ตอนที่ 31: ยังกินไม่จุใจ
ฉินเหยาเลือกชุดเก่าของตนซึ่งซักด้วยขี้เถ้าหญ้าแล้วออกมาจากกองเสื้อผ้า เสื้อผ้าเหล่านี้หากซักด้วยน้ำคงเสียหายเป็นแน่
กลิ่นคาวเลือดบนเสื้อจางไปแล้ว แม้ว่าจะเล็กไปหน่อย แต่ก็พอใส่ได้
“ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพิ่งหายดีอย่าให้เป็นหวัดเล่า”
ฉินเหยาโยนเสื้อให้หลิวจี้พร้อมสั่งว่า “เดือนหน้าที่บ้านจะมีคนมาช่วยงานทุกวัน นอกจากอาหารสามมื้อของพวกเรา ทุกวันตอนเที่ยงยังต้องทำอาหารให้คนอื่นด้วย เจ้ายังไม่หายดีก็เริ่มด้วยงานเบาๆ เช่นทำอาหารก่อน หากเสร็จแล้วมีเวลาว่างก็ทำงานบ้านด้วย”
พูดพลางหยิบพวงเหรียญทองแดงในถุงเงินออกมายื่นให้เขา ทั้งหมดเป็นจำนวนสามร้อยเหรียญ
“ที่บ้านไม่มีผักแล้ว เจ้าเอาเงินนี้ไปซื้อมา เนื้อหมูที่ข้าซื้อมาก่อนหน้ายังเหลืออยู่นิดหน่อย เอาไปทำให้หมดวันนี้ก่อนที่มันจะเน่า”
“จากนี้ทุกห้าวันให้ทำเนื้อหนึ่งครั้ง มื้อเช้าทำให้นุ่มหน่อย มื้อเย็นทำให้แข็งหน่อย”
“อ้อ ข้ากินจุ เจ้าจำไว้ให้ดีว่าทำอาหารให้มากหน่อย หากข้ากินไม่อิ่มข้าจะหงุดหงิดมาก”
ส่วนเรื่องที่ว่าหงุดหงิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนั้น นางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
พอสั่งเสร็จ ฉินเหยาก็เร่งเขาว่าให้รีบหน่อยแล้วปิดประตู หยิบตะกร้าเดินออกไปทางริมน้ำ
หลิวจี้ที่ยังคงคิดหาวิธีปกป้องความบริสุทธิ์ของตนเองประคองเหรียญทองแดงที่เมื่อวานหาทั้งบ่ายก็ไม่เจอนิ่งอยู่อย่างนั้นราวห้าวินาที
นี่นางให้เงินเขาแล้วหรือ
ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง หลิวจี้สะท้านไปทั้งร่างแล้วจามออกมาอย่างแรงหนึ่งครั้ง
เขารีบสวมเสื้อป่านที่ไม่พอดีตัวทับสองชั้นจึงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
เขาลอกแผ่นสมุนไพรออกจากใบหน้า ใบหน้าที่หายบวมแล้วเผยให้เห็นความหล่อเหลาที่เคยมีออกมาหลายส่วน
นอนซมอยู่สองวันโดยไม่ได้ล้างหน้าบ้วนปาก ผมยาวระเอวปล่อยสยายกระเซิง บางปอยตกลงมาปรกหน้าผาก เพิ่มความซีดเซียวอ่อนแอเข้าไปอีกหลายส่วน
หลิวจี้รูปร่างผอมบางแต่ไม่ซูบ เรือนร่างสูงสมส่วน บนร่างคลุมด้วยเสื้อป่านขาดๆ ทำให้ดูน่าเวทนาเป็นอย่างมาก
ประกอบกับ ‘ใบหน้าที่บาดเจ็บจากการรบ’ ทั่วทั้งร่างจึงแผ่กลิ่นอายอ่อนแอเปราะบางชวนให้คนสงสารสายหนึ่งออกมา
เพียงแต่ ท่วงท่าเช่นนั้นคงอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที เพราะทันทีที่เห็นเหรียญทองแดง ธาตุแท้ที่เต็มไปด้วยความละโมบโลภมากของเขาก็ปรากฏออกมา
หลิวจี้เพ้อฝันเสียสวยหรู ‘ผักจะมีราคาเท่าไหร่กัน’
ที่เรือนเก่าพี่สะใภ้ทั้งสองก็ปลูกเอาไว้มากมาย ทั้งหมดก็ล้วนมาจากที่ดินของบ้านเราเอง เอาผักมาหน่อยยังจะเก็บเงินเขาด้วยหรือ
ยังมีแปลงผักของชาวบ้านในหมู่บ้านอีก พวกเราล้วนเป็นคนบ้านเดียวกัน ผักแค่นี้จะมีค่าอะไรมากมาย วันนี้เอาจากบ้านนี้ พรุ่งนี้เอาจากบ้านนั้น สามร้อยเหรียญนี่ก็เป็นของข้าแล้วสิ
คิดเช่นนั้น หลิวจี้จึงนำเหรียญทองแดงทั้งหมดไปซ่อนไว้ในบ้าน ลงกลอนประตูแล้วเดินตัวเปล่าออกมา
บริเวณหน้าบ้านและหลังบ้านเต็มไปด้วยเหล่าญาติและชาวบ้านที่มาช่วยงาน ฉินเหยาไม่อยู่นางเดินไปที่ริมน้ำแล้ว
เมื่อทุกคนเห็นหลิวจี้ปรากฏตัวก็พากันทักทายเขา ถามว่าเขาจะไปไหน อาการบาดเจ็บดีขึ้นหรือยัง
ญาติผู้ใหญ่สองคนจากบ้านท่านลุงต่างชื่นชมฉินเหยาหลายคำ บอกว่าหลิวจี้โชคดีมากที่ได้แต่งงานกับศรีภรรยาเช่นนี้ เขาที่เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ยังได้อยู่บ้านมุงกระเบื้องอีก
คำพูดก่อนหน้านั้นหลิวจี้ยังยิ้มรับอย่างร่าเริง แต่พอได้ยินประโยคหลัง รอยยิ้มของเขาก็แข็งค้างไปในทันที
แต่คิดอีกที บางทีนี่อาจเป็นการชื่นชมความสามารถของเขาอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เขาจึงปัดเส้นผมยุ่งเหยิงที่หน้าผากอย่างมั่นใจแล้วเอ่ยอย่างลำพองว่า
“นั่นแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ดูเสียบ้างว่าข้าหลิวจี้เป็นใคร ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ทั้งอำเภอไคหยางนี้จะหาสามีรูปงามอย่างข้าได้อีกที่ไหน!”
“สาวๆที่อยากเข้ามาเป็นอนุในบ้านข้าน่ะ ต่อแถวตั้งแต่หมู่บ้านตระกูลหลิวไปจนถึงเมืองใหญ่ยังได้เลย! หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ว่าสตรีผู้นี้แรงดีหาเงินเก่ง ข้าจะยอมให้นางเข้ามาเป็นเมียเอกของข้าหลิวจี้หรือ”
บรรดาญาติๆเงียบกริบในทันที แม้แต่จะกลอกตาก็ยังไม่อยากเปลืองแรง ต่างพากันก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
หลิวจี้เองก็ไม่ได้สนใจว่าจะมีใครเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรเสียเขาก็นอนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวมาถึงสองวัน หากไม่ได้ระบายอารมณ์เขาคงบ้าตายแน่
ขณะรู้สึกฮึกเหิม เขาก็เอามือไพล่หลัง เดินยืดอกด้วยท่าทางอวดหล่อไปทางริมแม่น้ำพลางคิดว่าจะไปเด็ดผักจากแปลงของสตรีบ้านไหนดี
ทันใดนั้น เขาก็พบฉินเหยากำลังหาบหินสองกระบุงเต็มเดินมาหยุดอยู่บนสะพาน
หลิวจี้ขนลุกเกรียวขึ้นทันที
ฉินเหยาเดินหาบหินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย หลิวจี้พยายามฝืนยิ้มน้อยๆ “เมียจ๋า เจ้ากลับมาแล้วเหรอ ข้ากำลังจะไปซื้อผักพอดี เจ้าอยากกินผักอะไร ข้าจะซื้อกลับมาทำให้เจ้าเอง”
“……”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไร แต่เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าก็ปรายตามองเขาอย่างเย็นชา
สายตานั้น บ่งบอกความหมายลึกซึ้ง
หลิวจี้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
นางต้องได้ยินแน่ๆ!
หลิวจี้ยกมือขึ้นป้องใบหน้าตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่ได้โดนต่อยแต่อย่างใด
เมื่อรู้สึกได้ว่านางเดินห่างออกไปไกลแล้ว เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าทั้งร่างแข็งทื่อไปหมด
เขาโกรธตัวเองนัก โกรธที่ร่างกายตัวเองไม่ฟังคำสั่ง โกรธที่เพียงเห็นสตรีร้ายกาจนางนี้เหงื่อเย็นก็ไหลท่วมตัวแล้ว!
เวลานั้นหลิวจี้ยังไม่รู้ว่า มีสิ่งไร้ลักษณ์อย่างหนึ่งที่เรียกว่าไอสังหาร
เขายืนนิ่งอยู่หลายวินาที ร่างกายถึงกลับมาขยับได้ จากนั้นเขาก็วิ่งเหยาะๆเข้าไปในหมู่บ้าน พอมีบ้านเรือนและต้นไม้บดบัง เขาจึงยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากแล้วถอนหายใจยาว
วันนี้คนมาช่วยงานที่บ้านมีมากถึงยี่สิบคน ที่เรือนเก่าตระกูลหลิว นอกจากหลิวเหล่าฮั่นกับหลิวไป่ที่ต้องไปใส่ปุ๋ยที่นาแล้ว หลิวจ้งกับหลิวเฝยก็ล้วนมากันหมด
แม้แต่จินเป่าที่อายุแปดขวบก็ยังมาช่วยเก็บหินด้วย
คนเยอะกำลังมาก ลุงเก้าเป็นผู้คุมงาน แบ่งคนกลุ่มหนึ่งขุดฐานราก อีกกลุ่มเก็บและขนหิน อีกกลุ่มขุดดิน
วันนี้เพิ่งเริ่มงาน เป็นช่วงเตรียมวัสดุก่อสร้าง
หลังจากยุ่งกันทั้งเช้า ฐานรากของกำแพงก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตำแหน่งของห้องที่จะต่อเติมก็ชัดเจนแล้ว
ฉินเหยาพอใจกับประสิทธิภาพของงานในครั้งนี้มาก
แต่สิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจคือมื้อกลางวันหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาเกือบครึ่งวัน
เป็นโจ๊กธัญพืชหม้อใหญ่ที่ข้นพอประมาณ ผสมข้าวสารกับข้าวฟ่าง ยังมีเศษผักใบเขียวขนาดเท่าเล็บปะปนอยู่ไม่กี่ชิ้น
คนที่มาช่วยงานแต่ละคนได้รับแจกโจ๊กเต็มชาม
จริงๆแล้วอาหารกลางวันนี้ดูเหมือนจะไม่เลว แต่! มันไม่มีรสชาติเลย!
หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานหนักมาทั้งเช้า ฉินเหยาในฐานะกำลังหลักก็อยากจะกินอะไรที่มีรสชาติบ้าง
พอได้ลองชิมคำแรก…เรียกมันว่าโจ๊กผักก็แล้วกัน พอกินโจ๊กผักเข้าไปคำหนึ่งกลับไม่มีรสชาติเลยสักนิด ความจืดชืดนั้นจะอธิบายอย่างไรดี
ก็เหมือนเจ้าทำงานเชื่อมเหล็กท่ามกลางแดดร้อนในฤดูร้อน แทบจะรอไม่ไหวที่จะกินแตงโมเย็นๆเพื่อดับกระหาย แต่พอเสร็จงานกลับพบว่าแตงโมไม่เพียงแต่ไม่หวาน ยังอุ่นอีกด้วย!
ความรู้สึกพังทลายเช่นนี้ ทำให้ฉินเหยาแทบอดไม่ไหวคว้ามีดมาแทงพ่อครัวให้ตายต่อหน้าญาติและคนในตระกูล
สิ่งที่ฉินเหยาชื่นชอบที่สุดคือการกิน แต่สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือการกินแล้วไม่อร่อย
มื้อกลางวันที่กินแล้วไม่อร่อยส่งผลให้นางหน้าบึ้งตึงตลอดทั้งบ่าย ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายชั่วร้ายที่ใครๆ ล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ออกมา
แม้แต่ลุงเก้าที่กำลังตะโกนดุด่าพวกเด็กหนุ่มในตระกูลอยู่ ยังลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นนาง
หลิวจี้ที่กำลังล้างชามอยู่ข้างถังน้ำคอยลอบสังเกตปฏิกิริยาของฉินเหยา เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ระเบิดอารมณ์ก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ยังไม่ทันจะถอนหายใจเสร็จ รองเท้าหุ้มข้อของสตรีคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ตอนที่ 32: ลูกอกตัญญูทั้งสี่
แปะ แปะ! เสียงหนึ่งดังขึ้น
ปลาสดๆจากแม่น้ำหลายตัวถูกฉินเหยาโยนลงไปในถังน้ำ นางมองชายที่ถือชามนั่งยองๆอยู่ตรงหน้าจากมุมสูงกว่าแล้วเอ่ยว่า
“เติมน้ำเลี้ยงไว้ พรุ่งนี้กลางวันจะได้เพิ่มกับข้าวให้ทุกคนกิน”
หลิวจี้ถามด้วยความสงสัย “ปลานี่ไปจับมาจากที่ไหนหรือ”
เขาชะโงกลงไปมองในถัง เห็นปลาอยู่ห้าตัว มีตัวใหญ่สี่ตัว ตัวเล็กหนึ่งตัว ตัวใหญ่กว้างประมาณสามนิ้ว ตัวเล็กกว้างสองนิ้ว ปากปลาอ้ากว้างดิ้นกระเสือกกระสนในถังไร้น้ำ
หลิวจี้รีบลุกขึ้นตักน้ำจากโอ่งใส่ลงในถัง ปลาหลายตัวพอได้เจอน้ำก็พลิกตัวว่ายไปมา อาจจะเพราะถังน้ำเล็กเกินไปพวกปลาจึงเบียดกันไปมาจนหางกระทบกันเสียงดัง ซ่า น้ำกระเซ็นใส่หน้าหลิวจี้เต็มๆ
ฉินเหยามองดูสภาพนิ่งอึ้งจนตรอกของเขา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน นางหากระด้งมาปิดปากถังแล้วใช้หินทับไว้กันปลากระโดดออกมา
“จับมาจากแม่น้ำ ข้าจะไปทำงานต่อ เย็นนี้อย่าลืมทำเนื้อด้วย” ก่อนเดินไป นางยังเน้นย้ำคำสั่งอีกครั้ง
หลิวจี้ปาดน้ำออกจากใบหน้า ตอบรับเสียงเบา ก่อนลุกขึ้นมองไปรอบๆด้วยความงุนงง เขาไม่เคยทำอาหารเลยจริงๆ!
มื้อกลางวันวันนี้เขาวุ่นวายอยู่นานมากถึงฝืนต้มโจ๊กออกมาหม้อหนึ่งได้ ลืมไปแล้วว่านางสั่งให้ทำเนื้อในตอนเช้า
ขณะนี้ เนื้อชิ้นนั้นยังแขวนอยู่ใต้คานในห้องข้างอยู่เลย หลิวจี้รีบล้างกองจานชามตรงหน้าให้เสร็จแล้วเดินไปดูด้วยความกังวล
เนื้อยังเหลืออยู่สี่จิน ซื้อมาเมื่อสามวันก่อน หากไม่ใช่ว่าช่วงหลายวันนี้อากาศเย็นคงเน่าไปแล้ว
เขาหยิบมันลงมาแล้วดมดู แม้จะไม่มีกลิ่น แต่สีก็ไม่สดใหม่แล้ว
ถือเนื้อชิ้นนั้นไว้ หลิวจี้ยืนนิ่งคิดอยู่ข้างหน้าต่างเนิ่นนาน เขาพยายามขุดความทรงจำเกี่ยวกับการทำอาหารจานเนื้อออกมาจนหมดแล้วก็พบว่าในความทรงจำเกี่ยวกับครัวหรืออาหารนั้นมีอยู่น้อยมากจนน่าเวทนา
สิ่งที่เขาคิดออกล้วนเป็นอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วตั้งอยู่บนโต๊ะ
แต่มื้อค่ำวันนี้ หากเขาทำเนื้อออกมาไม่ได้ เกรงว่าจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้เป็นแน่
คิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะเศร้าใจ
คิดถึงตนเองที่เป็นถึงชายหนุ่มร่างสูงถึงเจ็ดฉื่อ ตั้งแต่เด็กจนโตเขาล้วนกินแต่อาหารที่ทำเสร็จแล้วทุกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น กวาดตามองไปทั่วแคว้นเซิ่ง มีบุรุษคนไหนเข้าครัวทำอาหารบ้าง?
นี่มันดูหมิ่นเขาชัดๆ อยากให้เขาโดนบุรุษทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะสินะ!
ฉินเหยา สตรีอำมหิตผู้นี้ แผนการของนางช่างชั่วร้ายยิ่งนัก!
ต้าหลางกับพี่น้องทั้งสี่กำลังเล่นกระโดดหินอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นบิดายืนเหม่ออยู่ข้างหน้าต่างเนิ่นนานก็นึกว่าเขาโดนอาถรรพ์อะไรเข้าเสียแล้ว
เอ้อร์หลางลองเรียกเบาๆว่า “ท่านพ่อ?”
เสียงเรียกแผ่วเบานี้กลับปลุกหลิวจี้ที่จมอยู่ในความเศร้าจนไม่อาจถอนตัวให้ตื่นขึ้นมา
เขาราวกับคว้าเอาฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายไว้ได้ ถือเนื้อในมือรีบหันกลับมาถามพวกเขาว่าทำอาหารจานเนื้อเป็นหรือไม่
แม้แต่ซานหลางกับซื่อเหนียงยังพากันพยักหน้าบอกว่าทำเป็น
หลิวจี้กระแอมเบาๆสองครั้งอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ยกท่าทางน่าเกรงขามของบิดาขึ้นมาต้องการจะสั่งให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางรับผิดชอบการทำเนื้อและยังคิดให้ซานหลางกับซื่อเหนียงรับผิดชอบล้างผัก เด็ดผัก แบบนี้เขาก็แค่ต้องยืนคุมงานอยู่หน้าเตาเท่านั้นก็พอ
เขาคิดสวยหรู แต่ไม่ดูเลยว่าเด็กทั้งสี่จะยอมฟังเขาหรือเปล่า
ต้าหลางพูดว่า “นี่เป็นงานที่ท่านน้ามอบให้ท่านพ่อ แต่ท่านพ่อกลับมอบให้พวกเราทำแล้วท่านพ่อจะทำอะไรหรือ”
หลิวจี้คิดในใจ แน่นอนว่าข้าจะนอนดูพวกเจ้าทำงานอย่างไรเล่า
ต้าหลางไม่อยากมองท่าทางไม่เอาไหนของเขาจึงก้มลงเล่นกระโดดหินต่อ
เอ้อร์หลางกลอกตาไปมาแล้วก็คิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้
“ท่านพ่อ ข้าช่วยสอนท่านพ่อทำอาหารได้นะ แต่เหรียญทองแดงที่ท่านน้าให้ท่านพ่อ ท่านพ่อจะต้องแบ่งให้พวกเราด้วย”
“เจ้าเด็กตัวแสบ ตัวแค่นี้กลับสนใจแต่เงิน!” หลิวจี้รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
เงินเข้ามาอยู่ในมือเขาแล้ว ไม่มีทางที่จะส่งมอบออกไปอีก ฝันไปเถอะ!
เอ้อร์หลางราวกับคาดการณ์ได้ว่าเขาจะตอบเช่นนี้จึงไม่ได้สนใจและยักไหล่ ก้มลงเล่นกับน้องๆต่อ เด็กทั้งสี่คนไม่แม้แต่จะมองเขา
หลิวจี้โมโหจนเกือบหงายหลัง แต่ก็ยังเดินไปตรงหน้าเด็กทั้งสี่คน กัดฟันเอ่ยเสียงเบาว่า
“พวกเจ้าทั้งสี่ยังเป็นลูกของข้าหลิวจี้อยู่หรือเปล่า ข้าเป็นพ่อแท้ๆของพวกเจ้านะ ยังสั่งพวกเจ้าไม่ได้อีกหรือ”
เอ้อร์หลางกลอกตาใส่เขา “ท่านน้าไม่ได้สั่งให้พวกเราทำนี่นา หากท่านน้าบอก ข้ากับพี่ใหญ่จะลงมือทำทันทีแน่นอน”
“จริงไหม พี่ใหญ่?”
ต้าหลางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล เขากังวลมากว่าท่านพ่อจะโดนแม่เลี้ยงหย่าขาดเพราะขี้เกียจเช่นนี้
ถึงตอนนั้น แม่เลี้ยงก็จะไม่ใช่แม่เลี้ยงของพวกเขาอีกต่อไป ไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลพวกเขาแล้ว
แน่นอนว่า หากแม่เลี้ยงไม่รังเกียจ พวกเขาทั้งสี่คนจะติดตามแม่เลี้ยงไปอย่างแน่นอน
สองพี่น้องแลกเปลี่ยนสายตาเป็นเชิงตกลง
หลิวจี้โมโหจนแทบจะยกมือขึ้นตีเด็กๆ แต่ซานหลางกับซื่อเหนียงจ้องมองเขาด้วยตาโตไร้เดียงสา ใบหน้าที่สะอาดสะอ้านของสองแฝดดูไร้เดียงสาและแสนบริสุทธิ์
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง มือที่เงื้อขึ้นสุดท้ายก็ไม่อาจหักใจฟาดลงไป
เขาเดินไปเดินมาในบ้านอย่างกระวนกระวาย ชำเลืองมองออกไปข้างนอกเป็นระยะเพื่อดูว่าฉินเหยากลับมาหรือยังแล้วก็มองฟ้า เวลาที่เหลือให้เขานั้นมีไม่มากแล้ว
“ข้าทำบาปอะไรไว้ในชาติก่อนกันนะ ถึงได้มีลูกอกตัญญูอย่างพวกเจ้าทั้งสี่!”
หลิวจี้โกรธที่ทำอะไรไม่ได้ เสียงของเขาดังลั่นไปทั่วบ้าน
“ได้ เอาเงินไป!” เขากัดฟันเอ่ย
พี่น้องทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความดีใจ เอ้อร์หลางรีบพูดว่า “คนละหนึ่งเหรียญทองแดง!”
เสียงของหลิวจี้ราวกับเค้นออกมาจากไรฟันก็ไม่ปาน “ได้…”
พี่น้องทั้งสี่คนยื่นมือออกมาตรงหน้าเขาพร้อมกัน หลิวจี้นวดขมับที่ปวดตุบของตนเอง ก่อนจะเรียกพวกเขาให้ตามไปยังห้องหลักแล้วหยิบเหรียญทองแดงที่ซ่อนไว้ออกมา แจกเด็กๆคนละเหรียญ
เด็กทั้งสี่คนรักษาคำพูด พอได้เงินก็สอนสิ่งที่ตนเองรู้ให้กับเขาทันที
ต้าหลางเคยเห็นป้าใหญ่ทำอาหาร เพราะวันนั้นเป็นอาหารจานเนื้อ เขาจึงจดจำขั้นตอนได้อย่างชัดเจน
เริ่มจากล้างกระทะ จากนั้นก็ทาน้ำมันบางๆให้ทั่ว ใส่มันหมูที่หั่นไว้ลงไปในกระทะ ผัดด้วยไฟแรงจนได้น้ำมันหมูออกมา จากนั้นใส่ต้นหอม ขิง กระเทียม แล้วตามด้วยเนื้อสามชั้นที่หั่นเตรียมไว้ เติมเกลือและน้ำปรุงรส ผัดจนเข้ากันแล้วตักขึ้น
หลิวจี้: “แค่นี้?”
ต้าหลางพยักหน้าแรงๆ “ใช่ แค่นี้แหละขอรับ”
หากมีผักหรือเครื่องเคียงอื่นๆก็สามารถใส่ไปผัดพร้อมกันได้ ไม่ว่าอะไรก็อร่อยหากมีรสของน้ำมันหมู
แต่เสียดายที่ในบ้านไม่มีผักอะไร ต้าหลางจึงไม่ได้เอ่ยถึง
“ท่านพ่อ” ต้าหลางมองหลิวจี้อย่างจริงจัง “ท่านอย่าทำให้แม่เลี้ยงไม่พอใจบ่อยนัก หากนางหย่าขาดกับท่าน จะทำอย่างไร”
พูดจบก็ตะโกนเรียกน้องๆ แล้วรีบวิ่งไปหาพ่อค้าหาบเร่หลิวในหมู่บ้าน โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าพ่อของเขาโกรธจนตัวสั่นไปหมด
“หย่าขาดกับข้า?” หลิวจี้ตบที่ขอบเตา “บิดาไม่หย่านางก็ดีแค่ไหนแล้ว!”
พูดจบก็มองไปรอบๆว่านางอยู่แถวนี้หรือไม่ พอไม่เห็นก็ยืดอกทำเป็นกร่าง
เหล่าญาติและคนในหมู่บ้านที่มาช่วยงาน มองเขาทำท่ากระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียวที่หน้าเตาแล้วพากันถอนหายใจ
“หาได้ยากจริงๆที่ได้เห็นเจ้าหลิวสามลงครัวทำอาหารให้พวกเรากิน”
แต่ในหมู่บ้านนี้เหมือนจะไม่มีบ้านไหนที่บุรุษต้องลงครัว มีแต่สตรีที่ทำอาหาร หากบุรุษบ้านไหนต้องลงครัวเองก็แปลว่าที่บ้านนั้นต้องมีแม่เสืออยู่เป็นแน่
หากเป็นบ้านอื่นคงถูกหัวเราะเยาะ แต่หากเป็นหลิวจี้ ทุกคนกลับคิดว่าสมควรแล้ว
ตอนที่ 33: น้ำตาลข้าว
ต้าหลางและน้องอีกสามคนรีบวิ่งไปยังร้านพ่อค้าหาบเร่หลิวพร้อมเงินในมือ
แต่พ่อค้าหาบเร่ยังไม่กลับมา ภรรยาของเขาอวิ๋นเหนียงเป็นคนดูแลร้านแทน
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กทั้งสี่คนมายืนอยู่หน้าร้าน เคาะไม้กระดานแล้วส่งเงินเข้าไปเพื่อซื้อน้ำตาลข้าว
อวิ๋นเหนียงมองเด็กทั้งสี่ด้วยความประหลาดใจ ปกติไม่เคยเห็นพวกเขามีเงิน พวกเขามักสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งทั้งยังไม่ดูแลตัวเอง สกปรกเหมือนขอทานก็ไม่ปาน
แต่บัดนี้ พวกเขาไม่เพียงมีเงินมาซื้อน้ำตาลยังแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยจนอวิ๋นเหนียงประหลาดใจเมื่อพบว่าลูกๆ ของหลิวจี้ทั้งสี่คนนั้นหน้าตาดีเลยทีเดียว
ครั้งแรกที่มา ต้าหลางยังดูเกร็งๆ ส่วนอีกสามคนยิ่งไม่กล้าพูด ได้แต่มองพี่ชายด้วยความคาดหวัง
อวิ๋นเหนียงรับเงินสี่เหรียญมาแล้วถามด้วยความไม่แน่ใจ “เอาสี่แท่งใช่หรือไม่”
“ใช่ สี่แท่ง” ต้าหลางตอบ
อวิ๋นเหนียงพยักหน้า เปิดโถน้ำตาลแล้วใช้ไม้เล็กๆสี่แท่งจุ่มน้ำตาลจนเป็นแท่งก่อนจะส่งให้
ต้าหลางแจกแท่งน้ำตาลให้กับน้องๆทีละแท่งก่อนจะถือแท่งสุดท้ายไว้เอง เด็กทั้งสี่คนหัวเราะอย่างดีใจ รีบแลบลิ้นออกมาเลีย แท่งน้ำตาลนั้นหวานและหอมกลิ่นข้าว อร่อยกว่าที่คิดไว้มาก
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดทุกคนถึงชอบกินมัน ต้าหลางคิดในใจอย่างมีความสุข
เอ้อร์หลางพูดเสียงเบาว่า “หากพรุ่งนี้ท่านพ่อถามพวกเราว่าทำอาหารอย่างไรอีกก็คงดี”
“เขาต้องถามอีกแน่” ต้าหลางที่รู้จักความสามารถของบิดาตนเป็นอย่างดีเอ่ยด้วยความมั่นใจ
แต่หากจะให้แบ่งเงินจากท่านพ่อมาอีก เกรงว่าคงไม่ง่ายเพียงนั้นแล้ว
“นี่ ต้าหลาง พวกเจ้ารอก่อน!”
อวิ๋นเหนียงนึกถึงรองเท้าฟางที่ฉินเหยาฝากขายไว้ขึ้นมาได้จึงรีบเรียกเด็กทั้งสี่กลับมาและส่งเงินยี่สิบห้าเหวินให้ต้าหลางพร้อมกำชับให้เก็บไว้ดีๆอย่าทำหาย
“นี่คือเงินที่ท่านแม่ของพวกเจ้าขายรองเท้าฟางได้ เจ้าบอกนางว่ารองเท้าขายไปหมดแล้ว ทั้งหมดยี่สิบห้าเหวิน รู้หรือไม่”
ต้าหลางและพวกพี่น้องต่างก็รู้เรื่องนี้ดีจึงรีบพยักหน้าตอบว่าเข้าใจแล้ว จากนั้นต้าหลางก็เก็บเงินไว้ในอกก่อนถามอวิ๋นเหนียงว่ามีเรื่องอะไรอีกหรือไม่ เมื่อนางตอบว่าไม่มี พวกเขาจึงออกจากร้าน
ระหว่างเดินกลับ ซื่อเหนียงและเอ้อร์หลางก็กินน้ำตาลจนหมดแล้ว
ของต้าหลางยังเหลืออีกคำหนึ่ง เมื่อเห็นทั้งสองจ้องเขาตาไม่กะพริบก็ยิ้มอย่างจนปัญญาแล้วส่งส่วนที่เหลือให้ทั้งสองคน
แต่ทั้งสองกลับส่ายหน้าอย่างรู้ประสา ซื่อเหนียงมองพี่ใหญ่ด้วยแววตาเป็นประกายพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ท่านกินเถอะ”
เอ้อร์หลางอยากกินจนกลืนน้ำลาย แต่ก็ยังยืนยันให้พี่ชายกินจนหมด
สุดท้ายก็เหลือแค่ซานหลาง มือเล็กๆข้างหนึ่งกำแท่งไม้ไว้ อีกข้างคอยกันไว้ปกป้องน้ำตาล เลียไปสองครั้งก็ไม่กินต่อแล้ว
เอ้อร์หลางถามด้วยความสงสัยว่าทำไมไม่กิน เขาก็ตอบว่า “ข้าจะค่อยๆกิน”
พวกเขาจึงไม่ได้สนใจอีก
ตอนเดินผ่านริมแม่น้ำ เอ้อร์หลางอยากจะอยู่ที่นั่นเพื่อเก็บหินกับจินเป่า แต่จริงๆแล้วเป็นเพราะเขาอยากอยู่เล่นมากกว่า
ซานหลางรีบบอกทันทีว่าเขาเองก็อยากอยู่เล่นที่นี่เหมือนกัน
ต้าหลางหันไปถามซื่อเหนียง นางส่ายหน้า ทั้งสองคนจึงกลับบ้านก่อน
ตอนจะจากไป ต้าหลางยังกำชับเอ้อร์หลางให้ดูแลซานหลางให้ดี อย่าให้ตกลงไปในแม่น้ำเชียว
แต่นี่เป็นฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำลดลงไปมากแล้ว อีกทั้งยังมีคนอยู่รอบๆมากมายจึงไม่ต้องกังวลเกินไปนัก
บริเวณนี้มีแต่พื้นแม่น้ำแห้งๆ มีหินก้อนเล็กใหญ่เต็มไปหมด ซึ่งหลิวเฝยและจินเป่ากำลังเก็บหินเหล่านี้อยู่
ฉินเหยารับหน้าที่ขนหินเหล่านี้กลับไปให้ลุงเก้าสำหรับสร้างฐานกำแพง
นางยุ่งมาก เพียงเหลือบมองเอ้อร์หลางและซานหลางที่กำลังเก็บหินกับจินเป่าที่ริมแม่น้ำ ก่อนแบกหินหนักๆขึ้นฝั่ง เดินข้ามสะพานไม้และเดินขึ้นทางลาดกลับไปถึงบ้าน เที่ยวเดียวใช้เวลาถึงยี่สิบนาที ไปกลับเกือบครึ่งชั่วโมง
ที่ริมแม่น้ำ จินเป่าเห็นน้ำตาลที่ซานหลางป้องเอาไว้ในมือก็อยากลองชิมด้วย แต่ซานหลางไม่ตอบรับแสดงท่าทีปฏิเสธ
จินเป่ากลืนน้ำลายด้วยความอิจฉา แต่เมื่อเห็นว่าซานหลางไม่แบ่งให้ เขาก็แค่นเสียง “ข้าไม่เห็นอยากได้เลย เมื่อวานแม่ข้าก็ซื้อให้กินจนเบื่อแล้ว!”
พูดจบ เมื่อเห็นว่าซานหลางยังไม่สนใจตนก็ฮึดฮัดกระชากเอ้อร์หลางไปคุ้ยหาก้อนหินก้อนกลมมนต่อ
หินเหล่านี้เหมาะสำหรับปูทางเดินที่สุด แถมเก็บก็สนุก เด็กสองคนเก็บไปเล่นไปอย่างร่าเริง
ซานหลางกลับมองสะพานไม้อย่างครุ่นคิด ก่อนก้มมองน้ำตาลในมือที่เริ่มละลาย เขารีบหมุนแท่งไม้ในมือ พอน้ำตาลคงตัวแล้วก็หันมองสะพานอีกครั้ง
ฉินเหยาแบกกระบุงเปล่ากลับมา ซานหลางตัวเล็กเกินไป เขายืนหลบอยู่ใต้ต้นหลิว รอบๆมีหญ้ารกสูงกว่าตัวเขาเต็มไปหมด
ฉินเหยาไม่ได้สังเกต นางเดินผ่านพงหญ้าลงมายังริมแม่น้ำ วางกระบุงเปล่าแล้วเปลี่ยนไปแบกกระบุงหินที่หลิวเฝยและพวกเก็บไว้จนเต็มแล้ว
เมื่อเห็นนางเดินผ่านหน้าไปอีกครั้ง ซานหลางก็เหมือนจะรู้ว่าตำแหน่งตัวเองไม่ดีจึงขยับไปยืนที่หัวสะพาน
ผ่านไปอีกยี่สิบนาที คราวนี้ฉินเหยามองเห็นเขาแล้วจึงถามด้วยความแปลกใจว่า “ซานหลาง เจ้ามาทำอะไรตรงนี้หรือ”
เด็กชายตัวน้อยที่หันหลังอยู่รีบหันกลับมาทันที ดวงตาโตสว่างวาบด้วยความดีใจแล้วยื่นน้ำตาลในมือให้นาง
แต่ไม่คิดเลยว่า ผ่านมานานขนาดนี้ น้ำตาลจะเริ่มละลายจนดูเลอะเทอะไปหมด
ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะตอบสนอง เด็กน้อยก็ก้มหน้าลงด้วยความเสียใจ
“เจ้าเก็บน้ำตาลไว้ให้ข้ากินหรือ” ฉินเหยานั่งยองๆลงตรงหน้าเขา วางตะกร้าลงแล้วยื่นมือไปรับน้ำตาลในมือเด็กชายด้วยความประหลาดใจ
เด็กน้อยที่ดูซึมเศร้าเงยหน้ามองนางทันที เขาพยักหน้าตอบรับ
ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย “แล้วเจ้าจะไม่กินเองหรือ”
ซานหลางส่ายหน้าเอ่ยว่า “ท่านกินเถอะ”
ปากเล็กๆขยับไปมาโดยไม่รู้ตัวพลางกลืนน้ำลายลงคอ
น้ำตาลเละเทะแท่งนี้ สำหรับซานหลางแล้วมันคือของที่ดีที่สุด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กิน แล้วเขาจะไม่อยากกินได้อย่างไร
“เจ้าตั้งใจเก็บไว้ให้ข้าหรือ”
ซานหลางพยักหน้าอย่างเขินอาย
ฉินเหยามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนั้นแล้วยิ้มบางๆ “งั้นเรามากินด้วยกันเถอะ”
ซานหลางไม่ยอม ยืนยันจะให้ฉินเหยากิน ฉินเหยาจะไปแย่งของเด็กได้อย่างไร เลยทำทีชิมน้ำตาลไปคำหนึ่งแล้วคืนที่เหลือให้เขา บอกว่านางกินพอแล้ว ขอให้เขาช่วยกินที่เหลือแทน
ซานหลางไม่ได้สงสัยอะไร รับน้ำตาลที่เหลือไปกินคำเล็กๆเดินตามหลังฉินเหยาไปพลาง ยิ้มเขินอายและพอใจให้นางเป็นระยะ
ฉินเหยามองออกว่าเด็กน้อยอยากอยู่กับนาง แต่ไม่กล้าพูดเลยบอกให้เขาดูทางดีๆจะได้ไม่ล้ม แล้วปล่อยให้เขาตามไป
ฉินเหยาหาบหินกลับบ้านอีกครั้ง ซานหลางเดินตามมาส่งนางถึงสะพานไม้แล้วรอนางกลับมา จากนั้นก็เดินตามไปที่แม่น้ำ ทำแบบนี้ซ้ำไปมา
น้ำตาลข้าวกินหมดไปนานแล้ว แต่ความสุขยังคงเหลืออยู่
ขาสั้นๆของเด็กน้อยเดินได้ไม่เร็ว ฉินเหยาไม่ได้ตั้งใจเดินช้าลงเพราะเขา ระยะห่างระหว่างคนตัวใหญ่กับตัวเล็กอย่างน้อยก็หนึ่งลี้ มองจากไกลๆเหมือนฉินเหยามีหางเล็กๆติดตามอยู่ด้วย
ตะวันคล้อยลง ญาติพี่น้องที่มาช่วยทำงานเหนื่อยกันมาทั้งวัน พอลุงเก้าตะโกนบอกให้หยุด ทุกคนก็พากันเก็บเครื่องมือกลับไปกินข้าวที่บ้านอย่างพร้อมเพรียง
ในครัว หลิวจี้ยกชามข้าวใบใหญ่เต็มไปด้วยเนื้อเข้าไปในห้องโถงด้วยความตื่นเต้น จัดวางจานชาม และวางหม้อข้าวที่มีข้าวไหม้นิดหน่อยไว้บนโต๊ะแล้วเรียกเด็กๆมานั่ง รอเพียงฉินเหยามาถึงก็เริ่มกินข้าวได้
ตอนที่ 34: ไร้คุณธรรม
ฉินเหยาล้างมือและเช็ดหน้าจนสะอาดแล้วถึงเข้ามานั่งในบ้าน
เห็นบนโต๊ะอาหารมีจานหมูสามชั้นผัดน้ำมันจนมันวาวพร้อมข้าวสวยที่มีข้าวไหม้ติดหม้อ ฉินเหยาก็เลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร
นางหยิบชามและตะเกียบขึ้นมา “กินข้าวเถอะ”
ทันทีที่ฉินเหยาบอกให้เริ่มกินได้ ตะเกียบของหลิวจี้กับเด็กๆก็พุ่งไปที่จานเนื้อทันที
หลิวจี้เอาเนื้อทั้งหมดมาผัด หมูถึงสี่จิน ไม่มีผักใดๆปรุงด้วย ดูแล้วช่างมันเยิ้มนัก
ฉินเหยาลองกินไปชิ้นหนึ่งโดยไม่ได้คาดหวังอะไรกลับต้องตาเป็นประกาย รสชาติดีเกินคาด!
หลังจากเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมานานสิบกว่าปี อาหารประจำวันหากไม่เป็นธัญพืชแห้งก็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฉินเหยาจึงไม่เรื่องมาก ขอแค่มีรสชาติ นางก็พอใจมากแล้ว
เนื้อหนึ่งชิ้นกับข้าวสองคำใหญ่ ไม่รู้สึกมันเลี่ยนแม้แต่น้อย แถมข้าวไหม้ยังกรอบอร่อบมากอีกด้วย
ฉินเหยากินรวดเดียวถึงห้าชาม ก่อนจะวางชามและตะเกียบลงพร้อมเช็ดมุมปากอย่างพอใจแล้วพูดกับหลิวจี้ว่า
“โภชนาการต้องสมดุล ครั้งหน้าทำผักมาด้วย”
เมื่อเห็นว่าผ่านด่านนี้ได้แล้ว หลิวจี้ก็รู้สึกโล่งอก รีบตอบตกลงทันที
ข้าวที่หุงเป็นข้าวขาว เด็กทั้งสี่กินได้แค่คนละครึ่งชามก็อิ่มแล้ว
หลิวจี้กินได้มากกว่าเล็กน้อย หนึ่งชามครึ่ง แต่ก็อิ่มจนไม่ไหวเช่นกัน
แต่พอมองดูปริมาณที่ฉินเหยากินก็พบว่ามากกว่าทั้งหมดรวมกันถึงสี่เท่า พ่อกับลูกทั้งห้าคนตกตะลึง
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเองก็เพิ่งรู้ว่า แท้จริงแล้วแม่เลี้ยงพยายามควบคุมปริมาณการกินของตัวเองมาโดยตลอด
ตอนนี้ที่บ้านมีอาหารเพียงพอ นางจึงไม่ต้องอดทนอีกต่อไป กินอย่างเต็มที่ เพราะอย่างไรตอนกลางวันก็ทำงานใช้แรงไปมาก ยิ่งกินมากการเผาผลาญก็ยิ่งมากตามไปด้วย
หลังมื้ออาหาร ฉินเหยาพยักเพยิดไปทางหลิวจี้ที่ไม่มีทีท่าจะรู้ตัวสักนิด สั่งให้เขาเก็บโต๊ะอาหารแล้วสั่งต่อว่า “ต้มน้ำร้อนเพิ่มด้วย ข้าจะล้างเท้า”
หลิวจี้เบิกตากว้าง นี่เขาต้องคอยปรนนิบัตินางถึงขั้นล้างเท้าเลยหรือ
ฉินเหยาพึ่งกินอิ่ม อารมณ์ค่อนข้างดีจึงถามด้วยความสงสัยว่า “ต้มน้ำยังทำไม่เป็นหรือ”
หลิวจี้โกรธแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร ลุกขึ้นเก็บชาม ก่อนจะไปต้มน้ำอย่างไม่เต็มใจ
ต้าหลางอาสาช่วย เพราะกลัวว่าบิดาของเขาจะต้มน้ำไม่เป็นจริงๆ
ก่อนออกไป ต้าหลางเอาเงินยี่สิบห้าเหวินที่ได้จากการขายรองเท้าฟางส่งให้ฉินเหยา
เอ้อร์หลางถามฉินเหยาว่า ช่วยสอนเขากับหลิวจินเป่าจับปลาได้ไหม
ปลาในแม่น้ำนั้นว่องไวยิ่งกว่ากระต่ายบนบกเสียอีก พวกเขาทำได้เพียงมองเงาปลา พอพยายามจับก็จับไม่เคยได้เลย
วันนี้หลิวจินเป่าเห็นกับตาว่าฉินเหยาจับปลาหลายตัวจากแม่น้ำช่วงหยุดพักจากการหาบหิน เด็กน้อยจึงน้ำลายสอ อยากจับปลาบ้าง
แต่น่าเสียดายที่พอพวกเขาเข้าไปใกล้ ปลาเหล่านั้นก็ว่ายน้ำหนี แม้ช่วงฤดูน้ำแห้งแม่น้ำจะตื้น แต่ก็ยังจับปลาเหล่านั้นไม่ได้อยู่ดี
แต่หลิวจินเป่ากลัวฉินเหยาไม่กล้ามาพูดเองจึงให้เอ้อร์หลางช่วยลองถามดู
“พวกเจ้าอยากจะจับไว้กินใช่ไหม” ฉินเหยาถาม
เอ้อร์หลางพยักหน้าแรงๆ
ฉินเหยาตอบตกลง “พรุ่งนี้ตอนว่างข้าจะสอนพวกเจ้า”
“แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ สอนจับปลาน่ะได้ แต่ห้ามลงแม่น้ำไปจับเองโดยไม่มีผู้ใหญ่ หากไม่ตกลง ข้าก็จะไม่สอน”
ตอนนี้เป็นช่วงน้ำแห้ง ปริมาณน้ำน้อยจนไม่มีอันตรายและยังมีคนอยู่ริมแม่น้ำตลอด
แต่หากเป็นฤดูน้ำหลากในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนก็จะอันตรายมาก
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าผู้คนที่นี่เชื่อเรื่องผีสาง ฉินเหยาจึงเอ่ยเสริมว่า “ต้องสาบานต่อฟ้า ไม่ใช่แค่พูดรับปากกันลอยๆ”
เอ้อร์หลางที่เดิมทีไม่ได้คิดอะไรจริงจัง ตอนนี้เห็นฉินเหยาพูดถึงเรื่องการสาบานต่อฟ้าก็เพิ่งตระหนักได้ว่านางจริงจังมาก
เขารีบตอบ “ได้ ข้าจะไปบอกพี่จินเป่า”
น้ำร้อนต้มน้ำเสร็จแล้ว หลิวจี้ตะโกนเรียกจากในครัว
ฉินเหยาลุกขึ้น เรียกเด็กทั้งสามคนที่อยู่ใกล้ๆ ไปที่ครัวเพื่อไปล้างหน้าล้างเท้า
ในบ้านมีอ่างอยู่สองใบ ฉินเหยาย่อมใช้ใบหนึ่ง
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางคอยดูแลน้องๆ ฉินเหยาช่วยตักน้ำร้อนให้พวกเขา ส่วนที่เหลือพี่น้องทั้งสี่คนก็จัดการกันเอง
หลิวจี้มองลูกๆทั้งสี่คนของเขาเข้าแถวล้างหน้าล้างเท้าก็ราวกับมองเห็นอะไรที่แปลกประหลาด อดจุปากออกมาไม่ได้
ฉินเหยามองเขาแวบหนึ่ง เห็นผมยาวยุ่งเหยิงของเขาจึงแนะนำอย่างจริงจังว่า “เจ้าควรสระผมนะ”
วันนี้ยังไม่ถือว่าหนาว แต่หากช้ากว่านี้ ผมยาวเช่นนี้หากไม่มีไดร์เป่าผมให้แห้งทันทีจะเป็นหวัดได้ง่าย
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วง แต่เพราะเสียดายเงินต่างหาก
ฉินเหยาลูบผมยาวของตนเองที่เกล้าเอาไว้ เส้นผมแห้งกรอบชี้ฟู สภาพเส้นผมไม่ดี คิดว่าตัดทิ้งแล้วไว้ใหม่จะดีกว่า
คิดแล้วก็ลงมือทันที ใช้ผ้าขี้ริ้วที่ทำจากเสื้อผ้าเก่ามาเช็ดเท้าให้แห้ง เทน้ำในอ่างทิ้ง วางอ่างไว้ใต้ชายคา แล้วลุกเข้าไปในห้องข้าง ค้นกองของจิปาถะที่ซื้อเอาไว้แล้วหยิบกรรไกรออกมา
ตัดฉับๆสองสามครั้งอย่างไม่ลังเลก็ตัดเอาเส้นผมแห้งเสียที่ยาวจนถึงน่องออกจนหมด เหลือความยาวเลยบ่าไปเล็กน้อยเท่านั้น
ผมยาวที่ตัดทิ้งถูกโยนลงไปในเตา ถูกไฟเผาจนหมด!
เปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นมาอย่างแรง บิดากับบุตรทั้งห้าคนตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว มองเส้นผมยาวประบ่าของฉินเหยาแล้วรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ล้วนกล่าวกันว่า ร่างกาย เส้นผม ผิวพรรณล้วนเป็นสิ่งที่ได้รับมาจากบิดามารดา หากลูกหลานทำลายมันลงง่ายๆ จะถือเป็นการอกตัญญูอย่างยิ่ง!
นางไม่เพียงตัดผมตนเอง ยังโบกมือเรียกพวกเขาให้มาร่วม ‘กระทำเรื่องชั่วร้าย’ นี้ไปด้วยกันอีก
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “พวกเจ้าไม่อยากตัดหรือ”
บิดาและบุตรทั้งห้าคนมองนางด้วยความตกใจ เจ้าคิดว่าพวกข้าอยากหรือ
ฉินเหยายักไหล่ “ตามใจพวกเจ้าแล้วกัน”
อย่างไรตอนนี้นางก็รู้สึกสบายตัวแล้ว
เวลาล่วงเลยมาไม่น้อย หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการใช้แรงงานทั้งวัน แม้ฉินเหยาจะแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า แต่ก็ยังเหน็ดเหนื่อย นางยิ้มให้พวกต้าหลางเล็กน้อย “ราตรีสวัสดิ์”
นางหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง หลับตาลงแล้วหลับไปในทันที
หลิวจี้รีบต้มหม้อน้ำใหม่ทันที ล้างเส้นผมของตนเองเสียจนสะอาดหมดจด
ราวกับว่าหากทำแบบนี้แล้ว ฉินเหยาจะไม่รังเกียจเรื่องเส้นผมที่ยุ่งเหยิงจนลงมือกับเขา
ยาที่ได้มาจากท่านหมอยังเหลืออยู่อีกสองชุด หลังจากสระผมเสร็จ หลิวจี้ใช้ความร้อนจากไฟในเตาอบเส้นผมให้แห้งไปพลาง อาศัยความรู้สึกทายาบนใบหน้าตนเองไปพลาง
ต้าหลางกล่อมน้องๆเข้านอนเรียบร้อยแล้ว เขาเดินออกมาจากห้องข้างอย่างแผ่วเบา ก่อนจะนั่งยองๆลงตรงหน้าหลิวจี้แล้วถามด้วยความสงสัยว่า
“ท่านพ่อ เหตุใดพวกเขาถึงตีแต่ใบหน้าท่านเล่า”
“…… เรื่องนี้เล่าแล้วยาว เอาไว้คราวหน้าพ่อจะเล่าให้ฟัง” หลิวจี้ลังเลเล็กน้อย ไม่อยากพูดถึง
ต้าหลางทำได้เพียงรับคำเบาๆ ช่วยเขาทายาสมุนไพรจนทั่ว ปลอบโยนจิตวิญญาณที่ได้รับการกระทบกระเทือนของเขาจนดีขึ้นหลายส่วน
พ่อลูกทั้งสองคนล้างมือจนสะอาดแล้วแยกย้ายกลับห้องไปนอน
พอนึกว่าต้องตื่นเช้ามาทำอาหารเช้าให้ฉินเหยา หลิวจี้ก็นอนพลิกไปมา นอนไม่หลับแม้แต่น้อย
เขากลัวว่าจะตื่นไม่ไหวและกลัวว่าหากตื่นขึ้นมาจริงๆ หลังจากนี้ตนจะกลายเป็นพ่อบ้านเต็มตัว ไม่มีศักดิ์ศรีหลงเหลืออีก
แต่หากจากไป เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนได้ เงินสามร้อยเหวินในมือก็คงทนได้ไม่นาน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ที่บ้านมีข้าวขาวและเนื้อกินทุกมื้อ ชีวิตแบบนี้เขาเองก็แอบเสียดาย
หากทุกมื้อมีอาหารระดับนี้ เช่นนั้นการยอมฝืนใจอยู่บ้านทำกับข้าวก็ใช่ว่าจะไม่ได้
อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าต้องลงไปทำงานหนักในไร่นามากนัก!
สำหรับหลิวจี้แล้ว มาตรฐานศีลธรรมก็คือไม่มีศีลธรรม เขาจึงตัดสินใจลดมาตรฐานของตนเองลงอย่างเด็ดขาด
เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย หลับตาแล้วผล็อยหลับไป
คนที่ปกติต้องนอนจนแสงแดดส่องมาถึงปลายเตียงเช่นเขา ครั้งนี้ด้วยแรงกระตุ้นของสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด ตอนที่ไก่ขันรอบที่ห้าเขาก็ตื่นขึ้นแล้ว
สตรีอำมหิตผู้นั้นบอกว่าเช้าๆอยากกินอะไรที่นิ่มหน่อย ในบ้านมีแป้ง หลิวจี้เลยตัดสินใจนึ่งหมั่นโถว
ตอนที่ 35: จับปลา
ความคิดนั้นสวยหรู แต่กระบวนการลงมือทำกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง
พอฉินเหยาตื่นมา อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะกลับไม่ใช่หมั่นโถวหรือบะหมี่
แต่เป็นก้อนแป้งในน้ำแกงใสจืดๆชามหนึ่ง
นางลองชิมไปคำหนึ่ง เค็มปี๋!
อารมณ์ดีๆที่สะสมมาจากเมื่อคืนพังทลายลงในพริบตา
หากไม่เห็นพวกต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่กินจนเกลี้ยง ฉินเหยาคงจะกระชากคอเสื้อหลิวจี้แล้วตะโกนถามว่า ‘เจ้าทำอาหารเป็นหรือเปล่า?!’ แล้ว
หลิวจี้กลืนก้อนแป้งที่ทำเสียไปอย่างยากลำบาก ก้มหน้าหลุบตา หวังว่าท่าทางน่าสงสารนี้จะทำให้ฉินเหยาเข้าใจว่าเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว
คนช่วยงานมาถึงแล้ว ฉินเหยาจึงปล่อยหลิวจี้ไปก่อน เอ่ยทักทายลุงเก้าและคนอื่นๆ แล้วเริ่มต้นวันอันแสนยุ่งเหยิง
อาจเพราะอยากกู้หน้ากลับมา หลิวจี้จึงนำปลาที่ฉินเหยาจับมาเมื่อวานไปตุ๋นทั้งหมด
ก่อนตุ๋น เขาเกือบจะโยนปลาทั้งตัวลงหม้อ โชคดีที่ต้าหลางเข้ามาเห็นแล้วบอกว่าต้องจัดการปลาเสียก่อนจึงช่วยชีวิตเขาไว้ไปโดยปริยาย
น้ำแกงปลานั้นสดด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรุงอะไรมาก มื้อเที่ยงวันนี้จึงได้กินข้าวกับน้ำแกงปลา แต่ละคนยังได้เนื้อปลาเพิ่มสองสามชิ้นอีกด้วย
ลุงเก้ากินอย่างพออกพอใจ ยังชมหลิวจี้ว่า “เจ้าสาม ฝีมือทำอาหารของเจ้าก้าวหน้าไวมากทีเดียว ฝึกอีกหน่อย วันหน้าคงไปเป็นหัวหน้าพ่อครัวที่โรงสุราในเมืองได้แน่!”
หลิวจี้ยกยิ้มมุมปากอย่างภูมิใจ หิ้วตะกร้าเปล่าเดินออกไปนอกบ้าน เขาจะดูหน่อยว่าวันนี้จะไปเก็บผักจากบ้านไหนมาทำอาหารเย็นดี
ช่วงพักกลางวันมีเวลาประมาณครึ่งชั่วยาม ทุกคนล้อมวงคุยเล่นกันที่จุดก่อสร้าง
เด็กๆ หลายคนวิ่งมาเรียกฉินเหยา พอนางช้อนตาขึ้นมองก็เห็นหลิวจินเป่าและหลิวเฝยกำลังมองนางด้วยความตื่นเต้นแฝงการรอคอย
เด็กพวกนี้กำลังรอให้นางสอนพวกเขาจับปลาอยู่
ฉินเหยาลงกลอนประตูบ้าน บอกลุงเก้าแล้วเดินไปที่แม่น้ำพร้อมกับกลุ่มเด็กๆ และมีดพร้าในมือ
“พี่สะใภ้สาม” หลิวเฝยเรียกฉินเหยาด้วยน้ำเสียงขัดเขิน
เขาเกลียดหลิวจี้มาก แต่กลับเคารพฉินเหยาผู้เป็นพี่สะใภ้สามจึงยอมมาช่วยงานในครั้งนี้
หลิวเหล่าฮั่นบอกว่า คนในครอบครัวเดียวกันช่วยงานกันไม่ต้องคิดมาก และยังไม่รับค่าจ้างสองเหวินต่อวัน
หลิวเฝยไม่ยอมกินข้าวกลางวันที่บ้านพี่สะใภ้สาม เพราะแค่คิดว่าต้องกินอาหารที่หลิวจี้ทำก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งร่างแล้ว ตอนเที่ยงเขาเลยตรงกลับบ้านไปกินข้าว
เรื่องนี้ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่บ่นเล็กน้อย แต่เพราะรู้นิสัยเขาดีจึงเหลือข้าวเช้าไว้ให้เขาครึ่งชามให้เอามาอุ่นกินในตอนเที่ยง
การได้กินข้าวสามมื้อในหนึ่งวันถือเป็นเรื่องหรูหราสำหรับชาวบ้านทั่วไป เรือนเก่านั้นกินแค่สองมื้อต่อวันเท่านั้น
ส่วนฝั่งฉินเหยาเนื่องจากการก่อสร้างเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก หลิวเหล่าฮั่นจึงบอกให้นางทำอาหารกลางวันรองท้องให้คนมาช่วยงานอีกมื้อ
หลิวเฝยเห็นชัดว่ากินไม่อิ่ม เลยรอให้ฉินเหยาสอนเขาจับปลาเพื่อนำมาเป็นมื้อเสริม
รอให้เขาเอาปลากลับไปที่บ้าน พี่สะใภ้ใหญ่คงไม่บ่นอีกเพราะนั่นคือเนื้อปลาเชียวนะ มีค่ามากทีเดียว
การจับปลานั้นมีหลายวิธี เช่น ตกปลา ใช้อวน ใช้ฉมวก ใช้ตะกร้อ หรือจับด้วยมือเปล่า
แต่ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ล้วนต้องอาศัยหลักสำคัญสามข้อคือ ความมั่นคง ความแม่นยำและความรวดเร็ว
ฉินเหยามองไปรอบๆ แล้วเดินเข้าไปในป่าเล็กๆริมแม่น้ำ ตัดกิ่งไม้มาสามกิ่ง เหลาให้แหลมเพื่อใช้เป็นฉมวก
หลิวเฝย หลิวจินเป่า และต้าหลางล้วนตื่นเต้นอยากลอง ฉินเหยาจึงส่งฉมวกให้พวกเขา
“ขั้นแรกคือต้องหาปลาให้เจอก่อน เมื่อวานที่ข้าจับปลาได้เพราะตรงนั้นมีปลาเยอะ ส่วนที่ว่าเป็นเพราะอะไรนั้น…พวกเจ้ามาดู…”
ฉินเหยาบอกว่าจะสอนก็สอนจริงๆโดยไม่ปิดบัง นางเริ่มสอนตั้งแต่การหาปลา
พอสอนทฤษฎีจบก็พาเด็กๆไปลงมือปฏิบัติ
เด็กเล็กได้แต่ยืนดูอยู่บนตลิ่ง เอ้อร์หลางคอยดูน้องๆ มองพี่ชายกับอาเล็กที่ได้ลงน้ำด้วยความอิจฉา
หวังเพียงให้พวกเขาจับปลาเสร็จไวๆ เพื่อจะได้ถึงตาตนเองบ้าง
แม่เลี้ยงบอกแล้วว่าจะสอนเขาเหมือนกัน
“พอเจอปลาแล้ว ขั้นต่อไปคือการเข้าใกล้ ขั้นนี้สำคัญมาก ต้องมั่นคง ใจมั่น มือมั่น ลมหายใจมั่น ทำตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม…”
“เอาล่ะ น้องเล็ก เจ้ามาลองก่อน ใช้เทคนิคที่ข้าสอนเมื่อครู่แทงปลา”
ฉินเหยากวักมือเรียก หลิวเฝยจับกิ่งไม้แหลมไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นเต้น ดวงตาจับจ้องปลาที่อยู่ในระยะไม่ถึงหนึ่งเมตรซึ่งกำลังว่ายอยู่ในพงหญ้าในน้ำ มือทั้งสองกำกิ่งไม้ยกขึ้นพร้อมแทงลงไปอย่างแรงตามทิศทางที่เล็งไว้!
ซ่า เสียงน้ำกระจายไปทั่ว หลิวเฝยทุ่มแรงทั้งหมดไปที่กิ่งไม้จนร่างโน้มไปด้านหน้า เกือบล้มเพราะยืนไม่มั่นคง
เขาร้องขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า “แทงโดนแล้ว!”
ต้าหลางและหลิวจินเป่าหันไปมองอย่างตื่นเต้น แต่ผิวน้ำกลับนิ่งสนิท มีเพียงกิ่งไม้ที่ปักอยู่ที่ก้นแม่น้ำและเกล็ดปลาสองสามชิ้น ไม่มีวี่แววของตัวปลาเลยสักนิด
ไม่เพียงแต่ไม่มีปลาเท่านั้น ยังทำให้ปลาที่รวมตัวกันอยู่ในพงหญ้าก่อนหน้านี้ว่ายหนีไปจนหมดด้วย
หลิวจินเป่าบ่นทันทีว่า “ท่านอาสี่ ท่านตะโกนเสียงดังเกินไป ทำให้ปลาตกใจว่ายหนีไปหมดแล้ว พวกเราจะจับยังไงได้อีกเล่า”
ขณะที่กำลังบ่นอยู่นั้น ฉินเหยาที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขาก็ใช้สายตาอันรวดเร็วและแม่นยำ ยกกิ่งไม้ขึ้นแล้วแทงเฉียงลงไปในน้ำทันที
ปลาที่เพิ่งหนีจากกิ่งไม้ของหลิวเฝยกลับโดนกิ่งไม้ของฉินเหยาแทงทะลุและลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ
พวกต้าหลางสามคนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจและมองฉินเหยาด้วยความนับถือ
ฉินเหยาเก็บกิ่งไม้ขึ้นมาพร้อมกับปลาแล้วโยนปลาที่ใกล้จะสิ้นใจขึ้นไปบนฝั่ง
เอ้อร์หลางกับอีกสองคนรีบวิ่งไปเก็บปลามาอย่างดีใจ
ฉินเหยาหันไปมองหลิวเฝยที่ดูท้อแท้ น้ำเสียงยังคงนิ่งเรียบ “จำไว้ คำเดียว…มั่นคง การล่าสัตว์เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความอดทน ไม่อาจเร่งรีบได้”
เมื่อเห็นว่าคนที่มาช่วยงานหน้าบ้านเริ่มลงมือทำงานแล้ว ฉินเหยาจึงบอกเคล็ดลับพวกเขาอีกหนึ่งอย่าง
ให้คิดด้วยมุมมองของเหยื่อว่าเมื่อมันเจอนักล่า มันจะทำอะไรต่อไปแล้วเตรียมแผนล่วงหน้าเอาไว้
เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูก็เช่นเดียวกัน
แต่คำพูดนี้ฉินเหยาไม่ได้เอ่ยออกมา เพราะเกรงว่าจะทำให้เด็กๆตกใจกลัว
ทั้งสามมองส่งฉินเหยาเดินจากไป ก่อนจะสบตาและให้กำลังใจกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปฝึกฝน
หลิวเฝยและหลิวจินเป่าคิดในใจว่า วันนี้ต้องจับปลาให้ได้สักตัว ไม่เช่นนั้นจะไม่กลับบ้าน
ต้าหลางมองดูสองคนที่ออกไปตามหาร่องรอยของปลา แต่เขายังคงยืนนิ่ง พลางทบทวนคำพูดของฉินเหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การล่าสัตว์ต้องมีความอดทน ห้ามใจร้อน เพราะหากใจร้อนจนพลาดโอกาสไป เวลาในการรอคอยโอกาสครั้งต่อไปจะยืดยาวออกไปไม่มีสิ้นสุด
อีกทั้ง ต้องลองคิดในมุมมองของเหยื่อเพื่อวางแผน
ต้าหลางจ้องมองเกลียวคลื่นในแม่น้ำอย่างเหม่อลอยพร้อมจินตนาการว่าหากเขาเป็นปลา เขาจะทำอย่างไร…
วันนี้ฉินเหยาไม่ต้องแบกหินอีกแล้ว แต่นางจะไปซื้อไม้
ลุงเก้ากล่าวว่าวันนี้น่าจะสามารถก่อฐานกำแพงจนเสร็จ ส่วนพรุ่งนี้ก็จะก่อฐานของห้องใหม่ และมะรืนนี้ก็จะเริ่มสร้างห้องได้แล้ว
บ้านดินนั้นก่อสร้างได้ไว ฉินเหยาจึงต้องไปลากไม้กลับมาภายในสองวันนี้
หลิวเหล่าฮั่นเคยบอกว่าในหมู่บ้านมีครอบครัวหนึ่งที่มีไม้เก็บไว้ ฉินเหยาจึงถือเงินไปหาพวกเขาและใช้เงินสี่ตำลึงซื้อวัสดุทำคานไม้ที่ต้องการมา
เจ้าของบ้านยินดีช่วยนางขนไม้กลับมาให้ ทั้งสองคนใช้เวลาทั้งบ่ายขนคานไม้ทั้งหมดกลับมา และวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบที่ลานหน้าบ้าน
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า คนงานที่มาช่วยงานก็แยกย้ายกลับ หลิวจี้เตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาเรียกเด็กๆ มาทานข้าวและเพิ่งสังเกตเห็นว่าต้าหลางไม่อยู่
ตอนที่ 36: ห่วยแต่ใจรัก
“เอ้อร์หลาง พี่ใหญ่เจ้าไปไหนหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
เอ้อร์หลางล้างมือเสร็จแล้ว กำลังตักน้ำให้ซานหลางและซื่อเหนียงล้างอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตอบว่า “ยังจับปลาอยู่ที่แม่น้ำขอรับ”
ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย “วันนี้พวกเขาจับปลาได้หรือไม่”
ซื่อเหนียงรีบเอ่ยแทรกขึ้นว่า “พี่ใหญ่จับไม่ได้เลย แต่ท่านอาเล็กกับพี่จินเป่าจับได้!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย ดังนั้นต้าหลางเลยไม่ยอมกลับบ้านหากยังจับปลาไม่ได้หรือ
นางกำลังคิดจะไปที่แม่น้ำเพื่อเรียกต้าหลางกลับมา แต่เจ้าตัวก็กลับมาเองแล้ว
ในมือยังถือไม้ปลายแหลมที่ฉินเหยาทำไว้ให้ก่อนหน้านนี้ แต่ในมือว่างเปล่าเช่นเดิม ไม่มีวี่แววของปลาเลย
“ท่านพ่อ ท่านน้า” ต้าหลางเรียกด้วยเสียงเศร้าซึม วางไม้ปลายแหลมลงอย่างระมัดระวังใต้ชายคาแล้วก้มหน้าล้างมือ จากนั้นก็เข้าบ้านไปกินข้าว
หลิวจี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น เขาใช้ตะเกียบจิ้มแขนต้าหลาง “เป็นอะไรไป จับปลาไม่ได้หรือ”
“ซื่อเหนียงบอกว่าหลิวเฝยกับจินเป่าล้วนจับได้ทั้งคู่ พวกเจ้าก็อยู่ด้วยกันไม่ใช่หรือ พวกเขาเห็นว่าเจ้าจับไม่ได้เหตุใดถึงไม่แบ่งให้เจ้าสักตัวเล่า ปล่อยให้เจ้ากลับมามือเปล่าเช่นนี้น่ะรึ”
ต้าหลางจับปลาไม่ได้ เดิมทีก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอได้ยินท่านพ่อพูดเช่นนี้ก็ยิ่งเงียบขรึมเข้าไปใหญ่
หลิวจี้ยังคิดจะพูดต่อ แต่เมื่อฉินเหยามองมาด้วยสายตาเย็นเยียบ เขาก็ปิดปากเงียบแล้วคีบอาหารเข้าปากคำโต
ฉินเหยาพูดกับต้าหลางว่า “วันนี้จับไม่ได้ วันพรุ่งนี้ก็ค่อยจับต่อ สักวันเจ้าจะจับได้เอง อย่าใจร้อน”
ต้าหลางเงยหน้าขึ้นจากชาม มองนางด้วยดวงตาขาวดำตัดกันชัดเจนคู่นั้นแล้วพยักหน้าพลางตอบรับ
คืนนี้ไม่มีเนื้อ ไม่รู้ว่าหลิวจี้ไปซื้อไข่ไก่มาจากไหน ทำผัดไข่มาจานหนึ่งและต้มผักเขียวมาอีกชาม
รูปลักษณ์อาหารนั้นไม่ต้องพูดถึง แค่รสชาติพอเหมาะพอดี ฉินเหยาก็รู้สึกขอบคุณฟ้าดินแล้ว
ดูจากอาหารที่หลิวจี้ทำสองวันนี้ เจ้านี่ทำอาหารไม่เป็นเลยจริงๆ!
แต่คนเราน่ะ ทำไม่เป็นก็เรียนรู้กันได้
ดังนั้น หลังมื้ออาหาร ฉินเหยาจึงให้คำแนะนำและเอ่ยข้อเรียกร้องของตนเกี่ยวกับฝีมือการทำอาหารสองวันที่ผ่านมาแก่หลิวจี้ หวังว่าเขาจะพัฒนาต่อไป
นางพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน แต่ในมือกลับเช็ดมีดสั้นที่ไม่ได้ใช้มาหลายวันจนมีฝุ่นจับไปมา
หลิวจี้จะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร ทำได้เพียงพูดไม่หยุดว่า “ใช่ ใช่ ใช่ เมียจ๋าพูดได้ถูกแล้ว!”
หลังจากพวกต้าหลางพี่น้องล้างหน้าเสร็จและเข้าห้องไปนอนแล้ว ฉินเหยาก็เดินมาที่เตาไฟเอ่ยกับหลิวจี้ที่กำลังทายาบนใบหน้าว่า
“พรุ่งนี้เจ้าไปซื้อกระเบื้องที่หมู่บ้านเซี่ยเหอกับข้าหน่อย”
นอกบ้านไม่มีตะเกียง กลางคืนในชนบทนั้นมืดเสียจนยื่นมือออกไปก็ยังมองไม่เห็น จู่ๆด้านหลังก็มีคนปรากฏตัวขึ้นทำเอาหลิวจี้ตกใจเสียจนยาที่อยู่ในมือแทบจะเสียบเข้าจมูกตัวเอง
เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าเป็นฉินเหยาก็โล่งใจ เอ่ยประจบประแจงว่า “เมียจ๋า เจ้าเงียบขนาดนี้จะทำให้ข้าตกใจตายหรือไร”
ฉินเหยาพูดจบก็เดินจากไป ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาเลยสักนิด
หลิวจี้จุปากใส่แผ่นหลังที่เดินจากไป แต่ไม่นานก็ต้องเป็นกังวลเรื่องอาหารกลางวันสำหรับวันพรุ่งนี้อีก
หากพวกเขาไปกันหมด แล้วใครจะคอยทำอาหารกลางวันให้คนที่มาช่วยงานเล่า
สำหรับเรื่องนี้ฉินเหยาเตรียมการไว้นานแล้ว ช่วงบ่ายตอนนางไปซื้อไม้ในหมู่บ้าน นางแวะไปที่เรือนเก่า ขอให้นางเหอสะใภ้ใหญ่มาช่วยทำอาหารกลางวันให้
แม้นางเหอจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับฉินเหยามากนัก แต่ทุกครั้งที่พูดคุยกัน นางล้วนไม่เคยเสียเปรียบมาก่อนจึงตอบรับด้วยความยินดี
รุ่งเช้าวันถัดมา
หลังจากกินอาหารเช้าเป็นน้ำแกงก้อนแป้งแสนจืดชืดที่หลิวจี้ทำแล้ว ฉินเหยาก็แยกอาหารที่จะใช้สำหรับเป็นมื้อกลางวันวันนี้ไว้บนเตา กำชับต้าหลางและเอ้อร์หลาง ก่อนจะลงกลอนประตูห้องหลักแล้วหยิบมีดสั้นสำหรับป้องกันตัว ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ
เดิมหลิวจี้ก็เป็นคนที่อยู่ว่างไม่ได้อยู่แล้ว การต้องอยู่ในหมู่บ้านตลอดหลายวันมานี้ทำให้เขาอึดอัดแทบตายแล้ว
อาจเป็นเพราะเห็นว่าเขาทำอาหารรสชาติแย่ติดกันมาหลายวันแล้วแต่ฉินเหยาก็ยังไม่ว่าอะไรเขา หลิวจี้เลยเริ่มใจกล้ามากขึ้น พูดไม่หยุดตลอดทาง
“เมียจ๋า เหตุใดเจ้าต้องถือมีดหักๆนี่ไว้ตลอดด้วยเล่า”
“เมียจ๋างดงามแต่กำเนิด มีดนี่ไม่คู่ควรกับบุคลิกเจ้าเลยสักนิด”
ฉินเหยาไม่สนใจเขา
“เมียจ๋า ข้าได้ยินต้าหลางบอกว่าคราวก่อนที่เข้าป่าเจ้าล่าหมีดำตัวใหญ่มาได้ มันคงขายได้เงินไม่น้อยเลยใช่หรือไม่ ได้ถึงร้อยตำลึงหรือเปล่า”
“แต่ก็ต้องโทษข้า หากไม่ใช่เพราะต้องหาเงินมาใช้หนี้ของข้า เจ้าก็คงไม่ต้องเสี่ยงเข้าไปในป่า…”
ฉินเหยายังคงไม่สนใจเขาเช่นเคย
จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไปหลิวจี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพูด ฉินเหยาจึงชำเลืองตามองเขาด้วยความหงุดหงิดแล้วเอ่ยว่า “เจ้าหุบปากบ้างไม่เป็นหรือไง”
หลิวจี้จึงรีบหุบปากในทันที
บาดแผลบนใบหน้าของเขาหายเร็วมาก ตอนนี้เหลือเพียงรอยเขียวจางๆเล็กน้อยเท่านั้น
เส้นผมของเขาใช้กิ่งฟืนเกล้าขึ้นกลางศีรษะ ปอยผมที่รวบไม่หมดห้อยตกลงมาด้านข้างตามสบาย ดูปล่อยตัวไม่จริงจัง ยิ่งประกอบกับท่าทางของเขาก็ยิ่งดูเป็นคนไม่เอาถ่าน
แต่ท่าทางเช่นนี้ไม่ใช่ท่าทีเฉยชาไม่ใส่ใจของพวกใจคออำมหิต แต่เป็นท่าทีของพวกขี้ขลาดแต่ชอบอวดเก่งต่างหาก
ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่หลงตัวเอง คิดว่าตนมีบุคลิกสง่างามและหล่อเหลาไร้เทียมทานเสียเต็มประดา
“ข้าถามเจ้าหน่อย พวกเขามักบอกว่าเจ้าหน้าตาดีใช่หรือไม่” ฉินเหยาถาม
หลิวจี้ยิ้มขึ้นมาทันที ถามด้วยความยินดีว่า “เมียจ๋า เจ้ารู้ได้อย่างไร”
หรือว่าในที่สุดนางก็เห็นแล้วว่าเขาหน้าตาดี ตัดสินใจว่าจะทำดีต่อเขาแล้ว?
ฉินเหยาหัวเราะเยาะเบาๆ กล่าวอย่างมั่นใจว่า “พวกเขายอเจ้าจนเสียคนแล้ว”
หลิวจี้: “……”
“เดินเร็วๆหน่อย!” ฉินเหยาเร่งเสียงเย็นชา
หลิวจี้รีบเดินตามไปอย่างขัดใจ
นางคงจะอิจฉาในความหล่อเหลาของเขาแน่ๆ!
ฉินเหยานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชี้ไปที่ใบหน้าของเขาแล้วถามว่า “เหตุใดหลินเอ้อร์เป่าถึงตีแค่ใบหน้าเจ้าเล่า ช่วงที่ถูกจับไป เจ้าไปทำอะไรเข้า”
นางจางแม่สามีเคยเล่าว่า หลินเอ้อร์เป่านั้นไม่เคยเอาชีวิตใคร เพียงให้ไปใช้งานแรงงานในเหมืองเพื่อใช้หนี้ ตามหลักแล้วหลิวจี้ไม่น่าถูกซ้อมจนใบหน้ากลายเป็นหัวหมูแบบนี้ได้
ไม่คิดว่านางจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา หลิวจี้ชะงักไปเล็กน้อย ตอบเลี่ยงๆว่า
“พวกเขาอิจฉาในความหล่อเหลาของข้าน่ะ”
เพราะใบหน้านี้ดึงดูดใจสตรีนัก บรรดาสาวเล็กสาวใหญ่ในเหมืองถึงกับเอาของกินมาให้เขาบ่อยๆ กระทั่งภรรยาของหัวหน้าคุมงานยังบอกให้หัวหน้ามอบงานเบาๆให้เขาทำอีกด้วย
อย่างนี้พวกบุรุษจะไม่คลั่งได้หรือ
พวกนั้นกลัวว่าภรรยาที่บ้านจะหลงเสน่ห์เขาเข้าจึงหาทางไล่เขาออกจากเหมือง
เขาช่างน่าสงสารนัก ไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ เพียงพูดคุยกับสตรีเหล่านั้น หยอกเย้าพวกนางจนหัวเราะอารมณ์ดี พวกบุรุษก็รับไม่ได้กันแล้ว
พวกบุรุษน่ะ เวลาริษยาขึ้นมาแล้วบ้าคลั่งยิ่งกว่าสตรีเสียอีก!
คิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ถ่มน้ำลายไปทางพงหญ้าข้างทางราวกับกำลังถ่มน้ำลายใส่หน้าพวกบุรุษอัปลักษณ์ในเหมืองเหล่านั้น
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้ที่แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างสงสัย “เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ทำอะไร”
ใบหน้านี้ของหลิวจี้นั้นไม่เลวจริงๆ แต่บุคลิกแย่เกินไปไม่ถึงขั้นที่สามารถทำให้คนอื่นอิฉาริษยาได้หรอก
หลิวจี้ยืดอกอย่างมั่นใจ “แน่นอนสิ!”
ฉินเหยามุมปากกระตุกน้อยๆ นางคงต้องฝืนใจเชื่อเขาสินะ
ระหว่างที่พูดคุยกันก็มาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอพอดี
หลิวจี้เดินไปถามไถ่ชาวบ้านถึงที่ตั้งของเตาเผากระเบื้องอย่างขันแข็ง พอรู้ตำแหน่งแล้วก็นำทางฉินเหยาไปอย่างกระตือรือร้น
สิ่งใดผิดปกติมักมีเงื่อนงำ ตอนทำอาหาร ฉินเหยายังไม่เคยเห็นเขากระตือรือร้นเช่นนี้เลย
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อไปถึงเตาเผากระเบื้องพบเถ้าแก่เนี้ยผู้เปี่ยมเสน่ห์ ฉินเหยาก็เข้าใจในทันที
พอหลิวจี้เห็นเถ้าแก่เนี้ยก็พูดจาไพเราะเป็นน้ำไหล เรียกนางว่าพี่สะใภ้อย่างอ่อนหวาน
เถ้าแก่เนี้ยเดิมคิดว่าอีกฝ่ายช่างไร้มารยาท แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นเขาหน้าตาดีเช่นนี้ ใบหน้าของสตรีที่แต่ไรมาปากจัดหยาบคายกลับผุดความขวยเขินอย่างไม่อาจควบคุม
เมื่อเห็นหลิวจี้ได้คืบจะเอาศอกยื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสมือเถ้าแก่เนี้ย ฉินเหยาก็ตบเข้าที่มือนั้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว!
เพียะ! เสียงนั้นดังสนั่นเสียจนคนที่ได้ยินยังอดตัวสั่นไม่ได้
หลิวจี้กุมหลังมือที่บวมแดงขึ้นอย่าวรวดเร็ว กัดฟันอดทนกับน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นเพราะความเจ็บ
เขาค่อยๆ ถอยไปหลบอยู่ด้านหลังฉินเหยาอย่างเงียบๆ
แหงนหน้ามองฟ้า ลอบสูดลมหายใจเข้าลึก
ตอนที่ 37: หนึ่งมีด หนึ่งชีวิต
เถ้าแก่เนี้ยมองมาด้วยความกังวล “น้องชาย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
หลิวจี้พยักหน้า
ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยพลางส่ายหน้า “เขาไม่เป็นอะไรหรอก”
“เถ้าแก่เนี้ย กระเบื้องที่ร้านท่านขายอย่างไรหรือ” ฉินเหยาสอบถามราคา
การค้าสำคัญกว่า เถ้าแก่เนี้ยจึงละความห่วงใยในตัวหลิวจี้แล้วพาฉินเหยาไปดูแผ่นกระเบื้องพลางกล่าวว่า “ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะซื้อเท่าไหร่ ที่นี่เป็นเตาเผากระเบื้องของหมู่บ้าน ในหมู่บ้านก็มีขายปลีกอยู่ แต่หากซื้อเกินสองร้อยแผ่นขึ้นไป ราคาก็จะถูกลงหน่อย”
ก่อนหน้านี้ลุงเก้าเคยช่วยฉินเหยาคำนวณเอาไว้ หากมุงหลังคาบ้านทั้งหมดจะต้องใช้ประมาณสองพันแผ่น อาจเหลือบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากเกินไป
ฉินเหยาจึงถามเถ้าแก่เนี้ยว่าหากนางซื้อไปเยอะๆ แล้วเหลือจะสามารถคืนได้หรือไม่
นางจำได้ว่า ก่อนวันสิ้นโลกตอนพ่อแม่นางจะซ่อมบ้านก็ซื้อวัสดุก่อสร้างแบบนี้ และคิดว่าที่นี่ก็น่าจะทำได้เช่นกันกระมัง
ถือว่าฉินเหยาโชคดี เถ้าแก่เนี้ยบอกว่ายังไม่เคยมีใครซื้อไปแล้วขอคืนมาก่อน แต่หากฉินเหยาสามารถรับประกันว่ากระเบื้องที่ส่งคืนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก็พอจะรับคืนได้
“แต่หากแตกหักแล้ว ทางเราไม่รับผิดชอบนะ”
เถ้าแก่เนี้ยเตือนด้วยความหวังดี “ทางที่ดีควรซื้อเผื่อไว้หน่อย เพราะระหว่างขนส่งอาจมีแตกเสียหายได้”
“งั้นพวกท่านมีบริการส่งไหม” ฉินเหยาถาม
เถ้าแก่เนี้ยพยักหน้า “บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ ข้าจะได้ดูว่าไกลไหม หากไม่ออกนอกเมืองจินสือก็ส่งได้ทั้งหมด”
ฉินเหยากล่าวว่า “ไม่ไกล อยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวนี่เอง”
เถ้าแก่เนี้ยยิ้มพลางรับรองว่าไม่มีปัญหา พร้อมถามฉินเหยาว่าจะเอาเท่าไหร่
“สองพันแผ่น ราคาเท่าไหร่”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน หากเจ้าซื้อเยอะ ข้าจะให้ราคาสี่แผ่นสามเหวิน รวมสองพันแผ่นก็หนึ่งตำลึงห้าเฉียน นี่ถือว่าถูกที่สุดแล้วนะ ยังรวมค่าขนส่งให้ด้วย รถม้าเองก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย พวกเราเองก็ต้องมีกำไรบ้าง”
เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยอย่างจริงใจ ฉินเหยาคิดว่าราคาใช้ได้จึงจ่ายมัดจำสามส่วนทันทีแล้วบอกให้เถ้าแก่เนี้ยส่งของมาให้พรุ่งนี้
กระเบื้องสองพันแผ่นส่งรอบเดียวไม่หมด ต้องไปกลับหลายรอบ ยิ่งส่งเร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี
เถ้าแก่เนี้ยจดบันทึกเอาไว้แล้วมอบแผ่นไม้แผ่นหนึ่งให้ฉินเหยาแทนใบรับรอง ตอนส่งของครบแล้วก็ให้ยืนยันกับลูกจ้างที่ส่งของก่อนแล้วค่อยจ่ายส่วนที่เหลือ
เมื่อเห็นฉินเหยาเดินออกมาจากเตาเผากระเบื้องแล้ว หลิวจี้ที่ยืนพิงประตูพลางเป่าหลังมืออยู่ก็รีบลดมือลง ยืดตัวตรงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “เสร็จแล้วหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างเย็นชา
นางไปที่ร้านช่างเหล็กก่อนเพื่อถามว่าอาวุธของตนทำเสร็จถึงไหนแล้ว
ช่างเหล็กยังเข้าใจผิดคิดว่านางรีบมากจึงมาถาม เขารีบเอ่ยรับรองว่า “รออีกสองวัน อีกสองวันมารับได้เลย ข้าจะทำให้เสร็จอย่างแน่นอน”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะมาใหม่ในอีกสองวัน”
เมื่อเห็นช่างเหล็กยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพูดคุย ฉินเหยาจึงจากมา
“เมียจ๋า จะกลับแล้วหรือ” หลิวจี้ที่เดินตามหลังมาถามด้วยความแปลกใจ
แหงนมองท้องฟ้า นี่ยังไม่เที่ยงเลย ได้ออกมาทั้งที กลับไปแค่เตาเผากระเบื้องกับร้านช่างเหล็กที่แสนน่าเบื่อ นี่ไม่ใช่การมาเสียเที่ยวหรอกหรือ
ฉินเหยายังคงก้าวเท้าต่อ “รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงเรียกเจ้ามาด้วย”
“ทำไมหรือ” หลิวจี้ถามอย่างจริงจัง
ฉินเหยาอธิบาย “เดิมข้าคิดว่าเจ้าของร้านกระเบื้องไม่มีบริการส่งของเลยว่าจะพาเจ้ามาเป็นคนช่วยแบกของเสียหน่อย”
“ดังนั้น เจ้าโชคดีไม่น้อยเลยล่ะ” ที่รอดตัวไปได้
หลิวจี้อยากจะยิ้ม แต่ก็ยิ้มไม่ออก ได้แต่เป่าหลังมือที่ยังแสบร้อนเดินตามฉินเหยากลับบ้านไปอย่างจำใจ
ทั้งสองเดินเงียบกันมาตลอดทาง
หลายวันนี้ท้องฟ้าสดใส ทางในหุบเขาจึงยังพอเดินได้สะดวก
กลิ่นอายฤดูใบไม้ร่วงเข้มข้น สองข้างทางของป่าในหุบเขาถูกย้อมด้วยสีทองอมส้ม พอลมพัดมา ใบไม้ก็ปลิวว่อนไปหมด
ทิวทัศน์งดงามมาก แต่เงียบสงัดเกินไป แม้ในยามกลางวันก็ยังชวนให้รู้สึกเสียวสันหลัง
หลิวจี้เหลือบมองหญิงสาวที่ก้าวยาวๆเดินนำอยู่ด้านหน้า ลอบคิดอย่างโล่งใจที่ไม่ต้องเดินบนเส้นทางในภูเขานี้คนเดียว
เขามองไปรอบด้าน ป่ารอบข้างถูกลมพัดจนเกิดเสียงซ่าๆ เขารีบเร่งฝีเท้าไปเดินเคียงฉินเหยา
“เมียจ๋า เจ้าว่าทางนี้มันเงียบเกินไปหรือเปล่า เจ้าดูสิยังไม่ถึงฤดูหนาวเลยนะ เหตุใดคนอื่นถึงไม่ออกมาข้างนอกกันเลย เดินมาตั้งนานยังไม่เจอใครสักคน”
ฉินเหยามองไปรอบด้าน ไม่ได้รู้สึกว่าเงียบเหงาอะไร ก่อนหน้านี้นางก็เคยเดินคนเดียวมาแล้ว นอกจากใบไม้ที่เหลืองกว่าเดิมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อเห็นหลิวจี้พยายามชวนคุย นางจึงถามเหน็บว่า “เจ้ากลัวหรือ”
“อะ อะไรกัน ข้าจะกลัวได้อย่างไร!” หลิวจี้ทำท่าทางไม่ยี่หระ “ข้าแค่ได้ยินมาว่าปีนี้แถวนี้มีพวกโจรป่ามาก เลยกังวลว่าจะเจอโจรปล้นกลางทางก็เท่านั้น”
“ช่างเถอะ หวังดีแท้ๆ กลับถูกเจ้าเข้าใจผิด!” ปากพูดอย่างนั้น แต่กลับเร่งฝีเท้าเพื่อก้าวไปเดินเคียงนางอย่างซื่อสัตย์
ทั้งสองเดินต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ผ่านช่องเขาแคบๆเข้าสู่หุบเขาแคบยาวอีกแห่ง
ลมพัดผ่านหุบเขาเสียงดังหวีดหวิว พระอาทิตย์เหนือศีรษะไม่รู้ว่าหลบซ่อนในชั้นเมฆตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั่วทั้งหุบเขามืดสลัว
หลิวจี้มองซ้ายมองขวา รู้สึกเหมือนมีบางอย่างแปลกๆอยู่ตลอดเวลา
เขาไม่ใช่คนที่เก็บคำพูดไว้ได้ คิดอะไรก็พูดออกมาหมด
“เมียจ๋า เจ้าไม่รู้สึกจริงๆ หรือว่าทางเส้นนี้มันดูวังเวงชอบกล”
หลังพูดจบ หลิวจี้ก็เตรียมใจที่จะโดนเยาะเย้ยไว้แล้ว
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนข้างกายจะหยุดเดินกะทันหัน
นางหันกลับมามองเขาแล้วกล่าวว่า “รู้สึก”
“อะ…อะไรนะ?”
หลิวจี้ขนลุกซู่ขึ้นทันที
กำลังจะถามว่านางแกล้งขู่เขาหรือเปล่า เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากเนินเขาด้านซ้ายเสียก่อน
เมื่อเห็นโจรป่าห้าหกคนวิ่งลงจากภูเขามาดักอยู่ข้างหน้า ร่างของหลิวจี้ก็แข็งทื่อ
มีโจรจริงๆด้วย!
จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว ทีนี้จะทำอย่างไรดี?
สวรรค์! พวกเขามีดาบด้วย!
“เมียจ๋า เจ้าพกเงินมาเท่าไหร่ก็ให้พวกเขาไปเถอะ ชีวิตของพวกเราสำคัญกว่า ข้าได้ยินมาว่าโจรพวกนี้ต้องการแค่ทรัพย์สิน หากเรายอมมอบเงินให้ก่อน อาจจะยังพอมีทางรอดอยู่บ้าง” หลิวจี้พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ตามหลักเหตุผลแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ เขายังคิดถึงวิธีนี้ได้ แม้ว่าจะขี้ขลาดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นทางรอดที่ดีที่สุดที่คนธรรมดาจะคิดออก
แต่ฉินเหยาไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเหตุผลทั่วไป
นางยกมือขึ้นอย่างไม่พอใจ เป็นสัญญาณให้เขาหุบปาก
หลิวจี้มองไปยังเส้นทางด้านหลัง คิดในใจว่าหากหันหลังวิ่งหนี อีกฝ่ายไม่มีม้า บางทีเขาอาจรอดไปได้ก็ได้
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว ฉินเหยาก็เอ่ยถามโจรทั้งหกที่อยู่ตรงหน้าว่า “ทางโจรงั้นรึ”
ฝ่ายตรงข้ามเหมือนไม่คิดว่าสามีภรรยาคู่นี้จะใจเย็นเช่นนี้ ชายคนหนึ่งหัวเราะเสียงดังแล้วตอบว่า “แม่นางน้อย ก็เห็นกันอยู่ไม่ใช่รึ!”
ฉินเหยาถามต่อ “พวกเจ้าต้องการเงินหรือชีวิต”
ฝ่ายโจรหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง ขณะเดินเข้ามาทางพวกเขาแล้วพูดว่า “เงินก็เอา ชีวิต…ก็เอา!”
ทันทีที่พูดจบ ชายสองคนในกลุ่มก็ชักดาบพุ่งเข้าหาพวกเขาทั้งคู่ทันที
พวกเขามีจำนวนมากกว่า อีกทั้งสองคนนี้อย่างไรก็ต้องตายอย่างแน่นอน เรื่องเช่นการปล่อยให้คนมีชีวิตรอดไปสร้างปัญหาให้ตนประเภทนี้พวกเขาไม่มีทางทำเด็ดขาด
“ได้”
ฉินเหยาเข้าใจแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็ไม่จำเป็นต้องลังเลอีก
แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบเหนือประมาณ มือที่จับมีดกำแน่น สะบัดมีดฟันออกไปที่ลำคอโจรคนหนึ่งราวกับสายฟ้าแลบ!
เลือดฉีดพุ่งออกมาจากลำคออีกฝ่ายราวกับสายน้ำ นางเบี่ยงตัวหลบ
มีดในมือนางกลายเป็นเคียวเกี่ยวชีวิต ขณะที่พุ่งผ่านร่างของพวกเขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ หนึ่งมีด หนึ่งชีวิต!
ตอนที่ 38: ช่างสามัคคียิ่ง
กลิ่นคาวเลือดจางๆ แผ่กระจายไปทั่วหุบเขา
โจรทั้งหกคนล้วนตายสิ้น!
หลิวจี้กะพริบตาเร็วๆสองครั้ง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นล้มลงไปตั้งแต่เมื่อใด
อย่างไรก็ตาม เพียงชั่วพริบตาเดียว พวกนั้นก็ตายหมดแล้ว
ฉินเหยาเช็ดมีดบนร่างของโจรจนสะอาด ร่างของทั้งหกคนตายตาไม่หลับ ดวงตาทั้งคู่เบิกโพลงไร้แววชีวิต
ทั้งหกคนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นดูย่ำแย่ยิ่งกว่าเสื้อผ้าของหลิวจี้เสียอีก ฉินเหยาเหลือบมองด้วยความรังเกียจ ก่อนคลำหาสิ่งของบนร่างพวกเขา
น่าเสียดายที่พวกเขาจนยิ่งกว่าอะไร ไม่มีแม้แต่เหรียญทองแดง แต่ดาบในมือพวกเขากลับดูไม่เลว
ฉินเหยาเก็บดาบทั้งหกเล่ม ก่อนจะยืนขึ้นกวาดตามองรอบๆ แล้วลากร่างทั้งหกไปโยนไว้ในร่องน้ำที่เต็มไปด้วยพงหญ้ารกเรื้อทางขวามือ ให้พวกเขากลับคืนสู่อ้อมกอดธรรมชาติ
สัตว์ป่าในภูเขามีมากมาย ผ่านไปไม่กี่วันก็คงทำความสะอาดจนหมดจด
เมื่อจัดการศพทั้งหกเสร็จเรียบร้อย นางก็นึกขึ้นได้ว่าปกติมักมีชาวบ้านสัญจรผ่านเส้นทางนี้ไปมา ฉินเหยาจึงใช้เท้ากวาดดินทรายมากลบคราบเลือดเพื่อไม่ให้คนที่มาเห็นเข้าตกใจ
ฉินเหยาปัดมือแล้วถามขึ้น “จริงสิ เจ้าคุ้นหน้าคนพวกนี้ไหม”
นางนึกขึ้นมาได้ “หากเป็นคนแถวนี้ล่ะก็ นั่นก็อาจจะยุ่งยากหน่อย”
หลิวจี้ส่ายหน้าอย่างแข็งทื่อ
ในใจคิด เจ้าฆ่าคนจนหมดแล้วค่อยถาม เจ้าตั้งใจใช่ไหม
หลังเกิดเหตุ เขาก็เอาแต่เงียบไม่ตอบคำ
ฉินเหยาจึงถือเอาว่าเขาไม่ชอบพูดพลางพยักหน้าอย่างผ่อนคลาย “ไม่ใช่คนแถวนี้ก็ดี กฎหมายแคว้นเซิ่งมีข้อหนึ่งระบุไว้ว่า ราษฎรพบโจรกลางทาง สังหารอีกฝ่ายไม่ถือว่ามีความผิด”
นางพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ไปเถอะ”
หลิวจี้รีบเดินตามนางไปทันที พอผ่านบริเวณที่นางใช้เท้ากวาดทรายมากลบคราบเลือด เขาก็กระโดดข้ามไป
ตอนที่ทั้งสองเดินตามกันกลับมาถึงบ้านก็เป็นช่วงบ่ายแก่ๆแล้ว
พอนางเหอทำอาหารมื้อเที่ยงเสร็จก็กลับไปแล้ว ส่วนญาติที่มาช่วยงานก็กำลังยุ่งง่วนอยู่รอบบ้านทั้งหน้าและหลัง
กระเบื้องหลังคาทยอยส่งมาแล้ว ภายใต้ความพยายามของทุกคน บ้านใหม่ก็ค่อยๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
ฉินเหยาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ระยะนี้กับข้าวที่บ้านอร่อยขึ้น บ้านก็สะอาดขึ้นมาก ทั้งยังมีคนคอยดูแลความเรียบร้อยของบ้านทุกวัน
ชายผู้นั้นตอนนี้แทบจะอยู่บ้านทุกวัน ไม่ออกไปเกี้ยวพาราสีสาวๆอีก แถมยังจัดการงานบ้านได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนนางพอใจมาก
ฉินเหยาพอจะคาดเดาได้ว่า เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นที่กลับมาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ
แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือ วันนั้นหลังจากทั้งสองกลับมาถึงหมู่บ้าน หลิวจี้ก็รีบหยิบเหรียญทองแดงที่ซ่อนเอาไว้ออกมา คว้ามากำมือหนึ่งแล้วรีบรุดเข้าไปในหมู่บ้าน
เขาไปหาพี่สะใภ้โจวก่อนเป็นคนแรกแล้วมอบเหรียญทองแดงสิบเหรียญให้นาง ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของอีกฝ่าย
“นี่อะไรหรือ” พี่สะใภ้โจวรู้สึกงุนงง ทั้งยังดูหวาดกลัวเล็กน้อย
วันนี้เจ้าหลิวสามดูแปลกไปหรือว่าไปทำเรื่องไม่ดีอะไรเข้าอีกแล้ว
หลิวจี้เอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “พี่สะใภ้ ผักในแปลงของท่านที่ถูกเก็บไปเมื่อสองสามวันก่อน เป็นข้าที่เก็บไปเอง นี่คือเงินค่าผัก ท่านเก็บไว้เถอะ แต่อย่าบอกภรรยาของข้าเด็ดขาดว่าข้าเก็บผักมาจากแปลงของบ้านท่าน”
เก็บอะไรกัน? ชัดเจนว่าเป็นการขโมย!
พี่สะใภ้โจวโกรธจนเพลิงโทสะพวยพุ่ง “ดีนี่! ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ข้าด่าพวกเด็กๆในหมู่บ้านอยู่ตั้งสองวันก็ไม่มีใครยอมรับ ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!”
หลิวจี้เห็นนางโกรธก็รีบยอมรับผิดทันที “พี่สะใภ้อย่าโกรธเลย ตอนนั้นข้าก็ลืมให้เงินท่าน นี่อย่างไร ข้าเอาเงินมาคืนท่านแล้วอย่างไรเล่า”
พี่สะใภ้โจวยังไม่เข้าใจนิสัยของชายตรงหน้าเท่าใดนัก นางหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาชั่งน้ำหนักด้วยความแปลกใจแล้วถามกลับว่า
“เจ้าสาม วันนี้พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นทางทิศตะวันตกนะ เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆหรือ ขโมยของแล้วยังรู้จักคืนเงินอีก”
หลิวจี้รีบเอ่ยแก้ทันที “ขโมยอะไรกัน ข้าไม่ได้ขโมยนะ ข้าซื้อต่างหาก พี่สะใภ้จำไว้นะ ข้าจ่ายเงินซื้อผักของท่าน ไม่ได้ขโมย!”
พูดจบเขาก็ยื่นเหรียญทองแดงเพิ่มให้นางอีกสองเหรียญ เรียกอย่างสวยหรูว่า ‘ค่าปิดปาก’
พี่สะใภ้โจวค้นพบว่า นางเริ่มมองไม่ออกแล้วว่าชายตรงหน้านี้เป็นคนแบบไหนกันแน่
นี่คือเจ้าหลิวสามคนเดิมหรือ?
หลิวจี้ย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกภรรยาของเขา เมื่อพี่สะใภ้โจวพยักหน้าตอบรับ เขาจึงหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของท่านยายหวังที่ท้ายหมู่บ้าน
ท่านยายหวังกำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ทันทีที่เห็นหลิวจี้วิ่งตรงเข้ามา ดวงตาชราที่เหมือนจะฝ้าฟางกลับเบิกกว้างขึ้นทันทีพร้อมตวาดด่าว่า
“เจ้าหลิวสาม เจ้าสารเลว เจ้ายังกล้ามาขโมยไข่ไก่บ้านข้าอีกหรือ”
เมื่อครั้งยังสาว ท่านยายหวังเคยหกล้มจนกระดูกขาหัก เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม นับแต่นั้นเป็นต้นมา ขาทั้งสองก็มีปัญหาทำให้เดินเหินไม่สะดวก
เมื่อสองปีก่อน เกิดความวุ่นวายไปทั่วแผ่นดิน บุตรชายของนางถูกเกณฑ์ไปรบและเสียชีวิตในสนามรบ ขณะที่ลูกสะใภ้แต่งงานใหม่หนีไปทิ้งไว้เพียงหลานชายคนหนึ่งให้นางดูแล สองยายหลานใช้ชีวิตพึ่งพากันมาตลอด
ท่านยายหวังทำงานหนักไม่ได้จึงเลี้ยงไก่และเป็ดไว้จำนวนมาก อาศัยการขายไข่ไก่และไข่เป็ดยังชีพ สองยายหลานจึงสามารถอยู่รอดมาได้
ไข่ไก่เปรียบเสมือนชีวิตของท่านยายหวัง ใครจะคาดคิดว่าในวันที่นางออกไปจับแมลงมาเสริมอาหารให้ไก่เป็ดของนาง หลิวจี้จะลอบเข้ามา
หลานชายตัวน้อยยังเล็กนัก ถูกหลิวจี้หลอกให้เปิดประตูพาเขาเข้ามาในลานบ้าน
แค่พริบตาเดียว ไข่ไก่ห้าฟองก็ถูกหลิวจี้ขโมยไป
ไข่ไก่และไข่เป็ดในบ้าน หลานชายตัวน้อยนับมันวันละหลายรอบ จดจำจำนวนได้อย่างแม่นยำ
หลังจากหลิวจี้ไป เขานับไข่ดูแล้วจึงรู้ว่าถูกหลิวจี้หลอก
เมื่อท่านยายหวังกลับมาถึงบ้านก็เห็นหลานชายตัวน้อยนั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าประตู พอได้ฟังว่าเป็นฝีมือของท่านอาสามหลิวนางก็โกรธจนแทบลมจับ
นางอยากจะไปเอาเรื่องหลิวจี้ แต่ก็กลัวเจ้าสารเลวผู้นี้จะลงมือรุนแรงทำร้ายยายแก่เช่นนาง ลังเลอยู่หลายครั้งสุดท้ายก็ไม่ได้ไป
ใครจะคิด ว่านางไม่ไปหาเรื่องหลิวจี้ แต่เจ้าคนหน้าด้านหลิวจี้กลับมาหานางอีก
ท่านยายหวังคว้ากระบองที่วางอยู่ข้างประตู แสดงท่าทางดุดันพร้อมสู้ตายกับหลิวจี้หากเขากล้าเข้ามาใกล้
หลิวจี้รีบพูดทันทีว่า “ท่านอย่าเพิ่งโมโห ข้ามาเพื่อจ่ายเงินค่าไข่ วันนั้นข้ารีบไปหน่อยเลยลืม ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าหลิวจี้ไม่ใช่คนแบบนั้น”
พูดจบ เขาก็หยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญออกมา วางลงกับพื้นแล้วหมุนตัวเดินจากไป
เดินออกไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็หันกลับมาอีกครั้ง ทำเอาหลานชายตัวน้อยที่กำลังจะเก็บเงินตกใจวิ่งกลับเข้าบ้านไปซ่อนตัวอยู่หลังท่านย่า
หลิวจี้แสดงรอยยิ้มที่คิดว่าดูใจดีที่สุดออกมา ยื่นเหรียญทองแดงไปอีกห้าเหรียญให้พร้อมพูดว่า “ข้าขอซื้อไข่ไก่อีกห้าฟอง จะเอาไปทำอาหารเพิ่มให้ภรรยาข้าเย็นนี้ หลายวันมานี้นางยุ่งมาก ข้าต้องบำรุงนางเสียหน่อย”
ท่านยายหวังยังไม่แน่ใจ ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าหลิวสามดีแต่โกหก ไม่เคยพูดความจริงเลยแม้แต่นิด
นางจึงให้หลานชายไปหยิบเงินมา พอเห็นว่าหลิวจี้จ่ายเงินจริงๆ ถึงได้กดความสงสัยในใจไว้แล้วเข้าไปหยิบไข่ไก่สดใหม่ในบ้านห้าฟองมาวางไว้ที่พื้น ให้หลิวจี้มาหยิบเอง
“ท่านยาย ไข่ของบ้านท่านอร่อยกว่าบ้านอื่นนัก คราวหน้าข้าจะมาอีกนะ” หลิวจี้ยิ้มแย้มเก็บไข่บนพื้นใส่ไว้ในอกเสื้อแล้วหมุนตัวเดินออกไปพร้อมถอนหายใจยาว
ครั้งนี้ ในที่สุดก็วางใจได้เสียที
ถึงแม้ภรรยาที่บ้านจะจับได้ นางก็หาข้อผิดพลาดของเขาไม่ได้
และก็คง…จะฆ่าเขาไม่ได้แล้ว
มีชีวิตอยู่มายี่สิบสามปี ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนที่สามารถสังหารคนอื่นต่อหน้าเขาได้ง่ายดายราวกับหั่นแตงโมเช่นนั้นอยู่ด้วย
ยิ่งคิดไม่ถึงเลยว่าตนดันแต่งเทพสังหารองค์นี้เข้าบ้านมาเป็นภรรยา
หากเขารู้ก่อนล่วงหน้า…เวรกรรมเสียจริง! หลิวจี้แหงนมองฟ้ากว้าง ขณะนี้เขาได้แต่เสียใจแล้ว!
ขณะเดินผ่านเรือนเก่าตระกูลหลิว หลิวจี้ก็เดินเข้าไปด้วยใบหน้าเศร้าสลด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาพูดจาดีๆกับนางจางผู้เป็นแม่เลี้ยง
เพียงเพื่อให้แม่เลี้ยงสอนทักษะการทำอาหารให้เขาสักหน่อย จะได้นำไปทำอาหารเอาใจเทพสังหารที่บ้าน
นางจาง: ก็…ค่อนข้างกะทันหันอยู่เหมือนกันนะ
ตอนที่ 39: บ้านใหม่สร้างเสร็จแล้ว
เมื่อเดือนสิบสองมาถึง บ้านที่ใช้เวลาสร้างหนึ่งเดือนแปดวันก็เสร็จเรียบร้อย
สองห้องที่มีอยู่เดิมถูกฉาบผนังใหม่จนเรียบเนียน หลังคาได้รับการเสริมความแข็งแรงและเปลี่ยนจากมุงหญ้าคาเป็นกระเบื้องสีเขียว
บนฐานบ้านเดิมได้ต่อเติมห้องเพิ่มอีกฝั่งละสองห้อง
ฝั่งตะวันตกเป็นห้องกระเบื้องขนาดใหญ่สองห้อง แต่ละห้องกว้างยี่สิบตารางเมตร หนึ่งห้องเป็นห้องนอนของฉินเหยา อีกหนึ่งห้องเป็นห้องนอนใหม่ของพวกเด็กๆทั้งสี่
เครื่องเรือนในห้องนอนของฉินเหยาล้วนเป็นของใหม่ทั้งหมด
มีเตียงขนาดหนึ่งเมตรครึ่ง ตู้เสื้อผ้ากว้างหนึ่งเมตรครึ่ง สูงสองเมตร กล่องไม้สี่เหลี่ยมสองใบและชุดโต๊ะเขียนหนังสือกับเก้าอี้
นอกจากเตียงและกล่องไม้ที่เป็นแบบเรียบง่ายที่นิยมในพื้นที่แล้ว ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเขียนหนังสือล้วนออกแบบโดยฉินเหยาเอง
ตู้เสื้อผ้าทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีการแกะสลักลวดลายใดๆ คล้ายกับเครื่องใช้ในบ้านสไตล์มินิมอลในยุคปัจจุบัน
ด้านในตู้แบ่งเป็นโซนแขวนเสื้อและโซนพับเก็บ ด้านล่างมีลิ้นชักสี่ช่อง ด้านบนมีพื้นที่ว่างสำหรับเก็บผ้าห่ม
โต๊ะเขียนหนังสือเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตรคูณหกสิบเซนติเมตร มีลิ้นชักสองช่องและเก้าอี้ไม้เรียบง่ายหนึ่งตัวก็เพียงพอแล้ว
กระจกทองแดงราคาแพงเกินไป ฉินเหยาจึงยังไม่ซื้อเว้นว่างไว้ก่อน แต่นอกนั้นข้าวของอื่นๆที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันล้วนครบถ้วนหมดแล้ว
พื้นที่ที่เหลือไว้รอสำหรับเผื่อนางอยากเพิ่มเติมอะไรในอนาคต
ในห้องนอนของพี่น้องทั้งสี่คน มีเตียงไม้สองชั้นขนาดหนึ่งเมตรสามสิบห้าเซนติเมตรที่ฉินเหยาให้ช่างไม้ทำขึ้น
แบบนี้พี่น้องสี่จึงมีเตียงส่วนตัวเป็นของตนเองทุกคน
เพื่อแย่งที่นอนชั้นบน พี่น้องทั้งสี่จับฉลากกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายซานหลางและเอ้อร์หลางได้ชั้นบน ส่วนต้าหลางและซื่อเหนียงนอนชั้นล่าง
ระหว่างเตียงสองหลัง มีตู้ใหม่สองใบ สามารถใช้เก็บของได้และด้านบนยังวางของใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
ใต้เตียงแต่ละหลังมีลิ้นชักสองช่อง รวมกับตู้เก็บของ ทำให้พี่น้องทั้งสี่คนได้รับพื้นที่เก็บของเท่ากัน
ใต้หน้าต่างมีโต๊ะยาวสองเมตรกว้างแปดสิบเซนติเมตร พร้อมเก้าอี้สูงสี่ตัว ให้พี่น้องสี่คนใช้คนละตัว
เนื่องจากซื่อเหนียงเป็นเด็กผู้หญิง ฉินเหยาคำนึงถึงความไม่สะดวกในอนาคตหากต้องนอนห้องเดียวกับพี่ชาย เมื่อนางโตขึ้นจึงได้เตรียมร่องสำหรับเสียบแผ่นไม้ไว้ล่วงหน้า
รอจนซื่อเหนียงโตขึ้นหน่อยก็สามารถเสียบแผ่นไม้กั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆได้ ซึ่งเพียงพอสำหรับเตียงเดี่ยวหนึ่งหลัง โต๊ะเครื่องแป้งหนึ่งชุดและตู้เสื้อผ้าเล็กหนึ่งใบ
นอกจากนี้ยังเว้นพื้นที่สำหรับประตูไว้ล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้ล็อกไว้ หากเปิดออกจะเป็นอีกหนึ่งประตู ทำให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวโดยสมบูรณ์
ในการจัดห้องของพี่น้องทั้งสี่คน ฉินเหยาทำได้อย่างยุติธรรมที่สุด
เนื่องจากรูปแบบเตียงสองชั้นช่างไม้เห็นว่าออกแบบได้อย่างชาญฉลาดจึงเก็บไว้เป็นตัวอย่าง และลดราคาเครื่องใช้ในบ้านทั้งหลังให้กับฉินเหยาเยอะมาก
สองห้องที่เพิ่มขึ้นทางทิศตะวันออกมีขนาดเล็กมาก เป็นหลังคามุงจาก หนึ่งห้องขนาดสิบห้าตารางเมตร อีกห้องเพียงหกตารางเมตร
ห้องใหญ่ใช้รวมกันเป็นครัวและห้องเก็บของ แบ่งเป็นสองห้อง และอยู่ติดกับห้องข้างเดิม
เตาเดิมถูกทุบออกและได้จ้างช่างปั้นดินเผามาทำเตาใหม่ มีช่องเตาสองช่อง เพื่อให้สามารถหุงข้าวและผัดอาหารพร้อมกันได้
ฉินเหยาตั้งใจถามหลิวจี้ว่ามีความคิดเห็นอะไรหรือไม่ เขาส่ายหน้าและบอกว่าไม่มี แบบนี้ดีมากแล้ว จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเพิ่มเติมอีก
ซื้อโอ่งน้ำเพิ่มมาอีกใบ รวมกับโอ่งน้ำใบเดิมเป็นสองใบ วางไว้ในครัว เมื่อเติมน้ำเต็มครั้งหนึ่งก็เพียงพอให้ทั้งครอบครัวใช้ได้ถึงสามวัน สะดวกกว่าการต้องหาบน้ำหลายครั้งต่อวันเหมือนเมื่อก่อนมาก
แน่นอน หากสามารถนำน้ำพุธรรมชาติจากเขาหลังบ้านเข้ามาได้ก็จะดียิ่งขึ้น
แต่เนื่องจากปริมาณงานมากเกินไปจึงต้องพักไว้ก่อน
ห้องเล็กขนาดหกตารางเมตรใช้เป็นห้องอาบน้ำ
ลุงเก้านำกระเบื้องที่แตกในระหว่างการขนส่งมาปูพื้นและใช้ค้อนไม้ตอกให้เรียบทีละแผ่น แม้พื้นจะเปียกน้ำก็ไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นโคลน
ที่นี่ฉินเหยาวางแผนให้เป็นห้องอาบน้ำโดยเฉพาะ กลางคืนสามารถวางกระโถนไว้ได้ เพื่อความสะดวกในการลุกไปห้องน้ำ
ในหมู่บ้าน ทุกบ้านจะมีส้วม แต่เนื่องจากความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ห้องส้วมจึงถูกสร้างให้ห่างไกล มักอยู่หลังบ้าน ห่างประมาณสามสิบเมตร
แน่นอน บางครั้งก็ห่างถึงห้าสิบเมตร
ฉินเหยาทำได้เพียงปฏิบัติตามประเพณี สร้างห้องส้วมห่างจากบ้านประมาณยี่สิบเมตรที่ตีนเขา
เวลาจะไปเข้าห้องส้วม ต้องผ่านประตูหลังของกำแพงใหม่ เดินข้ามพื้นที่รกร้างจึงจะถึงห้องส้วม
โชคดีที่นางมีห้องอาบน้ำ หากขี้เกียจ นางสามารถใช้ที่บ้านชั่วคราวได้แล้วค่อยนำไปเทที่ห้องส้วมตอนเช้า
หลิวจี้ย้ายจากห้องหลักไปยังห้องข้างซึ่งต่อไปจะเป็นห้องของเขา ภายในมีแต่เครื่องเรือนเก่าที่เคยใช้ก่อนหน้านี้
ส่วนเครื่องเรือนที่ใช้ไม่ได้แล้ว ฉินเหยาก็ผ่ามาใช้เป็นฟืน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้หลิวจี้จะอิจฉาห้องใหม่และเครื่องเรือนใหม่แค่ไหน แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เพียงแค่บ่นเบาๆ ขณะทำอาหารว่าไม่ยุติธรรม
ทั้งที่เขาเป็นคนซักผ้า ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านแท้ๆ แต่สวัสดิการกลับยังสู้เด็กสี่คนที่วิ่งเล่นทุกวันไม่ได้เลย
ห้องหลักเดิมถูกเปลี่ยนเป็นห้องรับแขกและห้องอาหาร ภายในมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งอื่น
ตอนนี้เครื่องเรือนทั้งหมดในบ้านใหม่ล้วนเป็นสีไม้ธรรมชาติ พื้นดินสีเขียวถูกตอกจนแน่นและเรียบเนียน ทำให้ทั้งบ้านดูอบอุ่นและสว่างสดใส
สร้างกำแพงใหม่สูงสองเมตร ล้อมลานบ้านทั้งหมดไว้ตรงกลาง แบ่งเป็นลานหน้าและลานหลัง
ลานหน้ากว้างขวางมาก ล้อมพื้นที่ว่างจากเดิมไว้หลายส่วน หลิวเหล่าฮั่นตั้งใจใช้หินที่เก็บมา ล้อมเป็นแปลงผักสองแปลง นางจางยังมอบเมล็ดผักให้มาหนึ่งถุงพร้อมกำชับหลิวจี้ให้ปลูกผักกินเองบ้างจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อทุกวัน
ที่หน้าประตูครัว ฉินเหยาทำอ่างน้ำใหญ่ไว้สำหรับซักผ้าและล้างผัก
อ่างน้ำทำจากรางหินสำหรับเลี้ยงหมูที่บ้านท่านลุงไม่ใช้แล้ว
ฉินเหยาหามรางหินหนักๆนี้กลับมาเพียงลำพัง ล้างจนสะอาด แล้วใช้จอบเจาะขอบทั้งสี่ด้านให้เรียบ จึงได้อ่างน้ำใบใหญ่พร้อมใช้ ยาวถึงหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตร
ลุงเก้าช่วยหาท่อนไม้สั้นสี่ท่อนมาทำเป็นฐานรองสูงจากพื้นแปดสิบเซนติเมตรแล้ววางอ่างหินไว้ด้านบน แน่นสนิทไร้รอยต่อ กลายเป็นอ่างน้ำที่สมบูรณ์แบบ
ยามปกติหากใช้อ่างนี้ล้างจาน ซักผ้า คงสะดวกสบายมาก
ฉินเหยาขุดรูระบายน้ำตรงกลางอ่างหิน หากใช้จุกไม้อุดไว้ก็สามารถกักเก็บน้ำได้
เพื่อไม่ให้พื้นลานบ้านเปียก นางจึงใช้ไม้ไผ่ทำเป็นท่อน้ำ ต่อเข้ากับรางระบายน้ำใต้ชายคา และปล่อยน้ำลงเนินรกร้างนอกบ้าน
หลังจากสร้างอ่างนี้เสร็จ ญาติๆที่มาช่วยงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสะดวกดีและคิดจะกลับไปทำให้เหล่าสตรีในบ้านตนบ้าง จะได้ไม่ต้องหอบกะละมังน้ำใบใหญ่ไปเทให้เหนื่อย
เพื่อให้เข้ากับอ่างน้ำนี้ ฉินเหยาย้ายโอ่งน้ำหนึ่งใบในครัวมาไว้ข้างอ่าง เวลาใช้น้ำจะได้สะดวก
หากฝนตก น้ำที่ขังในอ่างก็สามารถนำไปรดผักได้
ส่วนลานหลังมีขนาดเล็กกว่า ตอนนี้ยังว่างเปล่า ฉินเหยาวางแผนว่าจะตั้งเสาไม้หลายอันไว้ทำลานฝึกยุทธ์
เมื่อบ้านใหม่สร้างเสร็จสมบูรณ์ ฉินเหยาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายของชีวิต
นางเลือกวันมงคล เชิญพี่สะใภ้สองคนมาช่วยทำอาหารหนึ่งมื้อและเชิญชาวบ้านมาร่วมงานขึ้นบ้านใหม่
เมื่อทุกคนเห็นอ่างล้างมือ ห้องอาบน้ำ รวมถึงเครื่องใช้ในบ้านไม้เรียบง่ายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ต่างรู้สึกอิจฉาอย่างมาก
ตอนที่ 40: เจ้าคิดว่าเป็นข้านี่ง่ายหรือ
หลิวเหล่าฮั่นนั่งอยู่ในเรือนรับรองพร้อมผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล รอบข้างล้วนเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีชื่อเสียงในตระกูล
เมื่อได้ยินคำชมเชยจากพวกเขา หลิวเหล่าฮั่นก็เงยหน้ามองหลิวจี้ที่กำลังช่วยฉินเหยาต้อนรับแขกในลานบ้าน จิตใจที่เป็นห่วงลูกชายมาตลอดยี่สิบสามปี ในที่สุดก็วางลงได้เสียที
“เจ้าหลิวสาม” หลิวเหล่าฮั่นร้องเรียกไปที่ลานบ้าน
หลิวจี้แทรกตัวผ่านโต๊ะและเก้าอี้ที่จัดไว้จนเต็มในลานบ้านเข้ามา ทักทายผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล และยิ้มให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ก่อนจะเดินมาหาบิดา “ท่านพ่อ มีเรื่องอะไรหรือ”
หลิวเหล่าฮั่นที่ดื่มไปสองจอกเริ่มเมาเล็กน้อย จับมือบุตรชายด้วยท่าทางอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก พร้อมชี้ไปที่บ้านใหม่เอี่ยม
“เจ้าดูสิ บ้านที่สว่างสดใสหลังนี้ กระเบื้องหลังคาที่แน่นหนา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของเหยาเหนียง เจ้าสามเอ๋ย พ่อขอพูดตรงๆ เจ้าอย่าโกรธเลยนะ หากไม่มีเหยาเหนียง เจ้าคงไม่อาจมายืนดีๆอยู่ตรงนี้ได้”
ผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูลล้วนพากันพยักหน้าเห็นด้วย เดิมทีพวกเขาไม่ค่อยชอบหลิวจี้นัก แต่เพราะความขยันขันแข็งของฉินเหยา ทำให้พวกเขาพลอยมองหลิวจี้ในทางที่ดีขึ้นตามไปด้วย
หลิวจี้มุมปากกระตุกเล็กน้อย ความน้อยใจเอ่อล้นขึ้นมาในใจ เขากุมมือหลิวเหล่าฮั่นแน่น
“ท่านพ่อ ท่านไม่รู้ถึงความลำบากของลูกบ้างเลย!”
หลิวเหล่าฮั่นเหลือบมองบุตรชาย “เจ้าจะลำบากอะไรกัน บ้านใหญ่โตขนาดนี้ให้เจ้าอยู่ มีภรรยาดีๆ คอยดูแลบ้าน เจ้าอย่ามาทำตัวไม่รู้จักพอ!”
ผู้เฒ่ายกมือขึ้นทำท่าจะตีหลิวจี้ “ต่อไปเจ้าต้องดีกับเหยาเหนียงให้มาก สามีภรรยาก็ควรอยู่กันดีๆ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว เลิกทำตัวเหลวไหลซะ ได้ยินไหม!”
หลิวจี้ได้แต่ยอมรับว่า ต่อให้เขาบอกว่าเหยาเหนียงฆ่าคนได้ไม่กะพริบตาก็คงไม่มีใครเชื่อ
ช่างเถอะ เขาคิดอย่างสิ้นหวัง สักวันหากเขาถูกนางฆ่า ศพเขาเน่าเปื่อยไปก็คงไม่มีใครรู้
หลิวเหล่าฮั่นคิดว่าบุตรชายยอมรับโดยดุษณีก็พอใจกับท่าทีของเขาจึงกำชับอีกเล็กน้อยก่อนปล่อยไป
หลังมื้ออาหาร พวกผู้หญิงอยู่ช่วยกันล้างจาน เพราะนางเหอและนางชิวเอ่ยเตือน ฉินเหยาจึงจดจำคนในหมู่บ้านได้เกือบหมดแล้ว
จานชามที่ต้องล้างมีเยอะมาก ทุกคนใช้อ่างน้ำใบใหญ่ที่บ้านฉินเหยา พอได้ใช้ก็ติดใจกันหมด
ยืนล้างจานเช่นนี้ พอไม่ต้องนั่งยองๆก็ไม่ปวดหลัง
อีกทั้งเพียงดึงจุกไม้ น้ำก็ไหลออกเอง ไม่ต้องใช้คนสองคนช่วยกันยกกะละมังน้ำไปเททิ้งที่หน้าประตู
อ่างน้ำเองก็ใหญ่ พื้นที่ล้างกว้างขวาง หลายคนยืนล้อมรอบๆ ล้างพร้อมกันก็ไม่เบียด จานชามใหญ่หนึ่งกะละมัง ใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีก็ล้างเสร็จแล้ว
ฉินเหยาแบ่งอาหารที่เหลือออกเป็นส่วนๆ ให้บ้านที่มาช่วยนำกลับไปเพื่อเป็นการขอบคุณ
แม้จะเป็นอาหารเหลือ แต่ฉินเหยาก็ใจกว้าง ซื้อเนื้อยี่สิบจินมาทำอาหาร เหลือเนื้อในจานไม่น้อยเลย ไม่มีใครรังเกียจกลับคิดว่านางใจกว้างและไม่ขี้เหนียว
หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนเชิญฉินเหยาไปเยี่ยมบ้านพวกนางในเวลาว่าง เพื่อทำงานฝีมือร่วมกัน
บางคนรู้ว่าฉินเหยาไม่ถนัดงานฝีมือจึงเอ่ยหยอกล้อ “ถึงจับเข็มด้ายไม่เก่ง แต่ได้นั่งคุยกับพวกเราก็ดีเหมือนกัน สะใภ้สามดูแล้วความรู้กว้างขวาง เราชอบฟังเรื่องราวจากนอกหมู่บ้าน เจ้าเล่าให้พวกเราฟังบ้างนะ”
หญิงสาวคนอื่นๆเองก็เห็นด้วย “ใช่ๆ พวกเราชอบฟังเรื่องใหม่ๆที่สุดเลย”
สัมผัสได้ถึงความจริงใจและความอบอุ่นจากทุกคน ฉินเหยาจึงยิ้มรับ “ได้ หากมีเวลาข้าจะไป พวกเจ้าอย่ารังเกียจข้าก็แล้วกัน”
ทุกคนรีบตอบว่าไม่มีทางรังเกียจ พวกนางยินดีต้อนรับมาก
ลานบ้านถูกเก็บกวาดเรียบร้อย เวลาล่วงไปพอสมควรแล้ว แต่ละครัวเรือนนำหม้อชามและโต๊ะเก้าอี้ที่นำมาช่วยงานคืนกลับไป
คนเรือนเก่าตระกูลหลิวก็แยกย้ายกลับแล้วเช่นกัน ครอบครัวชาวนาไม่มีเวลาว่างมากนัก แม้ไม่ได้ลงนาก็ต้องทอผ้าหรือเย็บแผ่นรองเท้า งานเยอะมาก
ฉินเหยาส่งแขกทุกคนกลับไปแล้วปิดประตูใหญ่ ตรวจสอบทุกห้อง จากนั้นก็กลับไปยังห้องของตน
นางใช้ถ่านไม้ขีดเขียนลงบนแผ่นไม้ คำนวณค่าใช้จ่ายในช่วงนี้
ค่าซ่อมบ้าน รวมถึงค่าจ้างคนงานและเครื่องเรือน ใช้ไปสิบตำลึง
ระหว่างนี้เพราะอากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ หลิวจี้ทำหน้าตาน่าสงสารมาขอเสื้อบุฝ้ายไปชุดหนึ่ง นางก็เสียเงินไปอีกสามเฉียน
แต่จะว่าไปแล้ว คนเรานั้นพึ่งพาการแต่งกาย เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าดีๆแล้วก็ดูดีขึ้นไม่น้อยเลย
แถมเมื่อเร็วๆนี้ ฝีมือทำอาหารของเขาก็ดีขึ้นมาก ทั้งยังดูแลบ้านได้เป็นระเบียบ ฉินเหยาจึงเริ่มมองเขาแล้วสบายตามากขึ้น
ว่าแล้ว ในโลกนี้ไม่มีชายอัปลักษณ์ มีแต่ชายขี้เกียจเท่านั้น
วันนี้นางใช้เงินอีกห้าเฉียนซื้อข้าว เนื้อ และผัก ส่วนหนึ่งเพื่อเติมเสบียงที่ใช้ทำอาหารกลางวันให้คนงาน ส่วนหนึ่งใช้เลี้ยงแขกเพื่อทำพิธีขึ้นบ้านใหม่
อ้อ เพิ่มที่นอนของต้าหลางและพวกพี่น้องด้วย นางยังเตรียมเครื่องนอนสำหรับฤดูหนาวอีกชุด
ไม่อาจปูเครื่องนอนสำหรับฤดูหนาวครบทุกเตียงได้และไม่จำเป็นด้วย เพราะในช่วงที่หนาวมากๆ นอนสองคนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นกว่า ชุดเครื่องนอนฤดูหนาวนี้จึงใช้เงินไปห้าเฉียน
ตอนนี้คำนวณดูแล้ว เงินในมือเหลือเพียงสิบสามตำลึงเจ็ดเฉียนเท่านั้น
อากาศหนาวลงทุกวัน นางหาเวลาว่างลากหลิวจี้ไปตัดฟืนกลับมาเก็บไว้ในเพิงฟืนด้านซ้ายของประตู ทำให้มีพอเผาถึงสองเดือน
ยังต้องซื้อถ่านอีก หากจะใช้ถ่านก็ต้องซื้อเตาถ่านอีก นี่ก็เป็นค่าใช้จ่าย
ในบ้านไม่มีผักสำหรับฤดูหนาวเก็บไว้เลย ยังต้องใช้เงินซื้ออีก
เงิน เงิน เงิน อะไรก็ต้องใช้เงิน!
ฉินเหยาวางถ่านลง นอนหงายลงบนเตียง ขยุ้มผมด้วยความหงุดหงิด
ต้องหาวิธีหาเงินที่ยั่งยืนมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวถึงจะถูก
ในบ้านมีเพียงที่ดินรกร้างสองหมู่ เทียบเท่ากับไม่มีที่ดินเลย ค่ากินอยู่ทั้งหมดล้วนต้องใช้เงินซื้อ เงินที่เหลืออยู่ในมือนี้ คงพออยู่ได้ไม่นาน
มิน่านางจางและพี่สะใภ้ทั้งสองถึงพยายามเอ่ยทัดทานหลายครั้งตอนเห็นนางใช้เงินไปกับการซ่อมแซมบ้าน
อย่างเช่นไม่ต้องมุงกระเบื้องหรอก จะได้เก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ซื้อที่นาระดับกลางสองหมู่
หรือไม่ต้องสร้างห้องอาบน้ำอะไรนั่นหรอก จะได้ประหยัดเงินพอซื้อที่ดินระดับต่ำอีกครึ่งหมู่
ยังมีอีกมากมาย เช่น เตียงสองชั้นของเด็กสี่คนก็ไม่จำเป็น เอาแผ่นไม้พาดเก้าอี้ยาวก็ใช้แทนได้แล้ว
แต่สุดท้ายนางยังจัดให้ทุกคนมีเตียงของตัวเอง ช่างฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!
แต่เพราะการยืนกรานของฉินเหยาสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงต่อเติมซื้อเพิ่มอยู่ดี
บ้านคือท่าเรือแห่งการพักพิง ฉินเหยาคิดว่าสภาพแวดล้อมที่ดีมีส่วนช่วยบรรเทาความเครียด เงินก้อนนี้นางไม่อยากประหยัด
โดยเฉพาะตอนนี้ที่ได้อยู่ในบ้านที่สะอาดและอบอุ่น เอนกายบนเตียงนุ่มๆ ความเหนื่อยล้าหลายวันที่ผ่านมาล้วนสลายหายไปจนหมด สบายเสียจนนางไม่อยากลุกขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมเสียงของหลิวจี้เอ่ยถามอย่างประจบประแจงว่า “เมียจ๋า…เจ้ายุ่งอยู่หรือไม่ ข้ามีเรื่องอยากจะหารือกับเจ้าหน่อย”
ฉินเหยายืดตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่โต๊ะ “ประตูไม่ได้ลงกลอน เจ้าเข้ามาเถอะ”
“อ้อ ถ้าเช่นนั้นข้าเข้าไปนะ”
ประตูส่งเสียงดังเอี๊ยดเบาๆเมื่อถูกผลักออก
หลิวจี้ยิ้มแห้งๆ เดินเข้ามาหาฉินเหยาพร้อมกล่าวอย่างลำบากใจว่า
“คือว่า…เงินที่เจ้าให้ข้าไว้ซื้อกับข้าวครั้งก่อน ใช้หมดแล้วน่ะ”
ฉินเหยาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “หมดเร็วขนาดนั้นเชียว?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้สลายหายไปในทันที เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อยว่า “เมียจ๋า เจ้าให้เงินสามร้อยเหวินนะ ไม่ใช่สามตำลึง!”
“พวกเรากินข้าวมาหนึ่งเดือนกับอีกแปดวัน วันละสามมื้อ เฉลี่ยแล้วไม่ถึงสิบเหวินต่อวัน ไหนจะยึดตามเงื่อนไขของเจ้า ห้าวันต้องกินเนื้อหนึ่งครั้ง ข้าใช้เงินสามร้อยนี้อย่างตระหนี่ที่สุดแล้ว ยังต้องบากหน้าไปขอผักจากพี่สะใภ้บ้านอื่น เจ้าคิดว่าเป็นข้านี่ง่ายหรือไร!”
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ทบทวนว่าคำพูดของตนเมื่อครู่นั้นแรงเกินไปหรือไม่จึงทำให้ผู้อื่นถึงกับโมโหเช่นนี้
จบตอน
Comments
Post a Comment