ก็สับกีบวิ่งอย่างร่าเริงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของบ้าน
ตอนที่ 263: กลับมาก็ดีแล้ว
เมื่อมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ฟ้าเพิ่งจะมืดลง
หลิวต้าฝูนับวันรอ คิดว่าบุตรชายน่าจะกลับมาในไม่กี่วันนี้แล้ว ทุกวันยามเย็นหลังกินอาหารเสร็จก็จะไพล่มือเดินเล่นไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
ด้านนอกยามนี้ล้วนเป็นผู้อพยพ หลิวต้าฝูค่อนข้างกังวลถึงความปลอดภัยของบุตรชาย แต่เมื่อเห็นว่าพวกช่างไม้หลิวหลายวันนี้ยังคงรับไม้ที่ขนส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลอยู่ตลอดและยังติดต่อกับฉินเหยาไม่ขาดจึงค่อยวางใจลงได้บ้างเล็กน้อย
เสียงล้อรถม้าเคลื่อนตัวดังมา หลิวต้าฝูที่ยืนคุยเล่นกับช่างไม้หลิวซึ่งยังไม่กลับบ้านอยู่ที่หน้าประตูโรงงานเครื่องเขียน พลันมองไปด้วยความตื่นเต้นทันที
ช่างไม้หลิวได้รับจดหมายก่อนแล้ว ทราบว่าฉินเหยาน่าจะถึงบ้านในวันสองวันนี้ จึงไม่ได้ประหลาดใจนัก แต่ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา
ท่ามกลางราตรีอันเลือนราง สามารถมองเห็นโคมไฟสองสายที่แขวนอยู่หน้าซุ้มประตูโรงงานเครื่องเขียนส่องแสงอบอุ่นออกมา
ซานหลางและซื่อเหนียงมุดออกมาจากตัวรถม้า ยืนอยู่บนคานรถแล้วตะโกนเสียงดัง “ท่านปู่ฝู!”
เอ้อร์หลางเกาะอยู่ที่หน้าต่างรถพลางถามอย่างสงสัย “พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นท่านปู่ฝู มิใช่ท่านปู่คนอื่น”
ซานหลางยิ้มตอบ “ท่านปู่ฝูท้องป่องเหมือนลูกหนังใบใหญ่”
จากสภาพความเป็นอยู่ในหมู่บ้านการจะเลี้ยงดูคนจนมีท้องใหญ่ปานนี้ได้ ก็มีเพียงบ้านหลิวต้าฝูเท่านั้น เด็กในหมู่บ้านไม่มีใครไม่รู้
หลิวลี่ได้ยินเสียงเรียกของซานหลางและซื่อเหนียงก็มุดออกจากรถม้าด้วยความตื่นเต้น
หลิวต้าฝูรีบโบกมือ ทั้งที่ใจอยากจะก้าวเข้าไปหา แต่กลับแสร้งทำทีไม่ใส่ใจ ยืนรออยู่ที่เดิมให้หลิวลี่วิ่งเข้ามา
เมื่อบุตรชายมาถึงเบื้องหน้าก็สำรวจดูเสียรอบหนึ่ง ไม่เห็นว่าแขนขาขาดหายไป จึงทำหน้าเคร่งขรึมสั่งสอน “เป็นซิ่วไฉแล้ว ไฉนยังคงซุ่มซ่ามเหมือนเด็กหนุ่มเช่นนี้ รถยังจอดไม่สนิทก็กระโดดลงมาเสียแล้ว จริงๆเลย…”
ผลการสอบขุนนางมาพร้อมกับจดหมายที่ฉินเหยาส่งมาถึงหมู่บ้านนานแล้ว ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นยินดีที่สุดครอบครัวหลิวต้าฝูได้สัมผัสล่วงหน้าไปแล้ว ยามนี้เมื่อได้พบบุตรชายอีกครั้งจึงเพียงแค่อยากรู้ว่าตลอดการเดินทางเขาปลอดภัยดีหรือไม่ ร่างกายซูบผอมลงหรือไม่
ช่างไม้หลิวเห็นท่าทีอยากเป็นห่วงแต่ยังคงไว้ท่าของหลิวต้าฝู มุมปากก็ยกยิ้มเงียบๆ แล้วเดินเข้าไปหา
“เจ้ากลับมาเสียที หากไม่มาอีก ข้าคงต้องยุ่งจนคลั่งแล้ว”
พอได้พบหน้าฉินเหยาคราแรก ช่างไม้หลิวก็เปิดปากพรั่งพรูความคับข้องใจออกมาทันที เล่าถึงความเหนื่อยยากและความอัดอั้นตันใจของตนเองในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ทั่วทั้งโรงงานเครื่องเขียน มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้กระบวนการทั้งหมด ด้านหนึ่งต้องรับสมัครคนงาน อีกด้านต้องฝึกสอนคนใหม่ อีกด้านยังต้อง….
ฉินเหยารีบยกมือห้ามเขาไว้ก่อนแล้วกล่าวอย่างขบขัน “อย่าเพิ่งรีบร้อนพูดเรื่องนี้ รอข้ากลับบ้านจัดแจงเรื่องต่างๆให้เรียบร้อยก่อนแล้วจะรีบมาหาท่านทันที หลังจากนี้ยังมีเรื่องอีกมากรอให้พวกเราไปทำ”
“แน่นอน…” ฉินเหยาถูนิ้วมือ “ผลตอบแทนย่อมทำให้ท่านพอใจเป็นแน่”
ขอให้นางเก็บงำไว้ก่อน รอให้มีเวลาว่างแล้วค่อยบอกรายละเอียดแก่เขา
ช่างไม้หลิวจะทำอย่างไรได้อีก ได้แต่ปล่อยนางไป
ช่างไม้หลิวยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “รีบกลับบ้านไปเถิด จัดการเรื่องเรียบร้อยแล้วก็รีบมาที่โรงงานด้วย ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลยังมีเรื่องจะหารือกับเจ้าอีก”
เรื่องการขยายโรงงานเครื่องเขียนแทบจะดึงคนทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวเข้ามาเกี่ยวข้อง
ยึดตามความเห็นของฉินเหยา การรับสมัครคนงานใดๆ คนในหมู่บ้านตระกูลหลิวจะได้สิทธิ์ก่อน ด้วยเหตุนี้คนงานในโรงงานตอนนี้จึงเป็นคนในหมู่บ้านถึงเจ็ดส่วน
มีทั้งชายหญิงล้วนเป็นคนที่ค่อนข้างมีความสามารถในหมู่บ้าน พวกที่ไม่ได้เรื่องแม้จะได้รับสิทธิ์สัมภาษณ์ก่อน แต่หากเจ้าทำงานไม่ได้ก็โทษเราที่ไม่อยากรับเจ้าไม่ได้
เมื่อคนทำงานฝีมือมีมากขึ้น คนที่ทำงานในนาก็น้อยลง ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจึงอยากจะได้คำตอบที่ชัดเจนจากฉินเหยาว่าโรงงานเครื่องเขียนของเจ้านี้ตั้งใจจะทำระยะยาว หรือจะเหมือนโรงโม่น้ำก่อนหน้านี้ที่ทำช่วงหนึ่งหยุดช่วงหนึ่ง
หากเป็นช่วงๆ คนในหมู่บ้านมากมายละทิ้งการเพาะปลูกเช่นนี้ ทางการจะต้องเอาความแน่
แต่เรื่องนี้จะว่าเร่งด่วนก็ใช่ จะว่าไม่เร่งด่วนก็ใช่ ด้วยสถานการณ์วุ่นวายนอกอำเภอไคหยางตอนนี้ ขุนนางย่อมไม่มีแก่ใจมาสนใจเรื่องเล็กน้อยของพวกเขาเป็นแน่
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างจริงจังกล่าวว่าตนเองรับทราบแล้ว
ฟ้ามืดค่ำเพียงนี้แล้ว เห็นในโรงงานมีเพียงช่างไม้หลิวผู้เดียวที่ยังยุ่งอยู่ ฉินเหยาจึงเร่งว่า “ท่านก็กลับบ้านไปเถิด เวลายังมีเหลือเฟือ ไม่ต้องเร่งรีบเช่นนี้ ผ่อนคลายเสียบ้าง”
ฉินเหยาได้แต่มองเขาอย่างจนใจ
ช่างไม้หลิวเปิดปากได้ก็อยากจะพรั่งพรูเรื่องราวมากมายออกมาอีกครั้ง แต่ครานี้เขาได้สติทันท่วงทีจึงรีบโบกมือห้าม “ช่างเถิด ข้าควรจะเรียนรู้จากเจ้าบ้าง ผ่อนคลาย ผ่อนคลาย!”
ฉินเหยาแบมืออย่างใสซื่อ “ไฉนจึงกัดฟันกรอดเช่นนี้เล่า”
ช่างไม้หลิวไม่อยากเอ่ยปากอีกแล้ว เขาหันไปเก็บข้าวของ ดับโคมไฟ ปลอบใจตนเองให้คลายกังวลแล้วกลับบ้านไป
หลิวจี้ยิ้มพลางเรียกให้เขาขึ้นรถม้า บอกว่าจะไปส่งเขาสักช่วงหนึ่งกลับได้สายตาค้อนควักจากช่างไม้หลิว “ไปตามทางของพวกเจ้าเถิด”
หลิวจี้ยักไหล่ ก็ได้
เขาหันหน้าไปกล่าว “ท่านลุงต้าฝู พวกข้ากลับก่อนล่ะ!”
“ได้ๆ ไปเถิด ไปเถิด รอพวกเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วค่อยมากินข้าวที่บ้านข้าสักมื้อ” หลิวต้าฝูกำชับอย่างกระตือรือร้น
มุมปากของหลิวจี้พลันตกลง “กินข้าวอันใดกันก็แค่สอบได้ซิ่วไฉมิใช่รึ ตอนนี้ข้างนอกมีคนตั้งเท่าใดที่ไม่มีข้าวกิน ยังจะโอ้อวดเช่นนี้ ไม่กลัวโดนคนอื่นเพ่งเล็งหรือไร”
เขาบ่นพึมพำ สองพ่อลูกหลิวต้าฝูจึงไม่ได้ยิน แต่ฉินเหยาที่นั่งอยู่ข้างกายกลับได้ยินอย่างชัดเจน จึงถลึงตาใส่เขาเป็นเชิงเตือน
หลิวจี้รีบเปลี่ยนสีหน้าฉีกยิ้มออกมา อธิบายอย่างลนลานว่า “ข้าก็แค่แอบพูดเสียงเบาๆลับหลังเท่านั้นเอง”
เห็นสายตาเย็นชาของฉินเหยายังไม่คลายลง เขาก็รีบเม้มปากแน่น ไม่พูดแล้ว ไม่พูดอีกแล้ว!
ฉินเหยาจึงยอมปล่อยเขาไป
การเคลื่อนไหวของสองครอบครัวที่ทางเข้าหมู่บ้านนั้นไม่เบาเลย พอเดินมาถึงบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน หลิวเหล่าฮั่นก็นำพาคนทั้งบ้านใหญ่จากเรือนเก่ามารออยู่แล้ว
หลิวจี้หยุดรถม้า สองสามีภรรยาก็นำลูกทั้งสี่คนลงมาเอ่ยทักทายทุกคนรอบหนึ่ง
“ท่านปู่ ท่านย่า ท่านลุงใหญ่ท่านป้าใหญ่ ท่านลุงรองท่านป้าสะใภ้รอง ท่านอาเล็ก จินฮวา จินเป่าแล้วต้าเหมาเล่า”
นางชิวยิ้มตอบ “หลับแล้ว อยู่ที่บ้าน”
หลิวเหล่าฮั่นรับคำพลางกล่าวซ้ำๆว่า “กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว”
นางจางกำชับฉินเหยาและหลิวจี้ “เก็บของแล้วก็มากินข้าวเย็นที่บ้านนะ จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก”
“ข้าจะทำบะหมี่น้ำใส่ไข่ให้พวกเจ้ากิน รับรองปริมาณเพียงพอแน่นอน!” นางเหอเอ่ยเสริมอยู่ด้านข้าง
คำว่า “ปริมาณเพียงพอ” สามคำนี้มีน้ำหนักยิ่งนัก ฉินเหยารีบพยักหน้า “เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่!”
เกรงว่านางเหอจะเสียดายขึ้นมาแล้วเกิดเปลี่ยนใจ
จินเป่าดึงต้าหลางกับเอ้อร์หลางพลางกล่าว “สำนักศึกษาหยุดครึ่งเดือน ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว รอพรุ่งนี้พวกเราไปยิงนกบนเขากัน!”
สี่พี่น้องมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ไม่ต้องไปเรียนหรือ
ซานหลางพยายามยกมือขึ้น “พี่จินเป่า ข้าก็จะไปด้วย ข้าก็จะไปยิงนกด้วย”
“ได้สิ เจ้าเอาของอร่อยมาฝากข้าหรือไม่เล่า หากเอามาก็จะให้เจ้าไปด้วย” จินเป่าหัวเราะฮี่ๆ สิ้นเสียงก็โดนหลิวไป่เขกศีรษะไปทีหนึ่ง “พี่น้องบ้านเดียวกันยังจะถามหาผลประโยชน์อีกรึ ชักจะเอาใหญ่แล้วนะเจ้า!”
จินเป่ารีบกุมศีรษะหลบไปอยู่ด้านหลังท่านอาสะใภ้สาม หลิวไป่เห็นแก่หน้าฉินเหยา จึงเพียงชี้หน้าเจ้าเด็กไม่รักดีจากระยะไกล พอได้ยินจินเป่ากล่าวว่าผิดไปแล้วจึงยอมปล่อยเขาไป
ตอนที่ 264: ผักสดมีพอให้กิน
ซื่อเหนียงไม่สนใจกิจกรรมยิงนกของพวกเด็กผู้ชายเหล่านั้นจึงดึงจินฮวาเข้าไปหลบหลังรถม้า
นางชี้ไปยังห่อเล็กห่อใหญ่บนรถแล้วมองพี่สาวอย่างคาดหวังพลางกล่าว “พี่จินฮวา ข้าเอาโคมดอกไม้มาฝากท่าน ยามค่ำคืนวางไว้บนหัวเตียงจะงดงามเป็นพิเศษ ท่านก็ไม่ต้องกลัวเวลาตื่นกลางดึกแล้วด้วย”
จินฮวาเผยสีหน้าประหลาดใจระคนยินดี เป็นดังที่นางคาดหวังไว้จริงๆ “ซื่อเหนียง เจ้าคือพี่น้องที่ดีที่สุดของข้า!”
ซื่อเหนียงหัวเราะคิกคักเผยให้เห็นฟันขาวซี่เล็ก สองพี่น้องกอดกันกลมทันที สนิทสนมกันยิ่งนัก
หลิวเฝยตบแขนของหลิวจี้เบาๆ หลิวจี้ที่กำลังคุยโม้กับหลิวไป่และหลิวจ้งอยู่จึงหันกลับมายิ้ม “มีเรื่องอะไร”
หลิวเฝยทำหน้าจริงจัง “พี่สาม ท่านอย่าเสียใจไปเลย”
หลิวจี้ฉีกยิ้มกว้าง เจ้าดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มเต็มที่ของข้านี่สิ เหมือนคนกำลังเสียใจรึ
หลิวเฝยรู้สึกว่าเขากำลังฝืนยิ้ม พยายามทำสีหน้าให้ดูน่าไม่สงสารจนเกินไปจึงพูดเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่งว่า “ปีนี้สอบไม่ติด ปีหน้าย่อมติดได้แน่ หลิวลี่อ่านตำรามาสิบกว่าปี ท่านเพิ่งอ่านได้เพียงไม่กี่วัน เทียบไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ”
รอยยิ้มค่อยๆเลือนหายไปจากใบหน้าของหลิวจี้ คราวนี้เขาเศร้าจริงๆแล้ว เศร้าจนอยากจะฉีกปากของเจ้าหลิวเฝยนี่ทิ้งเสียจริงๆ ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย!
พอเห็นว่าใบหน้าของหลิวจี้ไร้รอยยิ้ม หลิวเฝยก็รีบชี้นิ้วไปยังใบหน้าที่บึ้งตึงของเขา “ท่านดูสิ ยังจะบอกว่าไม่เสียใจอีก พี่สาม ทั่วทั้งตัวท่านมีแต่ปากนี่แหละที่แข็งที่สุด”
ปลายหูของฉินเหยาขยับเล็กน้อยคล้ายได้ยินเสียง “กรอด กรอด” ของการกัดฟัน จึงหันกลับไปมองอย่างสงสัย เห็นหลิวจี้ขบกรามแน่น ดวงตาทั้งสองถลึงกว้าง จ้องเขม็งไปยังหลิวเฝย ประกายไฟแห่งความโกรธาลุกโชนอยู่ในดวงตา
หลิวเฝยไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ยังคงกำชับพี่สามของเขาว่าอย่าคิดมาก คนอื่นสอบได้เป็นเรื่องของเขา พวกเราสอบไม่ได้ยิ่งต้องพยายามให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ อะไรทำนองนั้น
ทุกประโยคไม่ได้เอ่ยถึงการสอบตก แต่ทุกคำกลับทิ่มแทงเข้าไปในใจของหลิวจี้
“ไปเถิด พวกเรากลับบ้านไปเก็บสัมภาระก่อนแล้วค่อยมาใหม่” ฉินเหยาตะโกนขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสม มิฉะนั้นนางกลัวว่าพี่น้องคู่เวรคู่กรรมคู่นี้จะตีกันตรงนั้น
จากไปเกือบหนึ่งเดือน ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ฉินเหยานั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับรถม้าแล้วหันมองกลับไป ยามค่ำคืนฟ้ามืดสนิท มองเห็นผู้คนได้ไม่ชัดเจน แต่เสียงแสดงความห่วงใยและทักทายอันคุ้นเคยเหล่านั้นชวนให้ใจรู้สึกอบอุ่น พลันทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมลายหายไปสิ้น
ต้าหลางและเอ้อร์หลางยืนอยู่คนละฝั่ง ผลักเปิดประตูบ้านที่ปิดสนิท ประตูไม้ก็เปิดออก ส่งเสียงดังเอี๊ยด
ลานบ้านอันคุ้นเคยปรากฏสู่สายตา ทั้งหกคนในครอบครัวยืนอยู่หน้าประตู แล้วเผยรอยยิ้มออกมา
“ถึงเสียที!” ฉินเหยาก้าวข้ามธรณีประตูสูงเข้าบ้านไป สูดอากาศแสนคุ้นเคยเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจเบาๆอย่างสบายอารมณ์ “นี่สิถึงจะเรียกว่าถึงบ้านจริงๆ”
จากนั้นก็จุดไฟในบ้าน คนทั้งหกในครอบครัววิ่งวุ่นทั้งในและนอกบ้าน ลานเล็กๆที่เงียบสงบมานานพลันกลับมามีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยารับผิดชอบขนของลงจากรถม้าและให้อาหารม้า ส่วนหลิวจี้และลูกๆทั้งสี่คนก็ขนสัมภาระเข้าบ้าน เลือกของขวัญที่จะมอบให้ผู้อื่นออกมาวางไว้ข้างๆก่อน เดี๋ยวตอนไปกินข้าวที่เรือนเก่าจะได้นำไปด้วย
ในลานบ้านไม่มีคนอยู่นานถึงเพียงนี้จึงสะสมฝุ่นไว้ชั้นหนึ่งแล้ว โต๊ะเก้าอี้ม้านั่งในบ้านก็เช่นกัน พอแตะดูก็มีฝุ่นจับเป็นชั้น หลิวจี้คิดจะเก็บกวาดสักหน่อย เดินมาดูโอ่งน้ำใหญ่ข้างครัว ออกจากบ้านไปคราวก่อนลืมปิดฝาโอ่ง ตอนนี้ข้างในจึงมีแต่หญ้าเน่าที่ปลิวมาจากนอกลาน ใช้ไม่ได้เลย
จำต้องพับแขนเสื้อขึ้น หาไม้ปัดขนไก่มาปัดฝุ่นในบ้านไปก่อน
ฉินเหยาจอดรถม้าเรียบร้อย ให้อาหารม้าจนอิ่มก็ตรวจดูยุ้งฉางไปพลาง เปิดประตูหน้าต่างทุกห้องออกเพื่อระบายอากาศไปพลาง
ยุ้งฉางอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เสียหาย ธัญพืชข้างในก็แห้งดี ใจที่แขวนอยู่ของฉินเหยาจึงวางลงได้เสียที
ตรวจสอบห้องเก็บของเสร็จก็ปิดประตูห้องอีกครั้ง แบกจอบแล้วเดินออกจากบ้านไปเข้าส้วม
พลังชีวิตของหญ้าป่านั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เพียงแค่เดือนเดียวที่ไม่ได้จัดการ เนินด้านหลังนั้นก็ถูกปกคลุมไปด้วยหญ้ารกจนหมดสิ้น
โชคดีที่นางมองการณ์ไกลนำจอบมาด้วยจึงไปถึงส้วมได้อย่างราบรื่น
เกวียนวัวจอดอยู่ที่เรือนเก่า หลิวไป่เป็นผู้รับผิดชอบมาโดยตลอด ปกติจะใช้ส่งเด็กๆไปโรงเรียน หรือไม่ก็ใช้ลากของในโรงงานเครื่องเขียนล้วนต้องใช้มันทั้งสิ้น
รอจนฉินเหยากลับมาจากส้วม ฝุ่นในบ้านก็ถูกห้าพ่อลูกปัดกวาดไปรอบหนึ่งแล้ว ในที่สุดก็ดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาบ้าง
“ไปเถอะ” ฉินเหยาตบมือ ไม่มีน้ำล้างมือก็ไม่ต้องพิถีพิถันแล้ว “ไปกินข้าวที่เรือนเก่าก่อน กินเสร็จแล้วกลับมาค่อยๆเก็บกวาด”
แต่แผ่นแป้งย่างที่ทั้งแข็งทั้งแห้ง จะเทียบกับอาหารร้อนๆสดใหม่ได้อย่างไรเล่า
พวกเขาจึงรีบพยักหน้าโดยพลัน พวกต้าหลางสี่พี่น้องนำของขวัญที่จะมอบให้ทุกคนในเรือนเก่าติดตัวไปด้วย ส่งเสียงอู้อี้แล้วพุ่งออกจากประตูบ้านไป
หลิวจี้ถือโคมไฟตามไปด้านหลังพลางตะโกน “เจ้าพวกตัวแสบ หยุดเดี๋ยวนี้นะ! หกล้มแล้วรับรองพวกเจ้าได้ร้องไห้แน่!”
มุมปากของฉินเหยาประดับไปด้วยรอยยิ้ม ยกถังน้ำขนาดใหญ่พิเศษของบ้านขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อนแล้วลงกลอนประตู ก่อนจะค่อยๆเดินตามไป
เอาถังน้ำไปด้วย ขากลับจะได้แวะตักน้ำกลับมา เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทาง ไม่มีอารมณ์จะอาบน้ำเลย แต่หากไม่อาบอีก ฉินเหยารู้สึกว่าลมที่พัดผ่านร่างของตนคงมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกมาเป็นแน่
วางถังไม้ไว้ข้างประตูเรือนเก่า ฉินเหยามองไปยังห้าพ่อลูกที่กำลังแจกของขวัญให้ทุกคนอยู่ในโถงกลางบ้านแวบหนึ่ง ก็ยิ้มบางๆแล้วเดินไปยังห้องครัว ล้างมือเสร็จก็ตรงเข้าไปที่หน้าเตาทันที
“มองอันใดรึ เมืองหลวงของมณฑลใหญ่โตปานนั้นยังไม่พอให้เจ้าดูอีกรึ ถึงมาดูบะหมี่น้ำใส่ไข่ของข้านี่” นางเหอเอ่ยหยอกล้อ
ฉินเหยาเข้าไปใกล้หม้อ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้กินอาหารร้อนๆปกติมาหลายวันติดต่อกัน กลิ่นนั้นหอมจนนางอยากจะมุดหัวเข้าไปกินให้หนำใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฝีมือทำอาหารของท่านนี่ไปเป็นพ่อครัวหลักในโรงเตี๊ยมใหญ่ๆได้สบายเลยนะ” ฉินเหยายิ้มชม
“ไป ไป ไป!” นางเหอรำคาญว่านางเกะกะจึงดันนางไปด้านข้าง “เจ้าเอาถ้วยตะเกียบออกมา ใกล้จะเสร็จแล้ว จะยกไปกินในบ้านหรือกินที่ลานเล่า”
ในลานเย็นสบาย ในบ้านก็สว่างไสว ต่างก็มีดีกันคนละอย่าง
แต่ฉินเหยาตัดสินใจว่าจะกินในลาน ใกล้จะถึงเดือนหกแล้ว ลมในหุบเขาเริ่มมีความร้อนอบอ้าว พอบะหมี่ร้อนๆนี่ลงท้องไป ต้องเหงื่อไหลท่วมตัวเป็นแน่
เดินเตร่ไปทางเขียงในครัว เห็นผักสดสีเขียวในตะกร้า ดวงตาของฉินเหยาก็พลันเปล่งประกาย รีบร้องบอกพี่สะใภ้ใหญ่ว่าให้รอสักครู่ค่อยตักออกจากหม้อ รอให้นางใส่ผักสดลงไปก่อน
“ตลอดทางกลับมานี่พวกเจ้ากินอะไรกันแน่?” นางเหอถามอย่างสงสัย
แค่ผักสดกำมือเดียว ไฉนต้องทำสีหน้าเหมือนผีตายอดตายอยากมาเกิดเช่นนี้ด้วย?
ฉินเหยาล้างผักอย่างรวดเร็วพลางถอนหายใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่ได้ออกไปข้างนอกท่านไม่รู้หรอก ข้างนอกนั่นขอเพียงเป็นของที่กินได้ หญ้าก็ยังถูกเก็บไปจนหมดสิ้น ตลอดทางที่พวกข้ากลับมานี้ ไม่ได้กินผักแม้แต่ใบเดียว”
นางชิวใช้ผ้าห่อร่างต้าเหมาที่ตื่นแล้วสะพายไว้ข้างหลังก่อนจะเข้ามาช่วยในครัว ได้ยินคำพูดนี้ของฉินเหยาก็สบตากับนางเหอทีหนึ่งแล้วจุ๊ปากออกมาสองครั้ง ช่างน่าอนาถเกินไปแล้ว
ทั้งยังรู้สึกยินดีที่บ้านตนเองกักตุนธัญพืชไว้เพียงพอแต่เนิ่นๆ ต่อให้กินอย่างเต็มที่ ก็ยังคงเหลืออีกมาก
ข้าวสาลีหนึ่งพันจินที่ซื้อมาก่อนหน้านี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แตะต้อง เก็บไว้ในยุ้งฉางมาโดยตลอด
นางเหอสงสารจึงกล่าวกับฉินเหยาว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ล้างผักเพิ่มอีกสักหลายๆใบเถิด แปลงผักที่บ้านมีผักสดพอให้กิน พวกเราไม่ต้องประหยัดหรอก”
ตอนที่ 265: ธัญพืชราคาสูง
หลิวจี้ยกโต๊ะเตี้ยออกมาที่ลาน ฉินเหยายกอาหารเย็นที่เพิ่งทำเสร็จสดๆร้อนๆออกมา คนทั้งหกในครอบครัวหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกินอย่างเงียบๆ ในลานได้ยินเพียงเสียงสูดเส้นบะหมี่ดัง “ซู๊ด ซู๊ด”
กลุ่มคนเรือนเก่ารายล้อมอยู่ด้านหลังครอบครัวทั้งหกคน พอเห็นสภาพน่าสังเวชของพวกเขาแล้วก็ทั้งขบขันทั้งสงสาร
เห็นฉินเหยากินหมดไปชามหนึ่ง นางเหอและนางชิวก็รีบเติมให้ทันที บะหมี่น้ำหม้อใหญ่ทั้งหม้อ ถูกครอบครัวทั้งหกคนกินจนหมดเกลี้ยง
กินข้าวเสร็จ เด็กทั้งหกคนก็รีบจุดโคมดอกไม้ที่นำมาจากเมืองหลวงของมณฑล วิ่งเล่นซุกซนกันเต็มลาน
เดิมทียามนี้ต้าเหมาควรจะนอนแล้ว แต่ตอนนี้กลับตื่นเต้นอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่ยังวิ่งไม่ได้พูดไม่ได้จึงทำได้เพียงชูกำปั้นเล็กๆที่อ้วนท้วนขึ้นส่งเสียง “แอ้ แอ้” ตาม ท่าทางอยากจะตามพวกพี่ๆไปเล่นด้วย
มาตรฐานความเป็นอยู่ที่เรือนเก่าดีขึ้น เจ้าตัวเล็กก็ถูกนางชิวเลี้ยงดูจนขาวอวบอ้วนท้วน มองดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู
ฉินเหยารับมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนครู่หนึ่ง ลูบแก้มเล็กๆ หอมมือเล็กๆ ประกอบกับรอยยิ้มไร้เดียงสาของเจ้าตัวเล็ก ช่างผ่อนคลายความเครียดได้ดียิ่งนัก
“ท่านแม่ ท่านส่งต้าเหมาให้ข้าเถิด” เอ้อร์หลางขยับเข้ามาใกล้ ด้านหลังตามมาด้วยซื่อเหนียงและจินฮวาที่จะมารับน้องชายไปเล่นโคมดอกไม้ด้วยกัน
ฉินเหยาไหนเลยจะกล้ามอบเด็กที่เล็กถึงเพียงนี้ให้กับเจ้าพวกตัวแสบเหล่านี้ได้ จึงบอกให้พวกเขาสามคนไปเล่นกันเองทางโน้น
รับลมเย็นเสร็จแล้วอุ้มต้าเหมาที่ง่วงเหงาหาวนอน กลุ่มผู้ใหญ่ก็ย้ายกันเข้าไปในโถงกลางบ้าน
ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวจี้ หลิวจี้ก็ยิ้มลึกลับให้กับทุกคนแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านทายสิว่าธัญพืชข้างนอกขายกันจินละเท่าใดแล้ว?”
เรื่องนี้หลิวเหล่าฮั่นไม่รู้จริงๆ พวกเขาอยู่ในหมู่บ้านก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ เว้นเสียแต่เมื่อที่บ้านขาดของจึงจะออกไปตลาดนัดใหญ่สักครั้ง
แต่พี่น้องหลิวไป่ทั้งสามคน ช่วงครึ่งเดือนกว่ามานี้ตามช่างไม้หลิวออกไปวิ่งเต้นข้างนอกตลอด จึงพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
“ข้าวหยาบเหมือนจะราคาสี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินแล้วกระมัง?” หลิวจ้งพูดอย่างไม่แน่ใจ
นางจางแม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสองพอได้ยินดังนั้นก็สูดลมหายใจเย็นเยียบ นางเหอถามต่อเสียงดังว่า “สี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินรึ นี่ใครจะซื้อไหวกัน! พ่อค้าธัญพืชช่างใจดำอำมหิต ราคานี้พวกเขากล้ากล่าวออกมาได้อย่างไร”
ชีวิตจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว จะต้องการเงินมากมายไปเพื่ออันใดกัน
หลิวจี้กล่าว “ตอนพวกเรากลับมาวันนี้เห็นทางการกำลังแจกจ่ายธัญพืชช่วยเหลือให้ชาวบ้านในอำเภออยู่ ราคาธัญพืชในเมืองน่าจะลดลงบ้างแล้ว แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเรา ต่อให้ลดลงอย่างไรก็ยังคงเป็นราคาที่แพงเสียดฟ้าอยู่ดี”
หลิวไป่ขมวดคิ้วถาม “แล้วเจ้าอยากจะพูดอันใดกันแน่?”
ราคาธัญพืชนี้จะขึ้นหรือลงอย่างไร พวกเขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว ที่บ้านมีพอกินอยู่แล้ว
หลิวจี้กลอกตาใส่พี่ใหญ่ทีหนึ่ง “ว่าท่านเป็นพวกเท้าติดดิน ท่านก็เป็นจริงๆเสียด้วย ราคาธัญพืชตอนนี้ พวกท่านไม่คิดจะทำอันใดบ้างเลยรึ”
หลิวไป่คุ้นชินกับปากเสียๆของเขามานานแล้วจึงขี้เกียจจะถือสาหาความ เขาถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พวกเราจะทำอันใดได้ ธัญพืชที่บ้านมีพอกินแล้ว รอถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ราคาธัญพืชย่อมลดลงเอง ไม่ต้องรีบร้อนซื้อ”
“ท่านคิดแต่จะซื้อรึ” หลิวจี้ถามกลับอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คำพูดนี้ทำให้หลิวไป่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เข้าใจในทันที เขามองฉินเหยาที่กำลังหยอกเด็กน้อยเล่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“พวกเจ้าคิดจะขายธัญพืชรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า หลิวจี้รีบกล่าวต่ออย่างตื่นเต้น “ตอนแรกที่พวกเราซื้อมา รวมค่ารถม้าแล้วหนึ่งจินก็แค่สามเหวินกว่าๆเท่านั้น แต่ตอนนี้ข้างนอก ข้าวสาลีติดเปลือกเช่นนี้ล้วนถูกขายในราคาธัญพืชชั้นกลาง ราคาตั้งหนึ่งร้อยเหวินต่อหนึ่งจินเชียวนะ!”
หลิวจี้ให้พี่น้องลองคำนวณกันดูเองว่านี่มันเพิ่มขึ้นกี่เท่า!
“สามสิบสามเท่า?” หลิวเฝยคำนวณคำตอบออกมา ใจก็ถึงกับสั่นสะท้านไปชั่วขณะ
หลิวเหล่าฮั่นสูดลมหายใจเย็นเยียบ ร้อง “ซี๊ด” เสียงดัง หากขายธัญพืชตามราคานี้จริงๆ ข้าวสาลีหนึ่งพันจินที่พวกเขาใช้เงินเพียงสามตำลึงซื้อกลับมาตอนนั้น มิใช่ว่าจะขายได้ถึงหนึ่งร้อยตำลึงหรอกรึ?
ทั้งครอบครัวทำงานกันทั้งปีก็เก็บเงินได้เพียงเจ็ดแปดตำลึง นี่ก็เพราะตอนนี้ทำงานตามสะใภ้สามหรอกจึงได้เงินมากถึงเพียงนี้
หากเป็นเมื่อก่อน ปีหนึ่งเก็บได้สี่ตำลึงก็นับว่าสุดยอดแล้ว
เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ เทียบเท่ากับเงินเก็บถึงยี่สิบห้าปี!
ตัวเลขที่แม่นยำถูกคำนวณออกมาในใจ มือของหลิวเหล่าฮั่นที่ถือถ้วยชาอยู่ก็ถึงกับอดสั่นไม่ได้
น้ำชาหกออกมาจนเสื้อผ้าเปียกชื้น เขาจึงรีบวางถ้วยชาลงอย่างลนลาน ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก พอลองคิดคำนวณดูอีกสองครั้ง ยืนยันแล้วว่าเป็นเงินจำนวนเท่านี้จริงๆ จึงมองไปยังสองสามีภรรยาฉินเหยาอย่างตกตะลึง “พวกเรา พวกเราก็สามารถขายในราคาหนึ่งร้อยเหวินต่อหนึ่งจินได้รึ”
ยามนี้นางเหอไม่พูดเรื่องพ่อค้าธัญพืชใจดำอะไรทำนองนั้นแล้ว กลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ แล้วรีบรินน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วยเพื่อระงับความตกใจ
น่าเสียดายที่ลืมไปว่านี่คือชาขมของท่านผู้เฒ่า ดื่มเข้าไปได้อึกเดียวก็ขมจนใบหน้ายับย่นไปหมด ในปากรู้สึกไม่สบายจนต้องอาเจียนแห้งๆออกมา
หลิวไป่จนปัญญา รีบไล่นางไปยังห้องครัว “ดื่มน้ำเยอะๆหน่อย ดูเจ้าสิเจ้าร้อนใจเสียจน…”
นางชิวและหลิวจ้งมองหน้ากัน รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “ขายแพงขนาดนี้จริงๆ มันจะไม่ใจดำไปหน่อยรึ”
นางจางเองก็กล่าวว่า “เงินที่ได้มาอย่างไม่สุจริตเช่นนี้ถือไว้ในมือ ยามค่ำคืนคงนอนไม่หลับ”
หลิวเฝยก็พยักหน้าเห็นด้วย
หลิวจี้กลอกตาสองครั้งอย่างพูดไม่ออก “พวกเราย่อมไม่อาจทำเรื่องใจดำอำมหิตเช่นนี้ได้ ขายแค่ห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินก็พอแล้ว!”
“พรวด~” หลิวเหล่าฮั่นที่เพิ่งยกชาขมขึ้นดื่มพ่นน้ำชาเต็มปากออกมา โชคดีที่ทุกคนยืนอยู่ห่างออกไปจึงไม่มีใครโดนน้ำชาที่พ่นออกมา
แล้วห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินนี่ไม่ใจดำแล้วรึ
แต่ดูจากปฏิกิริยาของทุกคนที่เรือนเก่าแล้ว ต่างก็ยอมรับโดยปริยายที่จะนำธัญพืชที่กักตุนไว้หนึ่งพันจินนั้นออกมาขายตามสองสามีภรรยาฉินเหยาในช่วงที่ราคาแพงเช่นนี้
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นนางไม่มีปฏิกิริยาใดๆจึงกล่าวต่อ “ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นห้าสิบเหวิน ผ่านไปสองวันข้างนอกยังไม่รู้จะขึ้นเป็นราคาเท่าใด อย่างไรเสีย ขอเพียงพวกเราขายถูกกว่าพวกพ่อค้าหน้าเลือดใจดำเหล่านั้น ย่อมต้องขายได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องกังวล”
ในเวลาเช่นนี้ ธัญพืชย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ได้ เพียงแต่พอนึกว่าจะต้องขายแพงถึงเพียงนี้ ทั้งที่ต้นทุนที่ตนเองลงไปนั้นมีเพียงน้อยนิด ในใจของทุกคนที่เรือนเก่าก็รู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ้าง
ฉินเหยาไม่ได้รีบร้อน สองวันนี้ยังต้องยุ่งเรื่องโรงงานเครื่องเขียนในหมู่บ้าน สามารถให้พวกเขาคิดไตร่ตรองอีกสักสองวันได้
อย่างไรเสียนางก็จะขายธัญพืชอยู่แล้ว โอกาสนี้หากพลาดไปก็คือหมดแล้ว
ตอนที่กักตุนธัญพืช นอกจากความคิดที่จะเก็บไว้เป็นหลักประกันแล้ว นางก็คิดว่าถึงเวลานั้นจะฉวยโอกาสตอนราคาธัญพืชพุ่งสูงขึ้นทำกำไรเล็กๆน้อยๆอีกก้อนหนึ่ง
ระหว่างทางกลับหมู่บ้านฉินเหยาดูมาแล้ว ต้นข้าวในนางอกงามดีมาก มีการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเป็นหลักประกัน ต่อให้ขายออกไปทั้งหมดหนึ่งหมื่นจินก็ไม่กลัว
อีกทั้งรอจนถึงช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนเจ็ดที่เก็บเกี่ยวข้าว ราคาธัญพืชก็จะค่อยๆกลับสู่ระดับปกติ ประกอบกับข่าวที่เพิ่งได้มาจากทางโจวเจิ้ง ราชโองการบรรเทาภัยพิบัติของราชสำนักน่าจะประกาศใช้ในอีกครึ่งเดือนให้หลัง
ดังนั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเทขายธัญพืชก็คือช่วงสิบกว่าวันนี้
แน่นอน ความเสี่ยงก็มีอยู่เช่นกัน อำนาจมืดเบื้องหลังเหล่านั้นย่อมไม่อนุญาตให้มีคนมาแย่งการค้าของพวกเขาไป
แต่คิดจะหาเงินแล้วไหนเลยจะไม่มีความเสี่ยง?
ฉินเหยาไม่ค่อยกังวลมากนัก เพราะนางสามารถปกป้องการค้าของตนเองได้
เรียกเด็กทั้งสี่คนที่เล่นจนเหนื่อยแล้วนั่งยองๆอยู่ข้างประตู สองสามีภรรยาฉินเหยาก็นำเด็กๆกลับบ้าน
ตอนเดินผ่านริมแม่น้ำก็ตักน้ำใส่ถังใหญ่พิเศษกลับบ้าน หลิวจี้ก่อไฟต้มน้ำ ในที่สุดครอบครัวทั้งหมดก็ได้อาบน้ำอาบท่าอย่างสบายตัวเสียที
ดึกมากแล้ว เมื่อดับไฟ ภายในลานก็เงียบสงบลง
ฉินเหยานอนอยู่ในผ้าห่มอันนุ่มสบายของตนเอง สูดกลิ่นหอมอ่อนๆของสบู่ที่ตกค้างอยู่บนผ้าห่มอย่างดื่มด่ำ ทั่วทั้งร่างก็ผ่อนคลายเหลือจะกล่าว จึงทิ้งความกังวลไปชั่วคราวแล้วหลับลึกไป
ตอนที่ 266: กระเป๋าเกลี้ยงยิ่งกว่าใบหน้า
คืนหนึ่งไร้ฝัน เมื่อฉินเหยาตื่นขึ้นเองก็ยังคงเช้าอยู่มาก
ในลานบ้านมีเสียงกวาดถูดังมาแว่วๆ ฉินเหยาลุกขึ้นผลักประตูมองออกไป หลิวจี้กำลังถือไม้กวาดกวาดฝุ่นในลานบ้าน พวกต้าหลางสี่พี่น้องกำลังนั่งตัวตรงอยู่หน้าหน้าต่างที่เปิดกว้าง อ่านหนังสือยามเช้าด้วยเสียงแผ่วเบา
นับตั้งแต่ไปเมืองหลวงของมณฑลจนกลับมา นิสัยการอ่านหนังสือยามเช้าได้ถูกปลูกฝังขึ้นแล้ว พี่น้องหลายคนต่างยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลง ทุกวันตื่นเช้ามาอ่านหนังสือ มีเพียงสองวันในรอบสัปดาห์เท่านั้นจึงจะสามารถนอนตื่นสายได้
โดยทั่วไปต้าหลางจะไม่นอนตื่นสาย เขายังต้องฝึกวรยุทธ์ พื้นฐานไม่อาจละเว้นได้แม้เพียงวันเดียว
ในจุดนี้เอ้อร์หลางกลับไม่อาจยืนหยัดได้ มักจะแอบอู้อยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับฉินเหยาเห็นว่าเขาไม่สนใจจึงไม่ได้ควบคุมการฝึกวรยุทธ์ของเขาอีกจึงกลายเป็นทำแบบสามวันหยุดสองวัน
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ สภาพร่างกายของเอ้อร์หลางก็ยังดีกว่าเด็กในวัยเดียวกันทั่วไป
ฉินเหยามองไปทางหลิวจี้ ชี้ไปยังใยแมงมุมที่เกาะอยู่บนขอบหน้าต่าง แล้วส่งสัญญาณให้เขาจัดการให้สะอาดไปด้วยกัน ด้วยเกรงว่าจะรบกวนการอ่านหนังสือยามเช้าของเด็กๆ นางจึงไม่ได้ทักทายพวกเขา แล้วกลับเข้าห้องไปหวีผมให้เรียบร้อย เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่เนื้อบางเบา แล้วหิ้วถังเดินไปยังบ่อน้ำของหมู่บ้าน
โอ่งน้ำใหญ่สองใบในบ้าน ตักน้ำสามเที่ยวจึงจะเต็มซึ่งถือเป็นการอุ่นเครื่อง
รอตักน้ำเสร็จก็ไปยังสวนหลังบ้านที่หลิวจี้ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เข้าร่วมกับต้าหลางที่เข้าประจำที่แล้ว ออกกำลังกายตามเกณฑ์ที่ทำทุกวันจนเสร็จสิ้น
ทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ อาหารเช้าทางฝั่งหลิวจี้ก็ทำเสร็จพอดี ครอบครัวทั้งหกคนมานั่งล้อมวงอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยตัวเล็กในลานบ้าน กินข้าวไปพลางพูดคุยถึงแผนการสำหรับวันนี้ไปพลาง
เอ้อร์หลางพอนั่งลงก็ยกมือขึ้นขออนุญาตทันที “ท่านแม่ อีกสักครู่พวกข้าไปเที่ยวเล่นบนเขาได้หรือไม่ขอรับ”
ซื่อเหนียงก็เลียนแบบท่าทางของพี่ชาย พยายามยกมือเล็กๆขึ้น “ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าอยากไปขุดผักป่าริมทุ่งนากับพี่จินฮวาได้หรือไม่เจ้าคะ”
เพราะไม่ใช่วันหยุด แม้ว่าสำนักศึกษาจะปิดภาคเรียนยาวไม่ต้องไปเรียน แต่การจะออกไปเที่ยวเล่นก็ต้องแจ้งล่วงหน้าเสียก่อน
นี่เป็นกฎที่ฉินเหยาตั้งขึ้น นางไม่ได้อยู่บ้านบ่อยนัก บางครั้งก็ยุ่งอยู่ในโรงงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หากลูกๆวิ่งเล่นไปทั่วแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา นางก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาคนได้ที่ไหน
ดังนั้นการแจ้งล่วงหน้าจึงดีมาก อย่างน้อยนางก็รู้ชัดเจนว่าพวกเขาไปเล่นแถวไหน การตามหาคนก็จะง่ายขึ้น
ขั้นตอนถูกต้อง อยากออกไปเที่ยวเล่นย่อมไม่มีปัญหา
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วกำชับพวกเขาว่าอย่าเข้าไปในภูเขาลึก
ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากันอย่างยินดี ซานหลางก็ขยับเข้าไปใกล้พี่ชายทั้งสอง กระซิบเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่ ท่านเอาธนูไปด้วยนะ”
ต้าหลางรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกลัวว่าฉินเหยาจะได้ยิน จึงรีบยกชามขึ้นแสร้งทำเป็นตั้งใจกินข้าว ที่จริงแล้วหัวใจของสามพี่น้องลอยไปอยู่ในป่าแล้ว คิดถึงความสุขในการยิงนกจับปลา
หลิวจี้ก็อยากออกไปเดินเล่นเช่นกัน เขาดื่มโจ๊กเนื้อในชามหมดในไม่กี่คำแล้ววางชามลง ก่อนจะยกมือขึ้นด้วย “เมียจ๋า อีกสักครู่ข้าตั้งใจจะไปจูงวัวกลับมา แล้วก็จะไปที่ตัวอำเภอเสียหน่อย จะไปสืบราคาธัญพืชดู”
นับตั้งแต่รู้ว่าฉินเหยาคิดจะขายข้าวสาร หัวใจของเขาก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ในใจคิดว่า เมียผู้แสนร้ายกาจจะต้องวิ่งวุ่นยุ่งอยู่ที่โรงงานจนไม่มีเวลาออกไปสืบข่าวเป็นแน่ เรื่องขายข้าวสารนั่นมิใช่ต้องตกเป็นหน้าที่ให้เขาจัดการหรอกรึ?
นับตั้งแต่ครั้งก่อนตอนแข่งเรือมังกรที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วถูกฉินเหยาริบทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดไป ในกระเป๋าของเขานี้ก็เกลี้ยงเกลายิ่งกว่าใบหน้าเสียอีก
อย่างไรเสียเขาก็ทนกับวันคืนที่ไม่มีเงินติดตัวสักเหวินไม่ไหวแล้ว ครั้งนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องแอบเก็บเงินส่วนตัวเข้ากระเป๋าให้ได้!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะ “ฮี่ฮี่ฮี่” ออกมาอย่างร่าเริง
“เจ้าหัวเราะอะไร” ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้อย่างสงสัย
หลิวจี้ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองลืมควบคุมสีหน้าไปชั่วขณะจึงรีบเก็บสีหน้า แล้วพูดจาเหลวไหลไปว่า “ไม่ได้เจอเจ้าวัวต้าชิงของบ้านเราเสียนาน คิดถึงมันเสียจริง”
ฉินเหยาแค่นเสียง ‘ชิ’ นางเชื่อเขาตายล่ะ
แต่เมื่อหลิวจี้จะออกไปข้างนอกก็สามารถช่วยนางทำเรื่องหนึ่งได้พอดี
ฉินเหยากำชับว่า “ข้าเตรียมจะจัดตั้งขบวนรถม้าที่ไว้ใจได้ของตนเองขึ้นมาขบวนหนึ่ง เจ้าก็ถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลของสารถีในหมู่บ้านและตำบลแถบเมืองจินสือนี้กลับมาให้ข้าด้วย”
พูดพลางก็เห็นสีหน้าตื่นเต้นของหลิวจี้ดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย ถามว่า “ทำได้หรือไม่”
“หญ้าในแปลงผักที่บ้านจะสูงกว่าผักอยู่แล้ว ยังมีนาข้าวกับแปลงแตงโมของบ้านเราอีก ล้วนต้องไปดูแลจัดการเสียรอบหนึ่ง ปุ๋ยไม่พอก็ใส่ปุ๋ย หญ้าเยอะไปก็ถอนหญ้า น้ำไม่พอก็เฝ้าคูน้ำผันน้ำเข้ามา เรื่องมันเยอะแยะไปหมด ข้าว่าเจ้าอย่าออกไปเลยจะดีกว่า วันนี้อยู่ที่บ้านจัดการงานในไร่นาให้เสร็จก่อนเถอะ…”
“อย่า อย่า อย่า!” หลิวจี้รีบชิงพูดขึ้นมา รีบพูดว่าตนทำได้ “เมียจ๋า เรื่องที่โรงงานของเจ้าตอนนี้สิถึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ชักช้าไม่ได้ ข้าจะไปช่วยเจ้าสืบข่าวก่อน งานในไร่นาทำเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน ไว้ข้าค่อยๆจัดการทีหลัง”
ฉินเหยาพยักหน้า วางชามและตะเกียบลง เข้าไปในห้องหยิบเอาแผนงานที่ตนเขียนไว้แล้ว แล้วออกจากบ้านไปจัดการเรื่องงานสำคัญ
พ่อลูกหลายคนตามฉินเหยาออกจากบ้านไปติดๆ ทั้งครอบครัวไปรวมตัวกันที่เรือนเก่าครู่หนึ่ง ต่างคนต่างเรียกหาเพื่อนพ้องของตนแล้วจึงแยกย้ายกันไป
หมู่บ้านตระกูลหลิวในวันวาน ในไร่นาคือที่ที่คึกคักที่สุด มองไปแวบเดียวล้วนเห็นแต่ชาวนาที่กำลังยุ่งอยู่ในไร่นา
มาบัดนี้ สถานที่ที่คึกคักที่สุดกลับกลายเป็นโรงงานเครื่องเขียนตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
ฉินเหยาเดินไปยังไม่ถึงโรงงานเครื่องเขียนก็มองเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ไกลๆ กำลังยกคานไม้หนักอึ้งทีละท่อนภายใต้การบัญชาของลุงเก้า เพื่อยกขึ้นเป็นคานให้กับโรงงานใหม่ที่ใกล้จะสร้างเสร็จ
แบบแปลนโรงงานที่นางส่งมาก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้รับการสร้างขึ้นใหม่จนเกือบจะเหมือนแปลนถึงเก้าในสิบส่วนแล้ว
เพื่อประหยัดเวลาและสะดวกต่อการก่อสร้างของคนงาน โรงงานที่สร้างเพิ่มขึ้นใหม่จึงสร้างอยู่รอบนอกของโรงงานเดิม โอบล้อมทั้งสี่ด้าน ล้อมโรงงานดั้งเดิมที่สุดเอาไว้ตรงกลาง
ด้วยเหตุนี้ เพียงแค่เว้นช่องทางเดินไว้ระหว่างโรงงานเดิมและโรงงานปัจจุบัน ทั้งสองฝั่งก็จะกลายเป็นส่วนรวมที่เชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่นโดยธรรมชาติ
โชคดีที่แต่เดิมตอนสร้างโรงงานเลือกพื้นที่ได้ใหญ่พอ จึงหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการโยกย้ายได้
แน่นอนว่า เมื่อพื้นที่ที่ครอบครองใหญ่ขึ้น ค่าเช่าก็เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ทุกปีจะต้องส่งมอบเงินสองตำลึงให้แก่ตระกูล
ค่าเช่าราคานี้ เมื่อเทียบกับข้างนอกแล้วเรียกได้ว่ามีน้ำใจอย่างยิ่ง
หากเป็นข้างนอก ค่าเช่าที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ ปีหนึ่งหากไม่มีสักยี่สิบสามสิบตำลึงก็คงเอาไม่อยู่
ครั้งนี้เป็นการดำเนินการโดยมองการณ์ไกล ไม่อาจจะทำอย่างลวกๆ เหมือนตอนสร้างโรงงานครั้งก่อนได้อีกจึงมีมืออาชีพอย่างลุงเก้านำทีม โครงสร้างหลักใช้กำแพงอิฐเขียวครึ่งหนึ่งและกำแพงดินดิบอีกครึ่งหนึ่ง ด้านบนมุงหลังคาด้วยกระเบื้องทั้งหมด
ตอนที่ช่างไม้หลิวได้รับแบบแปลนการออกแบบก็ร้องออกมาว่าช่างหรูหราฟุ่มเฟือยนัก แต่ครั้นมาคิดดูภายหลัง นี่เป็นสถานที่สำหรับแปรรูปไม้ซึ่งกลัวน้ำกลัวไฟ ก็จำเป็นต้องใช้อิฐและกระเบื้องจริงๆ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
หลังจากไม้จากทางเถ้าแก่ฟางขนส่งมาถึง เมื่อมองดูดวงอาทิตย์เหนือศีรษะที่ร้อนแรงจนแทบจะแผดเผาคนให้เกิดภาพลวงตาได้ ช่างไม้หลิวก็จัดคนสองคนไว้คอยผลัดเวรเฝ้าดูแลกองไม้โดยเฉพาะ
หนึ่งคือป้องกันไฟ และสองคือป้องกันขโมย
ไม้สำเร็จรูปเหล่านี้ ท่อนเดียวก็มีมูลค่าไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามโกลาหลที่ข้างนอกมีผู้อพยพลุกฮือขึ้นทุกหนแห่งเช่นนี้ ยิ่งต้องใส่ใจป้องกันให้มาก
ทว่าก็มีข้อดีอยู่บ้าง นั่นคือคนในโรงงานโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนในหมู่บ้าน โอกาสที่ไม้จะถูกขโมยจึงลดลงอย่างมาก
บัดนี้ภายใต้การก่อสร้างอย่างเหนื่อยยากของพวกของลุงเก้า โรงงานส่วนที่ต่อเติมรอบนอกจึงเหลือเพียงสองขั้นตอนสุดท้ายคือการยกคานและมุงกระเบื้อง คาดการณ์ไว้ว่าภายในสองวันก็น่าจะเสร็จสมบูรณ์
เพื่อให้แห้งและระบายอากาศได้ดี ห้องทุกห้องจึงโปร่งทะลุทั้งสองด้าน มีเพียงโกดังเก็บของเท่านั้นที่สร้างกำแพงครบทั้งสี่ด้าน
เมื่อคำนึงถึงปัญหาเรื่องจำนวนคนงานที่เพิ่มขึ้น จึงได้สร้างโรงอาหารกว้างขวางเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง
ตอนที่ 267: การประชุมย่อยครั้งแรก
ในโรงอาหารได้สร้างเตาขนาดใหญ่ขึ้น มีโต๊ะยาวกับม้านั่งยาวเตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เหล่าคนงานก็จะสามารถมารวมตัวกันกินอาหารที่โรงอาหารได้
บัดนี้งานในครัวลำพังนางเหอคนเดียวก็ทำไม่ทันแล้ว
เมื่อปีก่อนนางชิวตั้งครรภ์จึงมิอาจเป็นคนงานรุ่นแรกได้ นางเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้มาเนิ่นนาน บัดนี้พอหาตำแหน่งว่างได้ แม้ต้องแบกลูกไว้บนหลังก็จะมาช่วยงานทำครัว
ดังนั้นตอนนี้พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ทั้งสองจึงช่วยกันแบ่งเบาภาระงานเตรียมอาหารสองมื้อคือเช้าและกลางวัน เนื่องจากโรงอาหารยังสร้างไม่เสร็จจึงก่อเตาขึ้นสามเตาในพื้นที่เดิม ทำให้สามารถใช้งานกระทะสามใบพร้อมกันได้
ด้านหนึ่งตุ๋นน้ำแกง ด้านหนึ่งหุงข้าว อีกด้านหนึ่งผัดอาหาร นางเหอและนางชิวล้วนเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นจึงยังพอรับมือไหวอยู่
ฉินเหยาเดินเข้าไปดูพี่สะใภ้ทั้งสองที่กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อกลางวัน เห็นทั้งสองคนมือไวจนเหลือเพียงเงาติดตา นางก็รีบส่ายหน้าทันที งานครัวนี่หากไม่มีฝีมือจริงๆ ก็ทำไม่ได้เลย!
ในโรงงานตอนนี้มีคนงานกี่คนกันแน่ฉินเหยายังไม่แน่ใจ กวาดตามองไป คนที่กำลังยุ่งอยู่นั้นอย่างน้อยก็มีห้าหกสิบคน
แต่ในจำนวนนี้ควรจะมีส่วนหนึ่งเป็นคนที่ลุงเก้าพามาช่วยเพื่อสร้างโรงเรือนด้วย
ในโรงงานแทบไม่มีคนว่างงาน ฉินเหยาเดินสำรวจไปทั่ว ผู้คนที่กำลังตั้งใจทำงานอยู่ล้วนไม่มีใครสังเกตเห็นถึงการมาถึงของนาง
ฉินเหยาเดินดูโรงงานเครื่องเขียนทั่วทั้งหมด ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ด้านซ้ายด้านขวาจนครบรอบหนึ่ง ในใจพอจะประเมินสถานการณ์ได้แล้ว จึงไปหาช่างไม้หลิวที่กำลังทะเลาะกับอวิ๋นเหนียงอยู่ บอกให้เขาไปแจ้งคนเก่าคนแก่สองสามคน ให้ไปรวมตัวกันที่ลานว่างตรงกองไม้ก่อนเพื่อประชุมย่อย
“ประชุมอันใดนะ?” ช่างไม้หลิวตอนนี้กำลังหัวเสียจากการทะเลาะ พอฉินเหยาเอ่ยคำศัพท์ใหม่ที่เขาไม่เคยได้ยินออกมาอีกจึงอดร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ น้ำเสียงที่เอ่ยถามคล้ายกำลังเกรี้ยวกราด
ฉินเหยาลอบกลืนน้ำลาย รู้ว่าช่วงครึ่งเดือนกว่ามานี้โรงงานอาศัยเขาประคองอยู่คนเดียว ท่านลุงคงใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว น้ำเสียงจึงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เอ่ยอธิบายไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ก็คือเรียกทุกคนมารวมกัน พวกเราจะได้พูดคุยถึงภาระหน้าที่ที่แต่ละคนกำลังรับผิดชอบอยู่ หากมีปัญหาก็เสนอขึ้นมา ทุกคนจะได้ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไข”
เข้าใจแล้ว ช่างไม้หลิวพยักหน้า โบกมือไปทางอวิ๋นเหนียง “ก็เอาตามที่เจ้าว่ามาเถอะ อย่างไรเสีย งานทาสีนี้ก็มอบให้เจ้าแล้ว ถ้าเกิดปัญหาก็แก้ไขเอาเองก็แล้วกัน!”
พูดจบก็ชี้ไปยังลานว่างที่กองไม้ ส่งสัญญาณให้นางไปรอฉินเหยาเปิดประชุมอะไรนั่นด้วยตัวเอง
สามพี่น้องหลิวไป่นั้นฉินเหยาได้แจ้งไปก่อนหน้านี้แล้ว ช่างไม้หลิวจึงไปเรียกหลิวฉี ซุ่นจื่อ และลุงเก้ามา
“จริงสิ เชิญท่านผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลมาด้วยนะ!” ฉินเหยานึกขึ้นได้จึงรีบกำชับ
ช่างไม้หลิวรับคำ หันไปมอบหมายให้หลิวฉีไปเรียกปู่ของตนและหัวหน้าตระกูลมา
“ทำอะไรนะ” ผู้ใหญ่บ้านยังคงดูระดับน้ำในนาอยู่ จู่ๆถูกหลานชายเรียกอย่างกะทันหันบอกว่าจะเปิดประชุมย่อยอะไรนั่นก็ยังตามไม่ค่อยทัน
หลิวฉีเองก็ไม่รู้เพียงยืดคอตะโกนเสียงดัง “ท่านปู่เร็วเข้า ฉินเหนียงจื่อกำลังรอท่านอยู่นะขอรับ!”
พูดอย่างเร่งรีบจบก็วิ่งไปยังบ้านหัวหน้าตระกูลอย่างตื่นเต้น
ผู้ใหญ่บ้านทั้งโกรธทั้งจนใจ “เจ้าเด็กคนนี้นะ อารมณ์ร้อนเสียจริง…”
เมื่อเห็นหลิวฉีที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน หัวหน้าตระกูลเองก็งุนงงเช่นกัน แต่พอฟังคำอธิบายของหลิวฉีจบก็รู้สึกสนใจขึ้นมา “ไป ไปดูกันหน่อยว่าฉินเหนียงจื่อคิดจะทำอะไรอีก”
ทางด้านฉินเหยา นางเรียกอวิ๋นเหนียงมาช่วยตนจัดเตรียมสถานที่
ระหว่างนั้นก็ถามว่าเหตุใดจึงทะเลาะกับช่างไม้หลิว อวิ๋นเหนียงจึงยิ้มตอบว่า “มิใช่เรื่องใหญ่อันใดหรอก ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าขั้นตอนการทาสีของพวกเราก่อนหน้านี้ ตอนนี้ใช้แล้วมันช้าไปหน่อย อยากจะปรับเปลี่ยนให้เร็วยิ่งขึ้นน่ะ”
ช่างไม้หลิวไม่ชอบให้ของของตนถูกผู้อื่นปรับเปลี่ยนจึงไม่พอใจอยู่บ้าง
แต่เมื่อครู่ดูท่าทีช่างไม้หลิวก็เหมือนจะยอมรับแล้ว อวิ๋นเหนียงยิ้มกว้าง “ข้าจะทำตัวอย่างให้เขาดูก่อน อย่างไรเสียช่างไม้หลิวก็มีประสบการณ์มากกว่าข้า รอให้เขาพยักหน้าเห็นด้วยแล้ว ข้าค่อยสอนทุกคนตามนี้”
ฉินเหยาเอียงคอมองอวิ๋นเหนียงที่ยิ้มอย่างสดใส สัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมและความสุขของนาง มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นตาม
“อวิ๋นเหนียง ในโรงงานมีคนหนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยมเช่นเจ้า ข้ารู้สึกยินดีมาก” ฉินเหยากล่าวอย่างจริงจัง
อวิ๋นเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที กล่าวอย่างเขินอายว่า “อันที่จริงตอนเด็กๆ ข้าฝันอยากจะเป็นช่างไม้มาตลอด พอเห็นไม้เหล่านั้นค่อยๆกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงในมือข้า ในใจข้าก็รู้สึกยินดี เปี่ยมสุขยิ่งนัก”
ฉินเหยายิ้มอย่างจนใจ “ดูท่าข้าคงต้องเปิดชั้นเรียนสอนอ่านเขียน ขจัดความไม่รู้หนังสือ (พ้องเสียงกับคำว่าตาบอด) ให้ทุกคนเสียแล้ว”
“หา?” อวิ๋นเหนียงตกใจเล็กน้อย “พวกเรามิได้ตาบอดนะ ไม่มีใครตาบอดสักหน่อย”
หากมิใช่เพราะกลัวว่าอวิ๋นเหนียงจะอับอายจนพาลโกรธ ฉินเหยาคงได้หัวเราะเสียงดังออกมาแล้ว
กลั้นหัวเราะไว้อย่างสุดกำลังแล้วตบไหล่ปลอบใจหญิงสาวเบาๆ “ข้าหมายถึงคนไม่รู้หนังสือต่างหาก”
อวิ๋นเหนียงถึงเพิ่งจะเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง ที่แท้ฉินเหนียงจื่อหมายความว่าพวกเขาไม่รู้หนังสือนี่เอง!
แต่คนรู้หนังสือช่างพูดจาไม่เหมือนผู้อื่นจริงๆ ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้หนังสือ มิเท่ากับเป็นคนตาดีแต่บอดอักษรหรอกรึ ช่างเปรียบได้เหมาะเจาะยิ่งนัก
เห็นอวิ๋นเหนียงเผยสีหน้าเหม่อลอยราวกับเพิ่งบรรลุความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ฉินเหยาก็.ตบไหล่นางเบาๆ บอกให้นางไปย้ายโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งมา
โต๊ะหนึ่งตัว เข้าชุดกับม้านั่งยาวสี่ตัว ถึงเวลานั้นนั่งไม่พอ คนที่เหลือก็ให้นั่งบนกองไม้เอา
ฉินเหยาล้วงแผ่นชาเล็กๆที่เก็บไว้ในถุงผ้าข้างเอวออกมา ยื่นให้นางเหอพี่สะใภ้ใหญ่ แล้วบอกให้นางช่วยต้มมาให้กาหนึ่ง
นี่เป็นสิ่งที่หลิวจี้ยืนกรานว่าจะซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลให้ได้ บอกว่าที่บ้านมีแขกมาเยือนเอาแต่น้ำเปล่าให้ดื่มนั้นเสียมารยาทเกินไป
อีกทั้งหากถึงช่วงเทศกาล ยังสามารถมอบให้ผู้อื่นเป็นของขวัญได้ด้วย
ฉินเหยาคิดตามก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงอนุมัติงบประมาณสำหรับซื้อชาให้เขา
นางเหอมองแผ่นชานี้อย่างชื่นชม พบว่าเป็นชาชนิดเดียวกับที่ฉินเหยามอบให้พวกตนเมื่อคืน พอนึกถึงความสุขในตอนนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง
น้ำชาชงเสร็จอย่างรวดเร็ว คนบ้านนอกไม่ได้พิถีพิถันเรื่องเหล่านี้ แค่ดื่มพอได้ลิ้มรสก็พอแล้ว
ฉินเหยาให้พี่สะใภ้รองหยิบชามมาให้ตนหลายๆใบ ประเดี๋ยวจะได้รินชาดื่มกัน
เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะถือไม่สะดวก นางชิวจึงหาตะกร้าใส่ผักใบหนึ่งให้นาง นำชามและน้ำชาใส่ลงในตะกร้าจะได้หิ้วไปได้สะดวก.สะดวก
ทุกคนมองดูการจัดแจงของฉินเหยา เพียงรู้สึกประหลาดใจ
ส่วนอวิ๋นเหนียงกลับแอบจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้เงียบๆ คิดว่าคราวหน้าหากมีการประชุมย่อยอีก ก็จะเตรียมการตามรูปแบบนี้
ทุกอย่างเตรียมพร้อมสรรพ บุคลากรก็มาถึงกันครบแล้ว
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อวิ๋นเหนียงรินชาให้ทุกคน ลุกขึ้นยืนแล้วตบมือ ดึงดูดสายตาของทุกคนมาที่ตนเอง
“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลสละเวลาอันมีค่าจากภารกิจมากมายมายังที่แห่งนี้ บัดนี้ ข้าขอประกาศว่าการประชุมย่อยครั้งแรกของสมาชิกหลักโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!”
“ลำดับต่อไป ขอเชิญท่านรองหัวหน้างานของเรา หลิวจินเหอ ลุกขึ้นยืน แนะนำผู้เข้าร่วมประชุมให้ทุกท่านได้รู้จัก ขอเชิญทุกท่านปรบมือต้อนรับ!”
ฉินเหยาปรบมือแปะๆ ผู้คนที่นั่งอยู่ต่างมองหน้ากันอย่างแปลกใจแล้วก็ปรบมือตาม ต้อนรับช่างไม้หลิวให้ลุกขึ้นแนะนำ
ดีมาก ทุกคนปรับตัวได้ดี แม้จะรู้สึกว่าท่าทีเหล่านี้ของนางออกจะประหลาดไปบ้าง แต่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
คนกลุ่มนี้ชี้นำได้ง่าย ฉินเหยาพอใจอย่างยิ่ง นางกลับไปนั่งลงบนที่นั่งของตนซึ่งก็คือกองไม้แล้วพยักหน้าให้กำลังใจช่างไม้หลิวที่ยืนขึ้นอย่างประหม่า ส่งสัญญาณให้เขาพูดออกมาอย่างกล้าหาญ
“แค่กๆ!” ช่างไม้หลิวกระแอมเบาๆสองครั้งเพื่อให้ลำคอโล่ง แต่ไม่นึกว่าลำคอจะยิ่งแห้งผากกว่าเดิม อวิ๋นเหนียงรีบยื่นชามน้ำชาใบหนึ่งให้เขา
ดื่มชาไปครึ่งชาม มองดูใบหน้าที่คุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยได้มากกว่านี้ตรงหน้า ช่างไม้หลิวพลันเกิดความรู้สึกขึ้นมา ยกมือขึ้นเท้าสะเอวข้างหนึ่ง แล้วชี้ไปยังลุงเก้าผู้ที่อาวุโสที่สุดแล้วเริ่มแนะนำให้ทุกคนฟัง
ตอนที่ 268: ต่างรับผิดชอบหน้าที่ตน
“นี่คือลุงเก้า ชื่อจริงทุกคนรู้จักกันดี ข้าก็ไม่ขอพูดถึงแล้วกันนะ”
พอถูกเอ่ยชื่อ ลุงเก้ารีบลุกขึ้นยืนยิ้มให้ทุกคนแล้วจึงนั่งลงฟังช่างไม้หลิวพูดต่อ
ช่างไม้หลิวแนะนำไปพลาง ลุงเก้าก็เสริมไปพลางว่าตนรับผิดชอบเรื่องใด คนที่เหลืออีกสองสามคนก็ดำเนินตามรูปแบบเดียวกันนี้
อย่างไรเสียก็เป็นการประชุมอย่างจริงจังครั้งแรก การแบ่งงานที่ชัดเจนเป็นระบบเช่นนี้ ช่างไม้หลิวไม่อาจพูดได้กระจ่างแจ้งนัก
แต่ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจ อย่างไรเสียก็ฟังเข้าใจกันหมดแล้ว
ลุงเก้าก่อนหน้านี้เคยเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยฝ่ายสกัดหินของโรงโม่น้ำ รับผิดชอบดูแลส่วนงานสกัดหินเป็นหลัก
ตอนนี้โรงงานกังหันน้ำเหลือเพียงห้องผลิตห้องเดียว นานๆครั้งจึงจะรับงานเล็กๆน้อยๆ คนงานส่วนใหญ่จากเมื่อก่อนจึงถูกย้ายไปที่โรงงานเครื่องเขียนแล้ว ดังนั้นจึงเลื่อนตำแหน่งให้ลุงเก้าเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงงานกังหันน้ำทั้งหมด มีลูกน้องอยู่ใต้คำสั่งสองคน รับผิดชอบงานซ่อมแซมและผลิตกังหันน้ำในภายภาคหน้าทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
อีกทั้ง ตอนนี้ที่กำลังสร้างโรงงานใหม่ ลุงเก้ายังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมการก่อสร้างโรงเรือนใหม่เป็นการชั่วคราวด้วย
ซุ่นจื่อยังคงรับผิดชอบด้านการขาย การติดต่อประสานงานภายนอกล้วนเป็นเขาที่จัดการ เขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย พูดจาเป็น ทั้งยังหน้าหนา ลดตัวลงไปเจรจาได้ ไม้ที่ขนกลับมาจากโรงงานหลายครั้งล้วนได้เขาช่วยประสานงานอยู่เบื้องหลัง
หลิวไป่และหลิวเฝยปัจจุบันเป็นหัวหน้าหน่วยขนส่ง หลิวไป่ยังควบตำแหน่งหัวหน้าผู้คุ้มกัน รับผิดชอบงานป้องกันการโจรกรรมและอัคคีภัยสำหรับวัตถุดิบ
หลิวจ้งรับผิดชอบการจัดซื้อ เครื่องมือช่างไม้ที่โรงงานต้องการในตอนนี้ล้วนเป็นหน้าที่ของเขา อีกทั้งยังรับเหมางานจัดซื้อผักผลไม้ น้ำมัน และธัญพืชประจำวันสำหรับห้องครัวด้วย
ขอเพียงเป็นสิ่งของที่ต้องออกไปจัดซื้อนอกหมู่บ้านล้วนให้หลิวจ้งเป็นผู้รับผิดชอบ
เนื่องจากเครื่องมือขนส่งมีเพียงเกวียนวัวที่บ้านของฉินเหยาทิ้งไว้ให้ ดังนั้นในช่วงครึ่งเดือนกว่ามานี้ สามพี่น้องจึงมักจะเดินทางออกไปด้วยเกวียนคันเดียวกัน
“ผู้จัดการฉิน หากเงินในโรงงานของเราพอ ข้าอยากจะซื้อรถม้าให้โรงงานเราเพิ่มอีกสักคัน จะได้ใช้งานสะดวกขึ้นบ้าง” หลิวจ้งลองเสนอแนะขึ้นมา
ฉินเหยายิ้มให้เขา “ปัญหานี้เดี๋ยวพวกเราจะหารือกันเป็นพิเศษ”
หลิวจ้งยินดีขึ้นมา แต่ก็พยายามสงบใจรอให้ช่างไม้หลิวแนะนำคนจนจบ
ที่เหลือก็เป็นเรื่องของฝ่ายผลิตแล้ว
ช่างไม้หลิวรับผิดชอบการผลิตหีบหนังสือด้วยตนเอง ใต้บังคับบัญชายังมีหัวหน้างานย่อยอีกสองสามคน รับผิดชอบขั้นตอนการผลิตแต่ละส่วน
ผิวเคลือบเป็นหน้าตาที่สำคัญที่สุดของหีบหนังสือ ดังนั้นสถานะของหน่วยลงสีจึงสูงกว่าหน่วยผลิตอื่นๆ มอบหมายให้อวิ๋นเหนียงเป็นผู้รับผิดชอบหลักชั่วคราว
ตอนนี้ฝ่ายผลิตมีคนงานรวมแปดสิบคน บวกกับพวกหัวหน้างานเหล่านี้และนางเหอกับนางชิวในห้องครัว รวมเป็นจำนวนคนทั้งสิ้นหนึ่งร้อยคนพอดี
อวิ๋นเหนียงกล่าวว่า ช่างลงสีใต้คำสั่งของนาง นางได้สอนไปเกือบหมดแล้ว สามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทุกเมื่อ
ทางช่างไม้หลิวก็เช่นกัน เนื่องจากแต่ละคนรับผิดชอบเพียงส่วนเล็กๆส่วนใดส่วนหนึ่ง คนเก่าสอนคนใหม่ ปัจจุบันแต่ละหน่วยย่อยจึงล้วนบรรลุข้อกำหนดพื้นฐานในการปฏิบัติงานแล้ว
หลังจากการแนะนำเหล่านี้ ฉินเหยาก็มีความเข้าใจในสถานการณ์ของแต่ละคนลึกซึ้งยิ่งขึ้น เนื้อหาการประชุมในช่วงต่อไปจึงสามารถอธิบายขยายความได้สะดวกขึ้น
ในบรรดาผู้ที่อยู่ในที่นี้ คนที่เขียนหนังสือเป็นมีเพียงฉินเหยา ช่างไม้หลิว และหลิวฉี รวมแล้วมีคนรู้หนังสือเพียงสามคน ในจำนวนนี้ช่างไม้หลิวยังรู้เพียงครึ่งๆกลางๆ ฉินเหยารู้สึกว่าปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปไม่ได้
ดังนั้น ปัญหาแรกที่หยิบยกขึ้นมาหารือก็คือการจัดชั้นเรียนสอนอ่านเขียน
ทุกคนค่อนข้างประหลาดใจ เพราะช่วงเวลาที่ฉินเหยาไม่อยู่ การที่ทุกคนไม่รู้หนังสือก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารและการทำงาน
แต่การอ่านออกเขียนได้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของชาวบ้านมาโดยตลอด ดังนั้นจึงแทบไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผ่านมติเป็นเอกฉันท์
แต่รายละเอียดว่าจะจัดชั้นเรียนสอนอ่านเขียนนี้อย่างไร ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่จะสอน มาตรฐานการเรียนรู้คืออะไร ฯลฯ ล้วนยังต้องมีการเตรียมการ
ฉินเหยามองไปยังซุ่นจื่อ ปัจจุบันเขามีงานน้อยที่สุด “ซุ่นจื่อ เรื่องชั้นเรียนสอนอ่านเขียนนี้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบจัดการไปก่อน ลองคิดวางแผนการมาดูก่อน คิดได้แล้วค่อยมาบอกข้า”
รับคำเสร็จ ใบหน้าก็พลันย่นเข้าหากัน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเข้าสำนักศึกษาพอเจอเรื่องเกี่ยวกับการเรียนหนังสือเข้าก็พลันมืดแปดด้านจริงๆ
แต่ในไม่ช้าสีหน้าของซุ่นจื่อก็คลายออก เขานึกขึ้นได้ในทันใดว่า ตนเองดูเหมือนจะยังมีหลิวจี้ สหายรักผู้นี้ที่สามารถช่วยออกความคิดได้!
หลังจากจัดการเรื่องชั้นเรียนสอนอ่านเขียนแล้ว ฉินเหยาก็นำตารางแผนงานที่ตนทำเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมา อ่านให้ทุกคนฟัง
“บัดนี้การก่อสร้างโรงเรือนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โรงเรือนเดิมก็ยังอยู่ ดังนั้นเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ก็สามารถจัดให้คนงานส่วนหนึ่งผลัดกันเข้าประจำตำแหน่งเพื่อทดลองการผลิตได้”
“วันสุดท้ายของเดือนนี้โรงเรือนใหม่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ วันที่หนึ่งของเดือนหน้า จะเข้าสู่สถานะการผลิตเต็มรูปแบบทันที!”
“กลางเดือนเจ็ด พวกเราจะต้องส่งมอบหีบหนังสือพลังเซียนชุดแรกจำนวนสามพันใบ หีบหนังสือที่เหลืออีกหกพันใบ จะต้องส่งมอบให้หมดก่อนสิ้นเดือนเก้า เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถทำงานส่งมอบได้ทันตามกำหนด ช่วงเวลานี้ทุกคนคงต้องลำบากกันหน่อยแล้ว”
“แต่จะอาศัยว่าเวลางานสั้นแล้วนำของไม่ดีปะปนส่งไปไม่ได้ พวกเราจะต้องรับประกันทั้งคุณภาพและปริมาณ ส่งมอบสินค้าให้ได้ตามกำหนด!”
เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มอยู่ พอพูดถึงตรงนี้ ทั้งร่างของฉินเหยาพลันก็เคร่งขรึมขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“ขอเพียงคุณภาพของสินค้าที่ส่งมอบครั้งนี้ผ่านการตรวจสอบก็จะมีคำสั่งซื้อหนึ่งหมื่น สองหมื่น หรือแม้กระทั่งสามหมื่นชิ้นตามมาอีก!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นพลันสะดุดอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาเข้าใจดี เพื่อคำสั่งซื้อที่ไม่ขาดสาย เพื่อชีวิตที่ดีกินอิ่มนอนอุ่น พวกเขาต่างแอบรวบรวมกำลังใจอย่างเงียบๆ ตั้งมั่นว่าจะต้องทำงานส่งมอบครั้งนี้ให้สำเร็จอย่างงดงามให้จงได้!
เรื่องที่ท่านผู้ใหญ่บ้านเคยกังวลก่อนหน้านี้ก็ได้รับคำตอบจากคำพูดของฉินเหยาในช่วงนี้แล้ว รู้ว่านี่คือโรงงานที่สามารถดำเนินกิจการไปได้อีกยาวไกล ภายหน้ายังมีคำสั่งซื้อหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้าย ในที่สุดก็วางลงได้ รอยยิ้มที่มุมปากไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
หัวหน้าตระกูลกำลังงอนิ้วนับคำนวณ หีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบ นั่นมันควรจะเป็นเงินกี่ตำลึงกันนะ?
ยังไม่ทันที่ท่านผู้เฒ่าจะคำนวณเสร็จ ทางด้านหลิวฉีก็ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า
“ผู้จัดการฉิน หีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบ เช่นนั้นโรงงานเรามิใช่ว่าจะได้กำไรหลายพันตำลึงหรอกรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า บัญชีนี้ขอเพียงคำนวณเลขเป็นก็สามารถคิดออกมาคร่าวๆได้ นางบอกทุกคน ณ ที่นั้นว่า นี่เป็นคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่มียอดเงินลงทุนรวมสูงถึงสองพันตำลึง
“แค่ลงทุนก็ต้องใช้สองพันตำลึงแล้วรึ” ช่างไม้หลิวตกตะลึง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ตัวเลขนี้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้เห็นฉินเหยาส่งเงินมาห้าสิบตำลึง ในจดหมายยังบอกว่าเป็นคำสั่งซื้อใหญ่ เขาคิดว่าสี่ห้าร้อยตำลึงก็ถือว่าสูงสุดแล้ว ใครจะคิดว่าที่จริงคือหลายพันตำลึง
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนในที่นั้นทั้งอยากหัวเราะทั้งอยากร้องไห้ หัวเราะเพราะดีใจ อยากร้องไห้ก็เพราะดีใจเกินไป
ฉินเหยารีบหยุดพวกเขา การประชุมยังไม่จบนะ ดำเนินการต่อ!
“ตอนนี้กิจการของเราขยายใหญ่ขึ้นแล้ว ต้องการคนงานผู้ทำบัญชีมืออาชีพหนึ่งคน และยังมีการจัดการคลังสินค้าอีกในภายหลัง หลิวจ้ง หลิวเฝย หน่วยคุ้มกันของพวกเจ้ายกให้พวกเจ้ารับผิดชอบไปก่อนชั่วคราว”
ฉินเหยารู้ดีว่าเรื่องการหาคนทำบัญชีนี้พึ่งพาพวกเขาไม่ได้จึงรับมาทำด้วยตนเอง “ข้าจะไปหาคนทำบัญชีด้วยตนเอง ก่อนที่จะหาคนมาได้ งานบัญชียังคงให้ข้าเป็นผู้รับผิดชอบไปก่อนชั่วคราว”
“ต่อไป ข้าจะพูดถึงเรื่องการจัดตั้งขบวนรถม้าของเราเอง”
ในที่สุดก็พูดถึงข้อเสนอที่ตนเองหยิบยกขึ้นมา หลิวจ้งนั่งตัวตรง เตรียมตั้งใจฟังอย่างดี
ตอนที่ 269: ความหวังของทั้งหมู่บ้าน
ตามความคิดของฉินเหยา รูปแบบขบวนรถม้าที่ดีที่สุดคือให้ครึ่งหนึ่งประจำการ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเคลื่อนที่อิสระ
หลิวเฝยยกมือขึ้น “อะไรคือเคลื่อนที่อิสระ”
ฉินเหยาอธิบาย “ก็คือพวกที่ไม่ประจำการ”
ทุกคนพยักหน้า เข้าใจแล้ว
หลิวจ้งถาม “เช่นนั้นพวกที่ประจำการหมายถึงรถม้าที่เราจะเช่าไว้ใช้นานๆใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่เช่า” ฉินเหยาส่ายหน้า “แต่เป็นซื้อ”
อีกทั้งยังต้องซื้อรถม้าทั้งหมด เพราะม้ามีความอึดดี ความเร็วก็สูง เวลาขนส่งระยะไกลย่อมสะดวกยิ่งกว่าเกวียนวัวมากนัก
เกวียนวัวนั้นบ้านของฉินเหยาเองก็มีอยู่เล่มหนึ่ง สามารถให้โรงงานเครื่องเขียนเช่าใช้ได้ การจัดซื้อประจำวันที่ระยะทางใกล้ๆเกวียนวัวเล่มเดียวก็เพียงพอแล้ว
“เช่นนั้นพวกเราต้องซื้อรถม้ากี่คัน” หลิวไป่ถามอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ดูแลส่วนการขนส่งอยู่ อีกทั้งฟังความหมายของน้องสะใภ้สามแล้ว วันหน้าพวกเขายังต้องส่งสินค้าให้ลูกค้าถึงหน้าประตูบ้าน
สถานที่นอกอำเภอไคหยาง สำหรับคนในหมู่บ้านแล้วเป็นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการออกมาได้ นอกจากความตื่นเต้นแล้วก็ยังมีความกังวล
ทว่าฉินเหยาบอกพวกเขาว่า นางจะเป็นผู้นำขบวนด้วยตนเองเพื่อทำงานขนส่งสำหรับคำสั่งซื้อรายการนี้ให้สำเร็จ เมื่อมีนางเป็นผู้นำ หลิวไป่กับหลิวเฝยก็พลันวางใจ ก้นที่เพิ่งขยับลอยจากม้านั่งเล็กน้อยพลันนั่งลงเต็มก้นทันที
ฉินเหยากล่าว “หีบหนังสือพลังเซียนกินพื้นที่มาก แน่นอนว่าไม่สามารถใช้ตัวรถม้าหรือแผ่นรองแบบธรรมดาได้ พวกเราต้องเปลี่ยนเป็นรถแบบมีส่วนพ่วงท้าย เช่นนี้จึงจะบรรทุกได้มากขึ้น”
“ตามกำลังบรรทุกของรถพ่วงหนึ่งคัน ขบวนขนส่งจำเป็นต้องคงกำลังการขนส่งไว้ที่รถม้าสิบถึงสิบห้าคันตลอดทั้งปี แต่การซื้อรถม้าสิบห้าคันในคราวเดียวสำหรับพวกเราที่เพิ่งเริ่มต้นนั้น ต้นทุนค่อนข้างสูง”
“ดังนั้น โรงงานของเราจะซื้อรถม้าเองเจ็ดคัน ส่วนที่เหลือให้เลือกทำสัญญาเช่าระยะยาวกับสารถีในบริเวณใกล้เคียงที่มีรถม้า”
“รูปแบบความร่วมมือก็มีให้เลือกหลายแบบ อาจเป็นแบบเหมาปี หรือเหมาเดือนก็ได้ หรือจะคิดตามจำนวนครั้งก็ได้ ค่อนข้างอิสระและยืดหยุ่น”
ผู้ใหญ่บ้านถามฉินเหยาอย่างสงสัย “เช่นนั้นรถม้าบ้านข้าสามารถมาช่วยขนของที่โรงงานของเราได้หรือไม่”
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “แน่นอนว่าได้ สัญญาเช่าเหล่านี้คนในหมู่บ้านของเราก็มาลงนามได้”
ผู้ใหญ่บ้านดีใจ รีบถามต่อ “เช่นนั้นค่าเช่ารายปีกับรายเดือนเป็นเงินเท่าใด”
ฉินเหยากล่าว “คิดตามราคาตลาด วันนี้ข้าส่งหลิวจี้ออกไปสืบราคาแล้ว ถึงเวลาข้าจะเขียนป้ายราคาแขวนไว้ก็จะชัดเจนในทันที”
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอย่างยินดี “ดีๆๆ ข้าเชื่อเจ้า เก็บไว้ให้พ่อของเจ้าหลิวฉีบ้านข้าก่อนฉบับหนึ่งได้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้ารับแล้วส่งสัญญาณให้หลิวไป่จดบันทึกรถม้าของบ้านผู้ใหญ่บ้านไว้ ให้สิทธิ์ไปก่อนหนึ่งสิทธิ์
ทว่าฉินเหยาก็กล่าวคำที่ไม่น่าฟังไว้ก่อน เมื่อเข้าร่วมขบวนรถม้าของนางแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของขบวนรถม้าของนาง ปฏิบัติตามมาตรฐานที่นางกำหนด
ตัวอย่างเช่น ภายหลังเมื่อจัดตั้งขบวนรถม้าขึ้นแล้ว นางจะต้องจัดการฝึกอบรมการคุ้มกันในป่าให้แก่เหล่าสารถีก่อนล่วงหน้า เป็นต้น
เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี ใครบ้างไม่รู้ว่าฉินเหยามีความรู้กว้างขวาง นางยินดีสอน พวกเขาย่อมต้องตั้งใจเรียนอย่างแน่นอน!
“หากพ่อของเขาเรียนได้ไม่ดี เจ้าก็บอกข้ามาได้เลยนะ ดูสิว่าข้าผู้เฒ่าจะจัดการเขาอย่างไร!” ผู้ใหญ่บ้านตบอก กำชับฉินเหยาด้วยเสียงดังฟังชัด
หลิวฉีเกาหัว แอบเช็ดเหงื่อเย็นให้บิดาแท้ๆของตน
เรื่องขบวนรถม้าก็ผ่านมติเป็นเอกฉันท์ ฉินเหยาสอบถามทุกคนว่ายังมีปัญหาอื่นอีกหรือไม่
ทุกคนต่างส่ายหน้า ตอนนี้แค่เรื่องเหล่านี้ก็เพียงพอจะทำให้พวกเขายุ่งจนตายแล้วจึงไม่กล้าเสนอคำถามขึ้นมาอีก
“ในเมื่อทุกคนไม่มีปัญหาแล้ว เช่นนั้นการประชุมย่อยของพวกเราในวันนี้ก็สิ้นสุดเพียงเท่านี้”
ฉินเหยาลุกขึ้นยืน ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนลุกขึ้นเช่นกันและกล่าวอย่างจริงจังว่า “เลิกประชุม!”
ทุกคนที่ยืดตัวตรง พอได้ยินคำว่า “เลิกประชุม” สองคำนี้พลันรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว แต่ละคนล้วนผ่อนคลายร่างกายลงอย่างเกียจคร้าน
พอดีกับที่ด้านหน้ามีเสียงเรียกให้กินข้าวเที่ยงแล้ว ทุกคนจึงพากันแยกย้ายไป
ฉินเหยากำชับหลิวจ้งว่าอีกครู่หลังกินข้าวเสร็จให้มาเบิกค่าใช้จ่ายในการซื้อรถม้ากับตน หลิวจ้งรับคำอย่างยินดี รีบคว้าตัวหลิวฉีที่กำลังรีบไปกินข้าวไว้ ให้เจ้าเด็กนี่ช่วยตนคำนวณว่าซื้อรถม้ามากขนาดนั้นจะต้องใช้เงินเท่าใด
ฉินเหยาเชิญผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไปกินอาหารง่ายๆด้วยกันที่ลานว่างด้านหน้า ผู้เฒ่าทั้งสองโบกมือ บอกว่าพวกเขาเพิ่งกินไปเมื่อเช้า ตอนนี้ยังอิ่มอยู่เลย
ฉินเหยาจึงเดินเป็นเพื่อนผู้เฒ่าทั้งสองกลับหมู่บ้านช้าๆ ถือโอกาสสอบถามเรื่องที่จะต้องไปลงทะเบียนแจ้งทางการด้วย
นี่เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก หากจัดการไม่เรียบร้อย ทางการก็มีเหตุผลนับหมื่นที่จะสั่งปิดโรงงานเครื่องเขียนของนาง หรือเรียกเก็บภาษีจิปาถะในราคาสูงลิ่ว
แม้ว่าฉินเหยาจะรู้สึกว่าตอนนี้นายอำเภอไคหยางคงไม่ทำเช่นนี้ แต่บ่อยครั้งคนที่ทำเรื่องเหล่านี้กลับเป็นพวกเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ไม่สะดุดตาที่สุดในที่ว่าการอำเภอ
ผู้เฒ่าในหมู่บ้านมักกล่าวว่า “พญายมพบง่าย ผีน้อยนั้นรับมือยาก”
สำหรับชาวบ้านระดับล่างแล้ว อำนาจเพียงน้อยนิดที่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย เช่น การเร่งรัดเก็บภาษีและการจับกุมก็เพียงพอที่จะกดขี่ชาวนาธรรมดาแทบตายแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านบอกฉินเหยาว่าไม่ต้องกังวล เพียงแค่ดำเนินกิจการโรงงานเครื่องเขียนต่อไปก็พอ เขาได้ไปบอกกล่าวกับทางหลี่เจิ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว
ส่วนเรื่องการไปแจ้งที่ทางการ ตอนนี้ยังไม่รีบ เพราะตอนนี้ยังเข้าเมืองไม่ได้เลย
“รอให้พวกผู้อพยพสลายตัวไปก่อนแล้วค่อยไปลงทะเบียนที่ทางการก็ได้” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวพลางยิ้ม “ถึงตอนนั้นข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ฉินเหยาไม่คิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะช่วยไปบอกกล่าวกับทางหลี่เจิ้งไว้ล่วงหน้า จึงทั้งประหลาดใจและซาบซึ้งเล็กน้อย
ในวินาทีนี้ นางรู้ว่าภาพอนาคตอันงดงามที่พวกเขาวาดฝันไว้ด้วยกันก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่กำลังมุ่งหน้าไปหามันอยู่ตลอด
ถึงทางแยกแล้ว ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลส่งสัญญาณให้ฉินเหยาไม่ต้องไปส่งแล้ว ให้ไปทำธุระของตนเองเถิด ก่อนจากกัน ผู้เฒ่าทั้งสองยังกำชับฉินเหยาด้วยความยินดี “ตั้งใจทำให้ดีนะ”
หากผู้เฒ่าทั้งสองอยู่ในยุคปัจจุบัน เวลานี้คงจะกล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า…เจ้าคือความหวังของทั้งหมู่บ้านเรา!
ฉินเหยาพยักหน้ารับหนักๆ มองส่งผู้เฒ่าทั้งสองเดินจากไปไกลแล้วก็หันกายเดินกลับบ้าน
หลิวจี้ไม่อยู่บ้าน เด็กสี่คนในบ้านก็ออกไปวิ่งเล่นซนอยู่ข้างนอก ในลานบ้านจึงว่างเปล่า
ฉินเหยาไขกุญแจห้องเก็บของ หยิบชามาสองกล่อง และหยิบของแห้งที่นำกลับมาจากทางเมืองหลวงของมณฑลอีกเล็กน้อย นำไปส่งที่บ้านผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล
เพียงครู่เดียว ผู้เฒ่าทั้งสองก็ลงไปทำนาอีกแล้ว ฉินเหยามอบของให้แก่คนในบ้านของพวกเขา ตอนเดินผ่านริมนาได้บอกกล่าวกับผู้เฒ่าทั้งสอง ทำให้ทั้งสองยินดีจนยิ้มไม่หุบ
รู้ว่าฉินเหยามาขอบคุณที่พวกเขาไปบอกกล่าวกับทางหลี่เจิ้งให้ก็ไม่ได้เกรงใจนางอีก
หัวหน้าตระกูลยังกล่าวติดตลกว่า “แก่แล้ว ฟันฟางไม่ดีแล้ว คราวหน้าอย่าลืมเอาขนมนุ่มๆมาบ้างเล่า!”
“เจ้าคนนี้นี่ เหยาเหนียงอุตส่าห์มีน้ำใจ เจ้ายังจะเหลิงได้ใจไปกันใหญ่!” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอย่างดูแคลน
หัวหน้าตระกูลหัวเราะฮ่าๆ ฟันในปากร่วงไปแล้วกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้โกรธเคืองแม้แต่น้อย เห็นฉินเหยายังยืนอยู่ริมทางมองดูพวกเขาสองผู้เฒ่าหัวเราะก็รีบหุบยิ้ม โบกมือไล่นางไป
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างขบขัน ลับหลังคนในตระกูล ผู้เฒ่าทั้งสองช่างทำตัวเหมือนเด็กน้อย ไร้ซึ่งท่าทีน่าเกรงขามในวันวาน
ตอนที่ฉินเหยากลับมาถึงโรงงาน ทุกคนกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว ต่างจับกลุ่มนั่งพักผ่อนกันเป็นกลุ่มๆบนลานว่าง
นางเหอเก็บข้าวกับข้าวไว้ให้นางครึ่งไห ฉินเหยาอุ้มไหไปนั่งกินอยู่ข้างๆ อวิ๋นเหนียงก็รีบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านางแล้วปรึกษาเรื่องที่ตกหล่นไปในการประชุมเมื่อครู่…สายสะพายหีบหนังสือยังมิได้ตกลงกันให้เรียบร้อยเลย!
ตอนที่ 270: ประชากรเฟื่องฟู
อวิ๋นเหนียงเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว “เมื่อครู่หลิวฉีได้อ่านมาตรฐานการส่งมอบสินค้าที่ผู้จัดการฉินเขียนให้พวกเราฟังอีกครั้ง ในนั้นกล่าวว่าหีบหนังสือทุกใบจะต้องมีสายสะพายไหล่สองเส้นใช่หรือไม่”
ฉินเหยากำลังกินข้าวคำใหญ่ ปากไม่ว่าง เมื่อได้ยินจึงพยักหน้า ใช้สายตาสอบถามว่านางมีปัญหาอันใด ฝีมือของนางเหอนับว่าดีมากอยู่แล้ว บัดนี้ยังเพิ่มความละเอียดของนางชิวเข้าไปอีก สวรรค์ นางเพิ่งรู้ว่าพวกคนงานกินดีถึงเพียงนี้!
ก้มหน้าส่งหมั่นโถวธัญพืชชุ่มน้ำแกงคำใหญ่เข้าปากอีกคำ อร่อยมาก
แม้อยู่ในสถานที่เดียวกันแต่ฉินเหยาอารมณ์เบิกบาน แต่อวิ๋นเหนียงกลับมีสีหน้าสับสนวุ่นวายใจ
“แต่เดิมพวกเราซื้อของสำเร็จรูปจากโรงเย็บปักในอำเภอมา ราคาค่อนข้างแพง บัดนี้ปริมาณที่ต้องการเปลี่ยนจากหนึ่งร้อยเป็นหนึ่งหมื่นเส้น ลองคำนวณบัญชีดูแล้ว แพงกว่าเดิมเสียอีก!”
นางลังเลก่อนเสนอขึ้น “เมื่อครู่ข้ากำลังคิดว่า หรือพวกเราจะลองให้เหล่าสะใภ้จากหมู่บ้านใกล้เคียงสักสองสามแห่งเป็นผู้ทำ เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “ฝีมือปักผ้าของพวกนางถึงมาตรฐานของพวกเราหรือ”
อวิ๋นเหนียงพยักหน้าอย่างแรง “ได้แน่นอน ได้แน่นอน หมู่บ้านแถบนี้ของพวกเรามีช่างปักฝีมือดีอยู่หลายคน อีกทั้งลายบนสายสะพายไหล่ก็เรียบง่าย หากให้พวกนางทำ พวกเราเพียงมอบวัตถุดิบให้พวกนาง แล้วให้เงินอีกหลายสิบเหวินก็พอแล้ว”
อวิ๋นเหนียงเพิ่งคำนวณต้นทุนดู หากซื้อของสำเร็จรูปจากโรงเย็บปัก สายสะพายไหล่เส้นหนึ่งต้องใช้เงินเก้าสิบเหวิน แต่หากจ้างสตรีในหมู่บ้านทำ ต้นทุนอาจเหลือเพียงห้าสิบถึงหกสิบเหวินเท่านั้น
ผ้าสำหรับทำสายสะพายไหล่ไม่ต้องดีเกินไป เพียงแค่ต้องการความทนทานและนุ่มนวล สามารถช่วยลดแรงกดบนบ่าได้ก็พอ
ห้าสิบหกสิบเหวินกับเก้าสิบเหวินต่างกันอยู่สามสิบถึงสี่สิบเหวิน ความแตกต่างสำหรับหนึ่งหมื่นชิ้น นั่นคือเงินสามถึงสี่ร้อยตำลึงเชียวนะ
ฉินเหยากินข้าวในไหหมดแล้ว นางชิวก็เข้ามาเก็บไหและตะเกียบนำไปล้างด้วยตนเอง นางรอ ‘ชามเปล่า’ ของฉินเหยาอยู่แล้ว ล้างเสร็จงานของวันนี้ก็ถือว่าจบ สามารถกลับบ้านได้แล้ว~
อวิ๋นเหนียงมองสองสะใภ้นางเหอและนางชิวอย่างอิจฉาแวบหนึ่ง แล้วจึงพูดคุยรายละเอียดการทำงานกับฉินเหยาต่อ
ตัวอย่างเช่นเรื่องผ้าและเข็มกับด้าย พวกนางยังสามารถสั่งซื้อจากโรงเย็บปักในเมืองได้ หากปริมาณมาก ราคาต้นทุนก็สามารถกดให้ต่ำลงได้อีก จากนั้นค่อยแจ้งให้ช่างปักแถบนี้มารับงานไปทำ
ทางที่ดีที่สุดคือ ในแต่ละหมู่บ้านให้มีช่างปักที่สามารถเป็นหัวหน้าได้หนึ่งคนรับผิดชอบดูแลงาน ช่วยควบคุมคุณภาพ รับผ้าและส่งมอบสินค้า เช่นนี้ก็จะสะดวกต่อการจัดการที่เป็นระบบเดียวกัน
อีกอย่างคือ คิดค่าจ้างตามชิ้นงาน ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ราคาของงานปักแต่ละชิ้นสามารถระบุได้อย่างชัดเจน ช่างปักในโรงเย็บปักของเมืองมีฝีมือเก่งกาจ ราคาย่อมสูง แต่ความจริงแล้วการทำสายสะพายไหล่สำหรับพวกนางนับว่าเป็นงานง่ายเกินฝีมือ
ช่างปักในหมู่บ้าน เพียงแค่ให้ราคาชิ้นละสิบห้าถึงยี่สิบเหวิน ก็มีคนมากมายแย่งกันทำงานนี้แล้ว
คนที่มือเท้าไว วันหนึ่งสามารถทำสายสะพายไหล่ได้ถึงสองคู่เชียวนะ
ฉินเหยามองอวิ๋นเหนียงอย่างตกตะลึง คำว่า ‘งานง่ายเกินฝีมือ’ นางก็รู้จักพูดแล้ว
พลันนึกถึงอวิ๋นเหนียงเมื่อหนึ่งปีก่อน ที่เอาแต่เฝ้าร้านเล็กๆที่บ้าน พูดจาอ่อนหวานนุ่มนวล ไม่ค่อยออกจากบ้าน การกระทำก็ไม่เด็ดขาดและกล้าหาญอย่างเช่นทุกวันนี้
“ผู้จัดการฉิน ท่านว่าอย่างไรบ้าง” อวิ๋นเหนียงมองฉินเหยาอย่างประหม่า รอให้นางตัดสินใจ
ฉินเหยาลุกขึ้นกล่าว “ดีมาก ความคิดนี้ของเจ้านับว่าไม่เลวเลย เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ดำเนินการตามที่เจ้าว่าเถิด เจ้าลองร่างแผนงานออกมาก่อนให้ข้าดู หากข้าดูแล้วเห็นว่าไม่มีปัญหาใดก็จะจัดสรรเงินทุนให้พวกเจ้าไปดำเนินการ”
อวิ๋นเหนียงดีใจยิ่งนัก รีบพยักหน้ารับปากว่าตนเองจะจัดการเรื่องนี้ให้ดีแน่นอน
แต่ทันใดนั้นก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตนเองเขียนหนังสือไม่เป็นแม้แต่ตัวเดียว รู้เพียงวิธีใช้หมึกวัดเส้นในงานไม้ รอยยิ้มพลันหุบลง
ฉินเหยารู้ว่านางกำลังกลุ้มใจเรื่องใดจึงเสนอว่าหากเขียนไม่เป็นก็ใช้วาดเอา หรือเรียบเรียงลำดับเรื่องราวในสมองให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยมาบอกนาง
“หรืออีกทาง เจ้าก็หาคนที่เขียนเป็นมาช่วยเจ้าเขียน” ฉินเหยายิ้มพลางมองไปยังหลิวฉีที่ถูกหลิวจ้งกดตัวให้นั่งหน้าโม่หินเพื่อเตรียมให้คิดเลขด้วยลูกคิดแล้วขยิบตาให้แก่อวิ๋นเหนียง
อวิ๋นเหนียงหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง นางเข้าใจแล้ว
ตลอดช่วงบ่าย ฉินเหยาล้วนอยู่ในโรงงาน ที่ใดมีงานยุ่งต้องการความช่วยเหลือก็เข้าไปช่วย เมื่อมีนางเข้าร่วม ดูเหมือนทุกคนจะทำงานกันอย่างมีกำลังวังชาขึ้น
ผู้ที่ยินดีที่สุดคงไม่พ้นช่างไม้หลิว เมื่อฉินเหยามาถึง ความรับผิดชอบที่กดทับอยู่บนบ่าของเขาก็ถูกปลดลงทั้งหมด ยังมีเวลาว่างนั่งสูบยาเส้นจากกล้องยาสูบกับลุงเก้าบนกองไม้ด้วย
ทั้งสองคนมองโรงงานแห่งใหม่ที่ใกล้จะสร้างเสร็จ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
เส้นทางเล็กๆในหุบเขาที่แต่เดิมตลอดทั้งปีแทบไม่มีเงาคน บัดนี้กลับได้ยินเสียงสะท้อนของการพูดคุยของผู้คนแว่วมา
เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหุบเขาอันเงียบสงัด นำพาชีวิตชีวาอันไร้ขีดจำกัดมาสู่ป่าเขาที่เงียบสงบเกินไปเหล่านี้
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวที่ทำงานอยู่ในทุ่งนา มองดูเหล่าคนงานหนุ่มสาวที่เลิกงานกลับบ้านพร้อมกับแสงตะวันยามเย็น ก็รู้สึกเพียงว่าวันเวลาเช่นนี้ช่างดูมีอนาคตและความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะในหมู่บ้านได้สร้างโรงงานเครื่องเขียนขึ้น ผู้คนมารวมตัวกัน นับเป็นสัญญาณแห่งความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูโดยแท้
ฉินเหยาเหยียบย่ำเงาสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงกลับบ้าน เดินผ่านคันนาข้างแม่น้ำ ตลอดทางชาวบ้านที่พบเจอต่างก็ทักทายนาง
บ้านที่มีลูกชายทำงานอยู่ในโรงงานเครื่องเขียนก็กำชับนางว่าหากลูกชายพวกเขาไม่เชื่อฟังก็ให้บอกพวกเขาได้ พวกเขาจะช่วยนางจัดการเจ้าเด็กเหลือขอพวกนั้นเอง
บ้านที่มีลูกสาวก็กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ลูกสาวพวกเราทั้งเก่งกาจทั้งรู้ความ ไม่ต้องให้ฉินเหนียงจื่อต้องเป็นกังวล งานที่หัวหน้าในโรงงานมอบหมายให้ รับรองว่าทำเสร็จเรียบร้อยแน่!”
เพราะโรงงานไม่จำกัดเพศ หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนหรือรอการแต่งงานจำนวนไม่น้อยจึงเข้าร่วมหน่วยลงสีของอวิ๋นเหนียง เนื่องจากมองไปล้วนเห็นแต่สตรี พี่สะใภ้โจวจึงเรียกหยอกพวกนางว่านี่คือกองทัพเมียจ๋า
ค่าจ้างที่หญิงสาวได้รับนั้นมากกว่าช่างไม้ชายทั่วไปถึงสองเหวิน ค่าจ้างวันละสิบสองเหวิน เมื่อจ่ายเงินแล้วนำกลับบ้านล้วนเป็นห่อเหรียญเงินที่หนักอึ้งห่อใหญ่
เหล่าคนในตระกูลถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า เด็กผู้หญิงเองก็สามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงดูตนเองได้ ช่างมีความสามารถไม่ธรรมดาเลยหนอ
ผู้เฒ่าในตระกูลที่แต่เดิมเอาแต่พูดคำว่า ‘ประชากรเฟื่องฟู’ ติดปากอยู่ทุกวัน แต่กลับไม่ยอมรับว่าเด็กผู้หญิงก็นับเป็นประชากรด้วย บัดนี้เมื่อเห็นเด็กสาวเหล่านั้นเลิกงานกลับบ้านเป็นกลุ่มพลางหัวเราะให้กัน ต่อให้ปากแข็งเพียงใดก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ พึมพำซ้ำๆเสียงเบาว่า
“เฟื่องฟูแล้ว เฟื่องฟูแล้ว…”
หลายบ้านที่มีแต่ลูกสาวล้วนขับไล่แม่สื่อที่มาทาบทามสู่ขอลูกสาวตนกลับไป บอกว่าตอนนี้ลูกสาวพวกเขายังไม่รีบแต่งงาน ขอเลี้ยงดูต่อไปอีกหลายปีค่อยว่ากัน
เด็กสาวอายุสิบห้าเหล่านี้ นับเป็นกำลังหลักของโรงงานโดยแท้ ไม่เพียงหาเงินได้ด้วยตนเอง ยังสามารถช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้อีก ใครเล่าจะยังรังเกียจว่าพวกนางโตแล้วยังอยู่บ้านเพิ่มปากท้องให้สิ้นเปลืองอาหารไปเปล่าๆ?
มีแต่ภาวนาให้พวกนางอยู่ต่อไปอีกหลายปี เลี้ยงดูปูเสื่อคุณหนูเหล่านี้ด้วยของกินของใช้ดีๆ
ทว่าก็มีบางพวกที่ขูดรีดบุตรหลานราวกับจะดูดกินไขกระดูกอยู่บ้าง หัวหน้างานด้านบนต่างล้วนคอยจับตาดูอยู่ เก็บค่าจ้างของพวกเขาเอาไว้แล้วให้พวกเขามาเบิกใช้เมื่อต้องการ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกบิดามารดาแย่ๆเหล่านั้นแย่งชิงไป
เมื่อมีโรงงานเครื่องเขียนเป็นที่พึ่งพิงแล้ว เด็กๆที่น่าสงสารเหล่านี้บัดนี้ก็สามารถแอบซื้อของกินอร่อยๆมาบำรุงปากท้องตนเองได้บ้าง ใบหน้าจึงเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นหลายส่วน
ชาวบ้านพูดจาไพเราะไม่เป็น แต่ความรู้สึกขอบคุณแทบจะเอ่อล้นออกมาจากในดวงตา ฉินเหยาเดินไปไกลแล้ว พวกเขาก็ยังคงมองอยู่ไกลๆ กำชับนางว่าอย่าลืมเรียกให้พวกเด็กๆไปเก็บผัก เก็บลูกหม่อน ขุดถั่วลิสงที่บ้านไปกินเล่า
ฉินเหยากลัวสิ่งเหล่านี้ที่สุดแล้ว นางรับน้ำใจนั้นไว้ แต่ฝีเท้ากลับเร่งเร็วขึ้น เกือบจะเรียกได้ว่าวิ่งหลบมาตลอดทางจนถึงบ้าน เมื่อประตูใหญ่ปิดลงดัง “ปัง” จึงสามารถกักกั้นความกระตือรือร้นที่แทบจะท่วมท้นตัวนางไว้ด้านนอกได้
จบตอน
Comments
Post a Comment