ตอนที่ 311: สับเปลี่ยนแนวคิด
ฉินเหยาถือตำรา นั่งอยู่ข้างโต๊ะแล้วเอ่ยถามว่า “ผู้ที่ยินดีในความสุขของประชาราษฎร์ ประชาราษฎร์ย่อมยินดีในความสุขของเขา ประโยคถัดไปคืออันใด”
หลิวจี้นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะ สองตาจับจ้องหยาดฝนที่ร่วงหล่นจากชายคาด้านนอกหน้าต่าง เหม่อลอยไปครู่หนึ่งจึงตอบ “ผู้ที่กังวลในความกังวลของประชาราษฎร์ ประชาราษฎร์ย่อมกังวลในความกังวลของเขา”
ฉินเหยาเอ่ยถาม “หมายความว่าอย่างไร”
หลิวจี้กลืนน้ำลาย “หมายความว่าหากประมุขของแคว้นใดถือเอาความสุขของเหล่าประชาราษฎร์เป็นความสุขของตนเอง เช่นนั้นแล้วเหล่าประชาราษฎร์ก็จะยินดีในความสุขของประมุขด้วย หากประมุขถือเอาความกังวลของเหล่าประชาราษฎร์เป็นความกังวลของตน เช่นนั้นแล้วเหล่าประชาราษฎร์ก็จะกังวลในความกังวลของประมุขด้วย”
ความหมายดั้งเดิมมิใช่เช่นนี้ ทว่าอาศัยการอ้างอิงจากคำอธิบายของคหบดีติงจึงได้กำหนดความหมายของคำที่กล่าวถึงในบทความว่าเป็นกษัตริย์โดยตรง
นี่ก็เป็นรูปแบบการตอบคำถามอย่างหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้สูงศักดิ์กว่าพอใจ
ฉินเหยาถือว่าเขาตอบถูกจึงถามคำถามต่อไป
“ในใจรักแล้ว ไฉนเลยมิเอ่ย! เก็บซ่อนไว้กลางใจ วันใดเล่าจักลืมเลือน!” ฉินเหยาเอ่ยถาม “ประโยคนี้มาจากที่ใด”
เส้นประสาทที่ตึงเครียดของหลิวจี้พลันคลายลงในทันใด คำถามนี้เขารู้ ง่ายดายที่สุดแล้ว
“มาจาก 'ซือจิง'” ตอบอย่างมั่นใจยิ่งนัก
เพราะเขาพบว่า เนื้อหาในสี่ตำราห้าคัมภีร์นั้นล้วนมีรูปแบบที่ชัดเจนเป็นของตนเอง ซือจิงเป็นสิ่งที่แยกแยะได้ง่ายที่สุดในบรรดานั้น
ฉินเหยาแย้มยิ้มบางเบา วางตำราลงแล้วให้หลิวจี้เลือกประโยคหนึ่งจาก 'ต้าเสวีย' มาเป็นแนวคิดหลักเพื่อเขียนบทความวิจารณ์
เขาเป็นผู้กล่าวเองว่าสี่ตำรานั้นท่องจำได้ทั้งหมดและเข้าใจอย่างแตกฉานแล้ว วันนี้นางจะทดสอบความเข้าใจของเขาว่าลึกซึ้งเพียงพอหรือไม่
หลิวจี้ที่เมื่อครู่ยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจ หัวใจพลันหยุดเต้นไปชั่วขณะ ท่ามกลางสายฝนในฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นเยียบ หยาดเหงื่อเม็ดโตเท่าเมล็ดถั่วสองหยดไหลลงมาจากขมับ
“เอื๊อก!” หลิวจี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างแรง กำลังรู้สึกคอแห้ง ถ้วยชาก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเขา
“ค่อยๆคิด ดื่มน้ำแล้วตั้งสติคิดให้ดีเสียก่อน เจ้ายังมีเวลาอีกสามเค่อ” ฉินเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
สี่สิบห้านาทีเขียนเรียงความเจ็ดร้อยตัวอักษร ง่ายดายนัก
เลิกคิ้วให้หลิวจี้คราหนึ่ง ฉินเหยาจึงเลื่อนเก้าอี้ไปทางประตู ประคองถ้วยชาร้อนมองสายฝนด้านนอก ช่างมีอรรถรสที่น่าสนใจไปอีกแบบ
ทว่านาฬิกาทรายจับเวลาที่พลิกคว่ำอยู่บนโต๊ะกลับทำให้หลิวจี้รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
เขารีบปูกระดาษให้เรียบร้อย พลางฝนหมึกพลางคิดหัวข้อที่จะเขียน
ขั้นตอนแรกนั้นยากที่สุด พอคิดหัวข้อที่ตนเองรู้สึกว่าค่อนข้างง่ายออกได้แล้ว หันไปมองดูนาฬิกาทราย สวรรค์! ทรายกลับไหลออกไปแล้วหนึ่งในสามส่วน
โดยไม่รู้ตัว เขาเงยหน้ามองคนที่อยู่ข้างประตู หลิวจี้พลันรู้สึกราวกับว่าตนเองกลับไปอยู่ในสนามสอบ
ทว่ายามนี้เวลาของเขามิใช่หนึ่งวัน แต่เป็นเวลาไม่ถึงสองเค่อ
คราวก่อนที่เมืองหลวงของมณฑลจัดการสอบ เขาเลียนแบบเนื้อหาที่ผู้เข้าสอบรุ่นก่อนทิ้งไว้ เขียนไปอย่างสับสนวุ่นวาย เขียนอย่างไม่มีแบบแผน เพียงเพื่อเติมกระดาษที่ว่างเปล่าให้เต็มเท่านั้น
ทว่าวันนี้เห็นได้ชัดว่าหนีไม่พ้นแล้ว ฉินเหยามิใช่หัวหน้าผู้คุมสอบ ผลที่จะตามมาหากเขียนส่งเดชนั้นมิกล้าแม้แต่จะจินตนาการ
แต่ว่าท่านอาจารย์ในสำนักศึกษายังสอนมิถึงเรื่องนี้เลย!
หลิวจี้ร้องว่าช่วยด้วยอย่างสุดเสียงอยู่ในใจ จับพู่กันในมือจุ่มหมึก แล้วตวัดพู่กันลงไปอย่างสุดกำลัง เขียนได้เท่าใดก็เอาเท่านั้น สำคัญคือท่าทีต้องสง่างามและจริงจัง
ฝนเริ่มซาลง เสียงฝนพรำอันแผ่วเบาเช่นนี้แว่วเข้าหู ฉินเหยาก็เริ่มรู้สึกง่วงงุนจึงเผลอหลับไปครู่หนึ่ง
หลิวจี้นึกยินดีในใจ เขาพลิกตำราดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหายกระไรกระมัง
ทว่าวินาทีถัดมากลับเผยสีหน้าหงุดหงิด เพราะเขาไม่มีตำราใดๆให้อ้างอิงได้เลย
นี่เป็นครั้งแรก ที่หลิวจี้ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ครอบครองตำรามากขึ้น
น่าเสียดาย เจ็ดร้อยตัวอักษรยังเขียนไม่เสร็จ เวลาก็หมดลงเสียแล้ว
ฉินเหยาราวกับมีระฆังจับเวลาติดตั้งไว้ข้างหู ดวงตาที่หรี่อยู่พลันเบิกขึ้นตรงเวลา ลุกขึ้นเดินตรงมายังหน้าโต๊ะ
หลิวจี้รีบเขียนเพิ่มอีกสองสามตัวอักษรอย่างรวดเร็ว เพื่อให้จบประโยคอย่างสมบูรณ์
ฉินเหยาเคาะโต๊ะเบาๆ หลิวจี้วางพู่กันลง ลุกขึ้นถอยไปยืนอยู่ด้านหลังอย่างรู้หน้าที่ รอให้ฉินเหยานั่งลงตรวจข้อสอบ
เขาเลือกประโยคที่ว่า ‘พอใจในสิ่งที่คนอื่นรังเกียจ รังเกียจในสิ่งที่คนอื่นพอใจ นั่นเรียกว่าขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ ภัยพิบัติย่อมย้อนคืนสู่ตน’
ความหมายเดิมคือ การชื่นชอบสิ่งที่ผู้คนเกลียดชัง การเกลียดชังสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ นี่เรียกว่าฝ่าฝืนธรรมชาติของมนุษย์ ภัยพิบัติย่อมจะตกถึงตัวเขาอย่างแน่นอน
ฉินเหยาจิ๊ปากครั้งหนึ่ง “การเลือกหัวข้อพอใช้ได้ ใกล้เคียงกับประสบการณ์ของเจ้ามากทีเดียว”
ดังนั้นนางจึงมีความคาดหวังอยู่บ้างแล้วอ่านต่อไป
ในบทความกล่าวว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นนิยมชมชอบความสุขสบาย ความหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่ชอบความขยันหมั่นเพียร ความยากลำบาก
ทว่า ณ หมู่บ้านหนึ่งในอำเภอหนึ่ง มีคนผู้หนึ่ง ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ขัดขืนต่อธรรมชาติของมนุษย์ ทำงานในไร่นาอย่างขยันขันแข็งท่ามกลางพายุฝน ในวันอากาศหนาวเหน็บก็ลงไปซักล้างในแม่น้ำ
คนผู้นี้ทุกวันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางก็จะลุกขึ้นมาช่วยบิดามารดาโม่เต้าหู้ ตกกลางคืนยามสามก็ยังอ่านตำราไม่หลับใหล ดังนั้นยังไม่ถึงวัยยี่สิบก็ป่วยเป็นโรคขาเย็น ปวดเอวอ่อนล้า ผมดำกลายเป็นมีผมขาวแซม ศีรษะล้านใบหน้าอัปลักษณ์ ผู้คนจึงตั้งฉายาให้ว่าเจ้าลาหัวล้านอัปลักษณ์
ด้วยเหตุนี้คนผู้นี้จึงรู้สึกต่ำต้อย ชอบค้อมหลัง ตลอดทั้งปีไม่พูดคุยกับผู้ใด ต่อมาบิดามารดาญาติสนิทล้วนสิ้นชีพ เหลือเพียงตัวคนเดียวจึงตายอย่างเงียบๆในบ้าน จนกระทั่งเน่าเปื่อยแห้งกรังแล้วถึงได้มีคนมาพบเจอ
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกได้แล้วว่าเรื่องราวเริ่มไม่ชอบมาพากล คิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น
เมื่ออ่านต่อไปอีกก็เป็นกลุ่มเปรียบเทียบกับคนผู้นั้นที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
ในบทความกล่าวว่า ยังมีคนอีกผู้หนึ่งที่อยู่ในอำเภอหนึ่ง ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติของมนุษย์ ยามควรนอนก็นอน ยามควรตื่นก็ตื่น เสพสุขความสบาย ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ลำบากตรากตรำ บิดามารดาญาติสนิทเรียกให้ทำงาน ก็ทำเพียงสิ่งที่ควรทำเท่านั้น รู้สึกล้าก็หยุดพักผ่อน เป็นเช่นนี้เนิ่นนาน ทั้งร่างกายและจิตใจจึงล้วนแข็งแรงสมบูรณ์ บิดามารดาญาติสนิทต่างก็ยินดี
วันหนึ่งมีพระผู้บรรลุธรรมรูปหนึ่งธุดงค์ผ่านมา บอกแก่บิดามารดาญาติสนิทของเขาว่า คนผู้นี้มีลักษณะของผู้มั่งคั่งสูงส่ง และการที่มีลักษณะเช่นนี้ล้วนเป็นเพราะคนผู้นี้ยอมรับธรรมชาติของมนุษย์ ยินดีในสิ่งที่คนยินดี รังเกียจในสิ่งที่คนรังเกียจ…
เขียนถึงตรงนี้ เนื้อหาก็ขาดหายไป เพราะหมดเวลาแล้ว หลิวจี้จึงไม่สามารถเขียนต่อจนจบได้
ฉินเหยามองบทความในมือ นิ่งเงียบไปถึงสามนาทีเต็ม…นางเกือบจะถูกเจ้าหมอนี่ชักจูงให้หลงทางไปแล้ว กลับรู้สึกว่าเขาเขียนได้ไม่เลวเลยทีเดียว มีเหตุมีผล ทั้งยังมีการเปรียบเทียบกลุ่มตรงข้ามอีกด้วย
โชคดีอย่างถึงที่สุด ที่สติของนางยังแจ่มชัด ไม่ได้ถูกลากลงโคลนไป
หัวข้อที่เลือกนั้นถูกต้อง ทว่าตั้งแต่เริ่มอธิบาย ผู้ตอบก็ได้ลอบสับเปลี่ยนแนวคิดเสียแล้ว
คำว่า ‘พอใจ’ และ ‘รังเกียจ’ ในหัวข้อนี้ มิได้หมายถึงความขยันหมั่นเพียร ความยากลำบาก หรือการเสพสุขความหรูหราฟุ่มเฟือย
หากแต่มีความหมายที่กว้างกว่านั้น เป็นหลักแห่งคุณธรรมที่หมู่ชนทั่วไปควรยึดถือเป็นบรรทัดฐานแห่งความถูกผิด
ใน ’ต้าเสวีย’ นั้น นี่คือสิ่งที่เจิงจื่อได้มาหลังจากการวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ เป็นประสบการณ์ที่ผู้มีอำนาจพึงยึดไว้เพื่อใช้แยกแยะคน รู้จักคน ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา และนำพาประชาราษฎร์
ความพอใจในที่นี้ คือสิ่งที่ฟ้าดินและหมู่คนรับใช้ถือว่าเป็นความดี ความรังเกียจในที่นี้ คือสิ่งที่ฟ้าดินและหมู่คนรับใช้ถือว่าเป็นความชั่ว
ประชาราษฎร์ย่อมรักคุณธรรมและรังเกียจคนทุจริต หากผู้มีอำนาจไม่อาจกระทำตามหลักที่ว่า ‘พอใจในสิ่งที่คนอื่นรังเกียจ รังเกียจในสิ่งที่คนอื่นพอใจ’ ได้ ก็เท่ากับฝืนฟ้าต้านธรรมชาติ ภัยพิบัติย่อมย้อนคืนสู่ตนในที่สุด
บทวิจารณ์ของหลิวจี้นี้ตอบไปคนละประเด็นโดยสิ้นเชิง ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาจากฉินเหยาเป็นเวลานาน หลิวจี้ที่ยืนรอรับการตัดสินอยู่ด้านหลัง หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาว่า
“เมียจ๋า บทวิจารณ์นี้เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
ปัง! ฉินเหยาตบม้วนคำตอบลงบนโต๊ะ ทำเอาหลิวจี้สะดุ้งสุดตัว เกือบจะควบคุมสัญชาตญาณของร่างกายที่อยากจะคุกเข่าลงไม่ได้
“ไม่…ไม่ดีหรือ” หลิวจี้ฝืนใจกล่าวอย่างเจื่อนๆ “หากเจ้าไม่พอใจ ข้าจะเขียนใหม่อีกฉบับ แต่เมียจ๋า เจ้าอย่าได้โมโหจนเสียสุขภาพเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เลย…”
ฉินเหยาหันกลับมา ในดวงตาทั้งสองฉายแววเย็นเยียบ “นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกข้าว่าเข้าใจอย่างแตกฉานทั้งหมดแล้ว?”
หลิวจี้คุกเข่าลงจนได้ “มิบังอาจปิดบังเมียจ๋า ข้ายอมรับ ว่ามีส่วนที่กล่าวเกินจริงไปบ้างเล็กน้อย แต่ว่า!”
เขามีเหตุผลอันสมควรที่จะชี้แจงถึงความผิดพลาดเล็กน้อยนี้
ฉินเหยาขมวดคิ้ว นางจะรอดูว่าเขาจะแก้ตัวอย่างไร
ตอนที่ 312: เขียนจดหมาย
หลิวจี้แก้ต่างอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ทั้งหมดนี้ ข้าล้วนทำความเข้าใจเอาเองตามคำอธิบายของคหบดีติง ท่านอาจารย์ก็มิได้สอน อีกทั้งยังไม่มีอาจารย์ท่านใดให้ข้าสอบถามความหมายที่แท้จริงได้ เจ้าจะโทษข้าทั้งหมดก็มิถูกนัก”
ฉินเหยาร้อง “ซี๊ด” คราหนึ่งพลางนวดขมับที่กำลังกระตุก ให้ตายเถิด คำพูดนี้ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง!
“เจ้ามานี่” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาลุกขึ้น สละที่นั่งให้แก่เขา แล้วดึงเก้าอี้ของตนที่อยู่ริมประตูมานั่งชิดขอบโต๊ะ “เจ้าชี้ส่วนที่เจ้าอ่านเมื่อเร็วๆนี้แล้วมีข้อสงสัยให้ข้าดูที”
หลิวจี้มิทราบว่านางต้องการทำสิ่งใด ทว่ามิได้ถูกตี นั่นก็หมายความว่ารอดพ้นเคราะห์กรรมแล้วกระมัง?
นั่งลงที่หน้าโต๊ะอย่างหวาดหวั่น ทว่าก็ยังไม่กล้านั่งเต็มก้น ดูขลาดเขลาเสียเหลือเกิน ทำเอาฉินเหยาพลันรู้สึกโกรธขึ้นมาอีกระลอก “บุรุษอกสามศอก ช่วยมีความทะนงตนหน่อยได้หรือไม่! ตัวสั่นงันงก ยืดหลังตรงขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
หลิวจี้รีบนั่งตัวตรง ปากก็พึมพำว่า “ความทะนงตนถูกเจ้าทุบตีจนแหลกละเอียดไปนานแล้ว….”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
“ไม่มีอันใด ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย” หลิวจี้ทำหน้าตาเหลอหลา เสแสร้งได้แนบเนียนทีเดียว
ฉินเหยาคร้านจะใส่ใจ ให้เขาชี้จุดที่สงสัยออกมาแล้วลองสอนเสริมให้
ดังนั้นแล้ว สี่พี่น้องที่เพิ่งจะลุยน้ำในสวนหลังบ้านเสร็จ เพิ่งกลับมาถึงห้องโถงก็ได้ยินเสียงตวาดดังลั่นดังมาจากห้องข้างๆว่า “แค่นี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?!”
สี่พี่น้องคนสะดุ้งโหยงพร้อมกัน นึกว่าการกระทำของตนถูกจับได้เสียแล้วจึงแข็งทื่อไปทั้งร่าง หยุดนิ่งไปสามวินาทีก่อนจะรู้ตัวว่ามิได้ด่าพวกตนจึงรีบวิ่งจู๊ดผ่านหน้าประตูห้องเล็กไป กลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งสบาย
ขณะกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้นก็มีเสียง “ปัง” ดังขึ้นอีกครา เป็นเสียงทุบโต๊ะ “หลิวจี้ เจ้าช่างโง่งมสิ้นดี หากขงจื๊อรู้ว่ามีคนเช่นเจ้าบิดเบือนคำสอนของท่านเยี่ยงนี้ ฝาโลงคงได้ระเบิดออกเป็นแน่!”
ครานี้ ทั้งสี่พี่น้องไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงแล้ว
อาวั่งที่อยู่ในห้องโถงก็ถูกเสียงนี้กดดันจนขวัญเสียเช่นกัน รีบยกเข่งใส่ถั่วลิสงเข้าไปในครัวอย่างเงียบๆ แล้วปิดประตูห้องครัว ในใจก็พร่ำภาวนาว่า มองไม่เห็นข้า มองไม่เห็นข้า
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การสอนการบ้านนั้นมิใช่งานที่คนทั่วไปจะทำได้จริงๆ ฉินเหยาคิดว่าตนเองอารมณ์ดีพอสมควร ความอดทนก็สูงมาก แต่เมื่อเห็นหลิวจี้ดื้อรั้นจะต่อล้อต่อเถียงกับตนถึงสามคราก็ยังคงมิอาจควบคุมความอยากจะบีบคอเขาให้ตายคามือได้
โชคดีนัก สติสัมปชัญญะที่ยังหลงเหลืออยู่บอกนางว่า ต้นทุนจมนั้นสูงยิ่งจึงมิได้ลงมือจริง
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศในบ้านพลันหนักอึ้ง คนทั้งบ้านล้วนระมัดระวังการกระทำ หลีกหนีความเกรี้ยวกราดของนาง
ซื่อเหนียงเริ่มตั้งตารอให้ฝนสารทฤดูนี้หยุดตกโดยเร็วแล้ว นางพลันคิดถึงสหายร่วมชั้นเรียนในสำนักศึกษาและท่านอาจารย์ผู้เข้มงวดขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง
ครั้นเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ทั้งครอบครัวนั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร เปลี่ยนจากความครึกครื้นในวันวาน แม้แต่เอ้อร์หลางและซานหลางที่พูดมากก็ยังรีบกินข้าวให้เสร็จ วางชามลงเบาๆ แล้วหลบกลับเข้าห้องไป
ฉินเหยาสังเกตเห็นท่าทีของเด็กๆ จึงได้ตระหนักว่าอารมณ์ของตนผิดปกติ ครั้นถึงยามค่ำ เมื่อสอนเสริมให้หลิวจี้อีกครั้ง นางก็ควบคุมอารมณ์ได้มากขึ้นแล้ว
เพราะนางพลันคิดถึงหัวใจสำคัญของปัญหาได้แล้ว…การเร่งรัดเกินไปไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
หลิวลี่เริ่มเรียนเมื่ออายุเจ็ดขวบ ศึกษาอย่างหนักเป็นเวลาสิบห้าปีถึงได้สอบซิ่วไฉติด
ติงซื่อเติบโตมาภายใต้การอบรมสั่งสอนของบิดาผู้เป็นจวี่เหรินมาตั้งแต่เล็ก ด้วยเหตุนี้เมื่อล่วงถึงวัยสิบหกปีจึงสามารถสอบชิงตำแหน่งซิ่วไฉได้สำเร็จในการสอบฝู่ซื่อครั้งที่สอง
ทั้งหมดนี้ล้วนพิสูจน์แล้วว่าเส้นทางเคอจวี่นี้ ไม่มีทางลัดให้เดิน
แม้นางจะบังคับให้หลิวจี้ท่องจำสี่ตำราห้าคัมภีร์ทั้งหมดจนขึ้นใจ เขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่าจะตอบเช่นไรอยู่ดี
ประโยคหนึ่งประโยค แต่ละสำนักก็มีความเข้าใจและคำอธิบายเป็นของตนเอง ประกอบกับการผูกขาดความรู้ คนทั่วไปจึงยากที่จะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจความหมายของประโยคหนึ่งได้อย่างถ่องแท้จึงทำให้เกิดการที่เหล่าบัณฑิตต้องเสาะแสวงหาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง
ฉินเหยาค้นพบอย่างปวดเศียรเวียนเกล้าว่า นางมองเรื่องเคอจวี่ง่ายเกินไป
เนื้อหาที่เขียนในกระดาษคำตอบนั้น จะต้องให้หัวหน้าผู้คุมสอบอ่าน เพียงแค่จุดนี้ก็แฝงไว้ด้วยความเป็นอัตวิสัยส่วนตัวของหัวหน้าผู้คุมสอบอย่างมากแล้ว
ผู้มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก แม้เขียนเรียงความได้ล้ำเลิศ วิเคราะห์เหตุผลลุ่มลึกถึงแก่น แต่กลับสอบไม่ติดครั้งแล้วครั้งเล่า
เหตุผลประการสำคัญก็เพราะเนื้อหานั้นมิได้ถูกจริตหัวหน้าผู้คุมสอบ
ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ล้วนเป็นปุถุชน หาใช่ผู้มีจิตใจสูงส่งบริสุทธิ์ไร้มลทิน ผู้มีคุณธรรมบริบูรณ์ครบถ้วน ยากนักที่จะพบเจอในชีวิตประจำวัน มีโอกาสน้อยยิ่งกว่าที่หลิวจี้จะกลายเป็นวิญญูชนผู้ซื่อสัตย์ กตัญญูและซื่อตรงมือสะอาดเสียอีก
“เมียจ๋า?”
เมื่อเห็นฉินเหยาจ้องมองโต๊ะหนังสือของตน ดวงตาแทบมิได้กะพริบ หลิวจี้ก็ยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง
ในใจคิดอย่างคาดหวังว่า หรือว่าเหนื่อยแล้วง่วงแล้ว? จะปล่อยให้เขาขึ้นเตียงนอนสักงีบได้หรือไม่หนอ
“เหตุใดกงเหลียงเหลียวยังไม่มาอีกเล่า”
“หา”
คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของฉินเหยา ทำเอาหลิวจี้มึนงงไปชั่วขณะ จากนั้นถึงเพิ่งเข้าใจว่านางกำลังพูดถึงสิ่งใด เขาเกาศีรษะอย่างอับอายเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า
“เมียจ๋า เจ้ายังคิดจริงจังอีกหรือ ข้าจะบอกความในใจแก่เจ้า ที่จริงแล้วข้าคิดว่าท่านผู้นั้นเพียงแค่เกรงใจข้าเท่านั้น”
แน่นอนว่า แรกเริ่มนั้นเขาก็คาดหวังอยู่บ้าง ทว่านี่มิใช่ว่าไร้ข่าวคราวมาตลอดหรอกหรือ เขาจึงค่อยๆกลับสู่โลกความเป็นจริง
หลิวจี้นั้นมั่นใจในตนเอง ทว่าเขามิได้มั่นใจอย่างไม่ลืมหูลืมตา “ท่านผู้นั้นเป็นถึงมหาบัณฑิตผู้ทรงเกียรติ ข้างกายยังมีศิษย์อัจฉริยะเช่นฉีเซียนกวนอยู่ เกรงว่าคงลืมเลือนข้าผู้เป็นตัวตลกนี้ไปนานแล้ว”
ฉินเหยาพลันเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ลืมไม่ได้เด็ดขาด!”
นางกวาดตำราทั้งหมดบนโต๊ะไปไว้ที่มุมโต๊ะแล้วปูกระดาษขาวแผ่นหนึ่งลงไป ยัดพู่กันใส่มือของหลิวจี้ ฝนหมึกให้เขาด้วยตนเองแล้วกำชับว่า “เจ้าจงเขียนจดหมายไปเตือนความจำตระกูลฉีบัดเดี๋ยวนี้”
ดวงตาของหลิวจี้พลันสว่างวาบ สะกดความตื่นเต้นไว้แล้วลองถามหยั่งเชิงว่า “เขียนจริงหรือ ท่านผู้นั้นจะไม่คิดว่าข้าหน้าหนาเกินไปหรือ”
“เหอะ~” ฉินเหยาพบว่าคำถามของเขาน่าขันยิ่งนัก “เจ้ายังต้องคิดอีกหรือ เจ้าหน้าหนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว!”
“ได้ เมื่อมีคำยืนยันของเมียจ๋าเช่นนี้ ข้าก็วางใจเขียนแล้ว!” หลิวจี้กระแอมสองครั้งอย่างตื่นเต้น ยกพู่กันขึ้นเตรียมจะเขียน แต่ก็ชะงักไป “เมียจ๋า ข้าจะเขียนว่าอย่างไรดี?”
ฉินเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วชี้แนะว่า “ล้วนเป็นคนฉลาด คำพูดไร้สาระและการหยั่งเชิงจึงไม่จำเป็น เจ้าก็พูดตรงๆไปเลย บอกว่าเจ้าคิดถึงท่านอาจารย์ยิ่งนัก รอคอยให้ท่านอาจารย์มาโดยตลอด จนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว ถามว่าท่านอาจารย์เหตุใดยังไม่มาหาเจ้า หรือว่าไม่สะดวกและเสนอตัวว่าจะไปรับท่านเอง”
“อ้อ ใช่แล้ว แล้วก็พรรณนาให้ท่านอาจารย์ฟังด้วยว่าทิวทัศน์หมู่บ้านบนภูเขาของเรานี้เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรและทำสมาธิเพียงใด อย่างไรเสียขอเพียงสามารถดึงดูดคนมาได้ก็พอ ที่เหลือเจ้าจัดการเองเถิด”
แม้หลิวจี้จะหน้าหนา แต่เมื่อได้ฟังคำชี้แนะเหล่านี้ของฉินเหยา ปลายหูก็ยังร้อนผ่าวจนแดงก่ำ
นี่…ช่างไร้ยางอายเสียจริง
เขาถึงกับสงสัยว่า จดหมายฉบับนี้จะส่งไปไม่ถึงมือกงเหลียงเหลียว เพราะจะถูกคนของตระกูลฉีสกัดไว้กลางทางเสียก่อน
หลิวจี้จึงเอ่ยความกังวลของตน ฉินเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “เจ้าเขียนก่อนเถิด เรื่องการส่งจดหมายไม่ต้องกังวล ข้าย่อมมีวิธี”
เรื่องที่เป็นงานเฉพาะทางก็ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการ
วันรุ่งขึ้นยามเที่ยง อาวั่งเพิ่งจะส่งหลิวจี้และบุตรทั้งสี่คนของเขารวมห้าคนกลับไปยังสำนักศึกษาแล้วกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นฉินเหยาเกาะอยู่ที่หน้าต่างยิ้มพลางกวักมือเรียกเขา “มานี่สิ เจ้ามานี่”
อาวั่งเดินเข้ามา ในมือยังถือปลาตัวอ้วนใหญ่ที่เพิ่งจับมาจากแม่น้ำระหว่างทางกลับมา
ปลานั้นแม้ขึ้นจากน้ำแล้วแต่ยังไม่ตายสนิท บางครั้งก็ดิ้นดีดหางขึ้นมา เกล็ดปลากระเด็นไปถูกแขนอันแข็งแรงกำยำของอาวั่ง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้กำลังภายในรัดเชือกฟางในมือ ปลาอ้วนพลันก็แน่นิ่งไปในทันใด
“ฮูหยิน ท่านเรียกข้ามามีธุระอันใดหรือขอรับ” ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ บริสุทธิ์ราวกับผลึกแก้วไร้ซึ่งมลทินใดๆ
ตอนที่ 313: ภาษีบุรุษฉกรรจ์
ฉินเหยากระแอมเบาๆสองครา บังเกิดความรู้สึกละอายใจขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งอย่างหาได้ยาก ทว่าก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น
ยื่นจดหมายบนโต๊ะให้แก่อาวั่ง “เจ้าไปอำเภอข้างเคียงช่วยข้าส่งจดหมายฉบับหนึ่ง”
อาวั่งรับมาและพยักหน้ารับคำ ด้วยความเคยชินในหน้าที่ เมื่อเห็นบนซองจดหมายมีที่อยู่มีชื่อผู้รับ เขาก็มิได้คิดจะเอ่ยถามว่าเหตุใด ยัดจดหมายไว้ในอกเสื้อ หันหลังหมายจะไปจัดการกับปลาอ้วนในมือ
ฉินเหยารีบเรียกเขากลับมา กำชับว่า “ต้องมั่นใจว่าส่งจดหมายถึงมือผู้รับด้วยตนเอง และต้องไม่เปิดเผยฐานะของเจ้าด้วย อีกทั้ง…!”
อาวั่งรอฟังคำพูดต่อไปของนางอย่างเงียบๆ
“ระวังตัวด้วย”
ขนตาของอาวั่งสั่นไหวอย่างรวดเร็วสองสามครั้ง พยักหน้า “ขอรับ”
ฉินเหยาหยิบค่าเดินทางที่เตรียมไว้ออกมายื่นให้เขา เป็นถุงเงินใบไม่ใหญ่นัก ด้านในมีเงินสองร้อยเหวิน มีสรวลสารครึ่งก้าวสิ้น และ ปลิดชีพเจ็ดก้าวล้ม ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยเตรียมให้นางเมื่อครั้งเดินทางไกล
“บางทีเจ้าอาจได้ใช้” ฉินเหยาเอ่ยเย้า
มุมปากของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย หยิบยาดีที่จำเป็นสำหรับการเดินทางทั้งสองขวดนี้ออกมาวางไว้หน้าขอบหน้าต่าง หยิบเพียงถุงเงิน หันหลังแล้วใช้แผ่นหลังที่ดื้อรั้นของเขาบอกนางว่า ได้โปรดอย่าดูหมิ่นความสามารถของเขา!
ฉินเหยายักไหล่อย่างขบขัน “ไม่เอาก็ช่างเถิด” นางเก็บมันไว้เอง
“อีกครู่กินอาหารกลางวันแล้วเจ้าก็ออกเดินทางเถิด ขี่เหล่าหวงไป ข้าจะขับเกวียนวัวไปรับพวกต้าหลางเองในช่วงบ่าย”
อาวั่งพลันเข้าใจ ว่านางค่อนข้างรีบร้อน การลงมือจัดการปลาจึงเร่งเร็วขึ้น ไม่ถึงสองเค่อก็นำปลาต้มรสเผ็ดร้อนหม้อหนึ่งขึ้นโต๊ะอาหาร
ข้าวสองชามใหญ่ถูกกินหมดอย่างรวดเร็ว วางชามและตะเกียบลง กลับไปยังห้องส่วนตัวบนยุ้งฉางเพื่อเก็บของคร่าวๆ แล้วขี่ม้าจากไป
ฉินเหยาพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เมื่อครู่แจ่มใสแต่บัดนี้กลับกลายเป็นมีเมฆมากอีกครั้งแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “คืนนี้เกรงว่าฝนจะตกเสียแล้ว”
ไม่ได้บอกให้หยิบเสื้อกันฝนฟางไปด้วย
แต่คนก็วิ่งไปจนลับสายตาแล้ว ฉินเหยาทำได้เพียงรอคนกลับมาก่อนค่อยสั่งสอน
ยามบ่ายมิใช่อาวั่งมารับ พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงไม่คุ้นชินอย่างมาก แต่เมื่อเห็นท่านแม่ก็ยังคงยินดีและประหลาดใจยิ่ง
ฉินเหยาขับเกวียนวัวผ่านเส้นทางเล็กๆที่เฉอะแฉะช่วงหนึ่งก่อน ถนนเส้นใหม่ที่กว้างขวางและราบเรียบจึงค่อยปรากฏขึ้นตรงหน้า เกวียนวัววิ่งไปบนทางใหม่อย่างมั่นคงและรวดเร็ว
ถนนเข้าหมู่บ้านซ่อมแซมไปแล้วสองในสามส่วน เหลือเพียงช่วงสุดท้าย คาดว่าเดือนสิบจะแล้วเสร็จ เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่ใช้เดินทางจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปยังเมืองจินสือก็จะลดลงถึงหนึ่งในสาม
เดิมทีการเดินไปกลับต้องใช้เวลาสามชั่วยาม หลังจากซ่อมถนนเสร็จก็จะเหลือเพียงสองชั่วยามเท่านั้น
หากเป็นการขับรถม้าหรือขี่ม้า ก็จะยิ่งเร็วขึ้น
ตอนนี้ถนนซ่อมไปแล้วสองในสามส่วน ฉินเหยาขับรถยังรู้สึกว่าเวลาที่ต้องใช้น้อยลงกว่าเดิมมาก
เมื่อถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวก็เป็นปลายยามโหย่ว (ประมาณหกโมงครึ่ง)
คนงานเลิกงานไปแล้วเมื่อสองเค่อก่อน ประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียนปิดแล้ว เหลือเพียงประตูเล็กด้านข้างบานหนึ่งไว้ให้คนงานที่เฝ้าดูแลคลังสินค้าเข้าออก
ขบวนรถม้าออกเดินทางอีกครั้งแล้ว เริ่มส่งหีบหนังสือรอบที่สอง
ทางด้านไป๋ซั่น ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนี้ไม่มีข่าวคราวเลย อาจเป็นเพราะยุ่งเกินไป ก็ไม่รู้ว่ากล่องเครื่องเขียนขายได้เป็นอย่างไรบ้าง
ฉินเหยาในใจครุ่นคิดเรื่องในโรงงาน ความเร็วของรถม้าจึงค่อยๆช้าลง เมื่อมาถึงบริเวณบ่อน้ำของหมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านกำลังแจ้งให้ทุกคนเตรียมจ่ายภาษีข้าว
“อีกไม่กี่วันเจ้าหน้าที่ของทางการผู้เก็บข้าวจะมาแล้ว สองวันนี้ทุกบ้านเร่งนำภาษีข้าวมาส่งที่ศาลบรรพชนนี้ ภาษีข้าวที่แต่ละบ้านต้องจ่ายข้าให้หลิวกงคำนวณออกมาแล้ว ผู้ใดไม่ชัดเจนก็ไปถามเขาเสีย อย่าทำบัญชีผิดพลาด จะได้ไม่ยุ่งยากเมื่อถึงเวลา”
สั่งเรื่องเหล่านี้เสร็จก็เหลือบไปเห็นฉินเหยาและลูกๆทั้งห้าบนเกวียนวัว ผู้ใหญ่บ้านจึงเดินเข้ามา ชี้ไปที่ต้าหลางแล้วกำชับว่า
“บ้านเจ้าอย่าลืมเตรียมภาษีบุรุษฉกรรจ์เพิ่มอีกคน ต้าหลางอายุครบสิบปีแล้ว ต่อไปทุกปีจะต้องจ่ายภาษีบุรุษฉกรรจ์สองร้อยเหวิน”
เกณฑ์อายุสำหรับภาษีบุรุษฉกรรจ์นี้ แต่ละยุคแต่ละสมัยล้วนแตกต่างกัน บางแห่งอายุสิบสองจึงจ่าย บางแห่งครบสิบห้า สิบแปดจึงจ่าย แต่ก็มีที่ครบแปดเก้าขวบก็นับเป็นชายฉกรรจ์แล้ว
แคว้นเซิ่งค่อนข้างจะเร็วกว่า แต่หากนับตามจำนวนคน เมื่อต้าหลางอายุครบสิบหกปีก็จะสามารถไปรับที่ดินสามสิบหมู่จากทางการมาเพาะปลูกได้
ในจำนวนนี้เป็นนาหม่อนสิบหมู่ นาข้าวสิบหมู่ และที่ดินป่าเขาสิบหมู่ เมื่อรับแล้วก็ต้องเริ่มเสียภาษีเช่นกัน
ทว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อัตราที่กำหนดแน่นอนในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับจำนวนประชากร
ช่วงต้นของการก่อตั้งแคว้น แผ่นดินกว้างใหญ่ผู้คนเบาบางจึงมีอัตราที่ดินสูงเช่นนี้
แต่เมื่อพัฒนาถึงช่วงกลาง อัตราที่กำหนดเช่นนี้ก็ไม่มีแล้ว
จะไม่รับก็ได้ หากไม่รับก็ไม่ต้องเสียภาษี ที่บ้านยังสามารถเก็บแรงงานไว้ได้หนึ่งคน
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวล้วนไม่รับ หลิวเฝยก็ไม่ได้ไปรับ เพียงตนผู้เดียวต้องเพาะปลูกที่ดินมากมายหลายหมู่ขนาดนี้ คิดดูแล้วเขาก็หวาดกลัว
อีกทั้งเมื่อรับที่ดินแล้ว ก็จะต้องแยกบ้านออกมาตั้งครัวเรือนเอง แรงงานเกณฑ์ ภาษีอากรหลังจากนั้นก็จะคำนวณแยกต่างหาก ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า
นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนในหมู่บ้านต่างหลีกเลี่ยงการแยกบ้าน
..........
หากมีผู้ใดถูกตระกูลแยกออกไป ผู้นั้นจะถูกคนในหมู่บ้านมองด้วยสายตาแปลกประหลาดไปชั่วชีวิต
ต้าหลางไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องเสียภาษีบุรุษฉกรรจ์ด้วย นอกจากความตกใจแล้วก็ยังรู้สึกว่าตนเองสร้างความเดือดร้อนให้ที่บ้าน ตลอดทางจึงเงียบขรึม
หลังจากกลับถึงบ้านก็รีบเรียกเอ้อร์หลาง ซานหลางแล้วซื่อเหนียงเข้ามาในห้อง ให้เอ้อร์หลางนำเงินค่าขนมที่พวกเขาสะสมไว้ทั้งหมดออกมา
เอ้อร์หลางรู้ความคิดของพี่ใหญ่ แม้ปกติเขาจะตระหนี่ถี่เหนียว แต่ครั้งนี้กลับไม่ลังเล รีบเทเหรียญในกล่องเงินออกมาทั้งหมด
เหรียญเงินถูกเทพรวดลงบนฟูกนอน ซานหลางควบคุมตนเองไม่ได้จึงเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น
ซื่อเหนียงมองไปยังพี่รองอย่างยินดีและประหลาดใจ เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “พวกเราเก็บเงินได้เท่าใดแล้วหรือเจ้าคะ”
บัญชีนั้นเอ้อร์หลางจำได้อย่างชัดเจน ตอบว่า “สามร้อยแปดสิบเอ็ดเหวิน”
“หากครั้งก่อนที่ไปเมืองหลวงของมณฑลไม่ซื้อโคมไฟมากมายปานนั้น ตอนนี้พวกเราคงเก็บได้สี่ร้อยเหวินแล้ว” เอ้อร์หลางกล่าวอย่างเสียดาย
โคมไฟนั้นเมื่อแรกเล่นก็รู้สึกสนุกอยู่หรอก แต่บัดนี้เล่นจนเบื่อแล้วจึงเป็นเพียงของที่วางไว้มุมโต๊ะ ยามค่ำคืนจุดให้สว่าง ยังต้องตัดเทียนเป็นท่อนเล็กๆก่อนจึงจะใส่เข้าไปได้ เขาเห็นว่ายุ่งยากจึงไม่ได้จุดโคมมานานแล้ว
ตอนนี้มาคิดดู รู้สึกว่าหากก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นไปก็คงจะดีกว่า
ซานหลางนึกถึงการเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑล สภาพจิตใจแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง เขาเอ่ยว่า “แต่หากพวกเราไม่ซื้อ ตอนนี้ก็คงยังคิดถึงมันอยู่ ทั้งยังคิดจะซื้อของอื่นมาแทน เงินอย่างไรก็ต้องเสียไปอยู่ดี ต่อให้ซื้อโคมไฟที่เหมือนกันทุกประการก็ไม่ใช่โคมไฟจากเมืองหลวงของมณฑลแล้ว”
ซื่อเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย สองพี่น้องฝาแฝดชายหญิงหัวเราะคิกคัก คืนนี้พวกเขาสองคนจะจุดโคมนอน!
ต้าหลางให้พวกเขาหยุดโต้เถียงกัน นับเงินออกมาสองร้อยเหวิน แล้วสอบถามความเห็นของน้องๆ
“ข้าอยากจะนำเงินนี้ไปให้ท่านน้าเหยาจ่ายภาษีบุรุษฉกรรจ์ ต่อไปเมื่อเอ้อร์หลาง ซานหลางโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ให้หักจากเงินค่าขนม พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่”
ซื่อเหนียงเอ่ยถามอย่างสงสัย “พี่ใหญ่ ข้าไม่ต้องจ่ายหรือเจ้าคะ”
ต้าหลางส่ายหน้า เขาก็ไม่รู้เช่นกัน ดูเหมือนว่ายังมีภาษีรายหัวอะไรทำนองนั้นด้วย
ซื่อเหนียงบอกว่าวันพรุ่งนี้นางไปสำนักศึกษาจะถามท่านอาจารย์ดู หากนางต้องเสียภาษีด้วย เช่นนั้นทุกคนก็หายกัน
แต่หากไม่ต้องก็ให้พวกพี่ชายชดเชยให้นางทีหลัง
เอ้อร์หลางมองนาง ยัยเด็กขี้เหนียวตัวน้อย
ซื่อเหนียงก็จ้องกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ เจ้าคนขี้เหนียวตัวโต!
ทว่าตอนนี้พี่ใหญ่จะเอาเงิน นางก็พยักหน้า แสดงออกว่าเห็นด้วย
เอ้อร์หลางและซานหลางก็เห็นด้วย เพราะต่อไปพวกเขาก็ต้องจ่ายเช่นกัน
ดังนั้น ขณะที่ฉินเหยากำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นสำหรับวันนี้ในครัว ต้าหลางก็ถือเงินเดินเข้ามา ไม่พูดอะไรก็ยื่นเงินให้ฉินเหยาถือไว้แล้วก้มหน้าก้มตาลงมือทำงานทันที
อาวั่งไม่อยู่ เขารู้ว่ามารดาเลี้ยงคนเดียวคงทำอาหารเย็นที่พอใช้ได้ออกมาไม่ได้ ทั้งยังไม่อยากให้นางต้องลำบากท้อง ดังนั้นตนเองลงมือเองดีกว่า
ตอนที่ 314: กอดแขน
ฉินเหยามองพวงเหรียญเงินสองพวงที่ถูกยัดใส่มือมา ก้มหน้าลงยิ้มเล็กน้อย เก็บมันไว้ก่อนชั่วคราวเพื่อรักษาหน้าของหนุ่มน้อย
ครั้นเมื่อทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น เด็กๆชำระล้างร่างกายและเข้านอนแล้ว นางจึงแอบย่องนำพวงเหรียญสองพวงนี้กลับไปใส่ไว้ในหีบเงินของเอ้อร์หลางที่ซ่อนไว้ใต้เตียงอย่างเงียบเชียบ
ขณะที่นางค่อยๆย่องถอยออกจากห้องอย่างแผ่วเบานั้น ดวงตาคู่หนึ่งก็เบิกขึ้นในความมืด ฉินเหยาหยุดเคลื่อนไหวแล้วมองไปยังทิศทางนั้นอย่างเฉียบคมก็เห็นซื่อเหนียงนั่งอยู่บนเตียง มองมาที่นางอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยารีบทำมือเป็นสัญญาณให้เงียบ ซื่อเหนียงพยักหน้าอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าท่านแม่มาปรากฏตัวในห้องได้อย่างไร
ทว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ เด็กหญิงตัวน้อยผล็อยหลับไปอีกครั้งในไม่ช้า
วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นมา นางยังนึกว่าเป็นความฝัน พอเล่าให้เหล่าพี่ชายฟัง ก็เห็นพี่ใหญ่พี่รองมุดเข้าไปใต้เตียงลากหีบเงินออกมาทันที
ต้าหลางรีบเปิดออกดู เงินสองพวงที่คุ้นเคยกลับมาแล้ว
เอ้อร์หลางยินดีเป็นล้นพ้น “ต้องเป็นท่านแม่ที่ส่งคืนมาแน่ๆ พี่ใหญ่ เมื่อวานข้าก็บอกแล้วว่าท่านเกรงใจเกินไป”
“เจ้าพูดด้วยหรือ” ต้าหลางถามอย่างสงสัย เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินคำพูดนี้
เอ้อร์หลางเกาศีรษะ หัวเราะแหะๆ กลบเกลื่อนแล้วถามพี่ใหญ่ว่าจะนำเงินกลับไปให้ท่านแม่อีกครั้งหรือไม่
ต้าหลางส่ายหน้าอย่างจนใจเล็กน้อย “เป็นข้าที่เกรงใจเกินไปเอง”
หากส่งกลับไปอีก เขาต้องถูกมารดาเลี้ยงตีเป็นครั้งแรกแน่
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะช่วยพวกท่านเก็บไว้ต่อเอง” เอ้อร์หลางรีบปิดฝาหีบเงินทันที ช่างเป็นคนที่เห็นเงินแล้วตาโตเสียจริง อย่างไรเสียเมื่อคืนเขาก็แอบเสียดายอยู่ตั้งนาน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำตัวรู้ความเช่นพี่ใหญ่ ตรงกันข้าม เขามองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าพี่ใหญ่เสียอีก
ท่านแม่ไม่เห็นค่าของพวกนี้เลยสักนิด หากอยากให้นางมีความสุขอย่างแท้จริงก็ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสอบเข้ารับราชการให้ได้ตำแหน่งสูงๆ แล้วนำเกียรติยศกลับมาให้นาง!
เรื่องนี้ เอ้อร์หลางไม่กล้าคาดหวังจากบิดาของเขาแล้ว คงต้องลำบากตัวเอง อ่านตำราให้ตั้งใจมากขึ้นในภายภาคหน้า
ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า แผนการของหนึ่งวันนั้นอยู่ที่ยามเช้า เช่นนั้นแล้วต่อไปเขาจะเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ นอนให้ครบสามชั่วยามครึ่งก็จะตื่น
แต่ก่อนเคยตื่นเช้าขึ้นครึ่งชั่วยามเห็นทีจะไม่พอเสียแล้ว เช่นนั้นก็เพิ่มเป็นหนึ่งชั่วยามเถิด
ต้าหลางไม่รู้ว่าเอ้อร์หลางคิดอะไรอยู่ในใจ หากรู้ความคิดนี้ของเขา คงอยากจะมัดมือมัดเท้าเขาไว้ ให้เรียนน้อยลงสักหน่อย!
ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบทุ่มอ่านตำรา ถึงขั้น ‘เอาชีวิตเข้าแลก’ ดั่งเช่นเขา!
เสียงเด็กๆพูดคุยกันในห้อง ฉินเหยาเพียงทำเป็นลมพัดผ่านหู ไม่ได้ตั้งใจฟัง หลังจากเตรียมอาหารเช้าอย่างลวกๆ เสร็จแล้วก็มาถึงหน้าประตูห้องเด็ก ตะโกนด้วยเสียงอันดังฟังชัดว่า
“อีกหนึ่งเค่อจะออกบ้าน รีบจัดการธุระให้ไว!”
ในไม่ช้า ประตูห้องก็เปิดกว้าง สี่พี่น้องวิ่งกรูออกมา ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสิ้นในคราเดียว จากนั้นก็หยิบหมั่นโถวแห้งที่นึ่งอย่างลวกๆบนโต๊ะขึ้นมาคนละก้อน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางมวยผมเองได้ ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงกัดหมั่นโถวไปคำหนึ่ง ก็ดื่มน้ำอุ่นไปอึกหนึ่ง กินไป ยืนอยู่ตรงหน้าฉินเหยาให้นางช่วยมวยผมให้ไปพลาง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ทันเวลาหนึ่งเค่อพอดี ลงกลอนประตู ขึ้นเกวียนแล้วออกเดินทาง
ครั้นมาถึงเรือนเก่า รับจินเป่าขึ้นเกวียน ต้าหลางรู้สึกว่าเวลาชักจะไม่ทันการแล้วจึงเริ่มร้อนรน ฉินเหยาจึงชะลอความเร็วของเกวียนวัว ดึงตัวจินเป่าขึ้นเกวียนในทีเดียว จากนั้นก็เตะก้นวัวทีหนึ่ง ตัวเกวียนก็ควบตะบึงไปยังเมืองจินสืออย่างรวดเร็วปานลมพัด
ยามเช้าของต้นฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างเย็น เมื่อถึงหน้าประตูสำนักศึกษาตระกูลติง เด็กทั้งห้าคนบนเกวียนต่างก็ถูกลมที่เกิดจากความเร็วของเกวียนวัวพัดจนจมูกแดงก่ำ
แต่ก็ช่วยไม่ได้ บทลงโทษของการมาสายนั้นหนักหนามาก ความน่าเกรงขามของท่านอาจารย์ แม้แต่ฉินเหยาผู้ฆ่าคนไม่กะพริบตาก็ยังไม่กล้าท้าทายโดยง่าย
โชคดีที่เด็กๆที่บ้านคุ้นเคยกันดีแล้ว วันนี้ที่จมูกแดงก่ำล้วนเป็นเพราะพวกเขาเตรียมตัวไม่พร้อม ลืมไปว่าอากาศเย็นลงต้องสวมใส่เสื้อผ้าให้มากขึ้น
มีบทเรียนวันนี้แล้ว คราวหน้าก็จะไม่เป็นอีก จินเป่ามือหนึ่งลากหีบหนังสือพลังเซียน อีกมือก็เช็ดน้ำมูก เตือนตัวเองในใจว่าพรุ่งนี้ต้องจำไว้ว่าจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าเพิ่มอีกสักหลายผืน!
ไม่เช่นนั้นด้วยความเร็วเกวียนของท่านอาสะใภ้สาม เขาคงทนไม่ไหว!
“ท่านแม่ ลาก่อนขอรับ/เจ้าค่ะ” ซานหลางและซื่อเหนียงสูดน้ำมูกพลางโบกมือให้ฉินเหยา วิ่งเข้าไปในสำนักศึกษา
พอได้วิ่ง ร่างกายก็อบอุ่นขึ้น น้ำมูกจึงไม่ไหลแล้ว
ฉินเหยามองเจ้าตัวเล็กทั้งห้าด้วยแววตาลุแก่โทษเต็มเปี่ยม นางหันไปขับเกวียนอย่างคล่องแคล่ว มุ่งไปยังถนนในตัวเมือง ซื้อขนมกุ้ยฮวาหนึ่งห่อ องุ่นป่าสองจินและซี่โครงหมูอย่างดีสามจิน เตรียมนำกลับบ้านไปบำรุงตนเอง ตื่นเช้ามาส่งเด็กๆไปสำนักศึกษา นางเหนื่อยมากเหลือเกิน ต้องบำรุงเสียหน่อย
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านกำลังจ่ายภาษีข้าว ฉินเหยาขับเกวียนกลับบ้าน ไม่ได้ขนของลงจากเกวียน แต่ถือโอกาสนำข้าวที่บ้านจะต้องจ่ายภาษีบรรทุกมาด้วยเลย
หลิวกงกำลังช่วยชั่งน้ำหนักและคำนวณ พอถึงตาบ้านฉินเหยา เห็นนางนำภาษีมาเพียงสำหรับที่ดินแปดหมู่ก็เอ่ยเตือนว่า
“พี่สะใภ้ ที่นาบ้านท่านมีที่ดินสิบหมู่ ต้องเสียภาษีตามค่าเฉลี่ยของผลผลิตปีนี้ ยังต้องจ่ายข้าวเพิ่มอีกห้าสิบเก้าจินขอรับ”
ฉินเหยาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ที่ดินปลูกแตงสองหมู่นั้นก็ต้องเสียภาษีเช่นกันจึงรีบกลับบ้านไปนำข้าวสารมาจ่ายเพิ่ม
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้วก็ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่โรงงานตามปกติ จัดการเรื่องที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้น หนึ่งวันก็ผ่านพ้นไป
พลบค่ำขับเกวียนไปรับเด็กๆกลับมา เมื่อเข้าหมู่บ้านก็เห็นควันไฟลอยออกมาจากบ้านของตน
ซื่อเหนียงดีใจขึ้นมาทันที “ต้องเป็นอาวั่งที่กลับมาแล้วแน่ๆ!”
ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และจินเป่าต่างก็สบตากัน รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องนั่งเกวียนวัวเร็วระห่ำอีกแล้ว!
ฉินเหยามีหรือจะดูความคิดของเจ้าตัวเล็กเหล่านี้ไม่ออก?
นางยิ้มเจ้าเล่ห์พลางถาม “ทำไม ข้ามารับส่งพวกเจ้าไปกลับสำนักศึกษาไม่ดีใจรึ”
เด็กทั้งห้าส่ายหน้าพร้อมเพรียงกัน ตอบอย่างปากไม่ตรงกับใจว่า “ดีใจขอรับ/เจ้าค่ะ”
ฉินเหยายิ้มอย่างพึงพอใจ เกวียนหยุดลงที่หน้าประตูเรือนเก่า จินเป่าก็รีบกระโดดลงจากเกวียน วิ่งหนีเข้าไปในลานบ้านราวกับหนีอะไรมา ราวกับว่าหากช้าไปนิดก็จะถูกฉินเหยากินเสียอย่างนั้น ทำให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องหัวเราะเสียงดังลั่น
เมื่อถึงหน้าประตูบ้านตน พอเห็นเหล่าหวงยืนกินหญ้าอยู่ที่ตีนเขา ฉินเหยาก็มั่นใจว่าอาวั่งกลับมาแล้วจริงๆ
“กลับมาเมื่อใด เมื่อครู่ข้าเข้าไปในเมือง เหตุใดพวกเราจึงไม่เจอกัน” ฉินเหยาถามพลางเดินเข้าไปในลานบ้าน ส่งสัญญาณให้เด็กๆ ลงจากเกวียนและรีบกลับไปทำการบ้านให้เสร็จ จะได้ทานข้าวเย็น
เมื่อรู้สึกได้ว่าฉินเหยามองมา เขาก็กระซิบ “จดหมายส่งถึงแล้วขอรับ”
ฉินเหยาพลันวางใจ ตบไหล่อาวั่งเบาๆ “ลำบากเจ้าแล้ว คืนนี้ให้พวกต้าหลางช่วยล้างชาม เจ้ากินข้าวเสร็จก็กลับไปพักผ่อนในห้องไวหน่อยเถิด”
จากอำเภอหลินถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ไปกลับใช้เวลาเพียงวันเดียว แถมยังต้องทำภารกิจส่งจดหมายอีก ฉินเหยาสงสัยว่าอาวั่งคงไม่ได้นอนเลยกระมัง
อาวั่งไม่ได้นอนจริงๆ เวลาทั้งหมดล้วนใช้ไปกับการเดินทางและทำภารกิจให้ลุล่วง
แต่เขาไม่ง่วง เมื่อก่อนเคยไม่นอนติดต่อกันหลายวันก็มี นี่แค่วันเดียวจึงไม่นับว่าเป็นอะไร
อาวั่งส่ายหน้าปฏิเสธการจัดการของฉินเหยา จัดการวัวและเกวียนให้เรียบร้อยแล้วก็กลับมาทำงานต่อ
เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จ ฉินเหยาตรวจการบ้านของเด็กๆเสร็จเรียบร้อย ในที่สุดก็ว่างเสียที อาวั่งจึงมีโอกาสเข้ามาแจ้งรายละเอียดเรื่องการส่งจดหมาย
“กงเหลียงเหลียวพอได้รับจดหมายก็เปิดอ่านทันที แต่หลังจากอ่านจบแล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ไม่ยินดี ไม่โกรธ ไม่เศร้า”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบมองฉินเหยาอีกครั้ง
ฉินเหยาดูออกว่าเขามีเรื่องจะพูดจึงหยั่งเชิงถาม “เจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือ”
อาวั่งตอบ “รู้ขอรับ แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว”
“ฮูหยินคิดจะผูกมิตรกับคนผู้นี้หรือขอรับ” อาวั่งก็ลองหยั่งเชิงถามกลับไปเช่นกัน
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า สีหน้าของเขาพลันก็เคร่งขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนที่ 315: ท่านอาจารย์ อยู่หรือไม่?
ฉินเหยานั่งตัวตรง ชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ส่งสัญญาณให้อาวั่งนั่งลงแล้วค่อยๆพูด
อันที่จริงความเข้าใจที่นางมีต่อกงเหลียงเหลียวนั้นตื้นเขินยิ่งนัก เป็นเพียงชื่อเสียงต่างๆที่หลิวจี้และติงซื่อกล่าวถึง ยกยอปอปั้นเสียจนเลิศลอย ทั้งยังมีสถานะเป็นมหาบัณฑิตจึงคาดเดาว่าน่าจะเป็นผู้มีความสำคัญคนหนึ่ง
อีกทั้งยังมีศิษย์อัจฉริยะเช่นฉีเซียนกวน ด้านความรู้ย่อมไม่ด้อยเป็นแน่
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของอาวั่ง ฉินเหยาพลันใจหายวาบ “คนผู้นี้มีปัญหาอันใดหรือ”
อาวั่งเอ่ยถาม “ฮูหยินทราบหรือไม่ว่าเหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้”
ฉินเหยาเดิมทีคิดจะกล่าวว่า เขาลาออกจากราชการแล้วมิใช่หรือ ก็เพียงเกษียณหาที่พักผ่อนยามบั้นปลายชีวิตเท่านั้นเอง
ทว่าเมื่ออาวั่งมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น นางจึงส่ายหน้าตอบ “ข้าไม่รู้”
อาวั่งกล่าว “คนผู้นี้ถูกขับออกจากเมืองหลวงเนื่องจากยื่นฎีกากล่าวโทษฮองเฮา”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น เป็นฮองเฮาอีกแล้ว ดูท่าสถานการณ์ในราชสำนักยามนี้จะละเอียดอ่อนยิ่งนัก
“เหตุผลในการกล่าวโทษคือวังหลังใช้อำนาจบาตรใหญ่ สร้างความปั่นป่วนแก่ราชสำนัก อีกทั้งยังไปกล่าวจาบจ้วงฮ่องเต้ที่โรงเตี๊ยมว่าทรงหวาดกลัวภรรยา ไม่ได้เรื่อง”
กงเหลียงเหลียวผู้นี้ ช่างโอหังยิ่งนัก ฉินเหยาจิ๊ปากสองครา เอ่ยถามอาวั่งว่ายังมีเรื่องใดที่น่าตื่นตะลึงกว่านี้อีกหรือไม่ นางอยากฟัง!
แล้วก็มีจริงๆ
“เมื่อสองปีก่อน ฝ่าบาททรงเรียกประชุมเหล่าขุนนางเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการถอดถอนองค์รัชทายาท มีพระประสงค์จะแต่งตั้งองค์หญิงใหญ่ขึ้นเป็นรัชทายาทหญิง กงเหลียงเหลียวจึงนำสานุศิษย์สามร้อยคนไปคุกเข่าอยู่หน้าพระตำหนักเป็นเวลาสามวันสามคืนเพื่อคัดค้านอย่างสุดกำลัง ถึงขั้นเอาชีวิตเข้าขวาง หลังจากนั้นเรื่องการถอดถอนองค์รัชทายาทจึงเงียบหายไป”
“หลังจากนั้นอีกสองเดือน กงเหลียงเหลียวก็ประสบอุบัติเหตุตกจากโรงเตี๊ยม จำต้องตัดขาทั้งสองข้างเพื่อรักษาชีวิตไว้”
“ดังนั้น…” อาวั่งเผยสีหน้ากังวลออกมาอย่างหาได้ยาก เอ่ยถามอย่างจริงจัง “ฮูหยินยังคิดจะผูกมิตรกับคนผู้นี้อยู่อีกหรือขอรับ”
ฉินเหยายกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจิบเพื่อสงบสติอารมณ์ ขาทั้งสองข้างของกงเหลียงเหลียวผู้นี้ เก้าส่วนเป็นไปได้ว่าถูกองค์หญิงใหญ่ทำให้พิการ
แต่ทว่า เขาก็ยังคงเป็นมหาบัณฑิต!
ฉินเหยาจิบชาอีกอึกหนึ่ง วางถ้วยชาที่ว่างเปล่าลงแล้วเงยหน้ามองอาวั่ง “คราวนี้ที่เจ้าไปส่งจดหมายที่ตระกูลฉี พบเห็นสายลับหรือไส้ศึกใดๆบ้างหรือไม่”
อาวั่งส่ายหน้า “เรื่องนั้นกลับมิได้พบเห็น”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องร้อนรนแล้ว” ฉินเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
การไม่มีสายลับและไส้ศึกอยู่รอบกายกงเหลียงเหลียว แสดงว่ากงเหลียงเหลียวมิอาจก่อคลื่นพายุใดๆได้อีกแล้ว
ประกอบกับบัดนี้ขาทั้งสองข้างพิการ อายุอานามก็มากแล้ว เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ยิ่งไม่เป็นภัยคุกคามใดๆต่อเหล่าผู้สูงศักดิ์ในราชสำนัก
แต่จะว่าไปแล้ว ท่านเสนาบดีฉีก็ใจกล้านัก ในสถานการณ์เช่นนี้ ยังส่งเหลนชายไปเป็นศิษย์ของกงเหลียงเหลียว หรือว่าเขาก็เป็นฝ่ายคัดค้านด้วย?
ฉินเหยายักไหล่เบาๆ จะเป็นเช่นไรก็ช่างเถิด นางไม่ได้เข้าไปพัวพันกับศึกชิงอำนาจในราชสำนักอยู่แล้ว พวกนางมีเป้าหมายเล็กๆเพียงอย่างเดียวคือลดแรงงานเกณฑ์และภาษีอากร
ดังนั้น ขาใหญ่ๆของเฒ่ากงเหลียงเหลียวผู้นี้ยังคงต้องเกาะต่อไป
ไม่สิ ต้องเป็นเกาะแขน ขาของตาเฒ่าผู้นั้นถูกตัวเขาเองทำลายไปแล้ว
อาวั่งสังเกตอย่างละเอียด เมื่อเห็นสีหน้าของฉินเหยาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ก็รู้แล้วว่าคำตอบของนางคืออะไรจึงมิได้กล่าวอันใดอีก ลุกขึ้นเดินไปยังหลังเขาเพื่อให้อาหารมื้อดึกแก่ม้า
ฉินเหยามองแผ่นหลังของอาวั่งที่เดินจากไปพลางครุ่นคิดว่าจะบอกความลับเหล่านี้แก่หลิวจี้ดีหรือไม่
“ช่างเถิด” หากให้เขารู้จริงๆ คงต้องอธิบายอะไรอีกมาก เช่นเหตุใดอาวั่งจึงรู้เรื่องเหล่านี้ “อย่าบอกเลยดีกว่า”
ป้องกันไม่ให้ถึงเวลานั้น หลิวจี้เผลอหลุดปากต่อหน้ามหาบัณฑิตแล้วจะกลายเป็นการล่วงเกินคนผู้นั้นไป
อีกทั้ง เรื่องบางเรื่อง การไม่รู้กลับจะบริสุทธิ์ใจยิ่งกว่า
ตกลงตามนี้ ฉินเหยาตัดสินใจไม่บอกข้อมูลเหล่านี้แก่หลิวจี้ ยื่นมือหมายจะจิบชาอีกคำ กลับพบว่าถ้วยชาว่างเปล่าแล้วจึงตบมือสองครา แล้วไปนอนเสียเลย
เพียงแต่เมื่อดื่มชาแก่ก่อนนอนเข้าไป กลับเป็นยิ่งนอนก็ยิ่งตาสว่าง ฉินเหยาแทบคลั่ง พลิกตัวไปมาจนถึงยามสามจึงค่อยพอมีเค้าความง่วงมาเยือนบ้าง
โชคดีที่อาวั่งกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้เด็กๆ และส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาจึงสามารถนอนตื่นสายได้บ้าง
แต่ความต้องการเพียงเล็กน้อยนี้กลับมิอาจเป็นจริงได้
ฉินเหยาถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของหลิวจี้ “เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
เดิมทีนางไม่มีอารมณ์หงุดหงิดเมื่อตื่นนอน แต่ก็ถูกเสียงรบกวนจนมีอารมณ์ขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เปิดประตูห้อง “พรึ่บ” ออกไป ทำเอาหลิวจี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูในสภาพมอมแมมตกใจจนถอยกรูดไปไกลห้าเมตร!
“เจ้าไม่ได้อยู่ที่สถานศึกษารึ? เพิ่งไปได้ไม่ถึงสองวัน เหตุใดจึงกลับมาอีกแล้ว?” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างเย็นชา สายตาพินิจพิเคราะห์มองหลิวจี้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ดูไม่เหมือนไปก่อเรื่องมา
หลิวจี้ตบหน้าอกเบาๆ เพื่อให้หัวใจดวงน้อยที่ตื่นตระหนกสงบลง ครั้นเมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบอธิบายว่า
“มีเรื่องด่วนเล็กน้อยต้องบอกกับเมียจ๋า ดังนั้นข้าจึงลากลับมาแต่เช้า พอส่งข่าวเสร็จประเดี๋ยวก็จะกลับไปสำนักศึกษา ไม่ทำให้เสียการเรียนเป็นแน่”
พูดจบ เมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงของฉินเหยาอ่อนลงบ้างแล้วจึงกล้าเดินเข้าไปกล่าว “เมียจ๋า ต้องไปเกณฑ์แรงงานอีกแล้ว”
“ใต้เท้านายอำเภอเพิ่งออกประกาศออกมาเมื่อเช้านี้ ให้ซ่อมแซมกำแพงเมือง สั่งให้ทุกพื้นที่เกณฑ์แรงงานไปเป็นเวลาสองเดือน”
ฉินเหยาหรี่ตาลง เช่นนั้นแล้ว ที่เจ้าอุตส่าห์รีบร้อนกลับมาแต่เช้าตรู่ ก็เพื่อเรื่องนี้รึ?
หลิวจี้เบิกตากว้าง เรื่องนี้ยังไม่เพียงพอให้เขารีบร้อนกลับมาอีกหรือ
ความทุกข์ยากจากการขนส่งเสบียงเมื่อปีกลายยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ บัดนี้หลิวจี้จึงเป็นดั่งนกที่ตื่นธนู เพียงได้ยินข่าวคราวเรื่องการเกณฑ์แรงงานแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ยังตัวสั่นระริก
“เมียจ๋า ครั้งนี้เจ้าคงไม่ส่งข้าไปเกณฑ์แรงงานอีกใช่หรือไม่” หลิวจี้กลืนน้ำลาย ลองหยั่งเชิงถามดู
ฉินเหยาหาวครั้งหนึ่งแล้วบิดขี้เกียจอีกครา ถึงค่อยโบกมืออย่างไม่แยแสภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของหลิวจี้ “จดหมายถึงกงเหลียงเหลียวส่งถึงมือเขาแล้ว หากเขาตอบจดหมายเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องไปเกณฑ์แรงงาน”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “เรื่องก็พูดจบแล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่กลับไปอีก”
หัวใจของหลิวจี้ดั่งตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เขาจะไม่นิ่งเฉยรอความตาย!
เขายกมือขึ้นกุมท้องที่ร้องขึ้นมาพอดีพลางทำหน้าตาน่าสงสาร “เมียจ๋า ข้าขออยู่กินมื้อเช้าที่บ้านก่อนแล้วค่อยไปได้หรือไม่”
ฉินเหยาเดาะลิ้นเสียงหนึ่งแล้วพยักหน้าอนุญาต
หลิวจี้ก็รีบวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อหาของกินทันที อาวั่งได้ทิ้งหมั่นโถวแป้งขาวที่นึ่งสุกอุ่นไว้บนเตา หลิวจี้นำมันออกมา สูดดมเบาๆ กลิ่นหอมก็ลอยขึ้นเตะจมูก ท้องยิ่งร้องดังมากขึ้น
เขาคาบหมั่นโถวครึ่งลูกไว้ในปากพอประทังความหิว จากนั้นก็พับแขนเสื้อขึ้น ทำบะหมี่น้ำใส่ไข่ร้อนๆหนึ่งหม้อให้ตนเองและฉินเหยาสองคน กินกับหมั่นโถว ช่างอิ่มหนำสำราญนัก
จนกระทั่งฉินเหยาแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา เขาถึงเข้าไปเก็บของเล็กน้อยในห้องแล้วรีบกลับไปยังอำเภออย่างรวดเร็ว
เมื่อหลิวจี้กลับถึงหอพัก สิ่งแรกที่เขาทำคือคลี่กระดาษออกแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมาย
ในยามนี้ เขารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักต่อการที่ตนเคยเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือในหมู่บ้านจนสามารถสะสมทรัพย์ไว้ได้ก้อนหนึ่ง
โบราณว่าไว้ได้ดี เพียงมีความพยายามมากพอ กระทั่งเหล็กก็ยังฝนให้เป็นเข็มได้!
หลิวจี้ไม่เชื่อเด็ดขาดว่า เมื่อตนแสดงความจริงใจอย่างถึงที่สุดแล้ว กงเหลียงเหลียวจะไม่ตอบจดหมายของเขา!
ดังนั้นแล้ว จดหมายที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งและจริงใจทีละฉบับ.ทีละฉบับ จึงปลิวเข้าสู่บ้านบรรพบุรุษของตระกูลฉีดุจดั่งเกล็ดหิมะ
จดหมายสองสามฉบับแรก ยังไม่ทันได้ส่งเข้าไปในจวนตระกูลฉีก็ถูกตีกลับออกมา
แต่จะต้านทานได้อย่างไรในเมื่อแต่ละวันมีจดหมายกว่าสิบฉบับถูกส่งมาถึง ในไม่ช้าก็เป็นที่สังเกตของพ่อบ้านจวนตระกูลฉี
ในที่สุด หลังจากได้รับจดหมายฉบับที่สามสิบจากสำนักศึกษาอำเภอไคหยาง พ่อบ้านก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เรื่องราวเริ่มไม่ชอบมาพากล เห็นทีคงต้องรายงานให้ผู้เป็นนายทราบจึงจะดี
ฉีเซียนกวนมองดูกระดาษจดหมายเต็มตะกร้าที่พ่อบ้านยื่นส่งมาแล้วกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่
เดิมทีเขาไม่อยากมอบให้ท่านอาจารย์ แต่ก็สงสัยในเนื้อหาของจดหมายอย่างยิ่ง
ทว่าการลอบเปิดดูจดหมายของผู้อื่นมิใช่วิสัยของวิญญูชน ในที่สุดหลังจากลังเลอยู่หลายชั่วยามก็ตัดสินใจนำจดหมายไปมอบให้ท่านอาจารย์
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความสงสัยของฉีเซียนกวน กงเหลียงเหลียวค่อยๆเปิดซองจดหมายที่ห่อมาอย่างลวกๆทีละฉบับ ด้านในคือลายมือที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้เขียนร้อนใจอย่างยิ่ง
‘ท่านอาจารย์ อยู่หรือไม่’
‘ท่านอาจารย์ คิดถึงท่าน’
‘ท่านอาจารย์ ทานข้าวแล้วหรือยังขอรับ’
‘ท่านอาจารย์ รอท่านตอบจดหมาย’
‘ท่านอาจารย์ จี้คิดถึงท่านยิ่งนัก’
‘ท่านอาจารย์ วันนี้ฟ้าโปร่ง ท่านสบายดีหรือไม่’
‘ท่านอาจารย์…’
ใช้เวลาถึงสองชั่วยามเต็ม กงเหลียงเหลียวจึงอ่านจดหมายทั้งหมดจนจบ
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองสบตากัน ฉีเซียนกวนค้นพบด้วยความตกใจว่าตนเองกลับรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง “มิสู้ให้ศิษย์ติดตามท่านอาจารย์ออกไปข้างนอกสักครา ไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านตระกูลหลิวดีหรือไม่ขอรับ”
ตอนที่ 316: แขกผู้สูงศักดิ์กำลังจะมาเยือน
“เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
ริมฝั่งแม่น้ำ เกวียนวัวยังมิทันหยุดสนิท หลิวจี้ก็กระโดดลงจากเกวียนอย่างมิอาจทนรอได้อีกต่อไป เขาตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้นพลางวิ่งขึ้นไปยังเนินเขา ท่าทางดีอกดีใจเยี่ยงนั้น ผู้ใดมิรู้ก็คงคิดว่าเขาสอบติดเป็นบัณฑิตแล้ว!
ฉินเหยาได้ยินเสียงจึงเดินออกมาจากประตูใหญ่ พอหลิวจี้เห็นนาง ดวงตาพลันก็เป็นประกายขึ้นมา จากนั้นล้วงซองจดหมายซองหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโบกไปมา
ใจฉินเหยากระตุกวูบ กงเหลียงเหลียวตอบจดหมายเขากลับมาแล้วจริงๆน่ะหรือ
หลิวจี้ราวกับรู้ว่านางกำลังสงสัยสิ่งใด พอมาถึงตรงหน้านาง ลมหายใจยังมิทันจะสม่ำเสมอดีก็รีบกล่าวขึ้นทันทีว่า
“เมียจ๋า ท่านอาจารย์บอกว่าเขาออกเดินทางแล้ว หากคำนวณคร่าวๆจากวันที่ส่งจดหมายฉบับนี้ก็คือภายในวันสองวันนี้ ท่านอาจารย์ก็จะมาถึงแล้ว!”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังพักผ่อนอยู่ในเรือนก็วิ่งออกมาด้วย บนใบหน้าของแต่ละคนมีคราบขาวจากแป้งเปรอะเป็นปื้น มือก็ยังคงถือของคล้ายก้อนแป้งอยู่
หลิวจี้ถามด้วยความสงสัย “กำลังทำอันใดกันอยู่รึ”
“ทำขนมไหว้พระจันทร์ขอรับ” ซานหลางชูก้อนแป้งในมือตนขึ้นอย่างคาดหวัง รอให้ท่านพ่อเอ่ยชมตน
หลิวจี้มองจดหมายในมือ อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งจึงมิได้ตระหนี่ที่จะยกนิ้วโป้งให้ซานหลาง “ดีๆ ทำเยอะหน่อยเถิด พอถึงเวลาท่านอาจารย์มาก็เอาไปให้ท่านอาจารย์ลองชิมบ้าง ให้ท่านได้ลิ้มลองของอร่อยบ้านป่านี้”
ซานหลางพลันยิ้มกว้างออกมา พยักหน้ารับอย่างจริงจัง หันกายแล้วรีบวิ่งกลับเข้าห้องครัวทันที ให้อาวั่งสอนตนทำไส้ขนมต่อ
ตรงหน้าประตูยังมีคนยืนอยู่อีกสามคน หลิวจี้จึงโบกมือ “ไปเถิดไปเถิด ทำให้เยอะหน่อย ทำให้มันอร่อยๆหน่อยเล่า”
ต้าหลางลอบสังเกตสีหน้าของน้าเหยา เห็นนางมิได้มีสีหน้าอันใดจึงค่อยนำเอ้อร์หลางกับซื่อเหนียงกลับไปทำขนมไหว้พระจันทร์ต่อ
ขนมไหว้พระจันทร์นี้เป็นของที่ต้องใช้ความประณีต พรุ่งนี้ก็เป็นวันไหว้พระจันทร์แล้ว ทั้งหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่บ้านที่ยอมหักใจทำ
เพียงเพราะแป้งสาลีนั้นจำต้องโม่แล้วโม่อีกอย่างน้อยก็ห้าครั้งจึงจะได้แป้งที่ละเอียดพอจะทำขนมไหว้พระจันทร์ได้
ประกอบกับปีนี้ข้าวสาลีประสบภัยแมลง ผลผลิตจึงลดต่ำลง ราคาข้าวสาลีจึงสูงลิ่ว หากมิใช่ครอบครัวที่มีฐานะอยู่บ้าง ผู้ใดเล่าจะยอมเสียเวลาลงแรงถึงเพียงนี้เพื่อขนมไหว้พระจันทร์ไม่กี่คำ
แน่นอนว่า ฉินเหยานั้นโดยหลักๆแล้วเป็นเพราะอยากกิน
เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีที่แล้วนางทำอันใดไปบ้างนั้น นางเหมือนจะจำไม่ได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะมิได้ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์และไม่ได้กินขนมไหว้พระจันทร์ด้วย
พอดีปีนี้มีเวลาว่าง สำนักศึกษาของตระกูลเองก็ให้หยุดสามวันเพื่อให้ศิษย์กลับบ้านไปฉลองเทศกาล ซื่อเหนียงเห็นคนบ้านหลิวต้าฝูกำลังโม่แป้งละเอียดอยู่ที่โรงโม่จึงรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำขนมไหว้พระจันทร์ เด็กหญิงตัวน้อยผู้ไม่เคยกินขนมไหว้พระจันทร์มาก่อน แต่รู้ว่านี่จะต้องเป็นของอร่อยแน่ๆ จึงรีบวิ่งกลับมาที่บ้าน เดินตามก้นฉินเหยาต้อยๆ แล้วบอกว่าอยากกิน ทั้งครอบครัวจึงได้เริ่มลงมือทำขนมไหว้พระจันทร์กัน
กล่าวได้เพียงว่าหลิวจี้กลับมาได้จังหวะพอดี ทำให้เขาทันได้ร่วมวงด้วยอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ตอนกินแตงโมก็มิทันได้กินเป็นชุดแรก หลิวจี้บ่นเสียยืดยาว วันนี้พอเห็นคนในบ้านทำขนมไหว้พระจันทร์ก็ไม่ได้แจ้งตนอีกจึงกุมหน้าอก มองฉินเหยาอย่างตัดพ้อแวบหนึ่ง เจ็บปวด เจ็บปวดเหลือเกิน!
ฉินเหยาไม่มองท่าทางเสแสร้งของเขาเปิดอ่านจดหมายที่หลิวจี้นำมาอย่างไม่ค่อยไว้วางใจนัก
บนจดหมายนั้นมีลายมือที่เขียนหวัดๆอยู่สองสามแถว ทว่ากลับเป็นลายมือที่งดงามยิ่งและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์
หากจะบอกว่าหลิวจี้ไปจ้างคนมาปลอมลายมือ ฉินเหยาไม่เชื่อเด็ดขาด บัณฑิตทั่วทั้งอำเภอไคหยางก็มิอาจเลียนแบบลักษณะเฉพาะตัวอันเด่นชัดที่แฝงอยู่ในลายมือนี้ได้
เพียงได้เห็นลายมือนี้ ในครรลองสายตาของฉินเหยาพลันก็ปรากฏภาพใบหน้าของกงเหลียงเหลียวขึ้นมาอย่างมิอาจควบคุม ใบหน้านั้นดูแล้วเหมือนจะเคร่งขรึมทว่าแท้จริงแล้วในแววตากลับเต็มไปด้วยประกายขี้เล่น
วิปลาส บ้าคลั่ง คือความประทับใจแรกที่ฉินเหยามีต่อกงเหลียงเหลียว
ส่วนลายมือบนแผ่นกระดาษก็เผยให้เห็นถึงลักษณะนิสัยเช่นนี้ของเจ้าของลายมือเช่นกัน
“เจ้าทำได้อย่างไร” ฉินเหยาส่งจดหมายคืนให้หลิวจีแล้วเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
จดหมายที่นางให้อาวั่งนำไปส่งนั้นจนถึงบัดนี้ก็ยังไร้ซึ่งการตอบกลับ
แต่หลิวจี้ไม่มีอาวั่งเป็นผู้ส่งสาร เขาข้ามผ่านการสกัดกั้นชั้นแล้วชั้นเล่าของตระกูลฉี นำจดหมายไปส่งถึงเบื้องหน้าของกงเหลียงเหลียวได้อย่างไร
หลิวจี้เห็นแววตาประหลาดใจของนางก็หัวเราะออกมาเบาๆมิได้ตอบคำ กลับเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า “เมียจ๋า เงินค่าเกณฑ์แรงงานของปีนี้ เจ้าว่า…”
ฉินเหยานั้นตรงไปตรงมา พูดแล้วย่อมทำตามที่พูดจึงหันกายไปหยิบเงินหกตำลึงออกมา “ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว อีกสักครู่เจ้าก็เอาไปให้ผู้ใหญ่บ้านเพื่อยกเลิกรายชื่อที่จะเกณฑ์แรงงานเถอะ”
หลิวจี้รับเงินมา อดใจไม่ไหวจุมพิตมันสองทีอย่างบ้าคลั่ง แทบจะร่ำไห้ออกมาด้วยความดีใจสุดขีด
ทว่าเขารู้ว่าฉินเหยามีความอดทนจำกัดจึงรีบสงบอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว พลางเก็บเงินใส่กระเป๋าซ่อนในอกเสื้อให้ดี จากนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องโถงแล้วเล่าให้ฉินเหยาฟังอย่างไม่หยุดปากว่าเขาใช้วิธีใดจึงส่งจดหมายไปถึงเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวได้
เพราะเขาเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่งนัก อาวั่งและเด็กๆในห้องครัวจึงหันมามองเขาโดยมิได้ตั้งใจ งานในมือจึงพลอยหยุดชะงักไปจนทำให้ขนมไหว้พระจันทร์ชุดแรกที่อบออกมานั้นแป้งแข็งโป๊ก
ทว่าหลังจากฟังเรื่องเล่าของหลิวจี้จบ แววตาที่สี่พี่น้องมองเขาก็มีความเคารพเพิ่มขึ้นอีกมาสองส่วน
สาเหตุมิใช่อื่นใด เพียงเพราะบิดาบังเกิดเกล้าของพวกเขาได้ใช้การกระทำของตนเองพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นแล้วว่า คำกล่าวที่ว่า ‘ขอเพียงมีความมุนานะอย่างถึงที่สุด แม้ท่อนเหล็กก็ฝนจนเป็นเข็มได้’ นั้น มิใช่คำพูดที่เหลวไหล แต่เป็นเรื่องจริง
“ท่านพ่อ ท่านช่างเก่งกาจเหลือเกิน!”
เอ้อร์หลางนั่งยองๆอยู่เบื้องหน้าบิดาตนตั้งแต่เมื่อใดก็มิทราบ นับนิ้วไปพลางคำนวณว่า “จดหมายร้อยฉบับ ค่ากระดาษ หมึก พู่กัน ค่าส่ง ค่าจ้างคนส่ง…อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินครึ่งตำลึง! คาดไม่ถึงเลยว่าท่านพ่อจะเก็บเงินส่วนตัวไว้มากถึงเพียงนี้…อือ อือ!”
ยังมิทันจะสิ้นเสียง ปากก็ถูกบิดาบังเกิดเกล้าใช้มือปิดไว้แน่น หลิวจี้ถลึงตา หุบปากเสียทีเถอะเจ้าหลิวจื่อซู!
ในห้องครัว ฉินเหยาผู้กำลังชิมขนมไหว้พระจันทร์ชุดแรก ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของสองพ่อลูกในห้องโถงจึงหันไปมองด้วยความกังขา ก็เห็นสองพ่อลูกกอดกันกลม ทำท่าทางราวกับว่าพวกเรารักใคร่กันดีเหลือเกิน
เอ้อร์หลางหันหลังให้ประตูจึงมองไม่เห็นสีหน้าว่าเป็นเช่นไร แต่จากร่างกายที่บิดไปมาของเขา ดูท่าแล้วเด็กน้อยคงไม่ค่อยเต็มใจนัก
ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ พลางกินไส้ขนมไหว้พระจันทร์ในมือจนหมดแล้วโยนเปลือกแป้งที่แข็งโป๊กทิ้งลงไปในถังไม้ใส่เศษอาหาร เอาไปให้วัวให้ม้ากินเถิด คนกินไม่ไหวจริงๆ
ต้าหลางกับซื่อเหนียงเบิกตากว้าง ในใจร้องลั่นว่าช่างฟุ่มเฟือยนัก ทว่าพอกัดขนมไหว้พระจันทร์ในมือไปคำหนึ่ง ก็พลัน “แหวะ” ออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ควรสงสัยการตัดสินใจใดๆของท่านแม่เลยแม้แต่น้อย!
อาวั่งเป็นพวกเจ็บแล้วจำ จุดเตาเริ่มใหม่อีกครั้ง!
ครั้งนี้แป้งนุ่มขึ้น ไฟก็ลดให้อ่อนลง ในที่สุดก็ทำขนมไหว้พระจันทร์ที่มีรสสัมผัสปกติออกมาได้เสียที
ฉินเหยาไม่ได้รังเกียจ ขอเพียงมีรสชาติที่ขนมไหว้พระจันทร์พึงมี นางก็สามารถกินได้อย่างเอร็ดอร่อย
หลิวจี้และลูกๆทั้งหลายยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาไม่เคยได้กินของดีอันใด พอกินขนมไหว้พระจันทร์เข้าไปคำหนึ่งก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงโอ้ร้องด้วยความประหลาดใจปนยินดี คำชมว่าอร่อยคำแล้วคำเล่าลอยเข้าหูอาวั่ง ชายหนุ่มผู้นี้จึงมีกำลังใจเต็มเปี่ยม อบขนมอีกเตาแล้วเตาเล่า
ขนมไหว้พระจันทร์ที่ทำเสร็จแล้วถูกวางเรียงรายอยู่ในกระจาดที่ปูด้วยผ้าฝ้ายสีขาวจนเต็มโต๊ะและเก้าอี้ที่ว่างอยู่ทั้งหมดในบ้าน มองดูแล้วก็ชวนให้รู้สึกอิ่มเอมใจ
ครั้งนี้หลิวจี้ได้กินขนมร้อนๆแล้ว เขากินขนมไหว้พระจันทร์ไส้ถั่วแดงขนาดเท่าฝ่ามือเด็กไปสามชิ้นรวด อิ่มเสียจนต้องเดินไปเดินมาอยู่ในลานบ้านเพื่อย่อยอาหาร
มองดูขนมไหว้พระจันทร์ไปพลางคิดไปพลางว่าจะจัดการเรื่องกงเหลียงเหลียวอย่างไรหลังจากที่เขามาถึง
สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า รอให้คนมาถึงก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
เขาสมควรไปจัดการเรื่องยกเลิกรายชื่อเกณฑ์แรงงานเสียก่อน
ไม่เช่นนั้นพรุ่งนี้ท่านอาจารย์เพิ่งจะก้าวเท้ามาถึง เขาหลิวจี้ก็ถูกเกณฑ์ไปซ่อมกำแพงเมืองแล้ว
ทว่าหลิวจี้ก็ยังรอบคอบอยู่บ้าง ตอนไปจ่ายเงินที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ยังหยิบขนมไหว้พระจันทร์ไปฝากหนึ่งห่อและถือโอกาสถามด้วยว่าในหมู่บ้านยังมีบ้านว่างเพียงพอหรือไม่
เมื่อได้ยินจากปากผู้ใหญ่บ้านว่ามีบ้านว่างอยู่หลายหลัง เขาก็พลันวางใจลงทันที
ทั้งครอบครัวยุ่งวุ่นวายจนกระทั่งฟ้ามืด หลังจากกินอาหารเย็นอย่างง่ายๆแล้ว ความตื่นเต้นจากการทำขนมไหว้พระจันทร์จึงค่อยๆจางลง เหลือไว้เพียงความกระวนกระวายใจเมื่อนึกถึงแขกผู้สูงศักดิ์ซึ่งใกล้จะมาถึง
ตอนที่ 317: สองสามีภรรยาผู้ใจใหญ่
มหาบัณฑิตกำลังจะมาเยือน พวกต้าหลางสี่พี่น้องกังวลจนนอนไม่หลับตลอดคืน
แม้แต่ฉินเหยาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดคำนวณว่ายังอีกไกลเพียงใดกว่าหลิวจี้จะคารวะอาจารย์สำเร็จ ปีหน้าครอบครัวตนจะสามารถได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและภาษีอากรได้หรือไม่ ความคิดวนเวียนไม่หยุด กว่าจะหลับได้ก็ใช้เวลานาน
ตรงกันข้ามกับหลิวจี้และอาวั่ง ผู้หนึ่งนอนหลับฝันดีเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนอีกผู้หนึ่งสมกับเป็นผู้ที่เห็นคนใหญ่คนโตมามาก จิตใจจึงไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
ยามเช้า หลิวจี้ตื่นขึ้นมาตามนาฬิกาชีวิตของตน แต่ในวันนี้เขาไม่ได้ท่องตำรายามเช้า หากแต่ส่งอาวั่งออกไปเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ทันทีที่พบเห็นขบวนของตระกูลฉีก็ให้กลับมาแจ้งเขาโดยพลัน เพื่อไม่ให้พลาดการต้อนรับทันท่วงที
อาวั่งมองไปยังเตาไฟอย่างลังเล หลิวจี้ก็เข้าใจในทันทีจึงโบกมือไล่อาวั่ง “เจ้ารีบไปเถิด ที่นี่ยกให้นายท่านใหญ่อย่างข้าจัดการเอง!”
ยามยังไม่มีอาวั่ง การซักผ้าและทำอาหารในบ้านสิ่งใดเล่าที่เขาไม่ได้ทำ การเตรียมอาหารเช้าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เขาเองก็ชำนาญอยู่แล้ว
อาวั่งมองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่านายท่านใหญ่ของเขาทำได้จริงๆ จึงไปที่โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ จูงเหล่าหวงออกมาแล้วไปรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านตามคำสั่ง
การก่อสร้างถนนคืบหน้าอย่างรวดเร็วมาก บัดนี้สร้างเสร็จไปเก้าส่วนแล้ว เหลือเพียงส่วนสุดท้ายเล็กน้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนเข้าสู่เดือนเก้า
อาวั่งทำงานน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้นายท่านใหญ่ของตนพลาดการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในทันทีจึงใช้เวลาสองเค่อขี่ม้ามาถึงทางแยกหมู่บ้านเซี่ยเหอ ปล่อยม้าให้กินหญ้าไปพลาง ส่วนตนก็เฝ้ามองถนนไปพลาง
ตลอดทั้งเช้า อาวั่งพาเหล่าหวงเล็มหญ้าริมฝั่งแม่น้ำหมู่บ้านเซี่ยเหอจนหมด จนกระทั่งดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเล็กน้อย เขาจึงพาเหล่าหวงมาที่ถนนใหญ่ ทอดสายตามองไปยังถนน
จากเวลาออกเดินทางที่ฮูหยินได้แจ้งไว้ในจดหมาย พอจะคาดคะเนเวลาที่คณะของตระกูลฉีจะเดินทางมาถึงโดยประมาณได้ว่าน่าจะอยู่ในช่วงบ่ายนี้
ทว่าปกติแล้วเขาไม่ชอบที่จะเสียเวลาชี้แจงกับนายท่านใหญ่จึงได้แต่ทำตามคำสั่งของเขาด้วยการมาถึงเสียแต่เนิ่นๆ
หากอิงตามความคิดของอาวั่ง เพียงแค่หลังยามอู่เล็กน้อย นายท่านใหญ่ขี่ม้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอก็น่าจะสามารถเห็นขบวนของตระกูลฉีที่เดินทางมาจากตัวเมืองได้พอดี
นายน้อยจากตระกูลใหญ่ออกเดินทางอย่างไม่เป็นทางการ อย่างน้อยก็ต้องมีผู้คุ้มกันอย่างน้อยสิบคน เพิ่มด้วยเด็กรับใช้ข้างกายที่คอยรับใช้นายอย่างใกล้ชิดอีกคน สาวใช้อีกคน และสารถีอีกสองคน รวมกันแล้วประมาณยี่สิบคน ขบวนเดินทางที่ใหญ่โตเอิกเกริกถึงเพียงนี้ ยามปรากฏตัวย่อมต้องดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างทั้งหมด
เสียงอึกทึกครึกโครมของชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอพลันดังขึ้นในหู อาวั่งที่กำลังใช้กิ่งไม้เกาหลังให้ม้าอยู่ใต้ต้นไม้จึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องถนน
เห็นเพียงผู้คุ้มกันสองกลุ่มขี่ม้าสูงใหญ่กำลังอารักขารถม้าคันงามที่ทาด้วยสีดำสนิทและวาดลวดลายขอบทองไว้ตรงกลาง เคลื่อนตัวมายังทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างช้าๆ
ครั้นเมื่อถึงทางแยกปากทางเข้าหมู่บ้าน หนึ่งในผู้คุ้มกันที่เป็นหัวหน้าก็โบกมือให้ขบวนหยุดแล้วลงจากหลังม้าเพื่อสอบถามเส้นทางกับชาวบ้าน
“ท่านป้า ขอเรียนถามว่า หากจะไปหมู่บ้านตระกูลหลิว ต้องใช้เส้นทางใดหรือ”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ในใจของอาวั่งก็บังเกิดความมั่นใจขึ้นมาทันที
แต่ทว่าระหว่างทางที่เร่งม้ากลับเข้าหมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าว เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดในใจอยู่หลายครั้งหลายครา คาดไม่ถึงเลยว่านายท่านใหญ่ของบ้านตนที่ดูราวกับเป็นเพียงของประดับกลับสามารถเชิญมหาบัณฑิตมาได้จริงๆ!
นี่เป็นครั้งแรก ที่ความคิดของอาวั่งซึ่งมองว่านายท่านใหญ่ของตนเป็นเพียงของประดับนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย
บางที… อาจจะ… หรือว่า… โชคดีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเช่นกัน
ทันทีที่อาวั่งขี่ม้าเข้ามาในหมู่บ้าน หลิวจี้และบุตรทั้งห้าคนที่ยืนชะเง้อมองอยู่ที่ลานหน้าประตูบ้านตลอดทั้งเช้าจนสิ้นเรี่ยวแรงแล้วก็พลันมีชีวิตชีวากลับมาในทันใด
ฉินเหยาซึ่งนอนพักกลางวันอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในลานบ้านก็หูผึ่งขึ้นเล็กน้อย นางรีบลืมตาขึ้นในทันทีและตะโกนไปยังนอกลานบ้านด้วยความมั่นใจว่า “อาวั่งกลับมาแล้ว”
หลิวจี้มองเห็นคนที่อยู่บนหลังม้าได้ชัดเจนแล้วจึงรีบพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว ใช่แล้ว เป็นอาวั่ง”
อาวั่งควบม้ามาจนถึงหน้าประตูบ้านอย่างรวดเร็ว กระตุกบังเหียนแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าหลิวจี้ ท่วงท่าทั้งหมดราบรื่นเป็นหนึ่งเดียวกัน เขารายงานว่า
“นายท่านใหญ่ เมื่อสองเค่อก่อนพบขบวนรถม้าของตระกูลฉีที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเหอขอรับ บัดนี้น่าจะกำลังเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านแล้ว ท่านไปให้การต้อนรับในตอนนี้ ก็น่าจะพบกันที่กลางทางพอดี”
พอหลิวจี้ได้ฟังหัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ เขารีบวิ่งเข้าไปในลานบ้าน “เมียจ๋า เจ้าว่าข้าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไม่ พวกเราจะขี่ม้าไปหรือนั่งรรถม้าไปดี”
“พวกเราหรือ” ฉินเหยาลุกจากเก้าอี้เอนแล้วเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นหลิวจี้มีสีหน้าจริงจังจึงเริ่มรู้สึกถึงความเร่งด่วนในการต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจะมาถึง
สิ่งที่ควรเตรียมก็ยังคงต้องเตรียม พวกเขาอุตส่าห์มาเยือนสักครั้ง จะปล่อยให้แขกรู้สึกว่าถูกละเลยไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
เพียงแต่ สองสามีภรรยาผู้ใจใหญ่ไม่ใคร่จะทุกข์ร้อนคู่นี้จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้เตรียมการใดๆเลย ส่วนขนมไหว้พระจันทร์และน้ำชาที่วางไว้ในห้องโถงเพื่อรับรองแขกนั้นไม่นับ
ฉินเหยาพลันนึกถึงปัญหาสำคัญขึ้นมาได้จึงโบกมือเป็นสัญญาณให้หลิวจี้พาเด็กๆไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดูดีขึ้น ส่วนตนเองกลับเข้าห้องไปหยิบเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวหนึ่งมาสวมทับ คว้าปิ่นปักผมที่เด็กๆเคยมอบให้ขึ้นมา ขณะกำลังมวยผมก็เรียกหาอาวั่ง
“ฮูหยินมีสิ่งใดจะสั่งการหรือขอรับ” อาวั่งรีบวิ่งเหยาะๆมาที่ลานบ้านทันที
ฉินเหยาเอ่ยถามว่าอีกฝ่ายมากันกี่คน อาวั่งตอบตามจริงว่า “มีผู้คุ้มกัน เด็กรับใช้ข้างกาย สาวใช้ สารถี แล้วก็ยังมีคุณชายน้อยตระกูลฉีและกงเหลียงเหลียว รวมทั้งหมดทั้งคณะเดินทางก็มียี่สิบคนขอรับ”
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก มองสบตากับห้าพ่อลูกที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้อง ห้าพ่อลูกก็ผงะไปอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านแม่ บ้านของพวกเรามิอาจจุคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ได้นะขอรับ” ต้าหลางกล่าวเตือนด้วยความตกใจ
หลิวจี้เกาศีรษะแกรกๆ “ข้าก็นึกว่ารวมสารถีและผู้คุ้มกันแซ่สือผู้นั้นแล้ว อย่างมากก็มีเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น ยังคิดว่าจะให้ท่านอาจารย์พักอยู่ที่บ้านของพวกเราแล้วให้ฉีเซียนกวนและบรรดาผู้คุ้มกันกับสารถีของเขาพักอยู่ที่บ้านว่างในหมู่บ้านเป็นการชั่วคราว…”
ก็มิแปลกที่เขาจะคิดเช่นนั้น อย่างไรเสียสำหรับสามัญชนคนธรรมดาแล้ว การเดินทางใกล้ๆเพียงครั้งเดียว มีแค่สารถีขับรถม้ากับมีผู้คุ้มกันอีกสักคนก็นับว่าเพียงพอแล้ว
หาได้รู้ไม่ว่า คุณชายตระกูลใหญ่ยามออกนอกบ้าน แม้จะนำคนสิบเจ็ดสิบแปดคนติดตามไปก็นับว่าถ่อมตนมากแล้ว
ขนาดหลิวจี้ซึ่งเป็นคนในยุคนี้เองยังคาดคิดไม่ถึง ฉินเหยาผู้มาจากยุควันสิ้นโลกยิ่งมิอาจคาดคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ ในยุคของพวกนางนั้น หาได้มีผู้ใดออกนอกบ้านแล้วยังพาระบบพ่อบ้านทั้งชุดติดตามไปด้วยไม่
หรืออาจจะมีบ้าง ทว่านั่นก็เกินกว่าขอบเขตที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้แล้ว
เรื่องเร่งด่วนในยามนี้ คือต้องรีบหาที่พักให้คนกลุ่มนี้เสียก่อนจึงจะดี
ฉินเหยาตัดสินใจแบ่งกำลังเป็นสองทาง ให้หลิวจี้นำเหล่าเด็กๆขับรถม้าไปรับคนที่กลางทาง
ส่วนนางจะไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอใช้บ้านว่างสักสองหลัง ครั้นถึงเวลาก็ให้หลิวจี้นำคนเหล่านั้นกลับมากินข้าวที่บ้านก่อน ส่วนนางจะฉวยโอกาสนี้ เรียกทุกคนที่เรือนเก่ามาช่วยกันทำความสะอาดห้องให้เร็วที่สุด
“อาวั่ง เจ้าอย่าลืมเตรียมสำรับอาหารสามโต๊ะ เอาตามมาตรฐานที่เรากินกันอยู่ทุกวันก็พอ”
ก่อนออกจากบ้าน ฉินเหยาก็กำชับอาวั่ง
อาวั่งพยักหน้ารับคำ ฉินเหยาไว้วางใจเขามาก นางแย้มยิ้มบางเบาพลางเรียกเด็กทั้งสี่ให้ขึ้นรถม้าที่หลิวจี้เพิ่งเตรียมเสร็จ
ครั้นเมื่อแยกกันที่หน้าประตูเรือนเก่า หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างซาบซึ้งใจแล้วเอ่ยว่า “เมียจ๋า โชคดีที่มีเจ้าอยู่ มิเช่นนั้น วันนี้ข้าคงไม่รู้จะทำเช่นไรแล้วจริงๆ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง ส่งสัญญาณให้เขาหยุดพูดไร้สาระ อย่าลืมภารกิจสำคัญ “รีบไปเถิด หากช้ากว่านี้คนเหล่านั้นคงเข้าหมู่บ้านมาแล้ว พวกเจ้าจะไปรับหรือไม่รับก็ไร้ความหมายแล้ว”
แม้รู้ว่าสตรีร้ายกาจผู้นี้จะต้องรังเกียจเป็นแน่ แต่หลิวจี้ก็ยังคงประสานหมัดคารวะนางอย่างหนักแน่นเพื่อแสดงความขอบคุณแล้วจึงขับรถม้าพาเด็กๆ มุ่งหน้าไปต้อนรับคณะของกงเหลียงเหลียว
ฉินเหยาหัวเราะอย่างไม่เชื่อสายตา “ดูท่าแล้วตำราที่อ่านไปไม่ได้เสียเปล่า เจ้าสารเลวหลิวสามนั่นรู้มารยาทกับเขาเป็นแล้ว”
ตอนที่ 318: ธรรมชาติบริสุทธิ์
ที่เรือนเก่า บุรุษทั้งหลายต่างตามขบวนรถม้าไปยังเมืองหลวงของมณฑลแล้ว เหลือเพียงหลิวเหล่าฮั่นและหลิวจ้งสองคน
หลิวจ้งปลีกตัวจากโรงงานไม่ได้ ส่วนหลิวเหล่าฮั่นตอนนี้ไม่รู้ว่ากำลังพรวนดินอยู่ที่นาผืนไหน ไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย หากให้เขาอยู่เฉยๆ คงรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว ดังนั้นกินมื้อเช้าเสร็จก็แบกจอบเตรียมออกไปทำงาน
เมื่อฉินเหยาเข้ามาในลานบ้าน ในลานนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงแผ่วเบาดังมาเท่านั้น
นางเหอและนางชิวเพิ่งกลับมาจากโรงงานเครื่องเขียน คนหนึ่งกำลังลงน้ำยาซักเสื้อผ้าอยู่ในลานบ้าน อีกคนกำลังรับบุตรชายจากมือของนางจางมาเพื่อเตรียมกล่อมเขาให้หลับ จากนั้นนางจะได้ไปปั่นด้ายทอผ้าล้วนแต่ไม่มีใครว่างเลย
นางจางที่เพิ่งส่งต้าเหมาที่กำลังซุกซนคืนให้มารดาของเขาก็มิได้พักผ่อนแม้แต่น้อย หยิบไม้ทุบผ้ามาทุบเปลือกถั่วเหลืองที่ตากจนกรอบอยู่ใต้ชายคา
การมาเยือนอย่างกะทันหันของฉินเหยาทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน นางจางเอ่ยถามว่า “ที่บ้านขาดผักหรือ”
นางเหอค่อนข้างรู้ข่าวสารดีกว่าผู้อื่นจึงเอ่ยถามอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “น้องสะใภ้สาม เมื่อเช้าเจ้ารองออกไปซื้อของ เห็นอาวั่งบ้านเจ้าไปนั่งยองๆ ชะเง้อมองอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเหอ กำลังรอผู้ใดอยู่รึ”
ต้าเหมาถูกนางชิวกล่อมจนเคลิ้มจะหลับแล้ว ฉินเหยากลัวว่าจะทำให้เด็กน้อยที่เอาใจยากผู้นี้ตื่นจึงลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “บ้านข้ากำลังจะมีแขกผู้สูงศักดิ์สองท่านมาเยือน ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ข้าต้องการให้พวกท่านช่วยหน่อย”
เวลากระชั้นชิด นางจึงไม่คิดจะอ้อมค้อม บอกไปตรงๆว่าผู้ที่มาเป็นใคร มีกี่คนและอาจจะต้องพักอยู่นานแค่ไหน
ยังไม่ทันที่แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามคนจะทันย่อยข่าวที่ว่ามหาบัณฑิตจะมาเป็นแขกที่บ้านเจ้าสาม ฉินเหยาก็วางต้าเหมาที่หลับแล้วลงในเปล ให้นางจางช่วยดูแลแล้วดึงพี่สะใภ้ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านอย่างรวดเร็ว
พอมาถึงกลางทาง นางชิวจึงเพิ่งได้สติ ร้องอุทานออกมาว่า “สวรรค์!” แล้วเอ่ยถามอย่างตกประหม่า “มหาบัณฑิตนั่นเป็นขุนนางใหญ่มากหรือไม่ พวกเราพบเขาแล้วต้องคุกเข่าหรือไม่”
นางเหอได้ยินดังนั้นก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นดวงตาก็เป็นประกาย คว้าแขนฉินเหยาแล้วถามกลับว่า “เหยาเหนียง บ้านเจ้ากำลังจะรุ่งเรืองแล้วนะ เจ้าสามผู้นั้นตอนนี้ถึงกับสามารถสร้างสัมพันธ์กับขุนนางใหญ่ถึงเพียงนี้ได้แล้ว เช่นนั้นมิใช่ว่าจะสอบจวี่เหรินได้ในเร็ววันหรอกหรือ”
ส่วนพวกจอหงวน ปั้งเหยี่ยน หรือทั่นฮวาอะไรนั่น เป็นเพียงเรื่องในบทงิ้วเท่านั้น นางเหอไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องจริง
ฉินเหยาค่อยๆดึงมือของนางเหอลงอย่างใจเย็นแล้วกำชับคนทั้งสองว่า “ไม่ใช่ขุนนาง ไม่ต้องคุกเข่า แล้วก็อย่าไปเดินป้วนเปี้ยนต่อหน้าพวกเขา ในภายหน้าหากมีผลประโยชน์อันใด ย่อมต้องแบ่งปันให้พี่สะใภ้ทั้งสองอยู่แล้ว”
แน่นอนว่า เงื่อนไขคือต้องมีผลประโยชน์จริงๆ!
ฉินเหยาเป็นคนใจกว้าง นางเหอรู้ดีแก่ใจจึงรับประกันซ้ำๆให้นางวางใจ นางจะทำเฉพาะสิ่งที่ฉินเหยาสั่งให้ทำเท่านั้น
ในใจลอบคิดว่า ได้ยินคำพูดนี้ของเหยาเหนียง นางก็สามารถออกแรงช่วยได้อย่างสบายใจแล้ว!
นางเหอเบื่อหน่ายกับพวกที่ดีแต่พูดไม่ทำที่สุดและเกลียดพวกที่ใช้งานผู้อื่นราวกับเป็นคนโง่แต่กลับไม่ให้ผลประโยชน์ที่สุดเช่นกัน
ตอนนี้นางชื่นชอบฉินเหยาสุดหัวใจ แม้ว่ายามปกติฉินเหยาจะพูดจาไม่ไว้หน้าใครเลยแม้แต่น้อย แต่หากมีผลประโยชน์ นางก็ให้จริงๆ!
นางชิวมีปฏิกิริยาต่อเรื่องเหล่านี้ช้ากว่าเล็กน้อย เมื่อได้ยินฉินเหยากำชับเช่นนี้จึงคาดเดาว่าแขกผู้สูงศักดิ์เหล่านี้คงไม่ชอบสุงสิงกับพวกคนบ้านนอกจึงรับคำอย่างระมัดระวัง ทั้งยังบอกว่าจะกำชับลูกๆที่บ้านไม่ให้ทำอะไรล่วงเกินแขกผู้สูงศักดิ์
ฉินเหยามองพี่สะใภ้ทั้งสองข้างกายนางแล้วลอบพึงพอใจในใจ
ไม่ว่าพวกนางจะมีความคิดเล็กๆน้อยๆอย่างไร แต่ขอเพียงเชื่อฟังคำพูดของนางก็ย่อมมีผลประโยชน์ให้แน่
สะใภ้ตระกูลหลิวทั้งสามคนมาปรากฏตัวพร้อมกันต่อหน้าทำให้ผู้ใหญ่บ้านชราตกใจเป็นอย่างมาก นึกว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจนต้องมาหาเขาให้ช่วยตัดสินความ
พอได้ฟังจุดประสงค์ในการมาของฉินเหยา ดวงตาของผู้ใหญ่บ้านก็เบิกกว้างขึ้นทันที กล้องยาเส้นในมือหล่นลงพื้นดัง “แกร๊ง” ประกายไฟกระเด็นจนเกือบจะไหม้รองเท้าฟางบนเท้าของเขา
ผู้ใหญ่บ้านเก็บกล้องยาเส้นขึ้นมาแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าบอกว่าจะมีมหาบัณฑิตมาพักที่หมู่บ้านของพวกเราชั่วคราวงั้นรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า
ผู้ใหญ่บ้าน “มหาบัณฑิตอยู่ระหว่างทางแล้วรึ”
ฉินเหยามองดูสีของท้องฟ้า “อีกประมาณครึ่งชั่วยามก็จะถึงปากทางเข้าหมู่บ้านของเราแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านสูดลมหายใจเข้าลึกๆสองครั้ง ขอให้เขาได้ตั้งสติก่อน…
ครึ่งเค่อต่อมา ผู้ใหญ่บ้านก็วางกล้องยาเส้นลงบนโต๊ะอย่างลวกๆ แล้วกวักมือเรียกฉินเหยาทั้งสามคน ก่อนจะนำพวกนางไปเลือกบ้านด้วยตนเอง
แต่ล้วนเป็นบ้านที่ผุพังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ มิเช่นนั้นคงไม่ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้
และหลังเดียวที่ดูพอใช้ได้ก็คือบ้านบรรพบุรุษของหลิวต้าฝู แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มีคนงานสร้างถนนพักอาศัยอยู่ พวกเขาอยู่กันมานานแล้ว จะไปขับไล่คนออกไปตอนนี้ก็คงไม่ดีนัก
ผู้ใหญ่บ้านถามอย่างไม่แน่ใจ “เหยาเหนียง เจ้าคิดจะให้มหาบัณฑิตผู้สูงศักดิ์พักในที่แบบนี้จริงๆรึ พวกเขาจะไม่โกรธเอารึ”
นั่นคือมหาบัณฑิตเชียวนะ ให้พวกเขาพักในบ้านเก่าที่หลังคารั่วผนังสีลอกเช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว
ถ้าเกิดว่า เขาหมายถึงถ้าเกิดว่า คืนนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา มหาบัณฑิตอาจจะกลับสู่แดนสุขาวดีก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้
ฉินเหยาสำรวจบ้านเก่าเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ในที่สุดก็เลือกหลังที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและมีทิวทัศน์หน้าประตูสวยที่สุด
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน อยู่บนเนินเขาตรงข้ามบ้านของนางพอดี หน้าประตูไม่มีภูเขาใหญ่บดบัง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ทั้งหมดของหมู่บ้านได้ในคราเดียว ทัศนียภาพดีเยี่ยม
เมื่อถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง เพียงเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา ทิวทัศน์งดงามไร้ที่ติ
อีกทั้งยังตั้งอยู่ในส่วนลึกของหมู่บ้าน มีผู้คนน้อย เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนโดยไม่มีผู้ใดมารบกวน
ประกอบกับอยู่ใกล้ลำธาร มีทั้งภูเขาและสายน้ำ ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วก็นับเป็นสถานที่ที่เป็นมงคล
สิ่งเดียวที่ไม่ดีก็คือบ้านหลังนี้ขาดการซ่อมแซมมานาน…อ้อ ไม่ใช่สิ ควรจะกล่าวว่าถูกทิ้งร้างมานานแล้ว วัชพืชขึ้นรกไปทั่ว ยุงแมลงหนูมดซ่อนตัวอยู่ข้างใน เกรงว่าคงจะสร้างรังกันเป็นร้อยๆรังแล้ว
อีกทั้งกำแพงลานบ้านก็พังทลายไปนานแล้ว เหลือเพียงฐานกำแพงหิน ห้องหลายห้องในลานบ้านนั้นก็โปร่งแสงเป็นอย่างดี หลังคาที่มุงด้วยหญ้าคาก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“เอาที่นี่แหละ” ฉินเหยาเท้าสะเอว ชี้นิ้วอย่างมั่นใจ พลางส่งสัญญาณให้ผู้ใหญ่บ้านนำกุญแจมาให้นาง
ผู้ใหญ่บ้านยืนยันอีกครั้ง “ถ้าอย่างไรให้ข้าไปสอบถามแต่ละบ้านในหมู่บ้านดูว่ามีบ้านใดพอจะว่างอยู่บ้าง ให้คนไปพักก่อนชั่วคราว ดีหรือไม่”
เขากลัวจริงๆ กลัวว่าหากมหาบัณฑิตเป็นอะไรไป ชีวิตของคนทั้งตระกูลหลิวจะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
แต่ฉินเหยาตบหน้าอกรับความเสี่ยงไว้แต่เพียงผู้เดียว “ผู้ใหญ่บ้านท่านวางใจเถิด บ้านเป็นข้าที่จัดหาให้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นก็ย่อมเป็นข้าที่ต้องรับผิดชอบ จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนในตระกูลแม้แต่คนเดียว”
“อีกอย่าง ข้าเลือกบ้านหลังนี้ก็ยังมีจุดประสงค์อื่น มหาบัณฑิตเหล่านั้นมีของดีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น พวกเราอยากจะสร้างความประทับใจ ก็ต้องมีอะไรที่แตกต่างจากในเมือง ของป่าของทะเลกินจนเบื่อแล้ว มิสู้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นของธรรมชาติบริสุทธิ์ดูบ้าง”
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามอย่างสงสัย “อะไรคือธรรมชาติบริสุทธิ์หรือ”
ฉินเหยาอธิบาย “ก็คือสิ่งที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ รสชาติดั้งเดิม”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอีกแล้ว
เขารู้สึกว่าคำพูดของฉินเหยานั้นก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เพียงแต่…
“วัชพืชเหล่านี้เผาทิ้งได้ แต่หลังคานี่สิ กลางคืนอากาศหนาวเย็น หากทำให้แขกผู้สูงศักดิ์หนาวจนเป็นอะไรไป นี่…นี่…”
ฉินเหยากล่าวว่า “ท่านอย่ากังวลเลย แขกผู้สูงศักดิ์ย่อมต้องพักที่บ้านของข้าอยู่แล้ว บ้านหลังนี้เพียงจัดเตรียมไว้ให้บ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันที่ติดตามมาเข้าพัก ต่อให้แขกผู้สูงศักดิ์อยากจะมา ข้าก็จะห้ามไว้ รอจนกว่าบ้านจะปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะเชิญพวกเขาเข้าพัก”
“ปรับปรุง?” ผู้ใหญ่บ้านจับประเด็นสำคัญได้ แต่ความคิดของฉินเหยานั้นมักจะคาดเดายาก เขาเดาได้เพียงว่านางต้องมีความคิดใหม่ๆอะไรบางอย่างแน่นอน แต่จะเป็นอะไรนั้น เขาตามไม่ทัน
ดังนั้นจึงแสร้งขมวดคิ้ว ให้ฉินเหยาอธิบายมาดีๆ หากไม่พูด เขาก็จะไม่ให้กุญแจดอกนี้กับนาง
ตอนที่ 319: หลิวจี้คารวะศิษย์พี่
เรื่องนี้หากจะให้พูดก็คงจะยาว
ฉินเหยาอธิบายอย่างง่ายๆ “ข้ากำลังคิดว่า ในหมู่บ้านมีที่ดินว่างเปล่าและบ้านร้างมากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดพวกเราไม่นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เล่า”
“หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเรามีภูเขามีสายน้ำ ทิวทัศน์สี่ฤดูล้วนงดงามยิ่งนัก บัดนี้ถนนหนทางก็ซ่อมแซมดีแล้ว การคมนาคมก็สะดวกสบาย เหตุใดไม่สร้างแดนสุขาวดีให้ผู้คนเล่า”
“หากต้องการจะรั้งคนไว้ การกินอยู่เดินทางต้องพร้อมสรรพทุกด้าน การเดินทางพวกเรามีแล้ว แต่ที่พักและอาหารยังขาดอยู่ และของเก่าที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่าเหล่านี้กับที่ดินว่างเปล่าซึ่งมีทิวทัศน์งดงามเหมาะแก่การชมทิวทัศน์ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้พอดี”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็มิได้กล่าวอันใดต่อ นางฉวยกุญแจที่ผู้ใหญ่บ้านทำท่ายึกยักไม่ยอมให้มาไขประตูใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์แล้วออก
ผู้ใหญ่บ้านยื่นมือออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ยังไม่ทันจะได้กุญแจคืน ประตูไม้เก่าก็ค่อยๆเปิดออก ส่งเสียงแหลมเสียดหู
เมื่อมองดูกำแพงลานบ้านทั้งสองข้างที่พังทลายลงหมดแล้ว นางชิวและนางเหอต่างสบตากัน ในใจคิดว่า กุญแจดอกนี้จะมีหรือไม่มี แท้จริงแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
สองสะใภ้ก้าวขาข้ามกำแพงที่พังทลายเข้าไปในลานบ้านที่เต็มไปด้วยวัชพืช
ผู้ใหญ่บ้านเห็นพวกนางทั้งสามมิได้กล่าววาจาไร้สาระแม้แต่ครึ่งคำ ก้มหน้าก้มตาเริ่มถางหญ้าก็รู้ว่าตนเองอยู่ตรงนี้ก็เกะกะจึงส่ายหน้าอย่างจนใจ เอามือไพล่หลังเดินกลับเข้าไปที่หมู่บ้าน ตั้งใจจะไปหาคนมาช่วยเพิ่ม
เรื่องการปรับปรุงที่ดินที่ฉินเหยากล่าวเมื่อครู่ ชายชรามิได้แสดงความคิดเห็นแม้แต่ประโยคเดียว ทว่าการกระทำแสนกระตือรือร้นอย่างเรียกคนมาช่วยในยามนี้กลับแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นและการสนับสนุนในใจของเขา
เขาหวังยิ่งกว่าใครว่าทั้งหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยโอกาสไม่สิ้นสุดต่อไป
และโรงงานเครื่องเขียนเพียงแห่งเดียว เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถรักษาสภาพนี้ไว้ได้นาน
เมื่อครั้งยังไม่เคยกินของดี จะใช้ชีวิตอย่างลวกๆก็ยังพอทนได้
แต่บัดนี้พวกเขาได้ลองใช้โรงโม่น้ำแล้ว ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการบ่มเพาะอย่างพิถีพิถันแล้ว ทั้งยังสร้างโรงงานเครื่องเขียน รับผู้อพยพมาซ่อมแซมถนนหนทางในหมู่บ้าน เฝ้ามองดูชีวิตที่ดีขึ้นวันต่อวัน หมู่บ้านที่คึกคักขึ้นทีละน้อยแล้วจะทนให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร
ผู้ใหญ่บ้านก้าวขาชราคู่นั้น วิ่งราวกับเหาะไปทั่วหมู่บ้าน พอเจอคนว่างงานคนหนึ่งก็ให้คนผู้นั้นไปหาฉินเหยาที่ท้ายหมู่บ้านทันที
ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาแม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เมื่อได้ยินว่าให้ไปหาฉินเหยาก็ยังคงทำตามคำกำชับของผู้ใหญ่บ้าน นำเครื่องมือไปหานางอย่างกระตือรือร้น เห็นได้ชัดว่าฉินเหยานั้นมีบารมีในหมู่บ้านมากเพียงใด
เมื่อมีคนมาช่วยแล้ว การเก็บกวาดบ้านร้างก็รวดเร็วยิ่งขึ้น ฉินเหยาสามารถหยุดพักเพื่อคิดได้ว่าคืนนี้บ้านที่ไม่มีหลังคาเช่นนี้จะให้คนอยู่อย่างไร
นางมาจากยุคสิ้นโลก มีประสบการณ์ในการดัดแปลงซากปรักหักพังให้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นอย่างดี ทว่าในยุคโบราณไม่มีวัสดุที่สะดวกสบายอย่างพลาสติกหรือโฟม ฉินเหยาจึงคว้ามีดพร้าแล้วมุ่งหน้าไปยังพงหญ้าริมฝั่งแม่น้ำ…
การปรับปรุงบ้านเก่าทางนี้กำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่ อีกด้านทางฝั่งของหลิวจี้ก็ได้นำเด็กสี่คนขับรถม้าไปรับคณะของตระกูลฉีแล้ว
คิดไม่ถึงว่าหลิวจี้จะมาได้ทันท่วงทีถึงเพียงนี้ ฉีเซียนกวนมุดออกมาจากตัวรถม้าพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หลิวจี้ เจ้าทราบได้อย่างไรว่าพวกเราจะมาถึงในเวลานี้”
หลิวจี้เรียกให้เด็กๆลงมาจากรถเพื่อมาคารวะท่านอาจารย์
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอย่างเหนื่อยล้าของกงเหลียงเหลียวดังมาจากในตัวรถม้า ยืนยันได้ว่าคนที่เขาคิดถึงมาถึงแล้วจริงๆ หลิวจี้จึงวางใจลงได้ในที่สุด ยิ้มพลางตอบฉีเซียนกวนว่า
“คุณชายน้อยฉี ในจดหมายมีวันออกเดินทางระบุไว้ เพียงแค่ตั้งใจคำนวณสักหน่อยก็จะทราบได้ว่าท่านอาจารย์จะมาถึงก่อนพลบค่ำของวันนี้”
ซื่อเหนียงแอบกลอกตาในใจ นี่มันอาวั่งเป็นคนคำนวณออกมาชัดๆ ท่านพ่อช่างรู้จักยกความดีความชอบให้ตนเองเสียจริง
ฉีเซียนกวนเหลือบมองสี่พี่น้องแวบหนึ่ง เขามองดูป่าเขาเขียวขจีสองข้างทาง ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า
“หลิวจี้ นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกว่าทิวทัศน์งดงาม ภูเขาสวยน้ำใส?”
ตลอดทางที่เดินทางมานี้ เขาเพียงรู้สึกว่าหนทางช่างลำบาก ทิวทัศน์ก็ธรรมดาสามัญยิ่งนัก แม้ว่านานๆครั้งจะมีทิวทัศน์เล็กๆที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียงที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ นี่ไม่นับว่าเป็นอะไรได้เลย
หลิวจี้ส่งสัญญาณบอกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน “ของดีโดยทั่วไปมักจะอยู่ท้ายสุด”
แล้วยังกล่าวกับสือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆอย่างเข้าอกเข้าใจว่า “ตลอดทางมานี้ทุกท่านลำบากแล้ว ต่อไปให้ข้านำทางเอง สหายทั้งหลายพักผ่อนเสียหน่อยเถิด”
สือโถวมองไปยังฉีเซียนกวน เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าเขาจึงประสานหมัดกล่าวว่า “เช่นนั้นก็รบกวนคุณชายหลิวแล้ว!”
“เกรงใจแล้ว เกรงใจแล้ว” หลิวจี้รีบส่ายหน้า ให้เด็กสี่คนกลับไปที่รถม้า ส่วนตนเองเดินมาที่นอกรถม้าของตระกูลฉีเพียงลำพังแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ท่านอาจารย์ ข้างหน้ามีน้ำพุบนภูเขาที่ใสสะอาดเย็นชื่นใจยิ่งนัก ท่านอยากจะหยุดพักเพื่อลิ้มลองสักหน่อยหรือไม่ขอรับ”
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของกงเหลียงเหลียวปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิวจี้ หลิวจี้พลันยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว กล่าวอย่างหน้าไม่แดงใจไม่สั่นว่า
“ท่านอาจารย์ นับแต่จากกันคราก่อน ศิษย์ก็เฝ้ารอให้ท่านมา วันนี้ความปรารถนาเป็นจริงแล้ว รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน”
ว่าพลางยื่นหน้าเข้าไปให้กงเหลียงเหลียวหยิกเขาดูทีหนึ่งว่าเจ็บหรือไม่
ฉีเซียนกวนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อยที่เสนอตัวจะติดตามท่านอาจารย์มาดู ‘คนผู้แสนจริงใจ’ ที่ถามวันละสามครั้งว่า ‘ท่านอาจารย์อยู่หรือไม่’ ผู้นี้
และที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ท่านอาจารย์ที่ปกติแล้วไม่ค่อยยิ้มแย้ม กลับงอนิ้วขึ้นมาหยิกหน้าหลิวจี้อย่างแรงจริงๆ แล้วกล่าวอย่างหยอกล้อว่า “เจ้าเด็กเหลือขอนี่ ช่างหน้าหนานัก!”
หลิวจี้ร้องโอดโอย รีบกุมหน้าที่ถูกหยิกจนเจ็บแล้วหลบไป มิได้ถือสาเลยแม้แต่น้อยที่ท่าทีน่าอับอายของตนถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้ามหาบัณฑิต ทั้งยังทำหน้าทำตาล้อเลียนอีกด้วย
กงเหลียงเหลียวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆเสียงดัง ชี้ไปที่เขาแล้วกล่าวว่า “ตลอดทางที่มานี้ เพียงรู้สึกน่าเบื่อ วันนี้ได้พบเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้พลันรู้สึกว่าป่าเขาธรรมดาสามัญเบื้องหน้านี้ก็ดูแปลกใหม่ขึ้นมาก”
หลิวจี้กุมหน้าตนเองแล้วหัวเราะตามไปด้วย “อาจารย์ พวกเราไปกันเถอะ ไปลิ้มลองน้ำพุบนภูเขา”
ทันทีที่คำว่า ‘อาจารย์ ’ สองคำนี้หลุดออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของกงเหลียงเหลียวก็หุบลงไป
ฉีเซียนกวนยืนขึ้นบนคานลากรถม้าเต็มตัว จ้องมองหลิวจี้อย่างตกตะลึงแล้วรีบหันกลับไปมองสีหน้าของกงเหลียงเหลียว
ผู้ติดตามทุกคนต่างก็กลั้นหายใจ บรรยากาศที่เมื่อครู่ยังรื่นเริงอย่างยิ่ง ในชั่วพริบตาก็กลับกลายเป็นน่าอึดอัด
พวกต้าหลางสี่พี่น้องแยกกันนั่งเป็นคู่ๆ เกาะอยู่ที่หน้าต่างรถม้าแล้วมองดูท่านพ่ออย่างประหม่า รู้สึกว่าเขาเผยจุดประสงค์เร็วเกินไป กังวลว่าจะได้ผลตรงกันข้าม ทำให้มหาบัณฑิตโกรธ
บรรยากาศที่น่าอึดอัดนั้น ตัวหลิวจี้เองทำราวกับไม่รับรู้ เขาราวกับมีวิชาเซียน หยิบน้ำเต้าออกมาจากด้านหลังเอวแล้วเขย่าเบาๆ สุราข้างในก็ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง
รอยยิ้มที่หุบไปของกงเหลียงเหลียวเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง “ฮ่าๆๆ เจ้าตัวดี! เขียนจดหมายมาหลอกล่อให้ผู้เฒ่าคนนี้มาถึงที่นี่ ที่แท้ก็อยากจะกราบเป็นศิษย์ของข้าให้ได้!”
ปากกล่าวตำหนิ ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใครๆก็ดูออกว่า ชายชราผู้นี้ดีใจจริงๆ การตำหนิเป็นเพียงการเสแสร้ง
ให้สีเขาสามส่วน หลิวจี้ก็สามารถเปิดโรงย้อมผ้าได้ เขาโค้งตัวลง คารวะฉีเซียนกวนที่ยืนอยู่บนคานลากรถม้าอย่างจริงจัง “หลิวจี้คารวะศิษย์พี่!”
ฉีเซียนกวนตกใจจนถอยกรูดไปหลายก้าว โชคดีที่สารถีช่วยพยุงไว้ทัน มิเช่นนั้นคงได้ตกจากรถม้าไปแล้ว
หลิวจี้ไม่เปิดโอกาสให้ศิษย์พี่ตัวน้อยได้เอ่ยปาก อุ้มคนผู้นั้นวางลงบนรถม้าของตนเองแล้วถือโอกาสกล่าวกับสือโถวว่า “รบกวนแบ่งสารถีมาให้ข้าคนหนึ่ง ข้าเห็นว่าศิษย์พี่อายุไล่เลี่ยกับลูกๆของข้า คิดว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันคงจะสนุกกว่า ส่วนอาจารย์ให้ข้าเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเถิด”
กล่าวจบก็มุดตัวเข้าไปในรถม้าของตระกูลฉีอย่างรวดเร็วแล้วหยิบจอกสุราออกมาอีกสองจอกราวกับเล่นกล ดื่มสุรากับอาจารย์เล็กน้อยพลางชมทิวทัศน์
กงเหลียงเหลียวจู่ๆก็รู้สึกว่า การเดินทางช่วงนี้สนุกกว่าช่วงก่อนหน้านี้มากนัก!
ตอนที่ 320: กรอบดังกร๊วบ
ภายในรถม้าของตระกูลฉี เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆๆของสองศิษย์อาจารย์
ส่วนภายในตัวรถม้าของบ้านฉินเหยา ฉีเซียนกวนผู้โกรธเกรี้ยวกำลังจ้องตากับพวกต้าหลางสี่พี่น้องตาปริบๆ
สี่พี่น้องอยากจะเอ่ยเรียกเขา แต่ไม่รู้ว่าควรจะเรียกอะไรดี
คุณชายฉี?
พี่ชายตระกูลฉี?
หรือจะเรียกว่าอาจารย์อาฉี?
เอ้อร์หลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ บรรยากาศน่าอึดอัดเช่นนี้ต้องมีคนทำลายมิใช่หรือ
“ท่านหิวหรือไม่ อยากกินอะไรหน่อยหรือไม่” เอ้อร์หลางเอ่ยถามพลางขยิบตาให้คู่แฝด
ซานหลางและซื่อเหนียงรู้กันเป็นอย่างดีจึงหยิบของกินที่แอบซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมาวางไว้บนโต๊ะเตี้ยตัวเล็กในตัวรถม้า
เมื่อคลี่ผ้าออกก็เผยให้เห็นขนมไหว้พระจันทร์ไส้ถั่วแดงเปลือกสีเหลืองหนึ่งชิ้นและปูตัวน้อยรสเผ็ดร้อนหนึ่งห่อเล็ก ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของอาวั่ง ซานหลางเห็นแล้วก็อดใจไม่ไหวรีบหยิบปูตัวน้อยตัวหนึ่งโยนเข้าปากอย่างรวดเร็ว ปูนั้นกรุบกรอบเสียจนขบเคี้ยวแล้วมีเสียงดังกร๊วบออกมา!
ฉีเซียนกวนอดไม่ได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “นี่คือปูอะไรน่ะ ข้าไม่เคยเห็นปูตัวเล็กเช่นนี้มาก่อน”
ซื่อเหนียงมองเขาอย่างตกตะลึง “ท่านไม่เคยเห็นแม้กระทั่งปูตัวเล็กหรือ”
ฉีเซียนกวนส่ายหน้า เขาก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่นึกว่าบนโลกนี้จะมีปูตัวเล็กถึงเพียงนี้ด้วย
เด็กหนุ่มยื่นมือออกมาทำท่าทางประกอบบนโต๊ะ “ปูตัวเล็กที่สุดที่ข้าเคยกิน ก็มีขนาดเท่านี้”
ซานหลางยื่นมือเล็กๆของตนเองออกมา พอดีกับขนาดฝ่ามือของเขา เจ้าตัวเล็กเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
สี่พี่น้องสบตากัน ต้าหลางเอ่ยถามต่ออย่างใคร่รู้ “แล้วตัวใหญ่ที่สุดที่ท่านเคยกินเล่า ใหญ่แค่ไหน”
ฉีเซียนกวนยิ้มบางๆ พลางชี้ไปที่โต๊ะเตี้ยในรถม้า “สามารถวางได้เต็มโต๊ะตัวนี้ เป็นปูทะเลที่ส่งมาจากเป่ยไห่”
“แต่รสชาติก็งั้นๆ ยังไม่อร่อยเท่าไก่ตุ๋นเห็ดสน” แววตารังเกียจของฉีเซียนกวนนั้นชัดเจนยิ่งนัก ท่าทางราวกับเกลียดชังเข้ากระดูกดำ
สี่พี่น้องขมวดคิ้วตามทันที ส่งเสียง “อี๋~” ออกมาอย่างรังเกียจราวกับรู้สึกไปด้วย
เอ้อร์หลางกล่าว “เช่นนั้นท่านลองชิมปูตัวเล็กของพวกเราดูว่าอร่อยหรือไม่”
ฉีเซียนกวนมองขนมไหว้พระจันทร์และปูทอดตัวเล็กที่วางอยู่บนผ้าอย่างลังเล นิ้วมือขยับอย่างอึดอัด สุดท้ายก็ทนต่อกลิ่นหอมเผ็ดของพริกไม่ไหว ใช้มือหยิบขึ้นมาสองตัว ใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้าแล้วส่งเข้าปากลิ้มลอง
ปูตัวเล็ก ไม่มีเนื้อ แต่เปลือกนุ่ม เมื่อผ่านการทอดด้วยน้ำมันร้อนๆ จึงกรอบอร่อยถูกปาก
ยิ่งเมื่อคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงรสรสเผ็ดหอมสูตรพิเศษของอาวั่ง พอเข้าปากก็หอมสดชื่นและเผ็ดชา คำแรกที่เข้าปากน้ำลายจึงสอเต็มปากอย่างควบคุมไม่อยู่ ตามมาด้วยความเผ็ดร้อนเล็กน้อยที่พวยพุ่งออกมา ผสมผสานกับเปลือกกรอบนุ่ม ทำให้ได้รสสัมผัสที่หลากหลายยิ่งนัก กินไปคำหนึ่งแล้วก็อยากจะกินอีกคำ!
“อร่อยใช่หรือไม่” เมื่อเหลือบไปเห็นดวงตาที่เปล่งประกายของฉีเซียนกวน ซื่อเหนียงก็กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “นี่เป็นปูที่ข้ากับพวกพี่ชายช่วยกันใช้กรงจับมาเชียวนะ ตัวใหญ่ๆล้วนไม่เอา เอาแต่ตัวที่เล็กที่สุดนี่แหละ”
ต้าหลางเลื่อนขนมไหว้พระจันทร์ไปตรงหน้าฉีเซียนกวน “นี่ก็เป็นขนมไหว้พระจันทร์ที่พวกเราทำเอง หอมอร่อยมากเลย”
ฉีเซียนกวนตอบก่อนว่าปูตัวเล็กอร่อยมาก จากนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยตอบรับต้าหลางแล้วจึงใช้มือหยิบขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นมา กัดคำเล็กๆเพื่อลองชิมรสชาติก่อน ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก
เพราะเขาผิดหวังมาหลายครั้งเกินไปแล้ว
ขนมในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง เขากินอยู่เป็นนิจ วันหนึ่งต้องกินไม่ต่ำกว่าสามสี่ชิ้น ทว่าตั้งแต่ที่ทำตามความประสงค์ของท่านปู่ทวด มายังถิ่นบรรพชนในจังหวัดจื่อจิงแห่งนี้ เขาก็ไม่เคยได้พบขนมที่อร่อยเช่นนั้นอีกเลย
สือโถวช่วยเขาหาพ่อครัวมาเจ็ดแปดคนก็ยังทำรสชาติที่เขาต้องการไม่ได้
หลังจากนั้นนานๆครั้งถึงจะกินชิ้นหนึ่งก็เพียงเพื่อรักษาหน้าของผู้อื่นเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ฉีเซียนกวนประหลาดใจก็คือ แป้งขนมที่ได้ลองชิมคำนี้กลับทำให้เขารู้สึกราวกับได้กลับไปเมืองหลวง
ทว่าขนมไหว้พระจันทร์ในมือที่เพิ่งได้รับมานั้นมีกลิ่นน้ำมันหอมฟุ้ง ออกจะเลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย แต่รสชาติในปากกลับสดชื่นอย่างไม่คาดคิด
เดินทางด้วยเรือและรถม้ามาตลอดทาง เพื่อที่จะมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้อย่างราบรื่นในวันนี้ ฉีเซียนกวนเพียงกินอาหารเช้าเท่านั้น มื้อกลางวันยังไม่ได้กินสิ่งใดเลยจึงถูกปูสองตัวกับขนมคำหนึ่งกระตุ้นจนเกิดความอยากอาหารขึ้นมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองสี่พี่น้องตระกูลหลิวที่อยู่ตรงหน้า เห็นท่าทางตื่นเต้นของพวกเขาที่เหมือนจะบอกว่าเจ้ารีบกินสิ ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป กัดขนมไหว้พระจันทร์ไปคำใหญ่
ขนมไหว้พระจันทร์ไส้ถั่วแดง ความหวานของไส้กำลังพอดี ไม่รู้สึกเลี่ยนแล้วก็ไม่รู้สึกจืดเกินไป เมื่อผสมกับกลิ่นหอมของน้ำมันบนเปลือกกลับยิ่งทำให้เจริญอาหารมากขึ้น
แต่ขนมที่หวานนุ่มกินมากไปก็มักจะเลี่ยนอยู่บ้าง ในตอนนี้ ฉีเซียนกวนรู้สึกว่าปูตัวน้อยรสเผ็ดนั้นเข้ากันได้อย่างลงตัวที่สุด
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเห็นฉีเซียนกวนกินอย่างเอร็ดอร่อย ในใจก็รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง ยิ้มพลางถามเขาว่าอยากดื่มน้ำหรือไม่
ช่างพอดีนัก มาถึงตำแหน่งของน้ำพุบนภูเขาที่หลิวจี้แนะนำอาจารย์อย่างสุดกำลัง
รอจนผู้คุ้มกันหยุดรถม้าจนนิ่ง ต้าหลางก็กระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว รับน้ำเต้าที่น้องสาวยื่นให้แล้วมาถึงริมถนนด้านใน แหวกพงหญ้าแล้วมุดเข้าไป
ที่แท้ข้างในพงหญ้ายังมีถ้ำเล็กๆอยู่แห่งหนึ่ง ในถ้ำมีตาน้ำเล็กๆใสจนมองเห็นถึงก้นบึ้ง
ต้าหลางปัดใบไม้ที่ร่วงหล่นบนผิวน้ำออก ตักน้ำพุจนเต็มน้ำเต้าแล้วมาที่หน้ารถม้า ยื่นให้ฉีเซียนกวน
ทางด้านของหลิวจี้ก็ทำท่าทางเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่เขาดื่มสุราไปสองอึกทำให้ฝีเท้าดูโงนเงนเล็กน้อย โชคดีที่ถ้ำเล็กมากจึงไม่ต้องกังวลว่าเขาจะหัวทิ่มลงไปในตาน้ำ
ภายในรถม้าของตระกูลฉี พลันมีเสียงของกงเหลียงเหลียวดังขึ้นอย่างยินดีว่า “หวานชื่นใจนัก!”
จากนั้นหันไปกำชับหลิวจี้ว่า “ข้าดื่มชาก็ต้องใช้น้ำพุนี้ชง!”
หลิวจี้รับคำในทันที อย่างไรเสียก็แค่ขี่ม้ามาตักน้ำ ไปกลับใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ ขอเพียงทำให้อาจารย์พอใจได้ เขาจะตื่นเช้าขึ้นอีกสองเค่อจะเป็นไรไป!
เมื่อได้กินของอร่อย อารมณ์ที่หงุดหงิดของฉีเซียนกวนก็ดีขึ้นในที่สุด เขาพิงอยู่ที่หน้าต่างรถม้ากับพวกต้าหลางสี่พี่น้อง พลางชมทิวทัศน์ พลางฟังต้าหลางแนะนำว่าในแถบภูเขานี้มีสัตว์อะไรบ้าง
เมื่อเห็นว่าต้าหลางรู้เรื่องราวในภูเขานี้ดีราวกับเส้นลายมือตนเอง ราวกับเคยไปด้วยตัวเอง ฉีเซียนกวนจึงถามเขาอย่างสงสัยว่า
“จื่อวั่ง เจ้ารู้เรื่องมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ต้าหลางก็อดไม่ได้ที่จะแอ่นอกอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวว่า “ปีก่อนน้าเหยาพาข้าเข้าป่าไปล่าสัตว์ พวกเราอยู่ในป่าด้วยกันถึงเจ็ดแปดวัน สัตว์ดุร้ายในป่าลึกข้าล้วนเคยเห็นมาหมดแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เอ้อร์หลางและซานหลางก็ตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน กล่าวเสริมว่า “พี่ใหญ่ของข้ายังเก็บหัวเสือไว้ด้วยนะ!”
ฉีเซียนกวนสูดลมหายใจเย็นเยียบด้วยความประหลาดใจ “จริงหรือ”
ดังนั้น สี่พี่น้องจึงเล่าเรื่องราวให้เขาฟังว่าเมื่อปีก่อนท่านแม่ของตนเองฟันเสือร้ายตัวนั้นตายด้วยดาบเดียวได้อย่างไร
หลังจากฉีเซียนกวนฟังจบก็พลันรู้สึกว่าภูเขาในชนบทแห่งนี้จู่ๆก็ดูอันตรายขึ้นมาหลายส่วน ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง!
เมื่อคิดอีกทีว่าตนเองกับอาจารย์ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่นานเท่าใด บางทีอาจจะได้พบกับการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงครั้งต่อไปของฉินเหนียงจื่อก็ได้? ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังกับวันข้างหน้าขึ้นมาเล็กน้อย
ขบวนคนเดินทางผ่านหน้าประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน ค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่หมู่บ้านตระกูลหลิว ทำให้เกิดความวุ่นวายไม่น้อยในหมู่บ้าน
แต่เมื่อมองเหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีที่พกดาบยาวข้างกายและขี่อยู่บนหลังม้าตัวสูงใหญ่ก็พากันหลีกทางให้แต่ไกล
เมื่อเห็นว่ารถม้าของบ้านฉินเหยาก็อยู่ในขบวนด้วย ทั้งยังกำลังนำขบวนคนกลุ่มนี้ไปยังบ้านของตน พวกชาวบ้านต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อ
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลและหลิวต้าฝูที่ทราบข่าวอยู่ก่อนแล้วสบตากัน ลังเลว่าจะเข้าไปต้อนรับดีหรือไม่
สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าไปเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นรู้สึกว่าเสียมารยาท
แต่พอเดินไปถึงหน้าประตูบ้านฉินเหยา ก็เห็นพวกผู้คุ้มกันที่ในมือถือดาบยาวและมีใบหน้าเย็นชาเคร่งขรึมยืนแยกกันอยู่สองฝั่ง
จบตอน
Comments
Post a Comment