stepmother ep301-310

ตอนที่ 301: เชิญท่านกินแตง


ผู้ใหญ่บ้านฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าก่อนหน้านี้นางหาเงินได้ก้อนใหญ่จากการขายข้าวสาร รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทั้งยังยินดีอยู่บ้าง


รู้ว่าที่ดินธรรมดา.ธรรมดา ฉินเหยาคงไม่สนใจ ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่แนะนำที่ดินริมทางเหล่านี้แล้ว


พอเข้าเขตเมืองจินสือ ผู้ใหญ่บ้านก็รีบชี้ไปยังพื้นที่ผืนใหญ่ตรงเชิงเขาด้านทิศตะวันออกทันที “เหยาเหนียง เจ้าดูตรงนั้น อยู่ติดกับพื้นที่ของจวนตระกูลติง มีอยู่กว่าร้อยกว่าหมู่ ยังมีกระท่อมเล็กๆสองหลัง วันธรรมดาสามารถเก็บเครื่องมือการเกษตรอะไรพวกนั้นได้ ทั้งยังให้คนอยู่เฝ้าได้ด้วย”


ฉินเหยาเงยหน้ามองคร่าวๆแวบหนึ่ง ที่เห็นคือดินสีเทาดำ มองปราดเดียวก็รู้ว่าอุดมสมบูรณ์จึงรีบให้อาวั่งขับรถม้าเข้าไปดูใกล้ๆ


การเดินทางที่นี่ก็สะดวกมาก มีทางเล็กๆที่รถม้าหนึ่งคันผ่านได้ทอดตรงไปยังหน้ากระท่อม


กระท่อมสองหลังนี้ไม่ใหญ่ แต่ใช้เก็บเครื่องมือการเกษตรในชีวิตประจำวัน หรือจะให้คนอยู่สักคนสองคนก็เพียงพอแล้ว


ด้านหลังกระท่อม คือที่ดินร้อยหมู่ที่ผู้ใหญ่บ้านพูดถึง


ที่ดินลาดชันต่ำยี่สิบหมู่ ที่นาเจ็ดสิบหมู่ ในไร่ปลูกข้าวฟ่างเต็มไปหมด ในนาล้วนเป็นข้าวเปลือก ที่ดินอุดมสมบูรณ์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


ข้างทางเล็กๆยังมีคูส่งน้ำกว้างครึ่งเมตร การชักน้ำก็สะดวกมาก


รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านคงไม่บอกนางเรื่องไร่เล็กๆผืนนี้โดยไม่มีเหตุผล ฉินเหยาจึงลองถามดู “เจ้าของที่ดินผืนนี้ต้องการจะขายหรือเจ้าคะ”


ผู้ใหญ่บ้านยิ้มสื่อนัยว่า ‘เจ้าทายถูกแล้ว’ อธิบายว่า “ที่ดินผืนนี้เป็นของซิ่วไฉท่านหนึ่งของตระกูลติง ได้ยินว่าปีนี้สอบไม่ติดระดับย่วนซื่อหลังจากทบทวนบทเรียนอันเจ็บปวดก็เตรียมย้ายทั้งครอบครัวไปเมืองหลวงของมณฑลเพื่อศึกษาต่อ”


คนที่รู้ข่าวนี้มีไม่มาก แต่เพราะอย่างไรก็เป็นคนในตระกูลติง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือขายให้คนในตระกูลโดยตรง บางทีอาจจะขายไปแล้วก็ได้


ผู้ใหญ่บ้านมองออกว่าฉินเหยาสนใจจึงให้นางไปสืบข่าวเอาเอง


ฉินเหยากลับกังวลเล็กน้อยว่าเงินในกระเป๋าของตนจะพอซื้อไร่เล็กๆผืนนี้หรือไม่ ลองถามราคาดูก็ได้ยินผู้ใหญ่บ้านบอกว่า “อาจจะต้องสักหกเจ็ดร้อยตำลึง”


เงินก้อนนี้ หากหลิวเหล่าฮั่นได้ยินเข้า คงร้องลั่นว่าสวรรค์ช่วย! ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปกล้าคิดถึงเลย


ฉินเหยาเองก็สูดลมหายใจเข้าลึก นางมีเงินอยู่ในมือสามร้อยเจ็ดสิบตำลึง ยังขาดไปอีกครึ่งหนึ่ง


แต่ถ้ารอห้างการค้าฟู่หลงจ่ายเงินส่วนที่เหลือ เงินในมือก็จะพอดี


แต่นี่ยังไม่ถึงเดือนเจ็ดเลย อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเดือนเก้าถึงจะได้เงินส่วนที่เหลือ ไม่มีหวังเสียแล้ว


ฉินเหยาทำได้เพียงมองไร่เล็กๆที่ทำให้นางใจเต้นผืนนี้อีกหลายครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วหันหลังกลับ “ไปเถอะเจ้าค่ะผู้ใหญ่บ้าน วาสนายังมาไม่ถึง”


ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะฮ่าๆ “แม่หนูอย่างเจ้าพูดจาแปลกน่าสนใจนัก ยังมีเรื่องวาสนาไม่วาสนาอะไรอีก…แต่ข้ามองออกว่าแม่หนูอย่างเจ้าใจใหญ่ ของธรรมดาตอนนี้ไม่เข้าตา เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะคอยมองหาให้เจ้า ถึงเวลาจะลองถามหลี่เจิ้งดู ถ้ามีไร่นาดีๆจะรีบบอกเจ้าทันที”


รอยยิ้มบนใบหน้าฉินเหยาเบ่งบานทันที “เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว!”


“อย่าเอาแต่พูดปากเปล่าสิ” ผู้ใหญ่บ้านแกล้งชี้ไปทางถนนในเมือง “ถึงเวลาอย่าลืมเลี้ยงสุราดีๆข้าสักมื้อก็พอแล้ว!”


“เรื่องนี้ง่ายมาก ไม่ต้องรอแล้ว ดื่มวันนี้เลย!” ฉินเหยารีบให้อาวั่งขับรถม้าไปที่เมืองทำเอาผู้ใหญ่บ้านตกใจรีบดึงอาวั่งไว้ “ล้อเล่น ล้อเล่น หยุดเร็วเข้า ข้าเห็นสารถีของหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้ว!”


เขาไม่รอพวกเด็กๆกับพวกนางที่นี่แล้ว เดี๋ยวระหว่างทางกลับบ้านจะถูกเสียงดังรบกวนจนอายุสั้นไปครึ่งหนึ่ง


ฉินเหยาส่งผู้ใหญ่บ้านขึ้นเกวียนวัวของสารถีอย่างขบขัน กำชับสารถีให้เดินทางอย่างระมัดระวัง มองตามเกวียนวัวที่จากไปไกลแล้วก็ให้อาวั่งเดินทางต่อไปยังตัวเมือง


ผู้ใหญ่บ้านไม่เอา แต่ฉินเหยาก็ยังซื้อสุรามาจนได้ นางรับเด็กๆที่เลิกเรียนกลับมา แล้วใช้สำลีอุดหูเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน เหลือบเห็นหลิวฉีที่เลิกงานกำลังจะกลับบ้านจึงยื่นสุราสองจินให้เขา ให้เอากลับบ้านไป


หลิวฉีทำหน้าไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันได้ถาม รถม้าที่แว่วเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็แล่นเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว


พอส่งหลิวจินเป่าลง ปากของเอ้อร์หลางถึงได้หยุด


ปากของเอ้อร์หลางหยุด ปากของซานหลางซื่อเหนียงก็หยุดด้วย ในที่สุดหูของฉินเหยาจึงได้สงบเสียที


พริบตาเดียว เดือนเจ็ดก็มาถึง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่


บนถนนทางเข้าหมู่บ้าน พวกผู้อพยพที่สร้างถนน ผู้ชายต่างถอดเสื้อท่อนบนออก เปลือยอกทำงาน แผ่นหลังถูกแดดเผาจนดำคล้ำ


ส่วนพวกผู้หญิงกางเพิงข้างทาง ก่อเตาขึ้นตรงนั้น จัดเตรียมวัตถุดิบที่ซื้อมาจากในหมู่บ้านให้สะอาดแล้วเตรียมอาหารให้คนที่ทำงาน


ถนนซ่อมจากปากทางหมู่บ้านมุ่งหน้าไปยังทิศทางหมู่บ้านเซี่ยเหอ เพิงก็ย้ายตามไปทางหมู่บ้านเซี่ยเหอด้วย เพียงเพื่อประหยัดเวลาที่ใช้กินข้าว จะได้ทำงานได้มากขึ้น


หลิวต้าฝูก็นับถือคนกลุ่มนี้ที่มาจากเมืองหวงเชวี่ยจริงๆ พวกเขาทำงานแข็งขันกันมาก ไม่มีใครอู้งานหรือเล่นเล่ห์เหลี่ยมเลย ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน เขามองดูแล้วยังเหนื่อย แต่คนเหล่านี้เลิกงานกลับมายังยิ้มแย้มร่าเริง


พวกเขาขยันขันแข็งเช่นนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับรู้สึกเกรงใจขึ้นมา หลังจากได้รับความเห็นชอบจากชาวบ้าน หลิวต้าฝูก็มาหาฉินเหยาเพื่อปรึกษา เตรียมจะให้ค่าจ้างแก่คนเหล่านี้ที่มาจากเมืองหวงเชวี่ยบ้างเล็กน้อย


ฉินเหยากำลังสวมหมวกสานนั่งยองๆอยู่ในแปลงแตงของบ้านตัวเอง จ้องมองแตงเหล่านั้นของนางนิ่งๆ หลิวต้าฝูยืนอยู่ข้างหลังนางพูดอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นนางมีปฏิกิริยาใดๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเน้นเสียงถามอีกครั้ง


“ข้าพูดเรื่องค่าจ้าง เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร”


ฉินเหยาจึงเพิ่งจะมีปฏิกิริยา นางเอียงศีรษะมองเขา ปีกหมวกสานกว้างบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง เห็นเพียงคางที่แดงก่ำเพราะแดดเผา


“ท่านจะให้ข้าออกเงินหรือ”


นางถามตรงเช่นนี้ ทำเอาหลิวต้าฝูพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาหยุดไปสามวินาทีแล้วจึงกล่าว “เป็นเจ้าที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากเงินไม่พอในภายหลัง โรงงานเครื่องเขียนจะเป็นผู้ออกทั้งหมด”


ฉินเหยาถาม “ให้ข้าออกคนเดียวหรือ”


หลิวต้าฝูพูดไม่ออกอีกครั้ง


อากาศราวกับหยุดนิ่งไปครึ่งนาที


หลิวต้าฝูกัดฟันพูด “หมู่บ้านก็ออก ทุกคนช่วยกันออก แต่การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงยังไม่เริ่ม ในมือยังไม่มีเงิน”


ฉินเหยาเอ่ย “ข้าช่วยสำรองออกเงินไปให้ก่อนก็ได้ เพียงหลังเก็บเกี่ยวแล้วใช้ข้าวสารคืนข้าก็พอ”


หลิวต้าฝูกัดฟัน “ได้!” หันหลังทำท่าจะเดินไป


ปากใต้หมวกสานฉีกยิ้มกว้าง “อย่าเพิ่งรีบไปสิ”


หลิวต้าฝูหันกลับมามองนางอย่างสงสัย “ทำไมรึ?”


ฉินเหยากวักมือเรียกเขาแล้วตบแตงลูกขนาดเท่าลูกฟุตบอลสีเขียวมรกตตรงหน้าเบาๆ “เชิญท่านกินแตง”


ในใจหลิวต้าฝูสั่นสะท้าน แน่ใจนะว่าไม่ได้ให้เขาทดสอบยาพิษน่ะ


“นี่เป็นแตงที่กินได้จริงๆหรือ” เขาถามอย่างสงสัย


เห็นท่าทางทะนุถนอมราวกับของล้ำค่าของฉินเหยาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาบ้าง


เพียงแต่แตงแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน รูปร่างก็ไม่เหมือนแตงอื่นๆที่ดูน่ากิน สีนั้นจะเขียวก็ไม่เขียว จะขาวก็ไม่ขาว ยังมีลายคดเคี้ยวเหมือนปลาหนีชิว มองดูคล้ายกับลายบนตัวงูพิษอย่างนั้น


ในตอนนั้นเอง ฉินเหยาก็ตัดสินใจหักเถาแตงอย่างเด็ดขาด ยกแตงลูกเท่าลูกฟุตบอลนี้มาไว้ในมือ ใช้สองมือออกแรงบิ เสียงดัง “เป๊าะ” เนื้อแตงสีแดงสดก็เผยออกมา


หลิวต้าฝูตกใจจนหน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูดไปจนถึงคันนา ยังเหยียบแตงของฉินเหยาไปสองลูก ทำเอานางเสียดายจนสูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้ง


โชคดีที่แตงแข็งพอจึงไม่ได้ถูกเหยียบแตก แต่หลิวต้าฝูกลับลื่นล้มเสียหลัก ก้นจ้ำเบ้าลงบนคันนา ดูทุลักทุเลอย่างยิ่ง


ฉินเหยาอดไม่ได้จริงๆ จึงหัวเราะออกมาเสียงดัง


“แตงนี่ทำไมถึงแดงเช่นนี้” หลิวต้าฝูบังคับตัวเองให้สงบลง ชี้ไปที่แตงโมในมือฉินเหยาแล้วถามเสียงเข้ม


ตอนที่ 302: หลอกเด็กน้อย


เมื่อแตงโมถูกผ่าออก กลิ่นหอมสดชื่นของเนื้อด้านในก็โชยเข้าจมูกมาเป็นระลอก


ฉินเหยาจำไม่ได้แล้วว่าตนเองกินแตงโมครั้งล่าสุดเมื่อใด ดูเหมือนจะเป็นความทรงจำที่ห่างไกลอย่างยิ่ง


ทว่าเมื่อกลิ่นหอมหวานสดชื่นอันคุ้นเคยนี้ฟุ้งกระจายออกมาก็กระตุ้นความอยากในกายนางทันที


ไม่สนใจจะตอบคำถามของหลิวต้าฝูที่ว่า “เหตุใดแตงในมือเจ้าจึงแดงเช่นนี้” ฉินเหยาก็ก้มหน้าลงกัดแตงโมครึ่งลูกในมือคำใหญ่


พอเข้าปากก็สัมผัสได้ถึงความกรอบเต็มคำ น้ำแตงโมชุ่มฉ่ำ หวานสดชื่นอย่างยิ่ง กลืนลงไปคำหนึ่ง ความร้อนอบอ้าวก็พลันหายไปในทันที!


ฉินเหยากัดอีกสองคำใหญ่ รู้สึกว่าความแห้งผากในลำคอได้รับการบรรเทาจนถึงที่สุดแล้วจึงค่อยคายเมล็ดแตงโมในปากออกมา ถอนหายใจแผ่วเบาอย่างสบายใจแล้วยื่นอีกครึ่งหนึ่งให้หลิวต้าฝู


“รีบชิมเร็ว หวานกรอบ อร่อยจนท่านแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยล่ะ!”


คำพูดนี้ของฉินเหยาหาได้เกินจริงแม้แต่น้อย นางคิดไม่ถึงจริงๆว่าคุณภาพของเมล็ดแตงโมนี้จะดีถึงเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าจะปลูกได้แตงโมที่ไม่แดงไม่หวาน คาดไม่ถึงว่าผลที่ออกมาแม้จะไม่ใหญ่ แต่สีและรสชาติกลับดีเยี่ยมเพียงนี้


เห็นหลิวต้าฝูลังเลรับแตงโมไปเตรียมจะกัด ฉินเหยาจึงรีบเตือน “เมล็ดสีดำนี่อย่ากลืนนะ จำไว้ว่าต้องคายออกมา”


หลิวต้าฝูพยักหน้าแสดงออกว่ารู้แล้ว พอรับแตงโมมาไว้ในมือ กลิ่นหอมหวานสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ก็โชยเข้าจมูก เขารู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นผลไม้ที่อร่อยแน่


เมื่อลองชิมไปคำหนึ่ง ดวงตาพลันเบิกกว้าง มองไปยังฉินเหยาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี


ฉินเหยากินแตงโมไปพลางยิ้มถาม “เป็นอย่างไร อร่อยมากใช่หรือไม่”


หลิวต้าฝูพยักหน้าหงึกๆ เขาวิ่งมาหาฉินเหยาตอนเที่ยงวันเพื่อปรึกษาเรื่องค่าแรงในการสร้างถนน ถูกแดดเปรี้ยงเหนือศีรษะเผาจนเหงื่อท่วมตัว บัดนี้ได้กินแตงโมหวานฉ่ำน้ำคำหนึ่งลงไปก็รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่งขึ้นมาทันที


พอดีกับมีลมโชยมาจากผิวน้ำ ทั้งสองจึงถอยไปยังใต้พงหญ้าริมคันนา อาศัยร่มเงาใต้พงหญ้า รับลมไปพลางกินแตงโมไปพลาง ช่างเป็นชีวิตที่มีความสุขยิ่งนัก


แตงโมครึ่งลูก หลิวต้าฝูกินหมดเกลี้ยงคนเดียว เปลือกที่เหลือก็เก็บไว้ เพราะเมื่อครู่เขาได้ลองชิมแล้ว เปลือกนี่ยังกรอบหวานเลย


ฉินเหยาแนะนำให้เขานำกลับไปปอกเปลือกแข็งด้านนอกสุดออก หั่นเป็นชิ้นแล้วผัดกิน “เป็นอาหารอร่อยจานหนึ่งได้เลย”


“เปลือกยังใช้ทำกับข้าวได้ด้วยรึ” หลิวต้าฝูประหลาดใจอย่างยิ่ง มองดูเปลือกแตงโมในมือแล้วมองดูแตงโมลูกเล็กใหญ่ในแปลง อยากจะเอ่ยปากขอสักลูกจากฉินเหยาเพื่อนำกลับบ้านไปให้คนในครอบครัวคลายร้อน


ฉินเหยาชูสองนิ้ว “ลูกละสองร้อยเหวิน ครึ่งลูกเมื่อครู่นี้เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา ถือว่าข้าเลี้ยงท่านให้ชิมโดยไม่คิดเงิน”


พอได้ยินคำพูดนี้ หลิวต้าฝูก็เกือบจะด่านางว่าแม่ค้าหน้าเลือด


“แตงโมของเจ้าลูกก็ไม่ใหญ่เท่าใด สองร้อยเหวินนี่แพงเกินไปหน่อยหรือไม่” หลิวต้าฝูยิ้มให้ฉินเหยาอย่างสนิทสนม “ลดหน่อยสิ ข้าจะอุ้มกลับบ้านไปสักสองลูก”


ลูกหนึ่งแบ่งให้คนที่บ้านกิน อีกลูกที่เหลือพรุ่งนี้เช้าให้เจ้าใหญ่ส่งเข้าไปในเมือง


เจ้ารองขยันอ่านหนังสือ อากาศร้อนเช่นนี้ เกรงว่าจะลำบาก พอดีให้เขาได้กินของหวานๆคลายร้อนเสียหน่อย


ฉินเหยากลับโบกมือ ไม่ยอมลดแม้แต่เหวินเดียว


“สองร้อยเหวินต่อลูก วันนี้เปิดขายวันแรก ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ท่านจะเอาหรือไม่”


ถ้าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เช่นนั้นก็ยังพอรับได้!


หลิวต้าฝูยิ้มพลางพับแขนเสื้อขึ้น “ข้าจะไปเลือกด้วยตัวเอง เลือกสองลูกที่ใหญ่ที่สุดเลย!”


ฉินเหยาหัวเราะอย่างขบขันพลางเตือน “ลูกใหญ่ที่สุดอาจจะไม่หวานที่สุดนะ แต่ถ้าได้ลูกที่ไม่หวานไป ข้าจะชดเชยให้ท่านอีกลูก”


ฉินเหยาคิดในใจ ไม่มีแม่ค้าคนไหนมีคุณธรรมยิ่งกว่าข้าอีกแล้ว


หลิวต้าฝูพอได้ฟังก็หัวเราะฮ่าๆ พลางวิ่งไปยังแปลงแตงโม เลือกสองลูกที่เขาคิดว่าใหญ่ที่สุดและหวานที่สุด อุ้มไว้ข้างละลูกแล้วกลับบ้านไปอย่างมีความสุข


ก่อนไปยังบอกให้ฉินเหยาส่งเด็กมาเอาเงินที่บ้านในช่วงบ่าย ถือโอกาสนำค่าแรงที่นางสำรองจ่ายไปก่อนมาให้ด้วย


ฉินเหยารับคำ หันกลับไปนับแตงโมในแปลงทั้งหมดอีกครั้งแล้วเลือกแตงโมดีๆสองลูกอุ้มกลับบ้าน


“จินฮวา!”


เหลือบเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นอยู่ริมแม่น้ำ ฉินเหยาจึงตะโกนขึ้นเสียงหนึ่ง


จินฮวาสะดุ้งเฮือกทันที นางที่ครึ่งเท้าหย่อนลงไปในน้ำแล้วรีบหดเท้ากลับทันที เงยหน้ามองไปยังทิศทางต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นท่านอาสะใภ้สามก็หัวเราะแหะๆ


“มานี่!” ฉินเหยาร้องขึ้นอีกเสียงหนึ่ง ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง


จินฮวายังคงกลัวอยู่บ้าง รีบทิ้งเพื่อนๆวิ่งเข้ามาอย่างว่าง่าย


ฉินเหยาไล่พวกเด็กๆในหมู่บ้านคนอื่นๆ ให้ไปจากริมแม่น้ำแล้วส่งสัญญาณให้จินฮวาที่รู้สึกผิดตามตนเองมา


“อาสะใภ้สาม ข้าไม่ได้แอบลงไปอาบน้ำในแม่น้ำนะเจ้าคะ” จินฮวาอธิบายอย่าง ‘ซื่อๆ’


ฉินเหยากำชับอีกครั้ง “ห้ามลงเล่นน้ำในแม่น้ำตามลำพัง เข้าใจหรือไม่”


จินฮวาพยักหน้า เด็กน้อยนั้นเจ้าเล่ห์ เมื่อเหลือบเห็นแตงโมในมือฉินเหยาก็เอ่ยถามอย่างสงสัย “อาสะใภ้สาม นี่คือแตงโมที่ท่านปลูกไว้ในแปลงใช่หรือไม่เจ้าคะ”


ซื่อเหนียงเคยบอกนางว่า แตงโมนี่อร่อยมาก เพียงแต่รูปร่างหน้าตาประหลาด ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร


ฉินเหยาพยักหน้า “เดี๋ยวข้าหั่นแตงโมแล้ว เจ้าค่อยเอากลับบ้านไปด้วย”


“ดีเจ้าค่ะ!” เด็กน้อยเลียริมฝีปาก ท่าทางอยากกินเต็มที่ เขย่งเท้าเข้าไปใกล้แตงโมแล้วดมดู นางขมวดคิ้วพลางแสดงสีหน้าดูแคลน “ไม่มีกลิ่นหอมของผลไม้เลยสักนิด”


หากไม่ติดว่ามือของฉินเหยาไม่ว่าง คงต้องขยี้จมูกเล็กๆที่ย่นขึ้นนั้นเสียหน่อยแล้ว


นางยิ้มอย่างลึกลับพลางกล่าวว่า “รอข้าผ่าเปลือกมันออกก่อน รับรองว่าหอมจนเจ้าน้ำลายไหลเชียวแหละ”


จินฮวาแสดงสีหน้าคาดหวังออกมาทันที เดินตามฉินเหยาเข้าลานบ้านไปอย่างรอคอย


“อาวั่ง เจ้าไปตักน้ำเย็นมาถังหนึ่ง เอาแตงโมนี้ใส่ลงไปแช่ให้เย็นหน่อย” ฉินเหยากำชับ


อาวั่งรีบวางจอบในมือลง ล้างมือให้สะอาดแล้วรับแตงโมจากมือฉินเหยาไปใส่ไว้ในถังไม้ ตักน้ำเย็นใส่จนเต็มถัง จากนั้นจึงยกถังไปวางไว้ในที่ร่มใต้ชายคา


ทำเสร็จก็หันกลับไปหยิบจอบขึ้นมาอีกครั้ง วุ่นอยู่กับการนำต้นกล้าของหอม ขิง และกระเทียมที่ขอมาจากบ้านพี่สะใภ้โจว นำมาปลูกลงในแปลงผักที่เว้นไว้ในลานบ้าน


จินฮวายืนรออยู่ข้างถังไม้ เอื้อมมือไปจิ้มแตงโมที่ลอยขึ้นมาเป็นครั้งคราว ไม่ได้เล่นน้ำริมแม่น้ำ ก็มาเล่นน้ำในถังแทน เล่นคนเดียวไปก็หัวเราะคิกคักไป


ฉินเหยาตักน้ำเย็นเข้าห้องไปเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงผ้าป่านที่เย็นสบาย หลังแต่งตัวจนสะอาดสดชื่นแล้ว แตงโมในน้ำก็คลายความร้อนพอดี


นางโบกมือเป็นสัญญาณให้จินฮวาหลีกทาง ฉินเหยาอุ้มแตงโมออกมาลูกหนึ่ง เช็ดคราบน้ำจนสะอาดแล้ววางลงบนเขียง หยิบมีดทำครัวที่ล้างสะอาดแล้วขึ้นมา กรีดลงไปเบาๆทีหนึ่ง


แตงโมที่สุกกำลังดีปริแยกออกเป็นสองซีก เผยให้เห็นเนื้อผลไม้สีแดงอ่อนด้านใน


ดูท่าไม่ใช่ทุกลูกจะแดงสวย แต่ฉินเหยาลองชิมเนื้อแตงโมที่ติดอยู่บนใบมีดแล้ว ก็ยังหวานมากอยู่ดี


กลิ่นหอมของแตงโมฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องครัว จินฮวาร้องบอกอย่างร้อนรนอดทนรอไม่ไหว “ท่านอาสะใภ้สาม ให้ข้าชิมหน่อย ให้ข้าชิมหน่อยนะเจ้าคะ”


“ได้ ให้เจ้าชิม!” ฉินเหยาหั่นชิ้นหนึ่งยื่นให้นาง เตือนให้นางจำไว้ว่าต้องคายเมล็ดทิ้ง อย่ากลืนลงไปทั้งหมด


“กินเมล็ดเข้าไป มันจะหยั่งรากแตกหน่อในท้องของเจ้า” ฉินเหยาหลอกเด็กน้อย


จินฮวาเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก เมื่อครู่นางเพิ่งกัดแตงโมไปคำหนึ่ง กลืนลงไปหมดแล้ว!


“ล้อเจ้าเล่นน่า” ฉินเหยาหัวเราะเสียงดังออกมา


ความตื่นตระหนกบนใบหน้าจินฮวาพลันเปลี่ยนเป็นความจนใจแบบผู้ใหญ่ตัวน้อย อาสะใภ้สามช่างร้ายกาจ


กินแตงโมคำแล้วคำเล่า น้ำแตงโมสีแดงอ่อนก็ไหลเยิ้มไปทั่วซอกนิ้ว ใบหน้าเล็กๆนั้นก็กลายเป็นแมวหน้าลายไปด้วย


ฉินเหยาเพิ่งคิดจะบอกให้ระวังเสื้อผ้า คำพูดยังไม่ทันออกจากปาก ก็เห็นว่าบนกระโปรงลายดอกเล็กๆชุดนั้น เปียกชุ่มเป็นวงไปแล้ว


ตอนที่ 303: ขายแตงโม


“จินฮวา วันนี้กลับบ้านไปแล้วรีบยื่นแตงโมให้แม่เจ้า บางทีอาจจะโดนด่าน้อยลงหน่อย”


ฉินเหยานำแตงโมซีกใหญ่ที่ผ่าแล้วมาคลุมด้วยผ้าโปร่ง ใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่จัดให้เรียบร้อย ขณะช่วยคล้องตะกร้าบนข้อมือเด็กน้อยก็กำชับเช่นนี้


จินฮวามองท้องตัวเองที่ป่องกลม เรอเอิ๊กออกมาทีหนึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นแตงโม พยักหน้าให้อาสะใภ้สามอย่างรู้สึกขอบคุณ


“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” จินฮวาทำสีหน้าจริงจังราวกับจะไปพลีชีพอย่างกล้าหาญ


ฉินเหยาพยักหน้าหนักๆทีหนึ่ง “ออกเดินทางเถิด แม่หนูน้อย!”


จินฮวาหิ้วตะกร้าไม้ไผ่หนักอึ้งเดินจากไปพลางหันกลับมามองทุกสามก้าว อาวั่งที่นั่งกินแตงโมอยู่บนธรณีประตูมองส่งนางเข้าหมู่บ้านเลี้ยวเข้าเรือนเก่าตระกูลหลิวไปอย่างราบรื่นก็หันหน้าไปพูดกับฉินเหยาในลานบ้านว่า “ถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว”


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งรีบกินให้เสร็จ “เดี๋ยวพวกเราจะเข้าเมืองไปรับพวกต้าหลางด้วยกัน”


ถือโอกาสไปเด็ดแตงโมที่แปลงมาอีกสักสองลูก ดูว่าจะขายได้หรือไม่


แตงโมทั้งลูกแพงเกินไป คนทั่วไปย่อมไม่กล้าซื้อเป็นแน่ ดังนั้นฉินเหยาจึงเตรียมหั่นเป็นชิ้น ขายตามชิ้น เช่นนี้ราคาฟังดูแล้วผู้คนจะยอมรับได้ง่ายขึ้นมาก


อาวั่งกินแตงโมในมือหมดในสองสามคำแล้วโยนเปลือกแตงโม.ลงในอ่างไม้ที่ฉินเหยาเอาออกมา อุ้มอ่างไปยังโรงเลี้ยงสัตว์เพื่อเพิ่มอาหารให้เหล่าหวงและเหล่าชิง


แม้จะมีเพียงเปลือกแตงโม แต่ม้าหนึ่งตัวกับวัวอีกหนึ่งตัวก็แทะกินอย่างมีความสุขยิ่งนัก


ตอนที่อาวั่งจูงเหล่าหวงออกมาเทียมรถม้า เหล่าหวงก็คึกคักยิ่ง ส่งเสียงร้องดังลั่นออกมาทีหนึ่ง


เทียมรถม้าเสร็จ ฉินเหยาก็เตรียมโต๊ะขาสูง ผ้าโปร่ง เขียง และมีดทำครัวที่ต้องใช้สำหรับตั้งแผงเรียบร้อยแล้ว


นางบอกให้อาวั่งขนของขึ้นรถม้า ส่วนตัวนางก็วิ่งไปยังแปลงแตงโม เด็ดแตงโมที่รูปร่างเบี้ยวๆสองลูกมาด้วยตัวเอง


ลูกที่รูปร่างสวยงามเก็บไว้ขายทั้งลูก ส่วนพวกลูกที่ไม่สวยเหล่านี้ก็เอามาหั่นเสีย!


ถนนทางออกจากหมู่บ้านซ่อมไปได้ช่วงหนึ่งแล้ว ขอบถนนขยายกว้างขึ้น ฐานถนนก็เสริมให้แข็งแรงขึ้นด้วย


ฐานถนนด้านนอกก่อด้วยหินทั้งหมด ตอกฐานรากลึกครึ่งศอก ไม่พังทลายง่ายๆ


วัสดุที่ใช้ปูพื้นถนนก็มีความพิถีพิถัน ต้องทำหลายชั้น แต่ละชั้นก็ใช้วัสดุไม่เหมือนกัน


ชั้นแรกเป็นดินธรรมดา ชั้นที่สองต้องโรยด้วยสิ่งที่ยับยั้งการเติบโตของวัชพืช โดยทั่วไปคือผงปูนขาวผสมกับสิ่งอื่นบ้าง


ชั้นที่สามใช้หินบด ทุบให้เรียบก่อน จากนั้นใช้ลูกกลิ้งหินหนักๆบดทับไป บดอัดจนแน่นแข็งแรงอย่างยิ่ง


ก่อนหน้านี้หินบดที่เกิดจากการทำโม่หินในโรงงานของฉินเหยา บัดนี้นำมาใช้ประโยชน์ปูบนพื้นถนนทั้งหมด


บนชั้นหินบดนี้ ยังต้องปูทับด้วยดินทรายละเอียดที่ร่อนมาจากแม่น้ำอีกชั้นหนึ่ง ใช้เป็นตัวกันกระแทก ลดแรงเสียดทานขณะล้อรถเคลื่อนที่


ทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ ถนนที่แข็งแรงเดินทางสะดวกสายหนึ่งจึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์


พื้นถนนก็ขยายกว้างขึ้น เดิมทีเป็นทางเล็กๆกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรครึ่ง บัดนี้ขยายเป็นราวสองเมตรกว่า ยังขยายให้กว้างขึ้นตรงทางโค้งเพื่อให้รถผ่านได้สะดวก


พอผ่านถนนดีๆแล้วมาเดินบนถนนเละๆสายเดิม แม้แต่ม้าอย่างเหล่าหวงก็ยังแสดงอาการหงุดหงิด เสียงพ่นลมจากจมูกฟังดูฉุนเฉียวเล็กน้อย


สองเค่อก่อนเวลาเลิกเรียนของสำนักศึกษาสกุลติง สองนายบ่าวฉินเหยาก็เดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาอย่างราบรื่น


ฉินเหยาหาที่สะอาดร่มเย็นใต้ต้นอวี๋แก่ริมถนน ตั้งโต๊ะขาสูงออกมา วางเขียงและมีดทำครัวลงไป


อาวั่งผูกรถม้าเรียบร้อย หิ้วถังน้ำหนักอึ้งสองใบเข้ามา วางถังน้ำไว้ใต้โต๊ะของฉินเหยา


ในถังน้ำคือน้ำบ่อเย็นเฉียบที่อาวั่งตักมาจากบ่อน้ำของบ้านชาวนาข้างๆ เอาแตงโมที่อยู่บนรถม้ามาตลอดทางใส่ลงไปแช่ไว้สองเค่อแล้วค่อยนำออกมาผ่า ความเย็นกำลังพอดี


ประตูใหญ่ของสำนักศึกษาสกุลติงเปิดออก เหล่านักเรียนที่เลิกเรียนต่างวิ่งกรูกันออกมาก็ได้กลิ่นหอมหวานพิเศษโชยมาจากริมถนน ดวงตาต่างมองไปยังต้นตอของกลิ่นหอมอย่างควบคุมไม่ได้


แตงโมที่หั่นเป็นชิ้นขนาดเท่าๆกันวางแผ่อยู่บนผ้าโปร่งสีขาว เนื้อแตงโมสีแดงสด ต้องแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องประกายฉ่ำน้ำน่าลิ้มลอง


“เอื๊อก~” มีนักเรียนบางคนกลืนน้ำลายลงลำคอแห้งผากอย่างควบคุมไม่ได้


ฉินเหยาตบไหล่อาวั่งเบาๆ อาวั่งก็เริ่มส่งเสียงเร่ขายด้วยใบหน้าไร้อารมณ์


“แตงโมหอมหวาน ไม่อร่อยไม่คิดเงิน!”


ในไม่ช้า นักเรียนกลุ่มหนึ่งก็กรูกันเข้ามายืนอยู่หน้าแผง สอบถามฉินเหยาว่าหากไม่อร่อยไม่คิดเงินจริงๆหรือ


ฉินเหยายื่นชามแตงโมที่หั่นเป็นชิ้นแล้วส่งให้ “ให้ลองชิมไม่คิดเงิน เชิญชิมกันทุกคน แตงโมทั้งหวานทั้งกรอบ รับรองว่าพวกเจ้ากินแล้วต้องอยากกินอีก!”


ล้วนเป็นเด็กกำลังโต ไหนเลยจะทนต่อสิ่งยั่วยวนนี้ได้ พอได้ยินว่าไม่คิดเงินก็รีบยื่นมือมาหยิบทันที


พอกินแตงโมลงไปชิ้นหนึ่งก็เกิดเสียง “ว้าว” ดังขึ้นระงม


พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ออกมาทีหลัง มองเห็นแต่ไกลว่าท่านแม่และอาวั่งถูกเหล่านักเรียนล้อมไว้ก็รีบวิ่งมาดูว่าเป็นอย่างไร พอเห็นแตงโมสีแดงสดน่ากิน สี่พี่น้องเองก็อดกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ไม่ได้


มีคนต้องการซื้อ ฉินเหยาจึงค่อยหยิบป้ายราคาออกมา สิบเหวินต่อชิ้นเล็ก ดูเผินๆแล้วไม่แพง แต่หากคิดให้ละเอียด คนปากกว้างสิบเหวินกินสามสี่คำก็หมดแล้ว


แต่เหล่านักเรียนที่ได้ลองชิมแล้วไหนเลยจะอดใจไหว?


คนที่มีเด็กรับใช้มารับก็รีบให้พวกเขาควักเงินมาจ่ายพลางเลือกชิ้นที่ดูใหญ่ที่สุดและแดงที่สุด กินอย่างเอร็ดอร่อยพึงพอใจยิ่งนัก


ชิ้นเดียวไม่พอ ยังต้องเอาอีกชิ้น


ฉินเหยาหั่นแตงโมไปเพียงครึ่งลูก ทว่าก็หมดในพริบตา


หั่นอีกครึ่งลูกที่เหลือก็ยังขายหมดเกลี้ยงทันทีที่หั่นเสร็จ


แตงโมอีกลูกที่เหลือหั่นออกทั้งหมด บัณฑิตสกุลติงที่เมื่อครู่ยังลังเลอยู่รีบวิ่งแจ้นกลับบ้านไปเอาเงินมาแล้ว เขียงที่วางแตงโมจนเต็มจึงว่างเปล่าลงในเวลาไม่นาน


มีคนที่ชิมไปชิ้นหนึ่งแล้วอยากจะซื้ออีก เมื่อยื่นมือมาหมายจะหยิบสองชิ้นสุดท้ายก็ถูกฉินเหยาขวางไว้ด้วยความว่องไว “ขออภัย สองชิ้นนี้ไม่ขาย”


นางหมุนตัวส่งให้กับพวกต้าหลางสี่พี่น้องซึ่งไม่รู้ว่าเข้ามาช่วยขายและเก็บเงินตั้งแต่เมื่อใด


“คนละครึ่งชิ้น แก้กระหายก่อน กลับถึงบ้านพวกเราค่อยกินให้พอ” ฉินเหยายิ้มพลางขยิบตาให้สี่พี่น้อง


เด็กๆช่างรู้ความนัก เห็นแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย


เห็นๆอยู่ว่าตนเองก็อยากกินมากแต่ไม่รู้ว่าอดทนกันได้อย่างไร ช่วยขายแตงโมแต่กลับไม่ได้ชิมสักชิ้น


ซื่อเหนียงดีใจจนกระโดดตัวลอย “ท่านแม่ แตงโมอร่อยมากเจ้าค่ะ!”


“มิใช่แตงเย็นหรือขอรับ” ซานหลางแทะเปลือกแตงโมที่เหลืออย่างอาลัยอาวรณ์พลางถามด้วยความสงสัย


เมื่อครู่เขาได้ยินอาวั่งเร่ขายบอกว่าเป็นแตงเย็นนี่นา


ฉินเหยา “จะเรียกว่าแตงเย็นก็ได้ หรือจะเรียกว่าแตงโมก็ได้ อยากเรียกอย่างไรก็เรียกไปเถิด”


ซานหลางยังคงไม่เข้าใจ “แล้วเหตุใดจึงไม่เรียกว่าแตงตะวันออก แตงเหนือ หรือแตงใต้เล่า ต้องเรียกว่าแตงโมด้วย?”


ฉินเหยา “หุบปาก กินแตงโมของเจ้าไป”


ซานหลางงุนงง แต่ก็เชื่อฟัง “โอ้”


เก็บแผงแล้ว เหล่านักเรียนจึงค่อยแยกย้ายกันไปอย่างอาลัยอาวรณ์ หวังว่าพรุ่งนี้ฉินเหยาจะมาอีก แต่ก็กลัวว่านางจะมาจริงๆ


แตงโมชิ้นละสิบเหวินไม่แพง แต่ก็ไม่นับว่าถูกจริงๆ กลัวว่าตนเองอยากกินแต่ผู้ใหญ่ไม่ซื้อให้จึงได้แต่มองสหายนักเรียนคนอื่นกิน


สหายร่วมชั้นเรียนสองสามคนที่สนิทกับพวกเขา พอหันไปมองพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ความอิจฉาในแววตานั้นก็แทบจะล้นทะลักออกมาแล้ว


เมื่อครู่ฉินเหนียงจื่อบอกว่า กลับบ้านไปจะให้พวกเขากินให้หนำใจเลย!


“พวกเราจะกลับบ้านแล้ว พวกเจ้าก็รีบกลับเถิด”


ต้าหลางโบกมือให้สหายที่มองอย่างอิจฉา เลียนิ้วที่เปื้อนน้ำแตงโมจนสะอาดแล้วช่วยแม่เลี้ยงเก็บแผง สี่พี่น้องนั่งรถกลับบ้านด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง


พอเข้าลานบ้าน เอ้อร์หลางก็เห็นถังน้ำใต้ชายคาที่ห้องครัว เมื่อพุ่งเข้าไปดูก็เห็นว่ามีแตงโมอยู่จริงๆ เขาหันกลับมามองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อได้รับอนุญาตก็อุ้มแตงโมขึ้นมาพุ่งตรงไปยังเขียงในห้องครัวเร็วรี่


อีกสามคนที่เหลือโยนหีบหนังสือทิ้ง รีบวิ่งตามปืทันที


ฉินเหยามองดูเด็กๆส่งเสียงกรีดร้องด้วยความดีใจอย่างขบขัน ให้อาวั่งไปเตรียมอาหารเย็น ส่วนตนเองนั่งลงนับเงินในห้องโถงอย่างใจเย็น


ช่วงบ่ายขายแตงโมไปสองลูก ได้เงินมารวมสามร้อยเก้าสิบเหวิน


อ้อ ยังมีเงินค่าแตงโมที่ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งของบ้านหลิวต้าฝูด้วย รวมเป็นเงินทั้งหมดห้าร้อยเก้าสิบเหวิน


ตอนที่ 304: ส่งน้ำใจ


มื้อเย็นอาวั่งมิได้เตรียมมากนักเพราะทั้งครอบครัวกินแตงโมจนแน่นท้องไปหมดแล้ว


อาศัยยามที่ท้องฟ้ายังมีแสงสว่าง ต้าหลางเป็นคนแรกที่วางชามและตะเกียบในมือลง ฉินเหยาจึงหยิบเงินสองตำลึงส่งให้เขา “ต้องส่งให้ถึงมือของปู่ฝูของเจ้านะ จากนั้นนำเงินค่าแตงของบ้านเรากลับมาด้วย”


เอ้อร์หลางสงสัยใคร่รู้จึงเอ่ยถามว่าต้องนำเงินค่าแตงกลับมาเท่าใด เมื่อทราบราคาแล้วก็ย้อนถามฉินเหยาว่าเหตุใดจึงไม่นำเงินหนึ่งตำลึงแปดเฉียนให้พี่ใหญ่ไปส่งโดยตรงเลยเล่า อย่างไรเสียเมื่อหักลบกลบกันแล้วก็ได้เท่านี้ เหตุใดยังต้องส่งมอบถึงสองทอด


“เรื่องนี้เด็กน้อยอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจกระมัง” ฉินเหยาโบกมือให้ต้าหลางรีบไป มองส่งเขาออกจากประตูไปแล้วจึงหันกลับมาอธิบายให้พวกเอ้อร์หลางทั้งสามคนฟัง


“มิใช่ทุกคนจะชอบคิดบัญชีเช่นนี้ ปู่ฝูของพวกเจ้าสมองทื่อไปบ้าง ดังนั้นคิดทีละรายการ แยกกันไปย่อมสะดวกที่สุด”


มิเช่นนั้นหากภายหลังเขาคิดบัญชีนี้ไม่กระจ่าง ยังต้องมาหานางเพื่อถกเถียงต่ออีก


พวกเอ้อร์หลางทั้งสามพยักหน้า แสดงออกว่าได้เรียนรู้แล้ว


ทว่าเอ้อร์หลางยังคงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ “นี่มันยุ่งยากเกินไปแล้ว ง่ายดายจะตาย มันคิดยากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”


ฉินเหยาเพียงกล่าวว่าพวกเจ้ายังเยาว์วัยเกินไป ในใจจึงมีเพียงบัญชีหนึ่งสองรายการนี้เท่านั้น


แต่บัญชีในใจของผู้ใหญ่นั้นมีมากมายนัก


ต้าหลางกลับมาอย่างรวดเร็ว ส่งมอบเงินสองตำลึงเรียบร้อยและได้เงินค่าแตงสองร้อยเหวินกลับมาอย่างราบรื่น บ้านหลิวต้าฝูกำลังกินมื้อเย็นอยู่พอดี ยังมอบขนมข้าวฟ่างครึ่งชามให้เขานำกลับมาด้วย


น่าเสียดายที่ทั้งครอบครัวล้วนกินไม่ลงแล้ว ฉินเหยาจึงได้แต่ให้อาวั่งเก็บไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยนำไปอุ่นให้สี่พี่น้องกินเป็นมื้อเช้า


ครั้นฟ้ามืดลง ลมเย็นก็พัดโชยมา ห้าแม่ลูกนั่งรับลมเย็นอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง หันหน้าไปยังประตูใหญ่


อาวั่งทอดถั่วลิสงมาให้หนึ่งชาม โรยน้ำตาลทรายขาว วางไว้บนโต๊ะเล็ก ฉินหยิบขึ้นมากำหนึ่ง กัดกินดังกรุบกรับ


ต้าหลางเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ “ท่านน้าเหยา แตงเย็นของบ้านเราต้องนำไปขายทั้งหมดเลยหรือ”


เรื่องราวในบ้าน ฉินเหยาล้วนหารือกับเหล่าลูกๆเสมอ ทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมอย่างยิ่ง


ไม่เหมือนผู้ใหญ่บ้านอื่น ที่เด็กๆถามอะไรก็ไล่ให้ไปอยู่ข้างๆ เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆมิต้องใส่ใจ


ฉินเหยาส่ายหน้า “กินไปด้วยขายไปด้วย พวกเรากินให้พอก่อนค่อยว่ากัน”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงพลันก็สว่างวาบขึ้นมา แทบจะกระโดดโลดเต้นพร้อมกันแล้วตะโกนว่า ยอดเยี่ยมไปเลย!


เมล็ดแตงมีจำกัด แม้นฉินเหยาจะใช้ที่ดินสองหมู่ปลูกแตงโม ทว่าเพราะปลูกห่างกัน หนึ่งหมู่จึงได้แตงเพียงเจ็ดแปดสิบผล หนักไม่ถึงหนึ่งพันจิน


สองหมู่รวมกันแล้วได้ไม่ถึงสองพันจิน รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดผล


แค่ครอบครัวนางบริโภคกันเองก็กินไม่หมดตลอดฤดูร้อนนี้แล้ว


หักส่วนที่ต้องใช้ส่งเป็นน้ำใจออกไปแล้วก็ยังคงเหลืออยู่บ้างสำหรับขายเอาเงิน


ทว่าปีนี้ฉินเหยาหาได้คาดหวังจะทำเงินจากแตงโมไม่ หลักๆคือการทดลอง


โชคดีอย่างยิ่งที่บัดนี้เพาะปลูกสำเร็จ พอดีได้แก้ความอยาก ทั้งยังเก็บเมล็ดพันธุ์เพิ่มไว้ได้อีก มุ่งมั่นว่าปีหน้าจะปลูกเพิ่มอีกสักหลายหมู่ เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น


เมื่อฟังแผนการเหล่านี้ของฉินเหยา พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ยิ่งวางใจ พวกเขาจะได้กินอย่างเต็มที่แล้ว!


ความรู้สึกที่ได้กินผลไม้รสอร่อยเช่นนี้อย่างเพียงพอ ช่างดีงามเหลือเกิน ซื่อเหนียงประคองใบหน้าเล็กๆของตนเอง เอนซบกายท่านแม่อย่างเปี่ยมสุข เอ่ยว่าพรุ่งนี้นางจะกินแตงครึ่งผลคนเดียว มะรืนนี้ก็จะกิน วันถัดไปก็ยังจะกินอีก!


“ไม่ได้” ฉินเหยากำชับอย่างจริงจัง “กินแค่พอเหมาะก็พอแล้ว เด็กเล็กกินมากไม่ได้”


ซื่อเหนียงร้อง “อ๊า” โหยหวนออกมาคราหนึ่ง พุ่งตัวซุกเข้าสู่อ้อมอกท่านแม่ ผมเปียสองข้างบนศีรษะสะบัดไปมาอย่างออดอ้อน “เช่นนั้นพรุ่งนี้กินครึ่งผล มะรืนนี้กินน้อยหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”


“พรุ่งนี้ค่อยดูกันเถิด” ฉินเหยากลั้นยิ้ม แสร้งกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง


ซื่อเหนียงถอนหายใจ “เฮ้อ” คราหนึ่ง “ก็ได้เจ้าค่ะ”


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินเหยาไปยังทุ่งนาอีกครั้งเพื่อเก็บแตงมาหกผล เตรียมนำไปมอบเป็นน้ำใจ


ผลหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้าน ผลหนึ่งให้หัวหน้าตระกูล สองผลนำไปที่โรงงานให้ทุกคนได้ลองชิมของสดใหม่ ผลหนึ่งให้ช่างไม้หลิว


ยังเหลืออีกหนึ่งผล นำไปยังฝั่งของกลุ่มคนงานสร้างถนน ให้พวกฮวาเอ๋อร์ได้แก้กระหาย เพิ่มขวัญกำลังใจสักหน่อย


ฤดูร้อนที่แดดแผดกล้ายังต้องทำงานหนักอยู่กลางแดด นี่มิใช่ความยากลำบากธรรมดาทั่วไป เมื่อวานระหว่างทางกลับจากในเมืองบังเอิญพบกลุ่มของสองพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ที่เลิกงานแล้ว ฉินเหยาก็เกือบจะจำสองพ่อลูกไม่ได้


ใบหน้าแต่ละคนนั้นล้วนมอซอไปด้วยฝุ่นละออง สองมือนั้นตากแดดจนดำคล้ำ


ต้นคอด้านหลังของฮวาเอ๋อร์ถูกแดดเผาอยู่ตลอดเวลาจนผิวลอกหมดแล้ว นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยๆคนหนึ่ง มองดูแล้วก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก


ฉินเหยาหิ้วแตงโมไปหนึ่งกระสอบป่าน ตระเวนส่งไปทีละบ้าน


ผู้คนที่ได้รับแตงโม ไม่มีผู้ใดไม่ยินดี


เมื่อวานหลิวต้าฝูโอ้อวดไปทั่วหมู่บ้านกล่าวว่าแตงโมบ้านฉินเหยานั้นรสชาติอร่อยล้ำเลิศเพียงใด ทั้งยังหายากล้ำค่าถึงเพียงใด ช่วยป่าวประกาศให้โดยไม่คิดค่าโฆษณาไปหนึ่งรอบแล้ว


หลายบ้านที่สนิทสนมกับฉินเหยา ในใจจึงลอบคาดหวังอยู่เงียบๆเช้านี้พอได้เห็น ความคาดหวังกลายเป็นความจริง ความยินดีจึงเพิ่มขึ้นทวีคูณ


ส่งในหมู่บ้านเสร็จแล้ว ยังกำชับหลิวเหล่าฮั่นว่าหากอยากกินก็ให้ไปเก็บที่ทุ่งนาเอง ฉินเหยาถือแตงผลสุดท้ายที่เป็นของกลุ่มคนงานสร้างถนนแล้วเดินไปตามเส้นทางถนนที่สร้างเสร็จแล้ว


“ฮูหยิน!”


ฮวาเอ๋อร์ซึ่งกำลังช่วยก่อไฟอยู่ในเพิงเป็นคนแรกที่เห็นฉินเหยา นางนึกว่าฉินเหยาจะเข้าไปในเมืองจึงทักทายด้วยความยินดี


คาดไม่ถึงว่า ฉินเหยากลับอุ้มของบางอย่างเดินตรงมาทางนาง


“กำลังยุ่งอยู่หรือ” ฉินเหยายิ้มให้ทุกคนแล้วพยักหน้าทักทายเด็กหญิงผู้นั้น วางแตงโมลงบนแผ่นไม้สะอาดด้านข้าง กล่าวกับสตรีผู้ดูแลครัวว่า


“นี่คือแตงเย็นที่บ้านข้าปลูกเอง วันนี้แดดแรงเป็นพิเศษ เกรงว่าทุกคนจะเป็นลมแดดจึงตั้งใจนำแตงมาผลหนึ่งให้ทุกคนได้คลายร้อน”


หลิวต้าฝูซึ่งกำลังคุมงานอยู่ด้านล่างฐานถนน ได้ยินเสียงของฉินเหยาแว่วๆ จึงปีนขึ้นมาดูบนผิวถนน เห็นว่าเป็นนางจริงๆ ทั้งยังนำแตงมาด้วย ในใจพลันส่งเสียงจึ๊จึ๊สองครา ยังว่าเขาชอบทำตัวเป็นคนดี แย่งชิงหน้าตา นางเองมิใช่ว่าก็เหมือนกันหรอกรึ


“ท่านลุงต้าฝู ท่านก็อยู่ด้วยหรือ พอดีเลย ท่านมาแบ่งแตงให้ทุกคนเถิด ข้ายังมีธุระ ต้องกลับไปจัดการก่อน” ฉินเหยาถือโอกาสกวักมือเรียกหลิวต้าฝูเข้ามา ส่วนตนเองก็ปัดก้นจากไป


“จริงสิ!” ฉินเหยาพลันหันกลับมา กวักมือเรียกเด็กหญิงที่มุมเพิง “เจ้าตามข้าไปที่โรงงานเถิด ที่โรงอาหารตรงนั้นขาดคนทำงานจิปาถะอยู่พอดี”


ฮวาเอ๋อร์เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อราวกับได้รับเกียรติอย่างไม่คาดฝัน


ทุกคนต่างรู้ดีว่า คนงานในโรงงานเครื่องเขียนไม่เพียงแต่ได้ค่าแรงสูง วันหนึ่งยังได้กินอาหารถึงสองมื้อ ทุกมื้อล้วนกินอิ่มท้อง นานๆครั้งยังมีกับข้าวจานเนื้อ สวัสดิการช่างน่าอิจฉายิ่งนัก


ฮวาเอ๋อร์ชี้มาที่ตนเอง ยืนยันอีกครั้งว่าฉินเหยาเรียกนางใช่หรือไม่ เมื่อเห็นนางแย้มยิ้มบางๆ พยักหน้าให้ก็รีบวางฟืนในมือลงอย่างรวดเร็ว วิ่งไปยังทิศทางของฉินเหยา ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ


“ท่านพ่อ ข้าจะไปโรงงานกับฮูหยินแล้ว!” ฮวาเอ๋อร์ก้มหน้ากล่าวกับบิดาใบ้ที่กำลังยุ่งจนเหงื่อท่วมตัวอยู่ด้านล่างฐานถนนด้วยความยินดี


บิดาใบ้ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติแล้วก็รีบยิ้มพลางโบกมือ เป็นสัญญาณให้นางรีบไป ทำงานให้ว่องไวขยันขันแข็งเข้าไว้


ฮวาเอ๋อร์พยักหน้า หันกลับไปมองก็เห็นฉินเหยาก้าวเท้ายาวๆ เดินห่างออกไปแล้วจึงรีบวิ่งเหยาะๆตามไปทันที


คนทั้งสองมาถึงหน้าประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยาก็ให้นางเข้าไปหานางเหอ บอกว่าเป็นตนที่จัดคนมาให้ นางไม่มีเวลาส่งฮวาเอ๋อร์เข้าไปแล้ว เมื่อคืนขบวนรถม้าที่หลิวไป่นำขบวนบรรทุกไม้กลับมาแล้ว นางต้องไปสอบถามสถานการณ์เสียหน่อย


ตอนที่ 305: ยุคโบราณก็เร่งรัดเรื่องแต่งงาน


“พี่สะใภ้สาม!”


เมื่อไม่มีคนนอกอยู่ หลิวเฝยก็ลืมไปอีกแล้วว่าต้องเรียกนางว่าผู้จัดการใหญ่ฉิน


หลิวไป่กำลังถือสมุดเล่มเล็กตรวจสอบจำนวนอยู่ สารถีคนอื่นๆกลับบ้านไปพักผ่อนกันหมดแล้ว วิ่งไปกลับเที่ยวหนึ่งจะได้พักกันเพียงวันนี้เท่านั้น วันรุ่งขึ้นแต่เช้าก็ต้องลากหีบหนังสือมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของมณฑลอีก


ฉินเหยาพบว่า หลิวเฝยดูคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เด็กหนุ่มเองก็เหมือนจะตัวสูงขึ้นอีก


นึกถึงเรื่องที่นางจางคิดจะจัดหาคู่ให้เขาหลายครั้ง พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ตามขบวนรถม้าไปเสียแล้ว ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขบขันเล็กน้อย


“เหตุใดไม่กลับบ้านเล่า?” ฉินเหยามองหลิวเฝยพลางเอ่ยเย้า


หลิวไป่เป็นหัวหน้า ยังมีรายละเอียดที่ต้องการให้เขาไปตรวจสอบ ไม่ทันได้กลับบ้านพักผ่อนก็นับเป็นเรื่องปกติ


แต่ที่นี่ไม่มีงานให้หลิวเฝยทำแล้ว เด็กหนุ่มยังคงอยู่ที่คลังสินค้าไม่อยากกลับบ้านไปเพลิดเพลินกับวันหยุดที่หาได้ยากเช่นนี้ ช่างไม่ปกติเสียจริง


หลิวเฝยยิ้มแหยๆให้ฉินเหยาอย่างกระดากอาย เกาศีรษะแล้วพูดอย่างอึดอัดว่า “ถูกท่านแม่ด่าออกมาน่ะ”


นางจางไล่ให้เขาไป เขาก็รีบไสหัวไปในทันที


หลิวไป่กล่าวอย่างขบขัน “ท่านพ่อท่านแม่หาแม่สื่อมาให้เขา พอเขาเข้าบ้านก็ส่งแม่สื่อกลับไปแล้ว”


คาดเดาได้เลยว่า นางจางจะโกรธเพียงใด


ฉินเหยาเอ่ยหยอกล้อ “โชคดีที่เจ้ายังรู้จักหนี”


“เฮ้อ~” หลิวเฝยทิ้งตัวนั่งลงบนกองไม้แล้วกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “ข้าก็แค่ไม่อยากแต่งงานเร็วเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านแม่ต้องบังคับข้าด้วย ข้าก็ใช่ว่าจะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิตเสียหน่อย ไม่รู้ว่านางจะรีบร้อนไปไย”


“ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า พอนางเร่งรัดเช่นนี้ ข้าก็หมดความคิดเรื่องแต่งงานไปเลย นางยังคิดอยากจะอุ้มหลานอีก ข้าว่าอย่าได้คิดเลย…”


พูดถึงตรงนี้ หลิวเฝยพลันพบว่าฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาเงียบ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เสียงตะโกนด้วยความโกรธาดังมาจากนอกประตู


“หลิวเฝย! เจ้าเด็กนี่พูดอะไร? ไม่แต่งงานตลอดชีวิตรึ? เจ้ากล้าพูดอีกครั้งหรือไม่!”


หลิวเฝยหนังศีรษะชาวาบ ลุกขึ้นวิ่งไปทางตรงกันข้ามทันที วิ่งไปก็กำชับฉินเหยาและหลิวไป่ที่กำลังมองดูเรื่องสนุกไปด้วย “อย่าบอกท่านแม่นะว่าข้าวิ่งไปทางไหน!”


“คนเล่า? เจ้าเด็กหลิวเฝยเล่า?” นางจางบุกเข้ามาอย่างฉุนเฉียว เมื่อไม่เห็นตัวคนจึงข่มความโกรธไว้แล้วมองไปยังฉินเหยาและหลิวไป่อย่างสงสัย


หลิวไป่ส่ายหน้า ฉินเหยากลับชี้ส่งๆไปทางหนึ่ง นางจางก็รีบวิ่งตามไปทันที


“ดูไม่ออกเลยว่า ท่านแม่จะอารมณ์ร้ายถึงเพียงนี้” ฉินเหยากล่าวอย่างประหลาดใจ


หลิวไป่เองก็ไม่เคยเห็นมารดาเลี้ยงมีท่าทางเกรี้ยวกราดเช่นนี้มาก่อน ถึงอย่างไรก็เป็นลูกแท้ๆ ไม่ต้องเกรงใจกันมาก ย่อมแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมามากกว่า


ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะหัวเราะฮ่าๆออกมา


แต่หัวเราะแล้ว งานก็ยังต้องทำต่อไป


หลิวไป่นำฉินเหยาเข้าไปในคลังสินค้า “หีบหนังสือสามพันใบที่ต้องส่งมอบงวดแรก ตอนนี้เหลือเพียงสองพัน ไม่ถึงครึ่งเดือนก็สามารถส่งสินค้างวดแรกทั้งหมดไปยังห้างการค้าฟู่หลงที่ท่าเรือได้”


“ตอนขากลับ ผู้ดูแลคลังสินค้าของห้างการค้าที่ท่าเรือบอกว่า สินค้างวดที่สองและสามถัดไป หวังว่าพวกเราจะส่งไปให้พวกเขาทันทีที่ผลิตเสร็จ”


หลิวไป่คิดเช่นนี้ วัตถุดิบไม้อีกสามเที่ยวก็ขนหมดแล้ว ต่อไปขบวนรถม้าที่กลับจากเมืองหลวงของมณฑลล้วนเป็นรถเปล่า ค่อนข้างสิ้นเปลือง เขาคิดว่าควรจะรับงานอื่นเพิ่มหรือไม่


แต่ก็กลัวว่าพวกสารถีจะติดเป็นนิสัย ต่อไปเมื่อต้องการกำลังขนส่งแล้วจะไม่ให้ความร่วมมือ คิดแต่จะไปหารายได้เสริมจึงลังเลใจมาก


ฉินเหยาไม่ได้ปฏิเสธความคิดของเขา เพียงกล่าวว่า “ขนวัตถุดิบทั้งหมดกลับมาก่อนค่อยว่ากันเถอะ”


ตอนนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องที่ไกลตัวเช่นนี้ เรื่องราวย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แผนการอย่างไรก็ไม่อาจตามทันการเปลี่ยนแปลงได้


หลิวไป่ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ในใจก็สงบลงเล็กน้อย “ตกลง เช่นนั้นต่อไปก็เหลืองานส่งสินค้าแล้ว จากที่นี่ไปท่าเรือใกล้กว่าไปเมืองหลวงของมณฑล ไปกลับเที่ยวหนึ่งใช้เวลาราวหกวัน เจ้าเคยบอกว่าอย่าทำให้ห้างการค้ารู้สึกว่าพวกเราผลิตเร็วเกินไป เช่นนั้นพวกเราส่งสี่เที่ยวในเดือนแปดและสามเที่ยวในเดือนเก้าดีหรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา


หลิวไป่เองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน หลังจากหารือกับฉินเหยาเสร็จสิ้นก็กลับบ้านไปพักผ่อนกินแตงโม


พอออกจากคลังสินค้า ฉินเหยาก็มายังห้องบัญชีอีกครั้งเพื่อตรวจสอบบัญชีของวันนี้กับหลิวจ้งและลุงเฉียน ถือโอกาสเติมเงินในบัญชีเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อให้ทั้งสองคนใช้หมุนเวียน


ลุงเฉียนก็คือเฉียนวั่งซึ่งเป็นเสมียนบัญชีอยู่ที่เมืองหวงเชวี่ย ดังที่ฮวาเอ๋อร์เคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้


เรื่องเฉพาะทางก็ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการ เมื่อได้ลุงเฉียนเข้ามาร่วมงาน ฉินเหยาผู้เป็นเสมียนบัญชีชั่วคราวก็สามารถวางใจถอยออกมาได้แล้ว


ทั้งสามคนตรวจสอบบัญชีเสร็จก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน ฉินเหยานำเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมาปิดบัญชี ทั้งสามคนจึงไปกินข้าวที่โรงอาหารใหญ่ด้วยกัน


แต่ฉินเหยาเพียงกินพอเป็นพิธีสองคำก็กลับบ้านไป


เมื่อมีอาวั่งอยู่ อาหารหม้อใหญ่ของนางเหอก็ไม่อร่อยเสียแล้ว


ขณะกำลังกินข้าวก็มีเสียงล้อรถม้าดังมาจากนอกประตู


อาวั่งลุกขึ้นออกไปดู รถม้าสีเทาคันหนึ่งจอดอยู่ที่ลานหน้าบ้านของพวกเขา ชายผู้หนึ่งซึ่งแต่งกายเรียบง่าย แต่สวมรองเท้าผ้าพื้นหนาหลายชั้นกำลังออกมาจากตัวรถม้า


ฝ่ายนั้นมองอาวั่งอย่างประหลาดใจยิ่ง “เจ้าคือ…ของบ้านฉินเหนียงจื่อ?”


เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักฉินเหยา ท่าทางระแวดระวังของอาวั่งก็ผ่อนคลายลง บอกว่าตนเป็นคนรับใช้ของบ้านนี้ ถามว่าเขาเป็นใคร มาหาเจ้านายด้วยเรื่องใด


“เช่นนั้นข้าจะเข้าไปหาฉินเหนียงจื่อ ต้องรบกวนพี่ชายตัวน้อยช่วยแจ้งให้ทราบก่อนแล้ว?” ไป๋ซั่นตกใจมาก เขาไม่ได้มาหมู่บ้านตระกูลหลิวเพียงครึ่งปี เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้


ตอนมาถึง เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างถนนอยู่ก็รู้สึกเหลือเชื่อแล้ว พอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เห็นโรงงานเครื่องเขียนอันพลุกพล่าน ในใจก็ยิ่งตกตะลึง


ครั้นมาถึงหน้าประตูบ้านฉินเหยา ได้เห็นอาวั่ง ไป๋ซั่นก็อยากจะถามเสียงดังว่า ข้าพลาดอะไรไปกันแน่!


ฉินเหยายิ้มแย้มปรากฏตัวที่หน้าประตูใหญ่ โบกมือให้อาวั่ง “เจ้าไปหั่นแตงมาครึ่งลูกยกเข้ามาในห้องโถง”


อาวั่งขานรับ หมุนกายเข้าลานบ้าน ไปยุ่งอยู่ในครัว


ไป๋ซั่นเดินมาเบื้องหน้าฉินเหยาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ชี้ไปยังแผ่นหลังของอาวั่ง “ฉินเหนียงจื่อ ช่วงครึ่งปีมานี้เจ้าไปยุ่งเรื่องใดมา ถึงกับซื้อคนรับใช้เข้าบ้านแล้วหรือ”


ฉินเหยาเชิญไป๋ซั่นเข้าประตูแล้วสั่งให้อาวั่งในครัวยกน้ำถ้วยหนึ่งไปให้สารถีที่หน้าประตู จากนั้นจึงนำไป๋ซั่นไปนั่งที่ห้องโถงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า


“ข้าไม่ได้ยุ่งอันใด ก็แค่ทำหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นมาไม่กี่ใบ ไปเมืองหลวงของมณฑลมาเที่ยวหนึ่ง เจรจาการค้าเล็กๆสำเร็จไปหนึ่งรายการก็เท่านั้นเอง”


ฉินเหยารินน้ำชาเย็นให้เขาหนึ่งถ้วย ไป๋ซั่นดื่มไปพลางพิจารณาห้องนี้ รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็มองไม่ออกว่าเปลี่ยนไปตรงไหน


มองดูอีกหลายคราจึงพบว่า ที่แท้เครื่องเรือนภายในห้องเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมีของประดับเพิ่มมาหลายชิ้น


อาวั่งยกแตงที่หั่นแล้วเดินเข้ามา วางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าคนทั้งสองแล้วถอยไปยืนนิ่งอยู่ที่ประตู รอรับคำสั่งตลอดเวลา


ไป๋ซั่นมาก็เพื่อแตงเย็นที่ส่งกลิ่นหอมหวานน่ากินตรงหน้านี้เอง


แต่ก่อนจะคุยธุระ ขอให้เขาได้ลิ้มรสแตงเย็นสักสองชิ้นเพื่อแก้ความอยากก่อนเถิด!


ฉินเหยารอเขากินเสร็จอย่างอดทนจึงถามเขาว่า “โม่หินขายเป็นอย่างไรบ้าง ครึ่งปีมานี้เถ้าแก่ไป๋ก็ไม่มาเลย หรือว่าหาการค้าที่ดีกว่าได้แล้วรึ”


ไป๋ซั่นยิ้มๆไม่ตอบ แตงสองชิ้นลงท้องไปแล้วยังรู้สึกไม่อิ่มหนำจึงดื่มชาหนึ่งอึกระงับความอยากแล้วถามนางด้วยความสงสัย


“ฉินเหนียงจื่อ แตงเย็นนี้ของเจ้าขายหรือไม่”


ฉินเหยาทำท่าทางว่าข้าไม่ได้สนใจเท่าใดนัก


ไป๋ซั่นถือว่าตนเองพอจะเข้าใจนางอยู่บ้างจึงเอ่ยปากว่า “สามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ไม่ว่ามีเท่าใด ข้าเหมาหมด”


ฉินเหยาเอ่ย “ขาย!”


ลังเลแม้เพียงชั่วครู่ล้วนเป็นการไม่เคารพต่อเงินทอง!


ตอนที่ 306: ความโง่เขลาอันใสซื่อ


ไป๋ซั่นตามฉินเหยาไปยังแปลงแตงด้วยความยินดี


ฉินเหยาชูมือวาดเป็นวงกลม “ทั้งหมดนี้ท่านสามารถเก็บไปได้เลย”


ไป๋ซั่นประหลาดใจ ถามนางว่าวาดตกหล่นไปหรือไม่ นี่เพียงแค่วาดแตงหนึ่งหมู่ให้เขาแล้วอีกหนึ่งหมู่เล่า


ฉินเหยาโบกนิ้วไปมา “พวกนี้ข้าจะเก็บไว้กินเอง”


ไป๋ซั่นมองนางอย่างสงสัย “ฉินเหนียงจื่อ ตอนนี้เจ้าดูไม่เหมือนคนที่ขาดแคลนของกินเลยนะ”


“ไม่ ท่านดูผิดแล้ว ข้านี่แหละขาดแคลนของกิน” ฉินเหยาเอ่ยแก้ไขอย่างจริงจังยิ่ง


ไป๋ซั่นจนปัญญา “เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะให้คนมาขนแตงเหล่านี้ไป พวกเราชั่งกันตรงนี้ จ่ายเงินกันตรงนี้เลย”


ฉินเหยาตอบอย่างรวดเร็วว่า “ได้”


จากนั้นก็ตะโกนไปด้านหลังเสียงดังว่า “อาวั่ง!”


“ฮูหยิน” อาวั่งปรากฏตัวทันที สองมือประคองกล่องเครื่องเขียนที่ผลิตจากโรงงานเครื่องเขียนขึ้นมากล่องหนึ่ง


ฉินเหยมองไป๋ซั่นที่มองมาโดยไม่รู้ตัว รีบเอ่ยชมเขาทันทีว่าตาถึงพลางยัดกล่องเครื่องเขียนใส่อ้อมอกเขาแล้วให้เขาลองสัมผัสถึงความยอดเยี่ยมของกล่องเครื่องเขียนนี้ดู


“เถ้าแก่ไป๋ ท่านดูสิ กล่องใบนี้ รูปทรงมีเอกลักษณ์สง่างาม การจัดวางด้านในก็มีความพิถีพิถัน จัดรูปแบบตามแก่นแท้จิตวิญญาณของเต๋า ชูจุดเด่นเรื่องตามใจปรารถนา พู่กันและหมึกอยากวางอย่างไรก็วางเช่นนั้น พอปิดตัวขัดลง ไม่ว่าจะเขย่าสั่นสะเทือนเพียงใด เมื่อเปิดอีกครั้ง ของในกล่องก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม…”


ไป๋ซั่นพลิกกล่องไม้เล็กๆที่เรียกว่ากล่องเครื่องเขียนนี้ไปมา ฟังคำแนะนำของฉินเหยาแล้วค่อยๆรู้สึกสนใจขึ้นมา


แต่ถึงแม้จะหวั่นไหว ในใจก็ยังคงต่อรองราคาตามสัญชาตญาณ “ของชิ้นนี้เป็นของที่แปลกใหม่ดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหล่าบัณฑิตจะชอบหรือไม่”


“ไม่เป็นไร!” ฉินเหยาผลักกล่องเครื่องเขียนเข้าไปในอ้อมอกเขาอย่างใจกว้าง “เถ้าแก่ไป๋ ท่านสามารถรับสินค้าไปลองก่อนได้หนึ่งชุด อาศัยความสัมพันธ์ของพวกเราสองคน ข้าตัดสินใจได้ว่าให้ท่านขายก่อนแล้วค่อยชำระเงินทีหลัง!”


“จริงหรือ” ไป๋ซั่นถามอย่างประหลาดใจและยินดี


ฉินเหยาให้เขาตามตนเองไปที่โรงงานหนึ่งรอบ นางจะรีบเขียนสัญญาให้เขาเดี๋ยวนี้!


“ข้าวางใจในตัวท่าน ท่านยังไม่วางใจในตัวข้าอีกหรือ” ฉินเหยาเป่าหมึกที่ยังไม่แห้งบนกระดาษพลางขยิบตาอย่างเป็นมิตรให้ไป๋ซั่นซึ่งตกใจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างคาดไม่ถึง


“อย่างไรเสีย หากขายไม่ได้ท่านก็ส่งคืนกลับมาให้ข้าก็พอ หากขายได้นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ทุกคนยินดี”


ไป๋ซั่นรับสัญญาที่นางยื่นมาด้วยมือสั่นเทา ตอนที่ไปยังคลังสินค้าเพื่อรับของ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอีกครั้ง


“หากข้าไม่ช่วยเจ้าขายกล่องเครื่องเขียนนี้ เจ้าจะไม่ขายแตงเย็นให้ข้าใช่หรือไม่”


ฉินเหยาหัวเราะเสียงดัง “จะเป็นไปได้อย่างไร!”


ในใจพลันคิดว่าคงต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของเราเสียหน่อยแล้วจริงๆ


ไป๋ซั่นลูบ.อกเบาๆ เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี


ฉินเหยาพลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาเรื่องหนึ่ง “จริงสิ วิธีขนส่งแตงเย็นพวกท่านรู้หรือไม่ หากแตงแตกกลางทางข้าไม่ชดใช้ให้นะ”


ไป๋ซั่นส่งสายตาให้นางวางใจ เขามาก็เพื่อแตงเย็นนี้ รายละเอียดเหล่านี้จึงสืบมาอย่างชัดเจนนานแล้ว


“ข่าวสารของท่านช่างว่องไวนัก” ฉินเหยากล่าวยิ้มๆ


ไป๋ซั่นเองก็ไม่ได้ปิดบังนาง “เมื่อวานยามเย็นบังเอิญผ่านเมืองจินสือก็ได้ยินข่าวเรื่องแตงเย็นแล้ว เช้านี้ข้าเพิ่งตื่นก็เห็นคนส่งแตงเย็นมาให้นักเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอ พอถามดูถึงได้รู้ว่าช่างบังเอิญยิ่งนัก เป็นเจ้าฉินเหนียงจื่ออีกแล้ว”


ถึงคลังสินค้าแล้ว ฉินเหยาแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วผลักประตูเปิดออก กล่องเครื่องเขียนที่กองสูงเป็นภูเขาลูกย่อมๆปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสอง


ไป๋ซั่นกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว นี่มันมากเกินไปแล้ว!


ฉินเหยาคิดในใจ ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าช่างไม้หลิวและคนงานก่อนหน้านี้จะทำกล่องเครื่องเขียนจำนวนมากขนาดนี้อย่างเงียบๆ


แน่นอนว่า ในจำนวนนี้กว่าครึ่งเป็นผลงานฝึกมือของคนงานที่ฝึกอบรมเพื่อเริ่มงาน


ฉินเหยาแสร้งทำทีสบายๆ “จริงๆแล้วก็ไม่มากเท่าใดนัก แค่กล่องเครื่องเขียนห้าหกร้อยกล่อง ด้วยความสามารถของท่านเถ้าแก่ไป๋ คงไม่มีแรงกดดันเลยกระมัง”


“ไม่ ข้ามีแรงกดดัน มีแรงกดดันมากด้วย” ไป๋ซั่นกล่าวอย่างจริงจังยิ่ง สีหน้าและน้ำเสียงนี้ช่างเหมือนกับตอนที่ฉินเหยาบอกว่านางต้องการแตงเย็นไม่มีผิดเพี้ยน


แต่หากเป็นขายก่อนชำระเงินทีหลัง เขาก็ลองดูได้


“วันนี้ไม่ได้พาคนมาด้วย ตัวรถม้าใส่ได้ไม่มาก ให้ข้าก่อนห้าสิบกล่องเถิด”


ฉินเหยาตบบ่าเขาอย่างขอบคุณ ก่อนออกไปข้างนอกให้อาวั่งไปเรียกสารถีของไป๋ซั่นเข้ามา ส่วนตนเองเข้าไปในคลังสินค้าเลือกกล่องเครื่องเขียนห้าสิบกล่องด้วยตัวเอง


ลายสี่วิญญูชนอย่าง เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศ อย่างละสิบกล่อง ยังมีลายทิวทัศน์อีกสิบกล่อง


ลวดลายเหล่านี้ล้วนเป็นช่างไม้หลิวที่วาดขึ้นเอง จากนั้นทำเป็นแม่พิมพ์ทาบ พิมพ์สีแล้วประทับลงบนหน้ากล่องโดยตรง


ไม่ได้มีรูปแบบศิลปะที่โดดเด่นนัก แต่ก็ใช้ความตั้งใจเพื่อให้สอดคล้องกับความชอบของเหล่าบัณฑิต


เมื่อบรรจุกล่องเครื่องเขียนเสร็จ ไป๋ซั่นก็ให้สารถีเร่งความเร็วขับออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปราวกับหนีตาย


อาวั่งยืนอยู่ด้านหลังฉินเหยา กล่าวความจริงออกมาว่า “ฮูหยิน ไฉนท่านไม่เอามีดจ่อคอเขาไปตรงๆให้เขาเอากล่องเครื่องเขียนที่ค้างในคลังเหล่านี้ไปให้หมดเล่า”


มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย หันกลับมา มองความโง่เขลาอันใสซื่อที่ฉายออกมาในดวงตาของอาวั่งแล้วกล่าวสอนว่า


“การค้าไม่เหมือนการฆ่าคนของเจ้าที่ง่ายดายถึงเพียงนั้น เรียนรู้ไว้ให้ดีเถิด มันซับซ้อนนัก!”


อาวั่งร้องอ้อเสียงหนึ่ง เกาศีรษะ ไม่เข้าใจ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจ


ไป๋ซั่นบอกว่าจะมาในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ประตูใหญ่บ้านฉินเหยากลับถูกเคาะตั้งแต่ยามรุ่งสาง


เด็กๆที่ต้องไปสำนักศึกษายังไม่ตื่นนอนเลยด้วยซ้ำ อาวั่งต้องลุกขึ้นมาเปิดประตู ใบหน้าที่ไร้อารมณ์อยู่เสมอก็เกือบจะรักษาเอาไว้ไม่อยู่


ไป๋ซั่นขยี้ตาตนเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะง่วงจนตาพร่าหรืออย่างไร เขาถึงกับมองเห็นรังสีฆ่าฟันในดวงตาของคนรับใช้บ้านฉินเหยาผู้นี้


เขาเองก็ไม่อยากมาเช้าเช่นนี้ แต่เพราะผลไม้…ของสิ่งนี้ต้องรีบชิงเอาความสดใหม่ มาเช้าครึ่งวันกับมาสายครึ่งวัน ราคาก็ไม่เหมือนกันแล้ว


ฉินเหยาเข้าใจว่าทุกคนทำการค้าล้วนไม่ง่ายจึงสั่งอาวั่งให้ไปปลุกเด็กๆให้ตื่นนอนเตรียมตัวไปสำนักศึกษาแล้วคว้าเคียว มุ่งหน้าไปยังแปลงแตง


เมื่อวานนับดูคร่าวๆแล้วว่ามีแตงประมาณเท่าใด ไป๋ซั่นเรียกรถม้ามาสามคัน บรรจุคันละยี่สิบกว่าลูกจึงบรรจุได้หมดพอดี


บนรถม้ายังได้นำฟางข้าวมามากมายด้วย ทุกครั้งที่วางแตงหนึ่งลูกก็จะใช้ฟางข้าวรองไว้


ที่บ้านฉินเหยาไม่มีตาชั่งใหญ่จึงต้องไปยืมตาชั่งที่เรือนเก่ามาชั่งน้ำหนัก


การกระทำนี้ดึงดูดผู้คนที่เพิ่งตื่นนอนในเรือนเก่าให้มาด้วย ระหว่างทางก็มีชาวบ้านที่ตื่นเช้าอีกหลายคนมาเข้าร่วม ไม่ทันรู้ตัวข้างแปลงแตงบ้านฉินเหยาก็มีคนมายืนออเต็มไปหมดแล้ว


น้ำหนักรวมแปดร้อยห้าสิบหกจิน หนึ่งจินราคาสามสิบเหวิน รวมทั้งสิ้นก็เป็นเงินยี่สิบห้าตำลึงกับอีกห้าเฉียน


ไป๋ซั่นจ่ายเงินให้ฉินเหยา ณ ที่ตรงนั้น ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็ตกตะลึงและอิจฉา คาดไม่ถึงว่าแตงเย็นจะมีค่ามากถึงเพียงนี้


รอจนพวกของไป๋ซั่นจากไปแล้ว ทุกคนก็กรูกันเข้ามาถามฉินเหยาว่าขายเมล็ดแตงหรือไม่ พวกเขาเองก็อยากปลูกแตงเย็นเช่นกัน


ฉินเหยามองแตงเย็นกว่าครึ่งหมู่ด้านหลังตนเอง การเก็บเมล็ดพันธุ์นั้นย่อมเพียงพอแน่นอนจึงบอกชาวบ้านว่าให้มาหานางอีกครั้งในต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หากมีเหลือก็สามารถแบ่งให้พวกเขาได้บ้าง


ชาวบ้านรีบกล่าวขอบคุณ จากนั้นจึงแยกย้ายไปด้วยความพึงพอใจ


ฉินเหยาเลือกแตงสองลูกยื่นให้นางเหอและนางชิวที่ตามมาด้วย ให้พวกนางนำกลับไปกินที่บ้าน


ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าแตงนี้แพง กินไปแล้วก็แล้วไป แต่วันนี้รู้ราคาของแตงเย็นแล้ว นางเหอกลับรู้สึกเกรงใจขึ้นมา ปฏิเสธว่าไม่ต้องการ อย่างไรเสียผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบกินของพวกนี้ หากเด็กๆอยากกินก็ให้พวกเขามาขอกินที่บ้านฉินเหยาสองสามคำก็พอ


ฉินเหยามองท่าทางอึดอัดของนางเหอที่เห็นได้ชัดว่าอยากรับแต่ก็เกรงใจจนไม่กล้ารับก็อดขำไม่ได้ กล่าวว่า


“พวกท่านคิดว่าข้าเก็บแตงกว่าครึ่งหมู่นี้ไว้ไม่ขายเพื่ออะไรเล่า ก็เพื่อให้คนในครอบครัวพวกเราได้กินกันอย่างจุใจนั่นแหละ รับไปเถิด! จำไว้ว่าให้เก็บเมล็ดไว้ ปีหน้าจะได้ใช้เพาะปลูก”


พี่สะใภ้ทั้งสองจึงได้รับแตงเย็นลูกใหญ่สองลูกแล้วยิ้มแย้มกลับบ้านไป ประเดี๋ยวเก็บข้าวของเสร็จก็ต้องไปทำงานแล้ว


ตอนที่ 307: ชายชราขายแตง


ในนาต้นข้าวเริ่มเหลืองแล้ว


ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทำการเพาะปลูกตามวิธีแบบประณีตของฉินเหยา เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยว ดวงใจจึงล้วนเต้นระทึกตามไปด้วย


ประกอบกับการขาดแคลนธัญพืชก่อนหน้านี้ การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงครานี้ ไม่เพียงแต่เหล่าชาวนาที่ให้ความสนใจอย่างยิ่ง แม้แต่ขุนนางน้อยใหญ่ในอำเภอไคหยางก็กำลังจับตาดูสถานการณ์การเก็บเกี่ยวในปีนี้อย่างใกล้ชิด


บัดนี้หลิวเหล่าฮั่นวันหนึ่งต้องออกจากบ้านสามเที่ยว ดูรวงข้าวรอบหนึ่งแล้วดูต้นข้าวอีกรอบหนึ่ง สุดท้ายยังต้องวิ่งกลับไปดูว่าน้ำในนาได้ระบายออกไปแล้วหรือไม่


เมื่อคลำดูรวงข้าวพบว่าเมล็ดข้าวเต่งตึง ยาม.นอนหลับก็วางใจได้ ตลอดทั้งวันใบหน้าจึงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่เสมอ


พอว่างก็จะไปช่วยดูที่นาของเมียเจ้าสามสักหน่อย เมื่อผ่านแปลงแตง เห็นเด็กในหมู่บ้านหลายคนทำลับๆล่อๆ กำลังอุ้มอะไรบางอย่างลื่นไถลลงไปใต้คันนาก็คิดว่าเจอกับหัวขโมยแตงตัวน้อยเข้าให้แล้วจึงก้าวเท้ายาวๆไล่ตามไป


“เจ้าเด็กพวกนี้ อุ้มอะไรอยู่หา!”


เด็กโตสี่ห้าคนไม่คิดว่าจะถูกจับได้คาหนังคาเขาจึงรีบเอาของซ่อนไว้ในพงหญ้าแล้วยกมือไพล่หลัง ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่มีอะไร!”


หลิวเหล่าฮั่นยืนอยู่บนคันนา มองลงไปจากที่สูง ชี้นิ้วไปยังเด็กพวกนั้นแล้วตวาดเสียงดังว่า “ยังจะเถียงอีก? เอาแตงที่ซ่อนอยู่ในหญ้านั่นคืนมาให้ข้า!”


“ก็ไม่ใช่ของบ้านท่านนี่!” หลิวต้าหนิวตะโกนอย่างไม่ยอมรับ


“เฮ้ย!” หลิวเหล่าฮั่นถึงกับพูดไม่ออก ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ หลิวเสี่ยวหนิวก็เอ่ยเสริมคำพูดของพี่ชายว่า “พวกท่านไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันนานแล้ว อีกอย่างพวกข้าก็ไม่ได้เอาแตงไป ท่านอย่าได้กล่าวหาพวกข้าส่งเดช”


ฉินเหยาอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลิวเหล่าฮั่นอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ เมื่อเห็นเขายืนอยู่ริมนาของบ้านตนจึงเอ่ยเรียกอย่างสงสัยว่า “ท่านพ่อ ท่านมาเก็บแตงเย็นหรือเจ้าคะ”


เด็กหลายคนนั้นมีพงหญ้าบังอยู่ อีกทั้งยังอยู่ใต้คันนา ฉินเหยาจึงมองไม่เห็น เพียงรู้สึกแปลกใจ


ไหนเลยจะคิดว่า พอหลิวต้าหนิวกับพวกได้ยินเสียงของนางต่างตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี แตงก็ไม่เอาแล้ว ไม่ต่อปากต่อคำกับหลิวเหล่าฮั่นอีก รีบวิ่งไปทางตีนเขาอย่างรวดเร็ว


ฉินเหยาเพิ่งจะเห็นว่าในพงหญ้ายังมีคนอยู่ ในใจพอจะเดาเรื่องราวได้คร่าวๆแล้ว ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ เดินไปยังฝั่งตรงข้าม


หลิวเหล่าฮั่นหาแตงที่พวกเด็กๆขโมยไปจากในพงหญ้าเจอแล้ว ประคองไว้ในมือพลางกล่าวอย่างโมโหว่า “เจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้ ข้าเห็นกับตาว่าพวกเขาอุ้มแตงมา ยังจะกล้าเถียงอีก คอยดูข้าจะกลับไปฟ้องพ่อแม่พวกเขา ให้พวกเขาโดนตีสักยก จะได้หลาบจำ!”


เมื่อเห็นฉินเหยายังยิ้มได้ หลิวเหล่าฮั่นก็เร่งให้นางรีบตรวจนับดูว่าแตงในแปลงหายไปหรือไม่


ฉินเหยาถูกเตือนเช่นนี้จึงนึกขึ้นได้ว่าต้องนับจำนวน พอนับดูก็พบว่าหายไปสามผลจริงๆ


อีกทั้งร่องรอยก็ชัดเจนมาก ตอนที่นางเก็บเองจะใช้มีดตัดลงมา ปลายเถาจึงเรียบ


ส่วนสามผลที่หายไปนั้น เถาแตงถูกดึงจนดูไม่ได้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกบิดออกมาอย่างแรง


ทำเอาหลิวเหล่าฮั่นปวดใจยิ่งนัก “เจ้าเด็กเวรพวกนี้ มีแต่สร้างเรื่อง!”


ฉินเหยาส่ายหน้า “ช่างเถิดเจ้าค่ะ คราวหน้าข้าจะให้อาวั่งมาคอยดูไว้หน่อย”


หากไปฟ้องพ่อแม่พวกเขาจริงๆ กลับจะทำให้ดูเหมือนพวกตนคิดเล็กคิดน้อย ใจแคบเกินไป


หลิวเหล่าฮั่นเองก็เพียงพูดไปเพราะความโมโห เมื่อเห็นฉินเหยาบอกว่าช่างเถิดก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ยังคงเป็นเพราะความจนนั่นแหละ”


หากมีเงินก็คงมาซื้อแล้ว


ในหมู่บ้านก็มีคนมาซื้ออยู่บ้าง ผลละสองร้อยเหวิน เลือกเองได้ แต่ก็กินกันแค่ครั้งเดียว หากจะให้จ่ายอีกสองร้อยเหวิน ไม่มีใครกล้าฟุ่มเฟือยขนาดนั้นหรอก


เมื่อเทียบกับเด็กสามคนที่บ้านอย่างจินฮวา จินเป่าและต้าเหมา ที่อาศัยอาสะใภ้สามของพวกเขา อยากกินเมื่อไหร่ก็ได้กิน ถึงขนาดกินจนท้องเสียได้ หลิวเหล่าฮั่นก็รู้สึกว่าจะตามใจพวกเขาเกินไปแล้ว


“ก็ล้วนเป็นเด็กนี่เจ้าคะ ไหนเลยจะไม่มีคนตะกละบ้าง” ฉินเหยารู้ว่าหลิวเหล่าฮั่นคิดอะไรอยู่จึงเอ่ยพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน


หลิวเหล่าฮั่นไม่ได้มีใจกว้างขวางเช่นนาง เพียงรู้สึกว่าสิ้นเปลืองจนน่าเสียดาย มองแตงในมือแล้วกล่าวอย่างจนใจว่า


“เดิมทีพวกนี้ยังเก็บไว้ได้อีกหลายวัน บัดนี้ถูกเด็ดลงมาแล้ว เจ้าพวกตัวน้อยคงจะดีใจล่ะ”


ฉินเหยาถามหลิวเหล่าฮั่นว่าไม่ยุ่งใช่หรือไม่ หลิวเหล่าฮั่นพยักหน้า การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงยังไม่เริ่ม ถั่วและถั่วลิสงที่ปลูกในนาก็ไม่ต้องดูแลอะไรมากนัก ว่างงานอยู่บ้างจริงๆ


ฉินเหยาพยักเพยิดไปยังแปลงแตงนั้น “ท่านเลือกแตงไปสองผล เอาไปที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้านแล้วหั่นเป็นชิ้นๆขายเถิดเจ้าค่ะ ห้าเหวินสิบเหวิน ได้ทั้งนั้น”


ตอนที่ยังไม่ได้กินแตงเย็นจนเบื่อนั้น นางก็ประเมินความอยากกินของตนสูงไปจริงๆ


บัดนี้เห็นว่ามีเหลืออยู่มากมายก็หั่นเป็นชิ้นขายไปเสียเลยดีกว่า ราคาถูกหน่อย เด็กๆในหมู่บ้านก็ซื้อได้ จะได้ไม่ต้องมาขโมย


หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลว “เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าขาย ถึงตอนนั้นเงินที่ได้จะให้จินเป่าเอาไปส่งให้เจ้าที่บ้านนะ”


ฉินเหยาบอกว่าได้ หลิวเหล่าฮั่นก็ดีใจขึ้นมา มีงานให้ทำแล้ว


ทันใดนั้นก็เลือกแตงผลหนึ่งที่หน้าตาไม่ค่อยดีนักรวมกับผลที่เพิ่งเก็บกลับมาเมื่อครู่ อุ้มกลับบ้านไปด้วยกัน ให้นางจางช่วยจัดหาแผงลอยให้ กลายเป็นชายชราขายแตง


แตงที่หั่นเป็นชิ้นขายชิ้นละห้าเหวิน อย่าว่าแต่เด็กๆที่อยากกินเลย แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังหวั่นไหว


โดยเฉพาะคนงานในโรงงาน พอรู้ว่าที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้านมีแตงขาย พอเลิกงานก็พากันมาซื้อคนละชิ้น


แตงเย็นนี้ ตอนที่ยังไม่เคยชิมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอได้ลองชิมแล้วก็ไม่อาจเลิกได้เลย ต้องกินวันละครั้งจึงจะรู้สึกสบายใจ


คนงานในโรงงานนั้นในมือก็พอมีเงินอยู่ การจ่ายห้าเหวินจึงไม่รู้สึกว่าแพงมากนัก หลายคนยังซื้อกลับบ้านไปทีละครึ่งส่วน ตั้งใจจะให้คนที่บ้านได้ลองชิมด้วย


การค้าดีเกินคาด หลิวเหล่าฮั่นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจในความสำเร็จ ในใจคิดว่า มิน่าเล่าฉินเหยาถึงชอบทำการค้านัก ที่แท้ความรู้สึกของการซื้อขายมันวิเศษเช่นนี้เอง


เมื่อใกล้ค่ำ ทางด้านหน่วยสร้างถนนกำลังเลิกงาน ขณะที่พวกเขากำลังเดินหัวเราะพูดคุยกันเพื่อกลับบ้านก็เห็นว่าที่ด้านหลังพวกตนมีชายหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


ชายผู้นั้นแต่งกายดูคล้ายบัณฑิต สวมชุดยาวทั้งตัวดูสุภาพเรียบร้อย บนไหล่สะพายห่อผ้าห่อหนึ่ง ฝีเท้าก้าวเดินรวดเร็วยิ่งนัก ราวกับอดใจรอที่จะกลับบ้านแทบไม่ไหว


ชายผู้นั้นสังเกตเห็นสายตาเหล่านี้จึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย เขาพึมพำเสียงเบาว่า “ข้าเดินผิดทางรึ”


สตรีสองคนในกลุ่มเพียงรู้สึกว่าเบื้องหน้าพลันสว่างวาบขึ้น พวกนางอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ ยืนนิ่งงันอยู่กับที่…บุรุษผู้นี้ช่างหล่อเหลานัก!


“พวกเจ้าคือ?” หลิวจี้มองไปยังผู้อพยพเมืองหวงเชวี่ยที่ดูเหมือนจะร่วมทางไปกับตนอย่างสงสัยพลางชี้ไปข้างหน้า “ไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวรึ”


ชายใบ้พยักหน้าแล้วชี้ไปที่เขา พลางทำท่าถามว่าเขาใช่คนหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่


หลิวจี้คิดในใจว่าที่นี่มีคนใบ้อยู่ด้วยได้อย่างไร แต่ก็ยังพยักหน้ากล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าเป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว พวกเจ้าดูไม่เหมือนคนในหมู่บ้านเราเลยนะ”


สตรีสองคนที่ยืนนิ่งงันในที่สุดก็คืนสติ อธิบายอย่างตื่นเต้นเล็กน้อยว่า “พวกข้าหนีภัยมาจากเมืองหวงเชวี่ย ต้องขอบคุณคนหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกท่านที่รับพวกข้าไว้ บัดนี้กำลังช่วยหมู่บ้านพวกท่านสร้างถนนเพื่อหาเลี้ยงปากท้องเจ้าค่ะ”


“คุณชาย….เอ่อ คุณชาย” ช่างลำบากสตรีนางนั้นแล้วที่อุตส่าห์คิดคำเรียกขานที่เหมาะสมกับบุรุษรูปงามตรงหน้านี้ออก นางถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “ท่านเป็นคนบ้านไหนในหมู่บ้านตระกูลหลิวรึ พวกข้าไม่เคยเห็นท่านเลย ปกติอยู่ข้างนอกตลอดเลยหรือ”


หลิวจี้ได้ยินพวกเขาพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็คลายความระแวดระวังลง เดินไปพลางยิ้มไปพลางกล่าวว่า “ข้ามักจะอยู่ที่สำนักศึกษาในอำเภอ แต่ว่าในเมื่อพวกเจ้าพักอยู่ที่หมู่บ้านเรา เช่นนั้นคงต้องเคยได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของข้ามาบ้าง”


ชายใบ้กับคนอื่นๆล้วนมองมาอย่างคาดหวัง รอให้เขาเปิดเผยชื่อแซ่


หลิวจี้ยิ้มอย่างมั่นใจ เชิดคางขึ้นกล่าวว่า “ผู้น้อยหลิวจี้ เป็นบุตรคนที่สามของบ้าน ฮูหยินนามว่าฉินเหยา”


พูดจบก็รอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าตกตะลึงจนคางแทบหลุดของพวกเขา


ตอนที่ 308: ที่แท้พวกเจ้ากินดีอยู่ดีเช่นนี้เอง


ความตกตะลึงนั้นมีอยู่ แต่ทิศทางกลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด


“ที่แท้เขาก็คือสามีไม่เอาไหนของฉินฮูหยินนั่นเองรึ”


สตรีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยแววตาชื่นชมนั้นรู้สึกราวกับใจตนเองได้ตายไปแล้ว


คนอื่นๆเองก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อ หลิวจี้นี้ดูสง่างามภูมิฐาน ไม่คล้ายอันธพาลเหลวไหลดังที่หลิวต้าฝู่เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย


ชายใบ้รู้สึกซับซ้อนในใจ สองพ่อลูกนับฉินเหยาเป็นผู้มีพระคุณ เมื่อรู้ว่าผู้มีพระคุณแต่งกับสามีที่ชื่อเสียงไม่ดี ในใจย่อมรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนนางอยู่บ้าง


แต่บัดนี้ตัวจริงยืนอยู่ตรงหน้า แม้จะดูมั่นใจในตนเองเกินไปบ้าง แต่ด้วยใบหน้าหล่อเหลานั่น ดูเหมือนว่าเขาเองก็มีดีพอให้มั่นใจได้จริงๆ


หลิวจี้ใจเต้นรัว ปฏิกิริยานี้ เหตุใดจึงไม่เหมือนกับที่เขาคิดไว้เลย


อีกอย่าง ใครว่าเขาไม่เอาไหนกัน? ผู้ใดกันแน่ที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับเขา!


บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายค่อนข้างกระอักกระอ่วน หลิวจี้คิดจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง แต่คนเหล่านี้กลับส่งยิ้มเจื่อนๆให้เขาทันที ทำลายความกระตือรือร้นของเขาในบัดดล เขาจึงหุบปากและเร่งฝีเท้าเดินทางต่อ


เดินไปไม่กี่ก้าว หลิวจี้ก็พบว่าทางเข้าหมู่บ้านกว้างขึ้น เดินสะดวกขึ้นแล้ว


เดินต่อไปอีกก็พบคนงานที่เลิกงานจากโรงงานเครื่องเขียนกำลังกลับบ้าน ในมือต่างถือแตงเย็นสีแดงสดคนละครึ่งลูกเล็ก หรือไม่ก็สองสามชิ้น


กลิ่นหอมหวานสดชื่นนั้นลอยเข้าจมูก หลิวจี้อดกลั้นไม่ไหว กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่


อีกหลายวันกว่าจะถึงวันหยุดเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง แต่เขาทนไม่ไหวจริงๆ ที่หลิวลี่เอาแต่ถือแตงหวานๆชิ้นหนึ่งมาเดินอวดเย้ยเขาอยู่ทุกวัน


“ได้ยินว่าแตงในที่ดินบ้านท่านสุกแล้ว ฉินเหนียงจื่อมิได้ให้คนส่งมาให้ท่านรึ”


“พี่สาม ท่านอย่าเพิ่งท้อใจ บางทีช่วงนี้อาจจะยุ่งอยู่ อีกสักสองวันก็คงมีแตงให้ท่านกินแล้ว”


จากนั้น สองวันผ่านไป ทั่วทั้งอำเภอก็เต็มไปด้วยเสียงร้องขายแตงเย็น ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า


หลิวจี้ดีใจรีบวิ่งออกไปคิดจะซื้อมาชิมสักลูก พอถามราคา ห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ครึ่งตำลึงต่อหนึ่งลูก เขาก็ถอยหลังกรูดทันที น่ากลัวจริง แตงนี่ผสมทองคำไว้หรือไร!


พอเห็นว่าคนขายแตงคือไป๋ซั่นเจ้าสุนัขจิ้งจอกเฒ่า หลิวจี้ก็รู้ทันทีว่าแตงเหล่านี้ล้วนเก็บมาจากที่ดินของบ้านตนเอง


เพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าตนเองอาจถูกใครบางคนมองข้ามไป เขาหลิวจี้จะทนความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ได้อย่างไร?


วันนี้จึงตัดสินใจลาเรียนกลับมาก่อนเวลา จะต้องกินแตงเย็นคำนี้ให้จงได้!


แต่เดินมาตลอดทางกลับพบว่าคนงานทุกคนแทบจะมีกันคนละชิ้น หลิวจี้ก็ใจหายวาบ


ที่บ้านมีไร่แตงเพียงสองหมู่ ไป๋ซั่นก็เอาไปขายถึงสามเกวียนใหญ่ ที่บ้านคงเหลืออยู่อีกไม่มากแน่


แค่นี้ยังเอาออกมาขายให้คนงานอีก รอจนเขากลับถึงบ้าน จะเหลือส่วนของเขาอยู่หรือ


หลิวจี้ร้อนใจดั่งไฟเผา ทิ้งชายใบ้และคนอื่นๆไว้ข้างหลังทันที รีบจ้ำอ้าวไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว พุ่งพรวดเข้าประตูบ้านไป


ประตูรั้วที่แง้มอยู่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เกิดเสียงดัง “ปัง!”


ภายในลานบ้าน สี่พี่น้องนั่งคุกเข่าเรียงกันบนเสื่อเย็น ทำการบ้านไปพลางใช้ส้อมจิ้มแตงเย็นหั่นชิ้นกินไปพลาง ทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันทันที


ฉินเหยาซึ่งถือสมุดบัญชีอยู่หน้าประตูห้องโถงเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยราวกับต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่อาจทำให้นางสะทกสะท้านได้


อาวั่งที่อยู่หน้าไหผักดองหันขวับไปอย่างรวดเร็ว ในมือกำจอบแน่น ท่าทางพร้อมจะฟาดจอบลงกลางหน้าผากอีกฝ่ายทันทีหากพบอันตราย


แต่เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยนอกประตู ไอสังหารในแววตาก็จางหายไปในบัดดล ความทึ่มทื่อใสซื่อกลับมาฉายชัดในดวงตาธรรมดา.ธรรมดา ไม่ใหญ่ไม่เล็กคู่นั้นอีกครั้ง


“นายท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ” อาวั่งกล่าวต้อนรับอย่างจริงจังตามแบบฉบับ


เมื่อเห็นภาพอันสงบสุขสบายตาตรงหน้า อารมณ์ร้อนรุ่มของหลิวจี้พลันก็สงบลง เขายิ้มกว้าง “เมียจ๋า ข้ากลัวเจ้าจะเหนื่อย ข้าจึงขอลากับท่านอาจารย์กลับบ้านก่อนเวลา ดูว่าพอจะช่วยงานอะไรเจ้าได้บ้าง”


“เจ้าทายดูสิว่าข้าเชื่อหรือไม่” ฉินเหยาย้อนถามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ


หลิวจี้หาได้สนใจไม่ว่านางจะเชื่อหรือไม่ เขาก้าวอาดๆเข้าไปในลานบ้าน โยนห่อผ้าให้แก่อาวั่งแล้วนั่งขัดสมาธิลงบนเสื่อเย็น


“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ไม่เจอกันครึ่งค่อนเดือน คิดถึงพ่อแล้วสินะ!”


หลิวจี้ยื่นมือไปขยี้หัวเด็กทั้งสี่คนเรียงไปทีละคน เรียกเสียงบ่นปนยินดีและรังเกียจจากเด็กๆได้แล้วจึงปล่อยมือ ยกถาดแตงเย็นทั้งถาดขึ้นมากินคำแล้วคำเล่า


ฉินเหยาจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ดูเหมือนว่านางจะลืมส่งแตงเย็นไปให้บุรุษที่หิวโหยราวกับผีอดอยากมาเกิดผู้นี้กิน


แต่มันจะสำคัญอันใดเล่า เขาอยากกินก็ย่อมกลับมาเองนั่นแหละ


“เจ้ากลับมาก่อนเวลากะทันหัน คงมิใช่เพื่อแตงเย็นคำนี้หรอกนะ” ฉินเหยาก้มหน้าตรวจสอบสมุดบัญชีของตนอีกครั้ง น้ำเสียงที่เอ่ยมั่นใจเต็มที่


หลิวจี้ไม่ปฏิเสธและก็ไม่ยอมรับ อย่างไรเสียแตงเย็นทั้งถาดก็ถูกเขากินจนหมดเกลี้ยงแล้ว ยังรู้สึกว่าไม่พอจึงเอ่ยถามขึ้นว่า


“อาวั่ง ยังมีแตงเย็นอีกหรือไม่ เอามาให้นายท่านอีกครึ่งลูก!”


เขาเคยได้ยินฉินเหยาบอกว่า ยามเย็นในฤดูร้อน หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หากได้อุ้มแตงเย็นครึ่งลูกนั่งรับลมอยู่หน้าประตูไปพลางกินไปพลาง ช่างเป็นความสุขราวกับเทพเซียน


อาวั่งเก็บห่อผ้าของเขาก่อน ล้างมือให้สะอาดแล้วจึงเข้าครัวไปหั่นแตง


หลิวจี้เหลือบมองลานบ้านที่ไม่ใหญ่นักแต่สะอาดอบอุ่นแล้วมองเด็กทั้งสี่ที่คุกเข่าทำการบ้านบนเสื่อ นึกถึงหอพักเล็กๆอันแสนอบอ้าวของตน วันคืนที่ต้องตื่นมาท่องตำราตั้งแต่ไก่โห่ก็แทบจะหลั่งน้ำตาแห่งความอิจฉาออกมา


อาวั่งยกแตงเย็นมาให้ ยังมีน้ำใจเสียบช้อนไม้ด้ามยาวมาให้ด้วย


หลิวจี้กินไปพลาง ถอนใจไปพลาง “ที่แท้ตอนข้าไม่อยู่บ้าน พวกเจ้ากินดีอยู่ดีกันเช่นนี้เอง”


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้น นางยิ้มออกมาเงียบๆ


หลิวจี้มองจนเหม่อไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าพึมพำอะไรอยู่คนเดียว ความคิดราวกับถูกรอยยิ้มนี้สะกดจนล่องลอยไป ไม่รู้แล้วว่าไปยังที่ใด


ซื่อเหนียงที่กำลังทำการบ้านอยู่วางพู่กันในมือลงอย่างขุ่นเคืองพลางจ้องมองบิดาของตน “ท่านพ่อ ท่านส่งเสียงรบกวนข้าทำการบ้าน!”


หลิวจี้จึงเพิ่งได้สติกลับมา จิ้มปลายจมูกบุตรสาวเบาๆอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดจึงดุเหมือนแม่ของเจ้าเช่นนี้ ไม่น่ารักเอาเสียเลย!”


แต่เมื่อเห็นแก้มป่องๆด้วยความโกรธของซื่อเหนียง เขาก็ลุกจากเสื่อเย็นเดินตรงไปยังห้องครัวทันที


เดินไปพลางชำเลืองมองคนที่หน้าประตูห้องโถงไปพลาง “เมียจ๋า ไม่ได้เข้าครัวทำของอร่อยให้พวกเจ้านานแล้ว คืนนี้ข้าจะเข้าครัวเอง ให้พวกเจ้าลองชิมฝีมือข้าบ้าง”


ฉินเหยาหาได้ใส่ใจไม่ ต้าหลางและเอ้อร์หลางกำลังตั้งใจทำการบ้านจึงไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย โชคดีที่ยังมีแววตาประหลาดใจและคาดหวังของแฝดชายหญิงอยู่ มิฉะนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้คงฝืนทนต่อไปไม่ไหวแน่


เขาเดินเข้าครัวไป โบกมือให้อาวั่งที่อยู่หน้าเขียง “ไปก่อไฟ วันนี้จะให้เจ้าหนูอย่างเจ้าได้ลิ้มรสฝีมือทำครัวอันยอดเยี่ยมของนายท่านผู้นี้”


อาวั่งรีบวางมีดทำครัวลงแล้วหลีกทางให้ทันที ดูผ่อนคลายมีความสุขอย่างมาก


หลิวจี้วางแตงเย็นที่กินไม่หมดไว้ข้างๆ สะบัดมือ ผูกผ้ากันเปื้อน หยิบมีดทำครัวขึ้นมาแล้วลงมือทำอาหารอย่างเป็นงานเป็นการ


ระหว่างนั้นยังจงใจควงมีดโชว์สองครั้งแล้วถามฉินเหยาหลายครั้งว่าอยากได้รสชาติแบบไหน รสอ่อนหรือรสจัด


เมื่อเห็นว่าดึงดูดสายตาของนางได้สำเร็จก็ยิ่งลงมือทำอย่างแข็งขันมากขึ้น ผัดกระทะแรงขึ้นอีกเล็กน้อย


เปลวไฟที่ลุก “พรึ่บ” ขึ้นมาจากเตาไฟเกือบจะเผาเสื้อคลุมตัวยาวอยู่แล้ว แต่เขาฝืนทำเป็นนิ่งแล้วรีบถอยหลังออกไปอย่างเนียนๆ


เสียงหัวเราะ “พรืด” ดังมาจากหน้าประตูห้องโถง หลิวจี้ไม่เพียงไม่รู้สึกอับอาย มุมปากกลับโค้งขึ้น ยิ้มออกมา ดื่มด่ำอยู่กับความสนใจนี้ที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว


อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะ กับข้าวสี่อย่าง น้ำแกงหนึ่งอย่าง มีทั้งจานเนื้อและจานผัก จัดวางอย่างสวยงาม


ห้าแม่ลูกตาเป็นประกาย ยื่นตะเกียบออกไปอย่างคาดหวัง


จากนั้น ตะเกียบที่หยิบขึ้นมาก็วางลงอีกครั้ง


ฉินเหยาขมวดคิ้ว “ไม่อร่อย”


หลิวจี้ : เหนื่อยเปล่า!


ตอนที่ 309: หลิวจี้เจ้าบ้าไปแล้วหรือ


ปลายเดือนเจ็ด หลังเทศกาลจงหยวน แสงแดดที่แผดเผาก็เริ่มอ่อนลงบ้าง เดินอยู่ริมทุ่งนา บางครั้งก็สัมผัสได้ถึงลมเย็นสบายสายหนึ่ง เช่นเดียวกับรวงข้าวสีทองอร่ามที่หนักอึ้งในท้องทุ่ง ชวนให้ผู้คนเบิกบานใจ


ปีนี้ นาที่เพาะปลูกอย่างประณีตในหมู่บ้านล้วนใช้เมล็ดพันธุ์ที่คัดสรรมาอย่างดี ระหว่างนั้นยังใส่ปุ๋ยไปหลายครั้ง คอยจับตาดูศัตรูพืชอยู่ตลอดเวลา ดูแลประคบประหงมอย่างดีจนสุกงอม ในที่สุดก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์แล้ว


ขบวนรถม้าของโรงงานได้ส่งสินค้างวดแรกสำเร็จและกลับมาเรียบร้อยแล้ว พอฉินเหยาเอ่ยคำว่า “ได้แล้ว” ทั้งหมู่บ้านก็เริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงอย่างคึกคัก


ครั้งนี้คึกคักอย่างแท้จริง เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียน ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวจึงทำตามข้อเสนอของฉินเหยา เพื่อไม่ให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าจึงได้จ้างผู้อพยพที่ยังเหลืออยู่มาช่วยงาน


นอกจากค่าจ้างจะถูกแล้ว ยังทำให้ผู้อพยพเหล่านี้มีโอกาสหารายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย


ประชากรจากภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน จำนวนคนสัญจรไปมาจึงมากกว่าปีก่อนๆถึงเท่าตัว


มองไปในหมู่บ้านแวบเดียวก็เห็นคนงานในโรงงาน ชาวบ้านเมืองหวงเชวี่ยที่มาสร้างถนนและผู้อพยพซึ่งเป็นคนงานชั่วคราวที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวในนา เกวียนวัวและรถม้าที่สัญจรไปมาบนถนน ผู้คนขวักไขว่ ราวกับเป็นตลาดนัดในเมืองเล็กๆ


ความจอแจเช่นนี้ดำเนินต่อไปกว่าครึ่งเดือน จนกระทั่งการเก็บเกี่ยวเข้าสู่ช่วงสุดท้าย คนงานชั่วคราวที่จ้างมาแยกย้ายกันไปจึงค่อยกลับสู่ความสงบเงียบดังเดิม


ระหว่างนั้น ใต้เท้านายอำเภอได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตามตำบลและหมู่บ้านต่างๆ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การเก็บเกี่ยวในปีนี้


ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เขาได้มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อเห็นผู้อพยพจากต่างถิ่นตามทุ่งนาและท้องถนนได้รับโอกาสในการเลี้ยงชีพตนเองก็รู้สึกประหลาดใจและยินดีอย่างยิ่ง


ก่อนหน้านี้เขายังกลัดกลุ้มเรื่องการจัดหาที่พักพิงให้ผู้อพยพที่ไม่ยอมเดินทางกลับบ้านเกิดเหล่านี้อยู่เลย พอมาดูที่หมู่บ้านตระกูลหลิว นี่มิใช่วิธีการที่พร้อมสรรพแล้วหรอกหรือ


ดังนั้น พอกลับถึงที่ว่าการอำเภอ สิ่งแรกที่ทำคือออกประกาศอย่างเป็นทางการ สนับสนุนให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ในตำบลต่างๆ จ้างผู้อพยพเป็นคนงานชั่วคราวมากขึ้น เพื่อดูแลคนน่าสงสารที่มาจากต่างถิ่นเหล่านี้


ไม่เพียงเท่านั้น ยังเน้นย้ำชื่นชมหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นพิเศษ สนับสนุนให้ทุกคนเรียนรู้จากชาวหมู่บ้านตระกูลหลิว เปิดใจให้กว้าง การสร้างถนน สร้างสะพาน สร้างบ้านล้วนเป็นงานที่ต้องการแรงงาน หากดำเนินการขึ้นมา นอกจากจะสามารถพัฒนาที่ดินของตระกูลด้วยต้นทุนต่ำแล้ว ยังสามารถมอบโอกาสในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้อพยพเหล่านี้ได้อีกด้วย


หากเรื่องนี้ดำเนินการได้จริง ไม่เพียงแต่จะช่วยคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านทั้งสองพื้นที่ แก้ไขปัญหาความยากลำบากในชีวิตของเหล่าผู้อพยพ ตัวนายอำเภอเองก็ยังสามารถเพิ่มผลงานอันงดงามให้ตนเองได้อีกด้วย นับเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง


ทว่าความฝันนั้นสวยหรู แต่ความจริงนั้นโหดร้าย


การให้หมู่บ้านและตำบลอื่นๆ เรียนรู้จากหมู่บ้านตระกูลหลิวในการจ้างผู้อพยพเป็นคนงานชั่วคราวนั้นพอทำได้ แต่เรื่องซ่อมสะพาน ปูถนน สร้างบ้านอะไรนั่นลืมไปได้เลย พวกเขาไม่มีโรงงานเครื่องเขียนอย่างหมู่บ้านตระกูลหลิว ขนาดปากท้องของทุกคนก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลย


ฤดูใบไม้ผลิเก็บเกี่ยวได้น้อย ตอนนี้ทุกคนต่างแบกหนี้ข้าวสารกันอยู่ โชคดีที่การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนับว่าไม่เลว ชดใช้หนี้สิน จ่ายภาษีข้าวแล้ว ข้าวสารที่เหลือยังพอกินไปถึงปีหน้า


แตกต่างจากความน่าเวทนาของหมู่บ้านอื่น ปีนี้หมู่บ้านตระกูลหลิวนับว่าเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง


แม้นาที่เพาะปลูกอย่างประณีตจะไม่ได้ผลผลิตถึงหมู่ละห้าร้อยจินเหมือนบ้านฉินเหยาเมื่อปีที่แล้ว แต่โดยเฉลี่ยก็ได้ราวสี่ร้อยยี่สิบจิน เมื่อเทียบกับปีก่อนๆแล้ว ได้ข้าวสารเพิ่มขึ้นถึงสองสามส่วน


แม้แต่หลิวฟาไฉที่มักนินทาว่าร้ายครอบครัวฉินเหยาลับหลังอยู่เสมอ เมื่อเห็นผลผลิตของบ้านตนเองก็ยังส่งยิ้มขอบคุณให้ฉินเหยาอย่างจริงใจ


หลิวจี้ที่ใช้ผ้าโพกหน้าปิดหน้าไว้อย่างมิดชิดส่งเสียง ‘ชิ’ ใส่เขา หันหน้าไปกระซิบกับฉินเหยาที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวว่า “เมียจ๋า เจ้าอย่าได้เชื่อเขานะ คนประเภทนี้เสแสร้งที่สุด พอหันหลังก็สาปแช่งเจ้าเหมือนเดิมนั่นแหละ”


ฉินเหยามองเขาอย่างระอาใจ ตบที่ว่างข้างๆ หลิวจี้ยิ้มร่านั่งลงบนคานเกวียนทันที บังคับวัว บรรทุกข้าวสารที่เก็บเกี่ยวมาได้กลับบ้าน


ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า การที่เขาเก็บอาวั่งกลับมาเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุด!


งานหนักอย่างการเกี่ยวข้าวและนวดข้าวล้วนตกเป็นของอาวั่งและคนงานชั่วคราวซึ่งเป็นผู้อพยพที่จ้างมา


เขาเพียงแค่บังคับเกวียนวัวของบ้านอย่างสบายอารมณ์ มาถึงริมนา ขนข้าวเปลือกที่นวดแล้วขึ้นเกวียนแล้วนำกลับบ้าน


แต่แดดแรง ยังคงร้อนอยู่บ้าง หลิวจี้กระชับผ้าโพกหน้าให้ดี หยิบหมวกสานขึ้นมาบังแดดให้ฉินเหยาอย่างเอาอกเอาใจยิ่งพลางส่งเสียงหัวเราะฮี่ๆให้นาง


มุมปากฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ฉวยหมวกสานมาสวมบนศีรษะตนเองพลางคิดในใจ เจ้าหลิวสามนี่คงมิใช่ถูกใครทำของใส่แล้วกระมัง


เมื่อก่อนเขาอู้งานเล่นลูกไม้ นางก็ลงมือตีเขาทันที


แต่ตอนนี้เขาเพียงแค่เดินวนเวียนรอบตัวนางเท่านั้น ทว่ากลับขยันขันแข็งยิ่งนัก นางต้องการสิ่งใด ความคิดเพิ่งผุดขึ้นมา ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ของที่ต้องการก็ถูกส่งมาถึงตรงหน้าแล้ว


พอเห็นดวงตาที่ดูจริงใจเป็นพิเศษยามไม่ก่อเรื่องคู่นั้น ฝ่ามือที่เงื้อขึ้นของฉินเหยาก็จำต้องลดลงอย่างแข็งขืน


ถึงหน้าประตูบ้านแล้ว หลิวจี้ร้องสั่งให้เจ้าวัวต้าชิงหยุด เขากระโดดลงจากคานเกวียนก่อน อ้อมไปอีกฝั่งแล้วยื่นมือออกไปทำท่าจะประคองนางลงจากเกวียน


หลิวจี้เจ้าบ้าไปแล้วหรือ” ฉินเหยาปัดมือที่ยื่นมาออก ชี้ปลายจมูกเขาแล้วเอ่ยเตือน “เจ้าอยู่ห่างมารดาผู้นี้ไว้หน่อยเป็นดี มิฉะนั้นข้าจะซัดเจ้าให้ตาย!”


หลิวจี้ยิ้มยียวนสองทีพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จับมือนางขึ้นตบใบหน้าตนเอง “เมียจ๋าตีข้าคือชอบข้า ข้าไม่เสียใจไม่แค้นเคืองเลยแม้แต่น้อย…”


ดังนั้นฝ่ามือหนักๆ จึงตบผัวะลงบนใบหน้าหล่อเหลาน่าตบดวงนั้นทันที


หลิวจี้ไม่ทันตั้งตัว ร้องเสียงหลง กุมหน้าถอยหลังไปสิบกว่าก้าว ชนเข้ากับบานประตูอย่างจัง เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง “เมียจ๋า เจ้าตีข้าจริงหรือเนี่ย!”


ฉินเหยา “จะตีก็ตี ยังต้องเลือกวันด้วยรึ ไสหัวไป!”


“ขอรับ!” ผู้รู้จักกาลเทศะคือยอดคน หลิวจี้รีบไสหัวเข้าบ้านไปอย่างว่องไว


พอคิดอีกที ดูเหมือนจะไม่ต้องทำงานแล้วสิ หากมิใช่ว่าหน้ายังเจ็บอยู่ เกรงว่าคงจะหัวเราะออกมาดังๆแล้ว


ฉินเหยาสะบัดมือตนเองแล้วเช็ดกับเสื้อผ้าพลางเลิกคิ้วอย่างรังเกียจ “อัปมงคลเสียจริง”


นางขนข้าวเปลือกบนเกวียนวัวลงมาเพียงลำพัง เทลงบนเสื่อตากข้าวแล้วใช้คราดไม้เกลี่ยให้สม่ำเสมอ ปัดมือแล้วขับเกวียนวัวไปที่นาต่อ


ก่อนไปยังตะโกนเข้าไปในบ้านเสียงดังว่า “ทุกครึ่งชั่วยามให้กลับข้าวเปลือกหนึ่งครั้ง!”


เมื่อมีเสียงตอบรับดังมาจากในบ้าน ฉินเหยาจึงค่อยจากไป


เหลือข้าวเปลือกเพียงเกวียนสุดท้ายแล้ว พอถึงทุ่งนา ฉินเหยาจึงจอดเกวียนไว้ริมทาง ขนข้าวเปลือกทั้งหมดมาใส่จนเต็มแล้วหยิบถุงเงินออกมาจ่ายค่าจ้างให้คนงานชั่วคราวที่จ้างมา ส่งคนกลับไป


ปีนี้ข้าวแปดหมู่ เก็บเกี่ยวข้าวเปลือกได้ทั้งหมดสามพันห้าร้อยยี่สิบจิน


ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าปีนี้ภาษีข้าวยังคงเก็บหนึ่งส่วนจากสิบห้าส่วน หักภาษีข้าวไปสองร้อยสามสิบห้าจินก็เหลือข้าวสารสามพันสองร้อยแปดสิบห้าจิน


ข้าวเปลือกตากแห้งสีเอาเปลือกออก น้ำหนักจะลดลงอีกสองส่วน เพียงพอสำหรับเจ็ดชีวิตในครอบครัวกินได้หนึ่งปี


แต่แกลบข้าวยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ใช้เลี้ยงสัตว์ทั้งสองตัวที่บ้านได้ พอจะนับว่าเลี้ยงทั้งครอบครัวได้อยู่


บนเกวียนวัว อาวั่งถามอย่างคาดหวัง “ฮูหยิน ที่บ้านมีรำข้าวมากขนาดนี้ ข้าเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดสักสองสามตัวได้หรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยามองอาวั่งอย่างประหลาดใจ “เจ้าทำงานในไร่มากมายขนาดนี้ยังไม่เหนื่อยอีกหรือ”


แววตาของอาวั่งแน่วแน่ “ข้าไม่เหนื่อยขอรับ”


เขาชอบทำเกษตร!


การเลี้ยงวัวเลี้ยงม้า ปลูกแตงปลูกถั่ว ลงนาดูแลพืชผล การเฝ้ามองวัวม้าแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้นกล้าผักเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในใจของเขารู้สึกสงบสุข


ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นแววตาอันบริสุทธิ์และพึงพอใจของอาวั่ง จริงดังว่าคนเรานั้นแตกต่างกันมาก


นางเบื่อหน่ายงานเกษตรที่จุกจิกน่าเบื่อและไม่มีวันทำเสร็จเหล่านี้เต็มทีแล้ว


“ได้สิ เจ้าอยากเลี้ยงก็เลี้ยงเถอะ แต่ข้ามีข้อแม้ข้อหนึ่ง คือต้องไม่ส่งกลิ่นเหม็นมารบกวนข้า ต้องดูแลความสะอาดให้ดี” ฉินเหยาบอกเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า


อาวั่งราวกับได้รับรางวัลอันล้ำค่า เขาพยักหน้ารับคำทันที แม้จะไม่ยิ้ม แต่ศีรษะก็ส่ายไหวไปมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้สามารถรับรู้ถึงความสุขของเขาได้อย่างง่ายดาย


ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน พลันรู้สึกว่าเขาก็น่ารักดีเหมือนกัน


ยกเว้นตอนฆ่าคนน่ะนะ!


ตอนที่ 310: ความรู้สึกพิเศษในชีวิตประจำวัน


เกวียนวัวมาถึงหน้าประตูบ้าน ข้าวเปลือกใหม่ถูกนำลงมาก่อน วางไว้ที่โคนกำแพงด้านในประตู วันนี้ยังไม่ถึงคราวนำพวกมันไปตากจึงวางไว้ก่อน รอพรุ่งนี้เช้าเมื่อตะวันขึ้นค่อยนำออกมาตาก


ข้าวที่ตากบนเสื่อพอหมาดแล้วก็เก็บขึ้นมา รอจนแสงสุดท้ายตรงขอบฟ้าลับหายไป การงานอันยุ่งเหยิงของวันจึงสิ้นสุดลง


ฉินเหยารู้สึกเหนียวเหนอะหนะและคันไปทั้งตัว เพียงอยากอาบน้ำให้สบายตัว


อาวั่งไปต้มน้ำ หลิวจี้อู้งานวิ่งไปยังตีนเขาเพื่อเรียกเด็กสี่คนที่วิ่งซนหายไปไหนก็ไม่รู้ให้กลับบ้าน ถือโอกาสนำหีบเงินจากโรงโม่น้ำกลับมาด้วย


สองสามวันนี้กังหันน้ำไม่เคยหยุดหมุน ทุกครัวเรือนต่างรอไม่ไหวที่จะสีข้าวสารใหม่ออกมาสักถังเพื่อลองชิมรสชาติ


ผู้ใหญ่บ้านเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ไปหารือกับหัวหน้าตระกูลแล้ว เตรียมระดมทุนในหมู่บ้านเพื่อสร้างโรงโม่ขนาดใหญ่เหมือนกับที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ เพื่อให้แต่ละบ้านได้ใช้งานสะดวก


เคยสบายแล้วกลับไปลำบากนั้นยากยิ่ง บัดนี้โรงโม่แบบเก่าที่ใช้แรงคนถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครอยากไปเลย มีเพียงกังหันน้ำของบ้านฉินเหยาอันเดียวนี้ การใช้งานจึงค่อนข้างแน่นอยู่บ้าง


ฉินเหยาเองก็ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก ต้นทุนโรงโม่น้ำที่บ้านได้คืนมานานแล้ว อีกทั้งทุกสามถึงห้าวันต้องตรวจซ่อมครั้งหนึ่งก็นับว่ายุ่งยาก หากในหมู่บ้านเปลี่ยนไปใช้โรงโม่ใหญ่ โรงโม่เล็กของนางก็เก็บไว้ใช้เองได้


ลมเย็นในยามค่ำพัดโชยมา เมื่อร่างกายเริ่มเย็นลง อาวั่งก็เตรียมน้ำที่อุ่นพอดีไว้ในห้องอาบน้ำแล้ว


ฉินเหยานึกถึงสบู่หอมที่ตนกับอาวั่งทำไว้เมื่อเดือนก่อนซึ่งผึ่งลมไว้บนยุ้งฉางในสวนหลังบ้านตลอดมา บัดนี้น่าจะนำมาใช้ได้แล้ว


เมื่อนึกถึงความเหนื่อยยากจากการเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงหลายวันนี้ ตอนนี้งานก็เสร็จสิ้นแล้ว ฉินเหยาจึงตัดสินใจจะให้รางวัลตนเองสักหน่อย สร้างความรู้สึกพิเศษเล็กๆน้อยๆขึ้นมา


นางรีบเดินไปยังสวนหลังบ้าน ปีนขึ้นไปยังยุ้งฉาง นำตะกร้าไผ่ที่แขวนอยู่บนคานลงมา ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้โชยมาแล้ว


เป็นกลิ่นที่เกิดจากการผสมผสานน้ำหวานจากดอกไม้หลายชนิด ไม่ฉุนจัด เป็นกลิ่นหอมสะอาดจางๆ คล้ายกับยามมีคนเดินผ่าน ทิ้งกลิ่นไว้เพียงแผ่วเบาแล้ววาบผ่านหายไป แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ


ฉินเหยาคิดในใจ ดูไม่ออกเลยว่าอาวั่งยังเป็นยอดฝีมือด้านการปรุงเครื่องหอมอีกด้วย ทำให้นางยิ่งตั้งตารอการอาบน้ำในวันนี้มากขึ้น


“ท่านแม่!”


เสียงเรียกอันตื่นเต้นของซื่อเหนียงดังมาจากหน้าประตู


หลิวจี้ทั้งบ่นทั้งด่านำเด็กทั้งสี่คนที่ไปคลุกโคลนกลับมาบ้าน ต้าหลางและเอ้อร์หลางพอเข้าประตูมาก็วิ่งตรงมาทางฉินเหยา ชูตะกร้าปลาของตนเพื่ออวดผลงานที่ได้มาในวันนี้ให้นางดู


ปูสีเขียวอัดแน่นอยู่ในตะกร้าปลาใบเล็ก ขาปูไต่ไปมา ครูดกับเนื้อไม้ไผ่ เกิดเป็นเสียงสวบสาบที่ทำให้คนฟังขนลุก


ต้าหลางกล่าวอย่างดีใจ “พวกเราไปจับมาจากลำธารเล็กในภูเขา ตัวใหญ่แล้วก็มีแรงเยอะด้วย ท่านอาสี่บอกให้เอากลับมาให้อาวั่งเลือกตัวใหญ่ๆไปนึ่งกิน เนื้อมันหวานมากเลย!”


ฉินเหยาเหลือบมอง โบกมือพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาวั่ง คืนนี้มีอาหารพิเศษเพิ่ม!”


ต้าหลางและน้องชายอีกสองคนรีบกอดตะกร้าปลาของตนวิ่งเข้าไปในครัว ไม่นานข้างในก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นของพวกเขา


ซื่อเหนียงพยายามชูดอกไม้ป่ากำใหญ่ในมือ “ท่านแม่! มองข้าสิ มองข้า!”


วันนี้เด็กหญิงตัวน้อยตามพวกพี่ชายขึ้นภูเขาไป ศีรษะเต็มไปด้วยเมล็ดหญ้า ทรงผมยุ่งเหยิง ประกอบกับสีหน้าคาดหวังนั้น ทั้งน่าขำทั้งน่าเอ็นดู


ฉินเหยาถือสบู่หอมเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อย ดอกไม้ป่ากำใหญ่สีม่วงสลับขาวถูกซื่อเหนียงที่พยายามเขย่งปลายเท้ายื่นส่งมาตรงหน้า “ท่านลองดมดูสิ หอมมากเลยนะ~”


ฉินเหยาสูดดมครั้งหนึ่ง หอมจริงๆด้วย


เหลือบมองสบู่หอมในมือ ฉินเหยามองไปยังข้างโอ่งน้ำ “เจ้าไปเอาจานกระเบื้องที่บิ่นเมื่อวานมาที”


หลิวจี้เพิ่งล้างหน้าด้วยน้ำเย็น กำลังคิดจะนั่งพักสักครู่ ไม่อยากขยับตัวนักจึงคว้าตัวเอ้อร์หลางที่วิ่งออกมาล้างเท้าเปื้อนโคลนไว้ “ไป เอาจานกระเบื้องที่บิ่นใบนั้นมาให้แม่เจ้า”


คนขี้เกียจตัวพ่อใช้คนขี้เกียจตัวลูก เอ้อร์หลางดึงซานหลางที่อยู่ในกะละมังขึ้นมา “เจ้าไป”


ซานหลางร้องอ้อคำหนึ่ง ยกขาแล้ววิ่งออกไปทันทีราวกับมีพละกำลังเหลือเฟือ ใช้เท่าไรก็ไม่หมด


“ท่านแม่ นี่ขอรับ” ซานหลางรวดเร็วมาก พริบตาเดียวก็ยื่นจานให้ฉินเหยาแล้ววิ่งกลับไปที่ข้างโอ่งน้ำเพื่อล้างโคลนที่เปื้อนขาต่อ


ต้าหลางถือปูตัวเล็กที่อาวั่งคัดเหลือไว้ออกมาจากครัว ตั้งใจจะแช่น้ำเลี้ยงพวกตัวเล็กนี่ไว้คืนหนึ่งก่อน พรุ่งนี้กลางวันค่อยนำไปทอดกินเป็นของว่าง


ฉินเหยาให้เขาช่วยหยิบหินลับมีดที่ข้างเท้า ขัดขอบจานกระเบื้องที่คมให้เรียบ จากนั้นวางสบู่หอมลงไป รับดอกไม้สีม่วงขาวช่อเล็กที่ซื่อเหนียงตั้งใจเลือกมาวางตกแต่งไว้ข้างๆ


จานกระเบื้องสีดิน ภายในวางสบู่หอมรูปทรงไข่ไก่สีเหลืองอ่อน ตัดกับดอกไม้สีม่วงขาวอย่างลงตัว สีสันนั้นสดใส งดงามประณีต เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความพิถีพิถัน!


ซื่อเหนียงร้อง “ว้าว” ออกมาคำหนึ่ง รีบวิ่งเข้าห้องตนเองไปหาเสื้อผ้าสะอาดออกมาแล้วเกาะอยู่บนหลังฉินเหยา จะขออาบน้ำด้วยกัน


หลิวจี้พึมพำ “ทำเป็นเล่นใหญ่ไปได้~”


แต่ร่างกายกลับซื่อตรง เดินไปยังมุมกำแพงสวนหลังบ้าน ค้นหากระถางดินเผาแตกๆที่ไม่ใช้แล้วสองสามใบ เลียนแบบท่าทางเมื่อครู่ของฉินเหยา ขัดรอยแตกให้เรียบ จากนั้นนำดอกไม้ป่าที่ซื่อเหนียงวางทิ้งไว้ตรงระเบียงมาแบ่งปักลงในกระถางดินเผา


วางกระถางหนึ่งไว้บนโต๊ะในห้องโถง อีกกระถางหนึ่งไว้บนโต๊ะเตี้ยข้างเสื่อในลานบ้าน กระถางสุดท้ายแอบย่องราวกับขโมยเอาเข้าไปวางไว้ในห้องนอนของฉินเหยา ตั้งไว้ตรงข้างชั้นวางอาวุธตรงหัวเตียง


แสงเทียนสลัวๆในลานบ้านส่องผ่านหน้าต่างที่บุด้วยกระดาษ นำพาไออุ่นจางๆเข้ามาในห้อง ช่อดอกไม้สีม่วงยิ่งเพิ่มสีสันอันงดงามชวนฝันให้กับไออุ่นจางๆนี้


หลิวจี้ตบมืออย่างพอใจ ปิดประตูห้องแล้วค่อยๆย่องถอยออกไป


เขาเพิ่งก้าวเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา ฉินเหยาก็ก้าวเท้าตามเข้ามาในห้อง ตรวจดูว่าเงินที่ตนแขวนไว้บนคานหายไปหรือไม่


พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสีม่วงชวนฝันนั้น อารมณ์พลันผ่อนคลายลงทันที ปล่อยร่างกายทิ้งตัวลงบนเตียงใหญ่อันอ่อนนุ่ม มองหน้าต่างที่สะท้อนแสงอบอุ่น สูดกลิ่นอายชีวิตประจำวันที่ลอยมาจากในครัว ความรู้สึกขอบคุณพลันก็บังเกิดในใจ


ขอบคุณสวรรค์ที่ให้นางได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล แว่นแคว้นร่มเย็น ประชาชนเป็นสุข

……


สวรรค์เบื้องบนราวกับได้ยินคำอธิษฐานของผู้คน ฝนในปีนี้มาได้พอดิบพอดี


หลังสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ข้าวเปลือกทั้งหมดถูกตากจนแห้ง หมู่บ้านตระกูลหลิวก็ประสบกับฝนห่าใหญ่ครั้งแรกของต้นฤดูใบไม้ร่วง


เหล่าผู้อพยพในขบวนสร้างถนนในที่สุดก็ได้อาศัยช่วงฝนตกนี้ หยุดพักผ่อนสักสองวัน


หมู่บ้านเล็กๆที่ถูกม่านฝนปกคลุม ดูราวกับภาพวาดทิวทัศน์ภายใต้หมึกจากฝีมือจิตรกรเอก ท้องฟ้าอันมืดครึ้มกดทับสีสันทั้งมวลให้กลายเป็นเพียงสีเทาขาว


จากที่แต่ไกลลิบ จะแลเห็นหมอกขาวลอยออกมาจากโรงงานปากทางเข้าหมู่บ้าน เด็กเลี้ยงวัวสวมเสื้อกันฝนฟางคลุมกาย สวมหมวกงอบกำลังต้อนวัวอย่างขะมักเขม้น


สายฝนกลบเสียงผู้คน โลกพลันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงฝนที่ดังซ่าซ่า


เพราะฝนตกหนักจึงไปร่ำเรียนมิได้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงนั่งเรียงกันอยู่ที่ประตูห้องโถง เท้าคางมองรางระบายน้ำในลานบ้านที่น้ำไหลดังซ่าๆ ดวงตากลอกไปมา ดูออกทันทีว่าอยากจะลงไปย่ำน้ำเล่น


อาวั่งนั่งเด็ดถั่วลิสงอยู่ใต้ชายคา มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเด็กๆอยากลองเต็มแก่


หันหน้าไปมองห้องเล็กข้างๆแวบหนึ่ง ฮูหยินกำลังตรวจการบ้านของนายท่านใหญ่ในช่วงสองเดือนนี้ มิได้สังเกตมาทางนี้เลย


ดังนั้นอาวั่งจึงวางงานในมือลง ลุกขึ้นเข้าไปในห้องโถง หยิบเอาเสื้อกันฝนฟางและหมวกงอบที่แขวนอยู่บนผนังลงมาทั้งหมด


มิต้องให้เขาเอ่ยปาก สี่พี่น้องก็รีบรับไปสวมใส่ทันที จากนั้นก็เข้าแถวตามหลังอาวั่ง ย่องไปที่สวนหลังบ้านราวกับเป็นหัวขโมย


เสียงดัง “แปะ!” ซื่อเหนียงกระโดดเข้าไปในม่านฝนก่อนใคร นางมองดูน้ำที่กระเซ็นสูงข้างเท้า ยกมือขึ้นปิดปาก หัวเราะจนตาหยี


มีคนยินดีก็ย่อมมีคนเศร้าโศก


ขณะนี้หลิวจี้ที่อยู่ในห้องเปรียบเสมือนสมุนไพรในเตาหลอม ที่กำลังถูกทดสอบด้วยคำถามทีละข้อทีละข้อจากฉินเหยา ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น



จบตอน

Comments