stepmother ep281-290

ตอนที่ 281: ทุบอกกระทืบเท้า


“น้าเหยา!”


เมื่อเห็นร่างคุ้นตาปรากฏขึ้นที่ทางแยก ต้าหลางพลันตะโกนเสียงดัง เมื่อเห็นคนข้างรถม้าโบกมือตอบรับ ใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายจึงค่อยวางลงได้


ลุงเก้าซึ่งถูกผู้ใหญ่บ้านส่งออกไปเพิ่งเดินทางถึงในเมือง เรื่องราวก็ยุติลงแล้ว ตอนนี้จึงถือโอกาสติดตามฉินเหยาและพวกเขากลับมาด้วยกัน


พอเห็นร่างอันกระวนกระวายของผู้ใหญ่บ้านแต่ไกล ลุงเก้าก็เร่งฝีเท้าเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้านเป็นคนแรก ชูถุงไข่ไก่ที่ได้มาเปล่าๆ ในมือขึ้นพลางกล่าวอย่างร่าเริงว่า “ดูสิ นี่คือไข่ไก่สดใหม่ที่ฉินเหนียงจื่อนำทุกคนไปเอามาจากไร่ของหวังหม่าอู่เชียวนะ”


ผู้ใหญ่บ้านงุนงงเล็กน้อย เมื่อมองดูอีกครั้งจึงพบว่าหลิวไป่ หลิวฉีและคนอื่นๆที่ตามหลังรถม้ามานั้น ในมือล้วนถือสิ่งของอยู่ทั้งสิ้น ไม่เป็นผลไม้ตามฤดูกาลก็เป็นผักนานาชนิด บางคนถึงกับถือจานขนมที่ยังกินไม่หมดครึ่งจานมาด้วย


ใช่แล้ว แม้แต่จานก็ยังเอากลับมา!


หลิวเหล่าฮั่นและคนในตระกูลที่แต่เดิมรอคอยอย่างร้อนใจพลันตกตะลึงอ้าปากค้างไปในทันใด


“พวกเจ้ามิใช่ไปช่วยคนหรอกรึ แล้วเจ้าสามเล่า” หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยถามอย่างกังวล


หลิวไป่พยักหน้า กล่าวว่าหลิวจี้ยังอยู่ดีมีสุข หลิวเฝยและหลิวฉี สองหนุ่มน้อยหัวเราะฮ่าๆแล้วเล่าเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ออกมา


แน่นอนว่ามีส่วนที่เสริมแต่งเกินจริงอยู่บ้าง ฟังจนหลิวจ้งและเหล่าคนงานหญิงที่ไม่ได้ไปยังที่เกิดเหตุในตอนนั้นรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน!


หลิวเฝยเอ่ย “หวังหม่าอู่อันใดกัน อันธพาลเจ้าถิ่นอันใด เมื่อได้พบผู้จัดการใหญ่ฉินของเราก็มิใช่ต้องคืนสิ่งของที่ปล้นไปตามจำนวนแต่โดยดีรึ!”


หลิวฉีกล่าวว่า “ข้ายังวิ่งไปเรียกเจ้าหน้าที่ของทางการมาด้วยนะ ฉากในตอนนั้นน่ะ เลือดนองเต็มพื้น แต่พวกเจ้าทายดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้จัดการใหญ่ฉินของเรานั่งอยู่เฉยๆ ส่วนหวังหม่าอู่อันธพาลนั่นกลับถือใบไม้พัดวีให้นาง ช่างดูนอบน้อมยิ่งนัก…”


ซุ่นจื่อหมุนของในมือที่ถือมาให้เหล่าคนงานดู “ดูสิ ดูสิ! ของเหล่านี้ล้วนเป็นของขอขมาทั้งนั้น!”


นางเหอตบขาตัวเองฉาดใหญ่ “โอ๊ย มารดาข้าเอ๋ย! หากข้ารู้แต่แรกว่าพวกเจ้ากินอิ่มแล้วยังได้ห่อกลับมาอีก ข้าคงไม่สนใจผักในหม้อนั่น คว้าไม้ฟืนตามพวกเจ้าไปด้วยแล้ว!”


ตอนนี้พอเห็นของในมือผู้อื่น นางก็รู้สึกเสียดายจนเจ็บใจเหลือทน!


นางชิวเอ่ยเตือนพี่สะใภ้ใหญ่อย่างจนใจ “บ้านเรามิใช่มีพี่ใหญ่กับเจ้าสี่นำของกลับมาด้วยรึ ข้าเห็นในมือเจ้าสี่ยังถือหมูแดดเดียวเส้นอยู่ด้วยนะ”


“จริงรึ?” นางเหอรีบมองหาร่างของหลิวเฝย เขากับหลิวฉีกำลังถูกชาวบ้านและคนงานล้อมเอาไว้อยู่ กำลังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นราวกับนักเล่านิทาน ปากเล็กๆ นั้นขยับพูดไม่หยุด


ทว่าในบรรดาสิ่งของที่ถืออยู่ในมือนั้น มีหมูแดดเดียวเส้นอยู่เส้นหนึ่งจริงๆ นางเหอถอนหายใจออกมาเบาๆ ในที่สุดก็รู้สึกสบายใจขึ้น


แต่ว่า…


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!” นางเหอเบียดฝูงชาวบ้านที่ล้อมอยู่หน้ารถม้าเข้าไป ชี้มือไปยังโรงงาน “อาหารกลางวันทำไว้แล้ว แต่สุดท้ายทุกคนก็ไม่ได้กิน มีเพียงพวกเราคนงานหญิงที่ได้กิน ยังเหลือข้าวกับกับข้าวอีกหม้อใหญ่ จะทำอย่างไรดี”


อากาศร้อน ข้าวปลาอาหารเก็บไว้นานไม่ได้ “หรือว่าจะแบ่งให้ทุกคนนำกลับบ้านไปดี?”


ฉินเหยามิได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ กำลังกำชับเหล่าคนงานที่เข้าร่วมในครั้งนี้ว่าต่อไปให้ทำตัวสงบเสงี่ยม อย่าได้โอ้อวดต่อหน้าหวังหม่าอู่และพวกพ้องเพราะเรื่องในครั้งนี้


นางจึงเพียงพยักหน้าให้นางเหอแวบหนึ่ง ความหมายคือให้ท่านกับพี่สะใภ้รองจัดการเอาเองเลย


นางเหอเข้าใจความหมายจึงหันไปเรียกนางชิว สองคนจึงเข้าไปจัดการข้างในก่อน


ฉินเหยากำชับคนงานเสร็จก็โบกมือ “วันนี้ทุกคนลำบากแล้ว ตอนนี้เรื่องราวคลี่คลายแล้วกลับไปทำงานที่โรงงานต่อเถิด เดี๋ยวข้าจะให้ผู้ดูแลหลิวจ้งไปซื้อเนื้อสักหลายสิบจินกลับมาให้ทุกคน พวกเราจะได้กินเนื้อสัตว์ให้อิ่มหนำสักมื้อ!”


ประโยคหลังนี้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่สุด ฉับพลันก็เกิดเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นทันที


รอจนเหล่าคนงานกลับเข้าโรงงานไปอย่างยินดี หลิวเหล่าฮั่นและคนอื่นๆจึงมีโอกาสเข้าใกล้ฉินเหยา


พวกต้าหลางสี่พี่น้องมุดเข้าไปในตัวรถม้าตั้งนานแล้ว พอเห็นท่านพ่อที่มีสภาพน่าสังเวชซึ่งอยู่ในตัวรถม้าก็ผลัดกันเข้าไปเพ่งดูทีละคนแล้วจึงออกมาจากตัวรถม้า


หลิวจี้ไอ “แค่กๆ” ออกมาอย่างแรงสองครั้ง หลิวเหล่าฮั่นที่อยู่ด้านนอกรถจึงรีบถาม “เจ้าสามเป็นอย่างไรบ้าง”


ฉินเหยาตอบ “ท่านหมอให้ยามาแล้วเจ้าค่ะ เพียงพักฟื้นให้ดีระยะหนึ่งก็หาย”


“ข้าขอดูหน่อย” หลิวเหล่าฮั่นยังไม่วางใจนัก อยากจะขึ้นไปบนรถม้าดูว่าหลิวจี้เป็นอย่างไรกันแน่


ต้าหลางไหนเลยจะกล้าให้ท่านปู่ขึ้นไปดู ผู้เฒ่าชราแล้วทนรับเรื่องสะเทือนใจไม่ได้หรอก


ดังนั้นจึงส่งสายตาให้น้องชายและน้องสาว สี่พี่น้องต่างแย่งกันพูดเซ็งแซ่ว่าพวกตนดูแล้ว ท่านพ่อสบายดี เป็นเพียงบาดแผลภายนอกเล็กน้อยเท่านั้น


กลัวว่าหลิวเหล่าฮั่นจะไม่เชื่อ เอ้อร์หลางยังกล่าวเสริมด้วย “เบากว่าที่ท่านแม่ตีตั้งเยอะแน่ะ”


หลิวเหล่าฮั่นพลันถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก “เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี รีบกลับบ้านไปก่อนเถอะ ไว้ค่อยให้คนในครอบครัวคุยกันอย่างละเอียดอีกที”


ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คืนนี้คงตั้งใจจะไปกินข้าวที่บ้านของฉินเหยาทั้งหมด


ฉินเหยาพยักหน้า ส่งสัญญาณให้อาวั่งขับรถม้านำเด็กทั้งสี่ตามหลังรถม้ากลับบ้านไปเตรียมตัวก่อน


เพิ่งกลับถึงบ้าน จัดแจงให้หลิวจี้ที่ร้องโอดโอยราวกับจะตายให้เข้าที่เข้าทางก็ส่งต้าหลางและซานหลางไปเฝ้าเขาไว้ จินเป่าและจินฮวาก็หิ้วผัก เนื้อ และไข่ที่หลิวไป่กับหลิวเฝยหอบหิ้วกลับมาส่งให้ฉินเหยาเพื่อใช้ทำอาหารเพิ่มในตอนเย็น


ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองเพิ่งได้ฟังเรื่อง ‘ฉินเหยาประมือหวังหม่าอู่’ ฉบับที่สองไป พอวางผักลงก็เดินวนเวียนอยู่รอบกายฉินเหยา ชำเลืองมองนางด้วยสายตาชื่นชมเป็นครั้งคราว จากนั้นก็ซุบซิบกระซิบกระซาบกัน ไม่รู้ว่าพูดสิ่งใด


เอ้อร์หลางช่วยฉินเหยาล้างผักเพื่อให้อาวั่งเตรียมงานเลี้ยงมื้อค่ำได้สะดวกขึ้น


อาวั่งดูเหมือนจะไม่กล้าอยู่กับฉินเหยา พอวางหลิวจี้ลงก็แบกจอบลงนาไปดูน้ำเสียแล้ว ขากลับยังหาบน้ำกลับมาด้วยหนึ่งหาบ ผู้ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าเขาเห็นตนเองเป็นวัวเป็นม้าไปเสียแล้วจริงๆ


ยามพลบค่ำ โรงงานเลิกงาน ผู้คนจากเรือนเก่าก็พากันมายังบ้านของฉินเหยา


ลานบ้านกว้างขวาง โต๊ะอาหารถูกตั้งขึ้นในลานบ้านโดยตรง จัดไว้สองโต๊ะ ผู้ใหญ่หนึ่งโต๊ะ เด็กหนึ่งโต๊ะ


อาวั่งปรนนิบัตินายท่านใหญ่ของเขาซึ่งนอนอยู่ในห้องเสร็จก็กลับออกมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเด็กๆ


ต้องขอบคุณหวังหม่าอู่โดยแท้ คืนนี้กับข้าวจึงอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก มีทั้งเนื้อทั้งไข่ให้กินอย่างพอเพียง ยังมีหมูแดดเดียวเส้นที่นึ่งหอมกรุ่นและแกงจืดผักสดนานาชนิด


ข้าวสวยที่หุงด้วยข้าวสารก็มีให้กินอย่างเพียงพอ กินได้ตามใจชอบ


นับแต่พ้นฤดูใบไม้ผลิ ทุกครัวเรือนต่างต้องรัดเข็มขัด ประหยัดกินประหยัดใช้ ทางเรือนเก่าเองก็ไม่มีข้อยกเว้น


วันนี้มาถึงบ้านฉินเหยา อาหารการกินดีราวกับฉลองปีใหม่ เด็กๆกินเนื้อคำใหญ่ ซดน้ำแกงคำโต ข้าวสวยหุงด้วยข้าวสารเฉลี่ยคนละสองชาม หลังอาหารยังมีขนมให้กินอีก ช่างมีความสุขยิ่งนัก


กินข้าวอิ่มแล้ว ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิทก็จับกลุ่มกันหยิบชู่จวีออกไปวิ่งเล่นข้างนอก


ต้าเหมายังเล็กเกินไป ทำได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ เบิกตากลมโตมองตามแผ่นหลังของเหล่าพี่ชายพี่สาวที่วิ่งห่างออกไปด้วยแววตาน่าสงสาร


นางเหอและนางชิวเป็นฝ่ายเก็บถ้วยชามตะเกียบเอง ไม่มีความคิดจะเรียกคนรับใช้มาเก็บแม้แต่น้อย พออาวั่งก้าวเข้ามารับช่วงต่อกลับทำให้พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ทั้งสองตกใจเสียอีก


ฉินเหยาหารือกับหลิวเหล่าฮั่นและคนอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องไปขายธัญพืชในเมืองวันพรุ่งนี้ ตอนนี้อุปสรรคถูกขจัดไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลอีก


เมื่อได้ยินฉินเหยาบอกว่าจะพาอาวั่งไปขายธัญพืชด้วยตนเอง หลิวจี้ที่นอนอยู่ในห้องถึงกับทุบอกกระทืบเท้า บาดแผลภายนอกยังไม่หายดี บาดแผลภายในใจก็เกิดขึ้นเสียแล้ว


แต่เรื่องราวได้ตัดสินใจไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงถอนหายใจอย่างขุ่นเคือง ลองใคร่ครวญดูว่าค่ารักษาหนึ่งร้อยตำลึงนั้น มีความเป็นไปได้สักเท่าใดที่ฉินเหยาจะแบ่งให้เขาสักหนึ่งตำลึง


ผลลัพธ์คือศูนย์!


เรื่องดีๆกลับทำจนพังไม่เป็นท่า วันนี้กลับมาแล้วยังไม่โดนทุบตีอีกก็นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายแล้ว


เงินรึ? อย่าได้คิดฝันเลย


ตอนที่ 282: ไม่เสแสร้งแล้ว ข้าขอหงายไพ่


ทางฝั่งเรือนเก่านั้น หลิวเหล่าฮั่นเป็นผู้ตัดสินใจ มอบธัญพืชที่กักตุนไว้ในบ้านหนึ่งพันจินทั้งหมดให้ฉินเหยาเป็นผู้ดำเนินการขายให้ ฉินเหยาขายเท่าใด พวกเขาก็จะขายเท่านั้น


เนื่องจากคนหนุ่มสาวในบ้านต้องดูแลงานในโรงงาน ดังนั้นหากฉินเหยาไม่รังเกียจกระดูกแก่ๆของเขาผู้นี้ก็ยังพอช่วยงานได้บ้าง


ฉินเหยาโบกมือ “ยังมีอาวั่งอยู่ ท่านพ่อท่านรออยู่ที่บ้านเถิด เดี๋ยวข้าจะให้อาวั่งไปขนมาเอง”


หลิวเหล่าฮั่นขานรับอืมๆ มองดูครอบครัวที่กลมเกลียวกันในลานบ้าน ในใจก็รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก


ผู้เฒ่าเรียกสามพี่น้องหลิวไป่มาอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ให้พวกเขาคุยเรื่องงานในโรงงานกันต่อ ส่วนตนเองกับนางจางอุ้มต้าเหมาที่ร้องงอแงจะออกไปเล่นตลอดเวลาแล้วขอตัวกลับไปก่อน


นางชิวและนางเหอรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงงานแล้วจึงหยิบม้านั่งตัวเล็กมานั่งฟังอยู่ใกล้ๆฉินเหยาและคนอื่นๆ


ทุกคนพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยแยกย้ายกันไป


“อาวั่ง ไปเรียกพวกต้าหลางให้กลับบ้านได้แล้ว ได้เวลานอนแล้ว” ฉินเหยากำชับพลางเดินไปยังทางยุ้งฉาง นางต้องการตรวจนับของที่นำกลับมาในวันนี้


อาวั่งขานรับ หันกายเดินลิ่วไปยังบ่อน้ำของหมู่บ้าน


ฉินเหยามาถึงสวนหลังบ้าน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือตัวรถม้าอันหรูหราและข้าวสาลีห้ากระสอบที่หวังหม่าอู่ชดใช้ให้นางในวันนี้


ก่อนหน้านี้ หลิวจี้และอาวั่งขายไปแล้วเจ็ดแปดสิบจินจึงได้เงินมาสามตำลึงกว่า แต่กลับถูกปล้นไป


บัดนี้ ไม่เพียงแต่ได้ข้าวสาลีห้ากระสอบคืนมา เงินสามตำลึงกว่านั้นก็ยังได้คืนมาด้วย บวกกับค่ารักษาอีกหนึ่งร้อยตำลึง ในมือนางจึงมีเงินสดเพิ่มขึ้นมาหนึ่งร้อยสามตำลึง


ใบสั่งยาที่ท่านหมอจินให้มานั้นมีค่าใช้จ่ายประมาณสามตำลึง ฉินเหยาได้หักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไปแล้ว ที่บ้านมีรายรับเข้ามาหนึ่งร้อยตำลึง จึงรวมเป็นหนึ่งร้อยสิบสองตำลึง


ส่วนตั๋วเงินในมือนั้นล้วนเป็นของโรงงาน ไม่นับรวมในบัญชีส่วนตัว


ฉินเหยาเดินเข้ายุ้งฉาง ข้าวสาลีหนึ่งหมื่นจินหากขายออกไปทั้งหมดก็น่าจะทำกำไรได้อีกก้อนหนึ่ง


รวมกับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและกำไรของโรงงานในภายภาคหน้า ปีหน้านางน่าจะสามารถบรรลุความปรารถนาในการเป็นเศรษฐีนีท้องถิ่นได้แล้ว


ฉินเหยาเผยรอยยิ้มพึงพอใจน้อยๆหันกายเดินออกจากยุ้งฉาง เด็กๆกลับมาถึงบ้านแล้ว กำลังต้มน้ำชำระล้างร่างกายอยู่ในครัวกับอาวั่ง


หลิวจี้ร้องโอดโอยอยู่ในห้อง ฉินเหยาเดินเข้าไป ภายในห้องมืดสนิทจึงช่วยจุดตะเกียงให้


“ร้องโหยหวนอันใด”


หลิวจี้บ่นในใจ ฟ้ามืดแล้ว ข้ากลัวไม่ได้รึไง!


ฉินเหยามองบาดแผลทั่วร่างของเขาพลางจุ๊ปาก “ปกติเจ้าวิ่งเร็วไม่ใช่รึ เหตุใดครานี้คิดสั้นเข้าไปสู้กับคนอื่นเล่า”


ฉินเหยานั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือของเขา ตรงข้ามกับหลิวจี้ที่มองมาอย่างฟุ้งซ่านอยู่บนเตียงพอดี ไม่รอให้เขาตอบก็หยิบเงินค่าขายข้าวกว่าสามตำลึงขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักในมือ “เป็นเพราะสิ่งนี้รึ?”


ดวงตาทั้งสองข้างที่บวมเป่งของหลิวจี้พลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “เมียจ๋า เจ้าเอาเงินค่าขายข้าวกลับมาแล้วรึ”


ฉินเหยาพยักหน้า จากนั้นภายใต้สายตาตื่นตระหนกของหลิวจี้นางก็ค่อยๆคำนวณเปิดโปงความจริงที่เขาขายธัญพืชหนึ่งจินได้สี่สิบห้าเหวิน แต่กลับมารายงานนางว่าได้สี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินออกมา


หลิวจี้รีบหลับตาปี๋ “อ๊า ข้าสลบแล้ว!” แล้วนอนนิ่งแสร้งตาย


ฉินเหยายกมือขึ้นคิดจะตบให้เขาฟื้น แต่เมื่อมองใบหน้าที่ไม่มีส่วนใดขาวสะอาดเลย สุดท้ายก็ไม่ได้ฟาดฝ่ามือนี้ลงไป


“หากมีครั้งหน้าอีก ข้าจะจับเจ้าเปลื้องผ้าโยนขึ้นไปบนเตียงของหวังหม่าอู่!” ฉินเหยาเอ่ยเตือนเสียงเย็นชา


หลิวจี้ยังคงแสร้งตายต่อไป ในใจร่ำร้อง สตรีนางนี้ช่างใจดำอำมหิตยิ่งนัก!


“ฮูหยิน”


เสียงของอาวั่งดังมาจากหน้าประตู


ฉินเหยาหันกลับไปก็เห็นอาวั่งประคองอ่างน้ำร้อนเดินเข้ามาในห้องจึงโบกมือไล่เขาออกไปทันที “เขาตายแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำล้างหน้าหรอก!”


เรื่องนี้หลิวจี้จะทนได้อย่างไร นี่มันกลางฤดูร้อนนะเฮ้ย เขาต้องเหม็นเน่าอย่างแน่นอน!


คนป่วยใกล้ตายพลันสะดุ้งลุกขึ้นนั่งทันที “ช้าก่อน! ข้ารู้สึกว่าไม่สลบแล้ว”


อาวั่งประคองอ่างน้ำ มองฉินเหยาแล้วก็มองหลิวจี้ที่มองมาด้วยแววตาเว้าวอน ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก


ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก โบกมือ เป็นเชิงให้เขาทำงานแล้วเดินออกจากห้องไป


พวกเด็กๆกลับเข้าห้องนอนเข้านอนกันเองแล้ว ฉินเหยาชำระล้างร่างกายง่ายๆ แล้วก็เตรียมจะเข้าห้องไปเอนกาย


ในตอนนั้นเอง อาวั่งพลันปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลัง


ฉินเหยาที่กำลังจะก้าวเข้าประตูชะงักไป รีบหันขวับกลับมามอง เอ่ยถามอย่างระแวดระวังว่า “อาวั่ง เจ้าคิดจะทำอะไร”


อาวั่งคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง ไม่เสแสร้งอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจหงายไพ่แล้ว!


“ฮูหยิน บ่าวมีเรื่องหนึ่งปิดบังฮูหยินอยู่ แต่ก่อนหน้านี้จำใจจริงๆ จึงมิได้แจ้งให้ทราบทันท่วงที แท้จริงแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของบ่าวคือ…”


ฉินเหยารีบขัดคำพูดของเขา “เดี๋ยวก่อน เจ้าอย่าเพิ่งพูด ให้ข้าลองทายดูก่อน!”


อาวั่ง “???”


“เป็นนักฆ่าที่วางมือแล้วมาซ่อนตัวอยู่รึ”


อาวั่งส่ายหน้า “ความจริงแล้วบ่าวคือ…”


“เป็นนักฆ่าเดนตายที่กลุ่มลับแห่งหนึ่งฝึกฝนมา แต่เพราะภารกิจล้มเหลวจึงกลัวถูกพวกพ้องตามฆ่า เลยเปลี่ยนรูปโฉมหวังจะมีชีวิตรอดต่อไปรึ”


อาวั่งถอนหายใจ “เฮ้อ” ทีหนึ่ง “ใกล้เคียงแล้ว”


ฉินเหยารู้สึกภูมิใจในตนเองมาก นางทายถูกจริงๆด้วย!


“ตัวตนเดิมของเจ้าเป็นนักฆ่าเดนตายจริงๆ แต่ไม่ได้ฝึกฝนโดยกลุ่มลับ หากแต่สังกัดส่วนบุคคลใช่หรือไม่”


อาวั่งพยักหน้าอย่างจนใจ


“เช่นนั้นที่เจ้าทรยศนายตัวเอง เป็นเพราะจู่ๆก็เกิด ‘ตระหนักรู้ในตัวตน’ ขึ้นมารึ”


อาวั่งขมวดคิ้วเล็กน้อย “อะไรคือ…ตระหนักรู้ในตัวตน”


ฉินเหยาอธิบาย “ก็คือเจ้ารู้สึกว่าตนเองควรมีชีวิตและความฝันเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ‘ชะตาข้า ข้าลิขิตเอง มิใช่ฟ้ากำหนด’ ก็คงความหมายประมาณนี้”


อาวั่งแสดงสีหน้ากระจ่างแจ้งในบัดดล ที่แท้เรื่องที่เขาทำขัดต่อเจตจำนงของนายท่านเหล่านี้ล้วนเป็นเพราะเขาตระหนักรู้ในตัวตนหรอกรึ?


ฉินเหยา “ได้ เจ้าพูดมา”


อาวั่งถอนหายใจยาว บอกเล่าฐานะของตนให้ฉินเหยาฟังอย่างหมดเปลือก ส่วนเหตุผลที่เลือกบอกตอนนี้แทนที่จะบอกแต่แรก เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตนเองสามารถแสดงบทบาทผู้อพยพธรรมดาได้เป็นอย่างดี


ผลคือเพิ่งมารู้เอาวันนี้ว่าตนเองไร้เดียงสาเกินไป


ดังนั้นจึงรีบชิงบอกออกมาก่อนที่ฉินเหยาจะใช้เหล็กสกัดหินแทงทะลุร่างเขาจะดีกว่า


ไม่ต่างจากที่สองสามีภรรยาฉินเหยาคาดเดาไว้มากนัก อาวั่งไม่ใช่ผู้อพยพธรรมดา หากแต่เป็นนักฆ่าเดนตายที่จวนอ๋องเฟิงเลี้ยงดูไว้


ตั้งแต่เล็กก็ถูกนำตัวไปยังจวนอ๋องเพื่อรับการฝึกอันโหดร้ายต่างๆนานา อายุสิบสามปีก็เริ่มออกทำภารกิจตามลำพัง ทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสังหารให้จวนอ๋องอย่างขยันขันแข็ง ในที่สุดก็ได้รับความชื่นชมจากท่านอ๋อง เมื่ออายุยี่สิบปีก็ได้รับเกียรติเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหนึ่งในหน่วยคุ้มกันส่วนตัวของท่านอ๋อง เตรียมพร้อมสละชีวิตเพื่อท่านอ๋องได้ทุกเมื่อ


การตายเพื่อนายท่านคือเกียรติยศสูงสุดที่นักฆ่าเดนตายจะได้รับในชั่วชีวิตนี้ ก่อนอาวั่งอายุยี่สิบปีก็เคยมีความคิดเช่นนี้และเตรียมพร้อมที่จะตายเพื่อเกียรติยศตลอดเวลา


จนกระทั่งเมื่อปีก่อน เขาได้รับภารกิจหนึ่งที่ไม่ว่าสำเร็จหรือไม่ก็มีแต่ไปไม่มีกลับ


เขาต้องไปลอบสังหารผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่มีตำแหน่งสูงกว่าท่านอ๋อง


เมื่อได้ยินอาวั่งเอ่ยถึงท่านอ๋อง ฉินเหยาก็รู้สึกเหลือเชื่อขึ้นมาแล้ว นางเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆคนหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าใกล้ท่านอ๋องถึงเพียงนี้…ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนเป็นนางเอกนิยายทะลุมิติขึ้นมาหน่อยแล้ว!


ครั้นได้ยินเขาพูดถึงผู้ยิ่งใหญ่ที่ตำแหน่งสูงกว่าท่านอ๋องก็พลันนึกถึงผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรขึ้นมาทันที


“เจ้าจะลอบสังหารฮ่องเต้รึ”


อาวั่งไม่แปลกใจที่ฉินเหยาจะเดาว่าเป็นฮ่องเต้ เป็นใครก็ต้องคิดเช่นนั้น


แต่ความจริงแล้วไม่ใช่


บอกนางไปก็ไม่เสียหายอะไรแล้ว “คือฮองเฮา”


ฉินเหยาประหลาดใจอย่างยิ่ง ยิ่งรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้มากขึ้น “แล้วอย่างไรต่อ ภารกิจต้องล้มเหลวแน่ แต่เหตุใดเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่”


ตอนที่ 283: หลบเร้นกายท่ามกลางผู้คน


สายตาของอาวั่งทอดมองไปยังแดนไกล ที่นั่นมีเพียงทิวเขาสูงสลับซับซ้อน ทุกสิ่งในอดีตห่างไกลจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มากนักราวกับเป็นเพียงความฝันฉากหนึ่ง


เขามักจะสงสัยอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองเคยประสบเรื่องราวเหล่านั้น พบเจอผู้คนเหล่านั้นจริงๆหรือไม่


จนกระทั่งเห็นรอยแผลเป็นบนร่างกายจึงกล้ายืนยัน อ้อ ที่แท้ล้วนเป็นเรื่องจริง


ต่อมาภารกิจของเขาล้มเหลว ฮองเฮาทรงค้นพบการซุ่มโจมตีแต่เนิ่นๆ และในชั่วขณะก่อนที่เขาเตรียมจะได้รับเกียรติยศในการตายเพื่อนายท่านโดยการกินยาพิษปลิดชีพตนเอง นางก็ปัดยาพิษของเขาตกแล้วปล่อยเขาไป


“นางถึงกับปล่อยเจ้าไปรึ”


อาวั่งพยักหน้าอย่างเหม่อลอย ผู้ที่ถูกอบรมมาตั้งแต่เล็กว่าต้องอุทิศทุกสิ่งรวมถึงชีวิตให้นายท่าน จวบจนบัดนี้ก็ยังมิอาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงมีคนปล่อยให้นักฆ่าเดนตายผู้หนึ่งมีชีวิตรอด


“ฮองเฮารับสั่งว่า ขอบใจข้าที่ทำให้นางมีหลักฐานมัดตัวอ๋องเฟิงเพิ่มขึ้นอีกอย่าง ข้ายังไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเป็นคนของผู้ใด พระนางก็มั่นใจนักหนาแล้ว พระนางยังรับสั่งอีกว่าคนเรามิอาจมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นไปตลอดชีวิต คนเราควรมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง ให้นึกอยากไปที่ใดก็ไปเถิด แต่อย่าได้กลับไปจวนอ๋องอีกเลย”


จากนั้นอาวั่งก็ไม่ได้กลับไปจวนอ๋องอีกจริงๆ เพราะเขาไม่อาจปล่อยให้ฮองเฮาจับจุดอ่อนของนายท่านได้จริงๆ


เขาคิดจะหาสถานที่สักแห่งเพื่อตาย แต่ฮองเฮากลับส่งยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดข้างกายพระนางติดตามมาตลอดทาง


เมื่อนึกถึงตรงนี้ อาวั่งก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจคราหนึ่ง “ข้าเพิ่งรู้ว่า การอยากตายก็ยากเย็นถึงเพียงนี้”


“ต่อมากลับกลายเป็นท่านอ๋องที่ส่งนักฆ่าเดนตายมากมายมาเพื่อสังหารข้าปิดปาก ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ข้าเริ่มที่จะหนี ต่อมาก็หนีมาจนถึงจังหวัดที่อยู่ติดกับจังหวัดจื่อจิงของพวกท่าน”


ที่มาถึงอำเภอไคหยาง เพียงเพราะประจวบเหมาะกับที่เขาพักอาศัยอยู่ที่เมืองข้างเคียงชั่วคราว หลังจากนั้นเพราะเก็บเกี่ยวข้าวได้น้อยจึงจำต้องติดตามผู้อพยพที่หลบหนีภัยมายังที่นี่เพื่อหาทางเอาชีวิตรอด


ก่อนที่จะมาถึงอำเภอไคหยาง เขาก็อยู่ในสภาพหลบๆซ่อนๆไปทั่วแล้ว แต่เป็นเวลากว่าครึ่งปีแล้วที่ไม่มีนักฆ่าไล่ตามมา อาจเป็นเพราะคิดว่าเขาหนีไปไกลเกินไปจนไม่มีภัยคุกคามแล้ว หรืออาจเป็นเพราะท่านอ๋องยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำจึงลืมส่งคนมาไล่สังหารเขา


แต่ท่านอ๋องมีความจำยอดเยี่ยมเป็นเลิศย่อมต้องนึกถึงคนทรยศเช่นเขาขึ้นมาได้อีกแล้วส่งคนมาสังหารเขาอีกเป็นแน่


“เจ้าจับตาดูเจ้าโง่หลิวจี้นั่นไว้นานแล้วใช่หรือไม่” น้ำเสียงของฉินเหยามั่นใจนัก


อาวั่งพยักหน้า เป็นจริงเช่นนั้น


เมื่อเขามาถึงอำเภอไคหยางก็ได้รู้เรื่องของฉินเหยาผ่านปากคำของชาวบ้านคนอื่นๆ ตามประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการหลบหนีตลอดสองปีนี้ การหาคนท้องถิ่นที่มีอิทธิพลสักคนแล้วปกปิดฐานะซ่อนตัวอยู่ข้างกายเขาเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุด


นี่เรียกว่าหลบเร้นกายท่ามกลางผู้คน


สองปีมานี้ เขาเคยเป็นบ่าวเฝ้าบ้านให้เศรษฐีท้องถิ่นผู้หนึ่ง เคยเป็นอาจารย์สอนพ่อครัวในโรงเตี๊ยมชื่อดัง ทั้งยังเคยไปเป็นนักเลงในบ่อนพนันที่ใหญ่ที่สุดทางใต้ กินข้าวร้อยบ้าน สวมเสื้อผ้าร้อยบ้าน มองเห็นสารพัดสารพันของผู้คนในโลก จิตใจย่อมแตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่หนีออกมาจากเมืองหลวงนานแล้ว


บัดนี้เขาเพียงอยากมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง


แม้ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่ทุกวันที่เขามีชีวิตอยู่เพื่อตนเองในตอนนี้ล้วนมีความหมายยิ่งนัก


ฉินเหยาฟังเรื่องราวของอาวั่งจบก็ตะลึงงันไปเนิ่นนานถึงดึงสติที่ล่องลอยไปไกลกลับคืนมาได้


อันที่จริงนางกับอาวั่งก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพียงแค่อยากมีชีวิตที่ดีในแต่ละวันเพื่อตนเองเท่านั้น


ฉินเหยาถาม “หากเจ้าชักนำปัญหาเข้ามาแล้วพวกชาวบ้านจะทำอย่างไร”


“แล้วก็ คนเหล่านั้นที่เจ้าเคยพบเจอก่อนหน้านี้ ทุกคนเจ้าล้วนต้องบอกฐานะที่แท้จริงของเจ้าแก่พวกเขารึ”


อาวั่งส่ายหน้า “ท่านกับพวกเขาไม่เหมือนกัน ข้าบอกเพียงแค่ฮูหยินเท่านั้น”


เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “พวกเขาดำเนินการอย่างเงียบเชียบมาก จะตามหาเพียงแค่ข้าเท่านั้น ชาวบ้านจะไม่เป็นไร”


“แต่บ้านข้าย่อมต้องเป็นแน่!” ฉินเหยากล่าวอย่างเคร่งขรึม


อาวั่งก้มหน้าลง “ขออภัยฮูหยิน หากท่านไม่ต้องการให้ข้าน้อยอยู่ที่นี่ ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้ คำพูดเหล่านั้นเมื่อครู่ ฮูหยินก็ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินแล้วกัน”


กล่าวจบก็ลุกขึ้นวิ่งหนีไปทันที!


นายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจเจ้าสำราญของเขาเคยกล่าวไว้ว่า ฉินเหยาผู้นี้มีนิสัยประหลาด สิ่งใดที่เป็นภัยต่อนางย่อมต้องกำจัดทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ!


แววตาฉินเหยาพลันเย็นชาลงในทันใด นางพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วแล้วยื่นมือออกไปคว้า กดไหล่ซ้ายของเขาไว้


อาวั่งตกใจ เอี้ยวตัวดิ้นรนพลางเกลี้ยกล่อม “ฉินเหนียงจื่อ สังหารข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่อท่าน”


เพียงชั่วเวลาที่พูดประโยคสั้นๆ คนทั้งสองคนก็ปะทะกันไปหลายสิบกระบวนท่าแล้ว ในใจของอาวั่งรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย


เขารู้อยู่แล้วว่านางแข็งแกร่ง แต่ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แรงกดดันที่ได้รับจากนางแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งข้างกายฮองเฮาหลายเท่าตัวนัก!


ยิ่งตกตะลึงกับการควบคุมพลังของนาง เดี๋ยวแข็งแกร่งเดี๋ยวอ่อนแรง ลื่นไหลดั่งปลาในน้ำทำให้เขาไม่อาจหลุดพ้นไปได้


ฉินเหยาเคยทดสอบอาวั่งหลายครั้งแล้วเมื่อตอนกลางวัน แต่คนของหวังหม่าอู่อ่อนแอเกินไปจึงไม่มีโอกาสให้อาวั่งได้ลงมือเลย


บัดนี้พอลงมือทดสอบก็พบว่าคนผู้นี้มีวรยุทธ์ยอดเยี่ยม ทุกกระบวนท่ามีแบบแผนในตัว อีกทั้งทุกท่วงท่ายังเฉียบขาดไม่มีสิ่งใดที่เกินจำเป็น ฉับพลันนั้นนางก็ล้มเลิกความคิดที่จะสังหารเขาทิ้ง


เก็บไว้เป็นอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้เด็กๆนั้นพอได้อยู่ อีกทั้งตอนนี้ที่บ้านก็ขาดคนงานอยู่จริงๆ


“ผู้ใดบอกว่าข้าจะสังหารเจ้า หลิวจี้นำเจ้ากลับมา เจ้าก็คือคนของบ้านข้า เมื่อครู่เพียงแค่อยากเรียกเจ้ากลับมาเท่านั้น เจ้าจะวิ่งหนีทำไม!” ฉินเหยาพูดปดตาใส


แต่กลับได้ผลกับอาวั่ง การโจมตีหยุดชะงัก ไม่ทันระวังตัวก็ถูกฉินเหยาใช้ท่าไท่ซานทับยอดกดลงกับพื้น บนพื้นพลันปรากฏหลุมขนาดใหญ่เป็นรูปคนขึ้นมาทันที


ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เกือบทำให้ฉินเหยาสำลักเสียเอง


ใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะถูกกดทับของอาวั่งตกตะลึงจนไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ เขาตะลึงค้างไปแล้ว


ด้านหลังมีเสียง ‘เอี๊ยด’ ดังขึ้นคราหนึ่ง


ประตูห้องเปิดออก หลิวจี้เดินกะโผลกกะเผลกเกาะผนังออกมา ยืนอยู่ข้างประตู ขยี้ตา คิดว่าตนเองตาฝาดจึงขยี้อีกครั้งแล้วสูดลมหายใจเย็นเยียบ!


“…นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?” เดิมทีเขาคิดจะซักถาม พอเอ่ยปากกลับกลายเป็นคำถามแผ่วเบาไร้ซึ่งอำนาจ


ฉินเหยากำชับอาวั่งไม่ให้วิ่งหนีอีก ปัดมือแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะตอบกลับอย่างใจเย็น “มิใช่กงการอันใดของเจ้า”


แล้วก็หันกายกลับเข้าห้องไปอย่างสง่างาม นอนแล้ว


อาวั่งคลานลุกขึ้นจากพื้นด้วยใจสั่นระรัว ปัดฝุ่นบนตัวออกจนสะอาดแล้วเดินเข้ามาหาหลิวจี้ ถามอย่างนอบน้อมว่า “นายท่านจะไปส้วมรึขอรับ ให้ข้าน้อยแบกท่านไปเถิด”


มองใบหน้าที่ดูมอมแมมธรรมดาสามัญจนโยนเข้าไปในฝูงคนก็หาไม่เจอของอาวั่ง หลิวจี้ก็แค่นเสียงหึคราหนึ่ง ความสงสัยพลันมลายหายสิ้นในทันที


สตรีร้ายกาจไม่เลือกเขาแล้วจะไปเลือกชายอัปลักษณ์หรือไร


แต่ระหว่างทางไปส้วมก็อดไม่ได้ที่จะถามย้ำๆว่า “หกล้มจริงๆรึ”


อาวั่งตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “หน้าประตูมีหลุมอยู่ ข้าน้อยไม่ทันสังเกตขอรับ”


“มีหลุมรึ” หลิวจี้ตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นฟ้าสางจะรีบไปดูทันที


ผลคือ พอเช้าตรู่ก็ได้ยินเสียงร้อง “โอ๊ย” ดังติดต่อกันมาจากซานหลางและซื่อเหนียง


“ท่านแม่!” ซื่อเหนียงจูงซานหลางคลานออกมาจากหลุม พลางนวดหัวเข่าของตนเองอย่างน้อยใจ เอ่ยฟ้องแก้มป่อง “ตรงหน้าประตูมีหลุมใหญ่มากอยู่!”


หลิวจี้ถูกปลุกจนตื่น เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบพุ่งออกจากห้องมาดู มีหลุมลึกครึ่งนิ้วอยู่จริงๆ ทั้งยังเป็นรูปคนด้วย?


“อาวั่ง!” หลิวจี้ตะโกนสุดเสียง “ไปขุดดินที่หลังเขามาถมหลุมซะ!”


พอได้ยินอาวั่งขานรับก็พรวดพราดไปที่หน้าประตูห้องฉินเหยาคิดจะถามอะไรบางอย่าง


แต่พออ้าปากก็รีบเอามือขึ้นปิดปากตนเองในทันที


เพราะเขานึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ ยิ่งรู้มากยิ่งตายเร็ว!


ดังนั้น กลับไปนอนต่อในห้องดีกว่า ตอนนี้เขายังเป็นผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บนะ~ (ทำหน้าภูมิใจ)


ตอนที่ 284: ชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือถึงหน้าประตู


โรงงานใหม่สร้างเสร็จอย่างราบรื่น สามารถเริ่มการผลิตได้ตามกำหนดตามแผนการเริ่มแรกของฉินเหยา


โรงงานขนาดใหญ่นี้ เปรียบดั่งเครื่องจักรผลิตที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อเริ่มเดินเครื่องแล้วก็มิอาจหยุดยั้ง ผลิตสินค้าอันสมบูรณ์แบบที่ลูกค้าต้องการออกมาอย่างได้ไม่ขาดสาย


ไม้ชุดแรกที่ขนส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลรับมอบมาเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จำเป็นต้องให้ทางโรงงานจัดขบวนรถม้าเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อขนส่งไม้ที่เหลือกลับมาเอง


หลิวจ้งถือตารางข้อมูลสารถีที่หลิวจี้จัดทำขึ้น ใช้เวลาสองวันไปแจ้งและหารือตามบ้านทีละคนจนได้สารถีสิบคนที่ยืนยันจะลงนามร่วมเป็นพันธมิตรระยะยาวกับโรงงานเครื่องเขียน


เมื่อรวมกับรถม้าของผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวและรถม้าอีกสองครัวเรือนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ ประกอบกับรถม้าเจ็ดคันที่โรงงานเครื่องเขียนจัดซื้อมาเอง ขณะนี้ขบวนรถม้าก็มีกำลังขนส่งรวมทั้งสิ้นยี่สิบคัน


รถม้าของโรงงานพวกเขาเองนั้นได้ว่าจ้างสารถีโดยเฉพาะมาหกคนซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ชำนาญการ วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งก็ถูกฉินเหยาพาออกไปขายข้าวสาร


ทรัพยากรของตนเองไม่ใช้ก็เสียเปล่า


ร้านขายข้าวนอกเมืองถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้ง ติดป้ายราคาขายว่า ข้าวหยาบขายสี่สิบเหวินต่อหนึ่งจิน ข้าวสารชั้นกลางแปดสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ส่วนข้าวสารอย่างดีขายหมดแล้ว


ระยะเวลาเพียงหนึ่งวันสั้นๆ ราคาข้าวสารก็.ลดลงไปไม่น้อยเลย


สาเหตุก็ไม่ใช่อื่นใดเพียงเพราะในมือของผู้อพยพยังมีข้าวสารที่แย่งชิงมาจากร้านขายข้าวก่อนหน้านี้ ข้าวสารที่มีอยู่ขายไม่ออกจึงทำได้เพียงลดราคาลง


หวังหม่าอู่โกรธจนกัดฟันกรอดทั้งวัน คืนหนึ่งผ่านไป ใบหน้าของเขาก็บวมเป่งขึ้นมา ตอนนี้ดูคล้ายกับหมั่นโถวที่ขึ้นฟูยิ่งกว่าเดิมเสียอีก


เมื่อฉินเหยานำขบวนรถม้าขายข้าวสารของตนเองมาถึงก็ไม่มีผู้ใดขัดขวางอีกต่อไป


ยังคงหยุดอยู่ที่ตำแหน่งเดิม หน้าศาลาหลังนั้น ผู้อพยพโดยรอบพอเห็นก็รู้ว่าคนขายข้าวสารราคาถูกมาอีกแล้ว ต่างจับจ้องอาวั่งอย่างใคร่รู้ขณะที่เขานำป้ายราคาออกมาตั้ง


ข้าวสารชั้นกลาง ราคาสามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน!


เมื่อเห็นราคานี้ ทุกคนก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นโดยมิต้องให้ฉินเหยาป่าวร้องเรียกลูกค้า ผู้คนก็กรูกันเข้ามา


คนผู้นี้ยื่นไหดินเผาใบใหญ่เข้ามา “เติมให้เต็มไหเลย!”


คนผู้นั้นก็ยัดตะกร้าไม้ไผ่เข้ามาแทรก “เติมให้เต็ม เติมให้เต็ม!”


ผู้ที่อยู่ด้านหลังเบียดเข้ามาไม่ได้ก็สบถด่าเสียงดังลั่น “เจ้าพวกข้างหน้าน่ะรีบหน่อยสิ อย่าถ่วงเวลาคนอื่น!”


สถานการณ์เกือบจะควบคุมไม่อยู่ โชคดีที่คราวนี้นำคนมามาก ฉินเหยาจึงรีบสั่งให้พวกสารถีนำรถม้ามาล้อมเป็นวงกลม เหลือทางเข้าไว้เพียงทางเดียว พร้อมกำชับให้ผู้อพยพเข้าแถวให้เป็นระเบียบ ไม่นานนักสถานการณ์จึงกลับสู่ความสงบเรียบร้อย


ข้าวสารชั้นกลางราคาสามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน หากเป็นเมื่อก่อน ชาวบ้านเห็นเข้าอย่างน้อยก็คงถ่มน้ำลายใส่พร้อมด่าว่าใจดำ


แต่ในยามนี้ ราคานี้กลับทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นใจอย่างหาที่เปรียบมิได้


คนของร้านขายข้าวสารได้แต่ยืนมองถุงข้าวสารบนรถม้าทางฝั่งฉินเหยาค่อยๆยุบลงทีละใบทีละใบ ด้วยความอิจฉาริษยาและชิงชัง


ข้าวสารเต็มรถแปดคันถูกแย่งซื้อไปจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งช่วงเช้า ฉินเหยารีบสั่งให้อาวั่งนำรถเปล่ากลับไปขนข้าวสารที่เหลือในบ้านมาให้หมด


ยุ่งวุ่นวายเช่นนี้จนถึงช่วงบ่ายตะวันคล้อยต่ำ รวมแล้วขายข้าวสารออกไปได้หกพันจิน


หากไม่ใช่เพราะหนทางไกล ก่อนตะวันตกดินคงขายได้อีกรอบ เนื่องจากผู้อพยพในละแวกใกล้เคียงได้รับข่าวแล้วต่างก็รีบรุดมาเข้าแถวเพื่อรอซื้อ


ฉินเหยาเอ่ยอย่างจนใจ “พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่ พวกท่านแยกย้ายกันไปก่อนเถิด!”


กล่าวจบแล้วแต่ฝูงชนก็ยังไม่ยอมสลายไป ฉินเหยาและคนอื่นๆจึงได้แต่ขับรถเปล่าฝ่าฝูงชนที่แออัดออกไปพลางให้คำมั่นสัญญาซ้ำๆ ว่าพรุ่งนี้เช้าตรู่จะมาแน่นอน ผู้อพยพที่มารอซื้อข้าวจึงยอมเปิดทางให้พวกเขา


ขายข้าวสารออกไปได้อย่างราบรื่น ฉินเหยาจึงอารมณ์ดีอย่างยิ่ง อาวั่งแม้จะเหนื่อยล้า แต่พอมองกลับไปยังตะกร้าที่เต็มไปด้วยเหรียญเงินในห้องโดยสารรถม้าของตนเองก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้ามลายหายไปสิ้น


ฉินเหยาเอ่ยอย่างใจกว้าง “เดี๋ยวข้าจะจ่ายเงินเดือนให้เจ้า”


อาวั่งมองนางด้วยความประหลาดใจระคนยินดี หากไม่ใช่เพราะกำลังขับรถม้าและลงไปไม่ได้ คงได้โขกศีรษะคารวะนางเป็นแน่ “ขอบพระคุณฮูหยิน!”


“ไม่ต้องขอบคุณ ต่อไปพวกเราก็คือครอบครัวเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันนะ” ฉินเหยากล่าววาจาให้ความหวังพลางตบไหล่เขาเบาๆ


รอจนอาวั่งดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ นางจึงกล่าวต่อ “ต่อไปงานบ้านในบ้านก็มอบให้เจ้าทั้งหมดแล้วยังมีวรยุทธ์ของต้าหลาง เจ้าก็ช่วยดูแลให้มากหน่อย”


รอจนโรงงานทางนี้มั่นคงแล้ว นางจะนำขบวนไปยังเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเองเพื่อขนส่งไม้ ตอนนั้นหลิวจี้น่าจะกลับไปที่สำนักศึกษาแล้ว ที่บ้านก็จะเหลือเพียงอาวั่งที่เป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียว


อาวั่งพยักหน้ารับคำ นึกประหลาดใจในใจ ไม่คิดว่าฉินเหยาจะกล้าไว้วางใจตนเองถึงเพียงนี้


แน่นอนว่าฉินเหยาไม่ได้ไว้วางใจอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ก่อนออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑล นางจะยังคอยสังเกตอาวั่งต่อไป หากเขาใช้ไม่ได้ เช่นนั้น…


“ฮูหยิน!”


มิทันที่ฉินเหยาจะได้คิดต่อ เสียงเรียกเบาๆของอาวั่งก็ขัดจังหวะความคิดนางลง


ขบวนรถม้าหยุดลงหน้าโรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยามองชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวที่ปรากฏตัวอยู่บนถนนแล้วโบกมือให้ขบวนรถม้ากลับโรงงานไปก่อน ส่วนตนเองก็ลงจากรถแล้วเดินเข้าไป เอ่ยถามอย่างสงสัย


“ท่านยายหวัง พวกท่านมาทำอะไรกันรึ”


ยายหวังยิ้มให้ฉินเหยาอย่างเก้อเขิน เหลียวมองชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวสิบกว่าคนที่อยู่ด้านหลัง ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างกระดากอายของพวกเขา นางก็เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า


“เหยาเหนียงเอ๋ย วันนี้เจ้าไปขายข้าวสารที่ในเมืองมารึ ข้าวสารขายดีหรือไม่”


นี่คือการถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ หากขายไม่ดี คนของขบวนรถม้าจะวิ่งกลับมาขนข้าวสารไปอีกกองได้อย่างไร


ฉินเหยากวาดตามองคนสิบกว่าคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ทุกคนล้วนเป็นครอบครัวในหมู่บ้านที่เคยกักตุนข้าวสารตามนางไปก่อนหน้านี้ พอมองเห็นแววตาอันร้อนแรงของพวกเขา ในใจนางก็พอจะคาดเดาได้แล้ว


นางพยักหน้าให้ยายหวังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา “พวกท่านก็อยากจะขายข้าวสารด้วยรึ”


ยายหวังตอบรับเสียงหนึ่ง หญิงชราผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องกระดูกแข็งที่สุดในหมู่บ้าน ชาวบ้านให้นางออกหน้ามาเจรจากับฉินเหยาก็ไม่รู้ว่าคิดกันอย่างไร


ปล่อยให้ชาวบ้านด้านหลังรอจนร้อนใจ ยายหวังจึงเอ่ยว่าพวกเขาอยากจะนำข้าวสารส่วนเกินของตนเองมาให้ฉินเหยา ฝากนางช่วยขายให้


พูดจบ ยายหวังก็รีบกล่าวเสริมทันที “หากไม่สะดวกก็แล้วไปเถิด มีไม่มากเท่าใดนัก เก็บไว้กินเองก็ไม่เป็นไร”


ฉินเหยาแย้มยิ้มบางๆ “ข้าขอดูของของพวกท่านก่อนว่ามีเท่าใดกันแน่ ยังมีอีกเรื่องที่ข้าต้องพูดให้ชัดเจนเสียก่อน ในวันเดียวกันแต่คนละช่วงเวลา ราคาข้าวสารอาจจะไม่เหมือนกัน มีทั้งขึ้นและลง ข้าไม่สามารถรับประกันให้พวกท่านได้ว่าจะได้ราคาสูงเสมอไป”


เหมือนเช่นในวันนี้ ร้านขายข้าวสารทนแรงกดดันจากทางนางไม่ไหว ราคาข้าวสารจึงลดลงมาห้าเหวิน


ราคาอ้างอิงของนางคือร้านขายข้าวสาร หากพรุ่งนี้ร้านขายข้าวสารเล่นไม้แข็ง นางย่อมไม่อาจขายในราคาเท่าวันนี้ได้อีก ดังนั้นพวกชาวบ้านจะต้องแบกรับความเสี่ยงส่วนหนึ่งด้วยตนเอง หากโลภมากก็อย่ามาหานาง


ชาวบ้านต่างตอบรับแสดงว่าเข้าใจ เมื่อเห็นฉินเหยายอมรับปากแล้วก็รีบกลับบ้านไปนำข้าวสารส่วนเกินที่ต้องการขายไปที่บ้านของฉินเหยา


วันนี้ผู้ใหญ่ไม่อยู่บ้าน ที่บ้านยังมีท่านพ่อที่นอนป่วยอยู่ พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปเล่นข้างนอก


จินฮวาจินเป่าอุ้มต้าเหมามาหาพวกเขา พอเห็นชาวบ้านมา ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็รีบส่งพวกจินฮวาจินเป่าสามพี่น้องกลับไป


คนเยอะวุ่นวาย ต้าเหมายังเล็ก หากเกิดกระทบกระแทกขึ้นมาคงไม่ดี ท่านลุงรองจะต้องจัดการพวกเขาแน่


ฉินเหยากำชับ “ซานหลาง ซื่อเหนียง ไปเอาพู่กันกับหมึกของพวกเจ้ามา”


พอเห็นต้าหลางกับเอ้อร์หลางกลับมาก็สั่งให้พวกเขาไปนำตาชั่งและตะกร้ามาด้วย


อาวั่งให้ชาวบ้านเข้าแถวทยอยเดินมาลงบันทึกทีละคน


เรื่องครึกครื้นเช่นนี้เอ้อร์หลางชอบเข้ามายุ่งเกี่ยวที่สุด พออาวั่งชั่งเสร็จ เขาก็รีบรายงานตัวเลขให้ฉินเหยาทันที


ข้าวสารส่วนเกินที่แต่ละบ้านยอมนำออกมานั้นมีไม่มาก บ้างก็แปดจินสิบจิน บ้างก็หนึ่งจินสองจิน


แต่ข้าวสารที่ซื้อมาเมื่อตอนเจ็ดแปดเหวินนำมาขายในราคาเท่าตัว หนึ่งจินก็ได้กำไรเจ็ดถึงแปดเหวิน ที่บ้านอยากจะซื้อน้ำมันเพิ่มสักสองเหลี่ยง เกลืออีกครึ่งจินก็มีเงินพอแล้ว


ตอนที่ 285: น้ำขิง


ก่อนฟ้ามืด ฉินเหยาก็นับยอดเสร็จสิ้น


รวมทั้งหมดสิบสองครอบครัว รวบรวมข้าวสารให้ฉินเหยาได้ห้าร้อยสามสิบจิน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหยาบ ส่วนน้อยเป็นข้าวสารชั้นกลาง


ฉินเหยาถือสมุดบันทึกที่จดไว้เรียบร้อยแล้วลุกขึ้นยืน ตรวจสอบกับยายหวังและคนอื่นๆอีกครั้ง เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าไม่มีข้อผิดพลาด นางก็เขียนใบมอบฉันทะรวมขึ้นมาฉบับหนึ่ง นำตลับชาดประทับตราออกมาให้ทุกคนกดลายนิ้วมือลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้ทุกคนมาสร้างความเดือดร้อนให้นางในภายหลัง


การกระทำของฉินเหยานับว่าสมเหตุสมผล พวกชาวบ้านต่างแสดงความเข้าใจ ทั้งยังเชื่อมั่นในนิสัยใจคอของนางอย่างยิ่ง ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเนื้อความบนใบมอบฉันทะนั้นก็เบียดเสียดกันเข้ามาเพื่อกดลายนิ้วมือ


ฉินเหยาเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ก็อดที่จะเอ่ยล้อเล่นประโยคหนึ่งไม่ได้ว่า “ไม่กลัวหรือว่าในกระดาษแผ่นนี้ข้าจะเขียนว่าพวกท่านติดหนี้ข้าอยู่น่ะ”


ท่านยายหวังและคนอื่นๆ ต่างตกตะลึงไปพร้อมกัน ชาวบ้านที่กำลังประทับลายนิ้วมือต่างก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง นิ้วมือลังเลค้างอยู่กลางอากาศ


“…”


“แค่กๆ!” ฉินเหยากระแอมสองครั้งอย่างไม่สบายใจ ทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดนั้นลง นางดึงชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาอย่างจริงจัง ชูใบมอบฉันทะขึ้นแล้วอ่านตัวอักษรบนนั้นให้พวกเขาฟังทีละตัว


เมื่ออ่านจบก็ตบไหล่ชาวบ้านผู้นั้นเบาๆ “พวกท่านจำได้หรือไม่ คราวหน้าหากมีคนให้พวกท่านพิมพ์ลายนิ้วมือหรือลงชื่อก็ให้เขาอ่านให้พวกท่านฟังก่อนหนึ่งรอบ หากจำนวนคำไม่ตรง หรือการแบ่งวรรคตอนมีปัญหา ในใจพวกท่านก็ต้องระแวดระวังไว้”


พวกชาวบ้านถึงได้เข้าใจ ที่แท้ฉินเหนียงจื่อกำลังสอนพวกเขาให้รู้จักแยกแยะคนหลอกลวงนี่เอง!


แต่ละคนพยักหน้าอย่างแรง แสดงออกว่าจำได้แล้ว นึกซาบซึ้งใจอย่างหาที่เปรียบมิได้


ฉินเหยายังคงแย้มยิ้ม มองส่งพวกเขาจากไปแล้วหันหลังกลับ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ดูท่าต่อไปคงจะล้อเล่นกับพวกชาวบ้านตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว พวกเขาเชื่อคนง่ายเกินไป


อาวั่งเตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนที่เคยเป็นพ่อครัวในโรงเตี๊ยมใหญ่นี่ช่างแตกต่างจริงๆ แม้แต่อาหารง่ายๆก็ยังทำได้อร่อยเลิศล้ำ


ฉินเหยาสั่งให้อาวั่งยกชามหนึ่งเข้าไปให้หลิวจี้ในห้อง รอจนอาวั่งออกมาจึงเริ่มกินอาหารทันที


พวกต้าหลางสี่พี่น้องแทบจะฝังศีรษะลงไปในชามข้าว แต่ละคนกินข้าวเพิ่มไปอีกครึ่งชาม


โชคดีที่วันนี้อาวั่งหุงข้าวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทางหลิวจี้ก็ไม่ค่อยเจริญอาหาร กินไปเพียงครึ่งชาม มิฉะนั้นคงไม่พอให้สี่พี่น้องนี้กิน


ว่ากันว่าลูกชายวัยกำลังโตนั้นกินจุจนพ่ออดตาย เมื่อเห็นต้าหลางและเอ้อร์หลางสองคนกินจุเทียบเท่าชายฉกรรจ์ ฉินเหยาก็แอบคำนวณข้าวในโอ่งข้าวของบ้านตนเอง สั่งอาวั่งว่าตอนขนข้าวขึ้นรถพรุ่งนี้เช้าให้เหลือข้าวสาลีไว้สามร้อยจิน อย่าขนไปจนหมด


ตอนนี้ราคาข้าวสูง คนงานที่โรงงานเครื่องเขียนก็บริโภคมากเหลือเกิน โชคดีที่ฉินเหยาและช่างไม้หลิวได้กักตุนข้าวสารไว้ให้โรงงานแต่เนิ่นๆ ตอนนี้พอเฉลี่ยกับข้าวราคาสูงแล้วจึงยังสามารถควบคุมต้นทุนไว้ได้


เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษ คนงานที่มาใหม่หากเลือกกินข้าวที่โรงงาน ก็จะได้รับค่าจ้างเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น


ส่วนที่เหลืออีกสองในสามไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ แต่จะรอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาพิเศษนี้ไปก่อนค่อยให้ เพื่อเก็บเงินทุนไว้ให้โรงงานมากขึ้น ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน


ดังนั้น เพียงแค่เงื่อนไขที่โรงงานเครื่องเขียนเลี้ยงข้าวสองมื้อก็ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงแย่งกันจนหัวแทบแตกเพื่อเข้ามาทำงานที่นี่แล้ว


กลับมาพูดเรื่องเดิม เด็กๆในบ้านกำลังเติบโต กินจุมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มอาวั่งเข้ามาอีกคน ข้าวสารที่คำนวณไว้แต่เดิมย่อมไม่พอแน่นอน


เหลือข้าวสาลีไว้เพิ่มอีกสามร้อยจินก็เพียงพอที่จะกินไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง


อาวั่งพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ มองดูข้าวสวยในชามใหญ่กับน้ำแกงไข่และหมูรมควันบนโต๊ะ ที่จริงแล้วเขาอยากจะบอกฉินเหยามากว่า หากลดระดับอาหารในบ้านลงหน่อยก็ไม่จำเป็นต้องเหลือข้าวสาลีสามร้อยจินนั้นไว้


แต่อาหารในปากนั้นช่างหอมอร่อยเหลือเกิน เขาไม่อาจฝืนใจเสนอความคิดเช่นนั้นออกไปได้


ที่จริงอาวั่งนั้นประหลาดใจมาก เขาคิดว่าเมื่อตนเองตามหลิวจี้กลับมายังหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้วคงต้องกินรำกับผักป่าทุกมื้อเป็นแน่


ใครจะคิดว่า ครอบครัวฉินเหยาไม่เพียงแต่กินดีอยู่ดีเท่านั้น ยังให้เขากินดีอยู่ดีตามไปด้วย โชคดีเช่นนี้ชวนให้คนเกิดความใฝ่ฝันที่จะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


กินอาหารเย็นเสร็จ วันนี้ถึงตาเอ้อร์หลางกับซานหลางที่เป็นเวร ไปนำหีบเงินของโรงโม่น้ำกลับมา


ไข่ไก่สองฟอง มองปราดเดียวก็รู้ว่ายายหวังกับหลานมาในวันนี้


ยังมีเหรียญเงินสามเหรียญ ถั่วเขียวครึ่งชาม


ผักต่างๆวางไว้ในครัว ส่วนเงินก็มอบให้เอ้อร์หลางเก็บเข้าคลังสมบัติเล็กๆของเขา


“ท่านแม่ หลายวันนี้รายได้ลดลงกว่าแต่ก่อนสามส่วนเลยนะขอรับ” เอ้อร์หลางพลิกสมุดบัญชีเล็กๆของตนเองเอ่ยรายงานต่อฉินเหยา


“ไม่เป็นไร” ฉินเหยาบอกเขา “สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ทุกคนไม่กล้าใช้เงิน รอให้ภัยพิบัติระลอกนี้ผ่านไปก็จะดีขึ้นเอง”


เอ้อร์หลางยังคงกังวลอยู่บ้าง “แล้วถ้าหากภัยพิบัติไม่ผ่านไปเล่าขอรับ”


ฉินเหยาชี้ไปยังทิวเขาเขียวขจีและสายน้ำใสสะอาดด้านนอก “เจ้าเพียงแค่ต้องสังเกตผืนดินที่พวกเราอาศัยอยู่นี้ หญ้ายังงอกงามหรือไม่ ปลาในน้ำยังแหวกว่ายอยู่หรือไม่ หากผืนดินยังคงปลูกพืชพันธุ์ได้ ในแม่น้ำยังมีปลาแหวกว่าย ความยากลำบากก็จะผ่านพ้นไปในไม่ช้า”


ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น บนหลังคาก็ปรากฏแสงสีเงินวาบขึ้นมา ตามด้วยเสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังตามมาติดๆ


“ฟ้าร้องแล้ว!” ซื่อเหนียงวิ่งเข้ามาในห้องอย่างตื่นเต้น “ท่านแม่ ฝนจะตกแล้วเจ้าค่ะ~”


ฝนตกก็มีน้ำ ในแม่น้ำก็จะมีปลาแหวกว่ายแล้วภัยพิบัติก็จะผ่านพ้นไปในไม่ช้า


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง เลื่อนเก้าอี้มาไว้ที่ประตู เด็กๆยืนอยู่ด้านหลังนาง ห้าแม่ลูกมองไปยังท้องฟ้าพร้อมกัน ดูสายฝนที่โปรยปรายลงมา


ค่ำคืนที่มีฝนตกมาพร้อมกับเสียงธรรมชาติบำบัด ทั้งครอบครัวต่างนอนหลับสบายตลอดคืน


ตื่นเช้าขึ้นมา ฝนหยุดตกแล้ว พื้นดินยังมีน้ำขังอยู่บ้าง ฉินเหยาพาขบวนรถข้าวสารมุ่งหน้าไปยังนอกเมือง ถนนหนทางเต็มไปด้วยโคลน เดินทางลำบากอย่างยิ่ง เมื่อไปถึงก็ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้เมื่อวานไปกว่าครึ่งชั่วยาม


พวกผู้อพยพรออยู่ด้านนอกศาลาเป็นเวลานานแล้ว พอเห็นขบวนรถข้าวสารมาถึง สีหน้าก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น


เมื่อคืนฝนตกหนัก เพิงพักชั่วคราวที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ไม่สามารถกันแรงปะทะของสายฝนได้เลย พวกผู้อพยพเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยโคลน ยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นโคลน ปลายผมยังมีหยดน้ำเกาะอยู่


เด็กน้อยผอมโซขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของมารดาเพื่อซึมซับความอบอุ่น สตรีผู้หนึ่งอุ้มลูกไว้ในแขนข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งกำลังแผ่ฟืนที่เปียกชื้นออกพลางถอนหายใจอย่างอ่อนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า


ฉินเหยายอมรับว่าตนเองไม่ใช่คนดีอะไร ทั้งยังรังเกียจพวกผู้อพยพที่ละทิ้งศีลธรรมทำความชั่ว แต่เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ในขณะนี้ นางก็ยังอยากจะทำอะไรสักอย่าง


“อาวั่ง เจ้าไปที่จวนคหบดีติงถามหานายน้อยตระกูลติง บอกว่าเป็นข้าที่ให้เจ้าไป ซื้อขิงมาสิบจินแล้วขอยืมหม้อมาสักใบ ต้มน้ำขิงให้พวกเขาสักหม้อ”


อาวั่งรีบวางตาชั่งในมือลงทันที รับคำสั่งแล้ววิ่งไปยังในเมือง


ไม่นาน เขาก็แบกหม้อเหล็กใบใหญ่กลับมา ด้านหลังยังมีเด็กสาวหน้าตาหมดจดสวมชุดบุรุษตามมาด้วย ในมือนางถือถุงขิงถุงหนึ่ง พอเห็นฉินเหยาก็ยิ้มกว้างออกมา เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย


“ฉินเหยา!” นางโบกมือให้ฉินเหยาอย่างตื่นเต้น


แต่คิดไม่ถึงว่า การต้อนรับอย่างอบอุ่นที่คาดหวังไว้กลับไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ตอบกลับนางมาคือใบหน้าที่เย็นชาลงของฉินเหยา “ท่านมาทำอะไรที่นี่ ผู้คุ้มกันสักคนก็ไม่พามา แอบตามออกมาใช่หรือไม่”


ฉินเหยาเหลือบมองอาวั่งอย่างไม่พอใจ


อาวั่งรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ฮูหยินไม่ได้บอกนี่ว่าห้ามพาคนตระกูลติงมาด้วย


อีกทั้งคุณหนูติงผู้นี้ก็ตามมาเอง เขาเพียงรับผิดชอบดูแลครอบครัวฉินเหยาเท่านั้น ไม่ได้ไปใส่ใจว่าคนอื่นกำลังทำอะไรอยู่


ฉินเหยาถูกสายตาไร้เดียงสาของอาวั่งทำให้พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ในเมื่อคนมาถึงแล้วพูดไปก็ไร้ประโยชน์จึงสั่งให้อาวั่งรีบก่อเตาต้มน้ำขิง ส่วนตนเองก็ชั่งข้าวสารขายต่อไป


ติงเซียงถูกปล่อยให้เก้อก็รู้ว่าฉินเหยาโกรธตนเองแล้ว นางไม่กล้าเข้าไปใกล้จึงพับแขนเสื้อเดินตามหลังอาวั่งไป ช่วยทำงานที่ตนเองพอจะทำได้


พอถึงตอนที่แจกน้ำขิงเสร็จ ติงเซียงก็เหนื่อยจนแทบล้มทั้งยืน นั่งเหม่ออยู่บนตอไม้ มองดูเด็กๆผู้อพยพที่เดินไปมาอยู่ตรงหน้า นานๆครั้งก็จะยิ้มให้พวกเขาแล้วได้รับ ‘ของมีค่า’ จำพวกก้อนหินสองสามก้อนหรือไม่ก็ใบไม้กลับมา


ตอนที่ 286: สอนวิธีหนีเอาชีวิตรอดให้เจ้า


ตะวันลอยสูงขึ้นกลางฟ้า ด้านฉินเหยาในที่สุดก็จัดการธุระเสร็จสิ้น


ข้าวสารขายหมดเกลี้ยงในราคาที่ต่ำกว่าเมื่อวานห้าเหวิน นางจึงมีเวลามาหาติงเซียง


เมื่อเห็นฉินเหยาเดินมา ติงเซียงก็วางก้อนหินในมือลงแล้วลุกขึ้นยืน ใบหน้ายิ้มแย้มต้อนรับ


แต่นึกไม่ถึงว่ากลับถูกมะเหงกเขกศีรษะเข้าทีหนึ่ง!


เด็กสาวนึกว่าฉินเหยาจะอ่อนโยนต่อนาง วินาทีก่อนยังไม่ใส่ใจ วินาทีถัดมาก็ตาลายพร่ามัว น้ำตาไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้


เจ็บจะตายอยู่แล้ว!


“เจ้าใจร้ายยิ่งนัก!”


ติงเซียงทั้งโกรธทั้งน้อยใจ นางแค่อยากมาเยี่ยมอีกฝ่าย จะได้ถือโอกาสมาช่วยงานบ้าง ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้หรือ นางรีบกุมศีรษะพลางกระโดดถอยไปห้าก้าว กลัวว่าฉินเหยาจะตีตนอีกครั้ง


“รู้ว่าเจ็บก็จงจำไว้ให้ดี ต่อไปห้ามแอบหนีออกมาคนเดียวอีก!”


น้ำเสียงฉินเหยาเคร่งขรึม “สถานการณ์ภายนอกตอนนี้ อันตรายมีอยู่ทุกหนแห่ง ท่านเป็นเด็กสาวผิวขาวนวลเดินอยู่บนถนนเช่นนี้เคยคิดถึงผลที่จะตามมาหรือไม่”


เห็นน้ำตาติงเซียงไหลพราก น้ำเสียงของฉินเหยาไม่เพียงแต่ไม่ผ่อนลงกลับยิ่งเข้มงวดขึ้น กลัวเพียงว่านางจะฟังไม่เข้าหู


“ถึงแม้จะเป็นยามบ้านเมืองสงบสุขก็ไม่อาจไม่เห็นความปลอดภัยในชีวิตของตนเป็นเรื่องสำคัญได้ โลกใบนี้อันตรายกว่าที่ท่านคิดมากนัก วิญญูชนไม่ยืนใต้กำแพงที่ใกล้พัง รู้อยู่ว่ามีภัยอันตรายยังคงบุ่มบ่ามเช่นนี้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ ท่านคงทำได้เพียงเสียใจภายหลัง!”


ติงเซียงเช็ดน้ำตาสะอื้นกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่” รู้ว่าปลอดภัยมากจึงตามออกมาต่างหาก


ฉินเหยาถามกลับ “หากอาวั่งเป็นคนหลอกลวงเล่า”


“จะ..เป็นไปได้อย่างไร” ติงเซียงตกใจอย่างเห็นได้ชัด นางคิดไม่ถึงจุดนี้เลย!


แต่กระนั้นก็ยังขยับเข้าไปสองก้าว มือหนึ่งป้องกันศีรษะเอาไว้ อีกมือหนึ่งก็ยกขึ้นบอกกล่าว “เรื่องที่ข้าออกมามีคนรู้ ข้าบอกโต้วเอ๋อร์แล้ว”


พูดจบก็เหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นสีหน้าของนางยังคงเคร่งขรึมน่ากลัว ในที่สุดเด็กสาวก็ทนไม่ไหว ก้มหน้าลงเอ่ยว่า “ข้าผิดไปแล้ว คราวหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว…”


ยังล้วงเอามีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนไว้บนตัวออกมา “ข้าพกอาวุธป้องกันตัวมาด้วย”


ผลคือเมื่อสิ้นเสียงพูดก็ถูกอาวั่งที่ได้รับคำสั่งจากฉินเหยาจู่โจมเข้าไปแย่งชิงมีดแล้วจ่อกลับมาที่ต้นคอด้านหลังของนาง


ชั่วพริบตานั้น ติงเซียงรู้สึกราวกับเลือดไหลย้อนกลับ ขนลุกซู่ไปหมดทั้งร่าง ร่างกายแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง จ้องมองไปยังฉินเหยาด้วยความตกตะลึง


“ฝีมืองูๆปลาๆของท่าน ยังไม่พอยัดซอกฟันคนเขาด้วยซ้ำ” ฉินเหยาแบมือออก อาวั่งก็รีบส่งมีดสั้นถึงมือนางทันที


ฉินเหยาดึงฝักมีดออกจากมือติงเซียงมาเก็บมีดสั้นเข้าฝักให้ดีแล้วเหน็บไว้ที่เข็มขัดของนาง


ทำทุกอย่างนี้เสร็จแล้วก็พบว่าเด็กสาวยังคงตัวแข็งทื่อ ท่าทางเหมือนตกใจจนโง่งมไปแล้วจึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้า “เฮ้ๆๆ! เลิกเหม่อได้แล้ว มานี่ ข้าจะสอนกระบวนท่าใหม่ให้ท่านสองท่า”


“กระบวนท่าอันใดหรือ” ติงเซียงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ปาดคราบน้ำตาที่หางตาออกแล้วเดินตามนางไปอย่างตื่นเต้น


ฉินเหยาเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ “สอนท่านว่าจะหนีเอาชีวิตรอดได้อย่างไร”


ติงเซียง “…”


ฉินเหยาโบกมืออย่างตื่นเต้น เดินตรงไปยังกระท่อมที่พวกผู้อพยพสร้างขึ้น


“พวกเราจะไปที่ใดกันน่ะ” ติงเซียงพึมพำอย่างสงสัย “การหนีเอาชีวิตรอดมิใช่สัญชาตญาณหรอกหรือ เรื่องนี้ก็ต้องเรียนด้วยหรือ”


ฉินเหยากอดอก “สัญชาตญาณการหนีเอาชีวิตรอดของท่านคือยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่รอให้คนมาฆ่ารึ”


ก็ได้ ติงเซียงเลือกที่จะหุบปาก ตนเองเมื่อครู่นี้ช่างน่าขายหน้าเสียจริง


ฉินเหยาพาติงเซียงไปยังสถานที่รวมตัวของผู้อพยพ…เบื้องหน้ากลุ่มโจรปล้นสะดมที่สูญสิ้นมโนธรรมและก่อกรรมทำชั่วทุกอย่าง


พูดพันคำหมื่นคำก็ไม่ลึกซึ้งเท่าได้ประสบด้วยตนเอง วันนี้นางจะพาเด็กสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ไปสัมผัสกับความทุกข์ยากของผู้คน


ถือโอกาสนี้ จัดการคนน่ารังเกียจกลุ่มนี้เสียหน่อย! ก็นับว่าเป็นการกำจัดภัยให้ประชาชนแล้ว


ติงเซียงไม่อยากจะเชื่อ นางเงยหน้ามองสตรีที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นด้านหลังแล้วถามอย่างจริงใจว่า “ฉินเหยา เจ้ารักข้าใช่หรือไม่ เจ้าจะไม่ทำกับข้าเช่นนี้ใช่หรือไม่”


ฉินเหยายกมุมปากขึ้น ผลักนางทีหนึ่ง “พูดไร้สาระให้น้อยหน่อย วิ่งได้แล้ว สาวน้อย!”


อาวั่งพาพวกสารถีเก็บกวาดรถม้าเสร็จกำลังจะไปตามหาฉินเหยาเพื่อบอกนางว่ากลับบ้านได้แล้ว


ยังไม่ทันออกเดินทาง หูก็พลันขยับ เสียงร้องโหยหวนระงมดังมาจากที่ไกลๆ ทั้งยังมีเสียงเด็กสาวร้องเอะอะโวยวายด้วยความโมโหและตื่นเต้น


อาวั่งบอกกับพวกสารถี “นั่งลงพักผ่อนสักครู่เถอะ”


สารถีถามอย่างสงสัย “ผู้จัดการใหญ่ฉินเล่า…”


อาวั่งเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ดวงตาทั้งสองข้างไร้แววชวนให้คนมองรู้สึกหวาดหวั่น “พักผ่อนสักครู่”


สารถีรีบนั่งลงพลางกลืนน้ำลายด้วยใจที่สั่นระรัว ไม่รู้ว่าผู้จัดการใหญ่ฉินไปหาผู้ติดตามคนนี้มาจากที่ใดกัน ดูแล้วซื่อๆทื่อๆ แต่นึกไม่ถึงว่าเวลาเอาจริงขึ้นมาก็ทำให้ตนรู้สึกเกรงกลัวอยู่บ้าง


ทุกคนพักผ่อนราวๆสองเค่อ ฉินเหยาก็กลับมาด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว เส้นผมเปียกลู่ติดหน้าผาก แต่สีหน้ากลับเบิกบานสดใส


ติงเซียงแหงนหน้าเดินตามหลังนาง หอบหายใจแฮ่กๆราวกับปลาขาดน้ำ ใบหน้าขาวนวลกลายเป็นแมวหน้ามอม คราบดินเปื้อนที่มุมปากแล้วก็ยังไม่รู้ตัว


ตอนลงเนิน ขาทั้งสองข้างสั่นราวกับตะแกรงร่อน พอหยุดยืนนิ่งๆ ก็สังเกตเห็นขากางเกงที่สั่นระริกไม่หยุด


“อาวั่ง ยกกาน้ำมาให้ข้าหน่อย”


ฉินเหยาพยักหน้าให้พวกสารถี เป็นสัญญาณบอกว่าออกเดินทางได้แล้ว นางยื่นมือไปเปิดกาน้ำที่อาวั่งส่งมา ตนเองดื่มเข้าไปสองอึกใหญ่ๆก่อน แล้วยื่นส่งให้ติงเซียงที่มองตาแป๋วรออยู่ก่อนแล้ว


เด็กสาวกอดกาน้ำแล้วดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ เกือบจะสำลักจนหายใจไม่ออก ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ ตบหลังนางเบาๆ เดิมทีตั้งใจจะช่วยให้นางหายใจสะดวกขึ้น นึกไม่ถึงว่าเด็กสาวจะอ่อนแรงจนเซถลาไปข้างหน้า


โชคดีที่ฉินเหยาประคองไว้ได้ทันท่วงที มิฉะนั้นคงได้ล้มหน้าคะมำเป็นแน่


ติงเซียงเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่งอย่างตัดพ้อ ดื่มน้ำในกาจนหมดเกลี้ยงแล้วส่งกาน้ำเปล่าคืนให้นาง กล่าวอย่างจริงใจยิ่ง “ข้ารู้แล้วว่าทำผิดไปจริงๆ คราวหน้าไม่กล้าออกมาตามหาเจ้าคนเดียวอีกแล้ว”


“ตามหาคนอื่นก็ไม่ได้” ฉินเหยาเอ่ยเตือน


ติงเซียงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ไม่ต้องพูดอีกแล้ว นางเข้าใจแล้ว!


ปีนไม่ไหว ปีนไม่ไหวแล้วจริงๆ!


หากออกแรงอีกเพียงนิดเดียว นางรู้สึกว่าตนเองคงหมดสติไปในทันทีแน่


ฉินเหยายิ้มอย่างจนใจ ดึงนางขึ้นรถม้า ถือโอกาสนับเงินค่าขิงส่วนหนึ่งให้นางด้วย


ติงเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รับเงินมา เก็บใส่กระเป๋าอย่างมีความสุข ขอเพียงนางไม่บอกพ่อบ้าน นี่ก็จะเป็นเงินเก็บส่วนตัวของนางแล้ว~


ฉินเหยาให้อาวั่งหยุดรถที่หลังประตูจวนติงก่อน ส่งติงเซียงและหม้อของนางกลับบ้าน ก่อนจากกันยังได้กำชับเด็กสาวที่เหนื่อยจนต้องยันกำแพงด้วยร่างกายสั่นระริกว่า


“อย่าลืมให้พวกโต้วเอ๋อร์นวดให้ด้วย ต่อไปหากว่างไม่มีอะไรทำก็ให้คนในจวนฝึกฝนเป็นเพื่อนท่านเหมือนวันนี้ ฝึกบ่อยๆเข้า คราวหน้าที่ข้ามาอีก หากท่านหลบข้าได้ครึ่งกระบวนท่า ข้าก็จะสอนกระบวนท่าใหม่ให้ท่าน”


เดิมทีติงเซียงดวงตาเหม่อลอยท่าทางเหมือนอยากตาย พอได้ยินประโยคหลังของนางที่ว่า “จะสอนกระบวนท่าใหม่ให้” ก็พลันคึกคักราวกับฉีดเลือดไก่ ตะโกนเสียงลั่น “ได้!”


ก็แค่เกมอินทรีจับลูกไก่ฉบับเข้มข้นเท่านั้นเอง ติงเซียงผู้กล้าหาญ เจ้าทำได้!


ฉินเหยาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ หันไปพูดกับอาวั่ง “คนหนุ่มสาวนี่เรี่ยวแรงช่างฟื้นตัวได้เร็วจริงๆ”


อาวั่งตอบรับทุกคำ เขาขานรับคำหนึ่งแล้วก็เงียบต่อ หันหัวรถม้ากลับ สองนายบ่าวก็บรรทุกเงินสามตะกร้าใหญ่กลับถึงบ้านในตอนบ่ายคล้อย


ยามพลบค่ำ ในลานบ้านของฉินเหยาคึกคักยิ่งนัก พวกชาวบ้านพากันมารับเงินค่าขายข้าวสาร คนที่ได้มากก็มีหลายร้อยเหวิน คนที่ได้น้อยก็ยังมีสิบกว่าเหวิน เสียงหัวเราะพูดคุยกันดังขึ้นไม่ขาดสาย


ตอนที่ 287: ศักดิ์ศรีของบุรุษผู้หนึ่ง


ส่งชาวบ้านกลับไป ปิดประตูเรือน เหลือเพียงคนในครอบครัว ฉินเหยาจึงมีเวลามาจัดการเงินที่ได้จากการขายข้าว


ร่างกายของหลิวจี้ดีขึ้นมากแล้ว เขาใช้ไม้เท้าที่เอ้อร์หลางเก็บมาให้พยุงตัวเข้ามาในห้องโถง เมื่อเห็นเงินเหรียญเต็มตะกร้าใหญ่บนพื้น ดวงตาก็เปล่งประกาย ยื่นมือหยิบเหรียญเงินขึ้นมาสองสามเหรียญแล้วโยนกลับลงไป ฟังเสียงโลหะกระทบกันอันไพเราะแล้วถามด้วยความสงสัยว่า


“เมียจ๋า พวกเราขายได้เงินเท่าใดกันรึ”


ฉินเหยาดีดลูกคิดดังเปรี๊ยะปร๊ะ “เมื่อวานขายไปหกพันจิน ในจำนวนนั้นหนึ่งพันจินเป็นของเรือนเก่า ขายราคาจินละสามสิบเหวิน รวมเป็นเงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงพอดี หักส่วนของเรือนเก่าไปสามสิบตำลึง ก็เท่ากับเข้าบัญชีหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง…”


วันนี้ขายไปกว่าห้าพันจิน หักส่วนที่ช่วยชาวบ้านขายไป เหลือสี่พันเจ็ดร้อยจินที่ล้วนเป็นของบ้านพวกนางเอง


ราคาขายวันนี้คือจินละยี่สิบห้าเหวินจึงมีเงินเข้าบัญชีหนึ่งร้อยสิบเจ็ดตำลึงกับอีกห้าเฉียน รวมการขายทั้งสองครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้นสองร้อยหกสิบเจ็ดตำลึงกับห้าเฉียน!


หลิวจี้จ้องมองลูกคิดในมือฉินเหยา เมื่อเห็นตัวเลขสุดท้ายก็ยิ้มจนปากแทบฉีก


ตอนนั้นต้นทุนเพียงสามสิบกว่าตำลึง กำไรล้วนๆสองร้อยสามสิบกว่าตำลึง


“เมียจ๋า เจ้าช่างเป็นเทพเซียนโดยแท้ เรื่องเช่นนี้เจ้ายังคาดการณ์ล่วงหน้าได้ สมควรแล้วที่บ้านเราจะร่ำรวย!” หลิวจี้ยกนิ้วโป้งชมเชย


ฉินเหยาหันไปมองเขาแล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า “วันนี้ทบทวนตำราแล้วหรือยัง แบบฝึกหัดจำลองทำเสร็จแล้วรึ สี่ตำราห้าคัมภีร์เรียนถึงไหนแล้ว”


หลิวจี้สูดลมหายใจเฮือก หันหน้าหนี ใช้ไม้เท้าพยุงตัวออกจากห้องโถงกลับเข้าห้องไปเงียบๆ


ได้ยินเพียงเสียงประตูปิดดังปังอย่างแรง จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝนหมึกดังสวบสาบมาจากข้างใน


ฉินเหยาแค่นเสียงครั้งหนึ่ง หันมายิ้มพลางบอกให้พวกเอ้อร์หลางไปเอาเชือกมา ร้อยเหรียญเงินกัน


คู่แฝดดีใจแทบบ้า งานนี้พวกเขาชอบทำเป็นพิเศษ!


เก้าอี้เตี้ยสี่ตัวถูกวางเรียงหน้าตะกร้า ซื่อเหนียงเพิ่งนั่งลงก็รีบหยิบเชือกขึ้นมาถามอย่างใจร้อน “ท่านแม่ ข้าต้องร้อยพวงละกี่เหรียญเจ้าคะ”


ฉินเหยาสั่งการ “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ร้อยพวงละร้อยเหรียญ พอร้อยเสร็จแล้วให้ซานหลางกับซื่อเหนียงนำสิบพวงมาร้อยรวมกันเป็นหนึ่งพวงใหญ่”


เด็กเล็กสองคนนับเลขได้ไม่เกินห้าสิบ มิฉะนั้นจะต้องสับสนแน่ ดังนั้นการให้พวกเขาร้อยเป็นพวงใหญ่จึงเหมาะสมที่สุด


ฉินเหยาโบกมือ สี่พี่น้องก็ลงมือทันที เริ่มทำงานร้อยเหรียญอันซ้ำซาก ‘น่าเบื่อหน่าย’ นี้


แต่ว่าตอนแรกต้องร้อยพวงละร้อยเหรียญก่อน ซานหลางกับซื่อเหนียงจึงไม่มีอะไรให้ทำเลย ได้แต่เร่งอย่างร้อนใจ “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านเร็วหน่อยสิ”


เอ้อร์หลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “จะเร่งได้อย่างไร หากนับผิดก็ต้องเริ่มใหม่หมด โอ๊ย อย่าเพิ่งชวนข้าคุย นี่ข้านับถึงไหนแล้วเนี่ย”


ฉินเหยาเตือน “ห้าสิบแปด”


เอ้อร์หลางมองนางอย่างขอบคุณ รีบก้มหน้านับต่อ


ต้าหลางมีความอดทนมากกว่า เขาแบ่งเหรียญเงินใส่ตะกร้าเล็กให้คู่แฝด ให้ทั้งสองนับกองละสิบเหรียญวางไว้บนโต๊ะ เช่นนี้พวกเขาก็จะร้อยพวงละร้อยเหรียญได้เร็วขึ้น คู่แฝดเองก็จะได้มีส่วนร่วมด้วย


ฉินเหยาชม “ต้าหลาง วิธีนี้ของเจ้ายอดเยี่ยมมาก”


เด็กหนุ่มเขินอายจนใบหูแดงก่ำ


ร้อยเงินเสร็จ อาหารเย็นของอาวั่งก็ทำเสร็จแล้วเช่นกัน


วันนี้กินอาหารค่อนข้างจืดชืด แต่ก็ขาดอาหารประเภทเนื้อไม่ได้


แผงขายเนื้อหมูในเมืองไม่ตั้งแผงแล้ว ไม่มีเนื้อสดให้กิน โชคดีที่เดือนสิบสองของเมื่อปีก่อนรมควันเนื้อหมักเกลือไว้มาก ตอนนี้ยังเหลืออยู่นิดหน่อย นานๆกินทีก็พอให้ได้หายอยาก


นับตั้งแต่บอกความจริงเกี่ยวกับฐานะของตนกับฉินเหยาแล้ว ตอนนี้อาวั่งก็นั่งเก้าอี้เตี้ยที่โต๊ะอาหาร ร่วมกินข้าวกับครอบครัวฉินเหยาแล้ว


เพียงแต่เขานั่งห่างออกไปเล็กน้อย กินข้าวเร็วมาก ทุกครั้งที่เห็นคนแรกวางชามและตะเกียบลง เขาก็จะวางลงทันทีแล้วลุกขึ้นเก็บกวาด


ทีแรก พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ผลัดเวรกันทำงานบ้านยังไม่ค่อยชิน แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็มีเวลาไปทำเรื่องของตัวเองมากขึ้น อ่านหนังสือ ฝึกเขียนหนังสือ หรือออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ


ตอนนี้จินฮวาอิจฉาซื่อเหนียงเป็นพิเศษ ไม่เพียงได้ออกมาเล่น ยังไม่ต้องช่วยทำงานบ้านด้วย วันหนึ่งพอกลับถึงบ้านก็พูดกับหลิวจ้งผู้เป็นบิดาว่า


“ท่านพ่อ ท่านก็ไปรับคนจากในเมืองมาทำงานให้บ้านเราเหมือนท่านอาสามสิ”


ไม่ผิดคาด ก้นลายเป็นตุ๊กแก


เอ้อร์หลางกำลังเล่าเรื่องนี้ให้บิดามารดาฟังอย่างขบขันก็พลันได้ยินเสียงตะโกนอย่างยินดีของซุ่นจื่อดังมาจากนอกเรือนว่า “พี่สาม อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง”


หลิวจี้ซึ่งนั่งอยู่ในห้องกำลังถูกบังคับให้อ่านหนังสือรีบพรวดพราดออกมาจากประตูห้องแล้วถามด้วยความสงสัย “ซุ่นจื่อ? เจ้ามาทำอะไรรึ”


ซุ่นจื่อส่งยิ้มทักทายฉินเหยาและคนอื่นๆในห้องโถงก่อน จากนั้นก็ชี้ไปที่ห้องของหลิวจี้ เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าก็เดินยิ้มร่าเข้าไปหาหลิวจี้ ประคองเขาเข้าห้องไปด้วยท่าทีเอาอกเอาใจอย่างยิ่ง


“พี่สาม ดูท่าอาการของท่านดีขึ้นมากแล้ว สามารถลงจากเตียงเดินเหินได้แล้ว ท่านอย่าว่าไป ยาขี้ผึ้งที่ท่านหมอจินให้มานั้นดีจริงๆ พี่สามท่านดูสิ รอยฟกช้ำบนใบหน้าท่านหายหมดแล้ว กลับมาเป็นพี่สามผู้สง่างาม เจ้าสำราญ หล่อเหลาหาใดเปรียบของข้าแล้ว…”


หลิวจี้ฟังคำพูดเหล่านี้ของซุ่นจื่อ ในใจก็รู้สึกยินดี แต่เพราะทั้งสอง ‘รสนิยมตรงกัน’ เกินไป เพิ่งจะนั่งลงก็พิงหัวเตียงกอด.อกหัวเราะเยาะถามว่า


“พูดมาเถิด มีเรื่องอันใดอยากจะขอร้องข้า”


ถามพลางชำเลืองมองไปนอกประตู ไม่เห็นฉินเหยาเดินมาก็เดาได้ว่าซุ่นจื่อมาครั้งนี้ต้องได้รับคำสั่งจากนางเป็นแน่


ซุ่นจื่อพูดตรงไปตรงมา เขาเอ่ยถามพลางหัวเราะแห้งๆ “พี่สาม ท่านจะกลับสำนักศึกษาเมื่อใดหรือ”


หลิวจี้เองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ต้องรอให้เรื่องผู้อพยพจัดการเรียบร้อยก่อน ประตูเมืองจึงจะเปิด


“คาดว่าคงต้องรออีกกว่าครึ่งเดือนกระมัง” ไม่ได้กลับสำนักศึกษาเสียนาน เขาเองก็คิดถึงอยู่บ้าง อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีสายตาของฉินเหยาคอยจับจ้องตลอดเวลา เขายังพอได้หายใจหายคออยู่บ้าง


ไม่เหมือนอยู่ที่บ้าน เผลอหน่อยก็ยั่วโมโหนาง ถูกด่าทอยังเป็นเรื่องเล็ก ถูกตีนี่สิถึงตายจริง


ซุ่นจื่อมองหัวใจโลดแล่นที่ยังเก็บไม่มิดของหลิวจี้ก็ส่งเสียงจึ๊จ๊ะสองคราพลางถอนใจ “พี่สาม มีภรรยาอย่างผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านก็ควรรู้จักพอใจได้แล้ว”


ตอนนี้ในหมู่บ้านละแวกนี้ ขอเพียงรู้เรื่องราวแต่ก่อนของบ้านหลิวจี้ ใครบ้างไม่นึกอิจฉาที่เขาได้เกาะภรรยากินเช่นนี้?


หลิวจี้แค่นเสียง “ตอนนี้เจ้าเป็นลูกสมุนของนางแล้ว อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าในใจเจ้าไม่มีพี่สามอย่างข้าแล้ว มีเรื่องอันใดก็รีบพูดมา ข้าขี้เกียจจะพูดกับคนทรยศอย่างเจ้า!”


ซุ่นจื่อนั่งตัวตรง “พี่สาม ที่โรงงานจะเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือ แต่ยังขาดอาจารย์อยู่คนหนึ่ง ข้าคิดดูแล้ว พี่สามท่านก็อยู่บ้านพอดี ทั้งยังเป็นนักเรียนของสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง นี่ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก…”


ยังไม่ทันสิ้นเสียง หลิวจี้ก็โบกมือปฏิเสธสามครั้งติดกัน “ไม่ไป ไม่คิด อย่าเรียกข้า!”


ที่แท้ก็มาเกณฑ์แรงงานให้ฉินเหยาหญิงชั่วร้ายนี่เอง เขาไม่ไปเป็นแรงงานเปล่าหรอก


ซุ่นจื่อ “…”


“ท่านฟังข้าพูดให้จบก่อนสิ…”


หลิวจี้ “เจ้าคนทรยศ!”


ซุ่นจื่อถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วล้วงถุงผ้าออกมาจากอกเสื้อ เมื่อถือไว้ในมือก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวาน ยังไม่ทันที่เขาจะวางลง หลิวจี้ก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปฉวยถุงผ้าไปอย่างรวดเร็ว


เปิดออกดู เป็นพวงเหรียญเงินหนึ่งพวง หนึ่งร้อยเหวินพอดี


หลิวจี้ตื่นเต้นจนคว้ามือซุ่นจื่อไว้ “ซุ่นจื่อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าสำหรับบุรุษที่สิ้นไร้ไม้ตอกแล้ว เงินหนึ่งร้อยเหวินนี้มีความหมายว่าอะไร”


ซุ่นจื่อตกใจกับท่าทีของเขาเล็กน้อย “มี มีความหมายว่าอะไรหรือ”


หลิวจี้ผุดลุกขึ้นยืนบนเตียงพลางจูบถุงเงินไปสองฟอดใหญ่ “นี่ก็คือศักดิ์ศรีของบุรุษผู้หนึ่ง!”


ตอนที่ 288: อักษรหลิวตัวหนึ่ง


ซุ่นจื่อมองหลิวจี้กอดถุงเงินเดินไปเดินมาบนเตียงก็พลันรู้สึกว่าการเกาะภรรยากินของหลิวจี้นั้นดูไม่ค่อยน่าอิจฉาถึงเพียงนั้นแล้ว


แค่เงินเพียงหนึ่งร้อยเหวินเท่านั้นกลับผูกโยงเข้ากับศักดิ์ศรีของบุรุษได้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าปกติแล้วพี่สามของเขาใช้ชีวิตเช่นไรกันแน่


แต่แค่เขาตอบตกลงก็พอแล้ว


ซุ่นจื่อถาม “พี่สาม ท่านดูว่าสะดวกเมื่อใด ทางโรงงานตอนนี้ค่อนข้างเร่งด่วน”


หลิวจี้กุมถุงเงินไว้ นั่งขัดสมาธิลง ถามซุ่นจื่อว่ามีนักเรียนกี่คน


ซุ่นจื่อตอบ “พวกเรามาเรียนด้วยความสมัครใจ ผู้ใดไม่อยากเรียนก็ไม่บังคับ ผู้ที่อยากเรียนเพียงจ่ายค่าเล่าเรียนห้าเหวินก็พอแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงมีอยู่ยี่สิบคน พี่สามท่านเป็นอาจารย์ ค่าเล่าเรียนนี้ล้วนมอบให้ท่านทั้งหมด”


กล่าวคือ ยิ่งมีคนมาเข้าเรียนมากเท่าใด เงินที่หลิวจี้จะได้รับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


เมื่อคิดถึงข้อนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง “ค่าเล่าเรียนแค่ห้าเหวิน เรื่องดีเช่นนี้กลับมีคนไม่อยากเรียนอีกรึ”


ซุ่นจื่อเองก็จนปัญญา ความจนก็เป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่คนจะจน ใจยังจนอีกด้วย


แต่หากเป็นเมื่อก่อน เขาเองก็คงเป็นคนที่ใจจนเช่นนั้นเหมือนกัน


ซุ่นจื่อกล่าวอย่างชื่นชม “ความคิดนี้ผู้จัดการใหญ่ฉินเป็นผู้เสนอขึ้นมา นางบอกว่าต่อไปการค้าจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นคนไม่รู้หนังสือต่อไปไม่ได้ ต้องเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือ สอนให้ทุกคนอ่านออกเขียนได้แล้วเรียนการคำนวณขั้นพื้นฐานบ้าง ต่อไปออกนอกบ้านจะได้ไม่กลัวถูกหลอก”


หลิวจี้เห็นสายตาเปี่ยมด้วยความเทิดทูนยามที่เขาเอ่ยถึงฉินเหยาก็นึกอยากจะแค่นเสียงใส่เขาทีหนึ่ง แต่ในใจกลับบังเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างประหลาดอันยากจะบรรยายราวกับตนเองได้รับเกียรตินั้นด้วย


“เอาเถอะ ก็รับเงินมาทำงานนี่นา ข้าจะเตรียมตัวสักหน่อย มะรืนนี้พวกเราก็เริ่มเรียนกันเลย” หลิวจี้เก็บถุงเงินให้ดีพลางโบกมือเป็นสัญญาณให้ซุ่นจื่อกลับไปได้แล้ว


ซุ่นจื่อกลัวว่าเขาจะทำตัวเหลาะแหละไม่ใส่ใจจึงกำชับซ้ำๆว่า “พี่สาม ท่านอย่าลืมเสียล่ะ!”


ได้ยินคำตอบอย่างไม่สบอารมณ์ของหลิวจี้ว่า “รู้แล้วน่า!” จึงค่อยจากไป


พวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบวิ่งเข้ามาในห้องของท่านพ่อพลางถามหลิวจี้ด้วยความสงสัย “ท่านพ่อ ท่านจะไปเป็นอาจารย์ที่โรงงานหรือ”


“ใช่แล้ว มีอะไรรึ” หลิวจี้เห็นสีหน้ากังขาของสี่พี่น้องก็ปัดเสื้อผ้าทำท่าทีไม่ยี่หระ “พ่อของพวกเจ้าน่ะ อย่างไรเสียก็เป็นถึงถงเซิง พวกเจ้าเองข้าก็เป็นคนสอนมิใช่รึ”


พี่น้องทั้งสี่สบตากันรู้สึกเพียงว่าท่านพ่อที่อยู่ตรงหน้าดูแปลกตาไปบ้าง…เขาถึงกับทำเรื่องเป็นโล้เป็นพายได้แล้ว!


เอ้อร์หลางเอ่ยเตือน “ท่านพ่อ ท่านหาเงินเองได้แล้ว”


หลิวจี้ที่นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ก้มมองเสื้อผ้าส่วนที่นูนออกมา ข้างในคือถุงเงินที่บรรจุเงินหนึ่งร้อยเหวิน


เขานึกย้อนถึงอดีตพลันพบว่าหากเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต้มตุ๋นเหล่านั้นไม่นับเป็นความสามารถของเขา นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาหาเงินมาได้ด้วยความสามารถของตนเองจริงๆ!


หลิวจี้สูดหายใจลึกแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างของฉินเหยาที่มองมาจากหน้าประตูพอดี


นางมองเขาอย่างสงบนิ่ง ในแววตาไม่มีความดูแคลนหรือเร่งรัดใดๆราวกับเพียงมองคนผู้หนึ่ง


หลิวจี้ยอมรับ ความรู้สึกเช่นนี้นั้นดีมาก ทำเอาเขารู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย


“ฉวยโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืด ข้าจะไปดูการเติบโตของแตงโมที่แปลงสักหน่อย เจ้าเองก็เตรียมตัวเถอะ”


ฉินเหยาเตือนเขา “คนที่โรงงานล้วนอายุมากแล้ว การสอนผู้ใหญ่ไม่เหมือนสอนเด็ก ผู้ใหญ่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีสูง ตอนแรกอย่าเพิ่งสอนยากเกินไป ค่อยเป็นค่อยไปจะดีที่สุด”


หลิวจี้พยักหน้าหนักๆ “อืมๆ! ข้าจะเริ่มเตรียมตัวเดี๋ยวนี้!”


หลังจากมองส่งฉินเหยาถือเคียวออกจากประตูไป หลิวจี้ก็รีบเรียกเด็กชายหญิงสี่คนที่อยู่ตรงหน้าซึ่งอยากจะตามออกไปเล่นไว้


“นั่งลง นั่งลง เราพ่อลูกมาลองปรึกษากันดูว่าจะสอนคนเหล่านี้ให้อ่านเขียนได้อย่างไร…”


ต้าหลางกับซื่อเหนียงยังพอว่า พวกเขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจดี อีกทั้งซื่อเหนียงยังรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์มีเสียงอย่างมาก นางเป็นถึงอาจารย์ของจินฮวาเชียวนะ!


เอ้อร์หลางกับซานหลางยืนอยู่ข้างประตู ฟังเสียงเรียกของจินเป่าที่ดังมาจากในหมู่บ้านก็มองตามจนคอแทบเคล็ด


สุดท้าย หลิวจี้ต้องให้เหรียญเงินไปคนละสองเหรียญจึงจะรั้งสองพี่น้องไว้ได้อย่างยากลำบาก


เหรียญเงินเหรียญเดียว ตอนนี้ไม่อาจล่อใจเอ้อร์หลางผู้กุมอำนาจทางการเงินของพี่ชายและน้องสาวไว้ได้อีกแล้ว


สมองเด็กๆนี้ใช้การได้ดีจริงๆ อย่าเห็นว่าสี่พี่น้องอายุยังน้อย แต่ข้อเสนอแนะและความคิดที่พวกเขานำเสนอล้วนใช้การได้จริง


ซื่อเหนียงกล่าว “ต้องให้กำลังใจนักเรียน ให้ความมั่นใจแก่พวกเขา ห้ามด่า ห้ามตี”


ซานหลางกล่าว “ข้าชอบเรียนสิ่งที่ข้าชอบ อาจารย์เฉิงชอบเล่านิทาน ข้าชอบมาก”


อาจารย์ติงอีกท่านหนึ่งชอบเล่าประวัติศาสตร์ให้พวกเขาฟัง เรื่องนี้น่าเบื่อมาก เขาไม่อยากฟังเลย


ต้าหลางกับซานหลางเห็นพ้องกัน เสนอว่าให้เริ่มเรียนจากสิ่งรอบตัว เรียนสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ สนใจจึงจะยืนหยัดต่อไปได้ ไม่ล้มเลิกกลางคันง่ายๆ


แต่เอ้อร์หลางกลับรู้สึกว่าพี่ใหญ่คิดมากเกินไปในข้อนี้ “จ่ายเงินไปแล้วตั้งห้าเหวินนะ! ไม่อยากเรียนก็ต้องบังคับตัวเองให้เรียนสิ มิฉะนั้นเงินก็สูญเปล่าไปไม่ใช่รึ”


หลิวจี้รู้สึกว่ามีเหตุผลอย่างยิ่ง พลันเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดการสอนหนังสือที่ไม่ต้องเก็บค่าเล่าเรียนก็ได้กลับต้องเก็บเงินค่าสอนถึงห้าเหวิน


เมื่อมีต้นทุนจมเช่นห้าเหวินนี้อยู่ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนให้คุ้มทุนก่อนจึงจะยอมเลิก


“พอแล้ว พวกเจ้าไปเล่นเถอะ” หลิวจี้โบกมือ เป็นสัญญาณว่าพี่น้องทั้งสี่ออกไปได้แล้ว


เขามีแนวคิดแล้ว ตอนนี้ต้องเตรียมเนื้อหาสำหรับการสอนในวันมะรืน เด็กๆส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ข้างหูทำให้รู้สึกหนวกหูยิ่งนัก


เอ้อร์หลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่บิดา ใช้เสร็จก็โยนทิ้ง พูดถึงเขานั่นแหละ!


น่าเสียดาย เพิ่งจะเตรียมตัวออกไปข้างนอกอย่างลิงโลด ฉินเหยาก็กลับมาจากริมนาพอดีแล้วไล่พี่น้องทั้งสี่กลับเข้าบ้านไปอีกครั้ง


ฉินเหยาชี้ไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย “นี่มันยามใดแล้ว รีบไปอาบน้ำนอน!”


ไหล่ของพี่น้องทั้งสี่ลู่ลงพร้อมกัน “เฮ้อ~”


อาวั่งเตรียมน้ำไว้พร้อมแล้ว มุมปากฉินเหยายกขึ้น วางดอกแตงโมที่เด็ดกลับมาจากแปลงลง ไปล้างหน้าล้างตาดีกว่า


แตงโมออกดอกได้ก็ย่อมติดผลได้ การปลูกแตงโมมาถึงขั้นนี้ ถือว่ายังคงประสบความสำเร็จ


ชั่วพริบตาก็ถึงเวลาเปิดเรียนชั้นเรียนสอนหนังสือของโรงงาน


เนื่องจากตอนกลางวันคนงานล้วนทำงาน เวลาเปิดเรียนของชั้นเรียนสอนหนังสือจึงจัดไว้ในช่วงเย็นหลังเลิกงาน


หน้าร้อนฟ้ามืดช้า วันหนึ่งเรียนหนึ่งคาบ คาบละครึ่งชั่วยาม เวลาที่เหลือเดินทางกลับบ้าน ก็จะสามารถกลับถึงบ้านก่อนฟ้ามืดได้


ชั้นเรียนสอนหนังสือเป็นเรื่องใหม่ ในตอนเย็นของวันเปิดเรียนจึงมีนักเรียนมาครบยี่สิบคน


หลิวจี้อุ้มแผ่นไม้แผ่นหนึ่งเดินเข้าไปในโรงผลิตที่จัดไว้สำหรับตั้งเป็นชั้นเรียนโดยเฉพาะ พอช้อนตาขึ้นมอง เอาล่ะสิ ทั้งหมู่บ้านมามุงดูกันหมดแล้ว!


เท้าพลันพลิก เฉียดจะล้มหน้าคว่ำคะมำหงายอยู่ตรงนั้น


ฉินเหยากอดอก ยืนอยู่กลางฝูงชนพร้อมกับพวกเด็กๆ มองทะลุถึงท่าทีแสร้งทำเป็นใจเย็นของคนบางคน มุมปากจึงยกขึ้นเล็กน้อย


หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลาย เดินไปหยุดอยู่หน้ากลุ่มนักเรียนที่ปกติเขาจะเรียกว่าท่านลุงท่านป้าด้วยสีหน้าจริงจัง วางแผ่นไม้ในมือลงแล้วหยิบฟืนที่เผาจนดำท่อนหนึ่งขึ้นมา เขียนอักษร [หลิว] ตัวหนึ่งลงไป


“นี่คืออักษรหลิว อักษรหลิวของหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเรา หลิวของช่างไม้หลิว หลิวของข้าหลิวจี้และหลิวของเขาหลิวต้าหนิว…”


นักเรียนกลุ่มแรกที่ลงชื่อล้วนเป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว พอหลิวจี้เอ่ยอักษรหลิวนี้ออกมา เหล่าท่านลุงท่านป้าก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที


ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวที่มามุงดูรอบๆ ก็.อดที่จะเงียบเสียงลงไม่ได้ ตั้งใจฟังหลิวจี้เล่าว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขานั้นมีที่มาอย่างไร


ตอนที่ 289: เหตุใดสำนักศึกษาถึงยังไม่เปิดเรียนเสียที


“กาลครั้งหนึ่งเมื่อห้าร้อยปีก่อน อดีตราชวงศ์เกิดกบฏเจ็ดอ๋อง ณ สถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่งในแคว้น มีคู่สามีภรรยาแซ่หลิวคู่หนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อหลบหนีภัยสงครามจึงจำต้องฝ่าฝืนคำสั่งเสียของบรรพบุรุษ แล้วเปิดใช้งานสมบัติลับประจำตระกูล ‘กระจกหลิวหลี’ นำพาผู้คนทั้งตระกูลก้าวเข้าสู่เขตแดนในกระจก แสวงหาสถานที่พักพิงอันสงบสุขในโลกหล้าอันกว้างใหญ่…”


ฉินเหยาก้มหน้าถามเหล่าลูกๆ “เรื่องนี้พ่อของพวกเจ้าแต่งขึ้นเองรึ”


ซื่อเหนียงเกาหลังมือ จะว่าอย่างไรดีเล่า… “ก็มิใช่ว่าแต่งขึ้นเองเสียทั้งหมด ยังมีบางส่วนที่ท่านปู่เล่าให้ฟังเจ้าค่ะ”


พ่อของนางเพียงแค่ใส่ความเข้าใจของตนเองลงไปเล็กน้อยเท่านั้น


ฉินเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้ว ก็คือการดัดแปลงและแต่งเรื่องเหนือจริงขึ้นจากเหตุการณ์จริงนั่นเอง


ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านล้วนชอบฟังนิทานเช่นนี้ เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามโดยไม่รู้ตัว


นิทานเล่าถึงคู่สามีภรรยากระจกหลิวหลีนำพาผู้คนในตระกูลตามหาดินแดนของบรรพบุรุษ ซึ่งก็คือ ณ หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่ในหมู่บ้านกลับมีอสูรคอยปกปักษ์อยู่ เพื่อแย่งชิงดินแดนบรรพบุรุษกลับคืนมาผู้คนตระกูลหลิวกำลังเตรียมจะเปิดศึกใหญ่กับอสูรตนนั้น


ชาวบ้านต่างกลั้นหายใจรอคอย ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดกำลังจะมาถึงแล้ว


แต่ทว่า…


หลิวจี้เคาะไม้ฟืนดังป็อกๆสองครั้ง “ได้เวลาแล้ว ตอนนี้พวกเรามาทบทวนตัวอักษร หลิว อู่ ชี จู่ เชียน และจวี ที่เรียนในวันนี้กัน”


หลังจากทบทวนอักษรทั้งหมดครบหนึ่งรอบแล้ว “บทเรียนสำหรับวันนี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เลิกเรียนได้”


พูดจบก็เก็บแผ่นไม้และไม้ฟืน จากไปอย่างสง่างาม


ผู้คนจึงเพิ่งจะรู้ตัวว่า บทเรียนของวันนี้สิ้นสุดลงเร็วถึงเพียงนี้


มิหนำซ้ำนิทานยังหยุดลงกะทันหันในช่วงที่กำลังเข้มข้น ช่างทรมานใจราวกับมีอะไรมาข่วนตับไตไส้พุงเสียจริง


“ท่านแม่ ข้าอยากมาเรียนที่นี่! ข้ายังอยากฟังท่านอาจารย์เล่านิทานเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเรากับกระจกหลิวหลีอยู่!”


ไม่รู้ว่าเป็นเด็กบ้านไหนที่เปิดปากพูดก่อน เย็นวันนั้นบ้านทุกหลังในหมู่บ้านต่างก็คึกคักขึ้นมา


มีทั้งเด็กร้องไห้ลงไปนอนดิ้นกับพื้น มีทั้งปีนขึ้นไปรื้อกระเบื้องหลังคาบ้าน ทั้งยังมีที่ประท้วงหนีออกจากบ้านมานั่งยองๆอยู่หน้าประตูบ้านของฉินเหยา มีหลากหลายรูปแบบ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก


หลิวจี้ปิดประตูใหญ่ของบ้าน นั่งโบกพัดสานอยู่ในลานบ้านอย่างใจเย็น ฟังเสียงเรียกร้องอยากจะมาเข้าชั้นเรียนสอนหนังสือ ในใจก็เริ่มคิดคำนวณแล้ว


นักเรียนหนึ่งคนได้ห้าเหวิน สิบคนได้ห้าสิบเหวิน หนึ่งร้อยคนก็ได้ห้าร้อยเหวิน…


ในห้องโถง พวกต้าหลางสี่พี่น้องกำลังเกาะอยู่หน้าโต๊ะ ต่อรองกับฉินเหยา


เอ้อร์หลางเอ่ย “ท่านแม่ มิสู้เราไปเปิดโรงน้ำชาเล่านิทานในเมืองดีหรือไม่ ให้ท่านพ่อเล่านิทาน พวกเราขายน้ำชา รับรองว่าได้กำไรแน่นอน!”


อีกสามคนที่เหลือก็พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่าเอ้อร์หลางได้เกลี้ยกล่อมสามคนนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ละคนต่างก็ตาลุกวาวเพราะเรื่องเงินๆทองๆ


ฉินเหยาเป่าระเบียบปฏิบัติสิบข้อสำหรับขบวนรถม้าที่เพิ่งเขียนเสร็จในมือ เมื่อได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา สบเข้ากับใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นของลูกทั้งสี่คน


คิ้วนางขมวดมุ่น “ตำราน่ะไม่เรียนแล้วหรือ วรยุทธ์ไม่ฝึกแล้ว? ชื่อเสียงเกียรติยศก็ไม่สอบชิงแล้วรึ”


เหตุใดสำนักศึกษาถึงยังไม่เปิดเรียนเสียทีนะ


หากยังไม่เปิดเรียนอีก จิตใจของทั้งผู้ใหญ่และเด็กในบ้านนี้คงได้ลอยขึ้นฟ้าไปหมด!


สุดท้ายพี่น้องทั้งสี่คนก็ต้องล้มเลิกความคิดที่จะเปิดโรงน้ำชากลับไปทบทวนตำราอย่างเชื่อฟัง


เพราะอย่างไรเสีย ภารกิจหลักของพวกเขาในตอนนี้คือการเรียนหนังสือ มิใช่การคิดวิธีหาเงิน


ส่วนทางด้านชั้นเรียนสอนหนังสือ หลังจากบทเรียนแรกของหลิวจี้ได้ทิ้งปมนิทานอันน่าสงสัยไว้ วันต่อมาจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนก็เพิ่มขึ้นจากยี่สิบคนเป็นห้าสิบคนอย่างรวดเร็ว


หลิวจี้ลูบคลำเงินสองร้อยห้าสิบเหวินในกระเป๋าราวกับสัมผัสได้ถึงตัวเลขแห่งความมั่งคั่ง เตรียมจะเขียนนิทานแนวเหนือจริงอันน่าพิศวงเพิ่มอีกสักสองสามเรื่อง เผยแพร่แนวคิดการสอนที่เน้นความสนุกสนานควบคู่การเรียนรู้เพื่อดึงดูดชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ในชั้นเรียนสอนหนังสือของตน


ในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่หลิวจี้อดหลับอดนอนจนผมร่วงเพื่อแต่งนิทานนั้น ฉินเหยาก็ได้นำขบวนขนส่งฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นเป็นเวลาห้าวันจนเสร็จสิ้นแล้ว


บัดนี้ทุกอย่างพร้อมสรรพ ทางด้านพ่อค้าไม้ก็ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว ขบวนรถม้ากำลังจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑล


เนื่องจากเป็นครั้งแรก คนส่วนใหญ่ในขบวนรถม้าล้วนไม่เคยออกจากอำเภอมาก่อน เที่ยวแรกนี้ฉินเหยาจึงต้องเป็นผู้นำด้วยตนเอง


พอฉินเหยากลับถึงบ้าน ซื่อเหนียงก็วิ่งเข้ามากอดนางไว้แน่น “ท่านแม่ ให้ซื่อเหนียงไปเมืองหลวงของมณฑลเป็นเพื่อนท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ”


ฉินเหยาลูบศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วดึงนางออกจากเอว จูงมือไปยังสวนหลังบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ “เจ้าจะไปเมืองหลวงของมณฑลทำไม”


ซื่อเหนียงยื่นมือออกไป “ท่านแม่ส่งเสื้อผ้ามาให้ข้า ข้าช่วยท่านแม่ถือได้ ข้าถือได้เยอะมาก!”


ฉินเหยาทำตามใจนาง เลือกเสื้อตัวสั้นส่งให้สองตัว ซื่อเหนียงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “ท่านแม่ ข้ามิได้จะทำสิ่งใด เพียงแค่อยากอยู่กับท่านแม่เท่านั้น”


สองแม่ลูกอุ้มเสื้อผ้ากลับไปที่ห้องนอนเด็ก เสื้อผ้าแห้งล้วนเป็นของพี่น้องทั้งสี่คน ช่วงนี้ไม่ต้องไปสำนักศึกษา ท่านพ่อกับท่านแม่ต่างก็ยุ่งอยู่กับเรื่องของตน พวกเขาจึงเรียกอาวั่งให้พาไปวิ่งเล่นทั่วภูเขาและทุ่งหญ้า หากบังเอิญหกล้มเข้า วันหนึ่งอาจเปลี่ยนเสื้อผ้าถึงสองชุด


โชคดีที่ตอนนี้มีอาวั่งช่วยซักผ้า มิฉะนั้นหลิวจี้คงจับเด็กทั้งสี่คนมาตีก้นคนละทีไปแล้ว


ฉินเหยาสอนซื่อเหนียงให้พับผ้า รู้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยไม่อยากให้ตนจากไปจึงปลอบนางว่า “แม่ไปเพียงไม่กี่วัน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นจะซื้อของเล่นสนุกๆมาฝากพวกเจ้า”


ซื่อเหนียงส่ายหน้า นางไม่ต้องการของเล่นสนุกๆ ศีรษะเล็กๆเอนเข้ามา “ท่านแม่ คืนนี้ข้านอนกับท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ”


คนในบ้านต่างแยกกันนอน ก่อนหน้านี้ตอนไปเมืองหลวงของมณฑล เพื่อประหยัดเงินทุกคนจึงนอนห้องเดียวกัน ซื่อเหนียงนอนบนเตียงกับฉินเหยามาโดยตลอด ความรู้สึกนั้นเด็กหญิงตัวน้อยบอกไม่ถูก แต่รู้สึกอุ่นใจและพอใจมาก


น่าเสียดายพอกลับมาถึงบ้านก็ต้องแยกกันนอนอีก


ซื่อเหนียงกางนิ้วน้อยๆนับอย่างจริงจัง “ท่านแม่ไม่ได้นอนกับข้ามาครึ่งเดือนแล้วนะเจ้าคะ” น้ำเสียงนั้นแฝงความน้อยใจ


ฉินเหยานึกว่าเรื่องใหญ่อะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้เองจึงพยักหน้าอย่างยินดี “ย่อมได้แน่นอน”


“จริงหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงถามย้ำด้วยความประหลาดใจ ดวงตาโตราวผลองุ่นคู่หนึ่งจ้องมองนางเป็นประกายวาววับ


ฉินเหยาใจแทบละลายเมื่อถูกมองเช่นนั้น นางวางเสื้อผ้าที่พับเสร็จในมือลงแล้วอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาทันที “ไปกันเถอะ อากาศร้อนแล้ว พวกเราไปปูเสื่อเย็นกัน คืนนี้นอนด้วยกันจะได้ไม่ร้อน”


“เจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงรีบกอดคอนางไว้แน่น สองแม่ลูกเดินผ่านลานบ้าน ซื่อเหนียงก็ทำหน้าทะเล้นใส่พี่ชายทั้งสามคนที่กำลังช่วยท่านพ่อคิดแนวคิดสำหรับนิทานใหม่อย่างผู้มีชัย


ต้าหลางยิ้มอย่างอ่อนโยน เอ้อร์หลางเชิดหน้าอย่างไม่แยแส เขาไม่อิจฉาหรอกน่า!


มีเพียงซานหลางที่ทำท่าจะตามไป แต่ถูกหลิวจี้ดึงกลับมาทันทีพลางเอ็ดว่า “เจ้าเป็นเด็กผู้ชายยังจะนอนกับแม่อีก ไม่อายบ้างรึไง”


เขาเองยังไม่กล้าคิดเลย!


กดซานหลางไว้ตรงหน้า ไม่ปล่อยให้แรงบันดาลใจใดๆ หลุดลอยไปแล้วเร่งเร้าว่า “เร็วเข้า เล่าให้พ่อฟังสิว่าสองสามวันก่อนเจ้าฝันถึงอะไร”


ซานหลางเม้มปากไม่ยอมพูด หลิวจี้ก็เร่งเร้า สองพ่อลูกขัดขืนกันไปมาจนกระทั่งอาวั่งจัดสำรับอาหารเสร็จแล้วตะโกนว่า “ทานอาหารเย็นได้แล้วขอรับ!”


สองพ่อลูกจึงหยุดพฤติกรรมแง่งอนนั้นลง ล้างมือแล้วไปนั่งที่โต๊ะ แต่ละคนกินข้าวอย่างหิวโหยราวกับภูตผีอดอยากมาเกิด


ซื่อเหนียงขมวดคิ้วน้อยๆ แอบกระซิบข้างหูฉินเหยาว่า “ท่านแม่ พวกเขาไม่มีมารยาทเลย แต่ข้าไม่เป็นนะเจ้าคะ ข้าจะทานข้าวดีๆ”


เมื่อได้รับสายตาให้กำลังใจจากท่านแม่ เด็กหญิงตัวน้อยก็ยิ้มแก้มปริทันที หยิบตะเกียบขึ้นมาทานคำใหญ่ด้วยตัวเอง


หลังอาหารเย็น ฉินเหยาก็กล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะนำขบวนออกเดินทาง การเดินทางไปกลับครั้งนี้ หากราบรื่นก็น่าจะใช้เวลาประมาณสิบวันจึงจะกลับมาถึง”


นางมองไปทางอาวั่งกำชับว่า “อีกสองวันสำนักศึกษาของตระกูลจะเปิดเรียน เจ้าต้องรับผิดชอบรับส่งพวกเขาทั้งสี่คนในตอนเช้าและเย็น การฝึกยามเช้าของต้าหลางให้งดไปก่อน รอถึงวันหยุดค่อยฝึกทบทวน”


“อ้อ ใช่ ยังมีแปลงแตงโมของข้าด้วย เอาปุ๋ยคอกที่สะสมไว้ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ไปใส่เสีย รดน้ำน้อยๆสองครั้งก็พอ”


นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่แตงโมจะออกดอกจนถึงสุก ต้องให้ปุ๋ยเพียงพอ ถึงจะเติบโตได้ผลใหญ่


กำชับเสร็จแล้วก็มองไปที่หลิวจี้ “พวกผู้อพยพนอกเมือง ตอนนี้ได้รับเสบียงให้กลับถิ่นฐานจากทางราชสำนักแล้ว คงจะทยอยแยกย้ายกันไป การเข้าออกเมืองก็น่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในไม่ช้า ก่อนที่เจ้าจะกลับไปที่สำนักศึกษา อย่าลืมยกระดับความรู้พื้นฐานของคนในชั้นเรียนสอนหนังสือให้ข้าด้วย”


ส่วนเรื่องอื่นๆก็ไม่มีอะไรต้องกำชับเป็นพิเศษแล้ว ทางโรงงานนางได้จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยดีแล้ว แค่ดูแลให้โรงงานผลิตได้อย่างมั่นคงก็พอ


ตอนที่ 290: นำขบวนออกเดินทาง


อาวั่งรับคำทุกอย่าง


หลิวจี้และลูกๆ ต่างก็บอกให้ฉินเหยาวางใจ อย่าได้กังวลเรื่องพวกเขา


ฉินเหยาจ้องมองหลิวจี้ซึ่งแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่กังวลเรื่องพวกเขา ข้ากังวลเรื่องเจ้าต่างหาก อย่าก่อเรื่องให้ข้า มิเช่นนั้นพอกลับมา มารดาผู้นี้จะจัดการเจ้าให้ตายเสีย!”


คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ว่ากันว่าความห่างไกลสร้างความ.งดงาม ยามนี้เข้าอำเภอไม่ได้ สำนักศึกษาก็มิเปิด หลิวจี้เอาแต่มาป้วนเปี้ยนอยู่ตรงหน้าทุกวัน ความอดทนของฉินเหยาจึงลดต่ำลง


หลิวจี้เผยรอยยิ้มเจื่อนๆ “เมียจ๋า เจ้าคิดมากไปแล้ว ด้วยความสามารถเพียงน้อยนิดของข้า จะไปก่อเรื่องอันใดได้ ข้าก็แค่สอนหนังสือเท่านั้นเอง”


ไม่พูดถึงเรื่องนี้ยังดี พอพูดถึงเรื่องชั้นเรียนสอนหนังสือขึ้นมา ฉินเหยาก็รู้สึกหัวเสียขึ้นมาเล็กน้อย


ชั้นเรียนสอนหนังสือที่เปิดสอนยามเย็น บัดนี้แม้แต่คนจากหมู่บ้านข้างเคียงก็ยังมา ไม่รู้ว่าเข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่ ผู้ที่มาล้วนเป็นเด็กหนุ่ม พวกเขาจับกลุ่มกันมาฟังบทเรียน พอเรียนจบก็จับกลุ่มถือคบเพลิงกลับบ้าน


แต่หลิวจี้ยังคิดจะขยายกลุ่มต่อไปอีก ฉินเหยาจึงจำต้องเตือนเขา


“ชั้นเรียนสอนหนังสือของเรานี้ เดิมทีเป็นของโรงงาน ต่อมาเด็กในหมู่บ้านเข้าร่วมก็ช่างเถิด อย่างไรก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน หากจะหยุดสอนก็ยังพออธิบายได้”


“แต่ตอนนี้เพียงเพื่อหาเงินห้าเหวิน เจ้ากลับไปนำเด็กหมู่บ้านอื่นมาด้วย ผู้ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าค่าเล่าเรียนห้าเหวินของเจ้าคือค่าคารวะอาจารย์สำหรับทั้งปี”


เรื่องนี้หากมองว่าเป็นเรื่องเล็กก็เป็นเพียงเรื่องเงินแค่ห้าเหวิน แต่หากมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ก็เข้าข่ายหลอกลวง


มิจำเป็นต้องให้ฉินเหยากล่าว หลิวจี้รู้ดีแก่ใจว่าตนกำลังทำสิ่งใด เขารีบรับประกันทันที


“เมียจ๋า เจ้าวางใจเถิด รอเจ้ากลับมาเรื่องนี้จะต้องคลี่คลายเรียบร้อยแล้วแน่นอน จริงๆนะ ข้าสาบานว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้โรงงานของเจ้าเด็ดขาด!”


ฉินเหยาจ้องมองดวงตาที่ ‘จริงใจ’ คู่นั้นของเขาอยู่ถึงครึ่งนาทีเต็ม หลิวจี้ไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย กระทั่งบีบน้ำตาออกมาได้ นางจึงค่อยถอนสายตากลับไปและปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป


อาวั่งมีประสบการณ์อย่างยิ่งว่าต้องเตรียมสิ่งใดเมื่อจะออกเดินทางจึงจัดเตรียมห่อผ้าให้ฉินเหยา ภายในบรรจุของที่นางอาจต้องใช้ จากนั้นก็หลบเลี่ยงหลิวจี้เอามายื่นให้ฉินเหยาด้วยท่าทางลับๆล่อๆ


ฉินเหยาชี้ไปยังห่อผ้าที่เล็กเท่าถุงหอมในมือของเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่จะพอใช้ทำอันใดได้”


อาวั่งเป็นคนพูดน้อย เพียงยื่นของให้นาง บอกว่ามีประโยชน์แล้วก็หันหลังไปให้อาหารม้ายามดึกแล้ว


เหล่าหวงที่บ้านนั้น นับตั้งแต่อาวั่งมา ร่องรอยแผลเป็นและขี้เรื้อนตามตัวก็หายไปจนหมดสิ้น บัดนี้แผงคอได้รับการดูแลจนเป็นมันเงางาม เมื่อจูงออกมาก็เป็นม้าชราพันธุ์ดีตัวหนึ่ง


ครั้งนี้ฉินเหยาไม่ขับรถม้า ตัวรถม้าบรรทุกไม้ไม่ได้นางจึงตั้งใจจะขี่ม้านำขบวน เผื่อว่าต้องส่งข่าวสาร ซื้อของ หรือทำสิ่งใด การมีม้าที่คล่องแคล่วสักตัวย่อมสะดวกกว่า


ฉินเหยาถือห่อผ้าเล็กๆที่อาวั่งมอบให้กลับมาที่ห้อง ซื่อเหนียงก็เปลี่ยนมาใส่เอี๊ยมกับกางเกงตัวน้อยที่อาสะใภ้รองช่วยทำให้เรียบร้อยแล้ว กำลังนอนเล่นเชือกผูกผมของตนเองอยู่บนเสื่อเย็น รอให้นางมานอนด้วยกัน


พอเห็นฉินเหยาถือห่อผ้าเล็กๆเข้ามาก็พลิกตัวลุกขึ้นพรวด คลานมาที่ขอบเตียงแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ นี่คือสิ่งใดเจ้าคะ”


ฉินเหยาส่ายหน้า นางเองก็ไม่รู้ แต่ตอนที่ถือกลับมาได้ยินเสียงขวดกระเบื้องกระทบกัน


ซื่อเหนียงใช้สายตาสอบถาม พวกเราเปิดดูหน่อยได้หรือไม่


ฉินเหยาปฏิเสธ ของที่อาวั่งจงใจหลบเลี่ยงผู้คนมอบให้นาง คงไม่ใช่ของดีอันใด เด็กน้อยอย่าสงสัยใคร่รู้เลยจะดีกว่า


รอจนกระทั่งซื่อเหนียงข้างกายหลับสนิท ฉินเหยาจึงค่อยอาศัยแสงจันทร์เปิดห่อผ้าออกดู


มีขวดกระเบื้องเล็กๆสองใบ นางลองเขย่าดู ใบหนึ่งบรรจุของเหลว ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นผง


บนขวดกระเบื้องติดกระดาษอธิบายไว้ ขวดที่เป็นของเหลวเขียนว่า “สรวลสารครึ่งก้าวสิ้น” ขวดที่เป็นผงเขียนว่า “ปลิดชีพเจ็ดก้าวล้ม”


ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น เปิดจุกขวดห่างออกไปราวหนึ่งช่วงแขนแล้วใช้มือพัดโบกเพื่อดมกลิ่น…ยาสลบขนานหนึ่ง กับยาถ่ายที่เพิ่มปริมาณยาระบายอีกขนานหนึ่ง จะตั้งชื่อเหลวไหลพรรค์นี้ไปเพื่ออันใดกัน!


แต่ว่า อาวั่งไปได้ของเหล่านี้มาจากที่ใด


ราวกับคาดเดาคำถามของนางได้ ในห่อผ้าขนาดจิ๋วมีกระดาษคำอธิบายแผ่นหนึ่งหล่นลงมาด้วย


‘เรียนฮูหยิน หลายวันนี้ตามนายน้อยและคุณหนูขึ้นเขาไปเที่ยวเล่น บังเอิญพบสมุนไพรหลายต้น ทุกคืนเมื่อมีเวลาว่างจึงนำมาปรุงและบดละเอียด ทำเป็นยาดีสองชนิดนี้ซึ่งจำเป็นสำหรับตอนอยู่บ้านและเดินทางไกล ขอฮูหยินโปรดรับไว้ด้วย’


เขาอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้จริงๆ


ฉินเหยาพับกระดาษคำอธิบายแผ่นนี้แล้วถอนหายใจยาว พลันรู้สึกซับซ้อนขึ้นในใจ


นางก็แค่จะไปขนไม้เท่านั้น ไม่ได้จะไปปล้นชิงใครเสียหน่อย! เหตุใดอาวั่งจึงคิดว่านางจะได้ใช้ของสองสิ่งนี้กันนะ


ฉินเหยานอนเอาแขนหนุนศีรษะ จ้องมองเพดาน จมอยู่ในภวังค์ความคิด

……


เมื่อเสียงท่องหนังสือดังมาจากห้องข้างๆ ฉินเหยาก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียงทันที


วันนี้จะนอนตื่นสายไม่ได้ ต้องออกเดินทางแล้ว


ซื่อเหนียงซึ่งไม่รู้ว่านอนกลิ้งไปอยู่มุมเตียงตั้งแต่เมื่อใดตอนกลางดึกลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย นางพลิกตัวกลับมาแล้วเรียกเสียงนุ่มนิ่มว่า “ท่านแม่~”


“แม่ต้องออกเดินทางแล้ว ซื่อเหนียงนอนต่ออีกสักหน่อย รอพวกพี่ชายมาเรียกเจ้านะ” ฉินเหยาแต่งกายเสร็จเรียบร้อยก็เดินมาที่ข้างเตียงแล้วกล่าวเสียงนุ่ม


ซื่อเหนียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย คลานเข้ามาหอมแก้มนางทีหนึ่งแล้วจึงล้มตัวกลับลงไปบนเตียง หลับตาลง กลับสู่ห้วงนิทราอันหอมหวานอีกครั้ง


ที่แท้ยังไม่ได้ตื่นจริงๆ ฉินเหยาจิ้มแก้มยุ้ยแดงระเรื่อนั้นอย่างขบขัน ลุกขึ้นหยิบหนังยางดีดและคันธนูติดตัวไปพลางปิดประตูลงเบาๆ


ดาบยังคงสะดุดตาเกินไป จากประสบการณ์การเดินทางครั้งก่อน คันธนูและหนังยางดีดก็เพียงพอสำหรับป้องกันตัวแล้ว


ในครัวมีไอร้อนกรุ่นลอยออกมาแล้ว อาวั่งตื่นเช้ากว่าหลิวจี้ที่ต้องท่องหนังสือเสียอีก


ฉินเหยามาถึงห้องครัว อาวั่งก็ยกหมั่นโถวนึ่งร้อนๆส่งให้นาง ทั้งสองสบตากัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำพูดทว่าราวกับได้สนทนากันไปหลายรอบแล้ว


สุดท้าย สายตาของอาวั่งก็จับจ้องไปที่ห่อผ้าขนาดจิ๋วซึ่งฉินเหยาแขวนไว้ที่เอว บนใบหน้าที่เรียบง่ายปราศจากสีสันพลันปรากฏแววปลาบปลื้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็หายไป เขายกโจ๊กข้าวฟ่างที่ต้มเสร็จแล้วกับหมั่นโถวแป้งขาวหนึ่งลูกไปเคาะประตูห้องของหลิวจี้เบาๆ นำมื้อเช้าไปส่งให้เขา


หลิวจี้ได้ยินความเคลื่อนไหวในลานบ้านจึงเดินออกมาจากห้อง ซดโจ๊กไปพลางแสร้งทำเป็นเอ่ยถามไปพลาง “เมียจ๋า จะไปเช้าปานนี้เชียวหรือ รอข้ากินเสร็จแล้วไปส่งเจ้าดีหรือไม่”


ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง กินของในมือตนเองอย่างรวดเร็ว คร้านที่จะสนใจท่าทีเสแสร้งของเขา


มาถึงหน้าห้องเด็กพลางบอกเด็กชายทั้งสามข้างในว่าตนเองกำลังจะออกเดินทางแล้ว เสร็จแล้วก็หยิบเสื้อกันฝนฟางและหมวกงอบที่แขวนบนผนังเดินมาที่โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ จูงม้าออกมา วางสัมภาระเรียบร้อยก็ควบม้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน


ทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงนางเท่านั้น


เมื่อเห็นม้าวิ่งเข้ามา หลิวไป่ก็โบกมือให้นางเหอที่ยืนกรานจะตามมาตั้งแต่เช้าตรู่ ส่งสายตาให้รองหัวหน้าหลิวเฝย ทุกคนก็ออกเดินทางกันทันที


รถม้าสิบคันตามหลังฉินเหยาไป เมื่อถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอก็มีรถม้าเข้าร่วมอีกสามคัน หลังจากนั้น ตลอดเส้นทางจากหมู่บ้านเซี่ยเหอจนถึงอำเภอไคหยางก็มีรถม้ามาเข้าร่วมอีกเจ็ดคัน รวมทั้งสิ้นยี่สิบคัน คนยี่สิบเอ็ดคน ขับรถเปล่ามุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑลอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร


รถเปล่าเคลื่อนที่ได้เร็วมาก ประกอบกับอากาศดีมาก ถนนหนทางก็เดินทางสะดวก วันหนึ่งสามารถเดินทางได้แปดสิบลี้ ขบวนรถม้าจึงเดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลในวันที่สี่


ตลอดเส้นทางนี้ ผู้อพยพได้รับเสบียงกลับถิ่นฐานที่ราชสำนักแจกจ่ายให้จึงเดินทางจากไปกว่าครึ่งแล้ว ภัยแฝงเร้นที่ต้องเผชิญในยามเดินทางกลับจึงลดน้อยลงไปมากโดยปริยาย


สถานีพักม้าในป่าไผ่เมื่อครั้งก่อน บัดนี้ได้เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่แล้ว เป็นชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ นามว่าเกาเฉิง



จบตอน

Comments