ตอนที่ 291: ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน
เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเกาบอกว่าเขาปลดประจำการมาจากกองทัพ ขากะเผลกอยู่บ้าง นายทหารที่เป็นคนบ้านเดียวกันเห็นเขาน่าสงสารจึงจัดหน้าที่นี้ให้
ตอนที่ฉินเหยาและคนอื่นๆพักค้างแรมใกล้กับสถานีพักม้า เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่ยังให้พวกเขายืมใช้ครัว เป็นคนที่มีน้ำใจอย่างยิ่ง
ก่อนออกจากสถานีพักม้าในป่าไผ่ ฉินเหยาได้ทำการตกลงเล็กๆน้อยๆกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่ผู้นี้
วันหน้าขบวนรถม้ายังต้องสัญจรผ่านเส้นทางนี้ นางจึงหวังว่าสมาชิกขบวนรถม้าจะมีจุดพักที่ปลอดภัย
ดังนั้นจึงบรรลุข้อตกลงปากเปล่ากับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าคนใหม่ หลังจากนี้ทุกครั้งที่ขบวนรถม้ามาถึงสถานีพักม้า หากไม่มีขุนนางพำนักอยู่ภายในก็สามารถให้คนของขบวนรถม้าพักที่นี่หนึ่งคืน หรือยืมครัว ต้มน้ำร้อนและอำนวยความสะดวกอื่นๆได้
ฉินเหยายินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเดือนละหนึ่งร้อยเหวิน มอบให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเป็นการส่วนตัว
เบี้ยหวัดรายเดือนของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าในแต่ละเดือนจริงๆแล้วไม่สูงนัก เพียงแค่สองสามเฉียน บวกกับสวัสดิการบางอย่างที่ทางการท้องถิ่นมอบให้และอำนาจเล็กๆน้อยๆที่เขามีอยู่
ดังนั้นเรื่องที่ขบวนรถม้าต้องการความสะดวก หากไม่กระทบต่อการดำเนินงานยามปกติของสถานีพักม้า เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าส่วนใหญ่ก็ยินดีช่วยเหลือ
ล้วนเป็นคนที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวทั้งนั้น ใครจะรังเกียจว่ามีเงินในมือมากเกินไปเล่า?
อีกทั้งยังเป็นข้อตกลงปากเปล่า ไม่มีใครเสียเปรียบ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจึงยินดีตอบตกลง
เมื่อมีกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จนี้แล้ว ต่อมาฉินเหยาจึงได้เจรจาจุดพักเช่นนี้อีกสองแห่ง แต่กลับไม่ได้คุยง่ายเหมือนเกาเฉิง พวกเขาล้วนเป็นพวกเจนโลก ไม่เห็นค่าเงินเพียงหนึ่งร้อยเหวินเล็กๆนี้ แต่ต้องการราคาสองร้อยเหวินต่อเดือน ทั้งยังไม่อนุญาตให้เข้าพักในห้องว่าง เพียงยินยอมให้ยืมพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถเท่านั้น
แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว มีสถานีพักม้าของทางการคุ้มครอง ตลอดเส้นทางสามารถลดปัญหาไปได้ไม่น้อย
ยุคโบราณนี้เทียบกับยุคปัจจุบันไม่ได้ บนเส้นทางไม่มีจุดบริการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หมู่บ้านและเมืองก็อยู่ห่างไกลกัน บางครั้งเดินทางทั้งวัน ตลอดทางก็หาสถานที่ขอน้ำสักแห่งไม่ได้
เมื่อมีสถานีพักม้า อย่างน้อยคนในขบวนรถม้าก็มีสถานที่พักผ่อนได้อย่างสบายใจ
หลิวไป่เห็นฉินเหยาไม่ได้เขียนสัญญาอันใดก็มอบเงินครึ่งตำลึงออกไปแล้ว ทั้งยังกำชับเขาซึ่งเป็นหัวหน้าว่าครั้งหน้าให้ทำเช่นนี้ ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนเนื้อถูกเฉือน
“อันที่จริงไม่จำเป็นต้องหาโรงเตี๊ยมหรอก ในขบวนรถม้าล้วนเป็นชายร่างใหญ่ทั้งนั้น ทนๆเอาก็พอแล้ว”
คืนแรกที่ถึงเมืองหลวงของมณฑล หลิวไป่ไม่ได้สนใจไปชมดูความเจริญรุ่งเรืองคึกคักของเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ รีบร้อนวิ่งมาหาฉินเหยาเพื่อพูดเรื่องเงินครึ่งตำลึงนี้
ก่อนหน้านี้เหล่าสารถีอยู่ด้วยกัน เขาจึงพูดไม่สะดวก ตอนนี้เหลือเพียงคนกันเองจึงฉุดหลิวเฝยที่คิดจะออกไปข้างนอกมาหาฉินเหยา
ฉินเหยาเพิ่งตอบรับคำเชิญร่วมมื้ออาหารของเจี่ยงเหวิน กำลังยุ่งกับการเตรียมออกไปข้างนอกจึงเรียกสองพี่น้องให้ตามมาด้วยกัน นางเดินไปพลางเอ่ยถามไปพลางว่า
“กฎของขบวนรถม้าข้อแรกคืออะไร”
หลิวไป่ชะงักไปครู่หนึ่ง ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาเรียนหนังสือไม่เก่งจริงๆ ตอนฝึกอบรมยังพอท่องจำได้บ้าง นี่ไม่ได้ทบทวนแค่สี่วัน ความทรงจำก็เลือนรางไปบ้างแล้ว
ยังเป็นหลิวเฝยเจ้าหนุ่มนี่ที่อายุน้อย สมองฉับไวยิ่งกว่า เขาตอบว่า “กฎของขบวนรถม้าข้อที่หนึ่ง ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน มิฉะนั้นญาติมิตรจะต้องเสียใจภายหลัง!”
ฉินเหยามองหลิวไป่ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน ทุกคนล้วนมีครอบครัว ตามพวกเราออกมา หากไม่สามารถกลับไปได้ในสภาพสมบูรณ์ ข้าจะอธิบายกับครอบครัวของพวกเขาได้อย่างไร”
และก็เพราะที่แคว้นเซิ่งนี้ยังไม่มีธุรกิจประกันภัย มิฉะนั้นนางคงทำประกันอุบัติเหตุให้ทุกคนทุกปีไปแล้ว
หลิวไป่พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว เขาลูบท้ายทอยอย่างหงุดหงิดแล้วกล่าวอย่างอับอายเล็กน้อยว่า “ล้วนเป็นความผิดของเจ้ารอง วันๆเอาแต่คิดบัญชีต่อหน้าข้า ในหัวข้าจึงคิดแต่เรื่องว่าจะประหยัดเงินได้อย่างไร”
หลิวเฝยมองพี่ใหญ่อย่างขบขัน รีบก้าวตามฝีเท้าของฉินเหยาไป มองโคมไฟหลากสีสันเบื้องหน้าแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านจะพาพวกเราไปที่ใดหรือ”
“ไปพบลูกค้ารายใหญ่ของเราก็คือเจี่ยงเหวินที่ร่วมมือกับเราเรื่องหีบหนังสือ เขาเป็นรองผู้ดูแลของห้างการค้าฟู่หลง วันนี้เขาจะเลี้ยงอาหาร ข้าเลยจะพาพวกเจ้าไปพบสักหน่อย ต่อไปเรื่องติดต่อกับทางห้างการค้าฟู่หลงก็มอบให้เจ้าและพี่ใหญ่จัดการ ครั้งหน้าข้าจะไม่มาแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็นึกถึงซุ่นจื่อขึ้นมาในทันที จริงๆควรจะพาเขามาด้วย หลิวไป่และหลิวเฝยนั้นเข้ากับหนุ่มๆในหมู่บ้านได้ดีก็จริง แต่พออยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทางการทีไรปากของทั้งสองก็เหมือนถูกเย็บติดเอาไว้ด้วยกัน
ในจุดนี้ หลิวจี้จะแข็งแกร่งเป็นพิเศษ…เจอผีก็พูดภาษาผีได้!
พอได้ยินว่าจะไปพบลูกค้ารายใหญ่ สองพี่น้องก็ลนลานขึ้นพร้อมกัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยไปตัวอำเภอ ติดต่อกับผู้คนมาไม่น้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าเล็กๆเหล่านั้นกับห้างการค้าฟู่หลงอันโด่งดังจะเทียบกันได้อย่างไร
“ให้เจ้าสี่ไปกับเจ้าเถอะ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังต้องกลับไปให้อาหารม้าอีก!” หลิวไป่กล่าวอย่างประหม่า
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวเฝยจับตัวเขาไว้ “ข้าบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ป้อนอาหารม้าแล้ว ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
เมื่อเห็นความกังวลของทั้งสอง ฉินเหยาจึงกล่าวปลอบ “อย่าตื่นตระหนกไป แม้ห้างการค้าฟู่หลงจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่วันหน้าชื่อเสียงของหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราก็จะไม่ด้อยไปกว่ากัน ล้วนเป็นสามัญชนเช่นกัน อย่ามองสถานะของตนเองต่ำเกินไป”
“พวกเราทำการค้าร่วมกัน เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าเขามาบริจาคทานให้พวกเรา ความเสมอภาคนั้นสำคัญมาก ไม่ใช่แค่กับพวกเรา สำหรับทางห้างการค้าเองก็เช่นกัน ไม่มีใครอยากให้คู่ค้าของตนแสดงท่าทีไม่มั่นใจหรอกนะ”
ฉินเหยาสั่งสอนพี่ใหญ่ไม่สะดวกเท่าไหร่จึงดึงหลิวเฝยมาตรงหน้า ทำเอาหนุ่มน้อยตกใจจนกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ “พี่สะใภ้สาม ท่านบอกมาว่าต้องดื่มเท่าใด ข้ายอมพลีชีพ!”
ฉินเหยาตบแขนเขาอย่างขบขัน “พูดอะไรกัน ใครให้เจ้าดื่มสุรา เจ้าอายุเท่าใดกัน ครบสิบแปดแล้วหรือยัง”
หลิวเฝยส่ายหน้า “สิบหก…กะ ก็ไม่น้อยแล้ว”
“วางใจเถิด ไม่ต้องให้เจ้าดื่มสุรา มีข้าอยู่ ไม่มีใครกล้าบังคับเจ้าดื่มสุราหรอก พวกเราไม่อยากดื่มก็ไม่ต้องดื่ม” ฉินเหยากล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างมั่นใจ
หัวใจที่แขวนอยู่ของสองพี่น้องพลันสงบลง
ก่อนเข้าหอเติงอวิ๋น ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ทั้งสองแสดงความองอาจออกมา ยืด.อกขึ้น อย่าทำท่าหงอ
ทั้งสองทำตาม แต่เมื่อมองแขกเหรื่อรอบข้างที่แต่งกายหรูหรา พูดคุยหัวเราะกันอย่างสบายอารมณ์ แววตาก็ยังคงดูหลุกหลิกอยู่บ้าง
ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ ครั้งแรกใครบ้างที่ไม่เป็นเช่นนี้?
ต่อไปเมื่อได้เห็นมากขึ้น รู้ว่าสิ่งสวยงามเหล่านี้เป็นอย่างไร เข้าใจแล้วก็จะมั่นใจขึ้นเองตามธรรมชาติ
คืนนี้เป็นการนัดส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย เจี่ยงเหวินไม่ได้เชิญผู้อื่นมา เพียงเรียกพ่อค้าไม้อย่างเถ้าแก่ฟางที่ทั้งสองคุ้นเคยกันมาเท่านั้น พอดีว่าพรุ่งนี้ขบวนรถม้าจะต้องไปรับไม้ที่คลังสินค้า หลิวไป่และหลิวเฝยจึงสามารถปรึกษาหารือกับเถ้าแก่ฟางล่วงหน้าได้
นิสัยของคนอย่างฉินเหยานั้น เจี่ยงเหวินเคยประจักษ์มาแล้ว เมื่อเห็นนางมาจึงถามว่าจะดื่มสักสองจอกหรือไม่ เมื่อฉินเหยาบอกไม่ดื่มก็เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มเย็นมาให้
การเริ่มต้นเป็นไปอย่างราบรื่น ระหว่างนั้นเจี่ยงเหวินได้สอบถามความคืบหน้าในการผลิต เมื่อทราบว่าปริมาณการส่งมอบในเดือนเจ็ดสามารถส่งได้ตามกำหนดก็วางใจลง
แต่ก่อนหน้านี้ฉินเหยาคำนวณดูแล้ว ทุกครั้งขบวนรถม้าล้วนขนไม้กลับไปแต่เดินทางมาด้วยรถเปล่า กำลังการขนส่งค่อนข้างสูญเปล่า พอดีกับที่เจี่ยงเหวินถามถึงเรื่องการส่งมอบ นางจึงมีความคิดหนึ่งอยากจะคุยกับเขาเช่นกัน
“รองผู้ดูแล พวกท่านมีคลังสินค้าว่างที่ท่าเรือหรือไม่”
ฉินเหยาเพิ่งถามเช่นนี้ เจี่ยงเหวินก็เข้าใจเจตนาของนางทันที เขาลองหยั่งเชิงถามว่า “ฉินเหนียงจื่อคิดจะนำหีบหนังสือที่ทำเสร็จแล้วไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าก่อนหรือ”
ตอนที่ 292: ไม้หาย
ฉินเหยาพยักหน้า “พอดีว่าขบวนรถม้าเดินทางมาด้วยรถเปล่าๆ ข้าคิดว่าอย่างไรเสียเดือนเจ็ดก็อีกไม่นานเท่าใด ครั้งหน้าให้ขบวนรถม้านำหีบหนังสือส่วนที่ทำเสร็จแล้วส่งไปที่คลังสินค้าก่อน เช่นนี้พวกท่านก็จะได้รับสินค้าเร็วขึ้นมิใช่หรือ”
เจี่ยงเหวินครุ่นคิด อย่างไรเสียคลังสินค้าจะเช่าเร็วหรือช้าก็ต้องเช่าอยู่ดี การได้รับสินค้าล่วงหน้าพวกเขาก็วางใจด้วยจึงตอบตกลง ณ ตรงนั้น
“ตกลง เช่นนั้นครั้งหน้าท่านให้ผู้จัดการหลิวทั้งสองท่านนี้นำหีบหนังสือส่งไปที่ท่าเรือโดยตรงได้เลย ถึงเวลานั้นข้าจะจัดการให้คนมารับพวกท่าน พวกเราตรวจนับสินค้ากันตรงนั้นเลย ฉินเหนียงจื่อท่านเห็นว่าอย่างไร”
ฉินเหยายิ้ม “ย่อมดีอยู่แล้ว แต่พวกท่านวางใจได้ คุณภาพหีบหนังสือของเราจะทำให้ท่านพึงพอใจได้อย่างแน่นอน”
เช่นนี้แล้ว หีบหนังสือที่อาจเสียหายระหว่างการขนส่ง ทางโรงงานก็สามารถผลิตเพิ่มขึ้นมาได้ เพื่อรับประกันปริมาณการส่งมอบ
ขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาแรงกดดันด้านการจัดเก็บของคลังสินค้าโรงงานเครื่องเขียนด้วย เมื่อส่งมอบสินค้าออกไปแล้วก็ไม่เกี่ยวกับโรงงานเครื่องเขียนอีกต่อไป
เจี่ยงเหวินถามอย่างสงสัย “เช่นนั้นครั้งหน้าที่มา จะนำหีบหนังสือมาได้เท่าใด”
ในคลังสินค้ามีสินค้าคงคลังเท่าใด หลิวไป่ผู้ดูแลคลังสินค้านี้รู้ดีที่สุด แต่เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกหลิวเฝยดึงเอาไว้พลางกระซิบเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่อย่าเพิ่งพูด”
ในใจหลิวไป่ร้อนรนนัก ฉินเหยาเองไม่รู้จำนวนสินค้าคงคลังที่แน่นอน หากพูดผิดไปเล่า?
ทางด้านฉินเหยานั้นแสร้งทำท่าคำนวณอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกเจี่ยงเหวินว่า “ครั้งหน้าสามารถส่งมาได้หนึ่งพันใบ”
ดวงตาหลิวไป่เบิกกว้างทันที แต่เพราะถูกหลิวเฝยหยิกมือไว้จึง.อดทนไม่เอ่ยแก้ไขออกไป
เมื่อเห็นแววตาพึงพอใจของเจี่ยงเหวิน หลิวไป่ก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก ขณะเดียวกันก็รู้สึกสับสน
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเขาสามารถผลิตได้วันละหนึ่งร้อยใบเท่านั้น หากนับรวมเวลาที่ต้องใช้ในการทาสีและตากให้แห้ง สิบห้าวันก็สามารถส่งมอบสินค้าได้แปดร้อยใบแล้ว
ครั้งหน้าที่มาถึงเมืองหลวงของมณฑลคือปลายเดือนหก ตอนนั้นก็สามารถนำหีบหนังสือออกมาได้ถึงสองพันใบแล้ว
แต่ฉินเหยาบอกหนึ่งพันใบ เจี่ยงเหวินก็ดูพึงพอใจมากแล้ว ไม่ใช่ว่ายิ่งมากยิ่งดีหรอกหรือ
“เหตุใดพวกเราจึงไม่พูดความจริงเล่า”
ฉินเหยามองพี่ใหญ่อย่างจนใจ “พวกเราเป็นคนจะซื่อตรงเกินไปไม่ได้ โดยเฉพาะกับพ่อค้าที่หลักแหลมเหล่านี้ ท่านควรพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวจะดีที่สุด”
หลิวไป่พยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าเหตุใดจึงแจ้งจำนวนที่น้อยกว่า
ฉินเหยาอธิบายว่า “พวกเขาคือผู้ซื้อ ต้องการทั้งคุณภาพและปริมาณที่รับประกันพร้อมกัน ไม่ถึงหนึ่งเดือนสามารถผลิตหีบหนังสือได้สองพันใบ ลองคิดในมุมกลับกัน หากพวกเราเป็นผู้ซื้อจะไม่สงสัยหรือว่าคุณภาพการผลิตมีปัญหา”
“ยังมีอีกข้อ บางครั้งประสิทธิภาพสูงเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี พวกเราร่วมมือกันระยะยาว ครั้งแรกก็ทำลายกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว หากครั้งหน้าสั่งซื้อ พวกเขาบีบเวลาการผลิตของพวกเราจะทำอย่างไร”
“ท่านบอกว่าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะบอกว่าครั้งที่แล้วยังทำได้เลยมิใช่หรือ”
“กฎที่ตนเองตั้งขึ้น จะให้ตนเองทำลายไม่ได้เด็ดขาด ตอนนี้เข้าใจแล้วหรือไม่” ฉินเหยาถามอย่างอ่อนโยน
หลิวไป่และหลิวเฝยต่างพยักหน้า แสดงออกว่าได้เรียนรู้แล้ว
พลันเกิดความรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองทั้งสองคนดูเหมือนจะถ่วงฉินเหยาอยู่บ้าง อะไรก็ไม่รู้ ต้องพึ่งพานางประคับประคองเพียงลำพัง ทั้งยังต้องสอนพวกเขาทำงานอีก
ฉินเหยารีบอธิบาย “เป็นข้าที่ต้องขอบคุณพวกท่านที่ช่วยข้าอย่างมาก แม้ว่าการเลือกใช้แต่ญาติสนิทจะไม่ดี แต่ตอนนี้ข้าเชื่อใจเพียงพวกท่านเท่านั้น”
“เพราะพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและสร้างฐานะร่ำรวยไปด้วยกัน”
“ดี!” เลือดในกายสองพี่น้องพลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด ตะโกนคำขวัญเสียงดังพร้อมกัน “สร้างฐานะร่ำรวยไปด้วยกัน!”
ฉินเหยากุมขมับ โชคดีที่ฟ้ามืดแล้ว บนถนนไม่มีคน มิฉะนั้นคงได้ขายหน้ามาถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว
พักผ่อนที่โรงเตี๊ยมหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นขบวนรถม้าก็ออกจากเมืองมุ่งหน้าไปยังคลังสินค้าของเถ้าแก่ฟางเพื่อบรรทุกสินค้า
ไม้หนักมาก ลูกจ้างของเถ้าแก่ฟางเปิดประตูแล้วก็จากไป เหล่าสารถีต้องบรรทุกสินค้าขึ้นเอง
ยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง รถม้ายี่สิบคันจึงบรรทุกเต็มทั้งหมด ไม้ท่อนที่ยาวเกินไปก็เลื่อยออกเป็นสองท่อน ณ ตรงนั้น เพื่อสะดวกต่อการขนส่งบนท้องถนน
พวกเขาไม่ชักช้า พอกินอาหารกลางวันเสร็จฉินเหยาก็นำขบวนเดินทางกลับ
ยามพลบค่ำก็มาถึงสถานีพักม้าที่ตกลงร่วมมือกันไว้ก่อนหน้านี้พอดี มีพื้นที่ว่างผืนหนึ่งสามารถจอดรถม้าไว้ที่นั่นได้
ของอย่างไม้ ท่อนเล็กไม่มีราคา ท่อนใหญ่กลับแพงไม่น้อย โดยเฉพาะไม้เนื้อดีที่ใช้ทำหีบหนังสือ รถมากมายขนาดนี้จอดรวมกัน กลางคืนจะประมาทไม่ได้
ฉินเหยาจัดคนสี่คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสองคน กลุ่มหนึ่งเฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรก กลุ่มหนึ่งเฝ้ายามช่วงครึ่งคืนหลัง หากมีเรื่องก็ให้หยิบฆ้องทองแดงอันเล็กที่พกติดตัวออกมาตีรัวๆเพื่อเตือนทุกคน
สิ่งเหล่านี้ฉินเหยาเคยพูดไว้ตอนฝึกอบรมแล้ว ครั้งแรกที่นำมาใช้จริง เหล่าสารถีจึงยังค่อนข้างไม่คุ้นเคย
พวกเขามีคนจำนวนมาก ทั้งยังอาศัยที่สถานีพักม้าของทางการ ไม่น่าจะมีใครกล้าพอที่จะขโมยไม้
ทว่า คืนแรกก็หายไปสองท่อน
เช้าตรู่ หลิวไป่ตื่นขึ้นมาก่อนเพื่อตรวจนับ แต่ละคันบรรทุกกี่ท่อน ตอนออกจากเมืองหลวงของมณฑลเขาได้ใช้แท่งถ่านจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็กที่ฉินเหยาให้มาแล้ว
รถม้าทุกคันของสารถีใช้สีดำทำหมายเลขกำกับเอาไว้ เทียบจำนวนไปทีละคัน เริ่มนับจากแถวนอกสุด พอนับถึงคันที่สองก็พบว่าจำนวนไม่ตรงกัน
ตอนนั้นหลิวไป่ยังคิดว่าตนนับผิด เพราะไม้วางซ้อนกันอยู่บนพื้นรถ หายไปท่อนหนึ่งก็มองได้ไม่ชัดเจนจริงๆ
ดังนั้นจึงนับเพิ่มอีกสองรอบ เมื่อยืนยันว่าไม่ตรงกันจริงๆจึงไปปลุกหลิวเฝยที่เฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรกและกำลังนอนชดเชยอยู่ให้ตื่นมานับอีกครั้ง
“สิบสองท่อนไง” หลิวเฝยนับสองรอบแล้วมองพี่ใหญ่อย่างสงสัย “ถูกต้องหรือไม่”
หลิวไป่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ความง่วงของหลิวเฝยหายไปในทันที กำลังจะเข้าไปเรียกฉินเหยาในกระโจมที่พักแรม
หลิวไป่รีบคว้าตัวเขาไว้ “นับให้หมดก่อน ยืนยันจำนวนแล้วค่อยว่ากัน”
หลิวเฝยพยักหน้า สองพี่น้องจึงตรวจสอบจำนวนด้วยกัน พอนับถึงรถหมายเลขยี่สิบก็พบว่าหายไปอีกท่อนหนึ่ง
“ไม้หายไปตั้งสองท่อนเนี่ยนะ” หลิวเฝยไม่อยากจะเชื่อ
เหล่าสารถีถูกการกระทำของทั้งสองปลุกให้ตื่นและดึงดูดเข้ามา อีกสามคนที่เฝ้ายามเมื่อวานรีบพูดว่าตนไม่รู้ อยากจะปัดความรับผิดชอบ
สุดท้ายหลิวเฝยจึงต้องมาหาฉินเหยาคนเดียวแล้วแจ้งปัญหานางเรื่องไม้ถูกขโมย
เดิมคิดว่าจะโดนด่าแล้ว ไม่คิดเลยว่า ฉินเหยาจะหาวพลางกล่าวว่า “เจ้ากับหลิวไป่คือหัวหน้า ครั้งนี้แม้ข้าจะมาด้วย แต่พวกเจ้าคือผู้นำ ขบวนรถม้าเกิดปัญหา พวกเจ้าสองคนต้องคิดหาวิธีแก้ไขเอง”
ไม่โดนด่า หลิวเฝยยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่งอกก็ได้ยินประโยคครึ่งหลังของฉินเหยา สีหน้าของหนุ่มน้อยพลันแข็งทื่อไป รู้สึกลนลานไม่รู้จะทำอย่างไรดี
แต่เขาก็ชะงักไปเพียงสี่ห้าวินาทีแล้วรีบวิ่งกลับไปหาหลิวไป่พลางกล่าวเสียงเบา “พี่สะใภ้สามบอกว่าพวกเราสองคนคือหัวหน้าขบวนรถม้า นางไม่รับผิดชอบเรื่องนี้ ให้พวกเราแก้ไขกันเอง”
“พี่ใหญ่ นี่จะทำอย่างไรดี ไม้ที่หายไปต้องไปตามหากลับมาหรือไม่” ตอนนี้หลิวเฝยรู้สึกสับสนอยู่บ้างว่าควรจะทำอะไร
เขาอยากให้ฉินเหยาดุด่าเขาสักครั้ง ยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
ด้วยอายุที่มากกว่าหลายปี หลิวไป่จึงตั้งสติให้มั่นคงแล้วพลิกดูจำนวนไม้ที่บันทึกไว้ในสมุด
หายไปสองท่อนจริงๆ คือรถหมายเลขสองและรถหมายเลขยี่สิบ
เนื่องจากเป็นราคาขายส่ง เขาจึงไม่รู้ว่าไม้สองท่อนคิดเป็นเงินเท่าใด แต่ตามราคาตลาด ไม้เนื้อดีเช่นนี้ ท่อนหนึ่งสามารถขายได้ห้าเฉียน สองท่อนก็คือหนึ่งตำลึง
สำหรับชาวนาธรรมดาแล้ว เมื่อเงินหนึ่งตำลึงหายไปต้องระดมคนทั้งครอบครัวออกตามหาอยู่หลายวันหลายคืน
ตอนที่ 293: บททดสอบ
ยังไม่ทันที่หลิวไป่จะคิดออกว่าควรจะไปตามหาไม้ก่อนหรือออกเดินทางก่อนเพื่อไม่ให้เสียกำหนดการ เหล่าสารถีก็เริ่มทะเลาะกันแล้ว
สารถีสองคนที่ไม้หายกังวลว่าตนจะถูกตำหนิจึงดึงตัวหลิวเฝยและสารถีอีกสามคนที่เฝ้ายามเมื่อคืนวานมาซักถาม กล่าวหาว่าพวกเขาเฝ้ายามเมื่อคืนไม่ใส่ใจ ต้องแอบไปนอนหลับเป็นแน่ จึงทำให้ไม้บนรถของพวกเขาหายไป
สารถีที่เฝ้ายามย่อมไม่พอใจที่ถูกสงสัยเช่นนี้จึงด่าว่าทั้งสองคนไม่ใส่ใจรถของตนเอง นอนหลับกรนเสียงดังสนั่น
หลิวเฝยเป็นรองหัวหน้า แม้ถูกด่าแล้วจะรู้สึกน้อยใจมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ห้ามปราม
หลิวไป่เพิ่งตระหนักได้ว่า เรื่องการขนส่งไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตะโกนลั่นเสียงดัง “หุบปากซะ! ทะเลาะอะไรกัน ทุกคนล้วนอยู่ในขบวนรถม้าเดียวกัน เมื่อเกิดเรื่องขึ้นทุกคนย่อมมีส่วนรับผิดชอบ รวมทั้งข้าและหลิวเฝยด้วย พวกเราล้วนไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้!”
อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้า ทั้งยังมีฉินเหยาคอยคุมเชิงอยู่ที่นี่ ความขัดแย้งจึงถูกระงับลงทันท่วงที ไม่บานปลายไปมากกว่านี้
เสียงตะโกนนี้กลับทำให้สมองที่สับสนของหลิวไป่สงบลงไม่น้อย เขาเรียกคนที่เฝ้ายามเมื่อคืนวานออกมา สอบถามว่าพบสิ่งผิดปกติหรือไม่ พยายามตามหาไม้ที่หายไปกลับมาให้ได้
ไม้นั้นหนัก คนคนเดียวคงทำเรื่องนี้ไม่ได้แน่ มีความเป็นไปได้สูงว่าโจรจะมีสองคนขึ้นไป
อีกทั้งแบกของหนักเช่นนี้ ไม้ก็เป็นเป้าหมายที่ใหญ่ หากตอนนี้ไล่ตามไปยังมีความเป็นไปได้ที่จะตามทัน
หลิวเฝยและสารถีอีกคนที่เฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรกต่างบอกว่าไม่พบความผิดปกติ
ส่วนคนที่เฝ้ายามช่วงครึ่งหลังบอกว่าตอนฟ้าใกล้สางเหมือนจะได้ยินเสียงม้าของสถานีพักม้าส่งเสียงร้อง แต่ก็เงียบไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาคิดว่าเป็นคนของสถานีพักม้าตื่นไปเข้าส้วมจึงไม่ได้ใส่ใจ
หลิวไป่ได้ยินดังนั้นก็ให้หลิวเฝยพาสารถีสองคนนี้ไปตรวจสอบที่คอกม้าทันที พบกองมูลม้าที่ถูกเหยียบจนแบนกองหนึ่งจริงๆ ดูจากทิศทางรอยเท้า มุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
“ต้องเป็นรอยเท้าที่โจรทิ้งไว้แน่!” สารถีผู้มีประสบการณ์ชี้ไปที่กองมูลม้านั้นแล้วกล่าวอย่างมั่นใจ
เพราะมูลม้าถูกเหยียบไว้ลึกมาก ต้องแบกของหนักเท่านั้นจึงจะมีรอยเท้าที่ลึกเช่นนี้
หลิวเฝยรีบเรียกสารถีสี่ห้าคนให้ไล่ตามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือทันที
ตลอดเส้นทางที่ตามไปก็พบร่องรอยมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ดวงตะวันกำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไล่ตามต่อไป กำหนดการเดินทางของวันนี้ต้องล่าช้าอย่างแน่นอน
ทางโรงงานเครื่องเขียนต้องการไม้เพื่อการผลิตอย่างเร่งด่วน หลิวเฝยคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเจ็บใจอย่างยิ่ง โทษตนเองว่าเมื่อคืนไม่รอบคอบพอจึงเปิดช่องให้โจรเข้ามาได้
แต่ก็ยังเรียกสารถีที่กำลังจะไล่ตามต่อไปเอาไว้ “กลับ”
“ไม่ตามหาไม้แล้วหรือ” เหล่าสารถีถามอย่างสงสัย
“ไม่หาแล้ว ตามกลับมาไม่ได้แล้ว” และไม่มีเวลาจะไปหาแล้วด้วย
พี่สะใภ้สามเคยกล่าวไว้ว่าเรื่องราวต่างๆนั้นต้องแบ่งแยกความสำคัญและความเร่งด่วน ไม้หายไปสองท่อน ครั้งหน้าก็ยังขนกลับมาเพิ่มอีกสองท่อนได้
แต่หากการผลิตของโรงงานต้องหยุดชะงักลงเพราะพวกเขาขนส่งวัตถุดิบไม่ทันเวลา นั่นจะทำให้ผิดนัดกำหนดส่งมอบสินค้าได้!
เห็นได้ชัดว่า อย่างหลังสำคัญกว่า
หลิวเฝยกวักมือ นำเหล่าสารถีวิ่งหอบแฮ่กๆ กลับไปที่สถานีพักม้าแล้วส่ายหน้าให้หลิวไป่ “หาไม่พบแล้ว พวกเราออกเดินทางกันก่อนเถอะ ไม้ที่หายไปให้นับเป็นความรับผิดชอบของข้าเอง หักจากค่าจ้างของข้า”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร” สารถีอีกสามคนที่เฝ้ายามรีบดึงหลิวเฝยเอาไว้ พวกเขาอายุมากกว่าหลิวเฝยมาก หากนับญาติกันจริงๆ หลิวเฝยต้องเรียกพวกเขาว่าลุง เป็นผู้ใหญ่แล้วจะให้ผู้น้อยรับผิดชอบแทนได้อย่างไร
หากเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้เข้าต้องถูกต่อว่าจนตายแน่!
“หัวหน้าใหญ่ หักจากค่าจ้างของพวกเราสี่คนเถอะ” สารถีอีกสามคนกล่าวพร้อมกัน
หลิวไป่แค่นเสียงแล้วมองไปยังสารถีทุกคน “ต้องหักทุกคน ข้าซึ่งเป็นหัวหน้าและพวกเขาสี่คนหักไปส่วนใหญ่ ที่เหลือพวกเจ้าหารกัน!”
มีคนไม่ยอม ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากก็ได้ยินหลิวไป่กล่าวว่า “ตอนพวกเราฝึกอบรม ท่องกฎสิบข้อกันแล้วใช่หรือไม่ ข้อสุดท้ายว่าอย่างไร”
หลิวเฝยรู้จึงยกมือตอบอย่างกระตือรือร้น “สามัคคีปรองดอง ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแรงร่วมใจ เผชิญความยากลำบากไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด!”
ทันใดนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่เขาต้องประกาศใหม่ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สารถีสองกลุ่มที่เฝ้ายามกลางคืน ก่อนเปลี่ยนเวรให้ตรวจสอบหมายเลขรถและจำนวนไม้บนรถก่อน ใครดูแลไม่ดี ผู้นั้นรับผิดชอบเอง!”
“และอีกอย่าง สารถีคนอื่นๆที่ไม่ได้เข้าเวร ให้ใส่ใจรถของตนเองให้มากขึ้น อย่าคิดว่าให้คนอื่นช่วยดูแล้วจะนอนหลับอุตุได้อย่างสบายใจ ได้ยินหรือไม่”
เหล่าสารถีพยักหน้า ในใจเริ่มคิดหาวิธีป้องกันขโมยแล้ว
เมื่อผ่านเมือง มีคนอาศัยช่วงพักกลางวันวิ่งไปซื้อกระดิ่งมาหลายอัน ตั้งใจจะแขวนไว้บนเชือกที่มัดไม้ อย่างนี้หากโจรเข้ามา พอแตะถูกกระดิ่งก็จะส่งเสียงดัง สามารถไล่โจรให้หนีไปได้
เพียงแต่เมื่อกระดิ่งนี้แขวนอยู่บนรถ ตอนเดินทางก็ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลา ฟังแล้วหนวกหูพิลึก
แต่ผลในการป้องกันขโมยนั้นดีเยี่ยมจริงๆ ตอนกลางคืนที่เงียบสงัด กระดิ่งก็พลันดังขึ้น เหล่าสารถีทุกคนตื่นตกใจ ยังไม่ทันได้ขยับตัว โจรก็หนีไปแล้ว
หลิวเฝยรู้สึกว่ากระดิ่งนั้นยังมีช่องโหว่อยู่ รถม้าจอดกระจายกันไป หากโจรใช้อุบายล่อหลอกทางตะวันออกโจมตีทางตะวันตกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงไปซื้อฟางข้าวจากชาวบ้านในนามามัดใหญ่ ขณะขับรถก็สานเชือกฟางเส้นใหญ่ออกมาเส้นหนึ่ง ตอนกลางคืนนำรถมาจอดรวมกัน แล้วใช้เชือกฟางล้อมไว้ ผูกกระดิ่งบนเชือก คนเฝ้ายามก็แค่เดินวนไปตามแนวเชือก ดูแลอย่างเข้มงวดก็พอ
อีกทั้งความสูงของเชือกนั้น หลิวเฝยเองก็ได้ศึกษามาแล้ว ต้องผูกไว้ตรงกึ่งกลางของรถพอดี อย่างนี้ไม้ที่อยู่ด้านล่าง โจรจะดึงออกมาไม่ได้ ไม้ที่วางอยู่สูงขึ้นไป หากคิดจะแบกออกมาก็จะชนถูกกระดิ่งอย่างแน่นอน
ฉินเหยามาดูด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่งแล้วลอบชมเชยในความคิดดังกล่าว ค่ายกลกระดิ่งนี้ โจรเห็นแล้วคงปวดหัวแน่
ผ่านเรื่องนี้ไป เห็นได้ชัดว่าสองพี่น้องสามารถนำขบวนรถม้าได้ดี
หลิวไป่นั้นสุขุม มีมุมมองภาพรวม สามารถรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆได้
หลิวเฝยรู้จักหนักเบาเร่งด่วน หยุดความเสียหายได้ทันท่วงที สมองไว มีน้ำใจและสามารถเข้ากับเหล่าสารถีได้ดีมาก
มีสองพี่น้องอยู่ที่ขบวนรถม้า ปัญหาใหญ่ย่อมไม่เกิดขึ้น ปัญหาเล็กก็สามารถแก้ไขได้เอง ใจที่นึกห่วงแทนทั้งสองคนของฉินเหยาจึงถือว่าวางลงได้แล้ว
ส่วนไม้สองท่อนที่หายไปนั้นก็ถือเสียว่าเป็นค่าเรียนรู้
วันหนึ่งระหว่างการขนส่ง เมื่อเห็นฉินเหยาควบม้าอย่างสง่างามบนหลังม้า หลิวไป่และหลิวเฝยพลันคิดขึ้นมาได้ว่าด้วยความสามารถของนาง ขบวนรถม้าจะถูกโจรปล้นได้อย่างไร?
ต่อให้ถูกโจรปล้น โจรผู้นั้นจะมีความสามารถหนีรอดไปจากเงื้อมมือนางได้หรือ นั่นต้องเป็นโจรที่เก่งกาจเพียงใดกัน!
“หรือว่าพี่สะใภ้สามจงใจปล่อยโจรไป?” หลิวเฝยเบิกตากว้าง มองพี่ใหญ่อย่างไม่อยากจะเชื่อ
สองพี่น้องสบตากัน ยิ่งมั่นใจว่านี่คือบททดสอบที่ฉินเหยาวางไว้ให้พวกเขา
เพียงแต่ว่า เงินหนึ่งตำลึงนี้หารเฉลี่ยกันแล้วก็ไม่น้อยเลย!
ทั้งสองกุมอก รู้สึกเจ็บปวดเหมือนเนื้อถูกเฉือนออก…
เย็นวันที่เก้าหลังออกจากหมู่บ้าน ขบวนขนส่งก็ได้บรรทุกไม้เต็มคันรถกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างนับได้ว่าราบรื่น
เพียงแต่ถนนช่วงเข้าหมู่บ้านหลังจากออกจากถนนหลวง เมื่อสองวันก่อนถูกฝนตกหนักชะล้างจนเกิดเป็นร่องลึกหลายหลุม รถม้าที่บรรทุกของหนักวิ่งอยู่บนถนนเช่นนี้ เกือบจะพลิกคว่ำลงไป
หลังจากช่วยกันประคองรถทุกคันไว้ได้ด้วยความยากลำบาก ฉินเหยาก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าถนนสายนี้ในหมู่บ้าน ปีนี้จะต้องซ่อมให้ดี!
ตอนที่ 294: เอาเปรียบไม่รู้จักพอ
ขบวนรถม้าเดินทางมาถึงโรงงานเครื่องเขียนอย่างปลอดภัยในยามพลบค่ำ หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง ฉินเหยาจึงกลับเข้าบ้านเมื่อฟ้ามืดสนิทแล้ว
ผู้ที่รอต้อนรับฉินเหยาคือเด็กๆทั้งสี่ที่ง่วงจนทนไม่ไหวแล้ว แต่ยังคงฟุบรออยู่ที่ห้องโถงและอาวั่งที่เตรียมอาหารมื้อดึกไว้พร้อมแล้ว
“ท่านแม่!”
“น้าเหยา!”
เด็กๆทั้งสี่เมื่อเห็นนางก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที พวกเขาวิ่งออกมาอย่างดีใจ วนเวียนอยู่รอบตัวฉินเหยา คนโตช่วยปลดสัมภาระให้ ส่วนคนเล็กก็ช่วยตักน้ำล้างมือให้
ฉินเหยาล้างมือจนสะอาด สะบัดหยดน้ำบนมือแล้วลูบหัวพวกเขาทีละคน “สำนักศึกษาเปิดเรียนแล้วสินะ”
เด็กๆทั้งสี่พยักหน้า
“เช่นนั้นก็รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เช้าจะตื่นไม่ไหว” ฉินเหยาผลักเด็กๆทั้งสี่เข้าห้องพวกเขาอย่างไปไร้ความปรานีแล้วปิดประตูลง
“ห้ามออกมานะ!” นางชี้ไปที่ประตูแล้วกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
เสียงตอบรับ “อ้อ~” อย่างจนใจของทั้งสี่คนดังแว่วมาจากในห้อง
ฉินเหยาถอนหายใจโล่ง.อก ไม่ใช่ว่าไม่ได้เจอกันมาหลายร้อยปีเสียหน่อย กระตือรือร้นเกินไปแล้ว
เมื่อมาถึงห้องโถง อาวั่งก็จัดเตรียมอาหารมื้อดึกไว้เรียบร้อยแล้ว เขายืนอยู่ข้างประตูด้วยท่าทางรอให้นางกินเสร็จก่อนแล้วค่อยเลิกงาน
อาวั่งก้มศีรษะเอ่ย “ฮูหยิน”
ฉินเหยาตบห่อผ้าที่เอวของตน แสดงความเสียใจต่ออาวั่งว่าไม่มีโอกาสได้ใช้เลย
นางนั่งลงหน้าโต๊ะอาหาร ซดน้ำแกงบะหมี่อันหอมกรุ่นเข้าไปคำหนึ่ง กินพลางถามว่า “นายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจเจ้าสำราญของเจ้าเล่า?”
มุมปากของอาวั่งกระตุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาหันกายมาหาฉินเหยาแล้วก้มหน้าตอบว่า “ประตูของอำเภอเปิดแล้ว นายท่านกลับไปสำนักศึกษาที่อำเภอแล้วขอรับ เพิ่งไปเมื่อวานนี้”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นฉินเหยามองมาจึงพูดต่อ
“ชั้นเรียนสอนหนังสือในโรงงานเปิดได้ครึ่งเดือน ตอนนี้เลิกไปแล้วขอรับ”
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “ผลของชั้นเรียนสอนหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง”
อาวั่งตอบตามจริง “พอใช้ได้ขอรับ สอนการคำนวณพื้นฐานไปบ้างแล้ว ตัวอักษรก็เรียนไปหนึ่งร้อยตัว พอรู้ว่านายท่านจะกลับสำนักศึกษา ทุกคนต่างอาลัยอาวรณ์ หวังว่าชั้นเรียนสอนหนังสือจะเปิดต่อไปได้”
แต่หลิวจี้ก็ไม่ได้อยู่ต่อเพราะเหตุนี้ พอประตูเมืองเปิด เขาก็กลับสำนักศึกษาไปทันที
เมื่อได้เห็นความรุ่งโรจน์ของหลิวลี่ที่เป็นซิ่วไฉผู้นี้แล้ว ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวคือสอบให้ได้ซิ่วไฉ
ก่อนไป เขาขนหนังสือที่บ้านไปทั้งหมด บอกว่าจะเก็บตัวเรียนหนังสือ ให้่อาวั่งขับรถไปรับเขากลับมาจากอำเภอในวันหยุดพักผ่อนครั้งหน้า
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ยังจำได้ว่าต้องสอบเอาตำแหน่ง ไม่เลว ไม่เลว
“จริงสิ เด็กๆจากหมู่บ้านอื่นในชั้นเรียนสอนหนังสือ ไม่ได้กลับมาอีกใช่หรือไม่” ฉินเหยาอยากรู้ว่าหลิวจี้จัดการเรื่องราวเรียบร้อยดีหรือไม่ อย่าได้ทิ้งปัญหาไว้ให้นางเชียว
อาวั่งส่ายหน้าแล้วเอ่ยต่อว่า “ช่วงนี้มีชาวบ้านมาหลายคน ถามว่าท่านจะกลับมาเมื่อใด ข้าน้อยถามว่ามีเรื่องอันใดหรือไม่ พวกเขาล้วนบอกว่าไม่มีแล้วก็จากไป น่าจะมาเพราะเรื่องชั้นเรียนสอนหนังสือขอรับ”
ห้าเหวินก็สามารถเรียนคำนวณเรียนรู้ตัวอักษรได้ ไม่มีอะไรจะคุ้มค่าไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ก่อนที่จะได้สัมผัสด้วยตนเอง ชาวบ้านก็ไม่กล้าคิดเรื่องเหล่านี้ แต่หลังจากเข้าร่วมชั้นเรียนสอนหนังสือไปครึ่งเดือนแล้ว จู่ๆก็หยุดไปพลันรู้สึกว่ายังไม่จุใจ
ได้ยินมาว่าในโรงงานเครื่องเขียนจะยังคงเปิดรุ่นที่สองรุ่นที่สามต่อไป ให้คนที่เรียนแล้วสอนคนที่ยังไม่ได้เรียน
แต่เด็กๆในหมู่บ้านเล่า?
ชั้นเรียนราคาห้าเหวินนั้นหาไม่ได้อีกแล้ว
ดังนั้นจึงมีคนคิดให้โรงงานเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือต่อไป ไม่ได้หวังว่าจะสอบได้ตำแหน่งอะไร เพียงแค่อยากวางพื้นฐานให้พวกเด็กๆ ปีหน้าจะได้ไปแข่งขันเพื่อชิงสิทธิ์เข้าเรียนโดยไม่เสียค่าเรียนที่สำนักศึกษาในเมือง
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนล้วนยินดีจ่ายค่าเล่าเรียนห้าเหวินต่อครึ่งเดือนต่อไป
หากไม่มีภูเขาลูกใหญ่อย่างการสอบชิงตำแหน่งกดทับอยู่บนศีรษะ หลิวจี้ก็คงอยู่ต่อแล้ว
การเป็นอาจารย์สอนหนังสือก็ใช่ว่าจะไม่ดี ในหมู่บ้านเองก็มีเด็กยี่สิบสามสิบคน คนหนึ่งเก็บเดือนละสิบเหวินก็จะได้เงินสองสามร้อยเหวินเข้ากระเป๋าแล้ว
น่าเสียดาย หลังจากออกไปเห็นโลกที่กว้างใหญ่ขึ้นแล้ว ตอนนี้เขาตัดสินใจแน่วแน่ที่จะออกไปข้างนอก!
ก่อนกลับสำนักศึกษา เพราะกลัวว่าเมื่อฉินเหยากลับมาจะว่าตนว่าจัดการเรื่องราวไม่เรียบร้อย หลิวจี้จึงปฏิเสธชาวบ้านไปแล้ว
แต่ทุกคนรู้ดีว่า ในบ้านนี้เขาพูดแล้วไม่อาจนับได้ นี่อย่างไรจึงเฝ้ารอฉินเหยากลับมา อยากจะขอร้องนางอีกครั้ง
วันที่สองหลังจากกลับมาบ้าน ตอนเช้าตรู่ ฉินเหยายังคงนอนหลับอยู่ ประตูเรือนก็ถูกเคาะเสียงดัง
อาวั่งส่งเด็กๆไปสำนักศึกษาแล้ว ในบ้านเงียบสงัด เป็นเวลาที่ดีที่จะงีบหลับต่อ จู่ๆก็ถูกปลุกให้ตื่น ฉินเหยาจึงยากที่จะมีสีหน้าดีๆได้
นางเปิดประตูเรือนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ชาวบ้านหลายคนที่อยู่หน้าประตูเห็นนางกวาดสายตาเย็นชามา หัวใจก็หยุดเต้นไปครู่หนึ่ง รู้สึกตกใจอยู่บ้าง คำพูดที่มาถึงปากก็ติดอยู่ในลำคอ อ้ำๆอึ้งๆอยู่ครึ่งค่อนวันก็พูดไม่ออก
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก นวดขมับที่ปวดตุบๆแล้วถาม “หลิวฟาไฉ พวกเจ้าต้องการอะไร”
จู่ๆถูกเรียกชื่อ หลิวฟาไฉพลันสะดุ้งเฮือก ยังไม่ทันได้เตรียมตัวก็ถูกชาวบ้านที่มาด้วยกันผลักไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยา
“คือว่า คือว่า…” เมื่อเห็นสีหน้าของฉินเหยาแสดงความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ หลิวฟาไฉก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจเสี่ยงดวง “ผู้จัดการใหญ่ฉิน พวกเราอยากจะมาถามท่านว่า ชั้นเรียนสอนหนังสือในโรงงานยังจะเปิดอยู่หรือไม่ เด็กๆที่บ้านรอไปเรียนกันอยู่ขอรับ”
“ก่อนไปหลิวจี้ไม่ได้บอกพวกเจ้าให้ชัดเจนหรือ” ฉินเหยาถามกลับอย่างไม่พอใจ
หลิวฟาไฉหัวเราะแห้งๆ “นี่ไม่ใช่ว่ารู้กันหมดแล้วหรือว่าที่บ้านท่านเป็นผู้ตัดสินใจ” คำพูดนี้มีเจตนาประจบสอพลออยู่บ้างเพราะคิดว่าฉินเหยาชอบฟังคำยกยอปอปั้นแบบนี้
แต่กลับไม่รู้ว่า หลิวจี้ถูกตีถูกด่าที่บ้านนั้นนเป็นเรื่องในบ้าน เมื่อเผชิญหน้ากับคนนอก ฉินเหยามักจะรักษาท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอ
“เขาเป็นอาจารย์ เขาพูดแล้วก็ถือเป็นที่สุด”
แววตาหลิวฟาไฉเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนไม่คิดว่าฉินเหยาจะช่วยพูดแทนหลิวจี้ แต่พอมาคิดอีกที คนเขาเป็นสามีภรรยากันย่อมสนิทสนมกันมากกว่าคนนอกอย่างพวกเขาอยู่แล้ว
“ไม่เปิดแล้วจริงๆหรือขอรับ เช่นนั้นเด็กๆจะทำอย่างไร นี่เก็บเงินไปแล้วจู่ๆก็ไม่เปิด มันดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลนะขอรับ…” พูดถึงตรงนี้ หลิวฟาไฉก็จงใจหยุด ไม่พูดต่อ
แต่ความหมายนั้นชัดเจนมาก พวกท่านจะเก็บเงินแล้วไม่ทำงานไม่ได้นะ หากไม่ทำงานก็คืนเงินมา
เขาไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ฉินเหยาก็แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ลูกของบ้านเจ้า เจ้าก็ไปคิดหาวิธีเอาเองสิ เกี่ยวอะไรกับข้า ไม่ใช่ลูกของบ้านข้าเสียหน่อย”
เดิมทีก็เป็นชั้นเรียนสอนหนังสือที่โรงงานจัดให้คนงานอยู่แล้ว เพราะเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจึงให้เด็กๆในหมู่บ้านเข้าไปเรียนด้วยครึ่งเดือน แม้จะเก็บเงินไป แต่เงินห้าเหวินนี้ยังไม่พอค่าจัดหาสถานที่ของนางเลยด้วยซ้ำ ได้คืบจะเอาศอก พอได้แล้ว เอาเปรียบไม่รู้จักพอ!
พอเห็นฉินเหยาทำหน้าเย็นชา หลิวฟาไฉก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เรียกชาวบ้านอีกหลายคนแล้วจากไปอย่างไม่พอใจ
แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์ เสียงบ่นอย่างไม่พอใจของเขาจึงดังมาจากในหมู่บ้านแต่ไกลว่า “มีอะไรน่าอวดดีนัก พวกเราก็ไม่ใช่ว่าไม่จ่ายเงิน พวกเจ้าดูท่าทางนางสิ คิดว่าตัวเองสูงส่งนักหรือไร!”
คนข้างๆ บอกให้เขาเบาเสียงลงหน่อย ที่บ้านพวกเขายังมีคนทำงานในโรงงานเครื่องเขียนอยู่ หลิวฟาไฉยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น พอเดินไปถึงบ่อน้ำในหมู่บ้าน เห็นเด็กๆกลุ่มหนึ่งก็พูดจาแดกดันว่า
“รู้จักแต่จะเล่นดินโคลน ไม่รู้หรือไรว่าพ่อแม่พวกเจ้าต้องยอมลดตัวไปอ้อนวอนผู้จัดการใหญ่เพื่อให้พวกเจ้าได้เรียนหนังสือน่ะ ไม่รู้ประสาเอาเสียเลย!”
“ท่านว่าใครน่ะ ว่าอาสะใภ้สามของข้าใช่หรือไม่!”
จินฮวาในกลุ่มคนกระโดดพรวดขึ้นไปยืนบนก้อนหินใหญ่แล้วชี้หน้าเขาถามเสียงดัง
หลิวฟาไฉหัวเราะเหอะๆ “ยัยเด็กนี่ ชี้หน้าลุงของเจ้ารึ!”
จินฮวาทำแก้มป่อง หยิบก้อนดินบนพื้นปาใส่ตัวเขา ปาเสร็จก็หันหลังวิ่งตรงไปยังโรงงานเครื่องเขียนทันที
วิ่งพลางก็หันกลับไปมอง พอเห็นหลิวฟาไฉไม่กล้าตามมาก็แลบลิ้นใส่เขา “แบร่~” พลางทำหน้าทะเล้นใส่ ทั้งยังรู้สึกว่าไม่พอ วิ่งเข้าไปในโรงงานเครื่องเขียนฟ้องท่านป้าใหญ่บอกว่าหลิวฟาไฉรังแกนาง
นางชิวมีนิสัยอ่อนโยน เด็กหญิงตัวน้อยรู้ว่าต้องไปหาใครจึงจะได้ผล
นางเหอคว้าตะหลิวอันใหญ่พรวดพราดออกมาทันที ทำให้หลิวฟาไฉตกใจจนรีบวิ่งหนีกลับบ้านแทบไม่ทัน
นางเหอหัวเราะเยาะหยัน ถ่มน้ำลายตามหลังหลิวฟาไฉอย่างแรง “ถุย! เป็นตัวอะไรกัน!”
ฉินเหยาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากลานหน้าบ้าน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา พี่สะใภ้ใหญ่ช่างทรงพลังยิ่งนัก!
ตอนที่ 295: เด็ดบุปผาไร้ปรานี
อาวั่งกลับมาจากในเมืองแล้ว
ก่อนหน้านี้เงินค่ารถรับส่งเด็กๆไปยังสำนักศึกษาที่ตกลงกับสารถีไว้ เพราะการมาถึงของอาวั่ง หลิวจี้จึงหน้าด้านไปขอคืนจากคนเขาแล้ว
ตอนนี้อาวั่งขับรถม้าของที่บ้านคอยรับส่งพวกต้าหลางสี่พี่น้องบวกกับจินเป่าอีกคน เพราะไม่ต้องเปลี่ยนรถแล้ว เด็กๆจึงสามารถนอนได้นานขึ้นอีกหนึ่งเค่อ
ซานหลางมักจะไม่ค่อยยอมตื่น พอได้นอนในตัวรถม้าที่ปูเบาะนุ่มๆ ก็ยังสามารถงีบหลับต่อได้อีก
ตอนนี้เด็กๆดีใจมาก ความรู้สึกที่มีรถส่วนตัวรับส่งช่างดีเหลือเกิน
“ฮูหยิน มันหมูที่ท่านต้องการขอรับ” อาวั่งจอดรถม้าไว้ที่ประตู นำเนื้อที่ซื้อกลับมาส่งให้ฉินเหยาก่อน
เรื่องผู้อพยพได้รับการแก้ไขแล้ว แม้จะยังคงมีผู้อพยพหลงเหลืออยู่ในเขตอำเภอไคหยางไม่น้อย แต่สถานการณ์ก็แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ร้านค้าในเมืองก็กล้าเปิดกิจการแล้ว
เนื่องจากอาวั่งต้องไปส่งพวกต้าหลางที่สำนักศึกษาของตระกูลติงก่อน พอไปถึงแผงเนื้อเลยสายไปบ้างจึงซื้อได้เพียงหมูสามชั้นห้าจินและมันหมูล้วนสามจิน
พลังการต่อสู้ของบรรดาป้าๆนั้นช่างน่าตกใจ ไม่ได้กินเนื้อสดใหม่มานานขนาดนี้ แผงของคนขายเนื้อเพิ่งจะตั้งก็ถูกซื้อไปครึ่งหนึ่งแล้ว
โชคดีที่อาวั่งเบียดเข้าไปได้จึงคว้าเนื้อส่วนนี้มาได้ ตอนที่เขากลับมา หน้าแผงเนื้อยังคงมีคนต่อแถวยาวอยู่เลย
ฉินเหยารับเนื้อมา เห็นหมูสามชั้นที่มีมันและเนื้อสม่ำเสมอกันก็อดไม่ได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย
ก่อนหน้านี้ทุกคนตามนางไปจัดการหวังหม่าอู่ พอกลับมานางสัญญาว่าจะเลี้ยงเนื้อทุกคน คนเราต้องรักษาคำพูด ฉินเหยาจึงฝืนทนความเสียดาย ให้อาวั่งหั่นครึ่งจินเก็บไว้ที่บ้านเพื่อเพิ่มกับข้าวสำหรับมื้อเย็น ที่เหลือให้ส่งไปที่โรงงาน ให้นางเหอเพิ่มกับข้าวจานเนื้อให้ทุกคน ถือเสียว่าจ่ายดอกเบี้ยไปก่อน
กับข้าวจานเนื้อจริงๆจังๆ คงต้องรออีกสักหน่อย
ตอนนี้ร้านเนื้อเพิ่งเปิดใหม่ ไม่สามารถสั่งเนื้อในปริมาณมากได้เลย
อาวั่งรับคำแล้วมองไปยังมันหมูสามจินในมือของฉินเหยาพลางสอบถามว่า “ฮูหยินเตรียมจะเจียวน้ำมันหรือขอรับ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ใช่ ข้าเก็บไว้ทำสบู่ จริงสิ เปลือกหอยกาบที่พวกต้าหลางไปเก็บมาจากนาที่เรือนเก่าเมื่อหลายวันก่อนเล่า”
ปีนี้หลิวเหล่าฮั่นได้หอยกาบมาถังหนึ่งจากที่ใดไม่รู้ เลี้ยงไว้ในนา ไม่ใช่เพื่อกิน แค่เลี้ยงไว้ดูเล่น ทั้งหมดถูกพวกจินเป่าและต้าหลางที่บ้านเก็บไปจนเกลี้ยง
เด็กหลายคนก้มๆเงยๆ ตากแดดอยู่ในนาทั้งวัน เก็บหอยกาบกลับมาได้สองถังใหญ่ก็หิ้วไปหาท่านย่าจาง ยืนกรานจะให้ทำกินให้ได้
เพราะเห็นพวกเขาน่าสงสาร บวกกับช่วงนี้วุ่นวายกับเรื่องผู้อพยพ ไม่ได้กินของดีๆอะไรเลย ย่าจางจึงแกะเนื้อหอยกาบออกมา ยืมน้ำมันเมล็ดผักกาดครึ่งกระปุกที่เอ้อร์หลางนำมาจากบ้าน ผัดเนื้อหอยกาบสามจานใหญ่ สองครอบครัวรวมตัวกันกินเลี้ยงเล็กๆ
เปลือกหอยกาบนั้นต้าหลางนำกลับมาล้างจนสะอาดแล้วเก็บเอาไว้
ที่บ้านมีที่นาน้อย ไม่มีงานในไร่นาให้ทำมากนัก ส่วนใหญ่อาวั่งจึงมักจะคอยตามหลังเด็กๆทั้งสี่อยู่เสมอ
เขาทั้งปีนต้นไม้ได้และกล้าลงแม่น้ำ ทั้งยังรู้วิธีล่าสัตว์และประดิษฐ์เครื่องมือสนุกๆต่างๆนานา ตอนนี้จึงกลายเป็นสหายตัวโตคนโปรดของพี่น้องทั้งสี่ไปแล้ว
ของที่พี่น้องทั้งสี่ซ่อนเอาไว้ บิดามารดาอาจจะไม่รู้ แต่อาวั่งจะต้องรู้อย่างแน่นอน
ต่อให้ไม่รู้แน่ เขาก็สามารถตามร่องรอยหาให้ฉินเหยาจนเจอได้
“มืออาชีพ” ฉินเหยารับกระสอบเปลือกหอยกาบใบใหญ่ที่อาวั่งลากออกมาจากใต้เตียงในห้องเด็กพลางยกนิ้วให้เขาแล้วเอ่ยอย่างล้อเลียน
กล้ามเนื้อใบหน้าของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย แสดงออกว่าตนไม่ชอบการหยอกล้อเช่นนี้
แต่ก็ยังคงตามฉินเหยามาที่ลานบ้านด้วยความสงสัย ดูนางทำสบู่
เพราะที่บ้านไม่มีคนอื่น ฉินเหยาพูดอะไรจึงไม่ต้องคอยระวัง นางถามอาวั่งอย่างสงสัยว่า “ท่านอ๋องใช้อะไรชำระล้างร่างกายหรือ”
“เซียงอี๋ขอรับ” อาวั่งชี้ไปที่สบู่สีขาวครึ่งก้อนบนขอบหน้าต่างห้องอาบน้ำ “คล้ายกับของที่บ้าน เพียงแต่เพิ่มเครื่องหอมเข้าไป”
แต่เซียงอี๋ของจวนอ๋องล้วนเป็นเครื่องราชบรรณาการชั้นเลิศ รูปทรง สีสันล้วนประณีตงดงามกว่ามาก
“แพงมากสินะ” ฉินเหยาถามพลางเผาเปลือกหอยกาบ
อาวั่งพยักหน้า นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า ฉินเหยารู้สูตรลับของเซียงอี๋ได้อย่างไร
น่าเสียดาย นางไม่มีทีท่าว่าจะอธิบาย เพียงให้เขานำเนื้อไปส่งแล้วหันหลังเข้าครัวไป
หั่นมันหมูเจียวน้ำมัน ขั้นตอนต่างๆ ฉินเหยาคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ครั้งนี้มันหมูไม่มากจึงตั้งใจจะสะสมเพิ่มอีกหน่อยไว้ค่อยทำสบู่เยอะๆในคราวเดียว จะได้ไม่ต้องคอยมาทำทุกสองสามเดือน
วันนี้เพียงเตรียมวัตถุดิบที่จำเป็นให้พร้อม ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เสร็จแล้ว
อาวั่งส่งเนื้อเสร็จแต่ยังไม่กลับมาเสียที ตอนที่ฉินเหยากำลังสงสัยว่าเขาหนีไปอู้ที่ไหนหรือเปล่าก็เห็นอาวั่งอุ้มดอกไม้สีเหลืองเล็กๆช่อใหญ่ที่เก็บมาจากตีนเขาเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าหนุ่มอาวั่งนี่ช่างรู้จักใช้ชีวิตเสียจริง!
ฉินเหยาคิดเข้าข้างตัวเองพลางยิ้มยื่นมือออกไปรับ อาวั่งกลับเดินตรงผ่านหน้านางไป ไปง่วนทำอะไรบางอย่างในสวนหลังบ้าน เขาเด็ดหัวดอกไม้ออกทั้งหมดแล้วใช้ฝ้ายซับเอาละอองเกสรในดอกไม้ออกมา รวบรวมเกสรดอกไม้ได้ถ้วยเล็กๆถ้วยหนึ่ง
“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ” ฉินเหยาเก็บหัวดอกไม้ที่ถูกทิ้งอย่างไร้เยื่อใยบนพื้นขึ้นมา อยากจะมอบสมญานามเด็ดบุปผาไร้ปรานีให้เขาเสียจริง
อาวั่งตอบ “ทำแป้งหอมขอรับ ใส่ลงไปในสบู่ที่ฮูหยินทำ จะได้มีกลิ่นหอม”
เขามองนางอย่างจริงจัง ดวงตาเป็นประกาย “ของนี้แพง ขายได้เงินมากขอรับ”
ฉินเหยาจุ๊ปากแล้วโบกมือ “ขายไม่ได้ ขายแล้วจะมีปัญหาใหญ่ แต่ใช้เองน่ะพอได้”
“อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้ยากจน เลี้ยงเจ้าได้อยู่แล้ว เรื่องหาเงินเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
ฉินเหยามองสำรวจอาวั่งขึ้นๆลงๆอย่างปลาบปลื้มใจอยู่บ้าง ไม่คิดว่าเขาเพิ่งมาอยู่ที่บ้านได้ไม่นานก็คิดจะหาเงินเข้าบ้านแล้ว
พอลองเทียบกับหลิวจี้เจ้าคนไร้ยางอายไร้ประโยชน์ผู้นี้แล้ว พูดได้เพียงว่าความแตกต่างของโลกนี้ช่างใหญ่หลวงนัก!
อาวั่งไม่คิดว่าความคิดอยากจะหาเงินที่ตนอุตส่าห์คิดได้จะถูกปฏิเสธรวดเร็วถึงเพียงนี้ เขาตะลึงงันไปสามวินาทีเต็มแล้วก้มหน้าลง ตอบรับคำหนึ่งแล้วเก็บเกสรดอกไม้ของตนต่อไป
ไม่เอ่ยว่าผิดหวังแม้แต่คำเดียว แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่บรรยากาศแห่งความผิดหวังออกมา
ฉินเหยาหัวเราะกล่าว “ทำเยอะๆหน่อย ครั้งนี้พวกเรามาทำสบู่หอมของจริงกัน ต้องการอะไรบอกข้า ฮูหยินอย่างข้าสนับสนุนเต็มที่”
“เช่นนั้นให้ข้าห้าร้อยเหวินนะขอรับ”
อาวั่งยื่นมือออกไป ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยหนังด้านหนา บนข้อมือยังมีรอยแผลเป็นยาวเส้นหนึ่ง เพียงแค่มองมือนี้ก็สามารถจินตนาการได้เลยว่าตอนนั้นน่าหวาดเสียวเพียงใด
ฉินเหยามองใบหน้าธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นของเขา บนใบหน้านั้นไม่มีความปรารถนาในเงินทองแม้แต่น้อย แต่ทว่ามือที่ยื่นออกมากลับยื่นมาอย่างมั่นใจมาก!
“นี่ข้าก่อเวรก่อกรรมอะไรไว้เนี่ย!” ฉินเหยากัดฟันบ่นพลางหยิบก้อนเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอก หักเป็นครึ่งตำลึงแล้ววางลงบนฝ่ามือที่เต็มไปด้วยหนังด้านและรอยแผลเป็นนั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางคิดไปเองหรือไม่ รู้สึกว่าอาวั่งที่ได้เงินไปแล้วมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาทื่อๆนั้นก็มีประกายขึ้นมาสองส่วน
“ข้าไปทำอาหารกลางวันก่อน อีกเดี๋ยวจะออกไปข้างนอกสักครู่” เขาจะไปซื้อส่วนผสมอื่นๆสำหรับทำแป้งหอม
อาวั่งเก็บละอองเกสรที่ตนทำเสร็จแล้ว เดินไปยังห้องครัว ฝีเท้านั้นแผ่วเบาราวกับแมว เพียงพริบตาเดียว คนก็เดินไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว
จริงดังคาด หลังจากหงายไพ่แล้วเขาก็ไม่เสแสร้งอีกเลย
แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นตอนที่ในบ้านมีเพียงฉินเหยาอยู่เท่านั้นจึงจะเป็นเช่นนี้
ส่วนนายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจเจ้าสำราญของเขานั้นเป็นคนขวัญอ่อน รอให้เขาค้นพบด้วยตนเองเถอะ
หากถามก็คือไม่รู้วรยุทธ์!
ตอนที่ 296: แรงงานที่มาเสนอตัวถึงประตู
ครั้นเมื่อวัตถุดิบทำสบู่หอมทางฝั่งฉินเหยาจัดเตรียมครบถ้วนแล้ว ขบวนรถม้าที่นำโดยหลิวไป่และหลิวเฝยก็บรรทุกหีบหนังสือสำเร็จรูปหนึ่งพันใบมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑลอีกครั้ง
ที่โรงงาน นอกจากเรื่องคิดบัญชีที่ต้องการนางแล้ว เรื่องอื่นล้วนมีผู้อื่นรับผิดชอบ เพียงนานๆครั้งมีเรื่องมาขอให้นางช่วยตัดสินใจ ฉินเหยาจึงเริ่มว่างอย่างหาได้ยาก
หลังจากช่างไม้หลิวจัดตั้งทีมช่างฝีมือขึ้นมาแล้วก็สบายขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องลงมือลงแรงทำนั่นทำนี่ด้วยตนเองอีกต่อไป ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสความรู้สึกของการเป็นเถ้าแก่เสียที
ขณะที่ฉินเหยากำลังตัดแบ่งสบู่หอมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆพร้อมกับอาวั่ง ผู้ใหญ่บ้านก็ไพล่มือเดินสบายๆเข้ามาหา เตือนนางว่าถึงเวลาไปอำเภอเพื่อจัดการเรื่องเอกสารของโรงงานเครื่องเขียนแล้ว
ฉินเหยาตบหน้าผากตนเอง “โชคดีที่ท่านเตือน ข้าเกือบลืมไปแล้ว!”
ผู้ใหญ่บ้านแย้มยิ้มอย่างเมตตา “แล้วเจ้าคิดว่าพวกเราจะไปวันไหนดีเล่า”
“พรุ่งนี้ดีหรือไม่” ฉินเหยาลองถามดู นางมีเวลาเหลือเฟือ
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ไปด้วยกันเถิด เจ้าทำงานต่อเถอะ ข้ากลับก่อนล่ะ” พลางโบกมือส่งสัญญาณให้ฉินเหยาไม่ต้องไปส่งแล้วลุกขึ้นเดินจากไป
แต่ฉินเหยาก็ยังคงเดินตามไปส่งถึงลานหน้าประตูบ้านแล้วค่อยกลับเข้ามา
เมื่อมีคนอยู่บ้าน ประตูจะไม่ปิด นางเพิ่งก้าวเข้าประตูหน้าไป คนแปลกหน้าสองคนก็เดินตามนางเข้ามาในลานบ้านติดๆ
สองคนนั้นเป็นพ่อลูกคู่หนึ่ง พอเข้ามาด้านในแล้ว ผู้เป็นพ่อก็หาขวานในลานบ้านจนเจอ ตรงเข้าไปยังท่อนไม้ที่ยังไม่ทันได้ผ่าแล้วลงมือผ่าฟืนเสียงดัง “ปัง ปัง”
ผู้เป็นลูกสาวเองก็เจอไม้กวาดที่วางอยู่ข้างประตูจึงหยิบขึ้นมากวาดลานบ้านทันที
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน
ฉินเหยาถึงกับงงงันไปเล็กน้อย เพราะไม่รู้สึกว่าคนทั้งสองเป็นภัยคุกคามต่อนางแต่อย่างใดจึงไม่ได้เตะคนทั้งสองออกไปในทันที
อาวั่งเองก็ชะงักไปเช่นกัน จนเมื่อรู้ตัวว่ามีคนมาแย่งงานของเขา หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เขาวางเส้นด้ายสำหรับตัดสบู่ในมือลง กำลังจะเข้าไปจับตัวพ่อลูกคู่นั้น
ฉินเหยาก็ยกมือห้ามไว้ ส่งสัญญาณบอกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนให้รอดูก่อน ช่างแปลกใหม่นัก นางเพิ่งเคยเห็นแบบนี้เป็นครั้งแรก
อาวั่งร้อนใจยิ่งพลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “นี่เป็นงานของข้า!”
ก็ได้ ฉินเหยาลดมือลง อาวั่งก็พุ่งตัวออกไปในทันที เขาคว้าขวานที่ผู้เป็นพ่อกำลังเงื้อขึ้นแล้วแย่งมาพร้อมกับเหวี่ยงคนไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยา
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น เด็กหญิงผู้นั้นรีบทิ้งไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้าฉินเหยาแล้วอธิบาย
“ฮูหยินโปรดไว้ชีวิตด้วย! ฮูหยินโปรดไว้ชีวิตด้วย! ข้ากับท่านพ่อเพียงแค่อยากจะช่วยท่านทำงานเพื่อแลกข้าวกินเท่านั้น ฮูหยิน โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!”
อาจเป็นเพราะคาดไม่ถึงว่าในลานบ้านชาวนาเล็กๆ เช่นนี้จะมีคนร้ายกาจเช่นอาวั่งอยู่ด้วย พ่อลูกทั้งสองจึงทำอะไรไม่ถูก
เห็นได้ชัดว่ากลอุบายนี้ของพวกเขาเคยใช้ได้ผลมาก่อน พอเห็นพวกเขาทำงานแล้ว ต่อให้ไม่พอใจก็จะหยิบยื่นของกินให้เล็กน้อยเพื่อไล่พวกเขาไป
ผู้เป็นพ่อดูเหมือนจะพูดไม่ได้ ในปากส่งเสียง “อา อา” อย่างร้อนรน ประสานมือคารวะให้ฉินเหยาและอาวั่งไม่หยุดเพื่อแสดงความขอโทษ
ฉินเหยากอดอกถามด้วยความสงสัย “ฟังจากสำเนียงแล้ว พวกเจ้าเป็นผู้อพยพมาจากเมืองข้างเคียงหรือ”
สองพ่อลูกพยักหน้า เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่มีท่าทีจะขับไล่ เด็กหญิงตัวน้อยจึงถามขึ้นอีกครั้ง “ฮูหยิน พวกเราช่วยท่านทำงานได้หลายอย่าง ท่านมีงานให้พวกเราทำหรือไม่เจ้าคะ ขอเพียงอาหารเล็กน้อยก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
เด็กหญิงดูอายุราวเจ็ดแปดขวบ แต่เมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่แก่เกินวัยนี้แล้ว ฉินเหยาก็คาดเดาว่าน่าจะเป็นเด็กสาวอายุสิบขวบแล้ว ที่ดูตัวเล็กคงเพราะกินไม่อิ่มและขาดสารอาหาร
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กหญิง จิตใจย่อมอ่อนโยนลงบ้าง นางจึงส่งสัญญาณให้สองพ่อลูกลุกขึ้นก่อน
“อาวั่ง ไปเอาหมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อเช้ามาลูกหนึ่ง” ฉินเหยามีใจเมตตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก หมั่นโถวลูกหนึ่งให้พ่อลูกแบ่งกันก็น่าจะพอแล้ว
อาวั่งนำหมั่นโถวมาให้ มองพ่อลูกทั้งสองอย่างระแวดระวังอยู่แวบหนึ่งแล้วจึงกลับไปทำงานที่ยังทำไม่เสร็จต่อ
ฉินเหยาหยิบม้านั่งมาให้คนทั้งสอง บอกให้พวกเขานั่งลง
หมั่นโถวแป้งขาวก้อนใหญ่ยังคงอุ่นอยู่ สองพ่อลูกเพิ่งได้รับมาก็กินหมดในไม่กี่คำ พอในท้องมีอาหาร กำลังวังชาและสภาพจิตใจก็ดีขึ้นมาก
สองพ่อลูกไม่กล้านั่ง ประสานมือขอบคุณฉินเหยาแล้วอยากจะช่วยนางทำงานต่อ
“ไม่ต้องรีบ ข้าจะถามเรื่องพวกเจ้าสักหน่อย นั่งลงพักผ่อนก่อนสักครู่ ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว มาจากทางหลังเขาของหมู่บ้านเราใช่หรือไม่”
สองพ่อลูกพยักหน้าแล้วนั่งลงบนม้านั่งเพียงครึ่งก้น เด็กหญิงกล่าวว่า “ท่านพ่อของข้าพูดไม่ได้ ฮูหยิน ท่านมีเรื่องอันใดถามข้าได้ ข้าชื่อเสี่ยวฮวา ท่านเรียกข้าว่าฮวาเอ๋อร์ก็ได้เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาถามพวกเขาว่าได้รับเสบียงกลับถิ่นฐานแล้วเหตุใดยังไม่กลับบ้าน แต่กลับมาขออาหารที่หมู่บ้านบนเขาเล็กๆของพวกนางแห่งนี้
ฮวาเอ๋อร์กล่าวว่า ราชสำนักแจกจ่ายข้าวสารให้พวกเขาจริง ทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้พวกเขากลับบ้านเกิดเพื่อเตรียมการเพาะปลูกข้าวสาลีรอบต่อไป เมล็ดพันธุ์ทางราชสำนักจะเป็นผู้จัดหาให้ รอให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ วิกฤตในปีหน้าก็จะคลี่คลายลง
แต่คนที่กลับไปมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกสามเดือนกว่าจะถึงเวลาเพาะปลูกข้าวสาลี หลายคนหากกลับไปก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้จึงได้รวบรวมความกล้าเดินมาที่นี่เพื่อหางานทำ
“เสบียงกลับถิ่นฐาน ท่านแม่กับน้องชายสองคนของข้านำกลับไปก่อนแล้ว ยังมีเวลาอีกกว่าครึ่งปีที่ต้องทนต่อไป เสบียงเพียงเท่านี้ไม่พอให้ผ่านพ้นไปได้ ดังนั้นข้ากับท่านพ่อจึงอยู่ต่อเพื่อหาอาหารกินเอง เช่นนี้แล้วยังสามารถประหยัดอาหารให้พวกนางได้หลายส่วน หากสามารถหางานทำเก็บเงินได้เล็กน้อยก็จะยิ่งดีเจ้าค่ะ”
ฮวาเอ๋อร์ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่กล่าวพรรณนาด้วยรอยยิ้มขื่นขมอย่างจนใจ
ฉินเหยาถาม “คนที่อยู่ต่อเช่นพวกเจ้ายังมีอีกเท่าใด”
“ราวๆครึ่งหนึ่งกระมังเจ้าคะ” ฮวาเอ๋อร์ก็ไม่แน่ใจนัก อย่างไรเสีย คนบ้านเดียวกันกับพวกนาง ทุกครอบครัวล้วนเหลือคนหนุ่มสาวแข็งแรงไว้ ไม่ได้กลับบ้านเกิด
ทุกคนอยากหางานเล็กๆน้อยๆทำเพื่อเลี้ยงดูตนเอง รอจนถึงฤดูหนาวค่อยกลับไป
ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น “พวกเจ้ายังมีสหายร่วมทางอยู่แถวนี้อีกหรือ”
ฮวาเอ๋อร์เงียบไปในทันที สองพ่อลูกก้มหน้าลงอย่างร้อนตัว
คนทั้งสองเป็นเพียงหน่วยสอดแนมที่มาสำรวจก่อน หากหมู่บ้านนี้มีกำลังพอจะรับพวกเขาไว้ได้ก็จะกลับไปบอกสหายร่วมหมู่บ้านคนอื่นๆ ให้ทุกคนพากันมาที่นี่
ความเงียบของสองพ่อลูกได้ให้คำตอบแก่ฉินเหยาแล้ว สีหน้าของนางเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเทียบกับพวกที่ไร้ซึ่งคุณธรรม ไร้ขอบเขตและทำเรื่องชั่วร้ายทุกอย่าง สองพ่อลูกเพียงแค่อยากอาศัยแรงงานของตนเองเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น
แม้จะดูไร้ยางอายไปบ้าง แต่เมื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ใครจะยังมาสนใจเรื่องพวกนี้กันอีก
เมื่อเห็นฉินเหยาเงียบไปนาน สองพ่อลูกก็ยืนขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน โค้งคำนับขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณนางสำหรับหมั่นโถวแป้งขาว
พวกเขาหันหลังเตรียมจากไป
“ในกลุ่มพวกเจ้ามีคนที่คิดบัญชีเป็นหรือไม่”
ฮวาเอ๋อร์หันกลับมาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “มีเจ้าค่ะ! ท่านลุงเฉียนเป็นเสมียนของโรงเตี๊ยมที่นั่นของเรา เขาคิดบัญชีเป็นเจ้าค่ะ!”
“สร้างถนนเล่า เป็นหรือไม่”
ท่านพ่อของฮวาเอ๋อร์รีบพยักหน้า เขาร้อรนอยากจะสื่อสารจึงโบกไม้โบกมือไม้รวดเร็วจนฮวาเอ๋อร์ร้อนใจ ต้องร้องบอกท่านพ่อให้ช้าลงๆหน่อย ทั้งยังต้องช่วยแปลความหมาย
“ฮูหยิน ท่านพ่อของข้าบอกว่าพวกสร้างสะพาน ปูถนน พวกเขาล้วนทำเป็นเจ้าค่ะ หากในหมู่บ้านมีคนต้องการสร้างบ้าน พวกเขาก็ทำได้เช่นกัน ท่านพ่อของข้าเป็นช่างปูน บ้านที่เขาสร้างน่ะแข็งแรงมากเลยนะเจ้าคะ!”
ฮวาเอ๋อร์มีสีหน้าเว้าวอนราวกับจะพูดว่า ‘ฮูหยินเลือกพวกเราเถิดเจ้าค่ะ เลือกพวกเราเถิด’ บนใบหน้าเล็กๆที่ผอมเหลืองนั้น ดวงตารูปเมล็ดซิ่งคู่หนึ่งเป็นประกายวาววับ ดูน่าสงสารยิ่งนัก
ฉินเหยาสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ชี้นิ้วไปยังแม่น้ำที่เชิงเขาทางทิศเหนือแล้วสั่งการว่า
“เห็นแม่น้ำตรงเชิงเขานั่นหรือไม่ เรียกคนของพวกเจ้ามาให้หมดแล้วรอข้าอยู่ที่นั่น”
สองพ่อลูกดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที เตรียมเรียกสหายร่วมหมู่บ้านลงมาทั้งหมด
ฉินเหยามองตามพวกเขาเข้าไปในภูเขา กำชับอาวั่งให้เฝ้าบ้านให้ดี อย่าให้ใครเข้ามาตามอำเภอใจอีกแล้วจึงออกเดินตามผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่
เดิมทีนางยังคิดว่าตอนนี้ในหมู่บ้านขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก เรื่องการสร้างถนนค่อยว่ากันหลังการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ตอนนี้ดูเหมือนว่าการทำล่วงหน้าก็ไม่เลวเช่นกัน
แรงงานที่มาเสนอตัวถึงประตู ไม่ใช้ก็เสียเปล่า
ตอนที่ 297: เปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับเป็นฝ่ายรุก
ศาลบรรพชนหมู่บ้านตระกูลหลิว
ฉินเหยาเอ่ย “พวกเรามาสร้างถนนกันเถิด”
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลตกตะลึงอย่างยิ่ง
“หะ…เหตุใดจึงจะสร้างถนนเล่า” หัวหน้าตระกูลถามด้วยความสงสัย
ผู้ใหญ่บ้านเองก็มีสีหน้าสับสนเช่นกัน “ตอนนี้คนในหมู่บ้านล้วนทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนกันหมดแล้วจะสร้างกันได้อย่างไร”
เหลือก็แต่พวกเขาคนแก่กระดูกผุเหล่านี้แล้ว แม้จะมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง แต่ก็เทียบไม่ได้กับคนหนุ่มสาว
อีกทั้งนี่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ เหตุใดอยู่ดีๆ ฉินเหยาถึงได้เอ่ยเรื่องการสร้างถนนขึ้นมาอย่างกะทันหัน?
ฉินเหยาจึงเล่าเรื่องที่นางเพิ่งพบเจอพ่อลูกฮวาเอ๋อร์เมื่อครู่ออกมา “สถานการณ์ตอนนี้ พวกเขาล้วนซ่อนตัวอยู่ในเขตภูเขาทางทิศเหนือของหมู่บ้านพวกเรา ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องออกมา แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับ มิสู้พวกเราเป็นฝ่ายรุกเสียเอง”
สองพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย แต่เหล่าสหายร่วมหมู่บ้านของพวกเขานั้นก็ไม่แน่
หากไม่ใช่เพราะฮวาเอ๋อร์พลั้งปากพูดออกมา ฉินเหยาก็คงไม่รู้ว่ามีผู้อพยพจำนวนมากเช่นนี้ขึ้นไปบนเขาทางทิศเหนือ
บอกว่ามาหางานทำ แต่หากบังเอิญเห็นเด็กในหมู่บ้านอยู่ตามลำพัง หรือบ้านที่ไม่ได้ลงกลอนประตู ก็เป็นไปได้มากที่พวกเขาจะเกิดความคิดไม่ดีขึ้นมา
ฉินเหยายอมคาดเดาเจตนาร้ายที่สุดของคนเหล่านี้ ดีกว่าที่จะต้องมาเสียใจภายหลังเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไม่รู้ว่าบนเขาทางทิศเหนือมีผู้อพยพอยู่ มิใช่เพียงคนสองคน หากแต่เป็นกลุ่มคนจากหมู่บ้านเดียวกัน
เมื่อได้ยินฉินเหยากล่าวเช่นนี้ หัวใจของผู้อาวุโสทั้งสองก็หล่นวูบไปพร้อมกัน
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ข้อเสนอของฉินเหยาเรื่องการสร้างถนนกลับกลายเป็นวิธีที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่
กำหนดขอบเขตพื้นที่ให้คนเหล่านั้น ให้พวกเขาช่วยสร้างถนน จัดหาอาหารให้พวกเขาสองมื้อ ทั้งเป็นการจัดการให้ผู้อพยพเหล่านี้มีความเป็นอยู่มั่นคง ทั้งยังได้ช่วยสร้างถนนในหมู่บ้านจนเสร็จเรียบร้อย เป็นการดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
แน่นอนว่าสามารถรวบรวมเหล่าชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านบุกขึ้นเขาทางทิศเหนือเพื่อขับไล่พวกเขาทั้งหมดได้เช่นกัน แต่หากเกิดการปะทะขึ้นมา สถานการณ์หลังจากนั้นก็มิอาจคาดเดาได้
อีกประการหนึ่ง พ่อลูกฮวาเอ๋อร์และคนอื่นๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายผิดต่อหลักฟ้าดินอันใด ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลสบตากัน นึกถึงความยากลำบากและความอับจนหนทางของตนเองเมื่อครั้งประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในอดีตก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความสงสาร
“ล้วนเป็นคนที่น่าสงสาร ในเมื่อหมู่บ้านของพวกเรากำลังขาดคนสร้างถนนพอดี เช่นนั้นก็ให้พวกเขามาเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ
หัวหน้าตระกูลเองก็ไม่ได้คัดค้านเช่นกัน เพียงถามฉินเหยาว่ามีแผนการหรือระเบียบการใดๆหรือไม่
ตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีกี่คน หากคนน้อยก็มีที่พักสำหรับคนน้อย หากคนมากก็มีการจัดการสำหรับคนมาก
โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน แม้อากาศจะร้อนแต่บ้านที่ลมโกรกย่อมไม่กลัวอยู่แล้ว ในตระกูลยังมีบ้านดินโทรมๆที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมานานหลายปีอยู่หลายหลัง จัดการทำความสะอาดเสียหน่อยก็พอจะอาศัยอยู่ไปก่อนได้
อย่างที่ฉินเหยาบอก ผู้อพยพเหล่านี้จะจากไปก่อนฤดูหนาวจะมาถึง นับดูก็เป็นเวลาราวสามเดือน
ถนนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว เดิมทีก็มีพื้นถนนอยู่แล้ว ซ่อมสักสามเดือนก็น่าจะพอดี
ฉินเหยาเองก็เพิ่งเกิดความคิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นกัน ตอนนี้จึงยังไม่มีแผนการใดๆ
แต่ตอนนี้หารือกันก็ยังทันเวลา
“แล้วผู้อพยพที่อยู่ริมแม่น้ำเหล่านั้นเล่า?” ผู้ใหญ่บ้านกังวลเล็กน้อย
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่เป็นไร ให้พวกเขารออีกสักครู่ ทางพวกเราจัดการให้เรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน”
ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจึงรีบส่งชายหนุ่มที่คล่องแคล่วว่องไวสองคนไป เรียกคนจากทุกแต่ละบ้านมา เพื่อประกาศเรื่องการใช้ผู้อพยพสร้างถนน
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทุกบ้านต่างส่งตัวแทนมา ทุกคนนั่งล้อมวงกันอยู่ในศาลบรรพชน มีทั้งชายหญิง เด็กและผู้ใหญ่
เงินค่าสร้างถนนทางตระกูลจะเป็นผู้จ่ายส่วนใหญ่ โรงงานเครื่องเขียนของฉินเหยาเพิ่งจ่ายค่าเช่ามาห้าตำลึง แค่จัดหาอาหารเช้าและกลางวันสองมื้อก็นับว่าเพียงพอ
ฉินเหยาเองก็แสดงจุดยืนเช่นกัน ต่อไปขบวนรถม้าของโรงงานเครื่องเขียนจะใช้ถนนบ่อยที่สุด หากภายหลังขาดแคลนเงินทุน โรงงานเครื่องเขียนสามารถช่วยสนับสนุนได้
การบำรุงรักษาพื้นผิวถนน ทางโรงงานก็จะรับผิดชอบครึ่งหนึ่งเช่นกัน
“บ้านบรรพบุรุษสามหลังของบ้านข้าก็ว่างอยู่มิใช่หรือ ให้พวกเขาทำความสะอาดแล้วเข้าพักอาศัยชั่วคราว อย่างไรก็ดีกว่าบ้านดินที่ไม่มีหลังคาเหล่านั้น”
หัวหน้าตระกูลชูนิ้วโป้งให้เขาพลางกล่าวชื่นชมว่า “ต้าฝูช่างมีคุณธรรมยิ่งนัก บ้านที่ให้กำเนิดใต้เท้าซิ่วไฉนี่ช่างแตกต่างจริงๆ พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้จากเขาไว้บ้าง!”
หลังจากยกย่องหลิวต้าฝูแล้วก็กล่าวตักเตือนพวกหลิวฟาไฉอีกครั้ง
วันๆเอาแต่คิดวางแผนเรื่องนั้นเรื่องนี้ จิตใจคับแคบเท่ารูเข็ม การงานที่ควรทำก็ไม่ทำแม้แต่น้อย คิดแต่จะเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆ
หลิวฟาไฉมองไปทางฉินเหยาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกอยู่เสมอว่าคำพูดของหัวหน้าตระกูลนี้เป็นการพูดกระทบกระเทียบเขา ในเรื่องที่เขาไปบ้านฉินเหยาเพื่อขอให้เปิดชั้นเรียนสอนหนังสืออีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ตนเป็นคนออกหน้าแทนพวกเขา แต่ดูเอาเถิด กลับกลายเป็นว่าเขาถูกตำหนิว่าเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆเสียอย่างนั้น เขาจึงโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
ฉินเหยาเพียงยิ้มๆไม่พูดอะไร
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆอีก ข้อเสนอเรื่องการสร้างถนนจึงผ่านมติเป็นเอกฉันท์
ต่อมาคือการหารือรายละเอียดต่างๆ เช่น ที่พักของผู้อพยพ ผู้รับผิดชอบดูแลและวิธีการสร้างถนน
ผู้อาวุโสทั้งหลายมีประสบการณ์เหลือเฟือ ต่างช่วยกันเสริมความคิดเห็น ฉินเหยาทำหน้าที่บันทึก ทุกคนหารือกันจนถึงพลบค่ำจึงเสร็จสิ้น
เชิงเขาทางทิศเหนือ ริมแม่น้ำสายเล็ก
คนทั้งยี่สิบสามคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่กำลังมองไปยังหมู่บ้านที่ไม่ไกลออกไปด้วยความกระวนกระวายอยู่บ่อยครั้ง
ในบรรดาคนเหล่านี้ มีชายหนุ่มสิบหกคน สตรีที่แต่งกายอย่างสตรีออกเรือนแล้วสี่คน ยังมีเด็กโตอีกสามคน คือเด็กชายอายุสิบสามสิบสี่ปีสองคน และเด็กหญิงอายุราวสิบขวบหนึ่งคน ซึ่งก็คือฮวาเอ๋อร์นั่นเอง
“ฮวาเอ๋อร์ พวกเจ้าไม่ได้บอกหรือว่าฮูหยินผู้ใจดีท่านนั้นจะมา? แล้วคนเล่า? พวกเรารออยู่ที่นี่ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงบ่ายแล้วนะ ตะวันกำลังจะตกดินแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาคน พวกเจ้าไม่ได้ถูกหลอกหรอกนะ?”
สตรีที่อายุมากที่สุดในกลุ่มเอ่ยถามเสียงเบา
พวกเขาล้วนมากันเป็นหน่วยครอบครัว บางกลุ่มเป็นสามีภรรยา บางกลุ่มเป็นพี่น้องผู้ชาย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพ่อกับลูกชายและกลุ่มพ่อกับลูกสาวด้วย
ผู้ที่สามารถอยู่ต่อและให้คนในครอบครัวกลับบ้านเกิดไปก่อนได้นั้นล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถติดตัวอยู่บ้าง ทั้งยังมีความคิดที่ยืดหยุ่นกว่า
แม้ว่าทุกคนจะรอมาตลอดบ่ายโดยไม่ได้ต่อว่าอะไรพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ แต่เมื่อเห็นว่าฟ้ากำลังจะมืดแล้ว พวกเขาก็กังวลมากว่าพ่อลูกคู่นี้จะถูกหลอกลวง
อีกทั้งการทนหิวเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี ตั้งแต่ออกจากภูเขามา แม้แต่ผลไม้ป่าที่เก็บสะสมไว้ก็กินหมดแล้ว
เดิมทีพวกเขายังสามารถหาของกินในภูเขาได้บ้าง แต่ตอนนี้ได้แต่ยืนรอคนอยู่ริมแม่น้ำ อาหารเย็นก็ยังไม่มีวี่แววเลย
เมื่อถูกสหายร่วมหมู่บ้านสงสัย ฮวาเอ๋อร์ก็เริ่มร้อนรนเล็กน้อย ทำได้เพียงอธิบายอย่างติดๆขัดๆว่า “ฮูหยินท่านนั้นบอกให้พวกเรารอนางอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”
ชายใบ้ตบศีรษะบุตรสาวเบาๆ ส่งสัญญาณบอกนางว่าไม่ต้องกังวลแล้วใช้ภาษามือบอกกับสหายร่วมหมู่บ้านอย่างหนักแน่นว่า รออีกหน่อยเถิด นางต้องมาแน่!
ทุกคนพยักหน้า ถ้าเช่นนั้นก็รออีกสักหน่อย ขอเพียงมีงานให้ทำจริงๆ การรอก็คุ้มค่า
ท้องร้องจ๊อกๆแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสามคนหากิ่งไม้มาได้ก็ชวนฮวาเอ๋อร์ไปจับปลาที่ริมแม่น้ำด้วยกัน
ขณะที่เด็กทั้งสี่กำลังประลองปัญญาและกำลังกับปลาในน้ำที่เจ้าเล่ห์จนแทบจะกลายเป็นภูตพรายนั้น ตะวันก็ลับขอบฟ้าไปโดยไม่รู้ตัว ม่านราตรีปกคลุมลงมา ท้องฟ้ามืดลงในชั่วพริบตา
สหายร่วมหมู่บ้านที่อยู่ข้างกายชายใบ้รอจนถึงตอนนี้ เดิมทีก็หมดหวังแล้ว กำลังจะจากไปอย่างผิดหวังอยู่ เด็กหนุ่มที่ริมฝั่งก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “ดูนั่น! มีแสงไฟ!”
ฮวาเอ๋อร์วิ่งพรวดพราดจากริมแม่น้ำขึ้นไปยังคันนาของหมู่บ้านพลางร้องตะโกนเสียงดังว่า “ฮูหยิน! ใช่ท่านหรือไม่เจ้าคะ ฮูหยิน!”
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฉินเหยาถือคบเพลิงเดินนำอยู่ด้านหน้าสุด ด้านหลังตามมาด้วยอาวั่ง หลิวจ้ง หลิวฉี และชายฉกรรจ์คนอื่นๆในหมู่บ้าน
ที่มาช้าเช่นนี้ก็เพื่อรอคนงานที่เลิกงานด้วย เพราะอย่างไรเสีย ฉินเหยาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ การพบหน้ากันครั้งแรก ย่อมต้องนำชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านมาด้วยเพื่อคุมสถานการณ์
เมื่อเห็นใบหน้าที่แย้มยิ้มของฉินเหยาปรากฏขึ้นใต้แสงไฟ หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ก็วางลงได้ในที่สุด
ตอนที่ 298: ท่านอายุมากเกินไป
ฉินเหยาพาพ่อลูกฮวาเอ๋อร์และคณะไปยังบ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝู
ภรรยาของหลิวต้าฝูได้นำลูกสะใภ้ทั้งหลายต้มโจ๊กธัญพืชผสมผักหม้อใหญ่เอาไว้แล้ว เมื่อเห็นคนมาถึงก็กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ทำให้กลุ่มของฮวาเอ๋อร์ประหลาดใจระคนตื้นตันใจอย่างยิ่ง
ภรรยาของหลิวต้าฝูกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว พวกเราทุกคนก็เหมือนๆกัน ใครบ้างไม่เคยประสบความยากลำบาก พอดีพวกเราพอจะมีกำลังเหลืออยู่บ้างจึงยื่นมือเข้าช่วย ทุกคนเข้าไปในบ้านวางสัมภาระลงก่อน อีกสักครู่ค่อยมาหยิบถ้วยตะเกียบตักโจ๊กกินเองนะ!”
ฉินเหยาแนะนำให้ทุกคนรู้จักว่าคนที่อยู่ในลานบ้านเหล่านี้เป็นใครบ้าง โดยเน้นแนะนำหลิวต้าฝูผู้ให้ที่พักพิงเป็นพิเศษ ทำให้ในใจเขารู้สึกยินดีจนยิ้มให้ฉินเหยาไม่หยุด
ฉินเหยายักไหล่อย่างจนใจ นางไม่สนใจเรื่องการทำตัวเป็นคนดีเพื่อเอาหน้าเช่นนี้ หลิวต้าฝูอยากเป็นคนออกหน้าเรื่องนี้ นางก็เพียงไหลตามน้ำช่วยส่งเสริมเขาขึ้นไป ตนเองก็จะได้ประหยัดแรงไปด้วย เป็นผลดีทั้งสองฝ่าย
บ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝูค่อนข้างใหญ่ มีห้องห้าหกห้อง คนยี่สิบสามคนอยู่อาศัยได้ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
มีคนในหมู่บ้านมาไม่น้อย ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเองก็มาด้วย พวกเขาแสดงการต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อกลุ่มของฮวาเอ๋อร์
กลิ่นหอมของอาหารในลานบ้านช่างยั่วยวนใจนัก เมื่อได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆของพวกฮวาเอ๋อร์ ฉินเหยาจึงเสนอให้พวกเขาทานอาหารก่อนแล้วค่อยทักทายพูดคุยกัน
พวกฮวาเอ๋อร์มองนางอย่างซาบซึ้งใจแล้วยิ้มให้คนหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเขินอาย รับโจ๊กร้อนๆที่คนในครอบครัวของหลิวต้าฝูส่งมาให้ ขอบตาก็พลันชื้นขึ้นเล็กน้อย
รอจนกระทั่งพวกเขากินโจ๊กหมดถ้วย ผู้ใหญ่บ้านจึงมีโอกาสได้สอบถามถึงที่มาของกลุ่มฮวาเอ๋อร์
เดิมทีพวกเขาล้วนมาจากสถานที่ที่เรียกว่าเมืองหวงเชวี่ย ก่อนหน้านี้ได้อพยพหนีภัยมายังอำเภอไคหยางด้วยกัน อยู่ด้วยกันมานานแล้วล้วนคุ้นเคยกันดี
เมื่อทราบสถานการณ์พื้นฐานแล้ว หลิวต้าฝูก็เดินเข้ามา พาพวกเขาไปเลือกห้องพัก
สามสี่ครอบครัวต่อหนึ่งห้อง หากเตียงไม่พอก็ใช้แผ่นไม้มาต่อเพิ่มสองเตียง มีกำแพงมีหลังคากระเบื้อง ดีกว่าการอาศัยอยู่ในกระท่อมฟางก่อนหน้านี้มากมายนัก
เรื่องการสร้างถนนได้มอบหมายให้หลิวต้าฝูรับผิดชอบทั้งหมดแล้ว หลังจากจัดการเรื่องที่พักให้คนเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็บอกพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ว่าต่อจากนี้ให้พวกเขาทำตามที่หลิวต้าฝูบอก หลิวต้าฝูจะเป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆให้พวกเขาเอง
พ่อลูกฮวาเอ๋อร์พยักหน้าอย่างซาบซึ้งใจสื่อว่าเข้าใจแล้วและกำลังจะคุกเข่าลงขอบคุณฉินเหยาที่พาพวกเขาเข้ามาอีกครั้ง
ฉินเหยารีบดึงพ่อลูกทั้งสองขึ้นมา “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ไปขอบคุณหลิวต้าฝูและเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเถิด ข้าเป็นเพียงผู้ส่งสารเท่านั้น”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่พ่อลูกฮวาเอ๋อร์รู้ดีว่า หากไม่มีนางเป็นผู้ส่งสารย่อมไม่มีการจัดการหลังจากนั้นอย่างแน่นอน
อีกทั้งเมื่อครู่พวกเขาก็สังเกตเห็นเค้าลางบางอย่างแล้ว ฉินเหยามีชื่อเสียงและบารมีอย่างมากในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าตระกูลหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่ครอบครัวหลิวต้าฝูที่รับผิดชอบดูแลพวกเขาล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ฮูหยิน ท่านชื่ออะไรหรือเจ้าคะ” ฮวาเอ๋อร์พลันนึกขึ้นได้ พวกนางยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของผู้มีพระคุณ
ได้ยินเพียงคนหมู่บ้านตระกูลหลิวเรียกนางว่าท่านผู้จัดการ เหยาเหนียง ฉินเหนียงจื่อ และอื่นๆทำนองนี้
“ข้าชื่อฉินเหยา” หลังจากตอบคำถามของเด็กหญิงตัวน้อยแล้ว ฉินเหยาก็โบกมือ ส่งสัญญาณให้พวกเขาเข้าไปในบ้าน นางเองก็ต้องกลับบ้านแล้วเช่นกัน
“ข้าเห็นว่าพวกเจ้าสองพ่อลูกไม่มีสัมภาระอะไรมากนัก ขาดผ้าห่มหรือไม่ อีกสักครู่ข้าจะให้อาวั่งบ้านข้าส่งผ้าห่มมาให้พวกเจ้าผืนหนึ่ง” ฉินเหยาถามด้วยความห่วงใย
ฮวาเอ๋อร์รีบขอบคุณอีกครั้ง “ขอบพระคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ข้าไปล่ะ” ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยกล่าวลาทางฝั่งหลิวต้าฝูอีกครั้ง เรียกอาวั่ง แล้วกลับบ้านไป
พรุ่งนี้นางยังต้องเข้าเมืองไปกับผู้ใหญ่บ้าน ที่บ้านก็ยังมีเด็กสี่คนที่เลิกเรียนแล้วรออยู่ ไม่มีเวลาอยู่ที่นี่นานนัก
แต่เมื่อเห็นการจัดการที่รอบคอบของครอบครัวหลิวต้าฝูแล้วก็ไม่มีอะไรที่นางต้องกังวลอีกแล้ว
สองนายบ่าวออกมาจากบ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝู ถือคบเพลิงมุ่งหน้ากลับบ้าน พอเดินมาถึงริมฝั่งแม่น้ำก็ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างยินดีว่า “ท่านแม่!”
เป็นเสียงของซื่อเหนียง
หน้าประตูโรงโม่ สี่พี่น้องถือโคมไฟอันหนึ่งกำลังชะเง้อคอยืนรออยู่ตรงนั้น
ฉินเหยารีบเร่งฝีเท้าไปถึงหน้าประตูโรงโม่ โบกมือส่งสัญญาณให้พวกเขาตามไป “การบ้านที่ท่านอาจารย์สั่งทำเสร็จหรือยัง”
ซานหลางตอบว่า “ทำเสร็จแล้วขอรับ เพียงแค่ต้องท่องบทกวีหนึ่งบท ข้ากับซื่อเหนียงท่องได้นานแล้วขอรับ”
เอ้อร์หลางเสริมอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้ายังอ่านทบทวนบทเรียนของวันพรุ่งนี้และวันมะรืนล่วงหน้าแล้วด้วยขอรับ”
ฉินเหยามองเขาอย่างขบขันแวบหนึ่ง “สมกับเป็นเจ้าจริงๆ เจ้าพ่อแห่งการเรียน”
เอ้อร์หลางถามซ้ำอย่างสงสัย “ท่านแม่ ท่านพูดว่าเจ้าพ่ออะไรนะขอรับ”
อาวั่งก็มองไปเช่นกัน นี่เป็นยศฐาบรรดาศักดิ์อันใดหรือ?
ฉินเหยาอธิบายอย่างจริงจังว่า “ก็หมายถึงชมเชยเจ้าว่าขยันหมั่นเพียรในการเรียนนั่นแหละ”
เอ้อร์หลางหัวเราะแหะๆ ที่แท้ท่านแม่กำลังชมเชยเขานี่เอง
“น้าเหยา” ต้าหลางชี้ไปที่แสงไฟสว่างไสวจากบ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝู “ผู้อพยพเหล่านั้นจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของพวกเราตลอดไปเลยหรือขอรับ”
ฉินเหยาผลักเปิดประตูใหญ่ของบ้าน จูงมือซื่อเหนียงและซานหลางก้าวข้ามธรณีประตูสูงแล้วอธิบายเรื่องการมาถึงของกลุ่มฮวาเอ๋อร์ให้เด็กๆฟังอย่างง่ายๆ
“หมู่บ้านของพวกเราจะสร้างถนนแล้วหรือเจ้าคะ” ดวงตาของซื่อเหนียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เด็กหญิงตัวน้อยอายุยังไม่มาก แต่กลับรู้ว่าการสร้างถนนเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
เพราะคนในหมู่บ้านมักพูดเสมอว่า หากถนนในหมู่บ้านสามารถสร้างให้กว้างขึ้นและแข็งแรงขึ้นได้ก็จะดี เช่นนั้นแล้วก็จะสามารถไปที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการแล้ว
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเราจะสร้างถนนช่วงจากหมู่บ้านถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอใหม่ ขยายพื้นผิวถนนให้กว้างขึ้น ทั้งยังต้องถมให้เรียบและบดอัดให้แน่น ต่อไปเวลาฝนตกก็ไม่ต้องกลัวว่าถนนจะเละเกินไปจนไปสำนักศึกษาสายแล้ว”
ซานหลางถามอย่างสงสัยว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าตื่นสายกว่าเดิมได้หรือไม่ขอรับ”
ต้าหลางเคาะหน้าผากของซานหลางเบาๆ “อย่าคิดแต่จะนอนตื่นสาย หากตอนกลางคืนเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำอย่างว่าง่าย วันรุ่งขึ้นก็จะไม่นอนขี้เซาแล้ว!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซานหลางก็รู้สึกน้อยใจมากเช่นกัน ตอนกลางคืนเขาก็แค่มักจะตื่นมาปัสสาวะนี่นา เขาควบคุมมันไม่ได้นี่ มิฉะนั้นก็จะปัสสาวะรดที่นอนน่ะสิ!
“ท่านแม่ พี่ใหญ่ตีข้าตลอดเลย~” ซานหลางหดตัวไปอยู่ด้านหลังฉินเหยาแล้วฟ้อง
ฉินเหยาดึงตัวเขาออกมา “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ตีกลับสิ” ก็จะหายกันแล้ว
ต้าหลางหัวเราะฮ่าๆ ยื่นศีรษะเข้าไปใกล้ๆให้ซานหลางตีโดยสมัครใจ ซานหลางยกมือเล็กๆขึ้น แต่กลับไม่กล้าตีลงไปเสียที สุดท้ายจึงทำได้เพียงแค่นเสียงใส่พี่ใหญ่ ถือเป็นการคืนดีกัน
แต่เกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าตัวเล็กตื่นกลางดึกบ่อยๆนี้ ฉินเหยารู้สึกว่าจำเป็นต้องแก้ไขเสียหน่อยจึงกำชับว่า “ซานหลาง คืนนี้ก่อนนอนเจ้าอย่าดื่มน้ำ ตอนกลางคืนก็จะไม่ตื่นบ่อยๆแล้ว”
ซานหลางยื่นปากออกมา รับคำเสียงหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นเขาก็จะลองดู
ซื่อเหนียงรีบยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านดูแลพี่เล็กเองเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาหยิกแก้มยุ้ยๆของเด็กหญิงเบาๆ “ได้! แต่ว่านี่ก็ดึกแล้ว อาวั่ง ต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วหรือยัง ไปล้างหน้าล้างเท้าแล้วเข้านอนเสีย”
เสียงตอบรับอย่างหนักแน่นของอาวั่งดังมาจากในครัว ฉินเหยาโบกมือครั้งหนึ่ง สี่พี่น้องก็ส่งเสียงร้องโอ้แล้วพุ่งตัวไปยังห้องอาบน้ำ
อาวั่งช่วยผสมน้ำร้อนให้เรียบร้อย สี่พี่น้องต่อแถวกันล้างหน้าล้างตาเสร็จก็หาววอดกลับห้องไปนอน
ฉินเหยามาถึงห้องของตนเอง รื้อเอาผ้าห่มเก่าผืนเดิมออกมา ก่อนหน้านี้นางให้หลิวจี้ซักแล้วตากแดดไว้หลายวัน ผ้าห่มจึงสะอาดเอี่ยม ไม่มีกลิ่นแปลกปลอมเลยแม้แต่น้อย
“อาวั่ง เจ้าเอาผ้าห่มผืนนี้ไปส่งให้สองพ่อลูกฮวาเอ๋อร์นะ” ฉินเหยาสั่งการ
อาวั่งเคลื่อนตัวมารับผ้าห่มไปรวดเร็วดุจลมพายุหมุนแล้วก็เคลื่อนตัวออกจากประตูไปรวดเร็วดุจลมพายุหมุนอีกครั้ง ไม่ถึงครึ่งเค่อก็กลับมาแล้ว
“เจ้าเหาะไปรึ” ฉินเหยาถามด้วยความประหลาดใจ
อาวั่งปิดประตูรั้วลานบ้านพลางตอบอย่างจริงจังว่า “ใช่”
ฉินเหยาใจเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง “ข้าเรียนได้หรือไม่”
“ไม่ได้ ท่านอายุมากเกินไป”
ฉินเหยา ”!!!”
อาวั่ง “แต่นายน้อยสามและคุณหนูสี่เรียนได้”
ฉินเหยาเหลือบมองอย่างเย็นชา นั่นก็ยังพอไหว
ตอนที่ 299: หัวใจเปี่ยมสุข
ยามฟ้าสาง ในลานบ้านก็มีเสียงสาละวนดังขลุกขลักของอาวั่งดังมา
เขาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเตรียมอาหารของเด็กๆเสร็จสรรพ ทั้งยังทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ตลอดกระบวนการใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ
วันนี้ฉินเหยาต้องเข้าเมือง พอดีไปทางเดียวกับพวกเด็กๆจึงออกเดินทางพร้อมกัน
เมื่อความเคลื่อนไหวในห้องครัวหยุดลง ฉินเหยาก็ลืมตาตื่นขึ้น เคาะประตูห้องเด็กที่อยู่ติดกัน “ตื่นได้แล้ว!”
เสียงตอบรับของต้าหลางดังมาจากในห้อง ฉินเหยาวางใจเดินมาล้างหน้าล้างตาที่ลานบ้านแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์บนเขาเข้าไปลึกๆ ร่างกายพลันตื่นตัวเต็มที่ ยิ้มเดินไปทางห้องโถงเพื่อกินอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์
พวกต้าหลางสี่พี่น้องกลับไม่ได้สบายเช่นนี้ แต่ละคนล้างหน้าล้างตาเป็นพัลวัน ผมของซื่อเหนียงก็ยังคงสยายอยู่
เด็กหญิงตัวน้อยถือเชือกมัดผมอยู่ในมือ ยิ่งจัดทรงผมกลับยิ่งยุ่งเหยิง บางครั้งถึงกับอยากให้ตนเองหัวโล้นเสียจริง
ฉินเหยาขบขัน รับเชือกมัดผมมาจากมือของเด็กหญิงตัวน้อย ช่วยนางถักเปียแกละสองข้างอย่างรวดเร็ว เปียโค้งห้อยลงข้างศีรษะทั้งสองด้าน ดูคล้ายแพะภูเขาตัวน้อย
ซื่อเหนียงเอื้อมมือมาลูบๆดู แล้วถามอย่างประหม่าเล็กน้อยว่า “ท่านแม่ งดงามหรือไม่เจ้าคะ?”
“งดงาม” ฉินเหยาชี้ไปทางห้องโถง บอกเป็นนัยให้นางรีบเข้าไปกินอาหารเช้า
พอได้รับการยืนยันจากท่านแม่ ซื่อเหนียงก็พลันเกิดความมั่นใจ วิ่งเข้าห้องโถงไปกินอาหารเช้าอย่างร่าเริง
ซานหลางกินเสร็จแล้ว พี่ชายทั้งสองต่างก็ยุ่งกับตัวเองจึงไม่มีใครสนใจเขา เขาจึงปล่อยผมแล้ววิ่งมาหน้าหยุดอยู่ตรงฉินเหยา ยื่นเชือกมัดผมของตนให้อย่างกลัดกลุ้ม ฉินเหยาจึงช่วยเขาเกล้ามวยขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางโตกว่าหน่อย เรื่องรวบผมจึงทำได้ดีมาก พวกเขาเกล้ามวยผมบนศีรษะด้วยตนเองแล้วใช้ผ้าโพกไว้ก็ดูเป็นเด็กหนุ่มรูปงามแล้ว
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย อาวั่งก็ช่วยยกหีบหนังสือทั้งสี่ใบไปวางไว้บนท้ายรถม้า สี่พี่น้องพอมองดูสีท้องฟ้าก็รู้ว่ากำลังจะสายแล้วจึงรีบกุลีกุจอปีนเข้าไปในตัวรถม้า
อาวั่งขับรถม้าออกจากประตูบ้าน ยามเช้าอันแสนวุ่นวายนี้จึงเพิ่งจะมีช่วงเวลาสงบสุขสักครู่
จินเป่ารออยู่ที่หน้าประตูบ้านแต่เช้าแล้ว ในมือถือแผ่นแป้งบางที่นางจางทำให้ ข้างในห่อแตงกวาดองไว้สองแผ่น จินเป่ากินไปพลางมองไปทางทิศเหนือพลาง
พอเห็นอาวั่งกับฉินเหยาขับรถม้ามาก็รีบยัดแผ่นแป้งที่เหลือเข้าปากคำใหญ่ๆสองคำแล้วยกหีบหนังสือขึ้น
จินเป่าทักทายเสียงดัง “อาสะใภ้สาม!” จากนั้นวางหีบหนังสือซ้อนไว้ท้ายตัวรถม้าอย่างชำนาญ ผูกเชือกหนังรั้งตำแหน่งให้แน่นแล้ววิ่งเหยาะๆไปที่ด้านหน้า กระโดดขึ้นไปบนรถม้าอย่างคล่องแคล่วราวกับลิงค่าง
ฉินเหยาขยับหลบให้เขาเข้าไปในตัวรถม้า
จินเป่านั่งลงข้างประตู ยื่นศีรษะออกมาถามอย่างสงสัย “อาสะใภ้สาม ท่านก็จะไปที่เมืองด้วยหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า เตือนพวกเด็กๆให้นั่งดีๆ แล้วให้อาวั่งเร่งความเร็วขึ้น ไปถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อรับผู้ใหญ่บ้านแล้วทั้งคณะก็มุ่งหน้าสู่เมืองจินสืออย่างรวดเร็ว
เพราะหากช้ากว่านี้อีกนิด เด็กๆทั้งห้าคนก็จะไปเรียนสายแล้ว!
รถม้าขับพ้นปากทางหมู่บ้านก็เห็นหลิวต้าฝูกำลังนำผู้อพยพจากเมืองหวงเชวี่ยมาวัดพื้นผิวถนน ฉินเหยารีบทักทายพวกเขาสองสามคำ ทุกคนก็ตอบรับอย่างเป็นมิตรแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
ผู้ใหญ่บ้านใช้สองมือจับขอบหน้าต่างรถม้าไว้แน่น พยายามปรับตัวให้ชินกับรถม้าที่วิ่งเร็วของบ้านฉินเหยา มองดูเด็กทั้งห้าคนในรถที่ดูคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้วก็ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
“ต้าหลาง ปกติพวกเจ้าไปสำนักศึกษารถม้าก็วิ่งเร็วเช่นนี้เลยรึ”
ต้าหลางยิ้มให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างเขินๆ “ทุกวันข้าล้วนอยากตื่นให้เช้าขึ้นหน่อย แต่ก็มิอาจตื่นเช้าไปกว่าครึ่งเค่อนั้นได้…”
บางครั้ง เห็นได้ชัดว่าตื่นตรงเวลาแล้ว แต่ไม่รู้เหตุใด พอถึงเวลาออกเดินทางมองดูเวลาอีกทีก็ต้องรีบไปสำนักศึกษาอีกแล้ว
จินเป่าก็หัวเราะแหะๆ พลางเกาหัว “เช้านี้ข้าตื่นมาเข้าส้วม นึกว่าจะสายเสียแล้ว พวกเจ้าคงต้องรอข้าสักพัก ที่ไหนได้ ข้ากลับออกมาก่อนพวกเจ้าเสียอีก”
เอ้อร์หลางจึงหันไปมองซานหลาง “มิใช่เพราะเจ้าหรอกรึ ตื่นนอนก็อืดอาด เสื้อผ้าตนเองก็ยังใส่ไม่เรียบร้อย ยังต้องให้ข้าช่วยจัดให้อีก”
แล้วหันไปมองน้องสาวที่แต่งตัวเรียบร้อย “เจ้าดูอย่างซื่อเหนียงสิ ทุกครั้งนางเร็วที่สุด”
ซานหลางพึมพำพึมพำ ไม่มีใครฟังออกว่าเขาพูดอะไร แต่ดูจากสีหน้าเล็กๆนั่นแล้ว เป็นท่าทางน้อยใจที่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดออกมา
พอจินเป่ากับเอ้อร์หลางอยู่ด้วยกันก็มีเรื่องให้คุยกันไม่จบสิ้น เด็กห้าคนในตัวรถม้า เจ้าพูดทีข้าพูดที บางครั้งก็ยังต้องโต้เถียงกันบ้าง ไม่มีใครยอมใคร ช่างเสียงดังจอแจเสียจริง
ล้วนเป็นลูกหลานบ้านตนเองแท้ๆ สีหน้าเอือมระอาของฉินเหยายังแทบจะปิดไม่มิด ไม่ต้องพูดถึงผู้ใหญ่บ้านที่ได้สัมผัส ‘ความคึกคัก’ เช่นนี้เป็นครั้งแรก
ผู้เฒ่าเอ่ยปากบอกให้พวกเขาเบาเสียงลงหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผลอันใด
ครั้นถึงสำนักศึกษาในเมือง เด็กทั้งห้าคนลงจากรถไปจนหมด ผู้ใหญ่บ้านจึงถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งแล้วลองหยั่งเชิงถาม “เหยาเหนียงเอ๋ย ยามบ่ายพวกเจ้ายังต้องมารับพวกเขากลับหมู่บ้านใช่หรือไม่”
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากฉินเหยา ผู้ใหญ่บ้านก็กล่าวอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นเดี๋ยวขากลับเจ้าส่งข้าลงที่ในเมืองก็พอ ข้าจะอาศัยรถบ้านอื่นกลับไปเอง ที่บ้านยังมีงานต้องทำ ข้าไม่รอพวกเจ้าแล้ว”
ฉินเหยารู้ว่านี่เป็นเพราะถูกเด็กห้าคนส่งเสียงดังรบกวนจึงตอบรับอย่างเขินๆ พลางยิ้ม “ได้เจ้าค่ะ ทำให้ท่านต้องลำบากแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะแห้งๆสองที ไหนเลยจะแค่ลำบาก เขาคิดว่าอายุขัยของตนคงสั้นลงไปสองปี
พอคิดว่าฉินเหยาต้องเผชิญหน้ากับเด็กสี่คนทุกวัน ความรู้สึกนับถือก็พลันบังเกิดขึ้นมา
ฉินเหยา “…” นางรู้สึกขอบคุณจริงๆ
เวลายังเช้าอยู่ ความเร็วในการเดินทางไปอำเภอจึงช้าลง แรงกระเทือนก็น้อยลงด้วย
ฉินเหยาไม่ได้เข้าอำเภอมาสองเดือนแล้ว ตอนนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่แยกย้ายกันไปแล้ว ประตูเมืองเปิดใหม่อีกครั้ง แต่การตรวจตราเข้าออกเมืองกลับเข้มงวดกว่าเดิม
โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านเตรียมใบผ่านทางและเอกสารยืนยันต่างๆไว้พร้อมแล้ว การเข้าเมืองจึงนับว่าราบรื่นดี
อาวั่งไม่ได้เข้าเมืองไปด้วย เขาอยู่เฝ้ารถม้าด้านนอก ฉินเหยากับผู้ใหญ่บ้านเข้าเมืองแล้วก็มุ่งตรงไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันที
“เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
ร่างในชุดสีฟ้าสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เดินเร็วๆตรงมาทางฉินเหยาอย่างตื่นเต้น
“เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้” ฉินเหยามองหลิวจี้ที่ยิ้มเผล่เข้ามาใกล้ด้วยความประหลาดใจ พลางเงยหน้ามองดูสีท้องฟ้า สำนักศึกษาเริ่มเรียนแล้ว เขาไม่อยู่ที่สำนักศึกษาแล้ววิ่งมาทำอะไรที่นี่?
หลิวจี้พยักหน้าทักทายผู้ใหญ่บ้านแล้วอธิบายว่า “ข้าคำนวณเวลาดูแล้ว เมียจ๋าไม่มาวันนี้ก็ต้องมาพรุ่งนี้ นี่ข้าออกมาเสี่ยงโชคดู ไม่คิดว่าจะเจอจริงๆ”
“พอเจอข้าแล้วเจ้าจะทำอะไร” ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างสงสัย เขายิ้มราวกับดอกไม้ ดวงตาเป็นประกาย ราวกับว่าการได้พบนางเป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใด แทบจะกระดิกหางอยู่ออกมาแล้ว
เอาอกเอาใจถึงเพียงนี้ ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาไปก่อเรื่องอะไรมาอีกแล้ว
หลิวจี้ถูกสายตาเคลือบแคลงของนางจับจ้องก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “เมียจ๋า เจ้าไปเมืองหลวงของมณฑลตั้งหลายวัน เราสองสามีภรรยานานๆทีจะได้พบหน้ากัน ข้าดีใจบ้างมิได้หรือ”
ผู้ใหญ่บ้าน “แค่กๆ!” กระแอมไอ แสดงตัวว่าตนผู้เป็นคนตัวเป็นๆยังอยู่ตรงนี้นะ!
หลิวจี้หาได้รู้ตัวไม่กลับไม่สำรวมแม้แต่น้อย ยิ้มหน้าระรื่นทำท่าจะเข้ามาควงแขนฉินเหยา แต่ถูกนางตบปัดออกไปทีหนึ่งพลางจ้องมองเขาตาเขม็ง เขาจึงยอมสงบเสงี่ยมนำทางคนทั้งสองไปยังที่ว่าการอำเภอ
“เมียจ๋า รู้ว่าเจ้าจะมาแจ้งเรื่องที่ทางการ ข้าจึงให้คนไปช่วยจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปถึงก็ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอต่อแถว” หลิวจี้กระซิบข้างหูนางอย่างเอาใจ
ฉินเหยาหรี่ตาลงทันที กดเสียงต่ำถามอย่างอันตราย “เจ้าบ้านี่ไปก่อเรื่องใหญ่โตอะไรมาอีกแล้ว ข้าแนะนำเจ้า รีบสารภาพผิดมาเสีย อย่างน้อยก็จะได้รับการผ่อนปรนโทษ!”
ตอนที่ 300: พึ่งพาตนเอง
หลิวจี้คิดในใจ หากข้าสารภาพตามตรง คงต้องตายไร้ที่ฝังเป็นแน่
ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้สร้างปัญหาใดๆให้นางจริงๆ!
หลิวจี้ทำหน้าไร้เดียงสา กุมอกถามอย่างเจ็บปวด “เมียจ๋า ข้าไม่ควรค่าให้เจ้าไว้วางใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ฉินเหยาเห็นแววตาเขาไม่มีความร้อนตัวจึงถามอย่างไม่อยากเชื่อ “ไม่มีจริงๆหรือ”
หลิวจี้ตอบอย่างหนักแน่น “ไม่มีจริงๆ!”
เห็นนางไม่เชื่อ เขาก็ยกมือขึ้นทำท่าจะสาบาน แต่เพราะผู้ใหญ่บ้านยังอยู่ข้างๆ ฉินเหยาจึงรีบดึงมือที่เขายกขึ้นกลับมา
ระหว่างพูดคุย ทั้งสามคนก็มาถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่ของทางการที่เฝ้าอยู่หน้าประตูพอเห็นหลิวจี้ก็ยิ้มพยักหน้าให้เขา เห็นชัดว่าคุ้นเคยกันจึงเป็นเช่นนี้
ก่อนหน้านี้หลิวจี้เคยมาทำความคุ้นเคยกับคนเหล่านี้แล้ว แต่ตอนนั้นเขาเป็นเพียงชาวบ้านไร้ฐานะ พวกนั้นไม่แม้แต่จะชายตามองเขาเลย
แต่ตอนนี้ต่างออกไปแล้ว เขาก็เป็นถงเซิงคนหนึ่ง แม้ที่มาจะไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่ก็เป็นบัณฑิตที่แท้จริง!
คนเหล่านี้ในที่ว่าการอำเภอจึงเพิ่งจะมองเขาอย่างให้เกียรติ กระทั่งพูดคุยด้วยอย่างเกรงใจสองสามประโยค
แน่นอนว่า ในเรื่องนี้ฐานะสามีของฉินเหนียงจื่อก็อำนวยความสะดวกให้เขาอย่างมาก หลิวจี้ยังเก่งกาจในการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ เป็นพวกได้คืบจะเอาศอก เจ้าหน้าที่ของทางการในจวนที่ว่าการอำเภอเหล่านี้จึงไม่มีใครไม่รู้จักเขา
เงินในมือล้วนใช้ดียิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น เงินที่หลิวจี้หามาจากชั้นเรียนสอนหนังสือ ใช้ไปเพียงเล็กน้อยก็สามารถอำนวยความสะดวกให้ฉินเหยาได้ทันที
หลิวจี้นำฉินเหยาและผู้ใหญ่บ้านเข้าที่ว่าการอำเภออย่างภาคภูมิใจ คุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของตัวเอง รู้แจ้งว่าต้องไปทำเรื่องอะไรที่ไหนบ้าง
อาศัยจังหวะที่ผู้ใหญ่บ้านคุยอยู่ด้านหน้าไม่มีใครสังเกต หลิวจี้ก็กระซิบข้างหูฉินเหยาเบาๆว่า “เมียจ๋า ข้าเจอช่องทางหาเงินแล้ว”
ฉินเหยารู้สึกว่าวันนี้เขาแปลกประหลาดมาก คนที่เอาแต่กินกับนอนอย่างขี้เกียจ ช่องทางหาเงินที่หาเจอจะเป็นช่องทางที่ถูกต้องได้อย่างไร
แต่ครั้งนี้นางดูถูกเขาเกินไปจริงๆ หลิวจี้ชี้ไปยังห้องทำงานเล็กๆทีละห้องตรงหน้า บอกฉินเหยาว่าเขาคิดจะเป็นนายหน้าของที่ว่าการอำเภอ คอยนำทางให้คนที่ต้องการมาทำธุระยังที่ว่าการอำเภอ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนโดยเฉพาะเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเขา
ส่วนเขาน่ะหรือก็ไม่ต้องการอะไรมาก ขอเก็บแค่ค่าเดินเป็นเพื่อนไม่กี่สิบเหวินเท่านั้น
ฉินเหยาเลิกคิ้ว มองท่าทางลิงโลดภาคภูมิใจของเขาแล้วถามหยั่งเชิงดู “จะไหวหรือ”
หลิวจี้ตบอก “ไหวแน่นอน!” ถุงเงินในอกเสื้อยังตุงอยู่เลย!
พอเห็นฉินเหยาเผยสีหน้าประหลาดใจ หลิวจี้กำลังคิดจะทำตัวน่ารักก็เห็นมุมปากนางยกขึ้นเล็กน้อย นางยิ้มออกมาแล้วตบแขนเขาพูดว่า
“ดีมาก รู้จักพึ่งพาตนเองแล้ว เช่นนั้นค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อจากนี้ข้าก็ไม่ให้เจ้าแล้ว หลิวจี้ ข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตอนนี้เจ้าสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว เก่งมาก ดีจริงๆ!”
นางเคยชมเขาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ท่ามกลางเสียงชมว่าเก่งมาก ดีจริงๆ เหล่านี้ หลิวจี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้จริงๆ รีบกล่าว “ไม่หรอก ไม่หรอก ยังคงเป็นเมียจ๋าที่คอยเคี่ยวเข็ญอย่างดี…”
พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมอง ตรงหน้าไหนเลยจะยังมีคนอยู่อีก? ฉินเหยาเข้าไปในห้องลงทะเบียนกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายให้เสร็จสิ้นนานแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวจี้จึงค่อยๆเลือนหายไป เขาเกาหัว รู้สึกแปลกๆอย่างไรชอบกล….เดี๋ยวก่อน! เงินรายเดือนของเขา!
มองไปอีกทีก็เห็นฉินเหยาที่ทำธุระเสร็จแล้วกำลังเดินพูดคุยหัวเราะกับผู้ใหญ่บ้านออกมา หลิวจี้รีบเดินเข้าไปหาและอธิบายต่างๆนานา
“เมียจ๋า เจ้าก็รู้ว่าทุกอย่างช่วงเริ่มต้นนั้นยาก ข้าคิดแผนนี้ออกแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำเลย เจ้าดูสิเรื่องค่าใช้จ่ายนี่พวกเรามาลองคุยกันอีกทีได้หรือไม่” หลิวจี้กระซิบข้างหูนางเบาๆ
สายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้ใหญ่บ้านกวาดมองมาบ่อยครั้ง หลิวจี้เองก็เป็นคนรักหน้าตาจึงไม่กล้าพูดเสียงดัง
ฉินเหยาทำเป็นไม่ได้ยิน สอบถามผู้ใหญ่บ้านว่าตอนนี้ขั้นตอนการลงทะเบียนโรงงานเครื่องเขียนเสร็จสิ้นหมดแล้วหรือไม่
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากผู้ใหญ่บ้าน นางก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
คราวนี้นางก็วางใจแล้ว ต่อไปขอเพียงชำระภาษีและค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา โรงงานเครื่องเขียนก็จะเปิดต่อไปได้ยาวนาน
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างยินดี “รอถนนซ่อมเสร็จ หมู่บ้านตระกูลหลิวของเราต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน”
ฉินเหยาเองก็ยิ้มพลางพยักหน้า เงยหน้ามองดูเวลาก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว พอดีเดินผ่านโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่าน ฉินเหยาจึงเชิญผู้ใหญ่บ้านเข้าไปกินอาหารด้วยกัน
ผู้ใหญ่บ้านตอบรับอย่างมีความสุข ทั้งสองคนยิ้มแย้มเดินเข้าโรงเตี๊ยมไป เหลือเพียงหลิวจี้ที่ยืนอยู่หน้าประตู ทำท่าอ้าปากอยากจะพูดแล้วก็หุบปาก หุบปากแล้วก็อ้าปากอีก “เมียจ๋า…ค่าใช้จ่ายของข้า…”
เสียงนั้นเบามาก ถูกเสียงจอแจในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมกลบไปในทันที
ช่างเถอะ! ขอกินข้าวมื้อเที่ยงแบบไม่ต้องจ่ายเงินก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
หลิวจี้กระทืบเท้า ก้าวฉับๆเข้าไปในโรงเตี๊ยม เขาจะตามเมียจ๋าไปกินของดีๆด้วย!
คราวนี้ฉินเหยาไม่ได้ไล่เขา เพียงแต่ถามอย่างสงสัยว่า “สำนักศึกษาของพวกเจ้าไม่ต้องเข้าเรียนแล้วรึ”
หลิวจี้เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ป่วยหนัก ลาป่วยเลยให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง”
“อ้อ” ฉินเหยาก็ขี้เกียจจะถามต่อ นางพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านถึงอนาคตอันสดใสของหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างมีความสุข ‘มองไม่เห็น’ คำใบ้ของหลิวจี้ที่ขอค่าใช้จ่ายรายเดือนเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม พอทานอาหารเสร็จ เตรียมจะออกจากเมือง นางก็ยังให้เงินเขาสองร้อยเหวินพร้อมกับยิ้มเย็นกำชับว่า
“เจ้าหาเงินได้ข้ายินดีแทนเจ้า แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของเราคืออะไรนะ”
หลิวจี้รับเงินมาพลางยิ้มแหะๆ “รู้แล้ว รู้แล้ว การสอบได้ตำแหน่งสำคัญที่สุด เรื่องหาเงินอะไรนั่นเป็นเรื่องรอง ข้าไม่ต้องเสียเวลามาหาเงิน ขอเพียงทำให้เมียจ๋าได้เป็นฮูหยินซิ่วไฉก็พอแล้ว”
ฉินเหยายิ้มให้อย่างอ่อนโยนด้วยความพอใจ “สู้ๆเล่า วันหยุดคราวหน้าเจ้าไม่ต้องกลับมา รอถึงกลางเดือนเจ็ดค่อยกลับมาเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงด้วยกัน”
พอได้ยินประโยคครึ่งแรก ในใจของหลิวจี้ยังรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี
แต่พอได้ยินประโยคครึ่งหลัง นึกถึงความทรมานจากการตากแดดจนตัวแดงคันไปทั้งตัวตอนเก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้ว เหงื่อเม็ดโตก็ไหลลงมาจากหน้าผากของหลิวจี้
ไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธก็ถึงประตูเมืองแล้ว ฉินเหยาโบกมือให้เขาไม่ต้องมาส่ง ยิ้มพลางออกจากเมืองไปพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน
หลิวจี้มองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ผ่านช่องประตูเมือง
บนรถม้า อาวั่งถามเสียงเบา “ฮูหยิน ไม่พานายท่านกลับบ้านไปด้วยหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้าและกำชับว่า “วันหยุดคราวหน้าไม่ต้องมารับเขา ข้าให้เขาอยู่ที่สำนักศึกษาทบทวนตำราให้ดี รอถึงตอนเก็บเกี่ยวค่อยกลับมา”
อาวั่งพยักหน้ารับแสดงออกว่าเข้าใจแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านนั่งอยู่ในตัวรถม้า เปิดม่านรถรับลมเย็นๆที่พัดมาจากข้างทาง นึกถึงท่าทีของหลิวจี้ที่จวนที่ว่าการอำเภอเมื่อครู่ ในใจผู้เฒ่าก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“เหยาเหนียงเอ๋ย เพราะมีเจ้าจริงๆ ดูหลิวจี้บ้านเจ้าสิ ตอนนี้นอกจากจะทำงานพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังขยันอ่านหนังสืออีกด้วย วันหยุดก็ไม่กลับบ้าน ยังทบทวนบทเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา ข้าว่าซิ่วไฉของหมู่บ้านเรา อีกไม่นานคงได้เพิ่มมาอีกคนแล้ว”
ฉินเหยายิ้มๆ “เช่นนั้นก็ขอให้เป็นไปตามคำอวยพรของท่านเถอะ” นางก็หวังว่าปีหน้าหลิวจี้จะผ่านการสอบได้อย่างราบรื่น
“จริงสิ” เมื่อเห็นไร่ผืนใหญ่ข้างทาง ฉินเหยาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงถามอย่างสงสัย “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ดินแถวนี้ตรงไหนดีที่สุด”
ผู้ใหญ่บ้านตกใจ “เหตุใดจู่ๆถึงถามเรื่องนี้ หรือว่าเจ้าคิดจะซื้อที่ดินอีกแล้ว”
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าค่ะ พอดีช่วงนี้พอมีเงินเหลืออยู่บ้าง อยากจะซื้อที่ดินเพิ่มอีกสักหลายสิบหมู่ ถึงแม้จะปลูกเองไม่หมด ให้คนอื่นเช่าปลูก ส่วนข้าเก็บค่าเช่าไปเรื่อยๆก็ดีเหมือนกัน”
จบตอน
Comments
Post a Comment