stepmother ep271-280

ตอนที่ 271: อาวั่งที่เป็นดั่งวัวม้า


ฉินเหยาหันไปยังประตูใหญ่ที่ปิดสนิทแล้วตบ.อกพลางถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง


ฉับพลันนั้นลมหายใจก็ติดขัด ร่างกายเกร็งขึ้นตามสัญชาตญาณ นางได้กลิ่นอายอันตรายที่ไม่คุ้นเคย!


ฉินเหยาหมุนตัวกลับมาทันที สายตาตวัดมองไปอย่างรวดเร็วดุจดั่งสายฟ้า!


เห็นเพียงบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ร่างกายงองุ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิงยืนอยู่ในลานบ้าน ในมือถือถ้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วใบหนึ่งกำลังจะเดินมาทางนาง แต่กลับต้องชะงักเท้าเพราะถูกสายตาดุร้ายที่หันกลับมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้ตกใจ


หลิวจี้นำเด็กทั้งสี่คนวิ่งออกมาจากสวนหลังบ้าน “เมียจ๋า…”


ฉินเหยาเอ่ยถาม “เขาเป็นใคร”


บุรุษผู้นั้นหลุบเปลือกตาลง วางท่าทางต่ำต้อยแล้วโค้งคำนับไปทางหลิวจี้พลางเอ่ยเรียกด้วยเสียงแหบพร่า


“นายท่าน นายน้อยใหญ่ นายน้อยรอง นายน้อยสาม คุณหนูสี่….”


ฉินเหยาขมวดคิ้วทันที


หลิวจี้ยิ้มแหะๆให้ฉินเหยา ส่งสัญญาณให้นางใจเย็นก่อน


เขารับถ้วยในมือบุรุษผู้นั้นมาก่อนจะส่งสายตาให้อีกฝ่ายแวบหนึ่ง “อาวั่ง นี่คือฮูหยิน ไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย ทำให้ฮูหยินตกใจเอาได้ ดูสิว่าอีกเดี๋ยวข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร ยังไม่รีบคารวะฮูหยินอีก?!”


น้ำเสียงวางอำนาจ ท่าทางที่ถือตนเป็นใหญ่นี้ทำให้ฉินเหยาเผยสีหน้าฉงนสงสัยราวกับมองเห็นเรื่องประหลาดพิกล…เหตุใดหลิวจี้ที่แสนธรรมดาถึงได้มั่นใจในตนเองเช่นนี้อยู่เสมอกันนะ?


บุรุษที่ถูกเรียกว่าอาวั่งไม่มีทีท่าจะขัดขืนแม้แต่น้อย เขาคุกเข่าลงเสียงดัง ตามด้วยการโขกศีรษะ “ฮูหยินโปรดอภัยด้วย!”


ศีรษะกระแทกลงบนพื้นบ้านของฉินเหยาที่ปูด้วยเศษกระเบื้องแตก เกิดเสียงหนักๆดังขึ้นตามมา ต้าหลางกับน้องๆอีกสามคนต่างก็มองกันตาโต


ซื่อเหนียงถึงกับถลึงตามองท่านพ่อของตนอย่างพูดไม่ออก ท่านยังเป็นคนอยู่หรือไม่!


หลิวจี้โบกมือไล่ให้เด็กๆไปพักผ่อนเสีย


จากนั้นเด็กน้อยทั้งสี่คนก็กลับไปพักผ่อนในห้องของตนเองจริงๆ


ฉินเหยาไม่เอ่ยปากเรียกให้เขาลุกขึ้น อาวั่งจึงยังคงหมอบอยู่บนพื้นตลอด จนกระทั่งหลิวจี้เรียกให้เขาลุกขึ้นไปทำอาหารต่อ เขาจึงค่อยลุกขึ้น โค้งตัวแล้วเดินเข้าห้องครัวไป ท่าทางดูคล่องแคล่ว แต่แท้จริงแล้วกลับงกๆเงิ่นๆ เตรียมอาหารเย็นเพราะไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม


หลิวจี้มือหนึ่งถือถ้วย อีกมือหนึ่งยื่นไปดึงแขนเสื้อของฉินเหยา แต่ถูกฉินเหยาส่งสายตาเย็นชาให้ทีหนึ่งจนเย็นยะเยือกไปถึงหัวใจ


ทว่าก็ยังคงกัดฟันพานางไปนั่งลงที่ห้องโถง ยื่นน้ำในถ้วยไปตรงหน้าฉินเหยา “เมียจ๋า เจ้าดื่มน้ำก่อน ข้าจะค่อยๆเล่าให้เจ้าฟัง”


ฉินเหยาเหลือบมองแผ่นหลังโค้งงอของคนแปลกหน้าในครัว แววตานางเย็นชา “ทางที่ดีเจ้าควรอธิบายให้ข้าพอใจให้ได้”


หลิวจี้ยิ้มแห้งๆ นั่งลงตรงข้ามนางแล้วเล่าเรื่องที่เขาไปเจออาวั่งได้อย่างไร และพาคนกลับมาได้อย่างไรอย่างละเอียดทุกขั้นตอน


วันนี้ขณะที่เขาขับรถม้าเข้าไปในเมืองเพื่อสอบถามราคาข้าวเปลือกก็ถือโอกาสดูว่ามีเรื่องสนุกอะไรใหม่ๆหรือไม่


ระหว่างเส้นทางที่จะไปยังอำเภอและเมืองจินสือนั้น เขาก็พบเจอกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังขายตัวเอง


มีสตรีหน้าตาสะสวยบางคน เพียงแค่ข้าวห้าโต่วก็สามารถรับตัวกลับบ้านได้ ตอนนั้นหลิวจี้เห็นแล้วก็ถึงกับใจเต้นระรัว


ในใจพลันคิดถึงครั้งก่อนที่พบเจอเรื่องดีๆเช่นนี้ซึ่งก็คือครั้งก่อน ผลลัพธ์คือไปรับฉินเหยาหญิงชั่วร้ายผู้นี้กลับมาทำให้เขาได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส


เหลือบมองโฉมงามร่างผอมบางที่คุกเข่าอยู่ริมทาง ในใจพลันก็บังเกิดความตื่นเต้นยิ่งนัก


แน่นอนว่า ส่วนนี้ย่อมต้องละไว้ มิได้บอกแก่ฉินเหยา


เพราะหลังจากนั้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเขาก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมา สุดท้ายจึงไม่กล้าเอาข้าวไปให้โฉมงามร่างผอมบางผู้นั้น ช่วยนางให้พ้นจากทะเลทุกข์ ปัดเศษเท่ากับว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นไปเสีย


และนับว่าโชคดีที่ไม่ได้ให้ข้าวไป มิฉะนั้น คนเคราะห์ร้ายที่ถูกอีกฝ่ายใช้เล่ห์กลจนตกหลุมพรางสตรีก็คงกลายเป็นเขาไปแล้ว


เมื่อนึกถึงภาพคหบดีผู้หนึ่งถูกเหล่าผู้อพยพร่างกำยำกลุ่มหนึ่งจับเปลื้องผ้าปล้นเอาทรัพย์สินไปจนหมดสิ้น สุดท้ายยังถูกโฉมงามที่ตนช่วยไว้ถ่มน้ำลายใส่ดัง “ถุย” อีกที หลิวจี้ตอนนี้ยังคงตบอกด้วยความใจหายไม่หยุด


ข้ามเรื่องกับดักที่โฉมงามผู้นั้นวางไว้ไป ต่อมาหลิวจี้ขับเกวียนเปล่าๆ เตร็ดเตร่ต่อไปทางอำเภอ ก็ได้พบเข้ากับอาวั่ง


ตอนนั้นอาวั่งไม่ได้คุกเข่ารอให้คนเลือกอยู่ริมทาง แต่เขาสังเกตเห็นบุคคลเช่นหลิวจี้ตั้งนานแล้ว จากนั้นก็พุ่งเป้าเข้ามาอย่างแม่นยำ คุกเข่าลงตรงหน้าเขาทันที บอกว่าตนไม่ต้องการแม้แต่เหวินเดียว ขอเพียงให้หลิวจี้พา ‘วัวม้า’ เช่นตนกลับบ้านไปด้วย จะใช้งานตามใจชอบอย่างไรก็ได้


ชีวิตนี้ของหลิวจี้ ยี่สิบสามปีแรกคุกเข่าให้บิดาและมารดาผู้ล่วงลับ สองปีให้หลังคุกเข่าให้ภรรยาร้ายกาจที่บ้าน


ขณะที่หลิวจี้กำลังใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ลังเลเพราะเกรงใจภรรยาร้ายกาจที่บ้าน เกวียนของบ้านหลิวต้าฝูก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา


หลิวจี้ได้แต่มองดูต้าจ้วงคนงานของบ้านหลิวต้าฝู ใช้เหตุผลว่านายท่านหลิวลี่ซิ่วไฉของบ้านตนกำลังเลือกเด็กรับใช้ข้างกายมาพาเด็กหนุ่มรุ่นๆสองคนจากไป ท่ามกลางสายตาของบิดามารดาฝ่ายนั้นที่มองส่งไปด้วยความซาบซึ้ง


หลิวจี้อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อและไม่กล้าเชื่อ ไม่ยอมรับอย่างยิ่ง!


ก้มมองบุรุษที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าซึ่งก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยมและไม่ต้องการแม้แต่เหวินเดียวอีกครั้ง หลิวจี้ก็ตัดสินใจสะบัดหน้าทันที “ขึ้นเกวียน!”


“เจ้าชื่ออะไร” หลิวจี้ถามเขา


บุรุษผู้นั้นไม่ได้บอกชื่อตนเอง เพียงแต่เอ่ยขอให้นายท่านใหญ่ประทานชื่อให้ตนอย่างนอบน้อม


หลิวจี้ที่เดิมทีก็ต้านทานแทบไม่ไหวอยู่แล้ว พอได้ยินคำว่า ‘นายท่านใหญ่’ ก็พลันเคลิบเคลิ้มหลงลืมตนไปชั่วขณะ เค้นสมองคิดนามอัน ‘แสนวิเศษ’ อย่าง อาวั่ง ขึ้นมาได้


จากนั้นก็วางท่าทีราวกับว่าบ้านของตนนั้นเมตตาต่อบ่าวไพร่ยิ่งนัก กำชับอาวั่งว่า


ตระกูลติงสำนักศึกษาของตระกูล”


“บ้านเราคนน้อย มีคนทั้งหมดแค่หกคน ตัวข้านายท่านผู้นี้ วันธรรมดาต้องไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอ ส่วนนายน้อยคุณหนูทั้งสี่ที่บ้านก็ต้องไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาของตระกูลติงในตัวอำเภอเช่นกัน”


“ส่วนเจ้า ทุกวันยามเฉินจะต้องไปส่งเหล่านายน้อยคุณหนูน้อยไปที่สำนักศึกษาของตระกูล ตอนเย็นก็ไปรับพวกเขากลับจากเลิกเรียน ที่บ้านกินข้าววันละสามมื้อ ฮูหยินกินจุ โดยทั่วไปแล้วต้องทำเผื่อสำหรับห้าคน…”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ไม่ได้สังเกตเลยว่า ตอนที่เขาพูดถึงเรื่องที่คนคนเดียวกินเท่ากับปริมาณของคนห้าคนซึ่งใครได้ยินก็ต้องตกตะลึงนั้น อาวั่งกลับไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่พยักหน้ารับว่าตนจดจำไว้แล้ว


หลิวจี้กำชับต่อ “ที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงสองตัวที่ต้องให้อาหาร มีแปลงผักขนาดสามเฟินที่เขาด้านหลังต้องดูแล ฮูหยินรักความสะอาด หน้าร้อนต้องอาบน้ำวันละครั้ง เรื่องเหล่านี้เจ้าจดจำไว้ให้หมด ยังมีเรื่องอีกมากที่ข้าจะค่อยๆบอกเจ้าทีหลัง ยังมีงานในไร่นาอีก…”


อย่างไรก็ตาม หลิวจี้มอบหมายงานบ้านและงานเกษตรทั้งหมดในบ้านให้อาวั่งดูแลอย่างวางใจ ปลดปล่อยตนเองออกจากเรื่องจุกจิกน่ารำคาญได้สำเร็จ


ตลอดทาง อารมณ์ของเขาช่างเบิกบานใจยิ่งนัก


เขาคิดว่า ฉินเหยาเองก็น่าจะดีใจด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้นางเป็นคนที่มีธุระยุ่งมากผู้หนึ่ง มิอาจใส่ใจเรื่องราวใดๆในบ้านได้ พอดีมีทาสมาช่วยแบ่งเบาภาระ ช่างสะดวกสบายมิอาจหาใดเปรียบ


ยิ่งไปกว่านั้น อาวั่งไม่ต้องการค่าจ้าง ขอเพียงให้อาหารเขากินพอประทังหิวแล้วให้เสื่อฟางหนึ่งผืนนอนในคอกวัวก็พอแล้ว


“เมียจ๋า เรื่องที่สามีจัดการในครั้งนี้ เจ้าพอใจหรือไม่ ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เหวินเดียว แค่ให้เขากินดื่มเล็กน้อยก็ใช้งานเยี่ยงวัวม้าได้แล้ว คุ้มค่ายิ่งนักใช่หรือไม่” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอคอยคำชม


ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นชา “เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้คิดจะแข่งขันกับหลิวลี่ผู้นั้นจึงได้พาคนกลับมาน่ะ”


“เรื่องอะไรก็เอาแต่เปรียบเทียบกับผู้อื่น เหตุใดไม่เห็นเจ้าเปรียบเทียบเรื่องการร่ำเรียนบ้างเล่า เขาเป็นถึงซิ่วไฉแล้วเจ้าเล่าเป็นอะไร”


หลิวจี้ตอบอย่างอกผายไหล่ผึ่ง “ข้าก็เป็นถงเซิงนะ!”


ฉินเหยาตวัดสายตามองเขาคราหนึ่ง ดูทำเข้าเถิดช่างเก่งกาจเสียจริง


ตอนที่ 272: วินาทีก่อนยังมีความรุนแรงภายในบ้าน


เมื่อเห็นฉินเหยาไม่เอ่ยปากเรื่องจะส่งอาวั่งไปแม้แต่ครึ่งคำ หลิวจี้ก็เดาว่านางพึงพอใจเป็นแน่


เขาขยับเข้าไปใกล้พลางยิ้มอย่างไม่กลัวตาย กล่าวว่า “เมียจ๋า ข้าเป็นห่วงเจ้านะ ทั้งเรื่องในบ้านนอกบ้านล้วนเป็นเจ้าที่จัดการ ข้ากลัวเจ้าจะเหนื่อยเกินไปจึงได้พาอาวั่งกลับมา…”


ฉินเหยาทำท่าทีบอกว่าไม่ต้องประจบสอพลอเช่นนี้พลางเอ่ยความจริงออกมา “เจ้าหาคนมาทำงานที่เจ้าต้องทำต่างหาก”


นางเหลือบมองไปยังแผ่นหลังที่จงใจงองุ้มในครัวแล้วบอกให้หลิวจี้นำเสื่อฟางที่เพิ่งเอาไปวางไว้ในคอกวัวพร้อมกับพวกเด็กๆ กลับมาแล้วเอาไปวางไว้บนห้องใต้หลังคาของยุ้งฉางแทน


หลิวจี้โบกมือ “ไม่ต้องดีกับเขาถึงเพียงนี้ คอกวัวก็พอให้นอนแล้ว”


เขาตะโกนไปยังทางครัวเสียงดัง “ใช่หรือไม่ อาวั่ง?!”


ในครัวมีเสียงตอบอู้อี้ดังมาว่า “ขอรับ”


ท่าทางคนผู้นั้นนอบน้อมอย่างยิ่ง


ฉินเหยาเอ่ยเตือนด้วยเสียงเข้ม “บ้านนี้ข้าเป็นใหญ่”


หลิวจี้ชะงักไป


ฉินเหยาลุกขึ้นเดินมาถึงประตูห้องโถงแล้วกล่าวกับอาวั่งที่อยู่ในครัวว่า “ถ้าเจ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อ ผู้ที่ต้องภักดีคือผู้ใด เจ้าต้องแยกแยะให้ชัดเจน อย่าได้จำคนผิด เกาะขาผิดข้าง ถึงเวลานั้นจะไม่เหลืออะไรเลย”


เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ คนในครัวก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นวางตะหลิวในมือลง หันกายกลับมา ดวงตาใต้ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหลือบมองหลิวจี้ที่กำลังตกตะลึงอยู่แวบหนึ่งและแทบจะปราศจากความลังเล เขาคุกเข่าลงอีกครั้ง มองไปยังฉินเหยาแล้วเอ่ยรับคำหนักแน่น “รับทราบแล้วขอรับ ฮูหยิน”


ฉินเหยา “ข้าไม่ชอบก้มหน้าคุยกับคนอื่น”


อาวั่งพลันลุกขึ้นยืน ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วตอบรับอีกครั้ง “รับทราบแล้วขอรับ ฮูหยิน”


ฉินเหยาจึงขานรับแล้วพยักหน้าเป็นเชิงให้เขาทำงานของตนต่อไปได้


หลิวจี้เรียกอาวั่งสองครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดตอบรับ ครั้นเห็นสีหน้าดูแคลนของฉินเหยาที่หันกายกลับมาก็กำหมัดแน่น


ฉินเหยาตอบเขา “ข้ารู้”


หลิวจี้ “…” ความเงียบของเขาดังสนั่นในหู!


ฉินเหยามิใส่ใจจะมองสีหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของเขาและเหลือบมองไปยังทิศทางสวนหลังบ้าน “ยังไม่ไปอีกรึ”


หลิวจี้ร่ำร้องอย่างเงียบงันต่อสวรรค์ อ๊า!


สูดหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้งและสูดหายใจเข้าลึกๆอีกหนึ่งครั้ง กดความอัดอั้นคับข้องใจทั้งปวงลงไป ก่อนจะหันกายไปยังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เก็บเสื่อฟางกลับมาแล้วนำไปปูลงบนพื้นห้องใต้หลังคาของยุ้งฉาง


ห้องใต้หลังคาส่วนที่สูงที่สุดสูงเพียงราวหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร ผู้ใหญ่ต้องก้มตัวจึงจะเคลื่อนไหวภายในได้เรียกได้ว่าอึดอัดอย่างยิ่ง


แต่เมื่อเทียบกับคอกวัวแล้ว ที่นี่สะอาดไร้กลิ่นเหม็น ห้องใต้หลังคายังมีหน้าต่าง เมื่อเปิดออกแสงสว่างก็ดีมาก แม้จะยืนตัวตรงไม่ได้ แต่เมื่อนั่งลงกับพื้น ครึ่งบนของร่างกายก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย การปฏิบัตินี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว


หลิวจี้ยิ่งมองห้องใต้หลังคานี้ก็ยิ่งโมโห โยนเสื่อฟางลงบนพื้นแล้ววิ่งกลับไปยังห้องเล็กๆของตนเอง หลับตาแล้วแสร้งนอนตาย แสดงความไม่พอใจต่อการใช้อำนาจเผด็จการของฉินเหยา


คนผู้นี้เห็นๆอยู่ว่าเป็นเขาที่พากลับมา ผลคือเขาเรียกใช้งานไม่ได้ก็ช่างเถอะ ยังต้องไปปูเสื่อให้ทาสคนหนึ่งอีก ฉินเหยา นังสตรีอสรพิษ อย่ารังแกคนให้มันมากเกินไปนักนะ!


ขณะที่กำลังโมโหอยู่นั้น สี่ศีรษะเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นซ้อนกันที่หัวเตียงของเขา


ต้าหลางจุ๊ปากสองทีพลางทำสีหน้าราวกับว่า ข้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ แต่ท่านก็ไม่ยอมฟัง


เอ้อร์หลางกลับไม่เกรงใจถึงเพียงนั้นเอ่ยแทงใจดำบิดาของเขาไปตรงๆว่า “ท่านพ่อ บอกท่านแล้วว่าอย่าตัดสินใจตามอำเภอใจ ท่านก็ไม่เชื่อ ครานี้เป็นอย่างไรเล่า ทำให้ท่านแม่โกรธอีกแล้ว ท่านบอกมาสิว่าเรื่องนี้มีประโยชน์อันใดต่อตัวท่านบ้าง”


ซานหลางและซื่อเหนียงสบตากันแวบหนึ่ง พวกเขาได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาจากในครัวจึงวิ่งแน่บหายไปในทันที


หลิวจี้เพิ่งคิดจะเอ่ยว่าเจ้าพวกลูกอกตัญญู ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงออกจากปาก บุตรชายตัวดีอีกสองคนที่เหลือก็หายวับไปแล้ว


หลิวจี้เพียงรู้สึกว่าเบื้องหน้าตนนั้นว่างเปล่า โลหิตในกายปั่นป่วน เกือบจะสิ้นสติไป


“หอมยิ่งนัก!” ซื่อเหนียงและพวกพี่ๆ ยืนอยู่ที่ประตูห้องครัวพลางกล่าวอย่างประหลาดใจ


ฉินเหยาที่กำลังล้างหน้าอยู่ในโถงกลางก็มองมาอย่างแปลกใจเช่นกัน ไม่คิดว่าคนที่หลิวจี้เก็บกลับมาจะมีฝีมือเช่นนี้ด้วย


อาวั่งส่ายหน้าตอบ “เปล่าขอรับ”


หลิวจี้ไม่เชื่อ ยืนกรานว่าเขาต้องแอบกินไปแน่ๆ หิวมานานขนาดนี้ เห็นของอร่อยมากมายขนาดนี้จะอดใจไหวได้อย่างไร?


อาวั่งตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่านายท่านใหญ่ที่พาเขากลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจะเปลี่ยนสีหน้าไปในพริบตาเดียวเช่นนี้


ฉินเหยาถามมาจากในโถงกลาง “ข้าหิวแล้ว ทำไมยังไม่ตั้งสำรับอีก”


หลิวจี้ถึงได้เลิกยุ่งกับอาวั่งที่เต็มไปด้วยแววตาจนใจแล้วสั่งให้เขายกอาหารไปขึ้นโต๊ะ


พวกต้าหลางทั้งสี่คนเดินเข้ามาอย่างรู้หน้าที่ หยิบชามและตะเกียบของตนเองตามความเคยชิน แต่ก็ถูกหลิวจี้ตวาดห้ามไว้


“ทำอะไรกัน ตอนนี้ที่บ้านมีคนรับใช้แล้ว งานพวกนี้ควรเป็นหน้าที่ของคนรับใช้สิ”


เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง มองอาวั่งอย่างทำอะไรไม่ถูกแล้วก็มองหลิวจี้อย่างลังเลใจ


ต้าหลางผลักน้องๆทั้งสามคนออกไปตรงๆ “ลืมไปแล้วหรือว่าท่านแม่สอนพวกเราไว้อย่างไร เรื่องของตัวเองก็ต้องทำเอง พวกเจ้าอยากถูกลงโทษหรือ”


เอ้อร์หลางสามพี่น้องถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ เกือบจะถูกท่านพ่อลากลงคลองเน่าไปแล้ว พวกเขารีบกอดชามและตะเกียบในมือของตนเองไว้แน่นแล้วเดินเข้าโถงกลางไปอย่างมั่นคง จัดเก้าอี้ให้เข้าที่แล้วนั่งลงบนที่นั่งของตนเอง รอให้คนมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วค่อยเริ่มกินข้าวอย่างเชื่อฟัง


หลิวจี้เข้ามาในห้อง นับดู มีเก้าอี้เจ็ดตัว?


เขายกเท้าคิดจะเตะเก้าอี้ตัวที่เกินมาออกไป ทางด้านฉินเหยานั้นหมดความอดทนแล้วจึงฟาดฝ่ามือลงบนท้ายทอยอวบอิ่มนั้นฉาดใหญ่ บังคับให้นางต้องลงมือจนได้!


เสียง “เพียะ!” นั้นดังชัดเจน หลิวจี้ร้องโหยหวนขึ้นมาทันที


อาวั่งที่ตามหลังหลิวจี้มาติดๆ สองมือประคองชามอาหารเต็มมือ ถึงกับตกตะลึงกับเหตุการณ์ ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ประกอบกับเสียงร้องโหยหวนของหลิวจี้ดังไปทั่วลานบ้าน เขาจึงถอยหลังไปก้าวใหญ่โดยไม่รู้ตัว ชามน้ำแกงใบใหญ่ในมือซ้ายสั่นไหวเล็กน้อย เกิดระลอกคลื่นขึ้นชั้นแล้วชั้นเล่า


ชั่วครู่ ถึงกลับมามั่นคงดังเดิม น้ำแกงสักหยดก็ไม่หกกระฉอกออกมาจากขอบชาม


ไม่หกเลยรึ?


หลิวจี้กุมท้ายทอยของตนเอง เขาเองก็ตกตะลึงไปชั่วขณะเช่นกัน จากนั้นจึงรีบเหลือบมองฉินเหยาที่กำลังจับจ้องไปยังร่างของอาวั่งอย่างไม่วางตา คล้ายจะตระหนักถึงบางสิ่งได้รางๆ


“ซี๊ดๆ~” สูดลมเย็นเข้าปาก หลิวจี้หยุดก่อเรื่องพลางส่งยิ้มประจบประแจงให้ฉินเหยาแล้วนั่งลงข้างๆพวกเด็กๆ


อาวั่งยกอาหารขึ้นโต๊ะจนครบ ครอบครัวทั้งหกคนหิวกันมานานแล้ว เพิ่งหยิบตะเกียบขึ้นก็เริ่มกินทันที


จะว่าไปแล้ว คนผู้นี้ตัดสินจากภายนอกไม่ได้จริงๆ เมื่อครู่เห็นอาวั่งทำอาหารด้วยท่าทางเงอะงะ ก็นึกว่าเขาคงทำไม่อร่อย ไม่คิดว่าเขาลงมือทำไปส่งๆ รสชาติกลับดีเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ


หลิวจี้กินอาหารอย่างรวดเร็วไปพลางแอบเหลือบมองอาวั่งอีกหลายครั้ง พูดจาเหน็บแนมปนหยั่งเชิงอยู่หลายส่วน “เจ้าหนู มีฝีมือขนาดนี้ ไฉนไม่ไปเป็นพ่อครัวที่ร้านอาหารในเมืองเล่า ไม่ดีกว่ามาเป็นวัวเป็นม้าให้บ้านข้ารึ”


แม้จะมีที่นั่ง แต่อาวั่งก็ไม่ได้มานั่งที่โต๊ะด้วย เขาถือชามเปล่านั่งยองๆอยู่ข้างประตู รอให้ครอบครัวทั้งหกคนกินเหลือแล้วเขาค่อยกิน ทั้งที่ท้องร้องโครกครากมานานแล้วแต่กลับอดทนเอาไว้ได้ ไม่แม้แต่จะเหลือบมองมาสักครั้ง


ความอดทนอดกลั้นที่ผิดมนุษย์มนาเช่นนี้ หลิวจี้เคยเห็นเพียงบนตัวของฉินเหยาหญิงร้ายกาจผู้นี้เท่านั้น ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว


เขาสะบัดศีรษะไปมาพลันรู้สึกว่าฝ่ามือนี้ไม่ได้โดนตีไปเปล่าๆแล้ว หญิงร้ายกาจผู้นี้กำลังสะกิดเตือนเขาอยู่


ตอนที่ 273: วินาทีถัดมาข้าผิดไปแล้ว


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงต่างมองหน้ากัน รู้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างแปลกประหลาด ท่านแม่กินข้าวคำใหญ่ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปยังอาวั่งที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา


ท่านพ่อมีท่าทีเหม่อลอย เกือบจะป้อนข้าวเข้าจมูกตนเองอยู่แล้ว


มีเพียงซานหลางที่ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ซดข้าวผัดไข่ราดน้ำแกงผักไปครึ่งชามเสียงดังซู้ดซ้าด


ซื่อเหนียงส่ายหน้าอย่างจนใจ พึมพำเสียงเบาว่า “ช่างเป็นเจ้าทึ่มเสียจริง”


“ทึ่มหรือ” ซานหลางฟังไม่ชัด นึกว่าน้องสาวกำลังเลียนเสียงกบร้องกับเขา จึงหัวเราะคิกคักแล้วร้อง “อ๊บ!” ออกมา


ซื่อเหนียง “…”


ผู้เป็นน้องสาวใช้หลังมือตบศีรษะเล็กๆของพี่ชายเบาๆ แล้วเผยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร พี่เล็กท่านกินต่อเถิด”


ซานหลางยิ้มให้น้องสาวอย่างสดใส คีบไข่ผัดคำใหญ่ใส่ในชามของซื่อเหนียง “ซื่อเหนียงก็กินด้วย ไข่อร่อยนะ”


พูดพลางก็ลุกขึ้น คีบให้ฉินเหยาและหลิวจี้คนละคำ


หลิวจี้.มองลูกๆอย่างพอใจ กินไปพลางลอบสังเกตไปพลาง สายตาสลับไปมาระหว่างอาวั่งและฉินเหยา


ฉินเหยาใช่ว่าจะเป็นท่อนไม้ไร้ความรู้สึก นางถลึงตาใส่หลิวจี้อย่างไม่พอใจแล้วยกมือขึ้นเล็กน้อย คนบางคนก็สงบเสงี่ยมลงทันที


ข้าวสวยห้าชามกับน้ำแกงสองชามลงท้องไปแล้ว ฉินเหยาจึงวางตะเกียบลง


นางพบว่า อาหารบนโต๊ะเป็นปริมาณสำหรับมื้อปกติของครอบครัวทั้งหกคนพอดี อาวั่งผู้นี้ทำได้ตามที่พูดจริงๆ ขอเพียงเศษข้าวเหลือก้นหม้อเท่านั้น


แต่จะให้เหลือส่วนของใครกันเล่า ส่วนของนางก็กินไปหมดแล้ว


หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองราวกับเป็นพยาธิในท้องของภรรยาผู้แสนร้ายกาจ นางคิดสิ่งใดเขาก็ล่วงรู้ได้ทั้งหมด ไม่มีอะไรทำให้คนอยากเอาหัวโขกกำแพงได้เท่านี้อีกแล้ว


“เจ้ามานี่ นายท่านจะตบรางวัลของกินให้เจ้า” หลิวจี้กวักมือเรียกคนที่อยู่ริมประตูด้วยน้ำเสียงห้วนๆ


อาวั่งทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดร้ายกาจเหล่านั้น เขาเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมแล้วยื่นชามเปล่าของตนด้วยสองมือไปตรงหน้าหลิวจี้พลางกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณนายท่านที่ประทานให้! ขอบคุณฮูหยินที่ประทานให้! ขอบคุณเหล่านายน้อยคุณหนูที่ประทานให้!”


คำว่าประทานให้ที่พรั่งพรูออกมาไม่หยุดนี้ทำเอาหลิวจี้ขนลุกซู่ รีบส่งสัญญาณให้เขาหยุด คราวหน้าห้ามทำเช่นนี้อีก พูดแค่ขอบคุณนายท่านก็พอ


อาวั่งทำตามทันที “ขอบคุณนายท่าน”


หลิวจี้เหลือบมองเขาแวบหนึ่งพลันรู้สึกว่าคนผู้นี้น่ากลัวอยู่บ้าง


แม้แต่ตุ๊กตาดินปั้นก็ยังมีโทสะอยู่สามส่วน ในโลกนี้มีคนที่ไร้โทสะ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ความละอายอยู่จริงๆหรือ


แต่ก็อดไม่ได้ที่อยากจะทำเรื่องเกินเลยกว่านี้อีกสักหน่อย


ลอบมองฉินเหยาที่เอนกายพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ ในที่สุดหลิวจี้ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ เทข้าวที่ตนกินไม่หมดให้อาวั่งจนเกลี้ยงแล้วแบ่งไข่กับน้ำแกงที่เหลือในจานให้ลูกทั้งสี่ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเทให้เขาไป


อาวั่งพอได้อาหารก็รีบนำออกไปข้างนอกทันที จะกล่าวว่ากินอย่างตะกละตะกลามราวกับหมาป่าเสือโคร่งก็ไม่เกินเลย เพียงไม่กี่คำก็กินหมดแล้ว


หัวใจของหลิวจี้สั่นไหว ถามเขาว่า “อิ่มแล้วหรือ”


อาวั่งส่ายหน้าอย่างซื่อสัตย์ แน่นอนว่ายังไม่อิ่ม


หลิวจี้มองท่าทางของเขาแล้วนึกถึงเหล่าผู้อพยพใต้ประตูเมืองที่ราวกับหมาป่าดุร้ายอยากจะกินคนเข้าไปด้วยซ้ำก็รีบให้เขาไปทำโจ๊กธัญพืชในครัวกินเพิ่มเอง


มิเช่นนั้นเขากลัวว่าตนเองจะตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วจะพบว่ามือถูกคนตัดไปต้มเสียแล้ว


เห็นได้ชัดว่าอาวั่งคาดไม่ถึงว่านายท่านใหญ่ที่เพิ่งพูดจาห้วนๆกับเขาไปเมื่อครู่จะเกิดใจบุญขึ้นมา เขาชะงักไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นจึงมองไปยังฉินเหยาอย่างไม่มั่นใจนัก


ฉินเหยาพยักหน้า เขาเอ่ยขอบคุณด้วยความประหลาดใจระคนยินดี รีบเข้าครัวไปต้มโจ๊กธัญพืชให้ตัวเองทันที


โอ่งข้าววางอยู่ในครัว ในบ้านไม่มีคนอื่น หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากหญิงชราใจแคบในหมู่บ้านเพราะเขาไม่ใส่กุญแจครัวเพื่อป้องกันลูกชายกับลูกสะใภ้


ข้าวสาร ข้าวฟ่าง ข้าวเกาเหลียงและอื่นๆในโอ่งมีอยู่ครบถ้วนล้วนเป็นข้าวที่สะอาดสะอ้านไม่มีรำปน


อาวั่งตักข้าวฟ่างมาเกือบครึ่งชามเพื่อต้มโจ๊ก


ฉินเหยากำชับมาจากห้องโถง “ต้มน้ำร้อนเพิ่มอีกสักหน่อย เจ้าเองก็ไปล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดด้วย” นางทนกลิ่นนั้นไม่ไหวจริงๆ


อาวั่งรูปร่างพอๆกับหลิวจี้ สูงโปร่งเหมือนกัน เสื้อผ้าของหลิวจี้เขาจึงใส่ได้


หลิวจี้มีชุดป่านเก่าอยู่ชุดหนึ่ง เป็นชุดที่ฉินเหยาใส่ตอนมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ซึ่งปะแล้วปะอีก สกปรกก็ได้แต่เอาไปตากแดด ไม่กล้าซักเพราะกลัวว่าจะซักจนเปื่อยขาด


แต่เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าบนตัวของอาวั่งที่กลายเป็นริ้วๆ เพียงขยี้เบาๆก็มีขี้ไคลสีดำหลุดออกมาแล้ว ชุดนี้ถือว่าดีกว่ามาก


หลิวจี้ใจบุญขึ้นมาอย่างมาก ยังหารองเท้าสานให้อีกคู่ รอจนอาวั่งกินอิ่มแล้ว ก็พาเขาไปยังริมแม่น้ำ ตนเองเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่าแล้วกระโดดลงแม่น้ำไปเสียงดัง ดำผุดดำว่ายอยู่ครู่หนึ่งจึงโผล่ศีรษะขึ้นจากน้ำ งอนิ้วเรียก


“อาวั่ง เจ้าลงมาสิ!”


อาวั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถอดเศษผ้าขี้ริ้วบนตัวออกแล้วลงไปในแม่น้ำ


เพื่อประหยัดฟืน หลิวจี้ต้องสิ้นเปลืองความคิดไปไม่น้อยเลย เขาใช้สายน้ำในแม่น้ำที่ยังอุ่นจากไอแดดล้างคราบดินโคลนบนตัวออกให้หมดก่อนแล้วค่อยกลับบ้านไปใช้สบู่ถูอีกรอบก็พอแล้ว ประหยัดน้ำไปได้หลายถังเลยทีเดียว


หากจะให้เขาพูด ฉินเหยาก็พิถีพิถันเกินไป ต้องอาบน้ำร้อนให้ได้ ฤดูร้อนเช่นนี้ลงไปอาบในแม่น้ำสักครั้งสบายจะตายไป


เมื่อเห็นสามพี่น้องต้าหลางมองไปทางริมแม่น้ำบ่อยครั้ง ท่าทางเหมือนอยากจะไปด้วย ฉินเหยาจึงกำชับอย่างเคร่งขรึมว่า


“ห้ามแอบลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ ได้ยินหรือไม่”


แม่น้ำในฤดูร้อน น้ำลึกหนึ่งร้อยยี่สิบถึงหนึ่งร้อยสามสิบเซนติเมตร ดูเหมือนไม่ลึกมาก แต่ทุกปีกลับมีเด็กในหมู่บ้านจมน้ำตายไปหนึ่งหรือสองคน


พอได้ยินฉินเหยาพูดเช่นนั้น สามพี่น้องที่กำลังร่ำๆ อยากจะไปด้วยจึงได้ระงับใจลงกลับเข้าห้องอาบน้ำไปอาบน้ำร้อนอย่างว่าง่าย


ฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยาพาซื่อเหนียงไปอาบน้ำเป็นรอบที่สอง หลิวจี้เป็นรอบที่สาม และอาวั่งเป็นรอบสุดท้าย


เขาคิดว่านายท่านทั้งสองคนคงเข้านอนแล้ว แต่ไม่นึกว่า สองสามีภรรยาฉินเหยาจะปล่อยผมยาวสยาย กำลังนั่งอยู่ที่ประตูห้องโถงเพื่อรับลมเย็น


เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องอาบน้ำ สองสามีภรรยาจึงหันมามองพร้อมกัน


“หืม” หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “อาวั่ง เหตุใดเจ้าไม่ล้างหน้าเล่า เมื่อครู่ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าใช้กรรไกรโกนหนวดเคราให้เกลี้ยงรึ เหตุใดเจ้าจึงไม่โกน”


ฉินเหยาถามเชิงหยอกล้อ “หรือว่าใบหน้าของเจ้าไม่อาจให้ผู้ใดเห็นได้”


คำถามเชิงหยอกล้อของนางนี้ทำเอาอาวั่งชะงักงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบว่าเขาลืมไป จะไปจัดการตนเองให้สะอาดเดี๋ยวนี้


อาจเป็นเพราะเขาคาดไม่ถึงว่า ในยุคสมัยนี้จะยังมีคนใส่ใจว่าทาสคนหนึ่งจะสะอาดสะอ้านหรือไม่


เห็นได้ชัดว่าอาวั่งทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง ตอนที่หากรรไกรเจอแล้วลงมือจัดการกับผมเผ้ารุงรังที่หน้าผากและหนวดเคราของตนเองนั้น การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้าอย่างยิ่ง


ครึ่งเค่อต่อมา ใบหน้าที่ธรรมดาเสียจนโยนเข้าไปในฝูงชนก็ลืมได้ในพริบตาก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าสองสามีภรรยา


หลิวจี้ไม่เชื่อในเรื่องพรรค์นี้จึงเรียกให้เขาเข้ามาใกล้ๆ แล้วมองดูอีกครั้ง จำไม่ได้จริงๆ!


จำได้เพียงว่าที่มุมกรามของอาวั่งมีรอยแผลเป็นกว้างเท่าปลายนิ้วหัวแม่มืออยู่แห่งหนึ่ง รอยแผลไม่น่ากลัว แต่ดูเหมือนเป็นรอยที่ทิ้งเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน สีจึงจางกว่าสีผิวเล็กน้อย หากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น


หลิวจี้สงสัยจึงถามว่าเขาบาดเจ็บได้อย่างไร อาวั่งตอบว่า “ตอนเด็กข้าเข้าป่าไปตัดฟืนกับพ่อ ไม่ระวังถูกมีดพร้าบาดเอาน่ะขอรับ”


“อ้อ” หลิวจี้พยักหน้า เขาไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย!


พอไล่ให้อาวั่งขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาแล้ว ในห้องจึงเหลือเพียงสองสามีภรรยา หลิวจี้ก็รีบปิดประตูหน้าต่างให้แน่นแล้วคุกเข่าไถร่างรวดเดียวไปอยู่แทบเท้าฉินเหยา!


เขากอดขาของนางไว้แน่นแล้วกดเสียงต่ำพูดอย่างร้อนรน “เมียจ๋า ข้าผิดไปแล้ว! เมียจ๋า เจ้าบอกความจริงกับข้า ข้าพาคนร้ายหลบหนีกลับบ้านมาใช่หรือไม่”


“เมื่อครู่ตอนลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ แม้ฟ้าจะมืด แต่ข้าก็เห็นบนตัวเขามีรอยแผลเป็นมากมาย ทั้งลึกทั้งตื้น ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกเลียคมดาบหาเลี้ยงชีพ แผลเก่าหายไม่ทันไรก็มีแผลใหม่เพิ่มมา….”


ตอนที่ 274: ยันต์คุ้มภัย


“เมียจ๋า? เมียจ๋า เจ้าพูดสิเมียจ๋า…”


ยิ่งคิดหลิวจี้ก็ยิ่งอยากร้องไห้ สวรรค์ไม่เคยประทานลาภลอยให้จริงๆ ไหนเลยจะมีคนหน้าด้านยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ผู้อื่นโดยไม่เอาแม้แต่เหวินเดียว?


อาวั่งผู้นี้ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงในการเข้าใกล้พวกเขาเป็นแน่!


มองหลิวจี้ที่บิดตัวดิ้นเร่าๆ ราวกับหนอนอยู่เบื้องล่าง ฉินเหยาก็ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก รู้สึกอ่อนแรงอยู่ลึกๆ


เหตุใดจึงมีที่คนโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้นะ!


ต่อให้สวรรค์ประทานลาภลอยลงมาจริง มันจะหล่นลงมาโดนเจ้าหลิวจี้หรือ ตนเองมีฐานะอันใดไม่รู้หรือ คนอื่นเขาจะมาเอาอะไรจากเจ้าได้?


เอาความยากจนข้นแค้นของเจ้าหรือเอาความหน้าด้านไร้ยางอายของเจ้าเล่า


“หลีกไป!” ฉินเหยาสะบัดขา หลิวจี้ก็ไถลพรืดออกไปไกลสามเมตรทันที


แต่แขนขาของเขาว่องไวอย่างยิ่ง คลานกลับมาอีกสองสามทีก็กอดเข่านางเอาไว้ใหม่ ตัวสั่นงันงก ไม่ยอมปล่อยมือ “เมียจ๋า เจ้าอย่าโกรธเลย ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว หากคนผู้นั้นเป็นคนร้ายหลบหนีที่ชั่วร้ายจริงๆ เจ้าต้องปกป้องข้านะ~”


ฉินเหยากระชากคอเสื้อด้านหลัง ดึงเขาให้ลุกขึ้นจากขาของนาง ส่งสายตาเตือนให้เขายืนดีๆ หากยังเข้ามาใกล้กว่านี้ คงไม่ใช่แค่คำเตือนทางสายตาแล้ว


หลิวจี้รู้จักสถานการณ์ดี รีบฉวยโอกาสยืนตัวตรง แต่สายตาก็ยังคงมองนางอย่างหวาดหวั่น


ฉินเหยากล่าว “คนผู้นั้นพุ่งเป้ามาที่ข้า”


“อะไรนะ?” หลิวจี้ตกใจมาก “เมียจ๋า เจ้าไปล่วงเกินผู้ใดไว้รึ”


แม้ว่าทุกวันเขาจะแหกปากร้องขอให้สวรรค์เอาภรรยาโหดร้ายผู้นี้ไปเสีย แต่หากนางเป็นอะไรไปจริงๆ ครอบครัวนี้ก็จบสิ้นแล้ว!


ฉินเหยาโบกมือ “ไม่น่าใช่”


หลิวจี้ถอนหายใจโล่ง.อกไปครึ่งหนึ่ง “ในเมื่อมิใช่มาเพื่อทำร้ายเจ้า เช่นนั้นเขาก็คงตามเมียจ๋ามาเพื่อขอความคุ้มครองเป็นแน่”


ฉินเหยาคิดว่าบางครั้งหลิวจี้เองก็ไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น เรื่องเหล่านี้เขากลับมีปฏิกิริยาว่องไวมาก


“เจ้าเดาได้ไม่ผิดนัก อาจกำลังหลบหนีศัตรูคู่อาฆาตจึงไม่อยากเปิดเผยใบหน้า”


มีอีกเรื่องที่ฉินเหยาไม่ได้พูดต่างจากที่หลิวจี้คาดเดาว่าอีกฝ่ายเป็นคนในยุทธภพ นางกลับรู้สึกว่าอาวั่งเหมือนนักฆ่าเดนตายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้มากกว่า


แต่ตามหลักเหตุผลแล้ว นักฆ่าเดนตายที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เด็กประเภทนี้จะไม่ทรยศหลบหนีออกมา พวกเขาไม่มีทางยอมให้ตนเองมีความคิดทรยศนายเหนือหัวเช่นนี้ได้เลย


ต่อให้นายเหนือหัวตายไปก็จะเลือกเพียงฆ่าตัวตายตามเท่านั้น


“ช่างเถิด เขามาถึงบ้านเราแล้วก็คือคนของบ้านเรา” ฉินเหยายักไหล่ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องคิดให้ปวดหัว ขอเพียงแน่ใจว่าอาวั่งไม่ได้มาเพื่อฆ่าล้างครอบครัวพวกเขา ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตต่อเด็กๆก็พอแล้ว


หลิวจี้ยังคงกลัวอยู่บ้าง “เช่นนั้นต่อไปข้าจะเกรงใจเขาหน่อย”


“ไม่จำเป็น” ฉินเหยาบอกให้เขาทำตัวตามปกติ การคาดเดาของพวกนางยังคงเป็นเพียงการคาดเดา ยังต้องรอให้อาวั่งเผยพิรุธออกมามากกว่านี้จึงจะสามารถยืนยันได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคืออะไร


“หากเจ้าว่างจนอยู่ไม่สุข ไม่มีอะไรทำก็คอยหยั่งเชิงเขาดูว่าเนื้อแท้ของเขาเป็นเช่นไร” ฉินเหยากำชับ


เรื่องนี้หลิวจี้คุ้นเคยดีก็แค่หาเรื่องคนอื่นให้ถึงที่สุดไม่ใช่หรือ เขาตบอกรับรองว่าจะจัดการให้ฉินเหยาอย่างเรียบร้อย


แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่บ้าง “เมียจ๋า เจ้าว่าเหตุใดเขาจึงเลือกบ้านเราเป็นที่ซ่อนตัว”


ฉินเหยาเผยสีหน้าซับซ้อน ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือควรจะเกลียดชังดี “อาจเป็นเพราะคิดว่าข้าจะช่วยเขาแก้ไขปัญหามากมายได้กระมัง”


อย่างน้อยก็ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนธรรมดามิใช่หรือ


หลิวจี้แค่นเสียง “ดูไม่ออกเลยว่าเขาเป็นคนมีความคิดลึกซึ้งด้วย”


ฉินเหยาเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวในสวนหลังบ้าน บนห้องใต้หลังคาของยุ้งฉางมีเสียงกุกกักดังมา นางเดาว่าคนที่อยู่ในห้องใต้หลังคาก็กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของพวกนางสองคนอยู่เช่นกัน


ในห้องนอนเด็กข้างๆ กลับมีแต่เสียงกรนดังระงม เด็กทั้งสี่เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว


“นอนเถิด” ฉินเหยาลุกขึ้นเปิดประตูแล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อน


พอนางจากไป หลิวจี้ก็พลันรู้สึกว่าเงาไม้รอบด้านน่ากลัวราวกับภูตผี รีบคว้าเชิงเทียนในห้องโถงแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว


หลิวจี้เปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือ หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมา กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอนกลับมานั่งเขียนตัวอักษร


เนื้อหาคือข้อมูลสารถีในหมู่บ้านต่างๆใกล้เมืองจินสือที่เขาไปสืบมาในวันนี้ เขียนออกมาทีละคน ทำเป็นตารางสถิติ เพื่อนำไปให้ฉินเหยาตรวจดู


หลิวจี้ยังคงรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง วันนี้ตนเองเก็บคนอันตรายอย่างยิ่งกลับมาคนหนึ่ง เมื่อครู่เขาเตรียมใจพร้อมแล้วว่าจะต้องถูกฉินเหยาจัดการอย่างหนักหน่วง


ไม่นึกว่า นางกลับไม่ได้ลงมือ เขาจึงรอดพ้นเคราะห์ไปได้คราหนึ่ง


แต่ก็ยากจะรับประกันว่าพรุ่งนี้เมื่อนางตื่นขึ้นมาสมองปลอดโปร่งแล้วจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกหรือไม่


ดังนั้น ที่หลิวจี้อดนอนเร่งทำอยู่นี้ ไม่ใช่ตารางข้อมูลสารถี แต่เป็นยันต์คุ้มภัยต่างหาก


จำนวนสารถีในเมืองจินสือมีอยู่ค่อนข้างมาก รวมทั้งหมดมีราวๆยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดคน กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ


ในเมืองยังมีขบวนรถม้าเล็กๆอยู่ขบวนหนึ่ง ร่วมมือกับสำนักคุ้มภัยตลอดปี แม้จะรู้สึกว่าขบวนรถม้าเล็กๆนี้ไม่น่าจะร่วมมือกับโรงงานเครื่องเขียนได้ แต่หลิวจี้ก็ยังคงเขียนลงไป


นี่มิใช่เพราะเขียนให้เยอะหน่อยจะได้ดูเหมือนว่าตอนกลางวันเขาขยันขันแข็งมากหรอกหรือ เรื่องที่นางสั่ง เขาทุ่มเททำอย่างเต็มที่ ไม่มีเวลาว่างไปดูสาวงามเล่นกลหลอกลวงเลยแม้แต่น้อย!


วันรุ่งขึ้น ฉินเหยาเพิ่งเปิดประตูห้องออกมาก็เห็นหลิวจี้ขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจงมายืนอยู่ตรงหน้า


นางตกใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเขาเกิดเสียสติอันใดขึ้นมาอีก


ทว่าใบหน้ากลับสงบนิ่ง “ไปทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมอันใดมารึ”


หลิวจี้ส่ายหน้า ยื่นตารางข้อมูลสารถีที่เขียนมาทั้งคืนให้อย่างนอบน้อม “เมียจ๋า โปรดดู!”


เมื่อวานฉินเหยาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เพราะคิดว่าหลิวจี้ไม่ได้ทำงานทำการ มัวแต่ไปดูบ้านหลิวลี่ซื้อเด็กรับใช้ข้างกายแล้วเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเสียมากกว่า


บวกกับดึกดื่นค่ำคืน ความง่วงงุนเข้าครอบงำแล้วจึงไม่ได้ซักไซ้เขา


ไม่นึกว่า เพียงชั่วข้ามคืน แม้แต่ตารางสถิติก็ทำออกมาแล้วรึ


จุดสำคัญคือ เนื้อหาในตารางข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์มาก มีข้อมูลพื้นฐานของสารถีและที่อยู่ รวมทั้งเส้นทางที่วิ่งเป็นประจำและค่าบริการเท่าใด


ฉินเหยาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เก็บตารางข้อมูลนี้ใส่ไว้ในอกเสื้อ นี่ไม่ต้องให้นางแก้ไขแล้วสามารถมอบให้สองพี่น้องหลิวไป่และหลิวเฝยที่รับผิดชอบด้านการขนส่งได้โดยตรงเลย


“เมียจ๋า ตารางสารถีเป็นที่น่าพอใจหรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างมั่นใจ


ฉินเหยาพยักหน้า ทั้งสองเดินไปยังห้องโถง บนโต๊ะอาหารจัดเตรียมโจ๊กข้าวขาวและเครื่องเคียงไว้เรียบร้อยแล้ว อาวั่งยกถาดหมั่นโถวธัญพืชรวมซึ่งนึ่งเป็นถาดใหญ่สุดท้ายออกมาจากในครัว วางลงบนโต๊ะแล้วถอยไปยืนอยู่ริมประตูพลางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า


“นายท่าน ฮูหยิน อาหารเช้าพร้อมแล้ว จะให้ไปเรียกนายน้อยและคุณหนูมากินเลยหรือไม่”


เด็กๆยังคงอ่านหนังสือยามเช้าอยู่ในห้องหนังสือ ต้าหลางยังคงฝึกฝนพื้นฐานประจำวันอยู่ในสวนหลังบ้าน


ฉินเหยาส่ายหน้า “เก็บไว้ให้พวกเขาก็พอ เสร็จภารกิจยามเช้าแล้วพวกเขาจะมากินเอง อย่าเพิ่งไปรบกวน”


เมื่อก่อนอาหารเช้าที่บ้านไม่เคยกินเร็วเท่านี้ ปกติจะกินกันช่วงสายๆเป็นอาหารเช้าควบเที่ยง


เพราะตอนเช้าทุกคนในครอบครัวต่างก็มีเรื่องของตนเองที่ต้องทำก่อน ไม่มีใครว่างเข้าครัวแต่เช้าตรู่จึงมีเพียงรอให้หลิวจี้ทำภารกิจของเขาให้เสร็จก่อน ครอบครัวทั้งหกคนจึงจะมีเวลามารวมตัวกันล้อมวงกินอาหารเช้าในห้องโถง


และอาหารเช้าที่ตรงเวลาในวันนี้ล้วนเป็นเพราะในบ้านมีอาวั่งเพิ่มมาอีกคน


ตอนที่ 275: เจ้าพูดว่าเชิญนายท่านออกจากบ้าน


หลิวจี้กระซิบอยู่ข้างๆว่า ฟ้ายังไม่สางอาวั่งก็จูงวัวม้าไปกินหญ้าก่อนแล้ว ถือโอกาสกำจัดวัชพืชในแปลงผักสามเฟินบนเขาด้านหลังจนเสร็จสิ้น


จากนั้นก็กวาดลานบ้านด้วยเสียงแผ่วเบาและทำอาหารเช้าเตรียมไว้ รวบรวมเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนเมื่อคืนกองไว้ในอ่างไม้ อาศัยช่วงที่ต้มโจ๊กว่างๆ ก็นำไปซักที่ริมแม่น้ำจนสะอาดแล้วนำกลับมา ตอนนี้ตากไว้อย่างสะอาดสะอ้านบนราวไม้ไผ่ในสวนหลังบ้านแล้ว


หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะนับถือ ชูนิ้วโป้งให้ฉินเหยาอย่างลับๆ เจ้าหมอนี่ทำงานเก่งจริงๆ!


ฉินเหยาใช้สายตาเตือนเขาว่าอย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไปก็ลุกขึ้นไปแปรงฟันล้างหน้า หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหยิบหมั่นโถวธัญพืชขึ้นมากิน


หมั่นโถวธัญพืชนุ่มหวานคำหนึ่งเข้าปาก ดวงตาของฉินเหยาก็เบิกกว้างขึ้นทันที รีบหันไปมองหลิวจี้ที่ตกตะลึงเช่นกันแล้วพูดอย่างไร้เยื่อใยว่า “ต่อไปเจ้าไม่ต้องเข้าครัวแล้ว”


หลิวจี้ดีใจจนแทบบ้า ยังมีเรื่องดีๆเช่นนี้อีก!


“อาวั่ง เจ้าอย่ามัวยืนอยู่เลย มานี่มากินด้วยกัน” หลิวจี้กวักมือเรียกอาวั่งอย่างเป็นมิตร แม้แต่รอยแผลเป็นบนหน้าของเขาก็ดูหมดจดน่ามองขึ้นมาด้วย


เมื่อไม่มีผมเผ้ารุงรังและหนวดเคราปกปิดใบหน้า ตอนนี้สีหน้าของอาวั่งจึงมองเห็นได้ง่ายมาก–ใบหน้านั้นแข็งทื่อไร้ซึ่งอารมณ์ใด


ดูเหมือนเขาจะแสดงสีหน้าอื่นไม่ได้ หลิวจี้ให้เขามานั่งกินด้วยกัน เขาก็กล่าวด้วยท่าทีทื่อๆว่า “ขอบคุณนายท่าน ฮูหยิน”


หลิวจี้ถามอย่างสงสัย “อาวั่ง เจ้าไม่มีความสุขหรือ”


อีกฝ่ายส่ายหน้า หยิบโจ๊กขึ้นมาหนึ่งชาม หมั่นโถวธัญพืชสองลูกแล้วนั่งห่างจากโต๊ะไปสองเมตร ร่วมโต๊ะแล้ว แต่ก็ไม่เชิงร่วมโต๊ะเสียทีเดียว


ฉินเหยาเคาะขอบชาม เตือนหลิวจี้ว่าอย่าไปยุ่งเรื่องของเขามากนัก ตั้งใจกินอาหารอร่อยๆเถอะ


อาหารเช้าง่ายๆมื้อหนึ่ง ฉินเหยากินอย่างพึงพอใจยิ่ง ก่อนออกจากบ้าน นางถึงกับพูดว่า “ตอนเที่ยงข้าจะกลับมากินที่บ้าน”


“เมียจ๋า เดี๋ยว!” หลิวจี้พลันนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีเรื่องสำคัญที่ยังไม่ได้พูด


ฉินเหยาหยุดฝีเท้าที่หน้าประตูใหญ่ รอเขาก้าวเข้ามาหาอย่างไม่สบอารมณ์ “มีอันใด”


เมื่อสัมผัสได้ถึงความรำคาญของนาง หลิวจี้จึงรีบพูดหยั่งเชิง “เมียจ๋า เมื่อวานข้าไปที่เมือง สืบราคาธัญพืชมาแล้ว ตอนนี้ลดลงมานิดหน่อย ข้าวหยาบหนึ่งจินอยู่ที่สี่สิบเหวิน แต่ข้าวสาลีของเราถือเป็นธัญพืชชั้นกลาง น่าจะยังขายได้สี่ถึงห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินอยู่”


ฉินเหยาบอกให้เขาพูดเข้าประเด็นเลย ปูเรื่องเสียจงใจเกินไปแล้ว


หลิวจี้เอ่ย “เจ้าดูสิ เจ้างานยุ่งถึงเพียงนี้ ราคาธัญพืชก็.ลดลงทุกวันทุกวัน เรื่องขายธัญพืชนี้มอบให้ข้าจัดการเถิด ข้าจะพาอาวั่งไปช่วยอีกแรง พวกเรารีบขายธัญพืชทิ้งเสีย จะได้ไม่เก็บไว้นานจนราคาตก”


พอได้ฟังคำพูดนี้ ฉินเหยาก็เข้าใจแล้ว เช้าตรู่มาส่งตารางข้อมูลสารถี ที่แท้จุดประสงค์ที่แท้จริงอยู่ตรงนี้นี่เอง!


แต่ตารางข้อมูลครั้งนี้ทำได้ดีจริงๆ ให้หลิวจี้ไปลองเชิงดูก่อนก็ได้


“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็จัดการตามที่เห็นสมควรเถิด แต่วันนี้ไปที่นาปล่อยน้ำเข้านาให้ข้าก่อน ข้าไปล่ะ”


ฉินเหยาสั่งการเสร็จ เหลือบมองดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้ามาครึ่งดวงแล้ว ไม่มีเวลาพูดคุยกับหลิวจี้มากไปกว่านี้อีก นางยังต้องไปที่โรงงานเพื่อมอบหมายงานให้ทุกคนจึงรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


หลิวจี้กลั้นความดีใจไว้ มองส่งนางเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เลี้ยวเข้าซอยไปจนลับสายตา พอหันกลับมาก็.อดไม่ได้ที่จะเท้าสะเอวแหงนหน้าแล้วหัวเราะลั่น “รวยแล้ว รวยแล้ว ครานี้ร่ำรวยแล้ว!”


อาวั่งที่อยู่ข้างๆถาม “นายท่าน พวกเราจะไปปล่อยน้ำเข้านาเมื่อใดหรือ”


รอยยิ้มของหลิวจี้หายไปในพริบตา ถลึงตาใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ มีแต่เจ้านี่แหละที่เชื่อฟัง มีแต่เจ้านี่แหละที่จำได้ว่าต้องทำงาน!


เขากลอกตาไปมาแล้วชี้ไปทางสวนหลังบ้าน “ไปเอาจอบอันหนึ่งกับเคียวอันหนึ่งมาจากยุ้งฉาง”


รอจนอาวั่งนำเครื่องมือเกษตรมาให้ หลิวจี้ถึงส่งสัญญาณให้เขาออกไปก่อน ส่วนตนเองยังคงยืนอยู่ด้านในประตู


อาวั่งหันกลับมาอย่างสงสัย “นายท่าน ท่านไม่ไปหรือ”


หลิวจี้กอด.อก สั่งด้วยใบหน้าหยิ่งยโส “เจ้าพูดว่า เชิญนายท่านออกจากบ้าน'”


ใบหน้าแข็งทื่อของอาวั่งเผยแววแห่งความงุนงงไม่เข้าใจวาบผ่านไป


เขากล่าวอย่างนอบน้อม “เชิญนายท่านออกจากบ้าน!”


หลิวจี้ไม่ขยับ “เจ้าพูดว่า เชิญนายท่านผู้สง่างามและเจ้าสำราญออกจากบ้าน”


คราวนี้บนใบหน้าของอาวั่งปรากฏความตะลึงงันอย่างเห็นได้ชัด


หลิวจี้ส่ายหน้า “เจ้าต้องพูดว่า เชิญนายท่านใหญ่ผู้องอาจหล่อเหลาและสง่างามเจ้าสำราญออกจากบ้าน”


“….เชิญนายท่านใหญ่ผู้องอาจหล่อเหลาและสง่างามเจ้าสำราญออกจากบ้าน!” หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ อาวั่งก็แทบจะกัดฟันพูดประโยคนี้ออกมา


หลิวจี้เห็นเขาไม่สามารถรักษาใบหน้าทื่อๆไว้ได้อีกต่อไปก็หัวเราะ “ฮ่าๆ” พลางก้าวข้ามธรณีประตู เดินตรงไปยังทุ่งนาด้วยอารมณ์ที่เบิกบานอย่างยิ่ง


อาวั่งแบกจอบถือเคียวตามหลังเขาไป สีหน้าไม่อยากจะเชื่อนั้นราวกับกำลังบอกว่า คนตรงหน้าผู้นี้คงจะป่วยหนักเป็นแน่


แต่พอหลิวจี้หันกลับมา อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดก็ถูกเก็บงำไว้ ยังคงเป็นท่าทางทื่อๆเช่นเดิม


หลิวจี้รู้สึกว่าอาวั่งที่ตามหลังตนเองอยู่ในขณะนี้ ช่างคล้ายกับปีศาจหุ่นเชิดที่ชื่อหุ่นยนต์ในนิทานที่ฉินเหยาเล่าให้เด็กๆฟังอยู่มาก


นายเหนือหัวตั้งโปรแกรมไว้แล้วว่าห้ามมีความรู้สึกของมนุษย์ แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดหุ่นเชิดหุ่นยนต์กลับเกิดความรู้สึกของมนุษย์ขึ้นมาเอง เพราะกลัวว่านายเหนือหัวจะจับได้จึงพยายามปิดบังด้านที่เป็นมนุษย์ของตนเองมาโดยตลอด


น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ หลิวจี้เลิกคิ้ว ยกมือขึ้นไพล่หลังแล้วเดินอาดๆมาถึงทุ่งนา


คนในหมู่บ้านเห็นอาวั่งที่เดินตามหลังเขามาก็ถามอย่างสงสัย “เจ้าสาม บ้านเจ้ามีญาติมาหารึ”


หลิวจี้รีบโบกมือ “ญาติที่ไหนกัน อาสามท่านไม่รู้หรือว่าบ้านข้ามีญาติกี่คน นี่คือคนรับใช้ที่บ้านข้าเพิ่งซื้อมาต่างหาก”


ชี้นิ้วโป้งไปที่อาวั่งแล้วสั่งว่า “อาวั่ง มา ทักทายพวกชาวบ้านหน่อย!”


ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ เขาคล้ายจะได้ยินเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกรอดๆ


แต่เมื่อหันไปมอง อาวั่งก็ค้อมกายลงอย่างนอบน้อม โค้งคำนับให้ทุกคน “อาวั่งเพิ่งมาถึง ขอให้พี่น้องทุกท่านโปรดชี้แนะด้วย”


มุมปากของหลิวจี้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างมั่นใจเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาประหลาดใจและอิจฉาของชาวบ้าน เขาหยุดยืนอยู่หน้าผืนนาของตนเอง ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วสั่งการให้อาวั่งทำงาน


เขาสั่งการไปพลางมองไปยังผืนนาข้างๆ หลิวต้าฝูกำลังนำคนงานและหลิวกงทำงานอย่างขะมักเขม้นอยู่ในนา


เหลือบเห็นอีกฝ่ายมองมาก็รีบชี้ไปที่อาวั่งแล้วพูดว่า “ตายแล้ว ท่านลุงต้าฝู ท่านยังลงมาทำนาด้วยตนเองอีกรึ หลิวกง เจ้าก็ด้วยหรือ ที่บ้านไม่ได้ซื้อคนรับใช้มาสองคนหรอกหรือ เหตุใดไม่พามาให้ช่วยงานเล่า”


ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เขาก็พูดกับตัวเองว่า “อ้อ เด็กยังเล็กเกินไปทำงานไม่ไหวสินะ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พวกท่านทำงานของพวกท่านไปเถิด” ท่าทางราวกับพวกคนต่ำช้ากำลังได้ใจนั้น ทำเอาคนอื่นหมั่นไส้จนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน


หลิวต้าฝูส่ายหน้าอย่างจนใจ “เวรกรรมแท้ๆ!”


พอนึกถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้ในอดีตของหลิวจี้ ความรู้สึกขอบคุณที่ชาวบ้านมีต่อฉินเหยาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก


ยังดีที่ฉินเหนียงจื่อสามารถปราบเจ้าหลิวสามตัวแสบนี้ได้ มิเช่นนั้นพี่น้องชาวบ้านก็ไม่รู้จะต้องทนทุกข์ทรมานจากเขาไปอีกเท่าใด


ดังเช่นในวันนี้ เจ้าหลิวสามก็สงบเสงี่ยมลงไปมากแล้ว


แต่สำหรับอาวั่ง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้พบเจอคนแปลกประหลาดเช่นหลิวจี้ ตลอดทั้งวัน เขาถูกความเอาแน่เอานอนไม่ได้และความคิด ‘พิสดาร’ ของอีกฝ่ายเล่นงานเสียจนเหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจ


ในที่สุดก็อดทนแล้วอดทนอีก ทนจนสุดจะทน…ก็ยังคงต้องทนต่อไป!


ยามค่ำคืน ทุกคนในบ้านหลับกันหมดแล้ว


หลิวจี้แอบย่องเข้าไปในห้องนอนของฉินเหยา


ฉินเหยาเอ่ย “เจ้าทรมานเขาถึงเพียงนี้ เขายังไม่ฆ่าเจ้าอีกรึ”


หลิวจี้ตอบ “ไม่มีโทสะเลยแม้แต่น้อย!”


ฉินเหยาเอ่ย “ดูท่าจะไม่มีอันตราย ไม่ต้องหยั่งเชิงแล้ว เจ้าออกไปเถิด”


หลิวจี้ “รับทราบเมียจ๋า ราตรีสวัสดิ์เมียจ๋า”


ตอนที่ 276: แย่งการค้า


วันนี้หลิวจี้ตื่นเช้ากว่าปกติครึ่งชั่วยาม เมื่อท่องตำราเสร็จ ขอบฟ้าก็เพิ่งจะปรากฏแสงสีขาวรำไร


เวลานี้อาวั่งก็ได้เกี่ยวหญ้าที่สัตว์เลี้ยงในบ้านต้องกินกลับมาแล้ว เขาแผ่หญ้าออกตากบนชั้นวางข้างคอกวัวก่อน ดูเหมือนเขาจะรู้วิธีเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี สองวันนี้เมื่อเหล่าหวงเห็นเขาปรากฏตัวก็มักจะแสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจอยู่เสมอ


หลิวจี้ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวนอกลานบ้านจึงบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ปิดตำราลง แล้วเดินมายังยุ้งฉางในสวนหลังบ้าน


เขาเปิดประตูยุ้งฉาง มองดูกองข้าวสาลีด้านใน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า


“อาวั่ง เตรียมรถม้าให้พร้อม กินอาหารเช้าให้ไวหน่อย อีกประเดี๋ยวพวกเราจะเข้าเมืองไปขายข้าวกัน!” น้ำเสียงของหลิวจี้เต็มไปด้วยความเบิกบาน


อาวั่งขานรับจากนอกลานบ้าน เขาวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เข็นรถม้าออกไป จูงม้าออกมาเทียมรถให้เรียบร้อยและทำตามคำสั่งของหลิวจี้ แบกข้าวสาลีห้ากระสอบออกมา


ไปครั้งแรก หลิวจี้ตั้งใจว่าจะลองนำข้าวไปขายห้ากระสอบก่อนเพื่อดูผลตอบรับ หากขายดี พรุ่งนี้เขาก็จะบรรทุกใส่เกวียนวัวที่บ้านด้วย ให้อาวั่งขนข้าวระดับกลางที่บ้านไปกลับจากในเมือง ส่วนตนเองจะเฝ้าตาชั่งขายอยู่ที่นั่น


สองนายบ่าววุ่นวายกันตลอดเช้า ทำอาหารเช้าร้อนๆทิ้งเอาไว้ เมื่อเตรียมอาหารกลางวันเสร็จแล้วก็พากันออกเดินทาง


ตลอดทางพบเจอคนงานมากมายที่มาทำงานที่หมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อพวกเขาเห็นหลิวจี้ก็พากันถามว่าจะไปไหน


ข้าวสารวางอยู่ในตัวรถม้า มีม่านประตูบังไว้ ทุกคนจึงมองไม่เห็นกระสอบข้าวข้างใน ยังคิดว่าหลิวจี้เพียงแค่ออกไปเดินเล่น


หลิวจี้เองก็ไม่ได้บอกเพราะกลัวว่าทุกคนจะเอาอย่างตนเอง หมู่บ้านเซี่ยเหอเองก็ใช่ว่าจะยากจน บ้านที่กักตุนข้าวไว้ก็มีอยู่หลายหลังคาเรือน


แม้ว่าต้นทุนจะไม่ต่ำเท่าเขา ปริมาณก็ไม่มากเท่าบ้านเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ไปเป็นกลุ่มแรกเท่านั้นจึงจะทำเงินได้ ดังนั้นก็อย่าโทษเขาเลยที่ปิดบังทุกคน


รอจนถึงตอนที่ปิดบังไม่ได้แล้วค่อยว่ากันเถอะ ถึงตอนนั้นข้าวในมือเขาก็คงขายหมดไปนานแล้ว


หลิวจี้คิดอย่างสุขใจ เขาบอกฉินเหยาว่าตนเตรียมจะขายถูกกว่าพ่อค้าข้าวในเมืองสิบเหวิน แต่จริงๆแล้วตั้งใจจะขายถูกกว่าเพียงห้าเหวิน


เพื่อไม่ให้อาวั่งแพร่งพรายออกไป ตลอดทางหลิวจี้จึงทั้งข่มขู่ทั้งหลอกล่อสารพัด เดี๋ยวก็เตือนอาวั่งว่าตนสามารถไล่เขาออกจากบ้านได้ทุกเมื่อ เดี๋ยวก็ถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่าเขาขาดเหลืออะไรหรือไม่ บอกนายท่านได้เลย นายท่านจะซื้อให้


อาวั่งยังคงเป็นเช่นเดิมตลอด มีท่าทางทื่อๆไร้ความรู้สึก ไม่ว่าหลิวจี้จะพูดอะไร เขาก็ตอบเพียง “ขอรับ ขอรับ ขอรับ”


หลิวจี้จึงรู้สึกว่า จัดการได้เรียบร้อยดีแล้ว


หนึ่งชั่วยามให้หลัง สองนายบ่าวก็มาถึงบนถนนหลวงที่มุ่งหน้าจากเมืองจินสือไปยังตัวอำเภอ


พวกเขาเข้าไปในเมืองไม่ได้ ในเมืองจินสือเองก็มีตระกูลใหญ่ต่างๆ คอยขัดขวางไม่ให้บุกเข้าไป เหล่าผู้อพยพที่ลี้ภัยมาล้วนมาชุมนุมกันอยู่ระหว่างสถานที่ทั้งสองแห่ง


ตลอดเส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ที่มีลานว่างหรือศาลเจ้าที่มีเพิงพัก ล้วนเต็มไปด้วยผู้อพยพรายล้อมอยู่


บ้านผู้มีอันจะกินบางแห่งจะมาที่นี่เพื่อจ้างคนงานระยะสั้นราคาถูกไปช่วยงานก็นับว่าเป็นการมอบความหวังในการมีชีวิตอยู่รอดให้แก่ผู้อพยพส่วนหนึ่งแล้ว


แต่โอกาสเช่นนี้น้อยนัก ตอนนี้คนที่ไม่เอาเงินยอมขายตัวเปล่าๆก็มีอยู่มากมาย นานวันเข้าก็ไม่มีพ่อบ้านจากตระกูลใหญ่มารับคนอีก


เหล่าผู้อพยพจากต่างถิ่นรวมตัวอยู่ด้วยกัน ทุกวันล้วนรอคอยคนจากโรงรับจำนำมาเพื่อจำนำของ


พวกที่มีฐานะยากจน หิวโหยจนร่อแร่ใกล้ตายแล้วล้วนนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร


หากเห็นคนท้องถิ่นเดินทางผ่านถนนหลวงเมื่อใดก็มักจะมีผู้อพยพกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาขออาหารเสมอ


เป้าหมายของหลิวจี้นั้นแน่นอนว่าไม่ใช่พวกที่นอนเป็นศพอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนี้ เขายังต้องเดินทางต่อไปทางอำเภออีกหน่อย ทางนั้นมีคอกม้าว่างอยู่แห่งหนึ่ง พวกผู้อพยพที่มีกำลังทรัพย์อยู่บ้างได้ยึดครองสถานที่แห่งนี้ไปนานแล้ว


ตัวรถม้าปิดไว้อย่างแน่นหนา แต่ประสาทรับกลิ่นของเหล่าผู้อพยพนั้นเรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง รถของหลิวจี้เพิ่งขับผ่านไปก็ดึงดูดผู้อพยพจำนวนไม่น้อยให้ตามรถมา


เนื่องจากบนรถเป็นชายฉกรรจ์สองคนที่มีใบหน้าเปล่งปลั่งสุขภาพดีจึงไม่ได้ผลีผลามลงมือ


อีกทั้งตลอดเส้นทางนี้ยังมีบ่าวชายนักสู้จากร้านแลกเงิน โรงรับจำนำและบ้านตระกูลใหญ่อยู่มากมาย เจ้าหน้าที่ของทางการก็ปรากฏตัวทุกวันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบ้าง ทั้งยังแจกจ่ายข้าวช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในท้องถิ่นทำให้เหล่าผู้อพยพสงบเสงี่ยมลงไปมาก


เหตุการณ์ปล้นรถข้าวของโจวเจิ้งและเจ้าหน้าที่ของทางการเมื่อครั้งก่อน หลังจากที่หัวโจกหลายคนตายไปก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย


ก่อนหน้านี้ตอนที่กลับมาจากเมืองหลวงของมณฑล หลิวจี้คุ้นชินกับสายตาเหมือนหมาป่าดุร้ายของผู้อพยพเหล่านี้แล้ว เขาหันไปมองอาวั่งกำลังคิดจะปลอบเขาว่าอย่าตกใจ แถบนี้พวกเรามีคนคุ้มครองอยู่


“หยุดตรงนั้น หยุดที่ด้านนอกศาลาตรงนั้น!” หลิวจี้พบทำเลดีๆ จึงเร่งให้อาวั่งหยุดรถตรงนั้น


อาวั่งทำตาม สองนายบ่าวเพิ่งหยุดและลงจากรถม้าก็มีกลุ่มผู้อพยพที่ดูท่าทางยังแข็งแรงดีกลุ่มหนึ่งเข้ามาล้อม ถามพวกเขาว่ามีข้าวมาขายหรือไม่


หลิวจี้ไม่คิดว่าการค้าจะมาหาถึงที่เช่นนี้ ทันใดนั้นก็ปักป้ายที่ตนเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า บนนั้นเขียนว่า ข้าวชั้นกลางสี่สิบห้าเหวินต่อหนึ่งจิน!


ในฝูงชนมีคนรู้หนังสือจึงอ่านมันออกมา


“ถูกกว่าข้าวชั้นกลางของร้านขายข้าวเกือบครึ่งหนึ่งเลยรึ จริงหรือเท็จกัน” มีคนถามด้วยความประหลาดใจ


หลิวจี้กล่าวอย่างมั่นใจ “ย่อมเป็นความจริง พวกเราล้วนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา มิใช่พ่อค้าหน้าเลือดใจดำเหล่านั้น ข้าเจ้าหลิวสามรู้ว่าขณะนี้ทุกท่านกำลังลำบาก พอช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไป”


เขาจึงส่งสัญญาณให้อาวั่งเปิดประตูรถม้า ขนข้าวออกมาให้ทุกคนดูคุณภาพ


“ข้าวสาลีที่ซื้อมาใหม่เมื่อต้นปีนี้ ยังไม่ได้นวดเลย ทุกเม็ดอวบอิ่มสดใหม่ ราคาจินละสี่สิบห้าเหวินเท่านั้น มีจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน!”


เสียงป่าวประกาศของหลิวจี้ทำให้ทุกคนแน่ใจว่ามีข้าวดีราคาถูกอยู่จริงๆ จึงพากันกรูเข้ามา ทุกคนล้วนต้องการซื้อ


หลิวจี้ให้อาวั่งรักษาความเป็นระเบียบแล้วกล่าวว่า “ทุกท่านค่อยๆเข้าแถวกันไว้ ทุกคนได้ซื้อแน่นอน ไม่ต้องเบียดเสียดกัน!”


เขาหัวเราะร่าเริงพลางหยิบตาชั่งออกมา รับถ้วยชาม ไห กระสอบผ้าและภาชนะอื่นๆ ที่แต่ละบ้านยื่นมา ชั่งข้าวให้พวกเขา


การค้ารุ่งเรืองอย่างยิ่ง หลิวจี้นับเงินจนมือไม้อ่อน เห็นข้าวขายหมดไปกระสอบใหญ่ภายในหนึ่งเค่อก็ยิ่งยิ้มจนปากหุบไม่ลง


ผู้ประสบภัยที่ซื้อข้าวดีราคาถูกได้ก็ดีใจอย่างยิ่งเช่นกัน ข่าวแพร่กระจายจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ผู้คนต่างพากันมาที่ศาลานี้เพื่อซื้อข้าวสาลีของบ้านหลิวจี้


ลูกจ้างของร้านขายข้าวหาวหวอด เปิดประตูร้านขายข้าวชั่วคราวของตน หันกลับไปกำลังจะพูดว่า ทุกคนอย่าเบียดเสียดกัน มีเงินก็ซื้อข้าวได้ทั้งนั้น


แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับเพิ่งพบว่า หน้าร้านที่ก่อนหน้านี้มักจะมีคนต่อแถวยาวเหยียด ตอนนี้กลับไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว


ลูกจ้างตกใจอย่างยิ่ง “คนหายไปไหน หรือว่าพวกทางการแจกข้าวช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยแล้ว?”


พลันได้ยินเสียงป่าวประกาศอย่างแข็งขันของบุรุษดังแว่วมาตามลม “ข้าวชั้นกลางสดใหม่ เพียงจินละสี่สิบห้าเหวิน มีจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน…”


ลูกจ้างรีบให้นักเลงคุมเชิงเฝ้าร้านข้าวไว้แล้วรีบไปยังต้นเสียงเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น


เมื่อเห็นสองนายบ่าวกำลังขายดิบขายดี สีหน้าของลูกจ้างก็เย็นชาลง คว้าตัวผู้ประสบภัยคนหนึ่งที่ซื้อข้าวได้มาซักถามทันทีว่า “ข้าวที่ร้านข้าวไม่ดีรึ ถึงได้มาซื้อที่นี่”


อย่าเห็นว่าเขาเป็นเพียงลูกจ้าง แต่การกระทำกลับมีกลิ่นอายของโจร ผู้ประสบภัยที่ถูกคว้าตัวไว้ตกใจ กอดกระสอบข้าวของตนเองไว้โดยไม่รู้ตัวแล้วอธิบายอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้าวชั้นกลางของบ้านเถ้าแก่หลิวราคาเพียงครึ่งเดียวของร้านขายข้าวของพวกเจ้า”


ดังนั้นย่อมต้องซื้อของถูก ไม่ซื้อของแพงอยู่แล้วสิ!


ลูกจ้างปล่อยมือบอกให้ผู้ประสบภัยไสหัวไปเสียพลางมองสองนายบ่าวอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง จดจำรูปพรรณของพวกเขาเอาไว้ หันหลังวิ่งไปยังจวนที่อยู่ใกล้ๆอย่างรวดเร็ว


ไอ้เด็กเมื่อวานซืนไร้ชื่อเสียงเรียงนามจากที่ไหนก็ไม่รู้สองคน กล้ามาแย่งการค้าของพวกเขา นายท่านห้าจะต้องสั่งสอนคนทั้งสองนี้ให้หลาบจำแน่!


ตอนที่ 277: ยมบาลตัวเป็นๆอยู่ตรงหน้านี้แล้ว


“ฮัดชิ้ว!”


ณ โรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยายืนอยู่กลางลาน จ้องมองดวงตะวันที่ร้อนแรงพลางจามออกมาอย่างแรงครั้งหนึ่ง


หลิวไป่และหลิวเฝยซึ่งยืนล้อมรอบนาง ฟังนางแจกแจงรายชื่อสารถีจากหมู่บ้านใกล้เคียงต่างก็มองนางด้วยความประหลาดใจยิ่ง


หลิวเฝยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “พี่สะใภ้สาม ท่านเป็นไข้ลมร้อนหรือ”


ไข้ลมร้อนก็คือไข้แดด


แม้หลิวเฝยจะรู้สึกว่าด้วยร่างกายของพี่สะใภ้สามนั้น โอกาสที่จะเป็นไข้ลมร้อนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หากว่าเกิดเป็นขึ้นมาเล่า


ฉินเหยาโบกมือเอ่ย “ข้าไม่เป็นไร แค่คันจมูกนิดหน่อย อาจเป็นเพราะเศษไม้ปลิวเข้าไปกระมัง”


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกมือขึ้นกุมหน้าอกโดยไม่รู้ตัว หัวใจพลันเต้นเร็วกว่าปกติ รู้สึกถึงลางร้ายบางอย่างโดยไม่ทราบสาเหตุ


พึ่งจะกดความรู้สึกไร้ที่มานี้ลงไปได้ หูก็พลันได้ยินเสียงแว่วมา


“พวกเจ้าได้ยินเสียงกีบเท้าม้าของเหล่าหวงบ้านข้าหรือไม่” ฉินเหยาถามคนทั้งสอง


หลิวไป่และหลิวเฝยต่างส่ายหน้าพร้อมกัน ไม่ได้ยินนี่นา


ไม่ถูก! ฉินเหยาขมวดคิ้วแน่น ต้องมีแน่ นางไม่ได้หูฝาดไป


รีบยัดรายชื่อใส่มือหลิวไป่แล้วเดินออกจากประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน เงยหน้าขึ้นมองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านก็ไม่เห็นแม้เงาคน ทว่าเสียงกีบเท้าม้าห้อตะบึงกลับดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


หลิวไป่กับหลิวเฝยรู้สึกว่านางดูไม่ปกติจึงตามออกมา หลิวเฝยร้องเอ๊ะขึ้นมาคราหนึ่ง “เหมือนจะมีเสียงกีบเท้าม้าจริงๆ หรือว่าพวกพี่สามกลับมาแล้ว”


“เร็วถึงเพียงนี้เชียว” หลิวไป่มองดูสีของท้องฟ้า ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามกว่าจะถึงยามเที่ยง “ดูท่าเจ้าสามคงขายธัญพืชได้ราบรื่นดี”


ทว่าฉินเหยากลับยิ้มไม่ออก นางไม่ได้ยินเสียงล้อเกวียน มีเพียงเสียงกีบเท้าม้า เห็นได้ชัดว่านี่ไม่เหมือนท่าทีของคนที่ขายธัญพืชเสร็จแล้วกลับมา


ขณะกำลังคาดเดาก็พลันปรากฏเงาสีเทาสายหนึ่งควบม้ามาบนถนนดินเหลืองตรงทางเข้าหมู่บ้าน


หลิวไป่สงสัย “นั่นคือเจ้าสามรึ”


ฉินเหยาส่ายหน้า “เป็นอาวั่ง คนรับใช้ใหม่ของบ้านข้า เขาขี่ม้าเป็นด้วยรึนี่”


แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสงสัยว่าเขาขี่ม้าเป็นหรือไม่ เพียงพริบตาหนึ่งคนหนึ่งม้าก็มาถึงเบื้องหน้าแล้ว


พออาวั่งเห็นพวกฉินเหยาทั้งสามคนก็รีบดึงเหล่าหวงที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งให้หยุดลงหน้าซุ้มประตูโรงงานเครื่องเขียนแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินเหยาแล้วเอ่ยด้วยเสียงร้อนรนว่า


“ฮูหยิน ธัญพืชของเราถูกคนชิงไปแล้วขอรับ!”


เมื่อได้ฟังข่าวนี้ ฉินเหยาก็ต้องจนใจเมื่อพบว่าปฏิกิริยาแรกของตนกลับกลายเป็นพูดไม่ออก


“หลิวจี้ เจ้าตัวที่ดีแต่ทำเสียเรื่อง!”


อาวั่งเอ่ยปลอบ “บ่าวทราบว่าฮูหยินกำลังโกรธ แต่ท่านได้โปรดอย่าเพิ่งโกรธไปเลยขอรับ”


เพราะว่ายังมีเรื่องที่น่าโกรธยิ่งกว่ารออยู่ข้างหลัง


ฉินเหยาถาม “แล้วคนเล่า หลิวจี้อยู่ที่ใด”


เหล่าหวงและอาวั่งยังวิ่งกลับมาได้ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องยังไม่ตายเป็นแน่


อาวั่งก้มหน้ากล่าว “นายท่านซ่อนตัวอยู่ในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่งแล้วขอรับ แต่ฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกำลังก็แข็งแกร่ง บ่าวเพียงลำพังมิอาจชิงธัญพืชคืนมาได้ อีกทั้งคนพวกนั้นมิเพียงปล้นธัญพืชไป ยังทุบทำลายรถม้าจนแหลก นายท่าน เขา…เขายัง…”


หลิวไป่ถามต่ออย่างกังวล “เจ้าสามเขายังเป็นอย่างไรอีก”


“นายท่านไม่ฟังคำทัดทานของบ่าว มีโอกาสหนีแต่แรกกลับไม่ยอมหนี ไปลงมือกับฝ่ายตรงข้ามจนถูกนักเลงเจ็ดแปดคนของพวกนั้นรุมทุบตีอย่างหนัก ทรัพย์สินเงินทอง เสื้อผ้าบนตัวล้วนถูกปลดไปจนหมดสิ้น…”


ตอนหลังเมื่อเขาบุกเข้าไปช่วยคนออกมา สภาพก็ดูน่าสังเวชจนทนมองไม่ไหวแล้ว


แต่ก็ยังรอดชีวิตอยู่ พลังชีวิตช่างแข็งแกร่งนักทำให้เขาถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง


กล่าวถึงตรงนี้ อาวั่งก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลง “เป็นบ่าวที่คุ้มครองนายท่านได้ไม่ดีพอ ฮูหยินได้โปรดลงโทษด้วยขอรับ!”


ฉินเหยาแหงนหน้าขึ้นถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยกมือขึ้นกุมหน้าผากสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครา ไม่ไหวแล้ว ข้าทนไม่ได้แม้แต่น้อย!


ธัญพืชของบ้านนางก็ยังกล้าปล้น ดูท่าเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!


หลิวไป่และหลิวเฝยรับคำทันที เขาวิ่งเข้าไปในโรงงานพลางตะโกนลั่น “คนหมู่บ้านตระกูลหลิว มานี่เร็ว!”


พอได้ยินว่าคนในตระกูลตนถูกรังแกถึงเพียงนี้ แถมยังเป็นสามีของฉินเหนียงจื่อ บรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหนุ่มทั้งแก่ในโรงงาน ไม่ว่าจะใช่คนหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่ต่างก็กรูกันออกมา ในมือถืออาวุธเท่าที่มี ทั้งเลื่อย สิ่ว ท่อนไม้ใหญ่ รอเพียงคำสั่งจากฉินเหยา ต่อให้ต้องไปสู้ตายกับอีกฝ่ายก็ยอม!


ฉินเหยาค้นเจอเหล็กสกัดหินยาวเมตรกว่า น้ำหนักสามสิบจินที่วางอยู่ข้างประตูแล้วยกมันขึ้นมาอย่างสบายๆ พลางเอ่ยว่า “ตามข้ามา!”


ทุกคนรีบตามไปทันที เรียกว่าหนึ่งร้องร้อยขายรับก็ไม่เกินไปเลย


อาวั่งเดินตามหลังฉินเหยา เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในสายตา สีหน้าทื่อๆเคร่งขรึมนั้นไม่อาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป ชั่วขณะหนึ่งถึงกับไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ตนไม่ได้ไปหาเรื่องนางหรือควรจะสงสารคนจากร้านขายข้าวเหล่านั้นดี


รอจนผู้ใหญ่บ้านได้ข่าวจนรีบร้อนมาถึงคิดจะห้ามปรามคนในตระกูลไม่ให้วู่วาม คนห้าหกสิบชีวิตที่รวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่ก็ติดตามฉินเหยามุ่งหน้าไปยังเมืองจินสือเสียแล้ว


เหลือเพียงเหล่าคนงานหญิงในลาน แต่ละคนกำหมัดแน่นด้วยท่าทางเคียดแค้น หากไม่ใช่เพราะโรงงานยังต้องการคนเฝ้า เกรงว่าคงจะตามฉินเหยาบุกออกไปแล้วเป็นแน่


ผู้ใหญ่บ้านลอบกลืนน้ำลาย รีบส่งลุงเก้าที่เพิ่งเข้าส้วมเลยตามไปไม่ทันให้ตามไปดู อย่าให้เกิดเรื่องนองเลือดขึ้นมาได้


หนึ่งชั่วยามให้หลัง


เหล่าผู้อพยพริมทางในเมืองจินสือต่างก็ต้องตกใจไปตามๆกัน เมื่อเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถืออาวุธครบมือ ปรากฏตัวขึ้นบนถนนหลวงด้วยท่าทีคุกคามน่าเกรงขามภายใต้การนำของสตรีผู้หนึ่ง


บรรยากาศรอบกายนางทรงพลังอย่างยิ่ง เพียงปรายตามองคราเดียว คนที่เดินอยู่ก็ตกใจจนรีบถอยหนี อย่าว่าแต่จะขวางทางและขอทานเลย เพียงแต่หวังว่าตนจะกลายร่างเป็นมดตัวเล็กๆให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นได้ก็พอ


มองดูอีกที สิ่งที่นางถืออยู่ในมือนั้นคือเหล็กสกัดเล่มยาวน้ำหนักหลายสิบจินท่อนหนึ่ง แสงเย็นเยียบส่องสะท้อนวาววับ เพียงสะบัดเบาๆ เหล็กสกัดก็หมุนคว้างราวบุปผาดอกหนึ่งบนฝ่ามือ เริงระบำชนิดที่ลมก็ยังมิอาจเล็ดลอดผ่านไปได้


เสียงลมแรงนั้นกรีดผ่านข้างหู รู้สึกเพียงความเจ็บแปลบแสบร้อนบนใบหน้า


มิกล้าจินตนาการเลยว่าหากเหล็กสกัดนี้ฟาดลงบนร่างกาย กระดูกและเลือดเนื้อจะแหลกเหลวถึงเพียงใด


ขบวนคนเดินทางมาถึงหน้าเพิงชั่วคราวของร้านขายข้าว เหล่านักเลงคุมร้านเห็นได้ชัดว่าตกใจไม่น้อย


ฉินเหยาพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจแล้ว มิทันรอให้พวกนักเลงร้านขายข้าวเหล่านั้นทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ เหล็กสกัดยาวอันหนักอึ้งในมือนางก็ซัดออกไปในทันทีพลางตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ทุบร้านขายข้าวของพวกเขาให้เละ! เอาธัญพืชของพวกใจดำเหล่านี้แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยโดยรอบทั้งหมด!”


ข้างหลังนาง หลิวไป่ หลิวเฝยและทุกคนขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง คนห้าหกสิบคนกรูกันไปข้างหน้า นักเลงคุมร้านสิบคนที่อยู่หน้าประตูร้านขายข้าว ไม่มีปัญญาจะตอบโต้กลับเลยแม้แต่น้อย


ขอเพียงเป็นพวกที่มีฝีมือแข็งแกร่งหน่อยล้วนถูกฉินเหยาใช้เหล็กสกัดฟาดจนขาหักทั้งสิ้น


เหล่านักเลงท่าทางดุร้ายต่างทรุดตัวลงไปกับพื้นทีละคน ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวช่วยกันเปิดเสื่อฟางรอบร้านขายข้าวออก เผยให้เห็นธัญพืชด้านใน ลมหายใจของเหล่าผู้อพยพโดยรอบพลันสะดุดตามทันที


ฉินเหยาเตะลูกจ้างที่เงื้อดาบพุ่งเข้ามาจนกระเด็นแล้วหันไปตวาดใส่เหล่าผู้อพยพว่า “ยังยืนเหม่อทำอะไรอยู่อีก มาเอาธัญพืชไปสิ!”


“รีบมาเอาไปเร็วเข้า!” หลิวเฝยและหลิวฉีโยนกระสอบธัญพืชกระสอบหนึ่งไปเบื้องหน้าผู้อพยพแล้วเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น


เหล่าผู้อพยพที่เดิมยังคงยืนนิ่งตกตะลึง เมื่อเห็นเช่นนี้ ในใจรู้ว่าโอกาสนี้มิอาจปล่อยให้หลุดลอยไปได้จึงยื่นมือไปยังกระสอบธัญพืชอย่างเด็ดขาด


พวกเขากลัวว่าเหล่านักเลงจะจดจำใบหน้าได้แล้วจะกลับมาแก้แค้นหลังจากเหตุการณ์ต่อสู้ครั้งนี้ยุติลงจึงปิดบังใบหน้าแล้วคว้าธัญพืชวิ่งหนีไป ไม่สนใจว่าจะได้มากหรือน้อย อย่างไรเสียก็คว้ามาได้แล้ว


ลูกจ้างร้านขายข้าวถูกฉินเหยาเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า ได้แต่มองดูชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวช่วยผู้อพยพขนธัญพืชของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ทุบหีบเงินจนพังก็ทั้งหวาดกลัวทั้งคำรามข่มขู่ไปว่า


“นี่เป็นของของนายท่านห้า! ผู้ใดกล้าแตะต้องของของนายท่านห้า!”


ฉินเหยาคิดในใจ ข้าจะไปสนนายท่านห้านายท่านหกของเจ้าทำอะไร นางตบเข้าที่ปากของเขาฉาดหนึ่ง “หุบปากของเจ้าเสีย!”


ลูกจ้างถูกฝ่ามืออันหนักหน่วงราวกับอุ้งเท้าหมีตบจนหน้าหัน มึนงงตาลายไปหมด! รู้สึกเพียงว่ามีบางอย่างหลุดออกมาจากปาก เมื่อถ่มสิ่งนั้นออกมาก็เห็นเป็นก้อนเนื้อขยุกขยุยที่ข้างในห่อหุ้มฟันสีเหลืองเอาไว้สองซี่


ยามนี้ เมื่อมองสตรีผู้นี้อีกครั้ง ลูกจ้างก็พลันตัวสั่นสะท้าน รู้สึกเพียงว่ายมบาลตัวเป็นๆมาอยู่ตรงหน้านี้นี่เอง


ตอนที่ 278: เมียจ๋า


รวดเร็ว รวดเร็วยิ่งนัก!


เพียงพริบตาเดียวร้านขายข้าวก็เหลือเพียงเสื่อเก่าขาดๆผืนหนึ่งเท่านั้น


โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ถังไม้ โอ่งข้าว เสบียงอาหารและหีบเงินที่เคยอยู่ในเพิงก่อนหน้านี้ล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย


เสื่อเก่าขาดๆผืนเดียวนี้ เป็นเพราะมันเก่าและขาดเกินไปจึงไม่มีใครแย่งชิง


ที่เหลือ แม้แต่เสาไม้ที่ค้ำเพิงก็ถูกเหล่าผู้อพยพแบกไป อย่างไรเสียไม่เอาก็เสียเปล่า เอาไปผ่าฟืนก่อไฟยังสามารถต้มโจ๊กกินได้มื้อหนึ่ง


ลูกจ้างร้านขายข้าวที่ถูกฉินเหยาเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าส่งเสียงคร่ำครวญสะอึกสะอื้นราวกับใจสลาย เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องถามพวกฉินเหยาว่าเหตุใดจึงมาทุบทำลายร้านขายข้าวของพวกตน


“ฮูหยินผู้นี้ พวกเราไม่มีความแค้นเคืองต่อกันในอดีต ไม่มีความบาดหมางกันในปัจจุบัน ท่านมาทุบร้านขายข้าวของข้านี้ด้วยเหตุใดกันแน่?!”


เพราะฟันในปากหลุดหายไป เอ่ยถามเพียงประโยคเดียวก็ต้องพ่นฟองเลือดออกมามากมาย ดูแล้วน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก


ฉินเหยาถีบเขาไปตรงหน้าหลิวเฝยและหลิวฉีอย่างรังเกียจ สั่งให้พวกเขามัดคนผู้นี้ไว้ จากนั้นจึงหัวเราะเสียงเย็นชาภายใต้สายตาอันสิ้นหวังของอีกฝ่าย


“พวกเจ้าปล้นข้าวสาลีของข้า ทุบทำลายรถม้าของข้า ทั้งยังทำร้ายคนของข้า ยังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือว่าเพราะเหตุใด”


“เพิ่งจะมานึกถามเอาตอนนี้ ก่อนหน้าที่จะลงมือเจ้ามัวไปกินอาจมอยู่รึไร ไม่สืบความให้ดีก่อนก็ลงมือ สมองหมูแท้ๆ!” ฉินเหยาด่าทออย่างเกรี้ยวกราด


ชาวบ้านที่ล้อมรอบกายนางอยู่ก็เอ่ยตาม “สมองหมูแท้ๆ ก่อนจะลงมือกับใครก็ไม่ดูตาม้าตาเรือเสียก่อนว่าเป็นคนของผู้ใด!”


ลูกจ้างอยากร่ำไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ในที่สุดก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง ที่แท้เป็นเรื่องของนายบ่าวเมื่อช่วงสายคู่นั้น


เหลือบมองใบหน้าดุร้ายน่ากลัวโดยรอบ เห็นอาวั่งอยู่ในฝูงชน ลูกจ้างก็ส่ายศีรษะอย่างแรง รู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นหน้ายิ่งนักจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้น


แต่เขายังคงไม่ยอม ถามฉินเหยาว่า “บังอาจถามฮูหยินท่านนี้ว่ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ”


นายท่านห้าในอำเภอไคหยางนั้นก็นับเป็นผู้มีอิทธิพลอันดับต้นๆ สตรีที่กล้าหักหน้าท่านผู้เฒ่าเช่นนี้ เขาเองก็เพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรกในวันนี้


ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวเฝย หลิวเฝยก็เข้าใจความหมายจึงร่วมมือกับหลิวฉีถีบลูกจ้างที่ถูกมัดอยู่ออกไปนอกประตู


ลูกจ้างยืนไม่มั่นคงจึงล้มหน้าคะมำลงไปกับพื้นอย่างแรง ใบหน้ากระแทกพื้นเต็มๆ เขาส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดออกมา


ฉินเหยาเดินเข้าไป ซุ่นจื่อก็รีบวางเสาไม้ท่อนหนึ่งไว้ด้านหลังนาง ฉินเหยานั่งลงตรงหน้าลูกจ้าง ใช้ปลายเท้าเชยคางของเขาขึ้น “ไปบอกนายท่านห้าหกเจ็ดอะไรนั่นของเจ้า ส่งข้าวสาลีกับรถม้าของบ้านข้ากลับคืนมาในสภาพสมบูรณ์เสีย แล้วก็เอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาเป็นค่ารักษาให้เจ้าคนไม่ได้เรื่องผู้นั้นของข้าด้วย เรื่องระหว่างพวกเราก็จะถือว่าจบสิ้นกัน”


“ข้าจะรออยู่ตรงนี้เพียงสองเค่อ หากเกินสองเค่อไป….เหอะๆ~” นางแค่นยิ้มเหยียดหยาม ไม่ได้กล่าวต่อว่าหากเกินเวลาแล้วจะเป็นเช่นไร เพียงแค่ปล่อยเท้าลงแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ไปได้แล้ว”


ในอำเภอไคหยางมีสามอธรรมอยู่ หนึ่งคือจินฉานฉูแห่งโรงรับจำนำ สองคือพานเหม่ยเหรินแห่งหอคณิกาและสามก็คือหวังหมาอู่แห่งบ่อนพนันผู้นี้


ระหว่างทางมา อาวั่งก็ได้บอกฉินเหยาไปแล้วว่า ร้านขายข้าวชั่วคราวนอกเมืองแห่งนี้เป็นของหวังหม่าอู่


หวังหม่าอู่ผู้นี้ ยามปกติกระทำเรื่องชั่วสารพัด ชื่อเสียงฉาวโฉ่


แต่เพราะเบื้องบนมีคนหนุนหลัง ชาวบ้านมิกล้าร้องทุกข์ ขุนนางมิกล้าจับกุมจึงได้เหิมเกริมอยู่ในเมืองมาโดยตลอด


คนเช่นนี้ สมควรเข้าคุกหลวงไปนานแล้ว


ผู้อื่นมิกล้าจับกุมเขา แต่ฉินเหยากล้า!


เพียงแต่เมื่อผลงานร้อนมือชิ้นนี้ส่งขึ้นไป ไม่รู้ว่าใต้เท้านายอำเภอจะกล้ารับไว้หรือไม่


คิดดูแล้ว น่าจะ…บางที…อาจจะ…รับกระมัง?


หากใต้เท้านายอำเภอให้ผลประโยชน์แก่นางอีกสักหน่อย สองอธรรมที่เหลือ นางก็ไม่เกี่ยงที่จะช่วยจัดการสะสาง


ลูกจ้างพอเห็นท่าทีเตรียมพร้อมมาอย่างดีของฉินเหยาก็รู้ว่าเรื่องคงไม่ธรรมดาแล้ว


เขามิอาจสนใจความเจ็บปวด ลุกขึ้นจากพื้นแล้วใช้ความเร็วสูงสุดวิ่งไปยังจวนตระกูลหวังทันที


ฉินเหยามองตามเขาวิ่งไปจนลับสายตาพลางส่งสัญญาณให้คนที่ยืนเกร็งอยู่ข้างกายไม่ต้องเคร่งขรึมเกินไปนัก ผ่อนคลายลงหน่อย


พร้อมกันนั้นก็วางแผนรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจจะต้องเผชิญต่อไปนี้


“หากพวกเขานำคนมามากกว่านี้ ห้ามผู้ใดวู่วาม หากไม่ลงมือได้ก็จงอย่าลงมือ แต่หากมีการลงมือแล้ว พวกเจ้าก็หนีไปเถิด ไม่ต้องห่วงข้า”


“หากพวกเขานำของมาคืนจริง เรื่องนี้ก็ถือว่าประนีประนอมกันได้ พวกเราก็แค่รับของแล้วกลับ”


ยังมีแผนรับมือกรณีเลวร้ายที่สุดอีกอย่าง คืออีกฝ่ายไม่เพียงไม่คืนของ คนก็ไม่ปรากฏตัว ปล่อยให้พวกเขารอเก้อ


แต่ความเป็นไปได้เช่นนี้นับว่าต่ำ อันธพาลอย่างหวังหม่าอู่ ถูกคนทุบร้านขายข้าว ทุบตีพี่น้อง หากยังหลบซ่อนตัวอีก เขาก็อย่าคิดที่จะอยู่ในวงการนี้ต่อไปเลย!


ดังนั้น การคาดการณ์อย่างแรกจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด


“จริงสิ หลิวฉี เจ้าขี่ม้าบ้านข้าไปที่นอกประตูเมืองอำเภอเดี๋ยวนี้ ตามหาท่านอาโจวเจิ้งของเจ้าแล้วบอกว่าที่นี่มีคนรวมกลุ่มก่อเหตุวิวาท”


หลิวฉีพยักหน้ารับ เขาเชื่อมั่นในตัวฉินเหยาที่สุด ไม่จำเป็นต้องถามว่าเหตุใด เพียงทำตามคำสั่งนางก็พอ


เขารับเหล่าหวงมาจากมืออาวั่งในทันที บังคับม้าอย่างไม่ชำนาญนักแล้วควบไปยังทิศทางของอำเภอ


ระหว่างรอคอย ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นร่างหนึ่งซึ่งคลุมด้วยถุงป่านกำลังย่องเข้ามาอย่างลับๆล่อๆ


“ผู้ใด!”


ฉินเหยาหันกลับไป ดวงตาวาวโรจน์ดุจเปลวเพลิง นางกวาดตามองไปอย่างเฉียบคม เหล็กสกัดยาวในมือแทงออกไป หากผู้มาใหม่ตอบสนองช้าไปเพียงนิดเดียว ขณะนี้ลำคอคงต้องหลั่งโลหิตออกมาเป็นสายแล้ว


“ข้าเอง! เมียจ๋า เป็นข้าเอง!” หลิวจี้รีบร้องตะโกนลั่น ล้มก้นกระแทกพื้น ถุงป่านบนศีรษะร่วงหล่น เผยให้เห็นใบหน้าที่เขียวช้ำบวมเป่ง


ดวงตาทั้งสองบนใบหน้านั้นบวมเป่งราวกับผลเหอเถา บัดนี้น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจเอ่อคลอ “ฮือๆๆ เมียจ๋า เจ้าต้องแก้แค้นให้ข้านะ!”


หลิวจี้ปัดเหล็กสกัดยาวที่แทงเข้ามาออกไปแล้วพุ่งเข้าใส่ร่างฉินเหยาอย่างตื่นเต้น


พอเขาลุกขึ้นยืน ถุงป่านขาดๆบนร่างก็ไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้อีก เผยให้เห็นต้นขาขาวผ่องเรียวยาวสองข้าง ทำเอาหลิวไป่และคนอื่นๆ ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ


ฉินเหยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว กระชากเสื้อตัวนอกจากร่างหลิวเฝยโยนให้หลิวจี้ “สวมเสื้อผ้าให้ดีซะ!”


หลิวไป่เองก็หายจากอาการตกใจแล้วจึงรีบดึงหลิวจี้ที่เสื้อผ้ามิอาจปกปิดร่างกายออกไปพร้อมกับหลิวเฝย แบ่งเสื้อผ้าให้เขาสวมคนละชิ้น พอให้ปกปิดร่างกายได้บ้าง


อาวั่งตามเขาไป ช่วยจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้แก่นายท่านใหญ่ของตนที่ประสบเคราะห์กรรม


ทว่ารอยฟกช้ำม่วงเขียวทั่วร่างนั้นสะดุดตาเกินไป ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ชวนให้รู้สึกน่าสังเวชและหมดสภาพ


หลิวเฝยซึ่งปกติไม่ค่อยลงรอยกับหลิวจี้เท่าใดนัก พอเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมา คนหนุ่มนั้นเลือดร้อนจึงฉุดกระชากคอนักเลงที่เพิ่งถูกฉินเหยาหักขาขึ้นมาแล้วถามหลิวจี้


“พี่สาม ผู้ใดอัดท่าน?”


ขอเพียงชี้ตัวมา เขาจะช่วยอัดอีกฝ่ายกลับให้ทันที!


หลิวจี้ไม่อยากสนใจเขา เมื่อสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็สะบัดอาวั่งที่ประคองตนเองออก เดินมาอยู่ตรงหน้าฉินเหยา “เมียจ๋า”


มุมปากฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ฝืนยื่นมือออกไปลูบศีรษะเขาเบาๆคล้ายปลอบโยน “วางใจเถิด กลับไปครานี้ข้าไม่จะตีเจ้า”


หลิวจี้พลันพึงพอใจ ดวงตาที่เขียวช้ำมองไปยังอาวั่ง ยังไม่รีบมาประคองนายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจเจ้าสำราญของเจ้าอีก!


อาวั่งทอดถอนใจในความทรหดอดทนของพลังชีวิตมนุษย์พลางรีบไปยังด้านหลังของนายท่านใหญ่ของตนแล้วประคองเขาไว้


“จริงสิ เมื่อครู่เจ้าหลบอยู่ที่ใด เหตุใดพวกเราจึงไม่เห็นเจ้าเลย” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย


หลิวจี้สูดลมหายใจเย็นเยียบแล้วตอบว่า “ก็อย่างที่เขาว่ากันว่าใกล้เกลือกินด่างอย่างไรเล่า ข้าก็หลบอยู่ในเพิงของผู้อพยพข้างๆนั่นแหละ ซี้ด…ให้ตายเถอะ บิดาปวดจะตายอยู่แล้ว!”


ฉินเหยาคิดในใจ เจ้าช่างรู้จักหลบเสียจริงพร้อมกันนั้นก็เอ่ยเตือน “ห้ามพูดคำหยาบ”


หลิวจี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย บัดนี้เมื่อมองฉินเหยา เขารู้สึกเพียงซาบซึ้งและสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง…นี่ก็คือที่พึ่งของเขา!


ขณะที่ทุกคนกำลังเป็นห่วงหลิวจี้ผู้เคราะห์ร้ายอยู่นั้นพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากที่ไกลๆ


สีหน้าของฉินเหยาและทุกคนเคร่งเครียดขึ้นมาพร้อมๆกัน


ตอนที่ 279: โจมตีอย่างหนักหน่วง


ฉินเหยาเงยหน้ามองไปก็เห็นลูกจ้างร้านขายข้าวกำลังนำคนเจ็ดแปดสิบคนเดินขากะเผลกเข้ามา


เขากุมใบหน้าที่บวมเป่งแล้วหันกลับไปพยักหน้าโค้งคำนับชายร่างอ้วนหน้าขาวที่ถูกหามมาบนเก้าอี้ไม้ไผ่ด้านหลังเป็นพักๆ พลางชี้ไปด้านหน้าแล้วกล่าวว่า


“นายท่านห้า คือนาง! คือสตรีผู้นี้นำพวกชาวบ้านมาทุบร้านขายข้าวของพวกเราขอรับ!”


หวังหม่าอู่หรี่ตามองไปข้างหน้า ระยะห่างหลายร้อยเมตรจึงมองเห็นไม่ชัดเจนว่าแม่นางผู้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร


แต่สายตาสำรวจอันเย็นเยียบนั้น เขากลับสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน คิ้วจึงขมวดเข้าหากันทันที นี่เป็นตัวปัญหาที่รับมือได้ยากอย่างแน่นอน


พอนึกถึงต้นตอที่นำพาตัวปัญหานี้มา หวังหม่าอู่ก็หยิบไม้เกาหลังในมือขึ้นมาฟาดใส่หน้าผากของลูกจ้างใต้ร่างอย่างแรง!


พลางกัดฟันด่าว่า “เจ้าเด็กนี่ทำงานอย่างไร? บิดาบอกไปกี่ร้อยครั้งแล้วว่าก่อนลงมือให้ตรวจสอบก่อน! เจ้าไปตรวจสอบในกางเกงพ่อเจ้าหรืออย่างไร?!”


ลูกจ้างกุมศีรษะรีบยอมรับผิด พอเห็นท่าทางขอความเมตตาทั้งยังพ่นฟอดเลือดออกมาเป็นระยะนั้น หวังหม่าอู่ก็โบกไม้เกาหลังอย่างรังเกียจ “ไสหัวไปซะ!”


สุดท้ายก็ไม่ถูกตีอีก ลูกจ้างจึงรีบถอยไปด้านหลัง ก้มหน้าซ่อนความหวาดกลัวและความโกรธแค้นในแววตาเอาไว้


ทางด้านฉินเหยา พอเห็นอีกฝ่ายมาเจ็ดแปดสิบคนเช่นนี้ หลิวไป่ก็รีบกระซิบถามนาง “อีกครู่หากสู้กัน พวกเราจะหนีหรือไม่”


จำนวนคนต่างจากที่คาดการณ์ไว้มาก ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ต้องหนีแล้ว มีข้ากับอาวั่งสองคน บวกกับพวกเจ้า คนเจ็ดแปดสิบคนตรงหน้านี้ก็ไม่น่าหวั่นเกรง”


จู่ๆก็ถูกเอ่ยชื่อ ใบหน้าที่เดิมไร้อารมณ์ของอาวั่งพลันควบคุมไว้ไม่อยู่ เผยสีหน้าขมขื่นที่สุดท้ายก็ถูกมองออกออกมา แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งคำพูดของฉินเหยา


กลับเป็นหลิวไป่และคนอื่นๆที่ประหลาดใจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเหตุใดฉินเหยาจึงมั่นใจในตัวอาวั่งที่ดูทึ่มๆเช่นนี้


ฉินเหยายังนึกว่าหวังหม่าอู่ผู้นี้จะเก่งกาจเพียงใด ที่แท้ใช้เวลาสองเค่อกลับเรียกคนมาได้เพียงเจ็ดแปดสิบคน?


นางแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่


หวังหม่าอู่และคนอื่นๆ มาถึงตรงหน้านางพอดีจึงได้ยินเสียงหัวเราะหยันที่ความหมายไม่ชัดเจนนี้เข้าเต็มสองหู


ทันใดนั้น ยังไม่ทันที่หวังหม่าอู่จะได้กล่าวอะไร คนเจ็ดแปดสิบคนใต้อาณัติของเขาก็พลันเผยแววตาดุร้ายออกมา ภายใต้การส่งสัญญาณของผู้ที่ดูเหมือนสมุนมือเอกของหวังหม่าอู่ ลูกน้องคนอื่นก็พากันเข้ามาล้อมฉินเหยาและพวกเอาไว้อย่างรวดเร็ว


ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวไม่ยอมน้อยหน้า กระชับอาวุธในมือแน่น เพราะเมื่อครู่ฉินเหนียงจื่อบอกแล้วว่าคนเจ็ดแปดสิบคนนี้ไม่น่าหวั่นเกรงเลย!


“ทำอะไรกัน ทำอะไรกัน?” หวังหม่าอู่ตะโกนเสียงเกียจคร้าน “กับแม่นางน้อยน่ะต้องเกรงใจหน่อยสิ!”


คำพูดนี้เพิ่งจะกล่าวจบ อาวั่งก็รู้สึกได้ทันทีว่านายท่านใหญ่หลิวจี้ที่พิงอยู่บนไหล่ตนนั้นเบิกตาที่แดงก่ำบวมเป่งจนเหลือเพียงรอยขีดขึ้น ลมหายใจก็หอบถี่ขึ้นเช่นกัน


เป็นดังคาด วินาทีต่อมาก็ได้ยินนายท่านใหญ่ในอ้อมแขนตนตะคอกใส่หวังหม่าอู่ด้วยเสียงดังลั่นว่า “บิดาเจ้าสิ เจ้าเรียกใครว่าแม่นางน้อยกันหา!”


หวังหม่าอู่มองมาอย่างตกตะลึง


หลิวจี้เอ่ย “เจ้ารู้หรือไม่ว่านางคือใคร? แค่เอ่ยนามของนางออกมาก็สามารถทำให้เจ้าหมั่นโถวหน้าขาวที่ขึ้นฟูอย่างเจ้าตกใจจนตายได้แล้ว!”


เส้นเลือดบนหน้าผากของหวังหม่าอู่กระตุกยิกๆหลายครั้ง นัยน์ตาหรี่ลงอย่างอันตราย กัดฟันตวาดถาม


“เช่นนั้นเชิญแนะนำสักหน่อย ให้พวกข้าได้ฟังว่าน่าสะพรึงกลัวสักเพียงใด”


หลิวจี้แค่นหัวเราะเย็นชาสองครั้ง ยื่นมือที่เขียวช้ำของตนเองชี้ไปทางฉินเหยา


“นี่คือผู้จัดการฉิน ฉินเหยา แห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวของข้า! เจ้าฟังไม่ผิด คือฉินเหยา…วีรสตรีปราบโจร ผู้ถือดาบบุกเดี่ยว สู้หนึ่งต่อร้อยแล้วเด็ดศีรษะหัวหน้าโจรภูเขาอย่างเสี่ยงหวังมาอย่างกล้าหาญผู้นั้น!”


มุมปากของฉินเหยากระตุกอย่างแรงจนควบคุมไม่ไว้อยู่ มองไปทางอาวั่งอย่างไม่พอใจ


อาวั่งใจหล่นวูบ รีบดึงนายท่านใหญ่ไปไว้ด้านหลังหลิวไป่และหลิวเฝยพลางยกมืออุดปากเขาไว้


หลิวจี้ร้องอืออาพลางจ้องเขม็งไปยังอาวั่ง ดวงตาที่เหมือนผลเหอเถาไม่อาจเผยแววดุร้ายออกมาได้แม้แต่น้อย อาวั่งมองตรงไปข้างหน้า ไม่เห็น ข้าไม่เห็น


หวังหม่าอู่ตกใจขึ้นมาจริงๆ แต่ก็วางใจลงอย่างรวดเร็ว ก็แค่หญิงชาวบ้านที่มีพละกำลังอยู่บ้างก็เท่านั้น ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีผู้หนุนหลัง ไม่น่าหวั่นเกรง


เขาแสร้งหัวเราะฮ่าๆอย่างกระอักกระอ่วน “ที่แท้คือฉินเหนียงจื่อเองหรือ เสียมารยาทแล้วเสียมารยาทแล้ว เจ้าดูสิ คนรับใช้ไม่รู้ความก่อเรื่องเข้าใจผิดขึ้น เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลยนะ!”


“แต่ว่า…” น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป สีหน้าก็เย็นชาลง “ร้านขายข้าวของข้านี้ไปขัดตาเจ้าตรงไหนกัน ถึงกับต้องทุบมันให้ได้?”


“แกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วรึ เจ้าหมั่นโถวเฒ่า?” ฉินเหยาโพล่งถามกลับกะทันหัน เป็นปฏิกิริยาที่หวังหม่าอู่ไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อย


นางไม่ควรจะถือโอกาสนี้กล่าวขอโทษเขาแล้วทั้งสองค่อยเจรจากันใหม่ เขาจะไม่เอาความ ส่วนนางก้มหน้าถอยไปอย่างรู้ความหรอกรึ


ฉินเหยาเห็นสีหน้าของหวังหม่าอู่ก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร ให้นางขอโทษรึ ช่างเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า!


นางขี้เกียจจะพูดจาไร้สาระกับเขาอีก ในเมื่ออีกฝ่ายไม่รู้จักสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ขี้เกียจจะเสียเวลาแล้ว


ฉินเหยาลุกขึ้นเสาไม้ กดชายเสื้อที่ปลิวขึ้นแล้วหยิบเหล็กสกัดยาวหนักอึ้งในมือขึ้นมา สายตาจับจ้องไปยังลูกจ้างร้านขายข้าวที่หลบอยู่ด้านหลังสมุนมือเอกผู้นั้น


“คำที่ข้าให้เจ้าเด็กนี่นำไปส่งต่อ ส่งไปถึงแล้วหรือไม่ ของที่ข้าต้องการเล่า ข้าวสาลี รถม้า และค่ารักษาอีกหนึ่งร้อยตำลึง อยู่ที่ไหนกัน”


ลูกจ้างร้านขายข้าวพยักหน้าหงึกๆ เขาบอกคำที่นางสั่งไว้ทั้งหมดแล้วแน่นอน แต่นายท่านห้าจะฟังหรือไม่นั้น เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้


ภายใต้สายตาเฉียบคมที่จับจ้องมาของฉินเหยา ลูกจ้างหดตัวถอยหลังไปอีก เขากลัวฉินเหยายมบาลมีชีวิตผู้นี้จริงๆ


แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา เขารู้สึกว่าวันนี้หวังหม่าอู่คงต้องเพลี่ยงพล้ำเสียแล้ว


พอคิดเช่นนี้ ในใจกลับพลุ่งพล่านด้วยความสะใจที่ได้แก้แค้น


“ในเมื่อบอกแล้ว เจ้าหมั่นโถวเฒ่า ของที่ข้าต้องการเล่า” สายตาของฉินเหยาเบนไปยังหวังหม่าอู่ที่โกรธจนหน้าแดงก่ำ


หวังหม่าอู่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาจับประเด็นสำคัญไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพียงกัดฟันถามไปอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”


“เรียกเจ้าว่าหมั่นโถวเฒ่า แล้วจะทำไม” ฉินเหยามองเขาอย่างขบขัน กินเสียขาวอวบ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นน่าขยะแขยง ไม่ใช่หมั่นโถวเฒ่าแล้วจะเป็นอะไรได้!”


หวังหม่าอู่คลุ้มคลั่งกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น หันไปมองสมุนมือเอกข้างกายทันทีพลางสั่งว่า “ตีนังตัวเหม็นนี่ให้ตาย!!!”


เส้นประสาทของคนทั้งสองฝ่ายตึงเครียดในบัดดล พอเห็นคนของหวังหม่าอู่เคลื่อนไหว อาวั่งก็รีบปกป้องนายท่านใหญ่ของตนให้ถอยไปด้านหลัง ความเร็วนั้นช่างน่าเหลือเชื่อ พริบตาเดียวก็เหลือเพียงเงาพร่ามัว คนเป็นๆ สองคนหายไปจากจุดเดิมที่เคยยืนอยู่ทันที


ปฏิกิริยาของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวเองก็ไม่ชักช้า ยกอาวุธขึ้นทันที เตรียมพร้อมจะสู้ในศึกใหญ่กับคนของอีกฝ่าย


ทว่าพวกเขายังไม่ทันได้ยกอาวุธขึ้นดี ฉินเหยาก็พุ่งออกไปราวกับสายฟ้า ไปถึงเบื้องหน้าสมุนมือเอกผู้นั้นอย่างรวดเร็ว


ภายใต้สายตาตื่นตระหนกของอีกฝ่าย มือซ้ายจับไหล่ยกคนทั้งร่างขึ้นสูงแล้วทุ่มลงกับพื้นอย่างแรง!


มือขวาตวัดเหล็กสกัดยาวลงตาม แทงเหล็กสกัดยาวนั้นเข้าไปในลำคอ!


บิดหมุนจนกระทั่งทะลุผ่าน


ท่วงท่าทั้งหมดต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว สำหรับทุกคนแล้วเป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตา


ขณะที่ดึงเหล็กสกัดยาวออกก็ถอยกลับไปอยู่ด้านหลังหวังหม่าอู่อย่างรวดเร็ว


“พรวด” โลหิตสายหนึ่งพุ่งกระฉูดออกมาดุจสายน้ำ สาดใส่ศีรษะและใบหน้าของหวังหม่าอู่จนเปียกโชก


เขามองเห็นดวงตาที่เบิกกว้างของอาซื่อ ลูกน้องคนสนิทของตนได้อย่างชัดเจนผ่านม่านโลหิต จวบจนสิ้นใจ ความหวาดหวั่นในแววตานั้นก็ยังคงไม่จางหาย


โลหะเย็นเยียบทาบอยู่บนลำคอของหวังหม่าอู่ เขาถามเสียงสั่น “เจ้า…เจ้ากล้าฆ่าคนต่อหน้าธารกำนัลรึ”


ฉินเหยา “ใช่แล้ว กากเดนของโจรภูเขา ฆ่าแล้วทางการยังต้องให้รางวัลข้าเสียอีก”


“ส่วนเจ้า คิดดูเถิดว่าข้อหาให้ที่พักพิงแก่คนร้ายจะต้องใช้เงินเท่าใดจึงจะสามารถลบล้างความผิดได้” ประโยคนี้ ฉินเหยากล่าวเบามาก มีเพียงนางและเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน


หวังหม่าอู่พลันรู้สึกเศร้าสร้อยและสิ้นหวังขึ้นมา ในเมื่อฟ้าส่งฉินเหยามาเกิดแล้ว เหตุใดยังต้องส่งข้าหวังหม่าอู่มาเกิดอีกเล่า


ส่วนคนทั้งสองฝ่ายที่กำลังเตรียมจะยกพวกตะลุมบอนต่างก็ตกตะลึงกับภาพโลหิตพวยพุ่งของอาซื่อจนไม่กล้าขยับเขยื้อน


โดยเฉพาะทางฝั่งหวังหม่าอู่ เหล่าสมุนรับใช้ที่เคยลงมือรุนแรงกับชาวบ้าน บัดนี้กลับมีท่าทีอ้ำอึ้ง ไม่กล้ามองศพของอาซื่อด้วยซ้ำ


เพราะสภาพศพนั้นน่าสยดสยองถึงขั้นที่หากมองแล้วกลางคืนจะต้องเก็บไปฝันร้ายอย่างแน่นอน!


การต่อสู้อันดุเดือด ยังไม่ทันได้เริ่มต้นก็พลันจบลงเสียแล้ว


ตอนที่ 280: หวังหม่าอู่ผู้เปี่ยมน้ำใจ


“หวังหม่าอู่ เจ้าก่อเรื่องวิวาทอีกแล้วรึ?!”


โจวเจิ้งตวาดลั่น พลิกตัวลงจากหลังม้า ดาบเพิ่งชักออกมาได้ครึ่งหนึ่งก็พลันนิ่งอึ้งไป


เห็นเพียงว่าภาพเหตุการณ์ดุเดือดที่หลานชายหลิวฉีบอกว่าคนสองกลุ่มกำลังรุมต่อยตีกันนั้นมิได้เกิดขึ้น กลับกลายเป็นหวังหม่าอู่ที่มักทำตัวเป็นอันธพาลกำลังใช้ใบไม้พัดให้ฉินเหยาซึ่งนั่งอยู่บนเสาไม้ ใบหน้าแย้มยิ้มประหนึ่งสหายรัก


“ไหนล่ะการรวมตัว? ไหนล่ะการทะเลาะวิวาท?” โจวเจิ้งหันกลับไปเอ่ยถามหลิวฉีเสียงเบาอย่างกระอักกระอ่วน


หลิวฉีและเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการข้างหลังต่างก็งุนงงไม่แพ้กัน พวกเขาส่ายหน้าอย่างมึนงง ตอนที่จากมา เหตุการณ์มันมิได้เป็นเช่นนี้นี่นา?


“สวรรค์!” เจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งอุทานด้วยความตกใจ


โจวเจิ้งรีบมองไปยังต้นเสียงก็เห็นร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งถูกผ้าป่านคลุมท่อนบนไว้อย่างลวกๆ ใต้ร่างเจิ่งนองไปด้วยเลือด


“เกิดอันใดขึ้น?” โจวเจิ้งก้าวพรวดไปเบื้องหน้าหวังหม่าอู่และฉินเหยาพลางเอ่ยถามเสียงเคร่งขรึม


ฉินเหยาลุกขึ้นยืน หวังหม่าอู่ก็ถอยหลังไปครึ่งก้าวพลางพัดให้นางต่อ ก่อนเริ่มอธิบายอย่างจนใจว่า


“นั่นคืออาซื่อ ลูกน้องคนหนึ่งที่ข้าเก็บมาจากข้างทาง ข้าเห็นเขาน่าสงสารจึงให้กินดีอยู่ดี นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นเศษเดนของโจรภูเขา พอถูกข้าจับได้จึงจนตรอกคิดทำร้ายข้า โชคดีที่ฉินเหนียงจื่อยื่นมือเข้ามาช่วยทันท่วงที ชีวิตข้าจึงรอดมาได้…”


พอพูดถึงตรงที่ปวดใจ หวังหม่าอู่ก็กุมหน้าอก หอบหายใจหนักๆ ท่าทางราวกับจะโกรธจนสิ้นสติไป


ฉินเหยารีบประคองเขาไว้ หวังหม่าอู่พลันใจกระตุก เขามีบุญวาสนาใดกันหนอ! ทั่วร่างพลันสั่นสะท้านขึ้นมา


โชคดีที่ร่างอ้วนท้วนของเขามักจะสั่นอยู่แล้ว โจวเจิ้งจึงมองไม่เห็นอาการสั่นเทาของเขา


เพียงแต่ภาพตรงหน้า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


โจวเจิ้งถามฉินเหยาอย่างสงสัยว่า “ที่หวังหม่าอู่พูดเป็นความจริงรึ”


ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าค่ะ เมื่อครู่พวกเรากำลังปรึกษากันเรื่องการค้าเล็กๆน้อยๆ ที่นี่ เกิดการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น”


“อาจเป็นเพราะพวกเราพูดจาเสียงดังไปหน่อยเลยทำให้เด็กน้อยอย่างหลิวฉีคิดมากไปจึงแอบวิ่งไปแจ้งทางการ ขอพี่ใหญ่โจวโปรดอย่าถือสาเด็กเลย ข้าขออภัยแทนเขาด้วย”


ฉินเหยากล่าวจบอย่างจริงจังแล้วโค้งคำนับไปครั้งหนึ่ง


แต่เอวยังโค้งลงไปได้เพียงครึ่งเดียวก็ถูกหวังหม่าอู่รีบประคองขึ้นมา “ข้าเอง ข้าเอง ผิดพันครั้งหมื่นครั้งก็ล้วนเป็นความผิดของข้า ท่านหัวหน้าโจวโปรดยกโทษให้ด้วยเถิด!”


โจวเจิ้งเบิกตากว้าง มองหวังหม่าอู่ที่กำลังโค้งคำนับอยู่ตรงหน้าก็รีบกระทุ้งศอกใส่สหายข้างกาย “ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่”


สหายตอบกลับด้วยความตกตะลึง “หัวหน้า นายท่านห้ากำลังขออภัยท่านอยู่จริงๆ”


โจวเจิ้งไหนเลยจะกล้ารับการคารวะอันยิ่งใหญ่นี้ได้ เขารีบก้าวไปประคองคนผู้นั้นขึ้น


ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เช่นนั้นย่อมต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแล้ว…ใช่หรือไม่?


ทว่า…


“หลิวฉี เจ้าเด็กนี่ คราวหน้าอย่าได้ผลีผลามเช่นนี้อีกนะ!” โจวเจิ้งตำหนิ


หลิวฉีมองฉินเหยาแล้วมองไปยังหวังหม่าอู่อันธพาลในตำนาน ไม่รู้เลยว่าเกิดอันใดขึ้นจึงก้มหน้าลงอย่างน้อยใจ


แต่โจวเจิ้งและคนอื่นๆก็มาไม่เสียเที่ยว ข้างๆยังมีอาซื่อ เศษเดนโจรภูเขาอีกคนมิใช่รึ สามารถนำตัวกลับไปรายงานได้


“ไม่เป็นไรจริงๆรึ” ก่อนจากไป โจวเจิ้งยังหันกลับมาถามอีกครั้ง


ฉินเหยาและหวังหม่าอู่ตอบพร้อมกัน “พวกเราสบายดี”


“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะนำเศษเดนโจรภูเขาผู้นี้กลับไปรายงานก่อน วันหลังยังต้องรบกวนเจ้าหวังหม่าอู่ให้ช่วยเป็นพยานบุคคลให้ด้วย ถึงเวลานั้นจะส่งคนมาเรียกเจ้า” โจวเจิ้งเอ่ยเหยั่งเชิง


หากเป็นยามปกติ ไหนเลยเขาจะกล้าเสนอคำขอที่ ‘ไร้มารยาท’ เช่นนี้ มีเพียงวันนี้เท่านั้น


หวังหม่าอู่เองก็พูดง่ายเกินคาด เขาตอบรับติดๆกัน “แน่นอน แน่นอน เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว”


เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการจึงจากไปพร้อมกับความสงสัยเต็มอก


ทว่าสภาพศพของอาซื่อนั้นน่าอนาถนัก เจ้าหน้าที่ทางการผู้รับผิดชอบขนย้ายศพเผลอเปิดผ้าป่านขึ้น สีเลือดบนใบหน้าพลันหายไปในทันที ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ


รีบปิดผ้าป่านกลับไปจึงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย


รองนายอำเภอเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย สอบถามโจวเจิ้งถึงเรื่องราวความเป็นมา เหตุใดเวลาผ่านไปปีกว่าแล้ว เศษเดนโจรภูเขาเหล่านี้ยังคงหลงเหลืออยู่อีก


อันที่จริงโจวเจิ้งเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ฉินเหยาและหวังหม่าอู่ต่างยืนกรานเช่นนั้น แปดส่วนคงเป็นความจริง


ต่อมาเขานึกถึงพวกโจรภูเขาที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานแทนเมื่อปีที่แล้วขึ้นมาได้ คิดว่าน่าจะเป็นหลังจากสิ้นสุดการเกณฑ์แรงงาน โจรภูเขาเหล่านี้หลบหนีไปเองจึงได้ทิ้งอาซื่อผู้นี้เอาไว้


รองนายอำเภอฟังการคาดเดาของโจวเจิ้งจบก็เปิดรายชื่อผู้ถูกเกณฑ์แรงงานแทนของปีที่แล้วขึ้นมาตรวจสอบ พบว่ามีโจรภูเขาที่มีลักษณะรูปพรรณตรงกับอาซื่อจริงๆ


แต่เมื่อเปิดผ้าป่านเตรียมตรวจสอบลักษณะใบหน้าตามคำบรรยาย ร่างทั้งร่างก็แข็งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นก็วางผ้าป่านลง หมุนกาย ไปรายงานต่อใต้เท้านายอำเภอซ่งจาง


ภาพเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีกครั้ง


ใต้เท้านายอำเภอเปิดผ้าป่านเตรียมจะตรวจสอบลักษณะใบหน้า ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ รีบปล่อยผ้าป่านลงอย่างรวดเร็ว หมุนกายเดินช้าๆออกจากห้องเก็บศพ แล้วเกาะผนังอาเจียนอย่างหนัก!


แว่วเสียงกัดฟันด่าทออย่างโกรธแค้นไม่เป็นศัพท์ดังออกมาจากปากเขาว่า ‘ฉินเหยา’ ‘เป็นเจ้าอีกแล้ว’ ‘สตรีดีๆผู้หนึ่งเหตุใดจึงลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้’ เป็นต้น


ทางด้านเมืองจินสือ


ฉินเหยาขยี้จมูกที่จู่ๆก็คันขึ้นมา ก่อนจะกลั้นจามที่เต็มไปด้วยลางร้ายนั้นไว้ได้อย่างหวุดหวิด


อาวั่งประคองหลิวจี้ให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ของหวังหม่าอู่ กลุ่มคนก็ติดตามหวังหม่าอู่ ‘ผู้เปี่ยมน้ำใจ’ ไปยังไร่ส่วนตัวของเขา


ไร่นั้นมีขนาดใหญ่โตนัก ที่นาชั้นดีก็มีเกือบพันหมู่ ผลหมากรากไม้สดใหม่แม้ปล่อยให้เน่าเสียก็ยังกินไม่หมด


พอถึงบ้านตนเอง หวังหม่าอู่ก็ให้ลูกน้องแบกนายท่านสามหลิวเข้าบ้านไปก่อน จากนั้นก็นำผักผลไม้ในบ้านออกมาทั้งหมด ให้ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวกิน หากกินไม่หมดก็สามารถห่อกลับไปได้เลย ไม่ต้องเกรงใจเขา ต่อไปเพียงเอ่ยชื่อฉินเหยา พวกเราล้วนเป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น!


ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวและเหล่านักเลงลูกน้องของหวังหม่าอู่ต่างก็เบิกบานสำราญใจ ชุมนุมกันอย่างมีความสุข


ไม่นาน ข้าวสาลีห้ากระสอบก็ถูกมัดไว้อย่างดี นำไปวางไว้ในตัวรถม้าแล้วเทียมเข้ากับคอของเหล่าหวง


ตัวรถม้านี้กว้างขวางและหรูหรากว่าคันที่ฉินเหยาสั่งทำมาก ตัวรถใช้ไม้เนื้อแข็งอย่างดี ล้อรถมิได้หุ้มเหล็ก แต่เป็นโลหะล้วน คำนวณราคาทั้งคันแล้ว หากไม่มีสักยี่สิบตำลึงคงไม่อาจทำขึ้นมาได้


โชคดีที่ติดต่อกับคนกลุ่มของหวังหม่าอู่มาเนิ่นนาน ท่านหมอจึงฝึกฝนความสามารถในการเข้าสู่สภาวะพร้อมทำงานได้ในชั่วพริบตา เขาหลับตาลงแล้วจับชีพจร


ไม่ถึงสองอึดใจพลันลืมตาขึ้นมาอย่างประหลาดใจ


“นายท่านผู้นี้ ข้าเห็นกระดูกของท่านพิสดารยิ่งนัก พรสวรรค์เลิศล้ำโดยแท้ นับเป็นยอดอัจฉริยะแห่งการฝึกวรยุทธ์หนึ่งในหมื่นที่หาได้ยากจริงๆ!”


หลิวจี้ตื่นเต้นจนสูดหายใจเข้าลึก “จริงรึ”


ฉินเหยาและพวกที่กำลังกินแตงอยา “???”


“ท่านหมอผู้นี้เชื่อถือได้หรือไม่” หลิวเฝยเอ่ยถามหวังหม่าอู่อย่างกังวล


หวังหม่าอู่ตบอกรับรอง “ท่านหมอจินผู้เลื่องชื่อแห่งอำเภอไคหยาง เชี่ยวชาญการรักษาอาการฟกช้ำโดยเฉพาะ อาการบาดเจ็บของพี่ชายเจ้าหาเป็นเรื่องยากไม่”


หลิวเฝยจึงแค่นเสียงเฮอะแล้วปล่อยเขาไป หยิบแตงกวาลูกเล็กกรอบในมือขึ้นมากัดกินต่อเสียงดังกร้วมๆ


เพียงไม่กี่คำของท่านหมอก็ทำให้หลิวจี้หลงเคลิบเคลิ้มไปอย่างยินดีปรีดา จนกระทั่งเข็มเล่มยาวถูกปักลงบนรอยช้ำบนร่าง เขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก ร้องโหยหวนออกมาเสียงหนึ่ง


อาวั่งกดตัวหลิวจี้ไว้มิให้เขาขยับเขยื้อน เกรงว่าท่านหมอจะปักเข็มผิดตำแหน่ง เหนื่อยจนเหงื่อไหลราวกับห่าฝน เกือบจะคุกเข่าให้นายท่านใหญ่ของตนอยู่แล้ว


ในที่สุด ท่านหมอก็ถอนเข็มออกแล้วสั่งยาหลายเทียบ ทิ้งยาทาแก้ฟกช้ำสลายเลือดคั่งไว้ให้แล้วจากไป หลิวจี้จึงค่อยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งอุ้มหลิวจี้ขึ้นไปบนรถม้าแล้วโบกมือเรียกกลุ่มคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวที่กินอิ่มแล้วยังห่อของกลับบ้านให้กลับได้


หวังหม่าอู่เดินตามไปส่งตลอดทางจนกระทั่งเงาร่างของฉินเหยาหายลับไปจากสายตา


รอยยิ้มพลันเลือนหายไปในทันที เขาคว้าไม้เกาหลังขึ้นมา ระบายอารมณ์ด้วยการฟาดลูกน้องข้างกายอย่างบ้าคลั่ง


“คราหน้าก่อนจะลงมือ จำไว้ด้วยว่าต้องสืบให้รู้แจ้งถึงโคตรเหง้าสิบแปดชั่วโคตรของมันผู้นั้นก่อนค่อยลงมือ! เข้าใจหรือไม่? จำไว้ได้แล้วหรือยัง? สมองหมูเหมือนแป้งเปียกเช่นนี้กันทุกคนจริงๆ!”


ด่าจบก็หลั่งน้ำตาออกมาสองหยดอย่างหาได้ยาก “อาซื่อเอ๋ย! น่าสงสาร เราเคยเป็นดั่งพี่น้องกันแท้ๆ แต่เจ้ากลับต้องมาด่วนตายจากไปเช่นนี้…”


พลางกระซิบเสียงแผ่ว “แต่ว่ากลางคืนเจ้าอย่าได้กลับมาหาข้าเป็นอันขาด เจ้าจงไปเกิดใหม่ให้สบายใจเถิด ชาติหน้าอย่าได้เป็นโจรภูเขาอีกเลย จงเป็นคนดี…”



จบตอน

Comments